คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3511/2545
#99698
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ข้อที่โจทก์หรือจำเลยทั้งสองขอเพิ่มนั้นเป็นการเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดิน สำหรับที่ดินอีก 1 แปลง เข้ามาใหม่ กรณีจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๒ อ้างว่า ในการพิมพ์สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๗๐๓ ไว้ด้วย จึงขอเพิ่มเติมแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเติมโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๗๐๓ ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๕ และให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อกำกับต่อหน้าศาล เพื่อให้ถูกต้องตรงตามเจตนาของคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอแก้ไขตามคำร้องเป็นการแก้ไขในส่วนสำคัญทั้งไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลทำการแก้ไขได้

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ข้อที่โจทก์และจำเลยทั้งสองขอเพิ่มนั้น เป็นการเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดิน สำหรับที่ดินอีก ๑ แปลงเข้ามาใหม่ ซึ่งผิดไปจากเดิม กรณีจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไข โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอแก้ไขได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายสมจิตร์ ทองศรี ผู้ช่วย

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บ. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด
กับพวก — นายประยุทธ ศิริภาพที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายอาคม ศรียาภัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2545
#45718
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยยิงปืนเพียงเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228,80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 358, 371, 376, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิริบลูกกระสุนปืนของกลาง และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1442/42 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรและโดยมิได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 11 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก7 ปี 8 เดือน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (ที่ถูกข้อหายิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านกับข้อหาทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท)ลงโทษจำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 4 เดือน รวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 16 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเห็นว่า แม้ว่าขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายจำเลยไม่เห็นตัวผู้เสียหายเพราะเป็นเวลากลางคืนและห้องนอนผู้เสียหายมิได้เปิดไฟ แต่ปรากฏจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ขณะนอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงผู้ชายมาเรียก ผู้เสียหายจึงลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธนาวัชร ดีบุญมี ณ ชุมแพ ว่าเหตุที่แจ้งข้อหาจำเลยว่า พยายามฆ่าเพราะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในหน้าต่างห้องนอนซึ่งอยู่เสมอกับที่นอนและปรากฏตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุว่า กระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องนอนแตก มีรูกระสุนปืนทะลุตู้โชว์เสื่อผ้าและประตูห้องนอนหลายแห่งและพบหัวกระสุนปืน 4 หัวตกอยู่ในห้องนอน ดังนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ร้ายแรงยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายเช่นนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่า จำเลยมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหาย คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะยิงเพื่อให้ถูกผู้เสียหาย มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยยิงปืนเพียงเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย สุทธิ สอนท้าว
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2545
#99776
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยยิงปืนเพียงเพื่อขมขู่ผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามป.อ. มาตรา 228, 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๓๕๘, ๓๗๑, ๓๗๖, ๓๒, ๓๓ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ริบลูกกระสุนปืนของกลาง และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลยแดงที่ ๑๔๔๒/๔๒ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๓๕๘, ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ วรรคสาม, ๗๒ ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรและโดยมิได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑๐ ปี รวมจำคุก ๑๑ ปี ๖ เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๗ ปี ๘ เดือน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็่นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๖ อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (ที่ถูกข้อหายิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านกับข้อหาทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท) ลงโทษจำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน รวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก ๑๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเห็นว่า แม้ว่าขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายจำเลยไม่เห็นตัวผู้เสียหายเพราะเป็นเวลากลางคืนและห้องนอนผู้เสียหายมิได้เปิดไฟ แต่ปรากฏจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ขณะนอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงผู้ชายมาเรียก ผู้เสียหายจึงลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธนาวัชร ดีบุญมี ณชุมแพ ว่าเหตุที่แจ้งข้อหาจำเลยว่า พยายามฆ่าเพราะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในหน้าต่างห้องนอนซึ่งอยู่เสมอกับที่นอนและปรากฏตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดหตุว่า กระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องนอนแตก มีรูกระสุนปืนทะลุตู้โชว์เสื่อผ้าและประตูห้องนอนหลายแห่งและพบหัวกระสุนปืน ๔ หัวตกอยู่ในห้องนอน ดังนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายเช่นนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่า จำเลยมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหาย คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะยิงเพื่อให้ถูกผู้เสียหาย มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยยิงปืนเพียงเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

นายไมตรี สุเทพากุล ผู้ช่วย

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
สอนท้าว — นายสุทธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3508/2545
#45235
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์แล้วว่าคำนวณอย่างไร ไม่จำเป็นต้องระบุยอดหนี้ที่ค้างชำระในแต่ละเดือนว่าเป็นเท่าไรหรือโจทก์คำนวณดอกเบี้ยทบต้นหรือไม่อีกเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบให้เห็นได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ร.ในฐานะทายาทของจำเลยที่2ร. เพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ ร. ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 24 สิงหาคม 2533 จำเลยทั้งสามกู้เงินจากโจทก์ สาขาภูเก็ตจำนวน 8,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุกวันสิ้นเดือนอย่างน้อยเดือนละ 283,200 บาทเริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนกันยายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ และจำเลยทั้งสามได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วเพื่อเป็นหลักประกันจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 896 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วและที่จะมีต่อไปในภายหน้าจำนองแก่โจทก์จำนวน 8,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นอกจากนี้จำเลยยังตกลงอีกว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระเงินขาดอยู่เท่าใด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดใช้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วนหลังจากที่กู้เงินไปแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้โดยเริ่มผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2533 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามซึ่งได้รับแล้วแต่เพิกเฉย เมื่อคิดยอดหนี้ในวันที่ 8ตุลาคม 2533 อันเป็นวันเริ่มค้างชำระดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามเป็นหนี้เงินต้นจำนวน8,000,000 บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วเป็นเงิน 3,946,465.43 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสามนำเงินมาชำระดอกเบี้ยบางส่วนเป็นเงิน 123,000 บาท จำเลยทั้งสามยังคงค้างดอกเบี้ยจำนวน 3,823,465.43 บาท รวมเป็นหนี้ทั้งสิ้น 11,823,465.43 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,823,465.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 896 ตำบลบางเทาอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าหนี้ที่ค้างชำระจำนวน 11,823,465.43 บาท มีการคิดคำนวณอย่างไร และค้างเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยกี่เดือนเดือนละเท่าใด นอกจากนี้การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้เป็นจำนวนมากก็ไม่อาจทราบได้ว่า หนี้ที่ค้างชำระมีจำนวนเท่าใด โจทก์ไม่มีสิทธิปรับดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งโจทก์ไม่เคยแจ้งการปรับดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามทราบ จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเนื่องจากผู้ที่ลงชื่อในใบตอบรับไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 3 และไม่ทราบว่าเป็นใคร การบอกกล่าวของโจทก์และผู้รับมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวรัตนา หมาดเด็น ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,823465.43 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 พฤษภาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 896 ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 80,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 2ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ดอกเบี้ยรวมเงินต้นจำนวน 11,824,456.43 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น11,823,465.43 บาท) คำนวณอย่างไร ในแต่ละช่วงที่โจทก์ปรับดอกเบี้ยสูงขึ้นโจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นหรือหนี้เงินต้นรวมดอกเบี้ยด้วย และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยกี่เดือน เดือนใดบ้างในแต่ละเดือนเป็นเงินเท่าใด และคำนวณดอกเบี้ยทบต้นหรือไม่ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจากโจทก์ 8,000,000 บาท ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนอย่างน้อยที่สุดเดือนละ 283,200 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2533 เป็นต้นไปหากมีกฎหมายหรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารโจทก์กำหนดเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินกู้ประเภทต่าง ๆ จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยตามอัตราสูงสุดดังกล่าวได้ จำเลยเริ่มผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไป เมื่อคิดยอดหนี้ ณ วันดังกล่าวจำเลยเป็นหนี้เงินต้น8,000,000 บาท และคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นดังกล่าวโดยคิดอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2533 อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2535 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2536 เป็นดอกเบี้ยรวม 3,946,465.43 บาท ในระหว่างนั้นจำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ย 123,000 บาท คงค้างดอกเบี้ย3,823,465.43 บาท รวมเป็นหนี้ทั้งสิ้น 11,823,465.43 บาท คำบรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงวิธีการคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์แล้วว่าคำนวณอย่างไร ไม่จำเป็นต้องระบุยอดหนี้ที่ค้างชำระในแต่ละเดือนว่าเป็นเท่าไรหรือโจทก์คำนวณดอกเบี้ยทบต้นหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาอีกเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบให้เห็นได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ไม่ฟังขึ้น...

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องนางสาวรัตนา หมาดเด็น ในฐานะทายาทของนางฝ่า หมาดเด็น จำเลยที่ 2 นางสาวรัตนาเพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่กรรม ในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษาให้นางสาวรัตนาในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ในส่วนนี้ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,823,465.43 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีจากเงินต้นจำนวน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 พฤษภาคม 2536) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 896 ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ให้ครบถ้วน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด
จำเลย — นายอาจ หมาดเด็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3508/2545
#45717
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องนางสาว ร. ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2 นางสาว ร. เพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลจะพิพากษาให้นางสาว ร. ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,823,465.43 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 896ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทนหากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยแจ้งการปรับดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามทราบ จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเนื่องจากผู้ที่ลงชื่อในใบตอบรับไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 3 และไม่ทราบว่าเป็นใคร การบอกกล่าวของโจทก์และผู้รับมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวรัตนา หมาดเด็น ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน11,823,465.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 พฤษภาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 896 ตำบลบางเทา อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้80,000 บาท ทั้งนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องนางสาวรัตนา หมาดเด็น ในฐานะทายาทของนางฝ่า หมาดเด็น จำเลยที่ 2 นางสาวรัตนา เพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษาให้นางสาวรัตนาในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,823,465.43 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 พฤษภาคม 2536) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 896 ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้80,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด
จำเลย — นาย อาจ หมาดเด็น ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3508/2545
#99690
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องนางสาว ร. ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2 นางสาว ร. เพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลจะพิพากษาให้นางสาว ร. ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๑,๘๒๓,๔๖๕.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี จากเงินต้นจำนวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๖ ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยแจ้งการปรับดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามทราบ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเนื่องจากผู้ที่ลงชื่อในใบตอบรับไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านของจำเลยที่ ๓ และไม่ทราบว่าเป็นใคร การบอกกล่าวของโจทก์และผู้รับมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม นางสาวรัตนา หมาดเด็น ทายาทของจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๑,๘๒๓,๔๖๕.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี จากเงินต้นจำนวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๖) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๖ ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๘๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ จำเลยที่ ๒ ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องนางสาวรัตนา หมาดเด็น ในฐานะทายาทของนางฝ่า หมาดเด็น จำเลยที่ ๒ นางสาวรัตนา เพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จะพิพากษาให้นางสาวรัตนาในฐานะทายาทของจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๒ แทนจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ในส่วนนี้ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๑,๘๒๓,๔๖๕.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี จากเงินต้นจำนวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๖) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๖ ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.

นายปัญญา ด่านพัฒนมงคล ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
จำกัด — ธนาคารทหารไทย
กับพวก — นายอาจ หมาดเด็น ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอานัด อุเบกขานุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3501/2545
#45234
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีกฎหมายกำหนดให้พนักงานเดินหมายต้องไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยในเวลาราชการจึงจะชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 แม้พนักงานเดินหมายจะมิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในเวลาราชการก็หาทำให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่มีการพิจารณาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระก็ให้ยึดที่ดินที่จำนองไว้พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่ครบก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หลังจากส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยทั้งสองไม่เคยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ทราบว่าถูกฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบต้องยกขึ้นว่ากล่าวเสียก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ โดยระบุว่า จำเลยทั้งสองอยู่บ้านเลขที่ 284 ถนนพญาไม้ แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานครวันที่ 9 มิถุนายน 2542 พนักงานเดินหมายไปส่งหมายเรียกซึ่งกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ไว้ด้วยและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และพิจารณาพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 พนักงานเดินหมายไปส่งคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง พนักงานเดินหมายไม่ได้ไปส่งที่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่า พนักงานเดินหมายไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 284 ถนนพญาไม้ แขวงสมเด็จเจ้าพระยาเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ตรงกับภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองมีที่อยู่ตามฟ้องจริง ข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากรายงานการเดินหมายซึ่งพนักงานเดินหมายได้ไปส่งคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับณ สถานที่แห่งเดียวกันกับที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งว่าการปิดคำบังคับไม่ชอบแต่ประการใด ทั้งหลังจากปิดคำบังคับจำเลยทั้งสองยังได้แต่งตั้งทนายความให้มาคัดหรือถ่ายคำฟ้อง คำเบิกความของโจทก์ สรรพเอกสารทั้งหลาย รายงานการเดินหมายคำพิพากษาและรายงานกระบวนพิจารณาทั้งหมดเพื่อใช้ในการพิจารณาคดีใหม่ต่อสู้คดีต่อไป แสดงให้เห็นว่าพนักงานเดินหมายได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองที่ภูมิลำเนาตามฟ้องโดยชอบแล้ว ทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในเวลาราชการเท่านั้น จึงจะชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 บัญญัติว่า "การส่งคู่ความหรือเอกสารอื่นใดโดยเจ้าพนักงานศาลนั้นให้ปฏิบัติดังนี้ (1) ให้ส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และ (2) ..." แม้พนักงานเดินหมายจะมิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในเวลาราชการ ก็หาทำให้การกระทำของพนักงานเดินหมายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใดไม่ ศาลชั้นต้นจึงมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยทั้งสองต้องยกขึ้นว่ากล่าวเสียก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยทั้งสองพอวินิจฉัยได้แล้วและได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจกระทำได้และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อีกเพราะการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เอเซีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง นันทา อนันต์พิพิธ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3501/2545
#99795
เปิดฉบับเต็ม

การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งในเวลาราชการเท่านั้นจึงจะชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อพนักงานเดินหมายไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 284 ถนนพญาไม้ แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ตรงกับภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง แม้จะมิได้ส่งในเวลาราชการก็หาทำให้การกระทำของพนักงานเดินหมายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใดไม่ ศาลจึงมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่มีการพิจารณาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระก็ให้ยึดที่ดินที่จำนองไว้พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่ครบก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ หลังจากส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่เคยรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ทราบว่าถูกฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบต้องยกขึ้นว่ากล่าวเสียก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่า พนักงานเดินหมายไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ ๒๘๔ ถนนพญาไม้ แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ตรงกับภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองยอมรับว่าจำเลยทั้งสองมีที่อยู่ตามฟ้องจริง ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ เนื่องจากรายงานการเดินหมายซึ่งพนักงานเดินหมายได้ไปส่งคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ ณ สถานที่แห่งเดียวกันกับที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งว่าการปิดคำบังคับไม่ชอบ ทั้งหลังจากปิดคำบังคับจำเลยทั้งสองยังได้แต่งตั้งทนายความให้มาคัดหรือถ่ายคำฟ้อง คำเบิกความพยานโจทก์ สรรพเอกสารทั้งหลาย รายงานการเดินหมาย คำพิพากษาและรายงานกระบวนพิจารณาทั้งหมด เพื่อใช้ในการพิจารณาคดีใหม่และต่อสู้คดีต่อไป แสดงให้เห็นว่าพนักงานเดินหมายได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองที่ภูมิลำเนาตามฟ้องโดยชอบแล้ว ทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในเวลาราชการเท่านั้นจึงจะชอบด้วยกฎหมาย แม้พนักงานเดินหมายจะมิได้ไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในเวลาราชการ ก็หาทำให้การกระทำของพนักงานเดินหมายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใดไม่ ศาลชั้นต้นจึงมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางนันทา อนันต์พิพิธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3500/2545
#45233
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนรวมทั้งสี่กองทุนจดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวม ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 124 วรรคสอง ผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน การที่จำเลยเสนอขายหุ้นกู้แก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุนโดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมทั้งสี่กองทุน แม้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียว ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมได้ โจทก์ได้จัดตั้งและจดทะเบียนโครงการจัดการกองทุนรวมต่าง ๆและได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเพื่อถือหุ้นกู้ในนามของกองทุนรวมที่อยู่ภายใต้อำนาจการจัดการดูแลของโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 จำนวน 10,000 หน่วย มูลค่า 10,000,000 บาท วันที่4 เมษายน 2538 และวันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวีรวมจำนวน 15,000 หน่วย รวมมูลค่า 15,000,000 บาทวันที่ 30 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 12 มิถุนายน 2538 โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี รวมจำนวน 20,000 หน่วย รวมมูลค่า 20,000,000บาท วันที่ 21 กรกฎาคม 2538 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์วอลล์สตรีท รวมจำนวน 20,000,000 บาท กองทุนรวมเหล่านั้นจึงเป็นผู้ถือหุ้นกู้ของจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี ปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 มิถุนายนและวันที่ 21 ธันวาคมของทุกปีและมีสิทธิได้รับการไถ่ถอนหุ้นกู้ตามกำหนดไถ่ถอนภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2544 หรือก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ในกรณีมีเหตุการณ์อันเป็นเงื่อนไขให้จำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนหุ้นก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการส่งกระทรวงการคลังพิจารณา แต่ปรากฏว่าวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่เห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการเป็นผลให้จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้จำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่งวดประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ จำเลยอยู่ในฐานะต้องปิดกิจการเป็นการถาวร ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิตามมูลหนี้หุ้นกู้ จำเลยไม่อาจถือประโยชน์จากเงื่อนเวลาที่กำหนดวันชำระหนี้หรือวันไถ่ถอนหุ้นกู้ตามกำหนดเดิมได้อีกต่อไปดังนั้นจำเลยจะต้องไถ่ถอนหุ้นกู้คืนให้โจทก์ทั้งหมดและต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 69,988,527.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปีของต้นเงิน 65,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยหลายครั้งในนามกองทุนต่างกัน และคนละครั้งแยกจากกันดังนั้นข้อหาที่โจทก์เสนอต่อศาลสามารถแยกต่างหากจากกันเป็นหลายข้อหาได้ตามจำนวนครั้งที่โจทก์ซื้อหุ้นกู้จากจำเลย โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหา จึงให้โจทก์แก้ฟ้องระบุจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องของแต่ละข้อหาให้ชัดเจน และให้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ให้ครบภายใน15 วัน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและนำเงินขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ได้แก้ไขมาชำระเพิ่มจำนวน600,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่ได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลไว้แล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำให้การสู้คดีศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน 4 กองทุน พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้จัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนในหุ้นกู้ของจำเลย การที่โจทก์ซื้อหุ้นกู้จากจำเลยหลายครั้งในนามกองทุนรวมต่างกัน เป็นเพียงวิธีการจัดสรรเพื่อการลงทุนของโจทก์ประกอบกับหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายในคราวเดียวกันมูลหนี้ตามฟ้องจึงไม่อาจแบ่งแยกตามจำนวนครั้งที่ซื้อขายเป็นรายกองทุนได้ ทั้งการผิดสัญญาของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง โจทก์ชอบที่จะชำระค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) เห็นว่ากองทุนรวมทั้งสี่กองทุนตามฟ้องเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้วจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน และแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 124 วรรคสองผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุนและแม้หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุนโดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ตามฟ้องของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน 4 กองทุน พร้อมดอกเบี้ยแม้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียว ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัดฯ
จำเลย — บริษัทเงินทุนยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3500/2545
#45715
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนรวมทั้งสี่กองทุนตามฟ้องเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้ว จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 124 วรรคสองผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน แม้หุ้นกู้แต่ละกองทุนเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุน โดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ตามฟ้องของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน แม้โจทก์ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมได้ โจทก์ได้จัดตั้งและจดทะเบียนโครงการจัดการกองทุนรวมต่าง ๆ และได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเพื่อถือหุ้นกู้ในนามของกองทุนรวมที่อยู่ภายใต้อำนาจการจัดการดูแลของโจทก์ โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 จำนวน10,000,000 บาท ในนามของกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี จำนวน 15,000,000 บาท ในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี จำนวน 20,000,000 บาท และในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์วอลล์สตรีท รวมจำนวน 20,000,000 บาท กองทุนรวมเหล่านั้นจึงเป็นผู้ถือหุ้นกู้ของจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ11.25 ต่อปี ปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 มิถุนายนและวันที่ 21 ธันวาคม ของทุกปี และมีสิทธิได้รับการไถ่ถอนหุ้นกู้ตามกำหนดไถ่ถอนภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2544 หรือก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนในกรณีมีเหตุการณ์อันเป็นเงื่อนไขให้จำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนหุ้นก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดการทำแผนฟื้นฟูกิจการส่งกระทรวงการคลังพิจารณา แต่ปรากฏว่าวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่เห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการเป็นผลให้จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่งวดประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนโจทก์จำนวน69,988,527.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000,000บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยหลายครั้งในนามกองทุนต่างกัน และคนละครั้งแยกจากกัน ดังนั้นข้อหาที่โจทก์เสนอต่อศาลสามารถแยกต่างหากจากกันเป็นหลายข้อหาได้ตามจำนวนครั้งที่โจทก์ซื้อหุ้นกู้จากจำเลย โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหา จึงให้โจทก์แก้ฟ้องระบุจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องของแต่ละข้อหาให้ชัดเจน และให้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ให้ครบภายใน 15วัน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและนำเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ได้แก้ไขมาชำระเพิ่มจำนวน 600,000บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่ได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลไว้แล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน 4 กองทุน พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้จัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนในหุ้นกู้ของจำเลย การที่โจทก์ซื้อหุ้นกู้จากจำเลยหลายครั้งในนามกองทุนรวมต่างกัน เป็นเพียงวิธีการจัดสรรเพื่อการลงทุนของโจทก์ ประกอบกับหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายในคราวเดียวกัน มูลหนี้ตามฟ้องจึงไม่อาจแบ่งแยกตามจำนวนครั้งที่ซื้อขายเป็นรายกองทุนรวมได้ ทั้งการผิดสัญญาของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรงโจทก์ชอบที่จะชำระค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก)เห็นว่า กองทุนรวมทั้งสี่กองทุนตามฟ้องเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้ว จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวม ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 124 วรรคสอง ผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน และแม้หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุนโดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ตามฟ้องของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน 4 กองทุน พร้อมดอกเบี้ยแม้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียว ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 124 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทน
โจทก์ — กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทวี 2 กับพวก
จำเลย — บริษัท เงินทุนยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3500/2545
#45716
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนรวม 4 กองทุน ต่างเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้ว จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน และแยกต่างหากจากบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตรา 124 วรรคสองโจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทจำเลย ซึ่งผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน และแม้หุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์จะเป็นคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นเพียงผู้นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุนโดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้นมิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นของแต่ละกองทุนจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น แม้โจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมจะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมทั้งสี่ กองทุนรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมได้ โจทก์ได้จัดตั้งและจดทะเบียนโครงการจัดการกองทุนรวมต่าง ๆและได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเพื่อถือหุ้นกู้ในนามของกองทุนรวมที่อยู่ภายใต้อำนาจการจัดการดูแลของโจทก์ ในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวีกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวีและกองทุนรวมไทยพาณิชย์วอลล์สตรีท ต่อมาจำเลยไม่อาจถือประโยชน์จากเงื่อนเวลาที่กำหนดวันชำระหนี้หรือวันไถ่ถอนหุ้นกู้ตามกำหนดเดิมได้อีกต่อไป จะต้องไถ่ถอนหุ้นกู้คืนให้โจทก์ทั้งหมดและต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 69,988,527.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องระบุจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องของแต่ละข้อหาให้ชัดเจน และให้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ให้ครบภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและนำเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ได้แก้ไขมาชำระเพิ่มจำนวน 600,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่ได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลไว้แล้วต่อมาจำเลยยื่นคำให้การสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน 4 กองทุนพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมหรือไม่ เห็นว่า กองทุนรวมทั้งสี่กองทุนตามฟ้องเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้ว จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน และแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 124 วรรคสอง ผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน และแม้หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุนโดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ตามฟ้องของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน4 กองทุนพร้อมดอกเบี้ย แม้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 124 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เงินทุนยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3500/2545
#99697
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนรวมทั้งสี่กองทุนตามฟ้องเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้ว จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวม ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน แม้หุ้นกู้แต่ละกองทุนเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุน โดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ตามฟ้องของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน แม้โจทก์ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมได้ โจทก์ได้จัดตั้งและจดทะเบียนโครงการจัดการกองทุนรวมต่างๆ และได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเพื่อถือหุ้นกู้ในนามของกองทุนรวมที่อยู่ภายใต้อำนาจการจัดการดูแลของโจทก์ โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี ๒ จำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในนามของกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี จำนวน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และในนามของกองทุนรวมไทยพาณิชย์วอลล์สตรีท รวมจำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท กองทุนรวมเหล่านั้นจึงเป็นผู้ถือหุ้นกู้ของจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๑.๒๕ ต่อปี ปีละ ๒ ครั้ง ในวันที่ ๒๑ มิถุนายนและวันที่ ๒๑ ธันวาคมของทุกปี และมีสิทธิได้รับการไถ่ถอนหุ้นกู้ตามกำหนดไถ่ถอนภายในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ หรือก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนในกรณีมีเหตุการณ์อันเป็นเงื่อนไขให้จำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนหุ้นก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ต่อมาวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดการทำแผนฟื้นฟูกิจการส่งกระทรวงการคลังพิจารณา แต่ปรากฏว่าวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐ คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่เห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการเป็นผลให้จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่งวดประจำวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนโจทก์จำนวน ๖๙,๙๘๘,๕๒๗.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๑.๒๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยหลายครั้งในนามกองทุนต่างกัน และคนละครั้งแยกจากกัน ดังนั้นข้อหาที่โจทก์เสนอต่อศาลสามารถแยกต่างหากจากกันเป็นหลายข้อหาได้ตามจำนวนครั้งที่โจทก์ซื้อหุ้นกู้จากจำเลย โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหา จึงให้โจทก์แก้ฟ้องระบุจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องของแต่ละข้อหาให้ชัดเจน และให้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ให้ครบภายใน ๑๕ วัน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและนำเงินค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ได้แก้ไขมาชำระเพิ่มจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่ได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลไว้แล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน ๔ กองทุน พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้จัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนในหุ้นกู้ของจำเลย การที่โจทก์ซื้อหุ้นกู้จากจำเลยหลายครั้งในนามกองทุนรวมต่างกัน เป็นเพียงวิธีการจัดสรรเพื่อการลงทุนของโจทก์ ประกอบกับหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายในคราวเดียวกัน มูลหนี้ตามฟ้องจึงไม่อาจแบ่งแยกตามจำนวนครั้งที่ซื้อขายเป็นรายกองทุนรวมได้ ทั้งการผิดสัญญาของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง โจทก์ชอบที่จะชำระค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดตามตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (๑) (ก) เห็นว่า กองทุนรวมทั้งสี่กองทุนตามฟ้องเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนแล้ว จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน และแยกต่างหากจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวม ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๒๔ วรรคสอง ผลประโยชน์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมแต่ละกองทุนไปลงทุน ย่อมตกแก่กองทุนรวมแต่ละกองทุนตามส่วนของเงินที่นำไปลงทุน และแม้หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ที่จำเลยเสนอขายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน แต่โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ที่นำทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งสี่กองทุนไปลงทุนโดยโจทก์ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นผลตอบแทนเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเอง มูลหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายหุ้นกู้ตามฟ้องของแต่ละกองทุนรวมจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยในนามกองทุนรวมจำนวน ๔ กองทุน พร้อมดอกเบี้ยแม้ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียว ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากจำเลยเป็นรายกองทุนรวมชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายอธิคม อินทุภูติ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 124 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์
กับพวก
(มหาชน) — บริษัทเงินทุนยูไนเต็ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3493/2545
#45714
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นญาติพี่น้องกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีสภาพเป็นคันนา ต่อมาเมื่อมีการขุดบ่อเลี้ยงกุ้ง ทางพิพาทก็เปลี่ยนสภาพมาใช้เป็นคันบ่อเมื่อถึงฤดูทำนาก็จะเดินบนคันนา แต่ถ้านอกฤดูทำนาก็อาจเดินลัดที่นาได้ จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าจะเดินทางใดสุดแล้วแต่จะสะดวก โดยเฉพาะแต่ละคนสามารถเดินผ่านที่นาซึ่งกันและกันในลักษณะพึ่งพาอาศัยและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอันเป็นการสะท้อนถึงสภาพวิถีชีวิตที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของคนชนบทว่าตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้ โดยการถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติหรือความคุ้นเคยเป็นประการสำคัญซึ่งเป็นการเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกันถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่มากว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4587ตำบลหนองบัว อำเภอสนามจันทร์ (บ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2634 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเท้า ทางเกวียนและทางรถยนต์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่กว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 120 เมตร ออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศใต้เป็นเวลาติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภารจำยอม โจทก์จึงได้ภารจำยอมโดยอายุความ ปลายเดือนตุลาคม 2537 จำเลยทั้งสี่นำเสามาปักและตีไม้ขวางปิดกั้นทางบริเวณแนวเขตติดต่อระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยทั้งสี่ และขุดทางภารจำยอมออกไปบางส่วน ทำให้ทางภารจำยอมแคบและมีร่องลึกขวางถนนทางด้านทิศใต้เพื่อให้โจทก์และครอบครัวของโจทก์ไม่สามารถใช้ผ่านเป็นทางเข้าออก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่เปิดทางภารจำยอมให้เหมือนเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ออกไปก่อนคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์สัปดาห์ละ 720 บาท นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะเปิดทางภารจำยอมให้โจทก์ใช้ทางได้ดังเดิม และให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2634ตำบลหนองบัว อำเภอสนามจันทร์ (ปัจจุบันอำเภอบ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทราของจำเลยทั้งสี่เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4587 ตำบลหนองบัว อำเภอสนามจันทร์(บ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทรา ของโจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่เป็นญาติสนิทกัน เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ตลอดจนที่ดินข้างเคียงเป็นที่นาเจ้าของที่ดินต่างปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่นาของตนและต่างเดินผ่านที่ดินโดยถือวิสาสะ มิได้มีเจตนาจะเอาเป็นทางภารจำยอมต่อมาปี 2532 โจทก์จำเลยทั้งสี่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงเปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา จึงทำให้เกิดทางพิพาทซึ่งเป็นคันบ่อค่าเสียหายไม่เกินครั้งละ 50บาท ปีละไม่เกิน 10 ครั้ง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ทายาทของจำเลยที่ 4ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 120 เมตรตามแนวพื้นที่สีฟ้า จากหลัก ลม.2, ลม.6, ลม.8, ลม.10, ลม.7 ถึง ลม.5 ตามแผนที่วิวาทโฉนดเลขที่ 2634 ตำบลหนองบัว (ปัจจุบันตำบลสิบเอ็ดศอก) อำเภอสนามจันทร์(ปัจจุบันอำเภอบ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยทั้งสี่เป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4587 ตำบลหนองบัว (ปัจจุบันตำบลสิบเอ็ดศอก) อำเภอสนามจันทร์(ปัจจุบันอำเภอบ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนไม้ที่ขวางทางและปรับสภาพทางภารจำยอมให้อยู่ในสภาพเดิม คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4587 ตำบลหนองบัว อำเภอสนามจันทร์ (ปัจจุบันอำเภอบ้านโพธิ์) จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 34 ไร่ 2 งาน ส่วนจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2634 ในท้องที่เดียวกันกับที่ดินของโจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตามพื้นที่สีแดงในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.3 ตกอยู่ในภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากข้อนำสืบของโจทก์เองว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นญาติพี่น้องกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีสภาพเป็นคันนา ต่อมาเมื่อมีการขุดบ่อเลี้ยงกุ้ง ทางพิพาทก็เปลี่ยนสภาพมาใช้เป็นคันบ่อ ตั้งแต่เดิมมาการใช้เส้นทางพิพาทนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงแต่อย่างใดกล่าวคือ ในฤดูทำนาก็จะเดินบนคันนาแต่หากนอกฤดูทำนาก็อาจเดินลัดที่นาได้ ซึ่งไม่เป็นการแน่นอนว่าจะเดินทางใดสุดแล้วแต่จะสะดวก โดยเฉพาะแต่ละคนก็จะเดินผ่านที่นาซึ่งกันและกันในลักษณะพึ่งพาอาศัยและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบรับกันในข้อนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสภาพวิถีชีวิตที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของคนในชนบทว่าตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้ ทั้งนี้ ก็โดยถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติหรือความคุ้นเคยเป็นประการสำคัญ อันเป็นการเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกันการใช้ทางพิพาทของโจทก์ก็เข้าอยู่ในลักษณะเช่นว่านี้ กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่มากว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นทางภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญส่ง มีศิริ
จำเลย — นาง สุภาพ เกิดปรางค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3488/2545
#45232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยระบุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 1125-1127 ถนนเพชรบุรีซึ่งบ้านเลขที่ดังกล่าวโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าถูกไฟไหม้จากการทำละเมิดของลูกจ้างจำเลยดังนั้น ในขณะยื่นคำฟ้องโจทก์ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว ส่วนทนายโจทก์ก็ระบุที่อยู่ไว้ท้ายคำฟ้องเพียงแห่งเดียวว่าอยู่บ้านเลขที่ 26 อาคาร 5 ถนนราชดำเนินกลางแต่ภายหลังจากยื่นคำฟ้องแล้ว ทนายโจทก์ได้ดำเนินคดีต่อมา โดยยื่นคำร้อง คำขอ และคำแถลงต่อศาลชั้นต้น ระบุว่าทนายโจทก์อยู่บ้านเลขที่ 1895/87 ถนนพหลโยธินและบ้านเลขที่ 387/368 ถนนเตชะวณิชย์ สลับกันไปมา จึงเชื่อว่าทนายโจทก์ได้ย้ายจากภูมิลำเนาเดิมตามคำฟ้องไปแล้วก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่ทนายโจทก์ตามภูมิลำเนาเดิมของทนายโจทก์โดยวิธีปิดหมาย จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งเลื่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไป วันที่ 18 สิงหาคม 2541 โดยให้ประกาศแจ้งวันนัดแก่ทนายโจทก์ทราบโดยปิดประกาศที่หน้าศาลนั้น เป็นการไม่ชอบและถือว่าทนายโจทก์ยังไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนและขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28ตุลาคม 2541 แต่โจทก์ก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังใหม่ และศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบในวันที่ 28 ตุลาคม 2541 แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังใหม่เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งใหม่จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้งหกไม่มาศาลต่อมาโจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องว่าโจทก์ทั้งหกไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เนื่องจากพนักงานส่งหมายส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปที่ภูมิลำเนาเดิมของโจทก์ทั้งหกซึ่งถูกไฟไหม้ มิได้ส่งไปยังที่อยู่ใหม่ของโจทก์ทั้งหกตามที่ได้ส่งหมายฉบับอื่นแก่โจทก์ทั้งหก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่าวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นใช้วิธีประกาศหน้าศาล เนื่องจากส่งหมายนัดไม่ได้ แต่ทางไต่สวนได้ความว่าภูมิลำเนาเดิมของโจทก์ถูกไฟไหม้ จึงย้ายไปมีภูมิลำเนาที่อื่นและไม่ทราบนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกทราบโดยชอบแล้ว จึงให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งหกฟังใหม่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใหม่เป็นการไม่ชอบ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าศาลชั้นต้นสั่งให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งหกฟังใหม่นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่พนักงานเดินหมายของกรมบังคับคดีส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งหกไม่ได้ เนื่องจากสถานที่ที่ระบุไว้ในหมายนัดว่าเป็นบ้านเลขที่ 1125-1127 ถนนเพชรบุรี แขวงมักกะสัน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามคำฟ้องโจทก์ทั้งหก แต่บ้านเลขที่ดังกล่าวถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว ตามรายงานการเดินหมายกรมบังคับคดีลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ส่วนทนายโจทก์ทั้งหกนั้นพนักงานเดินหมายก็ส่งหมายนัดให้ทนายโจทก์ทั้งหกตามที่อยู่ท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 26 อาคาร 5 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานครปรากฏว่าขณะโจทก์ทั้งหกยื่นคำฟ้องโดยระบุว่าโจทก์ทั้งหกมีภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 1125-1127 ถนนเพชรบุรี แขวงมักกะสัน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร นั้น ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งหกก็ระบุว่า บ้านเลขที่ดังกล่าวถูกไฟไหม้จากการทำละเมิดของนายสุทันฝักแคเล็กลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อยู่แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะยื่นคำฟ้องโจทก์ทั้งหกมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว อีกทั้งในขณะที่โจทก์ที่ 2 มาเบิกความที่ศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2536 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2537 และวันที่ 3 มีนาคม2537 ก็ระบุว่าโจทก์ที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 20-20/1 ถนนอโศก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ส่วนทนายโจทก์ทั้งหกนั้นก็ระบุที่อยู่ไว้ท้ายคำฟ้องเพียงแห่งเดียวว่าอยู่บ้านเลขที่ 26 อาคาร 5 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนครกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย แต่ภายหลังจากยื่นคำฟ้องแล้ว ทนายโจทก์ทั้งหกได้ดำเนินคดีต่อมา โดยยื่นคำร้อง คำขอ และคำแถลงต่อศาลชั้นต้นระบุว่าทนายโจทก์ทั้งหกอยู่บ้านเลขที่ 1895/87 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 387/368 ถนนเตชะวณิช แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร สลับกันไปมา โดยหลังจากวันที่ 13 ธันวาคม 2538จนถึงวันยื่นอุทธรณ์วันที่ 29 มีนาคม 2539 ทนายโจทก์ทั้งหกระบุภูมิลำเนาใหม่ของทนายโจทก์ทั้งหกว่าอยู่บ้านเลขที่ 387/368 ถนนเตชะวณิชมาโดยตลอด จึงเชื่อว่าทนายโจทก์ทั้งหกได้ย้ายจากภูมิลำเนาเดิมตามคำฟ้องไปแล้วก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่ ทนายโจทก์ทั้งหกตามภูมิลำเนาเดิมของทนายโจทก์ทั้งหกโดยวิธีปิดหมาย จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบแล้วกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นภายหลังแต่นั้นมาจึงเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งเลื่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปวันที่ 18 สิงหาคม 2541 โดยให้ประกาศแจ้งวันนัดแก่ทนายโจทก์ทั้งหกทราบโดยปิดประกาศที่หน้าศาลนั้น เป็นการไม่ชอบและถือว่าทนายโจทก์ทั้งหกยังไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้โจทก์ทั้งหกจะยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนและขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่28 ตุลาคม 2541 แต่โจทก์ทั้งหกก็ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งหกฟังใหม่แล้ว และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง กรณียังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งหกทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบในวันที่ 28 ตุลาคม 2541 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งหกฟังใหม่ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงเพชรพาณิชย์ กับพวก
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมแก๊สสยาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3443/2545
#44788
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง(1) ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ยื่นคำให้การแล้วได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งยังไม่ได้ยื่นคำให้การไม่ได้เพราะมาตรา 175 วรรคหนึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ดังนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามเช็คจำนวน 4 ฉบับ จำนวนเงิน 699,057.50 บาท ต่อมาในระหว่างพิจารณาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ และมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า "ให้โจทก์ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง รอไว้สั่งคำร้องในนัดหน้า" เมื่อถึงวันนัด ปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้ทนายจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องค่าคำร้องให้ตกเป็นพับ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เพราะทิ้งฟ้อง และคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(1) และ (2) กรณีตาม (1) ของมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย ส่วนกรณีตาม (2) เป็นเรื่องโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้วศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตาม (2) นี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉย จะเป็นกรณีทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) เสมอไปจะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่นโจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉยเหล่านี้ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป สำหรับปัญหาในคดีนี้ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง(1) บัญญัติว่าห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การโจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ดังนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวรรณ มาคามพ์หรือซาวารัน ซิงห์
จำเลย — นาย สัตนามซิงห์ เศรษฐี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3443/2545
#45712
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉย มิได้หมายความว่า จะเป็นกรณีทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) เสมอไป เช่น โจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานไม่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป

การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ตามมาตรา 175 วรรคสอง (1) ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามเช็คจำนวน4 ฉบับ จำนวนเงิน 699,057.50 บาท ต่อมาในระหว่างพิจารณาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉย จะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ เช่นโจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน หรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉย เหล่านี้ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175วรรคสอง (1) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ดังนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวรรณ มาคามพ์หรือซาวารัน ซิงห์
จำเลย — นาย สัตนามซิงห์ เศรษฐี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3443/2545
#45713
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉย ก็ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป

การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ได้นั้น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะมาตรา 175 วรรคหนึ่ง บัญญัติชัดว่าถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาลฉะนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามเช็คจำนวน4 ฉบับ จำนวนเงิน 699,057.50 บาท ต่อมาในระหว่างพิจารณาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า "ให้โจทก์ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง รอไว้สั่งคำร้องในนัดหน้า" เมื่อถึงวันนัด ปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้ทนายจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เพราะทิ้งฟ้อง และคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(1) และ (2) กรณีตาม (1) ของมาตราดังกล่าว เป็นเรื่องโจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย ส่วนกรณีตาม (2) เป็นเรื่องโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตาม (2) นี้ไม่ได้หมายความว่าเมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉย จะเป็นกรณีทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) เสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่นโจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน หรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉย เหล่านี้ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป สำหรับปัญหาในคดีนี้ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) บัญญัติว่าห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การโจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ดังนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวรรณ มาคามพ์หรือซาวารัน ซิงห์
จำเลย — นาย สัตนามซิงห์ เศรษฐี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3443/2545
#99666
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉย มิได้หมายความว่า จะเป็นกรณีทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) เสมอไป เช่น โจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานไม่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป

การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ตามมาตรา 175 วรรคสอง (1) ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ 1 ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้ ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดตามเช็คจำนวน ๔ ฉบับ จำนวนเงิน ๖๙๙,๐๕๗.๕๐ บาท ต่อมาในระหว่างพิจารณาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ และมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉย จะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ เช่นโจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน หรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉย เหล่านี้ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง (๑) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ ๑ ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ เสียได้ แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นเป็นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ดังนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษา.

นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวจันทนา บารมีอวยชัย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 175
ชื่อคู่ความ
ซิงห์ — นายสุวรรณ มาคามพ์หรือซาวารัน
กับพวก — นายสัตนามซิงห์ เศรษฐี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3436/2545
#99734
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ย่อมแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงให้มีการ ตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนอันเกิดขึ้นแต่กิจการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หักกลบลบกัน โดยมีการ หักทอนบัญชีกันอย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ยังคงมีการเดินสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องโดยจำเลยที่ 1 ยังคงใช้เช็คฝากถอนเงินจากบัญชีตลอดมาอีกประมาณ 50 ครั้ง ข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้นำหนี้อันเกิดจากสัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาหักทอนบัญชีกันในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันด้วยแต่อย่างใด แม้ในสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์จะมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด ยินยอมให้โจทก์หักจากบัญชีเงินฝากทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ได้ทันที ก็เป็นการแสดงเจตนาให้สิทธิแก่โจทก์ แต่มิใช่ข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องปฏิบัติ การที่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ก็เพื่อความสะดวกและความคล่องตัวในการประกอบกิจการค้าขายของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ มิได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งมาชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเสียในเวลาที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด หรือภายในระยะเวลาอันสมควร ย่อมเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ยังมีเงินฝากในบัญชีให้เดินสะพัดต่อไป ทำให้เกิดสภาพคล่องและธุรกิจของจำเลยที่ 1 ไม่หยุดชะงักเพราะขาดเงินสดหมุนเวียน ซึ่งหากธุรกิจของ จำเลยที่ 1 ต้องหยุดชะงักก็จะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าการที่จำเลยที่ 1 ยังคงต้องเสียดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท อีกต่อไป การที่โจทก์มิได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันนั้น แม้จะเล็งเห็นได้ว่าโจทก์ย่อมได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่นานขึ้น แต่ก็เป็นลักษณะของผลประโยชน์โดยตรงจากการประกอบธุรกิจกิจการธนาคารพาณิชย์ตาม วัตถุประสงค์ของโจทก์อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 เองก็มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเช่นกัน ย่อมต้องทราบ ว่าเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันของตนมีอยู่เท่าใด และโจทก์ได้หักเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแล้วหรือไม่ หากโจทก์ยังไม่ได้หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันภายในระยะเวลาอันสมควรและเงินในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิถอนเงินจากบัญชีนั้นมาชำระหนี้เพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ยต่อไปได้ การที่จำเลยที่ 1 ยังเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์โดยเบิกถอนเงินในบัญชีของตนเรื่อยมาและมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เมื่อได้รับหนังสือของโจทก์ที่ทวงถามให้ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่รักษาผลประโยชน์ของตนเอง กรณีจึงไม่อาจถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตที่ไม่หักเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมาชำระหนี้รายนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน ๑,๗๑๙,๓๗๖.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง จำนวน ๓๕๗,๑๐๐.๓๓ บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน ๒,๐๗๖,๔๗๖.๖๖ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕.๕๐ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๑,๗๑๙,๓๗๖.๓๓ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า วันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทถึงกำหนดชำระนั้น ในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ และบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเปิดไว้กับโจทก์มีเงินเพียงพอสามารถชำระหนี้ได้ หากโจทก์นำเงินในบัญชีทั้งสองไปหักเพื่อชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา จำเลยทั้งสองก็จะไม่ค้างชำระหนี้ทั้งต้นเงินและ ดอกเบี้ยตามคำฟ้อง การที่โจทก์มิได้หักเงินออกจากบัญชีของจำเลยทั้งสองในขณะหนี้ถึงกำหนดชำระแต่เพิ่งมาหักในภายหลัง เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นความผิดของโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๑,๕๒๔,๙๖๘.๒๘ บาท โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกินจำนวน ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชำระเงินค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ ๑ ไปก่อนและจำเลยที่ ๑ ตกลงจะชำระเงินค่าสินค้าพร้อมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คืนโจทก์เมื่อสินค้า มาถึงประเทศไทยแล้ว โจทก์ดำเนินการตามคำขอของจำเลยที่ ๑ แล้ว ต่อมาสินค้าได้ถูกส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ ๑ ยังมิได้ชำระราคาสินค้าพร้อมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ โดยขอรับสินค้าไปก่อนและตกลงจะชำระค่าสินค้าพร้อมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา โดยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงิน ค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แทนจำเลยที่ ๑ ไป และตามสัญญาข้อ ๗ หากจำเลยที่ ๑ ตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์หักบัญชีเงินฝากทุกประเภทที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญานี้ได้ทันที โดยมีจำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินจำนวน ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ ๒ ที่ฝากไว้แก่โจทก์เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้า ดอกเบี้ย และค่าอากรแสตมป์ เป็นเงินรวม ๒,๖๗๘,๗๕๑.๑๗ บาท จำเลยที่ ๑ ผิดนัดและเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่จำนวน ๑,๘๖๒,๑๖๗.๘๐ บาท แต่โจทก์มิได้นำเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ ๒ และในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ มาหักชำระหนี้ ต่อมาโจทก์จึงได้นำเงินในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑,๑๕๓,๗๘๒.๘๔ บาท มาชำระหนี้บางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่โจทก์ไม่นำเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ มาหักชำระหนี้รายนี้ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับ ความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ย่อมแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงให้มีการตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนอันเกิดขึ้นแต่กิจการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ หักกลบลบกัน โดยมีการหักทอนบัญชีกันอย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่าหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของ จำเลยที่ ๑ ยังคงมีการเดินสะพัดทางบัญชีอย่างต่อเนื่องโดยจำเลยที่ ๑ ยังคงใช้เช็คฝากถอนเงินจากบัญชีตลอดมาอีกประมาณ ๕๐ ครั้ง ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงกันให้นำหนี้อันเกิดจากสัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มาหักทอนบัญชีกันในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันด้วยแต่อย่างใด แม้ในสัญญาทรัสต์รีซีทที่ จำเลยที่ ๑ ทำไว้กับโจทก์จะมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ยินยอมให้โจทก์หักจากบัญชีเงินฝากทุกประเภทของจำเลยที่ ๑ ได้ทันที ก็เป็นการแสดงเจตนาให้สิทธิแก่โจทก์ แต่มิใช่ข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องปฏิบัติ การที่จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ก็เพื่อความสะดวกและความคล่องตัวในการประกอบ กิจการค้าขายของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์มิได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งมาชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเสียในเวลาที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด หรือภายในระยะเวลาอันสมควร ย่อมเป็นผลดี แก่จำเลยที่ ๑ ที่ยังมีเงินฝากในบัญชีให้เดินสะพัดต่อไป ทำให้เกิดสภาพคล่องและธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ไม่หยุดชะงัก เพราะขาดเงินสดหมุนเวียน ซึ่งหากธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ต้องหยุดชะงักก็จะก่อให้เกิดผลเสียหายมากกว่าการที่ จำเลยที่ ๑ ยังคงต้องเสียดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีทอีกต่อไป การที่โจทก์มิได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันนั้น แม้จะเล็งเห็นได้ว่าโจทก์ย่อมได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่นานขึ้น แต่ก็เป็นลักษณะของผลประโยชน์โดยตรงจากการประกอบธุรกิจกิจการธนาคารพาณิชย์ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์อยู่แล้ว จำเลยที่ ๑ เองก็มีหน้าที่ต้องดูแลรักษา ผลประโยชน์ของตนเช่นกัน ย่อมต้องทราบว่าเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันของตนมีอยู่เท่าใด และโจทก์ได้ หักเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแล้วหรือไม่ หากโจทก์ยังไม่ได้หักเงินจาก บัญชีกระแสรายวันภายในระยะเวลาอันสมควรและเงินในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ ยังคงเป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่ จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิถอนเงินจากบัญชีนั้นมาชำระหนี้เพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ยต่อไปได้ การที่จำเลยที่ ๑ ยังเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์โดยเบิกถอนเงินในบัญชีของตนเรื่อยมาและมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เมื่อได้รับหนังสือของโจทก์ ที่ทวงถามให้ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ปล่อยปละละเลยไม่รักษาผลประโยชน์ของตนเอง กรณีจึงไม่อาจถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตที่ไม่หักเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมาชำระหนี้รายนี้ คำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสัปปะรดปราณบุรี (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3434/2545
#49048
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ มาตรา 10 กำหนดให้อำนาจในการสั่งคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เป็นของศาลอุทธรณ์ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องดังกล่าวเสียเองจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำความเห็นอีก เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลจึงพิพากษายกคำร้อง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ร้องตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำมาพิจารณาในศาลชั้นต้นเป็นพยานเท็จและเบิกความแตกต่างกัน เป็นการปรักปรำผู้ร้องให้ต้องรับโทษในทางอาญา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะนำเข้าสืบความบริสุทธิ์ของผู้ร้องได้ จึงขอให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 ว่า คำร้องของผู้ร้องมิได้บรรยายรายละเอียดมาให้ชัดแจ้งว่าพยานหลักฐานใหม่มีที่มาอย่างไร และมีความสำคัญต่อคดีอย่างไร กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 5(1)(2)(3) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 28 ธันวาคม 2542 มีใจความขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องและยื่นคำร้องมาใหม่เพื่อพิจารณา และขอถอนคำร้องเดิมฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2542 ของผู้ร้อง กับได้บรรยายรายละเอียดเหมือนกับคำร้องฉบับแรกโดยยื่นบัญชีระบุพยานใหม่มาท้ายคำร้อง และระบุในคำร้องเพิ่มเติมใจความว่า ผู้ร้องมีพยานใหม่ตามบัญชีระบุพยานอันดับที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจะสามารถชี้ชัดได้ว่ากรอบพระทองคำของกลางในคดีดังกล่าวเป็นของผู้ร้องหรือผู้ตายกันแน่ พยานอันดับที่ 13 และที่ 14 จะแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าใบรับจำนำตามเอกสารหมาย จ.7 ไม่ใช่พยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายผู้ร้องสามารถนำพยานหลักฐานใหม่ของผู้ร้องเข้าสืบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ร้องได้ และสามารถใช้หักล้างพยานหลักฐานเดิมของโจทก์ให้เห็นได้ว่าผู้ร้องมิได้ร่วมกระทำความผิดในคดีดังกล่าว ขอให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายมาแต่ต้น และศาลมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว จะมาขอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลมีคำสั่งใหม่ไม่ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องฉบับหลังเป็นการยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฉบับใหม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าคำร้องของผู้ร้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่20 มกราคม 2543 แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ใหม่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ว่า ตามคำร้องไม่ได้บรรยายรายละเอียดให้ปรากฏชัดแจ้งในคำร้องว่าพยานหลักฐานใหม่ของผู้ร้องมีที่มาและสำคัญแก่คดีอย่างไรคำร้องของผู้ร้องจึงไม่มีมูลที่จะรับไว้ไต่สวน อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ได้บัญญัติในเรื่องการยื่นอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ มาใช้ คำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขออุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยแล้วจึงไม่อาจสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 8สิงหาคม 2543 ที่ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แล้วมีคำสั่งในอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขออุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยแล้วจึงไม่อาจสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง อันเป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อมีการยื่นโดยถูกต้องตามกฎหมายก็ชอบที่จะมีคำสั่งรับไว้พิจารณาตามลำดับชั้นศาลได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ยกคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่28 ธันวาคม 2542 ด้วย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง โดยสั่งยกคำร้องเสียเองนั้นไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่งเพราะอำนาจในการสั่งคำร้องเป็นของศาลอุทธรณ์ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำความเห็นมาอีก ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องด้วยเหตุผลว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูล คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาได้อีกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อุไรหรือไร ทองมา
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ