คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 3318/2545
#46113
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ ใช้อำนาจทางตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการใช้ดุลพินิจดังกล่าวศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบในเนื้อหาของแผนฟื้นฟูกิจการแล้วนำมาพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่

การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ตรี โดยพิจารณาเฉพาะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น แม้ในแผนฟื้นฟูกิจการจะเสนอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ก็เป็นกรณีที่ผู้ทำแผนสามารถกำหนดได้เพราะเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มกัน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันแล้ว ต้องถือว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้เป็นไปตามมาตรา 90/58(2) ประกอบมาตรา 90/42 ตรีแล้ว

เกี่ยวกับการแปลงหนี้เป็นทุนตาม พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42วรรคท้าย บัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119วรรคสอง ดังนั้น ผู้ทำแผนจึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุนได้ทำให้ทุนจดทะเบียนของลูกหนี้เพิ่มขึ้นโดยเจ้าหนี้จะเป็นผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ของตน สถานะของเจ้าหนี้ย่อมเปลี่ยนมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยในส่วนผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนหุ้นเพื่อชำระหนี้มาจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อตีราคาตลาดที่แท้จริงแล้วชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ได้เพียงบางส่วน หนี้ส่วนของผู้ค้ำประกันก็ย่อมระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว ย่อมขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่เมื่อรายการดังกล่าวมิใช่รายการสำคัญและพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในมาตราดังกล่าวแล้วการที่ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผน ถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ประกอบ 90/58 วรรคสอง แล้ว

ปัญหาที่ว่า มีเหตุผลอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่เป็นปัญหาในชั้นพิจารณาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/10 อันเป็นกระบวนพิจารณาก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นคัดค้านแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งให้บริษัท พี. แคปปิตอล แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า การโอนหุ้นหลักประกันชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ และชำระเงินสดเพิ่มอีกจำนวน 2,179,510.55บาท ตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่น เนื่องจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทสินบัวหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหุ้นหลักประกัน จึงไม่ทำให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เสียหายหรือมีส่วนต้องสูญเสียแต่อย่างใด ไม่มีความจำเป็นที่ลูกหนี้จะต้องเสนอชำระเงินสดเพิ่มเติมให้แก่เจ้าหนี้รายนี้อีกทั้งเงินสดจำนวนดังกล่าวจะนำมาจากไหนอย่างไรไม่ปรากฏ ตามงบดุลของลูกหนี้ ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2543 ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้มีเงินสดจำนวนดังกล่าว หากลูกหนี้มีความสามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้ ก็น่าจะนำเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันมากกว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับชำระหนี้จากหลักประกันไปแล้ว ในขณะที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่ได้รับชำระหนี้ใด ๆ เลย ในส่วนเจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการเสนอให้แปลงหนี้เป็นทุนนั้น ลูกหนี้มีหนี้สินเป็นจำนวนมากตามงบดุลของลูกหนี้มีทุนจดทะเบียน 50,000,000 บาท แต่มีการขาดทุนสะสมถึง177,133,959.62 บาท หุ้นของลูกหนี้จึงไม่มีมูลค่า ฉะนั้น การให้แปลงหนี้เป็นทุนโดยตีราคาหุ้นสามัญตามที่จดทะเบียนไว้ในราคามูลค่าหุ้นละ 10 บาท มาตีราคาชำระหนี้ในราคาหุ้นละ 40 บาท จึงเสมือนหนึ่งว่าลูกหนี้ยกบริษัทที่ขาดทุนอย่างมหาศาลให้เจ้าหนี้การใช้สิทธิของลูกหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนซึ่งมีแต่ขาดทุนสะสมนั้นจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ธุรกิจของลูกหนี้เป็นธุรกิจการให้คำปรึกษา หากธุรกิจของลูกหนี้เองยังประสบภาวะขาดทุนจนเกินทุนจดทะเบียนแล้ว กิจการของลูกหนี้ทั่วไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีทางจะกลับฟื้นตัวได้ จึงไม่มีเหตุผลอันควรและไม่มีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ ฉะนั้น หากมีการยอมรับแผนดังกล่าวเจ้าหนี้ไม่มีประกันก็จะไม่ได้รับชำระหนี้แต่อย่างใดไม่ว่าปัจจุบันหรือในอนาคต นอกจากนี้แผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวยังทำให้เจ้าหนี้เสียสิทธิที่ควรจะได้รับจากหลักประกันที่มีอยู่ในปัจจุบันไปด้วย ซึ่งไม่เป็นการยุติธรรมอย่างยิ่ง แผนของลูกหนี้ตามที่เสนอมานั้นไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายแต่อย่างใดและเป็นประโยชน์เฉพาะแก่เจ้าหนี้มีประกันเท่านั้น หากศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายกลับจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่มากกว่าเนื่องจากเมื่อมีการรวบรวมสินทรัพย์ตามความเป็นจริงออกขายทอดตลาดแล้วจะมีมูลค่ามากกว่าที่ลูกหนี้ได้แสดงไว้ในงบดุล และสามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ในจำนวนที่มากกว่าและในระยะเวลารวดเร็วกว่าที่ปรากฏในแผนดังที่ได้ประมาณการไว้ หากได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ครบถ้วน เจ้าหนี้ยังสามารถไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกันได้อีกด้วย ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ผู้ทำแผนได้ดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามบทบัญญัติและหลักการของกฎหมาย โดยนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างสูงสุด ซึ่งหากมีการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในส่วนของเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ผู้ทำแผนได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงินกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มิใช่สถาบันการเงิน ได้มีการหารือกับเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีการแปลงหนี้เป็นทุนเนื่องจากทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย การที่ลูกหนี้เสนอชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันโดยการแปลงหนี้ทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญของลูกหนี้ ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 50,000,000 บาท โดยเป็นหุ้นสามัญ 5,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาทนั้น ผู้ทำแผนมีหลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนและมูลค่าหุ้น คือ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ตกลงที่จะให้ผู้ถือหุ้นเดิมในบริษัทลูกหนี้คงสัดส่วน การเป็นผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 75จำนวนหุ้นทั้งหมดที่จะมีหลังการแปลงหนี้เป็นทุนไม่เกิน 6,666,666 หุ้น จำนวนหุ้นที่จะทำการเพิ่มทุนไม่เกิน 1,666,666 หุ้น ฉะนั้น จากภาระหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ไม่มีประกัน(ทั้งกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3) ซึ่งมีภาระหนี้รวม 57,816,317.63 บาท จะแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ในราคาประมาณหุ้นละ 35-40 บาท การลงมติยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 หากคิดเฉพาะกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกัน(กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3) มีจำนวนทั้งสิ้น 41,456,209.61 บาท คิดเป็นร้อยละ 71.70จึงมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 แห่งจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ ซึ่งได้เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนน จึงเป็นกรณีที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้วตามกฎหมาย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้แบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกันซึ่งจะได้รับชำระหนี้คืนร้อยละ 75.20 ของหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยแบ่งชำระหนี้เป็นสองส่วนคือ โอนหุ้นของบริษัทสินบัวหลวงจำกัด (มหาชน) ทรัพย์จำนำชำระหนี้และชำระเป็นเงินสดอีกส่วนหนึ่ง กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงิน และกลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่ไม่ใช่สถาบันการเงินได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน โดยได้รับชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้ทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญของลูกหนี้ การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมและเท่าเทียมกันระหว่างเจ้าหนี้หรือไม่ ตามมาตรา 90/42 ตรี จะต้องพิจารณาในระหว่างกลุ่มเดียวกันเท่านั้นซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเสนอในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผู้คัดค้านแล้ว เห็นว่า การชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายนี้มีความเท่าเทียมกับการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวได้แสดงข้อมูลว่าหากลูกหนี้ล้มละลายแล้วไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกัน นอกจากนี้การที่ในแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกันเท่าใดนั้น เป็นกรณีที่อาจจะกำหนดไว้ในแผนสำหรับที่จะปฏิบัติต่อเจ้าหนี้มีประกันซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มได้ตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่เจ้าหนี้ผู้คัดค้านอ้างว่าแผนดำเนินธุรกิจของลูกหนี้มีที่มาของรายได้ค่อนข้างเลื่อนลอย ทำให้เจ้าหนี้ผู้คัดค้านไม่แน่ใจว่าหากมีการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับผลประโยชน์จากการประกอบการของลูกหนี้หรือไม่นั้นกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องในอนาคตที่ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปในทางใดได้แน่นอนขึ้นอยู่กับความสามารถของลูกหนี้และปัจจัยภายนอกด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้จะต้องพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผน มีเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนรวม 8 ราย เป็นจำนวนหนี้ทั้งสิ้น 129,779,200.05 บาท ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด เจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการจำนวน 7 ราย เป็นจำนวนหนี้113,419,092.03 บาท คิดเป็นร้อยละ 87.39 ของจำนวนหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนจึงเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ที่เจ้าหนี้ผู้คัดค้านอ้างว่าลูกหนี้ประกอบธุรกิจการให้คำปรึกษาหากธุรกิจของลูกหนี้ประสบภาวะขาดทุนจนเกินทุนจดทะเบียนแล้ว กิจการของลูกหนี้ทั่วไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีทางจะกลับฟื้นตัวได้จึงไม่มีเหตุผลอันควรให้ฟื้นฟูกิจการ และไม่มีช่องทางฟื้นฟูกิจการ ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการคัดค้านการขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าในการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของศาลนั้น ศาลมีอำนาจพิจารณาถึงเนื้อหาของแผนหรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับมาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ โดยในมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46(2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ ใช้อำนาจทางตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการที่จะใช้ดุลพินิจดังกล่าวศาลจึงมีอำนาจที่จะตรวจสอบในเนื้อหาของแผนฟื้นฟูกิจการแล้วนำมาพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่

ประการที่สอง ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า แผนฟื้นฟูกิจการไม่มีความเป็นธรรมในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้โดยมีการโอนหุ้นที่เป็นหลักประกันชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันและชำระหนี้เป็นเงินสดเพิ่มอีกจำนวน 2,179,510.55 บาท ในขณะที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน เมื่อลูกหนี้มีผลขาดทุนสะสมเป็นจำนวนมาก การแปลงหนี้เป็นทุนดังกล่าวเท่ากับเป็นการนำผลการขาดทุนสะสมมาแปลงเป็นทุนนำมาชำระหนี้จึงไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ไม่มีประกัน เพราะจะไม่มีโอกาสได้รับชำระหนี้ดังกล่าวเลย เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ตรี บัญญัติว่า "สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน..." เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่า เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกันตามบทบัญญัติมาตรานี้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเฉพาะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มเดียวกันตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกัน กลุ่มที่ 2เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงินและกลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มิใช่สถาบันการเงิน เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มดังกล่าวแล้ว มิได้ร้องขอให้จัดกลุ่มเสียใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการจึงเป็นอันถึงที่สุดตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง การที่แผนฟื้นฟูกิจการระบุว่า ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และเป็นเจ้าหนี้มีประกันเพียงรายเดียวได้รับการเสนอชำระหนี้ด้วยการโอนหุ้นบริษัทสินบัวหลวง จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 หุ้นที่จำนำไว้เป็นหลักประกันในราคาหุ้นละ 5 บาท เพื่อชำระหนี้ กับได้รับชำระเป็นเงินสดอีกจำนวน 2,179,510.55 บาท ส่วนเจ้าหนี้ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงิน ซึ่งมีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วยได้รับการแปลงหนี้เป็นทุน โดยการแปลงหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นหุ้นสามัญของลูกหนี้ในราคาหุ้นละ 40 บาท จะเห็นว่า แม้ในแผนฟื้นฟูกิจการจะเสนอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1ต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ก็เป็นกรณีที่ผู้ทำแผนสามารถกำหนดได้เพราะเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มกัน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันแล้ว จึงถือว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้เป็นไปตามมาตรา 90/58(2) ประกอบด้วยมาตรา 90/42 ตรีแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประการที่สาม การที่แผนฟื้นฟูกิจการเสนอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันโดยการแปลงหนี้เป็นทุน เป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ และการที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดว่าเมื่อเจ้าหนี้ไม่มีประกันได้รับชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนแล้วให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60วรรคสอง หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า การที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นจำนวนมาก โดยลูกหนี้มีทุนจดทะเบียน 50,000,000 บาท แต่มีการขาดทุนสะสมถึง 177,133,959.62บาท การที่แผนกำหนดให้มีการแปลงหนี้โดยการนำหุ้นสามัญตามที่จดทะเบียนไว้ในราคาหุ้นละ 10 บาท มาตีใช้หนี้ในราคาหุ้นละ 40 บาท หุ้นของลูกหนี้ไม่มีมูลค่าถึงราคาที่กำหนดไว้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดว่าเมื่อแปลงหนี้เป็นทุนแล้ว ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งปวง จึงทำให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันทั้งหลายเสียสิทธิในการที่จะบังคับเอาแก่ผู้ค้ำประกัน แผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวอาศัยช่องว่างของกฎหมายฟื้นฟูกิจการในการที่จะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความผิดไป ทำให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันนอกจากไม่ได้รับชำระหนี้แล้ว ยังต้องสูญเสียหลักประกันที่ควรจะได้รับจากผู้ค้ำประกันอีกด้วย เห็นว่า เกี่ยวกับการแปลงหนี้เป็นทุนนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 วรรคท้าย บัญญัติว่า "มิให้นำ...มาตรา 1119... แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... มาใช้บังคับแก่แผนตามมาตรานี้" โดยมาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้นผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวห้ามหักหนี้กับค่าหุ้นของบริษัทจึงไม่สามารถแปลงหนี้เป็นทุนได้ ดังนั้น เมื่อในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการมีบทบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนนี้ ผู้ทำแผนจึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุน ซึ่งทำให้ทุนจดทะเบียนของลูกหนี้เพิ่มมากขึ้นโดยเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนจะเป็นผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ของตน สถานะของเจ้าหนี้ย่อมเปลี่ยนจากเจ้าหนี้มาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิม การที่ผู้ทำแผนจัดทำแผนกำหนดวิธีการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน จึงเป็นวิธีการที่สามารถกระทำได้ และการกระทำดังกล่าวยังไม่ปรากฏพฤติการณ์เกี่ยวกับการชำระหนี้ที่ส่อว่าไม่สุจริตแต่อย่างใด

ส่วนที่แผนฟื้นฟูกิจการเรื่องความรับผิดของผู้ค้ำประกันกำหนดว่า เมื่อผู้บริหารแผนปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการฟื้นฟูกิจการครบถ้วน กล่าวคือ โอนหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกันชำระหนี้ให้เจ้าหนี้มีประกันภายใน 14 วัน นับจากวันที่แผนได้รับความเห็นชอบและทำการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทโดยการออกหุ้นสามัญ มีมูลค่าที่ตราไว้(Par Value) หุ้นละ 10 บาท เพื่อให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันแปลงหนี้ทั้งหมดเป็นทุนในราคาหุ้นละ 40 บาท ตามสัดส่วนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระของเจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ละรายภายใน 10 วัน นับแต่วันที่แผนได้รับความเห็นชอบให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดในหนี้ทั้งปวงนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน..."เช่นนี้ ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง คดีนี้ปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่า ตามงบดุล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2543 ลูกหนี้มีหนี้สิน129,550,571.44 บาท ขณะที่มีทรัพย์ 2,416,611.82 บาท ลูกหนี้จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว และปรากฏจากคำแถลงของผู้ทำแผนว่า ในการดำเนินการเพื่อแปลงหนี้เป็นทุนเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ตกลงให้ผู้ถือหุ้นเดิมในบริษัทลูกหนี้คงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 จำนวนหุ้นที่จะเพิ่มทุนไม่เกิน 1,666,666 หุ้น จากภาระหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ไม่มีประกันจำนวน 57,816,317.63 บาท จะแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ในราคาหุ้นละ 35-40บาท เช่นนี้กรณีเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า ราคาตลาดที่แท้จริงของหุ้นของลูกหนี้จากการเพิ่มทุน มีราคาน้อยกว่าราคาที่ตีไว้เพื่อการแปลงหนี้เป็นทุนตามอัตราส่วนหนี้ของเจ้าหนี้ที่ค้าง จำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อันจะมีผลให้หนี้ระงับย่อมมีจำนวนเท่ากับราคาตลาดที่แท้จริงของหุ้นอันเจ้าหนี้ได้รับโอนไว้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ จากเหตุดังกล่าวย่อมมีผลเท่ากับมีการชำระหนี้บางส่วนด้วยหุ้นแล้วให้เจ้าหนี้ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากลูกหนี้อีกเช่นนี้ ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนหุ้นเพื่อชำระหนี้มาจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อตีราคาตลาดที่แท้จริงแล้วชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ได้เพียงบางส่วน หนี้ส่วนของผู้ค้ำประกันก็ย่อมระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสองอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่อย่างไรก็ตามแม้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลบังคับ แต่เมื่อรายการดังกล่าวมิใช่รายการสำคัญและพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง การที่ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผน กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง

ประการที่สี่ เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า กรณีนี้หากมีการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วก็เพียงแต่ให้เจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้เท่านั้นซึ่งลูกหนี้มีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยไม่ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ทั้งต้องเสียสิทธิในการบังคับแก่ผู้ค้ำประกันอีกด้วยแต่หากศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้วหากมีการรวบรวมทรัพย์สินตามความเป็นจริงออกขายทอดตลาดจะมีมูลค่ามากกว่าที่ลูกหนี้แสดงไว้ในงบดุล และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ครบถ้วน เจ้าหนี้ยังสามารถไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกันได้จนครบถ้วน เห็นว่า ในรายงานสรุปและวิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระบุว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้เลยในขณะที่ในการฟื้นฟูกิจการนั้น เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนทำให้เจ้าหนี้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้ ถือว่าเจ้าหนี้ได้รับหุ้นอันเป็นสังหาริมทรัพย์อันสามารถหาราคาที่แท้จริงได้ และเมื่อมีการฟื้นฟูกิจการทำให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินการต่อไป เจ้าหนี้จึงน่าจะมีโอกาสให้รับเงินปันผลจากการเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าวด้วย ส่วนหนี้ในส่วนที่ขาดภายหลังจากการหักด้วยราคาหุ้นที่แท้จริงแล้ว เจ้าหนี้ก็ย่อมมีสิทธิเรียกจากผู้ค้ำประกันได้ตามสิทธิที่มีอยู่เช่นนี้ จึงเห็นได้ว่า เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/58(3) แล้ว

ประการสุดท้าย ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ธุรกิจของลูกหนี้เป็นธุรกิจด้านการให้คำปรึกษาหากธุรกิจของลูกหนี้เองยังประสบภาวะขาดทุนจนเกินทุนจดทะเบียนแล้ว กิจการของลูกหนี้โดยทั่วไปก็มีแต่การขาดทุนอย่างเดียว ไม่มีทางจะกลับฟื้นคืนตัวได้ จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่มีช่องทางให้ฟื้นฟูกิจการ เห็นว่า ในการขอฟื้นฟูกิจการนั้นกฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาในแต่ละช่วงไว้อย่างชัดเจน ปัญหาตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้เป็นปัญหาในชั้นพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/10 อันเป็นกระบวนพิจารณาก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่เมื่อคดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จนกระทั่งมีการทำแผนและแผนนั้นได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้ถึงชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของศาล กรณีจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นคัดค้านแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

เมื่อปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ และแผนมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด กับมีการแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีเป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 698 ม. 1119
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/10 ม. 90/42 ม. 90/42 ตรี ม. 90/58 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท พี.แคปปิตอล
เจ้าหนี้ — ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2545
#99733
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของศาลนั้น มาตรา 90/58 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย เป็นบทกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบด้วยแผน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการใช้ดุลพินิจดังกล่าว ศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบในเนื้อหาของแผนฟื้นฟูกิจการแล้วนำมาพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่

การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผน เจ้าหนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันตามมาตรา 90/42 ตรี หรือไม่ ต้องพิจารณาเฉพาะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันแล้ว จึงถือว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้เป็นไปตามมาตรา 90/58 (2) ประกอบส่วนมาตรา 90/42 ตรี แล้ว

การแปลงหนี้เป็นทุนนั้น พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา 90/42 วรรคท้าย บัญญัติว่า "มิให้นำ... มาตรา 1119 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... มาใช้บังคับแก่แผนตามมาตรานี้" ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 1119 ห้ามหักหนี้กับค่าหุ้นของบริษัท จึงไม่สามารถแปลงหนี้เป็นทุนได้ ดังนั้น เมื่อในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการมีบทบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนนี้ ผู้ทำแผนจึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุนได้

ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนี้ ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไปเสียทีเดียว ย่อมเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

แม้ว่าข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการที่ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไม่มีผลบังคับ แต่เมื่อรายการ ดังกล่าวมิใช่รายการสำคัญและ พ.ร.บ. ล้มละลายก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แล้ว ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง การที่ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผน กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าแผนมีรายการสมบูรณ์ครบถ้วนตามมาตรา 90/42

ในการขอฟื้นฟูกิจการนั้นกฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาในแต่ละช่วงไว้ อย่างชัดเจน ปัญหาตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ที่ว่า กิจการของลูกหนี้โดยทั่วไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว ไม่มีทางกลับฟื้นคืนตัวได้ จึงไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่มีช่องทางให้ฟื้นฟูกิจการนั้น เป็นปัญหาในขั้นพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/10 อันเป็นกระบวนพิจารณาก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่เมื่อคดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จนกระทั่งมีการทำแผนและแผนนั้นได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้ถึงชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของศาล กรณีจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะยกเหตุ ดังกล่าวขึ้นคัดค้านแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งให้บริษัทพี.แคปปิตอลแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า การโอนหุ้นหลักประกันชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ และชำระเงินสดเพิ่มอีกจำนวน 2,179,510.55 บาท ตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่น กิจการลูกหนี้ทั่วไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีทางจะกลับฟื้นตัวได้ จึงไม่มีเหตุผลอันควรและไม่มีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ แผนของลูกหนี้ตามที่เสนอมานั้นไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายแต่อย่างใด และเป็นประโยชน์เฉพาะแก่เจ้าหนี้มีประกันเท่านั้น หากศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายกลับจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่มากกว่า ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ผู้ทำแผนได้ดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามบทบัญญัติและหลักการของกฎหมาย ซึ่งหากมีการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ในส่วนของเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ผู้ทำแผนได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงิน กับเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มิใช่สถาบันการเงิน ได้มีการหารือกับเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีการแปลงหนี้เป็นทุนเนื่องจากทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย การลงมติยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้วตามกฎหมาย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้แบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกันซึ่งจะได้รับชำระหนี้คืนร้อยละ 75.20 ของหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยแบ่งชำระหนี้เป็นสองส่วนคือ โอนหุ้นของบริษัทสินบัวหลวง จำกัด (มหาชน) ทรัพย์จำนำชำระหนี้และชำระเป็นเงินสดอีกส่วนหนึ่ง กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงิน และกลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่ไม่ใช่สถาบันการเงินได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน โดยได้รับชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้ทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญของลูกหนี้ การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมและเท่าเทียมกันระหว่างเจ้าหนี้หรือไม่ ตามมาตรา 90/42 ตรี จะต้องพิจารณาในระหว่างกลุ่มเดียวกันเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเสนอในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผู้คัดค้านแล้วเห็นว่า การชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายนี้มีความเท่าเทียมกับการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวได้แสดงข้อมูลว่า หากลูกหนี้ล้มละลายแล้วไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกัน นอกจากนี้การที่ใน แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกันเท่าใดนั้น เป็นกรณีที่อาจจะกำหนดไว้ในแผนสำหรับที่จะปฏิบัติต่อเจ้าหนี้มีประกันซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มได้ตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผน มีเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนรวม 8 ราย เป็นจำนวนหนี้ทั้งสิ้น 129,779.200.05 บาท ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด เจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการจำนวน 7 ราย เป็นจำนวนหนี้ 113,419,092.03 บาท คิดเป็นร้อยละ 87.39 ของจำนวนหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงคะแนน จึงเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ที่เจ้าหนี้ผู้คัดค้านอ้างว่าลูกหนี้ประกอบธุรกิจการให้ คำปรึกษาหากธุรกิจของลูกหนี้ประสบภาวะขาดทุนจนเกินทุนจดทะเบียนแล้ว กิจการของลูกหนี้ทั่วไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีทางจะกลับฟื้นตัวได้จึงไม่มีเหตุผลอันควรให้ฟื้นฟูกิจการ และไม่มีช่องทางฟื้นฟูกิจการ ข้ออ้าง ดังกล่าวเป็นการคัดค้านขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของศาลนั้น ศาลมีอำนาจพิจารณาถึงเนื้อหาของแผนหรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับมาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/46 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ส่วนที่ 8 ว่าด้วย การพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ โดยในมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่ เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ ใช้อำนาจทางตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการที่จะใช้ดุลพินิจดังกล่าว ศาลจึงมีอำนาจที่จะตรวจสอบในเนื้อหาของแผนฟื้นฟูกิจการแล้วนำมาพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่

ประการที่สอง ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า แผนฟื้นฟูกิจการไม่มีความเป็นธรรมในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ โดยมีการโอนหุ้นที่เป็นหลักประกันชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันจะได้รับการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน เมื่อลูกหนี้มีผลขาดทุนสะสมเป็นจำนวนมา การแปลงหนี้เป็นทุนดังกล่าวเท่ากับเป็นการนำผลการขาดทุนสะสมมาแปลงเป็นทุนนำมาชำระหนี้จึงไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ไม่มีประกัน เพราะจะไม่มีโอกาสได้รับชำระหนี้ดังกล่าวเลย เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่ พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ตรี บัญญัติว่า "สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน..." เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่า เจ้าหนี้ได้รับ ชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกันตามบทบัญญัติมาตรานี้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาเฉพาะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้ประกัน กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงิน และกลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มิใช่สถาบันการเงิน เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มดังกล่าวแล้ว มิได้ร้องขอให้จัดกลุ่มเสียใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม การจัดกลุ่มเจ้าหนี้แผนฟื้นฟูกิจการจึงเป็นอันถึงที่สุดตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง การที่แผนฟื้นฟูกิจการระบุว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และเป็นเจ้าหนี้มีประกันเพียงรายเดียวได้รับการเสนอชำระหนี้ด้วยการโอนหุ้นบริษัทสินบัวหลวง จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 หุ้นที่จำนำไว้เป็นหลักประกันในราคาหุ้นละ 5 บาท เพื่อชำระหนี้ กับได้รับชำระเป็นเงินสดอีกจำนวน 2,179,510.55 บาท ส่วนเจ้าหนี้ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงิน ซึ่งมีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วยได้รับการแปลงหนี้เป็นทุน โดยการแปลงหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นหุ้นสามัญของลูกหนี้ในราคาหุ้นละ 40 บาท จะเห็นว่า แม้ใน แผนฟื้นฟูกิจการจะเสนอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ก็เป็นกรณีที่ผู้ทำแผนสามารถกำหนดได้เพราะเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มกัน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันแล้ว จึงถือว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้เป็นไปตามมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 90/42 ตรี แล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประการที่สาม การที่แผนฟื้นฟูกิจการเสนอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันโดยการแปลงหนี้เป็นทุน เป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ และการที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดว่าเมื่อเจ้าหนี้ไม่มีประกันได้รับชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนแล้วให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสองหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า การที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นจำนวนมาก โดยลูกหนี้มีทุนจดทะเบียน 50,000,000 บาท แต่มีการขาดทุนสะสมถึง 177,133,959.62 บาท การที่แผนกำหนดให้มีการแปลงหนี้โดยการนำหุ้นสามัญตามที่จดทะเบียนไว้ในราคาหุ้นละ 10 บาท มาตีใช้หนี้ในราคาหุ้นละ 40 บาท หุ้นของลูกหนี้ไม่มีมูลค่าถึงราคาที่กำหนดไว้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดว่าเมื่อแปลงหนี้เป็นทุนแล้ว ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งปวง จึงทำให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันทั้งหลายเสียสิทธิในการที่จะบังคับเอาแก่ผู้ค้ำประกันแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวอาศัยช่องว่างของกฎหมายฟื้นฟูกิจการในการที่จะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความผิดไป ทำให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันนอกจากไม่ได้รับชำระหนี้แล้ว ยังต้องสูญเสียหลักประกันที่ควรจะได้รับจากผู้ค้ำประกันอีกด้วย เห็นว่า เกี่ยวกับการแปลงหนี้เป็นทุนนั้น พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 วรรคท้าย บัญญัติว่า "มิให้นำ...มาตรา 1119... แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... มาใช้บังคับแก่แผนตามมาตรานี้" โดยมาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้นผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวห้ามหักหนี้กับค่าหุ้นของบริษัทจึงไม่สามารถแปลงหนี้เป็นทุนได้ ดังนั้น เมื่อในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการมีบทบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนนี้ ผู้ทำแผนจึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุน ซึ่งทำให้ทุนจดทะเบียนของลูกหนี้เพิ่มมากขึ้นโดยเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนจะเป็นผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ของตน สถานะของเจ้าหนี้ย่อมเปลี่ยนจากเจ้าหนี้มาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิม การที่ผู้ทำแผนจัดทำแผนกำหนดวิธีการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน จึงเป็นวิธีการที่สามารถกระทำได้ และการกระทำดังกล่าวยังไม่ปรากฏพฤติการณ์เกี่ยวกับการชำระหนี้ที่ส่อว่าไม่สุจริตแต่อย่างใด

ส่วนที่แผนฟื้นฟูกิจการ เรื่อง ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน กำหนดว่า เมื่อผู้บริหารแผนปฏิบัติตามขั้นตอน ต่าง ๆ ในการฟื้นฟูกิจการครบถ้วน ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดในหนี้ทั้งปวง นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน..." เช่นนี้ ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง คดีนี้ปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่า ตามงบดุล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2543 ลูกหนี้มีหนี้สิน 129,550,571.44 บาท ขณะที่มีสินทรัพย์ 2,416,611.82 บาท ลูกหนี้จึงมีหนี้สินล้มพ้นตัว และปรากฏจากคำแถลงของผู้ทำแผนว่า ในการดำเนินการเพื่อแปลงหนี้เป็นทุน เป็นที่ประจักษ์ว่า ราคาตลาดที่แท้จริงของหุ้นของลูกหนี้จากการเพิ่มทุน มีราคาน้อยกว่าราคาที่ตีไว้เพื่อแปลงหนี้เป็นทุนตามอัตราส่วนหนี้ของเจ้าหนี้ที่ค้าง จำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อันจะมีผลให้หนี้ระงับย่อมมีจำนวนเท่ากับ ราคาตลาดที่แท้จริงของหุ้นอันเจ้าหนี้ได้รับโอนไว้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ จากเหตุดังกล่าวย่อมมีผลเท่ากับมีการชำระหนี้บางส่วนด้วยหุ้นแล้วให้เจ้าหนี้ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากลูกหนี้อีกเช่นนี้ในส่วนตัวลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนหุ้นเพื่อชำระหนี้มาจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อตีราคาตลาดที่แท้จริงแล้วชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ได้เพียงบางส่วน หนี้ส่วนของผู้ค้ำประกันก็ย่อมระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่อย่างไรก็ตามแม้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลบังคับ แต่เมื่อรายการดังกล่าวมิใช่รายการสำคัญและพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง การที่ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผน กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง

ประการที่สี่ เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า กรณีนี้หากมีการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้ว ก็เพียงแต่ให้เจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้เท่านั้น ซึ่งลูกหนี้มีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยไม่ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ทั้งต้องเสียสิทธิในการบังคับแก่ผู้ค้ำประกันอีกด้วย แต่หากศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว หากมีการรวบรวมทรัพย์สินตามความเป็นจริงออกขายทอดตลาดจะมีมูลค่ามากกว่าที่ลูกหนี้แสดงไว้ในงบดุล และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ครบถ้วน เจ้าหนี้ยังสามารถไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกันได้จนครบถ้วน เห็นว่า ในรายงานสรุปและวิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระบุว่า ในกรณีที่ศาลมี คำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้เลย ในขณะที่ในการฟื้นฟูกิจการนั้นเจ้าหนี้จะได้ชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุน ทำให้เจ้าหนี้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้ ถือว่าเจ้าหนี้ได้รับหุ้นอันเป็นอสังหาริมทรัพย์อันสามารถหาราคาที่แท้จริงได้ และเมื่อมีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ดำเนินการต่อไป เจ้าหนี้จึงน่าจะมีโอกาสให้รับเงินปันผลจากการเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าวด้วย ส่วนหนี้ในส่วนที่ขาดภายหลังจากการหักด้วยราคาหุ้นที่แท้จริงแล้ว เจ้าหนี้ก็ย่อมมีสิทธิเรียกจากผู้ค้ำประกันได้ตามสิทธิที่มีอยู่เช่นนี้ จึงเห็นได้ว่า เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (3) แล้ว

ประการสุดท้าย ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ธุรกิจของลูกหนี้เป็นธุรกิจด้านการให้คำปรึกษา หากธุรกิจของลูกหนี้เองยังประสบภาวะขาดทุนจนเกินทุนจดทะเบียนแล้ว กิจการของลูกหนี้โดยทั่วไปก็มีแต่การขาดทุนอย่างเดียว ไม่มีทางจะกลับฟื้นคืนตัวได้ จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่มีช่องทางให้ฟื้นฟูกิจการ เห็นว่า ในการขอฟื้นฟูกิจการนั้นกฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาในแต่ละช่วงไว้อย่างชัดเจน ปัญหาตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ใน ข้อนี้เป็นปัญหาในชั้นพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/10 อันเป็นกระบวนพิจารณาก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่เมื่อคดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จนกระทั่งมีการทำแผนและแผนนั้นได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้ ถึงชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของศาล กรณีจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นคัดค้านแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

เมื่อปรากฏว่าประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ และแผนมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด กับมีการแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีเป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนในทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/10 ม. 90/42 ม. 90/42 ตรี ม. 90/58 ม. 90/60 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 689 ม. 1119
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทพี.แคปปิตอล จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2545
#44154
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจอาศัยบทเบาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ไม่ได้บัญญัติข้อบังคับดังกล่าวไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองคลองสาธารณะซึ่งเป็นคลองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นคลองของรัฐที่มีชื่อที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า คลองควาย มีความกว้างตลอดลำคลองประมาณ 5 ถึง 8 เมตรมีความยาวประมาณ1,200 เมตร อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 3 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองคลองควายกว้างประมาณ 5 ถึง 8เมตร ยาวตลอดลำคลองประมาณ 75.30 เมตร โดยใช้เสาคอนกรีตปักปิดขวางลำคลองควายจำนวน 3 ต้น และได้ปักเสาคอนกรีตปิดขวางลำคลองอีกจำนวน 3 ต้นห่างจากจุดแรกยาวมาตามลำคลองประมาณ 75.30 เมตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์สัญจรไปมาในคลองควายเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรี อันเป็นคลองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์นั้นได้อันเป็นการทำให้คลองควายสาธารณประโยชน์นั้นเสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ดังกล่าว โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ริบเสาคอนกรีตจำนวน 6 ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุและให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดครอบครองรวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเสาคอนกรีต 6 ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุและให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่เกิดเหตุ รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองคลองควายที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจอาศัยบทเบาตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ไม่ได้บัญญัติข้อบังคับดังกล่าวไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1),108 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือนและปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเสาคอนกรีต 6 ต้นที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.ที่ดิน ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาง บุญชรัสมิ์ นิรันต์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2545
#99314
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองคลองควายซึ่งเป็นคลองสาธารณะโดยใช้เสาคอนกรีตปักปิดขวางช่วงปากคลอง ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ประโยชน์สัญจรผ่านไปมาในคลองเพื่อออกสู่แม่น้ำได้นั้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตาม ป.อ. มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จึงไม่อาจอาศัยบทเบาตาม ป. ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ , ๑๐๘ , ๑๐๘ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ริบเสาคอนกรีตจำนวน ๖ ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุ และให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดครอบครอง รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ริบเสาคอนกรีต ๖ ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุ และให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่เกิดเหตุ รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยและนายบุญมี บุญชัยศรี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๖๓ เลขที่ดิน ๓๐ ตำบลลานตากฟ้า อำเภอเมืองนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หลักฐานตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล. ๑๓ ระบุว่าทิศเหนือจดลำกระโดงสาธารณประโยชน์ ทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกจดที่ดินเลขที่ ๒๘ ทิศตะวันตกจดแม่น้ำนครชัยศรี ระหว่างวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๓๘ เวลากลางวัน จำเลยได้ปักเสาคอนกรีตจำนวน ๖ ต้น ปิดขวางลำคลองควาย ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยกับนายบุญมีจุดแรก ๓ ต้น จุดที่สองห่างจากจุดแรกยาวตามลำคลองประมาณ ๗๕.๓๐ เมตร อีก ๓ ต้น ทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาในคลองควายเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรีได้ คดีมีปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่? พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ว่าคลองควายซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยมีสภาพเป็นคลองสาธารณะ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เมื่อจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครอง โดยใช้เสาคอนกรีตปักปิดขวางช่วงปากคลอง ๓ ต้น และถัดต่อจากปากคลองอีก ๓ ต้น ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ประโยชน์สัญจรผ่านไปมาในคลองเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรีได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองคลองควายที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจอาศัยบทเบาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ไม่ได้บัญญัติข้อบังคับดังกล่าวไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ริบเสาคอนกรีต ๖ ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 360
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางบุญชรัสมิ์ นิรันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2545
#46112
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จะฟ้องขับไล่เจ้าของรวมคนหนึ่งได้หรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง จึงเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ปัญหาข้อนี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น เจ้าของรวมคนอื่น ๆ ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่ นายนิกร คำมุง นายประเสริฐ คำมุง และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งได้มาโดยพินัยกรรมจากบิดา โดยมีบ้านเลขที่ 272 ของจำเลยที่ได้มาโดยพินัยกรรมฉบับเดียวกันปลูกอยู่บนที่ดิน จำเลยได้รื้อบ้านออกแล้วสร้างบ้านหลังใหม่แทนหลังเดิม ต่อมาจำเลยได้ต่อเติมชายคาบ้านออกไปด้านหลัง ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเลขที่ 272 พร้อมชายคาส่วนที่ต่อเติมออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 272 เฉพาะส่วนตามแนวเส้นสีส้มในแผนที่พิพาทออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินจำนวนสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าของรวมจะฟ้องขับไล่เจ้าของรวมได้หรือไม่ แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่าในศาลชั้นต้น แต่ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง จึงเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหานี้ในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งหากใช้สิทธิขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น เจ้าของรวมคนอื่น ๆ ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคแรก ดังนั้น การที่จำเลยก่อสร้างอาคารเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทเดือดร้อน ย่อมเป็นการขัดต่อการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กันต์ คำมุง กับพวก
จำเลย — นาย สุนันท์ คำมุง
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3293/2545
#45707
เปิดฉบับเต็ม

เงินฝากของลูกหนี้ที่ฝากไว้กับธนาคารผู้ร้องย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตั้งแต่ที่มีการฝากเงิน ลูกหนี้มีสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้ ผู้ร้องคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การส่งมอบสมุดเงินฝากจึงมิใช่เป็นการส่งมอบเงินฝากซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ สมุดเงินฝากเป็นเพียงหลักฐานการรับฝากและถอนเงินที่ผู้รับฝากออกให้แก่ผู้ฝากยึดถือไว้เพื่อสะดวกในการฝากและถอนเงินในบัญชีของผู้ฝาก สมุดเงินฝากจึงไม่อยู่ในลักษณะของสิทธิซึ่งมีตราสารข้อตกลงที่ลูกหนี้มอบสมุดเงินฝากให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ต่อผู้ร้องจึงไม่ใช่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 750 ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ร้องได้ยื่นคำขอชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านในมูลหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 20,019,686.29 บาท หนี้สัญญาค้ำประกันจำนวน5,099,625.90 บาท และหนี้ภาระค้ำประกันจำนวน 353,110,868.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 378,230,180.51 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยมีหลักทรัพย์ประกันคือ สิทธิการรับเงินฝากออมทรัพย์และสิทธิรับเงินฝากประจำ

ผู้คัดค้านพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 20,019,686.29 บาท หนี้สัญญาค้ำประกันจำนวน 5,000,000 บาท และหนี้ภาระค้ำประกันจำนวน 353,110,868.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 20,190,686.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขว่า ในมูลหนี้สัญญาค้ำประกันหากผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากบริษัทซิโน-ไทยคอนสตรัคชั่นเซอร์วิส จำกัด แล้วเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น ต้องไม่เกินวงเงินค้ำประกันจำนวน 5,000,000 บาท และในมูลหนี้ภาระค้ำประกันผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ต่อเมื่อนับแต่วันที่ผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้แล้วตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับเป็นต้นไป

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันกับมีคำสั่งเพิ่มเติมคำสั่งของผู้คัดค้านในส่วนของมูลหนี้สัญญาค้ำประกันและหนี้ภาระค้ำประกันว่า พร้อมทั้งหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ คือ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ต่อจากคำว่า "และในมูลหนี้สัญญาค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท" ในหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 3 และเพิ่มเติมคำว่า "พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ธนาคารเจ้าหนี้ประกาศกำหนด ภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้แล้วตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับเป็นต้นไปต่อจากคำว่า"ในมูลหนี้ภาระค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 353,110,868.32 บาท" ในหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 3 ของคำสั่งผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันและได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ภาระค้ำประกันจากลูกหนี้ต่อเมื่อนับแต่วันที่ผู้ร้องได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้แล้วตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับเป็นต้นไปนั้น ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดไม่เฉพาะแต่เพียงจำนวนเงินที่ค้ำประกันเท่านั้นยังต้องรับผิดในหนี้อุปกรณ์อย่างอื่นเช่น ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระรวมทั้งค่าเสียหายทั้งปวงที่ผู้ค้ำประกันต้องเสียไปในการเรียกร้องหรือฟ้องร้องลูกหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย ผู้คัดค้านจึงขอแก้ไขคำสั่งในส่วนนี้โดยให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้สัญญาค้ำประกันจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมถึงหนี้อุปกรณ์อย่างอื่นตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้คำสั่งของผู้คัดค้านเป็นว่าให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้สัญญาค้ำประกันในวงเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งหนี้อุปกรณ์อย่างอื่นตามสัญญาค้ำประกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ข้อตกลงที่ลูกหนี้มอบสมุดเงินฝากประเภทออมทรัพย์และสมุดเงินฝากประเภทประจำที่ฝากเงินกับผู้ร้องให้แก่ผู้ร้องเพื่อประกันหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีของลูกหนี้จำนวน20,019,686.29 บาท นั้น ข้อตกลงดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการจำนำซึ่งทำให้ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 6 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 บัญญัติว่า"อันว่าจำนำนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้จำนำ ส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้" และมาตรา 672บัญญัติว่า "ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝากแต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน อนึ่งผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น..." ดังนี้ เงินฝากของลูกหนี้ทั้งสองบัญชีที่ฝากไว้กับผู้ร้องย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตั้งแต่ที่มีการฝากเงินลูกหนี้มีสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้ ผู้ร้องคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้นการส่งมอบสมุดเงินฝากจึงมิใช่เป็นการส่งมอบเงินฝากซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ สมุดเงินฝากเป็นเพียงหลักฐานการรับฝากและถอนเงินที่ผู้รับฝากออกให้แก่ผู้ฝากยึดถือไว้เพื่อสะดวกในการฝากและถอนเงินในบัญชีของผู้ฝาก สมุดเงินฝากจึงไม่อยู่ในลักษณะของสิทธิซึ่งมีตราสารข้อตกลงที่ลูกหนี้มอบสมุดเงินฝากให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ต่อผู้ร้องจึงไม่ใช่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 750 ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672 ม. 747 ม. 750
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 88
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — ลูกหนี้
ผู้คัดค้าน — บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2545
#44783
เปิดฉบับเต็ม

เด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับจำเลย แม้มิได้จดทะเบียนสมรสกัน เด็กหญิง อ. ก็เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 แม้เด็กหญิง อ. จะอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของ น. กับ ป. ซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 หรือต่อมาหลังจากฟ้องคดีนี้แล้วน. กับ ป. จะไปจดทะเบียนรับเด็กหญิง อ. เป็นบุตรบุญธรรมก็ตามก็หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเด็กหญิง อ. โจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมในการนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนรับรองเด็กหญิง อ. เป็นบุตรตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ เพราะการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตามมาตรานี้ระบุให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทนผู้แทนโดยชอบธรรมจึงไม่อาจกระทำในนามส่วนตัวได้ แต่กระทำการในฐานะผู้ฟ้องแทนได้ ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยจัดพิธีมงคลสมรสตามประเพณีของคนเชื้อสายอินเดีย และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยแต่มิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กินด้วยกันมีบุตร 1 คน คือ เด็กหญิงอังคณา จาวลา เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม2535 ต่อมาเมื่อประมาณปี 2536 โจทก์ที่ 1 และจำเลยมีปากเสียงกันรุนแรงเนื่องจากจำเลยไม่พอใจที่โจทก์ที่ 1 คลอดบุตรคนโตเป็นหญิง ในที่สุดโจทก์ที่ 1 ต้องย้ายออกจากบ้านของจำเลยซึ่งเคยอาศัยอยู่ด้วยกันไปอาศัยอยู่ที่บ้านบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 ที่จังหวัดชลบุรีตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 1 พาเด็กหญิงอังคณาไปอยู่ด้วย จำเลยไม่เคยเหลียวแลหรือห่วงใยเด็กหญิงอังคณา และไม่เคยไปเยี่ยมเยียนทั้งที่รู้ว่าโจทก์ที่ 1 และเด็กหญิงอังคณาพักอยู่ที่ใด ทั้งไม่ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาแต่อย่างใดโจทก์ที่ 1 เคยติดต่อทวงถามให้จำเลยช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กหญิงอังคณา แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์ที่ 1 มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตร และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในอัตราเดือนละ 50,000 บาท จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเพิกเฉย ขอให้จำเลยจดทะเบียนรับรองเด็กหญิงอังคณา จาวลาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตร ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การว่า เด็กหญิงอังคณาไม่ใช่บุตรของจำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตร จำเลยไม่มีฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูใครได้ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท หากพอจ่ายได้ก็ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองและจำเลยยินยอมไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อทราบว่าโจทก์ที่ 1 และเด็กหญิงอังคณากับจำเลยมีความเกี่ยวพันทางสายโลหิตกันหรือไม่ผลการตรวจดีเอ็นเอ แพทย์ผู้ทำการตรวจให้ความเห็นว่า เด็กหญิงอังคณาน่าจะเป็นบุตรของจำเลย ตามรายงานการตรวจวัตถุพยานภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เอกสารหมาย จ.1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรของจำเลยกับให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าเด็กหญิงอังคณาจะบรรลุนิติภาวะ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณา จาวลา เดือนละ 5,000 บาท ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป และเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 5 ปีแรกเป็นต้นไปมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 5 ปีที่สอง จนกว่าเด็กหญิงอังคณาจะบรรลุนิติภาวะให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาทแก่เด็กหญิงอังคณา ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 แต่งงานอยู่กินกับจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน เด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับจำเลย เกิดเมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2535 ระหว่างพิจารณาคดี นายนารินเดอร์ซิงห์ มาลโฮตรากับนางปาวิตร์กอร์มาลโฮตรา บิดามารดาของโจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรบุญธรรมมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าขณะยื่นฟ้องคดีโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้เสมอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับจำเลย แม้มิได้มีการจดทะเบียนสมรสกันก็ต้องถือว่าเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 อย่างไรก็ตามแม้จะได้ความว่าเด็กหญิงอังคณาไปอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนายนารินเดอร์ซิงห์กับนางปาวิตร์กอร์ ก็ดี หรือต่อมาภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีแล้ว นายนารินเดอร์ซิงห์กับนางปาวิตร์กอร์ไปจดทะเบียนรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรบุญธรรมก็ดี ก็หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ที่ 2 ซึ่งนำคดีมาฟ้องตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1556 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ เพราะการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตามมาตรา 1556 นั้น บัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทน ดังนั้นผู้แทนโดยชอบธรรมจึงไม่อาจกระทำในนามส่วนตัวได้แต่กระทำการในฐานะผู้ฟ้องแทนได้โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยมีว่า สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงใดในข้อนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ปัจจุบันเด็กหญิงอังคณาเรียนอยู่โรงเรียน เอ็ม.ไอ.เอส.ที่ประเทศอินเดีย ค่าเล่าเรียนตกปีละ 150,000 บาท ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 5 จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 170,000 บาท ค่าเครื่องบินเดินทางไปกลับช่วงปิดเทอมปีละประมาณ 80,000 บาท ค่าเสื้อผ้าปีละประมาณ 30,000 บาท และค่าเบ็ดเตล็ดอื่นอีกปีละ 10,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยประกอบธุรกิจเปิดบริษัทใช้ชื่อว่า71 ไบรท์ เซ็นเตอร์ จำหน่ายรถจักรยานยนต์เปิดร้านขายผ้าที่ศูนย์การค้า เอ ที เอ็มและเปิดร้านตัดสูทที่เกาะสมุย เห็นว่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีโดยเฉพาะการส่งเด็กหญิงอังคณาไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศอินเดียนั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จะให้จำเลยรับผิดชอบทั้งหมดเพียงผู้เดียวคงเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นก็น้อยเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาเสียใหม่ให้เหมาะสมตามสถานภาพของทั้งสองฝ่ายและพฤติการณ์แห่งกรณี ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณา จาวลาเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าเด็กหญิงอังคณาจาวลา จะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1546 ม. 1556
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ซัตนาม มาลโฮตรา กับพวก
จำเลย — นาย อโศกหรือศุภดิตถ์ จาวลา
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2545
#44782
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 14 วรรคสอง และคำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องการยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานบุคคลต่อศาลพร้อมทั้งส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้จำเลยก่อนวันนัดพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน ย่อมทำให้โจทก์มิได้รับประโยชน์ในกระบวนพิจารณาส่วนนี้ตามที่โจทก์ร้องขอ โดยศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่ยอมรับบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแทนการซักถามพยานโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นยังจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันนัดพิจารณาตามที่นัดไว้ ซึ่งโจทก์ได้นำพยานบุคคลมาศาลด้วยแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ธ.18013/2542 ของศาลแพ่ง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้คิดถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 8,704,682.05 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ในวันนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้รับบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยานโจทก์ที่โจทก์ยื่นต่อศาลล่วงเลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดในวันนัดพร้อมไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2543 โดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดนัดนั่งพิจารณาใหม่ และดำเนินการต่อไปจนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้เสนอบันทึกถ้อยคำของพยานแทนการซักถามพยาน แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 14 วรรคสอง กล่าวคือ โจทก์มิได้ยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานต่อศาลและส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับบันทึกถ้อยคำนั้นเป็นพยานหลักฐาน จะต้องถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหรือไม่ คดีได้ความว่าศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 12 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 โจทก์ได้ขออนุญาตใช้บันทึกถ้อยคำแทนการสืบพยานบุคคลลำดับที่ 3 ถึงที่ 5 ตามบัญชีระบุพยานโจทก์ลงวันที่ 19 มิถุนายน2543 ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานต่อศาลพร้อมทั้งให้ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันนัดพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน และนัดสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 29 สิงหาคม 2543 เวลา 13.30นาฬิกา แต่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำของนายธีรรัช วิวัฒนวงศ์ และนายสมศักดิ์ทะวงษ์ ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2543 และไม่ปรากฏว่าโจทก์ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งศาล แต่ในวันนัดพิจารณาโจทก์มีพยานบุคคลมาศาลคือนายธีรรัชและนายสมศักดิ์ เห็นว่า การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 14 วรรคสอง และคำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องการยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานบุคคลต่อศาลพร้อมทั้งส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้จำเลยทั้งสองก่อนวันนัดพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน ย่อมทำให้โจทก์มิได้รับประโยชน์ในกระบวนพิจารณาส่วนนี้ โดยศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่ยอมรับบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแทนการซักถามพยานโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมีผลให้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยตามที่นัดไว้ ซึ่งโจทก์ได้นำพยานบุคคลคือ นายธีรรัชและนายสมศักดิ์มาศาลด้วยแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานมาศาล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไนท์สปอตโปรดั๊กชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2545
#112742
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำพยานให้จำเลยก่อนวันนัดพิจารณาคดีตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ถือว่ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย ข้อ 14 วรรคสอง ย่อมทำให้โจทก์มิได้รับประโยชน์ในกระบวนพิจารณาส่วนนี้ ศาลล้มละลายกลางชอบที่จะไม่ยอมรับบันทึกถ้อยคำพยานโจทก์นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแทนการซักถามพยานโจทก์ และต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยตามที่นัดไว้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ และจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา

ในวันนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และให้รับบันทึก ถ้อยคำแทนการซักถามพยานโจทก์ที่โจทก์ยื่นต่อศาลล่วงเลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้วันนัดพร้อมไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ โดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดนัดนั่งพิจารณาใหม่ และดำเนินการต่อไปจนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้เสนอบันทึกถ้อยคำของพยานแทนการซักถามพยาน แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑๔ วรรคสอง กล่าวคือ โจทก์มิได้ยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานต่อศาลและส่งสำเนาให้แก่ คู่ความอีกฝ่ายภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับบันทึกถ้อยคำนั้นเป็นพยานหลักฐาน จะต้องถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหรือไม่ คดีได้ความว่าศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินคดีตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑๒ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๓ โจทก์ได้ขออนุญาตใช้บันทึกถ้อยคำแทนการสืบพยานบุคคลลำดับที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามบัญชีระบุพยานโจทก์ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานต่อศาลพร้อมทั้งให้ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันนัดพิจารณาไม่น้อยกว่า ๗ วัน และนัดสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา แต่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำของนายธีรรัช วิวัฒนวงศ์ และนายสมศักดิ์ ทะวงษ์ ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ และ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งศาล แต่ในวันนัดพิจารณาโจทก์มีพยานบุคคลมาศาลคือนายธีรรัชและนายสมศักดิ์ เห็นว่า การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๑๔ วรรคสอง และคำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องการยื่นบันทึกถ้อยคำของพยานบุคคลต่อศาลพร้อมทั้งส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้จำเลยทั้งสองก่อนวันนัดพิจารณาไม่น้อยกว่า ๗ วัน ย่อมทำให้โจทก์มิได้รับประโยชน์ในกระบวนพิจารณา ส่วนนี้ โดยศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่ยอมรับบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแทนการซักถามพยานโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมีผลให้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยต้องสืบพยานโจทก์และ จำเลยทั้งสองในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยตามที่นัดไว้ซึ่งโจทก์ได้นำพยานบุคคล คือ นายธีรรัชและ นายสมศักดิ์มาศาลด้วยแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานมาศาล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไนท์สปอตโปรดั๊กชั่นส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสิงหะ สัตยธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2545
#44781
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11(พ.ศ. 2522) ข้อ 3 เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11(พ.ศ. 2522) ข้อ 2 แต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้ว ก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้

เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ จึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกันเว้นแต่จะเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงจึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11(พ.ศ. 2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ดังนั้น แม้เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ผลิตขึ้นมาใช้กับอาวุธปืนสงครามของทหารกองทัพนาโต้เป็นการเฉพาะ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 100 เม็ด น้ำหนัก 8.940 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นออโตเมติกขนาด .45 ชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 8 มม. ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .22 มม. ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอกลำกล้องปืนของปืนลูกซองยาวเดี่ยว ขนาด 12 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธปืนและถือเป็นอาวุธปืนตามกฎหมาย จำนวน 1 อัน กระสุนปืนขนาด 9 มม.ลูเกอร์จำนวน 8 นัด กระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 แม็กนั่ม จำนวน 3 นัด กระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 ลองไรเฟิล จำนวน 2 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายไว้ในครอบครอง และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. นาโต้ จำนวน 7 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง โดยมิได้รับใบอนุญาตและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5649/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 78 (ที่ถูกมาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกคนละ 6 ปีฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปีฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5649/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (ที่ถูกฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย) จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ8 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. NATO (BLANK) จำนวน 7 นัด ของกลาง ผู้เชี่ยวชาญงาน 2 กองกำกับการวิทยาเขต 2 ตรวจพิสูจน์แล้วรายงานว่าเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10อันแสดงว่าเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวจะต้องใช้กับอาวุธปืนที่ทหารของกองทัพนาโต้ใช้ประจำกาย จึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ได้เฉพาะทหารในการสงคราม ประชาชนโดยทั่วไปจะมีใช้ไม่ได้ ถึงแม้เครื่องกระสุนปืนนั้น ๆ จะมีขนาดไม่เกิน 11.44 มม. ก็ตามเมื่อเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับอาวุธปืนสงครามของกองทัพนาโต้เป็นการเฉพาะแล้วก็ย่อมจะต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เป็นข้อยกเว้นจากอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยทั่ว ๆ ไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 7 นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ ไม่เป็นความผิดตามฟ้องเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เครื่องกระสุนปืน ขนาด 7.62มม. NATO (BLANK) ของกลางเอกสารหมาย จ.10 มีความเห็นของผู้ชำนาญที่ตรวจพิสูจน์ว่า กระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ดังกล่าว ข้อ 3 กำหนดว่า "เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 24 ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ 2 ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" อันหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้นต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 2 เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้ว ก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ซึ่งเมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาดเพียง 7.62 มม. ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 2(1) ที่กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องมีเกลียวที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 11.44 มม." และข้อ 2(2) กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว ดังต่อไปนี้ (ก) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่ถึง 20 มม. (ข) ปืนบรรจุปาก ปืนลูกซอง และปืนพลุสัญญาณ"แล้ว จึงเห็นได้ในเบื้องต้นว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 7 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. ดังกล่าว จึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกัน เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. นี้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ดังนั้น ถึงหากจะให้รับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 7 นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ผลิตขึ้นมาใช้กับอาวุธปืนสงครามของทหารกองทัพนาโต้เป็นการเฉพาะดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 7 นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้แล้ว ก็ไม่อาจรับฟังเช่นโจทก์ฎีกาได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 จึงชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองในคดีนี้ มีทั้งลำกล้องปืน และกระสุนปืนซึ่งเป็นคนละชนิดและขนาดกับอาวุธปืน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงนอกจากจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง แล้ว ยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง อีกด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง มาด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายนิรันด์ มั่งสมบูรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2545
#261011
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฎีกาว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. ของกลาง จะต้องใช้กับกระสุนปืนที่ทหารของกองทัพนาโต้ใช้ประจำกายในการสงคราม ย่อมจะต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้นั้น เห็นว่ากฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ข้อ 3 กำหนดว่า " เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาต ให้ได้ตามมาตรา 7 หรือ มาตรา 24 ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ 2 ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็น เครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" อันหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้นต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ใน กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 2 เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับ อาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้ว ก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาดเพียง 7.62 มม. ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 2 (1) ข้อ 2 (2) (ก) (ข) แล้ว จึงเห็นได้ว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ เครื่องกระสุนปืนดังกล่าว จึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกัน ดังนั้นถึงหากจะให้รับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ผลิตขึ้นมาใช้กับอาวุธปืนสงครามของทหารกองทัพนาโต้เป็นการเฉพาะดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้แล้ว ก็ไม่อาจรับฟังเช่นโจทก์ฎีกาได้

อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครอง มีทั้งลำกล้องปืนและกระสุนปืนซึ่งเป็นคนละชนิดและขนาดกับอาวุธปืนนอกจากจะเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่งแล้ว ยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสองอีกด้วย และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔, ๗, ๕๕, ๗๒, ๗๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๕๘, ๙๑ ริบของกลาง และบวกโทษจำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๖๔๙/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง, ๗๘ (ที่ถูกมาตรา ๕๕, ๗๘ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑?

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (ที่ถูกฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย) จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ ปี ฐานร่วมกันอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๒ ปี รวมจำคุกคนละ ๘ ปี ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ กึ่งหนึ่ง จำคุก ๔ ปี บวกโทษจำคุก ๖ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๔ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ ๒ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๕ ปี ๔ เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออก ใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๕๕, ๗๘ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เครื่องกระสุนปืน ขนาด ๗.๖๒ มม. ของกลาง มีความเห็นของผู้ชำนาญที่ตรวจพิสูจน์ว่า กระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออก ใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ดังกล่าว ข้อ ๓ กำหนดว่า "เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา ๗ หรือมาตรา ๒๔ ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ ๒ ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" อันหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้นต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ข้อ ๒ เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออก ใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้ว ก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ซึ่งเมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาดเพียง ๗.๖๒ มม. ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ข้อ ๒ (๑) ที่กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องมีเกลียวที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน ๑๑.๔๔ มม." และข้อ ๒ (๒) กำหนดว่า "อาวุธปืน ชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว ดังต่อไปนี้ (ก) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่ถึง ๒๐ มม. (ข) ปืนบรรจุปาก ปืนลูกซอง และปืนพลุสัญญาณ" แล้ว จึงเห็นได้ในเบื้องต้นว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด ๗.๖๒ มม. จำนวน ๗ นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ เครื่องกระสุนปืนขนาด ๗.๖๒ มม. ดังกล่าวจึงเป็น เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกันเว้นแต่เครื่องกระสุนปืนขนาด ๗.๖๒ มม. นี้จะเป็น เครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ข้อ ๓ ตอนท้าย ดังนั้น ถึงหากจะให้รับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด ๗.๖๒ มม. จำนวน ๗ นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ผลิตขึ้นมาใช้กับอาวุธปืนสงครามของทหารกองทัพนาโต้เป็นการเฉพาะดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด ๗.๖๒ มม. จำนวน ๗ นัด ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ข้อ ๓ ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้แล้ว ก็ไม่อาจรับฟังเช่นโจทก์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๕๕, ๗๘ จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองในคดีนี้ มีทั้งลำกล้องปืนและกระสุนปืนซึ่งเป็นคนละชนิดและขนาดกับอาวุธปืน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงนอกจากจะเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง แล้ว ยังเป็นความผิดตามมาตรา ๗๒ วรรคสอง อีกด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา ๗๒ วรรคสอง มาด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายนิรันด์ มั่งสมบูรณ์ กับพวก
และสิ่งเทียมอาวุธ — พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
72 — ปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาววิภัทร โชคเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3279/2545
#44780
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านโจทก์ ซึ่งแม้จะไม่ปรากฏในสำนวนว่า ขณะที่ยื่นคำฟ้องบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ แต่ก็ได้ความตามคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดในราคา 35,000 บาทโดยไม่ปรากฏว่าบ้านพิพาทอยู่ในทำเลการค้าอันจะทำให้ค่าเช่าบ้านสูงเป็นพิเศษแต่อย่างใด เชื่อได้ว่าบ้านดังกล่าวอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ฉะนั้น การที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ซื้อบ้านพิพาทโดยไม่สุจริต จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 165 โดยซื้อจากการขายทอดตลาดในราคา 35,000 บาท หลังจากซื้อบ้านดังกล่าวแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยพร้อมบริวารอยู่อาศัยในบ้านของโจทก์ จึงบอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านของโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อและได้บ้านพิพาทมาจากการขายทอดตลาดโดยมิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้เป็นบ้านของจำเลย โจทก์ไม่สามารถจะทำการบังคับคดีเอาทรัพย์สินดังกล่าวมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมทั้งบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 165 หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยขะยูง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากบ้านของโจทก์เลขที่ 165 หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยขะยูง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีแม้ข้อเท็จจริงตามสำนวนจะไม่ปรากฏว่าในขณะยื่นคำฟ้องบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาทหรือไม่ แต่ได้ความตามคำฟ้องว่า โจทก์ซื้อบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดในราคา 35,000 บาท บ้านพิพาทอยู่ที่ตำบลห้วยขะยูง อำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ปรากฏว่าอยู่ในทำเลการค้าอันจะทำให้ค่าเช่าบ้านพิพาทสูงเป็นพิเศษแต่อย่างใด เชื่อว่า บ้านพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องได้ไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ซื้อบ้านพิพาทโดยไม่สุจริตนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรศักดิ์ วรจิตร
จำเลย — นาย บุญมี คำสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3275/2545
#45225
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คำพิพากษาคดีอาญานอกจากจะผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีแล้ว ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังว่า ข้อความหรือเนื้อหารายละเอียดที่จำเลยที่ 1 ลงพิมพ์โฆษณานั้นเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ข้อเท็จจริง จึงฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นเมื่อคดีฟังว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความโจทก์หรือมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ลำพังการเป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับพิพาทให้แก่ประชาชนทั่วไปไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์

ปัญหาว่าศาลล่างพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวีนัส กรสุรัตน์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของผู้นำออกจำหน่ายหนังสือพิมพ์รายวันดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพิมพ์และโฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2538 ในคอลัมน์หน้าบันเทิง โดยพิมพ์ข้อความเป็นหัวข่าวว่า "จิกจักรวาล ! หึ่ง "ปุ๋ย" โอ.เค. นู้ด ! 5 ล้าน !" และมีใจความในเนื้อข่าวว่า "กระแสคลั่งนู้ดโหมหนักไม่เว้นกระทั่งนางงามจักรวาล "ปุ๋ย" ภรณ์ทิพย์... ปุ๋ยยกตำแหน่งหรูการันตีขูดค่าแก้ผ้า 5 ล้าน... ทางนิตยสาร "มิส" อัลบัมนู้ด... ได้ส่งตัวแทนไปทาบทาม "ปุ๋ย"ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนกนางสาวไทยและนางงามจักรวาลปี 2531 เพื่อมาถ่ายอัลบัมด้วยแต่ปรากฏว่าทาง "ปุ๋ย" เรียกค่าตัวเพื่อการนี้สูงถึง 5 ล้านบาท จึงจะยอมถ่าย... อย่างตอนนี้มิสไปติดต่อปุ๋ยใช่ไหม ปุ๋ย โอเค แต่เงินไม่ถึง ก็คอยดูต่อไปก็แล้วกัน เดี๋ยวเล่มอื่นก็เอาไปถ่ายจนได้ เงินแค่ 5 ล้านบาท ถ้าจะทำกันจริง ๆ ต้องมีคนกล้าเสี่ยงแน่นอน..." ซึ่งเป็นความเท็จ จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้บุคคลที่สามและประชาชนทั่วไปที่ได้อ่านข้อความในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวเกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชังขาดความเชื่อถือ และเข้าใจผิดในตัวโจทก์ ประเมินเกียรติยศ คุณสมบัติการกระทำการดำรงชีวิต พื้นฐานครอบครัว วงศ์ตระกูล ของโจทก์ว่า ต่ำสิ้นคิดหมดทางทำมาหากินต้องแก้ผ้าถ่ายรูปหาเงินมาเลี้ยงชีพ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงความนิยม ภาพลักษณ์ และมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานอาชีพของโจทก์ โดยเฉพาะหน้าที่การงานด้านประชาสัมพันธ์ การถ่ายแบบต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศของตนเอง 15,000,000 บาท ต่อชื่อเสียง วงศ์ตระกูล 5,000,000 บาทต่ออาชีพหน้าที่การงาน 10,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2539)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดและต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว นอกจากจะผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีแล้ว ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังเป็นยุติแล้วว่าข้อความหรือเนื้อหารายละเอียดที่จำเลยที่ 1 ลงพิมพ์โฆษณานั้น เป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาโต้แย้งว่าข้อความหรือเนื้อหารายละเอียดที่ใส่ความโจทก์นั้นเป็นการเสนอข่าวสารหรือส่งข่าวอันจำเลยที่ 1 มิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อคดีอาญาฟังเป็นยุติว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความโจทก์หรือมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ลำพังแต่เพียงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับพิพาทให้แก่ประชาชนทั่วไป จึงไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น คดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้รับคัดเลือกให้เป็นนางสาวไทยและนางงามจักรวาล เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์ ของวงศ์ตระกูล ตลอดจนอาชีพและหน้าที่การงาน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 423 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พรทิพย์หรือภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก
จำเลย — นาย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3266/2545
#45224
เปิดฉบับเต็ม

เกิดเหตุละเมิดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2540 ช. ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้มีอำนาจเจรจาตกลงค่าเสียหาย ได้ทำบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายว่า ช. ตกลงกับผู้เสียหายทุกคน แล้วรับข้อเสนอของผู้เสียหายแต่ละคนเพื่อนำไปเสนอจำเลยที่ 2 พิจารณา ประกอบกับตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ช. ได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่า จำเลยที่ 2 จะชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บตามหลักฐานหรือใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่แท้จริงสำหรับผู้ตายให้ศพละ 50,000 บาท ความเสียหายต่อทรัพย์สินให้ประเมินตามความเป็นจริง ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) แล้ว จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบจากพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 2ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 23กุมภาพันธ์ 2540 นายมานิตย์ ชูทรัพย์ ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 0062 นครสวรรค์ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสองจากสถานีขนส่งจังหวัดกำแพงเพชร มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร โดยมีโจทก์โดยสารมาด้วย และด้วยความประมาทเลินเล่อของนายมานิตย์เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ศ - 9526 กรุงเทพมหานคร และรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8273 กำแพงเพชร เป็นเหตุให้นายมานิตย์ถึงแก่ความตายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกต้นแขนขวาหักต้องผ่าตัดใส่แผ่นดามกระดูกใช้เวลารักษาประมาณ 4 ถึง 6 เดือน และได้รับความเสียหายเป็นเงิน 161,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 161,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะเหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 เป็นการส่วนตัวเพราะจำเลยที่ 1 กระทำในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลเกิดเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันเพราะความประมาทเลินเล่อของนายมานิตย์ ชูทรัพย์ ลูกจ้างจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองส่งนายชัยวัฒน์ วงศ์ธนะบูรณ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจไปเจรจาค่าเสียหายกับผู้เสียหายทั้งหมดรวมทั้งโจทก์และได้ทำบันทึกการเจรจาไว้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ตามบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหาย คดี จร.ที่ 11/2540 เอกสารหมาย จ.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 นายชัยวัฒน์ได้ทำบันทึกไม่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจากพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และคู่ความขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ หากไม่ขาดอายุความให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำฟ้องและคำให้การศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์เสียหายเพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เกิดเหตุวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2540 นายชัยวัฒน์ วงศ์ธนะบูรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้มีอำนาจเจรจาตกลงค่าเสียหายกับผู้เสียหายทุกคน ได้ทำบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายคดี จร. ที่ 11/2540เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งบันทึกดังกล่าวข้อ 3.18 ระบุว่า นายชัยวัฒน์ ตกลงกับผู้เสียหายทุกคน แล้วรับข้อเสนอของผู้เสียหายแต่ละคนที่ได้เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนที่ระบุในข้อ 3.1 ถึง 3.17 เพื่อนำไปเสนอจำเลยที่ 2 พิจารณาจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนมากอีกทั้งจะได้ตรวจสอบจากหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดความเสียหายที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินตามความเหมาะสมต่อไป ประกอบกับตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.2 นายชัยวัฒน์ได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่า จำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บตามหลักฐานหรือใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่แท้จริงเท่านั้น สำหรับผู้ตายให้ศพละ 50,000 บาท ความเสียหายต่อทรัพย์สินให้ประเมินความเสียหายตามความเป็นจริงจากบันทึกทั้งสองฉบับมีความหมายว่า นายชัยวัฒน์ได้ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทุกคนตามที่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 แล้วเพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดจำนวนเงินแน่นอนที่จะจ่ายให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนเท่านั้น เพราะนายชัยวัฒน์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้พิจารณาจำนวนค่าเสียหายเอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) แล้ว จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540ซึ่งเป็นวันทำบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหาย คดี จร.ที่ 11/2540 เอกสารหมาย จ.1จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบจากพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากคู่กรณีฝ่ายที่ได้รับความเสียหายเรียกร้องมีจำนวนเงินสูงกว่าความเป็นจริงตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมายจ.2 เมื่อนับแต่วันทราบดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นส่วนปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6ยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน และศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำฟ้องคำให้การเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามที่คู่ความตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26กรกฎาคม 2542 แล้ว เห็นว่า โจทก์ได้รับบาดเจ็บต้นแขนขวาหักและฟันแตกร้าวสองซี่สภาพของบาดแผลดังกล่าวระหว่างรักษาแม้ยังไม่หายเป็นปกติโจทก์ก็สามารถไปทำงานได้ก่อน 6 เดือน ทั้งในระยะแรกที่เกิดอุบัติเหตุโจทก์ไม่สามารถไปทำงานได้จึงหาจำต้องเสียค่าจ้างรถแท็กซี่ไปทำงานในช่วงดังกล่าวไม่ เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจำนวน 70,000 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 70,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จและให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้ใช้ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วิภา เชื้อฆโนบล
จำเลย — นาง สุจินดา เชิดชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3266/2545
#99801
เปิดฉบับเต็ม

ช.ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายกับผู้เสียหายทุกคน แล้วรับข้อเสนอของผู้เสียหายแต่ละคนที่ได้เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนที่ระบุไว้ในบันทึกเพื่อนำไปเสนอจำเลยที่ 2 พิจารณาจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง ประกอบกับตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ช. ได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่า จำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามความเป็นจริงเท่านั้น จากบันทึกทั้งสองฉบับมีความหมายว่า ช. ได้ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทุกคนตามที่ได้รับมอบหมายอำนาจจากจำเลยที่ 2 แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดจำนวนเงินแน่นอนที่จะจ่ายให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนเท่านั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) แล้ว จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันทำบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาโจทก์ทราบจากพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อนับแต่วันทราบดังกล่าวถึงวันฟ้องฟังไม่เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ม. ลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ขับรถยนต์โดยสารไปในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสอง โดยมีโจทก์โดยสารมาด้วย และด้วยความประมาทเลินเล่อของ ม. เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ และรถบรรทุก เป็นเหตุให้ ม. ถึงแก่ความตายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและได้รับความเสียหายเป็นเงิน 161,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวเนื่องจากเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เหตุที่เกิดขึ้นมิได้เป็นความประมาทเลินเล่อของ ม. แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะเหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เสียหายเพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมี คำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เกิดเหตุวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2540 นาย ช. ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้มีอำนาจเจรจาตกลงค่าเสียหายกับผู้เสียหายทุกคน ได้ทำบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายคดี จร.ที่ 11/2540 เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งบันทึกดังกล่าวข้อ 3.18 ระบุว่า นาย ช. ตกลงกับผู้เสียหายทุกคน แล้วรับข้อเสนอของผู้เสียหายแต่ละคนที่ได้ เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนที่ระบุในข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.17 เพื่อนำไปเสนอจำเลยที่ 2 พิจารณาจำนวนเงินที่ผู้เสียหาย แต่ละคนเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนมาก อีกทั้งจะได้ตรวจสอบจาก หลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดความเสียหายที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินตามความเหมาะสมต่อไป ประกอบกับ ตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.2 นาย ช. ได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่า จำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บตามหลักฐานหรือใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่แท้จริงเท่านั้น สำหรับผู้ตายให้ศพละ 50,000 บาท ความเสียหายต่อทรัพย์สินให้ประเมินความเสียหายตามความเป็นจริง จากบันทึก ทั้งสองฉบับมีความหมายว่า นาย ช. ได้ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทุกคนตามที่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดจำนวนเงินแน่นอนที่จะจ่ายให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนเท่านั้น เพราะนาย ช. ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้พิจารณาจำนวนค่าเสียหายเอง ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจาก ข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) แล้ว จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันทำบันทึกการตกลง ชดใช้ค่าเสียหาย คดี จร.ที่ 11/2540 เอกสารหมาย จ.1 จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบจากพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากคู่กรณีฝ่ายที่ได้รับความเสียหายเรียกร้องมีจำนวนเงินสูงกว่าความเป็นจริงตามบันทึกเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.2 เมื่อนับแต่วันทราบดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้ใช้ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิภา เชื้อฆโนบล
จำเลย — นางสุจินดา เชิดชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3257/2545
#44779
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ฎีกาของจำเลยจะไม่ใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดี เป็นฎีกาคัดค้านเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 248 เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 112,533.33 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,533.33 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ขยาย จึงไม่รับอุทธรณ์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์อีก 3 ครั้ง ในครั้งที่ 3 ศาลชั้นต้นเห็นว่าศาลได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายเวลาชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 2 ครั้ง แล้วครั้งที่ 3 จำเลยที่ 2 คงอ้างเหตุเหมือน 2 ครั้งแรกว่า เพราะจำเลยที่ 2 ไปต่างจังหวัดยังไม่กลับมาจึงนำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระไม่ทันอนุญาตเป็นครั้งสุดท้ายให้ขยายเวลาถึงวันที่ 13 เมษายน 2542 ต่อมาจำเลยที่ 2 กลับยื่นคำร้องขอขยายเวลาชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 4 อ้างเหตุเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้ให้เวลามากพอที่จำเลยที่ 2 จะหาเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาลได้จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอีก ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะไม่ใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดี เป็นฎีกาคัดค้านเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ตามก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 248 ดังกล่าวเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็น กล่าวคือ หากฎีกาในเนื้อหาของคดีกลับต้องห้าม แต่ฎีกาข้อปลีกย่อยกลับฎีกาได้ ซึ่งเป็นช่องทางก่อให้เกิดการประวิงคดี ด้วยเหตุผลดังกล่าวการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สแกนดิเนเวียลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง นารี แตงไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3257/2545
#45706
เปิดฉบับเต็ม

การฎีกาคำสั่งขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น แม้จะไม่ใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดีก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็น กล่าวคือหากฎีกาในเนื้อหาของคดีกลับต้องห้าม แต่ฎีกาข้อปลีกย่อยกลับฎีกาได้ซึ่งเป็นช่องทางก่อให้เกิดการประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ 3 ครั้ง อ้างว่าเพราะจำเลยที่ 2 ไปต่างจังหวัดยังไม่กลับมาจึงนำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระไม่ทัน ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 4 อ้างเหตุเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้ให้เวลามากพอที่จำเลยที่ 2 จะหาค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ขยายอีก ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะไม่ใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดี เป็นฎีกาคัดค้านเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ต้องตกอยู่ในบังคัแห่งมาตรา 248 ดังกล่าวเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็นกล่าวคือ หากฎีกาในเนื้อหาของคดีกลับต้องห้าม แต่ฎีกาข้อปลีกย่อยกลับฎีกาได้ซึ่งเป็นช่องทางก่อให้เกิดการประวิงคดีด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สแกนดิเนเวียลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง นารี แตงไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3257/2545
#99606
เปิดฉบับเต็ม

การฎีกาคำสั่งขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น แม้จะไม่ใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดีก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็น กล่าวคือ หากฎีกาในเนื้อหาของคดีกลับต้องห้าม แต่ฎีกาข้อปลีกย่อยกลับฎีกาได้ซึ่งเป็นช่องทางก่อให้เกิดการประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ๓ ครั้ง อ้างว่าเพราะจำเลยที่ ๒ ไปต่างจังหวัดยังไม่กลับมาจึงนำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระไม่ทัน ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ ๔ อ้างเหตุเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้ให้เวลามากพอที่จำเลยที่ ๒ จะหาค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ขยายอีก ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง แม้ฎีกาของจำเลยที่ ๒ จะไม่ใช่ฎีกาในเนื้อหาแห่งคดี เป็นฎีกาคัดค้านเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา ๒๒๙ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๒๔๘ ดังกล่าวเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็น กล่าวคือ หากฎีกาในเนื้อหาของคดีกลับต้องห้าม แต่ฎีกาข้อปลีกย่อยกลับฎีกาได้ซึ่งเป็นช่องทางก่อให้เกิดการประวิงคดีด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ ๒

นายพรเทพ ศิริมหาพฤกษ์ ผู้ช่วยฯ

นายพิชญ์พงศ์ จันทะศรี ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 248
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทสแกนดิเนเวียลิสซิ่ง จำกัด
กับพวก — นางนารี แตงไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิริพร วัชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3255/2545
#44778
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายแต่เนื้อหาข้อตกลงในสัญญา ซึ่งตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขายแสดงว่าก่อนส่งมอบทรัพย์สินยังไม่มีการซื้อขาย ที่ดินที่ซื้อขายก็มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน การส่งมอบทรัพย์สินนอกจากจะส่งมอบตัวทรัพย์คือที่ดินแล้วยังต้องมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยและจำเลยจะชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่โจทก์ส่งมอบที่ดิน คู่สัญญามีเจตนาจะไปโอนทรัพย์สินที่ซื้อขายกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์โอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีในวันทำสัญญาไม่ จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6259 เนื้อที่ 5 ไร่ 97 ตารางวาเมื่อปี 2534 จำเลยและบริวารเข้าอาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ต่อมาในปี 2539 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินต่อไป ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ได้ขายที่ดินส่วนที่จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2534 ในราคา 20,000 บาท โจทก์ได้รับเงินไปในวันทำสัญญา10,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันที่ 14 ตุลาคม 2534 อันเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์กันต่อมาวันที่ 6 และ 23 กันยายน 2534 โจทก์ได้รับค่าที่ดินไปอีก 9,000 บาท ครั้นถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ขอผัดผ่อนไปอีกและในวันที่ 14 เมษายน 2535 โจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินจากจำเลยอีก 800 บาท จำเลยคงค้างชำระค่าที่ดินแก่โจทก์อยู่เพียง 200บาท ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2539 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยภายใน 180 วัน แต่ก่อนครบกำหนดดังกล่าว โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินการกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 6259 ตำบลขามสะแกแสง อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมาเนื้อที่ 1 ไร่ และจดทะเบียนโอนแก่จำเลย หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการดังกล่าวขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์และให้โจทก์รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 200 บาท จากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 6259 ตำบลขามสะแกแสง อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 ไร่ และจดทะเบียนโอนแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์และให้โจทก์รับเงินค่าที่ดินจำนวน 200 บาท จากจำเลย ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6259 ตำบลขามสะแกแสง อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมาตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 วันที่ 14 กรกฎาคม 2534 โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.2 เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาซื้อขายข้อ 1 ระบุว่า "ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลงรับซื้อที่ดินจำนวน1 ไร่ ซึ่งแบ่งแยกจากใบโฉนดที่ดินเลขที่ 6259 เล่ม 63 หน้า 59 อำเภอขามสะแกแสงจังหวัดนครราชสีมา" สัญญาข้อ 2 ระบุว่า "ผู้ขายยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ 14 ตุลาคม 2534 แต่ตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย" สัญญาข้อ 3 ระบุว่า "ผู้ขายได้รับชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายไปจากผู้ซื้อครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2534 ส่วนที่ยังเหลืออยู่ผู้ซื้อจะชำระวันที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อเห็นว่า แม้สัญญาซื้อขายเอกสารหมายเลข ล.2 จะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย อันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อตกลงในสัญญาโดยเฉพาะสัญญาข้อ 2 ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขายแสดงว่าก่อนส่งมอบทรัพย์สินยังไม่มีการซื้อขาย ที่ดินที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายก็มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ฉะนั้นการส่งมอบทรัพย์สินนอกจากจะส่งมอบตัวทรัพย์คือที่ดินจำนวน 1 ไร่แล้ว ยังต้องมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยและจำเลยจะชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่โจทก์ส่งมอบที่ดินให้ตามข้อตกลงในสัญญา ดังนี้ คู่สัญญามีเจตนาจะไปโอนทรัพย์สินที่ซื้อขายกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีในวันทำสัญญาไม่ สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามที่โจทก์กล่าวอ้างเมื่อได้ความว่าจำเลยทวงถามให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ แต่โจทก์ขอผัดผ่อนตลอดมา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละไม ประจวบกลาง
จำเลย — นางสาว ผาสุข หวังปากลาง
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3255/2545
#45705
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย อันจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อตกลงในสัญญาซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย แสดงว่าก่อนส่งมอบทรัพย์สินยังไม่มีการซื้อขาย ทั้งที่ดินที่ซื้อขายกันก็เป็นที่ดินที่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ฉะนั้น การส่งมอบทรัพย์สิน นอกจากจะส่งมอบตัวทรัพย์คือที่ดินแล้วยังต้องมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย และจำเลยจะชำระราคาส่วนที่เหลือในวันที่โจทก์ส่งมอบที่ดินให้ตามข้อตกลงในสัญญา แสดงว่าคู่สัญญามีเจตนาจะไปโอนทรัพย์สินที่ซื้อขายกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีในวันทำสัญญาไม่ สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยโจทก์ได้รับเงินไปในวันทำสัญญา 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระกันในวันโอนกรรมสิทธิ์ก่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ได้รับเงินค่าซื้อที่ดินไปจากจำเลยอีกรวม 9,000 บาท จำเลยคงค้างชำระราคาที่ดินอยู่อีกเพียง 200 บาท การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยว่าสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินจึงเป็นการผิดสัญญาขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนแก่จำเลยหากโจทก์ไม่ไปดำเนินการดังกล่าว ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ จำนวน 200 บาท จากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนแก่จำเลยหากไม่ปฏิบัติให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์และให้โจทก์รับเงินค่าที่ดินจำนวน 200 บาท จากจำเลย ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 วันที่ 14 กรกฎาคม 2534 โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาซื้อขาย ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลงรับซื้อที่ดินจำนวน 1 ไร่ ซึ่งแบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 6259..." สัญญา ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้ขายยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ 14 ตุลาคม 2534 ตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย" สัญญา ข้อ 3 ระบุว่า "ผู้ขายได้รับชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายไปจากผู้ซื้อครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2534 ส่วนที่เหลืออยู่จะชำระวันที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ" ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.2 จะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย อันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อตกลงในสัญญาโดยเฉพาะสัญญา ข้อ 2 ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย แสดงว่า ก่อนส่งมอบทรัพย์สินยังไม่มีการซื้อขาย ที่ดินที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายก็มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ฉะนั้นการส่งมอบทรัพย์สิน นอกจากจะส่งมอบตัวทรัพย์คือที่ดิน จำนวน 1 ไร่ แล้ว ยังต้องมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย และจำเลยจะชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่โจทก์ส่งมอบที่ดินให้ตามข้อตกลงในสัญญา ดังนี้ คู่สัญญามีเจตนาจะไปโอนทรัพย์ที่ซื้อขายกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีในวันทำสัญญาไม่ สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อได้ความว่า จำเลยทวงถามให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ แต่โจทก์ขอผัดผ่อนตลอดมา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละไม ประจวบกลาง
จำเลย — นางสาว ผาสุข หวังปากลาง
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา