คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2545
#45724
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเรายังบ้านที่เกิดเหตุนั้นเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และตามพฤติการณ์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจารและข่มขืนกระทำชำเรามิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอนโดยมีพวกของจำเลยอยู่ข้างล่าง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อาจหลบหนีไปได้ การกระทำของจำเลยกับพวกในส่วนหลังนี้จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 อีกกรรมหนึ่ง

จำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านเพื่อพาไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่การจับแขนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อพาเอาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปให้ได้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ไม่และในระหว่างที่พาผู้เสียหายที่ 2 ไปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กระทำการอย่างไรบ้าง อันมีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278ประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ และเนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง,195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276 วรรคสอง, 278, 284, 310, 362, 364, 365 และคืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันบุกรุก ร่วมกันกระทำอนาจาร ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยมีอาวุธปืน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284, 310, 362, 364, 365, (2)(3) ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 276 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก 2 ปี และฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก,365(2)(3) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย ความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร ความผิดฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจาร ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งมีปัญหาวินิจฉัย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ทำทีขอน้ำดื่มแล้วร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้าน พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นไปบนบ้านดังกล่าว แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอน จนกระทั่งรุ่งเช้ามีคนมาเรียกให้จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ลงจากบ้านแล้วพากันไปพบเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรออยู่ที่บ้านพวกของจำเลย เห็นว่าการที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเรายังบ้านที่เกิดเหตุนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และตามพฤติการณ์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอนโดยมีพวกของจำเลยอยู่ข้างล่าง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อาจหลบหนีไปได้ การกระทำของจำเลยในส่วนหลังนี้จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 อีกกรรมหนึ่งฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารด้วยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านเพื่อพาไปข่มขืนกระทำชำเราซึ่งการจับแขนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อพาเอาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปให้ได้เท่านั้นหาใช่เป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ไม่ และในระหว่างที่พาผู้เสียหายที่ 2 ไปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กระทำการอย่างไรบ้างอันมีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจารและข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 ปี ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 276 ม. 278 ม. 284 ม. 310 ม. 362 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายสวัสดิ์ กองผ้าขาว
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2545
#99274
เปิดฉบับเต็ม

่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเรายังบ้านที่เกิดเหตุนั้นเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และตามพฤติการณ์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจารและข่มขืนกระทำเรา มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอนโดยมีพวกของจำเลยอยู่ข้างล่าง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อาจหลบหนีไปได้ การกระทำของจำเลยกับพวกในส่วนหลังนี้จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 อีกกรรมหนึ่ง

่จำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านเพื่อพาไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่การจับแขนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อพาเอาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปให้ได้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ไม่ และในระหว่างที่พาผู้เสียหายที่ 2 ไปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กระทำการอย่างไรบ้าง อันมีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามป.อ. มาตรา 278 ประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ และเนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามป.วิอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๗๖ วรรคสอง, ๒๗๘, ๒๘๔, ๓๑๐, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕, และคืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันบุกรุก ร่วมกันกระทำอนาจาร ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยมีอาวุธปืน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๘๔, ๓๑๐, ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕, (๒) (๓) ประกอบมาตรา ๘๓ และมาตรา ๒๗๖ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันกระทำอนาจาร จำคุก ๒ ปี ฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจาร จำคุก ๒ ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก ๑ ปี ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก ๒ ปี และฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๖ ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๒๗๘, ๒๘๔ วรรคแรก, ๓๑๐ วรรคแรก, ๓๖๕ (๒) (๓) ประกอบมาตรา ๓๖๒, ๓๖๔, ๘๓ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย ความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร ความผิดฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจาร ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งมีปัญหาวินิจฉัย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ ๑ ทำทีขอน้ำดื่มแล้วร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ ๒ ลากลงจากบ้าน พาผู้เสียหายที่ ๒ ไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างประมาณ ๓ กิโลเมตร จากนั้นจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่ ๒ ขึ้นไปบนบ้านดังกล่าว แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ หลังจากนั้นจำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ ๒ ไว้ในห้องนอน จนกระทั่งรุ่งเช้ามีคนมาเรียกให้จำเลยพาผู้เสียหายที่ ๒ ลงจากบ้านแล้วพากันไปพบเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรออยู่ที่บ้านพวกของจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ ๑ แล้วจับแขนผู้เสียหายที่ ๒ ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเรายังบ้านที่เกิดเหตุนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และตามพฤติการณ์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ แล้ว จำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ ๒ ไว้ในห้องนอนโดยมีพวกของจำเลยอยู่ข้างล่าง ทำให้ผู้เสียหายที่ ๒ ไม่อาจหลบหนีไปได้ การกระทำของจำเลยในส่วนหลังนี้จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ ๒ อีกกรรมหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารด้วยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ ๒ ลากลงจากบ้านเพื่อพาไปข่มขืนกระทำชำเราซึ่งการจับแขนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อพาเอาตัวผู้เสียหายที่ ๒ ไปให้ได้เท่านั้นหาใช่เป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ และในระหว่างที่พาผู้เสียหายที่ ๒ ไปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กระทำการอย่างไรบ้างอันมีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ ๒ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ ประกอบมาตรา ๘๓ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง,๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่ออนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๕ ปี และลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๖ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุก ๓ ปี ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘

นายจำแลง กุลเจริญ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายเกษม ควรเจริญ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 276 ม. 278 ม. 284 ม. 310 ม. 362 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
กองผ้าขาว — นายสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสุทัต นินรามัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอร่าม เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3667/2545
#45245
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 83 ให้แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ไม่ว่าความผิดที่จำเลยถูกฟ้องนั้นมีอัตราโทษประหารชีวิตหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่จำเลยไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายและศาลเห็นว่าที่ปรึกษากฎหมายไม่จำเป็นแก่คดี บทกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นกฎหมายทั่วไป และไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังกล่าวซึ่งขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาใช้ได้

จำเลยอายุเกินสิบแปดปีบริบูรณ์แล้วขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง แต่ขณะกระทำความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 จำเลยมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ จึงต้องดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 5 การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 83 การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยให้การรับสารภาพ และไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายจำเลย ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษากฎหมายจำเลย จึงให้นัดสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 83 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2529 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง (ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเยาวชนอายุ 17 ปีเศษ) ได้ร่วมกันชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 4,000บาท เหรียญเสมารูปรัชกาลที่ 5 จำนวน 1 เหรียญ ราคา 1,500 บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง จำนวน 1 เส้น ราคา 2,000 บาท แหวนทองคำหัวนิลล้อมเพชร จำนวน 1 วงราคา 2,500 บาท ของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ ผู้เสียหาย และเอานาฬิกาข้อมือจำนวน 1 เรือน ราคา 1,000 บาท ของนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต ในการชิงทรัพย์จำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่านางอนงค์และนายชลอให้ถึงแก่ความตาย โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้ไม้ท่อนเหลี่ยมขนาดกว้าง 4 นิ้ว หนา 2 นิ้ว ยาว 3 ฟุต และ 3 ฟุตเศษ จำนวน 2 ท่อน เป็นอาวุธตีที่ศีรษะ ใบหน้า และลำตัวของนางอนงค์และนายชลอหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้นางอนงค์และนายชลอถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกก็เพื่อสะดวกแก่การชิงทรัพย์ เพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ เพื่อพาเอาทรัพย์ไป เพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เพื่อปกปิดความผิด และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาที่ได้กระทำไป เหตุเกิดที่แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 289, 339 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 10,000 บาท แก่ทายาทของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ ผู้ตายและจำนวน 1,000 บาท แก่ทายาทของนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้ตาย ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และแถลงไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289,339 วรรคท้าย, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตรส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) ลงโทษจำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 10,000 บาท แก่ทายาทของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ ผู้ตาย และจำนวน1,000 บาท แก่ทายาทนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้ตาย ด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้ตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยก่อนทำการสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งศาลชั้นต้นต้องถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่า จำเลยมีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคแรก ก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาที่ได้กระทำในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา ส่วนในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ได้มีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 83 ว่า "ในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้จำเลยมีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทำนองเดียวกันกับทนายความได้ ในกรณีที่จำเลยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้ เว้นแต่จำเลยนั้นไม่ต้องการและศาลเห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดี จะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายก็ได้" ดังนั้น การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ไม่ว่าความผิดที่จำเลยถูกฟ้องนั้นมีอัตราโทษประหารชีวิตหรือไม่ก็ตาม ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย เว้นแต่จำเลยไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายและศาลเห็นว่าที่ปรึกษากฎหมายไม่จำเป็นแก่คดีเมื่อเข้าข้อยกเว้นทั้งสองประการนี้แล้ว ศาลจะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยก็ได้บทกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นกฎหมายทั่วไป และไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังกล่าว ซึ่งขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาใช้ในกรณีนี้ได้ เหตุนี้เมื่อจำเลยซึ่งอายุเกินสิบแปดปีบริบูรณ์แล้วขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องแต่เนื่องจากขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์จึงต้องดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 5 การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 83 อันเป็นบทเฉพาะ หาใช่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นบททั่วไปไม่ การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจดรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ว่า "นัดสอบถามวันนี้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาตามฟ้อง และไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายจำเลย ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษากฎหมายจำเลย จึงให้นัดสืบพยานประกอบคำรับสารภาพในวันที่ ..." เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 83 ครบถ้วนทุกประการ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีใหม่ แล้วพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3667/2545
#46121
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งศาลชั้นต้นต้องถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคแรก ก็ตามแต่ก็เป็นบทบัญญัติสำหรับดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา ส่วนศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เมื่อมาตรา 83แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ที่ระบุให้จำเลยมีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทำนองเดียวกับทนายความ หากจำเลยไม่มีที่ปรึกษากฎหมายก็ให้ศาลแต่งตั้งให้เว้นแต่จำเลยไม่ต้องการและศาลเห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจะไม่ตั้งที่ปรึกษากฎหมายก็ได้นั้น ถือเป็นกฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ซึ่งเป็นบททั่วไปจึงไม่อาจนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมาย และศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษากฎหมาย จึงให้นัดสืบพยาน... จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 83 ครบถ้วนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2529 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง (ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเยาวชนอายุ 17 ปีเศษ)ได้ร่วมกันชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เหรียญเสมารูปรัชกาลที่ 5 สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง แหวนทองคำหัวนิลล้อมเพชรของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ผู้เสียหาย และเอานาฬิกาข้อมือจำนวน 1 เรือน ของนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต ในการชิงทรัพย์จำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่านางอนงค์และนายชลอให้ถึงแก่ความตาย โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้ไม้ท่อนเหลี่ยมขนาดกว้าง 4 นิ้ว หนา 2 นิ้ว ยาว 3 ฟุต และ 3 ฟุตเศษ จำนวน 2 ท่อนเป็นอาวุธตีที่ศีรษะ ใบหน้าและลำตัวของนางอนงค์และนายชลอหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้นางอนงค์และนายชลอถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกก็เพื่อสะดวกแก่การชิงทรัพย์ เพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ เพื่อพาเอาทรัพย์ไปเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาที่ได้กระทำไป เหตุเกิดที่แขวงบางอ้อ เขตบางพลัดกรุงเทพมหานคร ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดไม้ท่อนจำนวน 2 ท่อนที่ใช้เป็นอาวุธฆ่าผู้ตายในบริเวณที่เกิดเหตุ กางเกงขายาว 1 ตัว บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยกับพวกพร้อมกระเป๋าสตางค์พลาสติก 1 ใบ เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289, 339 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 10,000 บาท แก่ทายาทของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ ผู้ตาย และจำนวน1,000 บาท แก่ทายาทของนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้ตายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และแถลงไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289,339 วรรคท้าย, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) ลงโทษจำคุก 30 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 10,000 บาท แก่ทายาทของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ ผู้ตาย และจำนวน 1,000 บาท แก่ทายาทของนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้ตายด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้ตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยก่อนทำการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งศาลชั้นต้นต้องถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่าจำเลยมีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคแรกก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาที่ได้กระทำในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา ส่วนในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 6 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้เมื่อตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ได้มีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 83 ว่า "ในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้จำเลยมีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทำนองเดียวกันกับทนายความได้ในกรณีที่จำเลยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้ เว้นแต่จำเลยนั้นไม่ต้องการและศาลเห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดี จะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายก็ได้" ดังนั้นการแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวไม่ว่าความผิดที่จำเลยถูกฟ้องนั้นมีอัตราโทษประหารชีวิตหรือไม่ก็ตาม ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยเว้นแต่จำเลยไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายและศาลเห็นว่าที่ปรึกษากฎหมายไม่จำเป็นแก่คดี เมื่อเข้าข้อยกเว้นทั้งสองประการนี้แล้วศาลจะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยก็ได้ บทกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นกฎหมายทั่วไป และไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวซึ่งขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาใช้ในกรณีนี้ได้ เหตุนี้เมื่อจำเลยซึ่งอายุเกินสิบแปดปีบริบูรณ์แล้วขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง แต่เนื่องจากขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์จึงต้องดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 5การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 83 อันเป็นบทเฉพาะหาใช่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นบททั่วไปไม่การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจดรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ว่า "นัดสอบถามวันนี้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาตามฟ้องและไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายจำเลย ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษากฎหมายจำเลยจึงให้นัดสืบพยานประกอบคำรับสารภาพในวันที่..." เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 83 ครบถ้วนทุกประการ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีใหม่ แล้วพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 173
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3667/2545
#99681
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ได้มีบทบัญญัติในมาตรา 83 ว่า ในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจำเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้จำเลยมีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทำนองเดียวกันกับทนายความได้ ในกรณีที่จำเลยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้ เว้นแต่จำเลยนั้นไม่ต้องการและศาลเห็นว่า ไม่จำเป็นแก่คดี จะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายก็ได้ ดังนั้น การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติดังกล่าว มิอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 มาใช้บังคับได้

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2545 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2545)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นเยาวชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 289, 339 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ทายาทผู้ตายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และแถลงไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 339 วรรคท้าย, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) ลงโทษจำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 10,000 บาท แก่ทายาทของนางอนงค์ ยิ้มชาญกาญจน์ ผู้ตาย และจำนวน 1,000 บาท แก่ทายาทของนายชลอ ภู่พัฒน์ ผู้ตาย ด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้ตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยก่อนทำการสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งศาลชั้นต้นต้องถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่า จำเลยมีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคแรก ก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาที่ได้กระทำในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา ส่วนในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ได้มีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 83 ว่า " ในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้จำเลยมีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทำนองเดียวกันกับทนายความได้ ในกรณีที่จำเลยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้ เว้นแต่จำเลยนั้นไม่ต้องการและศาลเห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดี จะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายก็ได้" ดังนั้น การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ไม่ว่าความผิดที่จำเลยถูกฟ้องนั้นมีอัตราโทษประหารชีวิตหรือไม่ก็ตาม ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย เว้นแต่จำเลยไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายและศาลเห็นว่าที่ปรึกษากฎหมายไม่จำเป็นแก่คดี เมื่อเข้าข้อยกเว้นทั้งสองประการนี้แล้ว ศาลจะไม่แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยก็ได้ บทกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะ ย่อมยกเว้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นกฎหมายทั่วไป และไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวซึ่งขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาใช้ในกรณีนี้ได้ เหตุนี้เมื่อจำเลยซึ่งอายุเกินสิบแปดปีบริบูรณ์แล้วขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง แต่เนื่องจากขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์จึงต้องดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 5 การแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 83 อันเป็นบทเฉพาะ หาใช่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 อันเป็นบททั่วไปไม่ การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จดรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ว่า "นัดสอบถามวันนี้ อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาตามฟ้อง และไม่ต้องการที่ปรึกษากฎหมายจำเลย ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษากฎหมายจำเลย จึงให้นัดสืบพยานประกอบคำรับสารภาพในวันที่?" เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 83 ครบถ้วนทุกประการแล้ว และถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีใหม่ แล้วพิพากษาตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนตรี หรือมลตรี สร้อยดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศาลอุทธรณ์ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2545
#99709
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ระหว่างวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่าความจริงจำเลยไม่มีสิทธิที่จะขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนกันยายน ๒๕๓๖ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๖ เดือนมกราคม ๒๕๓๗ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ แต่จำเลยกลับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นคำขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนดังกล่าวรวม ๖ เดือน เดือนละ ๑,๘๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๐,๘๐๐ บาท และได้เงินจำนวน ๑๐,๘๐๐ บาท ไป และระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๗ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินในราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ พร้อมปลอมลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ในช่องผู้รับเงิน ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และประชาชนหลงเชื่อว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ แขวงราชบพิตร เขตพระนคร และแขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายนรินทร์ กมลรัตน์ เจ้าหน้าที่กองสืบสวนสอบสวน และคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และนำเอาใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวใช้อ้างแก่นายนรินทร์ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๑๓๗ , ๒๖๖ , ๒๖๘ , ๓๔๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ , ๒๖๖ , ๒๖๘ , ๓๔๑ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก ๒ เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๔ ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๕ ปี ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๗ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) จำคุก ๓ ปี ฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่ปรากฏว่าศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเสียแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ... ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น? ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท และความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๒๒,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับ ๑๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย ค่าปรับไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ... นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอนุชาหรือรัชพงศ์ เหล่าอุดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางพัชรวรรณ วงศ์วัฒนะ สวัสดิ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3653/2545
#45244
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารมหานคร จำกัด โจทก์ได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 14กันยายน 2541 และโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2541 ซึ่งขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้โอนกิจการให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยแล้วและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้โอนกิจการให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลังทั้งโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้ว ซึ่งตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 สัตต บัญญัติไว้ว่า ในการโอนกิจการธนาคารพาณิชย์ ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่น ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้ธนาคารพาณิชย์ที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณีเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีและศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วตามมาตรา 38 สัตต ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยได้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีนายประมนต์ สุธีวงศ์ นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี และนายไสว ยะกาศคะนอง เป็นกรรมการ กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญมีอำนาจกระทำการในนามโจทก์ คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายวรนิรันดร์ สุธาทรฟ้องคดีแทน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2536จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกู้เงินโจทก์ 1,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราลูกค้าเงินกู้ที่มีกำหนดระยะเวลาของโจทก์ (เอ็ม แอล อาร์) บวกอีกร้อยละ 1 ต่อปี ขณะทำสัญญาเท่ากับ 13.75 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2ยอมเสียในอัตราที่เปลี่ยนแปลงทันทีชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 22ของเดือน และชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 180 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าผิดนัด ขณะนั้นเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปีเพื่อเป็นหลักประกันจำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 43270 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันโดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้ไม่พอ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในส่วนที่ขาด และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระให้โจทก์เพียงบางส่วน ครั้งสุดท้ายงวดเดือนมกราคม 2540 แล้วเพิกเฉยเรื่อยมายอดหนี้เพียงวันที่ 21 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงค้างเป็นเงินต้น 923,606.59 บาท ดอกเบี้ย 108,112.93 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 367,127.65 บาท อัตราดอกเบี้ยหลังสุดเท่ากับร้อยละ 25 ต่อปี ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระเงินกู้ทั้งหมด และบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,290,734.40 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 25 ต่อปี ของเงินต้น 923,606.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ทั้งตราประทับก็มิใช่ตราประทับที่แท้จริงของโจทก์หนังสือมอบอำนาจจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2542 ว่าโจทก์สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์จึงยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2542และแนบสำเนาประกาศกระทรวงการคลัง พร้อมแถลงต่อศาลในรายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกันว่า โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล เพียงแต่โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น และรับจะดำเนินการให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิแก่โจทก์แทน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน2542 โจทก์ยื่นหนังสือรับรองของนายทะเบียนยืนยันสภาพนิติบุคคลของโจทก์ เพื่อยืนยันอำนาจฟ้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2542

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินจากโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 และโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2541 ซึ่งขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยทั้งสามโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อย่างไรก็ตามต่อมาหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้วและขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้น ทั้งโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 สัตต บัญญัติไว้ว่า ในการ...โอนกิจการธนาคารพาณิชย์ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่น... ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้ธนาคารพาณิชย์...ที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณีเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีและศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วตามมาตรา 38 สัตตดังกล่าว เช่นนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ต่อไปตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ต้องห้ามอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับศาล ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 ม. 38 สัตต
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร มหานคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เป๋าเซ็ง แซ่จง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3653/2545
#49049
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ก. ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารฯ และโจทก์กับธนาคาร ก. ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลย โดยขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้โอนกิจการคือ สินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ก. โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วและขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ก. ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารฯทั้งโจทก์กับธนาคาร ก. ได้ลงนามในหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2541 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีและศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 38 สัตตเช่นนี้ ธนาคาร ก. ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยได้ต่อไปตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,290,734.40 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 25 ต่อปี ของเงินต้น 923,606.59บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2542ว่าโจทก์สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์จึงยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 8 เมษายน2542 และแนบสำเนาประกาศกระทรวงการคลัง พร้อมแถลงต่อศาลในรายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกันว่า โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล เพียงแต่โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น และรับจะดำเนินการให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นหนังสือรับรองของนายทะเบียนยืนยันสภาพนิติบุคคลของโจทก์ เพื่อยืนยันอำนาจฟ้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2542

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินจากโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 14 กันยายน 2541และโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2541 ซึ่งขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยทั้งสามโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อย่างไรก็ตามต่อมาหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้วและขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้โอนกิจการคือสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้น ทั้งโจทก์กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 สัตตบัญญัติไว้ว่า ในการ... โอนกิจการธนาคารพาณิชย์ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่น... ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้ธนาคารพาณิชย์... ที่รับโอนกิจการแล้วแต่กรณีเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกิจการของโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดี และศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วตามมาตรา 38 สัตต ดังกล่าวเช่นนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ต่อไปตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ต้องห้ามอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 ม. 38 สัตต
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร มหานคร จำกัด (มหาชน
โจทก์ — โดยธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย เป๋าเซ็ง แซ่จง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2545
#45243
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ถูกลงโทษไล่ออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งลงโทษไล่ออกจึงยังไม่เป็นที่สุดจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เมื่อต่อมาก่อนมีคำวินิจฉัยบริษัทได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษไล่ออกดังกล่าว โดยให้ลงโทษโจทก์ด้วยการตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา3 เดือนแทน และให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษเดิมจากไล่ออกเป็นตัดเงินเดือนและถือว่าคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนเป็นที่สุดแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ถูกลงโทษเพียงตัดเงินเดือน มิได้ถูกลงโทษไล่ออก โจทก์จึงยังมีสถานะเป็นพนักงานของบริษัทมาตลอด ไม่ขาดคุณสมบัติหรือพ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการของสมาคมหรือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ

จำเลยเป็นนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจโจทก์เป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ การที่จำเลยมีหนังสือไปยังโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยใช้อำนาจของนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย และยืนยันว่าการใช้อำนาจดังกล่าวถูกต้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยซึ่งจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย โดยผลของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 จำเลยเป็นนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีคำสั่งที่ กบ.02-1-01/154 ลงโทษไล่โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อมาวันที่24 เมษายน 2541 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีคำสั่งที่ กบ.02-1-01/451ยกเลิกคำสั่งไล่โจทก์ออกโดยเปลี่ยนเป็นโทษตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือนแทนและให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 โดยจะนับอายุงานต่อเนื่อง ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ครั้นวันที่ 9 ตุลาคม 2541 จำเลยในฐานะนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ ได้มีหนังสือที่ รส 0612/07464 แจ้งโจทก์ว่าการที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่18 กุมภาพันธ์ 2541 มีผลทำให้พ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย แม้ต่อมาภายหลังบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกคำสั่งไล่ออกและรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยจะนับอายุการทำงานต่อเนื่องก็ไม่ทำให้การเป็นพนักงานและกรรมการมีผลเปลี่ยนแปลงกลับคืนสภาพการเป็นพนักงานและกรรมการได้ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โจทก์อุทธรณ์ วันที่ 31 สิงหาคม 2542จำเลยมีหนังสือที่ รส 0612/06413 แจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการอุทธรณ์โดยยืนยันคำวินิจฉัยเดิม ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 การวินิจฉัยและคำยืนยันดังกล่าวไม่ชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่จะสามารถดำเนินการได้ตามฐานะของสมาชิกและกรรมการของสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เนื่องจากมีการดำเนินการหลายอย่างที่โจทก์ได้ดำเนินการในช่วงระยะเวลาดังกล่าวซึ่งจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีผลผูกพันมาจนถึงปัจจุบัน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและคำพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และ รส 0612/16413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542

จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยและคำพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายและฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงรับว่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1ถึง 3 และข้อบังคับสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ปรับปรุงแก้ไข พ.ศ. 2539 ตามเอกสารหมาย จ.2 ถูกต้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และข้อบังคับสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 7, 8 และ 28 กำหนดให้ผู้จะเป็นกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยได้ต้องเป็นสมาชิกของสมาคม และการเป็นสมาชิกสมาคมต้องเป็นพนักงานประจำหรือพนักงานรายปีของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อโจทก์มีคำสั่งที่ กบ.02-1-01/154 ลงโทษไล่ออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) โจทก์ย่อมไม่ใช่พนักงานของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไป จึงพ้นจากการเป็นสมาชิกและกรรมการของสมาคมหรือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยไปพร้อม ๆ กันแม้ภายหลังจะได้มีคำสั่งที่ กบ.02-1-01/451 ยกเลิกคำสั่งไล่ออกเป็นตัดเงินเดือนโดยให้นับอายุงานต่อเนื่อง แต่สภาพการเป็นพนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)ของโจทก์เป็นสภาพของความเป็นจริง ไม่ใช่อายุงาน ไม่อาจนับต่อเนื่องกันได้ ทั้งระเบียบการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมหรือสหภาพแรงงานตามฟ้องไม่ได้กำหนดให้การเป็นสมาชิกหรือกรรมการเกิดขึ้นมาใหม่เองได้อีก การย้อนหลังของการเป็นสมาชิกหรือกรรมการย่อมมีไม่ได้อยู่ในตัวคำวินิจฉัยของจำเลยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม2541 จึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนังสือยืนยันของจำเลย ที่ รส 0612/06413ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำวินิจฉัยและคำพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะถูกคำสั่งที่ กบ. 12-1-01/154 ลงโทษไล่ออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) แต่โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งลงโทษไล่ออกจึงยังไม่เป็นที่สุดจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งต่อมาบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) ได้มีคำสั่งที่ กบ.02-1-01/451 ให้ยกเลิกคำสั่งลงโทษไล่ออกดังกล่าว โดยให้ลงโทษโจทก์ด้วยการตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือนแทนและโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติโดยจะนับอายุงานต่อเนื่องรวมทั้งวันที่โจทก์ได้หยุดงานไป ในระหว่างที่ถูกไล่ออกด้วย ตามที่ปรากฏในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษเดิมจากไล่ออกเป็นตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือน และถือว่าคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนเป็นที่สุดแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ถูกลงโทษเพียงตัดเงินเดือนมิได้ถูกลงโทษไล่ออก โจทก์จึงยังมีสถานะเป็นพนักงานของบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) มาตลอด ไม่เคยพ้นจากการเป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงไม่ขาดคุณสมบัติหรือพ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการของสมาคมหรือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย คำวินิจฉัยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และคำพิจารณาอุทธรณ์ที่ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่าจำเลยเป็นนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจโจทก์เป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย หนังสือที่รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และหนังสือที่ รส 0612/06143 ลงวันที่ 31สิงหาคม 2542 ที่จำเลยมีไปยังโจทก์ลงลายมือชื่อจำเลยในฐานะนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจและหนังสือที่ รส 0612/07464 ใช้ชื่อเรื่องว่า การพ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยมีใจความว่า ตามที่บริษัทการบินไทย จำกัด ได้มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 18กุมภาพันธ์ 2541 นายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานย่อมมีผลทำให้พ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคม แม้ต่อมาบริษัทดังกล่าวจะได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งไล่ออกและรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมก็ไม่ทำให้การเป็นพนักงานและกรรมการมีผลเปลี่ยนแปลงกลับคืนสภาพการเป็นพนักงานและกรรมการในช่วงเวลาที่ยังมิได้ออกคำสั่งฉบับหลังหากโจทก์ประสงค์จะเข้าทำเป็นสมาชิกสมาคม โจทก์จะต้องยื่นใบสมัครและดำเนินการตามข้อบังคับของสมาคมข้อ 8 หนังสือ รส 0612/16413 ก็ใช้ชื่อเรื่องว่า อุทธรณ์การพิจารณาของนายทะเบียน และมีข้อความว่าตามที่โจทก์อุทธรณ์ กรณีนายทะเบียนแจ้งการพ้นสภาพเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยนั้น นายทะเบียนได้เสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจพิจารณาแล้วเห็นว่าสมาชิกภาพของโจทก์สิ้นสุดลงตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ดังนี้ เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยใช้อำนาจของนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย และยืนยันว่าการใช้อำนาจดังกล่าวถูกต้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และคำพิจารณาอุทธรณ์ที่ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ของจำเลยเสีย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรสิทธิ์ ศรีประภา
จำเลย — อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2545
#108738
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะถูกคำสั่งลงโทษไล่ออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. แต่โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งลงโทษไล่ออกจึงยังไม่เป็นที่สุด จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งต่อมาบริษัท ก. ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งลงโทษไล่ออกดังกล่าวโดยลงโทษโจทก์ด้วยการตัดเงินเดือนและให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติโดยนับอายุงานต่อเนื่อง รวมทั้งวันที่โจทก์ได้หยุดงานไปในระหว่างถูกไล่ออกด้วย จึงถือได้ว่าโจทก์ถูกลงโทษเพียงตัดเงินเดือนมิได้ถูกลงโทษไล่ออก โจทก์จึงไม่ขาดคุณสมบัติหรือพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกและกรรมการของสมาคมหรือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย

จำเลยเป็นนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมดังกล่าว เมื่อจำเลยใช้อำนาจของนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ จำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยและยืนยันว่าการใช้อำนาจดังกล่าวถูกต้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้าง โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อมาบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งไล่โจทก์ออกโดยเปลี่ยนเป็นโทษตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือนแทน และให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติโดยจะนับอายุงานต่อเนื่อง ต่อมาจำเลยในฐานะนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าการที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มีผลทำให้พ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย แม้ต่อมาภายหลังบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกคำสั่งไล่ออกและรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยจะนับอายุการทำงานต่อเนื่องก็ไม่ทำให้การเป็นพนักงานและกรรมการมีผลเปลี่ยนแปลงกลับคืนสภาพการเป็นพนักงานและกรรมการได้ โจทก์อุทธรณ์...จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการอุทธรณ์โดยยืนยันคำวินิจฉัยเดิม การวินิจฉัยและคำยืนยันดังกล่าวไม่ชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่จะสามารถดำเนินการได้ตามฐานะของสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เนื่องจากมีการดำเนินการหลายอย่างที่โจทก์ได้ดำเนินการในช่วงระยะเวลาดังกล่าวซึ่งจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีผลผูกพันมาจนถึงปัจจุบัน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและคำพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542

จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยและคำพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายและฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงรับว่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ถึง 3 และข้อบังคับสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2539 ถูกต้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และข้อบังคับสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกำหนดให้ผู้จะเป็นกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยได้ต้องเป็นสมาชิกของสมาคม และการเป็นสมาชิกสมาคมต้องเป็นพนักงานประจำหรือพนักงานรายปีของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อโจทก์ถูกคำสั่งที่ กบ. 02-1-01/154 ลงโทษไล่ออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ย่อมไม่ใช่พนักงานของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไป จึงพ้นจากการเป็นสมาชิกและกรรมการของสมาคมหรือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยไปพร้อม ๆ กัน แม้ภายหลังจะได้มีคำสั่งที่ กบ. 02-1-01/451 ยกเลิกคำสั่งไล่ออกเป็นตัดเงินเดือนโดยให้นับอายุงานต่อเนื่อง แต่สภาพการเป็นพนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ของโจทก์เป็นสภาพของความเป็นจริง ไม่ใช่อายุงาน ไม่อาจนับต่อเนื่องกันได้ ทั้งระเบียบการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมหรือสหภาพแรงงานตามฟ้องไม่ได้กำหนดให้การเป็นสมาชิกหรือกรรมการเกิดขึ้นมาใหม่เองได้อีก การย้อนหลังของการเป็นสมาชิกหรือกรรมการย่อมมีไม่ได้อยู่ในตัว คำวินิจฉัยของจำเลยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 จึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนังสือยืนยันของจำเลย ที่ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า...เห็นว่า แม้โจทก์จะถูกคำสั่งที่ กบ. 02-1-01/154 ลงโทษไล่ออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งลงโทษไล่ออกจึงยังไม่เป็นที่สุด จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งต่อมาบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีคำสั่งที่ กบ. 02-1-01/451 ให้ยกเลิกคำสั่งลงโทษไล่ออกดังกล่าว โดยให้ลงโทษโจทก์ด้วยการตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือนแทน และให้โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติโดยจะนับอายุงานต่อเนื่องรวมทั้งวันที่โจทก์ได้หยุดงานไปในระหว่างที่ถูกไล่ออกด้วย ตามที่ปรากฏในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษเดิมจากไล่ออกเป็นตัดเงินเดือน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 3 เดือน และถือว่าคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนเป็นที่สุดแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ถูกลงโทษเพียงตัดเงินเดือน มิได้ถูกลงโทษไล่ออก โจทก์จึงยังมีสถานะเป็นพนักงานของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มาตลอด ไม่เคยพ้นจากการเป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงไม่ขาดคุณสมบัติหรือพ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการของสมาคมหรือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย คำวินิจฉัยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และคำพิจารณาอุทธรณ์ที่ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย หนังสือเลขที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และหนังสือที่ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ที่จำเลยมีไปยังโจทก์ลงลายมือชื่อจำเลยในฐานะนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ และหนังสือที่ รส 0612/07464 ใช้ชื่อเรื่องว่า การพ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยมีใจความว่า ตามที่บริษัทการบินไทย จำกัด ได้มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 นายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานย่อมมีผลทำให้พ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคม แม้ต่อมาบริษัทดังกล่าวจะได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งไล่ออกและรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมก็ไม่ทำให้การเป็นพนักงานและกรรมการมีผลเปลี่ยนแปลงกลับคืนสภาพการเป็นพนักงานและกรรมการในช่วงเวลาที่ยังมิได้ออกคำสั่งฉบับหลัง หากโจทก์ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกสมาคม โจทก์จะต้องยื่นใบสมัครและดำเนินการตามข้อบังคับของสมาคมข้อ 8 หนังสือที่ รส 0612/06413 ก็ใช้ชื่อเรื่องว่า อุทธรณ์การพิจารณาของนายทะเบียน และมีข้อความว่าตามที่โจทก์อุทธรณ์กรณีนายทะเบียนแจ้งการพ้นสภาพการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยนั้น นายทะเบียนได้เสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจพิจารณาแล้วเห็นว่าสมาชิกภาพของโจทก์สิ้นสุดลงตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ดังนี้ เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยใช้อำนาจของนายทะเบียนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยและยืนยันว่าการใช้อำนาจดังกล่าวถูกต้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิการเป็นสมาชิกและกรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ รส 0612/07464 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และคำพิจารณาอุทธรณ์ที่ รส 0612/06413 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ของจำเลยเสีย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 30
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรสิทธิ์ ศรีประภา
จำเลย — อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอัมพร ทองประยูร
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2545
#109381
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยนัดส่งมอบและชำระเงินกันภายหลัง ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายไปจอดอยู่ริมถนน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะไปจอดใกล้ ๆ แล้วเลื่อนกระจกรถลงพร้อมกับยื่นห่อบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 380 เม็ดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเตรียมเงินมาพร้อมที่จะส่งมอบให้จำเลยที่ 1 เช่นกัน แต่จำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจที่กำลังจะเข้าจับกุม จึงขับรถหลบหนีโดยยังไม่ได้ส่งมอบและรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและขว้างเมทแอมเฟตามีนทิ้ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงมือกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เสพติดเมทแอมเฟตามีน และได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ ล. จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และ ที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป เกี่ยวกับปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ว. และจ่าสิบตำรวจ ท. พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสามร้อยตำรวจเอก ว. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณที่เกิดเหตุ จึงมีการวางแผนจับกุม โดยในวันเกิดเหตุได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกมีจ่าสิบตำรวจ ท. เป็นหัวหน้าชุดร่วมกับพวกอีก 3 คน ไปแอบซุ่มอยู่ที่บริเวณข้างโรงปูนซีเมนต์ ชุดที่สองมีร้อยตำรวจเอก ว. เป็นหัวหน้าชุดร่วมกับพวกอีก 3 ถึง 5 คน ใช้รถยนต์กระบะขับไปมาบริเวณที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายไปจอดบริเวณที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่จ่าสิบตำรวจ ท. กับพวกแอบซุ่มอยู่ประมาณ 30 เมตร ต่อมาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะไปจอดใกล้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลดกระจกประตูรถด้านซ้ายตรงข้ามคนขับลงแล้วยื่นห่อสิ่งของออกนอกกระจกรถในลักษณะจะส่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ แต่ยังไม่ทันส่งมอบห่อสิ่งของดังกล่าว จำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงขับรถหลบหนีและขว้างห่อสิ่งของดังกล่าวทิ้ง เจ้าพนักงานตำรวจขับรถยนต์กระบะติดตามไปทันและจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ แล้วนำจำเลยที่ 1 ไปค้นหาห่อสิ่งของที่จำเลยที่ 1 ขว้างทิ้งพบห่อพลาสติก 2 ห่อ บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 380 เม็ด และปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พร้อมเงินสดของกลางจำนวน 28,000 บาท ชั้นจับกุมได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และโจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอก ว. กับพวกได้จับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมของกลางมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 380 เม็ด รถยนต์กระบะ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินสดจำนวน 28,000 บาท ไปมอบให้พยานสอบสวนดำเนินคดีชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก ว. และจ่าสิบตำรวจ ท. พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเบิกความลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางในบริเวณที่เกิดเหตุ มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันสมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและจ่าสิบตำรวจ ท. กับพวกได้แอบซุ่มอยู่บริเวณข้างโรงปูนซีเมนต์ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะไปจอดใกล้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประมาณ 30 เมตร โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสามว่าในบริเวณนั้นมีสิ่งใดบดบัง น่าเชื่อว่าจ่าสิบตำรวจ ท. มีโอกาสสังเกตเห็นการกระทำต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสามได้ ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อนและไม่ปรากฏว่าได้กระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อื่นใด ไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสามให้ต้องรับโทษโดยปราศจากมูลความจริง กรณีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเบิกความไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่ได้ตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบกันไว้ ย่อมเป็นกรณีที่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 มาไว้ในครอบครองและยังไม่ได้ชำระราคาแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่ จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมายังบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่ได้ตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบกันไว้ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็นำเงินสดของกลางติดตัวมายังบริเวณที่เกิดเหตุเช่นกัน ประกอบกับ ก่อนถูกจับกุม จำเลยที่ 2 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 3 ยืนอยู่ใกล้ ๆ และจำเลยที่ 1 จอดรถอยู่ใกล้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 พร้อมที่จะชำระเงินและจำเลยที่ 1 พร้อมที่จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กันและกัน ถ้าไม่มีเหตุอื่นมาขัดขวางเสียก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงมือกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 และชำระราคาแก่จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยหรือไม่ นั้น ปัญหานี้แม้โจทก์จะไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีจำนวน 380 เม็ด โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ที่เสพติดยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนอันจำต้องมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อใช้เสพเอง ประกอบกับในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน มีใจความสำคัญด้วยว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นางลี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายธรรมนูญ ช่วยชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวรวัฒน์ คงสถาพรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2545
#45242
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับสหภาพแรงงานธนาคารเอเซีย ข้อ 27 กำหนดว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด ซึ่งหมายถึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการที่จดทะเบียนไว้สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียมีคณะกรรมการสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนไว้ 16 คน เมื่อการประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างมีกรรมการสหภาพแรงงานร่วมเข้าประชุมจำนวน 7 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม คณะกรรมการลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย จึงเป็นคณะกรรมการลูกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการลูกจ้างตาม มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2543 สหภาพแรงงานธนาคารเอเซีย จัดประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานและมีมติแต่งตั้งให้โจทก์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการลูกจ้างธนาคารเอเซีย สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียได้มีหนังสือแจ้งการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างให้จำเลยและกองแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ทำหนังสือขอให้จำเลยจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้าง จำเลยไม่จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างโดยอ้างว่ามีข้อขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการลูกจ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่จำเลยไม่จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของลูกจ้างในการร่วมปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหารของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 50

จำเลยให้การว่า นายประจักษ์ ระงับทุกข์ กรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียในขณะนั้นได้ทำเรื่องคัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างอ้างว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงานเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องนี้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียให้รอผลการวินิจฉัยของกองแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหากโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบ จำเลยจะจัดให้มีการประชุมร่วมกันตามกฎหมายต่อไป ซึ่งต่อมากองแรงงานสัมพันธ์ได้มีหนังสือตอบข้อหารือว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียที่แต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างจำนวน17 คน ไม่ชอบด้วยข้อบังคับของสหภาพแรงงาน เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายการที่จำเลยไม่จัดประชุมร่วม 2 ฝ่าย จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างซึ่งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างอยู่ด้วยนั้นชอบด้วยข้อบังคับของสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียหรือไม่ และจำเลยต้องจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการลูกจ้างหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีกรรมการสหภาพแรงงานทั้งคณะรวม 16 คนตามเอกสารหมาย จ.10 มีข้อบังคับสหภาพแรงงานตามเอกสารหมาย จ.9 นายจักริน เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และนายเนตร เจริญสุข ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยและพ้นสภาพจากการเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน หลังจากกรรมการสหภาพแรงงานทั้งสองคนพ้นจากสภาพไปแล้ว สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียไม่ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ รวมทั้งไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการสหภาพแรงงาน ต่อมาวันที่8 ตุลาคม 2543 สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานและมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างทั้งคณะ โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการลูกจ้างด้วย ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.1 วันที่ 16 ตุลาคม2543 ประธานสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียมีหนังสือแจ้งรายชื่อคณะกรรมการลูกจ้างไปยังอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตามเอกสารหมาย จ.2 และแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 กองแรงงานสัมพันธ์มีหนังสือแจ้งไปยังสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียเกี่ยวกับเรื่องการแจ้งการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างตามเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 27 ตุลาคม 2543 นายประจักษ์ ระงับทุกข์กรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียในขณะนั้นได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างไม่ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงานตามเอกสารหมาย จ.5 วันที่ 23 กุมภาพันธ์2544 ประธานคณะกรรมการลูกจ้างมีหนังสือถึงจำเลยเพื่อจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างตามเอกสารหมาย จ.6 และวันที่ 1 มีนาคม 2544 จำเลยมีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการลูกจ้างในเรื่องที่ไม่จัดให้มีการประชุมตามเอกสารหมาย จ.7ในเดือนเดียวกันจำเลยมีหนังสือหารือถึงฝ่ายส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ กองแรงงานสัมพันธ์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้าง ซึ่งกองแรงงานสัมพันธ์มีหนังสือตอบข้อหารือมายังจำเลยตามเอกสารหมาย จ.8 นอกจากนี้กองแรงงานสัมพันธ์เคยมีหนังสือถึงประธานสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียและนายประจักษ์ ระงับทุกข์ ตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 ตามลำดับ สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียมีข้อบังคับสหภาพแรงงานตามเอกสารหมาย จ.9 หมวดที่ 5 ข้อ 13 กำหนดให้กรรมการสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ไม่เกิน 21 คน จำนวนกรรมการสหภาพแรงงานแต่ละสมัยจะเป็นเท่าใดให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานที่จะกำหนดและต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกที่ประชุมใหญ่ สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียได้จดทะเบียนจำนวนและรายชื่อกรรมการสหภาพแรงงานระบุว่ามีจำนวนกรรมการสหภาพแรงงานรวม 16 คน มีวาระระหว่างวันที่ 25 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 24 กันยายน 2544 และมีรายชื่อตามที่ระบุไว้ในใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนกรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียเอกสารหมาย จ.10 เห็นว่าตามข้อบังคับสหภาพแรงงานธนาคารเอเซียเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 27 กำหนดว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมดซึ่งหมายถึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการที่จดทะเบียนไว้ สหภาพแรงงานธนาคารเอเซียมีคณะกรรมการสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนไว้จำนวน 16 คน เมื่อการประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างตามเอกสารหมาย จ.1 มีกรรมการสหภาพแรงงานร่วมเข้าประชุมจำนวน 7 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม คณะกรรมการลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งรวมถึงโจทก์อยู่ด้วยจึงเป็นคณะกรรมการลูกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมพงษ์ แพวชิระกุล
จำเลย — บริษัท ธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2545
#99450
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับสหภาพแรงงานธนาคาร อ. กำหนดว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมดซึ่งหมายถึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน คณะกรรมการที่จดทะเบียนไว้ สหภาพแรงงานธนาคาร อ. มีคณะกรรมการสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนไว้ จำนวน 16 คน เมื่อการประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างมีกรรมการสหภาพแรงงานเข้าร่วมประชุมจำนวน 7 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม คณะกรรมการลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยจึงไม่ชอบจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำหนังสือขอให้จำเลยจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้าง จำเลยไม่จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างโดยอ้างว่ามีข้อขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการลูกจ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้จำเลย จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕๐

จำเลยให้การว่า นายประจักษ์ ระงับทุกข์ กรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียในขณะนั้นได้ทำเรื่อง คัดค้านการ แต่งตั้งกรรมการลูกจ้างอ้างว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงาน เพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องนี้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้ง สหภาพแรงงานธนาคารเอเชียให้รอผลการวินิจฉัยของกองแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงาน หากโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบ จำเลยจะจัดให้มีการประชุมร่วมกันตามกฎหมายต่อไป ซึ่งต่อมากองแรงงานสัมพันธ์ได้มีหนังสือตอบข้อหารือว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียที่แต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างจำนวน ๑๗ คน ไม่ชอบด้วยข้อบังคับของสหภาพแรงงาน เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยไม่จัดประชุมร่วม ๒ ฝ่าย จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างซึ่งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างอยู่ด้วยนั้นชอบด้วยข้อบังคับของสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียหรือไม่ และจำเลยต้องจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการลูกจ้างหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า สหภาพแรงงานธนาคารเอเชียจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีกรรมการสหภาพแรงงานทั้งคณะรวม ๑๖ คน มีข้อบังคับ สหภาพแรงงาน นายจักริน เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และนายเนตร เจริญสุข ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยและพ้นสภาพจากการเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน หลังจากกรรมการสหภาพทั้งสองคนพ้นจากสภาพไปแล้วสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียไม่ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ รวมทั้งไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการสหภาพแรงงาน ต่อมาสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานและมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างทั้งคณะ โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการลูกจ้างด้วย หลังจากนั้น นายประจักษ์ ระงับทุกข์กรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียในขณะนั้นได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างไม่ชอบด้วยข้อบังคับสหภาพแรงงาน ประธานคณะกรรมการลูกจ้าง จึงมีหนังสือถึงจำเลยเพื่อจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการลูกจ้าง จำเลยไม่จัดให้มีการประชุมและมีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการลูกจ้างในเรื่องดังกล่าว เห็นว่า ตามข้อบังคับสหภาพแรงงานธนาคารเอเชียกำหนดว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมดซึ่งหมายถึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการที่จดทะเบียนไว้ สหภาพแรงงานธนาคารเอเชียมีคณะกรรมการสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนไว้ จำนวน ๑๖ คน เมื่อการประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างมีกรรมการสหภาพแรงงานร่วมเข้าประชุมจำนวน ๗ คน จึงไม่ครบองค์ประชุม คณะกรรมการลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งรวมถึงโจทก์อยู่ด้วยจึงเป็นคณะกรรมการลูกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างจำเลยกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ แพวชิระกุล
จำเลย — บริษัทธนาคารเอเชีย จำกัด ( มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2545
#46525
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้ามาจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นพร้อมกับพูดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามา จำเลยก็ปล่อยมือของโจทก์ โดยใช้เวลาจับมือของโจทก์ไว้ไม่ถึงหนึ่งนาที เจตนาอันแท้จริงของจำเลยในการจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นก็เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าบ้านไว้โดยไม่มีสิทธิจะรับเท่านั้น หาได้มีเจตนาที่จะทำร้ายโจทก์ให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310,339, 295, 90, 91, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดต่อเสรีภาพและความผิดต่อร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และมาตรา 295ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (ที่ถูก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจทก์รับเงินค่าเช่าบ้านจำนวน 4,000 บาท จากนางขันธ์ จำเลยเข้าไปจับข้อมือของโจทก์แล้วกระชากขึ้นพร้อมกับพูดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงปล่อยมือของโจทก์และโจทก์มอบเงินค่าเช่าให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจไป ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า จำเลยเข้ามาจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นพร้อมกับพูดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจำเลยก็ปล่อยมือของโจทก์ โดยใช้เวลาจับมือของโจทก์ไว้ไม่ถึงหนึ่งนาที เห็นว่า เจตนาอันแท้จริงของจำเลยในการจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นก็เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าบ้านไว้โดยไม่มีสิทธิจะรับเท่านั้น หาได้มีเจตนาที่จะทำร้ายโจทก์ให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใดจึงไม่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย หย่งไหวท่งหรือนายหยุ่งไหวท่ง แซ่หย่ง
จำเลย — นาย ไชยอนันต์ จงประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3579/2545
#45241
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์นั้น โจทก์จะเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทหรือไม่ เป็นเพียงข้อเท็จจริง มิได้มีผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในปัญหาดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดี ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังวันสืบพยานโจทก์เกินกว่า 7 วัน และไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสองมีข้อความตอนหนึ่งว่า ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการขอแก้ไขในประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิขอแก้ไขคำให้การได้ เห็นว่า ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโจทก์จะเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทหรือไม่ เป็นเพียงข้อเท็จจริง มิได้มีผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจเอทีลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย ทวี แซ่หว่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3579/2545
#99870
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จะเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อในขณะทำสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงมิได้กระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่จจำเลยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดี ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ โจทก์คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังวันสืบพยานโจทก์เกินกว่า ๗ วัน และไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสองมีข้อความตอนหนึ่งว่า ในขณะที่ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการขอแก้ไขในประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิขอแก้ไขคำให้การได้ เห็นว่า ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโจทก์จะเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทหรือไม่ เป็นเพียงข้อเท็จจริง มิได้มีผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจเอทีลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายทวี แซ่หว่อง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2545
#46524
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มิได้จำกัดว่าการที่คู่ความฝ่ายอุทธรณ์ที่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลนั้นเฉพาะคำพิพากษาที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีประการเดียว แต่ยังหมายความรวมถึงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาภายหลังที่ศาลได้พิพากษาโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดี การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปนั้น เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและสืบพยานต่อไป จำเลยที่ 1และที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่วาง อุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
มูลคดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เลื่อนคดีและถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้าน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน7,054,562.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 6,264,719.72บาท นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 80523 และ 80524 ตำบลศาลาธรรมสพน์อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เลื่อนคดีโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า การที่คู่ความที่อุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น หมายถึงอุทธรณ์คำสั่งที่มีผลเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเสมือนหนึ่งเป็นคำพิพากษา ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เป็นการขอให้ศาลสืบพยานต่อไปแม้จะมีผลให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็เป็นเพียงผลที่เกิดจากการอุทธรณ์คำสั่ง ไม่ใช่อุทธรณ์คำพิพากษาโดยตรง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดว่า การที่คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลนั้นเฉพาะคำพิพากษาที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีประการเดียว แต่ยังหมายความรวมถึงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาภายหลังที่ศาลได้พิพากษาโดยวินิจฉัยชี้ขาดคดี เพราะการที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปนั้น เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสืบพยานต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ไพฑูรย์ แสงกิตติกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3543/2545
#45240
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินการเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์และของกรมศิลปากรกระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535มาตรา 3 และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ในฐานะผู้แทนกรมจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยเห็นว่าเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้

โจทก์บรรยายว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคำว่า TRUSTY ไม่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียน คำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์เท่ากับโต้แย้งว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่นายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

แม้คำว่า TRUSTY จะมีความหมายว่า ไว้วางใจ เชื่อถือได้แต่เมื่อนำไปใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 31 ได้แก่ อาหารสัตว์ ก็มิได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงลักษณะของอาหารสัตว์ว่าเป็นอาหารสัตว์ชนิดใด หรือบ่งบอกคุณสมบัติของอาหารสัตว์ชนิดนั้นว่า เป็นสินค้าที่ดีทำให้สัตว์แข็งแรง สมบูรณ์ สุขภาพดี น่าไว้วางใจที่จะนำมาเป็นอาหารสัตว์ได้โดยปลอดภัย แต่เป็นคำที่มีลักษณะไปในทางโน้มน้าวให้บุคคลทั่วไปที่ประสงค์จะซื้ออาหารสัตว์เกิดความสนใจในสินค้าชนิดนั้นมากกว่า จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรง แต่เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสมาพันธรัฐสวิส จำเลยที่ 1 เป็นกรมในกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยมีนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นข้าราชการในกรมจำเลยที่ 1ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนกรมจำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า FRISKIES และเครื่องหมายอื่น ๆ ที่มีคำว่า TRUSTY ประกอบ เช่น เครื่องหมายคำว่า TRUSTY เป็นต้น โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าอาหารสัตว์ โดยสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมีจำหน่ายและโฆษณาแพร่หลายทั่วไป นอกจากนั้นโจทก์ยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในหลายประเทศทั่วโลกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม2540 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้าอาหารสัตว์ ตามคำขอเลขที่ 338046 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยโจทก์เห็นว่า คำว่า TRUSTY เป็นคำที่ไม่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนต่อไป จึงได้ยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีจำเลยที่ 2เป็นประธานกรรมการนั้น มีคำวินิจฉัยยืนตามโดยเห็นว่าคำว่า TRUSTY มีความหมายว่า ไว้วางใจ เชื่อถือได้ เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันโจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคำว่า TRUSTY นั้น เป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง เพราะคำว่า TRUSTY มีความหมายหลายความหมายเป็นทั้งคำคุณศัพท์และเป็นคำนามโดยคำคุณศัพท์มีความหมายว่า ไว้วางใจ เชื่อถือได้ส่วนคำนามมีความหมายว่า นักโทษที่มีความประพฤติดีหรือไว้วางใจได้ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งความหมายในทางคำนามนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีความหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรง ส่วนความหมายในทางคำคุณศัพท์นั้น แม้คำว่า TRUSTY จะมีความหมายว่า ไว้วางใจ เชื่อถือได้ แต่ก็ไม่มีความหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรงเช่นกัน เพราะไม่ได้สื่อความหมายหรือบรรยายถึงรูปลักษณะของสินค้าอาหารสัตว์หรือแสดงถึงสรรพคุณหรือการใช้งานของสินค้าอาหารสัตว์แต่อย่างใด เครื่องหมายการค้า TRUSTY ของโจทก์จึงไม่มีคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะของโจทก์ ที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY นั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่นนอกจากนี้โจทก์ยังได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยได้ผลิตจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY และได้โฆษณาสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY มาเป็นเวลานานจนแพร่หลายแล้ว และยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในหลายประเทศแล้วด้วย เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียนต่อไป คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 338046 นั้น จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ. 0703/396 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1294/2542 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 338046 ให้จำเลยทั้งสองและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 338046 เพื่อรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 ปัจจุบัน จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ เนื่องจากไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอเลขที่ 338046 ของโจทก์ และโดยอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและไม่ใช่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และโดยมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้กำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าประกอบด้วยอธิบดีกรมทะเบียนการค้า (ปัจจุบันเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา) เป็นประธานกรรมการ อัยการสูงสุดหรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือผู้แทน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คนแต่ไม่เกิน8 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 11 มีนาคม 2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 338046 ของโจทก์ คดีนี้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่าTRUSTY ของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6นายทะเบียนจึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนอันเป็นคำสั่งตามมาตรา 16 ต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยแล้ว ซึ่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กฎหมายให้เป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลได้อีก ทั้งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยสุจริตถูกต้องตามหลักกฎหมายตรงต่อข้อเท็จจริงและเป็นธรรมแล้ว กล่าวคือ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 กล่าวคือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 เพราะคำว่า TRUSTY แปลได้ว่าไว้วางใจเชื่อถือได้ เมื่อนำมาใช้กับสินค้าอาหารสัตว์ทำให้เข้าใจว่าสินค้าอาหารสัตว์ภายใต้เครื่องหมายนี้น่าเชื่อถือพอที่จะใช้เลี้ยงสัตว์ได้นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงขัดต่อมาตรา 7(2) จึงปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 เมื่อโจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า TRUSTY มีความหมายว่า ไว้วางใจเชื่อถือได้เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนจึงนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีมติเป็นเอกฉันท์ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน และให้ยกอุทธรณ์เสียอันเป็นคำสั่งตาม มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือของจำเลยที่ พณ.0703/396 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า1294/2542 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 338046 ต่อไป ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY และได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับอาหารสัตว์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้าอาหารสัตว์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 338046 ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 แต่นายทะเบียนปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้เนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์คำว่า TRUSTY ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า TRUSTY เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โจทก์จึงยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY มีความหมายว่าไว้วางใจ เชื่อถือได้ เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียน นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1294/2542 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าอำนาจในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะ จำเลยที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่มิใช่เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นว่า พระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3 บัญญัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์หรือของเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3 บัญญัติให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร กฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า และมาตรา 5 บัญญัติว่า "ให้อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีดังนี้

(3) กองตรวจสอบ 2 มีอำนาจหน้าที่

(ก) ดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า

(4) กองทะเบียนและหนังสือสำคัญ มีอำนาจหน้าที่

(ก) ดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศโฆษณา และการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา..."

ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534จึงอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าอำนาจในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนกรมจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ โดยเห็นว่าเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงที่สุดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้นจะต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าแม้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด ดังนั้น หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้โจทก์โดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY เป็นคำที่ไม่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียนและโจทก์จดเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในหลายประเทศ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์เท่ากับโจทก์โต้แย้งว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่นายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า TRUSTY ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ตามมาตรา 6 เพราะคำว่า TRUSTY เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์อ้างว่า คำว่าTRUSTY ตามความเข้าใจของคนทั่วไปแล้วมีความหมายว่า ไว้วางใจเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ ส่วนความหมายอื่น ๆ นอกจากนี้คนทั่วไปโดยเฉพาะคนไทยไม่อาจรู้หรือเข้าใจ ดังนั้น การนำคำว่า TRUSTY มาใช้กับสินค้าอาหารสัตว์ดังกล่าวจึงเป็นการทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเชื่อมั่นว่าสินค้าอาหารสัตว์นั้นเป็นสินค้าที่ดีน่าไว้วางใจที่จะนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้โดยปลอดภัย ทำให้สัตว์แข็งแรง สมบูรณ์ สุขภาพดี ไม่ได้มีความหมายไปในทางโน้มน้าวหรือชี้แนะแก่ผู้พบเห็นทั่วไปให้สนใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่งบอกถึงคุณสมบัติของอาหารสัตว์ชนิดนั้นด้วยว่าเป็นอาหารสัตว์ที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้นั้นเห็นว่าแม้คำว่า TRUSTY จะมีความหมายว่าไว้วางใจ เชื่อถือได้ แต่เมื่อนำไปใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 31 ได้แก่อาหารสัตว์ คำดังกล่าวก็หาได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงลักษณะของอาหารสัตว์ว่าเป็นอาหารสัตว์ชนิดใด หรือบ่งบอกคุณสมบัติของอาหารสัตว์ชนิดนั้นว่าเป็นสินค้าที่ดีทำให้สัตว์แข็งแรง สมบูรณ์สุขภาพดี น่าไว้วางใจที่จะนำมาเป็นอาหารสัตว์ได้โดยปลอดภัยดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ แต่เป็นคำที่มีลักษณะไปในทางโน้มน้าวให้บุคคลทั่วไปที่ประสงค์จะซื้ออาหารสัตว์เกิดความสนใจในสินค้าชนิดนั้นมากกว่า คำว่า TRUSTY จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรงไม่ แต่เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY ของโจทก์จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่ได้มีคำขอดังกล่าว เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่นั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 167
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 18
พ.ร.บ. โอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.อา
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3543/2545
#99736
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มาตรา 3 และมาตรา 5 จำเลยที่ 1 ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าอำนาจในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โดยเฉพาะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนกรมจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของ นายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่จะเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งนั้น จะต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY เป็นคำที่ไม่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงได้รับการจดทะเบียนและโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในหลายประเทศ คำสั่งของ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าาที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์เท่ากับโจทก์โต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงยังไม่ถึงที่สุดแม้คำว่า TRUSTY จะมีความหมายว่า ไว้วางใจ เชื่อถือได้ แต่เมื่อนำไปใช้กับสินค้าจำพวกที่ 31 ได้แก่ อาหารสัตว์ คำดังกล่าวก็หาได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงลักษณะของอาหารสัตว์ว่าเป็นอาหารชนิดใด หรือบ่งบอกถึงคุณสมบัติของอาหารสัตว์ชนิดนั้นว่าเป็นสินค้าที่ดีทำให้สัตว์ แข็งแรง สมบูรณ์ สุขภาพดี น่าไว้วางใจที่จะนำมาเป็นอาหารสัตว์ได้โดยปลอดภัยแต่อย่างใดไม่แต่เป็นคำที่มีลักษณะไปในทางโน้มน้าวให้บุคคลทั่วไปที่ประสงค์จะซื้ออาหารสัตว์เกิดความสนใจในสินค้าชนิดนั้นมากกว่าคำว่า TRUSTY จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอาหารสัตว์โดยตรงแต่เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเมื่อนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าคำว่า TRUSTY จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอ ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่ได้มีคำขอดังกล่าว โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่ได้มีคำขอดังกล่าว จึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 18 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซซิเอเต้ เดส์โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส. อา.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2545
#44792
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ และไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันใดวันหนึ่งหลังวันที่ 12 กันยายน 2544 โดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลขยายระยะเวลาในการยื่นคำฟ้อง

คำฟ้องของโจทก์ลงวันที่ 12 กันยายน 2544 แต่โจทก์นำมายื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในวันที่ 13 กันยายน 2544 พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ขอให้ส่งรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2544 เพราะโจทก์ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันดังกล่าว แต่ไปถึงศาลเมื่อเวลา 16.32 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ไม่รับอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว กรณีที่ 2 หากศาลเห็นว่าไม่สมควรรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ขอให้ถือว่าคำร้องนี้เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย โดยขอให้ศาลขยายระยะเวลาให้โจทก์ยื่นฟ้องในวันนี้ได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันที่ 12 กันยายน 2544 เมื่อพ้นเวลาราชการจึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้ได้นั้นชอบแล้ว แต่เมื่อโจทก์อาจยื่นฟ้องในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันถัดไปวันใดวันหนึ่งก็ได้แม้คำฟ้องจะลงวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ต้องถือว่ายื่นคำฟ้องต่อศาลในวันที่ 13 กันยายน 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบที่จะสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์"ในประเทศไทยต่อจำเลยที่ 1 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพร้อมกับคำฟ้องคดีนี้ลงวันที่ 12 กันยายน 2544 ที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์" ของโจทก์ โดยคำร้องของโจทก์มีใจความว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะต้องเสนอต่อศาลภายในวันที่ 12 กันยายน 2544 ซึ่งในวันดังกล่าวทนายโจทก์เพิ่งได้รับอนุมัติจากโจทก์ซึ่งอยู่ต่างประเทศให้ฟ้องคดีนี้เมื่อเวลา 14 นาฬิกาเศษทนายโจทก์ได้จัดเตรียมคำฟ้องเพื่อยื่นต่อศาลเสร็จเรียบร้อยในเวลา 15 นาฬิกาเศษ และได้เดินทางมาเพื่อยื่นคำฟ้อง แต่เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัดเพราะใกล้เวลาเลิกงาน เสมียนทนายโจทก์เดินทางไปถึงศาลเมื่อเวลา 16.32 นาฬิกา และได้พบกับเจ้าหน้าที่รับฟ้องของศาลเมื่อเวลาประมาณ 16.40 นาฬิกา เจ้าหน้าที่รับฟ้องปฏิเสธไม่ยอมรับคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว โจทก์ไปถึงศาลเกินเวลาราชการไปเพียงเล็กน้อยเจ้าหน้าที่ศาลไม่ควรใช้ดุลพินิจในทางที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ โดยถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน2544 หรือมิฉะนั้นขอให้ถือคำร้องฉบับนี้เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันนี้ได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน จึงให้งดการไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่12 กันยายน 2544 เมื่อพ้นเวลาทำการของทางราชการแล้ว การยื่นคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้ยื่นในวันที่ 12 กันยายน 2544 ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/4 ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งขยายกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีเพื่อขอให้โจทก์ฟ้องคดีได้ภายในวันที่ 12 กันยายน2544 โดยอ้างเหตุสุดวิสัยนั้น ศาลไม่มีอำนาจขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้จึงให้ยกคำร้องของโจทก์ และมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากยื่นเมื่อหมดเวลาทำการของทางราชการแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนจะเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ หากเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันใดวันหนึ่งหลังวันที่ 12 กันยายน 2544 โดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำฟ้องแต่อย่างใด คดีนี้คำฟ้องของโจทก์ลงวันที่12 กันยายน 2544 แต่โจทก์นำมายื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 13 กันยายน 2544 พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ขอให้ส่งรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2544 เพราะโจทก์ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันดังกล่าว แต่ไปถึงศาลเมื่อเวลา 16.32 นาฬิกา เจ้าหน้าที่รับฟ้องไม่รับอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว กรณีที่ 2 หากศาลเห็นว่าไม่สมควรรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ขอให้ถือว่าคำร้องนี้เป็นคำร้องขอขยายกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยโดยขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นฟ้องในวันนี้ได้ ซึ่งวันนี้หมายถึงวันที่13 กันยายน 2544 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันที่ 12 กันยายน 2544 เมื่อพ้นเวลาราชการ จึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ยื่นต่อศาลภายในวันที่ 12 กันยายน 2544 เนื่องจากยื่นเมื่อหมดเวลาทำการของทางราชการแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์คดีนี้อาจยื่นในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันถัดไปวันใดวันหนึ่งก็ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วทั้งโจทก์ก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลด้วยคือวันที่ 13 กันยายน 2544 แม้คำฟ้องของโจทก์จะลงวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันที่ 13 กันยายน 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบที่จะมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ได้ยื่นเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544 จึงไม่ชอบ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/4
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เยเนอราล บีสกิต
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา