คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2545
#99828
เปิดฉบับเต็ม

เด็กและมารดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่บุคคลทั้งสองไม่อาจให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ.มาตรา 1548 วรรคสาม ผู้ร้องไม่อาจกระทำได้โดยวิธีอื่นนอกจากดำเนินการทางศาล ในเมื่อบุคคลที่จะต้องให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีผู้ใดยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ ผู้ร้องก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับนางดวง คำสุวรรณ อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน ๗ คน มีจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์ คำสุวรรณ เป็นบุตรคนที่หกของผู้ร้อง ต่อมานางดวงและจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์ถึงแก่ความตาย ทางราชการจะจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่ทายาทของจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์ ผู้ร้องเป็นทายาทเพียงคนเดียวที่จ่าสิบตำรวจไชยณรงค์ได้ทำหนังสือระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดไว้ ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบีบนรับรองจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์ คำสุวรรณ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง โดยขอให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของภริยาและบุตรผู้ร้อง ซึ่งไม่อาจให้ความยินยอมตามกฎหมายได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะบิดาจะจดทะเบียนรับผู้ตายเป็นบุตร ซึ่งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิทางศาลได้ ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจวินิจฉัยว่า นางดวงมารดาของจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์และจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์ผู้เป็นบุตรถึงแก่ความตายแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่บุคคลทั้งสองไม่อาจให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๘ วรรคสาม ผู้ร้องไม่อาจกระทำได้โดยวิธีอื่นนอกจากดำเนินการทางศาล ในเมื่อบุคคลที่จะต้องให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีผู้ใดยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ ผู้ร้องก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิพากษาว่าจ่าสิบตำรวจไชยณรงค์เป็นบุตร อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแล้วดำเนินการต่อไปตามรูปคดี.

นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวงศ์ คำสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนจังหวัดสงขลา — นายสุประวัติ ฤทธิ์ชู
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2447/2545
#44727
เปิดฉบับเต็ม

รั้วลวดหนามของโจทก์ต้องรื้อถอนเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตเวนคืนเป็นความยาว160 เมตร โจทก์เพียงแต่จ้างคนงานมารื้อถอน ขนย้ายเสาไปปักตามแนวเขตใหม่แล้วขนย้ายลวดหนามที่ม้วนเก็บได้นำไปยึดติดกับเสาเหล่านั้นเท่านั้น วัสดุที่ใช้เป็นวัสดุเดิมขนย้ายไปใกล้ ๆ และคนงานก็คงไม่ต้องใช้มาก เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามจำนวน 22,253.78 บาท ที่กำหนดให้มากเพียงพอแล้ว จะคิดราคาเป็นตารางเมตรเหมือนกับสร้างขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(5) บัญญัติไว้ว่า "พึงกำหนดให้เฉพาะค่ารื้อถอนค่าขนย้าย และค่าปลูกสร้างใหม่เท่านั้น"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5526 และ 10021 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถูกเวนคืนบางส่วน เนื้อที่3 งาน 21 ตารางวา และ 32 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามและไม้ยืนต้น 6 ต้น เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางปะอิน-ปากเกร็ด โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนรวมทั้งสิ้น 2,034,773.78 บาท ตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ไปแล้ว แต่เห็นว่าไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ถมแล้ว ที่ดินใกล้เคียงซื้อขายกันไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 10,000 บาท โจทก์ควรได้เงินค่าทดแทนที่ดินเป็นเงิน3,530,000 บาท รั้วลวดหนามควรได้เงินค่าทดแทนตารางเมตรละ 500 บาท เป็นเงิน160,000 บาท ไม้ยืนต้นให้ผลได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ปีละ 10,000 บาท ควรได้เงินค่าทดแทน 60,000 บาท รวมเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 3,750,000 บาท จำเลยทั้งสามต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 1,715,226.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2539 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 22,267.51บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,737,493.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า เงินค่าทดแทนเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 757,726.22 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน โฉนดเลขที่ 5526 และ 10021 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา และ 6 ไร่ 1 งาน8 ตารางวา ซึ่งถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเนื้อที่ 3 งาน 21 ตารางวา และ 32 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามสูง 2 เมตร ยาว 160 เมตร และไม้ยืนต้น 6 ต้นเพื่อสร้างทางพิเศษสายบางปะอิน-ปากเกร็ด โดยการดำเนินการเพื่อเวนคืนนั้นอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน... พ.ศ. 2539 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ ตารางวาละ 6,000 บาทและ 2,000 บาท ตามลำดับ กำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามเป็นเงิน22,253.78 บาท และไม้ยืนต้น 6 ต้น เป็นเงิน 22,520 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีฯ ไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นเพิ่มเงินค่าทดแทนให้สองรายการ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5526 เพิ่มให้เป็นตารางวาละ 8,500 บาท และสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามเพิ่มให้เป็น 64,000 บาทศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5526 และสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้หรือไม่... สำหรับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามซึ่งโจทก์ฎีกาว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้โจทก์ต่ำไปนั้น ปรากฏตามรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯครั้งที่ 1/2539 เอกสารหมาย ล.1 ว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้จ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกเวนคืนเฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้ายและค่าปลูกสร้างใหม่ตามมาตรา 18(5) เห็นว่า รั้วลวดหนามเป็นสิ่งที่รื้อถอนและปลูกสร้างใหม่ได้ง่าย ไม่เกิดความเสียหายมากมายอยู่แล้ว รั้วลวดหนามของโจทก์ต้องรื้อถอนเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตเวนคืนเป็นความยาว 160 เมตร โจทก์เพียงแต่จ้างคนงานมารื้อถอน ขนย้ายเสาไปปักตามแนวเขตใหม่แล้วขนย้ายลวดหนามที่ม้วนเก็บได้นำไปยึดติดกับเสาเหล่านั้นเท่านั้นวัสดุที่ใช้เป็นวัสดุเดิมขนย้ายไปใกล้ ๆ และคนงานก็คงไม่ต้องใช้มาก เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามจำนวน 22,253.78 บาท ที่กำหนดให้มากเพียงพอแล้ว จะคิดราคาเป็นตารางเมตรเหมือนกับสร้างขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เพราะมาตรา 18(5) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "พึงกำหนดให้เฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย และค่าปลูกสร้างใหม่เท่านั้น"เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรั้วลวดหนามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์ นับว่าเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว จึงไม่สมควรกำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อมิได้กำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นที่โจทก์ฎีกาในเรื่องดอกเบี้ยมาด้วยจึงไม่ต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มัลติเพอร์โพส แลนด์แอนด์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2447/2545
#47380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาก่อนการเวนคืนภายในระยะเวลา 5 ปี ในราคาเฉลี่ยตารางวาละ 2,383.50 บาท โดยโจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทอยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำประโยชน์ที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เข้ากรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 22 ที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินพิพาทในขณะที่โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมา ทั้งที่ดินพิพาทอยู่ในทำเลที่ห่างไกล แม้จะอยู่ติดถนนสาธารณะและถมดินไว้แล้ว แต่จากสภาพความเจริญของท้องถิ่นในระยะเวลาที่ผ่านไป 5 ปี ไม่น่าจะทำให้ที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้ ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 6,000 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นแก่โจทก์กับดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมจำนวน 1,737,493.73บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้ใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18, 21, 22, 24 ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ โดยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 10021 ซึ่งเป็นที่ดินไม่มีทางออกตารางวาละ 2,000 บาท เป็นเงิน 64,000บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 5526 ตารางวาละ 6,000 บาท เป็นเงิน 1,926,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนรั้วลวดหนาม 22,253.78 บาท ไม้ยืนต้น 6 ต้น เป็นเงิน22,520 บาท เงินค่าทดแทนดังกล่าวเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์จำนวน757,726.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5526เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา ราคา 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2534ก่อนการเวนคืนภายใน 5 ปี ในราคาเฉลี่ยตารางวาละ 2,383.50 บาทที่ดินพิพาทอยู่ในทำเลที่ห่างไกล แม้จะอยู่ติดถนนสาธารณะคือถนนเลียบคลองวัดตระพังและถมดินไว้แล้ว จากสภาพความเจริญของท้องถิ่นเห็นได้ว่าระยะเวลาที่ผ่านไป 5 ปี ไม่น่าจะทำให้ที่ดินแปลงนี้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้ ทั้งโจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทอยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง และได้ที่ดินพิพาทมาก่อนการเวนคืนภายใน 5 ปี เข้ากรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 22 ที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ต่ำกว่าเงินทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินพิพาทในขณะที่โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมา ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 6,000 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มัลติเพอร์โพส แลนด์แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2447/2545
#99322
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาก่อนการเวนคืนภายในระยะเวลา 5 ปี ในราคาเฉลี่ยตารางวาละ 2,383.50 บาท โดยโจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทอยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำประโยชน์ที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เข้ากรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 22 ที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินพิพาทในขณะที่โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมา ทั้งที่ดินพิพาทอยู่ในทำเลที่ห่างไกล แม้จะอยู่ติดถนนสาธารณะและถมดินไว้แล้ว แต่จากสภาพความเจริญของท้องถิ่นในระยะเวลาที่ผ่านไป 5 ปี ไม่น่าจะทำให้ที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้ ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 6,000 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นแก่โจทก์กับดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมจำนวน ๑,๗๓๗,๔๙๓.๗๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้ใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๑๘ , ๒๑ , ๒๒ , ๒๔ ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ โดยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๐๒๑ ซึ่งเป็นที่ดินไม่มีทางออกตารางวาละ ๒,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๖๔,๐๐๐ บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๒๖ ตารางวาละ ๖,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑,๙๒๖,๐๐๐ บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนรั้วลวดหนาม ๒๒,๒๕๓.๗๘ บาท ไม้ยืนต้น ๖ ต้น เป็นเงิน ๒๒,๕๒๐ บาท เงินค่าทดแทนดังกล่าวเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๗๕๗,๗๒๖.๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๕๕๒๖ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ๙๑ ตารางวา ราคา ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๔ ก่อนการเวนคืนภายใน ๕ ปี ในราคาเฉลี่ยตารางวาละ ๒,๓๘๓.๕๐ บาท ที่ดินพิพาทอยู่ในทำเลที่ห่างไกล แม้จะอยู่ติดถนนสาธารณะคือถนนเลียบคลองวัดตระพังและถมดินไว้แล้ว จากสภาพความเจริญของท้องถิ่นเห็นได้ว่าระยะเวลาที่ผ่านไป ๕ ปี ไม่น่าจะทำให้ที่ดินแปลงนี้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้ ทั้งโจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทอยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง และได้ที่ดินพิพาทมาก่อนการเวนคืนภายใน ๕ ปี เข้ากรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๒๒ ที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ต่ำกว่าเงินทดแทนที่ดินที่กำหนดตามมาตรา ๒๑ ก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าราคาที่ดินพิพาทในขณะที่โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมา ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ ๖,๐๐๐ บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายสุพจน์ แสงประชากุล ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทมัลติเพอร์โพส แลนด์แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์
กับพวก — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2438 -ที่ 2439/2545
#46111
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ภายในกำหนดให้แก่โจทก์โจทก์รับมอบงานและชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ครบถ้วน ส่วนงวดที่ 4 ชำระเพียงบางส่วน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้บอกเลิกสัญญาหลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วโจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 ก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 โจทก์ยอมรับมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 และชำระค่าจ้างให้ครบถ้วน แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1ยังคงปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจ้างต่อไป โดยมิได้ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ และไม่จำต้องมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก แต่จำเลยที่ 1 กลับก่อสร้างงานงวดที่ 7 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายไม่แล้วเสร็จและละทิ้งงาน ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

แม้โจทก์จะมีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันในกรณีส่งมอบงานล่าช้าตามสัญญาแต่หลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วคู่กรณีก็ไม่ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ วันที่มีการส่งมอบงานล่าช้าจึงไม่มีอีกต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน คงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนั้นต่อให้เสร็จตามสัญญาจ้าง เพื่อทดแทนความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 และหากโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 223

จำเลยที่ 1 ละทิ้งงานงวดที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2538 ซึ่งโจทก์ควรรีบใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 อันเป็นเวลาห่างกันเกือบ4 เดือน จากนั้นโจทก์เพิ่งมาทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ให้ก่อสร้างงานต่อในส่วนที่เหลือ หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วเป็นเวลาถึง 1 ปี 5 เดือนเศษ ย่อมทำให้ราคาค่าก่อสร้างงานสูงขึ้นและส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนและให้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนเป็นพับ โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนไม่ถูกต้องเพราะสำนวนแรกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นคู่ความด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกกรมสามัญศึกษาว่าโจทก์เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัดระโนดวิศวโยธา นางวาสนา เพ็งจันทร์นายลบ เพ็งจันทร์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ว่าจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4ตามลำดับ

สำนวนแรกจำเลยที่ 1 ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนลำพะยาประชานุเคราะห์ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ในราคา 5,946,249 บาท กำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวด รวม 7 งวด โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 มอบหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 4 ต่อโจทก์ในวงเงิน 297,312.45 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ทำงานแล้วเสร็จภายในกำหนดรวม 4 งวด โจทก์ชำระค่าจ้างให้จำเลยที่ 1ครบถ้วนเพียง 3 งวด ส่วนงวดที่ 4 โจทก์ชำระเพียง 59,350.36 บาท คงค้างชำระ654,199.52 บาท โดยอ้างว่าเงินงบประมาณประจำปีหมด ซึ่งโจทก์ทราบดีอยู่แล้วมาแต่ต้นแต่จงใจปิดบังจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปรวม 2 ครั้ง โจทก์เพิกเฉยไม่ให้คำตอบ ต่อมาโจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระงวดที่ 4 แต่เป็นการชำระหลังวันพ้นกำหนดตามสัญญาแล้วถึง 130 วัน จำเลยที่ 1 ทำงานล่าช้าเนื่องจากโจทก์ไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำงานงวดที่ 5 และที่ 6 เสร็จสิ้น พร้อมทั้งส่งมอบงานแก่โจทก์ โจทก์ชำระค่าจ้างครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ทำงานงวดที่ 7 ได้ประมาณร้อยละ 90 คิดเป็นเงิน 850,000 บาท โจทก์ก็ยังไม่มีคำตอบอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ขยายเวลาก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับเรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้างที่ได้ทำงานไปแล้ว 850,000 บาท และขอคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 4แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย จำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายเพียง 700,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,712.33 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 720,712.33 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 4 แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียน โดยจำเลยที่ 1ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาแรงงาน วัสดุเครื่องใช้ ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ชนิดดีเพื่อใช้ในงานก่อสร้างตามสัญญาจำเลยที่ 1 ทำงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 แล้วเสร็จ และส่งมอบแล้ว โจทก์ชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ครบถ้วน แต่คงค้างชำระค่าจ้างงวดที่ 4 บางส่วนเนื่องจากงบประมาณประจำปี 2537 ที่โจทก์ได้รับจัดสรรหมด ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปรวม 2 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 หยุดทำงานไป 57 วัน โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบงานงวดที่ 5 ถึงที่ 7ตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าปรับตามสัญญาแต่จำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก ต่อมาโจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระงวดที่ 4 และจำเลยที่ 1ส่งมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 ซึ่งโจทก์ก็ได้ชำระค่าจ้างไปครบถ้วนแล้วแต่เมื่อถึงงวดที่ 7จำเลยที่ 1 ทำงานได้เพียงร้อยละ 40 แล้วละทิ้งงาน การที่โจทก์ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 ครบถ้วนตามสัญญาไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่จะทำให้การก่อสร้างต้องล่าช้า เพราะเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องจัดหาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ปฏิบัติงานรวมทั้งจัดซื้อวัสดุและจัดหาแรงงานตามสัญญา ทั้งไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาก่อสร้างได้ โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต่อมาโจทก์มีหนังสือไม่อนุมัติให้จำเลยที่ 1 ขยายเวลาก่อสร้างจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนลำพะยาประชานุเคราะห์ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ในราคา 5,946,249บาท กำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวด รวม 7 งวด จำเลยที่ 1 ตกลงเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2537หากก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนดยอมให้โจทก์ปรับวันละ 5,946 บาท และจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการคุมงานอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาไปจนถึงวันที่แล้วเสร็จ ในการนี้จำเลยที่ 4 ออกหนังสือค้ำประกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 297,312.45 บาท ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ทำงานแล้วเสร็จรวม 4 งวด และส่งมอบงานแล้ว โจทก์ชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ครบถ้วน แต่ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 ให้เพียง 59,350.36 บาท คงค้างชำระ 654,199.52บาท เนื่องจากงบประมาณประจำปี 2537 หมด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปรวม 2 ครั้ง และหยุดงานไปรวม 57 วัน โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบงานงวดที่ 5 ถึงที่ 7 ตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งการปรับไปถึงจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก120 วัน โจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระงวดที่ 4 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2538 ตามลำดับซึ่งโจทก์ชำระค่าจ้างให้ครบถ้วนแล้ว สำหรับงานงวดที่ 7 จำเลยที่ 1 ทำงานได้เพียงร้อยละ40 แล้วละทิ้งงาน จากนั้นโจทก์มีหนังสือไม่อนุมัติให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาก่อสร้างและมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมกับแจ้งให้ชำระค่าปรับวันละ 5,946 บาท นับแต่วันผิดนัดส่งมอบงานคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนถึงวันบอกเลิกสัญญาคือวันที่ 11 กันยายน 2538 รวม 326 วัน เป็นเงิน 1,938,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 2 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ย146,176.29 บาท การที่จำเลยที่ 1 ละทิ้งงาน ทำให้โจทก์เสียหายและต้องว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่และต้องเสียค่าจ้างสูงขึ้นไปจากเดิมจำนวน 1,127,825.22 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 3,212,397.51 บาท เมื่อนำค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระจำเลยที่ 1 จำนวน700,000 บาท หักออกแล้วโจทก์ยังคงเสียหายอยู่เป็นเงิน 2,512,397.51 บาท โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ชำระค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 เพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,512,397.51บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยในวงเงินไม่เกิน 297,312.45 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างตามฟ้องกับโจทก์แต่จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนตรงเวลาตามสัญญา ทำให้การทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากขาดเงินทุนหมุนเวียน เมื่อจำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาก่อสร้างโจทก์ก็ไม่ให้คำตอบ จำเลยที่ 1 ยังคงทำงานต่อมาถึงงวดที่ 7 ได้ งานประมาณร้อยละ 90 แล้วก็ยังไม่ได้คำตอบจากโจทก์เรื่องขอขยายเวลาก่อสร้างทั้งที่กรรมการตรวจการจ้างประชุมแล้วมีมติเห็นควรให้ขยายเวลาก่อสร้างได้ จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์ชำระค่าจ้างที่ทำไปแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย งานที่เหลือในงวดที่ 7 มีไม่เกิน 191,825.22 บาท โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่สูงกว่าความเป็นจริง ในส่วนของค่าปรับตามสัญญานั้นกำหนดเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.1 ของค่าก่อสร้างทั้งหมด จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานแล้วจนถึงงวดที่ 7 ค่าปรับต้องคิดจากค่าจ้างเป็นงวดสุดท้ายซึ่งคิดได้เพียงวันละ 1,308 บาทและโจทก์มีสิทธิคิดได้เพียง 166 วัน เป็นเงิน 217,128 บาท รวมความเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 408,953.22 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1ตามฟ้องจริง แต่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 700,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 ตุลาคม 2538) ไม่ให้เกิน20,712.33 บาท ให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงิน 30,000 บาท และสำหรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 4 ตุลาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะจำเลยที่ 4 ให้ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 297,312.45 บาท ให้ยกฟ้องสำนวนคดีแรก ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลในสำนวนหลังให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ทั้งสองสำนวนทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนลำพะยาประชานุเคราะห์ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ในราคา 5,946,249 บาท กำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวด รวม 7 งวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2537 มีข้อตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับวันละ 5,946 บาท และค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานอีกวันละ 200 บาท ในระหว่างนั้น หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1ยอมให้ริบหลักประกัน จำเลยที่ 4 ออกหนังสือค้ำประกันให้ไว้เป็นเงิน 297,312.45 บาทกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนั้นต่อให้แล้วเสร็จตามสัญญา และค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานเพิ่ม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานให้แก่โจทก์ภายในกำหนดรวม 4 งวดโจทก์ชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว ส่วนงวดที่ 4 โจทก์ชำระให้เพียง 59,350.36 บาท คงค้างชำระเป็นเงิน 654,199.52 บาท เนื่องจากงบประมาณประจำปี 2537 หมด จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือ 2 ฉบับ ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2537 และ3 พฤศจิกายน 2537 ขอขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 120 วัน โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับชำระค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดที่ 4 วันที่ 11 พฤศจิกายน2537 โจทก์ชำระค่าจ้างส่วนที่ค้างชำระในงวดที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2538 ตามลำดับซึ่งโจทก์รับมอบงานและชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ทำงานงวดที่ 7 ไม่แล้วเสร็จก็ละทิ้งงาน และมีหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม2538 ตามเอกสารหมาย ล.7 ส่วนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน2538 ตามเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2540 โจทก์ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสินธนากร ให้ก่อสร้างงานงวดที่ 7 ที่ค้างจนแล้วเสร็จในราคา 1,736,000 บาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างและค่าเสียหายมีเพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ภายในกำหนดให้แก่โจทก์ โจทก์รับมอบงานและชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ส่วนงวดที่ 4 โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1เพียง 59,350.36 บาท คงค้างชำระ 654,199.52 บาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้บอกเลิกสัญญา หลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมรับค่าจ้างดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6โจทก์ยอมรับมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 และชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจ้างต่อไป โดยมิได้ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ และไม่จำต้องมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีกแต่อย่างใด เพราะหากจำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์ย่อมรับมอบงานและชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ดังเช่นที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยปฏิบัติมาแล้วในงวดที่ 5 และที่ 6 แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ 7 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายไม่แล้วเสร็จก็ละทิ้งงานทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ส่วนปัญหาต่อไปเรื่องค่าเสียหายนั้นเห็นว่าแม้โจทก์จะมีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน วันละ 5,946 บาท ในกรณีส่งมอบงานล่าช้าตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 15 ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่หลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาจ้างแล้ว คู่กรณีโดยจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ โจทก์ก็ไม่ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสาระสำคัญ ดังนี้วันที่มีการส่งมอบงานล่าช้าจึงไม่มีอีกต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันคงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนั้นต่อให้เสร็จตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 16 เท่านั้น ซึ่งค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นการเรียกค่าเสียหายเพื่อทดแทนความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223เมื่อจำเลยที่ 1 ละทิ้งงานงวดที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2538 ซึ่งโจทก์ควรรีบใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2538 อันเป็นเวลาห่างกันเกือบ4 เดือน จากนั้นโจทก์เพิ่งมาทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสินธนากรให้ก่อสร้างงานต่อในส่วนที่เหลือเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1แล้วเป็นเวลาถึง 1 ปี 5 เดือนเศษ โดยไม่ปรากฏเหตุผลแห่งความล่าช้า ดังนี้ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมทำให้ราคาค่าก่อสร้างงานสูงขึ้นและส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลานานที่ผ่านมา เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์โดยใช่เหตุรวมอยู่ด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ทั้งสองสำนวนและให้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนเป็นพับ โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะสำนวนแรกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นคู่ความด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสำนวนแรกแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสำนวนหลังแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ 4ในสำนวนหลังทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 223 ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ระโนดวิศวโยธา
จำเลย — กรมสามัญศึกษา
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2438 -ที่ 2439/2545
#99341
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียน กำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวดรวม 7 งวด จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ภายในกำหนดแก่โจทก์ โจทก์รับมอบงานและชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ครบถ้วน ส่วนงวดที่ 4 โจทก์ชำระค่าจ้างไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกัน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้บอกเลิกสัญญา หลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมรับค่าจ้างดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ 1 ก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 5 และที่ 6 โจทก์ก็ยอมรับมอบงานและชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจ้างต่อไป โดยมิได้ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ 7 ไม่แล้วเสร็จก็ละทิ้งงานทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

โจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันว่า ในกรณีส่งมอบงานล่าช้าตามสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับวันละ 5,946 บาท แต่เมื่อครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาจ้างแล้ว คู่กรณีโดยจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ โจทก์ก็ไม่ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ วันที่มีการส่งมอบงานล่าช้าจึงไม่มีอีกต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน คงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนั้นต่อให้เสร็จเท่านั้น

ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็นการเรียกค่าเสียหายเพื่อทดแทนความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนค่าเสียหายลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 เมื่อจำเลยที่ 1 ละทิ้งงานงวดที่ 7 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2538 โจทก์ควรรีบใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อเดือนกันยายน 2538 อันเป็นเวลาห่างกันเกือบ 4 เดือน จากนั้นโจทก์เพิ่งมาทำสัญญาจ้างบุคคลภายนอกให้ก่อสร้างงานต่อในส่วนที่เหลือเมื่อเดือนมีนาคม 2540 หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แล้วถึง 1 ปี 5 เดือนเศษ โดยไม่ปรากฏเหตุผลแห่งความล่าช้า ดังนี้ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมทำให้ราคาค่าก่อสร้างสูงขึ้นและส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์โดยใช่เหตุรวมอยู่ด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกกรมสามัญศึกษาว่าโจทก์ เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด ระโนดวิศวโยธา นางวาสนา เพ็งจันทร์ นายลบ เพ็งจันทร์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ว่าจำเลยที่ ๑ ถึงจำเลยที่ ๔ ตามลำดับ

สำนวนแรกจำเลยที่ ๑ ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารเรียน โจทก์ผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับเรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้างที่ได้ทำงานไปแล้ว ๘๕๐,๐๐๐ บาท และขอคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ ๔ แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยที่ ๑ เสียหาย จำเลยที่ ๑ ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๗๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๐,๗๑๒.๓๓ บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน ๗๒๐,๗๑๒.๓๓ บาท แก่จำเลยที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ ๔ แก่จำเลยที่ ๑

โจทก์ให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารเรียน โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต่อมาโจทก์มีหนังสือไม่อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ขยายเวลาก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๔ ออกหนังสือค้ำประกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ทำงานงวดที่ ๗ ได้เพียงร้อยละ ๔๐ แล้วละทิ้งงาน โจทก์มีหนังสือไม่อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ขยายระยะเวลาก่อสร้างและมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมกับแจ้งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒,๕๑๒,๓๙๗.๕๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดด้วยในวงเงินไม่เกิน ๒๙๗,๓๑๒.๔๕ บาท

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างตามฟ้องกับโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนตรงเวลาตามสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์ชำระค่าจ้างที่ทำไปแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องจริง แต่จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๘) ไม่ให้เกิน ๒๐,๗๑๒.๓๓ บาท ให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ ๔ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท และสำหรับจำเลยที่ ๔ เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะจำเลยที่ ๔ ให้ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน ๒๙๗,๓๑๒.๔๕ บาท ให้ยกฟ้องสำนวนคดีแรก ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลในสำนวนหลังให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ ๘,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ทั้งสองสำนวนทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างและค่าเสียหายมีเพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภายในกำหนดให้แก่โจทก์ โจทก์รับมอบงานและชำระค่าจ้างงวดที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วน ส่วนงวดที่ ๔ โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ เพียง ๕๙,๓๕๐.๓๖ บาท คงค้างชำระ ๖๕๔,๑๙๙.๕๒ บาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา แต่จำเลยที่ ๑ ก็มิได้บอกเลิกสัญญา หลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดที่ ๔ ให้แก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ยอมรับค่าจ้างดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ ๕ และที่ ๖ โจทก์ยอมรับมอบงานงวดที่ ๕ และที่ ๖ และชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วน แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ยังคงปฏิบัติต่อกันตามสัญญาจ้างต่อไป โดยมิได้ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ และไม่จำต้องมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีกแต่อย่างใด เพราะหากจำเลยที่ ๑ ดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ย่อมรับมอบงานและชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังเช่นที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ เคยปฏิบัติมาแล้วในงวดที่ ๕ และที่ ๖ แต่จำเลยที่ ๑ กลับดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ ๗ ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายไม่แล้วเสร็จก็ละทิ้งงาน ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ส่วนปัญหาต่อไปเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิปรับจำเลยที่ ๑ เป็นรายวัน วันละ ๕,๙๔๖ บาท ในกรณีส่งมอบงานล่าช้าตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๓ ข้อ ๑๕ ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่หลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาจ้างแล้ว คู่กรณีโดยจำเลยที่ ๑ ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าจ้างเป็นงวดเป็นสาระสำคัญ โจทก์ก็ไม่ถือเอากำหนดเวลาส่งมอบงานเป็นสาระสำคัญ ดังนี้วันที่มีการส่งมอบงานล่าช้าจึงไม่มีอีกต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิปรับจำเลยที่ ๑ เป็นรายวัน คงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนั้นต่อให้เสร็จตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. ๓ ข้อ ๑๖ เท่านั้น ซึ่งค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นการเรียกค่าเสียหายเพื่อทดแทนความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๒ หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๓ เมื่อจำเลยที่ ๑ ละทิ้งงานงวดที่ ๗ ตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ซึ่งโจทก์ควรรีบใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ อันเป็นเวลาห่างกันเกือบ ๔ เดือน จากนั้นโจทก์เพิ่งมาทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสินธนากรให้ก่อสร้างงานต่อในส่วนที่เหลือเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๑ แล้วเป็นเวลาถึง ๑ ปี ๕ เดือนเศษ โดยไม่ปรากฏเหตุผลแห่งความล่าช้า ดังนี้ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมทำให้ราคาค่าก่อสร้างงานสูงขึ้นและส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลานานที่ผ่านมา เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์โดยใช่เหตุรวมอยู่ด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าเสียหายลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ทั้งสองสำนวน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ทั้งสองศาล ทั้งสองสำนวนเป็นพับ โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้องเพราะสำนวนแรกจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิได้เป็นคู่ความด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืนให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ของสำนวนแรกแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ของสำนวนหลังแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ในสำนวนหลังทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 222 ม. 223 ม. 381 ม. 388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสามัญศึกษา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ระโนดวิศวโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2545
#45196
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 5 มิถุนายน2540 จำนวนเงิน 691,960 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยระบุข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ลงในเช็ค เป็นการบรรยายฟ้องครบถ้วนแล้ว ส่วนการออกเช็คเป็นการชำระหนี้ค่าอะไร มูลหนี้เกิดจากอะไร และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม6 ครั้ง เป็นการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนอง 5 ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง และถือว่าการที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตามมาตรา 407

แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2540 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 691,960 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 691,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้อะไร เป็นคำฟ้องที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นฟ้องเคลือบคลุม เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 1,200,000 บาท คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียง 854,516.35 บาท ส่วนที่ไม่ได้รับเป็นตัวเงินตกลงกันว่าหากจำเลยมีความจำเป็นต้องใช้เงินให้เบิกเพิ่มหรือให้เบิกวัสดุก่อสร้างจากโจทก์แล้วคิดเป็นเงิน แต่จำเลยไม่ได้เบิกเงินหรือวัสดุก่อสร้างจากโจทก์อีก และได้ชำระหนี้ต้นเงิน 854,516.35 บาท แก่โจทก์เสร็จแล้ว ส่วนเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดแบบทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้อันเกิดจากโมฆะกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกรุงศรี จั่นบำรุง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้อะไรเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยเคยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์แต่ชำระเสร็จแล้ว เช็คพิพาทหากออกเพื่อชำระหนี้ก็เป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ จำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้มอบให้จำเลยออกเช็คแทนจำเลยร่วมเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 844,049.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 810,534.35 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539และของต้นเงิน 16,652 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้นำเงิน 240,000 บาท ไปหักจากเงินจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 691,960 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยระบุข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ลงในเช็ค ดังนี้ เป็นการบรรยายฟ้องไว้โดยครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ส่วนการออกเช็คดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ค่าอะไร มูลหนี้เกิดจากอะไร และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่าหนี้จำนองได้มีการไถ่ถอนโดยแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย ๆและชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 และ ล.3 ครบถ้วนแล้ว หนี้ซื้อขายวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ให้เครดิต 300,000 บาท ไม่มีการใช้วงเงินจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้และรวมดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาท เห็นว่า จากคำเบิกความของจำเลยได้ความว่า จำเลยรับว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จากโจทก์ และยังมิได้มีการชำระหนี้ตามเช็ค การที่จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทจำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น จำเลยมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดดังที่จำเลยฎีกา ซึ่งโจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่าในวันที่จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 แก่โจทก์นั้น จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 902,788 บาท จริง ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ใช้วงเงินสินเชื่อซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ก็ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยว่า โจทก์จำเลยเคยคิดบัญชีกันเมื่อวันที่ 25 เมษายน2539 ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 840,591 บาท ตามเอกสารหมาย ล.4 และเบิกความรับว่าได้เซ็นชื่อเบิกเงินสดจากโจทก์ในเอกสารหมาย จ.11 รวม 3 ครั้ง ซึ่งปรากฏว่ายอดหนี้ในเอกสารหมาย ล.4 ตรงกับยอดหนี้ในเอกสารหมาย จ.11 และในเอกสารหมาย ล.4 มีรายการค่าวัสดุก่อสร้างรวมอยู่ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยใช้วงเงินสินเชื่อซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 840,591 บาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยชำระเงินตามยอดหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวเมื่อใดและชำระด้วยวิธีใด การที่จำเลยเบิกความลอย ๆ ว่าชำระหนี้ครบถ้วนเช่นนี้ไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนั้นยังได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองทั้งหมดรวม 5 ครั้ง โดยไถ่ถอนที่ดินที่แบ่งแยกรวม 5 แปลง ตามเอกสารหมาย จ.8 ดังนั้นที่ดินแปลงที่ 6 จึงยังมิได้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง ที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยออกเช็คพิพาทหมาย จ.1 เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดิน จึงเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์ ตลอดทั้งการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองโดยครบถ้วน ตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งยอดหนี้ครั้งสุดท้ายในเอกสารหมาย จ.12 ก็ตรงกับจำนวนเงินในเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายดังนั้น แม้เอกสารหมาย จ.12 จะเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียวก็เชื่อว่าเอกสารดังกล่าวมีการลงรายการที่ถูกต้อง ส่วนรายการคิดดอกเบี้ยที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.12 นั้น แม้โจทก์จะเบิกความยอมรับว่ามีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากจำเลยอันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม 6 ครั้ง เป็นการชำระเพื่อไถ่ถอนจำนอง 5 ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329วรรคหนึ่ง การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 แต่อย่างไรก็ตามแม้การชำระหนี้ครั้งที่ 6 จะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16 ต่อปี แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 810,534.35 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 5 โดยเห็นว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระโจทก์นำไปคิดทบต้นในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในส่วนดอกเบี้ยหลังจากวันดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมดนั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้าน กรณีจึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 810,534.35 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งคิดถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6 คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 เป็นดอกเบี้ย 30,732.75 บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6 จำนวน 240,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 ก่อน ตามมาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินจำนวน 240,000 บาทไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับมาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควร เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมากดอกเบี้ยที่จะต้องรับผิดย่อมมาก หากต้นเงินน้อยดอกเบี้ยก็จะน้อย ถ้านำไปหักตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2540 ต้นเงินจากวันดังกล่าวก็ไม่ถึง 810,534.35 บาท ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็น้อยลงด้วย อนึ่ง ในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน 16,652 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 นั้นเป็นการพิพากษาไม่ตรงกับส่วนที่วินิจฉัยและไม่ตรงตามทางนำสืบของโจทก์ ในส่วนนี้เมื่อดูตามเอกสารหมาย จ.12 และคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ต้นเงินดังกล่าวต้องคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป เมื่อคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดดังที่วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จำเลยเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์เพียง 634,782.40 บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทคิดเป็นดอกเบี้ย 2,608.69 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 637,391.09 บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 691,960 บาท จึงมีจำนวนที่จำเลยไม่ต้องรับผิดรวมอยู่ด้วย แต่แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธิอาศัยเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้ โดยจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพียงจำนวน 637,391.09 บาท เท่านั้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 637,391.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 329 ม. 407
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรพงษ์ จารุรัตน์มงคล
จำเลย — นาง อัจฉรา จั่นบำรุง
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาย กรุงศรี จั่นบำรุง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2545
#47379
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407

เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6 จำนวน 250,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อย ย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมากดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็มาก หากต้นเงินน้อย ดอกเบี้ยก็จะน้อย

แม้เช็คพิพาท มีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมดโจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)สาขาปากช่อง เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 691,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 1,200,000 บาท คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียง 854,516.35 บาทและได้ชำระหนี้ต้นเงิน แก่โจทก์เสร็จแล้ว ส่วนเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดแบบทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้อันเกิดจากโมฆะกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกรุงศรี จั่นบำรุง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเคยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์แต่ชำระเสร็จแล้ว เช็คพิพาทหากออกเพื่อชำระหนี้ก็เป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะจำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้มอบให้จำเลยออกเช็คแทนจำเลยร่วมเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 844,049.65 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 810,534.35 บาท นับแต่วันที่ 14พฤศจิกายน 2539 และของต้นเงิน 16,652 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้นำเงิน 240,000 บาท ไปหักจากเงินจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเบิกความยอมรับว่ามีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ16 ต่อปี จากจำเลย อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม 6 ครั้ง เป็นการชำระเพื่อไถ่ถอนจำนอง 5 ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 แต่อย่างไรก็ตาม แม้การชำระหนี้ครั้งที่ 6จะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16 ต่อปีแต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน810,534.35 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 5โดยเห็นว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระโจทก์นำไปคิดทบต้นในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในส่วนดอกเบี้ยหลังจากวันดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมดนั้น โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คัดค้าน กรณีจึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 810,534.35 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14พฤศจิกายน 2539 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคิดถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 เป็นดอกเบี้ย 30,732.75 บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6จำนวน 240,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 ก่อนตามมาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินจำนวน 240,000 บาท ไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับมาตรา 329 วรรคหนึ่งทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมากดอกเบี้ยที่จะต้องรับผิดย่อมมากหากต้นเงินน้อยดอกเบี้ยก็จะน้อยถ้านำไปหักตั้งแต่วันที่16 พฤษภาคม 2540 ต้นเงินจากวันดังกล่าวก็ไม่ถึง 810,534.35 ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็น้อยลงด้วย อนึ่งในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน 16,652 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 นั้น เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับส่วนที่วินิจฉัยและไม่ตรงตามทางนำสืบของโจทก์ ในส่วนนี้เมื่อดูตามเอกสารหมายจ.12 และคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ต้นเงินดังกล่าวต้องคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 17พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป เมื่อคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดดังที่วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ณวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จำเลยเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์เพียง 634,782.40 บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทคิดเป็นดอกเบี้ย 2,608.69 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 637,391.09 บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 691,960 บาท จึงมีจำนวนที่จำเลยไม่ต้องรับผิดรวมอยู่ด้วยแต่แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้โดยจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพียงจำนวน 637,391.09 บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 637,391.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 329 ม. 407
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรพงษ์ จารุรัตน์มงคล
จำเลย — นาง อัจฉรา จั่นบำรุง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2545
#99827
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407

เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6 จำนวน 250,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อย ย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมาก ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็มาก หากต้นเงินน้อย ดอกเบี้ยก็จะน้อย

แม้เช็คพิพาท มีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมดโจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๖๙๑,๙๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟัองจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๙ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๘๒ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียง ๘๕๔,๕๑๖.๓๕ บาท และได้ชำระหนี้ต้นเงิน แก่โจทก์เสร็จแล้ว ส่วนเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดแบบทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้อันเกิดจากโมฆะกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกรุงศรี จั่นบำรุง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเคยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์แต่ชำระเสร็จแล้ว เช็คพิพาทหากออกเพื่อชำระหนี้ก็เป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ จำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้มอบให้จำเลยออกเช็คแทนจำเลยร่วมเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๘๔๔,๐๔๙.๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และของต้นเงิน ๑๖,๖๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้นำเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ไปหักจากเงินจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๔,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเบิกความยอมรับว่ามีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี จากจำเลย อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม ๖ ครั้ง เป็นการชำระเพื่อไถ่ถอนจำนอง ๕ ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ แต่อย่างไรก็ตาม แม้การชำระหนี้ครั้งที่ ๖ จะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๕ โดยเห็นว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระโจทก์นำไปคิดทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ในส่วนดอกเบี้ยหลังจากวันดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมดนั้น โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คัดค้าน กรณีจึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคิดถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๖ คือวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นดอกเบี้ย ๓๐,๗๓๒.๗๕ บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๖ จำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ก่อนตามมาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินจำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับมาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมากดอกเบี้ยที่จะต้องรับผิดย่อมมากหากต้นเงินน้อยดอกเบี้ยก็จะน้อย ถ้านำไปหักตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ต้นเงินจากวันดังกล่าวก็ไม่ถึง ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็น้อยลงด้วย อนึ่งในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑๖,๖๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ นั้น เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับส่วนที่วินิจฉัยและไม่ตรงตามทางนำสืบของโจทก์ ในส่วนนี้เมื่อดูตามเอกสารหมาย จ.๑๒ และคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ต้นเงินดังกล่าวต้องคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป เมื่อคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดดังที่วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ จำเลยเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์เพียง ๖๓๔,๗๘๒.๔๐ บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ถึงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทคิดเป็นดอกเบี้ย ๒,๖๐๘.๖๙ บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน ๖๙๑,๙๖๐ บาท จึงมีจำนวนที่จำเลยไม่ต้องรับผิดรวมอยู่ด้วยแต่แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้ โดยจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพียงจำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 329 ม. 407
ชื่อคู่ความ
จารุรัตน์มงคล — นายจิรพงษ์
กับพวก — นางอัจฉรา จั่นบำรุง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2422/2545
#44726
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะมิใช่บุคคลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280บัญญัติไว้ โดยมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องที่ถูกอายัดและมิใช่บุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288,289 และ 290 อันเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าบุคคลอื่นนอกจากนี้จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีไม่ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้เข้าสู้ราคาคนหนึ่งในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีสมยอมกับโจทก์และผู้คัดค้านโดยมีพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตและฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียหายโดยเสียโอกาสในการเสนอราคาให้สูงขึ้น ดังนี้ ผู้ร้องย่อมเป็นบุคคลภายนอกที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 70,371,860.30 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 51,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระให้โจทก์เสร็จ และจำเลยทั้งห้ายอมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความอีก 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,340 บาทแทนโจทก์จำเลยทั้งห้าจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งห้ายอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระโจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยศาลแพ่งมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นให้บังคับคดีแทนเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 คือที่ดินรวม 16 แปลง ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย ร.1 ออกขายทอดตลาดโดยบริษัทแมนสรร จำกัด ผู้คัดค้าน เป็นผู้ประมูลซื้อได้รวมราคา 93,000,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์ด้วย การขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการขายครั้งแรก มีผู้เข้าร่วมประมูลหลายราย รวมทั้งโจทก์และผู้คัดค้าน เริ่มต้นประมูลที่ 49,000,000 บาท เสนอราคาเพิ่มขึ้นครั้งละ 500,000 บาท จนกระทั่งโจทก์เสนอราคาที่ 90,000,000 บาท ระหว่างนั้นโจทก์ตกลงกับผู้คัดค้านโดยโจทก์จะไม่ประมูลแข่งขัน หากผู้คัดค้านเสนอราคาที่ 93,000,000 บาท ทำให้โจทก์ไม่ต้องรับภาระเป็นผู้จ่ายเงิน ทั้งยังได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ผู้คัดค้านจึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหยุดการขายไว้ก่อน ต่อมาประมาณ 20 นาที เริ่มประมูลขายทอดตลาดต่อ ผู้คัดค้านเสนอราคาที่ 93,000,000 บาท ตามที่ได้ตกลงไว้กับโจทก์และโจทก์ไม่เสนอราคาแข่งขัน เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขานราคาพร้อมกับนับ 1 ถึง 3 และเคาะไม้ขายให้แก่ผู้คัดค้านในเวลารวดเร็ว ความจริงแล้วที่ดินทั้ง 16 แปลง เนื้อที่รวม 531 ไร่ อยู่ติดถนน มีราคาไร่ละ 500,000 บาท ราคารวมทั้งสิ้น 260,000,000 บาทเศษ แต่กลับขายทอดตลาดได้เพียง 93,000,000 บาท เนื่องจากโจทก์และผู้คัดค้านสมคบกันดังกล่าว ทำให้กรมบังคับคดีต้องเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการขาย และในส่วนของผู้ร้องได้ยกมือเพื่อเสนอราคาเพิ่มขึ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วไม่ฟังราคาที่ผู้ร้องเสนอกลับขานคำสามพร้อมเคาะไม้ตกลงขายให้ผู้คัดค้านทันที ทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการขายทอดตลาดต้องเสียหายการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินครั้งนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ทั้งราคาที่ผู้คัดค้านประมูลได้เป็นราคาที่เหมาะสมกับสภาพที่ดินแล้ว ผู้คัดค้านมิได้คบคิดหรือสมยอมกับโจทก์ เพราะในการขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาหลายราย ทั้งก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้คัดค้านก็ได้ขานราคาหยุดรอและตรวจสอบว่ามีผู้ใดเสนอราคาสูงกว่า แต่ไม่มีผู้เข้าประมูลรายใดรวมทั้งผู้ร้องเสนอราคาให้สูงกว่าและผู้ร้องเป็นเพียงผู้เข้าสู้ราคา ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดว่าราคาต่ำ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ที่ดินที่ขายทอดตลาด จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้แต่ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด พิพากษา (ที่ถูกเป็นมีคำสั่ง) ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่มีสิทธิร้องคัดค้านการขายทอดตลาด พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะมิใช่บุคคลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 บัญญัติไว้ กล่าวคือ มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องที่ถูกอายัดและมิใช่บุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288, 289 และ 290 อันเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีก็ตามแต่มิได้หมายความว่าบุคคลอื่นนอกจากนี้จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีไม่ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้เข้าสู้ราคาคนหนึ่งในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีสมยอมกับโจทก์และผู้คัดค้าน รีบขานราคานับ 1 ถึง 3 และเคาะไม้ขายให้แก่ผู้คัดค้าน ในพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้นเพราะเสียโอกาสในการเสนอราคาให้สูงขึ้นดังนี้ผู้ร้องย่อมเป็นบุคคลภายนอกที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องคัดค้านการขายทอดตลาดจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น

ที่ผู้ร้องฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า การขายทอดตลาดเป็นไปในลักษณะสมคบกัน รู้กันระหว่างโจทก์ ผู้คัดค้าน และเจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตนั้น ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อน และเห็นว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องในเรื่องนี้คงมีเพียงคำเบิกความของนายชาติชาย สง่างามทนายความของผู้ร้องเพียงปากเดียว โดยนายชาติชายเบิกความถึงข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันกับที่ปรากฏในคำร้อง แต่นายชาติชายมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการขายทอดตลาด โดยทราบเรื่องมาจากผู้ร้องเท่านั้น ตัวผู้ร้องเองก็มิได้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง คำเบิกความของนายชาติชายซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพียงปากเดียวเช่นนี้จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการสมยอมหรือรู้กันระหว่างโจทก์ ผู้คัดค้าน และเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดรายนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ร้อง ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ประกาศกำหนดราคาเริ่มต้นและประกาศกำหนดจำนวนเงินเริ่มต้นที่ผู้เข้าสู้ราคาอาจเสนอเพิ่มให้สูงกว่าราคาที่ผู้เสนอราคาก่อนตนได้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 242/2530 ข้อ 1 และข้อ 4 นั้น ฎีกาของผู้ร้องในส่วนนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างไว้ในคำร้องจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสียนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280 ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาย อรรถทวี โชคสว่างเนตร
ผู้คัดค้าน — บริษัท แมนสรร จำกัด
จำเลย — บริษัท บุตรไทยเจริญจิต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2545
#43461
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก โดยยื่นใบขนสินค้าและแบบแสดงรายการการค้าเพื่อใช้สิทธิขอคืนภาษีอากร แต่จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไข จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ และมีหน้าที่ประเมินภาษีด้วยตนเอง ตามวิธีการและตามเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรตามจำนวนที่พึงต้องชำระ หากจำเลยประเมินไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์ทั้งสองตรวจพบก็จะทำการประเมินใหม่และมีอำนาจประเมินให้จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มได้ด้วย ดังนั้นการเสียภาษีจึงมิได้เกิดจากข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยเท่านั้น ถึงแม้จะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไปก็มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2534 ถึงเดือนเมษายน2536 จำเลยนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก โดยยื่นใบขนสินค้าและแบบแสดงรายการการค้าเพื่อใช้สิทธิขอคืนภาษีอากร พร้อมทั้งได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนการชำระภาษีอากรต่อโจทก์ที่ 1 หลังจากจำเลยรับสินค้าไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าจำเลยมิได้นำสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวไปผลิตเป็นสินค้าและส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า เป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไข จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามกฎหมายให้แก่โจทก์ทั้งสอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมินค่าภาษีอากรส่งแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบและให้นำเงินมาชำระแต่จำเลยเพิกเฉย จึงแจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันรับผิดชำระเงินแทน ซึ่งธนาคารก็ได้จัดการชำระเงินแล้วและพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 นำไปหักชำระค่าภาษีอากรได้บางส่วนคงเหลือหนี้ค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มคิดคำนวณถึงวันฟ้องที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินทั้งสิ้น 188,583.15 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 188,583.15 บาทและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า พฤติการณ์ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประกอบกับเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งศาลเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรสองครั้งตามใบขนสินค้าเลขที่ 10431093 และเลขที่ 010200560099 และ แสดงความประสงค์จะขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 โดยใช้วิธีค้ำประกันค่าภาษีอากรตามมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 ทวิ กล่าวคือจำเลยมิได้นำของที่นำเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 ทวิต่อมาโจทก์ที่ 1 ตรวจพบจึงได้ประเมินราคาสินค้าและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2539 และ พ.ศ. 2540 ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้เสียภาษีตามที่โจทก์ที่ 1 ประเมิน เห็นว่า การเสียภาษีของจำเลยดังกล่าวเป็นการเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้ประเมินภาษีด้วยตนเอง ตามวิธีการและตามเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้ว ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรตามจำนวนที่พึงต้องชำระหากจำเลยประเมินไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์ทั้งสองตรวจพบก็จะทำการประเมินใหม่และมีอำนาจประเมินให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียภาษีต้องรับผิดชำระเงินเพิ่ม นอกเหนือจากภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายได้ด้วย ดังนั้นการเสียภาษีจึงมิได้เกิดจากข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยเท่านั้นถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไป ในกรณีนี้ก็ยังไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะจำเลยมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และเมื่อเสียภาษีไม่ถูกต้องก็จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ทั้งสองได้ส่งเอกสารให้แก่ศาลแล้วก็ตาม แต่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้พิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในปัญหานี้ แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตั้งแต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ ม. 19 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ที.พี.ดี.อินดัสตรี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2545
#109424
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรสองครั้ง และได้แสดงความประสงค์ขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้นำของที่นำเข้ามา ใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว เมื่อโจทก์ที่ 1 ตรวจพบจึงได้ประเมินราคาสินค้าและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ ถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไป ในกรณีนี้ก็ยังไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๘๘,๕๘๓.๑๕ บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า พฤติการณ์ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประกอบกับเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งศาลเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรสองครั้งตามใบขนสินค้าเลขที่ ๑๐๔๓๑๐๙๓ และเลขที่ ๐๑๐๒๐๐๕๖๐๐๙๙ และแสดงความประสงค์จะขอคืนภาษีอากรตามมาตรา ๑๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยใช้วิธีค้ำประกันค่าภาษีอากรตามมาตรา ๑๙ ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ กล่าวคือจำเลยมิได้นำของที่นำเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปภายใน ๑ ปี นับแต่วันนำเข้า เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบจึงได้ประเมินราคาสินค้าและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ และ พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้เสียภาษีตามที่โจทก์ที่ ๑ ประเมิน เห็นว่า การเสียภาษีของจำเลยดังกล่าวเป็นการเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้ประเมินภาษีด้วยตนเอง ตามวิธีการและตามเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรตามจำนวนที่พึงต้องชำระ หากจำเลยประเมินไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์ทั้งสองตรวจพบก็จะทำการประเมินใหม่และมีอำนาจประเมินให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียภาษีต้องรับผิดชำระเงินเพิ่ม นอกเหนือจากภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายได้ด้วย ดังนั้นการเสียภาษีจึงมิได้เกิดจากข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยเท่านั้น ถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไป ในกรณีนี้ก็ยังไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็ตาม และเมื่อกรณีไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อื่นใดที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การกระทำของโจทก์ทั้งสองหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะจำเลยมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และเมื่อเสียภาษีไม่ถูกต้องก็จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ทั้งสองได้ส่งเอกสารให้แก่ศาลแล้วก็ตาม แต่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้พิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปตามลำดับชั้นศาลจึงเห็นสมควรให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในปัญหานี้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตั้งแต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ที.พี.ดี.อินดัสตรี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — ประจง พันธุ์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2545
#46513
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าไปในตึกแถวคูหาหนึ่งและปีนขึ้นไปบนหลังคาของตึกแถวอีกคูหาหนึ่ง เพื่อสำรวจตรวจดูทรัพย์สินของมีค่าภายในตึกแถวทั้งสองคูหาดังกล่าวเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 เท่านั้น จะถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นตามมาตรา 362 ยังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยไม่มีสิทธิกระทำได้และโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้เข้าไปในตึกแถวเลขที่ 222/33 อันเป็นเคหสถานที่พักอาศัยของนางบุญรัก พฤกษ์พันธุ์รักษ์ผู้เสียหาย เพื่อสำรวจตรวจดูทรัพย์สินของมีค่าภายในเคหสถานดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการครอบครองเคหสถานของผู้เสียหายโดยปกติสุข ภายหลังจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยโดยไม่มีสิทธิกระทำได้และโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้ปีนขึ้นไปบนหลังคาตึกแถวเลขที่ 222/55 อันเป็นเคหสถานที่พักอาศัยของบุคคลอื่นเพื่อสำรวจตรวจดูทรัพย์สินของมีค่าภายในเคหสถานดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการครอบครองเคหสถานของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 362, 364

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่พักอาศัยของบุคคลอื่นเพื่อสำรวจตรวจดูทรัพย์สินของมีค่าภายในเคหสถานดังกล่าวถึง 2 แห่ง ในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้จะไม่ปรากฏเจตนาที่แท้จริงของจำเลยว่ามีจุดประสงค์ใด แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสุจริตชนตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยแต่อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายอื่นอีกและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง การที่จำเลยเข้าไปในตึกแถวเลขที่ 222/33 และปีนขึ้นไปบนหลังคาตึกแถวเลขที่ 222/55 เพื่อสำรวจตรวจดูทรัพย์สินของมีค่าภายในตึกแถวทั้งสองห้องดังกล่าวเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 เท่านั้น จะถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันเป็นความผิดตามมาตรา 362 ยังไม่ได้ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364รวม 2 กระทง ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 2 เดือน เป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นาย สมเกียรติ แซ่ลิ้ม
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2545
#44142
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้นและมีอยู่ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลานับตั้งแต่เมื่อบุคคลผู้นั้นได้ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งขนเคลื่อนย้ายไปเมื่อคนร้ายซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้มาว่าจ้างจำเลยให้ขับรถยนต์กระบะไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โดยจำเลยรู้จักกับคนร้าย และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด คนร้ายจะนำไปจำหน่าย ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายกระทำร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์ร่วมกันในการกระทำดังกล่าว โดยการกระทำแต่ละขั้นตอนเป็นสาระสำคัญก่อให้เกิดเป็นความผิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการ

จำเลยขับรถยนต์กระบะมาถึงด่านตรวจ เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้สัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจ จำเลยไม่ยอมหยุดและได้ขับรถเลยไปจนต้องมีการไล่ติดตามเพื่อสกัดจับ การที่จำเลยขับรถเลยไปไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้นก็ดี การที่จำเลยดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมก็ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,000 เม็ดรวมน้ำหนัก 90.100 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 16.200 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเฮโรอีนจำนวน 1 ห่อ น้ำหนัก 0.149 กรัม ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยยังได้ต่อสู้ขัดขวางจ่าสิบตำรวจสำเริง อินทะรังษีเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่จับกุมจำเลยกับพวก โดยจำเลยดิ้นรนขัดขืนมิให้จ่าสิบตำรวจสำเริงจับกุมจำเลย และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนและรถยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 (ที่ถูกต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ด้วย) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 10 ปีฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปีคำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก7 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 8 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน และรถยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 กระทงหนึ่งและมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 อีกกระทงหนึ่ง (แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์) ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 6 ปี แต่เพียงกระทงเดียว ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปีเมื่อบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนแล้วรวมเป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุให้ฟ้อง จ่าสิบตำรวจสำเริง อินทะรังษี และสิบตำรวจตรีนิสิต ติ๊บพันธ์เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตั้งด่านตรวจยานพาหนะที่แล่นผ่านบริเวณป้อมยามบ้านแม่แสะ พบจำเลยขับรถยนต์กระบะสีน้ำเงินแล่นผ่านมา จ่าสิบตำรวจสำเริงจึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ แต่จำเลยไม่ยอมหยุดกลับขับรถแล่นผ่านไป จ่าสิบตำรวจสำเริงและสิบตำรวจตรีนิสิตจึงขับรถยนต์ไล่ติดตามไปจอดรถขวางหน้าไว้แล้วบังคับให้จำเลยหยุดรถซึ่งอยู่ห่างด่านตรวจประมาณ 800เมตร เมื่อจำเลยจอดรถแล้วเปิดประตูรถจะหลบหนี ต้องเข้าสกัด จึงสามารถจับกุมจำเลยได้ ส่วนชายอีกคนหนึ่งที่นั่งรถมากับจำเลยได้หลบหนีไปจากการตรวจค้นภายในรถยนต์กระบะของจำเลย พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 ถุง ถุงละ 200 เม็ด ที่เบาะนั่งด้านหน้าข้างที่นั่งคนขับและพบผงเฮโรอีนตกเรี่ยราดอยู่ที่พื้นรถยนต์บริเวณที่นั่งคนขับด้วย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมาว่า จำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะไปส่งคนร้ายที่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยจำเลยรู้จักคนร้ายที่นั่งรถมาด้วย ดังนี้ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นความผิดที่เกิดขึ้นและมีอยู่ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา นับตั้งแต่เมื่อบุคคลผู้นั้นได้ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งขนเคลื่อนย้ายไปเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คนร้ายซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้มาว่าจ้างจำเลยให้ขับรถยนต์กระบะไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โดยจำเลยรู้จักคนร้ายเป็นอย่างดี และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ของกลางคนร้ายจะนำไปจำหน่ายที่สถานที่ก่อสร้างในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ของกลางแม้จำเลยจะอ้างว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อจำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะเพื่อส่งคนร้ายโดยมียาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือความปกครองดูแลของจำเลยด้วยก็ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายกระทำร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์ร่วมกันในการกระทำดังกล่าว โดยการกระทำแต่ละขั้นตอนเป็นสาระสำคัญก่อให้เกิดเป็นความผิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการมิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะมาถึงด่านตรวจบ้านแม่แสะ เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้สัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจ จำเลยไม่ยอมหยุดและได้ขับรถเลยไปจนต้องมีการไล่ติดตามเพื่อสกัดจับโดยจ่าสิบตำรวจสำเริงเบิกความว่า จำเลยไม่ได้ชกต่อยทำร้ายร่างกายพยาน เพียงแต่ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมเท่านั้น ดังนี้ การที่จำเลยขับรถเลยไปไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้นก็ดี การที่จำเลยดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมก็ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้การกระทำของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 7 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 138
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายอะเลผะ แสนจ้าง
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2545
#44725
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นความผิดที่เกิดขึ้นและมีอยู่ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา นับตั้งแต่เมื่อบุคคลผู้นั้นได้ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจนกระทั่งขนเคลื่อนย้ายไป คดีนี้ปรากฏว่าคนร้ายซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองมาจ้างจำเลยให้ขับรถยนต์ไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โดยจำเลยรู้จักคนร้ายเป็นอย่างดีและรู้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1,000 เม็ด คนร้ายจะนำไปจำหน่ายที่จังหวัดเชียงใหม่ การที่จำเลยรับจ้างขับรถยนต์เพื่อส่งคนร้ายโดยมียาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือความปกครองดูแลของจำเลยด้วยถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายกระทำร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์โดยการกระทำแต่ละขั้นตอนเป็นสาระสำคัญก่อให้เกิดเป็นความผิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการมิใช่เป็นผู้สนับสนุน

การที่จำเลยขับรถยนต์มาถึงด่านตรวจ เจ้าพนักงานตำรวจให้สัญญาณหยุดรถเพื่อขอตรวจค้น จำเลยไม่ยอมหยุดและขับรถเลยไปจนต้องมีการไล่ติดตามเพื่อสกัดจับและจำเลยดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมนั้น เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน และรถยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 (ที่ถูก ต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ด้วย) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 10 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปีคำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก7 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือนของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 8 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน และรถยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 กระทงหนึ่งและมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 อีกกระทงหนึ่ง (แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์) ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำคุก 6 ปี แต่เพียงกระทงเดียว ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี เมื่อบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนแล้วรวมเป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมาว่า จำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะไปส่งคนร้ายที่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยจำเลยรู้จักคนร้ายที่นั่งรถมาด้วย ดังนี้ เห็นว่าการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นความผิดที่เกิดขึ้นและมีอยู่ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลานับตั้งแต่เมื่อบุคคลผู้นั้นได้ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งขนเคลื่อนย้ายไปเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนร้ายซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้มาว่าจ้างจำเลยให้ขับรถยนต์กระบะไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โดยจำเลยรู้จักกับคนร้ายเป็นอย่างดีและจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ของกลาง คนร้ายจะนำไปจำหน่ายที่สถานที่ก่อสร้างในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ของกลาง แม้จำเลยจะอ้างว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อจำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะเพื่อส่งคนร้ายโดยมียาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือความปกครองดูแลของจำเลยด้วย ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายกระทำร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์ร่วมกันในการกระทำดังกล่าว โดยการกระทำแต่ละขั้นตอนเป็นสาระสำคัญก่อให้เกิดเป็นความผิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการมิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะมาถึงด่านตรวจบ้านแม่แสะเจ้าพนักงานตำรวจได้ให้สัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจ จำเลยไม่ยอมหยุดและได้ขับรถเลยไปจนต้องมีการไล่ติดตามเพื่อสกัดจับ โดยจ่าสิบตำรวจสำเริงเบิกความว่าจำเลยไม่ได้ชกต่อยทำร้ายร่างกายพยาน เพียงแต่ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมเท่านั้นดังนี้ การที่จำเลยขับรถเลยไปไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้นก็ดี การที่จำเลยดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมก็ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี เมื่อไม่ได้ความซึ่งจำเลยกระทำอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้การกระทำของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือนของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 7 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 138
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายอะเลผะ แสนจ้าง
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2545
#110376
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะอ้างว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่การที่จำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะเพื่อส่ง คนร้ายโดยรู้อยู่แล้วว่ามีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือความปกครองดูแลของจำเลยด้วย ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายได้กระทำร่วมกัน การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการ มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน และรถยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 กระทงหนึ่งและมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 อีกกระทงหนึ่ง (แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์)? ให้ยกฟ้องในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นความผิดที่เกิดขึ้นและมีอยู่ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลานับตั้งแต่เมื่อบุคคล ผู้นั้นได้ยึดเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจนกระทั่งขนเคลื่อนย้ายไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนร้ายซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองได้มาว่าจ้างจำเลยให้ขับรถยนต์กระบะไปส่งยังจุดหมายปลายทาง โดยจำเลยรู้จักกับคนร้ายเป็นอย่างดี และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ของกลาง คนร้ายจะนำไปจำหน่ายที่สถานที่ก่อสร้างในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ของกลาง แม้จำเลยจะอ้างว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษ เมื่อจำเลยรับจ้างขับรถยนต์กระบะเพื่อส่งคนร้ายโดยมียาเสพติดให้โทษนั้นอยู่ในความยึดถือหรือความปกครองดูแลของจำเลยด้วย ก็ถือว่าได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยกับคนร้ายกระทำร่วมกันเพื่อให้บรรลุตามความประสงค์ร่วมกันในการกระทำดังกล่าว โดยการกระทำแต่ละขั้นตอนเป็นสาระสำคัญก่อให้เกิดเป็นความผิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นตัวการ มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 267/2540 ของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 7 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 138
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายอะเลผะ แสนจ้าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายพิสิษฐ นิ่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2400/2545
#44724
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการพ.ศ. 2530 ข้อ 13 และข้อ 21 เป็นเพียงกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการเท่านั้น ไม่มีผลทำให้คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอมีสภาพเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจทำสัญญากู้ยืมเงินแทนกองทุนดังกล่าว จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินและได้รับต้นเงินกู้ไปจากโจทก์ จำเลยจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530ข้อ 13 จะกำหนดให้การปฏิบัติงานสวัสดิการภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ให้ถือเป็นการปฏิบัติราชการ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดหนังสือสัญญากู้เงิน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

จำเลยจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้โจทก์อัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ตกเป็นโมฆะ แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินคืนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ดอกเบี้ยส่วนนี้ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญากู้เงินมิได้กำหนดชำระต้นเงินคืนไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ดังนั้นโจทก์จะมีสิทธิได้ดอกเบี้ยต่อเมื่อได้ทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยชำระต้นเงินแล้วตาม 204 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์มิได้นำสืบว่าได้ทวงถามเมื่อใด จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ตุลาคม 2537 จำเลยทั้งสามร่วมกันกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับโดยมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงเดือนกรกฎาคม 2540แล้วไม่ชำระอีกเลย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 85,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน80,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่เคยกู้เงินจากโจทก์ ความจริงโจทก์นำเงินมาลงหุ้นในกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา โดยได้รับผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในฐานะกรรมการของกองทุนผู้บริหารดังกล่าว จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวทั้งโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,500 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 หรือไม่ คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาและจำเลยทั้งสามได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษอำเภอบันนังสตา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ตุลาคม 2537 จำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการกองทุนดังกล่าวได้กู้เงินและได้รับต้นเงินไปจากโจทก์จำนวน 50,000บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โจทก์ได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ตลอดมาจนถึงเดือนกรกฎาคม 2540 ต่อจากนั้นไม่ได้รับดอกเบี้ยอีกเลย คณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตาไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเห็นว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการพ.ศ. 2530 เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 13 กำหนดให้การปฏิบัติงานภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ และข้อ 21 ให้คณะกรรมการหรือผู้ที่คณะกรรมการมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจก่อหนี้ผูกพันและอนุมัติการจ่ายเงินกองทุนสวัสดิการ จำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2ในนามและในฐานะคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตาก็ตาม แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการเท่านั้น ไม่มีผลทำให้คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตามีสภาพเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจทำสัญญากู้ยืมเงินแทนกองทุนดังกล่าว จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และได้รับต้นเงินกู้ไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 13 จะกำหนดให้การปฏิบัติงานสวัสดิการภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ให้ถือเป็นการปฏิบัติราชการก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามจ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามอีกหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี เนื่องจากจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระต้นเงินคืนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ดอกเบี้ยส่วนนี้ไม่ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 มิได้กำหนดวันชำระต้นเงินคืนโจทก์ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิได้ดอกเบี้ยต่อเมื่อได้ทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินเมื่อใด จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดนับตั้งแต่วันฟ้อง (15 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 นั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (15 กรกฎาคม2541) เป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 150 ม. 204 ม. 224 ม. 650
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พร้อม ขาวนวล
จำเลย — นาย ประสาท พรหมณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2400/2545
#99340
เปิดฉบับเต็ม

แม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530 ข้อ 13 กำหนดให้การปฏิบัติงานภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ และข้อ 21 ให้คณะกรรมการหรือผู้ที่ คณะกรรมการมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจก่อหนี้ผูกพันและอนุมัติการจ่ายเงินกองทุนสวัสดิการ แต่ระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการเท่านั้น ไม่มีผลทำให้ คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตามีสภาพเป็นนิติบุคคล ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินจากโจทก์ในนามและในฐานะคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงาน การประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา จึงไม่อาจทำสัญญากู้ยืมเงินแทนกองทุนดังกล่าว จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงิน และได้รับต้นเงินกู้ไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว และ แม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530 ข้อ 13 จะกำหนดให้การปฏิบัติงานสวัสดิการภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ให้ถือเป็นการปฏิบัติราชการก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินตามสัญญากู้ 85,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,500 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 หรือไม่ คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐาน ในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และจำเลยทั้งสามได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ตุลาคม 2537 จำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการกองทุนดังกล่าวได้กู้เงินและได้รับต้นเงินไปจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โจทก์ได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ตลอดมาจนถึงเดือนกรกฎาคม 2540 ต่อจากนั้นไม่ได้รับดอกเบี้ยอีกเลย คณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตาไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เห็นว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530 เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 13 กำหนดให้การปฏิบัติงานภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ และข้อ 21 ให้คณะกรรมการหรือผู้ที่คณะกรรมการมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจก่อหนี้ผูกพันและอนุมัติการจ่ายเงินกองทุน สวัสดิการ จำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ในนามและในฐานะคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตาก็ตาม แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการเท่านั้น ไม่มีผลทำให้คณะกรรมการกองทุน สวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตามีสภาพเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจ ทำสัญญากู้ยืมเงินแทนกองทุนดังกล่าว จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และได้รับต้นเงินกู้ไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว แม้ระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530 เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 13 จะกำหนดให้การปฏิบัติงานสวัสดิการภายในส่วนราชการตามระเบียบนี้ให้ถือเป็นการปฏิบัติราชการก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (15 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไป นอกจากที่ แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5 ม. 6
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2530 ม. 21
ป.พ.พ. ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพร้อม ขาวนวล
จำเลย — นายประสาท พรหมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายอรุณ จันทร์เกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2545
#42805
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2544 จำเลยจึงมีเวลาถึง 16 วัน ที่จะติดต่อกับทนายความเพื่อทำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลก่อนครบกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ การที่จำเลยติดตามหาทนายความของจำเลยไม่พบ จำเลยก็ควรติดต่อทนายความคนใหม่เสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อทนายความคนใหม่จะได้มีเวลายื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนด การที่จำเลยเพิ่งจะไปติดต่อทนายความคนใหม่เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544 อันเป็นวันสุดท้ายของกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้จัดการระมัดระวังตามสมควรเช่นบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะและสภาวะเช่นนั้นพึงกระทำเพื่อป้องกันมิให้จำเลยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นกำหนด การที่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งมาประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถไปพบกับทนายความคนใหม่ และไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นเวลาราชการในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ได้ จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุให้จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังที่สิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปแล้วได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก2 ปี สำหรับข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังในวันที่ 12 มีนาคม 2544

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2544 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไป 7 วัน โดยอ้างเหตุสุดวิสัยว่า หลังจากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ จำเลยได้ติดตามหานายสวิน นิลเพชร ทนายจำเลยแต่ไม่พบกัน จนกระทั่งวันที่ 12 เมษายน 2544 จำเลยเดินทางมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อติดต่อทนายความคนใหม่ให้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับญาติเมื่อเวลา 13 นาฬิกาเศษ แต่รถจักรยานยนต์ของจำเลยเกิดอุบัติเหตุชนกับตอไม้ล้มคว่ำจำเลยกับญาติล้มกระแทกพื้นหมดสติไปเป็นเวลานาน มาฟื้นรู้สึกตัวเป็นเวลาค่ำและหมดเวลาราชการแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยตามกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายได้ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่า ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 51 ปี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด2 ปี โดยอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟัง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2544 จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2544 ครบกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในวันที่ 12 เมษายน 2544 วันที่ 19 เมษายน2544 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก7 วัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 12 เมษายน 2544เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าจำเลยอยู่ชนบทห่างไกลความเจริญมีฐานะยากจน ขาดการศึกษาไม่เข้าใจกฎระเบียบของสังคม จำเลยพยายามติดตามหาทนายความของจำเลย แต่ไม่พบ จนวันสุดท้าย จำเลยเดินทางไปติดต่อกับทนายความคนใหม่ แต่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งไปเกิดอุบัติเหตุจำเลยสลบ ฟื้นขึ้นมาก็หมดเวลาราชการแล้ว จึงถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ให้ความหมายของคำว่า เหตุสุดวิสัยไว้ว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดีจะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2544 จำเลยจึงมีเวลาถึง16 วัน ในการที่จะติดต่อกับทนายความของตนเพื่อทำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลก่อนครบกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์หรือหากมีพฤติการณ์พิเศษไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ก่อนสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์การที่จำเลยอ้างเหตุว่า ติดตามหาทนายความของจำเลยไม่พบ จำเลยก็ควรติดต่อทนายความคนใหม่เสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์เพื่อทนายความคนใหม่จะได้มีเวลาดำเนินการในการยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดเวลา การที่จำเลยเพิ่งจะไปติดต่อทนายความคนใหม่เมื่อวันที่ 12เมษายน 2544 อันเป็นวันสุดท้ายของกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าทนายความคนใหม่อาจยื่นอุทธรณ์หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ทันก่อนสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้จัดการระมัดระวังตามสมควรเช่นบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะและสภาวะเช่นนั้นพึงกระทำเพื่อป้องกันมิให้จำเลยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าวการที่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งมาประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถไปพบกับทนายความคนใหม่ได้ในวันนั้นและไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นเวลาราชการในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ได้ จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุให้จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังที่สิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย จิตร นามโคตร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2545
#261090
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะต้องยื่น ก่อนสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย การที่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งมาประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถไปพบทนายความคนใหม่ได้และไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นเวลาราชการในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังที่สิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุสุดวิสัยว่า หลังจากจำเลยได้รับการปล่อยตัว ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์จำเลยได้ติดตามหาทนายจำเลย แต่ไม่พบกัน จนกระทั่งวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ จำเลยเดินทางมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อติดต่อทนายความคนใหม่ให้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับญาติเมื่อเวลา ๑๓ นาฬิกาเศษ แต่รถจักรยานยนต์ของจำเลยเกิดอุบัติเหตุชนกับตอไม้ล้มคว่ำจำเลยกับญาติล้มกระแทกพื้นหมดสติไปเป็นเวลานาน มาฟื้นรู้สึกตัวเป็นเวลาค่ำและหมดเวลาราชการแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยตามกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายได้จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ ๕๑ ปี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๒ ปี โดยอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟัง เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๔ ครบกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก ๗ วัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ภายใน วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยอยู่ชนบทห่างไกลความเจริญมีฐานะยากจน ขาดการศึกษาไม่เข้าใจกฎระเบียบของสังคม จำเลยพยายามติดตามหาทนายความของจำเลย แต่ไม่พบ จนวันสุดท้าย จำเลยเดินทางไปติดต่อกับทนายความคนใหม่ แต่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งไปเกิดอุบัติเหตุ จำเลยสลบ ฟื้นขึ้นมาก็หมดเวลาราชการแล้ว จึงถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘ ให้ความหมายของคำว่า เหตุสุดวิสัยไว้ว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดีจะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๔ จำเลยจึงมีเวลาถึง ๑๖ วัน ในการที่จะติดต่อกับทนายความของตนเพื่อทำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลก่อนครบกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์หรือหากมีพฤติการณ์พิเศษไม่สมารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ก่อนสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ การที่จำเลยอ้างเหตุว่า ติดตามหาทนายความของจำเลยไม่พบ จำเลยก็ควรติดต่อทนายความคนใหม่เสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ เพื่อทนายความคนใหม่จะได้มีเวลาดำเนินการในการยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดเวลา การที่จำเลยเพิ่งจะไปติดต่อทนายความคนใหม่เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ อันเป็นวันสุดท้ายของกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่า ทนายความคนใหม่อาจยื่นอุทธรณ์หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ทันก่อนสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ถือได้ว่า จำเลยไม่ได้จัดการระมัดระวังตามสมควรเช่นบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะและสภาวะเช่นนั้นพึงกระทำเพื่อป้องกันมิให้จำเลยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว การที่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งมาประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถไปพบกับทนายความคนใหม่ได้ในวันนั้น และไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นเวลาราชการในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ได้ จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยอันเป็นเหตุให้จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังที่สิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลย ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายจิตร นามโคตร
15 — ป.วิ.อ. มาตรา
23 — ป.วิ.พ. มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายสมนึก ลิ้มเทียมเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา