คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2545
#44140
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาณโทรศัพท์เป็นกรรมวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในสายลวดไปเข้าเครื่องที่ศูนย์ชุมสายประจำภูมิภาคของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย แล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นวิทยุส่งไปยังเครื่องรับปลายทางในต่างประเทศ เครื่องรับปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดที่จำเลยต่อพ่วงเป็นตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ต่อผู้เสียหายรายเดียวกันลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกันและมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากัน มิได้กระทำต่อเนื่องติดต่อกัน และหลังจากกระทำแต่ละครั้งบรรลุวัตถุประสงค์สมดังเจตนาแล้ว จำเลยก็เลิกกระทำโดยถอดเครื่องโทรศัพท์ออกจากสายสัญญาณโทรศัพท์ที่ต่อพ่วงเชื่อมติดกันไว้อันเป็นการเลิกกระทำความผิดในครั้งนั้น ๆ โดยเด็ดขาด การกระทำความผิดครั้งต่อไปต้องนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายใหม่ทุกครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ

ความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11,12(1),18 วรรคสอง,48,62 วรรคหนึ่ง,81 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก,336 ทวิ มิได้เกี่ยวพันกัน ทั้งการที่จะบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) จะต้องเป็นกรณีที่หลังจากลดโทษแต่ละกระทงความผิดแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นที่จะลงแก่จำเลยเกิน 20 ปี มิใช่วางโทษทุกกระทงก่อนเมื่อเกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 20 ปี แล้วจึงลดโทษภายหลัง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 91(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2542เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติ และสัญชาติเยอรมันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ไม่ยื่นรายการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากจำเลยเข้ามาแล้ว จำเลยอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์หลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ 29, 31 กรกฎาคม 2542 วันที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 9, 10, 12, 14, 16และ 17 สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงและหลังเที่ยง จำเลยลักเอาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย โดยนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหาย และกดหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไปต่างประเทศรวม 16 ครั้ง โดยทุจริตคิดเป็นเงิน 26,703.50 บาท ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ภูเก็ต ธ - 0741 เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและหลบหนี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 334, 335, 336 ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4,11, 12, 18, 58, 62, 81 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ และให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน 26,703.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), 336 ทวิการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 14 วัน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 14 วัน ฐานไม่มีหนังสือเดินทาง (ที่ถูกฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง) จำคุก14 วัน (ที่ถูกความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกกระทงละ 14 วัน รวมสองกระทงจำคุก 28 วัน) ฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ(ที่ถูกฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ) จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือนรวม 16 กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี 1 เดือน 12 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 21 วัน ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ และให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน 26,703.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เข้าตามช่องทางที่รัฐมนตรีกำหนด ฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัว ฐานคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522มาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 48, 62 วรรคหนึ่ง, 81 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษแต่เฉพาะฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ให้จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ให้ยกโทษจำคุกในความผิดฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกที่ว่า การที่จำเลยแอบต่อพ่วงใช้สัญญาณโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาตและแอบใช้สัญญาณโทรศัพท์โทรไปยังต่างประเทศโดยเจตนาจะไม่ชำระค่าใช้โทรศัพท์เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการต่อใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเอาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย โดยนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายจากนั้นจำเลยกดเลขหมายโทรศัพท์ติดต่อไปต่างประเทศรวม 16 ครั้ง แต่ละครั้งโทรติดต่อหลายรายการ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องซึ่งเท่ากับจำเลยรับว่าได้ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ของผู้เสียหายไปจริง สัญญาณโทรศัพท์เป็นกรรมวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไป ในสายลวดไปเข้าเครื่องที่ศูนย์ชุมสายประจำภูมิภาคของผู้เสียหาย แล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นวิทยุแล้วส่งไปยังเครื่องรับปลายทางในต่างประเทศ เครื่องรับปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดที่จำเลยต่อพ่วงเป็นตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ที่ 1880/2542 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายบรรหาร ศรีภิรมย์ จำเลย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกันคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือต่างกรรมต่างวาระซึ่งจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมเห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากัน มิได้กระทำต่อเนื่องติดต่อกัน และหลังจากการกระทำแต่ละครั้งบรรลุวัตถุประสงค์สมดังเจตนาแล้วจำเลยก็เลิกกระทำโดยถอดเครื่องโทรศัพท์ออกจากสายสัญญาณโทรศัพท์ที่ต่อพ่วงเชื่อมติดกันไว้ออกอันเป็นการเลิกกระทำความผิดในครั้งนั้น ๆ โดยเด็ดขาด การกระทำความผิดครั้งต่อไปต้องนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายใหม่ทุกครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทลงโทษจำเลย ความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก, 336 ทวิ แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อโทษจำคุกทุกกระทงที่รวมลงแก่จำเลยนั้นกระทงที่หนักที่สุดคือฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ดังนี้ โทษจำคุกทั้งสิ้นที่จะลงแก่จำเลยนั้นจะเกิน 20 ปี ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) นั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก, 336 ทวิ มิได้เกี่ยวพันกันทั้งการที่จะบังคับใช้มาตรา 91(2) จะต้องเป็นกรณีที่หลังจากลดโทษแต่ละกระทงความผิดแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นที่จะลงแก่จำเลยเกิน 20 ปี มิใช่วางโทษทุกกระทงก่อนเมื่อเกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 20 ปี แล้วจึงลดโทษภายหลัง คำพิพากษาส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ แม้โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่จะลงโทษจำเลยโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วจำคุกเกิน 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามิได้มิฉะนั้นจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รวมโทษจำคุกทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) ความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ 14 วันรวมสองกระทงจำคุก 28 วัน ความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 8,000 บาท รวมทุกความผิดและทุกกระทง จำคุก 20 ปี และปรับ 128,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 64,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56จำเลยถูกคุมขังมาพอแก่โทษปรับแล้ว จึงให้ปล่อยตัวไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย โรม่าน ไซคอฟสกี้ (นาย ราฟ เฮอชอค
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2545
#110372
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาณโทรศัพท์เป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดที่จำเลยต่อพ่วงเป็นตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ที่ 1880/2542

แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากัน มิได้กระทำต่อเนื่องติดต่อกัน การกระทำความผิดของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวไม่

ความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก และ 336 ทวิ มิได้เกี่ยวพันกัน จึงไม่อาจนำ ป.อ. มาตรา 91 (2) มาบังคับใช้ได้ ทั้งการจะนำมาใช้ได้ต้องเป็นกรณีหลังจากลดโทษแต่ละกระทงความผิดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๓๓๔ , ๓๓๕ , ๓๓๖ ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๑๑ , ๑๒ , ๑๘ , ๕๘ , ๖๒ , ๘๑ ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ และให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน ๒๖,๗๐๓.๕๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๘๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) , ๓๓๖ ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑๔ วัน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑๔ วัน ฐานไม่มีหนังสือเดินทาง (ที่ถูกฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง) จำคุก ๑๔ วัน (ที่ถูกความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา ๑๑ , ๑๒ (๑) , ๑๘ วรรคสอง , ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๘๑ ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ ๑๔ วัน รวมสองกระทง จำคุก ๒๘ วัน) ฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ (ที่ถูกฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ) จำคุกกระทงละ ๑ ปี ๖ เดือน รวม ๑๖ กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น ๒๔ ปี ๑ เดือน ๑๒ วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๒ ปี ๒๑ วัน ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ และให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน ๒๖,๗๐๓.๕๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เข้าตามช่องทางที่รัฐมนตรีกำหนด ฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัว ฐานคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑ , ๑๒ (๑) , ๑๘ วรรคสอง , ๕๘ , ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๘๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ แต่เฉพาะฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัว เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) ให้จำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๐ ปี ให้ยกโทษจำคุกในความผิดฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การที่จำเลยแอบต่อพ่วงใช้สัญญาณโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาตและแอบใช้สัญญาณโทรศัพท์โทรไปยังต่างประเทศโดยเจตนาจะไม่ชำระค่าใช้โทรศัพท์เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการต่อใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเอาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย โดยนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหาย จากนั้น จำเลยกดเลขหมายโทรศัพท์ติดต่อไปต่างประเทศรวม ๑๖ ครั้ง แต่ละครั้งโทรติดต่อหลายรายการ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งเท่ากับจำเลยรับว่าได้ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ของผู้เสียหายไปจริง สัญญาณโทรศัพท์เป็นกรรมวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในสายลวดไปเข้าเครื่องที่ศูนย์ชุมสายประจำภูมิภาคของผู้เสียหาย แล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นวิทยุแล้วส่งไปยังเครื่องรับปลายทางในต่างประเทศ เครื่องรับปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดที่จำเลยต่อพ่วงเป็นตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ที่ ๑๘๘๐/๒๕๔๒ ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายบรรหาร ศรีภิรมย์ จำเลย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๕๔/๒๕๓๙ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว มิใช่หลายกรรม เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากัน มิได้กระทำต่อเนื่องติดต่อกัน และหลังจากการกระทำแต่ละครั้งบรรลุวัตถุประสงค์สมดังเจตนาแล้ว จำเลยก็เลิกกระทำโดยถอดเครื่องโทรศัพท์ออกจากสายสัญญาณโทรศัพท์ที่ต่อพ่วงเชื่อมติดกันไว้ออกอันเป็นการเลิกกระทำความผิดในครั้งนั้น ๆ โดยเด็ดขาด การกระทำความผิดครั้งต่อไปต้องนำเครื่องโทรศัพท์ไปต่อพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายใหม่ทุกครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ปรับบทลงโทษจำเลยความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก , ๓๓๖ ทวิ แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อโทษจำคุกทุกกระทงที่รวมลงแก่จำเลยนั้น กระทงที่หนักที่สุดคือฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๓ ปี แต่ไม่เกิน ๑๐ ปี ดังนี้ โทษจำคุกทั้งสิ้นที่จะลงแก่จำเลยนั้นจะเกิน ๒๐ ปี ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก , ๓๓๖ ทวิ มิได้เกี่ยวพันกัน ทั้งการที่จะบังคับใช้มาตรา ๙๑ (๒) จะต้องเป็นกรณีที่หลังจากลดโทษแต่ละกระทงความผิดแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นที่จะลงแก่จำเลยเกิน ๒๐ ปี มิใช่วางโทษทุกระทงก่อน เมื่อเกิน ๒๐ ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง ๒๐ ปี แล้วจึงลดโทษภายหลัง คำพิพากษาส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงไม่ชอบ แม้โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่จะลงโทษจำเลยโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วจำคุกเกิน ๑๐ ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามิได้ มิฉะนั้นจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่อย่างไรก็ดีที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะนั้น โดยเหตุที่จำเลยลักทรัพย์รวม ๑๖ ครั้ง คิดเป็นเงินเพียง ๒๖,๗๐๓.๕๐ บาท ซึ่งนับว่าไม่ร้ายแรงนัก ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองก็มิใช่ความผิดที่ร้ายแรงเช่นเดียวกัน ประกอบกับจำเลยมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอเพราะมีโรคเรื้อรังเบียดเบียน ทั้งจำเลยถูกคุมขังมาตั้งแต่ถูกจับกุมเป็นเวลาเกือบ ๓ ปี การคุมขังจำเลยไว้ต่อไปย่อมจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสังคมไทยส่วนรวม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์อีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รวมโทษจำคุกทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) ความผิดฐานลักทรัพย์ ปรับกระทงละ ๘,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๑๒๘,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๖๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยถูกคุมขังมาพอแก่โทษปรับแล้วจึงให้ปล่อยตัวไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายโรม่าน ไซคอฟสกี้ (นายราฟ เฮอชอค)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาววันเพ็ญ แสงโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2545
#44715
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดย ก. ทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์แทนจำเลยแต่ในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้ง ก. เป็นทนายจำเลยไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ซึ่งกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียด และมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องในการยื่นอุทธรณ์เสียให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนที่จะสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ๆที่เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาในเนื้อหาแห่งอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้ง ก. เป็นทนายจำเลยโดยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้พร้อมกับยื่นฎีกาเข้ามาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งให้แก้ไขและต้องถือว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสมดี สีปัดถา ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีมีดดาบปลายแหลม 1 เล่มติดตัวไปด้วยเพื่อจะทำร้ายร่างกายบุคคลผู้มีชื่อในบ้านของผู้เสียหายหลังกระทำความผิดดังกล่าวจำเลยได้ทำให้เสียทรัพย์โดยใช้มีดดาบ 1 เล่ม ที่มีและพาไปดังกล่าวฟันทำลายหน้ากากรถและหน้าปัดเข็มไมล์ของรถจักรยานยนต์ 1 คันของผู้เสียหายที่จอดอยู่บริเวณบ้านดังกล่าวได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้มีดดาบ 1 เล่มที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง อนึ่ง ก่อนคดีนี้จำเลยอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปี เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก1 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2442/2541 และภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าวจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกซึ่งมิใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 358,364, 365 กับให้ริบมีดดาบ 1 เล่ม ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(1)(2)(3) ประกอบมาตรา 364 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวเห็นว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมีนายกำจัด ศรีปัดถา ทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์แทนจำเลย แต่ในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายกำจัดเป็นทนายจำเลยไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ชอบที่จะตรวจอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียด และอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องในการยื่นอุทธรณ์เสียให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ๆ ที่เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาในเนื้อหาแห่งอุทธรณ์จากศาลอุทธรณ์ภาค 4ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายกำจัดเป็นทนายจำเลยโดยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้พร้อมกับยื่นฎีกาเข้ามาแล้วศาลฎีกาจึงไม่ต้องสั่งให้แก้ไขและต้องถือว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยถูกจำคุกในระหว่างฎีกาใกล้จะครบกำหนดโทษและคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิจารณาพิพากษาใหม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนในความผิด ซึ่งมิใช่การกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก ในอันที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 61 ม. 62
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 208 ม. 216 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย สุนัย ไกรอ่อน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2268/2545
#99701
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าโจทก์ร่วมใช้สิทธิเรียกร้องของตนในทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา โดยทำสัญญาและจดทะเบียนการให้ภายหลังจากทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกับที่ดินอีกสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ร่วม พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้โจทก์ร่วมเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๕๐

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจรูญ ฬาพานิช ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ , ๘๓ จำคุกคนละ ๖ เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ หรือไม่ เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นที่ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๖๔/๒๕๓๙ ว่า เงินจำนวน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ร่วมชำระให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลำนารายณ์ แทนจำเลยที่ ๑ และภริยา เป็นการชำระค่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมตกลงซื้อที่ดินพิพาทกับที่ดินอีกสองแปลงจากจำเลยที่ ๑ และภริยา จึงพิพากษายืนให้จำเลยที่ ๑ และภริยาจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสามแปลงให้โจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ร่วมในเงินจำนวน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นเงินที่โจทก์ร่วมชำระค่าที่ดินพิพาทกับที่ดินอีกสองแปลงข้างต้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทกับที่ดินอีกสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ย่อมทราบดีถึงการใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวของโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ ๒ ทราบว่าโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ กับมารดาของพยานโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ร่วม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แสดงให้เห็นว่า ทั้งจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าโจทก์ร่วมใช้สิทธิเรียกร้องของตนในทางศาลให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๒ โดยเสน่หา โดยทำสัญญาและจดทะเบียนการให้เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๗ ภายหลังจากทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกับที่ดินอีกสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์ร่วม พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการโอนไปให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อมิให้โจทก์ร่วมเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งโจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น_ _ _

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่งคนละ ๔,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นายจรูญ ฬาพานิช
จำเลย — นายวิเชียร คำทองแท้ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายธาริต สุวรรณเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2545
#44714
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(3) มิได้บัญญัติว่า ข้อความที่ขอแก้ไขคำให้การจำเลยใหม่จะต้องเกี่ยวกับคำให้การเดิมหรือข้ออ้างเดิมของจำเลยคงบัญญัติห้ามเฉพาะเรื่องคำฟ้องเท่านั้น ฉะนั้นแม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขภายหลังจากวันสืบพยานโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180

จำเลยที่ 1 ให้การไว้ว่า โจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยโดยสั่งจ่ายเช็คและจำเลยที่ 2ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์แล้วก็ต้องถือว่าโจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วคำให้การดังกล่าวจำเลยที่ 1 รับว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กับจำเลยที่ 2และเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินของโจทก์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ขอเพิ่มเติมว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของ ท. แล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์กรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณีเงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้น คำให้การกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตแล้วย่อมจะทำให้กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องชำระจริงให้แก่จำเลยที่ 2เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 กระทำการโดยทุจริต

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนกระทำละเมิดต่อโจทก์และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์บ้างแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นการแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นเข้ามาใหม่ และเป็นการขอแก้ไขภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์แล้ว ทั้งประเด็นที่ขอแก้ไขมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยประกันภัยคืน ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การตามคำร้องลงวันที่ 21 ตุลาคม 2542 โดยขอเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ต่อจากข้อ 1 หน้า 1 ด้านหลังเป็นบรรทัดที่ 16 ว่า "และจำเลยที่ 1 ขอให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของนายทวี ศรีสมบูรณานนท์ และกลุ่มนิมิตแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 863 อีกทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายเกินแม้หากมีจำนวน 1,793,327 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง เพราะเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามฟ้องเป็นทรัพย์ของนายทวี ศรีสมบูรณานนท์ และกลุ่มนิมิต ไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 บัญญัติว่า"โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียง อันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้ การแก้ไขนั้นโดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้ (1) เพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ(2) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ (3) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลังหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาลไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้" จากบทบัญญัติข้างต้นมิได้บัญญัติว่า ข้อความที่ขอแก้ไขคำให้การจำเลยใหม่นั้นจะต้องเกี่ยวกับคำให้การเดิมหรือข้ออ้างเดิมของจำเลย คงบัญญัติห้ามเฉพาะเรื่องคำฟ้องเท่านั้น ฉะนั้น แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(3) และแม้การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอแก้ไขภายหลังจากวันสืบพยานโจทก์ก็ทำได้ โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำให้การไว้เดิมตามคำให้การจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2541ว่า เป็นกรณีที่โจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยโดยสั่งจ่ายเช็ค และจำเลยที่ 2 ได้นำเช็คค่าเบี้ยประกันภัยไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว... เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์แล้วก็ต้องถือว่าโจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว... คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 รับว่าโจทก์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ตามฟ้องกับจำเลยที่ 2 และเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินของโจทก์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ 1 โดยเพิ่มเติมข้อความว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของนายทวี ศรีสมบูรณานนท์และกลุ่มนิมิตแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณี เงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้ คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1ดังกล่าว เท่ากับจำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัย เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ของโจทก์ ดังนั้น คำให้การจำเลยที่ 1 กับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวแล้วย่อมจะทำให้คำให้การจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกัน กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งจะทำให้ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัยหรือไม่ เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยใช่เงินของโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคณาทรัพย์ จำกัด
จำเลย — นางสาวปราณีหรือชนิสรา หรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2545
#99435
เปิดฉบับเต็ม

แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (3) แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยที่ 1 กับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันเอง กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องชำระจริงให้แก่จำเลยที่ ๒ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ กระทำการโดยทุจริต

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้มีส่วนกระทำละเมิดต่อโจทก์ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์บ้างแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นการแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นเข้ามาใหม่ และเป็นการขอแก้ไขภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์แล้ว ทั้งประเด็นที่ขอแก้ไขมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยประกันภัยคืน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหรือไม่? จำเลยที่ ๑ ให้การรับว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ตามฟ้องกับจำเลยที่ ๒ และเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินของโจทก์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ ๑ โดยเพิ่มเติมข้อความว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๒ ตามฟ้อง เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของนายทวี ศรีสมบูรณานนท์ และกลุ่มนิมิตแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าว กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันคู่กรณี เงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เท่ากับจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัย เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่ของโจทก์ ดังนั้น คำให้การจำเลยที่ ๑ กับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวแล้ว ย่อมจะทำให้คำให้การจำเลยที่ ๑ ขัดแย้งกัน กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ซึ่งจะทำให้ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัยหรือไม่ เงินที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยใช่เงินของโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ตามคำร้องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคณาทรัพย์ จำกัด
จำเลย — นางสาวปราณีหรือชนิสราหรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2545
#44713
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสองบัญญัติให้ลงโทษจำคุกสามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อภาพยนตร์วีดีโอซีดีแผ่นวีซีดีและแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลาง ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายและจำเลยนำมาจำหน่ายเพื่อการหากำไรมีจำนวนเพียง 155 แผ่น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท จึงหนักเกินไปส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6วรรคหนึ่ง และมาตรา 34 ที่ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท ก็สูงเกินไปด้วย ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ของกลางบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าอันมิได้ประกอบกิจการโดยตั้งเป็นร้านค้าถาวรแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ เห็นควรกำหนดโทษในความผิดทั้งสองฐานเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย

วีดีโอภาพยนตร์ แผ่นวีซีดีและซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลาง ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายย่อมตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 จึงไม่ชอบที่จะริบของกลางดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานภาพยนตร์ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุตามคำฟ้องของบริษัทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทเมโทร โกลด์ดวิน เมเยอร์ พิคเจอร์ส อิงค์จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมปานีผู้เสียหายที่ 3 บริษัทอาร์. เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 4 บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 5 และบริษัทชัวร์ ออดิโอ จำกัด ผู้เสียหายที่ 6 ซึ่งผู้เสียหายทั้งหกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุดังกล่าวในฐานะผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ดังกล่าว และผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ดังกล่าวและได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยโดยการนำภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ที่บันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดง ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหกรวมจำนวน 155 แผ่นออกขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าภาพยนตร์วีดีโอซีดี แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหก และจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ และบันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดงต่าง ๆ อันเป็นวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายแผ่นวีดีโอซีดีภาพยนต์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) อยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังอาคารสำโรงพลาซ่า ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจังหวัดสมุทรปราการ และมิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดภาพยนตร์วีดีโอซีดี แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) จำนวน 155 แผ่น ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, และ76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6 และ34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) จำนวน 155 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกเป็นมาตรา 31(1))และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 (ที่ถูกเป็นมาตรา 6 วรรคหนึ่ง) และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 20,000 บาทรวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 320,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 160,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน155 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสองบัญญัติให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแม้จะมีอัตราโทษสูงแต่ของกลางซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและจำเลยนำมาจำหน่ายเพื่อการค้าหากำไรมีจำนวนเพียง 155 แผ่น เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นจึงหนักเกินไป ไม่เหมาะสม แก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่งและ 34 ก็พิพากษาลงโทษปรับจำเลยสูงเกินไปด้วย ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ ของกลางอยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังอาคารสำโรงพลาซ่า มิได้ประกอบกิจการโดยตั้งเป็นร้านค้าถาวรแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดโทษสำหรับความผิดคดีทั้งสองฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดีและซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ของกลางนั้นไม่ชอบ เพราะของกลางดังกล่าวต้องตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6วรรคหนึ่ง และ 34 ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 35,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามกำหนดเดิม และให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ริบของกลางให้วีดีโอซีดีภาพยนตร์แผ่นวีซีดี และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน155 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 31 ม. 70 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง นิศรา อินทฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2545
#43459
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานครและย้ายพนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ต โดยขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ จึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานขาย โดยให้โจทก์ทำงานที่สำนักงานแผนกการขาย ณ โรงแรมรอยัลออคิดเชอราตัน ตรอกกัปตันบุช เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2542 จำเลยย้ายสำนักงานแผนกการขายและให้โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานแผนกการขายตั้งอยู่เลขที่ 140 อาคารเคี่ยนหงวนถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในการว่าจ้างจำเลยตกลงว่าเมื่อโจทก์ทำงานครบ 1 ปี โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับปีต่อไป 10 วัน หากจำเลยไม่จัดให้โจทก์หยุดจำเลยจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี แก่โจทก์ จำเลยจ่ายเงินเดือน ค่าบริการเพิ่ม และค่าครองชีพเป็นค่าจ้างให้โจทก์ในแต่ละเดือน ซึ่งค่าจ้างในเดือนสุดท้ายจ่ายเป็นเงินเดือน 25,000บาท ค่าบริการเพิ่ม 13,000 บาท และค่าครองชีพ 600 บาท รวมเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้าย 38,600 บาท เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่อาคารเคี่ยนหงวนโดยให้มีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 พร้อมกับสั่งให้โจทก์ไปทำงานประจำที่สำนักงานแผนกการขายของจำเลยตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 ถนนศรีสุนทร ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นับแต่วันดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์เป็นสตรียังไม่แต่งงานและมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร คำสั่งของจำเลยที่ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัดในทันทีโจทก์ไม่สามารถจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่และภารกิจในครอบครัวเดิมได้ทัน คำสั่งดังกล่าวจึงมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยมิได้แจ้งคำสั่งย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2543 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยพร้อมกับให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินอื่นตามกฎหมายแก่โจทก์เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งย้ายสถานประกอบกิจการสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง จำเลยมีหน้าที่ชำระเงินตามกฎหมายแก่โจทก์คือค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 115,799.40 บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 38,599.80 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2542 จำนวน 10 วัน เพิ่มจากอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติอีกไม่น้อยกว่า1 เท่า คิดเป็นเงิน 25,733.20 บาท เงินค้างเบิกค่าใช้จ่ายในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2542 ที่โจทก์ทดรองเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานให้แก่จำเลยเป็นเงิน 22,637 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยต้องจ่ายเงินต้น 202,769.40 บาท และดอกเบี้ย 12,863.43 บาท รวมเป็นเงิน 215,632.83 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 215,632.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 202,769.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 21/63-64อาคารไทยวาทาวเวอร์ชั้น 21 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทรกรุงเทพมหานคร และมีสถานที่ประกอบกิจการโรงแรมตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีสำนักงานแผนกการขายตั้งอยู่เลขที่ 140 อาคารเคี่ยนหงวน ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์ทราบสถานที่ตั้งทั้งสามแห่งของจำเลยดีมาโดยตลอด จำเลยมิได้ย้ายสถานที่ตั้งประกอบกิจการ เป็นเพียงจำเลยย้ายสำนักงานแผนกการขายซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเคี่ยนหงวนไปตั้งอยู่ในอาคารไทยวาทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลย จึงไม่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2521 มาตรา 120 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยย้ายแผนกการขายจากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดภูเก็ตเป็นการย้ายสถานที่ประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์หรือครอบครัว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับและจำเลยไม่แจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย30 วัน โจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน 10 วัน คิดเป็นเงิน 11,613 บาท และโจทก์ได้ออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการทำงานแทนจำเลย 22,637 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ 104,514 บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,838 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,613 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จและเงินทดรองจ่ายในการทำงาน 22,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าการย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 120 จะต้องเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปในที่แห่งใหม่ มิใช่ย้ายไปสถานที่ที่จำเลยมีและใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการอยู่ก่อนแล้วในขณะย้ายโจทก์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 เป็นบทบัญญัติยกเว้นพิเศษให้นายจ้างต้องมีความรับผิดมากขึ้นกว่าปกติโดยให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น" ย่อมหมายความรวมถึงสถานประกอบกิจการที่อื่นซึ่งนายจ้างมีอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากนายจ้างย่อมมีอำนาจในการบริหารงานที่จะสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบกิจการอื่น ๆ ของนายจ้างตามความเหมาะสมได้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 1 มกราคม 2543 และย้ายพนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ต แม้ศาลแรงงานกลางมิได้ชี้ชัดว่าจำเลยมีสถานประกอบกิจการอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ความชัดจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เคยถูกจำเลยสั่งให้ไปช่วยทำงานที่สำนักงานของจำเลยสาขาภูเก็ตคราวละประมาณ 1 เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งสถานประกอบกิจการขึ้นใหม่ที่จังหวัดภูเก็ต แสดงว่าขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วจึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ ดังนั้นการที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในสถานประกอบกิจการของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ตจึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 120 โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ปรียอร ทองใบใหญ่
จำเลย — บริษัท ลากูน่าแกรนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2545
#99303
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 บัญญัติยกเว้นพิเศษให้นายจ้างมีความรับผิดมากขึ้นกว่าปกติในค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด ตามมาตรา 120 หมายถึงกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปสถานที่อื่นหรือสถานที่แห่งใหม่ มิได้หมายความรวมถึงสถานประกอบกิจการอื่นซึ่งนายจ้างมีอยู่ก่อนแล้ว

ขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์จากสำนักงานที่กรุงเทพมหานครให้ไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ตนั้น จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการตามมาตรา 120 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างและเงินอื่นตามกฎหมายจำนวน ๒๑๕,๖๓๒.๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากเงินต้น ๒๐๒,๗๖๙.๔๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยย้ายแผนกการขายจากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดภูเก็ตเป็นการย้ายสถานที่ประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์หรือครอบครัว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับ และจำเลยไม่แจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๓๐ วัน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ๑๐ วัน คิดเป็นเงิน ๑๑,๖๑๓ บาท และโจทก์ได้ออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการทำงานแทนจำเลย ๒๒,๖๓๗ บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ๑๐๔,๕๑๔ บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓๔,๘๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ไปจนถึงวันชำระเสร็จ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๑,๖๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ไปจนถึงวันชำระเสร็จ และเงินทดรองจ่ายในการทำงาน ๒๒,๖๓๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๓ ไปจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐ เป็นบทบัญญัติยกเว้นพิเศษให้นายจ้างต้องมีความรับผิดมากขึ้นกว่าปกติโดยให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น" ย่อมหมายถึงนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปสถานที่อื่นหรือสถานที่แห่งใหม่ แต่มิได้หมายความรวมถึงสถานประกอบกิจการที่อื่นซึ่งนายจ้างมีอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากนายจ้างย่อมมีอำนาจในการบริหารงานที่จะสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบกิจการอื่น ๆ ของนายจ้างตามความเหมาะสมได้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานครในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ และย้ายพนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ต แม้ศาลแรงงานกลางมิได้ชี้ชัดว่าจำเลยมีสถานประกอบกิจการอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ความชัดจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เคยถูกจำเลยสั่งให้ไปช่วยทำงานที่สำนักงานของจำเลยสาขาภูเก็ตคราวละประมาณ ๑ เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งสถานประกอบกิจการขึ้นใหม่ที่จังหวัดภูเก็ต แสดงว่าขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์ จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ ดังนั้นการที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในสถานประกอบกิจการของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ตจึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปรียอร ทองใบใหญ่
จำเลย — บริษัทลากูน่าแกรนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนบดี กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2545
#43458
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขาย และค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุก (Cook Islands) ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ โจทก์ได้รับอนุญาตจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต(Puma AG Rudolf Dassler Sport) ให้ใช้ชื่อ พูมา (PUMA) สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวและมีอำนาจให้ผู้อื่นใช้ชื่อดังกล่าวในฮ่องกง เกาลูน นิวเทอริทอรี่ส์ มาเก๊า และประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม2535 โจทก์ได้ทำสัญญามอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้สิทธิในการผลิตสินค้าและอุปกรณ์กีฬาโดยใช้ชื่อพูมาแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ในการทำสัญญาดังกล่าว จำเลยตกลงชำระค่าสิทธิซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือค่าสิทธิขั้นต่ำ (Minimun Royalties) และค่าธรรมเนียมจากยอดขาย (Current Royalties) ในกรณีค่าสิทธิจากค่าธรรมเนียมยอดขายในปีใดต่ำกว่าค่าสิทธิขั้นต่ำ จำเลยยอมชำระส่วนต่างให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันสุดท้ายของปี กำหนดชำระค่าสิทธิขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมจากยอดขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์ฮ่องกงทุกไตรมาสของปีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 31มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคม จำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญามาโดยตลอด ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสิทธิในปี 2539 ปี 2540 และ ไตรมาสที่ 1 และที่ 2 ในปี 2541 กับส่วนต่างระหว่างค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำในปี 2538 และปี 2540 รวมเป็นเงิน 15,484,686.12 บาท ดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็นเงินไทย65,751,377 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ เมื่อคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องแล้วเป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,550,935.32 ดอลลาร์ฮ่องกง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 18,035,621.44 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 15,484,686.12 บาท ดอลลาร์ฮ่องกง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (Puma AGRudolf Dassler Sport) มิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องจึงมิใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าโดยชอบ โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากพูมา เอจี รูดอล์ฟแดซเลอร์ สปอร์ต จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงใช้บังคับไม่ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต กับโจทก์มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กล่าวคือมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่อาจใช้บังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิให้อนุญาตช่วง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่อาจบังคับได้เช่นกัน การคิดค่าสิทธิในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการเอาเปรียบจำเลยไม่เป็นธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุก ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 นายปกรณ์ มาตระกูลฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 พูมา เอจีรูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA อ่านว่า พูมา สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬา และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA ในประเทศไทยโดยใช้กับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2526 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2533 พูมา เอจีรูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มาเก๊า ฮ่องกง เกาลูน และนิวเทอริทอลี่ย์ และมีอำนาจอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.5ต่อมามีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ออกมาใช้บังคับโดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 และบัญญัติไว้ในมาตรา 68 ว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าขอตนได้แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน วันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่โจทก์ทุกปี ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงเอกสารหมาย จ.6 แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงปี 2539 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์จนถึงเดือนมิถุนายน 2541 รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน ...

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า PUMA ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2535 ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 ตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่โจทก์ โดยนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขาย และค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสมควรกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเป็นจำนวนเท่าใดอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เวิลด์ สปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัท จี.เอ็ม.ไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2545
#45678
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ต่อศาลเพียง 2 ฉบับโดยฉบับแรกรับรองตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ฉบับที่สองรับรองตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 แม้ว่าโจทก์จะมิได้แสดงหลักฐานการต่ออายุการจดทะเบียนดังกล่าวในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม2541 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 แต่จากหนังสือรับรองฉบับที่สองมีข้อความว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 และได้รับอนุญาตให้ต่ออายุไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 นั้น ย่อมหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 โจทก์ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงฉบับหลังสุด ซึ่งจำเลยเองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มิได้ต่ออายุการจดทะเบียนบริษัทโจทก์แต่อย่างใด จึงรับฟังได้ว่าช่วงเวลาที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องหรือในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมาย

การทำหนังสือมอบอำนาจไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำ ณ สถานที่อันเป็นภูมิลำเนาของผู้มอบอำนาจ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47วรรคสาม กำหนดเพียงว่า หากหนังสือมอบอำนาจทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน เมื่อหนังสือมอบอำนาจคดีนี้ได้ทำขึ้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสถานกงสุลของประเทศไทยตั้งอยู่ โดยหนังสือมอบอำนาจมีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์มีเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาของฮ่องกงลงลายมือชื่อเป็นพยาน และมีกงสุลไทยประจำฮ่องกงลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาดังกล่าว ทั้งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หรือขณะลงลายมือชื่อมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์แล้ว กรณีจึงรับฟังได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงและมีผลบังคับตามกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าPUMA คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 คำพิพากษาในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุก (Cook Islands) ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ โจทก์ได้รับอนุญาตจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (Puma AGRudolf Dassler Sport) ให้ใช้ชื่อ พูมา (PUMA) สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวและมีอำนาจให้ผู้อื่นใช้ชื่อดังกล่าวในฮ่องกง เกาลูน นิวเทอริทอรี่ส์ มาเก๊าและประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญามอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้สิทธิในการผลิตสินค้าและอุปกรณ์กีฬาโดยใช้ชื่อพูมาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยในการทำสัญญาดังกล่าว จำเลยตกลงชำระค่าสิทธิซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือค่าสิทธิขั้นต่ำ(Minimun Royalties) และค่าธรรมเนียมจากยอดขาย (Current Royalties) ในกรณีค่าสิทธิจากค่าธรรมเนียมยอดขายในปีใดต่ำกว่าค่าสิทธิขั้นต่ำ จำเลยยอมชำระส่วนต่างให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันสุดท้ายของปี กำหนดชำระค่าสิทธิขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมจากยอดขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์ฮ่องกงทุกไตรมาสของปีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคมจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญามาโดยตลอด ต่อมาจำเลยผิดนัด ไม่ชำระค่าสิทธิในปี 2539ปี 2540 และไตรมาสที่ 1 และที่ 2 ในปี 2541 กับส่วนต่างระหว่างค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำในปี 2538 ปี 2539 และปี 2540 รวมเป็นเงิน 15,484,686.12ดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็นเงินไทย 65,751,377 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละงวดจนถึงวันฟ้องแล้ว เป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,550,935.32 ดอลลาร์ฮ่องกง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 18,035,621.44 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ8.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 15,484,686.12 ดอลลาร์ฮ่องกง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หมู่เกาะคุกไม่มีสถานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศการจดทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทโจทก์ในหมู่เกาะคุกจึงไม่ทำให้โจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ไม่ชอบ เนื่องจากหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์หมดอายุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 กรรมการที่ลงนามในหนังสือมอบอำนาจไม่มีอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์ เอกสารต่างประเทศที่โจทก์อ้างมิได้ผ่านการรับรองโดยโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กงสุลไทย พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต (PumaAG Rudolf Dassler Sport) มิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องจึงมิใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าโดยชอบ โจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต จึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงใช้บังคับไม่ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าระหว่างพูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต กับโจทก์มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กล่าวคือ มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่อาจใช้บังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิให้อนุญาตช่วง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่อาจใช้บังคับได้เช่นกัน การคิดค่าสิทธิในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการเอาเปรียบจำเลยไม่เป็นธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ การคิดดอกเบี้ยไม่ชอบ โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุกตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA อ่านว่า พูมาสำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬา และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMAในประเทศไทยโดยใช้กับสินค้าประเภทเครื่องกีฬ่าเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2526 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2533 พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มาเก๊า ฮ่องกง เกาลูน และนิวเทอริทอรี่ส์ และมีอำนาจอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.5 ต่อมามีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ออกมาใช้บังคับ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2535 และบัญญัติไว้ในมาตรา 68 ว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนได้แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน วันที่ 5 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่โจทก์ทุกปี ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 31 มีนาคม วันที่ 30 มิถุนายน วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงเอกสารหมาย จ.6 แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงปี 2539 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์จนถึงเดือนมิถุนายน 2541 รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ และในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์มีสภาพเป็นนิติบุคคลหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อศาลตามเอกสารหมาย จ.1 เพียง 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่วันที่2 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และอีกฉบับหนึ่งรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 โจทก์มอบอำนาจให้นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ไม่มีหลักฐานรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์มาแสดง จึงถือว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้แสดงหลักฐานการต่ออายุการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 แต่จากหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 ฉบับที่ 2 ซึ่งอนุญาตให้ต่ออายุการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่31 กรกฎาคม 2543 ได้มีข้อความกล่าวเท้าความว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 และบัดนี้ได้รับการอนุญาตให้ต่ออายุการจัดตั้งบริษัทจำกัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ย่อมมีความหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1สิงหาคม 2533 โจทก์ได้มีการจดทะเบียนต่ออายุการจัดตั้งบริษัทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงฉบับหลังสุด ซึ่งมีผลใช้ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มิได้ดำเนินการต่ออายุการจดทะเบียนบริษัทโจทก์แต่อย่างใดข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในช่วงเวลาที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ก็ดีหรือในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก็ดี โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแทนโจทก์นั้นเป็นกรรมการบริษัทโจทก์และมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ทั้งการทำหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับก็มิได้ทำตามระเบียบและกฎหมายหมู่เกาะคุกซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไว้แต่ทำที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การทำหนังสือมอบอำนาจไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำณ สถานที่อันเป็นภูมิลำเนาของผู้มอบอำนาจ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติแต่เพียงว่า ถ้าหนังสือมอบอำนาจได้ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยามต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยานหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และจ.3 ได้ทำขึ้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสถานกงสุลของประเทศไทยตั้งอยู่ หนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อบุคคลซึ่งระบุว่าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ มีเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาของฮ่องกงลงลายมือชื่อเป็นพยานและมีกงสุลไทยประจำฮ่องกงลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าพนักงานรับรองหนังสือสัญญาดังกล่าว และโจทก์มีนายสุเมธ บุณยรัตพันธุ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 จริง โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์หรือขณะที่ลงลายมือชื่อมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมรับฟังได้ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงและมีผลบังคับตามกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า PUMA ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2535ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 ตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 68 วรรคสอง ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่โจทก์ โดยนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสมควรกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเป็นจำนวนเท่าใดอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 70 ม. 172 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 68
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เวิลด์ สปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัท จี.เอ็ม.ไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2213/2545
#110301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA ซึ่งเป็นโมฆะ คดีย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือ นอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA จำนวน ๑๘,๐๓๕,๖๒๑.๔๔ ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๘.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑๕,๔๘๔,๖๘๒.๑๒ ดอลลาร์ฮ่องกง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๗๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายหมู่เกาะคุก ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑ นายปกรณ์ มาตระกูล ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA อ่านว่า พูมา สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬา และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า PUMA ในประเทศไทยโดยใช้กับสินค้าประเภทเครื่องกีฬา เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๖ ต่อมาเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๓ พูมา เอจี รูดอล์ฟ แดซเลอร์ สปอร์ต ได้ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA สำหรับสินค้าประเภทเครื่องกีฬาแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มาเก๊า ฮ่องกง เกาลูน และนิวเทอริทอรี่ส์ และมีอำนาจอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงได้ ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.๕ ต่อมามีพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ออกมาใช้บังคับ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ และบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ ว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนได้แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ โจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่โจทก์ทุกปี ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม วันที่ ๓๐ มิถุนายน วันที่ ๓๐ กันยายน และวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของแต่ละปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงเอกสารหมาย จ.๖ แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๓๙ จึงผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิแก่โจทก์จนถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ รวมระยะเวลา ๒ ปี ๖ เดือน

? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนคำว่า PUMA ลงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.๖ ตกเป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระค่าตอบแทนการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA แก่โจทก์ โดยนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสิทธิและส่วนต่างของค่าธรรมเนียมจากยอดขายและค่าสิทธิขั้นต่ำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วงในเครื่องหมายการค้าคำว่า PUMA คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่าย ค่าใช้สิทธิแก่โจทก์ตามควรในฐานฐานลาภมิควรได้นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏใน คำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสมควรกำหนดค่าตอบแทนการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นจำนวนเท่าใดอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวิลด์ สปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัท จี. เอ็ม. ไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2545
#99308
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใด ๆ ซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้ประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ฯ มาตรา 34 นั้น สาระสำคัญในการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน แผ่นวีดีโอซีดีของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลจะพึงมีอำนาจสั่งริบได้ ตาม ป.อ. มาตรา 33 และประเด็นนี้เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบแผ่นวีดีโอซีดีดังกล่าวมาในคำฟ้อง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๘ , ๑๕ , ๒๘ , ๓๑ , ๗๐ , ๗๕ , ๗๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๙๑ , ๒๘๗ (๑) พระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ. ๒๔๗๑ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔ , ๖ , ๗ , ๓๔ ให้แผ่นซีดีเพลง แผ่นวิดีโอ ซีดีคาราโอเกะของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน ๔ แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบแผ่นวิดีโอซีดีอันเป็นภาพยนตร์ลามกจำนวน ๒๔ แผ่น กับแผ่นวิดีโอซีดีซึ่งเป็นเทปวัสดุโทรทัศน์ที่มิได้ผ่านการตรวจการพิจารณาและไม่ได้แสดงตราหมายเลขรหัสจำนวน ๕๓ แผ่น ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ , ๗๐ วรรคสอง พระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ. ๒๔๗๑ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ , ๓๔ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยอายุ ๑๖ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ให้กึ่งหนึ่ง จึงลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท ฐานเพื่อประโยชน์ทางการค้ามีไว้ซึ่งวัตถุลามก ปรับ ๕๐๐ บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ ๒,๐๐๐ บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ ๒๗,๕๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑๓,๗๕๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้ซีดีเพลงของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องข้อ ๒ (ก) จำนวน ๔ แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบวัตถุลามกของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สมควรริบแผ่นวิดีโอซีดีของกลางจำนวน ๕๓ แผ่นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้คำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ริบแผ่นวิดีโอซีดีของกลางจำนวน ๕๓ แผ่น มาด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๙) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาก่อน และเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยประกอบกิจการธุรกิจจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ (แผ่นวิดีโอซีดี) โดยตั้งร้านจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้แผ่นวิดีโอซีดีซึ่งเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์จำนวน ๕๓ แผ่น ที่จำเลยมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นของกลาง ดังนี้ ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใด ๆ ซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจ หรือโดยได้ประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น สาระสำคัญในการกระทำผิดอยู่ที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน แผ่นวิดีโอซีดีของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลจะพึงมีอำนาจสั่งริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ จึงไม่ริบแผ่นวิดีโอซีดีของกลางจำนวน ๕๓ แผ่น ?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (๑) พระราชบัญญัติปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก พ.ศ. ๒๔๗๑ มาตรา ๓ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๗ (๑) ไม่ริบแผ่นวิดีโอซีดีของกลางจำนวน ๕๓ แผ่น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 34
ป.วิ.อ. ม. 186 (9)
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายไชยวัฒน์ ชื่นชีพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545
#44139
เปิดฉบับเต็ม

การเช่าที่ดินระหว่างโจทก์มีกำหนด 6 ปี แต่มิได้จดทะเบียนซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538แต่หลังจากครบ 3 ปี แล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วงจึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 ดังนี้ แม้จะครบกำหนด 6 ปี หากโจทก์ประสงค์จะให้สัญญาเช่าระงับ โจทก์ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนมิใช่ว่าสัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 564 เมื่อจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่ครบ 2 เดือน ไม่ถูกต้องตามที่มาตรา 566 กำหนดไว้ การเลิกสัญญาจึงไม่ชอบ แต่จำเลยค้างชำระค่าเช่าและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างแล้ว ซึ่งนับถึงวันฟ้องไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 560 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2535 จำเลยได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 69942 เนื้อที่ 2 ไร่ 83.7 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2541 อัตราเช่าเดือนละ 22,500 บาท ชำระค่าเช่าทุก 3 เดือนต่อครั้งจำเลยไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2541 เป็นต้นมา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและบอกเลิกสัญญาให้สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2541แต่จำเลยเพิกเฉยและครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว ขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก และให้จำเลยชำระเงิน 202,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จพร้อมกับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ22,500 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เป็นเวลา 6 ปีชำระค่าเช่าภายในวันที่ 10 ของเดือนที่ครบกำหนดตามงวด โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาดังกล่าวทำไว้ 6 ปี แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปีเท่านั้น โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โดยให้มีผลสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม2541 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 การกำหนดระยะเวลาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก พร้อมกับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 202,500บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 มกราคม2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ19,500 บาท เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 19,500 บาท นับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2535 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์มีกำหนด 6 ปี เริ่มนับเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ชำระค่าเช่าทุก 3 เดือนต่อครั้ง แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นับแต่เดือนเมษายน2541 จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าเช่าและบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่า ตามเอกสารหมาย จ.4 ไปยังจำเลยโดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันครบกำหนดการเช่า จำเลยได้รับหนังสือนี้แล้วแต่เพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้อง ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินเช่าและเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่าหลังจากครบกำหนด 3 ปี แล้วโจทก์คงให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไปอีก จึงถือเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย เห็นว่า การเช่าที่ดินพิพาทรายนี้มีกำหนดเวลา 6 ปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 แต่หลังจากครบ 3 ปีแล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 ดังนี้แม้จะครบกำหนดเวลา 6 ปี ตามที่เคยตกลงกันไว้ดีหากโจทก์ประสงค์จะให้สัญญาเช่าระงับ โจทก์ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน มิใช่ว่าสัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงไว้มิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 564 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 21ธันวาคม 2541 จนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ยังไม่ครบ2 เดือน ไม่ถูกต้องตามที่มาตรา 566 กำหนดไว้ การเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบแต่อย่างไรก็ดี นอกจากโจทก์จะตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้วโจทก์ยังตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในข้อนี้ไว้ ฉะนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนเมษายน 2541เป็นต้นมาและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างตามเอกสารหมาย จ.4แล้ว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามที่มาตรา 560 วรรคสองกำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 560 ม. 566 ม. 564 ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประไพพิศ สุวรรณานนท์
จำเลย — บริษัท ซันกรีต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545
#45677
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลา 6 ปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 แต่หลังจากครบ 3 ปีแล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วซึ่งเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่ครบ 2 เดือน ไม่ถูกต้องตามมาตรา 566 การเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ แต่นอกจากโจทก์จะตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้ว โจทก์ยังตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างแล้ว นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 560 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก และให้จำเลยชำระเงิน 202,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จพร้อมกับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 22,500 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เป็นเวลา 6 ปี ชำระค่าเช่าภายในวันที่ 10 ของเดือนที่ครบกำหนดตามงวด โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาดังกล่าวทำไว้ 6 ปี แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปีเท่านั้น โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โดยให้มีผลสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 การกำหนดระยะเวลาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก พร้อมกับให้จำเลยชำระเงินจำนวน202,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 19,500 บาท เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 19,500 บาท นับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2535 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์มีกำหนด 6 ปี เริ่มนับเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ชำระค่าเช่าทุก 3 เดือนต่อครั้ง แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นับแต่เดือนเมษายน 2541 จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าเช่าและบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่า ตามเอกสารหมาย จ.4 ไปยังจำเลยโดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันครบกำหนดการเช่า จำเลยได้รับหนังสือนี้แล้วแต่เพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากครบกำหนด 3 ปีแล้ว โจทก์คงให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไปอีก จึงถือเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยเห็นว่า การเช่าที่ดินพิพาทรายนี้มีกำหนดเวลา 6 ปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 แต่หลังจากครบ 3 ปีแล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 ดังนี้ แม้จะครบกำหนดเวลา 6 ปี ตามที่เคยตกลงกันไว้ก็ดี หากโจทก์ประสงค์จะให้สัญญาเช่าระงับ โจทก์ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนมิใช่ว่าสัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้มิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 564 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541 จนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ยังไม่ครบ 2 เดือน ไม่ถูกต้องตามที่มาตรา 566 กำหนดไว้ การเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี นอกจากโจทก์จะตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้ว โจทก์ยังตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในข้อนี้ไว้ ฉะนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนเมษายน 2541 เป็นต้นมาและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามที่มาตรา 560 วรรคสอง กำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 560 ม. 566 ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประไพพิศ สุวรรณานนท์
จำเลย — บริษัท ซันกรีต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545
#99278
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลา 6 ปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 538 แต่หลังจากครบ 3 ปีแล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วซึ่งเมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่ครบ 2 เดือน ไม่ถูกต้องตามมาตรา 566 การเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ แต่นอกจากโจทก์จะตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้ว โจทก์ยังตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างแล้ว นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 560 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก และให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จพร้อมกับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒๒,๕๐๐ บาท นับแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เป็นเวลา ๖ ปี ชำระค่าเช่าภายในวันที่ ๑๐ ของเดือนที่ครบกำหนดตามงวด โจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาดังกล่าวทำไว้ ๖ ปี แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปีเท่านั้น โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๑ โดยให้มีผลสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๒ การกำหนดระยะเวลาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก พร้อมกับให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๑๙,๕๐๐ บาท เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๑๙,๕๐๐ บาท นับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์มีกำหนด ๖ ปี เริ่มนับเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๖ ครบกำหนดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ชำระค่าเช่าทุก ๓ เดือนต่อครั้ง แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นับแต่เดือนเมษายน ๒๕๔๑ จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าเช่าและบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่า ตามเอกสารหมาย จ.๔ ไปยังจำเลยโดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันครบกำหนดการเช่า จำเลยได้รับหนังสือนี้แล้วแต่เพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากครบกำหนด ๓ ปี แล้ว โจทก์คงให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไปอีก จึงถือเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย เห็นว่า การเช่าที่ดินพิพาทรายนี้มีกำหนดเวลา ๖ ปี แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ แต่หลังจากครบ ๓ ปี แล้ว จำเลยยังคงเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๗๐ ซึ่งโจทก์จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ใน มาตรา ๕๖๖ ดังนี้ แม้จะครบกำหนดเวลา ๖ ปี ตามที่เคยตกลงกันไว้ก็ดี หากโจทก์ประสงค์จะให้สัญญาเช่าระงับ โจทก์ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนมิใช่ว่าสัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้มิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา ๕๖๔ ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ เมื่อปรากฎว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ. ๔ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๒ ยังไม่ครบ ๒ เดือน ไม่ถูกต้องตามที่มาตรา ๕๖๖ กำหนดไว้ การเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี นอกจากโจทก์จะตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้ว โจทก์ยังตั้งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในข้อนี้ไว้ ฉะนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นมาและโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างตามเอกสารหมาย จ.๔ แล้ว ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ตามที่มาตรา ๕๖๐ วรรคสอง กำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าและเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.

นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 560 ม. 566 ม. 570
ชื่อคู่ความ
สุวรรณานนท์ — นางประไพพิศ
จำกัด — บริษัทซันกรีต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2194 -ที่ 2195/2545
#44712
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตศาลแรงงานกลางเพื่อเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 52 โดยอ้างว่าผู้คัดค้านทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าผู้คัดค้านทั้งสองได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับดังกล่าวของผู้ร้องหรือไม่และหากผู้คัดค้านทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีมีเหตุอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองด้วยการเลิกจ้างได้หรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาหลักฐานเพื่อฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของผู้ร้องหรือไม่แล้วจึงพิจารณาต่อไปว่าสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองด้วยการเลิกจ้างหรือไม่เพียงใด จึงเป็นการวินิจฉัยที่ตรงประเด็นแห่งคดีแล้ว และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการสอบสวนของผู้ร้องรายงานมา คำสั่งของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 51วรรคหนึ่งและมาตรา 52 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องโดยนายธัชทอง วิริยเวชกุล อธิการบดีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยแก่บุคลากรของผู้ร้องรวม 13 คน ซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านทั้งสองด้วย หลังจากคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2543 ผู้ร้องได้เชิญผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกรวม 4 คน ไปพบที่ห้องทำงานของอธิการบดี ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ฉกฉวยเอารายงานผลการสอบสวนซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องและวิ่งหนีออกจากห้องทำงานของอธิการบดี และผู้คัดค้านที่ 1 ขัดขวางไม่ให้อธิการบดีของผู้ร้องติดตามเอาเอกสารคืนเมื่อผู้ร้องมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้คัดค้านที่ 1 ทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรใช้ถ้อยคำไม่สุภาพและเป็นการส่อเสียดผู้บังคับบัญชาเมื่อสอบสวนเสร็จแล้วคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา แสดงกิริยากระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาและเป็นการกระทำอันก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องขึ้นในสถาบัน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง ขาดจริยธรรมของครู อาจารย์ ผู้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาฝ่าฝืนระเบียบสถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก) ว่าด้วยบุคลากร พ.ศ. 2537 ผู้ร้องไม่อาจลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 ก่อน จึงขออนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ขัดขวางอธิการบดีของผู้ร้องที่จะติดตามเอกสารคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะอ่านรายงานการสอบสวนได้ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ให้การในลักษณะส่อเสียดต่อผู้บังคับบัญชาและมีสิทธิที่จะชี้แจงเหตุผลโต้แย้งข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เพียงแต่หยิบเอกสารรายงานผลการสอบสวนซึ่งวางอยู่ที่โต๊ะทำงานของอธิการบดีเพื่ออ่านดูรายละเอียดว่าข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่าผู้คัดค้านที่ 2 กระทำผิด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและพิจารณาตัดสินใจว่าจะยอมรับการลงโทษหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้มีเจตนาเอาเอกสารดังกล่าวไปโดยทุจริตเมื่ออ่านและตรวจสอบเสร็จแล้วก็นำเอกสารดังกล่าวไปคืนให้ นายธัชทอง วิริยเวชกุลมีความขัดแย้งกับผู้คัดค้านกับพวกและมีคำสั่งให้ลงโทษทางวินัยแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และนายประคอง สุคนธจิตต์ โดยฝ่าฝืนความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนซึ่งเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 และนางประคองไม่มีความผิดทางวินัย การกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับตามที่ผู้ร้องอ้าง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานมหาวิทยาลัยเกริกซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพแรงงานเกริกเสรีและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องเป็นมหาวิทยาลัยใช้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยเกริก มีระเบียบข้อบังคับว่าด้วยบุคลากรตามเอกสารหมาย ร.2 บุคลากรของผู้ร้องซึ่งเป็นอาจารย์จะมีจรรยาบรรณตามเอกสารหมาย ร.3 นายธัชทอง วิริยเวชกุลเข้าดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผู้ร้องตามคำสั่งเอกสารหมาย ร.4 และทบวงมหาวิทยาลัยรับรองการแต่งตั้งตามเอกสารหมาย ร.5 ก่อนที่นายธัชทองจะเข้ารับตำแหน่งอธิการบดีของผู้ร้องเมื่อประมาณปลายปี 2541 ผู้บริหารของผู้ร้องกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งมีข้อขัดแย้งในเรื่องการแต่งตั้งอธิการบดีของผู้ร้องจนมีการชุมนุมประท้วง นายสุชาญ โกศิน นายกสภามหาวิทยาลัยเคยมีหนังสือขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่อาจารย์และเจ้าหน้าที่รวม 13 คน ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วง เมื่อนายธัชทองเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี นายสุชาญเคยมีหนังสือขอให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามเอกสารหมาย ร.6 ต่อมาผู้ร้องโดยนายธัชทองได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามเอกสารหมาย ร.8 คณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนและทำรายงานผลการสอบสวนไว้ตามเอกสารหมาย ร.9 ต่อมาวันที่11 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งสอง นางประคอง สุคนธจิตต์และนายฉัตรมงคล แน่นหนา ได้เข้าพบนายธัชทองที่ห้องทำงาน ผู้คัดค้านที่ 2 ได้นำเอกสารซึ่งเป็นรายงานผลการสอบสวนและเอกสารอื่นรวมทั้งหมด 32 แผ่น ไปจากความครอบครองของนายธัชทอง หลังจากนั้นเวลาประมาณ 13.30 นาฬิกา จึงนำมาคืนให้ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2543 ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ประชุมผู้บริหารและมีมติเห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการกระทำผิดทางวินัยและทางอาญาตามเอกสารหมาย ร.12 และมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนตามเอกสารหมาย ร.13 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกกล่าวหาต่อคณะกรรมการสอบสวนตามเอกสารหมาย ร.15 คณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานผลการตรวจสอบไว้ตามเอกสารหมาย ร.16 แล้ววินิจฉัย การที่ผู้คัดค้านที่ 2 หยิบเอารายงานผลการสอบสวนที่วางไว้ที่โต๊ะทำงานของนายธัชทองไปพลิกอ่านเป็นผลมาจากการที่ผู้คัดค้านที่ 2 เข้าใจว่าตนเองถูกลงโทษโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระด้างกระเดื่องไม่เชื่อฟังหรือขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา อย่างไรก็ดีเมื่อนายธัชทองห้ามไม่ให้ผู้คัดค้านที่ 2 อ่านเอกสารและติดตามเอาเอกสารคืน ผู้คัดค้านที่ 2 สมควรที่จะคืนเอกสารดังกล่าวให้แก่อธิการบดี ไม่สมควรที่จะนำเอกสารอันเป็นรายงานผลการสอบสวนออกไปนอกห้องทำงานของอธิการบดีเพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปกปิด การกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำที่ไม่สมควรที่อาจารย์จะพึงปฏิบัติต่ออธิการบดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ถือได้ว่าเป็นการไม่เชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาฝ่าฝืนระเบียบสถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก) ว่าด้วยบุคลากร พ.ศ. 2537 เอกสารหมาย ร.2 ข้อ 27.2 แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 2 นำเอกสารไปอ่านแล้วก็นำกลับมาคืนให้แก่อธิการบดีของผู้ร้องโดยไม่ปรากฏว่ามีการนำเอกสารดังกล่าวไปเผยแพร่หรือถ่ายสำเนาเก็บไว้หรือกระทำการใด ๆ ในทางที่แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีเจตนาจะทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอีกทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ทำงานกับผู้ร้องมาตั้งแต่ปี 2527 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ เช่นรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย รองคณบดีคณะศิลปศาสตร์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และศิลปศาสตร์ เป็นต้น แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทำงานก่อประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องไม่น้อย ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ได้กระทำผิดและเคยถูกลงโทษทางวินัยมาก่อน เมื่อพิจารณาจากการกระทำผิดของผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว เห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากอธิการบดีพยายามแย่งเอกสารคืนและผู้คัดค้านที่ 2 ได้นำเอกสารออกจากห้องนั้น ทุกคนที่อยู่ในห้องยืนขึ้น ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของอธิการบดีได้ลุกขึ้นยืนด้วย แม้การยืนของผู้คัดค้านที่ 1 จะเป็นการกั้นขวาง มีผลทำให้อธิการบดีติดตามเอาเอกสารคืนไม่สะดวก แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ใช้กำลังกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของอธิการบดีหรือกล่าวถ้อยคำข่มขู่ว่าจะใช้กำลังทำร้าย หากอธิการบดียังคงติดตามเอาเอกสารคืน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ปรากฏด้วยว่าผู้คัดค้านกับพวกได้วางแผนตระเตรียมกันมาก่อน แต่พฤติการณ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นฉับพลันทันทีโดยที่ไม่มีใครคาดคิด การขวางกั้นอธิการบดีไม่ให้ติดตามเอาเอกสารคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 จึงอาจทำไปเพื่อให้เหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงไม่ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ลุกขึ้นยืนและมีผลทำให้อธิการบดีติดตามเอาเอกสารคืนไม่สะดวกยังไม่พอถือได้ว่าเป็นการกระทำที่กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาหรือไม่เชื่อฟังคำสั่งโดยชอบของผู้บังคับบัญชาตามที่ผู้ร้องอ้าง ในส่วนที่เกี่ยวกับคำให้การชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการสอบสวนตามเอกสารหมาย ร.15 นั้น เมื่ออ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวแล้วสรุปได้ว่าเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการฉกฉวยเอาเอกสารปกปิดของมหาวิทยาลัยไปจากมือของอธิการบดีโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ถ้อยคำบางตอนจะมีข้อความไม่เหมาะสมบ้าง เช่น ข้อความในตอนท้ายที่ว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนครั้งนี้เป็นการกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นปฏิบัติการของหมาป่ากับลูกแกะนั้น ก็มีแต่เพียงส่วนน้อย และเมื่ออ่านประกอบกับข้อความอื่น ๆ แล้วยังไม่พอที่จะถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นให้ร้ายหรือส่อเสียดผู้บังคับบัญชาดังที่ผู้ร้องอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับดังที่ผู้ร้องอ้าง จึงมีคำสั่งอนุญาตให้มหาวิทยาลัยเกริกผู้ร้อง ลงโทษตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และให้ยกคำร้องในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงประการเดียวว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่าคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำผิดหรือไม่ผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องซึ่งผู้ร้องมิได้ร้องขอให้วินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตรงประเด็น และนอกเหนือจากที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอนอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการฯ ของผู้ร้องเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งสองทำผิดแล้วศาลต้องฟังไปตามนั้น จะมาพิจารณาใหม่ว่าผู้คัดค้านทั้งสองไม่ผิดไม่ได้ นั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตศาลแรงงานกลางเพื่อเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 โดยอ้างว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องหรือไม่และหากผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องกรณีมีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองด้วยการเลิกจ้างได้หรือไม่เพียงใดฉะนั้นการที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเพื่อฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านทั้งสองได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาต่อไปว่าสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองด้วยการเลิกจ้างหรือไม่เพียงใดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ตรงประเด็นแห่งคดีตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแล้ว ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าศาลต้องฟังข้อเท็จจริงไปตามที่คณะกรรมการฯ ของผู้ร้องฟังมาดังที่ผู้ร้องอ้าง คำสั่งของศาลแรงงานกลางในคดีนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่งและมาตรา 52 อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 ม. 52
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — มหาวิทยาลัยเกริก
ผู้คัดค้าน — นาย พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190 -ที่ 2193/2545
#43457
เปิดฉบับเต็ม

การจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน อันเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง นอกจากเป็นการจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนแล้วยังต้องเป็นงานโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างและนายจ้างต้องเลิกจ้างลูกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นด้วย จำเลยประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นปกติ จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานก่อสร้างอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลยและจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ตามระยะเวลาการจ้างที่กำหนด กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้าย ที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118และมาตรา 119 ไม่มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ก็มิได้มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกัน ดังนั้น การวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเรื่องการจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ทำงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 และจ้างโจทก์ที่ 4 ทำงานเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2544ตำแหน่งสถาปนิกอาวุโส สถาปนิก ผู้ประสานงานโครงการ และวิศวกรไฟฟ้าอาวุโส เพื่อทำงานในโครงการออลซีซั่นส์ เพลส เฟส 4 และเฟส 5อัตราเงินเดือน เดือนละ 70,000 บาท 50,000 บาท และ 30,000 บาทตามลำดับ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากโครงการที่จำเลยดำเนินการอยู่ต้องหยุดทำงานเพราะบริษัทผู้ว่าจ้างเลิกกิจการ โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้กระทำผิด และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 105,000 บาท 75,000 บาท 60,000 บาท และ 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องค่าจ้างจำนวน 35,000 บาท 25,000 บาท 20,000 บาท และ 15,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 และค่าชดเชย จำนวน 70,000 บาท 50,000 บาท 40,000 บาท และ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสี่ทำงานชั่วคราวในโครงการซีซั่นส์ เพลส เฟส 4 และเฟส 5 โดยจำเลยได้รับการจ้างจากบริษัทกรีไทย จำกัด อีกต่อหนึ่งเป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนและเป็นงานที่จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสี่เป็นครั้งคราวตามโครงการที่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานที่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และไม่ได้เป็นงานประจำของจำเลยหลังทำสัญญาจำเลยได้นำโจทก์ทั้งสี่และพนักงานอื่นเข้าทำงานในโครงการดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้พาโจทก์ทั้งสี่และพนักงานคนอื่นเข้าทำงานตามปกติแต่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากบริษัทกรีไทย จำกัด ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 การที่จำเลยไม่สามารถจ้างโจทก์ทั้งสี่ให้ทำงานในโครงการดังกล่าวถือเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ใช่ความผิดของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยรับจ้างเข้าบริหารโครงการก่อสร้างในโครงการออลซีซั่นส์ เพลส เฟส 4 และ เฟส 5 ให้แก่บริษัทกรีไทย จำกัด จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสี่ให้ทำงานก่อสร้างในโครงการดังกล่าวสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน2543 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ให้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 70,000 บาท โจทก์ที่ 2 เดือนละ 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 เดือนละ 40,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 4 เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2544 ให้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้รับแจ้งว่าศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทกรีไทย จำกัดจำเลยไม่สามารถให้ลูกจ้างทำงานในโครงการดังกล่าวได้ จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 แล้ววินิจฉัยว่างานที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นงานในโครงการเฉพาะอันมิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสาม วรรคสุดท้าย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากบริษัทกรีไทย จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ พิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 105,000 บาท 75,000 บาท 60,000 บาท และ 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 28 พฤษภาคม 2544) ค่าจ้างจำนวน 35,000 บาท 25,000บาท 20,000 บาท และ 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 และค่าชดเชยจำนวน 70,000บาท 50,000 บาท 40,000 บาท และ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนสำหรับงานโครงการที่มิใช่งานปกติธุรกิจของนายจ้างอันได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้ายหรือไม่ เห็นว่า การจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน อันเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างดังที่กล่าวนั้น นอกจากเป็นการจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนแล้วยังต้องเป็นงานโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างและนายจ้างต้องเลิกจ้างลูกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นด้วย ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นปกติ จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสี่ให้ทำงานก่อสร้างในโครงการออลซีซั่นส์ เพลส เฟส 4 และเฟส 5 อันเป็นธุรกิจปกติของจำเลยและจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ตามระยะเวลาการจ้างที่กำหนดดังนี้ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้าย ที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสี่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากบริษัทกรีไทย จำกัด ถูกศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถพาโจทก์ทั้งสี่เข้าทำงานในโครงการออลซีซั่นส์ เพลส ได้นั้นเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวและมาตรา 119 มิได้มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งบัญญัติข้อยกเว้นกรณีไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ ก็มิได้มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกันดังนั้น การวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเรื่องการจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา บุญเรืองศรี กับพวก
จำเลย — บริษัท เอ็นริชเมนท์ แอสโซซิเอท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190 -ที่ 2193/2545
#110300
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 118 , 119 มิได้มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุสุดวิสัย และ ป.พ.พ. มาตรา 583 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกัน จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสี่ทำงานชั่วคราว สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนและเป็นงานที่จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสี่เป็นครั้งคราวตามโครงการที่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานที่แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี และไม่ได้เป็นงานประจำของจำเลย หลังทำสัญญาจำเลยได้นำโจทก์ทั้งสี่และพนักงานอื่นเข้าทำงานในโครงการดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จำเลยได้พาโจทก์ทั้งสี่และพนักงานคนอื่นเข้าทำงานตามปกติแต่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากบริษัทกรีไทย จำกัด ผู้ว่าจ้างจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๔ การที่จำเลยไม่สามารถจ้างโจทก์ทั้งสี่ให้ทำงานในโครงการดังกล่าวถือเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ใช่ความผิดของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากบริษัทกรีไทย จำกัด ถูกศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถพาโจทก์ทั้งสี่เข้าทำงานในโครงการออลซีซั่นส์ เพลส ได้นั้น เป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำผิด นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวและมาตรา ๑๑๙ มิได้มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัยและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ซึ่งบัญญัติข้อยกเว้นกรณีไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ ก็มิได้มีข้อยกเว้นว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกัน ดังนั้น การวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเรื่องการจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา บุญเรืองศรี ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็นริชเมนท์ แอสโซซิเอท ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสาโรจน์ เกษมถาวรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2188/2545
#43456
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนวันเกิดเหตุทะเลาะกันแล้วจำเลยหนีออกจากบ้าน ครั้นวันเกิดเหตุจำเลยไปพบผู้เสียหายที่บ้านและขอคืนดีผู้เสียหายขอค่าทำขวัญ แต่ตกลงจำนวนเงินกันไม่ได้ จำเลยโกรธทำร้ายผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคำ 2 เส้น แหวนทองคำ 3 วง กับตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ต่อมาจำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดคืนผู้เสียหาย และกลับมาอยู่กินด้วยกัน จำเลยเอาทรัพย์ดังกล่าวไป เนื่องจากจำเลยไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำไปขายเล่นการพนัน การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่น เป็นการใช้อำนาจของการเป็นสามีปกป้องทรัพย์สินของครอบครัวด้วยความโกรธโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ และการที่จำเลยได้นำทรัพย์ทั้งหมดคืนแก่ผู้เสียหายก็แสดงว่าไม่มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือผู้อื่น จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์คงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาสร้อยคอทองคำ หนัก 1 สลึง 2 เส้นราคา 3,400 บาท แหวนทองคำ หนัก 1 สลึง 1 วง แหวนทองคำหนักครึ่งสลึง 2 วง ราคา 3,400 บาท ตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ราคา 900 บาทรวมเป็นเงิน 7,700 บาท ของนางละอองดาว คำตลบ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มีดพร้าใบมีดยาว 12 นิ้วฟุต ด้ามมีดยาว 5 นิ้วฟุต จำนวน 1 เล่ม เป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายถูกที่บริเวณร่างกายหลายครั้ง และชกต่อย เตะถูกที่บริเวณร่างกายผู้เสียหายหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, วรรคสาม ประกอบมาตรา 335(7), 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, วรรคสาม, 295 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 10 ปี ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยทะเลาะโต้เถียงกันแล้วจำเลยหนีออกจากบ้าน ครั้นวันเกิดเหตุจำเลยไปพบผู้เสียหายที่บ้านที่เกิดเหตุและขอคืนดีกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายขอค่าทำขวัญเป็นเงิน แต่ตกลงจำนวนเงินกันไม่ได้ จำเลยโกรธทำร้ายผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคำ2 เส้น แหวนทองคำ 3 วง กับตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ไปจากผู้เสียหายแล้วหลบหนีไป ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายจากการที่ถูกจำเลยทำร้ายตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.3 ต่อมาหลังเกิดเหตุจำเลยนำสร้อยทองคำ แหวนทองคำ และตุ้มหูทองคำดังกล่าวทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายโดยจำเลยกับผู้เสียหายกลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ในข้อนี้ผู้เสียหายและนางบาง ผาใต้ ป้าผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยตรงกันว่า เหตุที่จำเลยกับผู้เสียหายทะเลาะกัน เนื่องจากผู้เสียหายชอบเล่นการพนันจำเลยห้ามปราม แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อผู้เสียหายจะนำสร้อยคอทองคำแหวนทองคำ และตุ้มหูทองคำไปขายเพื่อเล่นการพนัน จำเลยเอาทรัพย์ดังกล่าวไปจากผู้เสียหายก็เนื่องจากจำเลยไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำไปขายเล่นการพนัน ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อนำสืบของจำเลยข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าเจตนาของจำเลยที่เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปก็เพื่อจะรักษาทรัพย์นั้นไว้ การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจของการเป็นสามีปกป้องทรัพย์สินของครอบครัวด้วยความโกรธโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ และการที่จำเลยได้นำทรัพย์ทั้งหมดคืนแก่ผู้เสียหายในเวลาต่อมาก็แสดงว่าจำเลยหาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือผู้อื่น มิฉะนั้นคงไม่อาจนำทรัพย์ทุกชิ้นของผู้เสียหายไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ จำเลยคงมีความผิดเฉพาะฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังมิได้กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยไปพร้อมนี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ส่วน โทษปรับนั้นจำเลยต้องขังมาพอแก่โทษแล้ว จึงงดปรับให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาย ชูชัย สุพิมพ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา