คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2545
#99738
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือของ ว. ถึงจำเลย มีข้อความแสดงเจตนาแก่จำเลยว่า ว. กับพวกต้องการให้จำเลยจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง ให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ย่อมมีลักษณะเป็นคำเสนอ การที่จำเลยตรวจรับมอบงานจากโจทก์ จ่ายเงินให้โจทก์ไปบางส่วน และทำบันทึกภายในยอมรับว่า ค้างชำระหนี้โจทก์ ย่อมมีลักษณะเป็นคำสนองด้วยการแสดงเจตนาโดยปริยาย เกิดเป็นสัญญาระหว่าง ว. กับพวก และจำเลย โดยให้จำเลยรับมอบงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์และจ่ายเงินให้โจทก์แทน เนื่องจากจำเลย ยังค้างชำระหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่ซื้อจาก ว. กับพวกอยู่ และสัญญาเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกคือโจทก์ โดยจำเลยทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้ โดยไม่จำต้องมีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่าง ว. กับพวกและโจทก์ เพราะสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ

โจทก์ตั้งประเด็นในคำฟ้องทำนองเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ได้บรรยายฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่า ว. กับพวก ตกลงให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระจกและอะลูมิเนียมแก่โจทก์ แล้วหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไป โดยเมื่อจำเลยได้รับหนังสือจาก ว. แล้วชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน ซึ่งแสดงว่ามีการตกลงกันระหว่าง ว. กับพวกและจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องจะต้องด้วยบทกฎหมายเรื่องใดเป็นเรื่องที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัย ถือได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วยแล้ว

จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ในการว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียม แต่จำเลยเป็นลูกหนี้ของ ว. กับพวก โดยยังค้างชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อไป มูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 อันเป็นข้อที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ผู้ขายได้ เมื่อกรณีเป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก จำเลยจึงอาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เพราะเป็นข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาที่ทำให้จำเลยตกลงว่าจะ ชำระหนี้แก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 376 แต่ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยยกเอาข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญา ซื้อขายและติดตั้งสินค้าดังกล่าวของ ว. กับพวก ซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายของจำเลยดังกล่าวได้ คดีจึงต้องมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มิใช่มีอายุความตามสัญญาซื้อขายและติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า นายชูศักดิ์ สุบินเกษม นางวิไล สุบินเกษม และห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ประเภทกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์ กับว่าจ้างให้โจทก์ไปทำการติดตั้งที่อาคารฉัตร ต่อมานายชูศักดิ์กับพวกดังกล่าวได้โอนขายอาคารฉัตรพร้อมที่ดินให้จำเลยและตกลงโอนหนี้ค่าติดตั้งสินค้าข้างต้นซึ่งนายชูศักดิ์กับพวกค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 2,112,450 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ชำระแทนเป็นการหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไปดังกล่าว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยชำระให้โจทก์เพียง 360,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,752,450 บาท จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,278,185 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,752,450 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ชอบที่จะเรียกค่าของที่ส่งมอบ ค่าจ้าง และค่าการงานที่ทำให้แก่นายชูศักดิ์กับพวกภายในกำหนด 2 ปี นับแต่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว และการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับนายชูศักดิ์และพวก เพียงแต่นางวิไลมีหนังสือแจ้งโอนสิทธิการรับชำระหนี้มายังจำเลย ทั้งจำเลยไม่ได้ยินยอมในการโอนหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,752,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนางวิไลกับพวกให้โจทก์มิได้ทำเป็นหนังสือตามกฎหมาย หนังสือของนางวิไลถึงจำเลยเป็นเพียงหนังสือบอกกล่าวนั้น เห็นว่า นางวิไลมีหนังสือถึงจำเลย มีข้อความแสดงเจตนาแก่จำเลยว่านางวิไลกับพวกต้องการให้จำเลยจ่ายเงิน 2,112,450 บาท ให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นตัวแทนของจำเลยได้ตรวจรับงานดังกล่าวจากโจทก์ และจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ไป 360,000 บาท กับทำบันทึกภายในบริษัทจำเลยยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท ดังนี้ หนังสือของนางวิไลย่อมมีลักษณะเป็นคำเสนอ ส่วนการที่จำเลยตรวจรับมอบงานจากโจทก์ จ่ายเงินให้โจทก์ไปบางส่วน และทำบันทึกภายในยอมรับว่าค้างชำระหนี้แก่โจทก์ ย่อมมีลักษณะเป็นคำสนองด้วยการแสดงเจตนาโดยปริยาย เกิดเป็นสัญญาระหว่างนางวิไลกับพวกและจำเลย โดยให้จำเลยรับมอบงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์และจ่ายเงินให้โจทก์แทน เนื่องจากจำเลยยังค้างชำระหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่ซื้อจากนางวิไลกับพวกอยู่สัญญาเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกคือโจทก์ โดยจำเลยทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้ และสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนางวิไลกับพวกในฐานะผู้โอนและโจทก์ในฐานะผู้รับโอนหรอืไม่ แม้โจทก์จะตั้งประเด็นมาในคำฟ้องทำนองเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาเป็นที่เข้าใจได้ว่านายชูศักดิ์ นางวิไล และห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งตกลงให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระจกและอะลูมิเนียมแก่โจทก์แล้วหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไป เมื่อจำเลยได้รับหนังสือจากนางวิไลแล้วชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 360,000 บาท ซึ่งแสดงว่ามีการตกลงกันระหว่างนางวิไลกับพวกและจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องจะต้องด้วยบทกฎหมายเรื่องใดเป็นเรื่องที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัย ถือได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วย

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุคความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาาพันธ์ 2538 อันเป็นวันรับมอบงานนั้น เห็นว่า จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ในการว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียม แต่จำเลยเป็นลูกหนี้ของนายชูศักดิ์ นางวิไลและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่ง โดยยังค้างชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อไป มูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ย่อมมีอายุความ 10 ปี อันเป็นข้อที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ผู้ขายได้ เมื่อกรณีเป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จำเลยมีข้อต่อสู้คู่สัญญาเดิมคือผู้ขายที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยอยู่อย่างไร จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เพราะเป็นข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาที่ทำให้จำเลยตกลงว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 376 แต่ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยยกเอาข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาซื้อขายและติดตั้งสินค้าดังกล่าวของนายชูศักดิ์กับพวกซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายของจำเลยดังกล่าวได้ คดีนี้จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณีเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันโดยชอบ คดีมีอายุความ 2 ปี แต่ยังไม่มีการรับมอบงานจึงไม่ขาดอายุความ และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 306 ม. 374 ม. 376
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแกรมม่า อลูมิเนียม จำกัด
จำเลย — บริษัทฉัตร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3701/2545
#46123
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับหลังกรมศุลกากรโจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม ส่วนกรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับแรก มีข้อสงสัยว่าโจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 11 จึงฟังได้ว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้าก่อนเมื่อเงินที่ธนาคารส่งให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับมีจำนวนมากกว่าอากรขาเข้า จึงไม่มีอากรขาเข้าที่ค้างชำระอีกต่อไป เงินที่ขาดจำนวนอีก 345,890.88 บาท จึงเป็นเงินเพิ่มที่จำเลยยังค้างชำระ แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนจากเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 345,890.88 บาท เพราะเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2535 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้นำสินค้าชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือ ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 010300161060 สำแดงค่าอากร 587,902 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 127,731 บาท ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0302 00460114 สำแดงค่าอากร 171,683 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 52,077 บาท ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 00766068 สำแดงค่าอากร 337,543 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 102,387 บาท เจ้าหน้าที่ของโจทก์สั่งให้จำเลยวางประกันสำหรับค่าอากรขาเข้าแต่ละใบขน จำนวน 707,000 บาท 207,000 บาท และ 406,000 บาท ตามลำดับจำเลยได้ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารไว้ต่อโจทก์ตามวงเงินที่เจ้าหน้าที่กำหนดในแต่ละใบขนแล้ว เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ปล่อยสินค้าให้จำเลยในการนำเข้าดังกล่าว จำเลยมีเจตนาจะใช้สินค้ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำเข้า และจะขอคืนอากรภายใน6 เดือน นับแต่วันส่งออก อันเป็นการนำเข้าสินค้าเพื่อขอคืนอากรขาเข้าในภายหลังตามบทบัญญัติมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 ต่อมาปรากฏว่าจำเลยมิได้นำสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวมาใช้ผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งออกไปต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า คงมีสินค้าคงเหลือเต็มจำนวนตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 3 ฉบับ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอรับคืนอากรขาเข้า อีกทั้งยังต้องรับผิดชำระค่าอากรขาเข้าสำหรับสินค้าดังกล่าวและเงินเพิ่มอากรขาเข้าเป็นรายเดือนตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าตามที่จำเลยได้สำแดงไว้ในแต่ละใบขนจำนวน 587,902 บาท 171,683 บาท และ 337,543 บาท ตามลำดับ รวมค่าอากรทั้งหมดจำนวน 1,097,128 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) แต่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินและไม่ได้นำเงินมาชำระแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม และวันที่ 2 กันยายน 2540 ธนาคารได้ชำระเงินตามวงเงินที่ค้ำประกันไว้ในแต่ละใบขน เมื่อนำมาหักกับค่าอากรและเงินเพิ่มแต่ละประเภทแล้ว จำเลยคงต้องรับผิดชดใช้ค่าอากรในส่วนที่ขาดสำหรับใบขนสินค้าขาเข้า 3 ฉบับ ดังกล่าวมารวมทั้งสิ้นจำนวน 345,890.88 บาท(ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) โจทก์ได้ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงเป็นหนี้ค่าอากรรวมทั้งเงินเพิ่มทุกประเภทคำนวณนับแต่วันที่ธนาคารชำระจนถึงวันฟ้อง เป็นเงินทั้งสิ้น 477,329.41 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 477,329.41 บาท และเงินเพิ่มตามใบขนเลขที่ 0103 00161060 อัตราเดือนละ 1,983.69 บาท ใบขนเลขที่ 0302 00460114 อัตราเดือนละ 539.58 บาท ใบขนเลขที่ 0103 00766068อัตราเดือนละ 935.64 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 345,890.88 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง และตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2535 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม2536 จำเลยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 3 ครั้ง ตามใบขนสินค้าขาเข้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1, 3 และ 6 โดยจำเลยจะใช้สินค้าดังกล่าวเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้จำเลยวางประกันค่าอากรขาเข้าแต่ละใบขนเป็นเงิน 707,000 บาท 207,000 บาท และ 406,000 บาท ตามลำดับ จำเลยได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและวางประกันค่าอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับโดยใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) จำเลยรับสินค้าไปแล้ว ต่อมาเมื่อครบ 1 ปี จำเลยมิได้นำสินค้าดังกล่าวมาผลิตเป็นสินค้าแล้วส่งมอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอรับอากรขาเข้าคืนและต้องชำระค่าอากรขาเข้ารวมทั้งเงินเพิ่มสำหรับสินค้าดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับรวมเป็นเงิน 1,097,128 บาท แต่จำเลยไม่ชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมินโจทก์จึงเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามจำนวนที่ค้ำประกันไว้ เมื่อธนาคารชำระหนี้แล้วยังมีหนี้ค่าภาษีค้างชำระรวม 345,890.88 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนโดยคิดจากค่าภาษีจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ในการหักเงินที่ธนาคารผู้ค้ำประกันส่งมาชำระภาษีนั้น โจทก์มีนายวรวิทย์ ขาวขันธ์ และนางพุฒินาถ วัฒนกูล มาเบิกความเพียงว่าเงินที่ธนาคารส่งมาชำระยังไม่คุ้มกับค่าอากรและเงินเพิ่ม ตามใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 37, 38 และ 43 พิเคราะห์แล้ว ตามใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้า เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 37 และ 38 ซึ่งเป็นการชำระค่าภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 00161060 และเลขที่ 010300766068 ตามลำดับ มิได้ระบุว่าเงินที่ธนาคารนำมาชำระนั้นหักชำระอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน เพียงแต่มีข้อความว่า โจทก์นำอากรขาเข้าและเงินเพิ่มมารวมกันแล้วลบด้วยจำนวนเงินที่ธนาคารส่งมาชำระแล้วระบุว่าชำระขาด 198,369.08 บาท และ 93,563.64 บาท ตามลำดับ ส่วนใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้า เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 43 ซึ่งเป็นการชำระค่าภาษีสำหรับสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0302 00460114 ระบุไว้ว่าเงินที่ธนาคารส่งมาชำระนั้น โจทก์นำไปหักชำระอากรขาเข้าก่อน แล้วจึงนำเงินที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม เมื่อหักแล้วเงินเพิ่มคงค้างชำระ53,958.16 บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า กรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า ฉบับหลังนี้ โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม ส่วนกรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับแรก มีข้อสงสัยว่าโจทก์นำเงินที่ได้จากธนาคารไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน จึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้าก่อน เมื่อปรากฏว่าเงินที่ธนาคารส่งให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค้ำประกันตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับมีจำนวนมากกว่าอากรขาเข้า ดังนั้น เมื่อโจทก์นำไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อน จึงไม่มีอากรขาเข้าที่ค้างชำระอีกต่อไป เงินที่ขาดจำนวนอีก 345,890.88 บาท จึงเป็นเงินเพิ่มที่จำเลยยังค้างชำระ แม้พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติ "... ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนขอค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น..." ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนจากเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 345,890.88 บาท เพราะเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท บาร์โก้ไทยแลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3701/2545
#99717
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับหลัง โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม ส่วนกรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับแรก มีข้อสงสัยว่า โจทก์นำเงินที่ได้จากธนาคารไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน จึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ว่าโจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปหักชำระเงินค่าอากรขาเข้าก่อน

โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระ และมิได้อุทธรณ์การประเมิน โจทก์จึงเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามจำนวนที่ค้ำประกันไว้ ปรากฏว่าเงินที่ธนาคารส่งให้โจทก์มีจำนวนมากกว่าอากรขาเข้า ดังนั้น เมื่อโจทก์นำไปชำระค่าอากรขาเข้าก่อน จึงไม่มีอากรขาเข้าที่ค้างชำระอีกต่อไป เงินที่ขาดจำนวนอีก 345,890.88 บาท จึงเป็นเงินเพิ่มที่จำเลยยังค้างชำระ แม้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติ "...ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น..." ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนจากเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 345,890.88 บาท เพราะเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 477,329.41 บาท และเงินเพิ่มตามใบขนเลขที่ 0103 00161060 อัตราเดือนละ 1,983.69 บาท ใบขนเลขที่ 0302 00460114 อัตราเดือนละ 539.58 บาท ใบขนเลขที่ 0103 00766068 อัตราเดือนละ 935.64 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 345,890.88 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง และตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2535 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 จำเลยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 3 ครั้ง ตามใบขนสินค้าขาเข้า โดยจำเลยจะใช้สินค้าดังกล่าวเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้จำเลยวางประกันค่าอากรขาเข้าแต่ละใบขนเป็นเงิน 707,000 บาท 207,000 บาท และ 406,000 บาท ตามลำดับ จำเลยได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและวางประกันค่าอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับโดยใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยรับสินค้าไปแล้ว ต่อมาเมื่อครบ 1 ปี จำเลยมิได้นำสินค้าดังกล่าวมาผลิตเป็นสินค้าแล้วส่งออก จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอรับอากรขาเข้าคืนและต้องชำระค่าอากรขาเข้ารวมทั้งเงินเพิ่มสำหรับสินค้าดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับรวมเป็นเงิน 1,097,128 บาท แต่จำเลยไม่ชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมิน โจทก์จึงเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามจำนวนที่ค้ำประกันไว้ เมื่อธนาคารชำระหนี้แล้วยังมีหนี้ค่าภาษีค้างชำระรวม 345,890.88 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนโดยคิดจากค่าภาษีจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ในการหักเงินที่ธนาคารผู้ค้ำประกันส่งมาชำระภาษีนั้น โจทก์มีนายวรวิทย์และนางพุฒินาถมาเบิกความเพียงว่าเงินที่ธนาคารส่งมาชำระยังไม่คุ้มกับค่าอากรและเงินเพิ่ม ตามใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้า พิเคราะห์แล้ว ตามใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้าซึ่งเป็นการชำระค่าภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 00161060 และเลขที่ 0103 00766068 ตามลำดับ มิได้ระบุว่าเงินที่ธนาคารนำมาชำระนั้นหักชำระอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน เพียงแต่มีข้อความว่า โจทก์นำอากรขาเข้าและเงินเพิ่มมารวมกันแล้วลบด้วยจำนวนเงินที่ธนาคารส่งมาชำระแล้วระบุว่าชำระขาด 198,369.08 บาท และ 93,563.64 ตามลำดับ ส่วนใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้าซึ่งเป็นการชำระค่าภาษีสำหรับสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0302 00460114 ระบุไว้ว่าเงินที่ธนาคารส่งมาชำระนั้น โจทก์นำไปหักชำระอากรขาเข้าก่อน แล้วจึงนำเงินที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม เมื่อหักแล้วเงินเพิ่มคงค้างชำระ 53,958.16 บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า กรณีตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับหลังนี้ โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม ส่วนกรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับแรก มีข้อสงสัยว่าโจทก์นำเงินที่ได้จากธนาคารไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน จึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้าก่อน เมื่อปรากฏว่าเงินที่ธนาคารส่งให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค้ำประกันตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับมีจำนวนมากกว่าอากรขาเข้า ดังนั้น เมื่อโจทก์นำไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อน จึงไม่มีอากรขาเข้าที่ค้างชำระอีกต่อไป เงินที่ขาดจำนวนอีก 345,890.88 บาท จึงเป็นเงินเพิ่มที่จำเลยยังค้างชำระ แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่มาตรา 112 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "...ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น..." ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนจากเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 345,890.88 บาท เพราะเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 328 ม. 329
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ม. 112 จัตวา วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทบาร์โก้ไทยแลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายรัถยา สัตยาบัน
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2545
#45249
เปิดฉบับเต็ม

การขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดที่มิใช่การส่งออกเป็นการประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มาตรา 81/3(1) บัญญัติให้ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการดังกล่าวขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักจากภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 ได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร ผู้ประกอบการย่อมไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการดังกล่าวตามมาตรา 82/3

กรมสรรพากรโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ด แต่จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเองเลยเพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่งจึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ก) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน แต่จำเลยยังยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ขอคืนภาษีซื้อ เป็นการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อคืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินมาคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ยอมคืน โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าภาษีซื้อที่จำเลยนำมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 คำฟ้องของโจทก์จึงมีมูลหนี้ที่แน่ชัด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุถึงมูลหนี้และเหตุที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยแจ้งชัดแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยถูกตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2539เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2540 ปรากฏว่าจำเลยยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ต่อเจ้าพนักงานของโจทก์สำแดงว่ามียอดซื้อ 52,360.12 บาท มีภาษีซื้อ 3,665.20 บาท จำเลยขอภาษีซื้อจำนวนดังกล่าวคืนเป็นเงินสด แต่จากการตรวจสอบปรากฏว่านับแต่จำเลยได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าวเพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)ก. จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน การยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนตุลาคม 2536 จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ภาษีคลาดเคลื่อน จำเลยจึงต้องเสียเบี้ยปรับ1 เท่าของภาษีที่ขอคืนเป็นเงิน 3,665.20 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(4) เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบให้นำเบี้ยปรับมาชำระภายใน30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยเพิกเฉย และจากการตรวจแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่จำเลยยื่นต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2535 อันเป็นวันที่จำเลยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการค้าส่งออกมันสำปะหลังอัดเม็ดจนถึงเดือนกันยายน 2536 และเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม2539 ปรากฏว่าจำเลยยื่นแบบ ภ.พ.30 ขอคืนภาษีซื้อด้วยเงินสดรวม 48 ฉบับ รวมเงินภาษีซื้อ 2,013,736.31 บาท ซึ่งเป็นสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เพราะจำเลยมิได้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ด เพียงแต่ขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ผู้ค้าในประเทศเท่านั้น จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรมาตรา 81(1) ก. จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน ด้วยการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จของจำเลยเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อตามที่จำเลยสำแดงจึงคืนภาษีซื้อตามแบบ ภ.พ.30 จำนวน 48 ฉบับดังกล่าวเป็นเงิน 2,013,736.31 บาท ให้แก่จำเลยโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินภาษีซื้อที่จำเลยรับไปมาคืนให้แก่เจ้าพนักงานของโจทก์ภายใน 30 วัน จำเลยเพิกเฉย จึงถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 163,616.18 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีและชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับแก่โจทก์รวม2,181,017.69 บาท ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยภาษีที่ต้องคืนจำนวน 2,013,736.31 บาท อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำตามระเบียบกรมสรรพากรอย่างถูกต้อง การคืนภาษีและการตรวจภาษีเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานโจทก์ จำเลยขอให้รายละเอียดในชั้นพิจารณา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ทนายโจทก์นำเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมาแถลงว่า เงินค่าภาษีที่จำเลยขอคืนตามฟ้องเป็นเงินค่าภาษีซื้อที่จำเลยจ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างมาทำการก่อสร้างโกดังบรรจุมันสำปะหลังที่เป็นอาชีพของจำเลยและค่าภาษีซื้อของค่าน้ำค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ของสำนักงานจำเลย ทนายโจทก์และทนายจำเลยแถลงรับกันว่า จำเลยขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะประเภทการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดอย่างเดียว มิได้จดทะเบียนขายในประเทศจำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเอง เพียงแต่ขายให้ผู้อื่นส่งออกนอกประเทศ และยอดเงินตามฟ้องถูกต้อง ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 77/1(6) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมมีสิทธิขอภาษีคืนหรือนำไปหักในการคำนวณภาษี เว้นแต่เป็นภาษีซื้อที่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืนในกรณีใดบ้าง หาใช่บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืนเท่านั้นไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเอง เพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ก) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน อันมิใช่เหตุตามบทกฎหมายดังกล่าวฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลหนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์มีมูลหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดที่มิใช่การส่งออก เป็นการประกอบกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มาตรา 82/3(1) ก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการดังกล่าวขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักจากภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 81/3 ได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักรผู้ประกอบการย่อมไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการดังกล่าวตามมาตรา 82/3โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเท่านั้น แต่จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเองเลยเพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่งจึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ก) (ที่ถูกคือมาตรา 81(1)(ก) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน แต่จำเลยยังยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ขอคืนภาษีซื้อด้วยเงินสดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2535 ถึงเดือนธันวาคม 2539 รวม 48 ฉบับเป็นการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อคืนภาษีซื้อให้แก่จำเลยจำนวน2,013,736.31 บาท เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินดังกล่าวมาคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ยอมคืนจึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร แต่จำเลยกลับยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและขอคืนภาษีซื้อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์คืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิได้รับภาษีซื้อดังกล่าวคืน จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าภาษีซื้อที่จำเลยนำมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยแต่ประการใด คำฟ้องของโจทก์จึงมีมูลหนี้ที่แน่ชัด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุถึงมูลหนี้และเหตุที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยแจ้งชัดแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีมีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย และคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ว มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 ม. 81/3 ม. 82/3 ม. 82/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท ที.เค.พี. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2545
#46527
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุในฟ้องชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ด แต่ไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเองเพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่งเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 81(1)(ก) จำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน แต่จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ขอคืนภาษีซื้อด้วยเงินสดอันเป็นการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อคืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร แต่จำเลยกลับยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและขอคืนภาษีซื้อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์คืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิได้รับภาษีซื้อดังกล่าวคืน จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องของโจทก์จึงมีมูลหนี้ที่แน่ชัด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุถึงมูลหนี้และเหตุที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ โดยชัดแจ้งแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีและชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับแก่โจทก์รวม 2,181,017.69 บาท ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยภาษีที่ต้องคืนจำนวน2,013,736.31 บาท อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำตามระเบียบกรมสรรพากรอย่างถูกต้อง การคืนภาษีและการตรวจภาษีเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานโจทก์ จำเลยขอให้รายละเอียดในชั้นพิจารณา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ทนายโจทก์นำเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมาแถลงว่า เงินค่าภาษีที่จำเลยขอคืนตามฟ้องเป็นเงินค่าภาษีซื้อที่จำเลยจ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างมาทำการก่อสร้างโกดังบรรจุมันสำปะหลังที่เป็นอาชีพของจำเลยและค่าภาษีซื้อของค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ของสำนักงานจำเลย ทนายโจทก์และทนายจำเลยแถลงรับกันว่าจำเลยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดอย่างเดียว มิได้จดทะเบียนขายภายในประเทศ จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเอง เพียงแต่ขายให้ผู้อื่นส่งออกนอกประเทศ และยอดเงินตามฟ้องถูกต้อง ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 77/1(6) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมมีสิทธิขอภาษีคืนหรือนำไปหักในการคำนวณภาษี เว้นแต่เป็นภาษีซื้อที่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5 ตามประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืนในกรณีใดบ้าง หาใช่บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืนเท่านั้นไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเอง เพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 81(1)(ก)จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน อันมิใช่เหตุตามบทกฎหมายดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลหนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์มีมูลหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดที่มิใช่การส่งออกเป็นการประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มาตรา 81/3(1) ก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการดังกล่าวขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักจากภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 ได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร ผู้ประกอบการย่อมไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการดังกล่าวตามมาตรา 82/3 โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเท่านั้น แต่จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเองเลยเพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1) ก. (ที่ถูกคือมาตรา 81(1)(ก)) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน แต่จำเลยยังยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ขอคืนภาษีซื้อด้วยเงินสดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2535 ถึงเดือนธันวาคม2539 รวม 48 ฉบับ เป็นการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อคืนภาษีซื้อให้แก่จำเลยจำนวน 2,013,736.31 บาท เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินดังกล่าวมาคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ยอมคืน จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร แต่จำเลยกลับยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและขอคืนภาษีซื้อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์คืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิได้รับภาษีซื้อดังกล่าวคืน จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าภาษีซื้อที่จำเลยนำมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยแต่ประการใด คำฟ้องของโจทก์จึงมีมูลหนี้ที่แน่ชัด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุถึงมูลหนี้และเหตุที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยแจ้งชัดแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีมีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย และคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท ที.เค.พี. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2545
#99727
เปิดฉบับเต็ม

การขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดที่มิใช่การส่งออก เป็นกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มาตรา 81/3 (1) ให้ผู้ประกอบการดังกล่าวขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่เดือนภาษีได้ ตามมาตรา 82/3 ดังนั้น หากผู้ประกอบการ มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักรย่อมไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการดังกล่าวตามมาตรา 82/3

โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะประเภทการค้าส่งออก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเท่านั้น มิได้จดทะเบียนขายภายในประเทศ และจำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเองเลย เพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นการขายที่มิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ก) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน แต่จำเลยกลับยื่นแบบแสดงรายการเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อคืนภาษีคืนให้แก่จำเลย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ยอมคืน เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยมิใช่ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ การขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร แต่จำเลยกลับยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและขอคืนภาษีซื้อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์คืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน จึงต้องคืนเงินภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าภาษีซื้อที่จำเลยนำมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 คำฟ้องของโจทก์จึงมีมูลหนี้ที่แน่ชัด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) ขอคืนภาษีซื้อด้วยเงินสดรวม ๔๘ ฉบับ รวมเงินภาษีซื้อ ๒,๐๑๓,๗๓๖.๓๑ บาท แต่จากการตรวจสอบว่าเป็นการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เพราะจำเลยมิได้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดแต่อย่างใด เพียงแต่ขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้แก่ผู้ค้าในประเทศเท่านั้น จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ก) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีและชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับแก่โจทก์รวม ๒,๑๘๑,๐๑๗.๖๙ บาท อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยต้องคืนค่าเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ทนายโจทก์นำเจ้าหน้าที่ กรมสรรพากรมาแถลงว่า เงินค่าภาษีที่จำเลยขอคืนตามฟ้องเป็นเงินค่าภาษีซื้อที่จำเลยจ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างมาทำการก่อสร้างโกดังบรรจุมันสำปะหลังที่เป็นอาชีพของจำเลยและภาษีซื้อของค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ของ สำนักงานจำเลย ทนายโจทก์และทนายจำเลยแถลงรับว่า จำเลยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดอย่างเดียว มิได้จดทะเบียนขายในประเทศ จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเอง เพียงแต่ขายให้ผู้อื่นส่งออกนอกประเทศและยอดเงินตามฟ้องถูกต้อง ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคดี พอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา ๗๗/๑ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมมีสิทธิขอภาษีคืนหรือนำไปหักในการคำนวณภาษี เว้นแต่เป็นภาษีซื้อที่ต้องห้ามตาม มาตรา ๘๒/๕ ตามประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืนในกรณีใดบ้าง หาใช่บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืนเท่านั้นไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยไม่เคยส่งออก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเอง เพียงแต่ขายให้แก่ผู้ส่งออกอีกทอดหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นการข่ายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ก) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน อันมิใช่เหตุตาม บทกฎหมายดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลหนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์มีมูลหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดที่มิใช่การส่งออก เป็นการประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑ (๑) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มาตรา ๘๑/๓ (๑) ก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการดังกล่าวขอจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักจากภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา ๘๒/๓ ได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการขายผลิตภัณพ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร ผู้ประกอบการย่อมไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการดังกล่าวตามมาตรา ๘๒/๓ โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทการค้าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดเท่านั้น แต่จำเลยไม่เคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดด้วยตนเองเพียงแต่ขายให้แก่ผู่ส่งออกอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นการขายที่จำเลยมิได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ก) (ที่ถูกคือมาตรา ๘๑ (๑) (ก)) จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอภาษีซื้อคืน แต่จำเลยยังยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. ๓๐ ขอคืนภาษีซื้อด้วยเงินสดตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๓๕ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ รวม ๔๘ ฉบับ เป็นการสำแดงภาษีซื้อที่เป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อคืนภาษีซื้อให้แก่จำเลยจำนวน ๒,๐๑๓,๗๓๖.๓๑ บาท เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินดังกล่าวมาคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ยอมคืน จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดในราชอาณาจักร แต่จำเลยกลับยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและขอคืนภาษีซื้อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของโจทก์คืนภาษีซื้อให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิได้รับภาษีซื้อดังกล่าวคืน จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าภาษีซื้อที่จำเลยนำมาหักภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา ๘๒/๕ แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยแต่ประการใด คำฟ้องของโจทก์จึงมี มูลหนี้ที่แน่ชัด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุถึงมูลหนี้และเหตุที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยแจ้งชัดแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ว พิพากษายกฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีมีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ก) ม. 81/3 (1) ม. 82/5
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทที. เค . พี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2545
#45248
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาทรัสต์รีซีทที่ระบุข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าโดยคำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารโจทก์ต้องชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 หรือตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรือในอัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ ณ วันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท หรือในอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามทรัสต์รีซีท โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์เป็นผู้เลือกที่จะใช้อัตราใดแล้วแต่จะเห็นสมควรเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ศาลจึงไม่มีอำนาจบังคับโจทก์ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยในวันอื่นที่โจทก์ไม่ได้เลือก จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยโดยไม่เป็นธรรมได้

บทบัญญัติมาตรา 728 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือกรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 798 วรรคหนึ่ง

โจทก์มอบให้ อ. พนักงานธนาคารโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แต่เมื่อ อ. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของ อ. ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของ อ. ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ดังนั้นเมื่อ อ. ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ผู้จำนอง ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนองตามมาตรา 728 แล้ว

จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลยนับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาฉบับสุดท้ายถึงวันที่โจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเกิน 1 ปี แล้ว และหลังจากโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 โจทก์ก็มิได้ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสี่ในทันทีเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือกำหนดเวลา 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นสาระสำคัญ ถือไม่ได้ว่าจดหมายบอกกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรจึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันระบุว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเกิดจากนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไว้แล้วในขณะทำสัญญาค้ำประกัน และหนี้เกิดจากนิติกรรมใด ๆ ต่อไป ในภายหน้าด้วย การฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารแสดง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เมื่อโจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานเอกสาร การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ว่ามีข้อความเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันได้

การที่ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์ซีท ซึ่งจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

คำแปลเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่คู่ความอ้างส่งในคดี จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการอ้างเอกสารเป็นพยาน และถือเป็นหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะต้องร่วมกันสื่อความหมายของข้อความนั้นให้ศาลได้เข้าใจได้ตรงหรือใกล้เคียงกับความหมายที่แท้จริงของข้อความภาษาต่างประเทศนั้นให้มากที่สุด ดังนั้นหากคำแปลเป็นภาษาไทยไม่ถูกต้อง คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมขอแก้ไขเมื่อใดก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา

การคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีท ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์และตามสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1ผิดนัดได้ตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดเท่านั้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ ไม่ใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดข้อ 3(4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์หลายคราวเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อผู้ขายจัดส่งสินค้าและเอกสารการขนส่งมา โจทก์ต้องจ่ายค่าสินค้าแก่ผู้ขาย เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันชำระพร้อมค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาผู้ขายได้จัดส่งสินค้ามาและโจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าให้ผู้ขายไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงขอรับเอกสารการขนส่งไปออกสินค้า โดยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าตามจำนวนและภายในเวลาที่กำหนดไว้โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนตามวิธีการคำนวณ 4 วิธี ที่โจทก์เลือก ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญา หรือในอัตราสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 12 ฉบับ โจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดในอัตราร้อยละ 6.7 ถึง 9.625 ต่อปี และดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 14.75ถึง 25 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 25.8 ถึง 45.8 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และ 2.17375 ถึง 3.02625 บาท ต่อ 1 ชิลลิงออสเตรีย แล้วจำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินจำนวน 18,859,750.29 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 7,052,557.98 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,912,308.27 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกัน การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินมีโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ โดยมีข้อตกลงให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบจำนวนหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน25,912,308.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน18,859,750.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์คำนวณดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่ถูกต้อง โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดมาทั้งหมดจึงเป็นโมฆะ โจทก์ได้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทหลายครั้ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ค้างชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอีก สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพียง 15 วัน ทั้งที่ยอดหนี้มีจำนวนสูงถึง 135,505,681.59 บาท การบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2มิได้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท หนังสือสัญญาค้ำประกันท้ายคำฟ้องเป็นการค้ำประกันในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า สัญญาค้ำประกันท้ายคำฟ้องเป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามคำฟ้อง โจทก์มิได้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ขาย โจทก์คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกมาจึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์มิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บอกกล่าวบังคับจำนองการบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,912,308.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,859,750.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2542)จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ให้หนี้ต้นเงินในมูลหนี้ทั้งหมดรวมแล้วไม่เกินจำนวน 126,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.73 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 11277 เลขที่ดิน 125 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่านายชวลิต ธนะชานันท์ และนายจุลกรสิงหโกวินท์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนธนาคารโจทก์ได้ร่วมกันลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มอบอำนาจให้นายสมศักดิ์ วรวิจักษณ์ ดำเนินคดีแทนโจทก์และนายสมศักดิ์ได้ลงชื่อให้หนังสือมอบอำนาจเพื่อมอบอำนาจช่วงให้นางสาวหทัยรัตน์จิรกำจรวิทยา ดำเนินคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสาร จ.3 จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศกับโจทก์หลายครั้งเมื่อผู้ขายสินค้าจากต่างประเทศส่งสินค้าแก่ผู้ขนส่ง โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ไปและเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าสินค้าและค่าธรรมเนียมมาชำระแก่โจทก์ แต่ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารนำไปรับสินค้าออกไปก่อน แล้วจะนำเงินค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งดอกเบี้ยมาชำระแก่โจทก์ตามจำนวนและภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.73 และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่11277 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในวงเงินจำนวน 100,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.74 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท รวม 12 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2539 จำนวน 57,000 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.125 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่ 29 เมษายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.5ฉบับที่ 2 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 จำนวน 154,000 ชิลลิงออสเตรีย อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.7 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2540ตามเอกสารหมาย จ.12 ฉบับที่ 3 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2539 จำนวนเงิน 11,784.50 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.0313 ต่อปี กำหนดชำระเงินภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.17 ฉบับที่ 4 สัญญาทรัสต์รีซีทลงวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จำนวน 66,965.24 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ9.0313 ต่อปี กำหนดชำระเงินภายในวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ตามเอกสารหมาย จ.22ฉบับที่ 5 สัญญาทรัสต์รีซีทลงวันที่ 20 ธันวาคม 2539 จำนวน 69,600 ดอลลาร์สหรัฐอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.125 ต่อปี กำหนดชำระเงินภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.27 ฉบับที่ 6 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 9 มกราคม 2540 จำนวน62,525 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.125 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่ 13กรกฎาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.32 ฉบับที่ 7 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 62,699.33 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.1875 ต่อปีกำหนดชำระเงินภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.37 ฉบับที่ 8 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 8 เมษายน 2540 จำนวน 65,600 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.625 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.42 ฉบับที่ 9 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2540 จำนวน57,223.43 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.47 ฉบับที่ 10 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่29 กรกฎาคม 2540 จำนวน 42,330 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.4375 ต่อปีกำหนดชำระเงินภายในวันที่ 26 มกราคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.55 ฉบับที่ 11สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 11 มีนาคม 2540 จำนวน 29,821.50 ชิลลิงออสเตรียอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.8125 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่ 10 กันยายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.61 และฉบับที่ 12 สัญญาทรัสต์รีซีท ลงวันที่ 12 มีนาคม 2540 จำนวน63,575 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.1875 ต่อปี กำหนดชำระภายในวันที่9 กันยายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.70 ต่อมานายเอกวิช รัตนเสาวภาคย์ พนักงานธนาคารโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสี่และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้รวม 34 รายการ รวมทั้งตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน12 ฉบับ ในคดีนี้เป็นเงินไทยจำนวน 135,505,681.59 บาท ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย...

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยถูกต้องหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า แม้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจะให้สิทธิแก่โจทก์ในการเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้ถึง 4 วิธี แต่ศาลควรพิจารณากำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 แต่ละครั้ง ซึ่งจะเกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายนั้น เห็นว่า สัญญาทรัสต์รีซีทเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ที่คู่สัญญาสามารถตกลงเงื่อนไขอย่างใด ๆ ก็ได้กฎหมายก็ยอมรับบังคับให้ผูกพันคู่สัญญา เว้นแต่ข้อตกลงนั้น ๆ จะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องทั้งสิบสองฉบับ ในข้อ 4 ระบุข้อตกลงของคู่สัญญาว่า จำเลยที่ 1จะนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้แนบท้ายสัญญาโดยคำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารโจทก์ต้องชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 หรือตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้หรือในอัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ ณ วันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท หรือในอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามทรัสต์รีซีท โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์เป็นผู้เลือกที่จะใช้อัตราใดแล้วแต่จะเห็นสมควร ข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิงลิงออสเตรียเป็นเงินไทยในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาศาลก็ไม่มีอำนาจบังคับโจทก์ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทย ในวันอื่นที่โจทก์ไม่ได้เลือก เพราะโจทก์มิได้ปฏิบัติต่อจำเลยที่ 1ให้ผิดจากสัญญาหรือข้อตกลงในสัญญาแต่อย่างใด จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยโดยไม่เป็นธรรมได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บังคับว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือและมาตรา 798 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้น ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้มีหนังสือมอบอำนาจให้นายเอกวิช รัตนเสาวภาคย์ บอกกล่าวบังคับจำนองแทน การที่นายเอกวิชทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถือเป็นการให้สัตยาบัน ทั้งกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวที่ให้เวลาเพียง 15 วัน ไม่ใช่ระยะเวลาอันสมควรนั้น พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้นผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น..." และมาตรา 798 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 728 มิได้บัญญัติว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 798 วรรคหนึ่งดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มอบให้นายเอกวิชพนักงานธนาคารโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือแต่เมื่อนายเอกวิชมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องแสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของนายเอกวิชถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายเอกวิชซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายเอกวิชพนักงานธนาคารโจทก์เป็นตัวแทนของโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ผู้จำนอง ก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728แล้ว สำหรับกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลย นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาฉบับสุดท้ายถึงวันที่โจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นเวลาเกิน 1 ปี แล้ว และหลังจากโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนอง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 ตามใบไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย จ.77 แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสี่ในทันทีเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8ตุลาคม 2542 แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือกำหนดเวลา 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นสาระสำคัญ ถือไม่ได้ว่าจดหมายบอกกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร การที่โจทก์มีจดหมายถึงจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับซึ่งต้องรับผิดตามคำฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ว่าสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.73 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ตกลงค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำในวันเดียวกันเท่านั้น หนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นภายหลัง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดนั้นเห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.73 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แก่โจทก์ในข้อ 1 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเกิดจากนิติกรรมใด ๆ จำเลยที่ 1 ได้กระทำไว้แล้วในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้ และหนี้เกิดจากนิติกรรมใด ๆ ต่อไปในภายหน้าด้วย การฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เมื่อโจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.73 เป็นพยานเอกสาร การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ว่ามีข้อความเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.73 ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่าสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่าพฤติการณ์ของโจทก์เป็นการประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่น หรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ทดลองออกไปมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7)โจทก์นำสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 มาฟ้องเกินกว่า2 ปีแล้ว จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยจ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว จำเลยที่ 1 จะนำเงินค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาชำระให้แก่โจทก์ และรับเอาสินค้าไป แต่เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ แต่ประสงค์จะขอรับสินค้าออกไปก่อนจึงมาขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์โดยขอรับเอกสารนำไปรับสินค้าออกไปก่อนและจะจ่ายเงินค่าสินค้า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ การที่โจทก์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับ ซึ่งจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้อันเกิดแต่สัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ไม่ใช่กรณีโจทก์ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้วเพียงใด หรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องโจทก์ได้นำไปหักบัญชีไว้ในบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1หมดแล้ว ถือว่าหนี้ตามคำฟ้องได้มีการชำระหมดสิ้นแล้ว โดยโจทก์โอนไปเป็นหนี้ตามบัญชีเดินสะพัด โจทก์ชอบที่จะยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ไม่ใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำแปลในเอกสารหมาย จ.8 จ.15 จ.20 จ.25 จ.30 จ.35 จ.40 จ.45 จ.53 จ.59 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.53 และ จ.59 ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย) จ.65 และ จ.71 หลังจากที่พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกับเอกสารตามคำแปลเดิมเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสี่จึงทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มิได้ให้การโต้แย้งจำนวนหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับตามคำฟ้องทั้งรับว่ายังมิได้ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับให้แก่โจทก์โดยตรง แต่อ้างว่าการที่โจทก์นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับไปโอนหักหนี้ของจำเลยที่ 1 ในบัญชีเดินสะพัดถือว่าหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามฟ้องระงับสิ้นไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสี่มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานปากเดียวมาเบิกความลอย ๆ มิได้นำสืบให้เห็นว่าหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แก่โจทก์มีจำนวนเท่าใด ทั้งที่จำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าจำเลยที่ 2 ได้ถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดที่ศาลแพ่งธนบุรี แม้ในคดีดังกล่าวโจทก์ยังมิได้นำสืบรายละเอียดของหนี้เบิกเงินเกินบัญชีดังที่จำเลยที่ 2 เบิกความแต่จำนวนยอดหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดจำเลยที่ 2 ก็น่าจะต้องรู้และสามารถนำจำนวนหนี้มาเปรียบเทียบได้ในเบื้องต้นว่าเป็นจำนวนหนี้ที่รวมเอาหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องคดีนี้ไว้ด้วยหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 มิได้เบิกความถึงจำนวนหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดที่ถูกโจทก์ฟ้องที่ศาลแพ่งธนบุรี จึงนับเป็นข้อพิรุธประการหนึ่ง ส่วนเอกสารจ.8 จ.15 จ.20 จ.25 จ.30 จ.35 จ.40 จ.45 จ.65 และ จ.71 ที่โจทก์อ้างว่าส่งประกอบสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับตามคำฟ้องมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่าCUSTOMER'S ADVICE ที่หัวกระดาษด้านซ้าย ซึ่งแปลว่า ใบแจ้งแก่ลูกค้านั้น มีรายละเอียดหมายเลขประจำตัวลูกค้าเลขที่สัญญาทรัสต์รีซีท เลขที่คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อัตราดอกเบี้ย จำนวนหนี้ อัตราแลกเปลี่ยน และจำนวนหนี้เป็นเงินไทยของหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับ ด้านล่างของข้อความดังกล่าวจะมีข้อความว่า "your T/R overdue account debitted today" ซึ่งโจทก์ส่งคำแปลเป็นภาษาไทยของเอกสารดังกล่าวมาพร้อมกับการอ้างเอกสารนั้น และข้อความภาษาอังกฤษข้างต้นโจทก์แปลว่า "ธนาคารหักบัญชีของท่านในวันนี้เพื่อชำระภาระทรัสต์รีซีทที่เกินกำหนดชำระ" แต่ต่อมาหลังจากสืบพยานหลักฐานของโจทก์หมดแล้วระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสี่ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำแปลข้อความดังกล่าวเสียใหม่ เป็นว่า "ธนาคารได้บันทึกหนี้บัญชีทรัสต์รีซีทที่เกินกำหนดชำระของท่านไว้แล้วในวันนี้" เห็นว่า คำแปลเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่คู่ความอ้างส่งในคดีเป็นเพียงหนังสือประกอบเอกสารอธิบายให้ศาลเข้าใจความหมายของข้อความภาษาต่างประเทศในเอกสารนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการอ้างเอกสารเป็นพยาน และถือเป็นหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะต้องร่วมกันสื่อความหมายของข้อความนั้นให้ศาลได้เข้าใจได้ ตรงหรือใกล้เคียงกับความหมายที่แท้จริงของข้อความภาษาต่างประเทศนั้นให้มากที่สุด ดังนั้นหากคำแปลเป็นภาษาไทยไม่ถูกต้อง คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมอาจขอแก้ไขเมื่อใดก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดี จำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งว่า คำแปลที่โจทก์ขอแก้ไขใหม่นั้นไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความจริง เพียงแต่โต้แย้งว่าการขอแก้ไขนั้นทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบ เมื่อพิเคราะห์ถึงว่าใบแจ้งแก่ลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.8 จ.15 จ.20 จ.25 จ.30 จ.35 จ.40 จ.45 จ.53 จ.59 จ.65 จ.71 และ Advice of Maturinty เอกสารหมายจ.53 และ จ.59 โจทก์ได้ออกไปถึงจำเลยที่ 1 ในช่วงระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 นานกว่า 1 ปี ในหนังสือดังกล่าวได้ระบุรายการต่าง ๆ และจำนวนหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับไว้อย่างละเอียด จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วมิได้โต้แย้งว่าหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวได้ระงับสิ้นไปเพราะหักโอนไปเข้าบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1 จนหมดสิ้นแต่อย่างใดจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าคำแปลที่โจทก์ขอแก้ไขว่า "ธนาคารได้บันทึกหนี้บัญชีทรัสต์รีซีทที่เกินกำหนดชำระของท่านไว้แล้วในวันนี้" เป็นคำแปลที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับข้อความภาษาอังกฤษในเอกสารดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำแปลเอกสารดังกล่าวและฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับตามคำฟ้อง กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทคดีนี้ โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ และตามสัญญาทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.5 จ.12 จ.17 จ.22 จ.27 จ.32 จ.37 จ.42 จ.47 จ.55จ.61 จ.64 จ.67 และ จ.70 ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ก็ตามย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาแต่อย่างใด เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเอกสารหมาย จ.9 (แผ่นที่ 2) ข้อ 3(4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.5 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2539ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 29 เมษายน 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.17 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 8มิถุนายน 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.22 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 14 มิถุนายน 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.27เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 18 มิถุนายน 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.32 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่13 กรกฎาคม 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.37 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 5 สิงหาคม 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมายจ.42 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 7 ตุลาคม 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.47 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 20ตุลาคม 2540 และมีการขยายระยะเวลาถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.55 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่26 มกราคม 2541 และมีการขยายระยะเวลาถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.61 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่10 กันยายน 2540 และมีการขยายเวลาถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2540 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.67 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 9 กันยายน2540 และมีการขยายระยะเวลาถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2540 และตามประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อของโจทก์ในช่วงเวลาครบกำหนดชำระหนี้ดังกล่าวมีอัตราสูงสุด คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ในระหว่างอัตราร้อยละ 14.25 ถึงร้อยละ 18 ต่อปีแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาในสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในอัตราร้อยละ 16.5 ถึงร้อยละ 25 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ไม่ผิดนัดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์โดยไม่ตรงตามข้อสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ประกอบด้วยข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินไปโดยไม่ถูกต้องปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ทั้งนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจากเงินต้นจำนวนที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.5 นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2540 สัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2540 สัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.17
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/30 ม. 369 ม. 680 ม. 728 ม. 798
ป.วิ.พ. ม. 46 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เอเซีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท บางกอกพลาสติกโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2545
#99644
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 728 บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น?" และมาตรา 798 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" บทบัญญัติมาตรา 728 มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 798 วรรคหนึ่งดังกล่าว

โจทก์มอบหมายให้ อ. บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ อ. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของ อ. ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของ อ. ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ดังนั้น เมื่อ อ. ตัวแทนโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ผู้จำนองย่อมถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 แล้ว

หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แก่โจทก์ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเกิดจากนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไว้แล้วในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้ และหนี้เกิดจากนิติกรรมใด ๆ ต่อไปในภายหน้าด้วย การฟ้องร้องจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 94 เมื่อโจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานเอกสารโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันได้

การที่โจทก์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒๕,๙๑๒,๓๐๘.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๗๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๘,๘๕๙,๗๕๐.๒๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๕,๙๑๒,๓๐๘.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๗๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๘,๘๕๙,๗๕๐.๒๙ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ต้นเงินในมูลหนี้ทั้งหมดรวมแล้วไม่เกินจำนวน ๑๒๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๗๓ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๒๗๗ เลขที่ดิน ๑๒๕ ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๖๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ บังคับว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ และมาตรา ๗๙๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้น ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้มีหนังสือมอบอำนาจให้นายเอกวิช รัตนเสาวภาคย์ บอกกล่าวบังคับจำนองแทน การที่นายเอกวิชทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถือเป็นการให้สัตยาบัน ทั้งกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวที่ให้เวลาเพียง ๑๕ วัน ไม่ใช่ระยะเวลาอันสมควรนั้น พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้นผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น?" และมาตรา ๗๙๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๗๒๘ มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา ๗๙๘ วรรคหนึ่ง ดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มอบให้นายเอกวิช พนักงานธนาคารโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แต่เมื่อนายเอกวิชมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของนายเอกวิช ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายเอกวิชซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายเอกวิชพนักงานธนาคารโจทก์เป็นตัวแทนของโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ ๑ ผู้จำนอง ก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒๘ แล้ว สำหรับกำหนดเวลาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภายใน ๑๕ วัน ตามจดหมายบอกกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลยนับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาฉบับสุดท้ายถึงวันที่โจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปี แล้ว และหลังจากโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ ตามใบไปรษณีย์ตอบรับ แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสี่ในทันทีเมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือกำหนดเวลา ๑๕ วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นสาระสำคัญ ถือไม่ได้ว่าจดหมายบอกกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร การที่โจทก์มีจดหมายถึงจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวจึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับซึ่งต้องรับผิดตามคำฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตกลงค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ ๑ ที่ได้ทำในวันเดียวกันเท่านั้น หนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลัง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่แก่โจทก์ ในข้อ ๑ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำไว้แล้วในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้ และหนี้เกิดจากนิติกรรมใด ๆ ต่อไปในภายหน้าด้วย การฟ้องร้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ เมื่อโจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานเอกสาร การที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์ว่ามีข้อความเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิได้มีพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามคำฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่าพฤติการณ์ของโจทก์เป็นการประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่น หรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ทดรองออกไป มีกำหนดอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๗) โจทก์นำสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ ๑ ถึงที่ ๘ มาฟ้องเกินกว่า ๒ ปี แล้ว จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยจ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศแทนจำเลยที่ ๑ ไปก่อน เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว จำเลยที่ ๑ จะนำเงินค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาชำระให้แก่โจทก์ และรับเอาสินค้าไป แต่เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว จำเลยที่ ๑ ยังไม่มีเงินชำระค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ แต่ประสงค์จะขอรับสินค้าออกไปก่อน จึงมาขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์โดยขอรับเอกสารนำไปรับสินค้าออกไปก่อนแล้วจะจ่ายเงินค่าสินค้า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ การที่โจทก์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้อันเกิดแต่สัญญาทรัสต์รีซีท ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของจำเลยที่ ๑ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ ๑ ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (7) ม. 196 ม. 680 ม. 728 ม. 798 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกพลาสติกโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวัส ติงสมิตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3695/2545
#45247
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยร่วมกันไปบนเกาะรูสิบซึ่งมีนกและรังนกอีแอ่นอยู่ตามธรรมชาติอันเป็นเขตห้ามตามกฎหมาย และเป็นเขตที่บริษัท ร. ผู้เสียหายเป็นผู้รับสัมปทานและเข้ายึดถือครอบครองดูแลรังนกอีแอ่นในเขตสัมปทานเพื่อตนแล้ว จำเลยไม่ใช่ผู้รับสัมปทานได้ร่วมกันใช้ไฟฉายส่องใช้ไม้และแท่งเหล็กตีทำลายรังนกที่อยู่อาศัยอันเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นไข่ของนกและรังนกอีแอ่น และอาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นและที่อยู่อาศัยไปจากเกาะดังกล่าว แล้วจำเลยร่วมกันลักรังนกและลูกนกอีแอ่นของผู้เสียหายในเขตสัมปทานดังกล่าวไปโดยทุจริต โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันครอบครองซึ่งรังนกอันตนรู้ว่าได้มาโดยการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นฯ มาตรา 26 เมื่อโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 26 มาในฟ้อง ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันขึ้นไปบนเกาะรูสิบหรือเกาะรูซิม ซึ่งมีนกอีแอ่นและรังนกอีแอ่นอยู่ตามธรรมชาติอันเป็นเขตห้ามตามกฎหมายและเป็นเขตที่บริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ผู้เสียหายเป็นผู้รับสัมปทานจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และเป็นผู้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 และผู้เสียหายเข้ายึดถือครอบครองดูแลรังนกอีแอ่นในเขตสัมปทานดังกล่าวเพื่อตนแล้ว จำเลยทั้งสิบเอ็ดซึ่งไม่ใช่ผู้รับสัมปทานจากคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นได้ร่วมกันใช้ไฟฉายส่องใช้ไม้และแท่งเหล็กตีทำลายรังนกที่อยู่อาศัยของนกอีแอ่นอันเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่น ไข่ของนกอีแอ่นและรังนกอีแอ่นและอาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละที่อยู่อาศัยไปจากเกาะรูสิบ จนรังนกและลูกนกอีแอ่นตกลงมาแล้วจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันลักเอารังนกอีแอ่นชนิดดำ น้ำหนัก 17.5 กิโลกรัม ราคา 85,000 บาท และลูกนกอีแอ่น50 ตัว ของผู้เสียหายในเขตสัมปทานดังกล่าวไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 มาตรา 14, 25, 26, 28, 31, 33 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 33, 83, 90 ริบของกลางยกเว้นรังนกอีแอ่นและลูกนกอีแอ่น

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 25 วรรคหนึ่ง, 26, 28, 31 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยรู้ว่าเป็นรังนกที่ได้มาโดยกระทำผิดกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ริบของกลางยกเว้นรังนกอีแอ่นและลูกนกอีแอ่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดกระทำความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอันตนรู้ว่าได้มาโดยกระทำผิดกฎหมายด้วยนั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันไปบนเกาะรูสิบหรือเกาะรูซิม ซึ่งมีนกและรังนกอีแอ่นอยู่ตามธรรมชาติอันเป็นเขตห้ามตามกฎหมายและเป็นเขตที่บริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ผู้เสียหายเป็นผู้รับสัมปทานและเข้ายึดถือครอบครองดูแลรังนกอีแอ่นในเขตสัมปทานเพื่อตนแล้ว จำเลยทั้งสิบเอ็ดซึ่งไม่ใช่ผู้รับสัมปทานจากคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นได้ร่วมกันใช้ไฟฉายส่อง ใช้ไม้และแท่งเหล็กตีทำลายรังนกที่อยู่อาศัยของนกอีแอ่นเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่น ไข่ของนกอีแอ่นและรังนกอีแอ่น และอาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละที่อยู่อาศัยไปจากเกาะรูสิบ แล้วจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันลักรังนกอีแอ่นชนิดดำ น้ำหนัก 17.5 กิโลกรัมราคา 85,000 บาท และลูกนกอีแอ่น 50 ตัว ของผู้เสียหายในเขตสัมปทานดังกล่าวไปโดยทุจริต โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันครอบครองซึ่งรังนกอันตนรู้ว่าได้มาโดยการฝ่าฝืนมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นพ.ศ. 2540 แต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 มาตรา 26 เมื่อโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดกระทำความผิดอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 26 มาในฟ้อง ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดมีความผิดฐานร่วมกันมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยรู้ว่าเป็นรังนกที่ได้มาโดยกระทำผิดกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อจำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่มีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอันตนรู้ว่าได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมายแล้ว ที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกาในปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทเป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องเป็นการเกินคำขอนั้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอีก..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนก อันตนรู้ว่าได้มาโดยกระทำผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ยะกุบ ชัชวาลย์หรือชัชวาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2545
#44795
เปิดฉบับเต็ม

รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้น มาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งยกเว้นให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ทั้งตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540 อธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราให้สามารถคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าวได้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่ายกเว้นบทบัญญัติในมาตรา 65 ตรี (5)

การหักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีสภาพพร้อมใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโรงงานของโจทก์อยู่ในสภาพดังกล่าว จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายนมข้นหวาน นมข้นจืด ตรามะลิ ตราปีกนก และผลิตภัณฑ์นมอื่น ๆ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 62,164,213.09 บาท โดยโจทก์ได้นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 87,824,000 บาท มาบันทึกเป็นรายจ่ายตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540 ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809/2031 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 มายังโจทก์ว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(5) แห่งประมวลรัษฎากรไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ และทำให้ยอดผลขาดทุนสุทธิเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการก่อนหักขาดทุนสะสมจำนวน 62,164,213.09 บาท กำไรสุทธิจำนวน25,659,786.91 บาท โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 7,697,936.07 บาทโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กล่าวคือเมื่อวันที่ 2มกราคม 2540 โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากออสเตรเลียแอนด์นิวซีแลนด์แบงกิ้งกรุ๊ป ซึ่งเป็นธนาคารต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานและเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานทั่วไปจำนวน 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ลงทุนในกิจการของโจทก์ในวันทำสัญญาอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.60 บาท ต่อมาวันที่ 2กรกฎาคม 2540 กระทรวงการคลังได้ออกประกาศเรื่อง ปรับปรุงการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้ของผู้ที่มีหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศอยู่ ณ วันดังกล่าวและเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่ง กรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยกำหนดวิธีการลงบัญชีไว้ด้วยกัน3 วิธี ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถเลือกลงบัญชีวิธีใดวิธีหนึ่งได้ วันที่ 31ธันวาคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 47.556 บาท ทำให้โจทก์มีหนี้เพิ่มขึ้นที่เกิดจากผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนรวมทั้งสิ้นจำนวน 439,120,000บาท โจทก์จึงได้เลือกวิธีบันทึกบัญชีตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว โดยเลือกคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินตามส่วนเฉลี่ยของมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรก (รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540) แต่ไม่เกินห้ารอบระยะเวลาบัญชี โดยโจทก์ได้นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวทั้งหมดมาเฉลี่ยในการลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย จำนวน87,824,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวมิได้กำหนดอย่างเฉพาะเจาะจงว่าให้ใช้บังคับเฉพาะหนี้สินหรือทรัพย์สินประเภทใด จึงสามารถนำผลขาดทุนดังกล่าวมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรหรือผลขาดทุนสุทธิได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าส่วนขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นส่วนที่เกิดจากค่าใช้จ่ายหรือส่วนของทรัพย์สินการลงทุนเนื่องจากการกู้เงินที่นำมาใช้ในกิจการของโจทก์เป็นการยากที่จะจำแนกออกมาว่าเงินลงทุนส่วนใดเป็นส่วนลงทุนและส่วนใดเป็นค่าใช้จ่าย ในการเลือกปฏิบัติตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว โจทก์ได้ระบุวิธีปฏิบัติในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) พร้อมใบเสร็จรับเงินอันเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 30 จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540เพื่อเป็นการรองรับมาตรการที่กระทรวงการคลังได้ออกประกาศเรื่องปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยวางมาตรการการคำนวณรายได้รายจ่ายไว้ว่าให้เลือกคำนวณเฉลี่ยได้หลายทาง โจทก์จึงได้คำนวณไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่เห็นว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ดังกล่าวเป็นลักษณะลงทุนห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายแล้ว คำสั่งที่ออกมาดังกล่าวก็ใช้บังคับไม่ได้ ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 7,697,936.07 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31ธันวาคม เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 โจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารต่างประเทศจำนวน20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างโรงงานและบริหารงานทั่วไปขณะทำสัญญามีอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.60 บาท ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 กระทรวงการคลังได้ประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัววันที่ 31 ธันวาคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 47.556 บาท ทำให้โจทก์มีหนี้เพิ่มขึ้นที่เกิดจากผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 439,120,000บาท โจทก์บันทึกบัญชีตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540 เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมาเฉลี่ยในการลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน 87,824,000 บาทเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809/2031ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 แก่โจทก์ว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(5) แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้ผลขาดทุนสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เป็นโจทก์มีกำไรสุทธิจำนวน 25,659,786.91 บาท ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 47 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ.(อธ7)/50/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามฟ้อง ซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.72/2540 ได้หรือไม่ เห็นว่า รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้น มาตรา 65 ตรี(5) แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไม่ ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งยกเว้นให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ทั้งตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540 อธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราให้สามารถคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าวได้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่ายกเว้นบทบัญญัติในมาตรา 65 ตรี(5) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่ารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนสามารถหักหรือตัดเป็นรายจ่ายได้ในรูปของการหักค่าเสื่อมราคาหรือค่าสึกหรอนั้น เห็นว่า การหักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 65 ทวิ(2) แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีสภาพพร้อมใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโรงงานของโจทก์อยู่ในสภาพดังกล่าว จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามฟ้องซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2545
#99643
เปิดฉบับเต็ม

รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้น มาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งยกเว้นให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ และไม่อาจนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 ที่อธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งเพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการคำนวณรายได้รายจ่ายของนิติบุคคลมายกเว้นบทบัญญัติในมาตรา 65 ตรี (5) ได้

การที่จะนำรายจ่ายมาหักค่าเสื่อมราคาหรือค่าสึกหรอตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีสภาพพร้อมใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโรงงานของโจทก์อยู่ในสภาพดังกล่าว จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน ๗,๖๙๗,๙๓๖.๐๗ บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์กู้ยืมเงินมาใช้ในโครงการการก่อสร้างอาคาร และการติดตั้งเครื่องจักรในโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน ๔๓๙,๑๒๐,๐๐๐ บาท อันเป็นรายจ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายไปเพื่อการก่อสร้างอาคารและการติดตั้งเครื่องจักร เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ซึ่งต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา ๖๕ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงนำรายจ่ายผลขาดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลือกคำนวณผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๗๒/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โจทก์ต้องนำรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนดังกล่าวไปหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาขายทรัพย์สินตามมาตรา ๖๕ ทวิแห่งประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๗๒/๒๕๔๐ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราอันมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึง ๓๑ ธันวาคม เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารต่างประเทศจำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างโรงงานและบริหารงานทั่วไป ขณะทำสัญญามีอัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ ๒๕.๖๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ กระทรวงการคลังได้ประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัว วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ ๔๗.๕๕๖ บาท ทำให้โจทก์มีหนี้เพิ่มขึ้นที่เกิดจากผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน ๔๓๙,๑๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์บันทึกบัญชีตามข้อ ๓ ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๗๒/๒๕๔๐ เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมาเฉลี่ยในการลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน ๘๗,๘๒๔,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค. ๐๘๐๙/๒๐๓๑ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แก่โจทก์ว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี (๕) แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้ผลขาดทุนสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เป็นโจทก์มีกำไรสุทธิจำนวน ๒๕,๖๕๙,๗๘๖.๙๑ บาท ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเอกสารหมาย ล.๒ แผ่นที่ ๔๗ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ๗)/๕๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๒ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามฟ้อง ซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.๗๒/๒๕๔๐ ได้หรือไม่ เห็นว่า รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้นมาตรา ๖๕ ตรี (๕) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งยกเว้นให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ทั้งตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.๗๒/๒๕๔๐ อธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราให้สามารถคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าวได้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่ายกเว้นบทบัญญัติในมาตรา ๖๕ ตรี (๕) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนสามารถหักหรือตัดเป็นรายจ่ายได้ในรูปของการหักค่าเสื่อมราคาหรือค่าสึกหรอนั้น เห็นว่า การหักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๖๕ ทวิ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีสภาพพร้อมใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโรงงานของโจทก์อยู่ในสภาพดังกล่าวจึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามฟ้องซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ โดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๗๒/๒๕๔๐ ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งสี่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (2) ม. 65 ตรี (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3691/2545
#49050
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 89/2 เบี้ยปรับและเงินเพิ่มในหมวดนี้ซึ่งหมายถึงในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา 77 และมาตรา 12 วรรคแรก บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้างดังนั้น การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ เมื่อถึงกำหนดชำระจึงย่อมถือว่าเป็นหนี้ภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 วรรคแรกทั้งสิ้น

หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับต่างก็เป็นภาษีอากรค้างตามความหมายของประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 12 วรรคแรก และการที่นำเงินฝากในธนาคารอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยไปหักออกจากหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 วรรคสอง แต่เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างมีหลายจำนวนและกรณีที่มีข้อสงสัยว่าจะต้องนำเงินตามบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ กรณีจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11ด้วยการนำเงินฝากดังกล่าวไปหักหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน

คำสั่งกรมสรรพากรมิใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป แต่เป็นเพียงคำสั่งภายในของโจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมาชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรฯ บางส่วนโดยมิได้ชำระให้ครบถ้วนตามแบบแจ้งการประเมินภาษีเท่านั้น กรณีหาอาจใช้บังคับแก่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ต้องดำเนินการดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน815,446.12 บาท และชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรจากต้นเงินค่าภาษีที่ค้างชำระจำนวน 278,991.05 บาท คิดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน 778,153.25 บาท และรับผิดชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของต้นเงินค่าภาษีที่ค้างชำระจำนวน 268,549.61 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การคิดคำนวณหนี้ภาษีอากรค้างชำระของจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์ยึดทรัพย์สินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระจะต้องนำทรัพย์สินนั้นมาเฉลี่ยชำระเป็นค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามสัดส่วนของหนี้ค้างชำระตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.65/2539หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้นำเงินที่ยึดมาจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3มาชำระหนี้ภาษีที่ค้างชำระโดยเฉลี่ยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระเงินเพิ่มและเบี้ยปรับในอัตราที่เท่ากัน ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป.65/2539 อันเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในคำสั่งดังกล่าวข้อ 1(3) กำหนดว่า "ถ้าจำนวนเงินที่ชำระน้อยกว่าจำนวนภาษีและเงินเพิ่ม ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับ เฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับตามแบบแสดงรายการเสียภาษี" แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้นำเงินที่ยึดได้ไปชำระเฉพาะค่าภาษีอากรที่ค้างชำระโดยถือว่าเป็นหนี้รายเก่า จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/2 เบี้ยปรับและเงินเพิ่มในหมวดนี้ซึ่งหมายถึงในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา 77 และมาตรา 12 วรรคแรก บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวข้างต้น ซึ่งรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ เมื่อถึงกำหนดชำระจึงย่อมถือว่าเป็นหนี้ภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 วรรคแรกทั้งสิ้น การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ต้องนำเงินที่ยึดมาได้ไปชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระก่อนโดยอ้างว่าเป็นหนี้รายเก่า จึงไม่อาจนำมาใช้กับกรณีของจำเลยที่ 1 ได้ เพราะมูลหนี้คดีนี้มาจากมูลหนี้รายเดียวคือหนี้ภาษีอากรค้าง แต่อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ได้รับเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมธานี จำนวนเงิน 17,187.57 บาท แล้วนำมาหักชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้นำเงินทั้งหมดหักจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน285,737.18 บาทก่อน คงเหลือเงินค่าภาษีที่ค้างเป็นเงิน 268,549.61 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ทั้งหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับต่างก็เป็นภาษีอากรค้างตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคแรก และการที่นำเงินฝากในธนาคารอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไปหักออกจากหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 วรรคสองนั่นเอง แต่เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวมีหลายจำนวนและกรณีที่มีข้อสงสัยว่าจะต้องนำเงินตามบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ กรณีจึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ผู้ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ด้วยการนำเงินฝากดังกล่าวไปหักหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การชำระภาษีและเงินเพิ่มต้องมีการเฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.65/2539เรื่องการชำระภาษี เงินเพิ่มและหรือเบี้ยปรับบางส่วนตามข้อ 1(3) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป เป็นเพียงคำสั่งภายในของโจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมาชำระภาษีเงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรบางส่วนโดยมิได้ชำระให้ครบถ้วนตามแบบแจ้งการประเมินภาษีเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ต้องดำเนินการ ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ป.รัษฎากร ม. 11 ม. 12 ม. 77 ม. 89/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิรสินทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3691/2545
#99716
เปิดฉบับเต็ม

กรณีไม่อาจนำคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 65/2539 เรื่อง การชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับบางส่วน ตามข้อ 1 (3) ที่กำหนดให้การชำระภาษีและเงินเพิ่มต้องมีการเฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษี เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับนั้นมาใช้ได้ เพราะมิใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป แต่เป็นเพียงคำสั่งภายในของโจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมาชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับ ตามประมวลรัษฎากรบางส่วนโดยมิได้ชำระให้ครบถ้วนตามแบบแจ้งการประเมินภาษีเท่านั้น จึงไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ต้องดำเนินการตาม

ภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับต่างก็เป็นภาษีอากรค้างตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคแรก การนำเงินฝากในธนาคารอันเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ไปหักออกจากหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็เป็นการกระทำเพื่อให้กรมสรรพากรซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับภาษีอากรค้าง ตามมาตรา 12 นั่นเอง แต่เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวมีหลายจำนวน และกรณีมีข้อสงสัยว่าจะต้องนำเงินตามบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเบี้ยปรับ กรณีจึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ลูกหนี้ ผู้ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ด้วยการนำเงินฝากดังกล่าวไปหักหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน ๘๑๕,๔๔๖.๑๒ บาท และชำระเงินเพิ่มตามมาตรา ๘๙/๑ แห่งประมวลรัษฎากร จากต้นเงินค่าภาษีที่ค้างชำระจำนวน ๒๗๘,๙๙๑.๐๕ บาท คิดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน ๗๗๘,๑๕๓.๒๕ บาท และรับผิดชำระเงินเพิ่มร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนของต้นเงินค่าภาษีที่ค้างชำระจำนวน ๒๖๘,๕๔๙.๖๑ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การคิดคำนวณหนี้ภาษีอากรค้างชำระของจำเลยที่ ๑ นั้น เมื่อโจทก์ยึดทรัพย์สินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระจะต้องนำทรัพย์สินนั้นมาเฉลี่ยชำระเป็นค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามสัดส่วนของหนี้ค้างชำระตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. ๖๕/๒๕๓๙ หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้นำเงินที่ยึดมาจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๓ มาชำระหนี้ภาษีที่ค้างชำระโดยเฉลี่ยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระ เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับในอัตราที่เท่ากัน ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมสรรพากร ที่ ป. ๖๕/๒๕๓๙ อันเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในคำสั่งดังกล่าวข้อ ๑ (๓) กำหนดว่า "ถ้าจำนวนเงินที่ชำระน้อยกว่าจำนวนภาษีและเงินเพิ่ม ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับเฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับตามแบบแสดงรายการเสียภาษี" แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้นำเงินที่ยึดได้ไปชำระเฉพาะค่าภาษีอากรที่ค้างชำระโดยถือว่าเป็นหนี้รายเก่า จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๙/๒ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มในหมวดนี้ซึ่งหมายถึงในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา ๗๗ และมาตรา ๑๒ วรรคแรก บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ไม่ชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวข้างต้น ซึ่งรวมทั้ง เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ เมื่อถึงกำหนดชำระจึงย่อมถือว่าเป็นหนี้ภาษีอากรค้างตามมาตรา ๑๒ วรรคแรก ทั้งสิ้น การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ต้องนำเงินที่ยึดมาได้ไปชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระก่อนโดยอ้างว่าเป็นหนี้รายเก่า จึงไม่อาจนำมาใช้กับกรณีของจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะมูลหนี้คดีนี้มาจากมูลหนี้รายเดียวคือหนี้ภาษีอากรค้าง แต่อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ได้รับเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมธานี จำนวนเงิน ๑๗,๑๘๗.๕๗ บาท แล้วนำมาหักชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้นำเงินทั้งหมดหักจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน ๒๘๕,๗๓๗.๑๘ บาทก่อน คงเหลือเงินค่าภาษีที่ค้างเป็นเงิน ๒๖๘,๕๔๙.๖๑ บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ทั้งหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับต่างก็เป็นภาษีอากรค้างตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ วรรคแรก และการที่นำเงินฝากในธนาคารอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ ๓ ไปหักออกจากหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับภาษีอากรค้างตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง นั่นเอง แต่เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวมีหลายจำนวนและกรณีที่มีข้อสงสัยว่าจะต้องนำเงินตามบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ กรณีจึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ ผู้ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑ ด้วยการนำเงินฝากดังกล่าวไปหักหนี้ค้างภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการชำระภาษีและเงินเพิ่มต้องมีการเฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษีเงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. ๖๕/๒๕๓๙ เรื่อง การชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับ บางส่วนตามข้อ ๑ (๓) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป เป็นเพียงคำสั่งภายในของโจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมาชำระภาษี เงินเพิ่ม และหรือเบี้ยปรับ ตามประมวลรัษฎากรบางส่วน โดยมิได้ชำระให้ครบถ้วนตามแบบแจ้งการประเมินภาษีเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ต้องดำเนินการตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
ป.พ.พ. ม. 11
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 65/2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรสินทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2545
#45246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กรอกคำตอบในใบคำขอเอาประกันชีวิตโจทก์ ว่าไม่เคยเป็นหรือทราบว่าเป็นหรือเคยได้รับคำแนะนำหรือการรักษาโรคมะเร็งเนื้องอกตุ่มเนื้อหรืออวัยวะใด ๆ ที่งอกหรือโตขึ้นผิดปกติ ไม่เคยมีอาการผิดปกติที่เต้านมมาก่อน แต่ปรากฏว่า โจทก์เคยเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปวดบริเวณเต้านม ซึ่งแพทย์ตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อที่เต้านมด้านซ้ายเมื่อโจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบซึ่งหากจำเลยทราบอาจเรียกเบี้ยประกันให้สูงขึ้นหรือไม่รับประกันชีวิต การกระทำของโจทก์มีผลให้สัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง

จำเลยได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ปกปิดไว้อันเป็นมูลที่จำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้อย่างเร็วที่สุดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2538 เมื่อโจทก์เรียกค่ารักษาพยาบาลจากจำเลย จำเลยปฏิเสธไม่จ่ายเงินให้เพราะโจทก์ปิดบังการป่วยเป็นโรคของโจทก์ก่อนที่จะทำสัญญาประกันภัย ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทำบันทึกต่อนายทะเบียนกรมการประกันภัย ระบุว่าโจทก์ไปยื่นเรื่องเบิกค่ารักษาพยาบาลเป็นค่ารักษาการผ่าตัดแต่จำเลยปฏิเสธการจ่าย ต่อจากนั้นจำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมลงวันที่ 17กุมภาพันธ์ 2538 ไปยังจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง สัญญาประกันชีวิตในส่วนสัญญาเพิ่มเติมพิเศษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิต ในส่วนการรักษาก้อนเนื้อที่เต้านมข้างซ้ายระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยประเภทสัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมอีก 7 รายการกับจำเลย ต่อมาระหว่างสัญญาประกันภัยยังมีผลบังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2537 โจทก์เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งที่เต้านมจนไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ตามปกติและต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลตลอดมา โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามสัญญาพิเศษเพิ่มเติมกรณีทุพพลภาพเป็นเงิน 300,000 บาท อุบัติเหตุพิเศษเป็นเงิน 300,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุเป็นเงิน 30,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลรายวัน (สำหรับผู้ป่วยใน) วันละ 1,000 บาท ขอคิดสูงสุดเป็นระยะเวลา 1,250 วัน เป็นเงิน 1,250,000บาท และการประกันสุขภาพคิดสูงสุดตามสัญญาเป็นเงิน 39,450 บาท รวมเป็นเงิน1,919,450 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,919,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะโจทก์เอาประกันชีวิตโจทก์รู้อยู่แล้วว่าโจทก์มีอาการผิดปกติบริเวณเต้านมข้างซ้าย แต่โจทก์ละเว้นไม่แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวอันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา และเมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์มีอาการเจ็บป่วยดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว จำเลยได้บอกเลิกสัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดปกติที่เต้านมข้างซ้ายของโจทก์แล้ว สัญญาในส่วนดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ มิอาจใช้บังคับได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรจำนวน300,000 บาท กรณีค่ารักษาพยาบาลรายวันจำนวน 30,000 บาท และกรณีประกันสุขภาพจำนวน 39,450 บาท รวมเป็นเงิน 369,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายเชลาลัม กิตติมานะรัศมีทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ได้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยในวงเงินประกัน 300,000 บาท พร้อมสัญญาพิเศษเพิ่มเติม ตามสัญญาประกันชีวิตฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2536 เอกสารหมาย จ.1 ต่อมาโจทก์ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่เต้านมข้างซ้ายต้องรักษาในโรงพยาบาลจึงเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญา แต่จำเลยไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมระหว่างโจทก์และจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจะต้องเปิดเผยข้อความจริงให้แก่ผู้รับประกันภัยทราบตามรายการที่ระบุไว้ในใบคำขอเอาประกันภัยชีวิตที่จำเลยจัดให้โจทก์กรอกคำตอบ แต่ปรากฏในใบคำขอเอาประกันชีวิต เอกสารหมาย ล.11 โจทก์แจ้งไว้ในข้อ 12(ซ) ว่าไม่เคยเป็นหรือทราบว่าเป็นหรือเคยได้รับคำแนะนำหรือการรักษาโรคมะเร็ง เนื้องอก ตุ่มเนื้อหรืออวัยวะใด ๆ ที่งอกหรือโตขึ้นผิดปกติและในข้อ 15 โจทก์แจ้งว่าไม่เคยมีอาการผิดปกติที่เต้านมมาก่อนแต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536 โจทก์เคยเข้าไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลลาดพร้าวด้วยอาการปวดบริเวณเต้านม ซึ่งแพทย์ตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อที่เต้านมด้านซ้ายตามผลการตรวจรักษาของโรงพยาบาลลาดพร้าว เอกสารหมาย ล.14ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทราบว่าตนเองมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับเต้านมด้านซ้ายและเข้าไปรับการตรวจจากโรงพยาบาลดังกล่าวมาก่อนแล้ว แต่โจทก์มิได้แจ้งข้อความจริงดังกล่าวให้จำเลยทราบเมื่อมาขอเอาประกันชีวิต ซึ่งข้อความจริงนี้หากจำเลยทราบก็อาจเรียกเบี้ยประกันให้สูงขึ้นหรือไม่รับประกันชีวิตโจทก์ก็ได้ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวย่อมมีผลให้สัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยย่อมมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยได้บอกล้างนิติกรรมภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง แล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้รับประกันภัยใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากนายคมศร ชลสุวรรณวัฒน์ พยานจำเลยว่า เมื่อโจทก์ยื่นใบเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาประกันชีวิตและสัญญาพิเศษเพิ่มเติม พยานได้ตรวจสอบแล้วพบว่าโจทก์มีประวัติเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลลาดพร้าวจึงได้ทำหนังสือถึงโรงพยาบาลลาดพร้าวเพื่อขอทราบรายละเอียดซึ่งทางโรงพยาบาลลาดพร้าวได้มีหนังสือลงวันที่ 17 มกราคม 2538 แจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารหมาย ล.14 ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่าจำเลยได้ทราบข้อเท็จจริงที่โจทก์ปกปิดไว้อันเป็นมูลที่จำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้อย่างเร็วที่สุด เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2538 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อโจทก์เรียกค่ารักษาพยาบาลจากจำเลย จำเลยปฏิเสธไม่จ่ายเงินให้เพราะโจทก์ปิดบังการป่วยเป็นโรคของโจทก์ก่อนที่จะทำสัญญาประกันภัย ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทำบันทึกต่อนายทะเบียนกรมการประกันภัยตามคำร้องกล่าวหาที่ 49 เอกสารหมาย ล.6 ระบุว่าโจทก์ไปยื่นเรื่องเบิกค่ารักษาพยาบาลเป็นค่ารักษาการผ่าตัด แต่จำเลยปฏิเสธการจ่าย ต่อจากนั้นจำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมลงวันที่17 กุมภาพันธ์ 2538 ไปยังจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมโดยชอบแล้ว สัญญาประกันชีวิตในส่วนสัญญาเพิ่มเติมพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิต ในส่วนการรักษาก้อนเนื้อที่เต้านมข้างซ้ายระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นโมฆะ โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประกันชีวิตในส่วนสัญญาพิเศษเพิ่มเติมดังกล่าวได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เรขา เชราลีฯ
จำเลย — บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ไพศาล เจริญวุฒิ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3679/2545
#46122
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างในคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาว่า จำเลยเป็นคนยากจนและจำเลยต้องถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกา ยิ่งทำให้ครอบครัวจำเลยซึ่งไม่มีรายได้อื่นต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจำเลยไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยโดยไม่มีการไต่สวน ทำให้จำเลยไม่ได้เสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับความยากจนของจำเลยต่อศาล หากจำเลยเสนอพยานหลักฐานแล้วจะทำให้เห็นได้ว่า จำเลยเป็นคนยากจน ขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจนและให้มีการพิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยใหม่ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าว จำเลยประสงค์จะใช้สิทธิขอสืบพยานเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ มิใช่จำเลยตกเป็นคนยากจนลงภายหลังและจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามมาตรา 156 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ มีความหมายว่า ผู้ยื่นคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ได้เฉพาะกรณีที่ผู้ยื่นคำขอได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามคำขอฉบับเดิมไว้บ้างแล้ว แต่พยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอที่นำสืบไว้แล้ว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นคนยากจน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ยื่นคำขอร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจำเลยเลยแม้แต่ปากเดียว กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 156 วรรคสี่ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำเลยจะมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า ตนเป็นคนยากจนตามมาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้

คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ที่จำเลยเสียค่าคำร้องค่าคำขอ ค่าอ้างเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถาโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนให้แก่จำเลย รวมทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียมาให้เป็นพับแก่จำเลย จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2401 ของโจทก์ โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินพิพาทนับแต่มีคำพิพากษาเป็นต้นไป และให้จำเลยปรับปรุงที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ใช้ค่าเสียหาย 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดที่ 4 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ปรากฏว่า จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยขอเลื่อนคดีติดต่อกันมาแล้วถึง 3 ครั้ง และในนัดนี้จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้รับฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยต่อไปโดยอ้างว่า จำเลยมิได้จงใจทิ้งคำร้องหรือประวิงเวลา และจำเลยไม่มีเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะมาวางได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยไปแล้ว และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้จำเลยร้องขอพิจารณาคำขอนั้นใหม่ โดยอ้างเหตุไม่จงใจมาศาล หากจำเลยประสงค์ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นใหม่อีก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนว่าจำเลยยังคงมีรายได้จากการประกอบอาชีพร้านขายอาหารและมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งมีภารจำนอง กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนและไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ จึงให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 30 วัน

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลไต่สวน และพิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่เพื่อให้โอกาสจำเลยนำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจนและไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องของจำเลยไว้ดำเนินการไต่สวนระหว่างไต่สวนศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า การยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยครั้งนี้เป็นการยื่นครั้งที่ 3 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ไว้ไต่สวนเป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ค่าคำร้องให้เป็นพับ(ที่ถูกต้องระบุว่ามีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้อง ฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 มาด้วย) หากจำเลยประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้ต่อไปก็ให้นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 แต่จำเลยไม่นำพยานมาไต่สวน 3 ครั้งติดต่อกัน ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วยกคำร้อง เห็นว่า การยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ต้องเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานมาสืบบ้างแล้ว แต่คดีนี้ไม่มีการสืบพยาน กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 156 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541ของจำเลยไว้ไต่สวนจึงไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ขออนุญาตนำพยานมาแสดงเพิ่มเติมจึงเป็นการไม่ชอบให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด 15 วัน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม2541 ของจำเลย เป็นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540ใหม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยได้อ้างมาในคำร้องว่า จำเลยเป็นคนยากจนและจำเลยต้องถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2541 ยิ่งทำให้ครอบครัวจำเลยซึ่งไม่มีรายได้อื่นต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จำเลยไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยโดยไม่มีการไต่สวน ทำให้จำเลยไม่ได้เสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับความยากจนของจำเลยต่อศาล หากจำเลยเสนอพยานหลักฐานแล้ว จะทำให้เห็นได้ว่า จำเลยเป็นคนยากจน ขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมให้ปรากฏในสำนวนว่าจำเลยเป็นคนยากจนไม่มีเงินหรือทรัพย์สินใดที่จะนำมาวางศาลเป็นค่าธรรมเนียมศาลได้ และให้มีการพิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยใหม่ ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิขอสืบพยานเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ มิใช่กรณีที่จำเลยตกเป็นคนยากจนลงภายหลังและจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่งตอนท้าย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการสืบพยานมาบ้างแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า "ถ้าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำขอเสียทีเดียว ผู้ยื่นคำขออาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวเองว่า ผู้ยื่นคำขอจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ได้เฉพาะกรณีที่ผู้ยื่นคำขอได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามคำขอฉบับเดิมไว้บ้างแล้ว แต่พยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอที่นำสืบไว้แล้ว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นคนยากจน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ยื่นคำขอร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ไม่มีการสืบพยานจำเลยแม้แต่ปากเดียว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของจำเลยจึงไม่ถูกต้องซึ่งเรื่องทำนองนี้ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยเป็นแบบอย่างไว้แล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491-492/2524ระหว่างนางชนิดา มหาปิยศิลป์ โจทก์ บริษัท วีนิล จำกัด กับพวก จำเลย จำเลยจะอ้างว่าเป็นการตีความจำกัดสิทธิของจำเลยโดยมิชอบหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำเลยก็จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า ตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้เพราะคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 เป็นคำร้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ของจำเลยดังกล่าวเสียโดยไม่จำต้องรับคำร้องดังกล่าวของจำเลยไว้ไต่สวนอีกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมเป็นการไม่ชอบแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ที่จำเลยเสียค่าคำร้อง ค่าคำขอ ค่าอ้างเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนให้แก่จำเลยรวมทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียมาให้เป็นพับแก่จำเลยนั้นยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยเสียมาให้แก่จำเลยเสียด้วย"

พิพากษายืน แต่ให้คืนเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลในชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาทั้งสามศาลให้แก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป ก็ให้นำค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์นี้วางต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดแสงธรรมสุทธาราม
จำเลย — นาย ปรีชา ไตรศักดิ์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3679/2545
#46526
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่มีความหมายว่าผู้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นใหม่ได้เฉพาะกรณีที่ผู้ยื่นคำขอได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามคำขอฉบับเดิมไว้บ้างแล้ว แต่พยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอที่นำสืบไว้แล้ว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นคนยากจน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ยื่นคำขอร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจำเลย เนื่องจากในวันนัดไต่สวนคำร้องจำเลยไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ยกคำร้องของจำเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ จำเลยจะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำร้องใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้ ศาลชอบที่จะยกคำร้องโดยไม่จำต้องรับคำร้องดังกล่าวไว้ไต่สวนอีกต่อไป

คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งตลอดจนการดำเนินกระบวนการพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ที่จำเลยเสียค่าคำร้องค่าคำขอ ค่าอ้างเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถาโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนให้แก่จำเลย รวมทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียมาเป็นพับแก่จำเลยนั้น จึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2401 ของโจทก์ โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินพิพาทนับแต่มีคำพิพากษาเป็นต้นไป และให้จำเลยปรับปรุงที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ใช้ค่าเสียหาย 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท และทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า

จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดที่ 4 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยขอเลื่อนคดีติดต่อกันมาแล้วถึง 3 ครั้ง และในนัดนี้จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้รับฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยต่อไปโดยอ้างว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งคำร้องหรือประวิงเวลา และจำเลยไม่มีเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะมาวางได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยไปแล้ว และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้จำเลยร้องขอพิจารณาคำขอนั้นใหม่โดยอ้างเหตุไม่จงใจมาศาลหากจำเลยประสงค์ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ได้ ยกคำร้อง

ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นใหม่อีก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนว่าจำเลยยังคงมีรายได้จากการประกอบอาชีพร้านขายอาหารและมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1 แปลงเนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งมีภาระจำนอง กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนและไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ จึงให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 30 วัน

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลไต่สวน และพิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่เพื่อให้โอกาสจำเลยนำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจนและไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องของจำเลยไว้ดำเนินการไต่สวน ระหว่างไต่สวนศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า การยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยครั้งนี้เป็นการยื่นครั้งที่ 3 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ไว้ไต่สวนเป็นการสั่งโดยผิดหลงจึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ค่าคำร้องให้เป็นพับ (ที่ถูกต้องระบุว่ามีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่28 มีนาคม 2543 มาด้วย) หากจำเลยประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้ต่อไปก็ให้นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 แต่จำเลยไม่นำพยานมาไต่สวน 3 ครั้งติดต่อกัน ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 28สิงหาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วยกคำร้อง เห็นว่า การยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ต้องเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานมาสืบบ้างแล้ว แต่คดีนี้ไม่มีการสืบพยาน กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 156 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม2541 ของจำเลยไว้ไต่สวนจึงไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ขออนุญาตนำพยานมาแสดงเพิ่มเติมจึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับหากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด 15 วัน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม2541 ของจำเลย เป็นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540ใหม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยได้อ้างมาในคำร้องว่า จำเลยเป็นคนยากจนและจำเลยต้องถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2541 ยิ่งทำให้ครอบครัวจำเลยซึ่งไม่มีรายได้อื่นต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จำเลยไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยโดยไม่มีการไต่สวน ทำให้จำเลยไม่ได้เสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับความยากจนของจำเลยต่อศาล หากจำเลยเสนอพยานหลักฐานแล้ว จะทำให้เห็นได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจน ขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมให้ปรากฏในสำนวนว่าจำเลยเป็นคนยากจนไม่มีเงินหรือทรัพย์สินใดที่จะนำมาวางศาลเป็นค่าธรรมเนียมศาลได้ และให้มีการพิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ของจำเลยใหม่ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิขอสืบพยานเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ มิใช่กรณีที่จำเลยตกเป็นคนยากจนลงภายหลังและจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายคดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการสืบพยานมาบ้างแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า "ถ้าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำขอเสียทีเดียว ผู้ยื่นคำขออาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวเองว่า ผู้ยื่นคำขอจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ได้เฉพาะกรณีที่ผู้ยื่นคำขอได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามคำขอฉบับเดิมไว้บ้างแล้ว แต่พยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอที่นำสืบไว้แล้ว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นคนยากจน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าไม่มีการสืบพยานจำเลยเลยแม้แต่ปากเดียว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องทำนองนี้ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยเป็นแบบอย่างไว้แล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491-492/2524 ระหว่างนางชนิดา มหาปิยศิลป์ โจทก์ บริษัทวีนิล จำกัด กับพวกจำเลย จำเลยจะอ้างว่าเป็นการตีความจำกัดสิทธิของจำเลยโดยมิชอบหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำเลยก็จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ 28สิงหาคม 2541 ใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า ตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้เพราะคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 เป็นคำร้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543ของจำเลยดังกล่าวเสียโดยไม่จำต้องรับคำร้องดังกล่าวของจำเลยไว้ไต่สวนอีกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่รับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมเป็นการไม่ชอบแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ที่จำเลยเสียค่าคำร้องค่าคำขอ ค่าอ้างเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนให้แก่จำเลย รวมทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียมาให้เป็นพับแก่จำเลยนั้นยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยเสียมาให้แก่จำเลยเสียด้วย"

พิพากษายืน แต่ให้คืนเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลในชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาทั้งสามศาลให้แก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป ก็ให้นำค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์นี้มาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคท้าย ม. 156 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดแสงธรรมสุทธาราม
จำเลย — นาย ปรีชา ไตรศักดิ์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3679/2545
#99839
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หมายถึง ผู้ยื่นคำขอจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นใหม่ได้ เฉพาะกรณีที่ผู้ยื่นคำขอได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามคำขอฉบับเดิมไว้บ้างแล้ว แต่พยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอที่นำสืบไว้แล้ว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นคนยากจน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ยื่นคำขอร้องต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก

คดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาคตในชั้นอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าไม่มีการสืบพยานจำเลยแม้แต่ปากเดียว จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ จำเลยจะมายื่นคำร้องขออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีกไม่ได้

คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หรือฎีกาคำสั่งตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ โดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินพิพาทนับแต่มีคำพิพากษาเป็นต้นไป และให้จำเลยปรับปรุงที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ใช้ค่าเสียหาย ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ปรากฏว่า จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยขอเลื่อนคดีติดต่อกันมาแล้วถึง ๓ ครั้ง และในนัดนี้จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี ถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้รับฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน ๑๕ วัน

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ฉบับลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ของจำเลยไปแล้ว และไม่มีกฎหมยบัญญัติให้จำเลยร้องขอพิจารณาคำขอนั้นใหม่โดยอ้างเหตุไม่จงใจมาศาล หากจำเลยประสงค์ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างอนาถาใหม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นใหม่อีก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วินิจฉัยว่า กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนและไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ จึงให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน ๓๐ วัน

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ ขอให้ศาลไต่สวน และพิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องของจำเลยไว้ดำเนินการไต่สวน ระหว่างไต่สวนศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า การยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยครั้งนี้เป็นการยื่นครั้งที่ ๓ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ ไว้ไต่สวนเป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าว ค่าคำร้องให้เป็นพับ (ที่ถูกต้องระบุว่ามีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ มาด้วย) หากจำเลยประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่อไปก็ให้คำน่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า คดีนี้มีจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ แต่จำเลยไม่นำพยานมาไต่สวน ๓ ครั้งติดต่อกัน ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วยกคำร้อง เห็นว่า การยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ ต้องเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานมาสืบบ้างแล้ว แต่คดีนี้ไม่มีการสืบพยาน กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้อง ฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยไว้ไต่สวนจึงไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ ขออนุญาตนำพยานแสดงเพิ่มเติมจึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ของจำเลย เป็นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ใหม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ หรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ของจำเลยโดยไม่มีการไต่สวน ทำให้จำเลยไม่ได้เสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับความยากจนของจำเลยต่อศาล ขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม และให้มีการพิจารณาคำร้องฉบับวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ของจำเลยใหม่ จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิขอสืบพยานเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ มิใช่กรณีที่จำเลยตกเป็นคนยากจนลงภายหลังและจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการสืบพยานมาบ้างแล้วหรือไม่เห็นว่า ผู้ยื่นคำขอจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ได้เฉพาะกรณีผู้ยื่นคำขอได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามคำขอฉบับเดิมไว้บ้างแล้ว แต่พยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอที่นำสืบไว้แล้ว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นคนยากจน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ยื่นคำขอร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ไม่มีการสืบพยานจำเลยเลยแม้แต่ปากเดียว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยแล้ว จำเลยก็จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ใหม่ อีกไม่ได้เพราะเป็นคำร้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องยกคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ ของจำเลยดังกล่าวเสียโดยไม่จำต้องรับคำร้องดังกล่าวของจำเลยไว้ไต่สวนอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้เพิกพอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่รับคำต้องฉบับลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและวินิจฉัยว่าการยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ เป็นการไม่ชอบแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓ ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๙ วรรคท้าย ที่จำเลยเสียค่าคำร้อง ค่าคำขอ ค่าอ้างเอกสารในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนให้แก่จำเลย รวมทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียมาให้เป็นพับแก่จำเลยนั้นยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเห็นสมควรคืนค่าขึ้นชั้นฎีกาที่จำเลยเสียมาให้แก่จำเลยเสียด้วย

พิพากษายืน แต่ให้คืนเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลในชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาทั้งสามศาลให้แก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป ก็ให้นำค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์นี้มาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคท้าย ม. 156 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดแสงธรรมสุธาราม
จำเลย — นายปรีชา ไตรศักดิ์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3677/2545
#44794
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัท ร. จำเลยได้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทดังกล่าว โดยจำนองที่ดินเป็นประกัน จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงิน โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินมาจากบริษัท ร. มาฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้สินทั้งหมด จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า บริษัท ร. ใช้วิธีฉ้อฉลนำหุ้นของจำเลยประมาณสามล้านหุ้น มูลค่ากว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ซึ่งจำนำเป็นประกันหนี้ไปขายโดยวิธีการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณหกสิบล้านบาท แต่จำเลยขอเรียกค่าเสียหายเพียงสองล้านบาท จึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงินสองล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยและให้ไถ่ถอนที่ดินจำนองคืนจำเลยด้วย ฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าบริษัท ร. ฉ้อฉลขายหุ้นจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดต่อจำเลยซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและจำนองซึ่งจำเลยทำไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 103,814,161.02 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์รับโอนหนี้สินและสินทรัพย์จากบริษัทดังกล่าวและให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองซึ่งโจทก์ชำระแทนไป 12,502.47 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระขอให้บังคับจำนอง

จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กำหนดไว้ตามกฎหมายจำเลยไม่เคยตกลงให้เอาประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนอง โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยจำนำหุ้นมูลค่ากว่า 100,000,000 บาท เป็นประกันหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) บริษัทดังกล่าวใช้วิธีฉ้อฉลขายหุ้นที่จำนำไว้ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 60,000,000 บาท จำเลยขอเรียกในคดีนี้เพียง 2,000,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหาย 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินที่จำนองแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้ง เพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาชั้นฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษารวมไปกับฟ้องเดิมหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและจำนอง โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) จำเลยได้ทำสัญญาวงเงินสินเชื่อและสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทดังกล่าว โดยจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจจำกัด (มหาชน) เมื่อโจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) จึงได้ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้สินทั้งหมด จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไม่เคยค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองและฟ้องแย้งว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ใช้วิธีฉ้อฉลนำหุ้นของจำเลยประมาณ 3,000,000 หุ้นมูลค่ากว่า 100,000,000 บาท ซึ่งจำนำเป็นประกันหนี้ไปขายโดยวิธีการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ 60,000,000 บาทแต่จำเลยขอเรียกค่าเสียหายเพียง 2,000,000 บาท จึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้ไถ่ถอนที่ดินจำนองคืนจำเลยด้วยเห็นว่า ฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจจำกัด (มหาชน) ฉ้อฉลขายหุ้นจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดต่อจำเลยซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินแม้โจทก์จะรับโอนสิทธิและหน้าที่มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด(มหาชน) ตามที่จำเลยอ้างแต่ฟ้องแย้งของจำเลยก็ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย อวยชัย วรทวีธำรง
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3677/2545
#99451
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าของบริษัท ง. ได้ทำสัญญาวงเงินสินเชื่อและสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทดังกล่าวโดยจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่บริษัท ง. เมื่อโจทก์รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินมาจากบริษัท ง. จึงฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ทั้งหมด จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้อง โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนอง และฟ้องแย้งว่า บริษัท ง. ใช้วิธีฉ้อฉลนำหุ้นของจำเลยประมาณ 3,000,000 หุ้น มูลค่ากว่า 100,000,000 บาท ซึ่งจำเลยจำนำไว้เป็นประกันหนี้ไปขายโดยวิธีการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ 60,000,000 บาท ดังนี้ ฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าบริษัท ง. ฉ้อฉลขายหุ้นจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดต่อจำเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิและหน้าที่มาจากบริษัท ง. แต่ฟ้องแย้งของจำเลยก็ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและจำนองซึ่งจำเลยทำไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน ๑๐๓,๘๑๔,๑๖๑.๐๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์รับโอนหนี้สินและสินทรัพย์จากบริษัทดังกล่าวและให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนอง ซึ่งโจทก์ชำระแทนไป ๑๒,๕๐๒.๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระ ขอให้บังคับจำนอง

จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย จำเลยไม่เคยตกลงให้เอาประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนอง โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยจำนำหุ้นมูลค่ากว่า ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นประกันหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) บริษัทดังกล่าวใช้วิธีฉ้อฉลขายหุ้นที่จำนำไว้ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยขอเรียกในคดีนี้เพียง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินที่จำนองแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้ง เพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและจำนอง โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นลูกค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) จำเลยได้ทำสัญญาวงเงินสินเชื่อและสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทดังกล่าว โดยจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อโจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) จึงได้ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้สินทั้งหมด จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไม่เคยค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองและฟ้องแย้งว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ใช้วิธีฉ้อฉลนำหุ้นของจำเลยประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น มูลค่ากว่า ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำนำเป็นประกันหนี้ไปขายโดยวิธีการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยขอเรียกค่าเสียหายเพียง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้ไถ่ถอนที่ดินจำนองคืนจำเลยด้วย ฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ฉ้อฉลขายหุ้นจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อจำเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิและหน้าที่มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ตามที่จำเลยอ้าง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอวยชัย วรทวีธำรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางวัชรี พูลเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2545
#44793
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับแขนผู้เสียหายที่ 2ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเรายังบ้านที่เกิดเหตุ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอนโดยมีพวกของจำเลยอยู่ข้างล่างทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อาจหลบหนีไปได้ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 อีกกรรมหนึ่ง

จำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านเพื่อพาไปข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อพาเอาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปให้ได้เท่านั้นมิใช่มีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278ประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง,195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกคือจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1818/2543 ของศาลชั้นต้น กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนางจันทร์ รุญโธสง ผู้เสียหายที่ 1 และนางออมสิน สุนทะวงศ์ผู้เสียหายที่ 2 และบริวาร โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข จากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ฉุดคร่า กระทำอนาจารร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 23 ปี โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และระหว่างวันที่ 14พฤษภาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายและมีอาวุธปืน และโดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276 วรรคสอง,278, 284, 310, 362, 364, 365 และคืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันบุกรุก ร่วมกันกระทำอนาจาร ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยมีอาวุธปืน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278,284, 310, 362, 364, 365(2)(3) ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 276 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก1 ปี ฐานร่วมกันบุกรุก จำคุก 2 ปี และฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก,365(2)(3) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย ความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร ความผิดฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1ทำทีขอน้ำดื่มแล้วร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นไปบนบ้านดังกล่าว แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอน จนกระทั่งรุ่งเช้ามีคนมาเรียกให้จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ลงจากบ้านแล้วพากันไปพบเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรออยู่ที่บ้านพวกของจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเรายังบ้านที่เกิดเหตุนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และตามพฤติการณ์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญการกระทำของจำเลยในส่วนนี้ซึ่งเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา จึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันแต่หลังจากที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยกับพวกใส่กลอนขังผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องนอนโดยมีพวกของจำเลยอยู่ข้างล่างทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อาจหลบหนีไปได้ การกระทำของจำเลยในส่วนหลังนี้จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 อีกกรรมหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารด้วยนั้นข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านเพื่อพาไปข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งการจับแขนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อพาเอาตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปให้ได้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ไม่ และในระหว่างที่พาผู้เสียหายที่ 2 ไปนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กระทำการอย่างไรบ้างอันมีลักษณะเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 83 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 278
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย สวัสดิ์ กองผ้าขาว
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา