คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2545
#44119
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ส่งสำเนาบัญชีกระแสรายวันให้จำเลยแล้วตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องตามเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยสามารถตรวจสอบยอดหนี้และรายการคิดดอกเบี้ยได้มาตั้งแต่ต้น การที่จำเลยเพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันสืบพยานว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงประมาณ 300,000 บาท จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากตราที่ประทับในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ใช่ตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ที่จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพราะสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ซึ่งเป็นบัญชีกระแสรายวันนั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 จนถึงวันฟ้องไม่ถูกต้องเพราะโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ถึง 21.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,906,705 บาท ไม่ใช่ของต้นเงิน14,633,799.29 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

หลังจากสืบพยานโจทก์ไป 1 ปากแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยอ้างว่า เพิ่งทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเป็นบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ว่า โจทก์ทำขึ้นไม่ถูกต้องและจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปบางส่วนแล้ว ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง300,000 บาทเศษ เท่านั้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้วและหลักฐานที่อ้างอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 เอง ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองเป็นเงิน15,834,372.22 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การสรุปใจความว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์12,906,705 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว มิใช่จากต้นเงินตามฟ้องและต่อมาในวันที่ 2 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์จริง แต่ไม่เท่าจำนวนที่โจทก์ฟ้องขออนุญาตเลื่อนคดีเพื่อไปเจรจากับผู้มีอำนาจของโจทก์ ศาลอนุญาต ภายหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2542 ว่า จำเลยทั้งสามคงเป็นหนี้โจทก์อยู่เพียง 300,000 บาทเศษเท่านั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การต่อศาลเสียก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานเว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงมีข้อพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการตรวจยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจากบัญชีกระแสรายวันนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ส่งสำเนาบัญชีกระแสรายวันให้จำเลยที่ 1 แล้วตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 หรือตามเอกสารหมาย จ.8 ที่โจทก์ส่งอ้างทั้งยังได้ความว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ 12,000,000บาทเศษ ที่มาของยอดหนี้จำเลยทั้งสามอาศัยการคิดคำนวณจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว เป็นข้อยืนยันอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 สามารถตรวจสอบยอดหนี้และรายการคิดดอกเบี้ยได้มาตั้งแต่ต้น การที่จำเลยที่ 1 เพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังจากโจทก์ได้ยื่นฟ้องและได้รับสำเนาบัญชีกระแสรายวันแล้วประมาณ 1 ปีเศษ ทั้งอ้างว่า เป็นหนี้โจทก์อยู่เพียงประมาณ300,000 บาท แตกต่างจากที่จำเลยทั้งสามเคยรับในคำร้องขอแก้ไขคำให้การครั้งก่อนถึง 12,000,000 บาทเศษ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ดังจำเลยที่ 1 อ้างและยังมีพฤติการณ์ส่อไปในทางประวิงคดีจนกระทั่งบัดนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท พรหมเทพสุทธา ณ รังษี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2545
#112713
เปิดฉบับเต็ม

ขณะมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนนั้น ผู้มอบอำนาจยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อยู่ แม้ภายหลังผู้มอบอำนาจจะพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนโจทก์ก็ตาม หาได้ทำให้ฐานะของผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์สิ้นสุดไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๑๑๑,๕๔๗.๗๐ บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน ๙๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคารถแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่ชอบ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๘๕,๐๐๐ บาท ให้ร่วมกันชำระเงิน ๕๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน ๑๒ เดือน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจช่วง และการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์มีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับรองที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกให้แก่โจทก์ รับรองว่า ว. และ ท. เป็นกรรมการของโจทก์และมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการผูกพันโจทก์ได้ ระหว่างวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๑ และเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ ซึ่งอยู่ในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว บุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลและมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงแทนโจทก์ได้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๒ ก. จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้โดยชอบ แม้ต่อมาภายหลัง ก. ได้มอบอำนาจช่วงให้ ม. ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์หลังจากที่ ว. มิได้เป็นกรรมการโจทก์แล้วก็ตาม ก. ก็ยังคงมีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้โดยชอบ เพราะขณะที่ ว. และ ท. มอบอำนาจให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนนั้น บุคคลทั้งสองยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ แม้ภายหลัง ว. จะพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนโจทก์ก็ตาม หาได้ทำให้ฐานะของผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์สิ้นสุดไปไม่ และจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าในขณะที่ ว. และ ท. ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ก. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามเอกสารหมาย จ. ๒ นั้น โจทก์ได้เพิกถอน ว. และ ท. มิให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันแทนโจทก์แล้วหรือไม่อย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าในขณะที่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ก. ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๒ ว. ยังคงมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันกับ ท. และประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ ต่อมา ก. ผู้รับมอบอำนาจ ได้มอบอำนาจช่วงให้ ม. เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ การมอบอำนาจและ มอบอำนาจช่วงดังกล่าวจึงสมบูรณ์ ม. จึงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีนี้ และต่อมาเมื่อทนายโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเซียเสริมกิจลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายนรา ดวงดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1144/2545
#44118
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ต่อมาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ รับว่าเป็นหนี้เงินกู้กับหนี้ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค และจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย แต่การที่จำเลยต่อสู้คดีและฟ้องแย้งว่าจำเลยเป็นสมาชิกผู้ถือหุ้นของโจทก์ซึ่งในแต่ละปีจำเลยมีสิทธิได้รับเงินปันผลจากโจทก์หลายแสนบาท ขอให้นำเงินค่าหุ้นและเงินปันผลของจำเลยไปหักกลบลบหนี้กับเงินกู้ที่โจทก์เรียกร้องนั้น เป็นการยกข้อต่อสู้ซึ่งสิทธิในเงินลงหุ้นและเงินปันผลที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์และเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับเงินที่จำเลยลงหุ้นกับโจทก์เมื่อฟ้องเดิมของโจทก์มีมูลหนี้มาจากการฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ได้กู้ยืมเงินระยะสั้นไปจากโจทก์และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์โดยยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ 198,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และค่าปรับอีกร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท กับหนี้ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน36,586 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 35,004 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 232,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท กับค่าปรับอัตราร้อยละ 15ต่อปี ของต้นเงิน 35,004 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นและมีสิทธิได้รับเงินปันผลจำนวนหลายแสนบาทซึ่งมากกว่าหนี้ที่โจทก์เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์นำหุ้น ตลอดจนเงินปันผลดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้แล้วจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 52 สารบบเลขที่ 394/105 ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงไม่รับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 52สารบบเลขที่ 394/105 ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของตนไว้ และจำเลยไม่ชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ไว้โดยยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้กับหนี้ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคและจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนการที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยเป็นผู้ถือหุ้นและในแต่ละปีจำเลยมีสิทธิได้รับเงินปันผลจากโจทก์จำนวนหลายแสนบาท ขอให้นำเงินค่าหุ้นและเงินปันผลของจำเลยไปหักกลบลบหนี้กับเงินกู้ที่โจทก์เรียกร้องอันเป็นการยกข้อต่อสู้ซึ่งสิทธิในเงินลงหุ้นและเงินปันผลที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์เช่นนี้ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงินที่จำเลยลงหุ้นไว้กับโจทก์ ส่วนฟ้องของโจทก์มีมูลหนี้จากการฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรกำแพงแสน จำกัด
จำเลย — นาย จำลอง แก้วดอนไพร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2545
#44117
เปิดฉบับเต็ม

วัดจำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ศ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การที่ ศ. ลงชื่อในสัญญาก่อสร้างตึกแถว โดยมีจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับทราบไว้ท้ายสัญญาเพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวนั้น จึงเป็นการจัดการศาสนสมบัติของวัดแล้ว กรณีไม่จำต้องทำหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะเรื่องอีก

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2ฯ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯข้อ 2 ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะทำได้ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ 4 ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา หรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดเช่าเกิน 3 ปีจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา ดังนี้ แม้สัญญาก่อสร้างตึกแถวจะไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรง แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคาร แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 มีผลเห็นได้ในอนาคตว่าหากโจทก์ปลูกสร้างอาคารแล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยยอมให้โจทก์มีสิทธิหาผู้เช่ามาจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด 30 ปีกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อน เมื่อสัญญาก่อสร้างตึกแถวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงดังกล่าวสัญญาก่อสร้างตึกแถวจึงยังไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่สามารถนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 รับเงินค่าหน้าดินจากโจทก์และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิม แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำการก่อสร้างอาคารต่อไป ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างอาคารภายในที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มีสิทธิกำหนดสถานที่ก่อสร้างแบบแปลนและจำนวนอาคาร กับมีสิทธินำอาคารให้ผู้อื่นเช่ามีกำหนด 30 ปี และมีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าอาคารทั้งหมด โจทก์จะเป็นผู้ดำเนินคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด โจทก์ต้องจ่ายค่าหน้าดินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน400,000 บาท แบ่งชำระในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเมื่อจดทะเบียนเช่าอาคารครบทุกห้องแล้ว โจทก์จ่ายค่าหน้าดินให้จำเลยอีก 30,000 บาทโจทก์ดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าที่ดินเดิมได้เพียง 14 ราย จากจำนวนผู้เช่าประมาณ60 ราย เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 575,500 บาท ภายหลังจำเลยทั้งสองไม่ยอมมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าที่เหลือ และไม่ยอมมอบอำนาจให้โจทก์ไปดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างอาคารจากทางราชการ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหายเพราะไม่สามารถเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้ที่จะมาเช่าอาคารจำนวน 58 ห้อง ห้องละ1,200,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างห้องละ 500,000 บาทออก โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 40,600,000 บาท โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมและจ่ายค่าขนย้ายรวมเป็นเงิน 711,500 บาท และเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าหน้าดินให้แก่จำเลยทั้งสองไปแล้ว 130,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างตึกแถว โดยให้จำเลยทั้งสองยื่นคำขออนุญาตต่อทางราชการเพื่อให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนแผนผังเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าอาศัยในบริเวณที่ดินที่จะก่อสร้าง กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 39936และ 39937 ให้แก่โจทก์เข้าไปปลูกสร้างอาคาร ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการก่อสร้างให้จำเลยทั้งสองรับค่าหน้าดินที่เหลือจำนวน 270,000 บาท จากโจทก์และเมื่อก่อสร้างอาคารแล้วให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้เช่ามีกำหนด 30 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ร่วมกันและแทนกันคืนเงินที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาไปแล้วจำนวน 941,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน2526 กับค่าเสียหายจำนวน 40,600,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้อง และไม่เคยรับเงิน 130,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิม โจทก์ทราบดีว่าสัญญาที่ทำขึ้นนั้นไม่ผูกพันจำเลยทั้งสองจึงได้ยกเลิกสัญญาเช่าท้ายฟ้องไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 705,500 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2536เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้แย้งกันว่านายสุรินทร์ ปัญจพลากรกุล เป็นผู้ลงชื่อทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวโดยมีนายเศรษฐ์ภาษิตานนท์ ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นคู่สัญญา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของนายสุรินทร์หรือไม่โจทก์มีตัวโจทก์ นายสุรินทร์ ปัญจพลากรกุล พระครูสุเทพธรรมรัตน์ และพระชินวงศ์พิพัฒน์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน เคยเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 เรื่องจะปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ 1 และมีอำนาจกระทำการใด ๆ ผูกพันแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ประสงค์จะเล่นการเมืองเกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียง จึงให้นายสุรินทร์เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการลงชื่อเป็นคู่สัญญา ส่วนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ก็ให้นายเศรษฐ์ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อในสัญญาก่อสร้างตึกแถว นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้เขียนข้อความรับทราบสัญญาและลงชื่อไว้ท้ายสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญานั้นไม่ได้อ่านข้อความในสัญญา ขณะที่ลงชื่อเป็นไข้หวัดและทราบจากนายเศรษฐ์ว่าเป็นหนังสือให้ลงชื่อเพื่อปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดีจำเลยที่ 2 เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จำเลยที่ 1 เป็นวัดทางศาสนา พยานโจทก์คงจะไม่กล้าเบิกความเท็จอันเป็นการทำให้จำเลยทั้งสองต้องเสียหายโดยที่ไม่เป็นความจริง ที่จำเลยที่ 2อ้างว่า ลงชื่อในสัญญาก่อสร้างตึกแถวในขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังเป็นไข้หวัด ไม่ได้อ่านข้อความในหนังสือสัญญาก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และการเป็นเพียงไข้หวัดก็มิได้ทำให้ไม่สามารถอ่านข้อความในหนังสือสัญญาได้ และหากไม่สามารถอ่านหนังสือได้จริง จำเลยที่ 2 ก็ย่อมจะขอเลื่อนไปก่อนจนกว่าจะหายไข้ได้ การที่จำเลยที่ 2 เขียนข้อความว่า "อาตมารับทราบแล้ว" ยิ่งเป็นการยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้เขียนข้อความดังกล่าวในขณะที่จำเลยที่ 2 มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ และเป็นการให้สัตยาบันหนังสือดังกล่าวให้มีผลสมบูรณ์ผูกพันจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าข้อความในหนังสือมอบอำนาจ มิใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2มอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ลงชื่อทำสัญญากับโจทก์ เห็นว่า ตามข้อความในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า ให้นายเศรษฐ์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การที่นายเศรษฐ์ไปลงชื่อตามสัญญาก่อสร้างตึกแถวโดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสลงชื่อรับทราบไว้ท้ายสัญญาเพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของวัดและให้ผลประโยชน์แก่วัด จึงเป็นการจัดการศาสนสมบัติของวัดแล้ว กรณีไม่จำต้องทำหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะเรื่องตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกทีหนึ่งข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของนายสุรินทร์ ส่วนที่จำเลยที่ 1ฎีกาอีกประการหนึ่งอ้างว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีการกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน 3 ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 นั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ข้อ 2 ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ 4 ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน 3 ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา แม้สัญญาก่อสร้างตึกแถวจะไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรงแต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารและอาคารเหล่านั้นก็ยังไม่มี แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็มีผลให้เห็นได้ในอนาคตว่าหากโจทก์ปลูกสร้างอาคารแล้วเสร็จตามสัญญาก็ย่อมจะมีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญา คือให้โจทก์มีสิทธิหาผู้เช่ามาจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด30 ปี กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเป็นจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อนเมื่อปรากฏว่าสัญญาก่อสร้างตึกแถวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงดังกล่าว สัญญาก่อสร้างตึกแถวจึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายโจทก์ยังไม่สามารถจะนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญาได้แต่การที่จำเลยที่ 1 รับเงินค่าหน้าดินจากโจทก์ และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมรวมเป็นเงิน 705,500 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำการก่อสร้างอาคารต่อไป ย่อมทำให้โจทก์เสียหายจำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 800 ม. 801
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พรชัย วังกังวาน
จำเลย — วัด ภาณุรังษี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2545
#99849
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้ ส. เป็นผู้ลงชื่อทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.2 มี ศ. ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นคู่สัญญา โจทก์เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ 1 มาก่อน เคยเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 เรื่องโจทก์ปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เขียนข้อความว่า "อาตมารับทราบแล้ว" และลงชื่อไว้ท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.2 เป็นการยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันหนังสือดังกล่าวให้มีผลสมบูรณ์ผูกพันจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญา อีกทั้งหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ระบุให้ ศ. มีอำนาจดูแลรักษาและจัดการศาส์นสมบัติของวัด การที่ ศ. ไปลงชื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 โดยมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับทราบไว้ท้ายสัญญาเพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการจัดการศาสนสมบัติของวัดแล้ว กรณีไม่จำต้องทำหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะเรื่องอีก จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของ ส.

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 2 ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ 4 ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน 3 ปี จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา แม้สัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ. 2 จะไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรง แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารและอาคารเหล่านั้นก็ยังไม่มี แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็มีผลให้เห็นได้ในอนาคตว่า หากโจทก์ปลูกสร้างอาคารแล้วเสร็จตามสัญญาย่อมจะมีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญา คือให้โจทก์มีสิทธิหาผู้เช่ามาจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด 30 ปี กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเป็นจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อน เมื่อสัญญาก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงจึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ยังไม่สามารถนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 รับเงินค่าหน้าดินจากโจทก์และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมเป็นเงินเจ็ดแสนกว่าบาท แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำการก่อสร้างอาคารต่อไป ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างตึกแถว โดยให้จำเลยทั้งสองยื่นคำขออนุญาตต่อทางราชการเพื่อให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนแผนผัง ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าอาศัยในบริเวณที่ดินที่จะก่อสร้าง กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๙๓๖ และ ๓๙๙๓๗ ให้แก่โจทก์เข้าไปปลูกสร้างอาคาร ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการก่อสร้าง ให้จำเลยทั้งสองรับค่าหน้าดินที่เหลือจำนวน ๒๗๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์และเมื่อก่อสร้างอาคารแล้วให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้เช่ามีกำหนด ๓๐ ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ร่วมกันและแทนกันคืนเงินที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาไปแล้วจำนวน ๙๔๑,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๒๖ กับค่าเสียหายจำนวน ๔๐,๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยมอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของจำเลยที่ ๑ และไม่ได้มอบอำนาจให้ทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้อง คำสั่งมอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ดำเนินการดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจในการทำสัญญาเช่าเพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนา โจทก์ไม่เคยแสดงตัวว่าได้เชิดนายสุรินทร์เป็นตัวแทน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับเงิน ๑๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ไม่เคยมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน ๗๐๕,๕๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและไม่โต้แย้งกันว่านายสุรินทร์ ปัญจพลากรกุล เป็นผู้ลงชื่อทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวโดยมีนายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ ๑ ลงชื่อเป็นคู่สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๒ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีว่า โจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของนายสุรินทร์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายสุรินทร์ ปัญจพลากรกุล พระครูสุเทพ ธรรมรัตน์ และพระชินวงศ์พิพัฒน์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เคยรู้จักกับจำเลยที่ ๒ มาก่อน เคยเจรจาตกลงกับจำเลยที่ ๒ เรื่องจะปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ ๑ ในฐานะที่จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าอาวาสของจำเลยที่ ๑ และมีอำนาจกระทำการใด ๆ ผูกพันแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์ประสงค์จะเล่นการเมืองเกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียง จึงให้นายสุรินทร์เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการลงชื่อเป็นคู่สัญญา ส่วนจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ก็ให้นายเศรษฐ์ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ลงชื่อในเอกสารหมาย จ.๒ นอกจากนั้นจำเลยที่ ๒ ยังเป็นผู้เขียนข้อความรับทราบสัญญาและลงชื่อไว้ท้ายสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำสืบอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ ๒ ลงชื่อในสัญญานั้นไม่ได้อ่านข้อความในสัญญา ขณะที่ลงชื่อเป็นไข้หวัดและทราบจากนายเศรษฐ์ว่าเป็นหนังสือให้ลงชื่อเพื่อปรับปรุงที่ดินของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดี จำเลยที่ ๒ เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จำเลยที่ ๑ เป็นวัดทางศาสนา พยานโจทก์คงจะไม่กล้าเบิกความเท็จ อันเป็นการทำให้จำเลยทั้งสองต้องเสียหายโดยที่ไม่เป็นความจริง ที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าลงชื่อในเอกสารหมาย จ.๒ ในขณะที่จำเลยที่ ๒ กำลังเป็นไข้หวัด ไม่ได้อ่านข้อความในหนังสือสัญญาก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และการเป็นเพียงไข้หวัดก็มิได้ทำให้ไม่สามารถอ่านข้อความในหนังสือสัญญาได้ และหากไม่สามารถอ่านหนังสือได้จริง จำเลยที่ ๒ ก็ย่อมจะขอเลื่อนไปก่อนจนกว่าจะหายไข้ได้ การที่จำเลยที่ ๒ เขียนข้อความว่า "อาตมารับทราบแล้ว" ยิ่งเป็นการยืนยันได้ว่า จำเลยที่ ๒ ได้เขียนข้อความดังกล่าวในขณะที่จำเลยที่ ๒ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ และเป็นการให้สัตยาบันหนังสือดังกล่าวให้มีผลสมบูรณ์ผูกพันจำเลยที่ ๑ ให้ต้องรับผิดตามสัญญา ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาอ้างว่าข้อความตามเอกสารหมาย จ.๑ มิใช่เป็นการที่จำเลยที่ ๒ มอบอำนาจให้นายเศรษฐ์ ภาษิตานนท์ ลงชื่อทำสัญญาเอกสารหมาย จ.๒ เห็นว่า ตามข้อความในสัญญาเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๑ ระบุว่า ให้นายเศรษฐ์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การที่นายเศรษฐ์ไปลงชื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๒ โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสลงชื่อรับทราบไว้ท้ายสัญญาเพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของวัดและให้ผลประโยชน์แก่วัด จึงเป็นการจัดการศาสนสมบัติของวัดแล้ว กรณีไม่จำต้องทำหนังสือมอบอำนาจเป็นการเฉพาะเรื่องตามที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาอีกทีหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อของนายสุรินทร์ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาอีกประการหนึ่งอ้างว่า การให้เช่าที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีการกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน ๓ ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ นั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ข้อ ๒ ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ ๔ ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาเช่าเกิน ๓ ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา แม้สัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.๒ จะไม่ใช่สัญญาเช่าโดยตรง แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารและอาคารเหล่านั้นก็ยังไม่มี แต่การกระทำของจำเลยที่ ๑ ก็มีผลให้เห็นได้ในอนาคตว่าหากโจทก์ปลูกสร้างอาคารแล้วเสร็จตามสัญญาก็ย่อมจะมีผลให้จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามสัญญา คือให้โจทก์มีสิทธิหาผู้เช่ามาจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด ๓๐ ปี กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเป็นจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อน เมื่อปรากฏว่าสัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.๒ ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงดังกล่าว สัญญาก่อสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.๒ จึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ยังไม่สามารถจะนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่การที่จำเลยที่ ๑ รับเงินค่าหน้าดินจากโจทก์และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมรวมเป็นเงิน ๗๐๕,๕๐๐ บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำการก่อสร้างอาคารต่อไป ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัทรัตนาวดี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย นาคขาว
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2545
#42150
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนนอกจากค่าทนายความแล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้กันที่ดินโฉนดเลขที่ 4197, 4198, 4229, 13955 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัยจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8470 ตำบลโชคชัย(กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกครึ่งหนึ่งก่อนแล้วให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสิบเอ็ดส่วนหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามส่วนดังกล่าวข้างต้นและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาวางศาลภายใน 15 วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคดีเบื้องต้นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยได้นำเงินค่าทนายความมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์นั้น และได้ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,500 บาท ตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ 220,000 บาท โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวมาวางภายในกำหนด 15 วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าวนอกจากค่าทนายความแล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นนั้นด้วยการที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายนั้น และมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติเสียให้ถูกต้องครบถ้วน เท่ากับศาลชั้นต้นได้เปิดโอกาสให้แก่จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ การที่จำเลยฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยได้เช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จันทนี ทรงทรัพย์กุล กับพวก
จำเลย — นาย เด็จ ทรงทรัพย์กุล
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2545
#47787
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าขึ้นศาลและค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายนั้น และมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติเสียให้ถูกต้องครบถ้วน เท่ากับเปิดโอกาสให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้โจทก์มาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ มิใช่เป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 234 ได้ ดังนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ การที่จำเลยฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้กันที่ดินโฉนดเลขที่ 4197, 4198, 4229,13955 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8470 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกครึ่งหนึ่งก่อน แล้วให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสิบเอ็ดส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามส่วนดังกล่าวข้างต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาวางศาลภายใน 15 วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคดีเบื้องต้นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยได้นำเงินค่าทนายความมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์นั้น และได้ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,500 บาท ตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ 220,000บาท โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวมาวางภายในกำหนด 15 วันจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าวนอกจากค่าทนายความแล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นนั้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายนั้น และมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติเสียให้ถูกต้องครบถ้วน เท่ากับศาลชั้นต้นได้เปิดโอกาสให้แก่จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ได้ ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ การที่จำเลยฎีกาต่อมาศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยได้เช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จันทนี ทรงทรัพย์กุล กับพวก
จำเลย — นาย เด็จ ทรงทรัพย์กุล
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2545
#98498
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ซึ่งรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นนั้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้เปิดโอกาสให้แก่จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้กันที่ดินโฉนดเลขที่? พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่? พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกครึ่งหนึ่งก่อน แล้วให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ คนละหนึ่งในสิบเอ็ดส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ตามส่วนดังกล่าวข้างต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ มาวางศาลภายใน ๑๕ วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคดีเบื้องต้นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยได้นำเงินค่าทนายความมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์นั้น และได้ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน ๕,๕๐๐ บาท ตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ๒๒๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวมาวางภายในกำหนด ๑๕ วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าวนอกจากค่าทนายความแล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นนั้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายนั้น และมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติเสียให้ถูกต้องครบถ้วน เท่ากับศาลชั้นต้นได้เปิดโอกาสให้แก่จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ การที่จำเลยฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยได้เช่นกัน

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทนี ทรงทรัพย์กุล กับพวก
จำเลย — นายเด็จ ทรงทรัพย์กุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายพิทยา มูลศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2545
#44115
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้จ่ายค่าสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าหรือค่าบริการที่ใช้จากสถานบริการแทนการชำระด้วยเงินสด การที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนหรือให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็เป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ทดรองไป จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7)

จำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 12 กันยายน 2540 และจำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 22สิงหาคม 2540 ซึ่งวันที่จำเลยต้องชำระหนี้บัตรเครดิตทั้งสองใบดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระได้ ต่อมาจำเลยชำระหนี้บางส่วนตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้โจทก์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และชำระหนี้บางส่วนตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดให้โจทก์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และมาตรา 193/15 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 และวันที่ 27 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

นับแต่จำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายแล้ว จำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์อีก ทั้งโจทก์มิได้ออกเงินทดรองให้แก่จำเลย ใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมาล้วนแต่เป็นการคิดบวกรวมดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัด เบี้ยปรับที่จำเลยชำระหนี้ล่าช้าเข้ากับต้นเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น การที่โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยนำเงินมาชำระให้โจทก์ต่อไปอีกก็มิได้หมายความว่าโจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ติดค้างดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์โดยทันที เพียงแต่โจทก์ผ่อนผันไม่บังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเท่านั้น ทั้งโจทก์ก็คิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ชำระหนี้ล่าช้าเป็นการตอบแทนที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามวันที่ถึงกำหนดชำระอายุความจึงเริ่มนับอีกครั้งเมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายตามหนี้บัตรเครดิตแต่ละใบมิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้จำเลยค้างชำระหนี้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ จำนวน 2 ใบจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไปโจทก์ได้บอกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 178,956.94 บาทและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 35 ต่อปี ของต้นเงิน 47,714.76 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ30 ต่อปีของต้นเงิน 48,913.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะว่ายอดบัญชีบัตรวีซ่านั้นจำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ส่วนยอดบัญชีบัตรมาสเตอร์การ์ด จำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 26 ธันวาคม 2540 ดังนั้นสิทธิเรียกร้องในยอดหนี้บัตรเครดิตทั้งสองใบ โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปีแต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20มกราคม 2543 ซึ่งเกินกว่า 2 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และประกอบธุรกิจให้บริการประเภทบัตรเครดิตจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์จำนวน 2 ใบ คือ บัตรซิตี้แบงก์วีซ่า และบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด จำเลยยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรและสามารถนำบัตรเครดิตดังกล่าวของโจทก์ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า โดยตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินแก่สถานประกอบการค้าหรือบริการไปก่อนแล้วโจทก์จึงแจ้งยอดหนี้เรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลังซึ่งโจทก์คิดค่าบริการและค่าธรรมเนียมจากจำเลย เมื่อโจทก์ออกบัตรเครดิตดังกล่าวให้จำเลยแล้ว จำเลยได้นำบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด ไปใช้จ่ายค่าสินค้าและค่าบริการซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนทุกครั้ง พร้อมทั้งส่งใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยนำเงินไปชำระให้โจทก์ทุกเดือนตลอดมา จำเลยชำระหนี้บางส่วนตามหนี้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม2540 และชำระหนี้บางส่วนตามหนี้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้จ่ายค่าสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าหรือค่าบริการที่ใช้จากสถานบริการแทนการชำระด้วยเงินสด โดยโจทก์จะออกเงินทดรองชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นร้านค้าหรือสถานบริการไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง อันเป็นลักษณะทำกิจการงานให้บริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการซื้อสินค้าและใช้สถานบริการ ส่วนการให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นบริการส่วนหนึ่งประกอบการให้บริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกของโจทก์และโจทก์ได้เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าวด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนหรือให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า แล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็เป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) เมื่อปรากฏว่าจำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ภายในวันที่ 12 กันยายน 2540 และจำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีบริการพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ซึ่งวันที่จำเลยต้องชำระหนี้บัตรเครดิตทั้งสองใบดังกล่าว เป็นวันที่โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระได้ ต่อมาจำเลยชำระหนี้บางส่วนตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และชำระหนี้บางส่วนตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และมาตรา 193/15แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 18ธันวาคม 2540 และวันที่ 27 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่เป็นต้นมาฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายให้โจทก์ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลย ยังมียอดหนี้และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค้างชำระอยู่ที่จำเลยต้องชำระเป็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแก่โจทก์เพราะชำระหนี้ล่าช้า โจทก์กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดภายในวันที่14 พฤษภาคม 2541 และวันที่ 23 เมษายน 2541 ตามลำดับโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 และวันที่ 24 เมษายน 2541โดยโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ยังไม่เกิน 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความนั้นเห็นว่านับแต่จำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม2540 และวันที่ 26 ธันวาคม 2540 แล้วนั้น จำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวของโจทก์อีก ทั้งโจทก์ก็มิได้ออกเงินทดรองให้แก่จำเลย ใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมาล้วนแต่เป็นการคิดบวกรวมดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัดเบี้ยปรับที่จำเลยชำระหนี้ล่าช้าเข้ากับต้นเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้นการที่โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยนำเงินมาชำระให้โจทก์ต่อไปอีกก็มิได้หมายความว่าโจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ติดค้างดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์โดยทันที เพียงแต่โจทก์ผ่อนผันไม่บังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเท่านั้น ทั้งนี้โจทก์ก็คิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ชำระหนี้ล่าช้าเป็นการตอบแทนที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามวันที่ถึงกำหนดชำระ ดังข้อกำหนดและเงื่อนไขเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 7 ที่ระบุไว้ว่า "...จนกว่าจะมีการชำระหนี้ครบถ้วน แต่ทั้งนี้ธนาคารมีสิทธิที่จะเรียกไม่ว่าด้วยวาจาหรือหนังสือหรือใบแจ้งยอดบัญชีให้ผู้ถือบัตรชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดในทันทีโดยไม่ต้องรอจนถึงเวลาส่งใบแจ้งยอดบัญชีครั้งถัดไป หรือเรียกให้ชำระหนี้บางส่วนก่อนถึงกำหนดชำระดังกล่าวข้างต้นได้ตามที่ธนาคารจะเห็นสมควรโดยไม่ต้องแสดงเหตุผล..." และในข้อ 2 ของข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวยังระบุด้วยว่า "ธนาคารมีอำนาจในการเพิกถอนสิทธิต่าง ๆ ที่ให้แก่ผู้ถือบัตรได้ทุกเวลา..." อันเป็นข้อตกลงที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ที่ยืนยันว่า โจทก์สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดได้ทันทีตามใบแจ้งยอดบัญชี อายุความคดีนี้จึงเริ่มนับอีกครั้งเมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายตามหนี้บัตรเครดิตแต่ละใบ มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้จำเลยค้างชำระหนี้อีกต่อไป ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซิตี้แบงก์
จำเลย — นาย ศักดิ์ชัยหรือจักรวัฒน์ ปกรณ์เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2545
#44116
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่จำเลยชำระหนี้ตามบัตรเครดิตวีซ่าและมาสเตอร์การ์ดบางส่วนให้ธนาคารโจทก์ในครั้งสุดท้ายแล้ว ต่อจากนั้นจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวของโจทก์อีกเลยทั้งโจทก์เองก็มิได้ออกเงินทดรองให้แก่จำเลยต่อไปด้วย ใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์ส่งให้จำเลยในแต่ละเดือนต่อมาก็ล้วนแต่เป็นการคิดบวกรวมดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัด เบี้ยปรับที่จำเลยชำระหนี้ล่าช้าเข้ากับต้นเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น การที่โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยนำเงินมาชำระโจทก์ต่อไปอีก จึงมิได้หมายความว่าโจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ติดค้างโดยทันที เพียงแต่โจทก์ผ่อนผันไม่บังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเท่านั้น ซึ่งเห็นได้จากการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ชำระหนี้ล่าช้าเป็นการตอบแทนที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามวันที่ถึงกำหนดชำระตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์จึงสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดได้ทันทีตามใบแจ้งยอดบัญชี อายุความจึงเริ่มนับอีกครั้งเมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายตามหนี้บัตรเครดิตแต่ละใบ ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้วเริ่มนับอายุความใหม่ มิใช่เริ่มนับแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้จำเลยค้างชำระหนี้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์จำนวน 2 ใบ จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป โจทก์ได้บอกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรแล้วขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 178,956.94 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 35ต่อปี ของต้นเงิน 47,714.76 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ของต้นเงิน48,913.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะว่ายอดบัญชีบัตรวีซ่านั้นจำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ส่วนยอดบัญชีบัตรมาสเตอร์การ์ด จำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 26 ธันวาคม 2540 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในยอดหนี้บัตรเครดิตทั้งสองใบ โจทก์จะฟ้องร้องคดีภายในกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543ซึ่งเกินกว่า 2 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ อีกทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์คิดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และประกอบธุรกิจให้บริการประเภทบัตรเครดิตจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์จำนวน 2 ใบ คือ บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด จำเลยยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรและสามารถนำบัตรเครดิตดังกล่าวของโจทก์ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า โดยตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินแก่สถานประกอบการค้าหรือบริการไปก่อน แล้วโจทก์จึงแจ้งยอดหนี้เรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง ซึ่งโจทก์คิดค่าบริการและค่าธรรมเนียมจากจำเลย เมื่อโจทก์ออกบัตรเครดิตดังกล่าวให้จำเลยแล้ว จำเลยได้นำบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด ไปใช้จ่ายค่าสินค้าและค่าบริการซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนทุกครั้งพร้อมทั้งส่งใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยนำเงินไปชำระให้โจทก์ทุกเดือนตลอดมา จำเลยชำระหนี้บางส่วนตามหนี้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540และชำระหนี้บางส่วนตามหนี้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้จ่ายค่าสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าหรือค่าบริการที่ใช้จากสถานบริการแทนการชำระด้วยเงินสดโดยโจทก์จะออกเงินทดรองชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นร้านค้าหรือสถานบริการไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง อันเป็นลักษณะทำกิจการงานให้บริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการซื้อสินค้าและใช้สถานบริการ ส่วนการให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นบริการส่วนหนึ่งประกอบการให้บริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกของโจทก์และโจทก์ได้เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าวด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนหรือให้สมาชิกเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็เป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) เมื่อปรากฏว่าจำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ภายในวันที่ 12กันยายน 2540 และจำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีบริการพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ซึ่งวันที่จำเลยต้องชำระหนี้บัตรเครดิตทั้งสองใบดังกล่าว เป็นวันที่โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระได้ ต่อมาจำเลยชำระหนี้บางส่วนตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และชำระหนี้บางส่วนตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และมาตรา 193/15แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม2540 และวันที่ 27 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่เป็นต้นมา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายให้โจทก์ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลย ยังมียอดหนี้และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค้างชำระอยู่ที่จำเลยต้องชำระเป็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแก่โจทก์เพราะชำระหนี้ล่าช้า โจทก์กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 และวันที่ 23 เมษายน2541 ตามลำดับ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม2541 และวันที่ 24 เมษายน 2541 โดยโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543ยังไม่เกิน 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า นับแต่จำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และวันที่ 26 ธันวาคม 2540 แล้วนั้นจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวของโจทก์อีก ทั้งโจทก์ก็มิได้ออกเงินทดรองให้แก่จำเลย ใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมาล้วนแต่เป็นการคิดบวกรวมดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัด เบี้ยปรับที่จำเลยชำระหนี้ล่าช้าเข้ากับต้นเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น การที่โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยนำเงินมาชำระให้โจทก์ต่อไปอีกก็มิได้หมายความว่าโจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ติดค้างดังกล่าว แล้วให้แก่โจทก์โดยทันที เพียงแต่โจทก์ผ่อนผันไม่บังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเท่านั้น ทั้งนี้โจทก์ก็คิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ชำระหนี้ล่าช้าเป็นการตอบแทนที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามวันที่ถึงกำหนดชำระ ดังข้อกำหนดและเงื่อนไขเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 7 ที่ระบุไว้ว่า "...จนกว่าจะมีการชำระหนี้ครบถ้วนแต่ทั้งนี้ธนาคารมีสิทธิที่จะเรียกไม่ว่าด้วยวาจาหรือหนังสือหรือใบแจ้งยอดบัญชีให้ผู้ถือบัตรชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดในทันทีโดยไม่ต้องรอจนถึงเวลาส่งใบแจ้งยอดบัญชีครั้งถัดไปหรือเรียกให้ชำระหนี้บางส่วนก่อนถึงกำหนดชำระดังกล่าวข้างต้นได้ตามที่ธนาคารจะเห็นสมควร โดยไม่ต้องแสดงเหตุผล..." และในข้อ 2 ของข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวยังระบุด้วยว่า "ธนาคารมีอำนาจในการเพิกถอนสิทธิต่าง ๆ ที่ให้แก่ผู้ถือบัตรได้ทุกเวลา..." อันเป็นข้อตกลงที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ที่ยืนยันว่า โจทก์สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดได้ทันทีตามใบแจ้งยอดบัญชีอายุความคดีนี้จึงเริ่มนับอีกครั้งเมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายตามหนี้บัตรเครดิตแต่ละใบ มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้จำเลยค้างชำระหนี้อีกต่อไปดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/34 (7) ม. 203
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซิตี้แบงก์
จำเลย — นาย ศักดิ์ชัยหรือจักรวัฒน์ ปกรณ์เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2545
#42779
เปิดฉบับเต็ม

น้ำมันเบนซินที่บรรจุอยู่ในขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอน เมื่อจุดไฟจากเศษผ้าซึ่งเป็นสายชนวนแล้วขว้างปาไปจะทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ และสามารถทำอันตรายต่อร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้เป็นระเบิดเพลิงชนิดทำเอง แต่ไม่มีสะเก็ดระเบิด มีแต่ทำให้เกิดไฟไหม้มากน้อยแล้วแต่การกระจายของน้ำมันเบนซิน จึงไม่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลัน และไม่มีกำลังดันทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารอีกทั้งไม่ใช่เชื้อประทุหรือวัตถุที่มีสภาพคล้ายคลึงกับเชื้อประทุซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิด จึงไม่ถือว่าเป็นวัตถุระเบิดตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 4(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบได้ร่วมกันมีขวดเบียร์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง2.5 นิ้ว สูง 10 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวด จำนวน 9 ขวดขวดน้ำพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว สูง 9 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวด จำนวน 2 ขวด ขวดพลาสติกแบบสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 6.5 นิ้ว หนา 2.5 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวด จำนวน 1 ขวด โดยขวดเบียร์และขวดพลาสติกดังกล่าวมีเศษผ้ายาวประมาณ 1 ฟุต สอดไว้ภายในขวดสำหรับเป็นสายชนวนจุดและใช้เทปพลาสติกพันปิดปากขวดไว้ อันเป็นวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 ซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยทั้งสิบได้ร่วมกันย้ายวัตถุระเบิดดังกล่าวจากบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านบางกะปิ ถนนนวมินทร์ ไปยังบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ถนนลาดพร้าว โดยไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 43, 55, 78, 80 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 9 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 9

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 43, 55, 78, 80 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ให้จำคุกคนละ 2 ปีฐานเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับคนละ 2,000 บาทรวมจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10ให้การในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสี่คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสิบได้พร้อมด้วยขวดเบียร์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว สูง 10 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวด จำนวน 9 ขวด ขวดน้ำพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง2.5 นิ้ว สูง 9 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวด จำนวน2 ขวด และถังแกลลอนพลาสติกแบบสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 6.5 นิ้ว หนา2.5 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งถัง โดยขวดเบียร์ขวดน้ำ และถังแกลลอนมีเศษผ้ายาวประมาณ 1 ฟุต สอดไว้ภายในขวดเป็นของกลาง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "วัตถุระเบิด" ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4(3)บัญญัติว่า "วัตถุระเบิด" คือ วัตถุที่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันในเมื่อระเบิดขึ้น โดยมีสิ่งเหมาะมาทำให้เกิดกำลังดัน หรือโดยการสลายตัวของวัตถุระเบิดนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารกับหมายความรวมตลอดถึงเชื้อประทุต่าง ๆ หรือวัตถุอื่นใดอันมีสภาพคล้ายคลึงกันซึ่งใช้ หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศระบุไว้ในราชกิจจานุเบกษา ตามคำวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "วัตถุระเบิด" ดังกล่าวน่าจะจำกัดความได้เป็น 3 กรณี คือ 1. เป็นวัตถุที่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันในเมื่อระเบิดขึ้น โดยมีสิ่งเหมาะมาทำให้เกิดกำลังดันหรือโดยการสลายตัวของวัตถุระเบิดนั้น 2. แต่ทั้งสองอย่างนี้จะต้องทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารเกิดขึ้นด้วย และ 3. หมายรวมถึงเชื้อประทุต่าง ๆ หรือวัตถุอื่นใดอันมีสภาพคล้ายคลึงกันซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา แต่คดีนี้โจทก์ไม่สามารถนำสืบอธิบายให้เห็นว่า น้ำมันเบนซินที่บรรจุอยู่ในขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอนของกลางนั้น เมื่อจุดไฟจากเศษผ้าซึ่งเป็นสายชนวนแล้ว จะทำให้เกิดการระเบิดส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันหรือไม่ และเป็นอันไม่ได้ความต่อไปด้วยว่ากำลังดันนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารอย่างไรกลับได้ความจากรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 ตอนท้ายระบุว่า "ของกลางอยู่ในสภาพใช้การได้ เมื่อจุดแล้วขว้างปาไปจะทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ และสามารถทำอันตรายต่อร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้" และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทวิชัย กองปัญโญ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางคดีนี้ว่า เศษผ้าสอดไว้ที่ปากขวดของกลางทั้งสิ้นนั้นมีลักษณะเป็นชนวนจุดสำหรับขว้างปาออกไปเพื่อทำให้เกิดเพลิงไหม้ ของกลางอยู่ในสภาพที่สามารถใช้จุดระเบิดได้ทุกขวด โดยวิธีจุดที่ชนวนแล้วขว้างออกไปทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้และเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและทรัพย์สินเสียหายและพยานตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถามค้านว่า "ของกลางคดีนี้นั้นเป็นระเบิดเพลิงชนิดทำเองซึ่งคุณสมบัติของระเบิดเพลิงนั้นเมื่อจุดทำให้เกิดประทุจะทำให้เกิดการไหม้ไฟและลุกไหม้ ซึ่งอานุภาพของระเบิดเพลิงทางสะเก็ดนั้นไม่มี คือเมื่อปาขวดออกไปแล้วขวดแตก บริเวณนั้นจะเกิดไฟไหม้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันบรรจุไว้ในขวดมีมากเพียงใด จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ ระเบิดเพลิงชนิดนี้จะไม่แตกต่างกับนำเชื้อเพลิงหรือวัตถุไปวางไว้จุดไฟแล้ววิ่งออกมา การกระจายของระเบิดเพลิงเวลาแตกนั้นขึ้นอยู่กับแรงกระแทก กรณีที่ถูกวัตถุที่แข็งเช่นพื้นนั้นจะทำให้กระจายมากแต่หากถูกพื้นดินอาจจะทำให้ไม่เกิดการกระจายเลย" ดังนั้นเมื่อได้ความว่าวัตถุของกลางไม่มีสะเก็ดระเบิด มีแต่ทำให้เกิดไฟไหม้มากน้อยแล้วแต่การกระจายของน้ำมันเบนซิน จึงไม่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลัน และไม่มีกำลังดันทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหาร อีกทั้งลักษณะของวัตถุของกลางก็ไม่ใช่เชื้อประทุหรือวัตถุที่มีสภาพคล้ายคลึงกับเชื้อประทุซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดดังที่มาตรา 4(3) ให้คำวิเคราะห์ศัพท์ไว้ดังนั้น ขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอนที่บรรจุน้ำมันเบนซินของกลางจึงไม่ถือว่าเป็นวัตถุระเบิดตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 4(3) การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 มีขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอนที่บรรจุน้ำมันเบนซินของกลางไว้ในครอบครอง และเคลื่อนย้ายจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมบูรณ์ ม่วงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2545
#45190
เปิดฉบับเต็ม

"วัตถุระเบิด" ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4(3) จำกัดความได้ 3 กรณีคือ เป็นวัตถุที่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลัน ในเมื่อระเบิดขึ้นโดยมีสิ่งเหมาะมาทำให้เกิดกำลังดันหรือโดยการสลายตัวของวัตถุระเบิดนั้น แต่ทั้งสองอย่างนี้จะต้องทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารเกิดขึ้นด้วยและหมายรวมถึงเชื้อประทุต่าง ๆ หรือวัตถุอื่นใดอันมีสภาพคล้ายคลึงกันซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าน้ำมันเบนซินที่บรรจุอยู่ในขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถึงแกลลอนของกลางนั้น เมื่อจุดไฟจากเศษผ้าซึ่งเป็นสายชนวนแล้ว จะทำให้เกิดการระเบิดส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันหรือไม่ และไม่ได้ความว่ากำลังดันนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารอย่างไรแต่กลับได้ความว่าของกลางเป็นระเบิดเพลิงชนิดทำเอง เมื่อจุดให้เกิดปะทุจะทำให้เกิดการไหม้ไฟและลุกไหม้ ซึ่งอานุภาพของระเบิดเพลิงทางสะเก็ดนั้นไม่มี มีแต่ทำให้เกิดเพลิงไหม้มากน้อยแล้วแต่การกระจายของน้ำมันเบนซิน จึงไม่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลัน และไม่มีกำลังดันทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารลักษณะของวัตถุของกลางก็ไม่ใช่เชื้อประทุหรือวัตถุที่มีสภาพคล้ายคลึงกับเชื้อประทุซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิด ขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอนที่บรรจุน้ำมันเบนซินจึงไม่ถือเป็นวัตถุระเบิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบได้ร่วมกันมีขวดเบียร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้วสูง 10 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวดจำนวน 9 ขวด ขวดน้ำพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว สูง 9 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวดจำนวน 2 ขวด ขวดพลาสติกแบบสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 6.5 นิ้ว หนา 2.5 นิ้ว สูง 6 นิ้วภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวดจำนวน 1 ขวด โดยขวดเบียร์และขวดพลาสติกดังกล่าวมีเศษผ้ายาวประมาณ 1 ฟุต สอดไว้ภายในขวดสำหรับเป็นสายชนวนจุด และใช้เทปพลาสติกพันปิดปากขวดไว้ อันเป็นวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสิบได้ร่วมกันย้ายวัตถุระเบิดดังกล่าวจากบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านบางกะปิ ถนนนวมินทร์ ไปยังบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ถนนลาดพร้าว โดยไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสิบคนได้พร้อมด้วยวัตถุระเบิดดังกล่าวและไฟแช็กแก๊ส 2 อัน ที่จำเลยทั้งสิบเตรียมไว้จุดระเบิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 43, 55, 78, 80 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 9 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 9

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 43, 55, 78, 80 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ให้จำคุกคนละ 2 ปี ฐานเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยที่ 1ถึงที่ 8 และที่ 10 ให้การในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ไว้ในระหว่างฎีกา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสิบได้พร้อมด้วยขวดเบียร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว สูง 10 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวดจำนวน 9 ขวดขวดน้ำพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว สูง 9 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งขวดจำนวน 2 ขวด และถังแกลลอนพลาสติกแบบสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง6.5 นิ้ว หนา 2.5 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ภายในบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณครึ่งถัง โดยขวดเบียร์ขวดน้ำ และถังแกลลอนมีเศษผ้ายาวประมาณ 1 ฟุต สอดไว้ภายในขวดเป็นของกลางคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "วัตถุระเบิด" ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 4(3) บัญญัติว่า "วัตถุระเบิด" คือ วัตถุที่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันในเมื่อระเบิดขึ้นโดยมีสิ่งเหมาะมาทำให้เกิดกำลังดันหรือโดยการสลายตัวของวัตถุระเบิดนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารกับหมายความรวมตลอดถึงเชื้อประทุต่าง ๆ หรือวัตถุอื่นใดอันมีสภาพคล้ายคลึงกันซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศระบุไว้ในราชกิจจานุเบกษาตามคำวิเคราะห์ศัพท์คำว่า"วัตถุระเบิด" ดังกล่าวน่าจะจำกัดความได้เป็น 3 กรณี คือ 1. เป็นวัตถุที่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันในเมื่อระเบิดขึ้นโดยมีสิ่งเหมาะมาทำให้เกิดกำลังดันหรือโดยการสลายตัวของวัตถุระเบิดนั้น 2. แต่ทั้งสองอย่างนี้จะต้องทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารเกิดขึ้นด้วย และ 3. หมายรวมถึงเชื้อประทุต่าง ๆ หรือวัตถุอื่นใดอันมีสภาพคล้ายคลึงกันซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา แต่คดีนี้โจทก์ไม่สามารถนำสืบอธิบายให้เห็นว่าน้ำมันเบนซินที่บรรจุอยู่ในขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอนของกลางนั้น เมื่อจุดไฟจากเศษผ้าซึ่งเป็นสายชนวนแล้ว จะทำให้เกิดการระเบิดส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันหรือไม่ และเป็นอันไม่ได้ความต่อไปด้วยว่ากำลังดันนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารอย่างไร กลับได้ความจากรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 ตอนท้ายระบุว่า "ของกลางอยู่ในสภาพใช้การได้ เมื่อจุดแล้วขว้างปาไปจะทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้และสามารถทำอันตรายต่อร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้"และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทวิชัย กองปัญโญ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางคดีนี้ว่า เศษผ้าที่สอดไว้ที่ปากขวดของกลางทั้งสิ้นนั้นมีลักษณะเป็นชนวนจุดสำหรับขว้างปาออกไปเพื่อทำให้เกิดเพลิงไหม้ ของกลางอยู่ในสภาพที่สามารถใช้จุดระเบิดได้ทุกขวด โดยวิธีจุดที่ชนวนแล้วขว้างออกไปทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ และเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและทรัพย์สินเสียหาย และพยานตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 5 ถามค้านว่า "ของกลางคดีนี้นั้นเป็นระเบิดเพลิงชนิดทำเอง ซึ่งคุณสมบัติของระเบิดเพลิงนั้นเมื่อจุดทำให้เกิดประทุ จะทำให้เกิดการไหม้ไฟและลุกไหม้ ซึ่งอานุภาพของระเบิดเพลิงทางสะเก็ดนั้นไม่มี คือเมื่อปาขวดออกไปแล้วขวดแตก บริเวณนั้นจะเกิดไฟไหม้ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันบรรจุไว้ในขวดมีมากเพียงใด จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ระเบิดเพลิงชนิดนี้จะไม่แตกต่างกับนำเชื้อเพลิงหรือวัตถุไปวางไว้จุดไฟแล้ววิ่งออกมาการกระจายของระเบิดเพลิงเวลาแตกนั้นขึ้นอยู่กับแรงกระแทก กรณีที่ถูกวัตถุที่แข็งเช่นพื้นนั้นจะทำให้กระจายมาก แต่หากถูกพื้นดินอาจจะทำให้ไม่เกิดการกระจายเลย"ดังนั้น เมื่อได้ความว่าวัถตุของกลางไม่มีสะเก็ดระเบิด มีแต่ทำให้เกิดไฟไหม้มากน้อยแล้วแต่การกระจายของน้ำมันเบนซิน จึงไม่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลัน และไม่มีกำลังดันทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหาร อีกทั้งลักษณะของวัตถุของกลางก็ไม่ใช่เชื้อประทุหรือวัตถุที่มีสภาพคล้ายคลึงกับเชื้อประทุ ซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดดังที่มาตรา 4(3) ให้คำวิเคราะห์ศัพท์ไว้ ดังนั้น ขวดเบียร์ ขวดน้ำและถังแกลลอนที่บรรจุน้ำมันเบนซินของกลาง จึงไม่ถือว่าเป็นวัตถุระเบิดตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4(3) การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 มีขวดเบียร์ ขวดน้ำและถังแกลลอนที่บรรจุน้ำมันเบนซินของกลางไว้ในครอบครองและเคลื่อนย้าย จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 4 (3) ม. 43 ม. 55 ม. 78 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมบูรณ์ ม่วงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2545
#99429
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุของกลางไม่มีสะเก็ดระเบิด มีแต่ทำให้เกิดไฟไหม้มากน้อยแล้วแต่การกระจายของน้ำมันเบนซิน ทั้งโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าวัตถุของกลางเมื่อจุดไฟแล้วจะทำให้เกิดการระเบิดส่งกำลังดันอย่างแรงต่อ สิ่งห้อมล้อมหรือไม่ และกำลังดันนั้นมีแรงทำลายหรือแรงประหารอย่างไร จึงไม่ถือว่าเป็นวัตถุระเบิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔๓, ๕๕, ๗๘, ๘๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๓, ๙๑ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๗ ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็น รับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๙ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๙

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ ไว้ในระหว่างฎีกา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "วัตถุระเบิด" ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔ (๓) บัญญัติว่า "วัตถุระเบิด" คือ วัตถุที่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลันในเมื่อระเบิดขึ้น โดยมีสิ่งเหมาะมาทำให้เกิดกำลังดัน หรือโดยการ สลายตัวของวัตถุระเบิดนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหาร กับหมายความรวมตลอดถึงเชื้อประทุต่าง ๆ หรือ วัตถุอื่นใดอันมีสภาพคล้ายคลึงกันซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศระบุไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา แต่คดีนี้โจทก์ไม่สามารถนำสืบอธิบายให้เห็นว่าน้ำมันเบนซินที่บรรจุอยู่ในขวดเบียร์ ขวดน้ำ และ ถังแกลลอนของกลางนั้น เมื่อจุดไฟจากเศษผ้าซึ่งเป็นสายชนวนแล้ว จะทำให้เกิดการระเบิดส่งกำลังดันอย่างแรงต่อ สิ่งห้อมล้อมโดย ฉับพลันหรือไม่ และกำลังดันนั้นทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหารอย่างไร กลับได้ความจาก รายงานการตรวจพิสูจน์ว่า "ของกลางอยู่ในสภาพใช้การได้ เมื่อจุดแล้วขว้างปาไปจะทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ และสามารถทำอันตรายต่อร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้" และได้ความจากคำเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางคดีนี้ว่า ของกลางคดีนี้นั้นเป็นระเบิดเพลิงชนิดทำเอง ซึ่งคุณสมบัติของระเบิดเพลิงนั้นเมื่อจุดจะทำให้เกิดการลุกไหม้ ซึ่งอานุภาพของระเบิดเพลิงทางสะเก็ดนั้นไม่มี คือเมื่อปาขวดออกไปแล้วขวดแตก บริเวณนั้นจะเกิดไฟไหม้ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันบรรจุไว้ในขวดมีมากเพียงใด การกระจายของระเบิดเพลิงเวลาแตกนั้นขึ้นอยู่กับแรงกระแทก กรณีที่ถูกวัตถุที่แข็งเช่นพื้นนั้นจะทำให้กระจายมาก แต่หากถูกพื้นดินอาจจะทำให้ไม่เกิดการกระจายเลย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าวัตถุของกลางไม่มีสะเก็ดระเบิด มีแต่ทำให้เกิดไฟไหม้มากน้อยแล้วแต่การกระจายของน้ำมันเบนซิน จึงไม่สามารถส่งกำลังดันอย่างแรงต่อสิ่งห้อมล้อมโดยฉับพลัน และไม่มีกำลังดันทำให้มีแรงทำลายหรือแรงประหาร อีกทั้งลักษณะของวัตถุของกลางก็ไม่ใช่เชื้อประทุหรือวัตถุที่มีสภาพคล้ายคลึงกับเชื้อประทุซึ่งใช้หรือทำขึ้นเพื่อให้เกิดการระเบิดดังที่มาตรา ๔ (๓) ให้คำวิเคราะห์ศัพท์ไว้ จึงไม่ถือว่าเป็นวัตถุระเบิด การที่ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ มีขวดเบียร์ ขวดน้ำ และถังแกลลอนที่บรรจุน้ำมันเบนซินของกลางไว้ในครอบครอง และเคลื่อนย้ายจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมบูรณ์ ม่วงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสนั่น รินทร์ศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2545
#506659
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่ว่าเจ้าหนี้รายใดจะมีสิทธิคัดค้านการเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่นั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องขอทั้งห้าและผู้ทำแผนสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

ตามแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้รายที่ 207 อยู่ในกลุ่มที่ 12 สิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ดังเช่นสัญญาเดิมคงมีเฉพาะกำหนดชำระหนี้การค้า แต่ไม่รวมถึงอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด เมื่อตามสำนวนปรากฏว่าเจ้าหนี้รายที่ 207 ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วแลกเงินและหนี้เงินกู้ TPI - ANZ BANK พร้อมด้วยดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เจ้าหนี้รายที่ 207 จึงมิใช่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เฉพาะต้นเงินในหนี้การค้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ ทั้งในแผนฟื้นฟูกิจการเล่มที่ 1 หน้าที่ 4 ในส่วนหมายเหตุได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องในส่วนของภาคผนวก 3 ซึ่งหมายถึงเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 12 เป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นฟูกิจการ เช่นนี้ เจ้าหนี้รายที่ 207 จึงมิใช่เจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ทวิ (2) เจ้าหนี้รายที่ 207 จึงมีสิทธิคัดค้านแผนได้ตามมาตรา 90/57 ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 270 ตามแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 14 คือเจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบตามแผน จึงเป็นเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ทวิ (1) ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ยอมรับแผน เจ้าหนี้รายที่ 270 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านแผนตามมาตรา 90/57 แม้ว่าในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 270 นี้จะได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางก็ตาม ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้รายนี้ในการอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 270 จึงตกไป

ในการประกาศโฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อย 1 ฉบับล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 10 วัน ตามมาตรา 90/44 วรรคหนึ่งนั้น ใช้เฉพาะกับการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก ส่วนในการนัดประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนไปนั้น หากว่าในการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกได้ดำเนินการโดยชอบตามมาตรา 90/44 วรรคหนึ่งแล้ว การนัดประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนไปก็ไม่ต้องประกาศโฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันอีก ปรากฏว่าในการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการโดยชอบตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/44 วรรคหนึ่งแล้ว แต่การประชุมดังกล่าวไม่แล้วเสร็จจึงมีการเลื่อนไป เช่นนี้การประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนไปจึงไม่ต้องดำเนินการโฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอีกแต่อย่างใด

ในการมีคำสั่งหรือคำพิพากษานั้น ศาลล้มละลายกลางจะต้องวินิจฉัยคดีตามประเด็นซึ่งเจ้าหนี้ได้ยกขึ้นอ้างในคำคัดค้าน เมื่อประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ การที่ศาลล้มละลายกลางยังมิได้พิจารณาประเด็นเรื่องการประกาศโฆษณากำหนดนัดประชุมซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญจึงเป็นการไม่ชอบตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการอุทธรณ์คดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาประกอบกับประเด็นที่ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้วินิจฉัยนั้นเป็นประเด็นที่ลูกหนี้ได้คัดค้านและอุทธรณ์มายังศาลฎีกาด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน

วิธีประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการนั้น พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มิได้บัญญัติโดยเฉพาะกรณีจึงต้องนำ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 1 ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการประชุมเจ้าหนี้มาบังคับใช้โดยอนุโลมตามมาตรา 90/2 วรรคสอง ซึ่งในบทบัญญัติส่วนดังกล่าว มาตรา 33 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นประธานในการประชุม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเป็นผู้เสนอหัวข้อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาและควบคุมการประชุมเจ้าหนี้ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย แม้ว่าคำขอแก้ไขแผนของลูกหนี้จะมีประเด็นต่าง ๆ รวม 20 ประเด็น แต่ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ได้เสนอให้ลงมติเป็นรายประเด็นหรือรวมกัน กรณีจึงเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นประธานในการประชุมที่จะพิจารณาถึงประเด็นต่าง ๆ ในคำขอแก้ไขแผนฉบับดังกล่าวตลอดจนความเกี่ยวพันของประเด็นเหล่านั้นในคำขอว่าจะให้มติแยกหรือรวมก็ได้

บทบัญญัติในมาตรา 90/57 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มิได้บังคับศาลว่าจะต้องดำเนินการไต่สวนพยานก่อนที่จะมีคำสั่งว่าเห็นชอบด้วยแผน แต่บทบัญญัติดังกล่าวเปิดโอกาสให้เป็นดุลพินิจของศาลในการที่จะพิจารณาว่าข้อสาระสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับแผนนั้นมีอยู่ครบถ้วนแล้วหรือไม่ หากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการที่จะเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่นั้นมีอยู่ครบถ้วนแล้วก็ไม่มีเหตุที่จะต้องไต่สวนพยานหลักฐานอันจะทำให้คดีฟื้นฟูกิจการล่าช้าออกไปแต่อย่างใด

กระบวนพิจารณาในการฟื้นฟูกิจการนั้น หลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายกำหนดให้แผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบดุลพินิจให้ตรวจสอบว่าสมควรจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนตลอดจนโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผนด้วย มิใช่พิจารณาเพียงแต่ตรวจสอบรายการต่าง ๆ ว่ามีครบถ้วนตามรูปแบบหรือไม่

เมื่อปรากฏว่าในการดำเนินการประชุมเจ้าหนี้นั้นได้มีการประชุมโดยชอบ ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และได้จัดสรรแบ่งชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม จากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวมีโอกาสที่จะดำเนินการสำเร็จตามแผนได้และได้มีการทำแผนโดยสุจริต อีกทั้งการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้และประเทศชาติโดยส่วนรวม ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ชอบแล้ว

1/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้ (คราวที่ได้เลื่อนมา) เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 207 และที่ 270 ยื่นคำคัดค้านเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนและลงมติใหม่

ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งยกเลิกมติที่ประชุมและสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงและคำแถลงว่า การแจ้งกำหนดการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 ได้กระทำถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ กรณีจึงไม่ใช่ความผิดของผู้ทำแผน

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้รายที่ 207 ที่ 270 และของลูกหนี้ในส่วนที่มีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ลูกหนี้ เจ้าหนี้รายที่ 207 และที่ 270 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าเจ้าหนี้รายใดจะมีสิทธิคัดค้านหรือไม่นั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องขอทั้งห้าและผู้ทำแผนเห็นชอบด้วยแผน จึงสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ได้จัดให้เจ้าหนี้รายที่ 207 อยู่ในกลุ่มที่ 12 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กิจการที่เกี่ยวข้อง และแผนฟื้นฟูกิจการ สิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ดังเช่นสัญญาเดิมคงมีเฉพาะกำหนดชำระหนี้การค้า แต่ไม่รวมถึงอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด เมื่อตามสำนวนปรากฏว่าเจ้าหนี้รายที่ 207 ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วแลกเงินและหนี้เงินกู้ TPI - ANZ BANK พร้อมด้วยดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เจ้าหนี้รายที่ 207 จึงมิใช่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เฉพาะต้นเงินในหนี้การค้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ ทั้งในแผนฟื้นฟูกิจการ เล่มที่ 1 หน้า 4 ในส่วนหมายเหตุได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องในส่วนของภาคผนวก 3 ซึ่งหมายถึงเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 12 เป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นฟูกิจการ เช่นนี้เจ้าหนี้รายที่ 207 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 12 จึงมิใช่เจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ทวิ (2) ตามที่ผู้ร้องขอทั้งห้ายกขึ้นมาในคำแก้อุทธรณ์แต่อย่างใด เจ้าหนี้รายที่ 207 จึงมีสิทธิร้องคัดค้านแผนได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/57 ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 270 ตามแผนฟื้นฟูกิจการเล่มที่ 1 หน้า 83 จัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มที่ 14 คือเจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบตามแผน ตามบทนิยามในแผนฟื้นฟูกิจการหน้า 4 "เจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า ลูกจ้างหรือบุคคลอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งหนี้ของบุคคลเหล่านี้ได้รับการชำระเงินเต็มจำนวนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วนแผนหรือตามสัญญาหรือข้อตกลงเดิม" เจ้าหนี้รายที่ 270 จึงเป็นเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ทวิ (1) ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ยอมรับแผนซึ่งมีผลอย่างเดียวกับเจ้าหนี้ได้ลงมติตามมาตรา 90/46 เช่นนี้เมื่อสิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 270 มิได้ถูกกระทบกระเทือนจากแผนฟื้นฟูกิจการ และกฎหมายให้ถือว่าเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนนั้นแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 270 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านแผนตามมาตรา 90/57 แม้ว่าการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 270 จะได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางก็ตาม แต่เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 270 ไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านมาแต่ต้นแล้ว การที่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้รายที่ 270 ในการอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 270 จึงเป็นอันตกไป

ในการมีคำสั่งหรือในการนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนนี้สามารถแบ่งแยกการนัดประชุมเจ้าหนี้ออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน กล่าวคือ การนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและการนัดประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนไปในการประกาศโฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อย 1 ฉบับ ล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 10 วัน ตามมาตรา 90/44 วรรคหนึ่ง นั้น ใช้เฉพาะกับการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับแผนพร้อมสำเนาจากผู้ทำแผนเพื่อปรึกษาลงมติว่าจะยอมรับแผนหรือไม่หรือจะแก้ไขอย่างไรเท่านั้น ส่วนในการนัดประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนไปนั้น หากว่าในการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกได้ดำเนินการโดยชอบตามมาตรา 90/44 วรรคหนึ่งแล้ว การนัดประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนไปก็ไม่ต้องประกาศโฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันอีก คดีนี้ได้ความจากคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันสยามรัฐ ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2543 และได้แจ้งกำหนดวันเวลานัด สถานที่ประชุม และหัวข้อประชุมให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ทำแผนทราบแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 148 ที่ 273 ที่ 275 และที่ 278 ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่ามีการขอแก้ไขแผนในสาระสำคัญ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดประชุมเจ้าหนี้ ก่อนวันนัดประชุมมีผู้ยื่นคำขอแก้ไขอีกจำนวน 10 ราย พอถึงวันนัดประชุม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ลงทะเบียนประชุมและมอบสำเนาคำขอแก้ไขแผนให้แก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ ปรากฏว่าในวันดังกล่าวมีกลุ่มบุคคลประมาณ 6,000 คน มาชุมนุมโห่ร้องมิให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการประชุม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจเริ่มประชุมตามกำหนดได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ประกาศยกเลิกการประชุม และกำหนดนัดประชุมใหม่ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดเวลา สถานที่ หัวข้อประชุมไปยังเจ้าหนี้ ผู้บริหารของลูกหนี้ และผู้ทำแผนทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตามคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า ในการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกในวันที่ 30 ตุลาคม 2543 นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการโดยชอบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/44 วรรคหนึ่ง แล้ว แต่การประชุมดังกล่าวไม่แล้วเสร็จจึงมีการเลื่อนไปประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 เวลา 9.30 นาฬิกา ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 เวลา 14 นาฬิกา ณ ห้องประชุมชั้น 9 กรมบังคับคดี วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 เวลา 9.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 เวลา 9.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมชั้น 9 กรมบังคับคดี เช่นนี้ การประชุมเจ้าหนี้ในคราวที่ได้เลื่อนมาในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 จึงไม่ต้องดำเนินการโฆษณากำหนดนัดประชุมในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอีกแต่อย่างใด

วิธีประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการนั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงต้องนำพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 1 ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการประชุมเจ้าหนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 90/2 วรรคสอง ซึ่งในบทบัญญัติส่วนดังกล่าวมาตรา 33 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นประธานในการประชุมเจ้าหนี้ทุกครั้ง และให้มีรายงานการประชุม ลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เก็บไว้เป็นหลักฐาน" เมื่อกฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นประธานในการประชุม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเป็นผู้เสนอหัวข้อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาและควบคุมการประชุมเจ้าหนี้ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย แม้ว่าคำขอแก้ไขแผนของลูกหนี้จะมีประเด็นต่าง ๆ รวม 20 ประเด็น แต่เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ได้เสนอให้ลงมติเป็นรายประเด็นหรือรวมกัน กรณีจึงเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นประธานในการประชุมที่จะพิจารณาถึงประเด็นต่าง ๆ ในคำขอแก้ไขแผนฉบับดังกล่าวตลอดจนความเกี่ยวพันของประเด็นเหล่านั้นในคำขอว่าจะให้ลงมติแยกหรือรวมก็ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ลงมติคำขอแก้ไขแผนของลูกหนี้รวมกันไปทั้ง 20 ประเด็น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว ในการประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 30 ตุลาคม 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้ผู้ทำแผนชี้แจงรายละเอียดของแผน และให้เจ้าหนี้ซักถามรายละเอียดต่าง ๆ ของแผนจนเสร็จสิ้นกับให้ผู้ขอแก้ไขแผนชี้แจงรายละเอียดของคำขอแก้ไขแผนตลอดจนให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถามจนสิ้นข้อสงสัยแล้วครั้งหนึ่ง ตามรายงานการประชุมวาระที่ 2 และที่ 3 ทั้งได้ความจากคำแถลงของผู้ทำแผนฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ว่า ผู้ทำแผนได้ทำสรุปคำขอแก้ไขแผนและประเด็นที่ผู้ทำแผนลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายขอแก้ไขแผนทั้งสองครั้งแจกจ่ายให้ผู้ร่วมประชุมทั้งหลายทราบโดยทั่วถึง และนอกจากนั้นได้มีการเลื่อนการนัดประชุมเจ้าหนี้ออกไปครั้งหลังสุด จากวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 เป็นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 วัน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายจึงมีเวลาศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่มีการขอแก้ไขแผนก่อนวันนัดประชุมในครั้งสุดท้ายนี้แล้ว ทั้งปรากฏว่าในวันนัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 นั้น ตามรายงานการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนและคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ก็ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหนี้รายใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำขอแก้ไขแผนซึ่งเพิ่งยื่นภายหลังจากวันนัดประชุมในวันที่ 30 ตุลาคม 2543 แต่อย่างใด จึงถือว่าก่อนที่ประชุมเจ้าหนี้จะมีการลงมติว่าจะให้แก้ไขแผนและยอมรับแผนที่มีการแก้ไขหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยหรือแสดงข้อมูลเป็นการเพียงพอแก่การตัดสินใจลงมติแล้ว

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้กำหนดวิธีพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ในมาตรา 90/57 ว่า "ในการพิจารณาแผน ให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้ หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับศาลว่าจะต้องดำเนินการไต่สวนพยานในทุกคดีก่อนที่จะมีคำสั่งว่าเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเปิดโอกาสให้เป็นดุลพินิจของศาลในการที่จะพิจารณาว่าข้อสาระสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับแผนนั้น มีอยู่ครบถ้วนแล้วหรือไม่ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการจะเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่นั้นมีอยู่ครบถ้วนแล้ว ไม่มีเหตุจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานอันจะทำให้คดีฟื้นฟูกิจการล่าช้าออกไปแต่อย่างใด การที่ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้นั้น ก็หมายความว่า ศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน คำคัดค้านของเจ้าหนี้และลูกหนี้ ตลอดจนสรรพเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนแล้วเห็นว่ามีสาระสำคัญเพียงพอในการที่สั่งให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผนแล้ว จึงมีคำสั่งให้งดไต่สวน ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงในสำนวนประกอบกับพยานเอกสารต่าง ๆ ที่คู่ความได้อ้างมานั้นเพียงพอในการวินิจฉัยที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ชอบด้วยแผนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานอีกที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งงดไต่สวนนั้นชอบแล้ว

กระบวนพิจารณาในการฟื้นฟูกิจการนั้น หลังจากที่ประชุม เจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายกำหนดให้แผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่ง ตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบดุลพินิจให้ตรวจสอบว่าสมควรจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนตลอดจนโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผนด้วย มิใช่พิจารณาเพียงแต่ตรวจสอบรายการต่าง ๆ ว่ามีครบถ้วนตามรูปแบบหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าในการดำเนินการประชุมเจ้าหนี้นั้นได้มีการประชุมโดยชอบ ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และได้จัดสรรแบ่งชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม จากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ทั้งแผนฟื้นฟูกิจกรรมดังกล่าวมีโอกาสที่จะดำเนินการสำเร็จตามแผนได้ และได้มีการทำแผนโดยสุจริต อีกทั้งการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้และประเทศชาติโดยส่วนรวม ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้และเจ้าหนี้รายที่ 207 ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/44 ม. 90/46 ทวิ (1) ม. 90/46 ทวิ (2) ม. 90/57
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ทำแผน — บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 207 — บริษัททีพีไอ อินเตอร์เน็ต พอร์ทัล จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 270 — บริษัทซิเมนต์ ทรานสปอร์ต จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายไกรสร บารมีอวยชัย
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2545
#42778
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยระบุชื่อบรรษัท ง. เป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งผู้รับประโยชน์หาต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 ไม่ กรณีเช่นนี้เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ซึ่งบรรษัท ง. จะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนหากเกิดวินาศภัยต่อเมื่อได้แสดงเจตนาว่า จะขอเข้ารับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยต่อโจทก์แล้ว ตามมาตรา 374 มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์จะทำให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทันที เมื่อบรรษัท ง. มิได้แสดงเจตนาเข้าเป็นผู้รับประโยชน์ จึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อสิทธิของบรรษัท ง. ยังไม่บริบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว จำเลยผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาประกันภัยย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 861 การที่จำเลยได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ จึงเป็นการได้รับไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยตัวอาคารโรงงานทรัพย์สินภายในอาคาร เครื่องจักรและเครื่องมืออื่น ๆ ของจำเลยซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 150 หมู่ที่ 1 ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในวงเงินประกันภัย34,000,000 บาท โดยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อเดือนเมษายน 2541 ได้เกิดลมพายุพัดเป็นเหตุให้หลังคากระเบื้องอาคารโรงงานและทรัพย์สินภายในอาคารของจำเลยที่เอาประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย จำเลยเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหายตามสัญญา โจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยเป็นเงิน 216,469บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2541 โจทก์ตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่ของโจทก์จ่ายเงินผิดพลาดเพราะตามสัญญาโจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมผู้รับประโยชน์จึงทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืนแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 230,329 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 216,469 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเอาประกันภัยโรงงานและทรัพย์สินตามฟ้องจริง เมื่อโรงงานและทรัพย์สินเกิดความเสียหาย จำเลยจึงเรียกร้องให้โจทก์รับผิดตามสัญญาประกันภัยซึ่งโจทก์มีหน้าที่ทำการซ่อมแซมทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพเดิม แต่โจทก์ให้จำเลยทำการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นเงิน 216,469 บาท เมื่อจำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ตามเงื่อนไขแล้วจึงไม่เป็นลาภมิควรได้ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่มีสิทธิรับเงินค่าเสียหายจากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 216,469 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 13,860 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยได้ความว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยตัวอาคารโรงงาน ทรัพย์สินภายในอาคาร เครื่องตกแต่งติดตั้ง ตรึงตรา ตลอดจนที่สต็อกสินค้า ถ่านโค๊กวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เครื่องจักรอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ของจำเลยในวงเงิน 34,000,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มวันที่ 23 มิถุนายน 2540 เวลา 16 นาฬิกาสิ้นสุดวันที่ 23 มิถุนายน 2541 เวลา 16 นาฬิกา ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2541 เกิดลมพายุเป็นเหตุทำให้หลังคากระเบื้องอาคารโรงงานและทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคารของจำเลยเสียหาย ซึ่งได้มีการตรวจสอบความเสียหายกันแล้วในวันที่ 26 มิถุนายน2541 โจทก์จึงจ่ายค่าเสียหายให้จำเลยไปเป็นเงิน 216,469 บาทแต่ภายหลังโจทก์ตรวจพบว่าตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำไว้กับจำเลยนั้นได้ระบุให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 216,469 บาท ที่โจทก์จ่ายให้จำเลยไว้แล้วตามกรมธรรม์ประกันภัยในฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยที่ผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยได้ทำกันไว้นั้น หากไม่ได้ระบุผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยกันไว้ ผู้เอาประกันภัยก็คือผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเพื่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดไว้นั่นเอง กรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 นอกจากจะมีโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญาประกันภัยแล้ว ยังระบุชื่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ไว้ด้วย ซึ่งผู้รับประโยชน์ดังกล่าวนี้หาต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 ไม่ การที่กรมธรรม์ประกันภัยระบุให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ไว้เช่นนี้เป็นลักษณะที่โจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยตกลงกันทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกซึ่งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมบุคคลภายนอกจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนหากเกิดวินาศภัยแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5โดยที่จำเลยผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิจะได้รับค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวต่อเมื่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้แสดงเจตนาว่าจะขอเข้ารับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ต่อโจทก์ผู้ต้องรับผิดในมูลหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันภัยแล้วจะทำให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ทันที ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้แสดงเจตนาต่อโจทก์เพื่อจะเข้าเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ก่อนที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของอาคารที่จำเลยเอาประกันภัยไว้ให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมจึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว เมื่อสิทธิของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่จะเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ยังไม่บริบูรณ์ตามกฎหมายเสียแล้ว จำเลยผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาประกันภัยกับโจทก์ผู้รับประกันภัย ย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากโจทก์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 การที่จำเลยได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์จำนวน 216,469 บาท จึงเป็นการได้รับไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว มิใช่เป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังเช่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยแต่อย่างใด จำเลยไม่จำต้องคืนเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 406 ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ทรัพย์ลำพูนอุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2545
#99861
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันภัยที่ผู้รับประกันภัยทำกับผู้เอาประกันภัยระบุว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย จำเลยเป็นผู้เอา ประกันภัย โดยมี ง. บุคคลภายนอกเป็นผู้รับประโยชน์เป็นการทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ง. จะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ต่อเมื่อ ง. ได้แสดงเจตนาขอเข้ารับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยต่อโจทก์ ตามป.พ.พ. มาตรา 374 มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์แล้วจะทำให้ ง. มีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยทันที

ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ความว่า ง. ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์เพื่อเข้าเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ประกันภัย ก่อนที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลย ดังนั้น ง. จึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อสิทธิของผู้รับประโยชน์ยังไม่บริบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยในฐานะคู่สัญญาประกันภัยกับโจทก์ย่อมเป็น ผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยตามป.พ.พ. มาตรา 861 การที่จำเลยได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์จึงเป็นการรับไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๓๐,๓๒๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๖,๔๖๙ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเอาประกันภัยโรงงานและทรัพย์สินตามฟ้องจริง เมื่อโรงงานและทรัพย์สินเกิดความ เสียหาย จำเลยจึงเรียกร้องให้โจทก์รับผิดตามสัญญาประกันภัยซึ่งโจทก์มีหน้าที่ทำการซ่อมแซมทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพเดิม แต่โจทก์ให้จำเลยทำการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นเงิน ๒๑๖,๔๖๙ บาท เมื่อจำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ตามเงื่อนไขแล้ว จึงไม่เป็นลาภมิควรได้ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่มีสิทธิรับเงินค่าเสียหายจากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย โจทก์ไม่มีความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมแต่ประการใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาประกันภัยมีผู้เกี่ยวข้อง ๓ ฝ่าย คือโจทก์ผู้รับประกันภัยที่จะใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่เกิดวินาศภัยขึ้น จำเลยผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นฝ่ายที่จะส่งเบี้ยประกันภัย และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมผู้รับประโยชน์อันเป็นฝ่ายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่เกิดวินาศภัย ดังนั้น เมื่อเกิดวินาศภัยและเป็นภัยตามเงื่อนไขที่โจทก์จะต้องใช้เงินตามกรมธรรม์ ผู้ที่จะมีสิทธิรับผลประโยชน์คือ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม ขนาดย่อมไม่ใช่จำเลย การที่จำเลยรับเงินจากโจทก์โดยจำเลยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์จึงเป็นการได้เงินมาโดยปราศจากมูลหนี้ จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๑๖,๔๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง ไม่เกิน ๑๓,๘๖๐ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยได้ความว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยตัวอาคารโรงงาน ทรัพย์สินภายในอาคาร เครื่องตกแต่งติดตั้งตรึงตรา ตลอดจนสต็อกสินค้า ถ่านโค๊กวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เครื่องจักรอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ของจำเลยในวงเงิน ๓๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดระยะเวลาประกันภัย ๑ ปี เริ่มวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ เวลา ๑๖ นาฬิกา สิ้นสุดวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๖ นาฬิกา ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๑ เกิดลมพายุเป็นเหตุทำให้หลังคากระเบื้องอาคารโรงงานและทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคารของจำเลยเสียหาย ซึ่งได้มีการตรวจสอบความเสียหายกันแล้วในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์จึงจ่ายค่าเสียหายให้จำเลยไปเป็นเงิน ๒๑๖,๔๖๙ บาท แต่ภายหลังโจทก์ตรวจพบว่าตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำไว้กับจำเลยนั้นได้ระบุให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๒๑๖,๔๖๙ บาท ที่โจทก์จ่ายให้จำเลยไว้แล้วตามกรมธรรม์ประกันภัยในฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยที่ผู้รับประกันภัยและ ผู้เอาประกันภัยได้ทำกันไว้นั้น หากไม่ได้ระบุผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยกันไว้ ผู้เอาประกันภัยก็คือ ผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเพื่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดแก่ทรัพย์ที่เอาประกันภัยไว้ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดไว้นั่นเอง กรมธรรม์ประกันภัยนอกจากจะมีโจทก์ผู้รับประกันภัย และจำเลยผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยแล้ว ยังระบุชื่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็น ผู้รับประโยชน์ไว้ด้วย ซึ่งผู้รับประโยชน์ดังกล่าวนี้หาต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ผู้รับประกันภัย และผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๓ ไม่ การที่กรมธรรม์ ประกันภัยระบุให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ไว้เช่นนี้เป็นลักษณะที่โจทก์ผู้รับ ประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยตกลงกันทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ซึ่งบรรษัทเงินทุน อุตสาหกรรมขนาดย่อมบุคคลภายนอกจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนหากเกิดวินาศภัยแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยที่จำเลยผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิจะได้รับค่าสินไหม ทดแทนดังกล่าว หากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้แสดงเจตนาว่าจะมาขอเข้ารับประโยชน์จากสัญญา ประกันภัยต่อโจทก์ ผู้ต้องรับผิดในมูลหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันภัยแล้วจะทำให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม ขนาดย่อมมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยทันที ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่า บรรษัท เงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้แสดงเจตนาต่อโจทก์เพื่อจะเข้าเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ก่อนที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของอาคารที่จำเลยเอาประกันภัยไว้ให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมจึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว เมื่อสิทธิของบรรษัท เงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่จะเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยยังไม่บริบูรณ์ตามกฎหมายเสียแล้ว จำเลยผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาประกันภัยกับโจทก์ผู้รับประกันภัยย่อมเป็นผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากโจทก์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๑ การที่จำเลยได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์จำนวน ๒๑๖,๔๖๙ บาท จึงเป็นการได้รับไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว มิใช่เป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ ดังเช่นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยแต่อย่างใด จำเลยไม่จำต้องคืนเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 406 ม. 861 ม. 862 ม. 863
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัททรัพย์ลำพูนอุตสาหกรรม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2545
#42149
เปิดฉบับเต็ม

ข้าราชการ หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือนข้าราชการ ทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย ซึ่งการเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ และพระราชบัญญัติข้าราชการทหารฯ เท่านั้น โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ กำหนดให้ "ข้าราชการทหาร"หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วน "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหารฯ มาตรา 4(8) หมายถึง ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ ให้"ทหารกองประจำการ" หมายถึง ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารและพระราชบัญญัติรับราชการทหารฯมาตรา 4(3)"ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลดฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการจึงไม่เป็นข้าราชการ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระวางโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100 ในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นสามเท่านั้นจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารกองประจำการสังกัดกองร้อยบริการ กองบริการกรมการสัตว์ทหารบกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท และจำเลยทั้งสองร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 และให้นำโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้บวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง,91 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปีฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ สำหรับจำเลยที่ 1 ลงโทษจำคุก 5 ปีส่วนจำเลยที่ 2 รับราชการทหาร ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯมาตรา 100 ลงโทษจำคุก 15 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษจำคุกคนละ1 ปี รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นจำคุก 11 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 21 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 10 ปี 6 เดือน และให้นำโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2401/2542ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 12 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100หรือไม่ เห็นว่า "ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน ข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย อย่างไรเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร"หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(8) ให้ความหมายว่าหมายถึงทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521ให้ความหมาย "ทหารกองประจำการ" ว่าหมายถึงทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(3) "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด ฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 จำเลยที่ 2เป็นทหารกองประจำการ จึงไม่เป็นข้าราชการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระวางโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 100 ในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นสามเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอให้ระวางโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าสำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ให้ยก คงลงโทษจำเลยที่ 2สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครอง ฐานเสพยาเสพติดให้โทษและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แล้ว คงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 66 ม. 100
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ม. 4
พ.ร.บ.รับราชการทหาร ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ฉัตรชัย ไซนนทรีหรือไชยนนทรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2545
#47786
เปิดฉบับเต็ม

"ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน ข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย อย่างไรเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(8) ให้ความหมายว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ให้ความหมาย"ทหารกองประจำการ" ว่า ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารและพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(3)"ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลดทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ดังนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ข้าราชการตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 100

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารกองประจำการสังกัดกองร้อยบริการ กองบริการกรมการสัตว์ทหารบก ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.36 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท และจำเลยทั้งสองร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้นำโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้บวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ สำหรับจำเลยที่ 1 ลงโทษจำคุก 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 รับราชการทหาร ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100 ลงโทษจำคุก 15 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษ จำคุก คนละ 1 ปี รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นจำคุก 11 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 21 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 10 ปี 6 เดือน และให้นำโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2401/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 12 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 100 หรือไม่ เห็นว่า "ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน ข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย อย่างไรเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(8) ให้ความหมายว่า หมายถึง ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ให้ความหมาย "ทหารกองประจำการ" ว่า หมายถึงทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(3) "ทหารกองประจำการ" หมายความว่าผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด ฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 จำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการ จึงไม่เป็นข้าราชการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระวางโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นสามเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอให้ระวางโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าสำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ให้ยกคงลงโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครองฐานเสพยาเสพติดให้โทษและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แล้วคงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ม. 4
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ฉัตรชัย ไซนนทรีหรือไชยนนทรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2545
#98296
เปิดฉบับเต็ม

"ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน ข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการ

ตำแหน่งใดเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 และ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่านั้น

ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4 (8) ให้ความหมายว่า หมายถึง ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 ให้ความหมาย "ทหารกองประจำการ" ว่าหมายถึง ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4 (3) "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด ฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหาร และไม่ได้เป็นข้าราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521

จำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการ จึงไม่เป็นข้าราชการ ระวางโทษเป็นสามเท่าตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจึงใช้กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๕๗, ๖๖, ๙๑, ๑๐๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และให้นำโทษของจำเลยที่ ๒ ที่รอการลงโทษไว้บอกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและจำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง โดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ มาตรา ๑๐๐

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ หรือไม่ เห็นว่า "ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือนข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย อย่างไรเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๔ (๘) ให้ความหมายว่า หมายถึง ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ ให้ความหมาย "ทหารกองประจำการ" ว่า หมายถึง ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๔ (๓) "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด ฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๒ เป็นทหารกองประจำการ จึงไม่เป็นข้าราชการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ระวางโทษจำเลยที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ ในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นสามเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอให้ระวางโทษจำเลยที่ ๒ เป็นสามเท่าสำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ ให้ยก คงลงโทษจำเลยที่ ๒ สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจำคุก ๕ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในความครอบครอง ฐานเสพยาเสพติดให้โทษและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แล้ว คงจำคุก ๗ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2521 ม. 4 ม. 4 (8)
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายฉัตรชัย ไซนนทรีหรือไชยนนทรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2545
#42777
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหาย ตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า แต่เงินที่ลูกค้านำฝากเข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผู้เสียหายเป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย การที่จำเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระในรูปแบบทางเอกสารเป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสำเร็จแล้วทุจริตนำเงินนั้นไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ยักยอก

จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษน้อยลงและรอการลงโทษ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยลักเงินของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายสาขาบางเขน ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ทำเอกสารสิทธิปลอมโดยนำใบฝากเงินและใบถอนเงินมากรอกข้อความลงลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและผู้รับเงินเป็นเจ้าของบัญชีปลอมแล้วจำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายสงวน เดชประดิษฐ์นายนาม บุตรรักษ์ นางบุหงา ยังนึก นางมณฑา รูปขจร และพลตรีมนูญรูปขจร เอาเป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นการกรอกข้อความและลงลายมือชื่ออันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารฉบับที่แท้จริง ซึ่งความจริงแล้วบุคคลที่มีชื่อดังกล่าวไม่ได้เบิกถอนหรือรับเงินไปจากผู้เสียหายและไม่ได้ทำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวขึ้นตามรายละเอียดที่กรอกข้อความปลอมไว้ อีกทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ถอนเงินและผู้รับเงินแต่อย่างใดและจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อให้หลงเชื่อโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลที่มีชื่อดังกล่าว ผู้เสียหาย ผู้อื่น และประชาชน โดยได้กระทำรวม 11 ครั้ง รวมเป็นเงินที่จำเลยลักไปทั้งสิ้น 3,114,158.35 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้ให้ชดใช้ให้แก่เจ้าของบัญชีไปเป็นเงิน 2,374,428.29 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 335, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 2,374,428.29 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 (ที่ถูกมาตรา 265, 268วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งต้องวางโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง), 335(11) วรรคแรก รวม 11 กระทง การกระทำของจำเลยในแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้วรวมจำคุก 33 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกเพียง 20 ปี (ที่ถูกลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี แต่รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2)) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 2,374,428.29 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ในกระทงความผิดที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 และมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรกในกระทงความผิดที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 9 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเอง ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในกระทงความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง แต่ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมในกระทงความผิดที่ 4 และกระทงที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานลักทรัพย์ในกระทงเดียวกันให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์กระทงที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 และความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมในความผิดกระทงที่ 9 จำคุกกระทงละ 3 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเฉพาะกระทงความผิดที่ 8 มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ให้ลงโทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 20 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับกระทงความผิดที่ 10 ส่วนกระทงความผิดที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และกระทงที่ 11 ให้ยกฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม สำหรับความผิดกระทงความผิดที่ 9 ให้ยกฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเฉพาะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาว่า การกระทำของจำเลยในกระทงที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือเป็นความผิดฐานยักยอก ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย ตำแหน่งพนักงานธนากรมีหน้าที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า จำเลยได้ทุจริตใช้ใบถอนเงินที่ไม่มีชื่อลูกค้าในบัญชี หรือบางครั้งใช้ใบถอนเงินที่เป็นเท็จถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าที่มีอยู่จริง หรือบางครั้งแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าว่าลูกค้าได้ถอนเงินจากบัญชีทั้งหมด โดยได้นำเงินส่วนหนึ่งฝากกลับเข้าในบัญชีเดิมโดยไม่ครบจำนวน แล้วนำเงินส่วนที่เหลือไปเป็นของจำเลย โดยยังคงมีตัวเลขเงินฝากครบจำนวนในสมุดเงินฝากแล้วนำเงินของผู้เสียหายตามใบถอน หรือที่ได้แก้ไขบัญชีเงินฝากที่กล่าวมาไปเข้าบัญชีหรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนายยุทธการ รูปขจร แล้วนายยุทธการได้ถอนเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีออกไปโดยทุจริตรวม 9 ครั้ง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะมีหน้าที่รับฝากเงินและถอนเงินให้ลูกค้าของผู้เสียหายดังที่กล่าวมา แต่เงินที่จำเลยทุจริตเอาไปนั้นล้วนแต่เป็นเงินที่ลูกค้าได้นำฝากเข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผู้เสียหายทั้งสิ้น เงินฝากดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยและจำเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระมาในรูปแบบทางเอกสารเป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสำเร็จแล้วทุจริตนำเงินนั้นไป การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์มิใช่ความผิดฐานยักยอกดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในกระทงที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อนึ่ง จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก จึงเป็นการปรับบทมาตราไม่ถูกต้อง ชอบที่ศาลฎีกาจะปรับบทเสียใหม่

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษน้อยลงและรอการลงโทษนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำการลักทรัพย์หลายครั้งหลายคราวติดต่อกันตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้นั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงความผิดกระทงละ 2 ปี รวม 20 ปี มานั้น เห็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยลักทรัพย์ไปมีมากบ้างน้อยบ้าง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดอย่างใดมาก่อน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้น จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เห็นสมควรลงโทษให้เบากว่านี้ตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก สำหรับกระทงที่ 1 ถึงที่ 8 และกระทงที่ 11 จำคุกกระทงละ 1 ปี และฐานเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมสำหรับกระทงที่ 9 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 8 เดือนรวม 10 กระทง จำคุกจำเลย 80 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวพัชรา วงษ์ประกอบ
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา