คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2545
#44723
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์แบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจึงใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดและให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามวิธีและประเพณีของธนาคาร มี ช. ทำสัญญาจำนำสิทธิการรับฝากเงินที่ฝากไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ดังกล่าว ปรากฏว่าหลังวันที่ 30 เมษายน จำเลยขอเพิ่มวงเงินจากโจทก์ แต่โจทก์ไม่ยินยอม วันที่ 2 กันยายน จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์นำเงินฝากและดอกเบี้ยของ ช. ที่ประกันหนี้ไว้มาชำระหนี้แก่โจทก์ แสดงว่า หลังวันที่ 30 เมษายน จำเลยยังประสงค์จะกู้เบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ต่อไป จึงมิได้แจ้งให้โจทก์นำเงินฝากของ ช. มาหักทอนบัญชี แต่เพิ่งแจ้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน ทั้งที่จำเลยเคยเป็นพนักงานสินเชื่อของธนาคารมาก่อนย่อมต้องทราบดีถึงการคิดดอกเบี้ยของธนาคารตามสัญญาดังกล่าว สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ 2 กันยายนซึ่งเป็นวันหักทอนบัญชี โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่ 2 กันยายน ดังนั้น การที่โจทก์มิได้นำเงินฝากของ ช. มาหักทอนบัญชีเสียก่อนที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงจึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาลักษณะพิเศษที่กฎหมายใช้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่ลูกหนี้ได้ แต่หลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้วสิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นย่อมหมดไป คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้จึงเป็นการผิดนัดที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกสัญญา โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงถือเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้และเมื่อโจทก์มิได้แสดงอัตราดอกเบี้ยที่คิดแก่จำเลยหลังสัญญาสิ้นสุดให้ชัดเจนจึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เป็นข้อวินิจฉัยที่ไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่สูงกว่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้ากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีเดินสะพัดของธนาคารโจทก์สาขางามวงศ์วาน โดยออกเช็คสั่งจ่ายเงินครั้งสุดท้าย 47,800 บาท เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2538 ขณะเป็นหนี้อยู่แก่โจทก์ 1,999,903.82 บาท หลังจากนั้นจำเลยฝากเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้หลายครั้งแต่ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 จำเลยชำระหนี้อีก10,000 บาท ในวันที่ 27 มกราคม 2541 แล้วเพิกเฉย เมื่อคำนวณถึงวันที่ 10 สิงหาคม2541 จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ 208,979.37 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน208,979.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 188,967.04 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาเปิดบัญชีเดินสะพัดกันตามฟ้องโดยโจทก์ตกลงให้จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชี 2,000,000 บาท และคิดดอกเบี้ยจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับเงินฝากประจำบัญชีเลขที่ 319-1-02314-7 จำนวน 2,000,000 บาท ที่จำเลยนำมาเป็นประกันอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2538 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 2,014,724.56 บาท จำเลยจึงขอเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์ปฏิเสธจำเลยจึงบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัด นับแต่นั้นไปโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยอีก แทนที่โจทก์จะนำเงินฝากประจำ 2,000,000 บาทมาหักทอนบัญชีชำระหนี้ที่จำเลยค้างอยู่แก่โจทก์ทันที โจทก์กลับใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทอดเวลาออกไปจนถึงวันที่ 2 กันยายน2540 จึงหักทอนบัญชีกันทำให้จำเลยเสียเปรียบ และแม้ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2541 จำเลยชำระหนี้เพิ่มอีก 5,000 บาท โจทก์ก็ไม่นำไปหักทอนบัญชี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 441,761.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงิน250,000 บาท มาหักหนี้ในวันที่ 4 กันยายน 2540 ในส่วนดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับจากนั้นให้นำเงิน 10,000 บาท มาหักหนี้ในวันที่ 7 มกราคม 2541 คราวหนึ่ง และหักหนี้ในวันที่ 27 เดือนเดียวกันอีกคราวหนึ่ง สุดท้ายให้นำเงิน 50,000 บาท มาหักหนี้ในวันที่19 มิถุนายน 2541 ตามลำดับด้วยวิธีการเดียวกันนั้น เมื่อคงเหลือจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือเป็นต้นเงินที่จะคำนวณดอกเบี้ยตามอัตราข้างต้นต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันชั้นฎีกาว่าเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2534 จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์สาขางามวงศ์วาน ตกลงว่าจะนำเงินเข้าบัญชีและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ที่มอบให้ไว้เพื่อถอนเงินจากบัญชี ถ้าเหลือเงินในบัญชีไม่พอจ่ายหรือเกินวงเงิน หากโจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินตามเช็คเกินวงเงินในบัญชีไป จำเลยยอมผูกพันที่จะจ่ายเงินส่วนที่โจทก์ผ่อนผันจ่ายไปนั้นคืนโจทก์ เสมือนว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ตามบัญชีเดินสะพัดและหรือเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์และยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นตามวิธีและประเพณีของธนาคาร นายชัยวัล อัศวศิริสุข ทำสัญญาจำนำสิทธิการรับฝากเงินจำนวน 2,000,000 บาท ตามสมุดเงินฝากประจำเลขที่ 319-1-02314-7 ที่ฝากเงินไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลย นับแต่เปิดบัญชีจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน 2540 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 2,839,846.09 บาท โจทก์จึงโอนเงินฝากประจำของนายชัยวัลจำนวน 2,398,084.42 บาทมาชำระหนี้ของจำเลยเพื่อหักทอนบัญชีตามรายละเอียดวงเงินเบิกเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงเมื่อใด เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่มีกำหนดสิ้นสุด จึงใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ ซึ่งตามรายละเอียดวงเงินเบิกเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 และคำเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านของนายณัฐวุฒ รอดอ่อน พยานโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2540 โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของนายชัยวัลจำนวน 2,398,084.42 บาท มาชำระหนี้ของจำเลยเพื่อหักทอนบัญชีเดินสะพัด ตรงตามที่จำเลยเบิกความรับว่าวันที่ 2 กันยายน 2540จำเลยแจ้งให้โจทก์นำเงินฝากและดอกเบี้ยของนายชัยวัลที่ประกันหนี้ของจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดอันเป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีด้วยสิ้นสุดลงในวันที่ 2 กันยายน 2540 นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้ถึงวันที่ 2 กันยายน 2540 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถอนเงินจากบัญชีเดินสะพัดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2538 ย่อมถือว่าวันที่ 30 เมษายน 2538 เป็นวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2538 เท่านั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า ภายหลังวันที่ 30 เมษายน 2538 จำเลยติดต่อโจทก์เพื่อขอเพิ่มวงเงินโดยเพิ่มหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย แต่โจทก์ไม่ยินยอม วันที่ 2 กันยายน 2540 จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์นำเงินฝากและดอกเบี้ยของนายชัยวัลที่ประกันหนี้ของจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แสดงให้เห็นว่าภายหลังวันที่ 30 เมษายน 2538 แล้วจำเลยยังประสงค์จะกู้เบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ต่อไป จึงมิได้แจ้งให้โจทก์นำเงินฝากของนายชัยวัลที่ประกันหนี้ไว้มาหักทอนบัญชีแต่เพิ่งแจ้งให้โจทก์นำเงินฝากดังกล่าวมาหักทอนบัญชีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2540 ทั้งที่จำเลยเคยเป็นพนักงานสินเชื่อของธนาคารมาก่อนย่อมทราบดีถึงเรื่องการคิดดอกเบี้ยของธนาคารตามสัญญากู้เงินเบิกเกินบัญชีและสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันหักทอนบัญชีดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันที่ 2 กันยายน2540 ดังนั้น การที่โจทก์มิได้นำเงินฝากและดอกเบี้ยของนายชัยวัลมาหักทอนบัญชีเสียก่อนสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาลักษณะพิเศษที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในอันที่จะคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่ลูกหนี้ได้ หลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้ว สิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นของเจ้าหนี้ย่อมหมดไป คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องชำระหนี้เงินที่เบิกเกินบัญชีอยู่แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ชำระหนี้จึงเป็นการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงถือเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยผู้ผิดสัญญา ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลอาจปรับลดลงได้ เมื่อโจทก์มิได้แสดงอัตราดอกเบี้ยที่คิดแก่จำเลยหลังสัญญาสิ้นสุดลงไว้ชัดเจนจึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ข้อวินิจฉัยดังกล่าวไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่สูงกว่าได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 391 ม. 655 ม. 856 ม. 860
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ชยันต์ สงวนน้อย
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2545
#99323
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ต่อมาโจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของ ช. มาชำระหนี้ของจำเลยเพื่อหักทอนบัญชีเดินสะพัด แต่เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้ว จำเลยคงเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดอันเป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยอีก

สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาลักษณะพิเศษที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในอันที่จะคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่ลูกหนี้ได้ หลังจากบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้ว สิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นย่อมหมดไป คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. 391 วรรคหนึ่งจำเลยต้องชำระหนี้เงินที่เบิกเกินบัญชีอยู่แก่โจทก์การที่จำเลยไม่ชำระหนี้จึงเป็นการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่เบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยผู้ผิดสัญญาที่หากสูงเกินส่วนศาลอาจปรับลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำหนี้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี จากต้นเงิน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๔๑,๗๑๖.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยได้ชำระภายหลังสิ้นสุดสัญญามาหักหนี้ตามลำดับ เมื่อคงเหลือจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือเป็นต้นเงินที่จะคำนวณดอกเบี้ยตามอัตราข้างต้นต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยดำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๔ จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ สาขางามวงศ์วาน ตกลงว่าจะนำเงินเข้าบัญชีและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ที่มอบให้ไว้เพื่อถอนเงินจากบัญชี ถ้าเหลือเงินในบัญชีไม่พอจ่ายหรือเกินวงเงิน หากโจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินตามเช็คเกินวงเงินในบัญชีไป จำเลยยอมผูกพันที่จะจ่ายเงินส่วนที่โจทก์ผ่อนผันจ่ายไปนั้นคืนโจทก์ เสมือนว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ตามบัญชีเดินสะพัดและหรือเป็นหนี้ เบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์และยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หรืออัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นตามวิธีและประเพณีของธนาคาร โดยมี ช. ทำสัญญาจำนำสิทธิการรับฝากเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลย นับแต่เปิดบัญชีจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน ๒,๘๓๙,๘๔๖ บาท โจทก์จึงโอนเงินฝากประจำของ ช. จำนวน ๒,๓๙๘,๐๘๔.๔๒ บาท มาชำระหนี้ของจำเลยเพื่อหักทอนบัญชี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงเมื่อใด เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีกำหนดสิ้นสุดลง จึงใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของนายชัยวัล มาชำระหนี้ของจำเลย เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์ อยู่อีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า คู่สัญญาประสงค์ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดอันเป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีด้วยสิ้นสุดลงในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้ถึงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ ?

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาลักษณะพิเศษที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในอันที่จะคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่ลูกหนี้ได้ หลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัด เลิกกันแล้ว สิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเจ้าหนี้ย่อมหมดไป คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องชำระหนี้เงินที่เบิกเกินบัญชีแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ชำระหนี้จึงเป็นการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราตามที่ตกลงไว้ในสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงถือเป็นดอกเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยผู้ผิดสัญญา ซึ่งหากสูงเกินกว่าศาลอาจปรับลดลงได้ เมื่อโจทก์มิได้แสดงอัตราดอกเบี้ยที่คิดแก่จำเลยหลังสัญญาสิ้นสุดลงไว้ชัดเจนจึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีนั้น ข้อวินิจฉัยดังกล่าวไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่สูงกว่าได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 391 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชยันต์ สงวนน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2545
#44722
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งสองไปแล้วทางแก้คือจำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์และนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยทั้งสองไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ได้อีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยเรื่องการขอขยายระยะเวลาให้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้ยากจนจริงยังมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลจึงให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด จนกระทั่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำเลยทั้งสองกลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปอีกโดยอ้างเหตุผลว่าไม่ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองหากจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่ไว้ตั้งแต่วันที่ 20ตุลาคม 2541 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ดังกล่าวในวันเดียวกันที่มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปแล้ว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองจึงฎีกาเป็นคดีนี้ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งสองไปแล้ว ทางแก้ของจำเลยทั้งสองคือ จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์และนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยเรื่องการขอขยายระยะเวลาให้ จึงเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 147 ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร มหานคร จำกัด
จำเลย — บริษัท เซปโก้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2545
#99436
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่วางเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ภายในกำหนด จำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์และนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมี คำสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุด จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,513,476.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2535 กับชำระเงิน 61,014,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 60,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดชำระหนี้ จนครบ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 70,000 บาท จำเลยทั้งสอง ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้ยากจนจริงยังมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาล จึงให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และ ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองหากจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้น ภายในกำหนด จนกระทั่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง จำเลยทั้งสองกลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปอีกโดยอ้างเหตุผลว่าไม่ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใน ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองยังติดใจอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองได้ยื่น คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่ไว้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2541 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ดังกล่าวในวันเดียวกับที่มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปแล้ว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองจึงฎีกาเป็นคดีนี้ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งสองไปแล้ว ทางแก้ของจำเลยทั้งสองคือ จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์และนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนด ระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และ รับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยเรื่องการขอขยายระยะเวลาให้จึงเป็นการไม่ชอบ

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้คืน ค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารมหานคร จำกัด
จำเลย — บริษัทเซปโก้ จำกัด ที่1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสำเรือง กมลละคร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2377/2545
#44721
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 เกิดเป็นความผิดขึ้นเริ่มแต่วันทำการก่อสร้างอาคารติดต่อเนื่องกันไปจนถึงวันทำการก่อสร้างอาคารเสร็จ อายุความฟ้องร้องจึงเริ่มนับถัดจากวันที่การก่อสร้างอาคารเสร็จลง การที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2535 การกระทำของจำเลยจึงเกิดเป็นความผิดเริ่มตั้งแต่ปี 2532 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่การก่อสร้างอาคารเสร็จ อายุความฟ้องร้องจึงเริ่มนับถัดจากปี 2535 เป็นต้นไป เมื่อฐานความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี อายุความฟ้องร้องจึงมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องและได้ตัวจำเลยมาส่งศาลในเดือนธันวาคม 2538คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นปี 2534 ถึงปลายปี 2535 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและผู้ดำเนินการก่อสร้างได้ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำนวน 2 อาคาร ต่อมานายกเทศมนตรีตำบลปากช่องได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างต่อเจ้าพนักงานและมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารดังกล่าว จำเลยฝ่าฝืนขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 21, 40,41, 65, 67, 70, 71 และปรับจำเลยเป็นรายวันตามกฎหมายจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 21, 40, 41, 65, 67, 70, 71 และปรับจำเลยเป็นรายวันตามกฎหมายจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำร้องของเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันมีบทลงโทษตามมาตรา 65 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 67 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนมาตรา 70 ของบทบัญญัติดังกล่าวก็เป็นเพียงเมื่อพฤติการณ์พิเศษตามกฎหมายบัญญัติไว้ ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 นั้น ก็หาได้บัญญัติถึงบทบัญญัติแห่งอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ซึ่งให้นำบทบัญญัติในภาค 1แห่งประมวลกฎหมายนี้ไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย อันต้องด้วยบทบัญญัติแห่งอายุความมาตรา 95 บัญญัติว่าในคดีอาญาถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ (4) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี (5)หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือต้องระวางโทษอย่างอื่นตามคำฟ้องที่ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ (ก) และ (ข) ว่า เมื่อระหว่างต้นปี 2534 ถึงปลายปี 2535 ถึงเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและผู้ดำเนินการก่อสร้างได้บังอาจกระทำความผิดตามกฎหมายดังโจทก์ฟ้อง แต่เมื่อศาลเรียกสำนวนการสอบสวนจากโจทก์มาเพื่อประกอบการพิจารณาอันชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้กลับปรากฏว่าคำให้การพยานโจทก์ทุกปากในชั้นสอบสวนให้การว่าอาคารพิพาทมีการปลูกสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2532 ถึง 2535 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ตรงกับที่มาเบิกความในชั้นศาล ประกอบกับทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานทุกปากต่างให้การทันทีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ยังมีโอกาสปรุงแต่ความคิดเป็นอื่นได้ทันเชื่อว่าต้องให้การเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา ดังนั้น เมื่อพยานโจทก์ต่างก็เป็นเจ้าพนักงานแห่งรัฐในท้องถิ่นต่างเริ่มรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นไป อายุความในทางกฎหมายจำต้องเริ่มนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป เมื่อฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องต้องมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกินหนึ่งปีแม้จะมีโทษปรับเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องก็ตาม ก็เป็นเพียงการต้องระวางโทษอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4)(5) ตามลำดับเท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้ฟ้องและนำตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลในวันที่ 21 ธันวาคม 2538 เป็นเวลากว่า 6 ปี นับแต่วันทราบเรื่องแห่งการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าว จึงหาจำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อระหว่างปี 2532 ถึงปี 2535 จำเลยได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทซึ่งเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวน 2 อาคาร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ต่อมาโจทก์ฟ้องและได้นำตัวจำเลยมายังศาลในวันที่21 ธันวาคม 2538 มีปัญหาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 นั้น จะเกิดเป็นความผิดขึ้นเริ่มแต่วันทำการก่อสร้างอาคารติดต่อเนื่องกันไปจนถึงวันทำการก่อสร้างอาคารเสร็จ ดังนั้น อายุความฟ้องร้องจึงเริ่มนับถัดจากวันที่การก่อสร้างอาคารเสร็จลง ปรากฏว่าจำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2535 การกระทำของจำเลยจึงเกิดเป็นความผิดเริ่มแต่ปี 2532 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่การก่อสร้างอาคารเสร็จ อายุความฟ้องร้องจึงเริ่มนับถัดจากปี 2535 เป็นต้นไป เนื่องจากฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี อายุความฟ้องร้องจึงมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เมื่อโจทก์ฟ้องและได้ตัวจำเลยมาส่งศาลในวันที่ 21ธันวาคม 2538 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น และเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่เหลือต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี"

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่เหลือต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง
จำเลย — นาย สุชาติ อำนวยมงคลพร
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2545
#44720
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599,1600เพื่อให้การบังคับเสร็จสิ้นไปเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาอันจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และ 44

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดิน ส่วนที่เป็นอาคารจำนวน 6 คูหา เนื้อที่ 25 คูณ 14 เมตร ตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบให้ได้ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยรื้อถอนเพิงที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นเพื่อจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

ระหว่างบังคับคดีจำเลยถึงแก่ความตาย นายตะวัน พรหมลิทธิ นายประหลาดพรหมลิทธิ และนายพงศ์กวี พรหมลัทธิ ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ต่อมานางแก้วตา อุทยานสิงห์หรือพรหมลิทธิ ผู้จัดการมรดกของจำเลยอีกคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย และยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งว่าระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าเบิกความ 2 ปาก ฝ่ายจำเลยโดยทนายจำเลยแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 ว่า ไม่ติดใจสืบพยานซึ่งกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการร่วมกันสมคบฉ้อฉลโดยเจตนาทุจริตระหว่างโจทก์กับทนายจำเลยเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว เป็นผลให้ศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง ทำให้คดีของจำเลยเสียหาย โดยไม่มีการแจ้งผลแห่งคดีและปล่อยให้คดีพ้นเวลาอุทธรณ์กระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จึงผิดระเบียบทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ไต่สวนคำร้องและเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทั้งหมด

โจทก์ไม่ค้านที่นางแก้วตาผู้ร้องที่ 4 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย แต่คัดค้านที่ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องที่ 4 ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด 8 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และตามคำร้องไม่ปรากฏว่ากระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ผู้ร้องที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 30 ธันวาคม 2539 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาระหว่างโจทก์ดำเนินการบังคับคดีจำเลยได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541ด้วยโรคชรา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 4 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 โดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1600 เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาอันจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 42 และ 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีโดยแต่งตั้งทนายความต่อสู้คดีมาแต่ต้น จนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ผู้ร้องที่ 4 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวที่อ้างว่าผิดระเบียบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห้าแยกแสควร์ จำกัด
จำเลย — นาง แถม พรหมลัทธิฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2545
#99339
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบให้ได้ ให้จำเลยใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ดังนี้ เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดีหน้าที่และความรับผิด ย่อมตกทอดแก่ทายาทเพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปเท่านั้น กรณีไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาอันจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 และ 44 เมื่อจำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีโดยแต่งตั้งทนายความต่อสู้คดีมาแต่ต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบให้ได้ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนเพิงที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

ระหว่างบังคับคดีจำเลยถึงแก่ความตาย นายตะวัน นายประหลาด และนายพงศ์กวี ผู้จัดการมรดกของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ต่อมานางแก้วตา ผู้จัดการมรดกของจำเลยอีกคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย และยื่นคำร้อง อีกฉบับหนึ่งว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าเบิกความ ๒ ปาก ฝ่ายจำเลยโดยทนายจำเลยแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ว่า ไม่ติดใจสืบพยาน ซึ่งกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการร่วมกันสมคบฉ้อฉลโดยเจตนาทุจริตระหว่างโจทก์กับทนายจำเลยเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว เป็นผลให้ศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง ทำให้คดีของจำเลยเสียหาย โดยไม่มีการแจ้งผลแห่งคดีและปล่อยให้คดีพ้นเวลาอุทธรณ์ กระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จึงผิดระเบียบ ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ไต่สวนคำร้องและเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทั้งหมด

โจทก์ไม่ค้านที่นางแก้วตาผู้ร้องที่ ๔ ขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย แต่คัดค้านที่ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องที่ ๔ ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด ๘ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และตามคำร้องไม่ปรากฏว่ากระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบ

ผู้ร้องที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๙๙, ๑๖๐๐ เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาอันจะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ และ ๔๔ แห่ง ป.วิ.พ. ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีโดยแต่งตั้งทนายความต่อสู้คดีมาแต่ต้น จนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ ผู้ร้องที่ ๔ จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวที่อ้างว่าผิดระเบียบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 42 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทห้าแยกสแควร์ จำกัด
จำเลย — นางแถม พรหมลัทธิ โดยนายตะวัน พรหมลัทธิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2545
#45680
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงปรากฏเพียงว่าโจทก์ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยในบ้านของผู้ร้อง และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตตามที่โจทก์ร้องขอเท่านั้น แต่ยังมิได้ทำการยึดทรัพย์สินใด ๆ ในบ้านของผู้ร้องกรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิ เมื่อไม่มีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมายแพ่งศาลจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยห้ามมิให้ดำเนินการบังคับคดีภายในบ้านของผู้ร้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 235,125 บาทแก่โจทก์โดยชำระงวดละ 20,000 บาท หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยเมื่อวันที่ 29 เมษายน2542 รวม 2 รายการ เป็นเงิน 60,000 บาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินที่บ้านเลขที่ 575/9ถนนพระองค์ดำ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจำเลยมิได้พักอาศัยอยู่ภายในบ้านดังกล่าว จำเลยมีชื่อเป็นผู้อาศัยในสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ภายในบ้านเลขที่ 575/8 ถนนพระองค์ดำ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกซึ่งเป็นบ้านของผู้ร้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตตามคำร้องขอแล้ว การบังคับคดีเช่นนี้ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายเพราะทรัพย์สินของผู้ร้องอาจตกอยู่ภายใต้การยึดอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้ยกเลิกการยึดทรัพย์ในบ้านผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยห้ามมิให้ดำเนินการบังคับคดีภายในบ้านของผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงปรากฏแต่เพียงว่าเมื่อวันที่ 4พฤษภาคม 2542 โจทก์ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยในบ้านเลขที่ 575/8 ถนนพระองค์ดำ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านของผู้ร้อง และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตตามที่โจทก์ร้องขอเท่านั้น แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ทำการยึดทรัพย์สินใด ๆ ในบ้านของผู้ร้อง กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมายแพ่ง ศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยห้ามมิให้ดำเนินการบังคับคดีภายในบ้านของผู้ร้องไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสน่ห์ เกิดปั้น
ผู้ร้อง — นาย ประวิทย์ กิตติกุลกันยากิจ
จำเลย — นาง ปิยาภา กิตติกันยาหรือศิริสกุลวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2371/2545
#99279
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง นั้น จำต้องมีการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยมีลักษณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน จำเลยที่ 1 และนาย ย. ต่างได้พูดขอร่วมเพศกับผู้เสียหายทำนองขอความยินยอมจากผู้เสียหายก่อน หากจำเลยที่ 1 และนาย ย. มีเจตนาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้นก็คงช่วยกันจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อข่มขืน กระทำชำเราผู้เสียหายในทันทีที่เข้าไปพบผู้เสียหายในขนำ ถือว่าจำเลยที่ 1 และนาย ย. ต่างมีเจตนาของตนเองไม่ เกี่ยวข้องกันและกันเพื่อที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แต่เนื่องจากเมื่อจำเลยพูดขอร่วมเพศกับผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยซึ่งได้ใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแต่ไม่สำเร็จ เพราะผู้เสียหายได้บีบอวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 ไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดเพียงพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๘๓

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง จำคุกคนละ ๑๕ ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ จะมีความผิดดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ต้องสมคบกับนายยุทธนามาแต่ต้น และขณะเกิดเหตุก็ได้ร่วมกันผลัดเปลี่ยนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย แต่ทางพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ และนายยุทธนาร่วมกระทำความผิดด้วยกันในลักษณะอย่างไร กับไม่ปรากฏว่าขณะจำเลยที่ ๑ กำลังพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น บุคคลทั้งสองได้ตกลงกันให้นายยุทธนารอที่จะเข้าข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนต่อไป ผู้เสียหายเพิ่งจะเบิก ความกล่าวถึงนายยุทธนาหลังจากที่จำเลยที่ ๑ พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว และเมื่อนายยุทธนาพาผู้เสียหายออกจากขนำที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายก็ไม่พบจำเลยที่ ๑ ด้วย โดยผู้เสียหายยังเบิกความอีกว่า ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ก็ไม่เคยเอ่ยชื่อถึงนายยุทธนาเลย นอกจากนั้นขณะที่จำเลยที่ ๑ และนายยุทธนาต่างเข้าไปพบผู้เสียหายในขนำที่เกิดเหตุคนละคราวนั้น จำเลยที่ ๑ และนายยุทธนาต่างก็พูดขอร่วมเพศกับผู้เสียหายทำนองขอความยินยอมจาก ผู้เสียหายก่อน แต่เมื่อผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยที่ ๑ และนายยุทธนาจึงได้ใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหากจำเลยที่ ๑ และนายยุทธนามีเจตนาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น จำเลยที่ ๑ และนายยุทธนาก็คง ช่วยกันจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในทันทีที่เข้าไปพบผู้เสียหายในขนำที่เกิดเหตุ บุคคลทั้งสองคงไม่จำต้องรั้งรอเพื่อพูดขอร่วมเพศกับผู้เสียหายด้วยความสมัครใจของผู้เสียหายก่อนเป็นแน่ พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ และนายยุทธนามีเจตนาร่วมกันผลัดเปลี่ยนข่มขืน กระทำชำเราผู้เสียหายมาแต่ต้น ถือว่าจำเลยที่ ๑ และนายยุทธนาต่างมีเจตนาของตนเองไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันเพื่อที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามฟ้อง แต่มีความผิดเพียงฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้นข้อต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ ๑ นั้นไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ วรรคแรก ประกอบด้วย มาตรา ๘๐ ให้จำคุก ๔ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 276 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสมชายหรือแหนดหรือพล อมรชาติ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545
#44141
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ระบุว่า ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชย เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้าง อันเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ข้อตกลงทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หมายถึงนายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้างได้นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ และบทบัญญัติมาตรา 17 มิได้มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสุดท้าย จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม2543 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนเดือนละ26,000 บาท และค่าบริการเดือนละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 4 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เป็นเวลา 1 เดือน 21 วัน เป็นเงิน 47,600 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 1,344,000 บาท จำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งสามจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องร่วมกันใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานทดลองงานมีกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 โดยตกลงกันล่วงหน้าว่าหากจำเลยที่ 1 พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกจ้างได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าจำเลยที่ 1 อาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และกรณีไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท กำหนดทดลองงาน 120 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 27 กรกฎาคม2543 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5ที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองงานได้ใช้บังคับได้เพราะในช่วงทดลองงานนายจ้างเป็นฝ่ายประเมินผลงานว่าสมควรจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง เมื่อไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลงานของโจทก์ไม่น่าพอใจก็เลิกจ้างในช่วงทดลองงานได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 47,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยไม่สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เพียงแต่ให้คู่ความรับข้อเท็จจริงทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจนั้นไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 1ก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์ในระหว่างทดลองงานหรือไม่ และผลการประเมินไม่เป็นที่พอใจจำเลยที่ 1 อย่างไร การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างสามารถเลิกสัญญาจ้างในระหว่างทดลองงานได้ หากเห็นว่าผลงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจหมายความว่าจำเลยที่ 1 ต้องมีการประเมินผลงานของโจทก์และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการประเมินว่าเป็นอย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้โจทก์ได้ปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์หรือและผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจอย่างไร แล้วจำเลยที่ 1 กลับเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาจ้างโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่ามีเหตุชอบธรรมในการเลิกจ้างโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดใด ๆต่อจำเลยที่ 1 อันเป็นสาเหตุให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5 ระบุว่า "ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากโรงแรมฯ (จำเลยที่ 1) ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของท่าน(โจทก์) ไม่เป็นที่น่าพอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม โรงแรมฯ มีสิทธิที่จะยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า และท่านไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชยแต่อย่างใดทั้งสิ้น" หมายความว่าในระหว่างทดลองงานหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1ข้อ 5 อันเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ข้อ 2.1 และ 2.2 ว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกเป็นวรรคสองและวรรคสี่) นั้น ต้องเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเท่านั้น ส่วนสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 4 ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 สิ้นสุดในวันที่ 27 กรกฎาคม 2543จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยที่ 1 สามารถบอกเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ เห็นว่า ระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 4 นั้นหมายถึงนายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสอง

ปัญหาว่าการบอกเลิกสัญญาจ้างในระหว่างการทดลองงานดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นำบทบัญญัติ มาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนคู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 ซึ่งได้บัญญัติถึงการเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณีคือ กรณีแรกสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่สองและที่สามเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 17 วรรคท้าย คือนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามมาตรา 119 และนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 โดยบทบัญญัติมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มิได้มีข้อยกเว้นไว้ว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสุดท้าย ดังนั้น จำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนีย์ นกน้อย
จำเลย — บริษัท วัชรกัญญา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545
#45195
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กำหนดว่า ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจและบอกเลิกสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้อันเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หมายถึง นายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสอง

การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 แต่ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ นำบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนายจ้างและลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิจะตกลงเกี่ยวกับการเลิกจ้างให้เป็นอย่างอื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แล้ว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 ซึ่งให้เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ 3 กรณี คือสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาและนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามมาตรา 119และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 มิได้มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าทั้ง 3 กรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคท้ายจำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนเดือนละ 26,000 บาท และค่าบริการเดือนละ2,000 บาท จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 4 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 1,344,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งสามจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องร่วมกันใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานทดลองงานมีกำหนด 120 วัน โดยตกลงกันล่วงหน้าว่าหากจำเลยที่ 1 พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกจ้างได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จำเลยที่ 1 อาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และกรณีไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ28,000 บาท กำหนดทดลองงาน 120 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 10กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองงานได้ใช้บังคับได้เพราะในช่วงทดลองงาน นายจ้างเป็นฝ่ายประเมินผลงานว่าสมควรจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง เมื่อไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากจำเลยที่ 1 เห็นว่า ผลงานของโจทก์ไม่น่าพอใจก็เลิกจ้างในช่วงทดลองงานได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 47,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยไม่สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เพียงแต่ให้คู่ความรับข้อเท็จจริงทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจนั้นไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์ในระหว่างทดลองงานหรือไม่และผลการประเมินไม่เป็นที่พอใจจำเลยที่ 1 อย่างไร การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 5 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างสามารถเลิกจ้างสัญญาจ้างในระหว่างทดลองงานได้หากเห็นว่าผลงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจ หมายความว่าจำเลยที่ 1 ต้องมีการประเมินผลงานของโจทก์และแจ้งให้โจทก์ทราบถึงผลการประเมินว่าเป็นอย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้โจทก์ได้ปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์หรือไม่ และผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจอย่างไร แล้วจำเลยที่ 1 กลับเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาจ้างโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่ามีเหตุชอบธรรมในการเลิกจ้างโจทก์และไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดใด ๆ ต่อจำเลยที่ 1 อันเป็นสาเหตุให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 5 ระบุว่า "ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากโรงแรมฯ (จำเลยที่ 1)ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของท่าน (โจทก์) ไม่เป็นที่น่าพอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม โรงแรมฯ มีสิทธิที่จะยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า และท่านไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชยแต่อย่างใดทั้งสิ้น" หมายความว่าในระหว่างทดลองงานหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 5 อันเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ข้อ 2.1 และ 2.2 ว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกเป็นวรรคสองและวรรคสี่) นั้น ต้องเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเท่านั้น ส่วนสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 สิ้นสุดในวันที่ 27กรกฎาคม 2543 จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างจำเลยที่ 1 สามารถบอกเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ เห็นว่า ระยะเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน ตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 นั้นหมายถึงนายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17วรรคสอง

ปัญหาว่าการบอกเลิกสัญญาจ้างในระหว่างการทดลองงานดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ซึ่งได้บัญญัติถึงการเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณีคือกรณีแรกสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่สองและที่สามเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 17 วรรคท้ายคือนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามมาตรา 119และนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โดยบทบัญญัติมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีข้อยกเว้นไว้ว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสุดท้าย ดังนั้น จำเลยจึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 575 ม. 582 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนีย์ นกน้อย
จำเลย — บริษัท วัชรกัญญา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2356/2545
#44719
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเงินที่เจ้าหนี้เรียกร้องจากลูกหนี้เป็นดอกเบี้ยอันเป็นดอกผลนิตินัยหรือเป็นเบี้ยปรับย่อมขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าเจ้าหนี้เรียกเอาเงินนั้นโดยอาศัยเหตุใด หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นหรือต่ำลงตามที่กำหนดในสัญญาโดยมิได้คำนึงว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ ย่อมเป็นดอกเบี้ยอันเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับตามอัตราที่เปลี่ยนแปลง ศาลจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงกว่านั้นไม่ได้ แต่ถ้าอาศัยข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้เรียกเอาจากลูกหนี้เนื่องจากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ย่อมเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามมาตรา 383

สัญญากู้เงินระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ไม่ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญา ผู้กู้ตกลงเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินที่ผิดนัด และเอกสารแสดงรายการชำระหนี้มีข้อความในตอนหมายเหตุว่า เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ21.00 ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป แสดงว่าโจทก์อาศัยสิทธิตามสัญญากู้เงินเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี เนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดังนี้แม้จะระบุว่าเงินดังกล่าวเป็นดอกเบี้ย แต่ก็เป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 570,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เปลี่ยนแปลงทั้งนี้ จำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 8,500 บาท มีกำหนด 10 ปี หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 21 ต่อปี จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 114488 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ดังกล่าวมีข้อสัญญาว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 723,252.20 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 458,438.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยออกขายทอดตลาด หากขาดจำนวนอยู่เท่าใดให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 458,438.20 บาท แก่โจทก์และดอกเบี้ย7,212.55 บาท กับให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของต้นเงิน 458,438.20 บาทนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้นำเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์หลังวันที่ 21 ตุลาคม 2540 มาหักออกจากดอกเบี้ยค้างชำระ หากมีเงินเหลือให้หักจากต้นเงินค้างชำระในวันที่ได้ชำระเงินด้วย หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 114488 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 570,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี แต่โจทก์อาจปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ และจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 8,500 บาท มีกำหนด 10 ปี มีข้อสัญญาว่าหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ยอมให้โจทก์คิดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 21 ของต้นเงินที่ผิดนัด ทั้งนี้ จำเลยได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 114488 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยยอมรับผิดในส่วนที่ขาด หลังจากนั้นจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2540 จึงผิดนัดไม่ชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์คิดเบี้ยปรับในยอดหนี้ที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี คงมีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 เป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งที่เจ้าหนี้เรียกร้องจากลูกหนี้เป็นดอกเบี้ยอันเป็นดอกผลนิตินัยหรือเป็นเบี้ยปรับย่อมขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าเจ้าหนี้เรียกเอาเงินจำนวนนั้นโดยอาศัยเหตุใด หากเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นหรือต่ำลงตามที่กำหนดในสัญญาโดยมิได้คำนึงว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ เงินจำนวนนั้นย่อมเป็นดอกเบี้ยอันเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับตามอัตราที่เปลี่ยนแปลง ศาลจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงกว่านั้นไม่ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้อาศัยข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้เรียกเอาเงินจำนวนหนึ่งจากลูกหนี้เนื่องจากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เงินจำนวนดังกล่าวย่อมเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 4 ระบุไว้ชัดเจนว่า "ในกรณีที่ผู้กู้ไม่ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อ 3 ผู้กู้ตกลงเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินที่ผิดนัด..." และเอกสารแสดงรายการชำระหนี้หมาย จ.11 แผ่นที่ 2 มีข้อความในตอนหมายเหตุว่า "เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 21.00 ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป" เห็นได้ว่าโจทก์อาศัยสิทธิตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 4 เรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีเนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดังนี้ แม้ในเอกสารหมาย จ.11 จะระบุว่าเงินดังกล่าวเป็นดอกเบี้ย แต่ก็เป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจลดลงได้เป็นจำนวนตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 12 ต่อปี นั้น ตามเอกสารแสดงรายการชำระหนี้หมาย จ.11 ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ12 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามปกติก่อนที่จำเลยผิดนัดย่อมไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี ปัญหาว่าควรลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนเท่าใด จึงจะเหมาะสมแก่ทางได้เสียของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งยังมิได้ผ่านการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนสินเอเซีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง สมศรี รังสิยเวคินหรือศิริเบญจพล
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2545
#43460
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จะต้องเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งวันพ้นโทษก็คือพ้นโทษจำคุกในคดีก่อนนั่นเอง ดังนั้น เมื่อคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้ว่าจำเลยจะมาทำความผิดขึ้นอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษก็ตาม ก็เพิ่มโทษมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92, 276, 277 ทวิ, 297 และเพิ่มโทษตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก ให้จำคุก 6 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297(8) ให้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษมาแล้ว ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยได้มากระทำความผิดในคดีนี้อีก จึงให้เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและไม่เพิ่มโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ศาลเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งวันพ้นโทษก็คือพ้นโทษจำคุกในคดีก่อนนั่นเอง ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ได้รับสำเนาแล้ว ก็มิได้แก้ฎีกาคัดค้านประการใด กรณีเช่นนี้จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้ว่าจำเลยจะมาทำความผิดขึ้นอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษก็ตาม ก็เพิ่มโทษมิได้ ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลย จำเลยต้องโทษจำคุกรวม 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เกียรศักดิ์ สูตรไชย
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2545
#112741
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 92 นั้นผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการ ลงโทษไว้ จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษเมื่อจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 276, 277 ทวิ, 297 และเพิ่มโทษตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและไม่เพิ่มโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลเพิ่มโทษจำเลยตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้ต้องเป็น ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งวันพ้นโทษก็คือพ้นโทษจำคุกในคดีก่อนนั่นเอง ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการ ลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ได้รับสำเนาแล้ว ก็มิได้ แก้ฎีกาคัดค้านประการใด กรณีเช่นนี้จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้ว่าจำเลยจะมาทำ ความผิดขึ้นอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษก็ตาม ก็เพิ่มโทษมิได้ ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลย ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลย จำเลยต้องโทษจำคุกรวม 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเกียรติศักดิ์ สูตรไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมปอง เสนเนียม
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2301/2545
#44718
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินและทำแผนที่วิวาทตามคำขอของโจทก์ แม้จะมีคำสั่งภายหลังโจทก์และจำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทำแผนที่วิวาทเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอหรือจะสั่งตามที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอก็ได้ เมื่อศาลอนุญาตแล้วแม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ตามมาตรา 87(2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3711 จำเลยที่ 2เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60089, 60090 และ 60091 พร้อมบ้านตึกแถวจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลูกสร้างและต่อเติมดัดแปลงบ้านตึกแถวดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และก่อสร้างพื้นคอนกรีตบนที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ยินยอมและไม่อนุญาต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจใช้สอยและหาประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวโดยปกติสุข หากโจทก์นำที่ดินออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนบ้านตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์โดยปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปในที่ดินของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านและออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลงตึกแถวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ และไม่ได้ก่อสร้างพื้นคอนกรีตบนที่ดินของโจทก์ ที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยก่อสร้างรุกล้ำเป็นที่ดินสาธารณะไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.2 ถึง 1.5 เมตร ออกไป ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนแผ่นป้ายส่วนที่รุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทและทำแผนที่วิวาทตามคำขอของโจทก์และจำเลยทั้งสองทำการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทและทำแผนที่วิวาทตามคำขอของโจทก์ แม้จะได้มีคำสั่งภายหลังจากที่โจทก์และจำเลยทั้งสองได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอุทธรณ์คัดค้านด้วยว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ให้ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์ในข้อที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ดังกล่าว คงรับอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่จำเลยทั้งสองไม่นำเงินมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ ปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวจึงเป็นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานั้นอีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นรับฟังแผนที่วิวาทซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อรับรองและโจทก์ไม่ได้ระบุพยานเพิ่มเติมประกอบพยานหลักฐานอื่นรวมทั้งข้อเท็จจริงจากการเดินเผชิญสืบได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทำแผนที่วิวาทนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ซึ่งบทมาตราดังกล่าวนี้ศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ หรือจะสั่งตามที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอก็ได้ เมื่อศาลอนุญาตแล้ว แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87(2) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน สำหรับแผนที่วิวาทนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ลงชื่อรับรองแต่จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่วิวาทดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับโฉนดที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 2 ทั้งสามแปลงอย่างไร ศาลชั้นต้นจึงรับฟังแผนที่วิวาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นรวมข้อเท็จจริงจากการเดินเผชิญสืบได้ และศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยโดยอาศัยการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการเดินเผชิญสืบและแผนที่วิวาทแล้วฟังว่าจำเลยทั้งสองสร้างแผ่นป้ายโฆษณารุกล้ำที่ดินพิพาทของโจทก์ มิใช่ฟังจากการเดินเผชิญสืบหรือแผนที่วิวาทเท่านั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 87 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุมาลี คุณพาณิชย์อนันต์
จำเลย — บริษัท แดวูพระราม 2 (1995) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2301/2545
#99616
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 86 วรรคท้าย ในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจะสั่งให้นำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติมก็ได้ และแม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้เช่นกันตาม ป.วิ.พ.มาตรา 87 (2) การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทำแผนที่วิวาท แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ลงชื่อรับรอง แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่วิวาทดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลชั้นต้นจึงรับฟังแผนที่วิวาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนบ้านตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์โดยปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านและออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันปลูกสร้างต่อเติมดัดแปลงตึกแถวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ และไม่ได้ก่อสร้างพื้นคอนกรีตบนที่ดินของโจทก์ ที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยก่อสร้างรุกล้ำเป็นที่ดินสาธารณะไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ประมาณ ๑.๒ ถึง ๑.๕ เมตร ออกไป ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนแผ่นป้ายส่วนที่รุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ... คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นจะรับฟังแผนที่วิวาทซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อรับรองและโจทก์ไม่ได้ระบุพยานเพิ่มเติมประกอบพยานหลักฐานอื่นรวมทั้งข้อเท็จจริงจากการเดินเผชิญสืบได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทำแผนที่วิวาทนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖ วรรคท้าย ซึ่งบทมาตราดังกล่าวนี้ ศาลสามารถสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ หรือจะสั่งตามที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอก็ได้ เมื่อศาลอนุญาตแล้ว แม้คู่ความจะมิได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบเพิ่มเติมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗ (๒) ส่วนพยานหลักฐานนั้นจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานสำหรับแผนที่วิวาทนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ลงชื่อรับรอง แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งว่าแผนที่วิวาทดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับโฉนดที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๒ ทั้งสามแปลงอย่างไร ศาลชั้นต้นจึงรับฟังแผนที่วิวาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นรวมทั้งข้อเท็จจริงจากการเดินเผชิญสืบได้ และศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยโดยอาศัยการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการเดินเผชิญสืบและแผนที่วิวาทแล้วฟังว่าจำเลยทั้งสองสร้างแผ่นป้ายโฆษณารุกล้ำที่ดินพิพาทของโจทก์ มิใช่ฟังจากการเดินเผชิญสืบหรือแผนที่วิวาทเท่านั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายตุล เมฆยงค์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคท้าย ม. 87 (2)
ชื่อคู่ความ
คุณพาณิชย์อนันต์ — นางสุมาลี
กับพวก — บริษัทแดวูพระราม 2 (1995) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2545
#44717
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบริษัทรับประกันชีวิตแก่ประชาชนทั่วไปจึงมีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นจำนวนมาก เมื่อมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกับ พ. ทั้งจำเลยไม่ได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า อาการน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคที่ต้องห้ามที่จำเลยจะไม่รับประกันภัย การที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรดำเนินคดีแทน พ. ผู้บริโภค จึงได้มอบหมายให้โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีกับจำเลย จึงเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ให้เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค และได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2532 จ่าสิบเอกปรีชา คำคงศักดิ์ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตแบบตลอดชีพสะสมทรัพย์พิเศษไว้กับจำเลยมีกำหนดตลอดชีพของผู้ประกันภัย จำนวนเงินเอาประกันภัย 110,000 บาท และผลประโยชน์เพิ่มเติมอุบัติเหตุ (เอ.ไอ.) จำนวน 100,000 บาท อุบัติเหตุ (เอ.ดี.ดี.) จำนวน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมประกันภัยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี จำนวน 100,000บาท รวมเป็นเงิน 410,000 บาท หากผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายภายในกำหนดระยะเวลาประกันภัยและเกิดจากอุบัติเหตุ จำเลยจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่นางเพ็ญศรีใจบุญ ผู้รับประโยชน์ ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2533 จ่าสิบเอกปรีชาประสบอุบัติเหตุและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2533 นางเพ็ญศรีได้ขอรับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าจ่าสิบเอกปรีชาได้ละเว้นหรือไม่เปิดเผยความจริงถึงข้อบกพร่องของสุขภาพ อันเป็นการละเมิดสิทธิของนางเพ็ญศรีผู้บริโภค จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26ตุลาคม 2533 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 138,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 548,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 410,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้บริโภค

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้รับประโยชน์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 138,375 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาลตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเอกสารหมาย จ.1 และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งมายังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2532 จ่าสิบเอกปรีชา คำคงศักดิ์ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตแบบตลอดชีพสะสมทรัพย์พิเศษไว้กับจำเลยจำนวนเงินเอาประกันภัย 110,000 บาทและผลประโยชน์เพิ่มเติมอุบัติเหตุ (เอ.ไอ.) จำนวน 100,000 บาท อุบัติเหตุ (เอ.ดี.ดี.) จำนวน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมประกันภัยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี จำนวน 100,000 บาท โดยระบุให้นางเพ็ญศรี ใจบุญ เป็นผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตายโดยอุบัติเหตุผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินจากจำเลยรวม 410,000 บาท ตามสำเนากรรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2533 จ่าสิบเอกปรีชาได้ประสบอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2533 ด้วยสาเหตุสมองได้รับความกระทบกระเทือน ตามสำเนารายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.8 นางเพ็ญศรีแจ้งให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว แต่จำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 26 ตุลาคม 2533 ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เอาประกันภัยมีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพและได้รับการรักษาพยาบาลก่อนวันยื่นใบสมัครขอทำสัญญาประกันชีวิต โดยผู้เอาประกันภัยละเว้นหรือไม่เปิดเผยความจริงถึงความบกพร่องในสุขภาพดังกล่าวตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าชดเชยมรณกรรมเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2534 นางเพ็ญศรีได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามบันทึกคำร้องเรียนเอกสารหมาย จ.10 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยเอาเปรียบผู้บริโภค จึงมีมติเห็นชอบให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแทนนางเพ็ญศรี ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการ ตามสำเนารายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 4.3 และ จ.18 ข้อ 4.16คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรี เนื่องจากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยตรงว่าจ่าสิบเอกปรีชารู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับความบกพร่องของร่างกายและสุขภาพซึ่งอาจจะได้จูงใจจำเลยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาหรือรู้อยู่แล้วแถลงข้อความอันเป็นเท็จทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ การที่จำเลยปฏิเสธไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นการปฏิเสธโดยมีเหตุผลและตามกฎหมายให้สิทธิจำเลยไว้เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีของจ่าสิบเอกปรีชาผู้เอาประกันภัยรายนี้เท่านั้นซึ่งจำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ จึงมิใช่เป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่เป็นธรรมซึ่งจะเป็นความเสียหายหรือกระทบต่อประโยชน์ของผู้บริโภคโดยรวม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 10 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้... (7) ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39" และมาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคหรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ หรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาลและเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้" ปัญหาว่าการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตและปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรีผู้รับประโยชน์เป็นกรณีซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า การที่จำเลยปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางเพ็ญศรีผู้ร้องโดยอ้างอาการอ่อนเพลียของผู้เอาประกันภัยซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าไม่ใช่โรคนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง และไม่ใช่แต่เพียงผู้ร้องรายเดียวที่ประสบกับเหตุลักษณะนี้ แต่คาดว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของผู้บริโภคโดยส่วนรวมและเพื่อป้องปรามผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยทั้งหลายไม่ให้เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม การดำเนินคดีแทนผู้ร้องจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมเห็นว่า จำเลยเป็นบริษัทรับประกันชีวิตแก่ประชาชนทั่วไปจึงมีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นจำนวนมากที่โจทก์นำสืบว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ ทั้งจำเลยก็นำสืบรับว่า จำเลยไม่ได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า อาการน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคที่ต้องห้ามที่จำเลยจะไม่รับประกันภัย ที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรดำเนินคดีแทนนางเพ็ญศรีผู้บริโภค จึงได้มอบหมายให้โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีกับจำเลยจึงเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพล ยุติธาดา ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2545
#45679
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบริษัทรับประกันชีวิตแก่ประชาชนทั่วไปจึงมีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นจำนวนมาก โดยโจทก์นำสืบว่าการที่จำเลยปฏิเสธใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ พ. ผู้ร้องโดยอ้างอาการอ่อนเพลียของผู้เอาประกันภัยซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าไม่ใช่โรคนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและไม่ใช่เพียงผู้ร้องรายเดียวที่ประสบกับเหตุลักษณะนี้ แต่คาดว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ ทั้งจำเลยก็รับว่าไม่มีระเบียบกำหนดให้อาการน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคต้องห้ามที่จะไม่รับประกันภัย ดังนั้น ที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรดำเนินคดีแทน พ. ผู้บริโภค จึงมอบหมายให้โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีกับจำเลย จึงเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ มาตรา 10(7) และมาตรา 39 แล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย

ก่อนที่ ป. จะยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ป. เคยเข้ารับการรักษาและนอนพักในโรงพยาบาลหลายครั้งด้วยอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เจ็บหน้าอก ใจสั่น เพราะเหตุน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่ ป. ก็มิได้แถลงข้อความจริงในเรื่องดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งในทางการแพทย์แล้วไม่ถือว่าการมีน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไฮโปโกซีเมียเป็นโรคติดต่อเพราะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับบุคคลทั่วไปที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หากรับประทานอาหารเข้าไปก็จะหายโดยไม่ต้องใช้ยา แม้จำเลยจะอ้างว่าการมีน้ำตาลในเลือดต่ำอาจมีสาเหตุมาจากการดื่มสุราด้วยก็ตาม แต่หากดื่มสุราและยังรับประทานอาหารตรงเวลาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำคงไม่เกิดขึ้นทั้งจำเลยก็ไม่มีระเบียบว่า ผู้เอาประกันภัยที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคต้องห้ามมิให้ทำสัญญาประกันชีวิต ได้ความว่าก่อนรับทำสัญญาประกันชีวิต จำเลยได้จัดให้แพทย์ทำการตรวจสุขภาพของ ป. แล้ว ซึ่งปรากฏว่าป. มีสุขภาพแข็งแรง ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าอาการน้ำตาลในเลือดต่ำของ ป. เกิดจากการดื่มสุราจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฉะนั้นที่ ป. ไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้จำเลยทราบจึงไม่อาจอนุมานเอาได้ว่า ถ้าได้เปิดเผยข้อความจริงเช่นนั้นจะจูงใจให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาอันจะทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่าง ป. กับจำเลยตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย เนื่องจากอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์ โดยมิได้ทำผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ พ. ผู้รับประโยชน์ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ให้เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค และได้รับมอบหมายให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่เมืองฮ่องกง และได้รับอนุญาตให้เปิดสาขาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2532 จ่าสิบเอกปรีชา คำคงศักดิ์ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตแบบตลอดชีพสะสมทรัพย์พิเศษไว้กับจำเลยมีกำหนดตลอดชีพของผู้ประกันภัย จำนวนเงินเอาประกันภัย 110,000 บาท และผลประโยชน์เพิ่มเติมอุบัติเหตุ (เอ.ไอ.) จำนวน100,000 บาท อุบัติเหตุ (เอ.ดี.ดี.) จำนวน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมประกันภัยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี จำนวน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 410,000 บาท หากผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายภายในกำหนดระยะเวลาประกันภัยและเกิดจากอุบัติเหตุ จำเลยจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้รับประโยชน์ ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2533 จ่าสิบเอกปรีชาประสบอุบัติเหตุและถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2533 นางเพ็ญศรีได้ขอรับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าจ่าสิบเอกปรีชาได้ละเว้นหรือไม่เปิดเผยความจริงถึงข้อบกพร่องของสุขภาพ อันเป็นการละเมิดสิทธิของนางเพ็ญศรีผู้บริโภค จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2533 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 138,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 548,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 410,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้บริโภค

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคหรือฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประกันชีวิต ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าใจข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม และจำเลยไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะผู้เอาประกันภัยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพทั้งเคยรับการรักษาก่อนวันยื่นคำขอทำประกันชีวิตกับจำเลย ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ และจำเลยได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญา จำเลยไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้รับประโยชน์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 138,375 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยมติคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภคมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาลตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเอกสารหมาย จ.1 และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งมายังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2532 จ่าสิบเอกปรีชา คำคงศักดิ์ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตแบบตลอดชีพสะสมทรัพย์พิเศษไว้กับจำเลยจำนวนเงินเอาประกันภัย 110,000 บาทและผลประโยชน์เพิ่มเติมอุบัติเหตุ (เอ.ไอ.) จำนวน 100,000 บาท อุบัติเหตุ (เอ.ดี.ดี.)จำนวน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมประกันภัยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี จำนวน100,000 บาท โดยระบุให้นางเพ็ญศรี ใจบุญเป็นผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตายโดยอุบัติเหตุผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินจากจำเลยรวม 410,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2533 จ่าสิบเอกปรีชาได้ประสบอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15สิงหาคม 2533 ด้วยสาเหตุสมองได้รับความกระทบกระเทือน ตามสำเนารายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพ เอกสารหมาย จ.8 นางเพ็ญศรีแจ้งให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว แต่จำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 26 ตุลาคม 2533 ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เอาประกันภัยมีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ และได้รับการรักษาพยาบาลก่อนวันยื่นใบสมัครขอทำสัญญาประกันชีวิต โดยผู้เอาประกันภัยละเว้นหรือไม่เปิดเผยความจริงถึงความบกพร่องในสุขภาพดังกล่าวตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าชดเชยมรณกรรมเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาวันที่ 25มิถุนายน 2534 นางเพ็ญศรีได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามบันทึกคำร้องเรียนเอกสารหมาย จ.10 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเลยเอาเปรียบผู้บริโภค จึงมีมติเห็นชอบให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแทนนางเพ็ญศรีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภคดำเนินการตามสำเนารายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 4.3 และ จ.18 ข้อ 4.16 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรีเนื่องจากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยตรงว่าจ่าสิบเอกปรีชารู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับความบกพร่องของร่างกายและสุขภาพซึ่งอาจจะได้จูงใจจำเลยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือรู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นเท็จทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ การที่จำเลยปฏิเสธไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นการปฏิเสธ โดยมีเหตุผลและตามกฎหมายให้สิทธิจำเลยไว้ เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีของจ่าสิบเอกปรีชาผู้เอาประกันภัยรายนี้เท่านั้นซึ่งจำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ จึงมิใช่เป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่เป็นธรรมซึ่งจะเป็นความเสียหายหรือกระทบต่อประโยชน์ของผู้บริโภคโดยรวม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 10 บัญญัติว่า"คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้...(7) ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39" และมาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคหรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ หรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้" ปัญหาว่าการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตและปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรีผู้รับประโยชน์เป็นกรณีซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมหรือไม่โจทก์นำสืบว่า การที่จำเลยปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางเพ็ญศรีผู้ร้อง โดยอ้างอาการอ่อนเพลียของผู้เอาประกันภัยซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าไม่ใช่โรคนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง และไม่ใช่แต่เพียงผู้ร้องรายเดียวที่ประสบกับเหตุลักษณะนี้ แต่คาดว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของผู้บริโภคโดยส่วนรวมและเพื่อป้องปรามผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยทั้งหลายไม่ให้เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม การดำเนินคดีแทนผู้ร้องจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม เห็นว่า จำเลยเป็นบริษัทรับประกันชีวิตแก่ประชาชนทั่วไปจึงมีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นจำนวนมาก ที่โจทก์นำสืบว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ ทั้งจำเลยก็นำสืบรับว่าจำเลยไม่ได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า อาการน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคที่ต้องห้ามที่จำเลยจะไม่รับประกันภัย ที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรดำเนินคดีแทนนางเพ็ญศรีผู้บริโภค จึงได้มอบหมายให้โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีกับจำเลย จึงเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยรับประกันชีวิตจ่าสิบเอกปรีชาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าก่อนที่จ่าสิบเอกปรีชาจะยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย จ่าสิบเอกปรีชาผู้เอาประกันภัยเคยเข้ารับการรักษาและนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลลพบุรีหลายครั้งหลายหนด้วยอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เจ็บหน้าอก ใจสั่น เพราะเหตุน้ำตาลในเลือดต่ำ กรณีเป็นเรื่องที่จ่าสิบเอกปรีชาผู้เอาประกันภัยมีสุขภาพไม่สมบูรณ์และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อนทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย แต่ไม่ได้แถลงข้อความจริงในเรื่องดังกล่าวให้จำเลยทราบในคำขอเอาประกันชีวิต ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุจูงใจจำเลยให้ต้องเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตกับจ่าสิบเอกปรีชา สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยได้บอกล้างแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องใช้เงินตามสัญญาดังกล่าวให้แก่นางเพ็ญศรีผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายแพทย์กรณาธิป สุพพัตเวช ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากจำเลยให้เป็นผู้ตรวจสุขภาพของจ่าสิบเอกปรีชาเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ทำการตรวจสุขภาพจ่าสิบเอกปรีชาตามแบบฟอร์มที่จำเลยกำหนดไว้ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งในขณะตรวจสุขภาพจ่าสิบเอกปรีชามีสุขภาพแข็งแรง ต่อมาพยานได้ร่วมชันสูตรพลิกศพจ่าสิบเอกปรีชากับพนักงานสอบสวน พยานได้ลงความเห็นในการถึงแก่ความตายของจ่าสิบเอกปรีชาว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือน จึงได้ทำรายงานไว้ตามรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.8 ต่อมากรมการประกันภัยได้มีหนังสือสอบถามประวัติการรักษาของจ่าสิบเอกปรีชาโรงพยาบาลจังหวัดลพบุรีได้มอบหมายให้พยานรายงานการตรวจรักษาส่งไปให้ตามสำเนาหนังสือรายงานเอกสารหมาย ป.จ.1 และจากการตรวจสุขภาพจ่าสิบเอกปรีชาพบว่ามีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไฮโปไกซีเมีย ซึ่งเกิดจากการขาดสารอาหารหรือเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ ทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อ การรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไฮโปไกซีเมียต้องให้กลูโคสซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำตาลในเลือดให้แก่ผู้ป่วย และโจทก์มีนายแพทย์วรวิทย์ เล็บนาค อนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์ของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า อาการน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นทางแพทย์ถือว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับบุคคลทั่วไปที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลาไม่ถือว่าเป็นโรคใด การรักษาเพียงแต่รับประทานอาหารเข้าไปก็จะหายโดยไม่ต้องใช้ยาส่วนที่จะต้องให้ผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการฝ่ายจำเลยมีนายแพทย์บุญมี สุภัครพงษ์กุล พนักงานของจำเลยเบิกความว่า การมีน้ำตาลในเลือดต่ำนอกจากจะมีสาเหตุจากการอดอาหารแล้วยังมีสาเหตุจากการดื่มสุราด้วย ซึ่งทางจำเลยเข้าใจว่าในกรณีนี้เกิดจากสาเหตุการดื่มสุรา ดังนี้ จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนจ่าสิบเอกปรีชาจะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย จ่าสิบเอกปรีชาได้เคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจังหวัดลพบุรีด้วยอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้และอาเจียน โดยอาการดังกล่าวเกิดจากน้ำตาลในเลือดต่ำสาเหตุเกิดจากการอดอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ส่วนสาเหตุจากการดื่มสุราตามที่จำเลยอ้างนั้น เห็นว่า หากดื่มสุราแต่ยังคงรับประทานอาหารตรงเวลาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำคงไม่เกิดขึ้น และจำเลยก็ไม่ได้มีระเบียบกำหนดไว้ว่า กรณีผู้เอาประกันภัยมีน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคที่ต้องห้ามมิให้ทำสัญญาประกันชีวิต ทั้งก่อนรับทำสัญญาประกันชีวิต จำเลยก็ได้จัดให้แพทย์ทำการตรวจสุขภาพของจ่าสิบเอกปรีชาก่อนแล้วปรากฏว่าจ่าสิบเอกปรีชามีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยว่าอาการน้ำตาลในเลือดต่ำของจ่าสิบเอกปรีชาเกิดจากการดื่มสุรา จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจ่าสิบเอกปรีชาผู้ตายมีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงก่อนจะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย และที่จ่าสิบเอกปรีชามีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำก็มิใช่โรค ฉะนั้น ที่จ่าสิบเอกปรีชาไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้จำเลยทราบในคำขอเอาประกันชีวิต จึงไม่อาจอนุมานเอาได้ว่าถ้าได้เปิดเผยข้อความจริงเช่นนั้นจะจูงใจให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาอันจะทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างจ่าสิบเอกปรีชากับจำเลยตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจ่าสิบเอกปรีชาผู้เอาประกันภัยได้ถึงแก่ความตาย เนื่องจากอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำโดยผู้เอาประกันภัยไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยรับประกันชีวิตจ่าสิบเอกปรีชาและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรีผู้รับประโยชน์ตามสัญญาที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 (7) ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพล ยุติธาดา ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท อเมริกันอินเตอร์ แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2545
#99324
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ พ. ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตโดยอ้างอาการอ่อนเพลียของผู้เอาประกันภัย ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าไม่ใช่โรคนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมอบหมายให้โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีแก่จำเลยเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม ชอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ป. มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงก่อนจะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย การที่นาย ป. มีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นทางแพทย์ถือว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับบุคคลทั่วไปที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ไม่ถือว่าเป็นโรค ฉะนั้น ที่ ป. ไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้จำเลยทราบในคำขอเอาประกันชีวิตจึงไม่อาจอนุมานเอาได้ว่า ถ้าได้เปิดเผยความจริงเช่นนั้น จะจูงใจให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา อันจะทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่าง ป. กับจำเลยตกเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ เมื่อ ป. ได้ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ พ. ผู้รับประโยชน์ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิต ๕๔๘,๓๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้บริโภค

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคหรือฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประกันชีวิต ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าใจข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม และจำเลยไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะผู้เอาประกันภัยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ ทั้งเคยรับการรักษาก่อนวันยื่นคำขอทำประกันชีวิตกับจำเลย ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ และจำเลยได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญา จำเลยไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๓ จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่นางเพ็ญศรี ใจบุญ ผู้รับประโยชน์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๑๓๘,๓๗๕ บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้? (๗) ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา ๓๙" และมาตรา ๓๙ บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ หรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้" ปัญหาว่าการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตและปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรีผู้รับประโยชน์ เป็นกรณีซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า การที่จำเลยปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางเพ็ญศรีผู้ร้องโดยอ้างอาการอ่อนเพลียของผู้เอาประกันภัยซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าไม่ใช่โรคนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง และไม่ใช่แต่เพียงผู้ร้องรายเดียวที่ประสบกับเหตุลักษณะนี้ แต่คาดว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของผู้บริโภคโดยส่วนรวมและเพื่อป้องปรามผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยทั้งหลายไม่ให้เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม การดำเนินคดีแทนผู้ร้องจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม เห็นว่า จำเลยเป็นบริษัทรับประกันชีวิตแก่ประชาชนทั่วไปจึงมีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นจำนวนมาก ที่โจทก์นำสืบว่ายังมีประชาชนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวนมากที่ประสบกับเหตุลักษณะทำนองเดียวกันนี้ ทั้งจำเลยก็นำสืบรับว่าจำเลยไม่ได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า อาการน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคที่ต้องห้ามที่จำเลยจะไม่รับประกันภัย ฉะนั้น ที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นสมควรดำเนินคดีแทนนางเพ็ญศรีผู้บริโภค จึงได้มอบหมายให้โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินคดีกับจำเลยจึงเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในส่วนรวม ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยรับประกันชีวิตจ่าสิบเอกปรีชาหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนจ่าสิบเอกปรีชาจะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย จ่าสิบเอกปรีชาได้เคยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจังหวัดลพบุรีด้วยอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้และอาเจียน โดยอาการดังกล่าวเกิดจากน้ำตาลในเลือดต่ำ สาเหตุเกิดจากการอดอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ส่วนสาเหตุจากการดื่มสุราตามที่จำเลยอ้างนั้น เห็นว่า หากดื่มสุราแต่ยังคงรับประทานอาหารตรงเวลาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำคงไม่เกิดขึ้น และจำเลยก็ไม่ได้มีระเบียบกำหนดไว้ว่า กรณีผู้เอาประกันภัยมีน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นโรคที่ต้องห้ามมิให้ทำสัญญาประกันชีวิต ทั้งก่อนรับทำสัญญาประกันชีวิต จำเลยก็ได้จัดให้แพทย์ทำการตรวจสุขภาพของจ่าสิบเอกปรีชาก่อนแล้ว ปรากฏว่าจ่าสิบเอกปรีชามีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยว่าอาการน้ำตาลในเลือดต่ำของจ่าสิบเอกปรีชาเกิดจากการดื่มสุราจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จ่าสิบเอกปรีชาผู้ตายมีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงก่อนจะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย และที่จ่าสิบเอกปรีชามีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำก็มิใช่โรค ฉะนั้นที่จ่าสิบเอกปรีชาไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้จำเลยทราบในคำขอเอาประกันชีวิต จึงไม่อาจอนุมานเอาได้ว่า การไม่เปิดเผยข้อความจริงเช่นนั้นจะจูงใจให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา อันจะทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างจ่าสิบเอกปรีชากับจำเลยตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จ่าสิบเอกปรีชาผู้เอาประกันภัยได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำโดยผู้เอาประกันภัยไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยรับประกันชีวิตจ่าสิบเอกปรีชาและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเพ็ญศรีผู้รับประโยชน์ตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 ม. 39
ป.พ.พ. ม. 865
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพล ยุติธาดา
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ มุกดาประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เตชะกำธร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2291/2545
#44716
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกการหย่าในเรื่องทรัพย์สินระบุว่า บ้านที่เกิดเหตุพร้อมที่ดินที่มีชื่อร่วมกันจำเลยยอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายเพียงผู้เดียว จำเลยจึงย่อมรู้แก่ใจดีว่าบ้านเกิดเหตุพร้อมที่ดินเป็นของผู้เสียหายไปแล้ว จำเลยหามีสิทธิกระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านดังกล่าวไม่ การที่จำเลยตะโกนเรียกให้ผู้เสียหายเปิดประตูรับจำเลยในยามวิกาลทั้งที่ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยหมดสิ้นไปแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ยอมเปิดประตูจำเลยจึงขึ้นไปชั้นบนของบ้านแล้วใช้ขวานทุบและฟันลูกบิดประตูห้องนอนของผู้เสียหายจนชำรุดใช้การไม่ได้ และยังใช้มีดฟันวงกบและงัดบานประตูไม้ชั้นล่างและกลอนประตูจนหลุด จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทำลายวงกบบานประตู กลอนและลูกบิดประตูเพื่อให้จำเลยผ่านเข้าไปในบ้านและห้องนอนของผู้เสียหายได้ ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำโดยรู้สำนึกและประสงค์ต่อผลตามเจตนาของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีขวานและมีดอีโต้เป็นอาวุธบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางพรทิพย์ จงกลฐากร ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วตะโกนข่มขู่อันเป็นการรบกวนการครอบครองเคหสถานของผู้เสียหายโดยปกติสุข และขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้วจำเลยใช้ขวานและมีดอีโต้ดังกล่าวฟัน ทุบ งัด ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งบานประตูไม้สัก วงกบพร้อมกลอนของผู้เสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายรวม 3,500 บาท หลังจากนั้นจำเลยโดยมีขวานและมีดอีโต้เป็นอาวุธติดตัวเข้าไปในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรแล้วลักเอาเงินสดจำนวน 300 บาทของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 358, 365, 90, 91 ริบขวานของกลางให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 300 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2418/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง), 358 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธจำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก1 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2418/2542ของศาลชั้นต้น ริบขวานของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 300 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นางพรทิพย์จงกลฐากร ผู้เสียหายเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมาก่อนและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ผู้เสียหายและบุตรพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 11มีนาคม 2540 ผู้เสียหายจดทะเบียนหย่ากับจำเลยและทำบันทึกการหย่าในเรื่องทรัพย์สินโดยจำเลยยอมยกที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายแต่ผู้เดียวแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยมีเจตนาทำให้วงกบ บานประตูไม้สักและลูกบิดพร้อมกลอนประตูบ้านที่เกิดเหตุเสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการหย่าเอกสารหมาย จ.3ในเรื่องทรัพย์สินระบุไว้ชัดเจนว่า บ้านที่เกิดเหตุพร้อมที่ดินซึ่งมีชื่อร่วมกัน จำเลยยินยอมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้จำเลยย่อมรู้แก่ใจดีว่า บ้านที่เกิดเหตุพร้อมที่ดิน จำเลยได้ยกให้แก่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวไปแล้ว จำเลยหามีสิทธิกระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านที่เกิดเหตุไม่ ดังนั้น การที่จำเลยตะโกนเรียกให้ผู้เสียหายเปิดประตูบ้านรับจำเลยในเวลาวิกาลทั้งที่ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยและผู้เสียหายหมดสิ้นไปแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ยอมเปิดประตูบ้านรับจำเลย จำเลยจึงขึ้นไปชั้นบนของบ้านที่เกิดเหตุใช้ขวานทุบและฟันลูกบิดประตูห้องนอนของผู้เสียหายด้านที่ติดกับระเบียงจนชำรุดใช้การไม่ได้ตามภาพถ่ายหมาย จ.10และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 2 แล้วจำเลยได้ใช้มีดฟันวงกบและงัดบานประตูไม้สักชั้นล่างและกลอนประตูจนหลุดออกตามภาพถ่ายหมาย จ.8 จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทำลายวงกบบานประตู กลอนและลูกบิดประตูเพื่อให้จำเลยผ่านเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุและห้องนอนของผู้เสียหายได้ ความเสียหายต่อทรัพย์สินดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำโดยรู้สำนึกและประสงค์ต่อผลตามเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยงัดบานประตูบานเดิมนี้มาก่อนนั้นก็ไม่อาจรับฟังหักล้างเจตนาของจำเลยที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวได้

สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์นั้น โจทก์มีนางพรทิพย์ผู้เสียหายเบิกความว่าขณะนอนอยู่ที่ห้องนอนชั้นบนได้ยินเสียงจำเลยตะโกนเรียกให้เปิดประตู จากนั้นได้ยินเสียงจำเลยทุบลูกบิดประตูห้องนอน แต่จำเลยเข้าห้องนอนของพยานไม่ได้ เพราะติดกลอนภายใน จำเลยจึงเดินลงไปชั้นล่างทุบและงัดประตูหลังบ้านจนหลุดออก พยานเห็นจำเลยเดินเข้ามาในบ้านจึงวิ่งหนีไปที่บ้านเพื่อนบ้าน หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงพยานกลับเข้าบ้านก็พบว่าห้องนอนถูกรื้อค้นและเงินจำนวน 300 บาท ที่อยู่ในกระเป๋าใส่เงินวางไว้ที่หัวเตียงได้หายไป รุ่งเช้าพยานจึงไปแจ้งความ ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กหญิงวลัยภรณ์ ศรีกันทา บุตรของจำเลยและผู้เสียหายซึ่งได้ยินเสียงจำเลยเดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านและตะโกนเรียกผู้เสียหาย จากนั้นเห็นจำเลยเดินถือมีดเข้ามาในห้องนอน ถามหาผู้เสียหายแล้วจำเลยเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของผู้เสียหาย เด็กหญิงวลัยภรณ์ได้ยินเสียงรื้อค้นของในห้องนอนประมาณ 10 นาที จำเลยก็ลงมาชั้นล่างแล้วออกจากบ้านไป นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกสุธี จำปาพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่า ตอนเช้าของวันเกิดเหตุผู้เสียหายมาแจ้งความกล่าวหาจำเลยด้วยว่าลักเงินสดจำนวน 300 บาท ที่เก็บไว้บริเวณหัวเตียงไป พยานจึงทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.7 บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.14 บัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.12 และถ่ายรูปเตียงนอนของผู้เสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.9 การที่จำเลยกลับขึ้นไปที่ห้องนอนของผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่งทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผู้เสียหายไม่อยู่ในห้องนั้นแล้ว และรื้อค้นในลักษณะหาทรัพย์สิน ตามคำเบิกความของเด็กหญิงวลัยภรณ์บุตรของจำเลยซึ่งไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เมื่อผู้เสียหายกลับมาก็พบว่าห้องนอนถูกรื้อค้นตรงตามคำเบิกความของเด็กหญิงวลัยภรณ์และเงินสดจำนวน 300 บาท ได้หายไปจึงไปแจ้งความในเช้าของวันเกิดเหตุทันทีว่าจำเลยลักเงินสดจำนวนดังกล่าวไปพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลเชื่อมโยงกันเช่นนี้จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ลักเอาเงินสดจำนวน 300 บาท ไปจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 335 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย สวาท ศรีกันทา
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ