คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074/2545
#45668
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงการชำระราคาสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบส่งของว่าต้องชำระภายใน 45 วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้า โจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 และครั้งหลังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 จำเลยจึงต้องชำระราคาครั้งแรกในวันที่ 20 มีนาคม 2540 และครั้งหลังในวันที่ 17 สิงหาคม 2540 จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระตามกำหนด ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่ค้างชำระ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 511,460 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดและโจทก์ไม่ได้ทวงถามจึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 511,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,345,400 บาท (ที่ถูกต้องเป็น 235,400 บาท) นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540) ให้ไม่เกิน 13,241.25 บาท และจากต้นเงิน 276,060 บาท นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 6,901.50 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยผิดนัด จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนั้น เห็นว่า มีข้อตกลงการชำระราคาสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบส่งของเอกสารหมาย จ.4และ จ.5 ว่าการชำระเงินต้องชำระภายใน 45 วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้า เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งแรกตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งหลังตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.5 วันที่ 3 กรกฎาคม 2540 จำเลยจึงต้องชำระราคาครั้งแรกในวันที่ 20 มีนาคม 2540 และครั้งหลังในวันที่ 17 สิงหาคม 2540 จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฎิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนดฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไปศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซีลเทค อินดัสตรีส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เค ที เอ็ม เอส จี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074/2545
#99432
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงการชำระราคาสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบส่งของว่าต้องชำระภายใน 45 วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้า โจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 และครั้งหลังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 จำเลยจึงต้องชำระราคาครั้งแรกในวันที่ 20 มีนาคม 2540 และครั้งหลังในวันที่ 17 สิงหาคม 2540 จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระตามกำหนด ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่ค้างชำระ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๕๑๑,๔๖๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดและโจทก์ไม่ได้ทวงถาม จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๑๑,๔๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒,๓๔๕,๔๐๐ บาท (ที่ถูกต้องเป็น ๒๓๕,๔๐๐ บาท) นับแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๐) ให้ไม่เกิน ๑๓,๒๔๑.๒๕ บาท และจากต้นเงิน ๒๗๖,๐๖๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน ๖,๙๐๑.๕๐ บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ...

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนั้น เห็นว่า มีข้อตกลงการชำระราคาสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบส่งของเอกสารหมาย จ.๔ และ จ.๕ ว่าการชำระเงินต้องชำระภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้า เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งแรกตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.๔ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ครั้งหลังตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.๕ วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำเลยจึงต้องชำระราคาครั้งแรกในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๐ และครั้งหลังในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคสอง จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไป ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.

นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ ผู้ตรวจร่างฯ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ย่อ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทซีลเทค อินดัสตรีส์
จำกัด — บริษัทเค ที เอ็ม เอส จี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิเชฐ จันทรธวัชสันติ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2066/2545
#44136
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2537 ถึงกลางเดือนมกราคม 2538จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นตัวแทนขนส่งเครื่องสำอางไปยังประเทศสหพันธรัฐรัสเซียโดยสายการบินโซเวียตรวม 2 ครั้ง ครั้งหนึ่ง น้ำหนัก 1,271กิโลกรัม อัตรากิโลกรัมละ 61 บาท เป็นค่าระวางกับค่าบำเหน็จ 77,531 บาท และค่าธรรมเนียมคลังสินค้าอีก 100 บาท รวมเป็นเงิน 77,631 บาท โจทก์ดำเนินการตามข้อตกลงจนเสร็จและส่งใบแจ้งหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว ครั้งที่สองน้ำหนัก3,203.50 กิโลกรัม อัตรากิโลกรัมละ 61 บาท เป็นค่าระวางกับค่าบำเหน็จ 195,414บาท และค่าธรรมเนียมคลังสินค้าอีก 100 บาท รวมเป็นเงิน 195,514 บาท โจทก์ดำเนินการตามข้อตกลงจนเสร็จและส่งใบแจ้งหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 273,145 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2538 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบแจ้งหนี้ฉบับสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 101,924.24 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 375,069.24 บาท

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน273,145 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเป็นตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 เคยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นตัวแทนขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อโจทก์ส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปยังต่างประเทศ โจทก์จะต้องทดรองจ่ายเงินค่าระวาง ค่าบำเหน็จ และค่าธรรมเนียมคลังสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน แล้วส่งใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1ในภายหลัง ต่อมาเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2537 ถึงกลางเดือนมกราคม 2538จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นตัวแทนขนส่งเครื่องสำอางไปยังประเทศสหพันธรัฐรัสเซียรวม 2 ครั้ง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายชัยณรงค์ สนธิปรีชากุล เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า ก่อนส่งสินค้าพิพาทในคดีนี้ พยานซึ่งมีหน้าที่รับสินค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อส่งไปยังต่างประเทศได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1ไว้เรียบร้อยก็ตาม แต่นายชัยณรงค์ก็เบิกความตอบคำซักถามของทนายโจทก์ว่า ก่อนคดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจดังกล่าวมา 3 ถึง 4 ปี แล้ว และเบิกความตอบคำถามติงว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินโจทก์จะนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปหักกลบลบหนี้กับจำนวนหนี้ที่เกิดขึ้นก่อน โดยโจทก์มีนางสาวดวงเดือน จรัสรุ่งนิภากุล พนักงานบัญชีของโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ในทางปฏิบัติของโจทก์หลังจากได้รับชำระหนี้แล้วโจทก์จะเอาจำนวนหนี้ที่นำมาชำระไปหักทอนกับหนี้ที่ค้างชำระก่อน เมื่อพยานตรวจสอบทางบัญชีแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้จำนวน 273,145 บาท คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวจึงสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นลูกหนี้พร้อมนำตราสำคัญของจำเลยที่ 1มาประทับด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะถูกหลอกลวงดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาทั้งจำเลยที่ 3 ก็มิได้มาเบิกความโต้แย้งให้เห็นเป็นเช่นนั้น เมื่อบันทึกดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดว่า จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ค้างชำระมาก่อนจริง และมีข้อตกลงไว้ด้วยว่า ให้แยกหนี้ตามใบแจ้งหนี้ที่ 412 อี 01244 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2537เงินจำนวน 77,671 บาท และหนี้ตามใบแจ้งหนี้ที่ 501 อี 00510 ลงวันที่ 9มกราคม 2538 เงินจำนวน 195,514 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 273,145 บาทออกจากหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดก่อนเพื่อตรวจสอบเอกสารและหลักฐานทางบัญชีเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ทั้งสองฉบับนี้ให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกันภายหลัง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 273,145 บาทเพียงแต่ขอให้โจทก์ตรวจสอบอีกครั้งว่าตามที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไปแล้วนั้น โจทก์นำไปหักกลบลบหนี้ตามใบแจ้งหนี้ทั้งสองฉบับดังกล่าวด้วยหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2ก็เบิกความยอมรับว่าหากมีหนี้ค้างชำระจริงก็เป็นเงินประมาณ 300,000 บาทคำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงเจือสมข้อนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 273,145 บาท จึงต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่กระทำในฐานะลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจเอกสารหมาย จ.10 พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ด้วยโดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ ตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1088
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คอมเมอร์เชียล ทรานสปอร์ต อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซีดาร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2545
#44135
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างบางแผนกไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ในลักษณะวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไปอันเป็นอำนาจบริหารจัดการของโจทก์ซึ่งกระทำได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อผลประโยชน์ของโจทก์และอนุญาตแก่ลูกจ้างเป็นบางแผนกเท่านั้นอีกทั้งโจทก์มิได้ประกาศให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ การที่โจทก์อนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในวันเสาร์มีลักษณะเป็นการชั่วคราวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ฉะนั้น การที่โจทก์ประกาศให้ลูกจ้างของโจทก์มาปฏิบัติงานในทุกวันเสาร์ จึงเป็นการออกคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในวันทำงานตามปกติ ซึ่งลูกจ้างทุกคนของโจทก์จะต้องปฏิบัติตามอยู่แล้วตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การที่ลูกจ้างของโจทก์ทำงานในวันเสาร์จึงเป็นการทำงานในวันทำงานตามปกติ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 นายจักรพงษ์ ผ่องสุภาพนางสาวศิริรัตน์ ศักดิ์มงคล และนางอิงอร หนูเอียด (สกุลตัน) ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครปฐม เพื่อเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุด จำเลยในฐานะเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม2544 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่นายจักรพงษ์ นางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอร จำนวนเงิน 26,356 บาท 17,565 บาท และ 25,335 บาท (ที่ถูก 21,335บาท) ตามลำดับ แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยเนื่องจากคลาดเคลื่อนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยจำเลยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กำหนดให้ลูกจ้างในแผนกการตลาดและขายต่างประเทศ แผนกการตลาดและขายในประเทศแผนกงบประมาณ แผนกบัญชี แผนกการเงิน แผนกจัดซื้อเม็ดพลาสติก แผนกสารสนเทศ และแผนกประสานการผลิต ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์โดยการทำงานในวันเสาร์นั้นให้ทำงานวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกัน และวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541 โจทก์ออกคำสั่งเป็นประกาศที่ พี-เอ็มที-063/2541 ให้พนักงานในแผนกต่าง ๆ ดังกล่าวมาทำงานในวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ และจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานคนละ 200 บาท ต่อเดือน โจทก์เห็นว่าตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์กำหนดให้พนักงานทั่วไปทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน และมีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน คือวันอาทิตย์ พนักงานทุกคนจะต้องปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวการที่โจทก์ให้พนักงานแผนกต่าง ๆ ข้างต้นหยุดสลับกันในวันเสาร์ก็เพื่อประโยชน์ของโจทก์เองและเป็นการทดลองหยุด โจทก์ไม่เคยมีประกาศหรือคำสั่งว่าวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจที่จะสั่งให้พนักงานแผนกต่าง ๆ ดังกล่าวมาทำงานในวันเสาร์ได้ตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์และไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ส่วนเบี้ยพิเศษจำนวน 200 บาทโจทก์ได้จ่ายให้นอกเหนือจากเงินเดือนแก่พนักงานที่มาทำงานเฉพาะในวันเสาร์จึงไม่ใช่ค่าตอบแทนตามที่จำเลยวินิจฉัย ประกอบกับนางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอรได้ยื่นใบลาออกตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ โดยใบลาออกของบุคคลทั้งสองมีข้อความว่า ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องบริษัทโจทก์ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา บุคคลทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดคำสั่งของจำเลยที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่นายจักรพงษ์นางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอร จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 ของจำเลย

จำเลยให้การว่า นายจักรพงษ์ นางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอร ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์โดยมีข้อตกลงว่าให้มีวันหยุดในวันเสาร์เว้นวันเสาร์และวันอาทิตย์ในแต่ละสัปดาห์ ต่อมาโจทก์ได้ให้ลูกจ้างทั้งสามมาทำงานในวันเสาร์ทุกวันโดยจ่ายเงินเพิ่มให้เดือนละ 200 บาท ลูกจ้างทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครปฐม จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่ลูกจ้างทั้งสาม คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่นายจักรพงษ์ ผ่องสุภาพ นางสาวศิริรัตน์ ศักดิ์มงคลและนางอิงอร หนูเอียด (สกุลตัน) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ตกลงให้ลูกจ้างทั้งสามมีวันหยุดงานทุกวันอาทิตย์และหยุดงานในวันเสาร์เว้นวันเสาร์ตลอดมา การที่โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างทั้งสามทำงานในวันเสาร์ทุกวันโดยคงมีวันหยุดงานเฉพาะวันอาทิตย์เพียงวันเดียวนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ทำให้ลูกจ้างต้องรับภาระหนักขึ้น เมื่อลูกจ้างทั้งสามไม่ได้ตกลงยินยอม โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะทำได้ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างทั้งสาม พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ฉบับเดิมเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 และฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.3ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2542 ได้กำหนดวันทำงานและเวลาทำงานปกติของโจทก์ไว้ในทำนองเดียวกันคือ ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน เวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง มีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน คือวันอาทิตย์ ทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างแผนกการตลาดและขายต่างประเทศ แผนกการตลาดและขายในประเทศ แผนกงบประมาณ แผนกบัญชี แผนกการเงิน แผนกจัดซื้อเม็ดพลาสติกแผนกสารสนเทศ และแผนกประสานการผลิต ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยให้ทำงานวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไป ส่วนวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์นายจักรพงษ์ นางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอรเป็นลูกจ้างโจทก์ ช่วงปี 2539 ถึง2540 ในแผนกขายต่างประเทศ ทำงานกับโจทก์โดยมีวันหยุดดังกล่าว ต่อมาวันที่30 ธันวาคม 2541 โจทก์ออกประกาศให้ลูกจ้างโจทก์แผนกต่าง ๆ ดังกล่าวมาทำงานทุกวันเสาร์ ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างของโจทก์บางแผนกไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ในลักษณะวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไปนั้นเป็นอำนาจบริหารจัดการของโจทก์ซึ่งโจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อผลประโยชน์ของโจทก์ และการอนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในลักษณะดังกล่าวโจทก์ก็อนุญาตแก่ลูกจ้างเป็นบางแผนกเท่านั้นมิใช่เป็นคำสั่งที่ให้ลูกจ้างของโจทก์ทั้งหมดถือปฏิบัติ อีกทั้งโจทก์ก็มิได้ประกาศให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์อนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาตามที่โจทก์เห็นสมควรเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ฉะนั้นการที่โจทก์ประกาศให้ลูกจ้างของโจทก์มาปฏิบัติงานในทุกวันเสาร์ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นการออกคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในวันทำงานตามปกติ ซึ่งลูกจ้างทุกคนของโจทก์จะต้องปฏิบัติตามอยู่แล้วตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่ลูกจ้างทั้งสามของโจทก์ทำงานในวันเสาร์จึงเป็นการทำงานในวันทำงานตามปกติย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามที่จำเลยวินิจฉัย ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย บรรพต โพธิ์นุต
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2545
#45667
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ให้พนักงานทั่วไปทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน และมีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน คือวันอาทิตย์ การที่โจทก์ให้พนักงานบางแผนกหยุดสลับกันในวันเสาร์โดยมิได้ประกาศหรือมีคำสั่งว่าวันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดแต่อย่างใดยังถือไม่ได้ว่า โจทก์มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างการที่โจทก์ประกาศให้ลูกจ้างมาทำงานทุกวันเสาร์ จึงเป็นการสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในวันทำงานตามปกติ ลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่ลูกจ้างของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีข้อตกลงให้ลูกจ้างทำงานในวันเสาร์เว้นเสาร์แต่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างมาทำงานในวันเสาร์ทุกเสาร์ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดวันเสาร์แก่ลูกจ้างของโจทก์ คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และนางอิงอรทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าให้มีวันหยุดในวันเสาร์เว้นวันเสาร์และวันอาทิตย์ในแต่ละสัปดาห์ ต่อมาโจทก์ได้ให้ลูกจ้างทั้งสามมาทำงานในวันเสาร์ทุกวันโดยจ่ายเงินเพิ่มให้เดือนละ 200 บาท ลูกจ้างทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดนครปฐม จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ 16มกราคม 2544 สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่ลูกจ้างทั้งสาม คำสั่งขอจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 2/2544 ลงวันที่ 16 มกราคม2544 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่นายจักรพงษ์ ผ่องสุภาพ นางสาวศิริ รัตน์ ศักดิ์มงคล และนางอิงอร หนูเอียด (สกุลตัน) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ตกลงให้ลูกจ้างทั้งสามมีวันหยุดงานทุกวันอาทิตย์และหยุดงานในวันเสาร์เว้นวันเสาร์ตลอดมา การที่โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างทั้งสามทำงานในวันเสาร์ทุกวันโดยคงมีวันหยุดงานเฉพาะวันอาทิตย์เพียงวันเดียวนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ทำให้ลูกจ้างต้องรับภาระหนักขึ้น เมื่อลูกจ้างทั้งสามไม่ได้ตกลงยินยอม โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะทำได้ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างทั้งสามพิเคราะห์แล้วศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ฉบับเดิมเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533และฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2542 ได้กำหนดวันทำงานและเวลาทำงานปกติของโจทก์ไว้ในทำนองเดียวกันคือ ทำงานสัปดาห์ละ6 วัน เวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง มีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน คือวันอาทิตย์ ทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างแผนกการตลาดและขายต่างประเทศ แผนกการตลาดแผนกการตลาดและขายในประเทศ แผนกงบประมาณ แผนกบัญชี แผนกการเงิน แผนกจัดซื้อเม็ดพลาสติกแผนกสารสนเทศ และแผนกประสานการผลิต ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยให้ทำงานวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไป ส่วนวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ นายจักรพงษ์ นางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอรเป็นลูกจ้างโจทก์ ช่วงปี 2539 ถึง 2540 ในแผนกขายต่างประเทศ ทำงานกับโจทก์โดยมีวันหยุดดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30ธันวาคม 2541 โจทก์ออกประกาศให้ลูกจ้างโจทก์แผนกต่าง ๆ ดังกล่าวมาทำงานทุกวันเสาร์ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างของโจทก์บางแผนกไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ในลักษณะวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไปนั้นเป็นอำนาจบริหารจัดการของโจทก์ซึ่งโจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อผลประโยชน์ของโจทก์ และการอนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในลักษณะดังกล่าว โจทก์ก็อนุญาตแก่ลูกจ้างเป็นบางแผนกเท่านั้น มิใช่เป็นคำสั่งที่ให้ลูกจ้างของโจทก์ทั้งหมดถือปฏิบัติ อีกทั้งโจทก์ก็มิได้ประกาศให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์อนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาตามที่โจทก์เห็นสมควรเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ฉะนั้น การที่โจทก์ประกาศให้ลูกจ้างของโจทก์มาปฏิบัติงานในทุกวันเสาร์ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นการออกคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในวันทำงานตามปกติซึ่งลูกจ้างทุกคนของโจทก์จะต้องปฏิบัติตามอยู่แล้วตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่ลูกจ้างทั้งสามของโจทก์ทำงานในวันเสาร์จึงเป็นการทำงานในวันทำงานตามปกติ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามที่จำเลยวินิจฉัย ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นาย บรรพต โพธิ์นุต
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2062/2545
#99277
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ให้พนักงานทั่วไปทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน และมีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน คือวันอาทิตย์ การที่โจทก์ให้พนักงานบางแผนกหยุดสลับกันในวันเสาร์โดยมิได้ประกาศหรือมีคำสั่งว่าวันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดแต่อย่างใดยังถือไม่ได้ว่า โจทก์มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การที่โจทก์ประกาศให้ลูกจ้างมาทำงานทุกวันเสาร์ จึงเป็นการสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในวันทำงานตามปกติ ลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่ลูกจ้างของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีข้อตกลงให้ลูกจ้างทำงานในวันเสาร์เว้นเสาร์แต่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างมาทำงานในวันเสาร์ทุกเสาร์ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดวันเสาร์แก่ลูกจ้างของโจทก์ คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และนางอิงอรทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าให้มีวันหยุดในวันเสาร์เว้นวันเสาร์และวันอาทิตย์ในแต่ละสัปดาห์ ต่อมาโจทก์ได้ให้ลูกจ้างทั้งสามมาทำงานในวันเสาร์ทุกวันโดยจ่ายเงินเพิ่มให้เดือนละ ๒๐๐ บาท ลูกจ้างทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดนครปฐม จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๒/๒๕๔๔ ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่ลูกจ้างทั้งสาม คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ ที่ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดแก่นายจักรพงษ์ ผ่องสุภาพ นางสาวศิริรัตน์ ศักดิ์มงคล และนางอิงอร หนูเอียด (สกุลตัน) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ตกลงให้ลูกจ้างทั้งสามมีวันหยุดงานทุกวันอาทิตย์และหยุดงานในวันเสาร์เว้นวันเสาร์ตลอดมา การที่โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างทั้งสามทำงานในวันเสาร์ทุกวัน โดยคงมีวันหยุดงานเฉพาะวันอาทิตย์เพียงวันเดียวนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ทำให้ลูกจ้างต้องรับภาระหนักขึ้น เมื่อลูกจ้างทั้งสามไม่ได้ตกลงยินยอม โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะทำได้ โจทก์จึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างทั้งสาม พิเคราะห์แล้วศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ฉบับเดิมเอกสารหมาย จ.๒ ซึ่งประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๓ และฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๒ ได้กำหนดวันทำงานและเวลาทำงานปกติของโจทก์ไว้ในทำนองเดียวกันคือ ทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน เวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ ๘ ชั่วโมง มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ๑ วัน คือวันอาทิตย์ ทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างแผนกการตลาดและขายต่างประเทศ แผนกการตลาด แผนกการตลาดและขายในประเทศ แผนกงบประมาณ แผนกบัญชี แผนกการเงิน แผนกจัดซื้อเม็ดพลาสติกแผนกสารสนเทศ และแผนกประสานการผลิต ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยให้ทำงานวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไป ส่วนวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ นายจักรพงษ์ นางสาวศิริรัตน์ และนางอิงอรเป็นลูกจ้างโจทก์ ช่วงปี ๒๕๓๙ ถึง ๒๕๔๐ ในแผนกขายต่างประเทศ ทำงานกับโจทก์โดยมีวันหยุดดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์ออกประกาศให้ลูกจ้างโจทก์แผนกต่างๆ ดังกล่าวมาทำงานทุกวันเสาร์ตามเอกสารหมาย จ.๔ เห็นว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างของโจทก์บางแผนกไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ในลักษณะวันเสาร์เว้นวันเสาร์สลับกันไปนั้นเป็นอำนาจบริหารจัดการของโจทก์ซึ่งโจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อผลประโยชน์ของโจทก์ และการอนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในลักษณะดังกล่าว โจทก์ก็อนุญาตแก่ลูกจ้างเป็นบางแผนกเท่านั้น มิใช่เป็นคำสั่งที่ให้ลูกจ้างของโจทก์ทั้งหมดถือปฏิบัติ อีกทั้งโจทก์ก็มิได้ประกาศให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์อนุญาตให้ลูกจ้างไม่ต้องทำงานในวันเสาร์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาตามที่โจทก์เห็นสมควรเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยให้วันเสาร์เว้นวันเสาร์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีก ๑ วัน ฉะนั้น การที่โจทก์ประกาศให้ลูกจ้างของโจทก์มาปฏิบัติงานในทุกวันเสาร์ตามเอกสารหมาย จ.๔ จึงเป็นการออกคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติงานในวันทำงานตามปกติ ซึ่งลูกจ้างทุกคนของโจทก์จะต้องปฏิบัติตามอยู่แล้วตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่ลูกจ้างทั้งสามของโจทก์ทำงานในวันเสาร์จึงเป็นการทำงานในวันทำงานตามปกติ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามที่จำเลยวินิจฉัย ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายอนันต์ ชุมวิสูตร ผู้ตรวจ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ย่อ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 20
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัททานตะวันอุตสาหกรรม
โพธิ์นุต — นายบรรพต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — อนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2051/2545
#44699
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของบุคคลชื่อ ด. จำเลยและมีข้อความในที่ว่างขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้า ด. เจ้าของรถโตโยต้าได้นำรถจำนองไว้กับ ช. โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท และลงลายมือชื่อไว้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้สำหรับการก่อให้เกิดหนี้นั้น ๆ ว่าจะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีกันได้หรือไม่ โดยต้องพิเคราะห์แยกต่างหากจากการส่งมอบรถยนต์เป็นประกันอันเรียกว่า จำนำ เมื่อการกู้ยืมเงินมีจำนวนเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป แต่ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จึงฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน กำหนดผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ วันสิ้นเดือน ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยเพียง 5 เดือน และไม่ยอมชำระต้นเงินคืนโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 51,273.97 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน5 จ - 3027 กรุงเทพมหานคร พร้อมคู่มือการจดทะเบียนให้โจทก์ยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันนั้น เป็นการจำนำรถยนต์คันดังกล่าวต่อโจทก์และเมื่อนำมาพิจารณารวมกับข้อความตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ว เอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้เห็นว่า เอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารที่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของบุคคลชื่อนายดำรงค์ พันธุนะ และมีข้อความในที่ว่างขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้านายดำรงค์ พันธุนะ เจ้าของรถโตโยต้า โคโรน่า ทะเบียน 5 จ - 3027 ได้นำรถจำนองไว้กับนายชาตรี ท่าควาย เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) และลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งข้อความตามเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องไป เอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้สำหรับการก่อให้เกิดหนี้นั้น ๆ อันจะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีกันได้หรือไม่ โดยต้องพิเคราะห์แยกต่างหากจากการส่งมอบรถยนต์เป็นประกันอันเรียกว่า จำนำ เมื่อการกู้ยืมเงินนี้มีจำนวนเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปแต่มิได้หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้ว จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653เมื่อโจทก์ฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาตรี ท่าควาย
จำเลย — นาย ดำรงค์ พันธุนะ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2051/2545
#45666
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและมีข้อความว่า "ข้าพเจ้า ด. เจ้าของรถได้นำรถจำนองไว้กับ ช. เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท" และลงลายมือชื่อไว้ ข้อความตามเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืม จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้สำหรับการก่อให้เกิดหนี้นั้น ๆ อันจะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีกันได้หรือไม่ โดยต้องพิเคราะห์แยกต่างหากจากการส่งมอบรถยนต์เป็นประกันอันเรียกว่า จำนำ เมื่อการกู้ยืมเงินนี้มีจำนวนเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป แต่มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้ว จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จำนวน 50,000 บาท กำหนดผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยเพียง 5 เดือน และไม่ยอมชำระต้นเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 51,273.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารที่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของบุคคลชื่อนายดำรงค์ พันธุนะ และมีข้อความในที่ว่างขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้านายดำรงค์ พันธุนะ เจ้าของรถโตโยต้า โคโรน่า ทะเบียน 5 จ-3027ได้นำรถจำนองไว้กับนายชาตรี ท่าควาย เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)และลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งข้อความตามเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องไป เอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้สำหรับการก่อให้เกิดหนี้นั้น ๆ อันจะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีกันได้หรือไม่ โดยต้องพิเคราะห์แยกต่างหากจากการส่งมอบรถยนต์เป็นประกันอันเรียกว่า จำนำ เมื่อการกู้ยืมเงินนี้มีจำนวนเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป แต่มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้ว จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 เมื่อโจทก์ฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาตรี ท่าควาย
จำเลย — นาย ดำรงค์ พันธุนะ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2051/2545
#99327
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและมีข้อความว่า " ข้าพเจ้า ด. เจ้าของรถได้นำรถจำนองไว้กับ ช. เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท" และลงลายมือชื่อไว้ ข้อความตามเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืม จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้สำหรับการก่อให้เกิดหนี้นั้นๆ อันจะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีกันได้หรือไม่ โดยต้องพิเคราะห์แยกต่างหากจากการส่งมอบรถยนต์เป็นประกันอันเรียกว่า จำนำ เมื่อการกู้ยืมเงินนี้มีจำนวนเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป แต่มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้ว จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 653

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท กำหนดผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยเพียง ๕ เดือน และไม่ยอมชำระต้นเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๑,๒๗๓.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.๔ เป็นเอกสารที่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของบุคคลชื่อนายดำรงค์ พันธุนะ และมีข้อความในที่ว่างขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้านายดำรงค์ พันธุนะ เจ้าของรถโตโยต้า โคโรน่า ทะเบียน ๕จ - ๓๐๒๗ ได้นำรถจำนองไว้กับนายชาตรี ท่าควาย เป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) และลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งข้อความตามเอกสารหมาย จ.๔ ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องไป เอกสารหมาย จ.๔ ดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้สำหรับการก่อให้เกิดหนี้นั้นๆ อันจะฟ้องร้องขอให้บังคับคดีกันได้หรือไม่ โดยต้องพิเคราะห์แยกต่างหากจากการส่งมอบรถยนต์เป็นประกันอันเรียกว่า จำนำ เมื่อการกู้ยืมเงินนี้มีจำนวนเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป แต่มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้ว จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ เมื่อโจทก์ฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายสุมาศ อุดมจินดาสวัสดิ์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
ท่าควาย — นายชาตรี
พันธุนะ — นายดำรงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2038/2545
#44698
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยเวลา 9 นาฬิกา แต่เลื่อนมาสอบในเวลา 13.30 นาฬิกา แม้ไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นก็ดำเนินกระบวนพิจารณาในเวลา 13.30 นาฬิกา ต่อหน้าจำเลยโดยได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ แล้วจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้ ถือได้ว่าได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 โดยชอบแล้ว ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ซึ่งมิใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งฉะนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่เวลา 13.30 นาฬิกา แม้ทนายจำเลยที่จำเลยเตรียมไว้ได้เดินทางกลับไปเสียก่อนก็ตาม ก็หามีผลให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

แม้จำเลยจะยื่นคำให้การต่อศาลไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นการรับสารภาพฐานรับของโจร ฉบับหลังเป็นการปฏิเสธก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้วศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง แล้วจดคำให้การจำเลยไว้แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง ฉะนั้นเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร จึงถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรชัดแจ้งแล้ว แม้ศาลจะไม่ได้สอบคำให้การของจำเลยฉบับหลัง ก็หาใช่กรณีที่ไม่แน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธแต่อย่างใด

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรคดีนี้กับคดีอื่นรวม 12 คดี อันเป็นการฟ้องว่ากระทำผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร จึงต้องฟังว่าจำเลยกระทำผิดแต่ละคดีต่างกรรมต่างวาระกัน การที่จำเลยถูกจับกุมในวันเดียวกันทุกคดีจะฟังว่ากระทำผิดฐานรับของโจรเพียงครั้งเดียวคราวเดียวในวันที่ถูกจับกุมหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายบุกรุกเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายจักรพันธ์ ชัยบุญเรือง ผู้เสียหาย แล้วลักนาฬิกาข้อมือจำนวน 2 เรือน รวมราคา17,000 บาทของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ในคดีอื่นพร้อมกับยึดนาฬิกาข้อมือจำนวน 2 เรือนของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวเป็นของกลางทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวจำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์หรือภายหลังที่ทรัพย์ถูกคนร้ายลักไปจนถึงวันที่เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับเอานาฬิกาข้อมือจำนวน 2 เรือนของผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไป โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แล้วจำเลยได้ช่วยพาเอาไปเสียและช่วยจำหน่ายซึ่งทรัพย์ดังกล่าว ของกลางผู้เสียหายรับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4731/2543, 4973/2543, 4974/2543, 1388/2544 ถึง 1391/2544และ 1393/2544 ถึง 1395/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปีนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4731/2543, 4973/2543, 4974/2543, 1388/2544, 1389/2544, 1390/2544 และ 1391/2544 (ที่ถูกนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1617/2544, 1620/2544, 1619/2544, 1638/2544, 1639/2544, 1640/2544 และ 1641/2544) ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1393/2544 ถึง 1396/2544 นั้น ไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ เพราะศาลพิพากษาคดีนี้ก่อน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นในวันที่ 3 เมษายน 2544 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยในวันที่3 เมษายน 2544 เวลา 9 นาฬิกา แต่ศาลชั้นต้นได้เลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยมาเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา โดยไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาในช่วงเช้าและไม่แจ้งให้คู่ความทราบ ทำให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดี เนื่องจากจำเลยนัดหมายทนายความไว้ในช่วงเช้า ส่วนในช่วงบ่ายทนายจำเลยมีกิจธุระจึงเดินทางกลับ จำเลยจึงไม่ได้รับคำปรึกษาจากทนายจำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยในวันดังกล่าวเวลา 9 นาฬิกา แต่ได้เลื่อนมาสอบคำให้การจำเลยในเวลา 13.30 นาฬิกา แม้ไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาแต่ศาลชั้นต้นก็ดำเนินกระบวนพิจารณาในเวลา 13.30 นาฬิกา ต่อหน้าจำเลยโดยได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ แล้วจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้ จึงถือว่าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 โดยชอบแล้ว ทั้งปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ซึ่งมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 13.30 นาฬิกา แม้ทนายจำเลยที่จำเลยอ้างว่าได้เตรียมไว้ได้เดินทางกลับไปเสียก่อนก็ตาม หามีผลทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2544 ที่ให้การรับสารภาพแต่ไม่ได้สอบคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ให้การปฏิเสธ ทำให้ไม่แน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่าแม้จะปรากฏจากสำนวนว่าจำเลยยื่นคำให้การต่อศาลไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นคำให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ฉบับหลังเป็นคำให้การปฏิเสธก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว ศาลก็จะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้างแล้วจดคำให้การจำเลยไว้และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 172 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยฉบับแรกลงวันที่ 2 เมษายน2544 และบันทึกในคำให้การว่า "รับเป็นคำให้การจำเลยสำเนาให้โจทก์" ตลอดทั้งจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร" จึงถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้สอบคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 3เมษายน 2544 จำเลยก็จะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างว่าเป็นกรณีไม่แน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธหาได้ไม่ และไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในประการต่อไปว่า โจทก์ฟ้องจำเลยฐานความผิดเดียวกันรวม 12 คดีแต่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 ซึ่งการจับกุมเป็นวันเดียวกันทั้งหมดทุกคดี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรคดีหนึ่งแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดในคดีอื่นอีก การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยถึง 12 คดีและมีคำขอให้นับโทษต่อทุกคดี จึงไม่เป็นธรรมสำหรับจำเลยอย่างยิ่งนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรในคดีนี้กับคดีอื่นรวม 12 คดี จึงเป็นฟ้องในการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร จึงต้องฟังว่าจำเลยกระทำความผิดแต่ละคดีต่างกรรมต่างวาระกัน การที่จำเลยถูกจับกุมในวันเดียวกันทุกคดี จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรเพียงครั้งเดียวในวันที่ถูกจับกุมดังที่จำเลยอ้างหาได้ไม่ ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นรายคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 334 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 172 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย สุวรรณ พิทักษ์พรพิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2545
#44697
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระหว่างธนาคารโจทก์และจำเลยระบุว่า ในระยะ 3 ปีแรก โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงร้อยละ 7.86 ต่อปีเท่านั้น ต่อจาก 3 ปี นั้นแล้ว จึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้แต่ต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงตามกฎหมายแต่ถ้าจำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด โจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ล่วงพ้น3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินและไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยก่อน ปรากฏว่าหลังจากที่จำเลยกู้เงินโจทก์ได้เพียง 3 เดือนเศษก็ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมาอีก 5 เดือน โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 19 ต่อปี ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ หาใช่เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามปกติโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินไม่จึงเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ อันเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ซึ่งเมื่อศาลได้คำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์แล้วสามารถลดลงเป็นร้อยละ 15ต่อปีได้กรณีมิใช่เป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินอันเป็นดอกผลแต่อย่างใด

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 1,700,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.86 ต่อปี มีกำหนด 3 ปี ต่อจากนั้นจำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราใหม่ที่โจทก์อาจเปลี่ยนแปลงให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์เดือนละ 13,600 บาท ให้ครบจำนวนหนี้ภายใน 30 ปี ในการกู้เงินครั้งนี้จำเลยทั้งสองได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 39021 ตำบลเสาธงหินอำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ดังกล่าว โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสองยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบจำนวน และจำเลยทั้งสองได้เอาประกันภัยทรัพย์สินที่จำนองเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้ชำระแทนไป จำเลยทั้งสองยอมชำระคืนให้แก่โจทก์และยอมให้โจทก์ทบเบี้ยประกันภัยเข้ากับต้นเงินได้ นับแต่กู้เงินไปแล้วจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตลอดมา ในระหว่างนั้นโจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 9.86 และร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 1,692,639.67 บาท กับดอกเบี้ย 212,940.71 บาทรวมเป็นเงิน 1,905,580.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,905,580.38 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 1,692,639.67 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39021ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,752,135.42 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,692,639.67 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39021 ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์ 1,700,000 บาท และยอมเสียดอกเบี้ยคงที่ในอัตราร้อยละ 7.86 ต่อปี มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงิน ส่วนระยะเวลาต่อจากนั้นจำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามอัตราที่โจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้เดือนละ 13,600 บาท มีกำหนด 30 ปี ทั้งนี้มีข้อสัญญาว่าหากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 แล้วไม่ชำระหนี้อีกเลย ต่อมาวันที่ 13พฤษภาคม 2543 โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเป็นร้อยละ 9.86 ต่อปี และวันที่ 8กรกฎาคม 2543 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 19 ต่อปี คงมีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2543ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสองเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจลดลงได้หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.8 ข้อ 1 มีใจความว่าจำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.86 ต่อปี มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ตามกฎหมายโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองก่อนโจทก์จึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 19 ต่อปี โดยอาศัยความตกลงในสัญญาไม่เป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้อันจะถือเป็นเบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจดูสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีใจความโดยสรุปว่า ในระยะ 3 ปีแรก โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้เพียงร้อยละ 7.86 ต่อปีเท่านั้น ต่อจาก 3 ปีนั้นแล้ว จึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้แต่ต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงตามกฎหมาย แต่ถ้าจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดโจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินและไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองก่อน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ได้เพียง 3 เดือนเศษ จำเลยทั้งสองก็ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา และต่อมาอีกประมาณ 5 เดือน โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 19 ต่อปี ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.8 ข้อ 3 เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ หาใช่เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามปกติ โดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินไม่เพราะยังไม่ล่วงพ้นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินที่โจทก์จะมีสิทธิทำเช่นนั้นได้การที่โจทก์เรียกเอาดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยอาศัยข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยสูงขึ้นอันเนื่องแต่การที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 มิใช่เป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินอันเป็นดอกผลนิตินัยดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่ 9 กรกฎาคม 2543 เป็นเบี้ยปรับซึ่งกำหนดไว้สูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงเป็นร้อยละ 15 ต่อปี โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 ม. 224 ม. 379 ม. 383 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาว ณัฐนี ตันธนาทิพย์ชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2032 -ที่ 2033/2545
#99640
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานอยู่ 2 กรณี คือ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไปซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไปและเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากเป็นพนักงานของจำเลยเพราะเกษียณอายุเป็นกรณีพิเศษในวันที่ 30 กันยายน ของปีที่ครบเกษียณอายุ โดยมิได้มีการชำระเงินจริงเพียงแต่ให้นำไปใช้ในการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น โจทกลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุและพ้นจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 โจทก์จึงพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยก่อนที่จะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2544 จึงไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2544

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ในคดีสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ ๑๑๗ และที่ ๑๑๘ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้จำเลยเลื่อนขั้นเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งหมดคนละหนึ่งขั้นโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๓ หรือให้มีผลการเลื่อนขั้นเงินเดือนตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งหมดไม่มีสิทธิได้เลื่อนขั้นเงินเดือนตามระเบียบของโจทก์คดีขาดอายุความทำให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงขอสละประเด็นเรื่องอายุความและแถลงรับข้อเท็จจริงกันโดยต่างไม่ติดใจสืบพยานว่า จำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับการเกษียณอายุกำหนดให้พนักงานเกษียณอายุเมื่ออายุครบ ๖๐ ปีบริบรูณ์ และมีหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงาน ๒ กรณี คือ การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไป ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ของปีถัดไป ตามคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ เอกสารหมายเลข ล.๒ กรณีหนึ่ง กับการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ของปีที่พนักงานผู้นั้นครบเกษียณอายุตามคำสั่งที่ ๔๗/๒๕๒๓ เอกสารหมายเลข ล.๑ อีกกรณีหนึ่งพนักงานที่เกษียณอายุจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ ๔๗/๒๕๒๓ จำเลยเคยจัดให้มีโครงการลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๗ ตามเอกสารหมาย ล.๓ ครั้งที่สองเมื่อปี ๒๕๔๑ ตามเอกสารหมาย ล.๔ และคณะกรรมการธนาคารจำเลยเคยมีมติไม่อนุมัติเลื่อนขั้นเงินเดือน ๑ ขั้น ให้แก่พนักงานที่ลาออกจากงานตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี ๒๕๔๑ ตามเอกสารหมาย ล.๕ ต่อมาปี ๒๕๔๓ จำเลยได้จัดให้มีโครงการลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุขึ้นอีก ตามคำสั่งที่ ๖๗/๒๕๔๓ เรื่องการลาออกจากงานตามโครงการร่วมใจจากองค์กร เอกสารหมาย ล.๗ โจทก์ทั้งหมดเคยเป็นพนักงานของจำเลยได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว พ้นจาการเป็นพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ด้วยการลาออกและได้รับสิทธิประโยชน์ตามโครงการไปแล้ว โดยไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน จากจำเลยทั้งกรณีการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไปและการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๗๑ กับที่ ๘๙ ไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่อาจนำหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานตามคำสั่งจำเลยที่ ๑๕/๒๕๓๗ และคำสั่งที่ ๔๗/๒๕๒๓ มาใช้แก่กรณีของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด โดยโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๗๑ และที่ ๘๙ มิได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องตนไม่มีอำนาจฟ้องมาด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๗๑ และที่ ๘๙ จึงไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเปลี่ยนไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์อื่นว่า จำเลยต้องพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ ให้โจทก์ดังกล่าว เพราะเป็นสิทธิประโยชน์อื่นที่พนักงานพึงจะได้รับตามระเบียบการและคำสั่งจำเลยระบุไว้ในคำสั่งที่ ๖๗/๒๕๔๓ เรื่องการออกจากงานตามโครงการร่วมใจจากองค์กรเอกสารหมาย ล.๗ ข้อ ๒.๕ หรือไม่ เห็นว่า นอกจากคู่ความจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานอยู่ ๒ กรณี คือ การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไปตามคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ เอกสารหมาย ล.๒ มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไปกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ ตามคำสั่ง ที่ ๔๗/๒๕๒๓ เอกสารหมาย ล.๑ ซึ่งระบุว่าเป็นการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเพราะเกษียณอายุเป็นกรณีพิเศษที่ให้มีผลในวันที่ ๓๐ กันยายน ของปีที่ครบเกษียณอายุ เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น โดยไม่มีการจ่ายเงินเดือนที่เพิ่มให้จริง อันแสดงว่าตามปกติพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไป ตามคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ จึงได้มีคำสั่งที่ ๔๗/๒๕๒๓ เพื่อให้สามารถเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุได้เป็นกรณีพิเศษ โดยให้นำไปใช้ในการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้นและไม่มีการจ่ายเงินเดือนที่เพิ่มให้จริง ซึ่งไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่จะใช้บังคับแก่กรณีการลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุของพนักงานได้และในคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ ก็กล่าวไว้ในข้อ ๓ ว่า"ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนปีละหนึ่งครั้งตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ของปี โดยใช้ข้อมูลในรอบปีที่แล้วมา ฯลฯ" โดยกำหนดรายละเอียดเป็นหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือไม่ เพียงใด ไว้ในข้อ ๕ ถึงข้อ ๙ และให้คำจำกัดความไว้ในข้อ ๒ ว่า "เลื่อนขั้นเงินเดือน" หมายความว่า เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานประจำปี "ในรอบปีที่แล้วมา" หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ของปี ก่อนปีเลื่อนขั้นเงินเดือน ทั้งข้อ ๑๗ ยังกำหนดว่า "พนักงานผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี แต่ได้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไปเสียก่อนที่จะมีคำสั่งขึ้นเงินเดือน ธนาคารจะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานผู้นั้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้ก็ได้" จึงเห็นได้ว่า พนักงานที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ จะต้องเป็นผู้ที่ยังเป็นพนักงานของจำเลยอยู่ในขณะที่มีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนซึ่งกระทำหลังวันสิ้นปี พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเว้นแต่จำเลยจะเห็นสมควรผ่อนผันให้ตามความในข้อ ๑๗ โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๘ ถึงที่ ๗๐ ที่ ๗๒ ถึงที่ ๘๘และที่ ๙๐ ถึงที่ ๑๘๘ พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ก่อนที่จะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี ๒๕๔๔ และไม่ปรากฏว่าได้รับการผ่อนผันจากจำเลยให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามความในข้อ ๑๗ ดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ ๑๕/๒๕๓๗ ที่จำเลยไม่พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ดังกล่าวจึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๘ ถึงที่ ๗๐ ที่ ๗๒ ถึงที่ ๘๘ และที่ ๙๐ ถึงที่ ๑๑๘ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายอนันต์ ชุมวิสูตร ผู้ตรวจ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ย่อ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายศรีสงคาม แสงจันทร์ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2032/2545
#45665
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานอยู่ 2 กรณี คือ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไปซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไปและเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากเป็นพนักงานของจำเลยเพราะเกษียณอายุเป็นกรณีพิเศษในวันที่ 30 กันยายน ของปีที่ครบเกษียณอายุ โดยมิได้มีการชำระเงินจริงเพียงแต่ให้นำไปใช้ในการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น โจทก์ลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุและพ้นจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 โจทก์จึงพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยก่อนที่จะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2544จึงไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี 2544

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ในคดีสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 117 และที่ 118 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้จำเลยเลื่อนขั้นเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งหมดคนละหนึ่งขั้นโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2543 หรือให้มีผลการเลื่อนขั้นเงินเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งหมดไม่มีสิทธิได้เลื่อนขั้นเงินเดือนตามระเบียบของโจทก์คดีขาดอายุความทำให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงขอสละประเด็นเรื่องอายุความและแถลงรับข้อเท็จจริงกันโดยต่างไม่ติดใจสืบพยานว่า จำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับการเกษียณอายุกำหนดให้พนักงานเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ และมีหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงาน 2 กรณี คือ การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไป ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1มกราคม ของปีถัดไป ตามคำสั่งที่ 15/2537 เอกสารหมาย ล.2 กรณีหนึ่ง กับการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ของปีที่พนักงานผู้นั้นครบเกษียณอายุตามคำสั่งที่ 47/2523 เอกสารหมายเลข ล.1 อีกกรณีหนึ่งพนักงานที่เกษียณอายุจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ 47/2523 จำเลยเคยจัดให้มีโครงการลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2537 ตามเอกสารหมาย ล.3 ครั้งที่สองเมื่อปี 2541 ตามเอกสารหมาย ล.4 และคณะกรรมการธนาคารจำเลยเคยมีมติไม่อนุมัติเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ให้แก่พนักงานที่ลาออกจากงานตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2541 ตามเอกสารหมาย ล.5 ต่อมาปี 2543 จำเลยได้จัดให้มีโครงการลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุขึ้นอีก ตามคำสั่งที่ 67/2543 เรื่องการลาออกจากงานตามโครงการร่วมใจจากองค์กร เอกสารหมาย ล.7 โจทก์ทั้งหมดเคยเป็นพนักงานของจำเลยได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ด้วย การลาออกและได้รับสิทธิประโยชน์ตามโครงการไปแล้ว โดยไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนจากจำเลยทั้งกรณีการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไปและการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 17 ที่ 71 กับที่ 89ไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่อาจนำหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานตามคำสั่งจำเลยที่ 15/2537 และคำสั่งที่ 47/2523 มาใช้แก่กรณีของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด โดยโจทก์ที่ 17 ที่ 71 และที่ 89 มิได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องตนไม่มีอำนาจฟ้องมาด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 17 ที่ 71 และที่ 89 จึงไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเปลี่ยนไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์อื่นว่า จำเลยต้องพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ 15/2537 ให้โจทก์ดังกล่าว เพราะเป็นสิทธิประโยชน์อื่นที่พนักงานพึงจะได้รับตามระเบียบการและคำสั่งจำเลยระบุไว้ในคำสั่งที่ 67/2543 เรื่องการออกจากงานตามโครงการร่วมใจจากองค์กรเอกสารหมาย ล.7 ข้อ 2.5หรือไม่ เห็นว่า นอกจากคู่ความจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานอยู่ 2 กรณี คือ การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไปตามคำสั่งที่ 15/2537 เอกสารหมาย ล.2 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ ตามคำสั่งที่ 47/2523 เอกสารหมาย ล.1 ซึ่งระบุว่าเป็นการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเพราะเกษียณอายุเป็นกรณีพิเศษที่ให้มีผลในวันที่ 30 กันยายน ของปีที่ครบเกษียณอายุ เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น โดยไม่มีการจ่ายเงินเดือนที่เพิ่มให้จริง อันแสดงว่าตามปกติพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานทั่วไป ตามคำสั่งที่ 15/2537 จึงได้มีคำสั่งที่ 47/2523เพื่อให้สามารถเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุได้เป็นกรณีพิเศษ โดยให้นำไปใช้ในการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้นและไม่มีการจ่ายเงินเดือนที่เพิ่มให้จริง ซึ่งไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่จะใช้บังคับแก่กรณีการลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุของพนักงานได้และในคำสั่งที่ 15/2537 ก็กล่าวไว้ในข้อ 3ว่า "ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนปีละหนึ่งครั้งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปี โดยใช้ข้อมูลในรอบปีที่แล้วมา ฯลฯ" โดยกำหนดรายละเอียดเป็นหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือไม่ เพียงใด ไว้ในข้อ 5 ถึงข้อ 9 และให้คำจำกัดความไว้ในข้อ 2 ว่า "เลื่อนขั้นเงินเดือน" หมายความว่า เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานประจำปี "ในรอบปีที่แล้วมา" หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 ธันวาคม ของปี ก่อนปีเลื่อนขั้นเงินเดือน ทั้งข้อ 17 ยังกำหนดว่า "พนักงานผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี แต่ได้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไปเสียก่อนที่จะมีคำสั่งขึ้นเงินเดือน ธนาคารจะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานผู้นั้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้ก็ได้"จึงเห็นได้ว่า พนักงานที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ 15/2537 จะต้องเป็นผู้ที่ยังเป็นพนักงานของจำเลยอยู่ในขณะที่มีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนซึ่งกระทำหลังวันสิ้นปี พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเว้นแต่จำเลยจะเห็นสมควรผ่อนผันให้ตามความในข้อ 17 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16ที่ 18 ถึงที่ 70 ที่ 72 ถึงที่ 88 และที่ 90 ถึงที่ 188 พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 ก่อนที่จะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี2544 และไม่ปรากฏว่าได้รับการผ่อนผันจากจำเลยให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามความในข้อ 17 ดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งที่ 15/2537 ที่จำเลยไม่พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ดังกล่าวจึงถูกต้องแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 18 ถึงที่ 70 ที่ 72 ถึงที่ 88 และที่ 90 ถึงที่ 188 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศรีสงคาม แสงจันทร์ ที่ 1 กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ออมสิน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2022/2545
#43453
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมจากกรมไปรษณีย์โทรเลขโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนละ 900 บาท และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดและต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้น ๆ ด้วย ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าด้วย เมื่อจำเลยไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนเกินกำหนด จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคมฉบับดังกล่าว เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์เป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

การที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม อันเป็นการงดเบี้ยปรับที่จำเลยต้องรับผิดชำระให้โจทก์เสียทั้งสิ้น ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายศาลฎีกาแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง โดยกำหนดให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 10 บาท นับตั้งแต่วันถึงกำหนดชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ไปจากโจทก์ จำเลยสัญญาว่าจะชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเดือนละ 900 บาท โดยชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2537 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2539 ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคมซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมพ.ศ. 2498 เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุโดยจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุคมนาคมต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่รายปีและต้องชำระค่าตอบแทนภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ชำระหรือชำระเกินกำหนดเวลาจะต้องเสียค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันชำระเสร็จ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวจำเลยจะต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในอัตราปีละ 3,200 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาเช่าโดยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนตุลาคม2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 เป็นเวลา 8 เดือน คิดเป็นเงินค่าเช่าจำนวน 7,200 บาท และค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่ของวิทยุปี2539 เป็นเงินจำนวน 3,200 บาท รวมเป็นเงินค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องจำนวน 11,571.52 บาท และยังค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่เพิ่มในอัตราวันละ 32 บาทนับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 คิดเป็นเงินจำนวน 3,360 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 14,931.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้วิทยุความถี่เพิ่มในอัตราวันละ 32 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 11,571.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 10,400 บาทนับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์แล้วค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 เป็นเงิน 7,200 บาทค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุปี 2539 เป็นเงิน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง และยังค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่เพิ่มในอัตราวันละ 32 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในกรณีที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 11 ทวิ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนใช้ความถี่วิทยุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกรมไปรษณีย์โทรเลขจากโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนละ 900 บาท ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 3 และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดและต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้น ๆ ด้วย ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 ด้วย เมื่อจำเลยไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดจำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 เงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์เป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้นเมื่อเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม อันเป็นการงดเบี้ยปรับที่จำเลยต้องรับผิดชำระให้โจทก์เสียทั้งสิ้นนั้นไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยกำหนดให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 10 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 10 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัท รัตนาวดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2022/2545
#108736
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 11 ทวิ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนใช้ความถี่วิทยุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนดต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมไปจากโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า จำเลยจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม ฯ โดยเคร่งครัดและต้องรับผิดกรณีฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นด้วย ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคม ดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระเกินกำหนดจึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับถัดจากวันที่ครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า ดังนั้น ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์เป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์กับดอกเบี้ยจำนวน ๑๔,๙๓๑.๕๒ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐,๔๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้วิทยุความถี่เพิ่มในอัตราวันละ ๓๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๑,๕๗๑.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐,๔๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? แม้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ ทวิ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนใช้ความถี่วิทยุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาต้องเสีย ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ ๖.๓ ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของกรมไปรษณีย์โทรเลขจากโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนละ ๙๐๐ บาท ภายในวันที่ ๑๐ ของทุกเดือนตามสัญญาเช่า ข้อ ๓ และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ กฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดและต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้น ๆ ด้วย ตามสัญญาเช่า ข้อ ๔ ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า ข้อ ๔ ด้วย เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ หรือชำระเกินกำหนดจำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ ๖.๓ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า ข้อ ๔ เงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์เป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ดังนั้นเมื่อเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มอันเป็นการงดเบี้ยปรับที่จำเลยต้องรับผิดชำระให้โจทก์เสียทั้งสิ้นนั้นไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง โดยกำหนดให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ ๑๐ บาท นับ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ ๑๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 339 ม. 383
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 11 ทวิ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัทรัตนาวดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2020/2545
#44696
เปิดฉบับเต็ม

มีดของกลางเป็นมีดสำหรับใช้ทำครัวภายในบ้านของผู้เสียหาย แม้จะเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลไม่อาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 วรรคสองต้องคืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพัก อันเป็นเคหสถานของนายวีระชัย โรจนสิริ ผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันชิงเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น และสร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น รวมราคา 10,000 บาท ของนางสาวปิยะนุช โรจนสิริ ผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้ผ้าเช็ดมือมัดปากใช้สายไฟฟ้าและเชือกไนลอนมัดมือมัดเท้า ใช้มีดทำครัวจ่อและกรีดที่บริเวณลำคอของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การทำผิดฐานชิงทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เจ้าพนักงานยึดได้มีดทำครัว 1 เล่ม เชือกไนลอน 1 เส้น ผ้าเช็ดมือ 1 ผืนและสายไฟฟ้า 1 เส้น เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339 ริบของกลางและให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ชิงไปหรือชดใช้ราคา 10,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 12 ปี ริบของกลาง ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ชิงไปหรือชดใช้ราคา 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวปิยะนุช โรจนสิริผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อยู่บ้านคนเดียวและกำลังจะเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ จำเลยกับพวกอีก 1 คนซึ่งเป็นหญิงเข้าไปภายในบ้านทางด้านหลังผู้เสียหายที่ 2 จำเลยใช้มือขวาล็อกคอและใช้มือซ้ายปิดปากแล้วลากผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำจับผู้เสียหายที่ 2 ให้นอนลงกับพื้นขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือล็อกแขนผู้เสียหายที่ 2 ไปทางด้านหลัง ต่อมาพวกของจำเลยนำเชือกไนลอน สายไฟฟ้าและผ้าเช็ดมือมาให้จำเลยใช้มัดมือ มัดเท้าและมัดปากผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยปลดเอาสร้อยข้อมือทองคำและสร้อยคอทองคำหนักเส้นละ 1 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ไป จากนั้นจำเลยได้สอบถามผู้เสียหายที่ 2 ว่า เงินอยู่ที่ไหนก่อนที่จะปล่อยผู้เสียหายที่ 2 ไว้ในห้องน้ำและออกไปค้นหาทรัพย์สินภายในบ้านแล้วหลบหนีไป เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้เปิดไฟฟ้าในห้องน้ำไว้ก่อนแล้ว ซึ่งตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า หลอดไฟฟ้าดังกล่าวเป็นหลอดกลมขนาด 60 วัตต์ จึงมีแสงสว่างเพียงพอที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นจำเลยได้ทั้งขณะที่จำเลยขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายที่ 2 นั้น ใบหน้าอยู่ห่างกันประมาณ 1 ฟุต และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำเลยยังได้พูดคุยกับผู้เสียหายที่ 2 โดยสอบถามที่ซ่อนทรัพย์สิน ผู้เสียหายที่ 2 มีโอกาสเห็นจำเลยในระยะใกล้และเป็นเวลานานพอสมควรจึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 จำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย โดยเฉพาะก่อนวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่บริเวณหน้าบ้านและเข้าไปถามผู้เสียหายที่ 2 ว่าบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 อยู่หรือไม่ การที่ผู้เสียหายที่ 2 เคยพบจำเลยมาก่อนจึงทำให้สามารถจำจำเลยได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งผู้เสียหายที่ 2ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดพังงา) ยืนยันว่า คนร้ายเป็นคนเดียวกับชายที่เคยไปถามหาบิดาของผู้เสียหายที่ 2 ก่อนวันเกิดเหตุแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 2 มีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายที่ 2 ไปดูตัวจำเลยแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 ได้ยืนยันให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทันที แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะให้การต่อพนักงานสอบสวนระบุตำหนิรูปพรรณของคนร้ายโดยรวม โดยไม่ได้ระบุลักษณะเด่นลักษณะด้อยของคนร้ายก็ตามก็หาทำให้คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 เป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกาไม่ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 2ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นกะทันหันผู้เสียหายที่ 2 ย่อมจะต้องสนใจส่วนใบหน้าและร่างกายในส่วนสำคัญเพื่อให้ง่ายแก่การจดจำเท่านั้นศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับมีดทำครัว 1 เล่ม ของกลางนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า เป็นมีดสำหรับใช้ทำครัวภายในบ้านของผู้เสียหายทั้งสอง แม้จะเป็นของที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดก็ตาม แต่ผู้เสียหายทั้งสองก็มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยกับพวก ศาลจึงไม่อาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบมีดทำครัวของกลางจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน แต่มีดทำครัวของกลางไม่ริบ ให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36 ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย วินัย จันทร์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2545
#44134
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายด้วยประการใด ๆ ฉ้อโกงหรือยักยอก จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัท ส. จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัท ส. ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายและมิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัท ส. แทนจำเลยที่ 1 จะถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายมิได้ หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในกรณีดังกล่าวด้วยก็ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกัน หากไม่ได้ระบุไว้ก็ต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายและเก็บเงินมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน ในระหว่างทำงานโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แต่จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินของบริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ที่เก็บจากลูกค้าไปเป็นเงิน 495,024 บาท โจทก์ในฐานะนายจ้างซึ่งจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ได้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แทนจำเลยที่ 1 ไปแล้วการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้โจทก์เสียหายจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน518,927 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 495,024 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ไม่ใช่งานของโจทก์ โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิด การที่โจทก์ชดใช้เงินแทนจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 2 ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 495,024 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้คิดได้ไม่เกิน 23,903 บาท)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรดจำกัด แล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ถือว่าเป็นเหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่งมิใช่กิจหน้าที่ที่โจทก์ได้มอบให้จำเลยที่ 1 ไปกระทำ โจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ชดใช้เงินให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แทนจำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นการกระทำตามอำเภอใจชำระหนี้โดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1ได้กระทำความเสียหายหรือละเมิดต่อโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น หากได้ผูกพันตนต่อบริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัดแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด มิใช่ต่อบริษัทโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้อ 1 ระบุไว้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้ว ภายหลังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายด้วยประการใด ๆ ก็ดี ฉ้อโกงหรือยักยอกก็ดี จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1จนครบถ้วน ดังนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 จักต้องเป็นไปตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันนั้น กล่าวคือจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเมื่อจำเลยที่ 1ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย หรือจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์เท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด จำเลยที่ 1เก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัดดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายและจำเลยที่ 1ก็มิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว การที่โจทก์ได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรดจำกัด แทนจำเลยที่ 1 จะถือเอาว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันมิได้ หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในกรณีดังกล่าวด้วยก็ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกัน หากไม่ได้ระบุไว้ก็ต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันว่าจะต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันเท่านั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2ต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มงคลวิวัฒน์พาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย กัณทศักดิ์หรืออานนท์หรือสมศิล นิลเกตุหรือบัวชม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2545
#45664
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วภายหลังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหาย หรือเสียหายด้วยประการใด ๆ ก็ดี ฉ้อโกงหรือยักยอกก็ดี จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัท ส. จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัท ส. แล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัท ส. ดังนี้ จำเลยที่ 1 มิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายและจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว การที่โจทก์ชดใช้เงินแก่บริษัท ส. แทนจำเลยที่ 1 จะถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกเงินของบริษัท ส. ทำให้โจทก์ต้องชดใช้เงินแก่บริษัท ส. จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัท ส. จึงไม่ใช่งานของโจทก์ โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิด การที่โจทก์ชดใช้เงินแทนจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำเภอใจชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 495,024 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้คิดได้ไม่เกิน 23,903 บาท)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัทสยามแบริ่งอินเตอร์เทรด จำกัด แล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ถือว่าเป็นเหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่ง มิใช่กิจหน้าที่ที่โจทก์ได้มอบให้จำเลยที่ 1 ไปกระทำ โจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ชดใช้เงินให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แทนจำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นการกระทำตามอำเภอใจชำระหนี้โดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำความเสียหายหรือละเมิดต่อโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันตนต่อบริษัทสยามแบริ่งอินเตอร์เทรด จำกัด แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด มิใช่ต่อบริษัทโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้อ 1 ระบุไว้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วภายหลังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายด้วยประการใด ๆ ก็ดี ฉ้อโกงหรือยักยอกก็ดี จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน ดังนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 จักต้องเป็นไปตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันนั้น กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย หรือจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์เท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว การที่โจทก์ได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แทนจำเลยที่ 1 จะถือเอาว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันมิได้ หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในกรณีดังกล่าวด้วยก็ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกัน หากไม่ได้ระบุไว้ก็ต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันว่าจะต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มงคลวิวัฒน์พาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย กัณทศักดิ์หรืออานนท์ หรือสมศิล นิลเกตุหรือบัวชม ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2545
#99276
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วภายหลังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหาย หรือเสียหายด้วยประการใดๆ ก็ดี ฉ้อโกงหรือยักยอกก็ดี จำเลยที่ 2 ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัท ส. จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัท ส. แล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัท ส. ดังนี้ จำเลยที่ 1 มิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว การที่โจทก์ชดใช้เงินแก่บริษัท ส. แทนจำเลยที่ 1 จะถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกเงินของบริษัท ส. ทำให้โจทก์ต้องชดใช้เงินแก่บริษัท ส. จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์ไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัท ส. จึงไม่ใช่งานของโจทก์ โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิด การที่โจทก์ชดใช้เงินแทนจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำตามอำเภอใจชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๔๙๕,๐๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้คิดได้ไม่เกิน ๒๓,๙๐๓ บาท)

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ไปช่วยเก็บเงินจากลูกค้าให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ถือว่าเป็นเหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่ง มิใช่กิจหน้าที่ที่โจทก์ได้มอบให้จำเลยที่ ๑ ไปกระทำ โจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ชดใช้เงินให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แทนจำเลยที่ ๑ ไป จึงเป็นการกระทำตามอำเภอใจชำระหนี้โดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดด้วย ทั้งจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำความเสียหายหรือละเมิดต่อโจทก์แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันตนต่อบริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด มิใช่ต่อบริษัทโจทก์ จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๕ ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้อ ๑ ระบุไว้ความว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้าปฏิบัติงานกับโจทก์แล้วภายหลังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายด้วยประการใดๆ ก็ดี ฉ้อโกงหรือยักยอกก็ดี จำเลยที่ ๒ ยอมรับชดใช้แทนจำเลยที่ ๑ จนครบถ้วน ดังนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ จักต้องเป็นไปตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันนั้น กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเมื่อจำเลยที่ ๑ ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย หรือจำเลยที่ ๑ ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์เท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เก็บเงินจากลูกค้าของบริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด จำเลยที่ ๑ เก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำไปมอบให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด ดังนี้ จำเลยที่ ๑ จึงมิได้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย และจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว การที่โจทก์ได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัทสยามแบริ่ง อินเตอร์เทรด จำกัด แทนจำเลยที่ ๑ จะถือเอาว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหายตามถ้อยคำในสัญญาค้ำประกันมิได้ หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในกรณีดังกล่าวด้วยก็ต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกัน หากไม่ได้ระบุไว้ก็ต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันว่าจะต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ ๒ ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

นายอนันต์ ชุมวิสูตร ตรวจ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ย่อ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทมงคลวิวัฒน์พาณิชย์
กับพวก — นายกัณทศักดิ์หรืออานนท์ หรือสมศิล นิลเกตุ หรือบัวชม ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998/2545
#42164
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 2 กระทง เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายไปแล้วก็ควรจะลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นอย่างเดียวกันไม่ควรรอการลงโทษให้จำเลยเพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสมที่กระทงหนึ่งลงโทษจำคุก แต่อีกกระทงหนึ่งรอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต กับจำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้จำนวน 1 กระบอกซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวและเงินที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน และเงินที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หลอดกาแฟ 1 หลอด ซึ่งตัดเป็นท่อนใช้ในการบรรจุเมทแอมเฟตามีน ถุงพลาสติก 6 ถุง กับอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นเงินที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย (ที่ถูกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่าย) จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายกับคำรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามและกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี10 เดือน ริบของกลาง เว้นแต่เงินจำนวน 240 บาท และ 24,140บาท ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและนำตัวจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด และเงินจำนวน 240 บาท กับอาวุธปืนเป็นของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย กับฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทวิโรจน์ แย้มปราศัย และนายดาบตำรวจพร ก๊กพงษ์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เหตุที่ต้องมีการวางแผนเพื่อจับกุมจำเลยเพราะได้รับหนังสือร้องเรียนจากราษฎรว่า จำเลยและนายอินแปง บุดสีดา สามีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นในหมู่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยเฮี้ย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏว่าเป็นความจริงจึงได้ขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย จ.2 สำหรับเงินที่ใช้ล่อซื้อได้ความจากนายดาบตำรวจพรว่าเป็นของร้อยตำรวจโทวิโรจน์คือ ธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท7 ฉบับ เงินทั้งหมดนี้ก่อนนำไปมอบให้สายลับได้นำไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมายจ.3 และ จ.4 และร้อยตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่า สายลับนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด มามอบให้ยืนยันว่าซื้อมาจากจำเลยโดยระบุรูปพรรณสัณฐานและการแต่งกายให้พยานทราบ พยานจึงแจ้งวิทยุให้นายดาบตำรวจพรซึ่งซุ่มดูเหตุการณ์ใกล้กับที่เกิดเหตุมากที่สุดเข้าทำการตรวจค้นจับกุมจำเลย ผลการตรวจค้นพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท จำนวน 2 ฉบับ มีหมายเลขตรงกับธนบัตรที่ให้สายลับไปล่อซื้อจากจำเลยในชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การรับว่า ธนบัตรดังกล่าวได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งก็สอดคล้องกับคำของนายดาบตำรวจพรที่เบิกความว่า จำเลยรับว่าธนบัตรดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปเมื่อสักครู่นี้ ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด และธนบัตรจำนวน 240 บาท ที่อ้างว่าเป็นธนบัตรที่สายลับใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้นำมาวางไว้ที่แคร่ใต้ถุนบ้านจำเลย จำเลยไม่ได้กระทำความผิด และมีนายสมาน ปัดถา เป็นพยานจำเลยเบิกความว่า ระหว่างที่มีการตรวจค้นจำเลยได้ยินเจ้าพนักงานตำรวจคนหนึ่งพูดว่า หากไม่พบอะไรก็ให้ยัดใส่มือไว้ เห็นว่า ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.7และ จ.8 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า ค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซ่อนอยู่ในตู้กับข้าวชั้นล่างซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง ธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อจึงเป็นวัตถุพยานที่ได้ความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาว่า จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับและรับธนบัตรดังกล่าวจากสายลับจริงดังที่นายดาบตำรวจพรเบิกความว่าจำเลยรับว่าธนบัตรดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปเมื่อสักครู่นี้ แม้โจทก์จะไม่ได้นำสายลับมาเบิกความก็หาทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ดังวินิจฉัยมาข้างต้นเสียไปไม่ นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ว่า ก่อนมีการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ นายอินแปงสามีจำเลยเข้ามาที่บ้านขอตรวจค้นเจ้าพนักงานตำรวจก่อน เจ้าพนักงานตำรวจแสดงความบริสุทธิ์ยอมให้ตรวจค้นก่อนฉะนั้นจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะไปสร้างพยานหลักฐานเท็จปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ฎีกาของจำเลยที่อ้างในทำนองว่าเจ้าพนักงานตำรวจสร้างพยานหลักฐานเท็จด้วยการนำธนบัตรที่มีหมายเลขตรงกับที่ถ่ายสำเนาลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ให้สายลับไปล่อซื้อไปวางไว้ที่บ้านจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ทั้งจำเลยก็รับว่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเป็นของจำเลยจริง และยังพบธนบัตรที่เจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับไปใช้ล่อซื้ออยู่ในความครอบครองของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์จึงสมเหตุผลมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่าในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีเหตุอันควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายไปแล้ว ก็ควรที่จะลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นอย่างเดียวกันเสียด้วย ไม่ควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลยเพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสมที่กระทงหนึ่งลงโทษจำคุกแต่อีกกระทงหนึ่งรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาง สงวน บุดสีดา
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ