คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2545
#98408
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพานางสาว ส. ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุ ห่างบ้านผู้เสียหายประมาณ 500 เมตร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุผู้เสียหายกระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง 1 ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอ และบอกผู้เสียหายว่าให้ยอมพี่เถอะ ผู้เสียหายบอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายโขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายถอดกางเกง ผู้เสียหายหลอกให้จำเลยปล่อยแล้วผู้เสียหายวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจาร จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุ ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๘๔, ๒๙๕, ๙๑, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๘๔ วรรคแรก, ๒๙๕ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ให้ลงโทษจำคุก ๒ เดือน รวมให้ลงโทษ จำคุก ๔ ปี ๒ เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ ๑ นั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุห่างบ้านผู้เสียหายที่ ๑ ประมาณ ๕๐๐ เมตร ต่อมาจำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองกับมารดาผู้เสียหายที่ ๑ และ ส. เบิกความได้ความว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปยังที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ ๑ กระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง ๑ ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอ และบอกผู้เสียหายที่ ๑ ว่าให้ยอมพี่เถอะ ผู้เสียหายที่ ๑ บอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ โขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายที่ ๑ ถอดกางเกง ผู้เสียหายที่ ๑ หลอกให้จำเลยปล่อยก่อน เมื่อจำเลยปล่อย ผู้เสียหายที่ ๑ จึงวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ ๑ ร้องเรียกให้ช่วยแล้วติดตามไปยังที่เกิดเหตุพบจำเลยกำลังออกจากที่เกิดเหตุ จึงสอบถามจำเลยถึงผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยกลับชักมีดออกมาแทง ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เสียหายที่ ๒ ใช้มือซ้ายปัดจึงถูกใบมีดที่ฝ่ามือได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความถึงเหตุการณ์ได้ต่อเนื่องกัน เมื่อประกอบกับโจทก์มีแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความประกอบว่า ผู้เสียหายที่ ๑ มีรอยขีดข่วนบริเวณน่องซ้ายคล้ายถูกหญ้าบาด และบริเวณศีรษะด้านหลังมีลักษณะบวมโน ซึ่งน่าจะเกิดจากการกระแทกของแข็งไม่มีคม ส่วนผู้เสียหายที่ ๒ มีบาดแผลถูกของมีคมตัดผ่าน อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยไว้ที่ที่เกิดเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง ทำให้เหตุการณ์ตามคำพยานโจทก์ ดังกล่าวสอดคล้องสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโดยตามความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ชอบแล้ว แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ เท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดคดีนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๑ ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายแล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑ ปี ๒ เดือน และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 59 ม. 90 ม. 91 ม. 278 ม. 284 วรรคแรก ม. 295
ป.วิ.อ. ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายชุมพลหรือพล เพ็งศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายสุวัชร อุษณาวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2545
#42793
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 กับพวกที่นั่งรถมาด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ได้โยนทิ้งเสียก่อนถึงด่านตรวจรถต่อมาจำเลยที่ 1 ไปตามจำเลยที่ 2 มาช่วยค้นหาและจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมขณะค้นหาเมทแอมเฟตามีน แต่หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดไว้เป็นของกลางทันที การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนจึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้าสู่ร่างกายจำนวนน้ำหนักและวิธีการใดไม่ปรากฏชัดและจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 922 เม็ด น้ำหนัก 85,870 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 25.748 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1767/2542 และ 2470/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2273/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1767/2542 และ 2470/2542 ของศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15วรรคสอง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 10 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองและยึดได้เมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท1 จำนวน 922 เม็ด น้ำหนักรวม 85.870 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้25.748 กรัม คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทประพรรณศรีมรกตมงคล นายดาบตำรวจวิชเนตร เชษฐ์สิงห์ และสิบตำรวจโทสมศักดิ์ทองรอง เป็นพยานเบิกความว่า ที่พยานโจทก์ทั้งสามตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 กับพวกโยนทิ้งไว้บริเวณไหล่ทางจึงยึดไว้เป็นของกลางและคาดว่าจำเลยที่ 1 กับพวกจะย้อนกลับมาเอาเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจึงเลิกตั้งด่านตรวจแล้ววางแผนจับกุมโดยดักซุ่มบริเวณบ้านราษฎรฝั่งตรงข้ามกับบริเวณที่ตรวจพบเมทแอมเฟตามีน จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษมีรถยนต์กระบะเข้ามาจอดที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว จำเลยทั้งสองกับพวกช่วยกันใช้ไฟฉายส่องหาสิ่งของในบริเวณดังกล่าวนานประมาณ10 นาที พยานโจทก์ทั้งสาม จึงออกมาแสดงตนจับกุมจำเลยทั้งสองไว้ได้ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า ก่อนที่พยานโจทก์ทั้งสามจะตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ได้มีการตั้งด่านตรวจจบถนนสายน้ำยืน-นาจะหลวย ตั้งแต่เวลา18 นาฬิกา หลังจากนั้นในเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์กระบะผ่านด่านตรวจโดยก่อนถึงด่านตรวจได้ชะลอความเร็วรถและแล่นเข้ามายังด่านตรวจอย่างช้า ๆ จึงเรียกให้หยุดรถ แล้วขอตรวจค้นแต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงให้ผ่านไป พยานโจทก์ทั้งสามรู้จักจำเลยที่ 1 เคยทราบประวัติจำเลยที่ 1 ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ จึงสงสัยว่าจำเลยที่ 1อาจมียาเสพติดให้โทษติดรถมาแต่โยนทิ้งเสียก่อนรถแล่นถึงด่านตรวจเมื่อไปตรวจดูบริเวณที่จำเลยที่ 1 ชะลอความเร็วรถจึงพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 กับพวกที่นั่งรถมาด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ได้โยนทิ้งเสียก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปตามจำเลยที่ 2 มาช่วยค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางและจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมขณะค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตามแต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความต่อไปว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดไว้เป็นของกลางทันทีจำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางหลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้แล้ว จึงเห็นได้ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้วการที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางจึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยที่ 2 หรือฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่น ๆ ต่อไปที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ถาวร เครือบุตดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2545
#98291
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 กับพวกที่นั่งรถมาด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ได้โยนทิ้งเสียก่อน แต่หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจ ตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดไว้เป็นของกลางทันที จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบและ ยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางจึงเป็นการช่วยเหลือ ให้ความสะดวกภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

การเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิด เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1767/2542 และ 2470/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2273/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1767/2542 และ 2470/2542 ของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 10 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองและยึดได้เมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 922 เม็ด น้ำหนักรวม 85.870 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 25.748 กรัม คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ตามที่โจทก์นำสืบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 กับพวกที่นั่งรถมาด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ได้โยนทิ้งเสียก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปตามจำเลยที่ 2 มาช่วยค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางและจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมขณะค้นหา เมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความต่อไปว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดไว้เป็นของกลางทันที จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางหลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้แล้ว จึงเห็นได้ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาเมทแอมเฟตามีนของกลางจึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกภายหลัง การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เพราะการเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยที่ 2 หรือฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อหาอื่น ๆ ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของ จำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 57 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายถาวร เครือบุตดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายชาญวิทย์ ทรงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2545
#42792
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี แม้จะมีคำว่า "หลอกลวงผู้อื่น" แต่ก็มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่นายประศักดิ์ ตรีล้ำ นายนิพน เทพจุด นายอำนวย วงษ์ธรรมและนายผจญ ประจวบกลาง ผู้เสียหายทั้งสี่ ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและจำเลยกับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ว่าสามารถหางานให้ผู้เสียหายทั้งสี่ไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ได้ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดตามมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 นั้น เป็นคดีฉ้อโกงประเภทหนึ่ง อันพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 หรือไม่พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมีคำว่า "หลอกลวงผู้อื่น..."แต่ก็มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย อดุลย์ โดดนาดี
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2545
#48649
เปิดฉบับเต็ม

แม้บทบัญญัติมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งระบุให้ผู้ที่หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงนั้น จะมีถ้อยคำว่า "หลอกลวงผู้อื่น" ก็ตาม แต่ก็มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ก็มิได้ให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่นายประศักดิ์ตรีล้ำ นายนิพน เทพจุด นายอำนวย วงษ์ธรรม และนายผจญ ประจวบกลาง ผู้เสียหายทั้งสี่ ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ว่าสามารถหางานให้ผู้เสียหายทั้งสี่ไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ได้ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ40,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าความผิดตามมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 นั้น เป็นคดีฉ้อโกงประเภทหนึ่ง อันพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 หรือไม่ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมีคำว่า"หลอกลวงผู้อื่น..." แต่ก็มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 43
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย อดุลย์ โดดนาดี
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1347/2545
#98416
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา91 ตรี มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 และ พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย พนักงานอัยการจึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดตามมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 นั้น เป็นคดีฉ้อโกงประเภทหนึ่ง อันพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 หรือไม่ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมีคำว่า "หลอกลวงผู้อื่น?" แต่ก็มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายอดุลย์ โดดนาดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายกฤตย หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายชัชลิต ละเอียด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2545
#42791
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสร้างตึกแถวที่จะขายให้โจทก์เสร็จพร้อมที่จะโอนตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2539 โจทก์ย่อมมีหน้าที่รับโอนและชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ชำระแม้ในช่วงเวลานั้นต่างมิได้ถือเอาเงื่อนไขในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากจำเลยกำลังบอกขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของโจทก์ แต่ไม่เป็นการแน่นอนว่าจะสำเร็จได้ โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเงินชำระให้แก่จำเลยการที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างชำระแก่จำเลยภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จเกือบ 1 ปี จึงเป็นการบอกกล่าวให้เวลาอันสมควรแล้ว เมื่อหนังสือดังกล่าวมีข้อความแสดงเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์ไม่ชำระเงินภายในเวลากำหนดสัญญาจะซื้อจะขายย่อมเป็นอันเลิกกันเมื่อล่วงพ้น 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามนั้น แต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมจำเลยมีหน้าที่คืนเงิน 1,200,000 บาท ที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

โจทก์ชำระเงินดาวน์ 300,000 บาท อันเป็นส่วนหนึ่งของเงินจำนวน1,200,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา โดยมิใช่เป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระล่วงหน้า มิใช่มัดจำที่จำเลยจะริบได้ เมื่อจำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแล้วโจทก์เพิกเฉย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดได้ตามมาตรา 215 การที่จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องคืนเงินล่วงหน้า 1,200,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบจำนวน เนื่องจากจำเลยได้รับความเสียหาย เพราะเหตุที่โจทก์ผิดนัดและต้องรับภาระดอกเบี้ยที่กู้ยืมเงินจากธนาคารมาลงทุนปลูกสร้างอาคารพอแปลได้ว่าจำเลยเรียกเอาเงิน 1,200,000 บาท นั้นเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้

การที่โจทก์ไม่ชำระเงิน 2,000,000 บาทให้แก่จำเลยเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี แต่ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบโจทก์จึงมิได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงความเสียหายเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดไม่ได้ อย่างไรก็ดีการที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่จำเลยย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายดังนั้น แม้จำเลยจะนำสืบถึงค่าเสียหายไม่ได้ ศาลก็มีอำนาจคิดคำนวณให้ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีโดยเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบกับความสุจริตในการดำเนินคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวสามชั้นครึ่งหนึ่งคูหา เลขที่ 420/4 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 35823 ในราคา 3,200,000 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์จำนวน300,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา และชำระเงินให้แก่จำเลยอีก3 ครั้ง คือวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท วันที่30 มิถุนายน 2539 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท และวันที่ 3 ตุลาคม2539 ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,200,000บาท ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถาม หากพ้นกำหนดดังกล่าวจำเลยถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและขอบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้ว ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากสัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้ จำเลยต้องให้เวลาแก่โจทก์ตามสมควร การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,000,000 บาท ภายใน15 วัน ไม่เป็นการให้เวลาพอสมควรแก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วเพราะไม่ใช่เงินมัดจำ อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาและโจทก์ตกลงสนองรับ สัญญาจะซื้อจะขายย่อมเป็นอันเลิกกัน ทำให้คู่สัญญากับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่รับไว้จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 113,600 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,313,600 บาทขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 1,313,600 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เพราะตามสัญญามีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า เมื่อจำเลยสร้างตึกแถวเสร็จแล้วโจทก์ต้องชำระราคาให้แก่จำเลยทันที จำเลยสร้างตึกแถวเสร็จตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 และบอกกล่าวให้โจทก์ชำระราคาตามสัญญาหลายครั้งแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 จำเลยจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา แต่โจทก์เพิกเฉย ไม่ชำระหนี้เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 1,100,000 บาท จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2539 จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน2539 จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 และจากต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2540 รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 113,600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35823 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมตึกแถวสามชั้นครึ่งหนึ่งคูหากับจำเลยในราคา 3,200,000 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 300,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จแล้ว แต่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ หลังจากนั้นจำเลยได้ลงมือปลูกสร้างตึกแถวดังกล่าว ในระหว่างนั้นโจทก์ได้ชำระราคาตึกแถวพร้อมที่ดินแก่จำเลยอีก 3 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ชำระ200,000 บาท วันที่ 30 มิถุนายน 2539 ชำระ 300,000 บาท และวันที่3 ตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงเวลาที่ตึกแถวแล้วเสร็จชำระอีก 400,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,200,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่ชำระราคาอีกเลยต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จประมาณ 10 เดือน จำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท แก่จำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งจำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วเสียทั้งสิ้นโจทก์ได้รับหนังสือฉบับนั้นแล้วเพิกเฉยไม่ชำระเงินแก่จำเลย แต่กลับมอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 แจ้งแก่จำเลยว่า โจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญากับจำเลยและขอให้จำเลยคืนเงิน 1,200,000 บาทแก่โจทก์

คดีมีประเด็นข้อพิพาทมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 387 บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้" และมาตรา 391 บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่..." และความในวรรคสุดท้ายว่า "การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยตรงกันว่า จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม2539 โจทก์ย่อมมีหน้าที่รับโอนตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าวและชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท แก่จำเลย แต่โจทก์หาได้ชำระเงินจำนวนนั้นไม่ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ชำระเงินจำนวนสูงถึง 2,000,000 บาท แก่จำเลยโดยให้เวลาเพียง15 วัน ไม่เป็นการให้เวลาตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 387 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เบิกความรับว่านอกจากโจทก์ไม่ได้ชำระราคาตึกแถวพร้อมที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ยังขอร้องให้จำเลยช่วยบอกขายตึกแถวดังกล่าวให้ด้วย คำเบิกความของโจทก์ในตอนนี้ตรงกับคำเบิกความของจำเลยที่ยืนยันว่า ในช่วงปลายปี 2539 หรือต้นปี 2540ไม่ได้ความชัด โจทก์ขอร้องให้จำเลยช่วยขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่นซึ่งจำเลยรับปากว่าจะดำเนินการให้อีกทั้งรับว่าหากขายได้จำเลยจะคืนเงินที่ได้รับไว้แล้ว 1,200,000 บาท ให้แก่โจทก์ คำเบิกความของโจทก์และจำเลยในข้อนี้เป็นเครื่องชี้เจตนาของโจทก์ให้เห็นเด่นชัดว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะชำระราคาที่เหลือให้แก่จำเลยมาตั้งแต่แรกที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จ หาใช่โจทก์ประสงค์จะปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเพราะจำเลยไม่ให้เวลาตามสมควรดังที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในคำแก้ฎีกาไม่ เมื่อพิเคราะห์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายเพิกเฉยไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นมา แม้จะได้ความว่าในช่วงเวลานั้นทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้ถือเอาเงื่อนไขในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากจำเลยกำลังบอกขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของโจทก์ก็ตาม แต่ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยจะสามารถจัดการขายตึกแถว พร้อมที่ดินให้เป็นผลสำเร็จได้โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเงินให้พร้อมเพื่อชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างชำระอยู่อีก 2,000,000 บาท แก่จำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จและพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์เกือบ 1 ปี จึงเป็นการบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรแล้ว เมื่อหนังสือดังกล่าวมีข้อความระบุชัดว่า หากล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วันแล้วโจทก์ไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือจำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับนั้นเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญา ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 2,000,000บาท ภายในเวลาที่จำเลยกำหนดสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นอันเลิกกัน เมื่อล่วงพ้น 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามนั้น อันเป็นผลจากการที่จำเลยแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจตกลงเลิกสัญญาต่อกันในภายหลังดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่คืนเงิน 1,200,000 บาท ที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้โจทก์จะได้ชำระเงินดาวน์จำนวน 300,000 บาท อันเป็นส่วนหนึ่งของเงินจำนวน1,200,000 บาท ดังกล่าวให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นการประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้ ทั้งไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าที่จำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ แล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลานั้น โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "...ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด โดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว" โดยผลแห่งการนี้ จำเลยมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เพื่อความเสียหาย อันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215การที่จำเลยให้การและฎีกาว่า จำเลยไม่จำต้องคืนเงิน 1,200,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบจำนวน เนื่องจากจำเลยได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่โจทก์ผิดนัดและต้องรับภาระดอกเบี้ยที่กู้ยืมเงินจากธนาคารมาลงทุนปลูกสร้างอาคารพอแปลได้ว่าจำเลยเรียกเอาเงิน 1,200,000 บาท นั้นเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวไว้ทั้งจำนวนหรือไม่นั้น จำเลยเบิกความว่า การที่โจทก์ไม่ชำระเงิน 2,000,000 บาทให้แก่จำเลยเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี หรือเท่ากับปีละ 350,000 บาท แต่ค่าเสียหายดังกล่าวมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง ถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงความเสียหายที่จำเลยจะได้รับจากการที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้นั้น จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงความเสียหายเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีในหนี้เงิน 2,000,000 บาทไม่ได้ อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่จำเลยย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้น แม้จำเลยจะนำสืบถึงค่าเสียหายไม่ได้ ศาลก็มีอำนาจคิดคำนวณให้ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีโดยเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของหนี้เงินในระหว่างที่ลูกหนี้ผิดนัด ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบกับความสุจริตในการดำเนินคดี และเห็นสมควรให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 222 ม. 378 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประวิทย์ เสรีขจรจารุ
จำเลย — นาย สังคม พรหมประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2545
#48648
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวกัน ต่อมาจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลย ทั้งโจทก์ยังขอร้องให้จำเลยช่วยบอกขายตึกแถวดังกล่าวให้ด้วยแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลยมาตั้งแต่แรก แม้จะได้ความว่าในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้ถือเอาเงื่อนไขในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญเพราะจำเลยกำลังบอกขายตึกแถวให้แก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของโจทก์ก็ตาม แต่ก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยจะสามารถขายตึกแถวให้เป็นผลสำเร็จได้ โจทก์จึงย่อมมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเงินให้พร้อมเพื่อชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างอยู่จำนวน 2,000,000 บาท ภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จและพร้อมที่จะโอนให้โจทก์เกือบ 1 ปี ซึ่งเป็นการบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในเวลาอันควรแล้ว

เมื่อหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินระบุว่าหากพ้นกำหนด 15 วันแล้ว โจทก์ไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนั้นเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญา การที่โจทก์ไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือภายในเวลาดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวจึงเป็นอันเลิกกัน อันเป็นผลจากการที่จำเลยแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันในภายหลังไม่ เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วโจทก์และจำเลยต้องให้แต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยจำเลยมีหน้าที่คืนเงินที่ได้รับไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

เงินดาวน์ 300,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา ไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ไว้เพื่อเป็นประกันการที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้ ทั้งไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วด้วย

เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือบอกกล่าวโจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสองจำเลยมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215

ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี ที่จำเลยต้องเสียให้แก่ธนาคารจากการที่โจทก์ผิดนัด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงความเสียหายเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวไม่ได้แต่ศาลมีอำนาจคิดคำนวณให้ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีโดยเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของหนี้เงินในระหว่างที่ลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบกับความสุจริตในการดำเนินคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวสามชั้นครึ่งหนึ่งคูหาในราคา 3,200,000 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์จำนวน 300,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา และชำระเงินให้แก่จำเลยอีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,200,000 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถาม หากพ้นกำหนดดังกล่าวจำเลยถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและขอบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้ว ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากสัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้ จำเลยต้องให้เวลาแก่โจทก์ตามสมควรการที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,000,000 บาท ภายใน 15 วัน ไม่เป็นการให้เวลาพอสมควรแก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วเพราะไม่ใช่เงินมัดจำอย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาและโจทก์ตกลงสนองรับ สัญญาจะซื้อจะขายย่อมเป็นอันเลิกกัน ทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่รับไว้จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 113,600 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,313,600 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 1,313,600 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เพราะตามสัญญามีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า เมื่อจำเลยสร้างตึกแถวเสร็จแล้วโจทก์ต้องชำระราคาให้แก่จำเลยทันที จำเลยสร้างตึกแถวเสร็จตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 และบอกกล่าวให้โจทก์ชำระราคาตามสัญญาหลายครั้งแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา แต่โจทก์เพิกเฉย ไม่ชำระหนี้เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 1,100,000 บาท จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้ว หากจำเลยต้องชำระก็ไม่เกิน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2539 จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2539 จากต้นเงิน 300,000บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 และจากต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2540 รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 113,600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35823 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมตึกแถวสามชั้นครึ่งหนึ่งคูหากับจำเลยในราคา 3,200,000 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 300,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จแล้วแต่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ หลังจากนั้นจำเลยได้ลงมือปลูกสร้างตึกแถวดังกล่าว ในระหว่างนั้นโจทก์ได้ชำระราคาตึกแถวพร้อมที่ดินแก่จำเลยอีก 3 ครั้งคือ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ชำระ 200,000 บาท วันที่ 30 มิถุนายน 2539 ชำระ300,000 บาท และวันที่ 3 ตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงเวลาที่ตึกแถวแล้วเสร็จชำระอีก400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,200,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่ชำระราคาอีกเลยต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จประมาณ 10 เดือน จำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 2,000,000บาทแก่จำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งจำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วเสียทั้งสิ้น โจทก์ได้รับหนังสือฉบับนั้นแล้วเพิกเฉยไม่ชำระเงินแก่จำเลย แต่กลับมอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 แจ้งแก่จำเลยว่า โจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญากับจำเลยและขอให้จำเลยคืนเงิน 1,200,000 บาทแก่โจทก์

คดีมีประเด็นข้อพิพาทมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้" และมาตรา 391 บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่..."และความในวรรคสุดท้ายว่า "การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยตรงกันว่า จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2539 โจทก์ย่อมมีหน้าที่รับโอนตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าวและชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาทแก่จำเลย แต่โจทก์หาได้ชำระเงินจำนวนนั้นไม่ ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ชำระเงินจำนวนสูงถึง 2,000,000บาทแก่จำเลยโดยให้เวลาเพียง 15 วัน ไม่เป็นการให้เวลาตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เบิกความรับว่า นอกจากโจทก์ไม่ได้ชำระราคาตึกแถวพร้อมที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ยังขอร้องให้จำเลยช่วยบอกขายตึกแถวดังกล่าวให้ด้วย คำเบิกความของโจทก์ในตอนนี้ตรงกับคำเบิกความของจำเลยที่ยืนยันว่า ในช่วงปลายปี 2539 หรือต้นปี 2540 ไม่ได้ความชัดโจทก์ขอร้องให้จำเลยช่วยขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่น ซึ่งจำเลยรับปากว่าจะดำเนินการให้อีกทั้งรับว่าหากขายได้จำเลยจะคืนเงินที่ได้รับไว้แล้ว 1,200,000 บาทให้แก่โจทก์คำเบิกความของโจทก์และจำเลยในข้อนี้เป็นเครื่องชี้เจตนาของโจทก์ให้เห็นเด่นชัดว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะชำระราคาที่เหลือให้แก่จำเลยมาตั้งแต่แรกที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จ หาใช่โจทก์ประสงค์จะปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเพราะจำเลยไม่ให้เวลาตามสมควรดังที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในคำแก้ฎีกาไม่ เมื่อพิเคราะห์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายเพิกเฉยไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม2539 เป็นต้นมา แม้จะได้ความว่าในช่วงเวลานั้นทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้ถือเอาเงื่อนไขในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากจำเลยกำลังบอกขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของโจทก์ก็ตาม แต่ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยจะสามารถจัดการขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้เป็นผลสำเร็จได้ โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเงินให้พร้อมเพื่อชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างชำระอยู่อีก 2,000,000 บาทแก่จำเลยภายใน 15 วันนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จและพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์เกือบ 1 ปี จึงเป็นการบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรแล้ว เมื่อหนังสือดังกล่าวมีข้อความระบุชัดว่า หากล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วันแล้ว โจทก์ไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือจำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับนั้นเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญา ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 2,000,000 บาท ภายในเวลาที่จำเลยกำหนดสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นอันเลิกกันเมื่อล่วงพ้น 15 วันนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามนั้น อันเป็นผลจากการที่จำเลยแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจตกลงเลิกสัญญาต่อกันในภายหลังดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่คืนเงิน 1,200,000 บาท ที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้โจทก์จะได้ชำระเงินดาวน์จำนวน 300,000 บาทอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินจำนวน 1,200,000 บาท ดังกล่าวให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้ ทั้งไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือภายใน 15 วันนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ แล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลานั้น โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "...ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลยวิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว" โดยผลแห่งการนี้จำเลยมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 การที่จำเลยให้การและฎีกาว่า จำเลยไม่จำต้องคืนเงิน 1,200,000 บาทให้แก่โจทก์จนครบจำนวน เนื่องจากจำเลยได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่โจทก์ผิดนัดและต้องรับภาระดอกเบี้ยที่กู้ยืมเงินจากธนาคารมาลงทุนปลูกสร้างอาคาร พอแปลได้ว่าจำเลยเรียกเอาเงิน 1,200,000 บาทนั้นเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวไว้ทั้งจำนวนหรือไม่นั้น จำเลยเบิกความว่า การที่โจทก์ไม่ชำระเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี หรือเท่ากับปีละ 350,000 บาท แต่ค่าเสียหายดังกล่าวมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง ถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงความเสียหายที่จำเลยจะได้รับจากการที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้นั้น จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงความเสียหายเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ในหนี้เงิน 2,000,000 บาทไม่ได้ อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่จำเลยย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้น แม้จำเลยจะนำสืบถึงค่าเสียหายไม่ได้ ศาลก็มีอำนาจคิดคำนวณให้ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีโดยเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของหนี้เงินในระหว่างที่ลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบกับความสุจริตในการดำเนินคดี และเห็นสมควรให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 215 ม. 222 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 377 ม. 378 ม. 391 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประวิทย์ เสรีขจรจารุ
จำเลย — นาย สังคม พรหมประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2545
#98494
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พร้อมตึกแถวสามชั้นครึ่งหนึ่งคูหากับจำเลยในราคา 3,200,000 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 300,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อจำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จ แต่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ เมื่อจำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีหน้าที่รับโอนตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าวและชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะชำระราคาที่เหลือให้แก่จำเลย แม้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้ถือเอาเงื่อนไขในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากจำเลยกำลังบอกขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของโจทก์ก็ตาม แต่ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยจะสามารถจัดการขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้เป็นผลสำเร็จได้ โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเงินให้พร้อมเพื่อชำระให้แก่จำเลย แต่การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างชำระแก่จำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสืออันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จและพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์เกือบ 1 ปี อันเป็นการบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรแล้ว หนังสือดังกล่าวมีข้อความระบุชัดว่า หากล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วันแล้ว โจทก์ไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ จำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับนั้นเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญา เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินภายในเวลาที่จำเลยกำหนด สัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นอันเลิกกันเมื่อล่วงพ้น 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถาม อันเป็นผลจากการที่จำเลยแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจตกลงเลิกสัญญาต่อกันไม่ โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

เงินดาวน์ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้

โจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง ซึ่งผลแห่งการนี้จำเลยมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 การที่โจทก์ไม่ชำระเงิน ให้แก่จำเลยเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินดังกล่าว ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงความเสียหายที่จำเลยจะได้รับจากการที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้นั้น จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงความเสียหายเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว แต่การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่จำเลยย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แม้จำเลยจะนำสืบถึงค่าเสียหายไม่ได้ ศาลก็มีอำนาจคิดคำนวณให้ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับความสุจริตในการดำเนินคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่รับไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 1,313,600 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2539 จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2539 จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 และจากต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2540 รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 113,600 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35823 พร้อมตึกแถวสามชั้นครึ่งหนึ่งคูหากับจำเลยในราคา 3,200,000 บาท โจทก์ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 300,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จแล้วแต่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้หลังจากนั้นจำเลยได้ลงมือปลูกสร้างตึกแถวดังกล่าว ในระหว่างนั้นโจทก์ได้ชำระราคาตึกแถวพร้อมที่ดินแก่จำเลยอีก 3 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ชำระ 200,000 บาท วันที่ 30 มิถุนายน 2539 ชำระ 300,000 บาท และวันที่ 3 ตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงเวลาที่ตึกแถวแล้วเสร็จชำระอีก 400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,200,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่ชำระราคาอีกเลย ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จประมาณ 10 เดือน จำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท แก่จำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือมิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งจำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วเสียทั้งสิ้น โจทก์ได้รับหนังสือฉบับนั้นแล้วเพิกเฉยไม่ชำระเงินแก่จำเลย แต่กลับมอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 แจ้งแก่จำเลยว่า โจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญากับจำเลยและขอให้จำเลยคืนเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์

คดีมีประเด็นข้อพิพาทมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้" และมาตรา 391 บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่?" และความใน วรรคสุดท้ายว่า "การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยตรงกันว่า จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2539 โจทก์ย่อมมีหน้าที่รับโอนตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าวและชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 2,000,000 บาท แก่จำเลย แต่โจทก์หาได้ชำระเงินจำนวนนั้นไม่ และโจทก์ไม่ประสงค์จะชำระราคาที่เหลือให้แก่จำเลยมาตั้งแต่แรกที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จ หาใช่โจทก์ประสงค์จะปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเพราะจำเลยไม่ให้เวลาตามสมควร เมื่อพิเคราะห์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายเพิกเฉยไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นมา แม้จะได้ความว่าในช่วงเวลานั้นทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้ถือเอา เงื่อนไขในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ เนื่องจากจำเลยกำลังบอกขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของโจทก์ตามที่โจทก์ขอร้องก็ตาม แต่ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยจะสามารถจัดการขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้เป็นผลสำเร็จได้ โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเงินให้พร้อมเพื่อชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างชำระอยู่อีก 2,000,000 บาท แก่จำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ อันเป็นเวลาหลังจากวันที่จำเลยปลูกสร้างตึกแถวแล้วเสร็จและพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์เกือบ 1 ปี จึงเป็นการบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรแล้ว เมื่อหนังสือดังกล่าวมีข้อความระบุชัดว่า หากล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วันแล้ว โจทก์ไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือจำเลยขอถือเอาหนังสือฉบับนั้นเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญา ดังนั้น เมื่อโจทก์ ไม่ชำระเงิน 2,000,000 บาท ภายในเวลาที่จำเลยกำหนดสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นอันเลิกกันเมื่อล่วงพ้น 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามนั้น อันเป็นผลจากการที่จำเลยแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจตกลงเลิกสัญญาต่อกันในภายหลังดังที่ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่คืนเงิน 1,200,000 บาท ที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้โจทก์จะได้ชำระเงินดาวน์จำนวน 300,000 บาท อันเป็นส่วนหนึ่งของเงินจำนวน 1,200,000 บาท ดังกล่าวให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญา จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้ ทั้งไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าที่จำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ แล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลานั้น โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "?ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ได้ตามวันแห่งปฏิทินและลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว" โดยผลแห่งการนี้จำเลยมีสิทธิเรียกเอาสินไหมทดแทนจากโจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ผิดนัดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 เมื่อการที่โจทก์ไม่ชำระเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี หรือเท่ากับปีละ 350,000 บาท แต่ค่าเสียหายดังกล่าวมิใช่ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง ถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ตามมาตรา 222 วรรคสอง เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงความเสียหายที่จำเลยจะได้รับจากการที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้นั้น จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงความเสียหายเช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี ในหนี้เงิน 2,000,000 บาทไม่ได้อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่จำเลยย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้นแม้จำเลยจะนำสืบถึงค่าเสียหายไม่ได้ ศาลก็มีอำนาจคิดคำนวณให้ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีโดยเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของหนี้เงินในระหว่างที่ลูกหนี้ผิดนัด ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบกับความสุจริตในการดำเนินคดี และเห็นสมควรให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 215 ม. 222 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิทย์ เสรีขจรจารุ
จำเลย — นายสังคม พรหมประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายพิษณุ ต้นบัวคลี่
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2545
#42790
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัวส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้นจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่งมิใช่มีความผิดตามมาตรา 295 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาแต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอกกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 3 นัด ไว้ในครอบครองและพาติดตัวไปตามถนนสาธารณะบริเวณหมู่บ้านสระดู่ หมู่ที่ 8 โดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยทั้งสามร่วมกันชกต่อยใช้ไม้ตีและใช้อาวุธปืนยิงนายจำเริญสร้อยพุก จำนวน 3 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกที่ศีรษะของนายจำเริญเป็นเหตุให้นายจำเริญถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ

จำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 37 (ที่ถูกมาตรา 371, 91) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90(3) (ที่ถูกมาตรา 91(3))จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83จำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าผู้ตายกับนางขันจอก บัวฉิม เป็นสามีภรรยากัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรนางสุทิน แสงตะคล้อ จำเลยที่ 3 เป็นบุตรเขยของนางสุทิน ผู้ตายเคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 และภรรยาไปโดยยังไม่ได้ใช้คืน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2542เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตาย นางขันจอก นายวิเชียรและนางสำราญนั่งดื่มสุรากันอยู่ใต้ถุนบ้านของนายวิเชียร จำเลยที่ 1 มาเรียกผู้ตายออกไปบริเวณที่เกิดเหตุ ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 โต้เถียงและชกต่อยกัน นางขันจอกออกมาดูเหตุการณ์เห็นจำเลยทั้งสามช่วยกันรุมชกต่อยและใช้ไม้ตีผู้ตายนางขันจอกจะเข้าไปช่วยผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 ถือไม้จะตีนางขันจอกและห้ามไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือ จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ศีรษะแล้วจำเลยทั้งสามก็วิ่งหลบหนีไป นายวิเชียรไปตามนายสังเวียน บัวทองผู้ใหญ่บ้านมานำผู้ตายส่งโรงพยาบาลวัดสิงห์ แพทย์ส่งผู้ตายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอุทัยธานี แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายระหว่างทาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่... พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา 295 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 290
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นาย ประหยัด แสงตะคล้อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2545
#110893
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การชั้นสอบสวนของพยาน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของ ส. และ ว. สอดคล้องตรงกับคำให้การของ ข. ประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตาย

จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา 295 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๒๘๘ , ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๓๗ (ที่ถูกมาตรา ๓๗๑ , ๙๑) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ วรรคสาม , ๗๒ ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (๓) (ที่ถูกมาตรา ๙๑ (๓)) จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๕ , ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ กระทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ จึงยังใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุ น่าเชื่อว่านางสำรวยและนายวิเชียรให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงที่รู้เห็นโดยยังไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไป พนักงานสอบสวนจึงบันทึกและให้นางสำรวยกับนายวิเชียรลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ร้อยตำรวจโท มนตรี แก้วสุริยะ และพันตำรวจโท ประสิทธิ์ ปั้นใด พนักงานสอบสวนผู้บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักผู้ตายและจำเลยทั้งสาม ไม่มีเหตุผลใดที่จะร่วมกันบันทึกคำให้การของพยานให้แตกต่างไปจากที่พยานให้การเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสาม การที่นางสำรวยและนายวิเชียรมาเบิกความในชั้นพิจารณาว่าไม่เห็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในที่เกิดเหตุ และไม่เห็นจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายโดยพยายามบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงว่า ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุขณะมีการทำร้ายและยิงผู้ตายนั้นไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะนางสำรวยและนายวิเชียรมีบ้านใกล้กับบ้านนางขันจอกและผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุร่วมไปสรงน้ำพระมาด้วยกันแล้วกลับมานั่งพูดคุยกันที่แคร่ไม้บ้านนายวิเชียร เมื่อนางขันจอกเห็นผู้ตายถูกจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายก็ร้องขอความช่วยเหลือจากนางสำรวยและนายวิเชียร แสดงว่าต่างมีความผูกพันสนิทสนมกัน ซึ่งตามวิสัยของบุคคลผู้มีความผูกพันกันดังกล่าวย่อมจะต้องรีบไปดูตรงที่เกิดเหตุตามเสียงเรียกของนางขันจอกดังที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงรับฟังเป็นความจริงได้ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของพยานกรณีเช่นนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของนางสำรวยและนายวิเชียรสอดคล้องตรงกับคำให้การของนางขันจอกประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้ว่าจำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๕ ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 290 วรรคหนึ่ง ม. 295 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 212 ม. 225 ม. 227 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายประหยัด แสงสะคล้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2545
#99292
เปิดฉบับเต็ม

แม้พฤติการณ์ของจำเลยที่ใช้อาวุธปืนยิงคนจำนวนมากคล้ายคนมีสติไม่เหมือนคนปกติก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้นำแพทย์มาเบิกความยืนยันและไม่มีเอกสารใด ๆ มาแสดงว่าจำเลยเป็นโรคจิต ศาลจึงไม่อาจที่จะวินิจฉัยได้เองว่า จำเลยมีจิตไม่ปกติ ทั้งจำเลยสามารถให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามปกติโดยไม่

ปรากฏว่ามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยดื่มสุราจนเมา การที่จำเลยกระทำความผิดไปจึงเนื่องมาจากดื่มสุรา ซึ่งจำเลยจะอ้างเป็นเหตุลดหย่อนผ่อนโทษตาม ป.อ. มาตรา 65 ไม่ได้ เพราะจำเลยสมัครใจดื่มเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 32, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 55, 72 ทวิ, 78 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย น. บิดาของนาย ว. ผู้ตายและนาง ศ. บุตรของนาย จ. กับนาง ท. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตได้เฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิต)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91? รวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหามีลูกระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?สำหรับฎีกาของจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการกระทำตามกฎหมาย เพราะจำเลยไม่รู้สติและไม่รู้สำนึกในการกระทำนั้น เห็นว่า จำเลยให้การในชั้นสอบสวนไว้ว่า จำเลยรู้ตัวว่าได้ชักอาวุธปืนออกมาจากเอวแล้วจ่อยิงนางทองหยุ่น ไม่ทราบว่าตายหรือไม่ ต่อจากนั้นจำเลยเกิดอาการคลุ้มคลั่งจึงยิงคนไม่เลือกหน้าไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง และจำไม่ได้ว่ายิงไปกี่นัด ดังนี้ แสดงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรู้ตัวว่าได้กระทำอะไรลงไปบ้าง การเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของจำเลยในขณะนั้นจึงยังอยู่ในบังคับของจิตใจอันเป็นการกระทำโดยรู้สำนึก ในการที่กระทำแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อหนึ่งทำนองว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยในข้อนี้จำเลยมีหน้าที่นำสืบเพื่อไม่ต้องรับโทษ แต่จำเลยนำสืบเพียงว่า การที่จำเลยไปปฏิบัติราชการในป่าทำให้ติดโรคไข้มาเลเรียซึ่งแพทย์ ผู้รักษาอาการของจำเลยก็ไม่ได้เบิกความสนับสนุน หลักฐานการเป็นคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตของจำเลย ก็ไม่มีมาแสดง?วันก่อนเกิดเหตุจำเลยดื่มทั้งเบียร์และสุรา และในวันเกิดเหตุจำเลยดื่มสุราตั้งแต่เช้า ระหว่างเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุจำเลยดื่มสุราผสมยาทัมใจและเครื่องกระทิงแดงตลอดทาง เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุก็ร่วมวงดื่มสุรากับญาติๆจนเกิดอาการเมามาก ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้ไปรับตัวจำเลยและแจ้งข้อหาว่า จำเลยมีสภาพเมามากจนไม่สามารถให้ปากคำได้ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา หลังเกิดเหตุแล้วถึง 2 ชั่วโมงเศษ ข้อเท็จจึงน่าเชื่อว่า จำเลยกระทำความผิดเพราะความมึนเมาสุราจนไม่สามารถบังคับตนเองได้ และจำเลยสมัครใจ ดื่มสุราจนมึนเมาเอง จึงยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษฐานมีลูกระเบิดที่นายทะเบียน ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น?
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นายหนู ชาชำนาญ กับพวก
จำเลย — สิบตำรวจตรีสิทธิราช รัตนหน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1321/2545
#98418
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้ตัวพยานในชั้นสอบสวนมาเบิกความในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามมิให้รับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของพยานไว้ไม่ถูกต้อง จึงรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

คนร้ายเดินเข้าไปชำระค่าโดยสารให้แก่ผู้ตาย แล้วได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันที เกิดเหตุแล้วคนร้ายกระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่มาจอดเทียบ โดยจำเลยเตรียมรถจักรยานยนต์ขับตามรถยนต์โดยสารสองแถวที่ผู้ตายขับมาเพื่อรับคนร้ายหลบหนี อันเป็นการวางแผนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งรวมถึงแผนในการหลบหนีด้วย รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับคนร้ายที่หลบหนีกระทำความผิดตามป.อ. มาตรา 289 (4), 83

ธนบัตรของกลางที่คนร้ายส่งให้แก่ผู้ตายเป็นค่าโดยสารก่อนที่ผู้ตายถูกยิง กับหมวกนิรภัยที่จำเลยสวมขณะเกิดเหตุอันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 122 โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยมีเจตนาสวมเพื่อปกปิดใบหน้าในการกระทำผิด ธนบัตรและหมวกนิรภัยของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) โดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 288, 289 และริบหัวกระสุนปืนหมวกนิรภัยและธนบัตรจำนวน 50 บาท ของกลาง

จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (ที่ถูกประกอบ มาตรา 83 ด้วย) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูก 52 (1)) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบหัวกระสุนปืน หมวกนิรภัยและธนบัตรจำนวน 50 บาทของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นาย บ. ซึ่งมีอาชีพขับรถยนต์โดยสารสองแถวรับจ้างสายลำปาง-แจ้ห่ม จอดรถให้คนร้ายซึ่งโดยสารมากับรถลงจากรถในที่เกิดเหตุ ได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายแล้วคนร้ายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยหลบหนีไป คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับคนร้ายที่หลบหนีกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวนาง ว. และนาง ศ. มาเบิกความในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามมิให้รับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานทั้งสอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองไว้ไม่ถูกต้อง จึงรับฟังบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมาเป็นของคนรักของจำเลยซึ่งปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า มีแผ่นป้ายทะเบียนถูกต้อง แต่ขณะเกิดเหตุกลับปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวมิได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน แสดงให้เห็นว่าจำเลยเตรียมการมาเพื่อรับคนร้ายหลบหนีตามที่ร่วมกับคนร้ายวางแผนไว้ เพราะก่อนเกิดเหตุคนร้ายเดินเข้าไปชำระค่าโดยสารให้แก่ผู้ตาย แล้วได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้เถียงกันหรือทะเลาะกันแต่อย่างใด อันเป็นการวางแผนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งรวมถึงแผนในการหลบหนีด้วยว่าจะหลบหนีด้วยยานพาหนะอะไร พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยร่วมกับคนร้ายที่หลบหนีกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่งธนบัตรฉบับละ 50 บาท ของกลางเป็นธนบัตรที่คนร้ายส่งให้แก่ผู้ตายเป็นค่าโดยสาร ก่อนที่ผู้ตายถูกยิง และหมวกนิรภัยที่จำเลยสวมขณะเกิดเหตุอันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 122มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยมีเจตนาสวมเพื่อปกปิดใบหน้าในการกระทำผิด ดังนั้น ธนบัตร 50 บาทและหมวกนิรภัยของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ของที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ไม่ริบธนบัตร 50 บาทและหมวกนิรภัยของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 83 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายสนธยา พริบไหว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสหวิทย์ ธรรมสานุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ — นายสมพล กาญจนมา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1275 -ที่ 1278/2545
#42158
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่จำเลยยื่นส่งต่อศาลแรงงานกลางเพื่อประกอบการแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวของคู่ความและศาลแรงงานกลางได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณานั้นมิใช่เอกสารที่จำเลยอ้างประกอบการสืบพยานของจำเลยแต่อย่างใดจึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 31 ทั้งการแถลงรับข้อเท็จจริงของคู่ความดังกล่าวก็เป็นกรณีที่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารรับฟังเป็นยุติโดยไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอีก เมื่อไม่มีการสืบพยานก็ย่อมไม่มีการสาบานตนของพยานตลอดถึงการซักถามพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 31,45 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 4

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า นายสมศักดิ์ นันชนกผู้ตายเป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งพนักงานประจำสำนักงานอาวุโสโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ที่ 2 เป็นบิดา และโจทก์ที่ 3 กับที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามลำดับ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2541ผู้ตายทำงานตามปกติติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงด้วยความเหน็ดเหนื่อยและรีบเร่ง ประกอบกับสภาพแวดล้อมจากการทำงานไม่เหมาะสมเป็นเหตุให้ผู้ตายเป็นลมล้มลงจนถึงแก่ความตาย หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องเรียกเงินทดแทนจากจำเลยเนื่องจากผู้ตายประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่จำเลย แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนอ้างว่ามิได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้จำเลย แต่เป็นเพราะโรคประจำตัว จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินทดแทนให้โจทก์ทั้งสี่เป็นจำนวนเงินร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี นับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทนจำนวน 216,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสี่เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การว่า ในวันเกิดเหตุผู้ตายออกไปปฏิบัติงานตามปกติ ขณะที่กำลังเก็บอุปกรณ์ชำรุดอยู่ที่ลานจอดอากาศยานผู้ตายเป็นลมล้มลง ต่อมาจำเลยได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โดยแพทย์ระบุเหตุแห่งการตายว่าระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลว ซึ่งจำเลยเห็นว่ามิได้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำงานให้จำเลยติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง แต่เป็นการปฏิบัติงานตามปกติและลักษณะงานของผู้ตายก็มิใช่งานหนักหรือเร่งรีบแต่อย่างใดทั้งผู้ตายมีประวัติเจ็บป่วยเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวานและไขมันในเลือดสูง ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นสาเหตุของการตายของผู้ตายจำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าทดแทนตามกฎหมายให้โจทก์ทั้งสี่ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสี่ทราบแล้ว นอกจากนี้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินการเรียกร้องเงินทดแทน โดยมิได้ยื่นคำร้องหรือยื่นอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์หรือคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ก่อน เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยประการใดแล้วหากโจทก์ทั้งสี่ไม่พอใจจึงมีอำนาจนำคดีขึ้นสู่ศาล นอกจากนี้โจทก์ที่ 3 มีอายุครบ 18 ปีแล้ว และไม่ได้กำลังศึกษาอยู่จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายสมศักดิ์ นันชนก ผู้ตายเป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งพนักงานประจำสำนักงานอาวุโสมีหน้าที่ควบคุมดูแลอุปกรณ์สนับสนุนการระวางบรรทุกในลานจอดอากาศยาน ท่าอากาศยานดอนเมืองให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีประวัติเจ็บป่วยและเข้ารับการรักษาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2536 ครั้งสุดท้ายตั้งแต่ต้นปี 2541 ถึงวันที่ 13สิงหาคม 2541 ผู้ตายได้รับยารักษาโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบยาลดไขมันในเลือดและยาควบคุมการเต้นของหัวใจมาโดยตลอดซึ่งแพทย์มีความเห็นว่าผู้ตายมีอาการโรคเรื้อรังสามารถทำให้ตายโดยฉับพลันได้ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2541 เวลา 9 นาฬิกา ถึง 10 นาฬิกา ผู้ตายออกไปปฏิบัติงานที่ลานจอดอากาศยานแล้วเข้ามาพักผ่อนที่สำนักงานในบริเวณท่าอากาศยาน เวลาประมาณ 10.30นาฬิกา ผู้ตายออกไปปฏิบัติงานที่ลานจอดอากาศยานอีกครั้งหนึ่งใช้เวลาปฏิบัติงานตามหน้าที่ประมาณ 2 นาที ก็ล้มลงและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แพทย์ให้ความเห็นว่าผู้ตายตายเนื่องจากระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลว วินิจฉัยว่า ก่อนตายผู้ตายไม่ได้ทำงานหนักตรากตรำเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือใช้กำลังอย่างมาก ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลวมิใช่เป็นการถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่าโจทก์ทั้งสี่ได้ตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยของนายสมศักดิ์นันชนก ผู้ตายตามที่จำเลยอ้างแล้ว ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2536เป็นต้นมาจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายพบว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวหลายโรค แต่แพทย์ผู้รักษามิได้ให้ความเห็นว่าโรคอะไรเป็นโรคเรื้อรังสามารถทำให้ตายโดยพลันได้ ความเห็นของแพทย์หญิงอรวรรณสุวจิตตานนท์ ที่ว่าผู้ตายมีอาการของโรคเรื้อรังสามารถทำให้ตายโดยฉับพลันได้จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ข้อ 2.2 ที่ว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้มีการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุแห่งการตายที่แท้จริงหรือมิได้มีการพิสูจน์ถึงสาเหตุการตายอย่างแจ้งชัด ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกที่ลานจอดอากาศยาน ผู้ตายออกไปปฏิบัติงานที่ลานจอดอากาศยานก้มลงจับรถคาร์โก้คาร์ทเข้าต่อพ่วงล็อก เมื่อผู้ตายยึดตัวเงยหน้าขึ้นจึงล้มลงศีรษะฟาดพื้นสาเหตุดังกล่าวเป็นสาเหตุการตายที่แท้จริงจึงต้องถือว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีประวัติเจ็บป่วยและเข้ารับการรักษาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2536 ครั้งสุดท้ายแพทย์ตรวจพบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคหัวใจ เบาหวานและไขมันในเลือดสูง ซึ่งแพทย์มีความเห็นว่าเป็นโรคเรื้อรังสามารถทำให้ตายโดยฉับพลันได้ วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ได้ทำงานตรากตรำเป็นเวลานานหลายชั่วโมงหรือใช้กำลังกายมากกว่าปกติ ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยฉับพลันเนื่องจากระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลวตามความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวข้างต้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐานจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งมีใจความว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ตายอาจเจ็บป่วยได้ง่ายและจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างทราบดีอยู่แล้ว การที่จำเลยให้ผู้ตายปฏิบัติหน้าที่ประจำลานจอดอากาศยานซึ่งมีเนื้อที่หลายร้อยไร่ผู้ตายต้องทำงานอยู่กับสภาพอากาศที่ไม่คงที่และสภาพของงานต้องถือว่าเป็นงานหนักที่มีความเสี่ยงสูง จึงต้องถือว่าผู้ตายเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ 2)ข้อ 32 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงาน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ข้อต่อไปว่าจำเลยอ้างเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 โดยมิได้ส่งสำเนาให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตรวจสอบความถูกต้องก่อน และพยานจำเลยมิได้สาบานตนเบิกความต่อศาล โจทก์ทั้งสี่ไม่มีโอกาสซักค้านพยานจึงรับฟังข้อความตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 และพยานบุคคลของจำเลยเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 เป็นเพียงเอกสารที่จำเลยยื่นส่งต่อศาลแรงงานกลางเพื่อประกอบการแถลงรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวของคู่ความตามที่ศาลแรงงานกลางบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 เท่านั้นมิใช่เป็นเอกสารที่จำเลยอ้างประกอบการสืบพยานของจำเลยแต่อย่างใดจำเลยจึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90บัญญัติไว้ ซึ่งศาลแรงงานกลางต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31และการแถลงรับข้อเท็จจริงของคู่ความดังกล่าวเป็นกรณีที่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 รับฟังยุติได้โดยไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอีก เมื่อไม่มีการสืบพยานก็ย่อมไม่มีการสาบานตนของพยานตลอดถึงการซักถามพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31,45 วรรคสอง ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสี่ อ้างว่าเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3รับฟังไม่ได้เพราะจำเลยมิได้นำพยานบุคคลตามเอกสารดังกล่าวมาสาบานตนเบิกความต่อศาลทำให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีโอกาสซักค้านพยานจึงฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ข้อสุดท้ายว่าตามสำเนาเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยหมายเลข 5 ไม่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2541 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นผู้ตายมีประวัติเข้ารับการรักษาพยาบาลแต่อย่างใดแต่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่ต้นปี 2541 ถึงวันที่ 13สิงหาคม 2541 ผู้ตายได้รับยารักษาโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบยาลดไขมันในเส้นเลือด และยาควบคุมการเต้นของหัวใจมาโดยตลอดซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวไม่มีปรากฏในคำฟ้องและคำให้การ จึงเป็นหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้หนังสือของจำเลยเรื่องการจ่ายเงินทดแทนตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 5 จะไม่ปรากฏว่าตั้งแต่ต้นปี 2541 จนกระทั่งถึงวันที่ 3 กันยายน 2541ซึ่งผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ตายได้มีประวัติเข้ารับการรักษาพยาบาลก็ตามแต่คู่ความได้แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าในปี 2541 ถึงวันที่ 13 สิงหาคม(2541) ผู้ตายได้รับยารักษาโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ ยาลดไขมันในเส้นเลือด และยาควบคุมการเต้นของหัวใจมาโดยตลอดตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ข้อเท็จจริงจึงเป็นข้อที่ยุติตามคำแถลงรับของคู่ความแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงมิใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ปรากฏในสำนวนตามที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 90 ม. 112
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุจันทร์ นันชนก กับพวก
จำเลย — บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1244/2545
#42789
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ทั้งสองคดีเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระและมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหาก โดยไม่มีความเกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายและพยานหลักฐานเป็นคนละชุด ลักษณะคดีและความผิดคนละประเภทไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) ศาลย่อมนับโทษต่อกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1485/2537 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายสมชายหรือแดง ประเสริฐ จำเลย โดยเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1485/2537ว่า จำเลยที่ 2 แต่คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้วก็ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้อีก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยจำนนต่อพยานหลักฐานจึงไม่ลดโทษให้ แต่ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1372/2536 ของศาลชั้นต้นริบของกลาง คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1372/2536ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดต่อเนื่องกันมิได้ขาดตอน แม้โจทก์จะแยกฟ้อง ศาลก็สามารถพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24, 25 และศาลสามารถลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91(3) ขอให้ศาลแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดทั้งสองสำนวนให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดออกโดยถูกต้องตามคำพิพากษาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขให้ได้ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าจะนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1372/2536 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ทั้งสองคดีเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระและมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหาก โดยไม่มีความเกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายและพยานหลักฐานเป็นคนละชุด ลักษณะคดีและความผิดคนละประเภททั้งสองคดีไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้กรณีดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)ดังนั้น ศาลย่อมนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1372/2536 ของศาลชั้นต้นได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย อนุญาตหรือแสงเดือน เหล็กไหล
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1244/2545
#112656
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อได้มี คำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำ การตามหน้าที่ ทั้งสองคดีเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระและมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหาก โดยไม่มี ความเกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายและพยานหลักฐานเป็นคนละชุด ลักษณะคดีและความผิดคนละประเภท ทั้งสองคดีไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ กรณีดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ดังนั้น ศาลย่อมนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1372/2546 ของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๗๒/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง คำขออื่นให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๗๒/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ได้กระทำความผิดต่อเนื่องกันมิได้ขาดตอนแม้โจทก์จะแยกฟ้อง ศาลก็สามารถพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐, ๙๑ (๓) ขอให้ศาลแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดทั้งสองสำนวนให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ (๓)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดออกโดยถูกต้องตามคำพิพากษาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขให้ได้ ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ทั้งสองคดีเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระและมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหาก โดยไม่มีความเกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายและพยานหลักฐานเป็นคนละชุด ลักษณะคดีและความผิดคนละประเภท ทั้งสองคดีไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ กรณีดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๓) ดังนั้น ศาลย่อมนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๗๒/๒๕๓๖ ของ ศาลชั้นต้นได้ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายอนุญาตหรือแสงเดือน เหล็กไหล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลนนทบุรี — นางสาวอารยา หุณฑนะเสวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2545
#42788
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่เกิดเหตุอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มิใช่สถานที่ราชการ การที่จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณสำนักงานประปาสงขลาในเวลากลางคืน จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 33 และริบเลื่อยของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 959,760 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา การประปาส่วนภูมิภาค ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(8) (ที่ถูกมาตรา 335(1)(8) วรรคสอง) จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 959,760 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบเลื่อยของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายเข้าไปลักเอาสายไฟฟ้าของโจทก์ร่วมตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า สำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นสถานที่เกิดเหตุเป็นที่ทำงานของจำเลยซึ่งจำเลยชอบที่จะเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวได้ กรณีจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8)นั้น เห็นว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมิใช่สถานที่ราชการ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณสำนักงานประปาสงขลาดังกล่าวในเวลากลางคืน จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการคงเป็น ความผิดเพียงลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8)ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย พิมล เพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2545
#48647
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่เกิดเหตุที่จำเลยเข้าไปลักเอาสายไฟฟ้าของโจทก์ร่วมเป็นสำนักงานประปาสงขลา อันเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมิใช่สถานที่ราชการจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ แต่เมื่อจำเลยลักทรัพย์ดังกล่าวในเวลากลางคืนจึงยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ร่วมเป็นคำขอในส่วนคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ซึ่งประเด็นนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานการประปาสงขลา ได้เข้าไปในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) ซึ่งเป็นสถานที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควรและลักเอาสายไฟฟ้าทองแดงขนาด ซีวี 1-300 ตารางมิลลิเมตร ยาว 1,930 เมตร และสายไฟฟ้าทองแดงขนาด ซีวี 1-150 ตารางเมตร ยาว 18 เมตร รวมเป็นเงิน 959,760 บาท ของสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) ไปโดยทุจริต เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเลื่อยตัดเหล็ก 1 คัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้กระทำผิดและเปลือกหุ้มสายไฟฟ้าทองแดงที่จำเลยลักไปเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 33 และริบเลื่อยของกลางกับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 959,760 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา การประปาส่วนภูมิภาคผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(8) (ที่ถูกมาตรา 335(1)(8) วรรคสอง) จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 959,760 บาทแก่ผู้เสียหาย ริบเลื่อยของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายลักลอบตัดสายไฟฟ้าทองแดงขนาด ซีวี 1-300ตารางมิลลิเมตร ยาว 1.930 เมตร ราคา 955,350 บาท และขนาด ซีวี 1-150 ตารางมิลลิเมตร ยาว 18 เมตร ราคา 4,410 บาท รวมเป็นเงิน 959,760 บาท อันเป็นทรัพย์ของการประปาส่วนภูมิภาคโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) ไป มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสุทธิศักดิ์ พงษ์อักษร ลูกจ้างสำนักงานประปาสงขลาทำหน้าที่เข้าเวรควบคุมการผลิตน้ำประปา โรงกรองน้ำหาดใหญ่ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2541 เวลา 21.30 นาฬิกา ขณะพยานเข้าเวรและเดินตรวจบริเวณโรงสูบน้ำได้ยินเสียงดังผิดปกติบนฝ้าเพดานของโรงสูบน้ำซึ่งเป็นตะแกรงเหล็ก พยานมองขึ้นไปเห็นจำเลยนั่งยอง ๆ อยู่บนฝ้าเพดาน สอบถามแล้วจำเลยบอกว่ามาหาเหล็กฉาก หลังจากนั้นจำเลยลงมาพูดคุยกับพยานโดยถือเลื่อยตัดเหล็กและสะพายม้วนสายสลิงเหล็กยาว3 ถึง 5 เมตร เมื่อจำเลยเดินออกไปจากโรงสูบน้ำแล้ว พยานจึงไปดูบนฝ้าเพดานบริเวณที่พบจำเลยเห็นสายไฟฟ้าขาดเป็นท่อนมีเทปพันอยู่ วันรุ่งขึ้นพยานเข้าเวรอีกและได้ชวนนายสุริยะ สายทองแก้ว ซึ่งเข้าเวรด้วยกันขึ้นไปดูบนฝ้าเพดานบริเวณดังกล่าว พบสายไฟฟ้าที่วางอยู่บนรางเหนือฝ้าเพดานขาดเป็นช่วง ตรงรอยตัดของสายไฟฟ้ามีเทปพันไว้กับพบเศษผงทองแดงและขี้เลื่อย ต่อมาวันที่ 22 เดือนเดียวกันพยานกับนายนพ เหมมณีได้ตรวจสอบแล้วพบว่าสายไฟฟ้าขนาด ซีวี 1-300 ตารางมิลลิเมตร หายไปประมาณ1,000 เมตร และขนาด ซีวี 1-150 ตารางมิลลิเมตรหายไปประมาณ 10 เมตร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ นางศิริพร ทักษิณไศล เบิกความว่าประมาณเดือนสิงหาคม 2541 ไม่ทราบวันที่แน่ชัดเวลาประมาณ 3 ถึง 4 นาฬิกา ขณะพยานเดินผ่านถนนเส้นกลางซึ่งมีสะพานสายไฟฟ้าพาดผ่าน เคยเห็นจำเลยนั่งอยู่บนสะพานสายไฟฟ้าถึง 3 ครั้ง ต่างวันกัน พยานทักจำเลยว่าอยู่เวรหรือ สองครั้งแรกจำเลยตอบว่าครับ ครั้งที่สามเห็นจำเลยยืนถือเลื่อยขนาดเล็กอยู่บนรางสายไฟฟ้า พยานไม่ได้สนใจเพราะเข้าใจว่าจำเลยอยู่เวร และนายถาวร แกล้วทนงค์ เบิกความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม2541 พยานนำตาข่ายไปดักปลาในคลองอู่ตะเภาใกล้บ้านพักของจำเลยพบเปลือกสายไฟฟ้าถูกนำลวดทองแดงออกแล้วทิ้งอยู่ในคลองจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เห็นว่าแม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยกระทำผิดแต่นายสุทธิศักดิ์และนางศิริพรก็เป็นพยานแวดล้อมใกล้ชิดที่เห็นจำเลยถือเลื่อยตัดเหล็กอยู่บริเวณที่เกิดเหตุในเวลากลางคืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหน้าที่อยู่เวรหรือมีเหตุจำเป็นต้องเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุในเวลาวิกาลเช่นนั้น ทั้งได้ความจากนายกัมพล บุญสนิทผู้อำนวยการกองปฏิบัติการสำนักงานประปาเขต 5 สงขลา พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมระบบไฟฟ้าสำรองในบริเวณนั้นเพียงผู้เดียวและเป็นผู้ทราบระบบไฟฟ้าทั้งหมดโดยแท้จริง สายไฟฟ้าถูกตัดไปจำนวน 21 เส้นจากจำนวน 24 เส้น หากเป็นผู้อื่นจะไม่ทราบว่าสายไฟฟ้าเส้นใดมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ทั้งบริเวณที่ตั้งแผงสวิตซ์ควบคุมไฟฟ้านั้นห้ามบุคคลภายนอกเข้า พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยอาศัยเวลาปลอดคนเข้าไปตัดสายไฟฟ้าของโจทก์ร่วมเฉพาะเส้นที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแล้วลักเอาไป และจำเลยยังได้ให้การรับสารภาพต่อคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมซึ่งมีนายกัมพลเป็นประธานกรรมการว่า จำเลยเพียงคนเดียวลักสายไฟฟ้าของโจทก์ร่วมไปในเวลากลางคืนตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.11 นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีสิบตำรวจเอกเจริญ ภักดี ผู้จับกุมจำเลยและร้อยตำรวจโทกิตติชัย สังขถาวร พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่าชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ตามบันทึกการจับกุม บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.3, จ.7, จ.8 กับภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.9 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทุกปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานจำเลยที่นำสืบปฏิเสธความรับผิดและได้ให้การรับสารภาพเพราะถูกทำร้ายนั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายเข้าไปลักเอาสายไฟฟ้าของโจทก์ร่วมตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า สำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นสถานที่เกิดเหตุเป็นที่ทำงานของจำเลย ซึ่งจำเลยชอบที่จะเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวได้ กรณีจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8) นั้น เห็นว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมิใช่สถานที่ราชการ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณสำนักงานประปาสงขลาดังกล่าวในเวลากลางคืน จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการคงเป็นความผิดเพียงลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8) ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า จำเลยลักสายไฟฟ้าของโจทก์ร่วมไปจำนวนเท่าใด การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์จำนวน 959,760 บาทแก่โจทก์ร่วมตามฟ้อง จึงไม่เป็นธรรมแก่จำเลยนั้น เห็นว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคานี้เป็นคำขอในส่วนคดีแพ่ง โดยการพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 40 ซึ่งประเด็นข้อที่จำเลยยกขึ้นฎีกานี้ จำเลยมิได้อุทธรณ์ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่าจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมเองแต่บังอาจลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเป็นจำนวนมากโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทั้งหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยได้สำนึกผิดหรือพยายามบรรเทาความเสียหายที่ก่อขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตามโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดแก่จำเลยมานั้นสูงเกินกว่าอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวางโทษใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (8)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย พิมล เพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2545
#98508
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานประปาสงขลาเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มิใช่สถานที่ราชการ การที่จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณสำนักงานดังกล่าวในเวลากลางคืน จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ ราชการคงเป็นความผิดเพียงลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 335(1) วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓ และริบเลื่อยของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน ๙๕๙,๗๖๐ บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา การประชาส่วนภูมิภาค ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๘) (ที่ถูกมาตรา ๓๓๕ (๑) (๘) วรรคสอง) จำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน ๙๕๙,๗๖๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบเลื่อยของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า? ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายเข้าไปลักเอาสายไฟฟ้าทองแดงอันเป็นทรัพย์ของการประปาส่วนภูมิภาคโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) ไปในเวลากลางคืนตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า สำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำหาดใหญ่) อันเป็นสถานที่เกิดเหตุเป็นที่ทำงานของจำเลยซึ่งจำเลยชอบที่จะเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวได้ กรณีจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) นั้น เห็นว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่ในสำนักงานประปาสงขลา (เขตจำหน่ายน้ำ หาดใหญ่) อันเป็นส่วนงานของการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มิใช่สถานที่ราชการ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณสำนักงานประปาสงขลาดังกล่าวในเวลากลางคืน จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ ราชการคงเป็นความผิดเพียงลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชันจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (8)
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 46 ม. 208
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายพิมล เพียรเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2545
#44663
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย โดยมิได้กำหนดไว้ว่าจะให้ศาลสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่คู่ความทั้งหมดหรือไม่คืน หรือคืนแต่บางส่วน อันแสดงว่าในกรณีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร ซึ่งต่างจากกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องที่มาตรา 151 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือในกรณีที่มีการถอนคำฟ้องหรือได้มีการตัดสินให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือเมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความที่มาตรา 151 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่ความได้

โจทก์ยื่นฟ้องและจำเลยยื่นคำให้การจนถึงได้มีการนัดสืบพยานโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 25 เนื่องจากจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่อาจถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีเหตุให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ตั้งแต่ต้นอันจะทำให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมคือคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่งดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ โดยใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นพับจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระหนี้21,304,007.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน17,684,156 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนัดสืบพยานโจทก์ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.290/2543 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งหกและได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินคดีนี้ต่อไปขอให้จำหน่ายคดี โจทก์ทั้งสองรับว่าได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวจริงไม่ค้านที่จะให้จำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2543ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25,27, 91 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกให้เป็นพับ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกให้เป็นพับ เพราะการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีด้วยเหตุที่ไม่มีประโยชน์จะพิจารณาต่อไปเนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้วนั้น ย่อมมีผลเท่ากับศาลสั่งไม่รับคำฟ้องหรือยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิให้ฟ้องคดีใหม่ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ให้อำนาจศาลที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามที่เห็นสมควร กรณีไม่ใช่ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ที่จะให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายเป็นพับ และมิใช่การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีด้วยเหตุที่โจทก์ทั้งสองทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 198 และ 132 ที่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมได้ตามสมควรจึงขอให้คืนค่าฤชาธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อกฎหมายทั้งตามคำสั่งศาลชั้นต้นในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2543 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 โดยตรงต่อศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกเป็นพับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและต้องคืนค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล)ทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความด้วยเหตุที่จำเลยทั้งหกถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 ที่ให้อำนาจไว้ซึ่งกรณีมิใช่โจทก์ทั้งสองทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198, 132 ดังเช่นที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม แต่ในการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วยโดยมิได้กำหนดไว้ว่าจะให้ศาลสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่คู่ความทั้งหมดหรือไม่คืนหรือคืนแต่บางส่วนแต่อย่างใดเลย อันแสดงว่าในกรณีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น บทบัญญัติของกฎหมายในมาตราดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรเพื่อยังให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความเป็นเรื่อง ๆ ไปตามความเหมาะสม ซึ่งต่างจากกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือในกรณีที่มีการถอนคำฟ้องหรือได้มีการตัดสินให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ หรือเมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่ความได้ สำหรับคดีเรื่องนี้ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องและจำเลยทั้งหกยื่นคำให้การตลอดมาจนถึงได้มีการนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองแล้ว แม้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 อันถือว่าเป็นผลของกฎหมายที่จำเลยทั้งหกถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่กรณีไม่อาจถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้วมีเหตุให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองตั้งแต่ต้นอันจะทำให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมคือคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความ โดยใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกเป็นพับนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 แล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่จะถูกเพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ดังเช่นที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ มิใช่เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาบกพร่องอันเป็นเหตุที่ให้ศาลต้องจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากเกิดจากเหตุที่จำเลยทั้งหกถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอีกด้วยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทั้งสองเลยนั้นน่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ทั้งสองที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนคือค่าธรรมเนียมในการยื่นฟ้องคดีนี้ และค่าธรรมเนียมในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งหกและไม่แน่นอนว่าโจทก์ทั้งสองจะได้รับเฉลี่ยชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกในคดีล้มละลายเต็มตามจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งหกเป็นหนี้โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งหกเป็นพับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสองทั้งหมดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 167
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว รุ่งทิพย์ ศรีวิทิตกุล กับพวก
จำเลย — นาย สุวัฒน์ เลิศธนภัทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา