คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2545
#110298
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่ารถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีดังกล่าว ให้ยกฟ้องของจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ผลของคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทกับโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีข้างต้นอีก จำเลยย่อมไม่มีสิทธิจะยึดรถยนต์พิพาทไว้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นการฟ้องเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาท จำเลยครอบครองโดยไม่มีสิทธิเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยคืนรถยนต์และใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๗๗๘/๒๕๓๓ ของศาลแพ่ง รถยนต์พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยได้ครอบครองรถยนต์พิพาทตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๐ ด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๙ ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท ศาลฎีกาไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เสียหายและค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาไม่ชอบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงตามคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๐๗๖/๒๕๓๑ หมายเลขแดงที่ ๑๐๗๗๘/๒๕๓๓ ของศาลแพ่งได้ความว่า จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด ที่ ๑ นายนพพร อมาตยกุล ที่ ๒ จำเลย ร่วมกันโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาขายแก่จำเลยคดีนี้ ซึ่งจำเลยคดีนี้ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่ระหว่างพิจารณาโจทก์คดีนี้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีดังกล่าวอ้างว่าจำเลยและบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด กับพวกทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกันโดยไม่สุจริตเพราะรถยนต์พิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้ว โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยไม่มีสิทธิขอให้โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยให้การแก้คำร้องสอดในคดีดังกล่าวว่า จำเลยซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัทภัทรโรจน์ จำกัด และพวก โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้รับมอบการครอบครองรถยนต์พิพาทไว้ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงมีสิทธิไม่คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ เว้นแต่โจทก์จะใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่จำเลย ศาลฎีกาฟังว่า รถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๑๐/๒๕๓๘ ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ผลของคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ย่อมผูกพันจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทกับโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีข้างต้นอีก จำเลยย่อมไม่มีสิทธิจะยึดถือรถยนต์พิพาทไว้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นการฟ้องเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๑๐/๒๕๓๘ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่โดยที่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้พิจารณาพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทอื่นอีกหลายข้อ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ
จำเลย — นายอิระวัชร์ จันทรประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2545
#44692
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยมาตั้งแต่จำเลยอายุได้ 7 วัน ต่อมาโจทก์จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม แสดงว่าโจทก์เมตตารักใคร่จำเลยเสมือนลูก โจทก์ได้ให้การศึกษาที่ดีแก่จำเลยและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตลอดมาจนจำเลยสมรสมีครอบครัวโจทก์ก็ยังมีความรักและความเมตตาต่อจำเลยตั้งใจจะยกทรัพย์สมบัติให้ แต่เมื่อจำเลยเติบใหญ่ขึ้นมากลับไม่มีความเคารพยำเกรงโจทก์ซึ่งเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดและเป็นผู้มีพระคุณ จำเลยด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำรุนแรง อันเป็นเรื่องที่บุตรไม่พึงกระทำต่อมารดาทั้งจำเลยมักหาเรื่องระรานโจทก์อยู่ตลอดเวลาและยังนำอาวุธปืนมาขู่จะฆ่าโจทก์ ครั้งสุดท้ายจำเลยด่าว่าโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่นอีก นับว่าจำเลยสิ้นความเคารพยำเกรงโจทก์แล้ว นอกจากนั้นจำเลยยังไม่มีความซื่อสัตย์ต่อโจทก์จะเอาที่ดินของโจทก์เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว โดยมิได้เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร เหยียดหยามโจทก์อันเป็นการทำชั่วอย่างร้ายแรง ไม่สมควรที่จะให้จำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเลิกรับบุตรบุญธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมและโจทก์อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่จำเลยตลอดมา ในระหว่างจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมนั้น จำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมต่อการเป็นบุตรบุญธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ จำเลยทำการชั่วร้ายโดยทุจริตให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 764 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 68 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา เป็นของจำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่มีเจตนาที่จะขายที่ดินให้จำเลย เป็นเหตุให้โจทก์ต้องฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและเรียกที่ดินคืนจากจำเลยต่อศาลแพ่ง และต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ตกลงยอมโอนที่ดินบางส่วนคืนให้โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยได้ดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าบุคคลอื่นด้วยถ้อยคำหยาบคายโดยจำเลยด่าโจทก์ว่า "เป็นคนโง่ คนเซ่อ ถูกเขาโกง เซ่อก็รับว่าเซ่อ โง่ก็รับว่าโง่ เป็นคนขี้โกง พูดจาเลอะเลือน" ทั้งด่าบิดาโจทก์ต่อหน้าโจทก์ว่า บิดาโจทก์สติวิปลาสพร้อมกับชี้หน้าโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่นโดยไม่เคารพยำเกรงโจทก์ ทั้งยังเขียนอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 6817/2537 ของศาลแพ่ง ใส่ความโจทก์ว่า โจทก์มีความจำเลอะเลือน และกล่าวหาโจทก์โดยพูดว่าเตรียมขนของย้ายได้อย่าหวังว่าจะได้ที่ดินเพิ่มขึ้น ที่หลอกให้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ก็สาธุแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งนี้เพื่อจะทำให้โจทก์เสียหายทั้งจำเลยยังประทุษร้ายจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงโดยเข้ามาในบริเวณบ้านของโจทก์และขู่เข็ญโจทก์ว่า "โจทก์จะติดคุก ตำรวจจะมาจับ" และดูหมิ่นโจทก์ต่อหน้าว่าโจทก์เป็นคนโง่เซ่อ การกระทำของจำเลยเป็นการประทุษร้ายโจทก์และแสดงออกถึงอารมณ์ก้าวร้าวไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ โจทก์ไม่ประสงค์รับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม ขอศาลพิพากษาให้เลิกการรับบุตรบุญธรรมระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้จำเลยไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมกับโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยรับว่าโจทก์จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมจริงและโจทก์เลี้ยงดูให้การศึกษาจำเลยเปรียบประดุจมารดาผู้ให้กำเนิดโจทก์สั่งสอนให้จำเลยมีเมตตา ซื่อสัตย์ กตัญญูรู้คุณคน และอุปนิสัยอันดีงามของโจทก์หล่อหลอมมาสู่จำเลยเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยก้าวร้าวโจทก์ ด้วยการกระทำความดีดังกล่าว โจทก์จึงโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 764 เลขที่ดิน 17 ให้จำเลยโดยทำเป็นสัญญาซื้อขาย แต่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเพราะญาติและหลาน ๆ ของโจทก์ต้องการที่ดินทั้งวางแผนกันจนจำเลยถูกบังคับให้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและต่อมาโจทก์ถูกนายสมพร ดำพริก ทนายความของโจทก์ฟ้องเรียกค่าว่าความจากโจทก์เป็นเงิน60,000,000 บาท โจทก์ฟ้องขอเลิกรับบุตรบุญธรรมเพราะคำยุยงของญาติและหลาน ๆ ของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เลิกการรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องขอเลิกรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์รับจำเลยมาเลี้ยงตั้งแต่ปี 2491 ขณะนั้นจำเลยมีอายุ 7 วัน ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์อุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่จำเลยตลอดมา เมื่อจำเลยอายุ 21 ปีได้สมรสกับนายวิโรจน์ อรุณพันธ์ และอยู่บ้านเดียวกันกับโจทก์ จำเลยมีนิสัยก้าวร้าวมากในปี 2535 จำเลยนำอาวุธปืนออกมาขู่จะยิงโจทก์ จนโจทก์ต้องมาปลูกบ้านหลังใหม่ใกล้เคียงกับหลังเดิม จำเลยได้มาที่บ้านหลังใหม่เกือบทุกวันพูดจาด่าว่าโจทก์ว่า โง่ก็ให้รับว่าโง่ เซ่อก็ให้รับว่าเซ่อ จำเลยหาเรื่องชวนวิวาทกับโจทก์เกือบทุกวัน โจทก์มีที่ดินได้รับมรดกจากบิดาแต่ถูกทางราชการเวนคืนไปบางส่วนคงเหลือเนื้อที่ 68 ไร่เศษ ตั้งอยู่ที่ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร โจทก์มีเจตนาจะยกที่ดินให้จำเลย 30 ไร่อีก 30 ไร่เศษโจทก์ตั้งใจจะขายและแบ่งให้หลานคนอื่น ๆ บ้าง ต่อมาโจทก์ จำเลยสามีจำเลยและเพื่อนสามีจำเลยได้ไปที่สำนักงานที่ดินมีนบุรีเพื่อทำนิติกรรมแบ่งแยกจำเลยให้โจทก์รออยู่ข้างนอกจำเลยกับสามีและเพื่อนสามีจำเลยได้เข้าไปพบเจ้าพนักงานที่ดิน โจทก์ตกลงกับจำเลยและสามีจำเลยไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า โจทก์จะแบ่งที่ดินให้จำเลย30 ไร่เศษซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือและมีถนนผ่ากลาง ส่วนทางทิศใต้โจทก์ขอกันไว้ขาย20 ไร่ และที่เหลือจะแบ่งให้หลาน 4 คน คนละ 1 ไร่ ซึ่งจำเลยและสามีทราบเจตนาของโจทก์เป็นอย่างดี ในระหว่างที่โจทก์รออยู่นอกห้องเจ้าพนักงานที่ดินปรากฏว่าจำเลยกับสามีได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์มาทำนิติกรรมขายที่ดินทั้ง 68 ไร่เศษให้แก่จำเลยในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งเรียกที่ดินทั้งหมดคืน จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตกลงว่าจะคืนที่ดินให้โจทก์ทั้งหมด โดยโจทก์ยอมแบ่งที่ดินให้จำเลย 10 ไร่ ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความกลับอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษายืน แม้ศาลฎีกาจะพิพากษายืน จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ทำให้โจทก์ต้องแจ้งอายัดการทำนิติกรรมในที่ดินแปลงดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายมาก ในการว่าจ้างทนายความฟ้องเรียกที่ดินคืน ทนายความเรียกค่าว่าความจากโจทก์ถึง 56,000,000บาท ซึ่งโจทก์ถูกทนายความฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวที่ศาลแพ่ง นอกจากนี้หากโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ ต้องเสียภาษีการโอนอีกจำนวน30,000,000 บาท ในต้นปี 2542 จำเลยได้ด่าว่าโจทก์อีกว่า ถูกหลานคบคิดกับทนายความหลอกลวง จำเลยด่าว่าโจทก์เป็นคนโง่ สติเลอะเลือน และยังมีคำด่าอีกมากมาย นอกจากนี้จำเลยยังได้ด่าว่าบิดาโจทก์ซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้วว่า บิดาโจทก์สติฟั่นเฟือนเลอะเลือน ทั้งในการยื่นอุทธรณ์คดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยเขียนอุทธรณ์มีข้อความหาว่าโจทก์มีสติเลอะเลือน และหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยได้บุกรุกพังประตูเข้ามาในบ้านโจทก์จนทำให้ประตูบ้านได้รับความเสียหาย จำเลยยังมีกิริยาก้าวร้าวขู่เข็ญโจทก์ไม่เว้นแต่ละวัน เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อปี 2535 จำเลยนำอาวุธปืนมาขู่โจทก์และจำเลยด่าโจทก์ว่าโง่ให้รับว่าโง่ เซ่อให้รับว่าเซ่อ จากนั้นจำเลยก็หาเรื่องชวนทะเลาะวิวาทกับโจทก์เกือบทุกวัน นางสบัด โพธิแสง ซึ่งเป็นคนงานของโจทก์ก็เบิกความว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่กับโจทก์ 12 ปี จำเลยชอบหาเรื่องชวนทะเลาะกับโจทก์อยู่เป็นประจำ เดือนหนึ่งหลายครั้งจนนับไม่ได้ แสดงว่านอกจากจำเลยจะด่าว่าโจทก์แล้ว จำเลยยังหาเรื่องชวนวิวาทกับโจทก์ตลอดมา จนโจทก์ต้องไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 เห็นได้ว่า โจทก์ไม่สามารถอดทนต่อการกระทำของจำเลยที่มีลักษณะก้าวร้าวได้อีกต่อไป ทั้งในการเขียนอุทธรณ์คำพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลย ปรากฏว่าจำเลยได้กล่าวในอุทธรณ์ว่า โจทก์มีความจำเลอะเลือน ปรากฏตามสำเนาอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นที่ปรากฏแก่ผู้เกี่ยวข้องและทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์มีความจำเลอะเลือนดังที่จำเลยกล่าวอ้าง และเมื่อต้นปี 2542 จำเลยด่าโจทก์อีกว่า โจทก์ถูกลูกหลานคบคิดกับทนายความหลอกลวงและโจทก์เป็นคนโง่ สติเลอะเลือน และยังมีคำด่าอีกมากมาย ซึ่งโจทก์มีนางอัญญาวัฒนานนท์ หลานสะใภ้โจทก์และนางสบัด โพธิแสง คนงานของโจทก์มาเบิกความสนับสนุนว่า ในปี 2542 ได้ยินจำเลยด่าโจทก์ว่าโง่ถูกคนอื่นหลอก นอกจากนั้นพยานโจทก์ทั้งสองยังเบิกความถึงการกระทำอันไม่สมควรของจำเลยที่กระทำต่อโจทก์อีกด้วยไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะระแวงว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่เคยดุด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย จำเลยคงมีแต่ตัวจำเลยเพียงปากเดียวมาเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักฟังได้ว่า ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาจำเลยได้ด่าว่าโจทก์ และกระทำการหาเรื่องรบกวนโจทก์ตลอดเวลา ในส่วนของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 764 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรีกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 68 ไร่ ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ขายให้จำเลยในราคา4,000,000 บาท ปรากฏตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน เอกสารหมาย ล.5 นั้น โจทก์เบิกความว่าโจทก์ตั้งใจแบ่งให้จำเลยประมาณ 30 ไร่ ส่วนที่เหลือตั้งใจจะขายและแบ่งให้หลานคนอื่นบ้าง แต่ขณะไปทำนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินจำเลยกลับแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ขายที่ดินทั้งหมดให้จำเลยในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ถูกจำเลยหลอกลวง ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าการทำนิติกรรม มิได้เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งเรียกที่ดินคืนจากจำเลยทั้งหมด ซึ่งโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยจำเลยยอมคืนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งหมด ส่วนโจทก์จะแบ่งที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ ให้แก่จำเลยปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย จ.4 หากเป็นเรื่องที่โจทก์ขายที่ดินให้จำเลยจริงแล้วก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความคืนที่ดินให้แก่โจทก์ แม้โจทก์จะยังไม่สมรสแต่โจทก์ก็มีพี่น้องและหลานอีกหลายคน ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์จะเก็บที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขายและอีกส่วนหนึ่งจะยกให้หลานนั้นนับว่ามีเหตุผล การทำนิติกรรมการขายที่ดินเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2530 มิได้เป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยมาตั้งแต่จำเลยอายุได้7 วัน ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม แสดงว่าโจทก์เมตตารักใคร่จำเลยเสมือนลูก โจทก์ได้ให้การศึกษาที่ดีแก่จำเลยและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตลอดมาจนจำเลยสมรสมีครอบครัว โจทก์ก็ยังมีความรักและความเมตตาต่อจำเลยตั้งใจจะยกทรัพย์สมบัติให้ แต่จำเลยเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมากลับไม่มีความเคารพยำเกรงโจทก์ซึ่งเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดและเป็นผู้มีพระคุณต่อจำเลย กลับด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่บุตรไม่พึงกระทำต่อมารดาเท่านั้นยังไม่พอจำเลยได้หาเรื่องระรานโจทก์อยู่ตลอดเวลาและยังได้นำอาวุธปืนมาขู่ว่าจะฆ่าโจทก์อีกด้วย ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 จำเลยก็ได้ด่าว่าโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่นอีก นับว่าจำเลยสิ้นความเคารพยำเกรงโจทก์แล้ว นอกจากนี้จำเลยยังไม่มีความซื่อสัตย์ต่อโจทก์จะเอาที่ดินของโจทก์เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวโดยที่ไม่ได้เป็นความประสงค์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร เหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์เป็นการทำชั่วอย่างร้ายแรง ไม่สมควรที่จะให้จำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเลิกรับบุตรบุญธรรมได้ ที่ศาลทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สดศรี วัฒนานันท์
จำเลย — นาง อรพินท์หรืออรพิณ อรุณพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2545
#44691
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทมาด้วย ถือเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการฟ้องขอบังคับให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอื่นใดอีก

การที่จะพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาเฉพาะคำฟ้องโจทก์เป็นสำคัญว่าบรรยายฟ้องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 หรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคำให้การต่อสู้ของจำเลยตลอดถึงการนำสืบของโจทก์ในชั้นพิจารณา

จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริงในใบแจ้งหนี้เป็นเงิน 195,846.02ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริงซึ่งรวมเป็น 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ เนื่องมาจากการร้องขอของจำเลย เมื่อโจทก์ได้ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร แม้ผู้เสียภาษีอากรดังกล่าวจะเป็นจำเลยผู้นำเข้าและจำเลยยังไม่ถูกกล่าวหาตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่โจทก์จำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาความไม่สุจริตขึ้นมาเรียกร้องเอาเงินได้เต็มจำนวน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนที่หลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยคงรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้าจำนวน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้ว

โจทก์จำเลยติดต่อซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินดอลลาร์สิงคโปร์จำเลยไม่ชำระ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงติดต่อซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามมาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจำเลยอาจได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวันได้ แต่ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ให้ชำระตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินจึงชอบแล้ว

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ดังนั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน โดยไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์ จะเกิดผลว่าหากอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เกิน 18 บาท คำพิพากษาของศาลในส่วนนี้จะเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินตามคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย มีสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยติดต่อซื้อสินค้าจำพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่องและน้ำยาชนิดต่าง ๆ ซึ่งโจทก์จัดจำหน่ายผ่านบริษัทฮาวท์ตันสิงคโปร์ จำกัด สำนักงานสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ ตลอดมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2537 โจทก์ได้จัดส่งผลิตภัณฑ์ให้จำเลยโดยวิธีขนส่งทางเรือและทางอากาศหลายครั้ง แต่จำเลยชำระราคาเพียงบางส่วนผิดนัดไม่ชำระตามระยะเวลาที่ถึงกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ (อินวอยซ์)แต่ละฉบับเป็นจำนวน 8 ฉบับ รวมราคาสินค้าเป็นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน8,793.85 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 204,639.87 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 18 บาท เป็นเงินไทยทั้งสิ้น 3,683,517.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,683,517.60 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 3,525,228.30 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยติดต่อค้าขายกับบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด โดยตกลงให้จำเลยเป็นตัวแทนขายสินค้าในประเทศไทยใบแจ้งหนี้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข3 ถึงหมายเลข 10 เป็นเอกสารเท็จซึ่งโจทก์ทำขึ้นใหม่ โดยระบุราคาขายสินค้าต่อหน่วยสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริง ระบุจำนวนสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ส่งมาจริงปลอมเลขที่ใบแจ้งหนี้ เอกสารใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามใบแจ้งหนี้ รวมเป็นเงินค่าสินค้า 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งใบแจ้งหนี้ดังกล่าวได้ผ่านพิธีการเสียภาษีขาเข้าทางศุลกากรแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้วและจำเลยได้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 และ 4 เป็นเงิน 21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ คงค้างชำระเพียง 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ การที่โจทก์ทำเอกสารปลอมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าสูงกว่าความเป็นจริง และเรียกเงินค่าสินค้าที่จำเลยได้ชำระไปแล้วบางส่วนอีก การที่โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 18 บาท จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าคิดอย่างไรจากมาตรฐานไหน เวลาใด ทำให้จำเลยเสียเปรียบหลงในข้อต่อสู้ ไม่สามารถรู้ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อปี2537 จำเลยได้นำเข้าสินค้าจำพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่องและน้ำยาชนิดต่าง ๆ จากบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยรวม 8 ครั้ง เมื่อโจทก์ส่งสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วจำเลยได้นำใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 (เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ถึง 10)รวมเป็นเงิน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ไปผ่านพิธีการเสียภาษีนำเข้าที่กรมศุลกากรต่อมาจำเลยได้โอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก ให้แก่โจทก์สำนักงานสาขาสิงคโปร์เป็นการชำระหนี้ไปที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ จำนวน21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตามเอกสารหมาย จ.50

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร พร้อมคำขอที่จะบังคับจำเลยเพียงเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจคำฟ้องเพื่อที่จะได้ให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทมาด้วยนั้น ถือเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการฟ้องขอบังคับให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอื่นใดอีก การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าใบแจ้งหนี้ที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องเป็นใบแจ้งหนี้ปลอม ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้จริงที่จำเลยได้รับจากบริษัทฮาวท์ตันสิงคโปร์ จำกัด การที่โจทก์นำนางสาวชูชาน ตัน พนักงานธุรการและทำบัญชีของบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด มาเบิกความว่า การซื้อขายกันระหว่างโจทก์และจำเลยเท่าที่ปฏิบัติกันมา โจทก์จะออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลย 2 ชุด ชุดแรกใช้เป็นหลักฐานในการนำเข้าสินค้าซึ่งราคาจะต่ำกว่าราคาจริง ส่วนชุดที่สองเป็นชุดที่กำหนดราคาสินค้าไว้จริงตามที่ซื้อขายกัน ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญที่ทำให้ศาลรับฟังโดยโจทก์มิได้ระบุในคำฟ้องทำให้จำเลยหลงต่อสู้นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่ามิได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและเป็นข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาที่โจทก์จะนำพยานเข้าสืบให้เห็นถึงความมีอยู่ที่แท้จริงของใบแจ้งหนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าไม่ใช่เป็นเอกสารปลอมดังเช่นที่จำเลยให้การต่อสู้ได้ การที่จะพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้นต้องพิจารณาเฉพาะคำฟ้องโจทก์เป็นสำคัญว่าบรรยายฟ้องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 หรือไม่ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคำให้การต่อสู้ของจำเลยตลอดถึงการนำสืบของโจทก์ในชั้นพิจารณาเช่นที่จำเลยฎีกาดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคำฟ้องของโจทก์ว่าไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริงในใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13ซึ่งรวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ จำเลยผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากได้ความโดยแน่ชัดว่า โจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อขายสินค้ากันจริงตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ซึ่งรวมเป็น 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ เหตุที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยด้วยราคาสินค้าที่ต่ำกว่าซึ่งขายกันจริงนั้น นางสาวชูชาน ตัน เบิกความว่า เพื่อให้จำเลยนำใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไปเสียภาษีนำเข้า ดังนี้แม้การออกใบแจ้งหนี้เช่นนี้จะเนื่องมาจากการร้องขอของนายธวัชชัยกรรมการผู้จัดการจำเลยก็ตาม พฤติการณ์ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ได้ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จคือต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร แม้ผู้เสียภาษีอากรดังกล่าวจะเป็นจำเลยผู้นำเข้าและจำเลยก็ยังไม่ถูกเจ้าพนักงานกล่าวหากระทำผิดตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27, 99 ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความแน่ชัดเช่นนี้จึงทำให้เห็นว่า โจทก์จำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องเอาได้เต็มจำนวน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยจึงคงรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้าจำนวน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้ว ซึ่งเมื่อหักจำนวน 21,310.37ดอลลาร์สิงคโปร์ ที่จำเลยชำระแล้วออกจึงยังคงเหลือจำนวนที่จำเลยต้องชำระอีก125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ต่างจากกรณีที่ราษฎรด้วยกันที่ต่างอ้างการครอบครองเหนือที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินว่าฝ่ายใดจะมีสิทธิดีกว่ากันดังที่โจทก์ยกขึ้นมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จำเลยถึงอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระหนี้ระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทไทยว่าเป็นจำนวนเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินจะต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่อัตราแลกเปลี่ยนตามสถานที่และเวลาที่ใช้เงินก็ต้องกำหนดไว้แน่นอนในคำพิพากษาเพื่อจะได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้อง ทั้งโจทก์กล่าวอ้างอัตราแลกเปลี่ยนมาในฟ้อง 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ก็ต้องกับคำเบิกความของนางศรีวิไล สุขะพละ พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ว่า หลังปี 2537เศรษฐกิจไทยถดถอยลงและค่าเงินไทยอ่อนกว่าเงินสิงคโปร์ปัจจุบันคือปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ สูงกว่า 18 บาท จึงขอให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท และที่จำเลยฎีกาว่า การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองนั้น ย่อมเป็นการยากที่จำเลยจะคาดคะเนได้ว่าจะถือเอาอย่างไร เพราะเป็นเรื่องอนาคต ศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์แล้วต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อครบเวลา 120 วัน ที่ให้สินเชื่อแก่จำเลยที่จะกำหนดได้แน่นอนซึ่งในระหว่างเดือนมิถุนายน 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2537 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 17 บาท เป็นอย่างสูง จึงขอให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน แต่จะมากขึ้นหรือน้อยลงแตกต่างกันในแต่ละวันนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งโจทก์จำเลยต่างทราบดีคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากใบแจ้งหนี้ว่า โจทก์จำเลยติดต่อซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนั้น หากจำเลยชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามกำหนดเวลาที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับแล้วซึ่งอาจเป็นอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 16.70625 บาท เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2537 ที่จำเลยชำระค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้ เลขที่ 4747 และ 4751 ตามเอกสารหมาย ล.21 และ 51 หรืออัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 17 บาท ดังที่จำเลยฎีกา ก็เป็นการชำระเงินตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินนั้นเอง ดังนั้น เมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ชำระให้ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงติดต่อซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทแล้ว จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามบทบัญญัติมาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในกรณีนี้จำเลยอาจได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์ในแต่ละวันได้ แต่ทั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ให้ชำระตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ดังนั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน โดยไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต้องไม่เกิน1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์ หากอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เกิน 18 บาท คำพิพากษาของศาลในส่วนนี้จะเกินคำขอของโจทก์ จึงเห็นสมควรกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินตามคำขอของโจทก์"

พิพากษายืน แต่ในส่วนที่ให้จำเลยชำระเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินนั้น อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 196 ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮาวท์ตัน ออสเตรเลีย พีทีวาย จำกัด
จำเลย — บริษัท โฟคัส แมคคานิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2545
#45660
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร พร้อมคำขอบังคับจำเลยเพียงเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจคำฟ้อง เพื่อที่จะให้การต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จำนวนเท่าไร ชำระให้โจทก์แล้วเท่าไรเหลือหนี้อีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยโดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทมาด้วยนั้น เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้วทั้งการที่จะพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเฉพาะคำฟ้องโจทก์เป็นสำคัญว่าบรรยายฟ้องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172หรือไม่ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคำให้การต่อสู้ของจำเลยตลอดถึงการนำสืบของโจทก์ในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด

จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริง 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์จำเลยย่อมมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ แต่การที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยในราคา 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งต่ำกว่าที่ซื้อขายสินค้ากันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร แม้ผู้เสียภาษีอากรจะเป็นจำเลยผู้นำเข้าและยังไม่ถูกเจ้าพนักงานกล่าวหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27,99 ก็ตาม แต่เมื่อเห็นได้ชัดว่า โจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเอาเปรียบประเทศไทยถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์ไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวมาเรียกร้องเงินเต็มจำนวน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์อันเป็นจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยคงรับผิดชำระให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้า 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้วพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดเท่านั้น

อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน จะมากขึ้นหรือน้อยลงแตกต่างกันในแต่ละวันย่อมขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจเมื่อจำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงซื้อขายกัน หรือหากจะชำระเป็นเงินบาท จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยนณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196ซึ่งจำเลยอาจได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์ในแต่ละวันได้ แต่จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้ เพราะโจทก์จะได้รับชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินโดยไม่ได้ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์นั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะหากอัตราแลกเปลี่ยนณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เกิน 18 บาท คำพิพากษาของศาลในส่วนนี้จะเกินคำขอของโจทก์จึงสมควรกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินตามคำขอของโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย มีสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยติดต่อซื้อสินค้าจำพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่องและน้ำยาชนิดต่าง ๆ ซึ่งโจทก์จัดจำหน่ายผ่านบริษัทฮาวท์ตันสิงคโปร์ จำกัด สำนักงานสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2537 โจทก์ได้จัดส่งผลิตภัณฑ์ให้จำเลยโดยวิธีขนส่งทางเรือและทางอากาศหลายครั้ง แต่จำเลยชำระราคาเพียงบางส่วนผิดนัดไม่ชำระตามระยะเวลาที่ถึงกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ (อินวอยซ์)แต่ละฉบับเป็นจำนวน 8 ฉบับ รวมราคาสินค้าเป็นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์และจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน8,793.85 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 209,639.87 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 18 บาท เป็นเงินไทยทั้งสิ้น 3,683,517.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,683,517.60 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 3,525,228.30 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยติดต่อค้าขายหรือมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเคยติดต่อค้าขายกับบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด โดยตกลงให้จำเลยเป็นตัวแทนขายสินค้าในประเทศไทย ใบแจ้งหนี้ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3ถึงหมายเลข 10 เป็นเอกสารเท็จ ซึ่งโจทก์ทำขึ้นใหม่ โดยระบุราคาขายสินค้าต่อหน่วยสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริง ปลอมกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงิน ระบุจำนวนสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ส่งมาจริง ปลอมเลขที่ใบแจ้งหนี้ เอกสารใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามใบแจ้งหนี้ ท้ายคำให้การหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 10 รวมเป็นเงินค่าสินค้า146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งใบแจ้งหนี้ดังกล่าวได้ผ่านวิธีการเสียภาษีขาเข้าทางศุลกากรแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และจำเลยได้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 และ 4 เป็นเงิน 21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ คงค้างชำระเพียง 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ การที่โจทก์ทำเอกสารปลอมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าสูงกว่าความเป็นจริง และเรียกเงินค่าสินค้าที่จำเลยได้ชำระไปแล้วบางส่วนอีก การที่โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับ 18 บาท จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าคิดอย่างไร จากมาตรฐานไหน เวลาใด ทำให้จำเลยเสียเปรียบหลงในข้อต่อสู้ไม่สามารถรู้ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และในเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกัน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าเมื่อปี 2537 จำเลยได้นำเข้าสินค้าจำพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่องและน้ำยาชนิดต่าง ๆจากบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยรวม 8 ครั้ง เมื่อโจทก์ส่งสินค้าให้มาถึงประเทศไทยแล้ว จำเลยได้นำใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 (เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ถึง 10)รวมเป็นเงิน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ไปผ่านพิธีการเสียภาษีนำเข้าที่กรมศุลกากรต่อมาจำเลยได้โอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก ให้แก่โจทก์ สำนักงานสาขาสิงคโปร์เป็นการชำระหนี้ไปที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์จำนวน21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตามเอกสารหมาย จ.51

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร พร้อมคำขอที่จะบังคับจำเลยเพียงเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจคำฟ้องเพื่อที่จะได้ให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทมาด้วยนั้น ถือเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการฟ้องขอบังคับให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอื่นใดอีก การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าใบแจ้งหนี้ที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องเป็นใบแจ้งหนี้ปลอม ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้จริงที่จำเลยได้รับจากบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด การที่โจทก์นำนางสาวชูชาน ตัน พนักงานธุรการและทำบัญชีของบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด มาเบิกความว่า การซื้อขายกันระหว่างโจทก์และจำเลยเท่าที่ปฏิบัติกันมา โจทก์จะออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลย 2 ชุด ชุดแรกใช้เป็นหลักฐานในการนำเข้าสินค้าซึ่งราคาจะต่ำกว่าราคาจริง ส่วนชุดที่สองเป็นชุดที่กำหนดราคาสินค้าไว้จริงตามที่ซื้อขายกัน ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญที่ทำให้ศาลรับฟังโดยโจทก์มิได้ระบุในคำฟ้องทำให้จำเลยหลงต่อสู้นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่ามิได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและเป็นข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาที่โจทก์จะนำพยานเข้าสืบให้เห็นถึงความมีอยู่ที่แท้จริงของใบแจ้งหนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าไม่ใช่เป็นเอกสารปลอมดังเช่นที่จำเลยให้การต่อสู้ได้การที่จะพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเฉพาะคำฟ้องโจทก์เป็นสำคัญว่าบรรยายฟ้องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 หรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคำให้การต่อสู้ของจำเลยตลอดถึงการนำสืบของโจทก์ในชั้นพิจารณาเช่นที่จำเลยฎีกาดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคำฟ้องของโจทก์ว่าไม่เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่าใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13 (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึง 10) เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยได้นำใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ไปเสียภาษีอากรนำเข้าที่กรมศุลกากรถูกต้องแล้ว ทั้งใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13 กับเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ก็มีรายละเอียดของรายการไม่ตรงกัน การที่จำเลยนำสินค้าจากโจทก์ข้ามาตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ก็ในฐานะเป็นตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ จะเห็นได้จากคำเบิกความของนางสาวชูชาน ตัน พยานโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้ชำระค่าระวางขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยเสร็จแล้วจึงจะส่งสินค้ามาให้จำเลยอันแสดงว่าโจทก์ยอมเสี่ยงออกค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าเข้ามาให้จำเลยขายให้ลูกค้าในประเทศไทยก่อนแล้วจึงค่อยเก็บเงินจากลูกค้าส่งให้โจทก์ภายหลัง ซึ่งเป็นวิธีที่เชื่อถือไว้ใจกัน จำเลยได้เพียงค่านายหน้าเท่านั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์ การที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยด้วยราคาสินค้าต่ำกว่าที่เป็นจริงนั้น เป็นประโยชน์ของโจทก์เองที่ต้องเสียภาษีนำเข้าต่ำจำเลยไม่ได้ประโยชน์อันใด จึงไม่จำเป็นที่จำเลยจะขอให้โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ 2 ชุดใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13 เป็นเอกสารที่โจทก์ปลอมขึ้นมาฟ้องจำเลยนั้นเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยได้นำเข้าสินค้าจากโจทก์สาขาประเทศสิงคโปร์มาจำหน่ายในประเทศไทยหลายปีแล้ว ซึ่งในการติดต่อนำเข้าสินค้าจากโจทก์ดังกล่าวนั้น นายธวัชชัยเทียนทองทิพย์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยยอมรับว่านางสาวชูชาน ตัน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการและทำบัญชีของโจทก์ที่สาขาสิงคโปร์เป็นบุคคลที่นายธวัชชัยติดต่อทำการค้าด้วย ดังนั้น ในการที่จำเลยสั่งนำเข้าสินค้าจากโจทก์มาจำหน่ายในประเทศไทยจึงอยู่ในความรู้เห็นโดยตรงของนางสาวชูชาน ตัน และนายธวัชชัยด้วยกัน ที่จำเลยให้การว่าติดต่อกับโจทก์ในฐานะเป็นนายหน้า และที่นายธวัชชัยเบิกความถึงวิธีการนำเข้าสินค้าว่า บริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด จะให้จำเลยเก็บเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในประเทศไทยก่อน หลังจากนั้นจำเลยจึงหักกำไรเป็นอัตราร้อยละจากการขายลักษณะคล้ายให้ค่านายหน้าแก่จำเลย เมื่อหักเงินค่านายหน้าออกแล้วจะชำระเงินที่เหลือแต่ละครั้งนั้น ย่อมแสดงว่ากำไรในการขายสินค้าในแต่ละครั้งเมื่อหักค่านายหน้าดังที่นายธวัชชัยเบิกความแล้ว จำเลยจะต้องส่งเงินให้แก่โจทก์ทั้งต้นทุนของสินค้าและกำไรที่เหลือจากที่จำเลยหักค่านายหน้าแล้วให้แก่โจทก์ แต่ตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหลักฐานการหักค่านายหน้าดังกล่าวมาแสดงสนับสนุน เมื่อพิจารณาหลักฐานการชำระเงินให้โจทก์ตามที่จำเลยอ้างตามเอกสารหมาย ล.14 และ ล.17 และที่โจทก์อ้างตามเอกสารหมาย จ.21 จ.22 จ.31 จ.39 จ.48 และ จ.51 กลับปรากฏว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามจำนวนเงินในใบแจ้งหนี้เท่านั้น ส่วนที่นางสาวชูชาน ตัน พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ชำระค่าระวางขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยเสร็จแล้วจึงส่งสินค้ามาให้จำเลยนั้น ก็มิใช่เป็นการที่โจทก์เสี่ยงภัยออกค่าใช้จ่ายส่งสินค้ามาให้จำเลยอันจะทำให้เห็นว่าจำเลยเป็นเพียงนายหน้าขายสินค้าให้โจทก์แต่อย่างใด เพราะตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.17 จ.19 จ.25 จ.27 จ.33 จ.35 จ.37 จ.44 จ.46 และ ล.3 ถึง ล.9 ต่างระบุเป็นการซื้อขายราคาซีไอเอฟ กรุงเทพ (CIF. BANGKOK) ซึ่งหมายถึงการซื้อขายสินค้าที่ผู้ขายจะต้องรับผิดชำระค่าระวางขนส่งและค่าประกันภัยสินค้าจากท่าต้นทางถึงท่าปลายทางด้วย โจทก์ผู้ขายสินค้าจึงชำระค่าระวางขนส่งและค่าประกันภัยสินค้า ซึ่งเป็นการกำหนดราคาสินค้าที่ซื้อขายกันที่ท่าปลายทางกรุงเทพมหานครเท่านั้น นางสาวชูชาน ตัน พยานโจทก์ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์มาเป็นเวลาประมาณ 8 ปี แล้ว ประกอบกับเมื่อสินค้าเข้ามาถึงประเทศไทย จำเลยก็เป็นผู้รับผิดชำระค่าภาษีนำเข้าที่กรมศุลกากรตามเอกสารหมาย ล.19 และจากคำเบิกความของนายธวัชชัยพยานจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกร้องให้โจทก์ต้องรับผิดชำระคืนให้แก่จำเลยเพราะเหตุที่โจทก์เป็นผู้นำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยให้จำเลยเป็นนายหน้าขายสินค้าให้โจทก์แต่อย่างใด พฤติการณ์จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ที่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์มิใช่เป็นเพียงนายหน้าขายสินค้าให้แก่โจทก์ดังเช่นที่จำเลยฎีกา ส่วนที่โจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลย 2 ชุด โดยชุดหนึ่งออกให้ราคาต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริงดังเช่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่นั้น โจทก์มีนางสาวชูชาน ตัน มาเบิกความเป็นพยานถึงการออกใบแจ้งหนี้ค่าสินค้าให้จำเลยว่า โจทก์ออกให้จำเลย 2 ชุด โดยชุดแรกออกใบแจ้งหนี้ราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายกันตามคำขอของนายธวัชชัยเพื่อให้จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้า สำหรับชุดที่สองเป็นใบแจ้งหนี้ตามราคาสินค้าที่แท้จริงและจำเลยจะชำระค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้ชุดที่สอง จึงมีปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการติดต่อซื้อขายสินค้ากันระหว่างโจทก์จำเลยว่าจะมีการออกใบแจ้งหนี้ให้แก่กันดังเช่นที่นางสาวชูชาน ตัน เบิกความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้และการส่งเงินชำระหนี้ค่าสินค้าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ที่โจทก์นำสืบถึงใบแจ้งหนี้จำนวน9 ครั้ง คือตามใบโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ รวมค่าธรรมเนียมการโอนเป็นเงิน 20,141.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ เอกสารหมาย จ.21 ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 4497 และ 4504 เอกสารหมาย จ.17 และจ.19 แต่เป็นจำนวนค่าสินค้าต่ำกว่าใบแจ้งหนี้เลขที่ 4497 และ 4505 ตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.20 เป็นจำนวน 11,381.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้โจทก์ ตามหลักฐานการรับเช็คของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์เช็คเลขที่ 338600 เป็นเงิน 11,381 ดอลลาร์สิงคโปร์ เอกสารหมาย จ.22 เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นเงิน 31,522.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ น้อยกว่าหนี้ตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 4497และ 4504 เอกสารหมาย จ.18 และ จ.20 อยู่เพียง 0.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่านั้นนอกจากนี้ที่จำเลยชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 4525 และ 4550 เอกสารหมาย จ.25 (จ.26) และ จ.27 (จ.28) ใบโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ รวมค่าธรรมเนียมการโอนเอกสารหมาย จ.29 และหลักฐานการรับเช็คของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ เอกสารหมาย จ.31 ก็เป็นทำนองเดียวกันโดยเฉพาะโทรพิมพ์เอกสารหมาย จ.30 ที่ลงชื่อบุษบาซึ่งคือนางบุษบาภริยาของนายธวัชชัยกรรมการผู้จัดการจำเลยแจ้งไปยังโจทก์โดยระบุชื่อถึงนางสาวชูชาน ตัน ว่า "ได้จัดการโอนเงินตามใบอินวอยซ์เลขที่ 4525 (8,542.35) และ 4550 (13,700.15)รวม 22,242.5 เหรียญ เมื่อวันที่ 25 เมษายน และจะจัดการชำระยอดที่เหลือภายในสัปดาห์นี้" แสดงว่าจำเลยได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ตามใบแจ้งหนี้ในราคาที่ซื้อขายกันจริงตามเอกสารหมาย จ.26 และ จ.28 ยิ่งกว่านั้นตามใบโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ เอกสารหมาย จ.39 ระบุเป็นการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 4600, 4639 และ 4646 รวมค่าธรรมเนียมในการโอนเป็นเงิน 55,365.55ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวตรงกับที่ระบุในใบแจ้งหนี้เลขที่ 4600 เอกสารหมาย จ.33 เลขที่ 4639 เอกสารหมาย จ.35 และเลขที่ 4646 เอกสารหมาย จ.37รวมกัน แต่กลับปรากฏจำนวนเงินตามโทรพิมพ์ซึ่งระบุเลขที่ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวที่นางบุษบามีไปถึงนางสาวชูชาน ตัน ตามเอกสารหมาย จ.40 ว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ 4600จำนวนเงิน 44,989.11 ดอลลาร์สิงคโปร์ เลขที่ 4639 จำนวนเงิน 18,365.75 ดอลลาร์สิงคโปร์ และเลขที่ 4646 จำนวนเงิน 24,277.30 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมเป็นเงิน47,632.16 ดอลลาร์สิงคโปร์ หักยอดเงินที่มีสิทธิหักออกก่อนจำนวน 4,855.32 ดอลลาร์สิงคโปร์ แล้วคงเหลือ 82,776.84 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาสินค้าตรงกับใบแจ้งหนี้เลขที่ 4600 เอกสารหมาย จ.34 เลขที่ 4639 เอกสารหมาย จ.36 และเลขที่ 4696เอกสารหมาย จ.38 ทั้งในโทรพิมพ์เอกสารหมาย จ.40 ดังกล่าวยังระบุไว้ตอนท้ายว่า"ยอดที่เหลือของข้างต้น (82,776.84 - 55,365.55 - 27,411.27) ซึ่งจะส่งถึงท่านภายในอังคาร" ต่อมาก็ปรากฏว่านายธวัชชัยได้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.41 และหลักฐานการรับเช็คของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์เอกสารหมาย จ.42 ในจำนวนเงิน 37,411.2 ดอลลาร์สิงคโปร์ อันเป็นการชำระค่าสินค้าตามราคาในใบแจ้งหนี้หมาย จ.33 จ.35 และ จ.37 สุดท้ายการชำระเงินค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 4684 เอกสารหมาย จ.44 (จ.45) และเลขที่ 4698 เอกสารหมาย จ.46(จ.47) จำเลยก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ตามข้อเท็จจริงในการที่จำเลยชำระเงินค่าสินค้าให้โจทก์จากการสั่งซื้อสินค้าทั้ง 9 ครั้ง ดังกล่าวนี้จึงรับฟังได้ว่า ในกรณีที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์นั้น โจทก์จะออกใบแจ้งหนี้ 2 ชุด โดยชุดแรกจะระบุราคาสินค้าต่ำกว่าราคาซื้อขายกันจริงเพื่อให้จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าสินค้าที่กรมศุลกากรตามเอกสารหมาย จ.17 จ.19 จ.25 จ.27 จ.33 จ.35 จ.37 จ.44 และ จ.46 และอีกชุดหนึ่งจะระบุราคาสินค้าที่ซื้อขายกันจริงโดยจำเลยจะชำระราคาสินค้าให้โจทก์ตามใบแจ้งหนี้ชุดนี้ตามเอกสารหมาย จ.18 จ.20 จ.26 จ.28 จ.34 จ.36 จ.38 จ.45 และ จ.47 ดังนั้น เมื่อการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์จำเลยครั้งพิพาทกันเป็นคดีนี้ก็เป็นการติดต่อซื้อขายเกี่ยวเนื่องกันมาจากการซื้อขายครั้งก่อน ๆ ย่อมต้องปฏิบัติต่อกันเช่นเดิมด้วยความเชื่อถือคุ้นเคยไว้ใจกันทำให้มีเหตุรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ 2 ชุด คือชุดแรกตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ระบุราคาสินค้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริง เพื่อให้จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากร และชุดที่สองตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13ระบุราคาสินค้าที่ซื้อขายกันจริง โดยจำเลยจะชำระราคาสินค้าให้โจทก์ตามใบแจ้งหนี้ชุดนี้ดังเช่นเคยปฏิบัติต่อกันมา แม้ใบแจ้งหนี้ทั้งสองชุดจะมีรายละเอียดไม่ตรงกันอยู่บ้างดังเช่นที่จำเลยฎีกาก็ตาม คดีก็รับฟังได้ว่าใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13ไม่ใช่เอกสารปลอม ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริงในใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6ถึง จ.13 ซึ่งรวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ จำเลยผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากได้ความโดยแน่ชัดว่า โจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อขายสินค้ากันจริงตามเอกสารหมาย ล.2ถึง ล.9 ซึ่งรวมเป็นเงิน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ เหตุที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยด้วยราคาสินค้าที่ต่ำกว่าซื้อขายกันจริงนั้น นางสาวชูชาน ตัน เบิกความว่า เพื่อให้จำเลยนำใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไปเสียภาษีนำเข้า ดังนี้แม้การออกใบแจ้งหนี้เช่นนี้จะเนื่องมาจากการร้องขอของนายธวัชชัยกรรมการผู้จัดการจำเลยก็ตาม พฤติการณ์ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ได้ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จคือต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร แม้ผู้เสียภาษีอากรดังกล่าวจะเป็นจำเลยผู้นำเข้าและจำเลยก็ยังไม่ถูกเจ้าพนักงานกล่าวหากระทำผิดตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯมาตรา 27, 99 ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความแน่ชัดเช่นนี้จึงทำให้เห็นว่าโจทก์จำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบประเทศไทยถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกันโจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องเอาได้เต็มจำนวน195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยจึงคงรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้าจำนวน146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้ว ซึ่งเมื่อหักจำนวน 21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ ที่จำเลยชำระแล้วออกจึงยังคงเหลือจำนวนที่จำเลยต้องชำระอีก 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดต่างจากกรณีที่ราษฎรด้วยกันที่ต่างอ้างการครอบครองเหนือที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินว่าฝ่ายใดจะมีสิทธิดีกว่ากันดังที่โจทก์ยกขึ้นมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินทั้งสิ้น131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จำเลยถึงอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระหนี้ระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทไทยว่าเป็นจำนวนเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่าแม้การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินจะต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่อัตราแลกเปลี่ยนตามสถานที่และเวลาที่ใช้เงินก็ต้องกำหนดไว้แน่นอนในคำพิพากษาเพื่อจะได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้อง ทั้งโจทก์กล่าวอ้างอัตราแลกเปลี่ยนมาในฟ้อง1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ก็ต้องกับคำเบิกความของนางศรีวิไล สุขะพละ พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ว่าหลังปี 2537เศรษฐกิจไทยถดถอยลงและค่าเงินไทยอ่อนกว่าเงินสิงคโปร์ ปัจจุบันคือปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์สูงกว่า 18 บาท จึงขอให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็น1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท และที่จำเลยฎีกาว่าการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองนั้น ย่อมเป็นการยากที่จำเลยจะคาดคะเนได้ว่าจะถือเอาอย่างไร เพราะเป็นเรื่องอนาคต ศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์แล้ว ต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อครบเวลา 120 วัน ที่ให้สินเชื่อแก่จำเลยที่จะกำหนดได้แน่นอนซึ่งในระหว่างเดือนมิถุนายน 2537 ถึงเดือนธันวาคม2537 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 17 บาท เป็นอย่างสูงจึงขอให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน แต่จะมากขึ้นหรือน้อยลงแตกต่างกันในแต่ละวันนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งโจทก์จำเลยต่างทราบดี คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากใบแจ้งหนี้ว่า โจทก์จำเลยติดต่อซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนั้น หากจำเลยชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามกำหนดเวลาที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับแล้วซึ่งอาจเป็นอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 16.70625 บาท เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2537ที่จำเลยชำระค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 4747 และ 4751 ตามเอกสารหมาย ล.21และ 51 หรืออัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 17 บาท ดังที่จำเลยฎีกา ก็เป็นการชำระเงินตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินนั้นเอง ดังนั้น เมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ชำระให้ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงติดต่อซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทแล้ว จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามบทบัญญัติมาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในกรณีนี้จำเลยอาจได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์ในแต่ละวันได้แต่ทั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ให้ชำระตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ดังนั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินโดยไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์ หากอัตราแลกเปลี่ยนณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เกิน 18 บาท คำพิพากษาของศาลในส่วนนี้จะเกินคำขอของโจทก์ จึงเห็นสมควรกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินตามคำขอของโจทก์"

พิพากษายืน แต่ในส่วนที่ให้จำเลยชำระเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนณ สถานที่และในเวลาใช้เงินนั้น อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 196 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮาวท์ตัน ออสเตรเลีย พีทีวาย จำกัด
จำเลย — บริษัท โฟตัส แมคคานิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2545
#46511
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จ คือต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร ในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากร ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องราคาสินค้าเต็มจำนวนตามที่ซื้อขายกันจริง ซึ่งมีจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยคงต้องรับผิดต่อโจทก์เท่ากับราคาที่สำแดงต่อกรมศุลกากรเพื่อเสียภาษีนำเข้าเท่านั้น

อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน เมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ตามที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ชำระให้ตามกำหนด จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทแล้ว จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงินตามมาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ค่าสินค้า เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอ ตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ให้ชำระตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ได้จัดส่งสินค้าให้จำเลยโดยวิธีขนส่งทางเรือและทางอากาศหลายครั้ง แต่จำเลยชำระราคาเพียงบางส่วน ผิดนัดไม่ชำระตามเวลาที่กำหนดขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 204,639.87 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 3,683,517.60 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 3,525,228.30 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับ 18 บาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารปลอม โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต และการที่โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 18 บาท จำเลยไม่อาจทราบได้ว่า คิดอย่างไร จากมาตรฐานไหน เวลาใด ทำให้จำเลยเสียเปรียบหลงในข้อต่อสู้ไม่สามารถรู้ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือ เงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกัน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว... ปัญหาที่ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริงในใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.13 รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ จำเลยผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์แต่เนื่องจากได้ความโดยแน่ชัดว่า โจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริง ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 ซึ่งรวมเป็นเงิน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ เหตุที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยด้วยราคาสินค้าที่ต่ำกว่าราคาซื้อขายกันจริงนั้น เพื่อให้จำเลยนำใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไปเสียภาษีนำเข้า พฤติการณ์ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ได้ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จคือต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากร ทำให้เห็นว่า โจทก์จำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องได้เต็มจำนวน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ซึ่งมีจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรร่วมอยู่ด้วยได้ จำเลยจึงควรรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้าจำนวน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้ว ซึ่งเมื่อหักจำนวน21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ที่จำเลยชำระแล้วออกจึงยังคงเหลือจำนวนที่จำเลยต้องชำระอีก 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์ นั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน แต่จะมากหรือน้อยลงแตกต่างกันในแต่ละวันย่อมขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยแล้วไม่ชำระให้ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงติดต่อซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทแล้ว จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงิน ตามบทบัญญัติ มาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจได้ประโยชน์ หรือ เสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์ในแต่ละวันได้ แต่ทั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ค่าสินค้า เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่ในส่วนที่ให้จำเลยชำระเป็นเงินไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินนั้น อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 155 ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮาวท์ตัน ออสเตรเลีย พีทีวาย จำกัด
จำเลย — บริษัท โฟคัส แมคคานิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2545
#99427
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จ คือต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร ในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากร ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องราคาสินค้าเต็มจำนวนตามที่ซื้อขายกันจริง ซึ่งมีจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยคงต้องรับผิดต่อโจทก์เท่ากับราคาที่สำแดงต่อกรมศุลกากรเพื่อเสียภาษีนำเข้าเท่านั้น

อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน เมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ตามที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ชำระให้ตามกำหนด จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทแล้ว จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงิน ตาม มาตรา 196 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ให้ชำระตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงินนั้นชอบแล้ว

(วรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ได้จัดส่งสินค้าให้จำเลยโดยวิธีขนส่งทางเรือและทางอากาศหลายครั้ง แต่จำเลยชำระราคาเพียงบางส่วน ผิดนัดไม่ชำระตามเวลาที่กำหนดขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐๔,๖๓๙.๘๗ ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ ๓,๖๘๓,๕๑๗.๖๐ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙๕,๘๔๖.๐๒ ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ ๓,๕๒๕,๒๒๘.๓๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย ในอัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ ๑๘ บาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารปลอม โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต และการที่โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ ๑๘ บาท จำเลยไม่อาจทราบได้ว่า คิดอย่างไร จากมาตรฐานไหน เวลาใด ทำให้จำเลยเสียเปรียบหลงในข้อต่อสู้ไม่สามารถรู้ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน ๑๓๑,๓๕๔.๙๖ ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ เงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๒๕,๒๙๓.๕๗ ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกัน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกา แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว _ _ _ปัญหาที่ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริง ในใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.๖ ถึง จ.๑๓ รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น ๑๙๕,๘๔๖.๐๒ ดอลลาร์สิงคโปร์ จำเลยผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์แต่เนื่องจากได้ความโดยแน่ชัดว่า โจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริง ตามเอกสารหมาย ล.๒ ถึง ล.๙ ซึ่งรวมเป็นเงิน ๑๔๖,๖๐๓.๙๔ ดอลลาร์สิงคโปร์ เหตุที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้จำเลยด้วยราคาสินค้าที่ต่ำกว่าราคาซื้อขายกันจริงนั้น เพื่อให้จำเลยนำใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไปเสียภาษีนำเข้า พฤติการณ์ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ได้ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จคือต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรในการนำเข้าสินค้าต่อกรมศุลกากร ทำให้เห็นว่าโจทก์จำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจยกเอาความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องได้เต็มจำนวน ๑๙๕,๘๔๖.๐๒ ดอลลาร์สิงคโปร์ซึ่งมีจำนวนที่โจทก์ร่วมมือกับจำเลยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรร่วมอยู่ด้วยได้ จำเลยจึงควรรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้าจำนวน ๑๔๖,๖๐๓.๙๔ ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้ว ซึ่งเมื่อหักจำนวน ๒๑,๓๑๐.๓๗ ดอลลาร์สิงค์โปร์ที่จำเลยชำระแล้วออกจึงยังคงเหลือจำนวนที่จำเลยต้องชำระอีก ๑๒๕,๒๙๓.๕๗ ดอลลาร์สิงค์โปร์ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๓๑,๓๕๔.๙๖ ดอลลาร์สิงค์โปร์นั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์มิได้มีอัตราคงที่แน่นอน แต่จะมากหรือน้อยลงแตกต่างกันในแต่ละวันย่อมขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าสินค้าให้โจทก์ตามที่โจทก์ให้สินเชื่อแก่จำเลยแล้วจำเลยไม่ชำระให้ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สิงค์โปร์ตามที่ตกลงติดต่อซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทแล้ว จำเลยก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงิน ตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจได้ประโยชน์ หรือ เสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินดอลลาร์สิงคโปร์ในแต่ละวันได้ แต่ทั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ค่าสินค้า เป็นเงินดอลลาร์สิงค์โปร์ เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่ในส่วนที่ให้จำเลยชำระเป็นเงินไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินนั้น อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน ๑ ดอลลาร์สิงค์โปร์ ต่อ ๑๘ บาท ตามคำขอของโจทก์

นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยฯ

นายพรภัทร์ คำแฝง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 155 ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮาวท์ตัน ออสเตรเลีย พีทีวาย จำกัด
จำเลย — บริษัท โฟคัส แมคคานิค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพฯใต้ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลอุทธรณ์ — นายอรุณ พิชญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2545
#44690
เปิดฉบับเต็ม

การตกลงกำหนดค่าจ้างโจทก์และลูกจ้างอื่นเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหากจำเลยผู้เป็นนายจ้างประสงค์จะลดค่าจ้างอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจำเลยต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ หรือจำเลยจะตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนไว้เป็นหนังสือหรือโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ การที่จำเลยประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จึงขอลดค่าจ้างของโจทก์และลูกจ้างอื่น โดยจำเลยเรียกประชุมผู้จัดการทุกฝ่ายรวมทั้งโจทก์เพื่อแจ้งเรื่องการลดเงินเดือน แล้วให้ผู้จัดการแต่ละฝ่ายแจ้งพนักงานในฝ่ายของตนทราบต่อไป ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการลดเงินเดือนพนักงานโดยโจทก์และลูกจ้างอื่นไม่คัดค้านและยอมรับเงินเดือนในอัตราใหม่ตลอดมา จึงถือได้ว่าโจทก์และลูกจ้างอื่นต่างตกลงโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องอัตราค่าจ้างได้ จำเลยจึงมีสิทธิลดค่าจ้างโจทก์ได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่ปี 2536 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 38,000 บาท โจทก์ลาออก เมื่อวันที่ 17พฤษภาคม 2542 จำเลยจ่ายเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์เท่านั้น แต่ไม่จ่ายเงินสมทบจำนวน 66,413 บาทให้โจทก์ด้วย และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ถึงเดือนเมษายน2542 จำเลยจงใจจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ไม่ครบ นอกจากนี้จำเลยยังจงใจจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์ให้โจทก์ไม่ครบถ้วนรวมเป็นต้นเงิน เงินเพิ่ม และดอกเบี้ยทั้งสิ้น 4,386,803 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,386,803 บาทพร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 628,363 บาท ทุกเจ็ดวันและนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามลำดับ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2537อัตราเงินเดือน 35,000 บาท โดยไม่มีสิทธิประโยชน์อย่างอื่นอีก ตั้งแต่ปลายปี 2539เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ธุรกิจของจำเลยดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ต้องลดจำนวนพนักงานหรือเลิกจ้างพนักงาน จึงได้มีการประชุมปรึกษาหารือพนักงานระดับผู้บริหารกับหัวหน้าหน่วยงานทั้งหมดต่างเห็นชอบร่วมกันให้ลดเงินเดือนพนักงานทุกคนตามอัตราที่กำหนด หากพนักงานคนใดไม่เห็นชอบด้วยให้ลาออกโดยจำเลยจะจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมาย โจทก์ได้เข้าร่วมประชุมด้วยและมิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงได้มีการกำหนดอัตราเงินเดือนตามตำแหน่งที่จะลดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นไป จำเลยได้จ่ายเงินค่าผลประโยชน์จากการขายรถยนต์ให้โจทก์ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างจำนวน 491,473 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 422,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์ที่ขาดจำนวน 140,492 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 139,700บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยลดค่าจ้างของโจทก์ชอบหรือไม่ และค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การตกลงกำหนดค่าจ้างของโจทก์และลูกจ้างอื่นเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หากจำเลยผู้เป็นนายจ้างประสงค์จะลดค่าจ้างของลูกจ้าง อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือจำเลยจะตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนไว้เป็นหนังสือหรือโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ ข้อเท็จจริงเฉพาะคดีนี้ปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า จำเลยประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจจึงลดค่าจ้างของโจทก์และลูกจ้างอื่นรวม 2 ครั้งในช่วง นับแต่เดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 19,000 บาท และในช่วงนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนเมษายน 2542 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 18,050 บาท ในการลดค่าจ้างดังกล่าว จำเลยได้เรียกประชุมผู้จัดการฝ่ายทุกคนรวมทั้งโจทก์เพื่อแจ้งเรื่องการลดเงินเดือนพนักงาน แล้วให้ผู้จัดการฝ่ายแต่ละฝ่ายไปแจ้งให้พนักงานในฝ่ายของตนทราบต่อไป หลังจากนั้นได้มีการลดเงินเดือนพนักงานทุกคนโดยโจทก์และพนักงานอื่นไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและยอมรับเงินเดือนในอัตราใหม่ตลอดมา พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์และลูกจ้างอื่นต่างตกลงโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องอัตราค่าจ้างได้ จำเลยจึงมีสิทธิลดค่าจ้างของโจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อไปว่า เอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นเอกสารแผ่นที่สองของเอกสารหมาย จ.10 มีข้อความว่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรองประธานบริษัทจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ได้ยินยอมไว้ล่วงหน้าให้มีการเปลี่ยนแปลงการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายเป็นว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายให้โจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์และดอกเบี้ยตามฟ้องนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายรถเล็ก เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยได้ให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์แก่ผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวคือ ถ้าขายได้คันที่ 1 ถึงคันที่ 5 จะได้รับคันละ 1,000 บาท คันที่ 6 ถึงคันที่ 10 จะได้รับคันละ 1,500 บาท และตั้งแต่คันที่ 11เป็นต้นไป จะได้รับคันละ 2,000 บาท จำเลยได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวให้โจทก์ในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2541 แล้ว แต่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 จำเลยจ่ายให้โจทก์ไม่ครบ โดยจำเลยไม่อาจจะอ้างว่าผลประโยชน์ตอบแทนการขายรถยนต์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรองประธานและจำเลยได้เปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ตอบแทนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ได้ เพราะผลประโยชน์ตอบแทนการขายรถยนต์ดังกล่าวเป็นสภาพการจ้างอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยนายจ้างกำหนดให้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนการขายแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยโจทก์ไม่ยินยอมไม่ได้ เห็นว่าเอกสารหมาย ล.3 เป็นเอกสารเกี่ยวกับเงินเดือนและผลประโยชน์ของพนักงานรถใหญ่ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายรถเล็ก และอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งอ้างข้อความในเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าวข้างต้นก็เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ตกลงยินยอมในการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้เป็นการล่วงหน้ากรณีไม่จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์แก่พนักงานขายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์นี้อีก จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างจำนวน 491,473 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนภัทร วรประวิตร
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ด มอเตอร์ เซลส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2545
#44689
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จัดให้มีบริการโทรศัพท์และเรียกเก็บเงินประกอบธุรกิจใช้บริการโทรศัพท์ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงจะได้รับในการนั้น สิทธิเรียกร้องค่าใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าใช้บริการคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2519 โจทก์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตกลงร่วมมือกันให้บริการโทรศัพท์ติดต่อต่างประเทศจากเครื่องโทรศัพท์ของผู้เช่าเลขหมายโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยผ่านชุมสายระหว่างประเทศของโจทก์และโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากผู้เช่าโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวที่ใช้บริการตามอัตราค่าใช้บริการที่โจทก์กำหนดไว้จำเลยเป็นผู้เช่าเครื่องโทรศัพท์หมายเลข 2-5362717 จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 ถึงวันที่ 14 เมษายน 2537 มีการใช้บริการโทรศัพท์เครื่องหมายเลข 2-5362717 เรียกจากประเทศไทยไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศอื่น ๆ รวมเป็นเงินค่าใช้บริการจำนวน 26,411.70 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินค่าใช้บริการดังกล่าวจากจำเลยผู้เช่าเครื่องโทรศัพท์แล้ว จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 26,411.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยโอนเครื่องโทรศัพท์ที่เช่าให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว จำเลยไม่ใช่ผู้เช่าโทรศัพท์หมายเลข 2-5362717 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าใช้บริการโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลา 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 26,411.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำให้การของจำเลยได้แสดงโดยแจ้งชัดว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น อันจะเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยแล้วหรือไม่ คดีนี้ตามคำให้การของจำเลยบรรยายว่า "โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความเพราะตามกฎหมายการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าและค่าบริการต้องดำเนินการภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 30 กุมภาพันธ์253 ซึ่งเป็นวันแรกที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่10 สิงหาคม 2542 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ" เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์เป็นเงินจำนวน 26,411.70 บาท โดยโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการโทรศัพท์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ซึ่งมีกำหนดให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ที่ลงในหนังสือทวงถาม ซึ่งตามกำหนดเวลาตามที่ทวงถามวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันแรกที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องวันที่ 30กุมภาพันธ์ 253 ถึงวันฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2542 คำให้การจำเลยถือได้ว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งถึงเหตุผลในการที่จำเลยไม่ต้องชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้เรียกให้จำเลยชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 ปีนับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้และตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทวงถามอันแสดงว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ครบกำหนดดังกล่าวคือวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป ดังนั้น แม้คำให้การของจำเลยจะระบุวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ผิดไป โดยระบุว่าเริ่มนับแต่วันที่ 30 กุมภาพันธ์253 ก็ตาม แต่จำเลยก็ได้ระบุไว้ด้วยว่านับแต่วันที่ระบุดังกล่าวถึงวันฟ้องวันที่ 10สิงหาคม 2542 เกินกำหนดเวลา 2 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว จึงเป็นเรื่องที่มองเห็นเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความเมื่อใดนับแต่วันใดถึงวันฟ้อง การที่จำเลยมิได้ลงเลข พ.ศ. ให้ครบถ้วน ก็อาจเนื่องมาจากความผิดพลาดเผลอเรอของจำเลยที่พิมพ์ตัวเลข พ.ศ. ตกหล่นไปมากกว่าเมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยประกอบคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว พออนุมานได้ว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องนับแต่วันใดและนับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยถือได้ว่าได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏไว้ จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง และมีประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคำให้การจำเลยไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นและเมื่อพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อจำเลยค้างชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ติดต่อระหว่างประเทศ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.8 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 ให้ชำระค่าใช้บริการภายใน 7 วัน จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 เมื่อนับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าใช้บริการแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องจึงเกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี และจากคำเบิกความของพยานโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยเกิน 2 ปี จริง การที่โจทก์จัดให้มีบริการโทรศัพท์และเรียกเก็บเงินประกอบธุรกิจใช้บริการโทรศัพท์ถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงจะได้รับในการนั้น สิทธิเรียกร้องค่าใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าใช้บริการ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางสาว สุภาภรณ์ รัตนพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885 -ที่ 1890/2545
#44688
เปิดฉบับเต็ม

การนั่งพิจารณาคดีของศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน เป็นองค์คณะพิจารณา และต้องนั่งพิจารณาติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่สำคัญและจะเลื่อนครั้งหนึ่งได้ไม่เกิน7 วันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 17และมาตรา 45 วรรคสาม หากโจทก์เห็นว่าศาลแรงงานกลาง มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องในการพิจารณาอันเป็นการผิดระเบียบ โจทก์ต้องยื่นคำคัดค้านก่อนมีคำพิพากษาแต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เมื่อโจทก์มิได้คัดค้านจนกระทั่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะมาอุทธรณ์ในภายหลังหาชอบไม่ ต้องถือว่าการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 6

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถส่งนักข่าว โจทก์ทั้งหกต้องขับรถในเวลาปกติระหว่างเวลา 7-15 นาฬิกาทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ หากจำเลยสั่งให้โจทก์ทั้งหกทำงานหลัง 15 นาฬิกาจนถึงเวลา 7 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นก็ให้ถือว่าในวันรุ่งขึ้นระหว่างเวลา7-15 นาฬิกา เป็นวันหยุดของโจทก์ทั้งหก ในระหว่างที่ทำงานจำเลยได้สั่งให้โจทก์ทั้งหกทำงานล่วงเวลาคิดเป็นเงินค่าล่วงเวลาที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งหกไม่น้อยกว่า1 เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างปกติ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างเงินสะสมและเงินโบนัสแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 86,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 และชำระค่าล่วงเวลากับค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ทั้งหกจำนวน 365,400 บาท 291,336.35 บาท 333,836.80 บาท 436,800 บาท345,252.16 บาท และ 368,940 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถซึ่งเป็นงานขนส่งคิดค่าล่วงเวลาไม่ได้ จำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทั้งหกทำงานล่วงเวลาตามฟ้อง โจทก์ทั้งหกไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในวันหยุด การทำงานของโจทก์ทั้งหกไม่เป็นการทำงานนอกเวลาปกติ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าล่วงเวลา สิทธิเรียกร้องให้ชำระค่าล่วงเวลาขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ในข้อ 2 ก. และ ข.ความว่า ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากบางครั้งไม่มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างร่วมนั่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีและศาลแรงงานกลางสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีแต่ละคราวเกิน 7 วันนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การนั่งพิจารณาคดีแรงงานนั้นศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กันเป็นองค์คณะพิจารณาและศาลแรงงานต้องนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อนเว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่สำคัญและศาลแรงงานจะเลื่อนคดีครั้งหนึ่งได้ไม่เกิน 7 วันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17 และมาตรา 45วรรคสาม ดังนั้น ถ้าโจทก์ทั้งหกเห็นว่าศาลแรงงานกลางมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องในการพิจารณาคดีดังที่ได้อุทธรณ์อันเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจะต้องยื่นคำคัดค้านก่อนมีคำพิพากษาแต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่โจทก์ทั้งหกได้ทราบการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 หากข้อเท็จจริงปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหก โจทก์ทั้งหกในฐานะคู่ความย่อมได้ทราบเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลแรงงานกลางตลอดมา ซึ่งโจทก์ทั้งหกควรจะคัดค้านเสียภายใน 8 วัน ตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งหกมิได้คัดค้านจนกระทั่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วโจทก์ทั้งหกจะมาอุทธรณ์โต้แย้งในภายหลังหาชอบไม่ต้องถือว่าการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 31 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศักดา สีลาจันทร์ กับพวก
จำเลย — บริษัท วัชรพล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2545
#44687
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีดและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 ทั้งวรรคสองและวรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยลักเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 6,000 บาท ของนางกุมารี หวังแจ่ม ผู้เสียหายไปโดยใช้มีดปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธจี้ขู่เข็ญและแทงผู้เสียหายที่บริเวณไหล่ขวาและชกถูกที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้นหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน6,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 5 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเพียงข้อเดียวซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุว่าประสงค์จะให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคใด ต้องสันนิษฐานในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยคือ ควรลงโทษตามวรรคแรก กำหนดโทษของจำเลยคือจำคุก 5 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน การลงโทษตามมาตรา 339 วรรคสาม เป็นการพิพากษาเกินคำขอในปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีดและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ทั้งวรรคสองและวรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม ตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นาย ณัฐพงษ์ หรือหนุ่ม พุ่มผกา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2545
#45659
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีดและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 ทั้งวรรคสองและวรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้นมิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 6,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีดและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตราย แก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ทั้งวรรคสองและวรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสามตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นาย ณัฐพงษ์หรือหนุ่ม พุ่มผกา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2545
#99337
เปิดฉบับเต็ม

ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากป.วิ.อ มาตรา 158(6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้นมิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๕ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า_ _ เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีดและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตราย แก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๓๓๙ ทั้งวรรคสองและวรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘(๖) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

น.ส.อังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายเกษม ควรเจริญ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
พุ่มผกา — นายณัฐพงษ์หรือหนุ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวิรัตน์ สัณฐาน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1863/2545
#43992
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมเดือนละประมาณ 26,000 บาท จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 104,025.39 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและเบิกเงินสดโดยจำเลยไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลยเป็นเวลานานเกือบ 4 ปี ทำให้จำนวนหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนับถึงวันฟ้องมีจำนวน 204,600 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือนของจำเลยแล้วจำนวนหนี้มีมากกว่ารายได้ แม้จำเลยเป็นข้าราชการมีเงินเดือน แต่เงินเดือนตลอดทั้งบำเหน็จบำนาญไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) จำเลยรับราชการมานานแต่ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก แสดงว่าเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของจำเลยมีจำนวนเพียงแค่การดำรงชีพของจำเลยในแต่ละเดือนเท่านั้น ไม่เหลือพอที่จะแบ่งไปผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ได้ เงินสะสมของข้าราชการมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนข้าราชการ แม้จำเลยจะมีเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการก็ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเช่นกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดทั้งพฤติการณ์ของจำเลยมิได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในทางที่จะขวนขวายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยความสุจริตใจ คดีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1215/2538 ของศาลแพ่ง และเมื่อคำนวณยอดหนี้คิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน200,184.61 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาด แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้ และจำเลยได้หลบหนีไปจากเคหสถานที่เคยอยู่ ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว 2 ครั้ง มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า30 วันจำเลยรับหนังสือแล้วเพิกเฉย ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบอาชีพรับราชการมีรายได้และทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง (ที่ถูกมีคำพิพากษา) ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1215/2538 ของศาลแพ่งคำนวณหนี้ถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเงิน 200,184.61 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ โจทก์มีนายจุลเดช ธรรมกุลางกูร และนายพนมกร ปิ่นเกตุ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์แล้ว โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับคดีได้ตามรายงานการสืบทรัพย์เอกสารหมาย จ.6ตัวแทนของโจทก์ได้ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครราชสีมาไม่พบชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยมีรายได้เป็นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นอยู่ในความครอบครอง ซึ่งบัญชีเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนเอกสารหมาย ล.1 ระบุว่าจำเลยมีเงินเดือน 21,970 บาท และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า จำเลยมีรายได้พิเศษเป็นเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 3,000 บาท ถึง 5,000 บาท เห็นว่า จำเลยมีรายได้จากเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมเดือนละประมาณ 26,000 บาท เมื่อวันที่ 13 เมษายน2537 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสิ้น 104,025.39 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยและนางวรรณรัตน์ เอี่ยมเจริญ ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและเบิกเงินสด เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลานานเกือบ 4 ปี จำเลยไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลย เป็นเหตุให้จำนวนหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไปถึงวันฟ้องเป็นเงิน 204,600 บาท เมื่อเทียบจำนวนหนี้กับรายได้ต่อเดือนของจำเลยแล้วจำนวนหนี้จึงมากกว่ารายได้ และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก แม้จำเลยเป็นข้าราชการมีเงินเดือนแต่เงินเดือนตลอดทั้งเงินบำเหน็จหรือบำนาญไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 286(2) ประกอบกับจำเลยไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลย ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยในทางที่ขวนขวายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยรับราชการมานานจนกระทั่งได้เลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทแต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใด ย่อมแสดงให้เห็นว่าเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของจำเลยมีจำนวนเพียงแค่การดำรงชีพของจำเลยในแต่ละเดือนเท่านั้นไม่เหลือพอที่จะแบ่งไปผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ที่จำเลยอ้างว่าในตอนที่ถูกโจทก์ฟ้องคดีแพ่งจำเลยไม่ทราบเรื่องจึงมิได้ชำระหนี้นั้น เมื่อจำเลยถูกฟ้องคดีนี้จำเลยก็ย่อมทราบจำนวนหนี้ที่มีหน้าที่ต้องชำระแล้ว แต่จำเลยก็มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อถือ และที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการถึงวันที่ 31ธันวาคม 2543 จำนวน 280,112.16 บาท หากลาออกจากราชการจะได้เงินบำเหน็จประมาณ 660,000 บาท หรือเงินบำนาญเดือนละ 13,000 บาท นั้น เห็นว่า เงินสะสมของข้าราชการมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนข้าราชการ จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเช่นกัน ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความตั้งใจจะชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยความสุจริตใจ คดีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — พันตำรวจตรีหรือพันตำรวจโท สุนทร จันทรางกูร
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1840/2545
#108735
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็เฉพาะกรณีจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ เมื่อไม่ปรากฏว่านอกจากทรัพย์สินที่โจทก์ยึดและอายัดมาชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีไม่ครบถ้วนตามที่ ป.พ.พ. บัญญัติไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๙๒,๖๑๑,๕๓๘.๑๓ บาท แก่โจทก์ และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เงินเพิ่มไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระในแต่ละประเภทภาษีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีสิ้นสภาพบุคคลแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งโจทก์ฟ้องคดีหลังจากจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทเกินกว่า ๒ ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีต่าง ๆ ถูกต้องครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จึงมิได้อุทธรณ์การประเมิน การประเมินย่อมไม่เป็นที่สุดและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัท และจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีแล้ว โดยได้ประกาศโฆษณาหนังสือพิมพ์ให้บรรดาลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบเพื่อการชำระสะสางหนี้สิน ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามจำเลยที่ ๑ ให้ชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินใด ๆ ต่อโจทก์ คำสั่งกรมสรรพากรที่มอบอำนาจให้นายสำเร็จ ตั้งสุวรรณ สรรพากรภาค ๓ เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีนั้นไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจ ดังนั้น นายสำเร็จไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทน คำสั่งดังกล่าวไม่ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าตามประมวลรัษฎากร การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้ชำระบัญชี ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เป็นหรือเคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ไม่เคยถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ หรือมีส่วนร่วมในการบริหารของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ เข้ามาเมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกกิจการแล้วและกำลังจะสิ้นสภาพบุคคล จำเลยที่ ๒ ได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าภาษีอากรและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินเหลือพอชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนกระทำใดให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน ๙๒,๖๑๑,๕๓๘.๑๓ บาทพร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีแต่ละจำนวนที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระตามใบแจ้งการประเมินรายพิพาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามใบแจ้งการประเมินรายพิพาทแต่ละฉบับ และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์กล่าวคือ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๗ ภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน ๔๓,๓๘๓,๕๑๘.๗๕ บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน ๑๒,๖๕๑,๖๐๒.๒๓ บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นคำนวณถึงวันฟ้องสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ จำนวน ๑๘,๓๖๗,๕๐๒.๘๐ บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม ๒๕๓๘ จำนวน ๑๗,๕๙๕,๙๐๐ บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องสำหรับเดือนภาษีธันวาคม ๒๕๓๘ จำนวน ๖๑๓,๐๑๔.๓๕ บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน ๙๒,๖๑๑,๕๓๘.๑๓ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็เฉพาะกรณีจำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่ แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านอกจากทรัพย์สินที่โจทก์ยึดและอายัดมาชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ ยังมีทรัพย์สินอื่น ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีไม่ครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 422 ม. 1250 ม. 1269 ม. 1270
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทพัฒนาสหสิน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2545
#44686
เปิดฉบับเต็ม

การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่ง เป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญาเป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะได้รับความคุ้มครอง สำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะในเขตพื้นที่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้นผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักร ไม่อาจฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคแรก เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 46 วรรคสอง

บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมาการค้า พ.ศ. 2534 ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมได้ด้วย แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 110(1)ประกอบด้วยมาตรา 108 มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรไว้เช่นนั้นกรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2504 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ด้วยทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275ประกอบด้วย มาตรา 273

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 เวลากลางวันจำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าจำนวน 48 ใบ ที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของบริษัทคิปลิงก์ สวิตเซอร์แลนด์ เอจี จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร เหตุเกิดที่แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273, 32 และ 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วย มาตรา 273 อันเป็นบทกฎหมายทั่วไป แต่ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 บัญญัติให้การเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอมเป็นความผิดเฉพาะกรณีที่เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้นได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นอันเป็นบทกฎหมายเฉพาะ จึงต้องบังคับตามบทกฎหมายเฉพาะ ส่วนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายทั่วไปจะใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเท่านั้น เมื่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาตามคำฟ้องแตกต่างจากพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายตามคำฟ้องไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบริษัทคิปลิงก์สวิตเซอร์แลนด์ เอจี จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยยังคงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วย มาตรา 273ตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคแรกบัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 8 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการค้า มาตรา 273 บัญญัติว่า ผู้ใดปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้วไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและมาตรา 275 บัญญัติว่า ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้า...หรือสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามความในมาตรา 273 หรือมาตรา 274 ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ แสดงว่าการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรเป็นการกระทำอันเป็นความผิดในทางอาญาและผู้กระทำจักต้องรับโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ในมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ดังกล่าวมาข้างต้น การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้น เป็นความผิดทางอาญา เป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะได้รับความคุ้มครองสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะในเขตพื้นที่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักร ไม่อาจฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคแรกเว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 46 วรรคสองส่วนบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วย มาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมได้ด้วย แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 110(1)ประกอบด้วยมาตรา 108 มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรไว้เช่นนั้น กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะ ซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2504เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 110(1) ประกอบด้วย มาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 3 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ตามฟ้องของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ลงโทษปรับ 4,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 273 ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46 ม. 110 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ยุพา กิจลำมี
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2545
#45657
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2504 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273แห่งประมวลกฎหมายอาญาจึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534

จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273, 32 และ 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275ประกอบด้วยมาตรา 273 อันเป็นบทกฎหมายทั่วไป แต่ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 บัญญัติให้การเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอมเป็นความผิดเฉพาะกรณีที่เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้นได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้น อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะ จึงต้องบังคับตามบทกฎหมายเฉพาะ ส่วนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายทั่วไปจะใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเท่านั้น เมื่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาตามคำฟ้องแตกต่างจากพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายตามคำฟ้องไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบริษัทคิปลิงก์สวิตเซอร์แลนด์ เอจี จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยยังคงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก บัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 8 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการค้า มาตรา 273 บัญญัติว่า ผู้ใดปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 275 บัญญัติว่าผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้า...หรือสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามความในมาตรา 273 หรือมาตรา 274 ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ แสดงว่าการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร เป็นการกระทำอันเป็นความผิดในทางอาญาและผู้กระทำจักต้องรับโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ในมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273ดังกล่าวมาข้างต้น การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญาเป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะได้รับความคุ้มครองสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะในเขตพื้นที่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรไม่อาจฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคแรก เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 46 วรรคสอง ส่วนบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมได้ด้วย แม้พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรไว้เช่นนั้น กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลังมาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2504 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 110(1)ประกอบด้วยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 275ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ตามฟ้องของโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275ประกอบด้วยมาตรา 273 ลงโทษปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 273 ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ยุพา กิจลำมี
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2545
#45658
เปิดฉบับเต็ม

การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 มีบทบัญญัติมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งกำหนดให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญาเป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะได้รับความคุ้มครองสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 เฉพาะในเขตพื้นที่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรไม่อาจฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 46วรรคแรก เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 46 วรรคสอง ส่วนประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อน พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมได้ด้วย แม้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรไว้เช่นนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯเมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ เป็นกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลังมาตรา 3 วรรคแรก ให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2504 เท่านั้น มิได้ให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ด้วย ทั้งไม่อาจถือว่ามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ขัดหรือแย้งกับมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ บทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 จึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ดังนั้นการที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร จึงมีความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าจำนวน 48 ใบ ที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของบริษัทคิปลิงก์ สวิตเซอร์แลนด์ เอจี จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ในวันเวลาดังกล่าวข้างต้นเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมกับยึดสินค้ากระเป๋าที่จำเลยเสนอจำหน่ายจำนวน 48 ใบดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273, 32 และ 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275ประกอบด้วยมาตรา 273 อันเป็นบทกฎหมายทั่วไป แต่ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 บัญญัติให้การเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอมเป็นความผิดเฉพาะกรณีที่เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้นได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้น อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะ จึงต้องบังคับตามบทกฎหมายเฉพาะ ส่วนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายทั่วไปจะใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเท่านั้น เมื่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาตามคำฟ้องแตกต่างจากพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายตามคำฟ้องไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบริษัทคิปลิงก์ สวิตเซอร์แลนด์ เอจี จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยยังคงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275ประกอบด้วยมาตรา 273 ตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรกบัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายและประมวลกฎหมายอาญาลักษณะ 8 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการค้ามาตรา 273 บัญญัติว่า ผู้ใดปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้วไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 275 บัญญัติว่า ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้า... หรือสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามความในมาตรา 273หรือมาตรา 274 ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ แสดงว่าการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรเป็นการกระทำอันเป็นความผิดในทางอาญาและผู้กระทำจักต้องรับโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ในมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ดังกล่าวมาข้างต้น การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญาเป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะได้รับความคุ้มครองสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะในเขตพื้นที่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักร ไม่อาจฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคแรกเว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 46 วรรคสอง ส่วนบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมได้ด้วย แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรไว้เช่นนั้น กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2504 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 110(1)ประกอบด้วยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 ตามฟ้องของโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275ประกอบด้วยมาตรา 273 ลงโทษปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 273 ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 3 ม. 44 ม. 46 ม. 108 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ยุพา กิจลำมี
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2545
#99777
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 110 (1) ประกอบด้วยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบด้วยมาตรา 273

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ , ๓๒ และ ๓๓ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ อันเป็นบทกฎหมายทั่วไป แต่ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ บัญญัติให้การเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นปลอมเป็นความผิดเฉพาะกรณีที่เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้นได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้น อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะ จึงต้องบังคับตามบทกฎหมายเฉพาะ ส่วนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายทั่วไปจะใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเท่านั้น เมื่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาตามคำฟ้องแตกต่างจากพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายตามคำฟ้องไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้เสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบริษัทคิปลิงก์ สวิตเซอร์แลนด์ เอจี จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยยังคงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ ตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ วรรคแรก บัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ ๘ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการค้า มาตรา ๒๗๓ บัญญัติว่า ผู้ใดปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา ๒๗๕ บัญญัติว่า ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้า...หรือสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามความในมาตรา ๒๗๓ หรือมาตรา ๒๗๔ ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ แสดงว่าการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร เป็นการกระทำอันเป็นความผิดในทางอาญาและผู้กระทำจักต้องรับโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ ดังกล่าวมาข้างต้น การที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญาเป็นเพราะเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะได้รับความคุ้มครองสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะในเขตพื้นที่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรแต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักร ไม่อาจฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔๖ วรรคแรก เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ส่วนบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมได้ด้วย แม้พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนนอกราชอาณาจักรไว้เช่นนั้น กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ เมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา ๓ วรรคแรก บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๔๗๔ และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ.๒๕๐๔ เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ ด้วย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทกฎหมายซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมิได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ การที่จำเลยเสนอจำหน่ายสินค้ากระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ ตามฟ้องของโจทก์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๗๓ ลงโทษปรับ ๔,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา ๗๘ คงปรับ ๒,๐๐๐ บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ของกลางริบ.

นายธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 273 ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ยุพา กิจลำมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2545
#43448
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์มีอำนาจดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งทางราชการไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ แต่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติเท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2534 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอนางรอง อำเภอประโคนชัย และกิ่งอำเภอพลับพลาชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยให้ที่ดินในท้องที่ดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งกำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 จำเลยทั้งสามนำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลสะเดา อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 41 ไร่ ไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เจ้าพนักงานที่ดินรับคำขอไว้สอบสวนและดำเนินการตามคำขอของจำเลยทั้งสาม โจทก์คัดค้านว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสามยื่นคำขอออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ไม่ตรงกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง สอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสาม การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง มีคำสั่งให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เพราะที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วตามกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสามและเพิกถอนคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายปอด หมั่นดำบิดานายสนั่น หมั่นดำ ได้ครอบครองทำประโยชน์มาประมาณ 40 ปีแล้วจำเลยทั้งสามซื้อที่ดินพิพาทจากนายสนั่น และได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อจากนายสนั่นตลอดมาจนถึงปัจจุบันเมื่อปี 2538 จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าอยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์คัดค้านว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกันเจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนแล้วมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกับที่ดินที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โจทก์ไม่มีอำนาจคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิของจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะประเด็นสุดท้าย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามตามประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขานางรอง ให้ระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามโดยมิได้ฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ... คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง...เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 145วรรคสอง(1) และ (2) ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกมิให้ถูกบังคับในเรื่องที่ตนมิได้เป็นคู่ความและไม่มีโอกาสเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เป็นจำเลยโจทก์ก็ไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งบุคคลนอกคดีได้ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น และมีผลให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขานางรอง ต้องระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสามได้นั้นเหตุผลที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกาเป็นคนละเรื่องกันกับปัญหาที่มาสู่ศาลฎีกาเพราะถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์มีอำนาจดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งทางราชการไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ หาใช่เป็นการถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาไม่ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เป็นจำเลยต่อศาล โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ประสงค์ให้บังคับแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นาง ลี ชื่นชมแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2545
#45656
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกมิให้ถูกบังคับในเรื่องที่ตนมิได้เป็นคู่ความและไม่มีโอกาสเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลย โจทก์จึงไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์มีอำนาจดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งทางราชการไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสาม และเพิกถอนคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายปอด หมั่นดำ บิดานายสนั่นหมั่นดำ ได้ครอบครองทำประโยชน์มาประมาณ 40 ปีแล้ว จำเลยทั้งสามซื้อที่ดินพิพาทจากนายสนั่น และได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อจากนายสนั่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี2538 จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าอยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์คัดค้านว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกันเจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนแล้วมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกับที่ดินที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ไม่มีอำนาจคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิของจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะประเด็นสุดท้าย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามตามประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แล้วว่า โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ให้ระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามโดยมิได้ฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ... คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง... เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 145 วรรคสอง (1) และ (2)ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกมิให้ถูกบังคับในเรื่องที่ตนมิได้เป็นคู่ความและไม่มีโอกาสเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขานางรอง เป็นจำเลย โจทก์ก็ไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น และมีผลผูกพันเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล และเมื่อศาลพิพากษาว่าการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสามไม่ชอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรองต้องระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสาม โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสามได้นั้น เหตุผลที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกาไม่สมเหตุสมผล เพราะถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์มีอำนาจดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งทางราชการไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขานางรอง ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขานางรอง เป็นจำเลยต่อศาล โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ประสงค์ให้บังคับแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นาง ลี ชื่นชมแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา