คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2545
#99430
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความเนื่องจากจำเลยถูกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย บทบัญญัติของกฎหมายในมาตราดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร ซึ่งต่างจากกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือในกรณีที่มีการถอนคำฟ้องหรือได้มีการ ตัดสินให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ หรือเมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือ การประนีประนอม ยอมความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่ความได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับ จำเลยทั้งหกเป็นพับจึงชอบแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ซึ่งเกิดจากเหตุที่จำเลยทั้งหก ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น โจทก์ทั้งสองก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอีกด้วย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่คืน ค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทั้งสองเลยนั้น น่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ทั้งสองที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน คือ ค่าธรรมเนียมในการยื่นฟ้องคดีนี้และค่าธรรมเนียมในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้อง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระหนี้ 21,304,007.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 17,684,156 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนัดสืบพยานโจทก์ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ จำเลยทั้งหกเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งหกและได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินคดีนี้ต่อไป ขอให้จำหน่ายคดี โจทก์ทั้งสองรับว่าได้ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ดังกล่าวจริง ไม่ค้านที่จะให้จำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25, 27, 91 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกให้เป็นพับ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกให้เป็นพับ เพราะการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีด้วยเหตุที่ไม่มีประโยชน์จะพิจารณาต่อไปเนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้วนั้น ย่อมมีผลเท่ากับศาลสั่งไม่รับคำฟ้องหรือยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิให้ฟ้องคดีใหม่ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 ให้อำนาจศาลที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามที่เห็นสมควร กรณีไม่ใช่ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ที่จะให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายเป็นพับ และมิใช่การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีด้วยเหตุที่ โจทก์ทั้งสองทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 และ 132 ที่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมได้ตามสมควร จึงขอให้คืนค่าฤชาธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อกฎหมายทั้งตามคำสั่งศาลชั้นต้นในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2543 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 โดยตรงต่อศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกเป็นพับ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและ ต้องคืนค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี โจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความด้วยเหตุที่จำเลยทั้งหกถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 ซึ่งกรณีมิใช่โจทก์ทั้งสองทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198, 132 ดังเช่นที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ และในการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย อันแสดงว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรเพื่อยังให้เกิดความ เป็นธรรม ซึ่งต่างจากกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือในกรณีที่มีการถอนคำฟ้องหรือได้มีการตัดสินให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ หรือเมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่ความได้ สำหรับคดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณามาจนถึงมีการนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองแล้ว แม้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองออกจาก สารบบความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 อันถือว่าเป็นผลของกฎหมายที่จำเลยทั้งหกถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่กรณีไม่อาจถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้วมีเหตุให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองตั้งแต่ต้นอันจะทำให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมคือค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความ โดยใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกเป็นพับนั้นชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 167 แล้ว อย่างไรก็ตามการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ เกิดจากเหตุที่จำเลยทั้งหกถูก ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอีกด้วย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจ ไม่คืนค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทั้งสองเลยนั้น น่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ทั้งสองที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมให้ โจทก์ทั้งสองเลยนั้น น่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ทั้งสองที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน คือ ค่าธรรมเนียมในการยื่นฟ้องคดีนี้ และค่าธรรมเนียมในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งหกและไม่แน่นอนว่าโจทก์ทั้งสองจะได้รับเฉลี่ยชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของแก่จำเลยทั้งหกใน คดีล้มละลายเต็มตามจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งหกเป็นหนี้โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกเป็นพับนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสองทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 132 ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 167 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25 ม. 27 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรุ่งทิพย์ ศรีวิทิตกุล กับพวก
จำเลย — นายสุวัฒน์ เลิศธนภัทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายทองเพียร มูลกาย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2545
#42157
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสี่ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ มาตรา 57เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลซึ่งมาตรา 58 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเร็ว โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้คัดค้าน และเมื่อศาลสั่งอย่างใดแล้วให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด ดังนั้นเมื่อผู้คัดค้านทั้งแปดผู้ได้รับเลือกตั้งยื่นคำคัดค้านแล้วว่าตนได้รับการเลือกตั้งมาโดยชอบและต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ส่วนผู้คัดค้านที่ 4และที่ 5 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามความหมายของมาตรา 58 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลแล้วคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดทุกกรณีคู่ความไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายฉะนั้น การที่ผู้คัดค้านทั้งแปดอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เนื่องจากมิได้วินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับและวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งแปดจึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อฎีกาของผู้คัดค้านทั้งแปดต้องห้ามแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาดังกล่าวไว้จึงไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร 25, 39, 3, 21ตามลำดับ ในการดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลดังกล่าวเทศบาลตำบลชะอวดได้ประกาศแต่งตั้งเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กรรมการตรวจคะแนนและเจ้าหน้าที่คะแนน หลังจากปิดการลงคะแนนแล้ว คณะกรรมการตรวจคะแนนและเจ้าหน้าที่คะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งได้รวมคะแนนแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 16 รวม 534 คะแนน ผู้ร้องที่ 2 ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 13รวม 565 คะแนน ผู้ร้องที่ 3 ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 13 รวม 565คะแนน ผู้ร้องที่ 4 ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 18 รวม 465 คะแนนซึ่งมีคะแนนน้อยกว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 6 ซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับที่ 12 รวม 35, 4, 4, 104 คะแนน ตามลำดับ การที่เทศบาลตำบลชะอวดประกาศให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลหมายเลขประจำตัว 20, 7, 4, 1, 27, 10, 30, 2, 8, 24, 5, 6,ลำดับที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการตรวจคะแนนและเจ้าหน้าที่คะแนนทั้ง 3 หน่วยเลือกตั้งมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 และกฎกระทรวงมหาดไทย อันทำให้การเลือกตั้ง การนับคะแนนและการประกาศผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยมิชอบโดยอ่านบัตรเลือกตั้งให้ผิดไปจากความเป็นจริง อ่านบัตรเลือกตั้งที่ผู้เลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้ร้องทั้งสี่ให้เป็นบัตรเสีย ไม่นับคะแนนโดยเปิดเผยโดยปิดประตูที่ทำการหน่วยเลือกตั้งที่ 1 เพื่อนับคะแนนโดยมิให้ประชาชนหรือตัวแทนของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าไปสังเกตการณ์หรือตรวจสอบดูแลขณะนับคะแนน ทำให้คะแนนของผู้ร้องทั้งสี่ขาดหายไป เป็นผลให้ผู้ร้องทั้งสี่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ขอให้มีคำสั่งเปิดหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อนับคะแนนใหม่ทั้ง 3 หน่วยเลือกตั้งให้ผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบ ให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชะอวดเป็นโมฆะ และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชะอวดใหม่

ผู้คัดค้านทั้งแปดคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งแปดได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชะอวดโดยชอบ การเลือกตั้งทุกหน่วยเลือกตั้งทำไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กรรมการตรวจคะแนนและเจ้าหน้าที่คะแนนทุกคนในทุกหน่วยเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ มิได้ปฏิบัติหรือมีพฤติการณ์ตามที่ผู้ร้องทั้งสี่กล่าวอ้างแต่อย่างใดคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่เป็นคำร้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งส่วนผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง บุคคลผู้ได้รับการเลือกตั้ง10 รายที่เหลือให้เป็นไปตามประกาศเทศบาลตำบลชะอวด ทั้งนี้การเรียงลำดับคะแนนให้เป็นไปตามผลที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น ยกคำขออื่นของผู้ร้องทั้งสี่

ผู้คัดค้านทั้งแปดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งแปดฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแล้วหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชะอวด ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งของเทศบาลตำบลชะอวดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน2542 ว่า การเลือกตั้งในเขตเทศบาลตำบลชะอวดดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบ เป็นผลให้ผู้ร้องทั้งสี่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสี่ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 มาตรา 57 เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็วโดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น เมื่อศาลสั่งอย่างใดให้แจ้งคำสั่งไปยังเทศบาลโดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด" ซึ่งผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งได้ยื่นคำคัดค้านแล้วว่า ผู้คัดค้านทั้งแปดได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลชะอวดโดยชอบ คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ส่วนผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง บุคคลผู้ได้รับการเลือกตั้ง 10 รายที่เหลือให้เป็นไปตามประกาศเทศบาลตำบลชะอวดฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน2542 ทั้งนี้การเรียงลำดับคะแนนให้เป็นไปตามผลที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามความหมายของมาตรา 58 วรรคหนึ่งแล้ว และเมื่อได้ความว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งศาลไปยังเทศบาลตำบลชะอวดแล้วเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นย่อมเป็นที่สุดทุกกรณี คู่ความไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ไม่ว่าจะเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น ที่ผู้คัดค้านทั้งแปดอุทธรณ์ในข้อกฎหมายอ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 เนื่องจากมิได้วินิจฉัยในข้อที่ว่าคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8ให้รับอุทธรณ์และวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งแปดจึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อฎีกาของผู้คัดค้านทั้งแปดต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้านทั้งแปดจึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และยกฎีกาของผู้คัดค้านทั้งแปดให้บังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 57 ม. 58
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย วิโรจน์ ชูประจิตต์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย สมพงษ์ ลอยชูศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2545
#42787
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการเพราะไปอุปสมบทเป็นภิกษุ ซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวมประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัดความเสียหาย ส่วนประธานกรรมการสุขาภิบาลก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ทั้งสองฐานะ

พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลพ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กรเพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงานขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระโดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องเกี่ยวกับฐานะของผู้ร้อง

พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติว่า กรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้คือเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18(1)(2)(3) หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้เป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทสำเร็จบริบูรณ์เป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่งจึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทนานเพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลอุปสมบทได้ กรณีไม่อาจนำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านอุปสมบทโดยได้รับความยินยอมหรือการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้สุขาภิบาลช่องแคเสียหายหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลดังกล่าวโดยได้รับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้อุปสมบทที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ผู้คัดค้านต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาล ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) แต่ผู้คัดค้านยังคงปฏิบัติหน้าที่กรรมการสุขาภิบาลช่องแคโดยไม่มีอำนาจทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ร้องและประชาชน ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวไม่ได้ทำในนามสุขาภิบาลผู้ร้อง กรรมการสุขาภิบาลและประชาชนไม่ได้รับความเสียหาย และไม่ปรากฏว่าเสียหายอย่างไร หลังจากลาสิกขาแล้ว ผู้ร้องและกรรมการสุขาภิบาลยังยินยอมให้ผู้คัดค้านเข้าประชุม และมอบหมายงานให้ผู้คัดค้านกระทำในกิจการของสุขาภิบาล โดยไม่มีการโต้แย้งหรือคัดค้าน การอุปสมบทตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) ต้องเป็นการอุปสมบทเป็นเวลานานจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และทำให้กิจการของสุขาภิบาลเสียหายโดยตรง แต่ผู้คัดค้านอุปสมบทในระยะสั้น บทบัญญัติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 และมาตรา 38ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านขัดขวางการที่ผู้ร้องนำพรรคพวกมาแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) ถูกยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียอีกต่อไป ผู้คัดค้านไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) เพราะพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ประกาศใช้ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี ขอให้ยกคำร้อง

ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวน ผู้คัดค้านขอให้ส่งความเห็นของผู้คัดค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นส่งให้ตามขอ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 38

ในวันนัดไต่สวน คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านไม่ติดใจไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาล ช่องแค นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง แต่ไม่กระทบถึงการที่ผู้คัดค้านได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่มีการชี้ขาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ไปอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลา 7 วัน แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตามปกติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไปแล้วหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องระบุไว้ในคำร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมว่ายื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เห็นว่า ที่ผู้ร้องระบุว่าในฐานะส่วนตัวคือในฐานะประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลส่วนที่ระบุว่าในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนั้น ก็เนื่องจากผู้ร้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วย ซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัดความเสียหาย ส่วนประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ได้ทั้งสองฐานะส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อไปในเรื่องเดียวกันนี้ว่า เมื่อพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องแล้วผู้ร้องจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาลช่องแค เมื่อไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องย่อมตกไป ทำให้คำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไม่มีผลบังคับแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลังมิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงานขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระโดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาข้อที่สองของผู้คัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วชอบหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นการห้ามบุคคลที่เป็นภิกษุมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการสุขาภิบาล มิได้ห้ามกรรมการสุขาภิบาลไปอุปสมบทและผู้คัดค้านไปอุปสมบทเพียงไม่กี่วัน ทั้งได้รับความยินยอมจากกรรมการสุขาภิบาลแล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10บัญญัติไว้ชัดเจนว่ากรรมการสุขาภิบาล... พ้นจากตำแหน่งเมื่อ...(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้คือ...(8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18(1)(2)(3)หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งคือ... (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบูรณ์คือตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทที่วัดพุช้างล้วงเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทเป็นภิกษุของผู้คัดค้านว่าอุปสมบทอยู่นานหรือไม่ เพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลาอุปสมบทได้แต่อย่างใด กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาใช้เทียบเคียงได้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านอุปสมบทโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ทั้งไม่ต้องพิจารณาว่าการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้สุขาภิบาลช่องแคเสียหายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง การที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบท ผู้คัดค้านย่อมพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่อุปสมบทตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 179
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 21
พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 ม. 10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง บังอร สกลวิทยานนท์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้ร้อง — ประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค
ผู้ร้อง — ผู้ร้องคัดค้าน
ผู้ร้อง — นาย สมเกียรติ คงทิม
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2545
#48646
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องระบุในคำร้องว่าในฐานะส่วนตัวคือในฐานะประชาชนในเขตสุขาภิบาลซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาล ถือได้ว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่นั้นเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัดความเสียหายได้ และในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมายหากกรรมการสุขาภิบาลคนใดพ้นตำแหน่งไปแล้วแต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องได้ทั้งสองฐานะ

พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลฯ ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงานองค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระโดยผลของกฎหมาย ซึ่งการที่จะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลนั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่

พระราชบัญญัติสุขาภิบาลฯ มาตรา 10 บัญญัติให้กรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ มาตรา 21 ห้ามบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง และมาตรา 18 กำหนดห้ามมิให้ภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวช ใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมาผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลทันทีที่การอุปสมบทสำเร็จบริบูรณ์และกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทของผู้คัดค้านว่าอุปสมบทอยู่นานหรือไม่ เพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลาอุปสมบทได้แต่อย่างใดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลดังกล่าวโดยได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้อุปสมบททำให้ผู้คัดค้านต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาลพ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) แต่ผู้คัดค้านยังคงปฏิบัติหน้าที่กรรมการสุขาภิบาลช่องแคโดยไม่มีอำนาจ ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ร้องและประชาชน ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวไม่ได้ทำในนามสุขาภิบาล ผู้ร้อง กรรมการสุขาภิบาลและประชาชนไม่ได้รับความเสียหาย และไม่ปรากฏว่าเสียหายอย่างไร การอุปสมบทตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) ต้องเป็นการอุปสมบทเป็นเวลานานจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และทำให้กิจการของสุขาภิบาลเสียหายโดยตรง แต่ผู้คัดค้านอุปสมบทในระยะสั้น บทบัญญัติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 และมาตรา 38 พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) ถูกยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียอีกต่อไป ผู้คัดค้านไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) เพราะพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ประกาศใช้ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี ขอให้ยกคำร้อง

ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวน ผู้คัดค้านขอให้ส่งความเห็นของผู้คัดค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นส่งให้ตามขอ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10(4) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 38

ในวันนัดไต่สวน คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านไม่ติดใจไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง แต่ไม่กระทบถึงการที่ผู้คัดค้านได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่มีการชี้ขาด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ไปอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลา 7 วัน แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตามปกติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไปแล้วหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องระบุไว้ในคำร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมว่ายื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เห็นว่า ที่ผู้ร้องระบุว่า ในฐานะส่วนตัวคือในฐานะประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาล ส่วนที่ระบุว่าในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนั้นก็เนื่องจากผู้ร้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วยซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปหากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวมประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัดความเสียหาย ส่วนประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ได้ทั้งสองฐานะ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อไปในเรื่องเดียวกันนี้ว่า เมื่อพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาลช่องแคเมื่อไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องย่อมตกไป ทำให้คำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไม่มีผลบังคับแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลังมิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้นมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงานขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระโดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่าในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาข้อที่สองของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วชอบหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นการห้ามบุคคลที่เป็นภิกษุมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการสุขาภิบาล มิได้ห้ามกรรมการสุขาภิบาลไปอุปสมบทและผู้คัดค้านไปอุปสมบทเพียงไม่กี่วัน ทั้งได้รับความยินยอมจากกรรมการสุขาภิบาลแล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการสุขาภิบาล... พ้นจากตำแหน่งเมื่อ... (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21 บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ คือ...(8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18(1)(2)(3) หรือ (5)และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ... (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้ แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบูรณ์คือตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทที่วัดพุช้างล้วงเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทเป็นภิกษุของผู้คัดค้านว่าอุปสมบทอยู่นานหรือไม่ เพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลอุปสมบทได้แต่อย่างใด กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านอุปสมบทโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ ทั้งไม่ต้องพิจารณาว่าการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้สุขาภิบาลช่องแคเสียหายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง การที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบท ผู้คัดค้านย่อมพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่อุปสมบทตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 18 ม. 21
พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 ม. 10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง บังอร สกลวิทยานนท์
ผู้คัดค้าน — นาย สมเกียรติ คงทิม
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2545
#98511
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลทั้งในฐานะส่วนตัวเนื่องจาก ผู้ร้องเป็นประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัดความเสียหาย และในฐานะเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องได้ทั้งสองฐานะ

แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงานขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระโดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาล

พ.ร.บ. สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่ากรรมการสุขาภิบาล?พ้นจากตำแหน่งเมื่อ?(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21 บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ คือ?(8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18 (1) (2) (3) หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ? (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้ แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบรูณ์ คือตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลา

อุปสมบทได้ กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวน ผู้คัดค้านขอให้ส่งความเห็นของผู้คัดค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นส่งให้ตามขอ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38

ในวันนัดไต่สวน คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านไม่ติดใจไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค นับแต่วันที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่ง แต่ไม่กระทบถึงการที่ผู้คัดค้านได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่มีการชี้ขาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ไปอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเวลา 7 วัน แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตามปกติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งว่าผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไปแล้วหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องระบุไว้ในคำร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมว่ายื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เห็นว่า ที่ผู้ร้องระบุว่า ในฐานะส่วนตัวคือในฐานะประชาชนในเขตสุขาภิบาลดังกล่าวซึ่งเป็น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาล ส่วนที่ระบุในฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนั้น ก็เนื่องจากผู้ร้อง ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วย ซึ่งต้องถือว่าประชาชนทุกคนในเขตพื้นที่นี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการสุขาภิบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไป หากกรรมการสุขาภิบาลพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประชาชนคนใดคนหนึ่งย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเพื่อบำบัด ความเสียหาย ส่วนประธานกรรมการสุขาภิบาลนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการสุขาภิบาลทุกคนตามกฎหมาย เมื่อกรรมการสุขาภิบาลคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการสุขาภิบาลย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับกรรมการผู้นั้นแทนสุขาภิบาลได้ เพราะเป็น ผู้รับผิดชอบอยู่โดยตรง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ได้ทั้งสองฐานะ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อไปในเรื่องเดียวกันนี้ว่า เมื่อพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ถูกยกเลิกไปหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องแล้วผู้ร้องจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องให้ ตรงกับสถานะของผู้คัดค้านที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกสภาเทศบาลช่องแค เมื่อไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องย่อมตกไป ทำให้คำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคไม่มีผลบังคับแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง มิได้เปลี่ยนแปลงองค์กร เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะขององค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น และตัวบุคคลผู้บริหารงาน ขององค์กรก็มิได้เปลี่ยนยังคงใช้ชุดเดิมอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลไปจนกว่าจะครบวาระ โดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาเทศบาลได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่า ในขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ บุคคลผู้นั้นยังเป็นกรรมการสุขาภิบาลอยู่หรือไม่ จึงไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ฎีกาข้อแรกของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยไปตามฎีกาข้อที่สองของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคตั้งแต่อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการสุขาภิบาล? พ้นจากตำแหน่งเมื่อ? (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 21 บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ คือ? (8) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 18 (1) (2) (3) หรือ (5) และมาตรา 18 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ? (3) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะต้องห้ามที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้ แล้วผู้คัดค้านไปอุปสมบททำให้มีลักษณะ ดังกล่าวขึ้นมา ผู้คัดค้านก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่การอุปสมบทของผู้คัดค้านสำเร็จบริบูรณ์คือตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบทที่วัดพุช้างล้วงเป็นต้นไป กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการมีลักษณะต้องห้ามจะต้องมีอย่างถาวรจึงจะพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงระยะเวลาในการอุปสมบทเป็นภิกษุของผู้คัดค้านว่าอุปสมบทอยู่นานหรือไม่ เพียงใด ทั้งไม่มีกฎหมายอนุญาตให้กรรมการสุขาภิบาลลาอุปสมบทได้แต่อย่างใด กรณีไม่อาจนำระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาใช้เทียบเคียงได้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านอุปสมบทโดยได้รับความยินยอมหรือไม่ ทั้งไม่ต้องพิจารณาว่าการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้สุขาภิบาลช่องแคเสียหายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง การที่ผู้คัดค้านไปอุปสมบท ผู้คัดค้านย่อมพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลไปทันทีที่อุปสมบทตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแคนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 ม. 10
เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2) ม. 3
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 18 ม. 21
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางบังอร สกลวิทยานนท์
ผู้คัดค้าน — นายสมเกียรติ คงทิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2545
#44662
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 146,400 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนโดยปราศจากพยานหลักฐานในเรื่องราคาที่ดินของโจทก์ จึงไม่ถูกต้องเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯวินิจฉัยเพิ่มให้เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมชอบด้วยกฎหมายตามความหมายของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้วนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

กรมทางหลวงจำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ก่อสร้างและดูแลทางหลวงแผ่นดิน การสร้างทางหลวงแผ่นดินเป็นงานราชการภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอธิบดีกรมทางหลวงเป็นผู้สั่งการและรับผิดชอบ โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน ดังนั้น การใดที่อธิบดีกรมทางหลวงกระทำไปในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนย่อมเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และการดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อโจทก์ยังไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่เต็มตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกได้

คำว่า วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม หมายถึงวันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนให้แก่กันในครั้งแรกซึ่งผ่านไปก่อนการฟ้องคดีแล้ว มิใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538 แต่โจทก์ไม่ไปรับ ฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสองประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายจำเลยต้องนำเงินไปวางในวันถัดจากวันที่24 กุมภาพันธ์ 2538 คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นกระทรวง จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1214 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 183 ตารางวาต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ - อำเภอปราณบุรี พ.ศ. 2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2536 โดยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาและให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน จากการออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งแปลง จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 73,200 บาท คิดเป็นตารางวาละ 400 บาท โจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินตามที่จำเลยที่ 2 แจ้งมานั้นต่ำกว่าความเป็นจริงไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2538 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินต่อจากจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์โดยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้เพิ่มขึ้นอีกเป็นตารางวาละ 600 บาท แต่ก็ยังต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจากที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับถนนเพชรเกษมและอยู่ในย่านพาณิชยกรรม ขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับนั้นที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 3,200 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 183 ตารางวา คิดเป็นเงิน 585,600 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินแล้วจำนวน 109,800 บาท จำเลยทั้งสองต้องชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 475,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 60,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 536,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินจากต้นเงินดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยทั้งสองไม่ใช่ผู้มีอำนาจกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 400 บาท และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ พิจารณาเพิ่มให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 200 บาท เท่ากับโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 600 บาท ซึ่งเหมาะสมเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดนัดในการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์จำนวน 146,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงิน 146,400 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1214 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 183 ตารางวา ซึ่งทั้งแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ -อำเภอปราณบุรี พ.ศ. 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 400 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่งเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 600 บาท โจทก์ได้รับเงินที่เพิ่มให้ไปแล้ว แต่เห็นว่ายังต่ำไปจึงฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้อีกเป็นตารางวาละ 1,400 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ กำหนดอีกตารางวาละ 800 บาท เนื้อที่ 183 ตารางวา เป็นเงินที่เพิ่มขึ้น 146,400 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ กำหนดไว้แล้ว ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เกิน 200,000 บาท และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยปราศจากพยานหลักฐานในเรื่องราคาที่ดินของโจทก์ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ จึงไม่ถูกต้อง เงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 600 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมชอบด้วยกฎหมายตามความหมายของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้วนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่วินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ก็ไม่ใช่ผู้ทำการเวนคืนที่ดินของโจทก์และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งสิทธิในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1มีอำนาจหน้าที่ก่อสร้างและดูแลทางหลวงแผ่นดินตามงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรร การสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ - อำเภอปราณบุรี ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่เวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ - คลองพรวน ตอนอำเภอชะอำ - อำเภอปราณบุรี พ.ศ. 2536 เป็นงานราชการภายใต้การบริหารของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอธิบดีกรมทางหลวงเป็นผู้สั่งการและรับผิดชอบ โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน ดังนั้น การใดที่อธิบดีกรมทางหลวงกระทำไปในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนย่อมหมายถึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และการดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วยเมื่อโจทก์ยังไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่เต็มตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2538 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่... ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นในส่วนที่ศาลวินิจฉัยให้เพิ่มดังกล่าวต้องหมายถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น เห็นว่า ที่กฎหมายใช้คำว่า วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนในมาตรา 26 วรรคสาม นั้นหมายถึงวันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนให้แก่กันในครั้งแรกซึ่งผ่านมาแล้วมิใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา กรณีของโจทก์นี้ปรากฏว่า โจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538 ตามเอกสารหมาย ล.6 แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในเวลาที่จำเลยที่ 2 กำหนด ฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของโจทก์โดยพลัน ตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายจำเลยต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินไปวางในวันถัดจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2538 นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 248
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 21 ม. 26 ม. 28 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เชื่อม สวนจันทร์
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2545
#42786
เปิดฉบับเต็ม

ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขายอันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้วหรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง ผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ทำและติดตั้งถังคริสตัลที่โรงงานของจำเลยตามสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยได้ดำเนินการผลิตผงชูรสได้นานประมาณ 2 เดือน จึงเกิดปัญหาหรือความเสียหายในส่วนชุดกวนของถังคริสตัล โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนธันวาคม 2538 ถึงเดือนเมษายน 2540 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าถังคริสตัล หน้าแปลนสแตนเลส ถังสแตนเลส ข้อลดเบี้ยวสแตนเลส มิสแคชเชอร์ของแพลนอี ทางเดินขึ้นถังผสม แท้งก์สแตนเลสและไดร์เยอร์ จากโจทก์และชำระราคาแล้วบางส่วน คงค้างค่าสินค้ารวม 2,023,275.40 บาท ดอกเบี้ย 80,911 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,104,196.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,023,285.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เฉพาะถังคริสตัลและไดร์เยอร์เท่านั้น โดยจำเลยตกลงกับโจทก์ให้ทำถังคริสตัลและไดร์เยอร์ให้มีรูปลักษณะ คุณภาพ และคุณสมบัติตลอดจนประสิทธิภาพในการทำงานเหมือนกับต้นแบบที่จำเลยใช้อยู่ทุกประการและโจทก์ยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระราคาจนกว่าถังคริสตัลและไดร์เยอร์ที่ทำขึ้นจะเสร็จเรียบร้อยใช้งานได้เต็มที่ จำเลยจึงจะชำระราคาค่าสินค้าที่ค้างทั้งหมดแก่โจทก์ หากถังคริสตัลและไดร์เยอร์ชำรุดบกพร่องหรือเสียหายในระหว่างที่โจทก์จัดทำหรือภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบ โจทก์จะต้องทำการแก้ไขซ่อมแซม โดยไม่คิดมูลค่า หลังจากโจทก์ส่งมอบปรากฏว่าถังคริสตัลเกิดชำรุดบกพร่อง โดยเพลาและใบกวน ตัวถังมีรอยร้าวหลายแห่ง อันเป็นผลโดยตรงจากการจัดทำถังคริสตัลไม่ได้มาตรฐาน และไม่เป็นไปตามรูปแบบลักษณะถังต้นแบบ ส่วนไดร์เยอร์ไม่เป็นไปตามรูปลักษณะที่กำหนด เกิดรอยร้าวบริเวณส่วนเชื่อมหลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยอันเป็นการผิดสัญญาโจทก์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องและค่าซ่อมถังคริสตัลเป็นเงิน 1,717,218.52 บาท ค่าซ่อมไดร์เยอร์ 300,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กับค่าสินค้าค้างชำระตามฟ้องคงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดเพียง 6,066.88 บาทจำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงกันไว้และโจทก์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,023,285.40บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าถังคริสตัล 4 ชุด หน้าแปลนสแตนเลส ถังแสนเลส ข้อลดเบี้ยวสแตนเลส มิสแคชเชอร์ของแพลนอี ทางเดินขึ้นถังผสม แท้งก์สแตนเลส และไดร์เยอร์จากโจทก์และจำเลยได้ชำระราคาสินค้าแก่โจทก์แล้วบางส่วนคงค้างชำระอีกจำนวน 2,023,285.40 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระราคาสินค้าที่ค้างชำระจำนวน 2,023,285.40 บาท แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปใจความได้ว่า ถังคริสตัลทั้ง 4 ชุด มีความชำรุดบกพร่องและโจทก์ทำไดร์เยอร์ผิดแบบและชำรุดบกพร่อง จำเลยต้องว่าจ้างบริษัทบ้านโป่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัทเอฟ.จี.สตีลเวอร์ค จำกัด ซ่อมแซมถังคริสตัลทั้ง 4 ชุด เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 1,717,218.52บาท และต้องว่าจ้างบริษัททองเติมเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด แก้ไขปรับปรุงไดร์เยอร์เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าวต่อจำเลยโดยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย จำเลยมีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปจำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับราคาที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระสินค้าที่ค้างแก่โจทก์อีกนั้น เห็นว่า ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขาย อันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง ผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ ฉะนั้นจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับถังคริสตัลทั้ง 4 ชุด ที่โจทก์ขายและติดตั้งที่โรงงานของจำเลย ซึ่งจำเลยอ้างว่าชำรุดบกพร่องนั้น เป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนหรือเวลาภายหลัง อันถือได้ว่าเป็นเวลาส่งมอบแล้ว ในเรื่องนี้ได้ความจากคำเบิกความของนายมงคล พันธุ์มงคล พยานโจทก์ยืนยันว่า โจทก์ได้ทำถังคริสตัลซึ่งเป็นถังสแตนเลสกับใบกวนตามแบบที่จำเลยกำหนดตามแปลนเอกสารหมาย ล.3 (เอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 5) เมื่อทำเสร็จแล้วพนักงานของจำเลยได้มาตรวจสอบก่อนนำไปติดตั้งที่โรงงานของจำเลย ในการติดตั้งจะต้องใช้อุปกรณ์มอเตอร์เกียร์ทดและแบริ่ง (ลูกปืน) ซึ่งจำเลยมีหน้าที่เป็นผู้จัดหามาประกอบและมีพนักงานของจำเลยควบคุมดูแลการติดตั้งโดยตลอดจนเสร็จซึ่งพนักงานของจำเลยไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด หลังจากนั้นได้มีการทดลองใช้ประมาณ 2 เดือนปรากฏว่า ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาตามคำเบิกความของนายวิชัยสุทธิเลิศวรกุล พยานจำเลยซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ได้ส่งพนักงานของจำเลย 2 คน ไปดูแลถังคริสตัลที่โจทก์ทำว่าได้ทำตามแบบแปลนที่จำเลยว่าจ้างหรือไม่ พนักงานทั้งสองไม่เคยรายงานว่าโจทก์ทำถังคริสตัลบกพร่องและเบิกความตอบทนายจำเลยด้วยว่า หลังจากโจทก์ติดตั้งถังคริสตัลเสร็จแล้วได้มีการทดลองเดินเครื่องโดยใส่น้ำเปล่าแทนวัตถุดิบผลชูรสประมาณ 2 สัปดาห์ ปรากฏว่าเครื่องสามารถใช้ได้ดี หลังจากนั้นได้เริ่มเดินเครื่องโดยใส่วัตถุดิบผงชูรสนานประมาณ 2 เดือน ปรากฏว่า ถังคริสตัลทั้ง 4 ชุดมีปัญหาซึ่งเกิดจากการตั้งศูนย์แกนกลางเพลาไม่ได้ระดับ ทำให้ใบกวนตัวบนและตัวล่างเกิดการบิดเบี้ยวและฉีกขาด และตามคำเบิกความของนายมนัส นวลแย้ม พยานจำเลยซึ่งเป็นช่างในฝ่ายผลิตของจำเลยมีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของเครื่องจักรตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ถังคริสตัลเริ่มมีปัญหาเมื่อใช้วัตถุดิบผงชูรสประมาณ 2 เดือน นอกจากนี้ตามคำเบิกความของนายเผด็จ เคลียพวงทิพย์ พยานจำเลยซึ่งเป็นวิศวกรของบริษัทบ้านโป่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่จำเลยจ้างให้มาซ่อมแซมถังคริสตัลที่ได้รับความเสียหายเมื่อประมาณเดือนเมษายน2540 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ความเสียหายของถังคริสตัลผงชูรสทั้งหมดอาจเกิดจากการใช้งานโดยไม่ได้ซ่อมบำรุงภายในกำหนดก็ได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อโจทก์ทำและติดตั้งถังคริสตัลที่โรงงานของจำเลยแล้ว จำเลยได้ดำเนินการผลิตผงชูรสได้นานประมาณ 2 เดือน จึงเกิดปัญหาหรือความเสียหายในส่วนชุดกวนของถังคริสตัล ซึ่งเห็นได้ว่าถังคริสตัลทั้ง 4 ชุด ที่พิพาทมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อน หรือในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบ ฉะนั้น ที่ถังคริสตัลทั้ง 4 ชุดได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ผลิตผงชูรสได้ในเวลาต่อมา หากจะถือว่าเป็นเพราะความชำรุดบกพร่องตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็เป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้รับมอบและใช้ประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 2 เดือนแล้ว โจทก์จึงหาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องดังกล่าวนี้ไม่ และด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปจำนวน 1,717,218.52 บาท มาหักกลบลบหนี้กับราคาสินค้าถังคริสตัลที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.พี.ภัณฑ์ (1987
จำเลย — บริษัท เค ที เอ็มเอสจี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2545
#42156
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลาดึกสงัดและมีฝนตกพรำ ๆ แต่ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนที่ใช้สำหรับสัญจร ตามสภาพย่อมเป็นที่โล่งผู้เสียหายที่ 2 สามารถเห็นจำเลยได้โดยอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์ ทั้งในคืนเกิดเหตุมีแสงจันทร์มองเห็นได้ชัดในระยะเมตรเศษและผู้เสียหายที่ 2 มิได้ถูกบังคับให้นอนคว่ำหน้าคงอุ้มบุตรนั่งดูคนร้ายขณะปลดทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสอง จากพฤติการณ์ของคนร้ายที่เข้ามาจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ ใช้อาวุธปืนและมีดจี้ผู้เสียหายทั้งสองปลดเอาทรัพย์สินไป ทั้งใช้ผ้าขาวม้ามัดผู้เสียหายทั้งสองก่อนจะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไปคนร้ายต้องเข้ามาประชิดอยู่ใกล้ ๆ กับผู้เสียหายทั้งสองและใช้เวลานานพอสมควร โอกาสที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นและจำหน้าคนร้ายได้ย่อมมีมาก โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 รู้จักจำเลยเป็นอย่างดี จึงย่อมสามารถสังเกตและจดจำจำเลยได้โดยง่ายและแม่นยำแม้ว่าจำเลยจะสวมหมวกไหมพรมแบบไอ้โม่งชนิดที่เห็นตาก็ตาม แต่สภาพของหมวกดังกล่าวเมื่อมีช่องให้ตามองเห็น ย่อมทำให้มีช่องว่างให้เห็นหน้าบางส่วน ทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกผู้เสียหายที่ 1 ทันทีว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมปล้นทรัพย์ จากนั้นยังไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟังอีกว่าคนร้ายคือจำเลย และในวันรุ่งขึ้นก็ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยเป็นคนร้าย เมื่อจับจำเลยได้แล้วยังชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมปล้นทรัพย์ เมื่อผู้เสียหายที่ 2รู้จักจำเลยเป็นอย่างดีโดยเป็นญาติกันและไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนย่อมไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะมีเวลาคิดเสริมแต่งเรื่องขึ้นมาทันทีหลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อยว่าจำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย ทั้งไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยซึ่งเป็นญาติกันโดยไม่มีมูลความจริง กรณีจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายเนาหรือโฉ้ง ทองเจิม และนายบุญเรืองหรือเทือ ธรรมเจดีย์หรือธรรมใจดี กับพวกอีก 1 คนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันตระเตรียมอาวุธปืนพกและมีดติดตัวไปปล้นทรัพย์เงินสด 6,300 บาท นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ราคา300 บาท รถจักรยานยนต์ 1 คัน ราคา 9,000 บาท รวมราคาทรัพย์เป็นเงิน 15,600 บาท ของนายเยิ้ม ช่วยนุ้ย ผู้เสียหายที่ 1 และเงินสด12,300 บาท ของนางลัดดา เพชรไพย์ ผู้เสียหายที่ 2 ไป ในการปล้นทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและมีดที่ตระเตรียมไปจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองว่าในทันใดนั้นจะใช้อาวุธปืนยิง ใช้มีดแทงประทุษร้ายแก่ชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายทั้งสอง แล้วใช้ผ้าขาวม้ามัดมือผู้เสียหายมิให้ขัดขืนดิ้นรนต่อสู้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ เหตุเกิดที่ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ผู้เสียหายที่ 1 ติดตามยึดรถจักรยานยนต์คืนมาได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 18,900 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี และมาตรา 83 จำคุก 18 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 18,900 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้าย 4 คนมีและใช้อาวุธปืนและมีดร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ 1 คัน นาฬิกาข้อมือ 1 เรือนและเงินสดรวมราคา 27,900 บาท ของนางเยิ้ม ช่วยนุ้ย ผู้เสียหายที่ 1และนางลัดดา เพชรไพย์ ผู้เสียหายที่ 2 ไปมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายเยิ้มผู้เสียหายที่ 1 และนางลัดดาผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านโดยมีผู้เสียหายที่ 2 นั่งซ้อนท้ายอุ้มบุตรด้วย1 คน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางขึ้นเนิน ผู้เสียหายที่ 1 ต้องขับช้า ๆขณะนั้นมีคนร้ายคนหนึ่งออกมาจากข้างทางเข้ามาจับที่แฮนด์รถจักรยานยนต์ทำให้รถจักรยานยนต์และผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง คนร้ายดังกล่าวชักอาวุธปืนออกมาบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้ฟุบลงแล้วล้วงเอาเงินในกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายที่ 1 ไป ทันใดนั้นมีคนร้ายอีกคนหนึ่งใช้มีดเป็นอาวุธจี้หลังผู้เสียหายที่ 1 ไว้ และมีคนร้ายอีก2 คน เข้ามาเอาเงินจากชายพกผ้าถุงของผู้เสียหายที่ 2 คนร้ายช่วยกันเอาผ้าขาวม้ามัดผู้เสียหายทั้งสองแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไป ผู้เสียหายที่ 1 จำไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งด้วยหรือไม่ ส่วนผู้เสียหายที่ 2 จำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่เข้ามาจับแฮนด์รถจักรยานยนต์และจำเลยเป็นผู้ที่ใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายที่ 1และล้วงเอาเงินของผู้เสียหายที่ 1 ไป เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืนซึ่งเป็นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา และมีฝนตกพรำ ๆแต่ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนที่ใช้สำหรับสัญจร ตามสภาพย่อมเป็นที่โล่งว่างและปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.1 และคำเบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1025/2532 ของผู้เสียหายที่ 2ว่า สามารถเห็นจำเลยได้โดยอาศัยแสงสว่างจากแสงไฟหน้ารถจักรยานยนต์เห็นจำเลยสวมหมวกไหมพรมโผล่เฉพาะหน้าวิ่งมาที่รถผู้เสียหายเป็นคนแรก ทั้งในคืนเกิดเหตุมีแสงจันทร์มองเห็นได้ชัดในระยะเมตรเศษและขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มิได้ถูกบังคับให้นอนคว่ำหน้าด้วย คงอุ้มบุตรนั่งดูคนร้ายขณะปลดทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีที่คนร้ายเข้ามาจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ ใช้อาวุธปืนและมีดจี้ผู้เสียหายทั้งสองปลดเอาทรัพย์สินไป ทั้งใช้ผ้าขาวม้ามัดผู้เสียหายทั้งสองก่อนจะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไป คนร้ายต้องเข้ามาประชิดอยู่ใกล้ ๆ กับผู้เสียหายทั้งสองและใช้เวลานานพอสมควรคนร้ายมิได้บังคับผู้เสียหายที่ 2 ให้ฟุบหน้า โอกาสที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นและจำหน้าคนร้ายได้ย่อมมีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายที่ 2 รู้จักจำเลยเป็นอย่างดี เนื่องจากมารดาจำเลยเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้เสียหายที่ 1เมื่อผู้เสียหายที่ 2 รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับจำเลยและเห็นจำเลยในระยะใกล้ ๆ เป็นเวลานานพอสมควร ผู้เสียหายที่ 2 ย่อมสามารถสังเกตและจดจำเลยได้โดยง่ายและแม่นยำ แม้จะปรากฏว่าคนร้ายที่ผู้เสียหายที่ 2อ้างว่าจำได้จะสวมหมวกไหมพรมแบบไอ้โม่งปิดคลุมไว้เห็นเฉพาะใบหน้าใกล้บริเวณตาก็ตาม เหตุผลที่จะสนับสนุนให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นและจำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายคือ หลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อยเมื่อคนร้ายหลบหนีไปแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 บอกผู้เสียหายที่ 1 ในทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมปล้นทรัพย์ ซึ่งในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 1 แม้จะเบิกความว่าจำไม่ได้ว่าคนร้ายเป็นใคร แต่ก็ได้เบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้บอกแก่ตนในทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้าย ในคืนนั้นผู้เสียหายทั้งสองไปที่บ้านนางติ๋มซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณครึ่งกิโลเมตรก็ได้เล่าให้นางติ๋มฟังว่าหนึ่งในคนร้ายคือจำเลย ครั้นรุ่งเช้าเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสองไปร้องทุกข์หรือกล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปลายพระยาก็ยังคงระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายตามเอกสารหมาย จ.5 ในวันนั้นเองผู้เสียหายทั้งสองได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านจำเลยเพื่อจับกุมแต่ไม่พบจำเลยหลังจากนั้นมีการออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาภายหลังจึงจับจำเลยได้ตามหมายจับ ผู้เสียหายที่ 2 ยังคงไปชี้ตัวจำเลยยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกันปล้นทรัพย์ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 รู้จักจำเลยเป็นอย่างดี โดยเป็นญาติกัน และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนย่อมไม่มีเหตุอันควรน่าระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 จะมีเวลาคิดเสริมแต่งเรื่องขึ้นมาทันทีหลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อยว่าจำได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย อีกทั้งไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใด ๆที่จะต้องมาเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยซึ่งเป็นญาติกับผู้เสียหายที่ 1 ในเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง จากเหตุผลต่าง ๆ ดังกล่าวมาคดีย่อมฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นและจำจำเลยได้อย่างแม่นยำว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ใช้อาวุธปืนร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสอง ที่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าคนร้ายสวมหมวกแบบไอ้โม่ง คือ คลุมทั้งหมดทั้งแก้มสองข้างและคางคงโผล่เฉพาะส่วนของใบหน้าเท่านั้น แต่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 1025/2532 ของศาลชั้นต้นว่า ชุดไอ้โม่งของคนร้ายโผล่เฉพาะตา จึงไม่อยู่กับร่องกับรอย เป็นข้อพิรุธน่าสงสัยนั้น เห็นว่า ข้อนี้มิใช่แตกต่างหรือขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพราะผู้เสียหายที่ 2 ยังคงยืนยันว่าคนร้ายสวมหมวกแบบไอ้โม่งชนิดที่เห็นตาซึ่งโดยสภาพของหมวกดังกล่าวเมื่อมีช่องว่างให้ตามองเห็น ย่อมทำให้มีช่องว่างให้เห็นหน้าบางส่วน ดังนี้ คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่เป็นพิรุธดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 340 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ปรารถ แซ่ลิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2545
#44122
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจระบุไว้แจ้งชัดว่า บริษัทโจทก์โดย บ. ผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แก่ ณ. หรือ ส. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อจำเลยทั้งสองต่อศาลฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน กรณีจึงเป็นการมอบอำนาจให้ ณ.หรือ ส. คนใดคนหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเท่านั้น กิจการที่ ณ. หรือ ส. กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องจำเลยทั้งสองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หาได้กระทำแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้ ส. จะเป็นผู้แต่งตั้งทนายความ และ ณ. เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่บุคคลทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกัน จึงเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียว ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาทตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ ข้อ 7(ก) เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ 30 บาท จึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 104และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ ข้อ 7(ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรเจิด เย็นมนัส ดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โตโยต้าไปจากโจทก์ในราคา 348,300 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 8 โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถให้โจทก์ โจทก์ติดตามยึดรถคืนและนำออกประมูลขายได้เงินเพียง 190,500 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 189,541 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันที่เช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญาโดยโจทก์มิได้ถือกำหนดระยะเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ โจทก์รับเงินค่างวดค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระไม่ตรงงวดแต่กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจที่นายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐฟ้องจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ผู้รับมอบอำนาจช่วงสองคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันโดยนายสมศักดิ์เป็นผู้แต่งทนายความให้ทนายโจทก์ดำเนินคดีนี้ ส่วนนางกรรณิกาทำหน้าที่เบิกความเป็นพยานต่อศาล โจทก์มอบอำนาจช่วงให้บุคคลทั้งสองดังกล่าวกระทำการมากกว่าครั้งเดียวและบุคคลทั้งสองต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกัน โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 เพียง 30 บาท ไม่ครบ 60 บาท เป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7(ก) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นเห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยนายบรรเจิดเย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้แก่นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐหรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายสมชาย สัตยาภรณ์ นายธีระวัฒน์ ชูสอน เป็นจำเลยต่อศาลฐานผิดสัญญาเช่าซื้อค้ำประกัน เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจ (ที่ถูกน่าจะเป็น เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ) ดังจะกล่าวต่อไปนี้ด้วยคือ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันคดีนี้เท่านั้น กิจการที่นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือ ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นหาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้นายสมศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความและนางกรรณิกาผู้รับมอบอำนาจช่วงอีกคนหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียว ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาทตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7(ก)เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จำนวน 30 บาทจึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7(ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงฟังได้ว่าโจทก์โดยนายบรรเจิดผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แก่นายสมศักดิ์ฟ้องคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 ม. 800 ม. 801 ม. 804
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายสมชาย สัตยาภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2545
#45192
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจระบุว่า โจทก์ โดย บ. ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้แก่ ก. หรือ ส. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน เป็นการมอบอำนาจให้ ก. หรือ ส. คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น กิจการที่ ก. หรือ ส. กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือ ฟ้องจำเลยทั้งสองเพียงครั้งเดียว หาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่แม้ ส. เป็นผู้แต่งตั้งทนายความและ ก. เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ ก็เป็นกิจการเดียวกัน จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรข้อ 7(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรเจิด เย็นมนัส ดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โตโยต้า ไปจากโจทก์ในราคา 348,300 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 8 โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถให้โจทก์ โจทก์ติดตามยึดรถคืนและนำออกประมูลขายได้เงินเพียง 190,500 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 90,075 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันประมูลขายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,266 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 64,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์รับรถคืนจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,200บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 189,541 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน189,541 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะนายสุวิทย์ อุดมทรัพย์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนายพีรศิลป์ศุภผลศิริ มอบอำนาจให้ผู้อื่นทำนิติกรรมแทน และปัจจุบันนายพีรศิลป์ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้นายบรรเจิด เย็นมนัสกระทำการแทนโจทก์ นายบรรเจิดจึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจที่นายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ ฟ้องจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ผู้รับมอบอำนาจช่วงสองคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันโดยนายสมศักดิ์เป็นผู้แต่งทนายความให้ทนายโจทก์ดำเนินคดีนี้ ส่วนนางกรรณิกาทำหน้าที่เบิกความเป็นพยานต่อศาล โจทก์มอบอำนาจช่วงให้บุคคลทั้งสองดังกล่าวกระทำการมากกว่าครั้งเดียวและบุคคลทั้งสองต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกัน โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 เพียง 30 บาท ไม่ครบ 60 บาท เป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7(ค) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นเห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด(มหาชน) โจทก์ โดยนายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้แก่นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายสมชาย สัตยาภรณ์ นายธีระวัฒน์ ชูสอน เป็นจำเลยต่อศาลฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกันเพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจ (ที่ถูกน่าจะเป็น เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ) ดังจะกล่าวต่อไปนี้ด้วยคือ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันคดีนี้เท่านั้น กิจการที่นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือ ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้นายสมศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความและนางกรรณิกา ผู้รับมอบอำนาจช่วงอีกคนหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรข้อ 7(ก) เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จำนวน30 บาท จึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7(ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงฟังได้ว่าโจทก์โดยนายบรรเจิดผู้รับมอบอำนาจช่วงให้แก่นายสมศักดิ์ฟ้องคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมชาย สัตยาภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2545
#99710
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่าเป็นการมอบอำนาจให้นาง ก. หรือนาย ส. คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันคดีนี้เท่านั้น ทั้งกิจการที่นาง ก. หรือนาย ส. กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เพียงครั้งเดียว หาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้นาย ส. ผู้รับมอบอำนาจคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความและนาง ก. ผู้รับมอบอำนาจอีกคนหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่ผู้รับมอบอำนาจทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสอง จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียว ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจจำนวน 30 บาท จึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรเจิด เย็นมนัส ดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๘๙,๕๔๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ผิดสัญญา โดยโจทก์มิได้ถือกำหนดระยะเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ โจทก์รับเงินค่างวดค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ชำระไม่ตรงงวดแต่กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ยึดรถคืนโดยทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ชำระเงินครั้งแรกเป็นเงิน ๔๑,๑๒๑.๔๙ บาท และผ่อนชำระ ๗ งวด พร้อมเบี้ยปรับเป็นเงิน ๗๒,๔๗๑ บาท โจทก์ประมูลรถได้เงินจำนวน ๒๐๙,๕๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๒๓,๑๔๒.๔๙ บาท โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจที่นายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ ฟ้องจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ. ๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ ระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยนายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้แก่นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายสมชาย สัตยาภรณ์ นายธีระวัฒน์ ชูสอน เป็นจำเลยต่อศาลฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจ (ที่ถูกน่าจะเป็น เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ) ดังจะกล่าวต่อไปนี้ด้วยคือ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันคดีนี้เท่านั้น กิจการที่นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้นายสมศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความและนางกรรณิกาผู้รับมอบอำนาจช่วงอีกคนหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียว ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง ๑๐ บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ ๗ (ก) เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ จำนวน ๓๐ บาท จึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๔ และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ ๗ (ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จึงฟังได้ว่าโจทก์โดยนายบรรเจิดผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แก่นายสมศักดิ์ฟ้องคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118 บัญชีอ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชาย สัตยาภรณ์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวปัทมา ทุมมา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1213/2545
#44121
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมมานานหลายปี แต่ไม่สามารถชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมได้ต้องออกเช็คใหม่มอบให้โจทก์ร่วมโดยบวกดอกเบี้ยเพิ่มและรับเช็คเดิมคืนมาหลายครั้งครั้งหลังสุดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมและจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมหนี้กันที่สถานีตำรวจ และจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว อันเป็นการบ่งชัดว่าจำเลยอยู่ในภาวะที่ถูกโจทก์ร่วมบีบบังคับให้ต้องออกเช็คพิพาท ซึ่งโจทก์ร่วมย่อมทราบดีว่าขณะออกเช็คจำเลยไม่มีทางที่จะชำระเงินตามเช็คดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิภาวดีรังสิต (ดอนเมือง) ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 2,323,581บาท ให้แก่นางกัลยกร กอจรัญจิตต์ ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่ายังไม่มีการตกลงกับธนาคารจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้ได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางกัลยกร กอจรัญจิตต์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2) จำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมโดยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืม แต่ออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้ามอบให้โจทก์ร่วมไว้เมื่อเช็คถึงกำหนด จำเลยก็ขอผัดชำระหนี้โดยออกเช็คฉบับใหม่ให้โจทก์ร่วมเปลี่ยนกับเช็คฉบับเดิมหลายครั้งจนถึงวันที่ 26 มีนาคม 2540 โจทก์ร่วมและจำเลยไปพบเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรตำบลประตูน้ำจุฬาลงกรณ์เนื่องจากเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายมอบให้โจทก์ร่วมไว้ 2 ฉบับตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.3 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงมีการทำบันทึกตกลงประนีประนอมหนี้โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องเอกสารหมาย จ.2 ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมคืนเช็คเอกสารหมาย ล.1 และล.3 ให้จำเลยตามบันทึกตกลงประนีประนอมหนี้เอกสารหมาย จ.1 เมื่อเช็คตามฟ้องถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่ายังไม่มีการตกลงกับธนาคาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมมาเบิกความว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2537 จำเลยมาขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วม 1,000,000 บาท ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมแต่สั่งจ่ายเช็คไว้เป็นประกัน สัญญาว่าจะใช้คืนต้นปี 2538 แต่ไม่ได้ใช้นับถึงปัจจุบันจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็ค 2 ฉบับ เป็นเงินฉบับละ 1,000,000 บาทเศษ ต่อมาเช็ค 2 ฉบับดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ร่วมและจำเลยจึงทำบันทึกตกลงประนีประนอมหนี้กันตามเอกสารหมาย จ.1 ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ในวันดังกล่าว จำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องเอกสารหมาย จ.2ให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ตามบันทึกตกลง เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมข้างต้นบ่งชัดว่า โจทก์ร่วมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยไม่มีเงินในบัญชีที่จะจ่ายตามเช็คในขณะออกเช็คเอกสารหมาย จ.2 เพราะโจทก์ร่วมได้นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายตามเอกสารหมายล.1 และ ล.3 ไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 27กุมภาพันธ์ 2540 ก่อนวันที่จำเลยออกเช็คเอกสารหมาย จ.2 ให้โจทก์ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น และเช็คตามเอกสารหมาย ล.3 กับเช็คตามเอกสารหมาย จ.2 ก็เป็นเช็คในบัญชีเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้ความจากนางสาวเพ็ญศรี เตชะเกิดกมล พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นสมุห์บัญชีธนาคารตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายอีกว่าในวันที่ 26 มีนาคม2540 จำเลยเป็นหนี้ธนาคารอยู่จำนวน 2,000,000 บาทเศษ ตามเอกสารบัญชีกระแสรายวันหมาย จ.7 เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมมาตั้งแต่ปี 2537 แต่ไม่สามารถชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมได้ ต้องออกเช็คใหม่มอบให้โจทก์ร่วมโดยบวกดอกเบี้ยเพิ่มและรับเช็คเดิมคืนมาหลายครั้ง ตลอดจนการที่โจทก์ร่วมและจำเลยต้องไปทำบันทึกตกลงประนีประนอมหนี้กันตามเอกสารหมาย จ.1 ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้บันทึกให้ดังกล่าวประกอบกันแล้ว เชื่อว่าจำเลยอยู่ในภาวะที่ถูกโจทก์ร่วมบีบบังคับให้ต้องออกเช็คเอกสารหมายจ.2 ตามฟ้อง โดยโจทก์ร่วมทราบดีแล้วว่าขณะออกเช็คจำเลยไม่มีทางที่จะชำระเงินตามเช็คได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนทั้งสิ้นจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกสำนวน และไม่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง กัลยกร กอจรัญจิตต์
จำเลย — นาย สิทธิศักดิ์ กาญจนศิริรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2545
#45191
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาของข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศของจำเลยข้อ 3ระบุว่า เมื่อจำเลยสำเร็จการศึกษาหรือไม่ จำเลยจะรับราชการต่อไปในสังกัดกรมอาชีวศึกษาโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการหรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรและข้อ 4 ระบุว่า หากจำเลยผิดสัญญาในข้อ 3 หรือไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆจำเลยยินยอมชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่ได้รับในระหว่างไปศึกษาพร้อมเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ สัญญาดังกล่าวมิใช่ว่าจำเลยต้องรับราชการในสังกัดโจทก์เท่านั้น ทั้งตามหนังสือขอโอนข้าราชการโจทก์เป็นผู้เห็นสมควรให้จำเลยโอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญา จึงไม่ผิดนัดและไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาข้อ 4 แก่โจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้แม้จะทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ยอมอนุมัติให้จำเลยโอนไปรับราชการอื่นได้ ก็ไม่มีภาระผูกพันหรือทำให้มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามที่รับสภาพไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ในสังกัดกรมโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและกระทรวงศึกษาธิการให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศในระดับปริญญาโท ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2528 และได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกออกไปอีกจนถึงวันที่ 11 เมษายน 2533 โดยได้รับเงินเดือนเต็มจำเลยที่ 1 ทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 จะกลับมารับราชการในกรมโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการ หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญายินยอมคืนเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับในระหว่างไปศึกษาหรือฝึกอบรมให้โจทก์ และเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ของเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายคืนโจทก์ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งจากโจทก์ หากไม่ชำระให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ 4 ปี 2 เดือน 26 วัน ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนและเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพ (พ.ช.ค.)ไปจากโจทก์จำนวน 196,395.53 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องกลับมารับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ต่อไป หรือกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของเวลาที่ไปศึกษา คิดเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน22 วัน แต่จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษากลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2538 เท่านั้น จากนั้นได้โอนย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ (กรมการฝึกหัดครูเดิม) อันเป็นการผิดสัญญาเพราะโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการโอนย้ายโดยปราศจากเงื่อนไข คงเหลือเวลาที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนให้โจทก์ตามสัญญาอีก 3 ปี 2 เดือน 6 วัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายคืนเงินเดือนและเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพให้โจทก์เป็นเงิน 73,743.59 บาท และเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ของเงินที่ต้องจ่ายคืนโจทก์เป็นเงิน 73,743.59 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 147,487.18 บาท ก่อนโอนย้ายเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์โดยยินยอมชำระเงินจำนวน 132,356.60 บาท (ที่ถูกคือ 147,487.18 บาท) โดยมีจำเลยที่ 3เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินงวดแรกตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 66,356.60 บาท แก่โจทก์ คงค้างชำระต้นเงินอยู่อีก 81,130.58 บาทคิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้อง 24,372.49 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 105,502.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน81,130.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ลาไปศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ ตามสัญญาดังกล่าวมิใช่ให้จำเลยที่ 1ต้องกลับมารับราชการได้แต่เฉพาะที่กรมโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 อาจเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรก็ได้ จำเลยที่ 1 กลับมาปฏิบัติราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ จากนั้นเมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ได้โอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาพสถาบันราชภัฏกระทรวงศึกษาธิการ ในสังกัดเดียวกับโจทก์โดยได้รับความยินยอมในการโอนย้ายจากโจทก์และสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏแล้ว และจำเลยที่ 1 ยังคงรับราชการอยู่ต่อไปจนถึงปัจจุบันโดยยังมิได้ลาออกจากราชการซึ่งถือว่าเป็นการใช้หนี้โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 ก่อนโอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏด้วยการยินยอมชดใช้เงินให้โจทก์จำนวน 132,356.60 บาทและในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ใช้เงินจำนวน 66,366.60 บาท ให้โจทก์ไปแล้วนั้น เป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งที่มูลหนี้ยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีผลตามกฎหมายโจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ได้และไม่มีสิทธิในเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ไป ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน66,366.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า หลังจากจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว ได้กลับมารับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ ต่อมาได้โอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงปัจจุบันโดยได้รับความเห็นชอบในการโอนย้ายจากโจทก์และสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏแล้ว ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับราชการชดใช้หนี้ที่ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแก่ทางราชการตามสัญญาตลอดมา จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ผิดสัญญาต่อโจทก์ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิทธิของตนที่จะเรียกเงินจำนวน66,356.60 บาท คืนจากโจทก์เป็นลาภมิควรได้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว แต่ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเงินคืนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406, 419 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 81,130.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (16 พฤษภาคม 2540) ต้องไม่เกินจำนวน 24,372.49 บาท ตามที่โจทก์ขอ ถ้าหากบังคับเอาจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวแทนให้โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 รับราชการสังกัดโจทก์จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ลาศึกษาต่อที่ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2528 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 สัญญาว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะกลับเข้ารับราชการสังกัดโจทก์หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่า หากผิดสัญญาจะต้องชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่รับไปคืนแก่โจทก์ ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.11จำเลยที่ 2 ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 จำเลยที่ 1ศึกษาในต่างประเทศเป็นเวลา 4 ปี 2 เดือน 26 วัน ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องกลับเข้ารับราชการเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน 22 วัน แต่จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการสังกัดโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2533 แล้วโอนไปรับราชการต่อที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2538 ตามหนังสือเรื่องโอนข้าราชการครูเอกสารหมาย ป.ล.3(ศาลจังหวัดนครสวรรค์) รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 รับราชการสังกัดโจทก์เป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน 16 วัน ก่อนที่โจทก์จะอนุมัติให้จำเลยที่ 1 โอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 ยอมชดใช้เงินให้โจทก์ 132,356.60 บาท โดยชำระเงินในวันทำสัญญา จำนวน 66,356.60 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระต่อไปตามสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.14 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันแนบท้ายเอกสารหมาย จ.14 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.14 หรือไม่ตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศเอกสารหมาย จ.8และ จ.11 ข้อ 3 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะรับราชการต่อไปในสังกัดโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการหรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่ากัน และข้อ 4 ว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในข้อ 3 หรือจำเลยที่ 1 ไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆ ก็ดีจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่ได้รับในระหว่างไปศึกษาพร้อมเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องกลับมารับราชการสังกัดโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการหรือที่กระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร แต่จะต้องปฏิบัติราชการให้ครบระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา มิใช่ต้องรับราชการในสังกัดโจทก์เท่านั้นเพราะถึงแม้จำเลยที่ 1 รับราชการในสังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรมอื่น จำเลยที่ 1 ก็สามารถนำความรู้ที่ศึกษาจากต่างประเทศมาปฏิบัติราชการให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอันเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ หากโจทก์ประสงค์ให้ผู้ลาไปศึกษาต้องกลับมารับราชการใช้ทุนเฉพาะที่กรมโจทก์ โจทก์สามารถทำได้โดยกำหนดเงื่อนไขของสัญญาให้มีข้อความผูกมัดคู่สัญญาไว้ให้ชัดแจ้งเช่นนั้น แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ ทั้งตามหนังสือขอโอนข้าราชการเอกสารหมาย ล.3 โจทก์เป็นผู้เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 โอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและยังคงปฏิบัติราชการในหน่วยงานดังกล่าวตลอดมาจนถึงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยจำเลยไม่เคยลาออกจากราชการเลย จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรืออบรม ณ ต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.11 ดังนั้นเมื่อไม่มีการผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดนัดและไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาข้อ 4 แก่โจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.14 แม้จะทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ยอมอนุมัติให้จำเลยที่ 1 โอนไปรับราชการที่อื่นได้ ก็ไม่มีภาระผูกพันหรือทำให้มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามที่รับสภาพไว้จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ และตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.8 จ.11 และ จ.14 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
จำเลย — นาย ธาตรี จีราพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2545
#110890
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ ข้อ 3 ว่า "เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะรับราชการต่อไปในสังกัดโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการหรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่ากัน" และข้อ 4 ว่า "หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในข้อ 3 หรือจำเลยที่ 1 ไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่ได้รับในระหว่างไปศึกษาพร้อมเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้" ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องกลับมารับราชการสังกัดโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการหรือที่กระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร แต่จะต้องปฏิบัติราชการให้ครบระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา มิใช่ต้องรับราชการในสังกัดโจทก์เท่านั้น เพราะถึงแม้จำเลยที่ 1 รับราชการในสังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรมอื่น จำเลยที่ 1 ก็สามารถนำความรู้ที่ศึกษาจากต่างประเทศมาปฏิบัติราชการให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอันเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ หากโจทก์ประสงค์ให้ผู้ลาไปศึกษาต้องกลับมารับราชการใช้ทุนเฉพาะที่กรมโจทก์ โจทก์สามารถทำได้โดยกำหนดเงื่อนไขของสัญญาให้มีข้อความผูกมัดคู่สัญญาไว้ให้ชัดแจ้งแต่โจทก์หาได้กระทำไม่ ทั้งตามหนังสือขอโอนข้าราชการ โจทก์เป็นผู้เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 โอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และยังคงปฏิบัติราชการในหน่วยงานดังกล่าวตลอดมาจนถึงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยจำเลยไม่เคยลาออกจากราชการเลย จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าว เมื่อไม่มีการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดนัดและไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาข้อ 4 แก่โจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้แม้จะทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ยอมอนุมัติให้จำเลยที่ 1 โอนไปรับราชการที่อื่นได้ ก็ไม่มีภาระผูกพันหรือทำให้มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามที่รับสภาพไว้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ และตามหนังสือรับสภาพหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ รับราชการอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ในสังกัดกรมโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและกระทรวงศึกษาธิการให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศในระดับปริญญาโทและเอกโดยได้รับเงินเดือนเต็ม จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ ๑ จะกลับมารับราชการในกรมโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการ หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญายินยอมคืนเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ ๑ ได้รับในระหว่างไปศึกษาหรือฝึกอบรมให้โจทก์ และเสียเบี้ยปรับอีก ๑ เท่า ของเงินที่จำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายคืนโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน รวมเวลาที่จำเลยที่ ๑ ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ๔ ปี ๒ เดือน ๒๖ วัน จำเลยที่ ๑ จึงต้องกลับมารับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ต่อไป หรือกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรในระยะเวลา ๘ ปี ๕ เดือน ๒๒ วัน แต่จำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษากลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์นับแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เท่านั้น จากนั้นได้โอนย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ (กรมการฝึกหัดครูเดิม) อันเป็นการผิดสัญญาเพราะโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการโอนย้ายโดยปราศจากเงื่อนไข คงเหลือเวลาที่จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนให้โจทก์ตามสัญญาอีก ๓ ปี ๒ เดือน ๖ วัน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายคืนเงินเดือนและเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพให้โจทก์เป็นเงิน ๗๓,๗๔๓.๕๙ บาท และเสียเบี้ยปรับอีก ๑ เท่า ของเงินที่ต้องจ่ายคืนโจทก์เป็นเงิน ๗๓,๗๔๓.๕๙ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๑๔๗,๔๘๗.๑๘ บาท ก่อนโอนย้ายเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์โดยยินยอมชำระเงินจำนวน ๑๓๒,๓๕๖.๖๐ บาท (ที่ถูกคือ ๑๔๗,๔๘๗.๑๘ บาท) โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้ชำระเงินงวดแรกตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน ๖๖,๓๕๖.๖๐ บาท แก่โจทก์ คงค้างชำระต้นเงินอยู่อีก ๘๑,๑๓๐.๕๘ บาท คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้อง ๒๔,๓๗๒.๔๙ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐๕,๕๐๒.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑,๑๓๐.๕๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ตามสัญญาที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์นั้นมิใช่ให้จำเลยที่ ๑ ต้องกลับมารับราชการได้แต่เฉพาะที่กรมโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ ๑ อาจเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรก็ได้ การที่จำเลยที่ ๑ กลับมาปฏิบัติราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ จากนั้นเมื่อปี ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้โอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ ในสังกัดเดียวกับโจทก์ โดยได้รับความยินยอมในการโอนย้ายจากโจทก์และสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏแล้ว และจำเลยที่ ๑ ยังคงรับราชการอยู่ต่อไปจนถึงปัจจุบัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ก่อนโอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏด้วยการยินยอมชดใช้เงินให้โจทก์จำนวน ๑๓๒,๓๕๖.๖๐ บาท และในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ ๑ ได้ใช้เงินจำนวน ๖๖,๓๖๖.๖๐ บาท ให้โจทก์ไปแล้วนั้น เป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งที่มูลหนี้ยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ ๑ ให้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ได้ และไม่มีสิทธิในเงินที่จำเลยที่ ๑ ชำระให้โจทก์ไป ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน ๖๖,๓๖๖.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า หลังจากจำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว ได้กลับมารับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ ต่อมาได้โอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงปัจจุบันโดยได้รับความเห็นชอบในการโอนย้ายจากโจทก์และสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏแล้ว ซึ่งถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับราชการชดใช้หนี้ที่ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแก่ทางราชการตามสัญญาตลอดมา จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผู้ผิดสัญญาต่อโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ บรรยายฟ้องไม่ชัดแจ้งว่าเรียกเงินคืนจากโจทก์ในมูลหนี้สัญญาไปศึกษาต่อต่างประเทศหรือมูลหนี้สัญญารับสภาพหนี้ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ ทราบถึงสิทธิของตนที่จะเรียกเงินจำนวน ๖๖,๓๕๖.๖๐ บาท คืนจากโจทก์เป็นลาภมิควรได้ตั้งแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ แล้ว แต่ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเงินคืนเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ , ๔๑๙ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๘๑,๑๓๐.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐) ต้องไม่เกินจำนวน ๒๔,๓๗๒.๔๙ บาท ตามที่โจทก์ขอ ถ้าหากบังคับเอาจากจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวแทนให้โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการสังกัดโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ลาศึกษาต่อที่ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จำเลยที่ ๑ สัญญาว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะกลับเข้ารับราชการสังกัดโจทก์หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่า หากผิดสัญญาจะต้องชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่รับไปคืนแก่โจทก์ และมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ศึกษาในต่างประเทศเป็นเวลา ๔ ปี ๒ เดือน ๒๖ วัน ดังนั้นจำเลยที่ ๑ ต้องกลับเข้ารับราชการเป็นเวลา ๘ ปี ๕ เดือน ๒๒ วัน แต่จำเลยที่ ๑ กลับเข้ารับราชการสังกัดโจทก์ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๓ แล้วโอนไปรับราชการต่อที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๘ รวมเวลาที่จำเลยที่ ๑ รับราชการสังกัดโจทก์เป็นเวลา ๕ ปี ๓ เดือน ๑๖ วัน ก่อนที่โจทก์จะอนุมัติให้จำเลยที่ ๑ โอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ยอมชดใช้เงินให้โจทก์ ๑๓๒,๓๕๖.๖๐ บาท โดยชำระเงินในวันทำสัญญา จำนวน ๖๖,๓๕๖.๖๐ บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระต่อไป มีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญารับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ. ๑๔ หรือไม่ ตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ ข้อ ๓ ว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจะรับราชการต่อไปในสังกัดโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการ หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่ากัน และข้อ ๔ ว่า หากจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาในข้อ ๓ หรือจำเลยที่ ๑ ไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี จำเลยที่ ๑ ยินยอมชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่ได้รับในระหว่างไปศึกษาพร้อมเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ ๑ จะต้องกลับมารับราชการสังกัดโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการ หรือที่กระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร แต่จะต้องปฏิบัติราชการให้ครบระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา มิใช่ต้องรับราชการในสังกัดโจทก์เท่านั้น เพราะถึงแม้จำเลยที่ ๑ รับราชการในสังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรมอื่น จำเลยที่ ๑ ก็สามารถนำความรู้ที่ศึกษาจากต่างประเทศมาปฏิบัติราชการให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอันเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ หากโจทก์ประสงค์ให้ผู้ลาไปศึกษาต้องกลับมารับราชการใช้ทุนเฉพาะที่กรมโจทก์ โจทก์สามารถทำได้โดยกำหนดเงื่อนไขของสัญญาให้มีข้อความผูกมัดคู่สัญญาไว้ให้ชัดแจ้งเช่นนั้น แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ ทั้งตามหนังสือขอโอนข้าราชการเอกสารหมาย ล. ๓ โจทก์เป็นผู้เห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ โอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและยังคงปฏิบัติราชการในหน่วยงานดังกล่าวตลอดมาจนถึงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยจำเลยไม่เคยลาออกจากราชการเลย จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรืออบรม ณ ต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อไม่มีการผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงไม่ผิดนัดและไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาข้อ ๔ แก่โจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้แม้จะทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ยอมอนุมัติให้จำเลยที่ ๑ โอนไปรับราชการที่อื่นได้ ก็ไม่มีภาระผูกพันหรือทำให้มีหนี้ที่จะต้องชำระตามที่รับสภาพไว้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ และตามหนังสือรับสภาพหนี้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 194 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
จำเลย — นายธาตรี จีราพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2545
#98539
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าที่ดินแปลงใดมีที่ดินเหลือจากการเวนคืนหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงจำนวนเนื้อที่ดินแปลงนั้นที่มีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ หาได้มีความหมายเลยไปถึงที่ดินของโจทก์แปลงอื่นที่อยู่ข้างเคียงซึ่งมิได้ถูกเวนคืนด้วยเลยกลายเป็นที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๓๕,๔๖๖,๕๗๖.๑๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๐.๗๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๗,๓๘๕,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว นอกจากนี้การที่มีทางหลวงพิเศษสายนี้ตัดผ่านที่ดินของโจทก์ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีทางเข้าออกสะดวกยิ่งขึ้น ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลืออยู่ย่อมมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕,๓๔๐,๐๐๐ บาท และ ๒,๔๑๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนนับตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๓๘ และวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๙ ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าที่ดินแปลงใดมีที่ดินเหลือจากการเวนคืนหรือไม่ต้องพิจารณาถึงจำนวนเนื้อที่ดินแปลงนั้นที่มีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ สำหรับคดีนี้คือวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ หาได้มีความหมายเลยไปถึงที่ดินของโจทก์แปลงอื่นที่อยู่ข้างเคียงซึ่งมิได้ถูกเวนคืนด้วยเลยกลายเป็นที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯที่ดินอีกห้าสิบเอ็ดแปลงของโจทก์มิได้อยู่ในเขตที่จะต้องเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายดังกล่าว ดังนั้น แม้การเวนคืนที่ดินครั้งนี้จะทำให้ที่ดินทั้งห้าสิบเอ็ดแปลงดังกล่าวนั้นมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่อาจนำเอาประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากที่ดินทั้งห้าสิบเอ็ดแปลงซึ่งไม่ได้ถูกเวนคืนเลยมาคำนึงว่าควรเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์แปลงที่ถูกเวนคืนหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๙๔๑๓๗ , ๙๔๑๔๓ , ๙๔๑๕๙ , ๙๔๑๖๕ และ ๙๔๑๖๖ แต่ละแปลงถูกเวนคืนบางส่วน และมีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนบางส่วน จึงควรนำเอาประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของแต่ละแปลงดังกล่าวมาคำนึงว่าควรเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแต่ละแปลงตามลำดับหรือไม่เพียงใดด้วย เมื่อคำนึงถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับราคาที่ดินแปลงอื่นและที่จำเลยทั้งสองมิได้โต้เถียงว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ มีราคาต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์ และเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่ที่ดินของโจทก์กับสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) ประกอบกับประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับจากที่ดินของโจทก์บางแปลงที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งมีราคาสูงขึ้นแล้ว เห็นว่า สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๓๘ ถึง๙๔๑๔๒ โฉนดเลขที่ ๙๔๑๖๐ ถึง ๙๔๑๖๔ ซึ่งแต่ละแปลงถูกเวนคืนหมดทั้งแปลง รวมทั้งหมดเป็นเนื้อที่ ๑,๐๖๘ ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๔๓ ซึ่งถูกเวนคืน ๙๑ ตารางวา กับที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๖๕ ซึ่งถูกเวนคืน ๑๐๔ ตารางวา มีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเพียง ๙ ตารางวา และ ๑๐ ตารางวา ตามลำดับ โดยลำพังของที่ดินที่เหลือเพียงเล็กน้อยใช้ประโยชน์ได้จำกัดลงไม่น่าจะมีราคาสูงขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวทั้งหมดตารางวาละ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๓๗ , ๙๔๑๕๙ และ ๙๔๑๖๖ ถูกเวนคืนเพียง ๑๗ ตารางวา , ๒๐ ตารางวา และ ๙ ตารางวา มีที่ดินเหลือจากการเวนคืน ๘๓ ตารางวา , ๙๓ ตารางวา และ ๑๐๕ ตารางวา ตามลำดับ ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์เป็นที่ก่อสร้างบ้านพักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ได้ และด้านหนึ่งของที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนแต่ละแปลงจะอยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้ ทำให้ศักยภาพของที่ดินส่วนนี้ดีขึ้นจากเดิมมาก ย่อมทำให้มีราคาสูงขึ้นจากเดิมมากด้วย แม้ราคาสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเพียงหนึ่งในสี่ก็จะมากกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนแล้ว ดังนั้นเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสามแปลงหลังนี้ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์ตารางวาละ ๕,๐๐๐ บาท นั้น เป็นคุณแก่โจทก์อยู่แล้ว จึงไม่ควรเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสามแปลงหลังนี้ให้แก่โจทก์อีก สรุปแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๓๘ ถึง ๙๔๑๔๒ โฉนดเลขที่ ๙๔๑๖๐ ถึง ๙๔๑๖๔ และ ๙๔๑๖๖ เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยอีกตารางวาละ ๕,๐๐๐ บาท เนื้อที่ ๑,๐๖๘ ตารางวา เป็นเงิน ๕,๓๔๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๔๓ และ ๙๔๑๖๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงนี้เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้อีกตารางวาละ ๑๐,๐๐๐ บาท เนื้อที่ ๑๙๕ ตารางวา เป็นเงิน ๑,๙๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗,๒๙๐,๐๐๐ บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๓๘ ถึง ๙๔๑๔๒ โฉนดเลขที่ ๙๔๑๖๐ ถึง ๙๔๑๖๔ เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยอีก ๕,๓๔๐,๐๐๐ บาท และเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๑๔๓ และ ๙๔๑๖๕ เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดอีก ๑,๙๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐.๗๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ และนับแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๙ ของยอดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นแต่ละจำนวนดังกล่าวตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ.

นายสุพจน์ แสงประชากุล ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
พัฒนกุล — นายปกิต
กับพวก — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1193/2545
#42155
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการมิชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันจำนวน13,872,368.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน13,267,167.70 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,872,368.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 13,267,167.70 บาท และให้จำเลยที่ 3และที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวนเงิน 11,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 กันยายน 2541)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปิดดำเนินกิจการชั่วคราวและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้เดินทางไปติดต่อเจรจากู้เงินกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ในหลาย ๆ จังหวัดจึงไม่ได้พักอาศัยอยู่ ณภูมิลำเนาที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นงดไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการมิชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2จึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 207 ม. 229 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมบูรณ์การค้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2545
#42785
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และกำหนดเวลาให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยในวันที่ยื่นอุทธรณ์จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีโอกาสชนะคดีก็ดี ทนายจำเลยทราบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ไม่ยอมรับสำเนาอุทธรณ์ไปจากศาลก็ดีเจ้าพนักงานศาลและทนายจำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ยังไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ดีมิใช่อ้างอันจะทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้น เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และกำหนดเวลาให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีโอกาสชนะคดีก็ดี ทนายจำเลยทั้งสองทราบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วแต่ไม่ยอมรับสำเนาอุทธรณ์ไปจากศาลก็ดี เจ้าพนักงานศาลและทนายจำเลยทั้งสองไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ยังไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ดี หาใช่ข้ออ้างอันจะทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้แล้วไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชวน ทรงเจียระพานิช
จำเลย — นาย เฉลียว ไกยราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2545
#98280
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และกำหนดเวลาให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยในวันที่ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีโอกาสชนะคดีก็ดี ทนายจำเลยทราบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วแต่ไม่ยอมรับสำเนาอุทธรณ์ไปจากศาลก็ดี เจ้าพนักงานศาลและทนายจำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ยังไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ดี หาใช่ข้ออ้างให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้น เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ให้จำหน่ายคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และกำหนดเวลาให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองในวันที่ยื่นอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีโอกาสชนะคดีก็ดี ทนายจำเลยทั้งสองทราบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วแต่ไม่ยอมรับสำเนาอุทธรณ์ไปจากศาลก็ดี เจ้าพนักงานศาลและทนายจำเลยทั้งสองไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ยังไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ดี หาใช่ข้ออ้างอันจะทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยไว้แล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวน ทรงเจียระพานิช
จำเลย — นายเฉลียว ไกยราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้น -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1189/2545
#42154
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 อยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 55 การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ได้นั้น ผู้ร้องต้องบรรยายมาในคำร้องขอโดยชัดแจ้งให้เห็นว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบตามข้ออ้างได้ การที่ผู้ร้องมิได้บรรยายในคำร้องขอว่าโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริตจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานเข้ามาสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในประเด็นดังกล่าวและกรณีมิใช่เรื่องที่คู่ความสามารถนำพยานเข้ามาสืบประกอบได้เองโดยไม่จำต้องกล่าวบรรยายมาในคำร้องดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนจึงชอบแล้ว

การที่ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาขอให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ไต่สวนต่อไปนั้น เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นศาลละ200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 7,848,623.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,363,780.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสองจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 5,000 บาทจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2539หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8934 และเลขที่ 4248 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดได้ทันที หากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลงเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8934 มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2528 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้วผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องขอและปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึด

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่จำต้องไต่สวน แล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องมีเพียงว่าการที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องบรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามกฎหมายแล้วว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดซึ่งเป็นการนำยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องแล้ว การนำสืบถึงความสุจริตหรือไม่สุจริตของโจทก์ผู้รับจำนอง อยู่ในขั้นตอนที่โจทก์และผู้ร้องจะนำสืบพยานประกอบข้อต่อสู้ของตนเองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะได้บรรยายมาในคำร้องขอถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้อง แต่เมื่อสิทธิของผู้ร้องเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมแต่สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนของผู้ร้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาของผู้ร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ได้นั้นเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 55 เช่นนี้ ผู้ร้องจึงต้องบรรยายมาในคำร้องขอโดยชัดแจ้งให้เห็นว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ตามกฎหมายแพ่งอันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบไปตามข้ออ้างได้การที่ผู้ร้องมิได้กล่าวบรรยายในคำร้องขอว่าโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริตจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานเข้ามาสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในประเด็นดังกล่าวได้ กรณีมิใช่เรื่องที่คู่ความสามารถนำพยานเข้ามาสืบประกอบได้เองโดยไม่จำต้องกล่าวบรรยายมาในคำร้องขอเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความดังที่ผู้ร้องฎีกา ซึ่งจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐาน ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกา ขอให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ไต่สวนต่อไป จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นศาลละ200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจำนวน 22,500 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาย ชัยยุทธ เตยแก้ว
จำเลย — นาย มนัส สุชาติพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1189/2545
#47789
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนของผู้ร้อง ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาของผู้ร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ได้นั้น เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 55 ผู้ร้องจึงต้องบรรยายมาในคำร้องขอว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง ผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบไปตามข้ออ้างได้ การที่ผู้ร้องมิได้กล่าวในคำร้องขอว่าโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริต จึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานเข้ามาสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน7,848,623.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,363,780.35 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสองจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 5,000 บาท จำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2539 หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8934 และเลขที่ 4248 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดได้ทันที หากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลงเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8934 มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2528 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องขอ และปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึด

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอแล้ว เห็นว่าคดีไม่จำต้องไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องมีเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องบรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามกฎหมายแล้วว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดซึ่งเป็นการนำยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องแล้ว การนำสืบถึงความสุจริตหรือไม่สุจริตของโจทก์ผู้รับจำนอง อยู่ในขั้นตอนที่โจทก์และผู้ร้องจะนำสืบพยานประกอบข้อต่อสู้ของตนเองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะได้บรรยายมาในคำร้องขอถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้อง แต่เมื่อสิทธิของผู้ร้องเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนของผู้ร้อง ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299วรรคสอง การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาของผู้ร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ได้นั้น เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 55 เช่นนี้ ผู้ร้องจึงต้องบรรยายมาในคำร้องขอโดยชัดแจ้งให้เห็นว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ผู้ร้องจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบไปตามข้ออ้างได้ การที่ผู้ร้องมิได้กล่าวบรรยายในคำร้องขอว่าโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริตจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำพยานเข้ามาสืบเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในประเด็นดังกล่าวได้ กรณีมิใช่เรื่องที่คู่ความสามารถนำพยานเข้ามาสืบประกอบได้เองโดยไม่จำต้องกล่าวบรรยายมาในคำร้องขอเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความดังที่ผู้ร้องฎีกาซึ่งจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกา ขอให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ไต่สวนต่อไป จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นศาลละ 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก) แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา แต่ละชั้นศาลจำนวน 22,500 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาย ชัยยุทธ เตยแก้ว
จำเลย — นาย มนัส สุชาติพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา