คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2545
#44705
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจะเป็นเหตุให้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย หน้าผากแตกเลือดซึม ตาซ้าย ไหล่ซ้ายเอว และขาซ้ายเจ็บ และทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่การบาดเจ็บของผู้จัดการทั่วไปเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งค่าเสียหายของรถยนต์ดังกล่าวบริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ จำเลยจึงได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ยังถือไม่ได้ว่าลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(3) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์

อุทธรณ์ของจำเลยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เพราะเหตุใด โดยจำเลยอุทธรณ์เน้นเฉพาะบทกฎหมายที่บัญญัติว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถ ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 145,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,200 บาท และค่าเสียหาย 327,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าเสียหาย และร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นพนักงานขับรถยนต์ประจำตำแหน่งของผู้บริหารจำเลย โจทก์ได้ขับรถยนต์ประจำตำแหน่งดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้พุ่งชนรถยนต์คันหน้า รถเสียหลักชนเกาะกลางถนนได้รับความเสียหาย 66,400 บาท ผู้บริหารจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยต้องเสียค่าเช่าระหว่างซ่อม 42,000 บาท และเช่ารถยนต์ใหม่มาใช้แทนเป็นเงิน 100,500 บาท การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 208,700 บาทแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า รถยนต์ประจำตำแหน่งของจำเลยที่โจทก์เป็นคนขับนั้นเป็นรถเช่า หากเกิดการเสียหายใด ๆ จำเลยไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้รับประกันภัยต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ส่วนจำเลยต้องชำระค่าเช่าระหว่างซ่อมนั้นไม่เกี่ยวกับโจทก์เพราะปกติจำเลยต้องจ่ายค่าเช่าอยู่แล้ว สำหรับการเช่ารถยนต์คันใหม่มาใช้ไม่จำเป็นเพราะจำเลยยังมีรถยนต์คันอื่นใช้อยู่ หากจำเลยเช่ารถยนต์คันใหม่จริงก็ไม่เกี่ยวกับโจทก์เช่นเดียวกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า18,200 บาท ค่าชดเชย 145,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ประมาทเลินเล่อขับรถยนต์ประจำตำแหน่งของจำเลยไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันอื่นและกระแทกกับกำแพงกั้นแนวถนนเป็นเหตุให้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยได้รับอันตรายแก่กายรถยนต์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าซ่อมและเสียค่าเช่ารถยนต์ในระหว่างการซ่อมดังที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมา ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(3) นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อแล้ว ก็ต้องพิจารณาถึงผลแห่งการกระทำนั้นว่าเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่าการขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อของโจทก์เป็นผลให้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย หน้าผากแตกเลือดซึม ตาซ้าย ไหล่ซ้าย เอวและขาซ้ายเจ็บ และเป็นผลให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย แต่การบาดเจ็บของผู้จัดการทั่วไปดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งรถยนต์ดังกล่าวเป็นของผู้ให้เช่าและค่าเสียหายจากการซ่อมรถ บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนค่าเช่ารถยนต์ก็เป็นค่าใช้จ่ายปกติของจำเลยที่ต้องจ่ายประจำอยู่แล้ว กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ไม่มากนักยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในกรณีดังกล่าวจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยมีคำขอท้ายอุทธรณ์ให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ ในส่วนนี้ด้วยนั้น ปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวด้วยเหตุใด โดยจำเลยอุทธรณ์เน้นเฉพาะบทกฎหมายที่บัญญัติว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่จำเลยไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มนตรี คำดี
จำเลย — บริษัท วาย.เอ็ม.พี. (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125 -ที่ 2128/2545
#42804
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ยื่นคำร้องสอดว่า คดีของผู้ร้องสอดเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้ผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายในนัดหน้าครั้นถึงวันนัดผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลและขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดทุนทรัพย์ด้วย ศาลชั้นต้นสอบทนายผู้ร้องสอดเกี่ยวกับราคาทรัพย์พิพาทแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดแถลงจำนวนทุนทรัพย์และเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนในนัดต่อไป มิฉะนั้นจะสั่งว่าผู้ร้องสอดทิ้งคำร้องสอด เมื่อถึงวันนัดผู้ร้องสอดได้ยื่นต่อศาลแต่เพียงหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้กำหนดราคาประเมินไว้ตารางวาละ 1,500 บาท และขอถือเป็นทุนทรัพย์ โดยผู้ร้องสอดไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง คำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ถือเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1(3) จึงเป็นการทิ้งฟ้องตามมาตรา 174(2)

ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท โดย อ. เจ้าของเดิมนำไปขายฝากไว้แก่โจทก์แล้วไม่ได้ไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าตึกแถวดังกล่าวจาก อ. มาแต่เดิมอยู่ในตึกแถวนั้นต่อไป ซึ่งได้บอกกล่าวให้จำเลยรับทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการอยู่ในตึกแถวของโจทก์โดยละเมิดเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่และการทำละเมิดของจำเลยชัดเจนแล้ว ไม่เคลือบคลุม

จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากตึกแถวและที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าว และยังคงอยู่ในตึกแถวและที่ดินพิพาทนั้นตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ฟ้องอันเป็นการละเมิดที่ต่อเนื่องคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15857 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือตึกแถวชั้นเดียวไม่มีเลขที่ จำนวน 2 ห้อง โดยนางอารีย์ เล็กเครือสุวรรณ เจ้าของเดิมได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาขายฝากไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2536 มีกำหนดเวลาไถ่ 3 ปี แต่นางอารีย์ไม่ได้ไถ่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในกำหนด ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นมา จำเลยทั้งสองประกอบกิจการค้าในตึกแถวไม่มีเลขที่จำนวน 2 ห้อง ของโจทก์ดังกล่าวซึ่งมีขนาดพื้นที่กว้างห้องละ 4 เมตร ยาวห้องละประมาณ 10 เมตร โดยอาศัยสิทธิการเช่าจากนางอารีย์ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้วไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองประกอบกิจการในตึกแถวดังกล่าวอีกต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2540 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำตึกแถวให้บุคคลอื่นเช่าจะสามารถเก็บค่าเช่าในอัตราไม่น้อยกว่าเดือนละ 3,000 บาท ต่อห้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวของโจทก์ และส่งมอบตึกแถวคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยให้จำเลยทั้งสองต่างชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15857 ทั้งมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครองในตึกแถวชั้นเดียวจำนวน 2 ห้อง ตามฟ้อง ความจริงตึกแถวดังกล่าวเป็นของนางสาวพจวรรณ สิริรัตน์ จำเลยทั้งสองเข้าประกอบกิจการค้าในตึกแถวดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนปี 2536 โดยเช่าจากนางสาวพจวรรณ จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องคดีโจทก์ก็ขาดอายุความเนื่องจากเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดเกินกว่า 1 ปีนับแต่วันที่ขายฝาก และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าเพราะเหตุใดจำเลยทั้งสอง จึงไปละเมิดสิทธิของโจทก์และการละเมิดดังที่โจทก์อ้างนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่วันเดือนปีใด ทำให้จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และหลงข้อต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวพจวรรณ สิริรัตน์ ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามทั้งสองสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) และขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15857 พร้อมตึกแถวเลขที่ 67/19 เป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับคำร้องของผู้ร้องสอด สำเนาให้โจทก์จำเลยแก้ภายใน 15 วัน และเห็นสมควรให้เลื่อนคดีไปนัดชี้สองสถาน วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เวลา 9 นาฬิกา และสั่งไว้ในคราวเดียวกันนั้นด้วยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาท คดีของผู้ร้องสอดจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้ผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายในนัดหน้าตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น วันที่ 11 กรกฎาคม 2540

ครั้นถึงวันนัด ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลและขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและกำหนดทุนทรัพย์เพื่อผู้ร้องสอดจะได้ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลได้ถูกต้องในนัดหน้า ศาลชั้นต้นสอบทนายผู้ร้องสอดว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทมีราคาเท่าใด ทนายผู้ร้องสอดแถลงไม่ทราบ และได้สอบทนายผู้ร้องสอดเกี่ยวกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1073/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ร้องสอดเป็นโจทก์และโจทก์คดีนี้กับพวกเป็นจำเลยด้วย ทนายผู้ร้องสอดแถลงว่า จะสอบทนายโจทก์ว่าจะถือผลแพ้ชนะในคดีดังกล่าวเป็นผลแพ้ชนะระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดในคดีนี้หรือไม่ ภายหลังศาลชั้นต้นสอบทนายผู้ร้องสอดดังกล่าวแล้วได้มีคำสั่งว่า ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายอ้างว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดซึ่งมีผลให้คดีของผู้ร้องสอดเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ผู้ร้องสอดจึงต้องแถลงจำนวนทุนทรัพย์ในคดีนี้เพื่อกำหนดค่าขึ้นศาลต่อไป จึงให้ผู้ร้องสอดแถลงจำนวนทุนทรัพย์คดีนี้ และเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนในนัดหน้า มิฉะนั้นศาลจะสั่งว่าทิ้งคำร้องสอด และเห็นสมควรให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมหรือชี้สองสถานในวันที่ 18 กันยายน2540 เวลา 9 นาฬิกา ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น วันที่ 28 กรกฎาคม 2540

เมื่อถึงวันที่ 18 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันนัด ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมไปนัดหน้าอีกโดยอ้างเหตุเพื่อรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1073/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจะมีผลต่อรูปคดีและการตัดสินใจของผู้ร้องสอดที่จะเข้ามาในคดีนี้ต่อไปหรือไม่ และพร้อมกันนั้นผู้ร้องสอดก็ได้ยื่นคำแถลงขอเสนอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้กำหนดประเมินไว้ตารางวาละ 1,500 บาทมีเนื้อที่ทั้งหมด 90 ตารางวา คิดเป็นเงิน 135,000 บาท ผู้ร้องสอดจึงขอถือเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ศาลได้ให้เวลาผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนรวม 2 นัดแล้ว ซึ่งนับเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนเศษแต่ผู้ร้องสอดก็ยังมาขอขยายเวลาเสียค่าขึ้นศาลอีก ซึ่งตามเหตุผลของผู้ร้องสอดนั้นหากผู้ร้องสอดจะเสียค่าขึ้นศาลก่อนแล้ว ในภายหลังไม่ประสงค์จะเข้าเป็นผู้ร้องสอดคดีนี้ ผู้ร้องสอดก็สามารถขอถอนคำร้องสอดได้ การที่ผู้ร้องสอดขอขยายเวลาในการวางค่าขึ้นศาลครั้งนี้จึงไม่มีเหตุอันสมควรถือว่าผู้ร้องสอดไม่ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนดจึงมีคำสั่งว่าผู้ร้องสอดทิ้งคำร้องสอดตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นวันที่ 18 กันยายน 2540

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท 2 ห้อง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15857ตำบลตาหลวง (คลองตาหลวง) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาทให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทของโจทก์

ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จะได้วินิจฉัยข้อฎีกาของผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองตามลำดับดังต่อไปนี้

ฎีกาผู้ร้องสอดที่ว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้กำหนดจำนวนทุนทรัพย์เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ร้องสอดได้เสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องสอดทิ้งคำร้องสอดจึงเป็นการไม่ชอบนั้นศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาแล้ว เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าผู้ร้องสอดทิ้งคำร้องสอดนั้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในวันที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่าคดีของผู้ร้องสอดเป็นคดีมีทุนทรัพย์ให้ผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายในนัดหน้า ครั้นถึงวันนัดผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลและขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและกำหนดทุนทรัพย์ด้วย ศาลชั้นต้นสอบทนายผู้ร้องสอดเกี่ยวกับราคาทรัพย์พิพาทแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดแถลงจำนวนทุนทรัพย์และเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนในนัดต่อไป มิฉะนั้นจะสั่งว่าผู้ร้องสอดทิ้งคำร้องสอดเมื่อถึงวันนัดผู้ร้องสอดได้ยื่นต่อศาลแต่เพียงหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้กำหนดราคาประเมินไว้ตารางวาละ 1,500 บาท และขอถือเป็นทุนทรัพย์คดีนี้โดยผู้ร้องสอดไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวแล้วแต่ประการใด คำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) นี้ถือเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1(3) ฉะนั้น เมื่อผู้ร้องสอดเพิกเฉยไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดไว้ดังกล่าวจึงเป็นการทิ้งฟ้องตามมาตรา 174(2) ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นฎีกาเฉพาะข้อ 1.1 และ 1.2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น

จำเลยทั้งสองฎีกาข้อ 1.1 ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าเหตุใดจำเลยทั้งสองจึงละเมิดสิทธิของโจทก์ การละเมิดเกิดขึ้นเมื่อใดและโดยวิธีใด ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยนางอารีย์ เจ้าของเดิมนำไปขายฝากไว้แก่โจทก์แล้วไม่ได้ไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้เช่าตึกแถวดังกล่าวจากนางอารีย์มาแต่เดิมอยู่ในตึกแถวนั้นต่อไป ซึ่งได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรับทราบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงเป็นการอยู่ในตึกแถวของโจทก์โดยละเมิด เป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่และการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองชัดเจนแล้ว ไม่เคลือบคลุมดังจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างมาในฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาข้อ 1.2 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนางอารีย์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 ครบกำหนดไถ่วันที่ 25 กุมภาพันธ์2539 นับแต่วันที่ขายฝากหรือนับแต่วันที่ครบกำหนดไถ่ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้เกินกว่า 1 ปี คดีขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อนี้แล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากตึกแถวและที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าวให้ดำเนินการ และยังคงอยู่ในตึกแถวและที่ดินพิพาทนั้นตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้ อันเป็นการละเมิดที่ต่อเนื่องคดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 172 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงศักดิ์ พินิจศักดิ์กุล
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นางสาว พจวรรณ สิริรัตน์
จำเลย — นางสาว ฮุ้ยเจียงหรือฮุ้ยเตียง แซ่ลิ้ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125 -ที่ 2128/2545
#45674
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากตึกแถวและที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าว และยังคงอยู่ในตึกแถวและที่ดินพิพาทนั้นตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้ อันเป็นการละเมิดที่ต่อเนื่อง คดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถว และส่งมอบตึกแถวคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองต่างชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครองตึกแถวตามฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องคดีโจทก์ก็ขาดอายุความเนื่องจากเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันขายฝาก และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า เพราะเหตุใดจำเลยทั้งสองจึงละเมิดสิทธิของโจทก์ การละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วัน เดือน ปีใด ทำให้จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และหลงข้อต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวพจวรรณ สิริรัตน์ ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) และขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวดังกล่าวเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์

ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า "ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนางอารีย์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 ครบกำหนดไถ่วันที่25 กุมภาพันธ์ 2539 นับแต่วันที่ขายฝากหรือนับจากวันที่ครบกำหนดไถ่ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้เกินกว่า 1 ปี คดีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากตึกแถวและที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าวให้ดำเนินการ และยังคงอยู่ในตึกแถวและที่ดินพิพาทตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้ อันเป็นการละเมิดที่ต่อเนื่อง คดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงศักดิ์ พินิจศักดิ์กุล
โจทก์ — ผู้ร้องมรดก
โจทก์ — นางสาว พจวรรณ สิริรัตน์
จำเลย — นางสาว ฮุ้ยเจียงหรือฮุ๊ยเตียง แซ่ลิ้ม
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125 -ที่ 2128/2545
#99752
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากตึกแถวและที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าว และยังคงอยู่ในตึกแถวและที่ดินพิพาทนั้นตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้ อันเป็นการละเมิดที่ต่อเนื่อง คดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถว และส่งมอบตึกแถวคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองต่างชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครองตึกแถวตามฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องคดีโจทก์ก็ขาดอายุความ เนื่องจากเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดเกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันขายฝาก และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า เพราะเหตุใดจำเลยทั้งสองจึงละเมิดสิทธิของโจทก์ การละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วัน เดือน ปีใด ทำให้จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และหลงข้อต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวพจวรรณ สิริรัตน์ ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑) และขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวดังกล่าวเป็นของผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาท และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์

ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า "ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนางอารีย์ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ ครบกำหนดไถ่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นับแต่วันที่ขายฝากหรือนับจากวันที่ครบกำหนดไถ่ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้เกินกว่า ๑ ปี คดีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากตึกแถวและที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาที่โจทก์บอกกล่าวให้ดำเนินการ และยังคงอยู่ในตึกแถวและที่ดินพิพาทตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้ อันเป็นการละเมิดที่ต่อเนื่อง คดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.

นายวิชัย เอื้ออังคณากุล ผู้ช่วย

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปสร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วย/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
พินิจศักดิ์กุล — นายเกรียงศักดิ์
สิริรัตน์ — นางสาวพจวรรณ
แซ่ลิ้ม — นางสาวฮุ้ยเจียงหรือฮุ๊ยเตียง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2545
#44704
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่จำเลย หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติ หาใช่เป็นการข่มขู่อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้เป็นโมฆียะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ จำเลยที่ 3 เป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่จังหวัดภูเก็ต มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2535 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในกิจการดังกล่าวและได้ชำระหนี้ค่าใช้กระแสไฟฟ้าตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน2537 จำเลยทั้งสี่ได้มีหนังสือที่ มท.5329.2/ภก.12526 ขอให้โจทก์ชำระค่าละเมิดการใช้กระแสไฟฟ้าเพราะมีการตรวจสอบพบว่าคอนโทรลเคเบิลที่โจทก์ติดตั้งใช้งานอยู่มีรอยผ่ากลางสายด้านติดกับเสาไฟฟ้า สายสีแดงถูกตัดขาดออกจากกัน มีผลให้การอ่านคำของมิเตอร์คลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริง กับมิเตอร์ไฟฟ้ามีร่องรอยถูกงัดแงะและตราตะกั่วฝาครอบตัวมิเตอร์ทั้งสองข้างทำให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1เสียหายให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,259,355 บาท ภายใน 7 วัน โจทก์ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำละเมิดและร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แต่จำเลยทั้งสี่ยืนยันให้โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายในกำหนดมิฉะนั้นจะพิจารณางดจ่ายกระแสไฟฟ้า อันเป็นการข่มขู่โจทก์ โจทก์เกรงว่าจะเกิดความเสียหายต่อด้านธุรกิจโรงแรม ตลอดจนทรัพย์สินและชื่อเสียง อันเป็นภัยที่ใกล้จะถึงและร้ายแรง เมื่อวันที่ 19กันยายน 2538 โจทก์จึงยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นหนี้ค่าละเมิดจำนวน 1,250,000 บาท โดยโจทก์มิได้เจตนาที่จะผูกพันตามหนังสือรับสภาพหนี้อันเกิดจากการข่มขู่ดังกล่าว ต่อมาจึงได้มีหนังสือขอบอกล้างหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2538 และจำเลยทั้งสี่ได้รับโดยชอบแล้ว จึงถือว่าหนังสือรับสภาพหนี้ตกเป็นโมฆียะและเมื่อโจทก์บอกล้างแล้วถือได้ว่าตกเป็นโมฆะตั้งแต่วันที่ทำสัญญา แต่จำเลยทั้งสี่ยังเรียกร้องให้โจทก์ผ่อนชำระหนี้อยู่อีกอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าการบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ตามหนังสือรับสารภาพหนี้ ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2538 ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้หนังสือรับสภาพหนี้ตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพันใด ๆ ต่อโจทก์อีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ได้ลักลอบใช้ของมีคมผ่าสายเคเบิลซึ่งเป็นสายไฟที่เข้ามาตรวัดกระแสไฟฟ้าปลิ้นเอาสายไฟฟ้าเล็ก ๆ หุ้มฉนวนจำนวน7 เส้น ที่อยู่ภายในออกมาเลือกตัดเฉพาะเส้นสีแดงแล้วยัดสายไฟฟ้าเหล่านั้นกลับเข้าที่เดิมเอากาวทารอยผ่าให้สนิทเพื่อปกปิดและอำพรางร่องรอย ทำให้การอ่านค่าหน่วยไฟฟ้าที่มาตรวัดกระแสไฟฟ้าลดลงกึ่งหนึ่งของหน่วยที่ใช้จริง การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงมีอำนาจบอกเลิกสัญญาด้วยวิธีงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและไม่ทำการค้าขายกับโจทก์อีกต่อไปได้ โจทก์สำนึกผิดยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารท้ายฟ้องเพื่อโจทก์จะได้มีโอกาสใช้กระแสไฟฟ้าตามปกติต่อไป หนังสือรับสภาพหนี้มีมูลหนี้อันชอบด้วยกฎหมาย ถูกต้องตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้างขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงแรม ได้ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2535 ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 4พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรตำบลฉลองว่า โจทก์ลักกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพนักงานช่างของจำเลยที่ 3 ตรวจสอบมาตรวัดไฟฟ้าเกี่ยวกับการใช้กระแสไฟฟ้าที่โรงแรมของโจทก์ตามวาระประจำเดือน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม2537 พบว่าเข็มวัดค่ากิโลวัตต์ที่มาตรวัดไฟฟ้าค้างเต็มพิกัดไม่ตีกลับตามปกติ สงสัยว่าจะชำรุดต้องเปลี่ยนมาตรวัดไฟฟ้า ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2537 พนักงานของจำเลยที่ 3 จึงไปทำการเปลี่ยนมาตรวัดไฟฟ้าให้โรงแรมของโจทก์ ตามบันทึกเอกสารหมาย ล.4 แต่วัดแรงดันไฟฟ้าแล้วไม่มีแรงดันไฟฟ้าเข้า จึงตรวจสอบสายคอนโทรลเคเบิลสีฟ้าจากเครื่องวัดแรงดันด้านแรงสูงมายังตัวมาตรวัดไฟฟ้า พบรอยผ่าที่สายดังกล่าว คล้ายรูปตัวทีแล้วใช้กาวติดไว้ ภายในสายคอนโทรลเคเบิลมีสายทองแดงอยู่7 เส้น หุ้มด้วยฉนวนต่างสีกัน เมื่อแกะรอยผ่าดูพบสายสีแดงถูกตัดขาดจากกัน แรงดันไฟฟ้าไม่สามารถผ่านได้ ทำให้เข็มวัดค่ากิโลวัตต์ขึ้นสูงสุดไม่สามารถอ่านค่าการใช้กระแสไฟฟ้าที่แท้จริงได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 เห็นว่า เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจึงเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญา คือตามขนาดของหม้อแปลง เควีอีละ 1,000 บาทรวม 1,250 เควีอี เป็นค่าเสียหาย 1,250,000 บาท โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย หากไม่ชดใช้จำเลยที่ 1 จะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ โจทก์ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวและได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและมีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อจำเลยที่ 4 ด้วย แต่ฝ่ายจำเลยยังคงมีหนังสือแจ้งยืนยันให้โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายในกำหนดมิฉะนั้นจะดำเนินการตามระเบียบ ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2538 โจทก์จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระเงิน1,250,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.6 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำหนังสือรับสภาพหนี้เพราะถูกฝ่ายจำเลยข่มขู่หรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำละเมิด แต่เมื่อมีกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์เกิดขึ้นซึ่งตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 12 มีข้อความว่า "หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการซื้อขายไฟฟ้าข้อหนึ่งข้อใดผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายงดจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ซื้อได้ทันที โดยผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆทั้งสิ้น" และข้อ 5 วรรคแรกมีข้อความว่า "ผู้ซื้อและผู้ขายตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย ในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วยความสุจริตและจะไม่กระทำการใด ๆ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการละเมิดการใช้ไฟฟ้า" วรรคสองว่า "การละเมิดการใช้ไฟฟ้า หมายถึง การทำลายหรือดัดแปลงแก้ไขมาตรวัดไฟฟ้าและหรืออุปกรณ์ประกอบใด ๆ ตลอดจนเครื่องหมายหรือตราต่าง ๆทำให้มาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อน หรือเป็นผลให้ผู้ขายต้องสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือทำนองเดียวกัน หรือต่อไฟตรงโดยไม่ผ่านมาตรวัดไฟฟ้า" นอกจากนี้ในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 6.2.1 ยังระบุว่า "กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าทางด้านกิโลวัตต์ และหรือกิโลวัตต์ชั่วโมง ผู้ซื้อต้องชดใช้ค่าละเมิดการใช้ไฟฟ้าตามขนาดหม้อแปลงที่ติดตั้งเควีเอ. ละ 1,000 บาท หรือตามขนาดมาตรวัดไฟฟ้า และหรืออุปกรณ์ประกอบ (ซีที)ที่ติดตั้งแอมป์ละ... บาท หรือชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนค่าไฟฟ้าที่ผู้ซื้อได้ใช้ไปจริงในช่วงที่มีการละเมิดการใช้ไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณของผู้ขาย ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ขายจะเลือกปฏิบัติตามแต่จะเห็นสมควร" ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยตามฟ้อง หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์จึงเป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติหาใช่เป็นการข่มขู่ อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องเป็นโมฆียะดังโจทก์อ้างไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 165 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ.เค.ธุรกิจ จำกัด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2545
#45673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงแรมได้ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำละเมิด แต่เมื่อมีกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์เกิดขึ้นตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งมีข้อความว่า "หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการซื้อขายไฟฟ้าข้อหนึ่งข้อใด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายงดจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ซื้อได้ทันที โดยผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ซื้อและผู้ขายตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วยความสุจริตและจะไม่กระทำการใด ๆ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการละเมิดการใช้ไฟฟ้า การละเมิดการใช้ไฟฟ้า หมายถึง การทำลายหรือดัดแปลงแก้ไขมาตรวัดไฟฟ้าและหรืออุปกรณ์ประกอบใด ๆ ... ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อน..." นอกจากนี้ในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า ตามสัญญายังระบุว่า "กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าทางด้านกิโลวัตต์ และหรือกิโลวัตต์ชั่วโมง ผู้ซื้อต้องชดใช้ค่าละเมิดการใช้ไฟฟ้า..." ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยตามฟ้อง หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติ หาใช่เป็นการข่มขู่ อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องเป็นโมฆียะดังที่โจทก์อ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการผู้มีอำนาจกระทำแทนได้ จำเลยที่ 3 เป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในกิจการดังกล่าวและได้ชำระหนี้ค่าใช้กระแสไฟฟ้าตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้มีหนังสือขอให้โจทก์ชำระค่าละเมิดการใช้กระแสไฟฟ้าและค่าเสียหายจากการที่อุปกรณ์ประกอบไฟฟ้าถูกทำลาย โจทก์ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำละเมิด แต่จำเลยทั้งสี่ยืนยันให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นจะพิจารณางดจ่ายกระแสไฟฟ้า อันเป็นการข่มขู่โจทก์ โจทก์เกรงว่าจะเกิดความเสียหายต่อด้านธุรกิจโรงแรมจึงยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่จำเลยโดยโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามหนังสือรับสภาพหนี้อันเกิดจากการข่มขู่ หลังจากนั้นจึงได้มีหนังสือขอบอกล้างหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้รับโดยชอบแล้ว จึงถือว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ และเมื่อโจทก์บอกล้างแล้วถือได้ว่าตกเป็นโมฆะตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ขอให้พิพากษาว่าการบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือรับสภาพหนี้ตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพันใด ๆ ต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจที่จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก โจทก์ได้ลักลอบใช้ของมีคมผ่าสายเคเบิลซึ่งเป็นสายไฟที่เข้ามาตรวัดกระแสไฟฟ้าปลิ้นเอาสายไฟฟ้าเล็ก ๆ หุ้มฉนวนจำนวน 7 เส้น ที่อยู่ภายในออกมาเลือกตัดเฉพาะเส้นสีแดงแล้วยัดสายไฟฟ้าเหล่านั้นกลับเข้าที่เดิมเอากาวทารอยผ่าให้สนิทเพื่อปกปิดและอำพรางร่องรอย ทำให้การอ่านค่าหน่วยไฟฟ้าที่มาตรวัดกระแสไฟฟ้าลดลงกึ่งหนึ่งของหน่วยที่ใช้จริง การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตผิดสัญญาซื้อขายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงมีอำนาจบอกเลิกสัญญาด้วยวิธีงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและไม่ทำการค้าขายกับโจทก์อีกต่อไปได้ โจทก์สำนึกผิดยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ เพื่อโจทก์จะได้มีโอกาสใช้กระแสไฟฟ้าตามปกติต่อไป หนังสือรับสภาพหนี้มีมูลหนี้อันชอบด้วยกฎหมาย ถูกต้องตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำละเมิด แต่เมื่อมีกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์เกิดขึ้น ซึ่งตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีข้อความว่า "หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการซื้อขายไฟฟ้าข้อหนึ่งข้อใด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายงดจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ซื้อได้ทันที โดยผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆทั้งสิ้น" และ "ผู้ซื้อและผู้ขายตระหนักถึงสิทธิ และหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย ในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วยความสุจริต และจะไม่กระทำการใด ๆ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการใด อันมีลักษณะเป็นการละเมิดการใช้ไฟฟ้า" และ "การละเมิดการใช้ไฟฟ้า หมายถึง การทำลายหรือดัดแปลงแก้ไขมาตรวัดไฟฟ้า และหรืออุปกรณ์ประกอบใด ๆ ตลอดจนเครื่องหมายหรือตราต่าง ๆ ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อน หรือเป็นผลให้ผู้ขายต้องสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือทำนองเดียวกัน หรือต่อไฟตรงโดยไม่ผ่านมาตรวัดไฟฟ้า" นอกจากนี้ในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า ยังระบุว่า "กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าทางด้านกิโลวัตต์ และหรือกิโลวัตต์ชั่วโมง ผู้ซื้อต้องชดใช้ค่าละเมิดการใช้ไฟฟ้า ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยตามฟ้อง หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติหาใช่เป็นการข่มขู่ อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องเป็นโมฆียะดังโจทก์อ้างไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 165 ม. 193/14 ม. 420 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ.เค.ธุรกิจ จำกัด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2545
#99677
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงแรมได้ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำละเมิด แต่เมื่อมีกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์เกิดขึ้นตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งมีข้อความว่า "หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการซื้อขายไฟฟ้าข้อหนึ่งข้อใด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายงดจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ซื้อได้ทันที โดยผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ซื้อและผู้ขายตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วยความสุจริตและจะไม่กระทำการใดๆ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการละเมิดการใช้ไฟฟ้า การละเมิดการใช้ไฟฟ้า หมายถึง การทำลายหรือดัดแปลงแก้ไขมาตรวัดไฟฟ้าและหรืออุปกรณ์ประกอบใดๆ ... ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อน..." นอกจากนี้ในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า ตามสัญญายังระบุว่า "กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าทางด้านกิโลวัตต์ และหรือกิโลวัตต์ชั่วโมง ผู้ซื้อต้องชดใช้ค่าละเมิดการใช้ไฟฟ้า..." ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยตามฟ้อง หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติ หาใช่เป็นการข่มขู่ อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องเป็นโมฆียะดังที่โจทก์อ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.๒๕๐๓ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าการผู้มีอำนาจกระทำแทนได้ จำเลยที่ ๓ เป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ ๑ มีจำเลยที่ ๔ เป็นผู้จัดการ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับจำเลยที่ ๑ เพื่อใช้ในกิจการดังกล่าวและได้ชำระหนี้ค่าใช้กระแสไฟฟ้าตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้มีหนังสือขอให้โจทก์ชำระค่าละเมิดการใช้กระแสไฟฟ้าและค่าเสียหายจากการที่อุปกรณ์ประกอบไฟฟ้าถูกทำลาย โจทก์ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำละเมิด แต่จำเลยทั้งสี่ยืนยันให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นจะพิจารณางดจ่ายกระแสไฟฟ้า อันเป็นการข่มขู่โจทก์ โจทก์เกรงว่าจะเกิดความเสียหายต่อด้านธุรกิจโรงแรมจึงยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่จำเลยโดยโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามหนังสือรับสภาพหนี้อันเกิดจากการข่มขู่ หลังจากนั้นจึงได้มีหนังสือขอบอกล้างหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้รับโดยชอบแล้ว จึงถือว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ และเมื่อโจทก์บอกล้างแล้วถือได้ว่าตกเป็นโมฆะตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ขอให้พิพากษาว่าการบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือรับสภาพหนี้ตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพันใดๆ ต่อโจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจที่จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก โจทก์ได้ลักลอบใช้ของมีคมผ่าสายเคเบิลซึ่งเป็นสายไฟที่เข้ามาตรวัดกระแสไฟฟ้าปลิ้นเอาสายไฟฟ้าเล็กๆ หุ้มฉนวนจำนวน ๗ เส้น ที่อยู่ภายในออกมาเลือกตัดเฉพาะเส้นสีแดงแล้วยัดสายไฟฟ้าเหล่านั้นกลับเข้าที่เดิมเอากาวทารอยผ่าให้สนิทเพื่อปกปิดและอำพรางร่องรอย ทำให้การอ่านค่าหน่วยไฟฟ้าที่มาตรวัดกระแสไฟฟ้าลดลงกึ่งหนึ่งของหน่วยที่ใช้จริง การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จึงมีอำนาจบอกเลิกสัญญาด้วยวิธีงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและไม่ทำการค้าขายกับโจทก์อีกต่อไปได้ โจทก์สำนึกผิดยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ เพื่อโจทก์จะได้มีโอกาสใช้กระแสไฟฟ้าตามปกติต่อไป หนังสือรับสภาพหนี้มีมูลหนี้อันชอบด้วยกฎหมาย ถูกต้องตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น ๓,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำละเมิด แต่เมื่อมีกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าของโจทก์เกิดขึ้น ซึ่งตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีข้อความว่า "หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการซื้อขายไฟฟ้าข้อหนึ่งข้อใด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายงดจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ซื้อได้ทันที โดยผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น" และ "ผู้ซื้อและผู้ขายตระหนักถึงสิทธิ และหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย ในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วยความสุจริต และจะไม่กระทำการใดๆ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการใด อันมีลักษณะเป็นการละเมิดการใช้ไฟฟ้า" และ "การละเมิดการใช้ไฟฟ้า หมายถึง การทำลายหรือดัดแปลงแก้ไขมาตรวัดไฟฟ้าและหรืออุปกรณ์ประกอบใดๆ ตลอดจนเครื่องหมายหรือตราต่างๆ ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อน หรือเป็นผลให้ผู้ขายต้องสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือทำนองเดียวกัน หรือต่อไฟตรงโดยไม่ผ่านมาตรวัดไฟฟ้า" นอกจากนี้ในกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า ยังระบุว่า "กรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าทางด้านกิโลวัตต์ และหรือกิโลวัตต์ชั่วโมง ผู้ซื้อต้องชดใช้ค่าละเมิดการใช้ไฟฟ้า ดังนั้น การที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าละเมิดสิทธิการใช้ไฟฟ้าไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยตามฟ้อง หากไม่ชำระภายในกำหนดจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำไปตามสิทธิในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวโดยเชื่อว่ามีสิทธิกระทำได้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาตามปกติหาใช่เป็นการข่มขู่ อันจะทำให้หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องเป็นโมฆียะดังโจทก์อ้างไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายจินดา ปัณฑะโชติ ผู้ช่วยฯ

นางสาวจันทนา บารมีอวยชัย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 165 ม. 193/14 ม. 420 ม. 453
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทเจ.เค.ธุรกิจ
กับพวก — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายจรัญ ฉางแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอร่าม เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2098/2545
#44703
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ มาตรา 42 วรรคสอง จะกำหนดว่าในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้นก็ตาม แต่เงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้ร้องไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นเงินทุนของผู้ร้องที่จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ ซึ่งตามระเบียบของผู้ร้องก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 จะโอนหรือถอนคืนค่าหุ้นบางส่วนหรือทั้งหมดในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกไม่ได้ สิทธิของจำเลยที่ 1 ในการถอนคืนเงินค่าหุ้นดังกล่าวจึงมีเงื่อนไข ซึ่งการชำระเงินค่าหุ้นคืนของผู้ร้องก็มีเงื่อนไขในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตามเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจออกคำสั่งอายัดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 311 วรรคสอง ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้ง ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดและได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนหรือไม่ก็ตาม ในเมื่อสิทธิเรียกร้องนั้นไม่อยู่ในข้อยกเว้นในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 แต่จะกำหนดในคำสั่งอายัดให้เป็นการฝ่าฝืนข้อจำกัดหรือเงื่อนไขแห่งหนี้นั้นหาได้ไม่ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดให้ผู้ร้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อจำเลยที่ 1พ้นจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องแล้ว จึงหามีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องไม่ ทั้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดียังสอดคล้องกับเงื่อนไขแห่งหนี้ที่ผู้ร้องต้องชำระแก่จำเลยที่ 1กรณีจึงไม่เป็นคำสั่งอายัดที่ขัดต่อพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ มาตรา 42 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้จำนวน34,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 30,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่10 ตุลาคม 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้องแจ้งอายัดเงินค่าหุ้นเมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากสมาชิกภาพกับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของจำเลยที่ 1 เป็นประจำทุกปี อันมีต่อผู้ร้องจำนวน 40,097.60 บาท โดยให้ส่งเงินดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เงินปันผลและเงินดอกเบี้ยเฉลี่ยคืนของจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าใดเพราะผู้ร้องยังมิได้จัดให้มีการประชุมจัดสรรกำไร เมื่อมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีและมีการรับรองงบดุลจัดสรรกำไรแล้ว ผู้ร้องจะนำส่งเงินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ส่วนเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 นั้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสองบัญญัติว่า ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสมาชิกของผู้ร้องอยู่ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1เพราะกฎหมายห้ามการอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งอายัดดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นของเจ้าพนักงานบังคับคดีเสีย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ก่อนวันพระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. 2542 จะใช้บังคับ จึงมิอาจใช้บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวย้อนหลังได้ที่กฎหมายบัญญัติว่าห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกของผู้ร้องนั้นมิได้บัญญัติโดยชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ดังกล่าวจะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ธรรมดา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ผู้ร้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องแล้ว โดยผู้ร้องฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542มาตรา 42 วรรคสองบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลงนั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสอง จะบัญญัติว่า ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้นก็ตาม โดยเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นสมาชิกของผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้ร้องไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นเงินทุนของผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ ซึ่งตามระเบียบของผู้ร้องเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 8 กำหนดว่าจำเลยที่ 1 จะโอนหรือถอนคืนค่าหุ้นแม้แต่บางส่วนหรือทั้งหมดในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกไม่ได้ โดยข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการป้องกันมิให้มีผลกระทบต่อเงินทุนในการดำเนินกิจการของผู้ร้อง สิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จะถอนคืนเงินค่าหุ้นที่ชำระแล้วดังกล่าวจึงมีเงื่อนไข ซึ่งการชำระเงินค่าหุ้นคืนของผู้ร้องก็มีเงื่อนไขในทำนองเดียวกันแต่เพื่อเป็นการป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไว้มิให้เสียหาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจออกคำสั่งอายัดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 310 ทวิ ประกอบด้วย มาตรา 311 วรรคสอง ไม่ว่าหนี้ของบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขหรือว่าได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนหรือไม่ในเมื่อสิทธิเรียกร้องนั้นไม่อยู่ในข้อยกเว้นในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 แต่จะกำหนดในคำสั่งอายัดให้เป็นการฝ่าฝืนข้อจำกัดหรือเงื่อนไขแห่งหนี้นั้นหาได้ไม่ เพราะอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดให้ผู้ร้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องแล้ว หาทำให้มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เนื่องจากเงินค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการของผู้ร้องต่อไปอีกจนกว่าจำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นสมาชิกของผู้ร้องอีกต่อไป ทั้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวยังสอดคล้องกับเงื่อนไขแห่งหนี้ที่ผู้ร้องต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 และหาเป็นคำสั่งอายัดที่ขัดต่อพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42วรรคสอง ตามที่ผู้ร้องฎีกาไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 ม. 310 ทวิ ม. 311
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2511 ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สำรวย ตาคำ
ผู้ร้อง — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสกลนคร จำกัด
จำเลย — นาง อารมณ์ วะนาพรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2094/2545
#45672
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญากู้เงิน มีใจความโดยสรุปว่า ในระยะ 3 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 8.11 ต่อปีเท่านั้นจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาเว้นแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.11 ต่อปีในระยะเริ่มแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น 3 ปีนับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ จึงเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด และยังอยู่ในช่วงเวลา3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้น เป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,682,051.74 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าไม่พอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,525,828.54 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 1,500,000 บาท อัตราร้อยละ 8.11 ต่อปี นับแต่วันที่1 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2543 อัตราร้อยละ 10.11 ต่อปี นับแต่วันที่ 29เมษายน 2543 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 และอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 22กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 121313 ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... ตามหนังสือสัญญากู้เงิน มีใจความโดยสรุปว่าในระยะ3 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ8.11 ต่อปีเท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 3 ปีนับแต่วันที่ทำสัญญาเว้นแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.11 ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อย 19 ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดและยังอยู่ในช่วงเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้น เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงข้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดอกเบี้ยจำนวนนี้เป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 383 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่22 กรกฎาคม 2543 เป็นเบี้ยปรับนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนเบี้ยปรับที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดลงเหลือร้อยละ 12 ต่อปี จะเป็นจำนวนที่เหมาะสมหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 วรรคสาม ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย กิตติวัฒน์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2094/2545
#99325
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญากู้เงิน มีใจความโดยสรุปว่า ในระยะ 3 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 8.11 ต่อปีเท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา เว้นแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.11 ต่อปีในระยะเริ่มแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น 3 ปีนับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ จึงเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด และยังอยู่ในช่วงเวลา 3 ปีนับแต่วันทำสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้น เป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ.มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๖๘๒,๐๕๑.๗๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าไม่พอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๕๒๕,๘๒๘.๕๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท อัตราร้อยละ ๘.๑๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๓ อัตราร้อยละ ๑๐.๑๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ และอัตราร้อยละ๑๒ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๑๓๑๓ ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ... ตามหนังสือสัญญากู้เงิน มีใจความโดยสรุปว่าในระยะ ๓ ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ ๘.๑๑ ต่อปีเท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น ๓ ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา เว้นแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง ๓ ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๑๑ ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น ๓ ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อย ๑๙ ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด และยังอยู่ในช่วงเวลา ๓ ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้น เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดอกเบี้ยจำนวนนี้เป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๓๘๓ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เป็นเบี้ยปรับนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนเบี้ยปรับที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดลงเหลือร้อยละ ๑๒ ต่อปี จะเป็นจำนวนที่เหมาะสมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย

พิพากษายืน.

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 วรรคสาม ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
ภูเก็ต — นายกิตติวัฒน์ รัตนดิลก ณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2545
#44137
เปิดฉบับเต็ม

ค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งที่จำเลยได้รับจากเทศบาลนคร ซึ่งให้เหมาจ่ายเป็นรายเดือน โดยคำนวณจากรายได้จริงตามงบประมาณทั่วไปที่เทศบาลจัดเก็บเองจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับ และรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาลของปีงบประมาณที่ผ่านมา มีลักษณะไม่คงที่อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามรายได้ เงินดังกล่าวมิใช่เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) แม้ตำแหน่งเทศมนตรีที่จำเลยดำรงอยู่จะถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง แต่เมื่อเงินค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งมิได้อยู่ในความหมายหรือคำว่า "เงินเดือน"ของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมขอบังคับคดีแก่เงินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 253,045.66 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด

ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2543 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ และได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นเทศมนตรีนครเชียงใหม่ มีสิทธิได้รับค่าป่วยการซึ่งมิใช่เงินเดือนจากเทศบาลนครเชียงใหม่ทุกเดือน โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าป่วยการดังกล่าว โดยให้เทศบาลนครเชียงใหม่ส่งเงินอายัดมายังศาลชั้นต้น เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า เทศบาลเป็นทบวงการเมืองตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 7 วรรคสอง ตำแหน่งเทศมนตรีเป็นข้าราชการเมืองส่วนท้องถิ่น เงินค่าป่วยการที่โจทก์ขออายัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีไม่อาจอายัดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2)

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่า เงินค่าป่วยการที่จำเลยที่ 1 ได้รับในตำแหน่งเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น หรือไม่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามมาตรา 286(2) ระบุไว้ชัดเจนว่า สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีในกรณีนี้ได้แก่ "เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาล และเงินสงเคราะห์หรือบำนาญที่รัฐบาลได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น" เจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายที่จะให้ความคุ้มครองข้าราชการแห่งรัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินเดือนอันเป็นรายได้ประจำเพียงอย่างเดียวที่แน่นอนตายตัว แต่เงินที่โจทก์ขออายัดในคดีนี้เป็นเงินค่าป่วยการรายเดือน และเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งที่จำเลยที่ 1ได้รับจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งให้เหมาจ่ายเป็นรายเดือน โดยคำนวณจากรายได้จริงตามงบประมาณทั่วไปที่เทศบาลจัดเก็บเองจากภาษีโรงเรือนและที่ดินภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับและรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาลของปีงบประมาณที่ผ่านมา จึงมีลักษณะไม่คงที่อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามรายได้ของเทศบาลซึ่งต่างจากเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการประจำที่มีลักษณะคงที่แน่นอนไม่ผันแปรโดยง่าย ดังปรากฏตามพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานเทศบาล พ.ศ. 2519 มาตรา 16 แก้ไขโดยพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานเทศบาล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2539 มาตรา 3ประกอบด้วยบัญชีและหมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีกา จึงเห็นได้โดยแจ้งชัดและเป็นที่เข้าใจได้ว่า เงินดังกล่าวมิใช่เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) เหตุนี้แม้ตำแหน่งเทศมนตรีที่จำเลยที่ 1 ดำรงอยู่จะถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง แต่เมื่อเงินค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งมิได้อยู่ในความหมายหรือคำว่า "เงินเดือน" ของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้อายัดเงินค่าป่วยการรายเดือนและค่าป่วยการประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 1 ไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ส่งเงินมายังศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์จนครบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พูลสวัสดิ์ วรวัลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2545
#45671
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 286(2) มุ่งหมายที่จะให้ความคุ้มครองข้าราชการแห่งรัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินเดือนอันเป็นรายได้ประจำเพียงอย่างเดียวที่แน่นอนตายตัว แต่เงินที่โจทก์ขออายัดเป็นเงินค่าป่วยการรายเดือน และเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งซึ่งเหมาจ่ายเป็นรายเดือนโดยคำนวณจากรายได้จริงตามประมาณทั่วไปที่เทศบาลจัดเก็บเองจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับและรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาลของปีงบประมาณที่ผ่านมา จึงมีลักษณะไม่คงที่ อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามรายได้ของเทศบาล ซึ่งต่างจากเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการประจำที่มีลักษณะคงที่แน่นอนไม่ผันแปรโดยง่าย ดังนั้นเงินค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งจึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "เงินเดือน" ของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) โจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน253,045.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าป่วยการ ซึ่งมิใช่เงินเดือนจากเทศบาลนครเชียงใหม่ทุกเดือน และให้ส่งเงินอายัดมายังศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์

เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า เงินค่าป่วยการที่โจทก์ขออายัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่อาจอายัดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2)

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่าเงินค่าป่วยการที่จำเลยที่ 1 ได้รับในตำแหน่งเทศมนตรีนครเชียงใหม่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 286(2) ระบุไว้ชัดเจนว่า สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีในกรณีนี้ได้แก่ "เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จและเบี้ยหวัดของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลและเงินสงเคราะห์หรือบำนาญที่รัฐบาลได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของบุคคลเหล่านั้น" เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งให้ความคุ้มครองข้าราชการแห่งรัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินเดือน อันเป็นรายได้ประจำเพียงอย่างเดียวที่แน่นอนตายตัว แต่เงินที่โจทก์ขออายัดในคดีนี้เป็นเงินค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งให้เหมาจ่ายเป็นรายเดือนโดยคำนวณจากรายได้จริงตามงบประมาณทั่วไปที่เทศบาลจัดเก็บเองจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับและรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาลของปีงบประมาณที่ผ่านมา จึงมีลักษณะไม่คงที่ อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามรายได้ของเทศบาล ซึ่งต่างจากเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการประจำที่มีลักษณะคงที่แน่นอน ไม่ผันแปรโดยง่าย ดังปรากฏตามพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานเทศบาลพ.ศ. 2519 มาตรา 16 แก้ไขโดยพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานเทศบาล (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2537 มาตรา 3 ประกอบด้วยบัญชีและหมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีกา จึงเห็นโดยแจ้งชัดและเข้าใจได้ว่าเงินดังกล่าวมิใช่เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) เหตุนี้แม้ตำแหน่งเทศมนตรีที่จำเลยที่ 1 ดำรงอยู่จะถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง แต่เมื่อเงินค่าป่วยการรายเดือนและค่าป่วยการประจำตำแหน่งมิได้อยู่ในความหมาย ของคำว่า"เงินเดือน" ของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้อายัดเงินค่าป่วยการรายเดือน และค่าป่วยการประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 1 ไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้ส่งเงินมายังศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์จนครบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พูลสวัสดิ์ วรวัลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2545
#99297
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมย์ของบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา 286 (2) มุ่งหมายที่จะให้ความคุ้มครองข้าราชการแห่งรัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินเดือนอันเป็นรายได้ประจำเพียงอย่างเดียวที่แน่นอนตายตัว แต่เงินที่โจทก์ขออายัดเป็นเงินค่าป่วยการรายเดือน และเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งซึ่งเหมาจ่ายเป็นรายเดือนโดยคำนวณจากรายได้จริงตามงบประมาณทั่วไปที่เทศบาลจัดเก็บเองจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับและรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาลของปีงบประมาณที่ผ่านมา จึงมีลักษณะไม่คงที่ อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามรายได้ของเทศบาล ซึ่งต่างจากเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการประจำที่มีลักษณะคงที่แน่นอนไม่ผันแปรโดยง่าย ดังนั้นเงินค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งจึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "เงินเดือน" ของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 286 (2) โจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๕๓,๐๔๕.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าป่วยการ ซึ่งมิใช่เงินเดือนจากเทศบาลนครเชียงใหม่ทุกเดือน และให้ส่งเงินอายัดมายังศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์

เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า เงินค่าป่วยการที่โจทก์ขออายัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่อาจอายัดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ (๒)

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่า เงินค่าป่วยการที่จำเลยที่ ๑ ได้รับในตำแหน่งเทศมนตรีนครเชียงใหม่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ (๒) หรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๒๘๖ (๒) ระบุไว้ชัดเจนว่า สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีในกรณีนี้ได้แก่ "เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จและเบี้ยหวัดของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลและเงินสงเคราะห์หรือบำนาญที่รัฐบาลได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของบุคคลเหล่านั้น" เจตนารมย์ของบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งให้ความคุ้มครองข้าราชการแห่งรัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินเดือน อันเป็นรายได้ประจำเพียงอย่างเดียวที่แน่นอนตายตัว แต่เงินที่โจทก์ขออายัดในคดีนี้เป็นเงินค่าป่วยการรายเดือนและเงินค่าป่วยการประจำตำแหน่งที่จำเลยที่ ๑ ได้รับจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งให้เหมาจ่ายเป็นรายเดือนโดยคำนวณจากรายได้จริงตามงบประมาณทั่วไปที่เทศบาลจัดเก็บเองจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย อากรฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับและรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาลของปีงบประมาณที่ผ่านมา จึงมีลักษณะไม่คงที่ อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามรายได้ของเทศบาล ซึ่งต่างจากเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการประจำที่มีลักษณะคงที่แน่นอน ไม่ผันแปรโดยง่าย ดังปรากฏตามพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานเทศบาล พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๑๖ แก้ไขโดยพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานเทศบาล (ฉบับที่ ๖ ) พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๓ ประกอบด้วยบัญชีและหมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีกา จึงเห็นโดยแจ้งชัดและเข้าใจได้ว่าเงินดังกล่าวมิใช่เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัด ตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ (๒) เหตุนี้แม้ตำแหน่งเทศมนตรีที่จำเลยที่ ๑ ดำรงอยู่จะถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง แต่เมื่อเงินค่าป่วยการรายเดือนและค่าป่วยการประจำตำแหน่งมิได้อยู่ในความหมาย ของคำว่า " เงินเดือน" ของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้อายัดเงินค่าป่วยการรายเดือน และค่าป่วยการประจำตำแหน่งของจำเลยที่ ๑ ไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้ส่งเงินมายังศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์จนครบ

นายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ ผู้ช่วย

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชีพ จุลมนต์ ผู้ช่วย/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 (2)
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — ธนาคารกรุงไทย จำกัด
กับพวก — นายพูลสวัสดิ์ วรวัลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปิยะสันติ์ กาววิไล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2545
#44702
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทที่จำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมมีมูลหนี้ที่มีอยู่จริงเพียง 200,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาท เป็นหนี้ที่โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อเดือน อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วย ทั้งคำฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายว่าจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเท่าใด จำนวนเงินกู้ดังกล่าวจึงไม่อาจแยกเงินต้นและดอกเบี้ยออกจากกันได้ เมื่อจำนวนดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับมิได้ ดังนั้น การที่จำเลยออกเช็คพิพาทระบุจำนวนเงิน 300,000 บาท เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่เพียง 200,000 บาท จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนมนตรี - ภูเก็ต ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดใช้เงินโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น โดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทั้งนี้จำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2) จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์มีอาชีพออกเงินให้กู้ จำเลยกู้เงินโจทก์โดยทำสัญญากู้ลงวันที่ 2 กันยายน 2538 เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุจำนวนเงินที่กู้ 300,000 บาท ทั้งมีการระบุในสัญญากู้อีกว่า จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้วในวันที่ลงในสัญญากู้และจำเลยจะชำระเงินที่กู้คืนให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2538 กับจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว สืบเนื่องจากการกู้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000บาท ให้แก่โจทก์ เช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากบัญชีปิดแล้ว โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ออกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีอยู่จริงแต่เพียงบางส่วน คือจำนวนที่ 200,000 บาท ส่วนจำนวนอีก 100,000 บาท เป็นหนี้ที่เกิดจากการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่จำเลยของโจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงวินิจฉัยว่า การออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ของจำเลยจึงเป็นการออกเพื่อชำระหนี้ ทั้งที่มีอยู่และไม่มีอยู่จริงที่ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 มีอยู่จริงและบังคับได้เต็มจำนวนในปัญหาว่าหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ชำระ เป็นหนี้ที่สมบูรณ์เต็มจำนวนหรือไม่นี้ ฝ่ายโจทก์มีพยานมาเบิกความ 2 ปาก คือตัวโจทก์และนายสิทธิโชติ ลิ่มพาณิชย์ โดยโจทก์เบิกความยืนยันข้อความตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 พร้อมทั้งกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวว่าก่อนครบกำหนดตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้ติดต่อให้โจทก์ไปรับเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 แต่เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 จำเลยกลับโทรศัพท์ขอเลื่อนการนำเช็คไปขึ้นเงินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 และ นายสิทธิโชติเบิกความว่า นายสิทธิโชติเป็นพี่เขยโจทก์และเป็นผู้พิมพ์ รวมทั้งลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 การกู้ยืมเงินของจำเลย จำเลยกู้ยืมจำนวน 300,000 บาท และจำเลยรับเงินสดจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความว่า การกู้เงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ความจริงจำเลยกู้เพียง 200,000 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน ในการรับเงินที่กู้จำเลยรับเพียง 180,000 บาท เนื่องจากโจทก์หักเป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าไว้20,000 บาท การทำสัญญากู้จำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้และนางสาวปาริตา วิจิตรสภาพ ลงชื่อเป็นพยานโดยข้อความอื่นมิได้กรอก ในวันทำสัญญาจำเลยจ่ายเช็คเอกสารหมาย ล.1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ไว้ เมื่อเช็คเอกสารหมาย ล.1 ถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยชำระแต่ดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินกู้จำเลยไม่มีชำระโจทก์จึงขอให้จำเลยเปลี่ยนเช็คให้ใหม่ จำเลยออกเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินคือวันที่ 2 กันยายน 2538 จำเลยก็ยังไม่มีเงินชำระให้แก่โจทก์อีก จำเลยจึงชำระแต่ดอกเบี้ยและออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ แม้เมื่อธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 แล้ว โจทก์ก็ได้ขอให้จำเลยออกเช็คให้แก่โจทก์อีกตามต้นขั้วเช็คพิพาทเอกสารหมาย ล.5 ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของโจทก์และนายสิทธิโชติมีข้อที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายประการ เช่น ในข้อที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์และนายสิทธิโชติยืนยันว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญากู้คืออัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เมื่อคำนึงว่าโจทก์จำเลยไม่รู้จักกันมาก่อน การมาขอกู้เงินโจทก์ของจำเลยมีนายหน้าของจำเลยมาหาโจทก์ อีกทั้งเป็นการกู้ที่ไร้หลักทรัพย์เป็นประกัน ซึ่งมีอัตราเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนสูงไม่น่าเป็นไปได้ที่โจทก์จะยอมให้จำเลยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ประกอบกับคำเบิกความของโจทก์มีข้อพิรุธเกี่ยวกับเช็คเอกสารหมาย ล.1ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นเช็คฉบับแรกที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ โดยจำเลยออกให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 เมื่อเช็คฉบับนี้ถึงกำหนดใช้เงินจำเลยไม่มีเงินจ่ายจึงออกเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4 ส่วนเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นเช็คฉบับที่ 3ซึ่งจำเลยออกให้เพื่อเปลี่ยนเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4 ในการเบิกความซักถามทนายโจทก์ โจทก์เบิกความยืนยันสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่กล่าวถึงเช็คเอกสารหมาย ล.1 และเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4เท่ากับโจทก์ยืนยันว่า การกู้เงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ไม่มีการออกเช็คชำระหนี้ให้ล่วงหน้า ครั้นเมื่อเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านโจทก์ก็ตอบว่า เช็คเอกสารหมาย ล.1 ที่ทนายจำเลยให้ดู จะเป็นเช็คที่โจทก์ได้รับมาก่อนเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2หรือไม่ โจทก์จำไม่ได้ แต่ก็ยอมรับว่าลายมือชื่อหลังเช็คดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของโจทก์เท่ากับยอมรับว่าเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ไม่ใช้เช็คฉบับแรกที่โจทก์รับจากจำเลย ซึ่งไม่ลงรอยกับคำเบิกความตอนแรกของโจทก์เอง คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นเช็คฉบับที่ 3 ที่จำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญายืมเอกสารหมาย จ.1 และหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 มีมูลหนี้ที่มีอยู่จริงเพียง 200,000 บาท ส่วนจำนวนอีก 100,000 บาท เป็นหนี้ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน ซึ่งเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วยโดยตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้แยกบรรยายว่าจำนวนเงินต้นเท่าใด และส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเท่าใด จำนวนเงินกู้ดังกล่าวจึงไม่อาจแยกเงินต้นและดอกเบี้ยออกจากกันได้ เมื่อปรากฏว่าจำนวนดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับมิได้ การที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุจำนวนเงินถึง 300,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งมีอยู่เพียง 200,000 บาทดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 150 ม. 653 ม. 654
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลี ประทีป ณ ถลาง
จำเลย — นาย ต่อวงศ์ วารนิช
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2545
#44701
เปิดฉบับเต็ม

วัดผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2ในฐานะผู้โอนมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่าแก่โจทก์ที่ 1 และสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ 2 กับวัดยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยออกไปแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยได้ การที่โจทก์ที่ 1 ต้องทำสัญญาเช่ากับวัดโดยตรงเป็นเพียงต้องการตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าอันจะเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2531 โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่าตึกแถว3 ชั้นครึ่ง เลขที่ 72 ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร มีกำหนด 20 ปี ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โจทก์ที่ 2โอนสิทธิการเช่าตึกแถวเลขที่ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยและประกอบการค้าในตึกแถวดังกล่าวได้เพราะจำเลยและบริวารยังอาศัยอยู่โดยอ้างสิทธิตามสัญญาเช่ากับโจทก์ที่ 2โจทก์ทั้งสองให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉยทำให้โจทก์ที่ 1 เสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 72 ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 466,662 บาทกับค่าเสียหายอีกเดือนละ 22,222 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 2 โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถว 3 ชั้นครึ่งเลขที่ 72 ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมกับสิ่งมอบตึกแถวเลขที่ดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์ที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท 3 ชั้นครึ่ง เลขที่ 72 ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จากวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร มีกำหนด 20 ปีในระหว่างอายุการเช่าได้ให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด 1 ปี เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์ที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากวันปทุมคงคาราชวรวิหาร มีกำหนดอีก20 ปี ต่อจากนั้นโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าที่เหลืออีก 11 ปี 7 เดือน แก่โจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารเรียบร้อยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 เข้าทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารโดยตรงแล้ว โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องส่งมอบตึกแถวพิพาทให้โจทก์ที่ 1 และไม่มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีกับโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ที่ 1 เพื่อให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1ควรเรียกวัดปทุมคงคาราชวรวิหารเข้าร่วมเป็นโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท และเป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยตรงนั้น เห็นว่า แม้วัดปทุมคงคาราชวรวิหารจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้โอนก็ย่อมต้องมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ 1 เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ 2 กับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารยังมีผลบังคับอยู่เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 เช่นนี้ การที่โจทก์ที่ 2ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยได้การที่โจทก์ที่ 1 ต้องทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารโดยตรงนั้นก็เพียงเพื่อต้องการตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าอันจะพึงมีเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 546
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรินทร์ กิตติกาญจนสกุล กับพวก
จำเลย — นาย ชาญชัย อภิชนสุข
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2545
#45670
เปิดฉบับเต็ม

การที่วัด ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2ในฐานะผู้โอนย่อมมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ 1 เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ 2 กับวัด ป. ยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไปโจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยได้

การที่จำเลยยอมรับว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทจากวัด ป. และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น แม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้นจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 72 ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 466,662 บาทกับค่าเสียหายอีกเดือนละ 22,222 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์ที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 22542/2539หมายเลขแดงที่ 13743/2540 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีนี้และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 2 จนถึงปี 2542 ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวจำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์ที่ 2 ถึงปี 2545 จำเลยจึงมีสิทธิอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาท การที่โจทก์ที่ 2 โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวพิพาท พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์ที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท 3 ชั้นครึ่ง เลขที่ 72 ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารมีกำหนด 20 ปี ในระหว่างอายุการเช่าได้ให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด 1 ปี เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์ที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารมีกำหนดอีก 20 ปี ต่อจากนั้น โจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าที่เหลืออีก 11 ปี 7 เดือน แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารเรียบร้อยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่... เห็นว่า แม้วัดปทุมคงคาราชวรวิหารจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ 2ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้โอนก็ย่อมต้องมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ 1 เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ 2 กับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 เช่นนี้ การที่โจทก์ที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไปโจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยได้ การที่โจทก์ที่ 1 ต้องทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารโดยตรงนั้นก็เพียงเพื่อต้องการตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าอันจะพึงมีเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า สัญญาเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้นั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยยอมรับแล้วว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารและจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ 2 แล้วเช่นนี้โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งอ้างเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐานแม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.พ.พ. ม. 546
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรินทร์ กิตติกาญจนสกุล ที่ 1
โจทก์ — นาย สันต์ เจตน์มงคลรัตน์ ที่ 2
จำเลย — นาย ชาญชัย อภิชนสุข
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2545
#99326
เปิดฉบับเต็ม

การที่วัด ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้โอนย่อมมีหน้าที่ตาม ป.พ.พ.มาตรา 546 ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ 1 เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ 2 กับวัด ป. ยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยได้

การที่จำเลยยอมรับว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทจากวัด ป. และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐาน ดังนั้น แม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ ๗๒ ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๖๖,๖๖๒ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๒๒,๒๒๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์ที่ ๑ เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๕๔๒/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๑๓๗๔๓/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ที่ ๑ ฟ้องคดีนี้และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แกโจทก์ที่ ๒ จนถึงปี ๒๕๔๒ ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวจำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์ที่ ๒ ถึงปี ๒๕๔๕ จำเลยจึงมีสิทธิอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาท การที่โจทก์ที่ ๒ โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ ๑ แล้ว จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวพิพาท พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์ที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท ๓ ชั้นครึ่ง เลขที่ ๗๒ ซอยปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารมีกำหนด ๒๐ ปี ในระหว่างอายุการเช่าได้ให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด ๑ ปี เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์ที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร มีกำหนดอีก ๒๐ ปี ต่อจากนั้น โจทก์ที่ ๒ ได้โอนสิทธิการเช่าที่เหลืออีก ๑๑ ปี ๗ เดือน แก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารเรียบร้อยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่...เห็นว่า แม้วัดปทุมคงคาราชวรวิหารจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาท แต่การครอบครองตึกแถวพิพาทยังเป็นของโจทก์ที่ ๒ ในฐานะผู้เช่า เมื่อโจทก์ที่ ๒ ได้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ในฐานะผู้โอนก็ย่อมต้องมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งปละพาณิชย์ มาตรา ๕๔๖ ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่านั้นในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่โจทก์ที่ ๑ เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารยังมีผลบังคับอยู่ เมื่อจำเลยพักอาศัยอยู่ในตึกแถวพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ที่ ๒ เช่นนี้ การที่โจทก์ที่ ๒ ได้บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ที่ ๒ ย่อมมีอำนาจฟ้องหรือร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ฟ้องขับไล่จำเลยได้ การที่โจทก์ที่ ๑ ต้องทำสัญญาเช่ากับวัดปทุมคงคาราชวรวิหารโดยตรงนั้นก็เพียงเพื่อต้องการตัดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าอันจะพึงมีเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า สัญญาเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับแล้วว่าโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เช่าตึกแถวพิพาทจากวัดปทุมคงคาราชวรวิหารและจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงตึกแถวพิพาทจากโจทก์ที่ ๒ แล้วเช่นนี้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และส่งอ้างเอกสารสัญญาเช่านั้นเป็นพยานหลักฐาน แม้สัญญาเช่าที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๒ บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.

นางสาวนิดา ธนธัญญา ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.พ.พ. ม. 546
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
1 — นายสุรินทร์ กิตติกาญจนสกุล ที่
2 — นายสันต์ เจตน์มงคลรัตน์ ที่
อภิชนสุข — นายชาญชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ศาลอุทธรณ์ — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2076/2545
#45669
เปิดฉบับเต็ม

การเพิ่มโทษอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น จะต้องกำหนดโทษที่จะลงเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ หลังจากนั้นจึงจะลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54

คดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิพากษาเพียงลงโทษปรับสถานเดียว จึงไม่อาจเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ และปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีจึงมีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33,83 และ 92 ริบของกลางทั้งหมดและเพิ่มโทษจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 เดือน และปรับ30,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 15,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง ในส่วนของจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและกระทำความผิดภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ลงโทษจำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายขึ้นเอง สินค้าของกลางก็มีเพียงรองเท้ากีฬาจำนวน64 คู่ สนับแข้งจำนวน 95 คู่ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมมานานแล้ว หรือเป็นผู้จำหน่ายรายใหญ่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยมิได้ตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 เสียก่อน กลับให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ลงโทษจำคุก 4 เดือน จึงไม่ชอบและหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษสำหรับจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 โดยวางโทษก่อนลด ให้ปรับเพียงสถานเดียวจำนวน 20,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์แต่จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องกับจำเลยที่ 2ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213

อนึ่ง เมื่อโทษสำหรับ จำเลยที่ 2 เป็นโทษปรับสถานเดียวดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วแม้จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ก็ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 อีกหนึ่งในสามได้ เพราะศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ถึงจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยปรับแต่เพียงสถานเดียวจำนวน20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ไชยา พงชาติ ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2076/2545
#99433
เปิดฉบับเต็ม

การเพิ่มโทษอีกหนึ่งในสามตาม ป.อ.มาตรา 92 นั้น จะต้องกำหนดโทษที่จะลงเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ หลังจากนั้นจึงจะลดโทษตาม ป.อ.มาตรา 54

คดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิพากษาเพียงลงโทษปรับสถานเดียว จึงไม่อาจเพิ่มโทษตาม ป.อ.มาตรา 92 ได้ และปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีจึงมีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔ , ๑๐๘ , ๑๑๐ และ ๑๑๕ ป.อ.มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ และ ๙๒ ริบของกลางทั้งหมดและเพิ่มโทษจำเลยที่ ๒

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ ๒ รับข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ ๑ กลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ริบของกลาง ในส่วนของจำเลยที่ ๒ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและกระทำความผิดภายใน ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ ลงโทษจำคุก ๔ เดือน จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้มีกำหนด ๒ เดือน

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าหรือปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายขึ้นเอง สินค้าของกลางก็มีเพียงรองเท้ากีฬาจำนวน ๖๔ คู่ สนับแข้งจำนวน ๙๕ คู่ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมมานานแล้ว หรือเป็นผู้จำหน่ายรายใหญ่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยมิได้ตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ ๒ เสียก่อน กลับให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ลงโทษจำคุก ๔ เดือน จึงไม่ชอบและหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษสำหรับจำเลยที่ ๒ เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ โดยวางโทษก่อนลด ให้ปรับเพียงสถานเดียวจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้อุทธรณ์แต่จำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดตามคำฟ้องกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งมิได้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓

อนึ่ง เมื่อโทษสำหรับจำเลยที่ ๒ เป็นโทษปรับสถานเดียวดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว แม้จำเลยที่ ๒ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ก็ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ อีกหนึ่งในสามได้ เพราะศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ถึงจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยปรับแต่เพียงสถานเดียวจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ย่อ/ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ไชยา พงชาติ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074/2545
#44700
เปิดฉบับเต็ม

แม้การสั่งซื้อสินค้าพิพาทและการลงลายมือชื่อรับสินค้าของเจ้าหน้าที่คลังสินค้าของจำเลยจะถูกต้องตามระเบียบที่จำเลยกำหนดหรือไม่ก็ตาม แต่การที่สินค้าพิพาทอยู่ที่จำเลยและพฤติการณ์ที่จำเลยได้ส่งสินค้าพิพาทบางส่วนไปให้โจทก์ซ่อมแซม ถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันในการซื้อสินค้าพิพาทแล้ว จำเลยจึงต้องชำระราคาสินค้าพิพาทแก่โจทก์

ข้อตกลงการชำระราคาสินค้ามีว่าต้องชำระภายใน 45 วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้า จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้ออะไหล่และอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำไปจากโจทก์ ครบกำหนดชำระค่าสินค้าแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 531,602.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 511,460 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ โจทก์คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 และวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ไม่ถูกต้องเพราะวันดังกล่าวจำเลยยังไม่ผิดนัดและโจทก์ไม่ได้ทวงถาม จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 511,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2345,400 บาท (ที่ถูกต้องเป็น 235,400 บาท)นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 13,241.25 บาท และจากต้นเงิน 276,060 บาท นับแต่วันที่ 17สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 6,901.50 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่าก่อนปี 2540 จำเลยเคยซื้อสินค้าประเภทอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำไปจากโจทก์มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งหรือมอบหมายให้พนักงานของจำเลยคนใดเป็นผู้มีอำนาจสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามของจำเลย ทั้งการนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานของจำเลยคนใดเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าพิพาททั้ง 2 ครั้ง รวมทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้แสดงออกเป็นที่ชัดเจนถึงการยอมรับเอาสินค้าจากโจทก์ไว้อันจะถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันต่อการสั่งซื้อสินค้า 2 รายการพิพาทตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระราคาสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายอาทร สุริยานำพาพงศ์ ผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์กับนางสาวสมพร ศรีประชัย หัวหน้าแผนกการเงินและเร่งรัดหนี้สินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 จำเลยสั่งซื้อสินค้าอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำจากโจทก์ 2 รายการ เป็นเงิน 200,000 บาทเศษ และวันที่ 30 มิถุนายน 2540จำเลยสั่งซื้ออะไหล่และอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำจากโจทก์ 3 รายการ เป็นเงิน 200,000บาทเศษ มีข้อตกลงในการชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าแก่จำเลย นายอาทรเป็นผู้ส่งสินค้าตามที่จำเลยสั่งซื้อแก่จำเลยครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งหลังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 สินค้าครั้งแรกผู้รับสินค้าคือเจ้าหน้าที่คลังสินค้าของจำเลย และเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ประทับตราของจำเลยไว้ ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 ส่วนสินค้าครั้งหลังเจ้าหน้าที่ของจำเลยลงลายมือชื่อรับสินค้าไว้ ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.5 และจำเลยได้แถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2542 ว่าเกี่ยวกับสินค้าพิพาทจำเลยได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่ามีสินค้า 10 ชุด จำเลยส่งไปซ่อมที่โจทก์ และพบสินค้าอีก 11 ชุด อยู่ที่จำเลย แต่สินค้า 11 ชุดที่พบนี้จำเลยไม่ได้สั่งซื้อ ซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ว่าโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าพิพาทแก่จำเลย 2 ครั้ง ตามใบส่งเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 โดยสินค้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 มีใบสั่งซื้อ ส่วนสินค้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.5 นายวิเชียร สุทธิเลิศวรกุล กรรมการของจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อทางโทรศัพท์กับนายอาทร ซึ่งตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุใบสั่งซื้อเลขที่ 048/2384 ตรงกับเลขที่ใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.8 แม้การสั่งซื้อสินค้าพิพาทและการลงลายมือชื่อรับสินค้าจะถูกต้องตามระเบียบที่จำเลยกำหนดหรือไม่ก็ตาม แต่การที่สินค้าพิพาทอยู่ที่จำเลยและพฤติการณ์ที่จำเลยได้ส่งสินค้าพิพาทบางส่วนไปให้โจทก์ซ่อมแซมนั้น ถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันในการซื้อสินค้าพิพาทแล้วจำเลยจึงต้องชำระราคาสินค้าพิพาทแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยฐานผิดนัดนั้น เห็นว่า มีข้อตกลงการชำระราคาสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามที่ระบุไว้ในใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ว่าการชำระเงินต้องชำระภายใน 45 วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้า เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งแรกตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งหลังตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.5 วันที่ 3 กรกฎาคม2540 จำเลยจึงต้องชำระราคาครั้งแรกในวันที่ 20 มีนาคม 2540 และครั้งหลังในวันที่17 สิงหาคม 2540 จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 453 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซีลเทค อินดัสตรีส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เค ที เอ็มเอสจี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา