คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2545
#99728
เปิดฉบับเต็ม

การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง หมายถึงการนำคำคู่ความหรือ เอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนา ไม่หลุดออกไป โดยง่าย การที่เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง พร้อมหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยเท่านั้น ซึ่งอาจหลุดและปลิวไปได้โดยง่าย จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่า ถูกโจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยจงใจไม่ยื่นคำให้การและจงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า จำเลยขาดนัดโดยจงใจ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายคดีสืบพยานโจทก์คงได้รับแต่เพียงคำบังคับซึ่งเด็กข้างบ้านนำมาให้ ส่วนโจทก์มีนายสุริยัน จันทร์ศิริ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลของศาลชั้นต้นเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์ และ คำบังคับแก่จำเลย โดยในการส่งทั้งสามครั้งพยานจะนำคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวไปเสียบไว้ที่เหล็กที่เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ บัญญัติว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อนศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานการทำงานของคู่ความ?" การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงการนำคำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักงานการทำงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนา ไม่หลุดออกไปโดยง่าย แต่กรณีนี้เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยเท่านั้น ซึ่งอาจหยุดและปลิวไปได้โดยง่าย กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด ชัยยะ
จำเลย — นางสาวพรเพ็ญ แซ่อึ้งหรือแซ่อึ๊ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2545
#99299
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ซึ่งความจริงแล้ว ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพียง 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา และโจทก์ก็แถลงรับว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ดังนั้น อาจจะมีการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาของจำเลยดังกล่าว อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่จำเลยอีกต่อไป กรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 13,608,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 1 ได้เวนคืนที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ศาลให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีกตารางวาละ 3,500 บาท คิดเป็นเงิน 12,208,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2534 จนถึงวันนี้รวมกันแล้วเป็นเงิน 21,787,888.89 บาท จึงขอวางเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกคำบังคับจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังคิดดอกเบี้ยให้โจทก์ไม่ครบถ้วน ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินตามคำร้องขอของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอว่าเนื้อที่ดินจำนวน 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์ถูกเวนคืนจริง ๆ คือ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้นำจำนวนเงินที่ถูกต้องไปวางศาลแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำบังคับดังกล่าวและงดการบังคับคดีไว้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา (3,888 ตารางวา) เป็นเงิน 13,608,000 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง ความจริงแล้วที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพียง 3,488 ตารางวา เท่านั้น จำเลยที่ 1 มีภาระต้องชำระเงินค่าทดแทนที่ดินตามเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนไปจริงเป็นเงิน 12,208,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิขอบังคับคดีเอาเงินค่าทดแทนที่ดินเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนไปจริง ขอให้เพิกถอนคำบังคับฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 และงดการบังคับคดีนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์แถลงรับต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนทั้งหมด 10 แปลง มีเนื้อที่รวม 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา น้อยกว่าเนื้อที่ดินที่ศาลอุทธรณ์ใช้คำนวณเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์จากเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา แต่โจทก์ยังคงยืนยันขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเลิกคำบังคับและงดการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา นอกจากจำเลยที่ 1 ฎีกาคดีสาขาในชั้นบังคับคดีนี้แล้ว ยังได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีหลักว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คำนวณเนื้อที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนผิดพลาดคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นข้อผิดพลาดหรือหลงผิดเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหลักนั้น ได้ระบุเนื้อที่แต่ละแปลงของที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไว้ด้วย เมื่อรวมเนื้อที่ที่ถูกต้องแล้วมีเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ซึ่งโจทก์ก็แถลงรับว่า ที่ดินทั้งสิบแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่รวมกัน 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ดังนั้นอาจจะมีการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหลักตามคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป กรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) จึงไม่ต้องวินิจฉัยคำขออื่นของจำเลยที่ 1 อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน จนกว่าศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 อันถึงที่สุดแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 292 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชัย รังษีวงศ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เตชะกำธร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1398/2545
#113171
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ ป. และ ธ. กระทำการแทนผู้ร้อง โดยให้มีอำนาจยื่นคำร้องขอรับรถของกลางในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1769/2542 ของศาลจังหวัดนราธิวาสคืน อันเป็นการแสดงว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ ป. และ ธ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องได้ ซึ่งหนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องไม่ได้จำกัดว่าผู้รับมอบอำนาจแต่ละคนจะต้องกระทำการร่วมกันตามที่ได้รับมอบอำนาจ ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งจึงสามารถยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้เช่าซื้อรถยนต์ เมื่อผู้เช่าซื้อได้รับรถยนต์กระบะที่เช่าซื้อจากผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของผู้เช่าซื้อ ทั้งโจทก์มิได้นำพยานเข้าสืบให้เห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จึงต้องคืนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และขอให้ริบรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บจ - 2890 ปัตตานี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางคันหมายเลขทะเบียน บจ - 2890 ปัตตานี ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บจ - 2890 ปัตตานี ของกลาง ให้แก่บริษัทนครหลวงเจริญเช่าซื้อหาดใหญ่ จำกัด ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุว่า ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายปราโมทย์ นายธนะวัฒน์ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้มอบอำนาจโดยให้มีอำนาจยื่นคำร้องขอรับรถของกลางคันหมายเลขทะเบียน บจ - 2890 ปัตตานี คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1769/2542 ของศาลจังหวัดนราธิวาส อันเป็นการแสดงว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งให้นายปราโมทย์และนายธนะวัฒน์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้จำกัดว่าผู้รับมอบอำนาจแต่ละคนจะต้องกระทำการร่วมกันในการดำเนินการตามที่ได้รับมอบอำนาจ ดังนั้นการดำเนินการยื่นคำร้องขอคืนของกลางโดยผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งจึงสามารถกระทำได้ การที่นายปราโมทย์ได้ลงชื่อในคำร้องขอคืนของกลางแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่ต้องห้ามแต่ประการใด ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน ในปัญหาข้อนี้นายธนะวัฒน์ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางโดยได้ให้นายรอฮิงเป็นผู้เช่าซื้อไป ในการที่จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ดังกล่าวไปใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดนั้น ผู้ร้องไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้เช่าซื้อรถยนต์ เมื่อผู้เช่าซื้อได้รับรถยนต์กระบะที่เช่าซื้อไปจากผู้ร้องแล้วก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของผู้เช่าซื้อ ทั้งโจทก์มิได้นำพยานเข้าสืบให้เห็นแตกต่างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จึงต้องคืนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 800 ม. 801 ม. 804
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
ผู้ร้อง — บริษัทนครหลวงเจริญเช่าซื้อหาดใหญ่ จำกัด
จำเลย — นายมะสายดีหรือมะสายูดี มะเย็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายรพินทร์ เรือนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2545
#42796
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและใช้ค่าขาดประโยชน์ ค่าเช่าซื้อค้างชำระกับดอกเบี้ย แต่คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องโดยอ้างเหตุจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่ตามคำฟ้องได้บรรยายว่าภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ตามยึดรถยนต์คืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมผิดปกติจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลพิพากษากำหนดให้อยู่ 192,000 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยดังนี้ความเสียหายของโจทก์ตามคำฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษาคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับทั้งสองคดีต่างกันและมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ค่าเช่าซื้อ 1,525,233.60 บาท สัญญาจะชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 31,775.70 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 2,224.30 บาท มีข้อสัญญาว่าหากไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ 1ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เมื่อโจทก์เข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์มีสิทธิจำหน่ายได้ หากได้เงินไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่ยังไม่ได้รับชำระรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการติดตามค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อจำเลยที่ 1ต้องชำระ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมราคา ค่าขาดประโยชน์และต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดถึงวันชำระเสร็จ ในการเช่าซื้อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 19 งวด แล้วผิดสัญญาไม่ชำระอีก โจทก์บอกเลิกสัญญา ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและชำระค่าเสียหายศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 700,000 บาท วันที่ 17 กันยายน 2542 โจทก์ยึดรถยนต์คืนมาได้ สภาพรถยนต์เสียหายทรุดโทรมเพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ของโจทก์โดยไม่บำรุงรักษาอย่างเช่นวิญญูชน ใช้อย่างไม่ระมัดระวังจึงทรุดโทรมผิดธรรมดา โจทก์ประมูลขายแก่บุคคลภายนอกได้เงินเพียง508,000 บาท ต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้กำหนด 192,000บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 192,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14611/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและใช้ค่าเสียหายคือค่าขาดประโยชน์ ค่าเช่าซื้อค้างชำระ ดอกเบี้ยแต่คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องโดยอ้างเหตุจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อนแต่ตามคำฟ้องได้บรรยายว่าภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วจำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ตามยึดรถยนต์คืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมผิดปกติจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินเพียง 508,000 บาท ต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลพิพากษากำหนดให้ 700,000 บาท อยู่ 192,000 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ความเสียหายของโจทก์ตามคำฟ้องคดีนี้เกิดขึ้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาคดีก่อนแล้วคำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีนี้กับคำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีก่อนต่างกันและมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พูนลาภ ปัญจหงษ์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2545
#112737
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและใช้ค่าเสียหาย แต่คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องโดยอ้างเหตุจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่ตามคำฟ้องได้บรรยายว่า ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว จำเลยไม่คืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ตามยึด รถยนต์คืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมผิดปกติจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลได้ เงินต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลในคดีก่อนพิพากษากำหนดให้อยู่ 192,000 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ ความเสียหายของโจทก์ตามคำฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษาคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีนี้กับคำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีก่อนต่างกันและมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้ว โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญา ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและชำระค่าเสียหาย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 700,000 บาท ต่อมาโจทก์ยึดรถยนต์คืนมาได้ สภาพรถยนต์เสียหายทรุดโทรมเพราะจำเลยใช้รถยนต์ของโจทก์โดยไม่บำรุงรักษาอย่างเช่นวิญญูชน ใช้อย่างไม่ระมัดระวังจึงทรุดโทรมผิดธรรมดา โจทก์ประมูลขายแก่บุคคลภายนอกได้เงินเพียง 508,000 บาท ต่ำกว่าราคาขายรถยนต์ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้กำหนด 192,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 192,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14611/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและใช้ค่าเสียหายคือค่าขาดประโยชน์ ค่าเช่าซื้อค้างชำระ ดอกเบี้ย แต่คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องโดยอ้างเหตุจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเช่นเดียวกับคดีก่อน แต่ตามคำฟ้องได้บรรยายว่าภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว จำเลยไม่คืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ตามยึดรถยนต์คืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมผิดปกติจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินเพียง 508,000 บาท ต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลพิพากษากำหนดให้ 700,000 บาท อยู่ 192,000 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ความเสียหายของโจทก์ตามคำฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษาคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีนี้กับคำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีก่อนต่างกันและมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟังของโจทก์ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพูนลาภ ปัญจหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายกำธร พรหมขุนทอง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2545
#43440
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทำสัญญาขายไม้เคี่ยมในส่วนที่เป็นของผู้เยาว์กับโจทก์ มิใช่เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปแสวงหาผลประโยชน์อันจำเป็นต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1574(11) หากแต่เป็นการทำสัญญาขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ซึ่งไม่ขัดต่อมาตรา 1574 เพราะไม่เป็นกรณีที่ต้องห้ามตามมาตรา 1574 สัญญาซื้อขายไม้เคี่ยมมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมายจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายปิยะวุฒิ เจริญพัฒน์ และเด็กหญิงปวันรัตน์ เจริญพัฒน์ ได้ทำสัญญาจะขายไม้เคี่ยม 500 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายทวี เจริญพัฒน์ สามีจำเลย ในราคาลูกบาศก์เมตรละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยในวันทำสัญญาจำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์ 50,000 บาท และตกลงให้จำเลยส่งมอบไม้เคี่ยมให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาหากผิดนัดจำเลยยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 1 เท่า ของราคาค่าไม้ทั้งหมด แต่ถ้าหากโจทก์ผิดนัดยอมให้ยึดเงินมัดจำ แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่ได้ส่งมอบไม้เคี่ยมให้แก่โจทก์ตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดผลกำไรจากการขายไม้เคี่ยมไม่ต่ำกว่า 2,500,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่าเบี้ยปรับ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำและชำระเบี้ยปรับรวมเป็นเงิน 2,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยมตามฟ้องโจทก์จริง แต่โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาเป็นการทำสัญญาขึ้นโดยมีเจตนาลวงที่จะใช้สัญญาดังกล่าวนั้นนำไม้เคี่ยมออกมาจากกองมรดก สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายปิยะวุฒิ เจริญพัฒน์ และเด็กหญิงปวันรัตน์ เจริญพัฒน์ ชำระเงินแก่โจทก์ 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายปิยะวุฒิ เจริญพัฒน์ และเด็กหญิงปวันรัตน์ เจริญพัฒน์ กับโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยม ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยจำเลยตกลงจะขายไม้เคี่ยมจำนวน 500 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายบุญทวี เจริญพัฒน์ ให้แก่โจทก์ ในราคาลูกบาศก์เมตรละ 2,000 บาทรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยจะส่งมอบไม้เคี่ยมให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาแต่จำเลยไม่ส่งมอบไม้เคี่ยมดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสัญญา...

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า การที่จำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายปิยะวุฒิและเด็กหญิงปวันรัตน์นำไม้เคี่ยมซึ่งเป็นมรดกของนายบุญทวีในส่วนที่เป็นของผู้เยาว์ทั้งสองไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปหาประโยชน์โดยมิได้รับอนุญาตต่อศาลเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทั้งสองดังกล่าวทำสัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยมในส่วนที่เป็นของผู้เยาว์ทั้งสองกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ใช่เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปแสวงหาผลประโยชน์อันจำเป็นต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574(11) หากแต่เป็นการทำสัญญาขายสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ซึ่งไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เพราะไม่เป็นกรณีที่ต้องห้ามตามมาตรา 1574 แต่อย่างใด สัญญาจะซื้อขายไม้เคี่ยมตามเอกสารหมาย จ.1มีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทั้งสองดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยมเอกสารหมาย จ.1 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายปิยะวุฒิ เจริญพัฒน์ และเด็กหญิงปวันรัตน์เจริญพัฒน์ ชำระเงินจำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิชิต ไตรสิริสาคร
จำเลย — นาง ปฐมภรณ์หรือปัทมา เจริญพัฒน์ฯ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2545
#112740
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์นำไม้เคี่ยมซึ่งเป็นมรดกของสามีจำเลยในส่วนที่เป็นของ ผู้เยาว์ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ ไม่ใช่เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปแสวงหาผลประโยชน์อันจำเป็นต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1574 (11) แต่เป็นการทำสัญญาขายสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ซึ่งไม่ขัดต่อ มาตรา 1574 เพราะไม่มีกรณีที่ต้องห้ามตามมาตรา 1574 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำฐานผิดสัญญาจะซื้อขายและชำระเบี้ยปรับรวมเป็นเงิน 2,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ป. และ เด็กหญิง ว. ชำระเงินแก่โจทก์ 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ป. และเด็กหญิง ว. นำไม้เคี่ยมซึ่งเป็นมรดกของสามีจำเลยในส่วนที่เป็นของผู้เยาว์ทั้งสองไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปหาประโยชน์โดยมิได้รับอนุญาตต่อศาลเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทั้งสองดังกล่าวทำสัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยมในส่วนที่เป็นของผู้เยาว์ทั้งสองกับโจทก์ ไม่ใช่เป็นการนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปแสวงหาผลประโยชน์อันจำเป็นต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (11) หากแต่เป็นการทำสัญญาขายสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ซึ่งไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เพราะไม่เป็นกรณีที่ต้องห้ามตามมาตรา 1574 แต่อย่างใด สัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยมมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทั้งสองดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายไม้เคี่ยมตามที่อุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ป. และเด็กหญิง ว. ชำระเงินจำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต ไตรสิริสาคร
จำเลย — นางปฐมาภรณ์หรือปัทมา เจริญพัฒน์
เจริญพัฒน์ — ชอบธรรมของเด็กชายปิยะวุฒิ
เจริญพัฒน์ — และเด็กหญิงปวันรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2545
#44124
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อกันไว้ก่อนแล้วการที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำไว้กับโจทก์จริงจึงไม่ต้องนำสัญญาจะซื้อขายมาแสดงฉะนั้นแม้หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันไว้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5192 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 4 ไร่ 85 ตารางวาให้แก่โจทก์ ในราคา 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินมัดจำในวันทำสัญญา15,000 บาท ส่วนที่เหลือ 985,000 บาท โจทก์ตกลงจะชำระให้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวันที่ 30 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันฉ้อฉลจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 985,000 บาท จากโจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินให้โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 15,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบเรื่องดี แต่ได้ติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1โดยแจ้งว่าหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อโจทก์จำเลยที่ 1 หลงเชื่อจึงโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 แล้วแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลัง จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาไม่โอนที่ดินให้โจทก์จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ตกลงโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 2 ชำระราคาที่ดินให้นางอัมพวัน เย็นใจ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงเนื่องจากจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าบิดาของจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินให้บิดาของนางอัมพวันนานแล้วและนางอัมพวันเป็นผู้ครอบครองที่ดินกับเสียภาษีมาตลอด แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติกรรมเปลี่ยนแปลงชื่อมาเป็นของนางอัมพวันเท่านั้นจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการซื้อขายโดยถูกต้องตามกฎหมาย สุจริตเปิดเผย และเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่5192 ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 4 ไร่ 85 ตารางวา ให้แก่โจทก์ พร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 985,000 บาท หากจำเลยที่ 1ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5192ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 4 ไร่ 85 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ในราคา 1,000,000 บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา 15,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทวันที่ 30 เมษายน 2539 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 นางยุพา ยุวนากร ได้นำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.6 ไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.8 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่าการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ เห็นว่าพยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาประมาณต้นเดือนตุลาคม 2538จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 2 มาติดต่อซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1ดังนั้น เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ไว้แล้ว ตามหนังสือแจ้งเรื่องการซื้อที่ดินเอกสารหมาย จ.5 และใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษเอกสารหมาย จ.6และโจทก์มีนายธีระศักดิ์ สันธิวาส พนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความสนับสนุนว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทย สาขาบางนา ได้ส่งหนังสือของโจทก์ตามใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษเอกสารหมาย จ.6ไปให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับแล้วตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2538 ตามบัญชีควบคุมการนำจ่ายไปรษณีย์ทางด่วนเอกสารหมาย จ.7 ส่วนพยานจำเลยที่ 2 คงมีแต่นายไพรินทร์ จินดารักษาวงศ์ เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือเอกสารหมาย จ.4 ภายหลังจากที่ได้รับโอนที่ดินแล้วแต่นายไพรินทร์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น นายไพรินทร์ได้แนะนำให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ซึ่งแสดงว่าในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์แล้ว อันเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อกันไว้ก่อนแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.4 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.4ไว้กับโจทก์จริงจึงไม่ต้องนำสัญญาจะซื้อขายมาแสดง ฉะนั้นแม้สัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.4 จะมิได้ปิดอากรแสตมป์คดีก็ฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันไว้จริงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญนะ แสนพยุง
จำเลย — นาย จำเริญ พงษ์ไพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1391/2545
#42795
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง เป็นค่าเช่าที่ค้าง 138,000 บาท ค่าซ่อมแซมตึกพิพาท 200,000 บาท และค่าไฟฟ้า 7,708 บาท เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์และโจทก์อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวขอให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องเดิมและขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้โจทก์ชำระเงินตามฟ้องแย้ง ดังนั้น จำนวนเงินที่พิพาทกันในส่วนค่าซ่อมแซมตึกพิพาทจึงเป็นเงิน 200,000 บาทเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่กำหนดค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้ตามฟ้องแย้ง จำเลยจะฎีกาให้โจทก์ชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้จำเลย 420,000 บาท เต็มตามฟ้องแย้งอีกหาได้ไม่ ทุนทรัพย์ที่จำเลยฎีกาคงเป็นเงินค่าซ่อมแซม 200,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เท่านั้น จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้าซ่อมแซมตึกพิพาท เนื่องจาก โจทก์ย่อมให้หักเงินประกัน 240,000 บาท โจทก์ผิดสัญญาเช่าไม่สงวนตึกพิพาทเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงกระทำและไม่บำรุงรักษารวมทั้งซ่อมแซมเล็กน้อย ทำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้แก่จำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2537 โจทก์ทำสัญญาเช่าตึกพาณิชย์ขนาด 4 ชั้น จากจำเลย ตกลงค่าเช่าเดือนละ 25,000 บาท กำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป โจทก์วางเงินล่วงหน้าเป็นประกันการเช่าเป็นเงิน 240,000 บาท ก่อนทำสัญญาเช่าจำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกที่ให้เช่าภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2537 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยและครอบครัวไม่ขนย้ายออกไป โดยอ้างว่าบ้านใหม่ที่สร้างยังไม่เสร็จขออยู่ต่ออีก 6 เดือนและยอมให้หักค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งโจทก์จะชำระค่าเช่าเพียง23,000 บาท ต่อเดือน เมื่อครบ 6 เดือน จำเลยและครอบครัวยังไม่ขนย้ายออกไป โจทก์จึงได้ใช้ประโยชน์ในตึกพิพาทไม่ครบเต็มตามเนื้อที่ดังที่ตกลงในสัญญาและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงเช่าทั้งหลัง โจทก์แจ้งให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาจำเลยเพิกเฉย จนกระทั่งวันที่ 29พฤษภาคม 2539 จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยดึงประตูเหล็กหน้าบ้านล็อกกุญแจไว้ไม่ให้ใช้ประโยชน์ทำการค้าขายตามปกติ โจทก์แจ้งให้จำเลยเปิดกุญแจ จำเลยไม่ยอม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในตึกพิพาทเดือนละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน520,000 บาท และจำเลยต้องคืนเงินประกันการเช่า 240,000 บาทแก่โจทก์และมีทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในตึกดังกล่าวโดยมีอาหารสด เบียร์ เหล้า เก้าอี้โต๊ะ ถ้วยชาม เตาแก๊ส และอุปกรณ์อื่น ๆ ในการทำอาหารเป็นเงิน 184,506บาท จำเลยต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ด้วย รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 944,506บาท โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแล้ว จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 945,506 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและครอบครัวได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาทยกเว้นเพียงบุตรสองคนของจำเลยเท่านั้น จำเลยตกลงการเช่ากับโจทก์ใหม่ โดยขอให้บุตรสองคนของจำเลยพักอาศัยในชั้นที่สองของตึกพิพาท จำเลยตกลงลดค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท คงเหลือค่าเช่าเดือนละ 23,000 บาท โจทก์ตกลงด้วยและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในตึกพิพาทโดยประกอบกิจการค้าขายอาหารตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน2537 เป็นต้นมา และได้ชำระค่าเช่าตลอดมาในอัตราเดือนละ 23,000บาท โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2538 จำเลยไม่เคยกระทำการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ดูแลตึกพิพาทปล่อยปละละเลยทำให้ตึกพิพาททรุดโทรมไม่ซ่อมแซม จำเลยตกลงกับโจทก์เข้าทำการซ่อมแซมตึกพิพาทเอง โดยโจทก์ยอมเสียค่าใช้จ่าย โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยเข้าครอบครองตึกพิพาทตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 เพื่อซ่อมแซมตึกพิพาทเป็นเวลา 2 เดือน จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิด และเนื่องจากตึกพิพาทมีทรัพย์สินของโจทก์อยู่บ้าง จำเลยจึงปิดประตูพิพาทเพื่อป้องกัน มิให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย เมื่อจำเลยซ่อมแซมตึกพิพาทเสร็จแล้ว จำเลยมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับมอบตึกพิพาทในวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 เพื่อทำการเช่นกันต่อไป แต่โจทก์ไม่ยอมรับมอบการครอบครองตึกพิพาทค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนนี้ไม่เกิน 20,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินประกัน 240,000 บาท เนื่องจากโจทก์ติดค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2539 คิดเป็นค่าเช่าที่โจทก์ค้าง 138,000 บาท โจทก์ผิดสัญญาเช่าข้อ 9 โดยให้บุคคลอื่นเช่าช่วงตึกพิพาท ทั้งโจทก์ติดค้างค่าซ่อมแซมตึกพิพาท 420,000 บาท และโจทก์ติดค้างค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า 9,476.85 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 567,476.85 บาท เมื่อหักเงินประกัน 240,000 บาท โจทก์ยังคงต้องชำระ 327,476.85 บาท ทรัพย์สินของโจทก์ที่อยู่ในตึกพิพาทมีราคาอย่างมากไม่เกิน 40,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 327,476.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมขนย้ายครอบครัวออกจากตึกพิพาทคงใช้ประโยชน์ในตึกพิพาทนั้น แต่จำเลยยอมหักค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง 2,000 บาท ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าที่ครอบครัวจำเลยใช้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,500 บาท จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ดึงประตูเหล็กปิดล็อก โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย โจทก์ไม่เคยติดค้างค่าเช่า การซ่อมแซมตึกพิพาทจำเลยทำเอง โดยโจทก์ไม่รับรู้และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยเองทั้งไม่มีข้อสัญญาเช่าข้อใดให้โจทก์จะต้องรับผิดในการซ่อมแซมจำนวนมากเช่นนี้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 105,708บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 94,292 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยคืนทรัพย์สินและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทำอาหารของโจทก์แก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 80,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยฎีกาทั้งในประเด็นส่วนฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยรวมกันมา ศาลฎีกาจึงแยกวินิจฉัยดังนี้ สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์มีว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยไม่คืนทรัพย์สินหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทำอาหาร 80,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยผู้ให้เช่าเป็นผู้มีหน้าที่ซ่อมแซมตึกพิพาทเอง โจทก์ผู้เช่ามีหน้าที่เพียงซ่อมแซมเล็กน้อยเป็นการไม่ชอบโจทก์ต้องชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาท 420,000 บาท ให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โดยกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าที่ค้าง 138,000 บาท ค่าซ่อมแซมตึกพิพาท 200,000 บาท และค่าไฟฟ้า 7,708 บาท รวมเป็นเงิน 345,708 บาท ซึ่งเมื่อหักเงินประกัน240,000 บาทแล้ว โจทก์ต้องชำระเงินให้แก่จำเลย 105,708 บาท พร้อมดอกเบี้ย เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว และโจทก์อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวขอให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องเดิมและขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวตามฟ้องแย้งของจำเลยดังนั้น จำนวนเงินที่พิพาทกันในส่วนค่าซ่อมแซมตึกพิพาทจึงเป็นเงิน 200,000บาทเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่กำหนดค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้ตามฟ้องแย้ง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงให้โจทก์ชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้จำเลย 420,000 บาท เต็มตามฟ้องแย้งอีกหาได้ไม่ ทุนทรัพย์ที่จำเลยฎีกาได้คงเป็นเงินค่าซ่อมแซม 200,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เท่านั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยเข้าซ่อมแซมตึกพิพาทเนื่องจากโจทก์ยอมให้หักเงินประกัน 240,000 บาท โจทก์ผิดสัญญาเช่าไม่สงวนตึกพิพาทเสมอกับที่วิญญูชนจึงพึงกระทำและไม่บำรุงรักษารวมทั้งซ่อมแซมเล็กน้อย ทำให้ความเสียหาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้แก่จำเลยนั้นเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ดวงดาว ฉัตรมณีเวช
จำเลย — นาง หทัยรัตน์ จิตไตรเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1391/2545
#112795
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยไม่คืนทรัพย์สินหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทำอาหาร 80,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนด ค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โดยกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าที่ค้าง 138,000 บาท ค่าซ่อมแซมตึกพิพาท 200,000 บาท และค่าไฟฟ้า 7,708 บาท รวมเป็นเงิน 345,708 บาท ซึ่งเมื่อหักเงินประกัน 240,000 บาท โจทก์ต้องชำระเงินให้แก่จำเลย 105,708 บาท เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้ง คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว และโจทก์อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวขอให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องเดิม และขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวตามฟ้องแย้งของจำเลย ดังนั้น จำนวนเงินที่พิพาทกันในส่วนค่าซ่อมแซมตึกพิพาทจึงเป็นเงิน 200,000 บาท เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่กำหนดค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้ตามฟ้องแย้ง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงให้โจทก์ชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้จำเลย 420,000 บาท เต็มตามฟ้องแย้งอีกหาได้ไม่ ทุนทรัพย์ที่จำเลยฎีกาได้คงเป็นเงินค่าซ่อมแซม 200,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เท่านั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยเข้าซ่อมแซมตึกพิพาทเนื่องจากโจทก์ยอมให้หักเงินประกัน โจทก์ผิดสัญญาเช่า ไม่บำรุงรักษารวมทั้งซ่อมแซมเล็กน้อย โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยนั้นเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๗ โจทก์ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทจากจำเลย ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๒๕,๐๐๐ บาท โจทก์วางเงินล่วงหน้าเป็นประกันการเช่าเป็นเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ก่อนทำสัญญาเช่าจำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกที่ให้เช่าภายในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๗ แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ขนย้ายออกไปโดยขออยู่ต่ออีก ๖ เดือน และยอมให้หักค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์จะชำระค่าเช่าเพียง ๒๓,๐๐๐ บาท ต่อเดือน เมื่อครบ ๖ เดือน จำเลยยังไม่ขนย้ายออกไป ต่อมาจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยดึงประตูเหล็ก หน้าบ้านล็อกกุญแจไว้ไม่ให้ใช้ประโยชน์ตามปกติ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในตึกพิพาทเป็นเงิน ๕๒๐,๐๐๐ บาท และจำเลยต้องคืนเงินประกันการเช่า ๒๔๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์และมีทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในตึกดังกล่าวและอุปกรณ์อื่น ๆ ในการทำอาหารเป็นเงิน ๑๘๔,๕๐๖ บาท จำเลยต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ด้วย รวมค่าเสียหายเป็นเงิน ๙๔๔,๕๐๖ บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๙๔๔,๕๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๘ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ดูแลตึกพิพาทปล่อยปละละเลยทำให้ตึกพิพาททรุดโทรมไม่ซ่อมแซม จำเลยตกลงกับโจทก์เข้าทำการซ่อมแซมตึกพิพาทเอง โดยโจทก์ยอมเสียค่าใช้จ่าย และเนื่องจากตึกพิพาทมีทรัพย์สินของโจทก์อยู่บ้าง จำเลยจึงปิดประตูตึกพิพาทเพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของโจทก์สูญหายหรือเสียหาย เมื่อจำเลยซ่อมแซมตึกพิพาทเสร็จแล้ว โจทก์ไม่ยอมรับมอบการ ครอบครองตึกพิพาท โจทก์ติดค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙ คิดเป็นค่าเช่าที่โจทก์ค้าง ๑๓๘,๐๐๐ บาท โจทก์ติดค้างค่าซ่อมแซมตึกพิพาท ๔๒๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ติดค้างค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า ๙,๔๗๖.๘๕ บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย ๕๖๗,๔๗๖.๘๕ บาท เมื่อหักเงินประกัน ๒๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ยังคงต้องชำระ ๓๒๗,๔๗๖.๘๕ บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับตามฟ้องแย้ง โดยให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย ๓๒๗,๔๗๖.๘๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยติดค้างค่าเช่า การซ่อมแซมตึกพิพาทจำเลยทำเอง โดยโจทก์ไม่รับรู้และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง ทั้งไม่มีข้อสัญญาเช่าข้อใดให้โจทก์จะต้องรับผิดในการซ่อมแซมจำนวนมากเช่นนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๑๐๕,๗๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยกับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวน ทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๙๔,๒๙๒ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยคืนทรัพย์สินและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทำอาหารของโจทก์แก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสอง ศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่ากับทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฎีกาทั้งในประเด็นส่วนฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยรวมกันมา ศาลฎีกาจึงแยกวินิจฉัยดังนี้ สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์มีว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ กำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยไม่คืนทรัพย์สินหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทำอาหาร ๘๐,๐๐๐ บาท เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้าม มิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า จำเลยผู้ให้เช่าเป็น ผู้มีหน้าที่ซ่อมแซมตึกพิพาทเอง โจทก์ผู้เช่ามีหน้าที่เพียงซ่อมแซมเล็กน้อยเป็นการไม่ชอบ โจทก์ต้องชำระค่า ซ่อมแซมตึกพิพาท ๔๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โดยกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าที่ค้าง ๑๓๘,๐๐๐ บาท ค่าซ่อมแซมตึกพิพาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท และค่าไฟฟ้า ๗,๗๐๘ บาท รวมเป็นเงิน ๓๔๕,๗๐๘ บาท ซึ่งเมื่อหักเงินประกัน ๒๔๐,๐๐๐ บาทแล้ว โจทก์ต้องชำระเงินให้แก่จำเลย ๑๐๕,๗๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังกล่าว และโจทก์อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวขอให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องเดิมและขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวตามฟ้องแย้งของจำเลย ดังนั้น จำนวนเงินที่พิพาทกันในส่วนค่าซ่อมแซมตึกพิพาทจึงเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่กำหนดค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้ตามฟ้องแย้ง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงให้โจทก์ชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาท ให้จำเลย ๔๒๐,๐๐๐ บาท เต็มตามฟ้องแย้งอีกหาได้ไม่ ทุนทรัพย์ที่จำเลยฎีกาได้คงเป็นเงินค่าซ่อมแซม ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เท่านั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยเข้าซ่อมแซมตึกพิพาทเนื่องจากโจทก์ยอมให้หักเงินประกัน ๒๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ผิดสัญญาเช่า ไม่สงวนตึกพิพาทเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงกระทำและไม่บำรุงรักษารวมทั้ง ซ่อมแซมเล็กน้อย ทำให้ความเสียหาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมแซมตึกพิพาทให้แก่จำเลยนั้นเป็นฎีกาใน ข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงดาว ฉัตรมณีเวช
จำเลย — นางหทัยรัตน์ จิตไตรเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวงศ์สถิตย์ แสงสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1388/2545
#44665
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดฆ่า ศ. อ. และ ส. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าบุคคลอื่นอีกหลายคน แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใด จึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้นยังเป็นความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม อีกด้วย โดยความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดหลายบทต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีลูกระเบิดจำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 และจำเลยที่ 1 กับพวกใช้ลูกระเบิดดังกล่าวฆ่านายศานิตหล่อเกษมศานต์ นายอรุณ สมานมาก และนายสง่า ทรงศรีม่วง โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ทั้งเป็นการลงมือฆ่านายขจร จตุรพร อนันตกุล นายวันชัยสุขหฤทัย นายหวน ชมบุญ นายพินิจศักดิ์ เขียววิไล และนายสุเทพ สุขแสวง โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโดยกระทำทารุณโหดร้าย แต่นายขจร นายวันชัย นายหวน นายพินิจศักดิ์และนายสุเทพ ไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 กับพวก เพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย และได้รับอันตรายสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า20 วัน ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ใช้และจ้างวานจำเลยที่ 1 กับพวกให้กระทำความผิดดังกล่าวและเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก ซึ่งใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเจ้าพนักงานยึดได้อาวุธปืนลูกซองสั้นเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 84, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 38,55, 72, 74, 78 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสุพิศ หล่อเกษมศานต์ ภริยานายศานิต หล่อเกษมศานต์ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยกระทำทารุณโหดร้ายและฐานใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่อาวุธปืนของกลางไม่มีทะเบียนเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(5), 289(5) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้วางโทษประหารชีวิต ฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 15 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย คงจำคุกตลอดชีวิตฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 10 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่นมารวมอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2535 เวลา16.45 นาฬิกา นายสง่า ทรงศรีม่วง ขับรถยนต์แวนหมายเลขทะเบียน ม-1579 สุรินทร์ออกจากสำนักงานเทศบาลเมืองสุรินทร์ โดยมีนายอรุณ สมานมาก และนายศานิตหล่อเกษมศานต์ นั่งไปด้วย ครั้นมาถึงซอยเข้าห้างสรรพสินค้าเพชรเกษมพลาซ่าข้างธนาคารหลวงไทย จำกัด สาขาสุรินทร์ รถยนต์แวนดังกล่าวระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้นายศานิต นายอรุณและนายสง่าถึงแก่ความตาย นอกจากนี้นายวันชัย สุขหฤทัย ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีนายพินิจศักดิ์ เขียววิไลนั่งซ้อนท้ายนายหวน ชมบุญ ซึ่งนั่งรถสามล้อรับจ้างกับนายขจร จตุรพรอนันตกุล และนายสุเทพ สุขแสวง รวมทั้งสิ้น 5 คนที่ผ่านมาถึงที่เกิดเหตุได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานและกองสรรพาวุธ กรมตำรวจ ร่วมกับพนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุและสภาพรถยนต์แวนดังกล่าวพบว่าคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องแบบบังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุไปติดไว้ที่ใต้ท้องรถยนต์แวนดังกล่าวบริเวณด้านขวาใกล้กับส่วนบนของถังน้ำมันตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่าย และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ตรวจค้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 พบตลับเทปบันทึกเสียงการฝึกสอนวิธีใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบบังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุจำนวน 2 ม้วน สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาสุรินทร์ จำนวน 1 เล่ม ใบเสร็จรับเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 86478 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ฝากเงินจำนวน110,000 บาท เข้าบัญชีเลขที่ 51420205119 จำนวน 1 แผ่น ใบเสร็จรับเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 864080 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ฝากเงินจำนวน 50,000บาท เข้าบัญชีเลขที่ 269-0-68376-4 จำนวน 1 แผ่น และสมุดบันทึกส่วนตัวทั้งนำตัวจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 ในกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลกองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ พบอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน1 กระบอก จึงยึดสิ่งของทั้งหมดไว้เป็นของกลาง มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้กระทำผิด และจับจำเลยที่ 1 ขณะออกมาจากที่ตั้งหน่วยทหารนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงสุรินทร์โดยมิได้ติดต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1ให้ตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหม เป็นการจับจำเลยที่ 1โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทมนตรี จรัลพงศ์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์และนายดาบตำรวจพิชิต วงศ์สูตินันท์ พยานโจทก์ และโจทก์ร่วมว่าเหตุที่รู้ตัวคนร้ายเพราะนายดาบตำรวจพิชิตซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์สังเกตเห็นว่า หลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพื่อนกันมีเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือยผิดปกติ และก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปไหนมาไหนกับนายสุระเทพ ทาวะรมย์ ต่อมาพันตำรวจโทมนตรีได้รับรายงานว่าจำเลยที่ 1 ได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่านายศานิตกับพวกผู้ตายประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยที่ 1 นำโดยพลตำรวจโทธนู หอมหวลซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เมื่อมีเหตุสมควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำผิดคดีนี้ พลตำรวจโทธนูกับพวกจึงมีอำนาจจับจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 66(2) ส่วนข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเป็นข้อตกลงในทางปฏิบัติเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การจับจำเลยที่ 1 เสียไป คดีฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพลตำรวจโทธนู หอมหวล และพลตำรวจตรีโสภณ สะวิคามิน พนักงานสืบสวนเป็นพยานเบิกความว่าอธิบดีกรมตำรวจเห็นว่านายศานิตผู้ตายเป็นนายกเทศมนตรี คนร้ายใช้วิธีการรุนแรงโหดเหี้ยมทารุณ จึงสั่งให้พยานทั้งสองกับพวกรวม 17 คน เป็นพนักงานสืบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนพื้นที่เกิดเหตุตามคำสั่งกรมตำรวจ จากการสืบสวนทราบว่านายศานิตผู้ตายถูกฆ่าเนื่องมาจากสาเหตุทางการเมืองท้องถิ่นและจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคนร้าย วันที่ 31 กรกฎาคม2535 พยานทั้งสองกับพวกจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมของกลางหลายรายการ ชั้นจับกุมกับชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 และภาพถ่าย นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้พลตำรวจโทธนูมีอำนาจถอนเงินฝากของจำเลยที่ 1จากธนาคาร ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการกระทำผิดคดีนี้เพื่อนำไปคืนผู้ว่าจ้างหรือใช้ทำศพผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 สิบเอกเฉลียว โชติมุข และจ่าสิบเอกพงษ์ศักดิ์พรหมสุทธิ เป็นพยานเบิกความต่อสู้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกไปที่ใด ดังนี้ คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด คงมีบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นพยาน เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธชั้นพิจารณาเช่นนี้ จึงมีปัญหาว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจะมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เฉพาะเพียงคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายดาบตำรวจพิชิต วงศ์สูตินันท์ เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าหลังวันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 1 ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยผิดปกติจึงรายงานต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นต้นเหตุให้สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่านายศานิตกับพวกผู้ตาย ประกอบกับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและพาเจ้าพนักงานตำรวจชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพในวันที่จับจำเลยที่ 1 ได้นั่นเอง โดยปรากฏรายละเอียดข้อเท็จจริงที่มีลักษณะเป็นเรื่องที่รู้แต่เฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพได้กระทำต่อหน้าพันโทสำเริง เกิดผล นายทหารพระธรรมนูญอีกด้วย เฉพาะภาพถ่ายหมาย ป.จ.7 จำเลยที่ 1 แสดงการติดระเบิดใต้ท้องรถยนต์ได้อย่างแนบเนียนสมจริง นอกจากนี้ในบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2535 จำเลยที่ 1 ให้การเพิ่มเติมต่อหน้าร้อยเอกศุภชัย พจนศิลป์ นายทหารพระธรรมนูญ โดยจำเลยที่ 1ยืนยันให้การรับสารภาพตามคำให้การเดิม กับให้การเพิ่มเติมวันที่ 1 สิงหาคม 2535ว่า สำนึกผิดที่ได้กระทำไปมีความประสงค์ที่จะขอขมาสารภาพผิดต่อโจทก์ร่วมและญาติพี่น้องของนายศานิตผู้ตาย เจ้าพนักงานตำรวจได้จัดดอกไม้ธูปเทียนให้ จำเลยที่ 1จึงนำไปขอขมาสารภาพผิดว่าเป็นคนกดระเบิดรถยนต์แวนของนายศานิตผู้ตาย ซึ่งภาพถ่ายปรากฏสอดคล้องกับคำรับของจำเลยที่ 1 กับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายธนา หล่อเกษมศานต์ พี่ชายนายศานิตผู้ตายพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่าได้ไปดูจำเลยที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพกับกราบขอขมาโจทก์ร่วมและบิดานายศานิตผู้ตาย ประการสำคัญพันโทสำเริง เกิดผลนายทหารพระธรรมนูญ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมตรงกันว่า ก่อนที่พยานไปร่วมฟังการสอบสวนได้พบกับจำเลยที่ 1 จึงสอบถามเหตุการณ์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 บอกพยานว่าได้ให้การรับสารภาพไปแล้ว อีกประการหนึ่ง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายธีระชัย ภูติธนารักษ์ พ่อค้าร้านห้างทองแสงมณีเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปที่ร้านของพยานเพื่อไถ่ทองคืนที่จำเลยที่ 1 ขายฝากไว้แก่ทางร้าน ซึ่งตรงกับบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาไถ่ทองที่ร้านห้างทองแสงมณี เมื่อออกจากร้านพบรถยนต์แวนของนายศานิต ผู้ตายผ่านหน้าห้างสรรพสินค้าเพชรเกษมพลาซ่า และเลี้ยวเข้าซอย จำเลยที่ 1 จึงกดเครื่องบังคับคลื่นวิทยุ ทำให้รถยนต์แวนเกิดระเบิดขึ้น เป็นการสนับสนุนคำเบิกความของนายธีระชัยให้มีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ตั้งแต่แรกที่ถูกจับหรือชั้นสอบสวน เพิ่งยกขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเหตุต่าง ๆ ว่าจำเลยที่ 1 นำชี้บริเวณที่เผาทำลายเครื่องบังคับคลื่นวิทยุ (รีโมทคอนโทรล) แต่ไม่ปรากฏว่ามีเศษชิ้นส่วนโลหะในบริเวณที่เผาก็ดี ไม่ปรากฏว่าพลตำรวจโทธนูนำเงินที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ถอนเงินไปคืนผู้ว่าจ้างหรือนำไปช่วยทำศพผู้ตายก็ดี รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ที่ยึดไว้เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้คืนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วก็ดี และที่จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้ค่าจ้างจำนวน 300,000 บาท แต่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวหรือจำนวนใกล้เคียงก็ดี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่มีพิรุธไม่มีน้ำหนักรับฟังนั้น เห็นว่า ในบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำชี้บริเวณที่เผาเครื่องบังคับคลื่นวิทยุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 เผาเครื่องบังคับคลื่นวิทยุไปแล้วถึง 29 วัน และจำเลยที่ 1 นำซากที่เผาไปทิ้งในถังขยะอีกด้วย จึงย่อมจะไม่มีเศษชิ้นส่วนโลหะในบริเวณที่เผาเป็นธรรมดาส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยอมมอบอำนาจให้พลตำรวจโทธนูถอนเงินฝากของจำเลยที่ 1จากธนาคารก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นความจริง แม้พลตำรวจโทธนูจะไม่ปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจก็ไม่มีผลทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 1ได้ค่าจ้างจากการกระทำความผิดเป็นเงินสด จึงอาจแบ่งใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ โดยไม่จำต้องนำเงินทั้งหมดฝากธนาคาร แต่ก็มีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำเงินฝากธนาคารเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และนางบัวผัน ศรีผุย ภริยาจำเลยที่ 1 จำนวน 50,000บาท และ 110,000 บาท ตามลำดับ โดยนำเข้าฝากเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 หลังจากเกิดเหตุเพียง 8 วัน แม้จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินเดือนของกำลังพลจึงมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และภริยาจำเลยที่ 1 อีกด้วยซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของทางราชการ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า ไม่ปรากฏว่านายสุระเทพผู้ประกอบวัตถุระเบิดเพื่อให้จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิด เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำวัตถุระเบิดและติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อใด จัดหาวัตถุระเบิดมาจากที่ใด อย่างไร ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่จำเลยที่ 1 ประจำการอยู่ก็ยืนยันว่าไม่มีวัตถุระเบิดสูญหายไป น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะถูกบังคับนั้น เห็นว่า การทำวัตถุระเบิดที่บังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุไม่จำต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำวัตถุระเบิด ซึ่งพันตำรวจโทวันชัย เปรมฤดี สารวัตรงาน 4 งานเก็บกู้วัตถุระเบิด กองกำกับการ 3 กองสรรพาวุธกรมตำรวจ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ผู้สามารถประกอบวัตถุระเบิดด้วยเครื่องวิทยุได้จะต้องมีความรู้ทางด้านไฟฟ้าเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนการติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อใด ได้วัตถุระเบิดมาจากที่ใดและไม่มีวัตถุระเบิดสูญหายไปจากหน่วยทหารที่จำเลยที่ 1 ประจำการอยู่นั้นล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ทำให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพเนื่องมาจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับ ไม่มีผลให้การรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเปลี่ยนแปลงไป ข้อต่อสู้ต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ จากพยานแวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าวฟังประกอบกันโดยตลอดแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีลูกระเบิดจำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองกับใช้ลูกระเบิดดังกล่าวฆ่านายศานิต นายอรุณและนายสง่าผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่านายขจร นายวันชัย นายหวนนายพินิจศักดิ์และนายสุเทพตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธที่ร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใดกรณีจึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนนี้อย่างไรก็ดีการที่จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 78 วรรคสามอีกด้วย โดยความผิดทั้ง 4 ฐาน คือฐานมีเครื่องกระสุนปืน นอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 78วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง แยกต่างกรรมกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และมิได้ปรับบทว่าจำเลยที่ 1มีความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย จึงไม่ชอบเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ตรวจยึดอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนของกลางจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตชายแดนที่จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาครอบครองอาวุธปืนดังกล่าวนั้น เห็นว่าพันตำรวจโทมนตรี จรัลพงศ์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย จ.19 ว่าได้เชิญพันโทสำเริง เกิดผล นายทหารพระธรรมนูญไปร่วมตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 ด้วย ผลการตรวจค้นพบอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนของกลางอยู่ใต้ที่นอน ซึ่งตรงกับบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.24 โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าอาวุธปืนลูกซองสั้นของกลางเป็นอาวุธปืนที่จำเลยหามาจากชาวบ้านเพื่อไว้ใช้ในการทำงานลับทางทหาร ข้อต่อสู้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหารมีผู้บังคับบัญชาคอยดูแลให้ความเป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่และต่อหน้านายทหารพระธรรมนูญ ทั้งไม่มีเหตุให้สงสัยว่าจำเลยที่ 1 ถูกใส่ความ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีอาวุธปืนลูกซองสั้นของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง,วรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนฯ ดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 78 วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 90 ม. 91 ม. 288 ม. 289 (4) ม. 289 (5)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง สุพิศ หล่อเกษมศานต์
จำเลย — สิบเอก ยุทธการ ศรีผุย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1388/2545
#110365
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจจับจำเลยได้โดย ไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 66 (2) ส่วนข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเป็นข้อตกลงในทางปฏิบัติเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ ทำให้การจับจำเลยเสียไป เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

การใช้ลูกระเบิดในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 289 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 84, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 38, 55, 72, 74, 78 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาภริยาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่อาวุธปืนของกลางไม่มีทะเบียนเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (5), 289 (5) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้วางโทษประหารชีวิต ฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 15 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายคงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 10 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่นมารวมอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด และจับจำเลยขณะออกมาจากที่ตั้งหน่วยทหารนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจโดยมิได้ติดต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยให้ส่งตัวจำเลยให้ตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหม เป็นการจับจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของ ม. และ พ. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่าเหตุที่รู้ตัวคนร้ายเพราะ พ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์สังเกตเห็นว่าหลังจากเกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันมีเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือยผิดปกติ ต่อมา ม. ได้รับรายงานว่าจำเลยได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่าผู้ตาย ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เมื่อมีเหตุสมควรสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดคดีนี้จึงมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 66 (2) ส่วนข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเป็นข้อตกลงในทางปฏิบัติเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การจับจำเลยเสียไปคดีฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พยานแวดล้อมต่างๆ ฟังประกอบกันโดยตลอดแล้ว มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีลูกระเบิดจำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครอง กับใช้ลูกระเบิดดังกล่าวฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่การกระทำของจำเลยเป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธที่ร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 288 ประกอบด้วย มาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนฯ ดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (5)
ป.วิ.อ. ม. 66 (2) ม. 78 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสุพิศ หล่อเกษมศานต์
จำเลย — สิบเอกยุทธการ ศรีผุย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2545
#42160
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามคำฟ้องของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้อย่างชัดเจนแยกการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันลักเช็คของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างไป ปลอมเช็ค และใช้เช็คที่ปลอมนั้นไปยื่นต่อธนาคารเพื่อขอรับเงิน ซึ่งการกระทำแต่ละอย่างมีลักษณะที่แตกต่างกันต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัว และเป็นการกระทำความผิดโดยอาศัยเจตนาแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างกระทงหนึ่งและฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งต้องลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมอีกกระทงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเอาเช็คธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก รวม 6 ฉบับ เป็นเงินรวม 30 บาทของบริษัทฟู้ดแพค จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2และอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของนายสุภัทร เอกกุล ไป จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ วานให้จำเลยที่ 1 ปลอมเช็คอันเป็นตั๋วเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาบางจาก จำนวน 2 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 ได้นำเอาแบบพิมพ์เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวซึ่งมีลายมือชื่อของนายสุภัทร เอกกุล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทฟู้ดแฟค จำกัด และมีตราประทับของบริษัทดังกล่าวซึ่งได้ลงไว้ในฐานะผู้สั่งจ่ายแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความในช่องวันที่สั่งจ่ายตัวเลข "14 - 2 - 43" และกรอกข้อความว่า "เงินสด" หลังคำว่า "จ่าย" และกรอกข้อความที่เป็นจำนวนเงินว่า "ห้าแสนหกหมื่นบาทถ้วน" และเป็นตัวเลข"560,000 เศษ xx ส่วน 100" ลงในช่องจำนวนเงินสั่งจ่ายซึ่งเว้นว่างไว้แต่แรก ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับความยินยอมจากนายสุภัทรเอกกุล และบริษัทฟู้ดแพค จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสองได้กระทำเพื่อนำเอาเช็คทั้งสองฉบับนั้นไปใช้ในกิจการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุภัทร เอกกุล บริษัทฟู้ดแพค จำกัด ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนในวันเวลาดังกล่าวภายหลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเช็คนั้นแล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเช็คที่ร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งสองฉบับดังกล่าวไปใช้โดยยื่นต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางจากเพื่อขอรับเงินสดตามจำนวนที่ระบุในเช็ค ทั้งนี้ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุภัทร เอกกุล บริษัทฟู้ดแพค จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก ผู้อื่นหรือประชาชน เหตุเกิดที่แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และตำบลท้ายบ้านอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 266, 268,335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาเช็ครวม 6 ฉบับ เป็นเงิน30 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เข้ามาใหม่ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11), (ที่ถูกคือ 335(11) วรรคแรก),266(4), 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์นายจ้างจำคุก 2 ปี ฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม จำเลยที่ 2เป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสองจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาเช็ครวม6 ฉบับ แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266(4), 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266(4) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นทั้งผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมจึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 266(4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 ปีลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนแยกการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันลักเช็คของบริษัทฟู้ดแพค จำกัด ผู้เสียหายไป ปลอมเช็คและใช้เช็คที่ปลอมขึ้นนั้นไปยื่นต่อธนาคารตามเช็คเพื่อขอรับเงิน ซึ่งการกระทำแต่ละอย่างมีลักษณะการกระทำที่แตกต่างกัน ต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัว และเป็นการกระทำความผิดโดยอาศัยเจตนาแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91 ม. 266 ม. 268 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว บุษกร จันทร์โพธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2545
#44664
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ป. ไป แล้วปลอมลายมือชื่อของ ป. ในใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมและได้รับเงินมานั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้น ๆ จะเป็นความผิดแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

จำเลยลักสมุดเงินฝากของ ป. และปลอมลายมือชื่อของ ป. ในใบถอนเงินของโจทก์ร่วม ถอนเงินออกจากบัญชีของ ป. เป็นเงินจำนวนมากถึง 900,000 บาทนับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ทั้งปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่าจำเลยเคยลักเงินของเพื่อนและมารดาของจำเลยมาหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดเอาเรื่อง จำเลยจึงไม่ถูกดำเนินคดี แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมก็เป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น พฤติการณ์แห่งคดียังไม่เป็นการสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์สมุดเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพชรเกษม 55 เลขที่ 300-1-01577-5 จำนวน 1 เล่มราคา 100 บาท ของนางประภาพร พรมแตง ผู้เสียหายไปโดยทุจริต หลังจากนั้นจำเลยทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับโดยกรอกข้อความลงในใบถอนเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพชรเกษม 55 ว่าขอถอนเงินจำนวน 100,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตามสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าว แล้วจำเลยปลอมลายมือชื่อของนางประภาพรผู้เสียหายลงในใบถอนเงินดังกล่าวในช่อง "ลายมือชื่อเจ้าของบัญชี"และช่อง "ลายมือชื่อผู้รับเงิน" แล้วจำเลยใช้เอกสารใบถอนเงินปลอมดังกล่าวยื่นต่อนางสาวอรวรรณ เอี่ยมแก้ว พนักงานฝ่ายการเงินของธนาคารและหลอกลวงนางสาวอรวรรณด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นเจ้าของสมุดเงินฝากที่ลักมาดังกล่าวและใบถอนเงินเป็นเอกสารที่แท้จริง ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวอรวรรณ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย และประชาชนเพื่อขอเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางประภาพร ผู้เสียหายโดยทุจริต เป็นเหตุให้นางสาวอรวรรณหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่จำเลยไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 334, 341, 91 ให้จำเลยคืนสมุดเงินฝากหรือใช้ราคา 100 บาท และคืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264(ที่ถูกคือมาตรา 264 วรรคแรก), 268 (ที่ถูกคือมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก), 334, 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม กับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 แต่บทเดียว จำคุก 1 ปีรวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีให้จำเลยคืนสมุดเงินฝาก 1 เล่ม หรือใช้ราคา 100 บาท และคืนเงินจำนวน 100,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกคือให้จำเลยคืนสมุดเงินฝาก 1 เล่มหรือใช้ราคา100 บาท แก่นางประภาพร พรมแตง ผู้เสียหาย และคืนเงินจำนวน 100,000 บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลักสมุดเงินฝากของนางประภาพร และปลอมลายมือชื่อของนางประภาพรลงในใบถอนเงินของโจทก์ร่วมถอนเงินออกจากบัญชีของนางประภาพรเป็นเงินจำนวนมากถึง 100,000 บาท นับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ประกอบกับได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเคยลักเงินของเพื่อนและของมารดาจำเลยมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดเอาเรื่อง จำเลยจึงมิได้ถูกดำเนินคดี แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมก็เป็นจำนวนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังไม่เป็นการสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แต่การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม โดยลงโทษฐานลักทรัพย์กระทงหนึ่งและลงโทษฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงอีกกระทงหนึ่งรวมสองกระทงนั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องเพราะตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนางประภาพรไปแล้วปลอมลายมือชื่อของนางประภาพรในใบถอนเงินของโจทก์ร่วมแล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากธนาคารโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้น ๆ จะเป็นความผิด แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 59 ม. 90 ม. 91 ม. 264 ม. 268 ม. 334 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว มัลลิกา เพ็งนาเรนทร์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1373/2545
#44123
เปิดฉบับเต็ม

ใบสมัครบัตรวีซ่า ซึ่งจำเลยที่ 1 ระบุในช่องการชำระเงินว่าให้โจทก์หักจากบัญชีประเภทออมทรัพย์ สาขาเขาย้อย โดยระบุหมายเลขบัญชีไว้ และจำเลยที่ 1ยังมีหนังสือแจ้งผู้จัดการโจทก์ สาขาเขาย้อย ให้หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวในการชำระค่าสินค้าและบริการที่เกิดจากการใช้บัตรวีซ่าด้วย ทั้งตามใบแจ้งยอดบัญชีโจทก์ก็แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าจะตัดบัญชีตามหมายเลขบัญชีที่ระบุไว้ในใบสมัคร ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามหมายเลขบัญชีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีสิทธิหักเงินจากบัญชีประเภทอื่น การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีอื่นโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมจึงเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าโจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายในวันที่มีการหักเงินออกจากบัญชีดังกล่าวโดยชอบ อันจะเป็นการรับสภาพหนี้ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) เมื่อเริ่มนับอายุความใหม่จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปีคดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า หลังจากเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองนำบัตรไปใช้ซื้อสินค้าและบริการ และเบิกเงินสดล่วงหน้า โจทก์ได้ส่งใบแจ้งยอดบัญชีประจำงวดเดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนกันยายน 2539 ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระ 1 ครั้ง จำนวน 115.91 บาท เมื่อหักชำระหนี้แล้ว ณ วันที่ดังกล่าว จำเลยทั้งสองยังเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน 128,924.63 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ของต้นเงิน 91,645.99บาท ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้องเป็นค่าดอกเบี้ย 10,661.18 บาทรวมเป็นเงิน 139,585.81 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน139,585.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ในต้นเงิน 91,645.99 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้องเพราะรวมเบี้ยปรับและดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะเข้าไปด้วย จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นการฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำเงินจำนวน 115.91 บาท ไปชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 89,933.96 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 88,532.88 บาท นับแต่วันที่ 26พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2539 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2539 เป็นเงิน 3.31 บาท และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540เป็นเงิน 115.91 บาท คิดหักให้ในวันดังกล่าวด้วย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง คู่ความจึงฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี-วีซ่า ของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัตรหลัก จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัตรเสริมตามใบเสร็จเป็นสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่า เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ระหว่างวันที่ 18 ถึง 24ตุลาคม 2538 จำเลยทั้งสองนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้เบิกเงินสดจากโจทก์ ซื้อสินค้าและบริการ หลังจากโจทก์จ่ายเงินทดรองแทนจำเลยทั้งสองและส่งใบแจ้งยอดหนี้เรียกเก็บเงินไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินคืนโจทก์ เงื่อนไขการชำระเงินในการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงให้หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีกับธนาคารโจทก์ สาขาเขาย้อย เลขบัญชีที่ 186-1-05216-9 ตามใบสมัครเป็นสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่า เอกสารหมาย จ.3 และตามหนังสือแจ้งผู้จัดการโจทก์สาขาเขาย้อย เรื่องยินยอมให้หักเงินจากบัญชีดังกล่าว เอกสารหมาย จ.16 ซึ่งมีการหักบัญชีของจำเลยที่ 1 หลายครั้งตามเอกสารหมาย จ.5 การหักบัญชีดังกล่าวสองครั้งหลังหักเงินจากบัญชีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าเป็นการหักเงินจากบัญชีโดยชอบ ส่วนการหักเงินจากบัญชีอื่นนอกจากบัญชีเลขที่ดังกล่าวข้างต้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 มิได้ให้ความยินยอมมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์หักบัญชีอื่นของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 ชอบหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามเงื่อนไขผู้ถือบัตรข้อ 13 ในใบสมัครสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่าเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จะระบุว่า "เมื่อมีการเรียกเก็บเงินเพื่อชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตร ผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีฝากประจำหรือบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีอื่นใดที่ผู้ถือบัตรมีกับธนาคาร แม้การหักบัญชีนั้นจะทำให้ผู้ถือบัตรตกเป็นผู้เบิกเงินเกินบัญชี" ก็ตาม ก็เป็นการระบุไว้โดยรวม ๆ ว่าธนาคารมีสิทธิ์หักเงินของผู้ถือบัตรจากบัญชีใดบ้าง ส่วนที่จะให้มีการหักเงินจากบัญชีใดนั้นก็ระบุไว้ในช่องการชำระเงินในใบสมัครเป็นสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่าอีกต่างหาก และจำเลยที่ 1 ก็ได้ระบุไว้ในช่องการชำระเงินในเอกสารหมาย จ.3ถึงการชำระเงินว่ายินยอมให้โจทก์หักเงินจากบัญชีประเภทออมทรัพย์ สาขาเขาย้อยบัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาเขาย้อย แจ้งการยินยอมให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 ชื่อบัญชีนายปรีชา เกตุทอง ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)สาขาเขาย้อย ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการซึ่งเกิดจากการใช้บัตรกรุงศรี-วีซ่า ที่ธนาคารได้ออกให้... ตามเอกสารหมาย จ.16 ทั้งตามใบแจ้งยอดบัญชีเอกสารหมาย จ.5โจทก์ก็แจ้งจำเลยทั้งสองว่า โจทก์จะตัดบัญชีของจำเลยที่ 1 เลขที่ 186-1-05216-9ซึ่งเลขบัญชีดังกล่าวเป็นเลขบัญชีของจำเลยที่ 1 สาขาเขาย้อย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรกรุงศรี-วีซ่า ของจำเลยทั้งสองได้จากบัญชีประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 สาขาเขาย้อย เท่านั้นไม่มีสิทธิที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากอื่นของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีอื่นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 115.91 บาท โดยมิได้หักจากบัญชีประเภทออมทรัพย์ สาขาเขาย้อย บัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอมจึงไม่ชอบ และไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้บางส่วน อันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) ดังนั้น ต้องถือว่าโจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 อันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปรีชา เกตุทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2545
#42794
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้มีอำนาจให้ความเห็นว่าพนักงานทดลองงานจะผ่านการทดลองงานหรือไม่ การที่โจทก์อาศัยอำนาจหน้าที่ชักชวนพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาออกไปเที่ยวเตร่กับโจทก์ในเวลาค่ำคืนนอกเวลางาน หากไม่ไป โจทก์จะเสนอความเห็นไม่ยอมให้ผ่านการทดลองงาน หรือโจทก์ชักชวนให้ผู้สมัครงานหญิงไปรับประทานอาหารและฟังเพลงในช่วงเวลาที่จะรับบุคคลดังกล่าวเข้าทำงาน แสดงว่า โจทก์ประสงค์ที่จะกระทำการล่วงเกินทางเพศนั่นเอง นอกจากจะเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมหรือจารีตประเพณีอันดีงามของสังคมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของจำเลยและความเจริญของกิจการ โดยทำให้พนักงานที่ไม่ยอมกระทำตามความประสงค์โจทก์และถูกโจทก์กลั่นแกล้งขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน การฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานของโจทก์จึงเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสตามผลประกอบการและผลงานของพนักงาน นับแต่ปี 2540 เป็นต้นมาจำเลยไม่ได้จ่ายโบนัสเพราะผลประกอบการขาดทุน อุทธรณ์โจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับโบนัสในปี 2542 เพราะในปีดังกล่าวจำเลยมีผลกำไรในการประกอบการเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2536 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายควบคุมสินเชื่อได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 25,953 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชยเป็นเงิน 207,624 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 25,953 บาท ทั้งมีสิทธิได้รับบำเหน็จตามสัญญาจ้างและข้อตกลงการจ้างเป็นเงิน 155,718 บาทกับมีสิทธิได้รับโบนัสเป็นเงิน 77,859 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า บำเหน็จและโบนัสตามจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 30กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้โจทก์ด้วย

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง และขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยพยายามล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิงของจำเลย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ จำเลยไม่เคยมีสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ่ายบำเหน็จให้โจทก์ส่วนโบนัสจำเลยจะพิจารณาจ่ายให้เป็นกรณีตามผลประกอบการของจำเลยเป็นหลัก ทั้งตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาจำเลยไม่ได้พิจารณาจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานของจำเลยรวมทั้งโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จและโบนัสจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 207,624บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างและวันผิดนัด(วันที่ 30 กรกฎาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ข้อแรกพร้อมกันว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.4ซึ่งในส่วนที่ 10 ว่าด้วยวินัยในการทำงานและการลงโทษ ข้อ 48(19) ระบุว่าพนักงานต้องไม่ประพฤติตนผิดต่อศีลธรรม จารีตประเพณีอันดีงามของสังคมหากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามข้อ 50 ซึ่งมีตั้งแต่โทษเบาคือการว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาไปจนถึงโทษหนักคือการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามดุลพินิจของจำเลยที่เหมาะสมในการกระทำความผิด โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกสินเชื่อและเก็บเงิน ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.3 โดยในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกสินเชื่อและเก็บเงิน โจทก์อาศัยอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาให้พนักงานหญิงและชายทาบทามพนักงานหญิงผู้ใต้บังคับบัญชาที่โจทก์หมายปองให้ไปดูภาพยนตร์ รับประทานอาหารและฟังเพลงกับโจทก์นอกเวลางานและเวลาค่ำคืน โดยบางครั้งโจทก์เสนอให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ติดต่อทาบทาม บางครั้งโจทก์เกี้ยวพาราสีหญิงที่หมายปองเอง ในการสัมภาษณ์หญิงผู้สมัครเข้าทำงานกับจำเลย โจทก์สัมภาษณ์ถึงเรื่องครอบครัวและเรื่องส่วนตัวเกินขอบเขต จากนั้นก็ติดต่อชักชวนให้ผู้สมัครงานหญิงไปฟังเพลง รับประทานอาหารกับโจทก์ สำหรับพนักงานหญิงบางคนที่ไม่ยอมไปกับโจทก์ตามที่ถูกชักชวน หรือไม่ติดต่อทาบทามพนักงานหญิงที่โจทก์หมายปองให้ก็ดี โจทก์ก็ไม่ผ่านงานประจำให้เช่น ไม่ลงชื่ออนุมัติงานล่วงเวลา หรือโจทก์ไม่ยอมให้ผ่านการทดลองงานบ้างดังนี้ เห็นว่า แม้โจทก์จะมิใช่เป็นผู้มีสิทธิขาดในการอนุมัติค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเป็นเพียงผู้ให้ความเห็นว่าพนักงานทดลองงานจะผ่านการทดลองงานหรือไม่ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของโจทก์ที่อาศัยอำนาจหน้าที่ของโจทก์ชักชวนพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ออกไปเที่ยวเตร่กับโจทก์ในเวลาค่ำคืนนอกเวลางาน หากพนักงานหญิงผู้นั้นไม่ไปโจทก์จะกลั่นแกล้งเสนอความเห็นไม่ยอมให้พนักงานผู้นั้นผ่านการทดลองงานก็ดีหรือโจทก์ชักชวนให้ผู้สมัครงานหญิงไปรับประทานอาหารและฟังเพลงในช่วงเวลาที่จะรับบุคคลดังกล่าวเข้าทำงานก็ดี เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะกระทำการล่วงเกินทางเพศต่อพนักงานหญิงผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้สมัครงานหญิงนั่นเอง หาใช่ว่าโจทก์กระทำไปตามวิสัยของชายเจ้าชู้เท่านั้น การกระทำของโจทก์นอกจากจะเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมหรือจารีตประเพณีอันดีงามของสังคมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.4 ข้อ 48(19) แล้ว ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของจำเลย โดยทำให้พนักงานภายใต้บังคับบัญชาโจทก์ที่ไม่ยอมกระทำตามความประสงค์โจทก์และถูกโจทก์กลั่นแกล้งย่อมจะขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อความเจริญของกิจการจำเลย การฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานของโจทก์จึงเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ย่อมเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับโบนัสในปี 2542 เพราะในปีดังกล่าวจำเลยมีผลกำไรในการประกอบการนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสตามผลประกอบการและผลงานของพนักงาน นับแต่ปี 2540 เป็นต้นมาจำเลยไม่ได้จ่ายโบนัสเพราะผลประกอบการขาดทุนอุทธรณ์โจทก์จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 16 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พลวัฒน์ สุนทรวุฒิไกร
จำเลย — บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2545
#112718
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อาศัยอำนาจหน้าที่ของโจทก์ชักชวนพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา ออกไปเที่ยวเตร่กับโจทก์ ในเวลาค่ำคืนนอกเวลางาน หากพนักงานหญิงไม่ไป โจทก์จะกลั่นแกล้งเสนอความเห็นไม่ยอมให้พนักงานผู้นั้นผ่านการทดลองงาน หรือการที่โจทก์ชักชวนให้ผู้สมัครงานหญิงไปรับประทานอาหารและฟังเพลงในช่วงเวลาที่จะรับบุคคลดังกล่าวเข้าทำงาน ถือว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะกระทำการล่วงเกินทางเพศต่อพนักงานหญิงผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้สมัครงานหญิง หาใช่ว่าโจทก์กระทำไปตามวิสัยของชายเจ้าชู้เท่านั้น การกระทำของโจทก์นอกจากจะเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมหรือจารีตประเพณีอันดีงามของสังคมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของจำเลย ทำให้พนักงานขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน การฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานของโจทก์จึงเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) และโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรง ย่อมเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้โจทก์ด้วย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง และขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยพยายามล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิงของจำเลย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมจารีตประเพณีอันดีงาม ทั้งเป็นการล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างที่เป็นหญิงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ และทำให้จำเลยได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศและทางทำมาค้าขาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๒๐๗,๖๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างและวันผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ข้อแรกพร้อมกันว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยวินัยในการทำงานและการลงโทษว่า พนักงานต้องไม่ประพฤติตนผิดต่อศีลธรรม จารีตประเพณีอันดีงามของสังคม หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ ซึ่งมีตั้งแต่โทษเบาคือการว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาไปจนถึงโทษหนักคือการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามดุลพินิจของจำเลยที่เหมาะสมในการกระทำความผิด โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกสินเชื่อและเก็บเงิน โจทก์อาศัยอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาใช้ให้พนักงานหญิงและชายทาบทามพนักงานหญิงผู้ใต้บังคับบัญชาที่โจทก์หมายปองให้ไปดูภาพยนตร์ รับประทานอาหารและฟังเพลงกับโจทก์นอกเวลางานและเวลาค่ำคืนโดยบางครั้งโจทก์เสนอให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ติดต่อทาบทาม บางครั้งโจทก์เกี้ยวพาราสีหญิงที่หมายปองเองในการสัมภาษณ์หญิง ผู้สมัครเข้าทำงานกับจำเลย โจทก์สัมภาษณ์ถึงเรื่องครอบครัวและเรื่องส่วนตัวเกินขอบเขต จากนั้นก็ติดต่อชักชวนให้ผู้สมัครงานหญิงไปฟังเพลง รับประทานอาหารกับโจทก์ สำหรับพนักงานหญิงบางคนที่ไม่ยอมไปกับโจทก์ตามที่ถูกชักชวน หรือไม่ติดต่อทาบทามพนักงานหญิงที่โจทก์หมายปองให้ก็ดี โจทก์ก็ไม่ผ่านงานประจำให้ เช่น ไม่ลงชื่ออนุมัติงานล่วงเวลา หรือโจทก์ไม่ยอมให้ผ่านการทดลองงานบ้าง ดังนี้ เห็นว่า แม้โจทก์จะมิใช่เป็นผู้มีสิทธิขาดในการอนุมัติค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเป็นเพียงผู้ใหัความเห็นว่าพนักงานทดลองงานจะผ่านการทดลองงานหรือไม่ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของโจทก์ที่อาศัยอำนาจหน้าที่ของโจทก์ชักชวนพนักงานหญิงที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ออกไปเที่ยวเตร่กับโจทก์ในเวลาค่ำคืนนอกเวลางาน หากพนักงานหญิงผู้นั้นไม่ไป โจทก์จะกลั่นแกล้งเสนอความเห็นไม่ยอมให้พนักงานผู้นั้นผ่านการทดลองงานก็ดี หรือโจทก์ชักชวนให้ผู้สมัครงานหญิงไปรับประทานอาหารและฟังเพลงในช่วงเวลาที่จะรับบุคคลดังกล่าวเข้าทำงานก็ดี เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะกระทำการล่วงเกินทางเพศต่อพนักงานหญิงผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้สมัครงานหญิงนั่นเอง หาใช่ว่าโจทก์กระทำไปตามวิสัยของผู้ชายเจ้าชู้เท่านั้น การกระทำของโจทก์นอกจากจะเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมหรือจารีตประเพณีอันดีงามของสังคมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้วยังมีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของจำเลย โดยทำให้พนักงานภายใต้บังคับบัญชาโจทก์ที่ไม่ยอมกระทำตามความประสงค์โจทก์และถูกโจทก์กลั่นแกล้งย่อมจะขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อความเจริญของกิจการจำเลย การฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานของโจทก์จึงเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ตามอุธรณ์ของจำเลยต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ย่อมเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพลวัฒน์ สุนทรวุฒิไกร
จำเลย — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2545
#98549
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร ไม่ว่าผู้เสียหายจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจไปกับจำเลยก็เป็นความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ถือเจตนาของจำเลยที่พาไปหรือแยกผู้เสียหายออกจากความดูแลของบิดามารดาของผู้เสียหายโดยปราศจากเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๗๗, ๓๑๗

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง, ๓๑๗ วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ แล้ว ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจารให้จำคุก ๓ ปี ฐานกระทำชำเราให้จำคุก ๔ ปี รวมจำคุก ๗ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ฐานกระทำชำเรา จำคุก ๓ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๑ ปี ๓ เดือน ฐานกระทำชำเรา จำคุก ๑ ปี ๙ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ๑๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเต็มใจไปกับจำเลย จึงไม่เป็นการพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่า เด็กหญิงรุ่งระวีย์ พิมลศรี ผู้เสียหาย เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายกำลังจะไปโรงเรียนแต่ระหว่างทางพบจำเลย และจำเลยเป็นคนพาผู้เสียหายไปที่หอพักของเพื่อนจำเลย เมื่อซื้อเบียร์มาดื่มได้สักครู่หนึ่ง จำเลยก็อุ้มผู้เสียหายขึ้นไปที่ห้องบนชั้นสอง แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจารแล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจไปกับจำเลยก็ตามเพราะความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจารนั้น ถือเจตนาของจำเลยที่พาไปหรือแยกผู้เสียหายออกจากความดูแลของบิดามารดาของผู้เสียหายโดยปราศจากเหตุอันสมควร ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น _ _ _

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง, ๓๑๗ วรรคสาม ขณะกระทำความผิดอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ แล้ว ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาท ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก ๓ ปี ๖ เดือน ปรับ ๗,๐๐๐ บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๑ ปี ๓ เดือน ปรับ ๒,๕๐๐ บาท ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีจำคุก ๑ ปี ๙ เดือน ปรับ ๓,๕๐๐ บาท รวมจำคุก ๑ ปี ๙ เดือน ปรับ ๖,๐๐๐ บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกินกระทงละ ๒ ปี ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ โดยให้จำเลยตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและรายงานผลการศึกษาให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง กับให้พนักงานคุมประพฤติจัดให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่เห็นสมควรเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง ห้ามจำเลยสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และของมึนเมา เที่ยวเตร่ในยามวิกาล รวมทั้งไม่คบหาสมาคมกับบุคคลที่ประพฤติตนดังกล่าว ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒

นายพศวัจณ์ กนกนาก ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายโชติช่วง ทัพวงศ์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 ม. 193
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
ทองกล่อม — นายอนุสรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1358/2545
#98405
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเรื่องที่จำเลยอุทธรณ์ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และคืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 140 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 12 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน คืนธนบัตร ที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 140 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยสองกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่ถูกต้อง ในการวินิจฉัยปัญหา ข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเรื่องที่จำเลยอุทธรณ์ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งได้ความเป็นยุติโดยจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 24 เม็ด น้ำหนักรวม 2.150 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่สายลับล่อซื้อในราคา 140 บาท เห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ดที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับ ผู้ล่อซื้อจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 24 เม็ดที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยได้จำหน่ายไปในเวลาที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาแยกการมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่างหากจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่จำเลยจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนให้แก่ สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟัง ไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 222
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางจรีย์หรือกุ้ง ชุ่มละออ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2545
#42159
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยที่ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุและกระโดดลงจากรถเข้ามาชกท้องผู้เสียหายแล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมจำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายโขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้นและนำมีดปลายแหลมออกมาขู่ให้ผู้เสียหายถอดกางเกง แต่ผู้เสียหายหลอกให้จำเลยปล่อยก่อนแล้วถือโอกาสวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุได้นั้น เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิด รถจักรยานยนต์ดังกล่าวย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรงจึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพานางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มือชกต่อยที่ท้องของผู้เสียหายที่ 1 และจับศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 กระแทกกับตอไม้เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตายแก่กาย แล้วกอดปล้ำจูบบริเวณซอกคอของผู้เสียหายที่ 1 กับใช้มีดปลายแหลมออกมาข่มขู่บังคับเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกง หลังจากนั้นจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงประทุษร้ายร่างกายนายเอนก เชื้อตาเล็ง ผู้เสียหายที่ 2ถูกบริเวณฝ่ามือซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารเป็นของกลางและต่อมาจึงจับกุมจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 284, 295, 91, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 284 วรรคแรก, 295 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก 2 ปีฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน รวมให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุห่างบ้านผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ500 เมตร ต่อมาจำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองกับนางเขียว พุทธากูลมารดาผู้เสียหายที่ 1 และนายดาบตำรวจสุภลักษณ์ ทานะสุข เบิกความได้ความว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง 1 ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอและบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าให้ยอมพี่เถอะผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายที่ 1 โขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายที่ 1ถอดกางเกง ผู้เสียหายที่ 1 หลอกให้จำเลยปล่อยก่อน เมื่อจำเลยปล่อยผู้เสียหายที่ 1 จึงวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 1 ร้องเรียกให้ช่วยแล้วติดตามไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยกำลังออกจากที่เกิดเหตุ จึงสอบถามจำเลยถึงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกลับชักมีดออกมาแทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือซ้ายปัด จึงถูกใบมีดที่ฝ่ามือได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความถึงเหตุการณ์ได้ต่อเนื่องกัน เมื่อประกอบกับโจทก์มีนายจักรกฤษณ์ น้ำเย็น แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความประกอบว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรอยขีดข่วนบริเวณน่องซ้ายคล้ายถูกหญ้าบาด และบริเวณศีรษะด้านหลังมีลักษณะบวมโน ซึ่งน่าจะเกิดจากการกระแทกของแข็งไม่มีคมส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกของมีคมตัดผ่านตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยไว้ที่ที่เกิดเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางทำให้เหตุการณ์ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โดยความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทชอบแล้ว แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1เท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 เคยรักใคร่ชอบพอกันถึงขั้นมีการสู่ขอแต่งงานกันและจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยการจับศีรษะโขกตอไม้เป็นผลเพียงศีรษะโน ไม่มีบาดแผลแตก แสดงว่าจำเลยกระทำแก่ผู้เสียหายที่ 1ไม่รุนแรงนักตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 2 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดคดีนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 2 เดือน และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 90 ม. 91 ม. 278 ม. 284 ม. 295
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย ชุมพลหรือพล เพ็งศรี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ