คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2545
#42776
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โดยสภาพธรรมชาติของเกลือจะมีความชื้นในตัวเอง หากวางทับซ้อนกันเป็นจำนวนมากจะทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมี เมื่อประสบกับความร้อนจากแสงแดดย่อมทำให้สินค้าเกลือเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ในระหว่างการขนส่งเรือได้ประสบพายุทำให้น้ำเข้าเรือจึงเป็นเหตุพ้นวิสัย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ประกอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะได้ให้การว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดจากอุบัติเหตุแห่งท้องทะเลที่ใช้เดินเรือไว้ด้วย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะหยิบยกขึ้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 โจทก์รับประกันภัยสินค้าเกลือแห้งจำนวน 640 กระสอบใหญ่ น้ำหนัก 800 เมตริกตัน และเกลือชื้นจำนวน 14,000 กระสอบ น้ำหนัก 700 เมตริกตันให้แก่บริษัทเกลือเจริญ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในวงเงิน 118,910 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 36.10 บาท คิดเป็นเงินไทย 4,292,651 บาท และบริษัทเกลือเจริญ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ทำการขนส่งสินค้าเกลือทั้งสองชนิดจำนวนดังกล่าวจากกรุงเทพมหานครไปยังท่าเรือมะละกา ประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งคือบริษัทเส็ง ฮิน บราเธอร์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด โดยใช้เรือเดินทะเลชื่อโสณมัย ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 หรือที่จำเลยทั้งสองนำมาร่วมขนส่งเพื่อหาประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของใบตราส่งโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกใบตราส่งแต่อ้างว่าออกในฐานะตัวแทน ซึ่งความจริงจำเลยทั้งสองร่วมกันขนส่ง บริษัทเกลือเจริญ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับชำระราคาสินค้าแล้วจึงได้โอนใบตราส่งใบกำกับสินค้า ใบบรรจุหีบห่อ และกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับตราส่งโดยผ่านทางธนาคาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2541 เรือโสณมัยเดินทางไปถึงท่าเรือมะละกาแล้วขนถ่ายสินค้าส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งเสร็จเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2541 แต่สินค้าได้รับความเสียหายปนเปื้อนสนิม จับตัวเป็นก้อนแข็งและเปียกน้ำ สินค้าเกลือแห้งเสียหาย 193 กระสอบ สินค้าเกลือชื้นเสียหาย 4,856 กระสอบ ค่าเสียหายคิดเป็น 65 เปอร์เซ็นของสินค้าทั้งหมดเป็นเงิน 24,555.06 ดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นเงินไทย 886,437.67 บาท ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สินค้าอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่ง โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้ความระมัดระวังไม่เอาใจใส่ในการขนส่ง นำเรือที่มีสภาพเก่าชำรุดบกพร่องมาบรรทุกสินค้า โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 23,960.52ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 889,414.50 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 37.12 บาท) ให้แก่ผู้รับตราส่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2542 โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่ง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน917,741.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน889,414.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นเพราะจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าเรือโสณมัยไปในลักษณะเป็นการเช่าเรือเปล่า (Bare Boat) ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้าพิพาท เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งและถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือโสณมัยตามระยะเวลาในสัญญาเช่าเรือ จำเลยที่ 1 ได้รับเพียงค่าเช่าเรือไม่ได้มีส่วนได้เสียในค่าระวาง จำเลยที่ 2 นำแบบพิมพ์ใบตราส่งของจำเลยที่ 1 ไปออกให้แก่ผู้ส่งโดยพลการ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วยความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเพราะผู้ส่งเองนำสินค้าไม่ได้มาตราฐานและคุณภาพตามที่กำหนด ทำให้สินค้าเป็นสนิมและจับตัวเป็นก้อนเมื่อเวลาผ่านไป เรือโสณมัยได้ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับเป็นสากล และมีใบรับรองเป็นหลักประกันนายเรือและลูกเรือได้ดูแลเอาใจใส่ในการขนส่งเป็นอย่างดีความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเนื่องจากเรือต้องผจญพายุฝนและคลื่นทะเลจัดซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือหรือเหตุอื่นใดที่มิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่อหรืออยู่ในความรู้เห็นของผู้ขนส่ง และมิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่อ ของตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า สินค้าพิพาทเกิดความเสียหายเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่งเอง และพบความเสียหายภายหลังจากที่เรือโสณมัยและหรือจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว ความเสียหายจึงมิได้เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเรือโสณมัยได้รับการตรวจสอบดูแลอยู่เป็นประจำและมีความพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์รวมทั้งตัวเรืออยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้ขนส่งทางทะเลได้เป็นอย่างดี ไม่ปรากฏว่าเรือโสณมัยเสียหายเนื่องจากตัวเรือรั่วซึมและมีน้ำเข้าตัวเรือในระหว่างการขนส่งสินค้า ความเสียหายของสินค้าพิพาทจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อและเป็นความผิดของผู้รับตราส่งหรือตัวแทนผู้รับตราส่งที่นำรถบรรทุกมาขนสินค้าในระหว่างฝนตกเองจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 889,414.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน28,327.31 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รับขนส่งสินค้าทั้งภายในและระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อโสณมัย เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2541 บริษัทเกลือเจริญ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่งประสงค์จะส่งสินค้าเกลือแห้งจำนวน 640 กระสอบใหญ่ น้ำหนัก 800 เมตริกตัน และเกลือชื้นจำนวน 14,000 กระสอบ น้ำหนัก 700 เมตริกตัน ไปให้แก่บริษัทเส็ง ฮิน บราเธอร์สเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อที่รัฐเซลังงอ ประเทศมาเลเซีย ผู้ส่งได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือมะละกา ประเทศมาเลเซีย โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งจากผู้ส่งในวงเงิน 118,910 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่ง ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยใช้แบบพิมพ์ใบตราส่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้ขนส่งโดยตีตราประทับของจำเลยที่ 2 ซึ่งตราประทับดังกล่าวมีข้อความภาษาอังกฤษว่า AS AGENTจำเลยที่ 2 ได้รับสินค้าพิพาทบรรทุกลงเรือโสณมัยซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 เดินทางไปถึงท่าเรือมะละกา ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2541 และขนถ่ายสินค้าส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งเสร็จในวันที่ 18 ธันวาคม 2541 ปรากฏว่าสินค้าบางส่วนได้รับความเสียหาย ผู้ส่งได้แจ้งมายังโจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้บริษัทซีมิส จำกัดทำการตรวจสอบ บริษัทซีมิส จำกัด ได้มอบหมายให้บริษัทแม็คลาเรนส์ จำกัดที่ประเทศมาเลเซียดำเนินการสำรวจความเสียหาย บริษัทดังกล่าวได้สำรวจความเสียหายของสินค้าและรายงานว่ามีสินค้าเกลือแห้งจำนวน 193 กระสอบน้ำหนัก 241.25 เมตริกตัน และเกลือชื้นจำนวน 4,856 กระสอบ น้ำหนัก242.80 เมตริกตัน เปียกน้ำ เปรอะเปื้อนสนิม ชื้นและจับตัวเป็นก้อน คำนวณเป็นค่าเสียหายรวม 24,555.06 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2542 โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่งไปเป็นเงิน 23,960.52 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 889,414.50 บาท...

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โดยสภาพธรรมชาติของเกลือจะมีความชื้นในตัวของมันเอง หากวางทับซ้อนกันเป็นจำนวนมากจะทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมี เมื่อประสบกับความร้อนจากแสงแดดย่อมทำให้สินค้าเกลือเกิดความเสียหายด้วยตัวของมันเอง นอกจากนี้ปรากฏว่าในระหว่างการขนส่งสินค้าพิพาท เรือโสณมัยได้ประสบพายุในทะเลทำให้น้ำเข้าเรือจึงเป็นเหตุพ้นวิสัย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ข้อที่จำเลยที่ 2ยกขึ้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทมิได้เกิดในระหว่างการขนส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ประกอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแม้จำเลยที่ 1 จะได้ให้การต่อสู้ว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดจากอุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือไว้ด้วย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะหยิบยกขึ้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 889,414.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่28 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 28,327.31 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนในชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกเว้นค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับและให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความจำนวน 5,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท เจริญกรุง มารีน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2545
#98545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท ใบตราส่งตามที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกให้แก่ผู้ส่ง เป็นแบบพิมพ์ใบตราส่งที่มีไว้ใช้ในการรับขนส่งของจำเลยที่ 1 วัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนไว้ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งว่าประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งรับบริการนำของออกจากท่าเรือตามพิธีศุลกากร และการจัดระวางการขนส่งทุกชนิด เหมือนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เคยประกอบกิจการรับขนของร่วมกัน ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 เลิกประกอบกิจการรับขนของหรือจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขนส่งสินค้าพิพาท

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองผู้ร่วมขนส่งสินค้าของโจทก์และสินค้าได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน ๙๑๗,๗๔๑.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๘๘๙,๔๑๔.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น เพราะจำเลยที่ ๑ ได้ให้จำเลยที่ ๒ เช่าเรือโสณมัยไปในลักษณะเป็นการเช่าเรือเปล่า (Bare Boat) ซึ่งจำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้าพิพาท เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ขนส่งและถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของเรือโสณมัยตามระยะเวลาในสัญญาเช่าเรือ จำเลยที่ ๑ ได้รับเพียงค่าเช่าเรือไม่ได้มีส่วนได้เสียในค่าระวาง จำเลยที่ ๒ นำแบบพิมพ์ใบตราส่งของจำเลยที่ ๑ ไปออกให้แก่ผู้ส่งโดยพลการ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเพราะผู้ส่งเองนำสินค้าไม่ได้มาตราฐานและคุณภาพตามที่กำหนด ทำให้สินค้าเป็นสนิมและจับตัวเป็นก้อนเมื่อเวลาผ่านไป เรือโสณมัยได้ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับเป็นสากล และมีใบรับรองเป็นหลักประกัน นายเรือและลูกเรือได้ดูแลเอาใจใส่ในการขนส่งเป็นอย่างดี ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นเนื่องจากเรือต้องผจญพายุฝนและคลื่นทะเลจัดซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือหรือเหตุอื่นใดที่มิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่อหรือยู่ในความรู้เห็นของผู้ขนส่ง และมิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่อของตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องไม่ได้เพราะโจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนไปมากกว่าความเสียหายที่แท้จริง จึงเป็นการจ่ายตามอำเภอใจ ความเสียหายที่โจทก์อ้างสูงเกินความเป็นจริง อย่างมากคงไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่ได้หักความเสียหายส่วนแรก ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าทั้งหมดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นเจ้าของเรือโสณมัย แต่จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงตัวแทนเจ้าของเรือที่ได้ตกลงรับขนสินค้าพิพาทให้แก่บริษัทเกลือเจริญ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่ง โดยจำเลยที่ ๒ เช่าเรือดังกล่าวเพื่อทำการรับขนสินค้าทางทะเลโดยได้รับบำเหน็จค่าระวาง เมื่อเรือโสณมัยเดินทางถึงท่าเรือปลายทางที่ประเทศมาเลเซีย ผู้รับตราส่งเป็นผู้จัดการหากรรมกรและพาหนะไปรับสินค้าจากเรือเอง ปรากฏว่าตัวแทนผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าไปในสภาพและจำนวนที่ครบถ้วนเรียบร้อยไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด หากสินค้าพิพาทเกิดความเสียหายก็เป็นเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่งเอง และพบความเสียหายภายหลังจากที่เรือโสณมัยและหรือจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว ความเสียหายจึงมิได้เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด เรือโสณมัยได้รับการตรวจสอบดูแลอยู่เป็นประจำและมีความพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์รวมทั้งตัวเรืออยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้ขนส่งทางทะเลได้เป็นอย่างดี ไม่ปรากฏว่าเรือโสณมัยเสียหายเนื่องจากตัวเรือรั่วซึมและมีน้ำเข้าตัวเรือในระหว่างการขนส่งสินค้า ความเสียหายของสินค้าพิพาทจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อและเป็นความผิดของผู้รับตราส่งหรือตัวแทนผู้รับตราส่งที่นำรถบรรทุกมาขนสินค้าในระหว่างฝนตกเอง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๘๘๙,๔๑๔.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๒๘,๓๒๗.๓๑ บาท และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้ว... มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ขนส่งสินค้าพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงตัวแทนเรือของจำเลยที่ ๑ นั้น โจทก์มีนายปฏิพัทธ์ ดิษฐเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศของบริษัทเกลือเจริญ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่งสินค้า มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ผู้ส่งได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาท โดยนำเรือโสณมัยของจำเลยที่ ๑ มาทำการขนส่ง จำเลยทั้งสองร่วมกันรับขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับชำระค่าระวางและออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๕ เห็นว่า แม้ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๕ จะลงชื่อผู้ขนส่งและประทับตราของจำเลยที่ ๒ โดยมีคำภาษาอังกฤษว่า AS AGENT ซึ่งมีความหมายว่าในฐานะตัวแทนที่ตราประทับดังกล่าวด้วย แต่นายยูน วิน กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๒ ก็มาเบิกความประกอบถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงรับว่า ก่อนเกิดพิพาทคดีนี้ บริษัทรวมชัยชิปปิ้ง จำกัด ได้เสนอสินค้าเกลือที่พิพาทเพื่อให้จำเลยที่ ๒ บรรทุกไปส่งยังท่าเรือมะละกา ประเทศมาเลเซีย จำเลยที่ ๒ รับขนส่งให้และเป็นผู้ออกใบตราส่ง ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.๕ ที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ออกให้แก่ผู้ส่งนั้น เป็นแบบพิมพ์ใบตราส่งของจำเลยที่ ๑ ที่จำเลยที่ ๑ มีไว้ใช้ในการรับขนส่งของจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๑ จะมีนายสมศักดิ์ สำราญ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ และนางสาววราภรณ์ จึ่งเจริญ ซึ่งเคยทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๒ มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับขนส่งสินค้าพิพาท เป็นเรื่องจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ เช่าเรือโสณมัยในลักษณะเช่าเรือเปล่า กับมีนายสาโรช แสนสุข ซึ่งเคยทำงานเป็นนายเรือให้แก่สายการเดินเรือต่าง ๆ มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ได้พิจารณาสัญญาเช่าเรือเอกสารหมาย ล.๒ แล้วมีความเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงเจ้าของเรือโสณมัยไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขนส่ง เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ หรือไม่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาท ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ที่ได้จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๒ ซึ่งได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจบริการในข้อ (๙) ว่า ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค่าและคนโดยสารทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งรับบริการนำของออกจากท่าเรือตามพิธีศุลกากร และการจัดระวางการขนส่งทุกชนิด เหมือนกับจำเลยที่ ๒ คำต่อคำ และนายสมศักดิ์ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์รับว่า ก่อนหน้านี้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เคยประกอบกิจการรับขนของร่วมกัน แต่หลังจากให้เช่าเรือไปแล้ว ก็ไม่ได้ประกอบกิจการร่วมกัน แต่ก็ไม่มีเหตุผลจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าเหตุใดจำเลยที่ ๑ จึงเลิกประกอบกิจการรับขนของ ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ ๑ เลิกประกอบกิจการรับขนของหรือจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วแต่อย่างใด คงมีแต่นายสมศักดิ์มาเบิกความลอย ๆ ตอบคำถามติงของทนายจำเลยที่ ๑ ว่า หลังจากให้จำเลยที่ ๒ เช่าเรือไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเลอีก ทั้งตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายยูน วิน ก็รับว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ เช่าเรือโสณมัยมาจากจำเลยที่ ๑ แล้ว การขนส่งสินค้ายังคงต้องใช้แบบพิมพ์ใบตราส่งของจำเลยที่ ๑ ทุกครั้ง เพราะเจ้าของสินค้ามีความเชื่อถือฐานะของเจ้าของเรือมากกว่าผู้เช่า การออกใบตราส่งจึงเป็นการออกโดยความยินยอมของจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการเช่าเรือโสณมัยนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายค่าเช่าเรือของจำเลยที่ ๒ และการเสียภาษีเงินได้ในเงินค่าเช่าของจำเลยที่ ๑ พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขนส่งสินค้าพิพาท อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น...

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ ๒ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๘๘๙,๔๑๔.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๒๘,๓๒๗.๓๑ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนในชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกเว้นค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความจำนวน ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.

นายวัส ติงสมิตร ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 43 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท เจริญกรุง มารีน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1091/2545
#47378
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วนและศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งเท่ากับว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย จึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243(1)

คดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน230,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์652,999.16 บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าเป็นเงิน 636,174 บาท จากโจทก์ จำเลยไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยได้รับสินค้าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,825.16 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น652,999.16 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 636,174 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามตัวอย่าง ชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตราฐาน จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนแต่โจทก์เพิกเฉยทำให้จำเลยเสียหายรวมค่าเสียหาย 260,000 บาท จำเลยขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เดือนสิงหาคม 2540 จนถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 9,750 บาท รวมเป็นเงิน 269,750 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระค่าโกดังสินค้าเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะรับสินค้าคืนไปจากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตรงตามตัวอย่างที่ตกลงซื้อขายกันและได้วางบิลเรียกเก็บเงินแล้วจำเลยได้นัดชำระเงินโดยไม่ทักท้วงว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องภายในเวลาอันควร จึงไม่อาจอ้างเหตุความชำรุดบกพร่องมาปฏิเสธไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 127,924บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับกับให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนจากจำเลย และให้ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้งจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ชนะคดีเต็มตามฟ้องศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลดค่าเสียหายในส่วนนี้ โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์คือ 127,924 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหายจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบมาตรา 243(1)

อนึ่งคดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน230,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 652,999.16 บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อาร์.พี.เทค จำกัด
จำเลย — บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1091/2545
#99865
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน และศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งเท่ากับว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย จึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1)

คดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 230,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 652,999.16 บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าเป็นเงิน ๖๓๖,๑๗๔ บาท จากโจทก์ จำเลยไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับสินค้าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๖,๘๒๕.๑๖ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๕๒,๙๙๙.๑๖ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๓๖,๑๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามตัวอย่าง ชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตราฐาน จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนแต่โจทก์เพิกเฉยทำให้จำเลยเสียหาย รวมค่าเสียหาย ๒๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ จนถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย ๙,๗๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๖๙,๗๕๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าโกดังสินค้าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะรับสินค้าคืนไปจากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตรงตามตัวอย่างที่ตกลงซื้อขายกัน และได้วางบิลเรียกเก็บเงินแล้ว จำเลยได้นัดชำระเงินโดยไม่ทักท้วงว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องภายในเวลาอันควร จึงไม่อาจอ้างเหตุความชำรุดบกพร่องมาปฏิเสธไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๑๒๗,๙๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับกับให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนจากจำเลย และให้ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้งจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ชนะคดีเต็มตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลดค่าเสียหายในส่วนนี้ โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์คือ ๑๒๗,๙๒๔ บาท ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหายจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ประกอบมาตรา ๒๔๓ (๑)

อนึ่งคดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ ๖๕๒,๙๙๙.๑๖ บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลย.

นายสมยศ เข็มทอง ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทอาร์.พี.เทค
จำกัด — บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปปอเรชั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2545
#42148
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมากับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี แต่ในสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงว่าโจทก์ต้องรักษาที่เช่าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยต้องไม่ปลูกสร้างต่อเติมส่วนใดส่วนหนึ่งต้องให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจที่เช่าได้ทุกเมื่อ และต้องไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วงนั้นเป็นข้อสัญญาที่มิได้ให้สิทธิโจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้สิทธิโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นผู้ครอบครอง ส่วนที่เป็นบริเวณร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีรถไฟอีกด้วย ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ดังนั้น ในระหว่างอายุสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 จะเข้าปรับปรุงอาคารสถานีรถไฟดังกล่าวในส่วนที่เป็นร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์อันเป็นสถานที่เช่าโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์มิได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ฝ่ายช่างโยธามาทุบร้านอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือห้ามปราม ฉะนั้น การที่โจทก์มาร้องขอลดค่าเช่ากับจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่สามารถทำการค้าได้ตามปกติหลังจากจำเลยที่ 1 เข้าปรับปรุงอาคารแล้วถึง 1 เดือนเศษ จึงเป็นพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทุบร้านอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาในส่วนนี้ แต่เมื่อการปรับปรุงอาคารเสร็จแล้วเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงกลายสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์และจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองใช้ประโยชน์สืบมาอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าตามสัญญาได้ต่อไป จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว

ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 คืนมัดจำให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าสิทธิสิ้นสุดลงและได้พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่โจทก์ฎีกาปัญหานี้มาจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมากับจำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาเช่า5 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ให้ฝ่ายการช่างโยธาทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ที่โจทก์เช่า อ้างเหตุว่าเพื่อปรับปรุงภายในอาคารร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์จนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539โจทก์ไม่สามารถขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ตามปกติ โจทก์ขาดรายได้ไป540,000 บาท เมื่อปรับปรุงเสร็จแล้วจำเลยทั้งสองมิได้ส่งมอบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์คืนโจทก์ โจทก์ขาดรายได้อีก480,000 บาท จำเลยทั้งสองผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 1,020,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนหรือรอนสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า และให้คืนเงินมัดจำแก่โจทก์เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ให้สิทธิโจทก์เข้าไปขายอาหารและสิ่งพิมพ์ที่สถานีรถไฟนครราชสีมาในเขตพื้นที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยโจทก์มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าทรัพย์ จำเลยที่ 1 ต้องปรับปรุงสถานที่ที่กำหนดให้โจทก์ขายสิ่งพิมพ์เป็นห้องประชาสัมพันธ์เพื่อรับงานแสดงสินค้าจึงจัดสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่โจทก์ขายอาหารเป็นที่ขายสิ่งพิมพ์แห่งใหม่ซึ่งโจทก์ตกลงยินยอมด้วยการปรับปรุงสถานที่ไม่มีการทุบอาคารโจทก์ยังขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ตามปกติ จำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญาเช่า ค่าเสียหายโจทก์ตามฟ้องไม่เป็นความจริง โจทก์ขาดรายได้เพราะเหตุอื่นโจทก์หาเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ลดค่าเช่าให้ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องละเมิดซึ่งขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์2539 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมากับจำเลยที่ 1 ค่าเช่ารวมค่าภาษีโรงเรือนเดือนละ112,612.50 บาท มีกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม2535 ตามสัญญาเช่าสิทธิเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งหัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 2 โจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมา นับแต่วันทำสัญญาติดต่อกันเรื่อยมากระทั่งวันที่ 10 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ปรับปรุงอาคารสถานีรถไฟนครราชสีมาเพื่อรับงานแสดงสินค้า โจทก์ย้ายเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ไปยังบริเวณหน้าร้านขายอาหาร เมื่อการปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จ เคาน์เตอร์ดังกล่าวมีสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์ตามภาพถ่ายหมาย จ.12 มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบภาพถ่ายหมาย จ.2 ถึง จ.6 ว่า วันที่ 10สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ให้ฝ่ายการช่างโยธาของจำเลยที่ 1 เข้าทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ที่โจทก์เช่าอ้างว่า เพื่อปรับปรุงภายในอาคารร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ตามปกติถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539 และเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงเป็นห้องประชาสัมพันธ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบคืนให้แก่โจทก์เพื่อใช้เป็นที่ขายสิ่งพิมพ์ได้ดังเดิม จึงถือว่าจำเลยที่ 1จึงผิดสัญญา จำเลยทั้งสองนำสืบโดยจำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 1ต้องทำตามนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนงานแสดงสินค้าโดยปรับปรุงเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ที่โจทก์เช่าเป็นห้องประชาสัมพันธ์และให้โจทก์ไปขายสิ่งพิมพ์ที่หน้าร้านขายอาหารซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันห่างออกไปประมาณ 20 เมตร โจทก์ยังคงขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ดังเดิม และได้ความตามคำเบิกความของนายสมนึก ฤาชา พยานจำเลยทั้งสองว่าบริเวณที่โจทก์เช่าอยู่ติดกับห้องจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าเนื้อที่ประมาณ2 เมตรถึง 2 เมตรครึ่ง ลักษณะเป็นเคาน์เตอร์เปิดออกมาแล้ววางสิ่งพิมพ์ที่จะขาย นายสงกรานต์ ไชยมงคล พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความว่า บริษัทที่รับจ้างปรับปรุงเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ก่อนเพื่อทำเป็นห้องประชาสัมพันธ์ และโจทก์ได้ย้ายสิ่งพิมพ์ไปขายที่หน้าสถานีรถไฟห่างจากเดิมประมาณ 4 ถึง 5 เมตร คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวรับฟังประกอบหนังสือขอความสะดวกในการปรับปรุงภายในอาคารตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีไปถึงโจทก์ที่ปรากฏข้อความผูกมัดจำเลยที่ 1 ว่า ร้านขายอาหารอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ทั้งสัญญาเช่าสิทธิตามเอกสารหมายจ.1 กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับสถานที่เช่าไว้ในข้อ 6 ว่าโจทก์จะรักษาที่เช่าให้คงอยู่ในสภาพเรียบร้อยและจะรักษาความสะอาดโดยกวดขัน... ข้อ 9 โจทก์จะไม่ปลูกขึ้นใหม่หรือปลูกสร้างต่อเติมส่วนหนึ่งส่วนใดขึ้นในสถานที่เช่า... ข้อ 10 โจทก์ต้องยอมให้จำเลยที่ 1หรือพนักงานจำเลยที่ 1 เข้าตรวจสถานที่เช่าได้ทุกเมื่อ... ข้อ 12 โจทก์จะไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วง ดังนี้ เป็นต้น สัญญาเช่าสิทธิตามเอกสารหมาย จ.1จึงมิใช่สัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมาตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้แต่เพียงอย่างเดียวตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา หากแต่ยังให้สิทธิโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นผู้ครอบครองส่วนที่เป็นบริเวณร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีรถไฟดังกล่าวอีกด้วย โดยถือเป็นสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าสิทธิ ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะเข้าปรับปรุงอาคารส่วนที่เป็นร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์อันเป็นสถานที่เช่าโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์มิได้ แต่ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ให้ฝ่ายการช่างโยธาเข้าทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือห้ามปรามการกระทำดังกล่าว ต่อมาโจทก์กลับเป็นฝ่ายร้องขอลดค่าเช่ากับจำเลยที่ 1อ้างว่าไม่สามารถทำการค้าได้ตามปกติ หลังจากจำเลยที่ 1 เข้าปรับปรุงอาคารแล้วถึง 1 เดือนเศษตามหนังสือขอลดหย่อนค่าเช่าเอกสารหมายจ.9 พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบจำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาในส่วนนี้ แต่เมื่อการปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จ เคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงจนกลายสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์และจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองใช้ประโยชน์สืบต่อมาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์สถานที่เช่าตามสัญญาได้อีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 1ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โจทก์เบิกความว่า ร้านขายอาหารขายได้วันละเท่าใด ไม่สามารถบอกได้ ส่วนการขายสิ่งพิมพ์ โจทก์มีบัญชีแสดงรายได้แต่ละวันเป็นหลักฐาน รายได้ดังกล่าวเป็นเปอร์เซ็นต์ที่หักจากราคาขาย ลูกหาบของโจทก์ทั้ง 40 คนจะขายสินค้าแตกต่างกันโดยลูกหาบที่ตั้งร้านขายอาหารจะเสียค่าเช่าให้แก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 200 บาท อัตราค่าเช่าสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกหาบเป็นเงินวันละ 300 บาท ต่ำสุดวันละ 10 บาทซึ่งจากข้อเท็จจริงข้างต้นโจทก์ไม่นำบัญชีแสดงรายได้อันเนื่องมาจากการขายอาหารและสิ่งพิมพ์ตามที่เบิกความถึงมาแสดงต่อศาล ทั้งไม่ปรากฏการเสียภาษีเงินได้บุคคลประจำปีว่า โจทก์มีรายได้ที่ต้องคำนวณภาษีมากน้อยเพียงใด พยานหลักฐานของโจทก์ข้อนี้จึงเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์มีรายได้สุทธิมากถึงวันละ 9,000 บาท จริง และหลังเกิดเหตุรายได้ของโจทก์ลดลงเหลือวันละ 6,000 บาทส่วนที่โจทก์นำนางเกษยา อมาตยกุล ภริยาโจทก์ นายสุริยัน คงอุ่น ลูกหาบ และนางสาวประไพ เอื้อรัตนพิศุทธิ์ ตัวแทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์เข้าเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เสียหายวันละ 3,000 บาท นั้น พยานบุคคลดังกล่าวล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียในกิจการค้าร่วมกับโจทก์ทั้งสิ้น จึงมีน้ำหนักน้อย เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพของร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ถึง จ.8 และ ล.5 ถึง ล.6 ประกอบข้อความตามหนังสือขอลดหย่อนค่าเช่าเอกสารหมาย จ.9 ทั้งข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของโจทก์เองว่า รายได้จากการขายอาหารของโจทก์ส่วนใหญ่ได้จากการเก็บค่าตอบแทนจากบรรดาลูกหาบของโจทก์ ซึ่งโจทก์จะมีรายได้คงที่แน่นอนตามจำนวนลูกหาบ ลูกหาบ จะขายอาหารหรือสินค้าอื่นใดลดลงเพียงใด โจทก์ยังคงได้ค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนเช่นเดิมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายวันละ100 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540จึงเหมาะสมแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัวฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน และที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน เป็นเงิน 337,837.50 บาทแก่โจทก์ ด้วยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในส่วนคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าสิทธิสิ้นสุดลง และได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 การที่โจทก์ฎีกาในปัญหานี้มานั้นเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้สำหรับที่โจทก์ฎีกา ในส่วนคำขอเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความรวม 1,200บาท ต่ำเกินไปนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้เหมาะสมแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 550 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสรี จรัสบุญประชา
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2545
#47785
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมาระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทยจำเลยที่ตกลงว่า โจทก์จะรักษาที่เช่าให้คงอยู่ในสภาพเรียบร้อยและจะรักษาความสะอาดโดยกวดขัน โจทก์จะไม่ปลูกขึ้นใหม่ หรือปลูกสร้างต่อเติมส่วนหนึ่งส่วนใดขึ้นในสถานที่เช่า โจทก์ต้องยอมให้จำเลย หรือพนักงานจำเลยเข้าตรวจสถานที่เช่าได้ทุกเมื่อ จะไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วงมิใช่สัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมาเท่านั้น หากแต่ยังให้สิทธิโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นผู้ครอบครองส่วนที่เป็นบริเวณร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีรถไฟอีกด้วยโดยถือเป็นสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าสิทธิ ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ ดังนั้น จำเลยจะเข้าปรับปรุงอาคารส่วนที่เป็นร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมากับจำเลยที่ 1 ค่าเช่ารวมค่าภาษีโรงเรือนเป็นเงินเดือนละ 112,612.50 บาทกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ให้ฝ่ายการช่างโยธาทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ที่โจทก์เช่า อ้างเหตุว่าเพื่อปรับปรุงภายในอาคารร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์จนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ไม่สามารถขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ตามปกติ โจทก์ขาดรายได้ไป 540,000 บาท เมื่อปรับปรุงเสร็จแล้ว จำเลยทั้งสองมิได้ส่งมอบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์คืนโจทก์ โจทก์ขาดรายได้อีก 480,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 1,020,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนหรือรอนสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า และให้คืนเงินมัดจำแก่โจทก์เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ให้สิทธิโจทก์เข้าไปขายอาหารและสิ่งพิมพ์ที่สถานีรถไฟนครราชสีมาในเขตพื้นที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยโจทก์มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมากับจำเลยที่ 1 ค่าเช่ารวมค่าภาษีโรงเรือนเดือนละ 112,612.50 บาท มีกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปีนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2535 ตามสัญญาเช่าสิทธิเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งหัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 2 โจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมานับแต่วันทำสัญญาติดต่อกันเรื่อยมากระทั่งวันที่ 10 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ปรับปรุงอาคารสถานีรถไฟนครราชสีมาเพื่อรับงานแสดงสินค้า โจทก์ย้ายเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ไปยังบริเวณหน้าร้านขายอาหารเมื่อการปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จเคาน์เตอร์ดังกล่าวมีสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์ตามภาพถ่ายหมาย จ.12 มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบภาพถ่ายหมาย จ.2 ถึง จ.6 ว่า วันที่ 10 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ให้ฝ่ายการช่างโยธาของจำเลยที่ 1 เข้าทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ที่โจทก์เช่าอ้างว่าเพื่อปรับปรุงภายในอาคารร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ตามปกติถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539 และเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงเป็นห้องประชาสัมพันธ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบคืนให้แก่โจทก์เพื่อใช้เป็นที่ขายสิ่งพิมพ์ได้ดังเดิม จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจำเลยทั้งสองนำสืบโดยจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ต้องทำตามนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนงานแสดงสินค้าโดยปรับปรุงเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ที่โจทก์เช่าเป็นห้องประชาสัมพันธ์ และให้โจทก์ไปขายสิ่งพิมพ์ที่หน้าร้านขายอาหารซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันห่างออกไปประมาณ 20 เมตร โจทก์ยังคงขายอาหารและสิ่งพิมพ์ได้ดังเดิม และได้ความตามคำเบิกความของนายสมนึก ฤาชา พยานจำเลยทั้งสองว่า บริเวณที่โจทก์เช่าอยู่ติดกับห้องจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าเนื้อที่ประมาณ 2 เมตร ถึง 2 เมตรครึ่ง ลักษณะเป็นเคาน์เตอร์เปิดออกมาแล้ววางสิ่งพิมพ์ที่จะขาย นายสงกรานต์ ไชยมงคล พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความว่าบริษัทที่รับจ้างปรับปรุงเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ก่อนเพื่อทำเป็นห้องประชาสัมพันธ์และโจทก์ได้ย้ายสิ่งพิมพ์ไปขายที่หน้าสถานีรถไฟห่างจากเดิมประมาณ 4 ถึง 5 เมตร คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวรับฟังประกอบหนังสือขอความสะดวกในการปรับปรุงภายในอาคารตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีไปถึงโจทก์ที่ปรากฏข้อความผูกมัดจำเลยที่ 1 ว่าร้านขายอาหารอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ทั้งสัญญาเช่าสิทธิตามเอกสารหมาย จ.1 กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับสถานที่เช่าไว้ในข้อ 6 ว่า โจทก์จะรักษาที่เช่าให้คงอยู่ในสภาพเรียบร้อยและจะรักษาความสะอาดโดยกวดขัน... ข้อ 9 โจทก์จะไม่ปลูกขึ้นใหม่ หรือปลูกสร้างต่อเติมส่วนหนึ่งส่วนใดขึ้นในสถานที่เช่า... ข้อ 10 โจทก์ต้องยอมให้จำเลยที่ 1 หรือพนักงานจำเลยที่ 1 เข้าตรวจสถานที่เช่าได้ทุกเมื่อ... ข้อ 12 โจทก์จะไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วงดังนี้เป็นต้น สัญญาเช่าสิทธิตามเอกสารหมาย จ.1 จึงมิใช่สัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมาตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้แต่เพียงอย่างเดียวตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา หากแต่ยังให้สิทธิโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นผู้ครอบครองส่วนที่เป็นบริเวณร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีรถไฟดังกล่าวอีกด้วย โดยถือเป็นสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าสิทธิ ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จะเข้าปรับปรุงอาคารส่วนที่เป็นร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์อันเป็นสถานที่เช่าโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์มิได้ แต่ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์เพียงว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ให้ฝ่ายการช่างโยธาเข้าทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านหรือห้ามปรามการกระทำดังกล่าว ต่อมาโจทก์กลับเป็นฝ่ายร้องขอลดค่าเช่ากับจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่สามารถทำการค้าได้ตามปกติ หลังจากจำเลยที่ 1 เข้าปรับปรุงอาคารแล้วถึง 1 เดือนเศษ ตามหนังสือขอลดหย่อนค่าเช่าเอกสารหมาย จ.9 พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบจำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาในส่วนนี้ แต่เมื่อการปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จ เคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงจนกลายสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์และจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองใช้ประโยชน์สืบต่อมาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์สถานที่เช่าตามสัญญาได้อีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสรี จรัสบุญประชา
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2545
#98428
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟ ไม่ใช่สัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์บริเวณสถานีรถไฟเพียงอย่างเดียว หากแต่ให้สิทธิโจทก์ใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นผู้ครอบครองส่วนที่เป็นบริเวณร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะเข้าปรับปรุงส่วนที่เป็นสถานที่เช่าโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ไม่ได้ แต่การที่ฝ่ายจำเลยเข้าทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งห้ามปราม แต่กลับขอให้จำเลยที่ 1 ลดค่าเช่าให้เนื่องจากไม่สามารถทำการค้าได้ตามปกติ พฤติการณ์มีเหตุเชื่อได้ว่าโจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาในส่วนนี้ แต่เมื่อปรับปรุงอาคารเสร็จ เคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงเป็นห้องประชาสัมพันธ์ และจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์สถานที่เช่าตามสัญญาได้อีก จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน ๑,๐๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าเสียหายเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนหรือรอนสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า และให้คืนเงินมัดจำแก่โจทก์เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑,๒๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟนครราชสีมากับจำเลยที่ ๑ ค่าเช่ารวมค่าภาษีโรงเรือนเดือนละ ๑๑๒,๖๑๒.๕๐ บาท มีกำหนดระยะเวลาเช่า ๕ ปี นับแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานจำเลยที่ ๑ ในตำแหน่งหัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต ๒ โจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมานับแต่วันทำสัญญาติดต่อกันเรื่อยมากระทั่งวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ปรับปรุงอาคารสถานีรถไฟนครราชสีมาเพื่อรับงานแสดงสินค้า โจทก์ย้ายเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ไปยังบริเวณหน้าร้านขายอาหาร เมื่อการปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จ เคาน์เตอร์ดังกล่าวมีสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์ มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ สัญญาเช่าสิทธิกล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับสถานที่เช่าไว้ในข้อ ๖ ว่า โจทก์จะรักษาที่เช่าให้คงอยู่ในสภาพเรียบร้อย และจะรักษาความสะอาดโดยกวดขัน? ข้อ ๙ โจทก์จะไม่ปลูกขึ้นใหม่ หรือปลูกสร้างต่อเติมส่วนหนึ่งส่วนใดขึ้นในสถานที่เช่า? ข้อ ๑๐ โจทก์ต้องยอมให้จำเลยที่ ๑ หรือพนักงานจำเลยที่ ๑ เข้าตรวจสถานที่เช่าได้ทุกเมื่อ? ข้อ ๑๒ โจทก์จะไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วง ดังนี้เป็นต้น สัญญาเช่าสิทธิดังกล่าว จึงมิใช่สัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในบริเวณสถานีรถไฟนครราชสีมาตามที่จำเลยที่ ๑ กำหนดให้แต่เพียงอย่างเดียว ตามที่จำเลยที่ ๑ อ้างในฎีกา หากแต่ยังให้สิทธิโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นผู้ครอบครองส่วนที่เป็นบริเวณร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีรถไฟดังกล่าวอีกด้วย โดยถือเป็นสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าสิทธิ ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๔ เช่าทรัพย์ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จะเข้าปรับปรุงอาคารส่วนที่เป็นร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์อันเป็นสถานที่เช่าโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์มิได้ แต่ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ให้ฝ่ายการช่างโยธาเข้าทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านหรือห้ามปรามการกระทำดังกล่าว ต่อมาโจทก์กลับเป็นฝ่ายร้องขอลดค่าเช่ากับจำเลยที่ ๑ อ้างว่าไม่สามารถทำการค้าได้ตามปกติ หลังจากจำเลยที่ ๑ เข้าปรับปรุงอาคารแล้วถึง ๑ เดือนเศษ ตามหนังสือขอลดหย่อนค่าเช่า พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ทุบร้านขายอาหารและเคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ผิดสัญญาในส่วนนี้ แต่เมื่อการปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จ เคาน์เตอร์ขายสิ่งพิมพ์ถูกดัดแปลงจนกลายสภาพเป็นห้องประชาสัมพันธ์และจำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองใช้ประโยชน์สืบต่อมาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์สถานที่เช่าตามสัญญาได้อีกต่อไป จำเลยที่ ๑ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีที่ว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานจำเลยที่ ๑ กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เป็นการส่วนตัว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี จรัสบุญประชา
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2545
#44114
เปิดฉบับเต็ม

ในทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์คันที่เช่าซื้อโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร และรถได้เสื่อมราคาลงไปเนื่องจากเกิดความเสียหาย เพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษารถดังกล่าวตามสมควรแล้วโดยนำไปตรวจเช็คและซ่อมแซมที่ศูนย์รถยนต์ของโจทก์เป็นประจำตลอดมา ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยถือมิได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับการเสื่อมราคาตามสภาพของการใช้รถตามปกติ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮุนไดจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ว่าจะรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 19 งวด ส่วนงวดที่ 20 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อบางส่วนจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 เป็นต้นมา คงค้างชำระค่าเช่าซื้อ 496,519 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์แต่รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดเสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 10,807 บาท และรถยนต์ที่เช่าซื้อต้องเสื่อมราคาจากราคาปกติ 196,519 บาท รวมค่าเสื่อม ราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ 207,326 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 215,099 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 207,326 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพดี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองค่าซ่อมรถไม่เกิน 1,000 บาท ค่าเสียหายไม่เกิน 6,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน2540) จนกว่าชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอย่างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถเสียหายและเสื่อมราคาลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสื่อมราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายวีระศิลป์ แก้วมุนีโชค ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า รถยนต์พิพาทเสื่อมสภาพลงและโจทก์คิดค่าเสื่อมสภาพเป็นเงิน 196,519 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร และรถได้เสื่อมราคาลงไปเนื่องจากเกิดความเสียหายเพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่อ ยิ่งไปกว่านั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายการตรวจสภาพรถตามเอกสารหมาย จ.13กลับบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษารถยนต์พิพาทตามสมควรแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจเช็คและซ่อมแซมที่ศูนย์ซ่อมรถยนต์ของโจทก์เป็นประจำตลอดมา ดังนี้ การที่รถยนต์พิพาทถูกใช้งานตามสภาพก็ย่อมเสื่อมราคาไปบ้างตามปกติ และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยถือมิได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมิต้องรับผิดเกี่ยวกับการเสื่อมราคาตามสภาพของการใช้รถยนต์ตามปกติพยานหลักฐานโจทก์รับฟังมิได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอย่างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์เสื่อมราคาลงและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อเป็นประเด็นเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.บี. ออโตเซลล์ จำกัด
จำเลย — นาง สมพร หลีเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2545
#42147
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาโดยคัดถ่ายภาพคำคู่ความและเอกสารต่าง ๆที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรวมทำเป็นคำฟ้องฎีกา และกล่าวอ้างในฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยเป็นบิดาที่ดีของบุตรได้ชำระค่าอาหารและค่าเล่าเรียนให้บุตร บุตรจึงควรอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของจำเลยจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาฯมาตรา 124 ประกอบมาตรา 6 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย เมื่อปี 2539 จำเลยทุบตีด่าว่าโจทก์และด่าว่ามารดาโจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยว่า "อีสัตว์นรก ทำบุญบังหน้า ไปวัดก็ไปนอนกับพระอีเหี้ย อีสันดานหมา มึงมีญาติวงศ์ตระกูลเท่าไรให้ขนมาสู้กับกู" และยังด่าและกล่าวหาว่าโจทก์มีชู้เป็นคนชั่ว ทำให้มารดาโจทก์ไม่สามารถอยู่ด้วยได้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2542 จำเลยด่าโจทก์ต่อหน้าบุตรทั้งสองและชาวบ้านว่า "อีเหี้ย อีสัตว์ อีสันดานหมา อีกะหรี่ในคราบเครื่องแบบ กูจะตีทรมานมึงให้ตายด้วยมือตีนกู น้ำหน้าอย่างมึงจะมีใครช่วยมึงได้ อีขี้ข้า" และกล่าวหาว่าโจทก์มีชู้ ทำให้โจทก์อับอายขายหน้าพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติโจทก์ดังเช่นสามีภริยาพึงปฏิบัติต่อกันอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงโจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นภริยาจำเลยอีกต่อไป ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้แบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยหาเรื่องทุบตีทำร้ายร่างกายและจิตใจโจทก์เพียงแต่เคยใช้มือฟาดหัวไหล่โจทก์เนื่องจากมีปากเสียงกันเล็กน้อย โจทก์เคยบันดาลโทสะใช้มีดบางขนาดเล็กขว้างจำเลยถูกส้นเท้าเป็นบาดแผล จำเลยเคารพนับถือมารดาโจทก์ แต่เคยมีปากเสียงกันบ้างเล็กน้อย เนื่องจากมารดาโจทก์ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยมากเกินควร โจทก์เป็นฝ่ายแยกห้องนอนไม่ร่วมหลับนอนและไม่พูดจากับจำเลยดังเช่นสามีภริยาทั่วไป จำเลยอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและดูแลชำระค่าใช้จ่ายในครอบครัวตลอดมา ขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องแก่โจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าแบ่งไม่ได้หรือการแบ่งจะทำให้เสียหายมากนักให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาด ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนายก้องพงศ์ไชยรัตน์ และเด็กหญิงกฤตยาพร ไชยรัตน์ บุตรผู้เยาว์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121ไม่รับวินิจฉัยคดีให้พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาโดยเพียงแต่คัดถ่ายภาพคำคู่ความและเอกสารต่าง ๆ ในคดีนี้ที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรวมทำเป็นคำฟ้องฎีกา และกล่าวอ้างในฎีกาแต่เพียงว่าจำเลยเป็นบิดาที่ดีของบุตรได้ชำระค่าอาหารและค่าเล่าเรียนให้บุตร บุตรควรอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของจำเลย จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวว่ามิชอบหรือมิถูกต้องอย่างไร เพื่อที่ศาลฎีกาจะได้ทราบรายละเอียดว่าจำเลยติดใจฎีกาโต้แย้งในปัญหาใดบ้าง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 124ประกอบมาตรา 6 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนทรี ไชยรัตน์
จำเลย — นาย กังวาน ไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1075/2545
#42775
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อแลกกับอิสรภาพ เมื่อผู้เสียหายยอมรับเงินคืนจากจำเลยย่อมเชื่อหรือสันนิษฐานได้ว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยเท่านั้น จำเลยมิได้อ้างว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายก็เบิกความว่ายังติดใจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยอยู่เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อันเป็นการยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ได้ยอมความกับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้นางวัลลภาคำแรต ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศคือประเทศไต้หวันโดยเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และโดยทุจริตจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงนางวัลลภา คำแรต ผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานและส่งผู้เสียหายไปทำงานเป็นพนักงานประกอบรถจักรยานหรือทำงานอื่นในประเทศไต้หวันได้ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,840 บาท มีระยะเวลา3 ปี แต่จะต้องเสียเงินค่าบริการให้แก่จำเลยกับพวก 120,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและส่งผู้เสียหายไปทำงานในประเทศไต้หวันในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนดังกล่าวได้โดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวก ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงสมัครไปทำงานและจ่ายเงินค่าบริการให้แก่จำเลยกับพวกไป 35,000 บาทขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91, 83นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8290/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 91, 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยยอมคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายอันเป็นการรู้สึกถึงความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก4 ปี ยกคำขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8290/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้พิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91, 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายแล้ว เป็นการรู้สำนึกถึงความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้คืนเงิน 35,000บาท ให้แก่ผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงระงับศาล จึงมิอาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องฎีกาของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อแลกกับอิสรภาพเมื่อผู้เสียหายยอมรับเงินคืนจากจำเลยย่อมเชื่อหรือสันนิษฐานได้ว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยเท่านั้น จำเลยมิได้อ้างว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งผู้เสียหายก็เบิกความว่า ผู้เสียหายได้รับเงิน35,000 บาท คืนจากจำเลยแล้ว แต่ยังติดใจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยอยู่เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อันเป็นการยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ได้ยอมความกับจำเลยสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสมหวัง บัวระบัดทอง
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1075/2545
#98415
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องฎีกาของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อแลกกับอิสรภาพ เมื่อผู้เสียหายยอมรับเงินคืนจากจำเลยย่อมเชื่อหรือสันนิษฐานได้ว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยเท่านั้น จำเลยมิได้อ้างว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายก็เบิกความว่า ผู้เสียหายได้รับเงินคืนจากจำเลยแล้ว แต่ยังติดใจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยอยู่เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อันเป็นการยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ได้ยอมความกับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 341, 91, 83 โดยนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8290/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341, 91, 83 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต? ฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341, 91, 83 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90.. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้คืนเงิน 35,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงระงับ ศาลจึงมิอาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องฎีกาของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อแลกกับอิสรภาพ เมื่อผู้เสียหายยอมรับเงินคืนจากจำเลยย่อมเชื่อหรือสันนิษฐานได้ว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยเท่านั้น จำเลยมิได้อ้างว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายก็เบิกความว่า ผู้เสียหายได้รับเงิน 35,000 บาท คืนจากจำเลยแล้ว แต่ยังติดใจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยอยู่เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อันเป็นการยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ได้ยอมความกับจำเลยสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสมหวัง บัวระบัดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1068/2545
#44113
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 1 มีอาชีพค้าขายโคกระบือ แต่ในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 มีรายการฝากแต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนมาก บางครั้งมากถึง 500,000 บาท และแม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะอ้างว่าตนเป็นเจ้ามือสลากกินรวบมีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000บาท ถึง 70,000 บาท ก็มิใช่อาชีพสุจริตที่จะอ้างถึงมูลเหตุการได้มาซึ่งทรัพย์สินของตนได้ ประกอบกับทรัพย์สินที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินยึดและอายัดไว้นั้น นอกจากเงินสด 343,340 บาทแล้ว ล้วนแต่เป็นทองรูปพรรณและอัญมณีจำนวนมากถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริต จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29 วรรคท้าย

ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 แม้ว่าศาลจะพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ทำให้ไม่สามารถริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองเป็นสามีภริยากัน และศาลลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ก็รับว่าเป็นเพียงแม่บ้านมีหน้าที่ดูแลบุตรเท่านั้น ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีอาชีพใดที่จะสามารถมีเงินได้เพื่อนำไปซื้อทรัพย์สินมีค่าเหล่านั้น แต่กลับมีเงินในบัญชีเงินฝากสูงสุดถึง340,000 บาท ทรัพย์สินอื่นก็ล้วนแต่เป็นทองรูปพรรณและอัญมณีจำนวนมากถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่เกินฐานะหรือความสามารถของผู้คัดค้านที่ 2 จึงเห็นได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ได้มาเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลจึงมีอำนาจริบทรัพย์สินนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นจำเลยที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นจำเลยที่ 2 กับนายวิเชียร กลิ้งกลม เป็นจำเลยที่ 3 และนายสมเกียรติล้อมวงษ์ เป็นจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1270/2540 ของศาลชั้นต้น และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ใช้อำนาจตามกฎหมายทำการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองแล้วปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบรวม 49 รายการเป็นทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางการกุศลสาธารณะ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ประชุมวินิจฉัยแล้วว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองรวม 49 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองรวม 49 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 27/2540 ลงวันที่ 25 เมษายน 2540 เอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำร้อง ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองรวม 49 รายการตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 27/2540 ตามพระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29และ 31

เลขาธิการได้ประกาศให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีโดยปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอย่างน้อยเจ็ดวันและประกาศอย่างน้อยสองวันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า ทรัพย์สินตามรายการที่ 11, 12 และ 36 ถึง 48 เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ทรัพย์สินตามรายการที่ 2, 4, 8, 16 ถึง 22, 27 ถึง 35 และ 49 เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 5, 6, 7, 9, 10, 13, 14,15, 23, 24, 25 และ 26 เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นที่นำมาฝากไว้ ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้องและถอนอายัดทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรวม 49 รายการของผู้คัดค้านทั้งสอง ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 27/2540 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นสามีภริยากันและถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 314,800 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 แต่ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 ในข้อหานี้และคดีถึงที่สุดแล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ทรัพย์สิน 49 รายการตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 27/2540 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีอาชีพค้าขายโคกระบือและเป็นเจ้ามือสลากกินรวบมีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท ถึง 70,000 บาท แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้คัดค้านที่ 1 เอกสารหมาย ป.ร.1 (ศาลจังหวัดตรัง) ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีอาชีพรับจ้างเป็นช่างปูน มีรายได้ประมาณวันละ 200 บาท คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 จึงแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนในคดีดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง อีกทั้งการเป็นเจ้ามือสลากกินรวบก็มิใช่อาชีพสุจริตที่จะเป็นข้ออ้างถึงมูลเหตุการได้มาซึ่งทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากนี้ตามบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 ในเอกสารหมาย ร.12 มีรายการฝากแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินฝากมากถึง 500,000 บาท ประกอบกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินยึดและอายัดไว้นั้น นอกจากเงินสดจำนวน 343,340 บาทแล้ว ล้วนแต่เป็นทองรูปพรรณและอัญมณีจำนวนมากถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริต จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคท้าย ผู้คัดค้านที่ 1 เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน แม้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ที่นำมาฝากผู้คัดค้านที่ 1 ก็ไม่ได้นำมาสืบจึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ สำหรับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น แม้ว่าศาลจะพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 และคดีถึงที่สุดแล้ว อันทำให้ไม่สามารถริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่า ทรัพย์สินตามรายการที่ 2, 4, 8, 16 ถึง 22, 27 ถึง 35 และ 49 เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นสามีภริยากันและศาลได้พิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว และผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่าไม่ได้ทำงานเพียงแต่เป็นแม่บ้านดูแลบ้านและบุตรเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีอาชีพใดที่จะสามารถมีเงินได้เพื่อนำไปซื้อทรัพย์สินมีค่าเหล่านั้น แต่ในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 2 มีรายการฝากแต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งจำนวนสูงสุดในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 2 มีเงินฝากสูงสุดเป็นเงิน 340,000 บาท สำหรับทรัพย์สินอื่นนั้นล้วนเป็นทองรูปพรรณและอัญมณีจำนวนมากถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือเกินฐานะ หรือความสามารถของผู้คัดค้านที่ 2 ในการประกอบอาชีพโดยสุจริต แต่รับฟังว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ผู้ร้องขอริบเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ริบทรัพย์สินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 29
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย อำนวยหรือแนว บุญอำพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1067/2545
#44661
เปิดฉบับเต็ม

การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน โดยทั้งสองคนตกลงจะเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาทั้งในทางธรรมชาติและกฎหมาย ได้ดูแลความทุกข์สุข เจ็บป่วยซึ่งกันและกันต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน การที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ช. แต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยกัน เมื่อ ช. ป่วย โจทก์เป็นผู้พา ช. ไปโรงพยาบาลและเสียค่ารักษาพยาบาลให้ และยังให้ ช. ไปพักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนจำเลยยังคงพักอาศัยอยู่กับน้องสาวและไม่เคยออกค่ารักษาพยาบาลทั้งไม่เคยมาเยี่ยมเยียน ช. เลย เห็นได้ชัดว่าจำเลยกับ ช. มิได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด จำเลยเองก็ยังรับว่าไม่อยากไปจดทะเบียนสมรส แต่ ช. เป็นผู้พาไปโดยบอกว่าถ้าไม่จดทะเบียนสมรสแล้วจะไม่มีผู้ใดมีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอด ซึ่งก็ปรากฏว่าเมื่อ ช. ถึงแก่กรรมจำเลยเป็นผู้ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดมาจริง แสดงว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ช. โดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากันมาแต่แรก หากแต่เป็นการกระทำเพื่อให้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดเท่านั้น การสมรสของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สืบสันดานหรือทายาทโดยธรรมของเรือเอกเชิดชายศรีงามผ่อง กับนางทองอยู่ ศรีงามผ่อง จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชาย แต่การจดทะเบียนสมรสดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนากันหลอก ๆ เพื่อจำเลยหวังผลประโยชน์อันเป็นบำเหน็จตกทอดของเรือเอกเชิดชาย ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญกองทัพเรือเมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่กรรม และขณะจดทะเบียนสมรส เรือเอกเชิดชายป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ จำเลยเกรงว่าสิทธิในบำเหน็จตกทอดยุติลง จำเลยจึงร้องขอให้เรือเอกเชิดชายจดทะเบียนสมรสกับตน หลังจากนั้นอีก 38 วัน เรือเอกเชิดชายก็ถึงแก่กรรม จำเลยจึงอาศัยสิทธิตามทะเบียนสมรสดังกล่าวยื่นแสดงความจำนงต่อกองทัพเรือเพื่อขอรับบำเหน็จตกทอดของเรือเอกเชิดชายและกองทัพเรือได้จ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลยไปแล้ว ขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง เป็นโมฆะ และขอให้แจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสด้วย

จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชาย มิใช่เฉพาะแต่บำเหน็จตกทอดแต่รวมถึงสิทธิในการที่จะรับมรดกด้วย จำเลยไม่ทราบเรื่องเรือเอกเชิดชายป่วยด้วยโรคมะเร็ง เพราะเรือเอกเชิดชายปิดบังไว้ตลอดเวลา แต่เพราะความห่วงใยของเรือเอกเชิดชายว่า จำเลยจะไม่ได้รับสิทธิอย่างใด ๆ ตามกฎหมายจึงจำต้องจดทะเบียนให้ เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่กรรม คงมีโจทก์ จ่าสิบเอกคำรพ ศรีงามผ่อง และจำเลยเป็นทายาทโดยธรรม โจทก์ได้รับมรดกครบถ้วนและจำเลยฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกมิได้ฟ้องเรียกเอาส่วนของโจทก์ที่ได้รับไปแล้ว จำเลยจึงมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ก็คือ การสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง เป็นโมฆะหรือไม่ จากการนำสืบของทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ปรากฏตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งการสมรสนั้นจะทำได้ต่อเมื่อจำเลยกับเรือเอกเชิดชายยินยอมเป็นสามีภริยากัน และการเป็นสามีภริยากันนั้นก็คือทั้งสองคนตกลงจะเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน จึงจำต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาทั้งในทางธรรมชาติและกฎหมาย นั่นก็คือจะได้ดูแลความทุกข์สุขเจ็บป่วยซึ่งกันและกัน ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน จำเลยเบิกความว่าได้อยู่กินฉันสามีภริยากับเรือเอกเชิดชายก่อนจดทะเบียนสมรสนานประมาณ 5 ปี แต่ในขณะเดียวกันจำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านของน้องสาวจำเลยมาตั้งแต่ปี 2526 ส่วนเรือเอกเชิดชายนั้นก็พักอาศัยอยู่บ้านของเรือเอกเชิดชาย ซึ่งจำเลยเคยไปที่บ้านของเรือเอกเชิดชายหลายครั้งแต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยแต่อย่างใด ในปี 2534 ถึง 2535 เรือเอกเชิดชายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โจทก์เป็นผู้พาเรือเอกเชิดชายไปโรงพยาบาลและเสียค่ารักษาพยาบาลให้ และยังให้เรือเอกเชิดชายไปพักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนจำเลยคงพักอาศัยอยู่กับน้องสาวเช่นเดิม จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อนำมาวินิจฉัยเข้ากับคำเบิกความของโจทก์ที่ว่านางทองอยู่มารดาของโจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2530 ต่อมาปลายปี2535 เรือเอกเชิดชายป่วย โจทก์ได้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วนำตัวมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าไม่สมควรที่จะให้เรือเอกเชิดชายอยู่บ้านเพียงลำพังคนเดียว จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2537 เรือเอกเชิดชายก็ถึงแก่กรรม ได้ความจากโจทก์ต่อไปว่าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า เรือเอกเชิดชายได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน จำเลยไม่เคยออกค่ารักษาพยาบาลและไม่เคยมาเยี่ยมเรือเอกเชิดชาย รูปคดีเห็นได้ว่าจำเลยกับเรือเอกเชิดชายมิได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยอีกว่า จำเลยยังไม่อยากไปจดทะเบียนสมรสจนกระทั่งในตอนหลังเรือเอกเชิดชายเป็นผู้พาไปจดทะเบียนสมรสเองโดยเรือเอกเชิดชายบอกว่าหากจำเลยไม่จดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายแล้วจะไม่มีผู้ใดมีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอด เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่กรรม ซึ่งจำเลยก็ได้ไปรับเงินบำเหน็จตกทอดมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากันมาตั้งแต่แรก หากแต่เป็นการกระทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนั่นก็คือการมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวนั่นเอง การสมรสของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง เป็นโมฆะให้แจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1495
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กัญญา ศรีเกริกกริช
จำเลย — นาง ประดับ ศรีงามผ่อง
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1064/2545
#42146
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ชำระภาษีไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์นำดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ยืมที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาซื้อที่ดินให้ผู้อื่นเช่าซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์คำนวณกำไรสุทธิและเสียภาษีไม่ถูกต้อง แต่ในชั้นตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีตลอดมา แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้โจทก์ ประกอบกับปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 375) พ.ศ. 2543 ซึ่งใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไปมาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ทั้งนี้เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ตามความประสงค์ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในคดีนี้ แม้ว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะไม่มีผลให้โจทก์ได้รับผลประโยชน์นี้เนื่องจากออกบังคับใช้ในภายหลังก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สมควรจะลดเบี้ยปรับลงได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาซื้อที่ดินให้บริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ไทยแลนด์ จำกัด เช่าทำประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2533 ซึ่งขณะนั้นที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมที่จะให้เช่าโดยโจทก์มีรายได้อย่างเดียวคือค่าเช่าที่ดินจากบริษัทดังกล่าวซึ่งนำมาจ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โจทก์ได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคารตามปกติระหว่างปี 2532 ถึง 2536 โดยดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะนำที่ดินออกให้เช่าโจทก์บันทึกเป็นต้นทุนของที่ดิน ส่วนดอกเบี้ยหลังจากที่ได้ให้เช่าที่ดินแล้วได้บันทึกเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี จำเลยได้ตรวจสอบภาษีของโจทก์ แจ้งว่าโจทก์มีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวจึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยและได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ที่กำหนดให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีมารวมเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ๆ ดอกเบี้ยเงินกู้จากการกู้เงินไปซื้อที่ดินที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ที่โจทก์มีรายได้จากการนำที่ดินออกให้เช่าและได้รายได้เป็นค่าเช่าที่ดินมา จึงเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้ค่าเช่าในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี การที่จำเลยอ้างว่ารายจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) ไม่ให้นำไปถือเป็นรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เป็นผลให้โจทก์มีแต่รายได้แต่ไม่มีรายจ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้จึงไม่ถูกต้องและขัดกับหลักการในการคำนวณภาษีเงินได้ดังกล่าวข้างต้น ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงไม่ควรตีความว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน คดีนี้โจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบตลอดจนไปให้การและส่งเอกสารหลักฐานตามที่จำเลยต้องการ ทั้งโจทก์เสียภาษีด้วยดีมาตลอดไม่เคยถูกตรวจสอบมาก่อน และประเด็นเรื่องรายจ่ายต้องห้ามในคดีนี้เป็นเรื่องปัญหาการตีความกฎหมายซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หากศาลเห็นว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในคดีนี้เป็นรายจ่ายต้องห้ามแล้วก็ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วย จึงขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1037/2/101141 และ 101142 ลงวันที่ 18 มีนาคม2539 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.2)/506 และ 508/2543ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2543 เฉพาะเบี้ยปรับโดยให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ชำระภาษีไม่ถูกต้องก็เนื่องจากการที่โจทก์นำดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ยืมที่โจทก์กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาซื้อที่ดินให้ผู้อื่นเช่า ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามมิให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (5) มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์คำนวณกำไรสุทธิและเสียภาษีไม่ถูกต้องประกอบกับข้อเท็จจริงยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางว่าในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ความว่า ในชั้นตรวจสอบภาษีอากร โจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีตลอดมา พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จึงมีเหตุสมควรที่จะลดเบี้ยปรับให้โจทก์ได้ ประกอบกับในปัจจุบันนี้ได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 375) พ.ศ. 2543 ซึ่งใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป มาตรา 3ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ตามความประสงค์ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่พิพาทในคดีนี้ แม้ว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะไม่มีผลถึงกรณีของโจทก์ เนื่องจากออกบังคับใช้ในภายหลัง อันเป็นผลทำให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์นี้ก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สมควรจะลดเบี้ยปรับลงได้อีก ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 30ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น จึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 375) ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็กเซลเล้นท์ควอลิตี้ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2545
#42774
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำรถจักรยานยนต์จอดไว้ที่สถานที่รับจอดรถของจำเลยโดยจำเลยคิดค่าบริการวันละ 5 บาท และออกบัตรอนุญาตจอดรถจักรยานยนต์ให้ โจทก์จอดรถในบริเวณสถานที่รับจอดรถของจำเลยล็อกกุญแจรถและเก็บกุญแจไว้ที่โจทก์ แสดงว่าโจทก์ส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้จำเลยและจำเลยยอมรับรถจักรยานยนต์จากโจทก์มาอยู่ในความอารักขาของจำเลยแล้ว โดยมีพนักงานของจำเลยเป็นผู้ดูแลรถ หากโจทก์จะนำรถออกจากสถานที่จอดรถ ต้องแสดงบัตรอนุญาตต่อพนักงานของจำเลย แม้บัตรดังกล่าวจะระบุเพียงว่าเป็นบัตรอนุญาตให้จอดรถจักรยานยนต์ และไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการรับฝากรถ แต่การปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยเข้าลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657เมื่อรถจักรยานยนต์ของโจทก์หายไป จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2541 โจทก์นำรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นปี 1993 คันหมายเลขทะเบียนนครราชสีมา ขนก 121 หรือทะเบียนเดิม ประจวบคีรีขันธ์ ต - 8703 ของโจทก์ ฝากไว้ที่สถานที่รับฝากรถของจำเลยซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา 2 โดยโจทก์ชำระเงินค่าบำเหน็จในการรับฝากรถ และพนักงานของจำเลยได้ออกบัตรอนุญาตจอดรถให้โจทก์เก็บไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์นำหลักฐานดังกล่าวไปแสดงเพื่อขอรับรถคืน แต่พนักงานของจำเลยผัดผ่อนและในที่สุดเพิกเฉย รถจักรยานยนต์ของโจทก์มีราคา 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนรถจักรยานยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์พิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถ เพียงแต่ให้โจทก์เช่าพื้นที่จอดรถ คิดค่าบริการวันละ 5 บาท โจทก์นำรถพิพาทเข้าจอดในพื้นที่จอดรถของจำเลยและล็อกกุญแจกันขโมยแล้วเก็บกุญแจรถไว้เองการครอบครองรถพิพาทจึงอยู่กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ คันหมายเลขทะเบียน นครราชสีมา ขนก 121 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 ตุลาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียง 25,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะในข้อกฎหมาย แม้จำเลยจะฎีกาในข้อเท็จจริงโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกา เนื่องจากเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยคงฎีกาได้เฉพาะในข้อกฎหมายว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเข้าลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์หรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหานี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์นำรถจักรยานยนต์พิพาท หมายเลขทะเบียน นครราชสีมาขนก 121 ไปจอดไว้ที่สถานที่รับจอดรถของจำเลยซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา 2 โดยจำเลยคิดค่าบริการวันละ 5 บาท และออกบัตรอนุญาตจอดรถจักรยานยนต์ตามเอกสารหมาย จ.5 ให้ โจทก์นำรถเข้าไปจอดในบริเวณสถานที่รับจอดรถของจำเลย ล็อกกุญแจและเก็บกุญแจไว้ที่โจทก์ ในระหว่างจอดพนักงานของจำเลยเป็นผู้ดูแลรถโจทก์ หากโจทก์จะนำรถออกจากสถานที่จอดรถต้องแสดงบัตรอนุญาตตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อพนักงานของจำเลยซึ่งเฝ้าประตูทางเข้าออกสถานที่จอดรถ หากไม่มีบัตรอนุญาตตามเอกสารหมาย จ.5 มาแสดงพนักงานของจำเลยจะไม่อนุญาตให้โจทก์นำรถออกจากสถานที่จอดรถ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ส่งมอบรถจักรยานยนต์พิพาทให้จำเลยและจำเลยยอมรับรถจักรยานยนต์พิพาทจากโจทก์มาอยู่ในความอารักขาของจำเลยแล้ว โดยมีพนักงานของจำเลยเป็นผู้ดูแลรถ หากโจทก์จะนำรถออกจากสถานที่จอดรถ ต้องแสดงบัตรอนุญาตตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อพนักงานของจำเลย แม้เอกสารหมาย จ.5 จะระบุเพียงว่าเป็นบัตรอนุญาตให้จอดรถจักรยานยนต์ และไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการรับฝากรถก็ตาม แต่การปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยเข้าลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 แล้ว โจทก์นำรถเข้าจอดวันที่ 14 เมษายน 2541 และชำระค่าจอด 5 บาท ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2541 โจทก์กลับมาเอารถ ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์พิพาทของโจทก์หายไปดังนี้จำเลยในฐานะผู้รับฝากทรัพย์จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ลลิดา แซ่อือ
จำเลย — บริษัท ไทยสงวนบริการ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2545
#98504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำรถจักรยานยนต์ไปจอดไว้ที่สถานที่รับจอดรถของจำเลยโดยจำเลยคิดค่าบริการเป็นรายวันและออกบัตรอนุญาตจอดรถให้ โจทก์นำรถเข้าไปจอดในบริเวณสถานที่รับจอดรถของจำเลย โจทก์ล็อกกุญแจรถและเก็บกุญแจไว้ที่โจทก์ ในระหว่างจอดพนักงานของจำเลยเป็นผู้ดูแลรถโจทก์ หากโจทก์จะนำรถออกจากสถานที่จอดรถต้องแสดงบัตรอนุญาตต่อพนักงานของจำเลยซึ่งเฝ้าประตูทางเข้าออก หากไม่มีบัตรอนุญาตมาแสดง พนักงานของจำเลยจะไม่อนุญาตให้โจทก์นำรถออกจากสถานที่จอดรถ แสดงว่าโจทก์ส่งมอบรถจักรยานยนต์พิพาทให้จำเลยและจำเลยยอมรับรถจักรยานยนต์พิพาทจากโจทก์มาอยู่ในความอารักขาของจำเลยแล้ว โดยมีพนักงานของจำเลยเป็นผู้ดูแลรถ แม้บัตรอนุญาตให้จอดรถจักรยานยนต์จะไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการรับฝากรถก็ตาม แต่การปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยเข้าลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 เมื่อรถจักรยานยนต์พิพาทของโจทก์หายไปในระหว่างการรับฝากของจำเลย จำเลยในฐานะผู้รับฝากทรัพย์จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 161 ม. 248 ม. 249 ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลลิดา แซ่อือ
จำเลย — บริษัทไทยสงวนบริการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายสมหวัง คล้ำชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2545
#42145
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจากฝ่ายจำเลยแล้วจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1884 ตำบลควนขนุนอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่นายอำเภอเขาชัยสนออกให้แก่นายเสถียร คงมา โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดทำรายการสารบัญจดทะเบียนเพิ่มเติมปลอมลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว หลังจากนั้นในวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงกู้เงินจำนวน 100,000 บาท จากผู้เสียหาย โดยใช้และอ้างหนังสือรับรองการทำประโยชน์ปลอมดังกล่าวมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นหลักประกันเงินกู้ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวและเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นเป็นเอกสารปลอม ผู้เสียหายหลงเชื่อยอมรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ปลอมดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันเงินกู้และมอบเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองไป ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายเหตุเกิดที่ตำบลคูหาสวรรค์อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ต่อมาผู้เสียหายมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นให้แก่พนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 266, 268, 341, 91, 83 และ 33 ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 266(1),341 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันใช้เอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ทั้งนี้ ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมจึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่าหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจำนวน 103,478บาท จากฝ่ายจำเลยแล้ว จึงไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1อีกต่อไป ปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่าสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้วก็ตาม ก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ตามที่วินิจฉัยแล้วเท่านั้น แต่ความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำนั้นหาได้ระงับไปด้วยไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์และนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ปลอมดังกล่าวไปหลอกลวงกู้เงิน ผู้เสียหายจำนวนมากถึง 100,000 บาท มีลักษณะเป็นภัยร้ายแรงต่อผู้เสียหายและกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนผู้สุจริตทั่วไปในการใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นพยานหลักฐานแม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาว่า นางตรีชฎา ทองคำทายาทของนายเสถียร คงมา เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับเกิดเหตุในคดีนี้ ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ปรากฏตามบันทึกแนบท้ายฎีกา และจำเลยที่ 1เคยประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ มาก่อนก็ตาม แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1เข็ดหลาบ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นอันจะเป็นการปกป้องสังคมและประชาชนผู้สุจริตจากผู้ที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเสียจากสารบบความ จำเลยที่ 1คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266(1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(1) ประกอบมาตรา 83เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(1) ตามมาตรา 268วรรคสอง จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย วรรลบ มณีโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2545
#47784
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจำนวน103,478 บาท จากฝ่ายจำเลยแล้วจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไปถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวแล้ว มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) แต่ความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวหาได้ระงับไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์2540 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1884 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่นายอำเภอเขาชัยสนออกให้แก่นายเสถียร คงมา โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดทำรายการสารบัญจดทะเบียนเพิ่มเติมปลอมลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว และเขียนข้อความปลอมลงไปในช่องต่าง ๆ ในสารบัญจดทะเบียนว่า "18 กุมภาพันธ์ 2539 ไถ่ถอน(ขาย) นายเสถียร คงมา นายวรรลบ มณีโชติ (ผู้รับสัญญา)" กับปลอมลายมือชื่อของเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง กำกับลงไปในสารบัญจดทะเบียนดังกล่าว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางอำนวยพร เชาวกุล ผู้เสียหาย นางสาวตรีชฎา คงมา ทายาทของนายเสถียร กรมที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินอำเภอเขาชัยสน นายอำเภอเขาชัยสนผู้อื่นและประชาชน จำเลยทั้งสองได้กระทำเพื่อให้ผู้เสียหาย และผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง หลังจากนั้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงกู้เงินจำนวน 100,000 บาท จากผู้เสียหาย โดยใช้และอ้างหนังสือรับรองการทำประโยชน์ปลอมดังกล่าวมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นหลักประกันเงินกู้ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว และเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยที่ 1ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นเป็นเอกสารปลอม ผู้เสียหายหลงเชื่อยอมรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ปลอมดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันเงินกู้ และมอบเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองไป ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 341, 91, 83 และ 33 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 226(1), 341 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันใช้เอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ทั้งนี้ ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 จำคุก3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลางให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่เห็นว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจำนวน 103,478 บาท จากฝ่ายจำเลยแล้ว จึงไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1อีกต่อไป ปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้วก็ตาม ก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ตามที่วินิจฉัยแล้วเท่านั้นแต่ความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำนั้นหาได้ระงับไปด้วยไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์และนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ปลอมดังกล่าวไปหลอกลวงกู้เงินผู้เสียหายจำนวนมากถึง 100,000 บาท มีลักษณะเป็นภัยร้ายแรงต่อผู้เสียหายและกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนผู้สุจริตทั่วไปในการใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นพยานหลักฐาน แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาว่า นางตรีชฎา ทองคำทายาทของนายเสถียร คงมา เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับเกิดเหตุในคดีนี้ ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ปรากฏตามบันทึกแนบท้ายฎีกา และจำเลยที่ 1 เคยประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ มาก่อนก็ตาม แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 เข็ดหลาบ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น อันจะเป็นการปกป้องสังคมและประชาชนผู้สุจริตจากผู้ที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นแต่โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเสียจากสารบบความ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 226(1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(1) ประกอบมาตรา 83เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเองจึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(1) ตามมาตรา 268วรรคสอง จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 43 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย วรรลบ มณีโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2545
#98279
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของพนักงานอัยการโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๔๑, ๙๑, ๘๓ และ ๓๓ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑), ๓๔๑ ฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันใช้เอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ทั้งนี้ ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ จำคุก ๓ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค ๙ มีคำพิพากษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจำนวน ๑๐๓,๔๗๘ บาท จากฝ่ายจำเลยแล้ว จึงไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ อีกต่อไป ปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ ๑ ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 40 ม. 43 ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายวรรลบ มณีโชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวเพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060/2545
#45189
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงแต่ถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ห่างผู้เสียหายประมาณ 2 เมตร และขณะที่ผู้เสียหายตกใจวิ่งหลบหนี จำเลยวิ่งไล่ตามไปจนทันแล้วกระชากสร้อยข้อมือที่ผู้เสียหายสวมอยู่จนขาดติดมือจำเลยไป โดยไม่ได้ใช้มีดจี้ขู่เข็ญหรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มีดแทงประทุษร้ายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ และการที่จำเลยกระชากสร้อยข้อมือที่ผู้เสียหายสวมอยู่เป็นเพียงการลักเอาทรัพย์สินไปจากความครอบครองของผู้เสียหายเท่านั้นไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แต่ผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพามีด 1 เล่มติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยกับพวกอีก 1 คนร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำหนัก2 บาท 1 เส้น ราคา 9,500 บาท ของนางสุริยา สุขพร้อม ผู้เสียหายโดยมีมีดเป็นอาวุธและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1023/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 371, 83, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยข้อมือทองคำ 9,500 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1023/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานพามีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ100 บาท ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีหรือใช้อาวุธและใช้ยานพาหนะ จำคุก15 ปี รวมจำคุก 15 ปีและปรับ 100 บาท ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยข้อมือทองคำ9,500 บาทแก่ผู้เสียหาย ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1023/2540 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าจำเลยพ้นโทษในคดีที่ขอให้นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอข้อนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสองประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 3 ปี และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลย 100 บาท เป็นอันถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8วินิจฉัยมาว่า ในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 4 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายกำลังลำเลียงสินค้าใส่รถยนต์กระบะบรรทุกเล็กที่จอดอยู่หน้าบ้านเพื่อนำไปจำหน่ายที่ตลาดเกษตรในตัวเมืองภูเก็ต จำเลยถือมีดปลายแหลมเข้ามายืนอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 2 เมตร เมื่อผู้เสียหายหันไปเห็นจำเลยก็ตกใจและวิ่งหนีไปทางหน้าบ้านแล้วเสียหลักล้มลง จำเลยวิ่งตามไปทันและกระชากสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท ที่ผู้เสียหายสวมอยู่จนขาดติดมือจำเลยไป แล้วจำเลยวิ่งหลบหนีไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่พวกของจำเลยจอดรออยู่หลบหนีไปทางอำเภอถลาง โดยมิได้ใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้วาจาขู่เข็ญผู้เสียหายเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรกบัญญัติว่า "ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป

(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ฯลฯ

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ฯลฯ"เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเพียงแต่ถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหาย และในขณะที่ผู้เสียหายวิ่งหลบหนี จำเลยได้วิ่งไล่ตามไปจนทันแล้วกระชากสร้อยข้อมือทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่จนขาดติดมือจำเลยไป โดยไม่ได้ใช้มีดจี้ขู่เข็ญหรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มีดแทงประทุษร้ายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยกระชากสร้อยข้อมือทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(6) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการลักเอาทรัพย์สินไปจากความครอบครองของผู้เสียหายเท่านั้นไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 335 ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย วัชรศาหรือวัชรา ส่งศรี
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ