คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1982/2545
#44695
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ซึ่งรวมถึงค่าทนายความที่ศาลสั่งด้วย เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบศาลชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ได้ทันที กรณีไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนจึงจะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้นอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งในกรณีนี้ต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยเริ่มประพฤตินอกใจโจทก์และถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานที่บริษัทของจำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2539 หลังจากได้รับการประกันตัวจำเลยขนย้ายทรัพย์สินหนี้ออกจากบ้านไป การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความอับอายและทรมานจิตใจ นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 18 เดือนเศษ ถือว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไป ขอให้บังคับจำเลยหย่าขาดกับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยประพฤติชั่วนอกใจโจทก์ ไม่เคยประพฤติตนให้เป็นที่เสื่อมเสีย ช่วยหารายได้จุนเจือครอบครัวมาโดยตลอด แต่โจทก์กลับเที่ยวเตร่และเล่นการพนัน เมื่อจำเลยว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ก็หาเรื่องทะเลาะและขับไล่จำเลยหลายครั้งต่อมาประมาณปลายปี 2539 จำเลยถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานและขอร้องให้โจทก์ช่วยประกันตัว แต่โจทก์ไม่ช่วยเหลือและยังขับไล่ให้จำเลยออกจากบ้าน โดยขนของใช้และทรัพย์สินของจำเลยออกมานอกบ้านแล้วบอกให้นำทรัพย์สินไปมิฉะนั้นจะนำไปทิ้ง จำเลยพยายามพูดขอคืนดีกับโจทก์ แต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงต้องกลับมาพักอาศัยอยู่กับบิดามารดาของจำเลย ซึ่งภายหลังออกจากบ้านโจทก์แล้วโจทก์ก็ไม่เคยช่วยเหลือส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลย จนจำเลยต้องยื่นฟ้องโจทก์เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นคดีหมายเลขดำที่ 167/2540 ของศาลชั้นต้นการที่จำเลยออกจากบ้านของโจทก์ไม่ได้มีเจตนาทิ้งร้างหรือสมัครใจแยกกันจากโจทก์ จำเลยไม่ประสงค์จะหย่าขาดจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2543 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติบังคับไว้ว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ซึ่งค่าธรรมเนียมดังกล่าวหมายความรวมถึงค่าทนายความที่ศาลสั่งด้วย ปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ได้ทันทีเพราะกรณีที่ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน จึงจะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการอื่นอีกต่อไป อนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ส่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 151 ม. 229
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กฤษฎา มาลีบำรุง
จำเลย — นาง สุภัค มาลีบำรุง
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
อำนวย เต้พันธ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976/2545
#45663
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันชีวิตทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย โดยทราบอยู่แล้วว่าตนเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง แต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงดังกล่าวเพราะอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่ตน สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่งและเมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ในฐานะผู้รับผลประโยชน์แล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันชีวิตจำนวน 310,928บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ผู้เอาประกันชีวิตปกปิดข้อความจริงเกี่ยวกับอาการป่วยของผู้เอาประกันชีวิต หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวก็จะบอกปัดไม่ทำสัญญาประกันชีวิตหรือเรียกเบี้ยประกันภัยเพิ่ม สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะ จำเลยบอกล้างไปยังโจทก์แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 กรกฎาคม 2539) ไม่เกินจำนวน 10,928 บาทให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 นางอนงค์ ปาทาน ได้ทำสัญญาประกันชีวิตเป็นเงินจำนวน300,000 บาท กับจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ ที-073877370 เอกสารหมาย ล.3ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2538 นางอนงค์ถึงแก่กรรมด้วยโรคการหายใจและการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลวตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมายเลข จ.1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า กรมธรรม์ประกันภัยมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามใบคำขอประกันชีวิตเอกสารหมายเลข ล.2 ข้อ 5 ง. และ ข้อ 7 นางอนงค์ให้ข้อเท็จจริงต่อนายแพทย์ธวัชชัย ลิ้มพฤติกรรม ผู้ตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2538 ว่า นางอนงค์ไม่เคยเป็นหรือทราบว่าเป็นหรือเคยได้รับคำแนะนำและ/หรือการรักษาโรคอาการเจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง พรายย้ำ โรคเลือด เส้นเลือด หรือโรคหัวใจ และนางอนงค์ไม่เคยตรวจสุขภาพในช่วงเวลา 5 ปีก่อนนั้น แต่พยานจำเลย 2 ปาก คือนายวิษุวัต อุมาภิรมย์ผู้จัดการฝ่ายสินไหมประกันชีวิต และนายทวีศักดิ์ อุตตมะธนาการ ผู้จัดการฝ่ายพิจารณารับประกัน เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อนางอนงค์ถึงแก่กรรมและโจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ดังกล่าวจากจำเลย จำเลยก็ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้ความว่า นางอนงค์เคยมีประวัติรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลเอกชนตามสำเนาบัตรตรวจโรคเอกสารหมาย ล.4 พยานจำเลยอีกปากหนึ่งคือ นายแพทย์สมศักดิ์พรเทพเกษมสันต์ เบิกความตอบคำซักถามและคำถามติงว่า นางอนงค์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน 3 ครั้ง คือวันที่ 17 เมษายน 2534 วัดความดันโลหิตได้ 190/110วันที่ 11 กรกฎาคม 2535 วัดความดันโลหิตได้ 170/100 และวันที่ 7 มีนาคม 2538 วัดความดันโลหิตได้ 170/120 โดยนายแพทย์สมศักดิ์เบิกความตอบคำถามค้านทนายความโจทก์ว่า ในการไปรักษาตัวครั้งสุดท้าย นางอนงค์มีอาการแน่นหน้าอก 3 ชั่วโมง ก่อนไปโรงพยาบาล กินไม่ได้ นอนราบไม่ได้ เป็นอาการของโรคหัวใจ และนางอนงค์ถึงแก่กรรมจากเหตุการหายใจและการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ศาลฎีกาพิเคราะห์คำเบิกความของนายแพทย์สมศักดิ์แล้วเห็นว่า นายแพทย์สมศักดิ์เบิกความตามข้อความที่ปรากฏในบัตรตรวจโรคเอกสารหมาย ล.4 และให้ความเห็นตามหลักวิชาการแพทย์ อีกทั้งอยู่ในประเด็นแห่งคดีและไม่มีเหตุใดที่ชวนให้ระแวงสงสัยว่านายแพทย์สมศักดิ์เบิกความคลาดเคลื่อนต่อความจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย นอกจากนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะบุคคลของผู้ป่วยตามที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าวเปรียบเทียบกับที่ปรากฏในสำเนามรณบัตรของนางอนงค์ตามเอกสารหมาย จ.1 ก็ปรากฏว่า ชื่อ อายุและภูมิลำเนาตรงกันจึงรับฟังได้ว่านางอนงค์ ปาทาน ตามบัตรตรวจโรคเอกสารหมาย ล.4 คือบุคคลเดียวกันกับนางอนงค์ ปาทาน ผู้ทำประกันชีวิตไว้กับจำเลยและถึงแก่กรรมในคดีนี้ และน่าเชื่อว่าขณะนางอนงค์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย นางอนงค์ต้องทราบอยู่แล้วว่าตนเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง แต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงดังกล่าวเพราะอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่ตน สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.3 จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์บรรยายมาในฎีกาอ้างว่า ตามใบคำขอประกันชีวิตเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 14 ได้ผลการตรวจวัดความดันโลหิตของนางอนงค์รวม 3 ครั้ง คือ 160/100, 160/100 และ 160/105 ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติ จำเลยก็มิได้ปฏิเสธไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต เพียงแต่เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นเท่านั้น สัญญาประกันชีวิตจึงสมบูรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิบอกล้างนั้น ก็เห็นว่า ขณะนั้นจำเลยยังไม่ทราบอาการป่วยที่แท้จริงของนางอนงค์เพราะนางอนงค์ไม่เปิดเผยให้ทราบ โจทก์จึงจะนำมาอ้างเป็นเหตุว่าสัญญาประกันชีวิตสมบูรณ์แล้วในภายหลังหาได้ไม่ ฉะนั้น เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 13ตุลาคม 2538 เอกสารหมาย ล.5 สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 ม. 865 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณรงค์ชัย เนาวรัตน์ตระกูล
จำเลย — บริษัท อเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976/2545
#99328
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันชีวิตทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย โดยทราบอยู่แล้วว่าตนเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง แต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงดังกล่าว เพราะอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่ตน สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่งและเมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ในฐานะผู้รับผลประโยชน์แล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะตามป.พ.พ. มาตรา 176

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันชีวิตจำนวน ๓๑๐,๙๒๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ผู้เอาประกันชีวิตปกปิดข้อความจริงเกี่ยวกับอาการป่วยของผู้เอาประกันชีวิต หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวก็จะบอกปัดไม่ทำสัญญาประกันชีวิตหรือเรียกเบี้ยประกันภัยเพิ่ม สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆียะ จำเลยบอกล้างไปยังโจทก์แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙) ไม่เกินจำนวน ๑๐,๙๒๘ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๘ นางอนงค์ ปาทาน ได้ทำสัญญาประกันชีวิตเป็นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ กับจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ ที-๐๗๓๘๗๗๓๗๐ เอกสารหมายเลย ล.๓ ต่อมาวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๘ นางอนงค์ถึงแก่กรรมด้วยโรคการหายใจและการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลวตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมายเลข จ.๑ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า กรมธรรม์ประกันภัยมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามใบคำขอประกันชีวิตเอกสารหมายเลข ล.๒ ข้อ ๕ ง. และ ข้อ ๗ นางอนงค์ให้ข้อเท็จจริงต่อนายแพทย์ธวัชชัย ลิ้มพฤติกรรม ผู้ตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๘ ว่า นางอนงค์ไม่เคยเป็นหรือทราบว่าเป็นหรือเคยได้รับคำแนะนำและ/หรือการรักษาโรคอาการเจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง พรายย้ำ โรคเลือด เส้นเลือด หรือโรคหัวใจ และนางอนงค์ไม่เคยตรวจสุขภาพในช่วงเวลา ๕ ปีก่อนนั้น แต่พยานจำเลย ๒ ปาก คือ นายวิษุวัต อุมาภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายสินไหมประกันชีวิต และนายทวีศักดิ์ อุตตมะธนาการ ผู้จัดการฝ่ายพิจารณารับประกัน เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อนางอนงค์ถึงแก่กรรมและโจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ดังกล่าวจากจำเลย จำเลยก็ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้ความว่า นางอนงค์เคยมีประวัติรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลเอกชนตามสำเนาบัตรตรวจโรคเอกสารหมาย ล.๔ พยานจำเลยอีกปากหนึ่งคือ นายแพทย์สมศักดิ์ พรเทพเกษมสันต์ เบิกความตอบคำซักถามและคำถามมติว่า นางอนงค์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ๓ ครั้ง คือวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๔ วัดความดันโลหิตได้ ๑๙๐/๑๑๐ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๕ วัดความดันโลหิตได้ ๑๗๐/๑๐๐ และวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๓๘ วัดความดันโลหิตได้ ๑๗๐/๑๒๐ โดยนายแพทย์สมศักดิ์เบิกความตอบคำถามค้านทนายความโจทก์ว่า ในการไปรักษาตัวครั้งสุดท้าย นางอนงค์มีอากรแน่นหน้าอก ๓ ชั่วโมง ก่อนไปโรงพยาบาล กินไม่ได้ นอนราบไม่ได้ เป็นอาการของโรคหัวใจ และนางอนงค์ถึงแก่กรรมจากเหตุการหายใจและการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ศาลฎีกาพิเคราะห์คำเบิกความของนายแพทย์สมศักดิ์แล้วเห็นว่า นายแพทย์สมศักดิ์เบิกความตามข้อความที่ปรากฏในบัตรตรวจโรคเอกสารหมาย ล.๔ และให้ความเห็นตามหลักวิชาการแพทย์ อีกทั้งอยู่ในประเด็นแห่งคดีและไม่มีเหตุใดที่ชวนให้ระแวงสงสัยว่านายแพทย์สมศักดิ์เบิกความคลาดเคลื่อนต่อความจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย นอกจากนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะบุคคลของผู้ป่วยตามที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าวเปรียบเทียบกับที่ปรากฏในสำเนามรณบัตรของนางอนงค์ตามเอกสารหมาย จ.๑ ก็ปรากฏว่า ชื่อ อายุและภูมิลำเนาตรงกันจึงรับฟังได้ว่านางอนงค์ ปาทาน ตามบัตรตรวจโรคเอกสารหมาย ล.๔ คือบุคคลเดียวกันกับนางอนง์ ปาทาน ผู้ทำประกันชีวิตไว้กับจำเลยและถึงแก่กรรมในคดีนี้ และน่าเชื่อว่าขณะนางอนงค์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย นางอนงค์ต้องทราบอยู่แล้วว่าตนเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง แต่ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงดังกล่าวเพราะอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่ตน สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.๓ จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์บรรยายมาในฎีกาอ้างว่า ตามใบคำขอประกันชีวิตเอกสารหมาย ล.๒ ข้อ ๑๔ ได้ผลการตรวจวัดความดันโลหิตของนางอนงค์รวม ๓ ครั้ง คือ ๑๖๐/๑๐๐, ๑๖๐/๑๐๐, และ ๑๖๐/๑๐๕ ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติ จำเลยก็มิได้ปฏิเสธไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต เพียวแต่เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นเท่านั้น สัญญาประกันชีวิตจึงสมบูรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิบอกล้างนั้น ก็เห็นว่า ขณะนั้นจำเลยยังไม่ทราบอาการป่วยที่แท้จริงของนางอนงค์เพราะนางอนงค์ไม่เปิดเผยให้ทราบ โจทก์จึงจะนำมาอ้างเป็นเหตุว่าสัญญาประกันชีวิตสมบูรณ์แล้วในภายหลังหาได้ไม่ ฉะนั้น เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๘ เอกสารหมาย ล.๕ สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๖ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 ม. 865 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
เนาวรัตน์ตระกูล — นายณรงค์ชัย
จำกัด — บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2545
#43452
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์มีคำขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าใช้ทรัพย์ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์อ้างว่าหลังจากศาลพิพากษาแล้วโจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์คืนมาได้ต้องรถยนต์มีสภาพทรุดโทรม ขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการยึดรถและค่าเสื่อมราคารวมเป็นเงิน54,363 บาท ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องคดีนี้จึงต่างจากคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง จึงไม่อาจนำมูลหนี้ตามฟ้องในคดีนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปบังคับคดีเอากับจำเลยในคดีก่อนได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 115,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 1,356 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2538 จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17716/2539 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าใช้ทรัพย์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 แต่ไม่เกิน 2 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 748/2540 คดีถึงที่สุด หลังจากนั้นโจทก์สามารถติดตามยึดรถยนต์ที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนมาได้ ต้องเสียค่าใช้จ่าย 3,000 บาท และรถยนต์อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เมื่อนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคา 63,636.36 บาท ราคารถยนต์ยังขาดไปจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ใช้ราคาแทนอยู่อีก 51,363.64 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 51,363 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 54,363 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 54,363 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฟ้องซ้ำกับคดีเดิม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17716/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่างวดเช่าซื้อตามสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 130,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้สอยรถยนต์ของโจทก์นับแต่วันผิดนัดจนกว่าส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนครบถ้วน พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและไม่สืบพยานส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 115,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,356 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2538 จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 2 ปี 4 เดือน นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์นับแต่วันผิดชำระค่าเช่าซื้อ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์จากจำเลยทั้งสองคืนมาได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนไป 3,000 บาท และรถยนต์ที่ยึดกลับคืนมามีสภาพชำรุดทรุดโทรม โจทก์ขายทอดตลาดไปได้เงินมาจำนวน 63,636.36 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการยึดรถและค่าเสื่อมราคารวมเป็นเงิน 54,363 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องคดีนี้จึงต่างจากคำขอของโจทก์ให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง จึงไม่อาจนำมูลหนี้ตามฟ้องในคดีนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสองในคดีก่อนได้ ฉะนั้นฟ้องโจทก์คดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนแต่คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้มีการวินิจฉัยคดีตามลำดับชั้นศาลคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ตรงกับความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย สาคร พรหมคุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2545
#45662
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคากับค่าใช้ทรัพย์ และศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคากับค่าใช้ทรัพย์ ส่วนคดีนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้ไปติดตามรถยนต์คืนมาได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนและรถที่ยึดกลับคืนมาได้มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เสื่อมราคา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าใช้จ่ายในการยึดรถและค่าเสื่อมราคาพร้อมดอกเบี้ย ความเสียหายของโจทก์คดีนี้จึงเกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนคำขอบังคับก็แตกต่างกันและมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับในคดีก่อนได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 54,363 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17716/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ตามคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระค่างวดเช่าซื้อตามสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้สอยรถยนต์ของโจทก์นับแต่วันผิดนัดจนกว่าส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนครบถ้วน พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 115,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,356 บาท นับแต่วันที่15 มกราคม 2538 จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 2,000 บาทแต่ไม่เกิน 2 ปี 4 เดือน นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์นับแต่วันผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วโจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์จากจำเลยทั้งสองคืนมาได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนไป 3,000 บาท และรถยนต์ที่ยึดกลับคืนมามีสภาพชำรุดทรุดโทรม โจทก์ขายทอดตลาดไปได้เงินมาจำนวน 63,636.36 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการยึดรถและค่าเสื่อมราคา รวมเป็นเงิน 54,363 บาท พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องคดีนี้จึงต่างจากคำขอของโจทก์ให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง จึงไม่อาจนำมูลหนี้ตามฟ้องในคดีนี้ที่เกิดเกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปบังคับคดีเอากับกับจำเลยทั้งสองในคดีก่อนได้ ฉะนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน แต่คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้มีการวินิจฉัยคดีตามลำดับชั้นศาล คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ตรงกับความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย สาคร พรหมคุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2545
#99302
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17716/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นได้ว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องคดีนี้ จึงต่างจากคำขอของโจทก์ให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนไว้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ฉะนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน แต่เนื่องจากคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้มีการวินิจฉัยคดีตามลำดับชั้นศาล จึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕๔,๓๖๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๗๗๑๖/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ๑ คัน โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่างวดเช่าซื้อตามสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ให้ใช้ราคาเป็นเงิน ๑๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้สอยรถยนต์ของโจทก์นับแต่วันผิดนัดจนกว่าส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนครบถ้วน พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน ส่วนจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๑๑๕,๐๐๐ บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๓๕๖ บาท นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒ ปี ๔ เดือน นับแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์นับแต่วันผิดชำระค่าเช่าซื้อ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์จากจำเลยทั้งสองคืนมาได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนไป ๓,๐๐๐ บาท และรถยนต์ที่ยึดกลับคืนมามีสภาพชำรุดทรุดโทรม โจทก์ขายทอดตลาดไปได้เงินมาจำนวน ๖๓,๖๓๖.๓๖ บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการยึดรถและค่าเสื่อมราคา รวมเป็นเงิน ๕๔,๓๖๓ บาท พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องคดีนี้จึงต่างจากคำขอของโจทก์ให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง จึงไม่อาจนำมูลหนี้ตามฟ้องในคดีนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสองในคดีก่อนได้ ฉะนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน แต่คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้มีการวินิจฉัยคดีตามลำดับชั้นศาล คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ตรงกับความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

นายประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง
1 — นายสาคร พรหมคุณ ที่
2 — นายเฉลิมเกียรติ สมหวัง ที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2545
#44133
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สิน การที่โจทก์ให้จำเลยเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ จึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจดังกล่าวของโจทก์มิใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแยกประเภทไว้ ดังบทนิยาม "ธุรกิจเงินทุน" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 อนุญาตให้บริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพก็หมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามมาตรา 184 แต่มาตรา 185 ยังคงรับรองถึงความเกี่ยวพันระหว่างบริษัทจำกัดที่หมดสภาพด้วยการแปรสภาพใหม่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สินหนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทจำกัด การที่บริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ส. ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินแทนได้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสิทธิหรือความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ช. จึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

โจทก์ฟ้องอ้างมูลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยที่ 1ทำกับโจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน มิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน เมื่อสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับจากวันผิดนัด และโจทก์เรียกดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โดยแปรสภาพมาจากบริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2538จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 2 ฬ - 5060กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 648,635.77 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา46,728.97 บาท ส่วนที่เหลือตกลงแบ่งชำระเป็น 60 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ติดต่อกันมาซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันที แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพเสื่อมโทรมและนำออกขายได้ราคาเพียง256,000 บาท ยังขาดอยู่อีก 215,493.66 บาท ขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าเดือนละ 7,500 บาท เป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงิน45,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายติดตามรถยนต์ 1,500 บาท กับชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,915.54 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 266,909.20บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 266,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มอบอำนาจให้นายสณชัย ชุติภิญโญ เป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อ แต่ขณะที่นายสณชัยลงนามทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 บริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่งจำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด จึงไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย นายสณชัยไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาแทนโจทก์จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนด แต่โจทก์ยอมรับถือว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งข้อสัญญาเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ผิดนัดโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับเงินหรือคิดคำนวณราคาเป็นเงินคุ้มประโยชน์แล้ว ทั้งโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการขัดต่อกฎหมายรวมในราคาค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฬ - 5060 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา648,635.77 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2540 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สินตามวัตถุประสงค์ข้อ (1) ถึง (4) ในหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์เอกสารหมาย จ.1 ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจดังกล่าวของโจทก์หาใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้... ดังบทนิยาม"ธุรกิจเงินทุน" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ไม่ การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการที่สองมีว่า นายสณชัยชุติภิญโญ ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 อนุญาตให้บริษัทเอกชนคือบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพเป็นบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้บริษัทเอกชนเดินก็หมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามบทบัญญัติมาตรา 184แต่อย่างไรก็ดี บทบัญญัติมาตรา 185 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดยังคงรับรองถึงความเกี่ยวพันระหว่างบริษัทเอกชนเดิมที่หมดสภาพด้วยการแปรสภาพใหม่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมดเมื่อปรากฏว่าบริษัทสยามพาณิย์ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเดิมก่อนแปรสภาพได้ทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.4 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม2536 ระบุว่า มอบอำนาจให้นายสณชัยลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทฯ แทนบริษัทฯ ได้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสิทธิหรือความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดเวลา นายสณชัยจึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ทั้งเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างเหตุมูลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันมิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 เอกสารหมาย จ.5 ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา จึงหาใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 655
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 8
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 184 ม. 185
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว วรัญญา บุญชู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2545
#99329
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สิน ตามวัตถุประสงค์ข้อ (1) ถึง (4) ในหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจของโจทก์หาใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังบทนิยาม "ธุรกิจเงินทุน" ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ไม่ การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พ.ร.บ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 อนุญาตให้บริษัทเอกชนคือบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ และบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด เมื่อโจทก์ ซึ่งเดิมเป็นบริษัทเอกชนทำหนังสือมอบอำนาจให้นายส. ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทแทนบริษัทได้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิด สิทธิและความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาเป็นบริษัทมหาชน และเมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดเวลา ส.จึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

โจทก์ฟ้องอ้างเหตุมูลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ มิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา หาใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มอบอำนาจให้นายสณชัย ชุติภิญโญ เป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อ แต่ขณะที่นายสณชัยลงนามทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ ๑ บริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด จึงไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย นายสณชัยไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาแทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนด แต่โจทก์ยอมรับ ถือว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งข้อสัญญาเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้ผิดนัด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้รับเงินหรือคิดคำนวณราคาเป็นเงินคุ้มประโยชน์แล้ว ทั้งโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นการขัดต่อกฎหมายรวมในราคาค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์สินตามวัตถุประสงค์ข้อ (๑) ถึง (๔) ในหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จึงอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ และธุรกิจดังกล่าวของโจทก์หาใช่ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้..... ดังบทนิยาม "ธุรกิจเงินทุน" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ไม่ การดำเนินธุรกิจของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะการประกอบธุรกิจเงินทุนอันจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ประการที่สองมีว่า นายสณชัย ชุติภิญโญ ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัดมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด(มหาชน) โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ อนุญาตให้บริษัทเอกชนคือบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพเป็นบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้ บริษัทเอกชนเดิมก็หมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามบทบัญญัติมาตรา ๑๘๔ แต่อย่างไรก็ดี บทบัญญัติมาตรา ๑๘๕ แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดยังคงรับรองถึงความเกี่ยวพันระหว่างบริษัทเอกชนเดิมที่หมดสภาพด้วยการแปรสภาพใหม่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่แปรสภาพมานั้นย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าบริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเดิมก่อนแปรสภาพได้ทำหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ระบุว่า มอบอำนาจให้นายสณชัยลงนามในสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินของบริษัทฯ แทนบริษัทฯ ได้จนถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสิทธิหรือความรับผิดอันโอนไปยังโจทก์ซึ่งแปรสภาพมาได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังอยู่ในกำหนดเวลานายสณชัยจึงยังคงมีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

ปัญหาที่ตัองวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ทั้งเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างเหตุมูลหนี้อันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ทำกับโจทก์โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน มิใช่เรียกร้องมูลหนี้อันเกิดจากการกู้ยืมเงิน ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๙ ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อย่อมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับจากวันผิดนัด เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา จึงหาใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายมนตรี จิตต์วิวัฒน์ ผู้ช่วย

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 67 ม. 655
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 184 ม. 185
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
จำกัด(มหาชน) — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง
กับพวก — นางสาววรัญญา บุญชู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2545
#43451
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ย่อมทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โดยมาตรา 392 ให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งคืน ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์มาตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ได้ ตามมาตรา 391 วรรคสาม

ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน เมื่อปรากฏว่า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้โจทก์อีก 80,000 บาท ซึ่งต้องนำไปหักออกจากจำนวนเงินดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ราคา 3,600,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถของโจทก์ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,541,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์จริง แต่ไม่เคยผิดสัญญาเพราะจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยึดถือวันเวลาตามที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อเพราะบางครั้งจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าหลายงวด และบางครั้งโจทก์ก็ยอมให้จำเลยที่ 1 ค้างชำระหลายงวดแล้วรวมชำระครั้งเดียว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน371,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 12,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบคืนแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อซูมิโตโม่หมายเลขเครื่องยนต์ 6 บีดี1 - 741346 ไปจากโจทก์ราคา 3,600,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินในวันทำสัญญา 400,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม 24 งวดงวดละเดือนเดือนละ 134,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 เป็นต้นมา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งให้เป็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ 22เป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ 23 กันยายน 2540 โจทก์จึงมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยภายใน15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับหนังสือดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยมีผลเลิกสัญญา ณ วันที่ครบกำหนด 15 วันดังกล่าว ซึ่งตามหลักฐานใบตอบรับเอกสารหมาย จ.8จำเลยที่ 1 รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 และมาตรา 392 บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 กล่าวคือให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 19 และหนังสือเอกสารหมาย จ.7 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวตลอดมาตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ประจำงวดที่ 21 ตรงกับวันที่ 5 ตุลาคม 2538 ตามการ์ดบัญชีรายการชำระเงินเอกสารหมาย จ.6 ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์มาตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ คือตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม2538 เป็นต้นมา เพื่อชดเชยเป็นค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม สำหรับค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 รวมเป็นเงิน 371,200 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์แต่ไม่เกิน 6 เดือนนั้น นับว่าเป็นค่าเสียหายจำนวนที่เหมาะสมตามสมควรแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามความปรากฏดังที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาซึ่งศาลรับไว้เป็นคำแถลงการณ์โดยโจทก์รับว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีก ซึ่งตามหลักฐานเอกสารหมาย 2 ท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 80,000 บาทดังนั้นจึงต้องนำเงินจำนวน 80,000 บาท ที่โจทก์รับเป็นค่าเช่าซื้อมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วยและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 371,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ แต่ไม่เกิน 6 เดือน โดยให้หักเงินจำนวน 80,000 บาท ซึ่งโจทก์รับชำระจากจำเลยที่ 1 ไปแล้วออกเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจริญศรีมอเตอร์ จำกัด
จำเลย — นาย ประกอบ พุ่มศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2545
#45661
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อน สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่มิได้ให้การต่อสู้ไว้ดังกล่าวจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่จะรับวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน มีผลให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391,392 และ 369 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโดยยังครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตามโจทก์รับมาในคำแก้อุทธรณ์ ซึ่งศาลชั้นต้นรับไว้เป็นคำแถลงการณ์ว่า จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีกบางส่วน ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วย และค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษามีผลไปถึงจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกัน ซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา3,600,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถของโจทก์ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,541,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 50,000 บาทนับแต่ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์จริง แต่ไม่เคยผิดสัญญาเพราะจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยึดถือวันเวลาตามที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อ เพราะบางครั้งจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าหลายงวด และบางครั้งโจทก์ก็ยอมให้จำเลยที่ 1 ค้างชำระหลายงวดแล้วรวมชำระครั้งเดียวโจทก์ไม่เคยประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์มาก่อน แต่มาเรียกค่าเช่าจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้องความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 อีกทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นเกินความเสียหายอันแท้จริงที่โจทก์ได้รับ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน371,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อซูมิโตโม่หมายเลขเครื่องยนต์ 6 บีดี 1 - 741346 ไปจากโจทก์ ราคา 3,600,000 บาท จำเลยที่ 1ชำระเงินในวันทำสัญญา 400,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม 24 งวดงวดละเดือน เดือนละ 134,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 เป็นต้นมา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า...เห็นว่า โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็นำพยานหลักฐานเข้าสืบโดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวโดยชอบแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด ไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อโดยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อนสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนี้จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่จะรับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ 20 เป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ 23 กันยายน 2540โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับหนังสือดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีผลเลิกสัญญา ณ วันที่ครบกำหนด 15 วันดังกล่าว ซึ่งตามหลักฐานใบตอบรับจำเลยที่ 1 รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 และมาตรา 392 บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 กล่าวคือ ให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวตลอดมา ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ประจำงวดที่ 21 ตรงกับวันที่ 5 ตุลาคม2538 ตามการ์ดบัญชีรายการชำระเงิน ย่อมทำให้โจทก์เสียหายจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์มาตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1ครอบครองทรัพย์ คือตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2538 เป็นต้นมา เพื่อชดเชยเป็นค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม สำหรับค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ12,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 รวมเป็นเงิน 371,200 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์แต่ไม่เกิน 6 เดือนนั้น นับว่าเป็นค่าเสียหายจำนวนที่เหมาะสมตามสมควรแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามความปรากฏดังที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาซึ่งศาลรับไว้เป็นคำแถลงการณ์โดยโจทก์รับว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม2540 จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีก ซึ่งตามหลักฐานเอกสารหมาย 2ท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 80,000 บาท ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวน 80,000บาท ที่โจทก์รับเป็นค่าเช่าซื้อมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วย และค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 371,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ12,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ แต่ไม่เกิน6 เดือน โดยให้หักเงินจำนวน 80,000 บาท ซึ่งโจทก์รับชำระจากจำเลยที่ 1 ไปแล้วออกเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 391 ม. 392
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสอง ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจริญศรีมอเตอร์ จำกัด
จำเลย — นาย ประกอบ พุ่มศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2545
#99788
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อน สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่มิได้ให้การต่อสู้ไว้ดังกล่าวจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่จะรับวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน มีผลให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตาม ป.พ.พ.มาตรา 391 , 392 และ 369 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์รับมาในคำแก้อุทธรณ์ ซึ่งศาลชั้นต้นรับไว้เป็นคำแถลงการณ์ว่า จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีกบางส่วน ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วย และค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ ๑ ยังครอบครองใช้รถของโจทก์ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๑,๕๔๑,๖๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์จริง แต่ไม่เคยผิดสัญญาเพราะจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ยึดถือวันเวลาตามที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อ เพราะบางครั้งจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าหลายงวด และบางครั้งโจทก์ก็ยอมให้จำเลยที่ ๑ ค้างชำระหลายงวดแล้วรวมชำระครั้งเดียว โจทก์ไม่เคยประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์มาก่อน แต่มาเรียกค่าเช่าจากจำเลยที่ ๑ จึงไม่ถูกต้อง ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ อีกทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นเกินความเสียหายอันแท้จริงที่โจทก์ได้รับ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๗๑,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน ๖ เดือน

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ ๑ มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อซูมิโตโม่ หมายเลขเครื่องยนต์ ๖บีดี ๑ - ๗๔๑๓๔๖ ไปจากโจทก์ราคา ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินในวันทำสัญญา ๔๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม ๒๔ งวด งวดละเดือน เดือนละ ๑๓๔,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๒๑ เป็นต้นมา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกมีว่า ... เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ และโจทก์ก็นำพยานหลักฐานเข้าสืบโดยจำเลยที่ ๑ มิได้นำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวโดยชอบแล้ว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ให้การเพียงว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ทุกงวด ไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อนสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในเรื่องนี้จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่จะรับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการที่สองมีว่า จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ ๑ มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ ๒๐ เป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ รับหนังสือดังกล่าว หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยมีผลเลิกสัญญา ณ วันที่ครบกำหนด ๑๕ วันดังกล่าว ซึ่งตามหลักฐานใบตอบรับจำเลยที่ ๑ รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๐ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนภายใน ๑๕ วัน สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ และมาตรา ๓๙๒ บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้นให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๖๙ กล่าวคือ ให้นำมาตรา ๓๖๙ ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวตลอดมา ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ประจำงวดที่ ๒๑ ตรงกับวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ตามการ์ดบัญชีรายการชำระเงิน ย่อมทำให้โจทก์เสียหายจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์มาตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองทรัพย์ คือตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นมา เพื่อชดเชยเป็นค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคสาม สำหรับค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ตลอดเวลาที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ถึงวันฟ้องวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ รวมเป็นเงิน ๓๗๑,๒๐๐ บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์แต่ไม่เกิน ๖ เดือนนั้น นับว่าเป็นค่าเสียหายจำนวนที่เหมาะสมตามสมควรแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามความปรากฏดังที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาซึ่งศาลรับไว้เป็นคำแถลงการณ์โดยโจทก์รับว่า เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่โจทก์อีก ซึ่งตามหลักฐานเอกสารหมาย ๒ ท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์รับเป็นค่าเช่าซื้อมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ต้องพึงชดใช้ให้แก่โจทก์ด้วย และค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกชำระหนี้กันได้ระหว่างจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อกับจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน จึงให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้ฎีกาด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๗๑,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ แต่ไม่เกิน ๖ เดือน โดยให้หักเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์รับชำระจากจำเลยที่ ๑ ไปแล้วออกเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายมนตรี จิตร์วิวัฒน์ ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 391 ม. 392
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสอง ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทเจริญศรีมอเตอร์
กับพวก — นายประกอบ พุ่มศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวศุทธดา ชินวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2545
#43450
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ บ. และทายาทอื่นของ ส. ได้ขายส่วนของตนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่คนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของ ส. และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้ว ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1745 ทั้งถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 จำเลย บ. และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์สินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายสุข เนื่องอัมพร เจ้ามรดกมีบุตร 5 คน เรียงตามลำดับ คือ จำเลย นายยุ้ย เนื่องอัมพร โจทก์ที่ 1 นางบุญช่วย วงษ์วารี และนายประยงค์ เนื่องอัมพร นายสุขถึงแก่ความตาย เมื่อประมาณปี 2488 และมีทรัพย์มรดกโดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งร่วมกับนายเจ็ก มุกดาดวง ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6827 เนื้อที่ประมาณ 93 ไร่ ก่อนถึงแก่ความตายนายสุขได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่สหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้โจทก์ที่ 1 และนางบุญช่วย วงษ์วารี ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 2 ครอบครองทำนาทำสวนและพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 3 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสุขตลอดมา โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทนางบุญช่วยก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาหลังจากที่นายสุขและนางบุญช่วยถึงแก่ความตายจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2508จำเลยจดทะเบียนรับมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนายสุขใส่ชื่อตนเพียงผู้เดียวโดยไม่สุจริตโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท และปี 2509 จำเลยรวบรวมเงินจากโจทก์ที่ 1 และนางบุญช่วยไปไถ่ถอนจำนอง โดยมิได้โอนทรัพย์มรดกของนายสุขให้แก่โจทก์ทั้งสองผู้เป็นทายาท ต่อมาปลายเดือนกันยายน2534 โจทก์ทั้งสองไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสาขาเสนา จึงทราบว่าจำเลยยื่นคำขอรับมรดกของนายสุขและไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแก่นายเจ็กเจ้าของรวมคนละกึ่งหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2510 โดยที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยได้โฉนดใหม่เลขที่ 11829 เนื้อที่ประมาณ 47 ไร่ 19 ตารางวา โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทของนายสุขคนละ 1 ใน 5 ส่วน เนื้อที่คนละ 9 ไร่ 1 งาน 63 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11829 ตำบลพระยาบรรลือ (สิงหนาท) อำเภอลาดบัวหลวง (เสนาน้อย)จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่คนละ 9 ไร่ 1 งาน 63 ตารางวา หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองได้ครบจำนวนเนื้อที่ให้ชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่ขาดอยู่ในราคาไร่ละ 500,000 บาท

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปี 2484 นายสุข เนื่องอัมพร บิดาจำเลยและนายเจ็กหรือประยูร มุกดาดวง ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6827 จากขุนรัตนาภิบาล และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่สหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ นายสุขถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี 2490 ซึ่งขณะนั้นจำเลยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเป็นผู้จัดการงานศพบิดาแต่ผู้เดียว ต่อมาจำเลยลาสิกขาเมื่อประมาณปี 2506 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6827 เฉพาะส่วนของนายสุขตกทอดแก่บุตรซึ่งเป็นทายาท คือ จำเลย โจทก์ที่ 1 นางบุญช่วยมารดาโจทก์ที่ 2 นายยุ้ย เนื่องอัมพร และนายประยงค์ เนื่องอัมพร ในปี 2508 จำเลยซื้อที่ดินส่วนที่โจทก์ที่ 1 นางบุญช่วย นายยุ้ยและนายประยงค์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดก จำเลยชำระราคาค่าที่ดินให้แก่น้องทั้งสี่คนไปครบถ้วนแล้ว น้องทั้งสี่คนไม่คัดค้านที่จำเลยขอรับโอนทรัพย์มรดกส่วนของนายสุขโดยชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนโดยครอบครองทำประโยชน์ทำนาทำสวนและทำไร่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มิได้ครอบครองที่ดินแทนทายาทนายสุข จำเลยเอาเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6827 จากสหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ ไม่เคยเอาเงินจากโจทก์ที่ 1 นางบุญช่วย และทายาทอื่นไปไถ่ถอนที่ดิน โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทได้โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ส่วนนางบุญช่วยหลังจากขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยแล้วไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย จำเลยและนายเจ็กเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ขอทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินในปี 2510 แยกเป็นที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 11829 เนื้อที่ประมาณ 47 ไร่ 19 ตารางวา ต่อมาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้แก่นายใจ หอมมะลิ เนื้อที่ 4 ไร่1 งาน 68 ตารางวา กับถูกเวนคืนในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่21 ไร่ 41 ตารางวาและแบ่งแยกเป็นทางหลวงถนนสายลาดบัวหลวง - ไม้ตราเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา เหลือส่วนของจำเลย 17 ไร่ 93 ตารางวาโจทก์ทั้งสองทราบและไม่ได้คัดค้านที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของนายสุข โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 นางบุญช่วย และทายาทอื่นของนายสุขได้ขายส่วนของตนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับโอนโฉนดเป็นชื่อของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวแล้ว การที่โจทก์ที่ 1 นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของนายสุขส่วนของตนที่ได้รับดังกล่าวนั้น เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่ละคนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนายสุข และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้ว ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1745 ทั้งเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 จำเลย นางบุญช่วย และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์สินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจะมาฟ้องขอแบ่งมรดกในที่ดินพิพาทอีกไม่ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1745 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เชื่อม จินดาวงษ์ กับพวก
จำเลย — นาย จันทร์ เนื่องอัมพร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2545
#99661
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 1 และทายาทอื่นของเจ้ามรดกขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของเจ้ามรดกส่วนของตนที่ได้รับนั้น เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่ละคนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดก และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้ว ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 1745 ทั้งเป็นกรณีที่ถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 จำเลย และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามป.พ.พ. มาตรา 1760 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๘๒๙ ตำบลพระยาบรรลือ (สิงหนาท) อำเภอลาดบัวหลวง (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่คนละ ๙ ไร่ ๑ งาน ๖๓ ตารางวา หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือว่าเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองได้ครบจำนวนเนื้อที่ให้ชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่ขาดอยู่ในราคาไร่ละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปี ๒๔๘๔ นายสุข เนื่องอัมพร บิดาจำเลยและนายเจ็กหรือประยูร มุกดาดวง ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ จากขุนรัตนาภิบาลและได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่สหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ นายสุขถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี ๒๔๙๐ ซึ่งขณะนั้นจำเลยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเป็นผู้จัดการงานศพบิดาแต่ผู้เดียวที่วัดไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาจำเลยลาสิกขาเมื่อประมาณปี ๒๕๐๖ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ เฉพาะส่วนของนายสุขตกทอดแก่บุตรซึ่งเป็นทายาท คือ จำเลย โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยมารดาโจทก์ที่ ๒ นายยุ้ย เนื่องอัมพร และนายประสงค์ เนื่องอัมพร ในปี ๒๕๐๘ จำเลยซื้อที่ดินส่วนที่โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วย นายยุ้ยและนายประยงค์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดก จำเลยชำระราคาค่าที่ดินให้แก่น้องทั้งสี่คนไปครบถ้วนแล้ว น้องทั้งสี่คนไม่คัดค้านที่จำเลยขอรับโอนทรัพย์มรดกส่วนของนายสุขโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียวจำเลยครอบครองยึดถือที่ดินพิพาท เพื่อตนโดยครอบครองทำประโยชน์ทำนาทำสวนและทำไร่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มิได้ครอบครองที่ดินแทนทายาทนายสุข จำเลยเอาเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ จากสหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ ไม่เคยเอาเงินจากโจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่น ไปไถ่ถอนที่ดิน โจทก์ที่ ๑ ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทได้โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ส่วนนางบุญช่วย หลังจากขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยแล้วไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย จำเลยและนายเจ็กเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ขอทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินในปี ๒๕๑๐ แยกเป็นที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๑๑๘๒๙ เนื้อที่ประมาณ ๔๗ ไร่ ๑๙ ตารางวา ต่อมาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้แก่นายใจ หอมมะลิ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา กับถูกเวนคืนในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๔๑ ตารางวา และแบ่งแยกเป็นทางหลวงถนนสายลาดบัวหลวง-ไม้ตรา เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา เหลือส่วนของจำเลย ๑๗ ไร่ ๙๓ ตารางวา โจทก์ทั้งสองทราบและไม่ได้คัดค้านที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิใช่ทรัพย์มรดกนายสุข โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่ง คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขได้ขายส่วนของตนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับโอนโฉนดเป็นชื่อของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวแล้ว การที่โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของนายสุขส่วนของตนที่ได้รับดังกล่าวนั้น เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่ละคนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนายสุข และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้วย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๗๔๕ ทั้งเป็นกรณีที่ถือได้ว่า โจทก์ที่ ๑ จำเลย นางบุญช่วย และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์สินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจะมาฟ้องขอแบ่งมรดกในที่ดินพิพาทอีกไม่ได้

พิพากษายืน

นายทวี ประจวบลาภ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1361 ม. 1745 ม. 1760
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นางเชื่อม จินดาวงษ์ ที่ 1
เนื่องอัมพร — นายจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวมาลินี ไชยศิวามงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2545
#44694
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทจำเลยที่ 2 โดยโจทก์เป็นผู้ติดต่อหาลูกค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า โจทก์จะส่งคำสั่งซื้อของลูกค้ามายังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็จะแจ้งกลับไปยังโจทก์ว่าจะส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้เมื่อใด โจทก์จึงแจ้งให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระราคาสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจัดส่งสินค้าแล้วก็จะเรียกเก็บเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ลูกค้าเปิดไว้เห็นได้ว่าลูกค้ามิได้สั่งซื้อและรับสินค้ากับชำระราคาสินค้าแก่โจทก์โดยตรง ราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าก็คือราคาที่จำเลยทั้งสองขายให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ร้อยละ 3 ถึง ร้อยละ 7 ของจำนวนสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ โจทก์มิได้ขายสินค้าของจำเลยที่ 2 ในนามของตนเองจึงไม่ใช่ตัวแทนค้าต่างของจำเลยทั้งสอง แต่การที่จำเลยทั้งสองตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนขายสินค้าในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกงและโจทก์ตกลงทำการดังกล่าว ย่อมเข้าลักษณะของสัญญาตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นจึงตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยตัวแทน จำเลยทั้งสองในฐานะตัวการย่อมมีสิทธิถอนโจทก์ออกจากการเป็นตัวแทนเสียเมื่อใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 วรรคแรก ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ขอให้เลิกสัญญาโดยไม่ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนอีกต่อไปย่อมเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและมีผลตามกฎหมายทันที ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาได้ส่วนความเสียหายอันเกิดจากการบอกเลิกสัญญาตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกแก่โจทก์นั้นโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งไม่อาจถือว่าการที่จำเลยทั้งสองถอนโจทก์ออกจากการเป็นตัวแทนโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการถอนตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายแห่งดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มีสำนักงานอยู่ที่เกาะเกาลูน เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนในประเทศไทย เมื่อประมาณปี 2537 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ "COTTO" (คอตโต้) ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกง โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าตอบแทนและค่าตอบแทนพิเศษจากการขายสินค้าให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดโดยคำนวณจากยอดการขายที่เกิดจากการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าของโจทก์ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมาโดยได้ลงทุนและเสียค่าใช้จ่ายในการบุกเบิกตลาดและหาลูกค้าภายในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกงจนทำให้เครื่องสุขภัณฑ์ COTTO เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้มียอดการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมา เดือนสิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายโดยไม่ชอบแล้วได้ติดต่อขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของโจทก์โดยตรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าที่โจทก์ควรได้รับจากยอดขายในครึ่งปีหลังของปี 2542 เป็นเงิน 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าสูญเสียรายได้ปีละ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่โจทก์ขอคิดเป็นเงินเพียง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 900,000 ดอลลาร์สหรัฐขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 900,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศในวันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าตามที่โจทก์อ้าง หากฟังว่าจำเลยทั้งสองแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าตามคำฟ้อง โจทก์ก็มิได้ลงทุนและเสียค่าใช้จ่ายในการบุกเบิกตลาดและหาลูกค้าแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองได้บอกเลิกการแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าแล้วตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มีสำนักงานอยู่ที่เกาะเกาลูน เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิตสินค้าจำพวกเครื่องสุขภัณฑ์โดยใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า คอตโต้ หรือ COTTO เมื่อปี 2537 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ COTTO โดยมีหน้าที่ติดต่อลูกค้าและรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกง เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า โจทก์ก็จะส่งเอกสารคำสั่งซื้อของลูกค้าไปให้จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองจะแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้เมื่อใด โจทก์ก็จะแจ้งให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระราคาสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจัดส่งสินค้าแล้วก็จะเรียกเก็บเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 7 ของยอดสั่งซื้อสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าในประเทศดังกล่าว จำนวนค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยทั้งสองไปแล้วคำนวณถึงเดือนมิถุนายน 2542 เป็นเงินทั้งสิ้น 718,532.82 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาวันที่5 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้แจ้งเลิกสัญญาโดยไม่ให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ยอดสั่งซื้อสินค้าของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม2542 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2542 เป็นเงิน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการแรกว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญานอกบรรพ3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายดังกล่าวว่าด้วยตัวแทนมาใช้บังคับ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ได้แต่ฝ่ายเดียว การบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยทั้งสองตกลงตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์เป็นผู้ไปติดต่อหาลูกค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 จากโจทก์ โจทก์ก็จะส่งคำสั่งซื้อของลูกค้ามายังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็จะแจ้งกลับไปยังโจทก์ว่าสามารถส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้เมื่อใด โจทก์จึงแจ้งให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระราคาสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจัดส่งสินค้าแล้วก็จะเรียกเก็บเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ลูกค้าเปิดไว้ เห็นได้ว่าลูกค้ามิได้สั่งซื้อสินค้าแล้วรับสินค้ากับชำระราคาสินค้าแก่โจทก์โดยตรง ราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าคือราคาที่จำเลยทั้งสองขายให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์เป็นจำนวนร้อยละ 3ถึงร้อยละ 7 ของจำนวนค่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ โจทก์มิได้ขายสินค้าของจำเลยที่ 2 ในนามของตนเอง โจทก์จึงไม่ใช่ตัวแทนค้าต่างของจำเลยทั้งสองแต่การที่จำเลยทั้งสองตกลงแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้แทนทำการขายสินค้าแทนจำเลยทั้งสองในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกง และโจทก์ตกลงรับทำการดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะของสัญญาตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน จำเลยทั้งสองในฐานะตัวการย่อมมีสิทธิถอนโจทก์ออกจากการเป็นตัวแทนเสียเมื่อใดก็ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 วรรคแรก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวก็ให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนจะบอกเลิกการเป็นตัวแทนเสียเมื่อใดก็ได้เช่นเดียวกันโดยการถอนตัวแทนหรือบอกเลิกการเป็นตัวแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีเงื่อนไขให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ขอเลิกสัญญาโดยไม่ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนอีกต่อไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 ย่อมเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและมีผลตามกฎหมายทันทีและไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากยอดขายสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2542จำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ 7 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองได้ตกลงจะจ่ายเงินค่าตอบแทนในยอดสั่งซื้อสินค้าจำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาทตามเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งเทียบแล้วเท่ากับอัตราร้อยละ7 ของยอดสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว ทั้งยอดสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงเดือนมิถุนายน 2542 จำนวน 2,250,642.37 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ก็ได้รับค่าตอบแทนจำนวน157,544.96 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่าร้อยละ 7 ดังนั้น ค่าตอบแทนจากยอดสั่งซื้อสินค้าจำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสองต้องจ่ายให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7 เป็นเงิน49,002.73 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่จำนวน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้นั้น เห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 2,000,000 บาท สำหรับยอดสั่งซื้อสินค้าจำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.13 นั้น นางสาวกฤษณา นาถพิสิฐผู้จัดการวัสดุตกแต่งและผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานของจำเลยทั้งสองประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอของนายไผท ปรปักษ์ขาม พนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 เพื่อการประนีประนอมกันซึ่งนายเชวง หมื่นชาญทิพย์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และนายสมบูลย์วัฒนาสุวรรณ กรรมการบริษัทโจทก์ก็มาเบิกความประกอบบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงรับว่านายไผทได้เสนอจะให้ค่าตอบแทนการขายแก่โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท เมื่อพิจารณาประกอบเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งลงวันที่ 14 กันยายน 2542 อันเป็นเวลาภายหลังการบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว 1 เดือนเศษ จึงน่าเชื่อว่าเอกสารหมาย จ.13 เป็นเพียงข้อเสนอของพนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงตามข้อเสนอดังกล่าวเอกสารหมาย จ.13 จึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2542 โจทก์สามารถทำยอดขายสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองได้เป็นเงินเกินกว่า 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐและจำเลยทั้งสองจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7 ดังนั้น ยอดการขายสินค้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2542 จำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสองก็จะต้องชำระค่าตอบแทนการขายให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7 ด้วยนั้นเห็นว่าตามตารางแสดงยอดสั่งซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งเป็นตารางแสดงการสั่งซื้อตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2541 ช่วงละ 6 เดือน จะปรากฏจำนวนเงินที่สั่งซื้อ จำนวนค่าตอบแทนการขาย และจำนวนค่าตอบแทนพิเศษ แต่ในปี 2542 จะแสดงยอดขายสินค้าในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมจำนวน 814,678.10 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนค่าตอบแทนการขายเป็นเงิน 24,440.34 ดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2542 มียอดขายสินค้าจำนวน 1,435,964.27 ดอลลาร์สหรัฐจำนวนค่าตอบแทนการขายเป็นเงิน 43,078.93 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่าตอบแทนการขายทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวคำนวณได้เท่ากับอัตราร้อยละ 4 ของจำนวนยอดสั่งซื้อสินค้าในแต่ละช่วง แต่ตามตารางในช่องค่าตอบแทนการขายพิเศษระบุว่าเป็นจำนวน90,025.69 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีวงเล็บปีกการวมรายการทั้งสองช่วงเข้าด้วยกัน ซึ่งเมื่อรวมค่าตอบแทนการขายและค่าตอบแทนการขายพิเศษใน 2 ช่วงเวลา ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2542 แล้ว โจทก์จะได้เงินค่าตอบแทนการขายรวมทั้งหมดจำนวน157,544.96 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเท่ากับจำนวนร้อยละ 7 ของเงินจำนวน 2,250,642.37ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นยอดขายสินค้าทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าอัตราค่าตอบแทนการขายในปี 2542 จำเลยทั้งสองจะจ่ายให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 4 ของจำนวนยอดขายสินค้าในแต่ละช่วงหากในช่วงใดหรือแต่ละช่วงรวมกันในปีเดียวกันมียอดการขายสินค้าถึงจำนวนที่จำเลยทั้งสองกำหนดไว้ จำเลยทั้งสองจะจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่โจทก์ โดยคิดค่าตอบแทนการขายเพิ่มให้เป็นร้อยละ 7 โดยส่วนที่เพิ่มจากอัตราปกติร้อยละ 4 จะนำไปใส่ไว้ในช่องค่าตอบแทนพิเศษ จะเห็นได้ว่ายอดขายสินค้าในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2542 จำเลยทั้งสองได้คำนวณค่าตอบแทนและค่าตอบแทนพิเศษให้แก่โจทก์แล้ว จึงไม่อาจนำยอดขายสินค้าในช่วงดังกล่าวมารวมกับยอดขายสินค้าในช่วงต่อมาของปีเดียวกัน เพื่อให้จำนวนยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นจนถึงจำนวนที่จำเลยทั้งสองกำหนดไว้ที่จะจ่ายค่าตอบแทนการขายพิเศษได้เพราะจำเลยทั้งสองได้นำมาคิดคำนวณและจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้น ยอดขายสินค้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2542 จำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ จึงมีจำนวนเดียวและมีจำนวนไม่ถึง 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นจำนวนที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ในอัตราร้อยละ 7 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายในอัตราร้อยละ 4 ของจำนวน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งโจทก์ไม่สามารถนำประมาณการยอดการขายสินค้าหลังจากเลิกสัญญาตัวแทนจนถึงสิ้นปี 2542 มารวมเพื่อให้จำนวนยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นถึงจำนวนที่โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนการขายในอัตราร้อยละ 7 ได้ เพราะมีการเลิกสัญญาตัวแทนไปแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าตอบแทนการขายจากยอดขายจำนวน 700,039ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ 4 เป็นเงิน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการบอกเลิกสัญญาตัวแทนหรือไม่เพียงใดเห็นว่า เมื่อรับฟังได้ว่าการบอกเลิกสัญญาตัวแทนของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมมิได้กระทำผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาได้ สำหรับความเสียหายอันเกิดจากการบอกเลิกสัญญาตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกแก่โจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งไม่อาจถือได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองถอนโจทก์ออกจากการเป็นตัวแทนโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการถอนตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกแก่โจทก์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณสิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสองที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงินแต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 797 ม. 827 ม. 833
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 172 วรรคสอง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กู้ด เคลฟเวอร์ อินดัสเทรียล จำกัด
จำเลย — บริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2545
#46512
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเป็นเงินตราต่างประเทศพร้อมกับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยทั้งสองบอกเลิกการแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว...

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงินแต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กู้ด เคลฟเวอร์ อินดัสเทรียล จำกัด
จำเลย — บริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย จำกัดที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2545
#99301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประกาศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเป็นเงินตราต่างประเทศพร้อมกับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นสมควร หยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยทั้งสองบอกเลิกการแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๘,๐๐๑.๕๖ ดอลลาร์สหรัฐ และ จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว.........

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฏหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๘,๐๐๑.๕๖ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตรา แลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสมควร บุญยืน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945 -ที่ 1946/2545
#44693
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่มีข้อพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้นแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มีการตกลงกันใหม่เพื่อจะระงับข้อพิพาทด้วยการเสนอคดีให้ศาลไทยเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ ข้อตกลงเดิมที่ต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยจึงสิ้นผลผูกพันไปแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปจากโจทก์ โจทก์ส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ 1 หลายครั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 26,724,388.49 ดอลลาร์สหรัฐจำเลยที่ 1 ชำระราคาบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระส่วนที่เหลือเป็นเงิน 25,174,388.40 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 30 แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ว่ามีการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงกี่ครั้ง ปริมาณครั้งละเท่าใด เมื่อใดบ้าง รวมถึงจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใดและโจทก์คิดดอกเบี้ยได้อย่างไร ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวในคำฟ้องเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถจะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงกัน โดยโจทก์เป็นผู้ขายและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ โจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ 1 หลายครั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 26,774,388.49 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ชำระราคาเพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วผิดนัดไม่ชำระส่วนที่เหลือแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 25,174,388.49 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,732,203.39 ดอลลาร์สหรัฐ และไม่ชดใช้ค่าเบี้ยประกันภัยสินค้าที่โจทก์จ่ายแทนไปเป็นเงิน 234,586.39 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ในการทำสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำหุ้นสามัญของบริษัทสีชังสยามโซลเว้นท์ จำกัดซึ่งเป็นหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,200,000 บาท มาจำนำเพื่อประกันหนี้และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 28,141,178.27 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ 1 ที่ใดกี่ครั้ง ปริมาณครั้งละเท่าใด เมื่อใดบ้าง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด ตามสัญญากำหนดให้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลัง จำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง โจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญาลงวันที่ 9 เมษายน 2540 รวมทั้งไม่ส่งมอบน้ำมันในเที่ยวเดือนกรกฎาคม 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 รวม 7 เที่ยว ในปริมาณ 370,000 เมตริกตัน ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงได้บอกเลิกสัญญา การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดกำไร 44,400,000 บาท ขาดรายได้จากส่วนต่างของดอกเบี้ย 477,300,000 บาท ค่าเช่าสถานที่เก็บน้ำมัน 475,200,000 บาท ค่าก่อสร้างถังเก็บน้ำมัน 64,050,381 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,061,050,381 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 121,578,687 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,182,629,068 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,061,050,381 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าน้ำมันให้แก่โจทก์ในสัญญาฉบับเดียวกัน จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 25,174,388.49 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2541ของต้นเงิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ของต้นเงิน1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ของต้นเงิน 1,500,000ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2541 ของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 ของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่15 เมษายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2541 และของต้นเงิน 1,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,732,203.39 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษาคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลังด้วย

จำเลยทั้งสองในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยที่ 1 มีระยะเวลาการส่งมอบสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 ราคาน้ำมันในระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2540 ได้ระบุไว้ในสัญญาแล้ว ส่วนราคาน้ำมันในระยะที่สองตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องมาตกลงราคากันใหม่ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ตามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงเอกสารหมาย จ.5 น้ำมันเชื้อเพลิงงวดที่ 2 หรือในระยะที่ 2 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวข้างต้นนั้นโจทก์ยังไม่ได้จัดส่งให้จำเลยที่ 1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงให้ข้อพิพาทข้อขัดแย้ง หรือข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นจากสัญญานี้ หรือการปฏิบัติผิดสัญญานี้จะต้องชี้ขาดตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่มีข้อพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงเอกสารหมาย จ.5 เกิดขึ้นแล้ว ปรากฏตามสัญญาเปลี่ยนกำหนดเวลาชำระเงินเอกสารหมาย จ.11 ว่า ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มีการตกลงกันใหม่เพื่อจะระงับข้อพิพาทด้วยการเสนอคดีให้ศาลไทยเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ ข้อตกลงเดิมที่ต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยจึงสิ้นผลผูกพันไปแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการที่ 2 มีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า โจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ 1 ที่ใด กี่ครั้ง ปริมาณครั้งละเท่าใด เมื่อใดบ้าง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด และโจทก์คิดดอกเบี้ยได้อย่างไร คำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม ในประเด็นข้อนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปจากโจทก์ โจทก์ส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ 1 หลายครั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 26,724,388.49 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ชำระราคาบางส่วนเป็นเงิน 1,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วผิดนัดไม่ชำระส่วนที่เหลือเป็นเงิน 25,174,388.40 ดอลลาร์สหรัฐขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ เห็นว่า คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงให้พอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 30 แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ว่ามีการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงกี่ครั้ง ปริมาณครั้งละเท่าใด เมื่อใดบ้าง รวมถึงจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใดและโจทก์คิดดอกเบี้ยได้อย่างไร ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวในคำฟ้อง เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถจะนำสืบในชั้นพิจารณาได้คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว (หมายถึงวันที่มีคำพิพากษา) ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษานั้น เห็นว่า เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 25,174,388.49 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐนับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ของต้นเงิน 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 27กุมภาพันธ์ 2541 ของต้นเงิน 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2541 ของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 ของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2541 ของต้นเงินจำนวน 2,500,000ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐนับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ของต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2541 และของต้นเงิน 1,200,000ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,732,203.39 ดอลลาร์สหรัฐ หากจำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 30
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส เค โกลบอล จำกัด
จำเลย — บริษัท สยามเฆมี จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945 -ที่ 1946/2545
#99275
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่มีข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้นแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มีการตกลงกันใหม่เพื่อระงับข้อพิพาทด้วยการเสนอคดีให้ศาลไทยเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ข้อตกลงเดิมที่ต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยจึงสิ้นผลผูกพันไปแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน

หนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นในต่างประเทศซึ่งมีโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของต่างประเทศรับรองและยังมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นรับรอง จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ได้ทำขึ้นโดยถูกต้อง ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสาม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษา เป็นการกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๑ และเรียกจำเลยที่ ๒ ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๒

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงกัน โดยโจทก์เป็นผู้ขายและจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ซื้อ โจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ ๑ หลายครั้ง จำเลยที่ ๑ ชำระราคาเพียงบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ในการทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ได้นำหุ้นสามัญของบริษัทสีชังสยามโซลเว้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นหุ้นของจำเลยที่ ๑ มาจำนำเพื่อประกันหนี้และมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๘,๑๔๑,๑๗๘.๒๗ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้จำเลยที่ ๑ ที่ใด กี่ครั้ง ปริมาณครั้งละเท่าใด เมื่อใดบ้าง รวมทั้งจำเลยที่ ๑ ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด และโจทก์คิดดอกเบี้ยได้อย่างไร จำเลยทั้งสองไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ ไม่เคยซื้อและไม่เคยได้รับน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ได้ค้างชำระค่าน้ำมันและเบี้ยประกันภัยตามคำฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะได้รับชดใช้จากสถาบันการส่งออกของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (Korea Export Insurance Corporation) แล้ว ตามสัญญากำหนดให้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลัง จำเลยที่ ๑ เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง โจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญา จำเลยที่ ๑ ทวงถามแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ ๑ จึงบอกเลิกสัญญา การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดกำไร ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน ๑,๑๘๒,๖๒๙,๐๖๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๐๖๑,๐๕๐,๓๘๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

โจทก์ให้การในสำนวนหลังว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดว่าการซื้อขายน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ ๑ จะต้องตกลงราคาน้ำมันกันภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เสียก่อน แต่ปรากฏว่าไม่อาจตกลงราคากันได้ เงื่อนไขดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน เมื่อยังตกลงกันไม่ได้ สัญญาจึงยังไม่เกิด โจทก์จึงไม่มีหนี้ที่จะต้องส่งมอบน้ำมันในเวลาดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าน้ำมันให้แก่โจทก์ในสัญญาฉบับเดียวกัน จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง ของให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๕,๑๗๔,๓๘๘.๔๙ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๒,๗๓๒,๒๐๓.๓๙ ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลังด้วย

จำเลยทั้งสองในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยที่ ๑ มีระยะเวลาการส่งมอบสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๔๐ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๑ ราคาน้ำมันในระยะที่ ๑ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ ได้ระบุไว้ในสัญญาแล้ว ส่วนราคาน้ำมันในระยะที่ ๒ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๑ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะต้องมาตกลงกันใหม่ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ตามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เอกสารหมาย จ. ๕ น้ำมันเชื้อเพลิงงวดที่ ๒ หรือในระยะที่ ๒ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวข้างต้นนั้นโจทก์ยังไม่ได้จัดส่งให้จำเลยที่ ๑ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ. ๕ มีข้อตกลงให้ข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นจากสัญญานี้หรือการปฏิบัติผิดสัญญานี้จะต้องชี้ขาดตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่มีข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เอกสารหมาย จ. ๕ เกิดขึ้นแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้มีการตกลงกันใหม่เพื่อจะระงับข้อพิพาทด้วยการเสนอคดีให้ศาลไทยเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ ข้อตกลงเดิมที่ต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยจึงสิ้นผลผูกพันไปแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการที่ ๓ มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการมอบอำนาจเกิดขึ้นในต่างประเทศ พยานโจทก์ที่มาเบิกความแม้กระทั่งนางสาววารี ชินสิริกุล ผู้รับมอบอำนาจก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในขณะมีการทำหนังสือมอบอำนาจให้ตนเองเป็นผู้ฟ้องคดีนี้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๑ ได้ทำขึ้นในเมืองต่างประเทศซึ่งมีโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีรับรอง นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีรับรองมาด้วย จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ได้ทำขึ้นโดยถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๗ วรรคสาม ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านความถูกต้องของหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาววารี ชินสิริกุล เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว (หมายถึงในวันที่มีคำพิพากษา) ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษานั้น เห็นว่า เป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินปัญหา ข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๕,๑๗๔,๓๘๘.๔๙ ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๘ ต่อปี แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๒,๗๓๒,๒๐๓.๓๙ ดอลลาร์สหรัฐ หากจำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 142 ม. 246
ป.พ.พ. ม. 196
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส เค โกลบอล จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามเฆมี จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1942 -ที่ 1943/2545
#99338
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี โดยความผิดที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกระทำนั้น เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง 64 คน เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และลงโทษปรับจำเลยที่ 4 โดยไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๔

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ , ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน ๔,๑๑๘,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๑ , ๘๓ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว แม้ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไปจากจำเลยทั้งสี่รวมเป็นเงิน ๑,๑๙๒,๗๐๐ บาท แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ที่ร่วมกับพวกหลอกลวงประชาชนเป็นจำนวนมากอันเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ ๔ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ สำหรับคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง ๖๔ คน รวมเป็นเงิน ๔,๑๑๘,๐๐๐ บาท นั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ ๒ ถึงที่ ๖๔ มีบางรายได้รับชดใช้ไปบางส่วนแล้ว จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินเท่าที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ถึงที่ ๖๔ รวมเป็นเงิน ๒,๙๒๕,๓๐๐ บาท ด้วย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ชักชวนและเรียกค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งหมด โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มิได้ร่วมในการชักชวนเรียกรับเงินจากผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกระทำผิดในฐานะผู้ถือใบอนุญาตจัดหางาน และจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มิได้หลบหนี แต่ได้พยายามบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยการหาเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดจนเป็นที่พอใจนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายที่ผู้เสียหายทั้งหมดได้รับ และจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดว่ามีจำนวนไม่ตรงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยก็ตาม แต่ก็มิได้มีคำขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมด จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เพียงแต่ต้องการแสดงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษของศาลฎีกาเท่านั้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ความผิดที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ร่วมกระทำนั้นเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง ๖๔ คน เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ โดยไม่รอการลงโทษจำเลยที่ ๑ นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายวิหาร วิเศษเธียรกุล ที่ 1 กับพวก
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — บริษัทจัดหางานเรียลไทม์ เพลส์เมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวินัย สร้อยพลอย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2545
#43449
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับ ภ. และ น. ร่วมกันโอนทะเบียนรถยนต์พิพาท โดยทำเป็นสัญญาขายแก่จำเลยระหว่างพิจารณาโจทก์คดีนี้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีดังกล่าวอ้างว่าจำเลยและ ภ. กับพวกทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกันโดยไม่สุจริตเพราะรถยนต์พิพาทเป็นของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยให้การแก้คำร้องสอดว่า จำเลยซื้อรถยนต์พิพาทจาก ภ. และพวกโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้รับมอบการครอบครองไว้ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงมีสิทธิไม่คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ เว้นแต่โจทก์จะใช้ราคาแก่จำเลย ศาลฎีกาฟังว่ารถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด ให้ยกฟ้อง ผลของคำพิพากษาฎีกาย่อมผูกพันจำเลยมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดอีก จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดถือรถยนต์พิพาทไว้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์เป็นคดีนี้จึงเป็นการฟ้องเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาคดีดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน5 ฉ-9915 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ให้นายนพพรอมาตยกุล เช่าซื้อไป ต่อมานายนพพร ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและให้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวคืน แต่นายนพพรหลบหน้าหายไป โจทก์ทราบว่ารถยนต์ดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลย จึงมีหนังสือขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาจำเลยฟ้องบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และนายนพพร เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้โอนทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวและส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลย โจทก์จึงร้องสอดเข้ามาในคดีเพราะบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด และนายนพพรไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์และเป็นการซื้อขายไม่สุจริต ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าการซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างจำเลยคดีนี้กับบริษัทภัทรโรจน์จำกัด และนายนพพรไม่สุจริตตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 12076/2531 หมายเลขแดงที่ 10778/2533 ของศาลแพ่ง นับแต่ศาลฎีกามีคำพิพากษามาจนถึงขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยยังไม่ยอมส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทแต่ยังคงครอบครองรถยนต์พิพาทของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบ เป็นการละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยทราบว่ารถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2530 แต่การที่จำเลยครอบครองรถยนต์พิพาทตลอดมา ทำให้โจทก์ไม่สามารถขายรถยนต์พิพาทได้ในราคา 1,025,000 บาทซึ่งเป็นราคาในขณะนั้นและโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าซื้อมาแล้ว 25,000 บาท ทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งหากนำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี เป็นเวลา 9 ปี เป็นเงินดอกเบี้ยทั้งสิ้น 945,000 บาทรวมค่าเสียหายค่าขาดประโยชน์จากดอกเบี้ยในส่วนนี้เป็นเงิน 1,945,000 บาทนอกจากนี้ รถยนต์พิพาทหากมีสภาพดีเหมือนสภาพในเดือนพฤศจิกายน 2530หากนำมาขายในเดือนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จะได้ราคาไม่เกิน 500,000 บาททำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการขายทรัพย์สินพิพาทเป็นเงิน 500,000 บาทซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชอบในค่าเสียหายส่วนนี้ รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น2,445,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์เบนซ์หมายเลขทะเบียน5 ฉ-9915 กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ในสภาพดีใช้การได้ตามสภาพในเดือนพฤศจิกายน 2530 กับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,445,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปีจากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินค่าขายรถยนต์ในราคา 1,000,000 บาท แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10778/2533 ของศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงตามคดีหมายเลขดำที่ 12076/2531หมายเลขแดงที่ 10778/2533 ของศาลแพ่งได้ความว่า จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด ที่ 1 นายนพพร อมาตยกุล ที่ 2 จำเลยร่วมกันโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายแก่จำเลยคดีนี้ ซึ่งจำเลยคดีนี้ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่ระหว่างพิจารณาโจทก์คดีนี้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีดังกล่าวอ้างว่าจำเลยและบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด กับพวก ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกันโดยไม่สุจริตเพราะรถยนต์พิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยไม่มีสิทธิขอให้โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นของจำเลยขอให้ยกฟ้อง จำเลยให้การแก้คำร้องสอดในคดีดังกล่าวว่า จำเลยซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด และพวก โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้รับมอบการครอบครองรถยนต์พิพาทไว้ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงมีสิทธิไม่คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ เว้นแต่โจทก์จะใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่จำเลยศาลฎีกาฟังว่า รถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าวตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6510/2538 ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ผลของคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ย่อมผูกพันจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทกับโจทก์คดีนี้ ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีข้างต้นอีก จำเลยย่อมไม่มีสิทธิ จะยึดถือรถยนต์พิพาทไว้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นการฟ้องเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาฎีกาที่ 6510/2538 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่โดยที่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้พิจารณาพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อข้อพิพาทอื่นอีกหลายข้อ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยเสียก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สระบุรีอีซูซุ
จำเลย — นาย อิระวัชร์ จันทรประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา