คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2545
#42773
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แล้ว ยังขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทในราคาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์อีกด้วยคดีตามคำขอส่วนนี้อาจมีผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ถือได้ว่าคำขอส่วนแรกเป็นคำขอหลัก คำขอส่วนหลังเป็นคำขอต่อเนื่อง แต่ก็มีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการอุทธรณ์ฎีกาโดยไม่จำต้องพิจารณาถึงราคาทรัพย์สินพิพาทเท่านั้น ไม่มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิชำระค่าขึ้นศาลแบบคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

แม้การประทับตราในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มที่กำหนดวันให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานศาลมิใช่การกระทำของศาล แต่โจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ใต้ตราประทับเป็นการยืนยันต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์จะไปทราบคำสั่งในวันดังกล่าวเอง ทั้งตราประทับยังมีข้อความด้วยว่า ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องมีหมายแจ้งคำสั่งไปให้โจทก์ทราบอีก โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลเกินกำหนดดังกล่าว และในคำร้องมิได้ระบุถึงเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องภายในกำหนด จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่ามีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยอันควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาหรือไม่

การอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียม ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะอนุญาตกี่ครั้งหรือเป็นเวลานานเพียงใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าอนุญาตอีกเพียงครั้งเดียว จึงไม่เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2มีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขายที่ดินก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะขายในราคาเท่าใด เพื่อโจทก์จะมีโอกาสตกลงซื้อได้ก่อน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อน ขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นโมฆะให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสามได้ในราคาที่จำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์นำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง เป็นการผิดสัญญาเช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันระงับไปแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งเรื่องจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ให้โจทก์ทราบก่อนขายโจทก์ไม่ซื้อเองจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จ ส่งคำพิพากษาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านโดยมีรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์2542 แนบไปด้วยว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลล่างทั้งสองอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ฉะนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลล่างทั้งสองให้ครบภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม คู่ความตกลงกันว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 800,000บาท ซึ่งเท่ากับราคาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หลังจากนั้นโจทก์ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มรวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ส่วนครั้งที่ 3 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กันยายน2542 ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลเพิ่มอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นเกินกำหนด ทั้งมีการขยายระยะเวลาวางเงินให้หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นสั่งว่าอนุญาตอีกเพียงครั้งเดียวแต่โจทก์ก็มาขอขยายระยะเวลาอีก กรณีไม่มีเหตุอนุญาตตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และเมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนดจึงให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งทิ้งฟ้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงิน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อ 2.4 ก่อนว่า โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2กับจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีข้อตกลงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนบุคคลอื่น การฟ้องในกรณีเช่นนี้มิได้มีผลให้ที่ดินตกเป็นของโจทก์ทันที คงตกเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ดังเดิมเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ นอกจากมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แล้ว ยังมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทในราคาที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสาม(ที่ถูก จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2) ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์อีกด้วยคดีตามคำขอส่วนนี้อาจมีผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ถือได้ว่าคำขอส่วนแรกที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเป็นคำขอหลัก คำขอส่วนหลังที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เป็นคำขอต่อเนื่อง แต่ก็มีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการอุทธรณ์ฎีกาคดีนี้โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงราคาทรัพย์สินพิพาทเท่านั้นหาได้มีผลถึงกับทำให้โจทก์มีสิทธิชำระค่าขึ้นศาลในคดีนี้แบบคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่ประการใดไม่ ทั้งนี้เนื่องจากตามตาราง 1(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในคดีที่มีทั้งคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราใน(1) แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราใน (2)(ก) หรือ (2)(ข) แล้วแต่กรณี กล่าวคือต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์พิพาทในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้น้อยกว่าสองร้อยบาท ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามโจทก์ฎีกาข้อ 2.1 และข้อ 2.3 ว่าการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7กันยายน 2542 เป็นการยื่นเกินกำหนดหรือไม่ และกรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้ในวันที่ 6 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมครั้งก่อน เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นจะได้ประทับตราที่มีข้อความให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ไว้ที่ด้านข้างคำร้อง แล้วให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม แต่เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นกระทำไปโดยพลการ มิใช่โดยคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเมื่อศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวจะถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งแล้วไม่ได้โจทก์ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7กันยายน 2542 ได้อีก และตามคำร้องฉบับดังกล่าวโจทก์กล่าวได้ด้วยว่าโจทก์กำลังดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งขายให้แก่ผู้ซื้อ ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษ เห็นว่า แม้การประทับตรากำหนดวันให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานศาล แต่โจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ใต้ตราประทับดังกล่าวเป็นการยืนยันต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์จะไปทราบคำสั่งในวันดังกล่าวเองทั้งตราประทับดังกล่าวยังมีข้อความด้วยว่าถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้วศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องมีหมายแจ้งคำสั่งไปให้โจทก์ทราบอีก โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2542ตามคำสั่งศาลชั้นต้นกล่าวคือภายในวันที่ 5 กันยายน 2542 แต่วันดังกล่าวตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์ยังชำระค่าธรรมเนียมศาลได้จนถึงวันที่ 6 กันยายน 2542 หรือหากจะขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลอีก โจทก์ต้องยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7 กันยายน2542 จึงเป็นการยื่นเกินกำหนด และเมื่อในคำร้องฉบับดังกล่าวโจทก์มิได้ระบุถึงเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องภายในกำหนด จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยอันควรอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ข้อ 2.2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ว่า อนุญาตอีกเพียงครั้งเดียวเป็นคำสั่งที่จำกัดสิทธิของโจทก์ เป็นคำสั่งที่มิชอบหรือไม่ เห็นว่า การอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียม ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะอนุญาตกี่ครั้งหรือเป็นเวลานานเพียงใด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หาเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใดไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 150 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิ สุขเอี่ยมหรือชมภู
จำเลย — นายศุภชัย รอดแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2545
#48644
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์นอกจากจะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แล้ว ยังขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทในราคาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย ซึ่งคำขอส่วนนี้อาจมีผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ว่าคำขอส่วนแรกที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเป็นคำขอหลักคำขอส่วนหลังที่ให้ศาลสั่งให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เป็นคำขอต่อเนื่อง แต่ก็มีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการอุทธรณ์ฎีกาคดีนี้โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงราคาทรัพย์สินพิพาทเท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้โจทก์มีสิทธิชำระค่าขึ้นศาลแบบคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่ประการใดไม่ เนื่องจากตามตาราง 1(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในคดีที่มีทั้งคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราใน (1) แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราใน (2)(ก) หรือ (2)(ข) แล้วแต่กรณี โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์พิพาทในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทแต่ไม่ให้น้อยกว่าสองร้อยบาท

แม้การประทับตรากำหนดวันให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานศาล แต่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ใต้ตราประทับดังกล่าวอันเป็นการยืนยันต่อศาลว่าโจทก์จะไปทราบคำสั่งในวันดังกล่าวเอง ทั้งตราประทับยังมีข้อความว่า ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีหมายแจ้งคำสั่งไปให้โจทก์ทราบอีก โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลเกินกำหนดดังกล่าว ทั้งโจทก์มิได้ระบุถึงเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องภายในกำหนดได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยอันควรอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่

การอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมนั้น ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะอนุญาตกี่ครั้งหรือเป็นเวลานานเพียงใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของโจทก์ว่าอนุญาตให้ขยายได้อีกเพียงครั้งเดียวนั้น จึงหาเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ในการจะขอขยายระยะเวลาในครั้งต่อไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขายที่ดินก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะขายในราคาเท่าใด เพื่อโจทก์จะมีโอกาสตกลงซื้อได้ก่อน แต่จำเลยที่ 1และที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสามได้ในราคาที่จำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันระงับไปแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งเรื่องจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ให้โจทก์ทราบก่อนขายโจทก์ไม่ซื้อ จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จ ส่งคำพิพากษาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านโดยมีรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 แนบไปด้วยว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลล่างทั้งสองอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ฉะนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลล่างทั้งสองให้ครบภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม คู่ความตกลงกันว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 800,000 บาท ซึ่งเท่ากับราคาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หลังจากนั้นโจทก์ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มรวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ส่วนครั้งที่ 3 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2542 ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลเพิ่มอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นเกินกำหนด ทั้งมีการขยายระยะเวลาวางเงินให้หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นสั่งว่าอนุญาตอีกเพียงครั้งเดียว แต่โจทก์ก็มาขอขยายระยะเวลาอีก กรณีไม่มีเหตุอนุญาตตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง และเมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด จึงให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงิน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อ 2.4 ก่อนว่า โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีข้อตกลงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนบุคคลอื่น การฟ้องในกรณีเช่นนี้มิได้มีผลให้ที่ดินตกเป็นของโจทก์ทันทีคงตกเป็นของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ดังเดิมเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ นอกจากมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แล้วยังมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทในราคาที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2) ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์อีกด้วย คดีตามคำขอส่วนนี้อาจมีผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ถือได้ว่าคำขอส่วนแรกที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเป็นคำขอหลัก คำขอส่วนหลังที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เป็นคำขอต่อเนื่องแต่ก็มีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการอุทธรณ์ฎีกาคดีนี้โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงราคาทรัพย์สินพิพาทเท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้โจทก์มีสิทธิชำระค่าขึ้นศาลในคดีนี้แบบคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่ประการใดไม่ทั้งนี้เนื่องจากตามตาราง 1(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในคดีที่มีทั้งคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราใน (1)แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราใน (2)(ก) หรือ (2)(ข) แล้วแต่กรณี กล่าวคือต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์พิพาทในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้น้อยกว่าสองร้อยบาทที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามโจทก์ฎีกาข้อ 2.1 และข้อ 2.3 ว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7 กันยายน 2542 เป็นการยื่นเกินกำหนดหรือไม่ และกรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า แม้ในวันที่ 6 สิงหาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมครั้งก่อน เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นจะได้ประทับตราที่มีข้อความให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ไว้ที่ด้านข้างคำร้องแล้วให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม แต่เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นกระทำไปโดยพลการมิใช่โดยคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องมีหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวจะถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งแล้วไม่ได้ โจทก์ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7 กันยายน 2542 ได้อีกและตามคำร้องฉบับดังกล่าวโจทก์กล่าวไว้ด้วยว่า โจทก์กำลังดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งขายให้แก่ผู้ซื้อ ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษ เห็นว่า แม้การประทับตรากำหนดวันให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานศาล แต่โจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ใต้ตราประทับดังกล่าวเป็นการยืนยันต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์จะไปทราบคำสั่งในวันดังกล่าวเอง ทั้งตราประทับดังกล่าวยังมีข้อความด้วยว่า ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้วศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีหมายแจ้งคำสั่งไปให้โจทก์ทราบอีกโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2542 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นกล่าวคือภายในวันที่ 5 กันยายน 2542 แต่วันดังกล่าวตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์ยังชำระค่าธรรมเนียมศาลได้จนถึงวันที่ 6 กันยายน 2542 หรือหากจะขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลอีกโจทก์ต้องยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7 กันยายน 2542จึงเป็นการยื่นเกินกำหนด และเมื่อในคำร้องฉบับดังกล่าวโจทก์มิได้ระบุถึงเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องภายในกำหนดจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยอันควรอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ข้อ 2.2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ว่า อนุญาตอีกเพียงครั้งเดียวเป็นคำสั่งที่จำกัดสิทธิของโจทก์ เป็นคำสั่งที่มิชอบหรือไม่ เห็นว่า การอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียม ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะอนุญาตกี่ครั้งหรือเป็นเวลานานเพียงใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23หาเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใดไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มะลิ สุขเอี่ยมหรือชมภู
จำเลย — นาย ศุภชัย รอดแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2545
#99862
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และยังมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ถือได้ว่า คำขอส่วนแรกเป็นคำขอหลัก คำขอส่วนหลังเป็นคำขอต่อเนื่อง แต่ก็มีผลเพียงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการอุทธรณ์ฎีกาโดยไม่จำต้องพิจารณาถึงราคาทรัพย์สินพิพาทเท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้โจทก์มีสิทธิชำระค่าขึ้นศาลแบบคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่ประการใดไม่ ทั้งนี้ตามตาราง 1 (3) ท้าย ป.วิ.พ. โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์พิพาทในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้น้อยกว่าสองร้อยบาท

แม้การประทับตรากำหนดวันให้โจทก์มาทราบคำสั่งศาลเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานศาล แต่โจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ในตราประทับดังกล่าว เป็นการยืนยันต่อศาลว่าโจทก์จะไปทราบคำสั่งในวันดังกล่าวเอง ทั้งตราประทับยังมีข้อความด้วยว่าถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบอีก โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาล ภายในวันที่ 5 กันยายน 2542 แต่วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ โจทก์ยังชำระค่าธรรมเนียมศาลได้จนถึงวันที่ 6 กันยายน 2542 หรือหากจะขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลอีก โจทก์ต้องยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ 7 กันยายน 2542 จึงเป็นการยื่นเกินกำหนด และเมื่อในคำร้องฉบับดังกล่าวโจทก์มิได้ระบุถึงเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องภายในกำหนด จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยอันควรอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่

การอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะอนุญาตกี่ครั้งหรือเป็นเวลานานเพียงใดตามป.วิ.พ. มาตรา 23

หาเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ไม่ คดีนี้ศาลมีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ว่า อนุญาตอีกเพียงครั้งเดียว ย่อมชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะขายที่ดินก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะขายในราคาเท่าใด เพื่อโจทก์จะมีโอกาสตกลงซื้อได้ก่อน แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อน ขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสามได้ในราคาที่จำเลยที่ ๓ ซื้อจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และให้จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์นำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง เป็นการผิดสัญญาเช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันระงับไปแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แจ้งเรื่องจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๓ ให้โจทก์ทราบก่อนขาย โจทก์ไม่ซื้อเอง จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๓ ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จ ส่งคำพิพากษาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านโดยมีรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ แนบไปด้วยว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลล่างทั้งสองอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ฉะนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลล่างทั้งสองให้ครบภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม คู่ความตกลงกันว่า ที่ดินพิพาทมีราคา ๘๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเท่ากับราคาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขายให้แก่จำเลยที่ ๓ ศาลชั้นต้นให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หลังจากนั้นโจทก์ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มรวม ๓ ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ส่วนครั้งที่ ๓ โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลเพิ่มอีก ๓๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตครั้งก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นเกินกำหนด ทั้งมีการขยายระยะเวลาวางเงินให้หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นส่งว่าอนุญาตเพียงครั้งเดียว แต่โจทก์ก็มาขอขยายระยะเวลาอีก กรณีไม่มีเหตุอนุญาตตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และเมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด จึงให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งทิ้งฟ้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวงเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อ ๒.๔ ก่อนว่า โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มหรือไม่ ขึ้นศาลตามอัตราใน (๑) แม้ไม่ให้น้อยกว่าอัตราใน (๒) (ก) หรือ (๒) (ข) แล้วแต่กรณี กล่าวคือในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์พิพาท แต่ไม่น้อยกว่าสองร้อยบาท ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามโจทก์ฎีกาข้อ ๒.๑ และข้อ ๒.๓ ว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ เป็นการยื่นเกินกำหนดหรือไม่ และกรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า แม้การประทับตรากำหนด ดังกล่าว เป็นการยืนยันต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์จะไปทราบคำสั่งในวันดังกล่าว ทั้งตราประทับดังกล่าวมีข้อความด้วยว่า ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีหมายแจ้งคำสั่งไปให้โจทก์ทราบอีกโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๒ ตามคำสั่งศาลชั้นต้น กล่าวคือภายในวันที่ ๕ กันยายน แต่วันดังกล่าวตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์ยังชำระค่าธรรมเนียมศาลได้จนถึงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๒ หรือหากจะขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลอีก โจทก์ต้องยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในวันที่ ๗กันยายน ๒๕๔๒ จึงเป็นการยื่นเกินกำหนด และเมื่อในคำร้องฉบับดังกล่าวโจทก์มิได้ระบุถึงเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องภายในกำหนด จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยอันควรอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ข้อ ๒.๒ ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๒ ว่าอนุญาตอีกเพียงครั้งเดียว เป็นคำสั่งที่จำกัดสิทธิของโจทก์ เป็นคำสั่งที่มิชอบหรือไม่ เห็นว่า การอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียม ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะอนุญาตกี่ครั้งหรือเป็นเวลานานเพียงใด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ หาเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใดไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายอธิคม อินทุภูติ ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวาจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 224 ม. 248 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
สุขเอี่ยมหรือชมภู — นางมะลิ
กับพวก — นายศุภชัย รอดแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จาระไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2545
#44112
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องร่วมทำธุรกิจกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ในการรับจ้างขนส่งน้ำมันกับบริษัท ช. มาตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ร้องย่อมต้องรับรู้ถึงการขนส่งน้ำมันในแต่ละเที่ยวว่ามีปริมาณเท่าใด และมีผลทำให้รถบรรทุกของผู้ร้องต้องบรรทุกน้ำมันมีน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ผู้ร้องจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของบริษัท ช. ที่นำน้ำมันมาบรรทุกในรถบรรทุกของกลาง ผู้ร้องจึงไม่ทราบเรื่องน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหาได้ไม่ ต้องฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 และริบรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 87 - 2238 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถบรรทุกที่ศาลพิพากษาให้ริบนั้น เป็นทรัพย์สินของผู้ร้องซึ่งผู้ร้องได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัยเช่าไป ต่อมาจำเลยได้นำรถบรรทุกของผู้ร้องไปกระทำความผิด โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะไม่เคยโต้แย้งกรรมสิทธิ์หรือขอคืนของกลางจากพนักงานสอบสวน และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยกับจำเลยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 87 - 2238 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถบรรทุกของกลางตามเอกสารหมาย ร.1 และได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัยเช่าพร้อมคนขับเพื่อให้บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เช่าช่วงไปบรรทุกน้ำมันโดยผู้ร้องได้รับค่าเช่าเป็นรายเที่ยว เที่ยวละ 700 บาท กำหนดชำระค่าเช่าทุก ๆ 15 วันต่อครั้ง มีระยะเวลาการเช่า 1 ปี ตามเอกสารหมาย ร.2 ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกของกลางถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถบรรทุกของกลาง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องเบิกความโดยอ้างตนเองเป็นพยานยืนยันว่าได้นำรถบรรทุกของกลางให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัยเช่าพร้อมคนขับโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัยได้ให้บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เช่าช่วงเพื่อบรรทุกน้ำมัน และผู้ร้องได้รับค่าเช่าเป็นรายเที่ยว ๆ ละ 700 บาท โดยผู้ร้องตอบคำถามค้านของโจทก์ด้วยว่าผู้ร้องไม่ได้นำรถบรรทุกของกลางไปให้บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เช่าโดยตรง เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัยเป็นนายหน้าในการนำรถไปให้บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เช่าช่วง ข้อเท็จจริงดังกล่าวขัดต่อหลักเหตุผลและมีข้อพิรุธสงสัยว่าเหตุใดการขนส่งน้ำมันจึงต้องผ่านระบบนายหน้าแทนที่ผู้ร้องจะดำเนินการรับจ้างขนส่งโดยตรงเพราะหากผู้ร้องรับจ้างขนส่งน้ำมันโดยตรง ก็ย่อมมีรายได้มากกว่าการขนส่งน้ำมันโดยผ่านระบบนายหน้า ทั้งการให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัยเช่ารถบรรทุกของกลางโดยรับค่าเช่าเป็นรายเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่คำนึงถึงระยะทางและระยะเวลาในการใช้รถย่อมเป็นกรณีผิดปกติวิสัยพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เหตุนี้ความผูกพันระหว่างผู้ร้องและห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัย จึงน่าจะอยู่ในลักษณะของการร่วมกระทำธุรกิจขนส่งน้ำมันด้วยกัน โดยผู้ร้องย่อมร่วมรู้เห็นด้วยในการรับจ้างขนส่งน้ำมันเป็นปกติธุระ ดังปรากฏจากคำเบิกความของนายสมเกียรติ เดชอมรชัย หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัย พยานผู้ร้องซึ่งเบิกความยืนยันว่า บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะนำรถบรรทุกของกลางไปบรรทุกสินค้าประเภทน้ำมันและพยานได้รับค่าเช่าเป็นรายเที่ยวขั้นต่ำเที่ยวละ 700 บาท ขั้นสูงประมาณ 900 บาท แล้วแต่ระยะทาง โดยเจ้าของรถบรรทุกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าน้ำมันเองประกอบกับผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์รับว่า คนขับรถบรรทุกของกลางเป็นคนของผู้ร้อง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเที่ยวในอัตราร้อยละ 15 ของเงินจำนวน 700 บาท พฤติการณ์แห่งคดีจึงรับฟังได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องร่วมทำธุรกิจกับห้างหุ้นส่วนจำกัดเดชอมรชัย ในการรับจ้างขนส่งน้ำมันกับบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด มาตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้น ผู้ร้องย่อมรับรู้ถึงการขนส่งน้ำมันในแต่ละเที่ยวว่ามีปริมาณเท่าใด และมีผลทำให้รถบรรทุกของผู้ร้องต้องบรรทุกน้ำมันมีน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ผู้ร้องจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ที่นำสินค้าประเภทน้ำมันมาบรรทุกในรถบรรทุกของกลาง ผู้ร้องจึงไม่ทราบเรื่องน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาง สมทรง ขัติยะวงศ์
จำเลย — นาย สุรชัย แซ่เล้า
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2545
#42772
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายซึ่งกันและกันและกระสุนปืนที่จำเลยที่ 2ยิงไม่ถูกจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายอย่างไร และทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะของจำเลยที่ 1 จนได้รับอันตรายแก่กายโดยไม่มีเจตนาฆ่าแต่การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเองดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนสั้นขนาด 6.35 มิลลิเมตร หมายเลขทะเบียน มก.6/16124 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน6 นัด อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวเป็นของนายยุทธพล พงษ์พันธ์ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียน ไว้ในครอบครองของจำเลยที่ 1โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนสั้นขนาด 9 มิลลิเมตรจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกันไม่ทราบจำนวนแน่ชัดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยทั้งสองพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในโปโลซิตี้ดิสโก้เธค ซึ่งเป็นร้านอาหารและสถานบริการสาธารณะอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จากนั้นจำเลยทั้งสองต่างใช้อาวุธปืนที่ตนมีและพาไปดังกล่าวยิงโดยใช่เหตุในร้านอาหารและสถานบริการโปโลซิตี้ดิสโก้เธคซึ่งเป็นที่ชุมชนและอยู่ในเมืองคนละนัด และจำเลยทั้งสองต่างใช้อาวุธปืนที่ตนมีไว้ในครอบครองและพาติดตัวดังกล่าวยิงทำร้ายซึ่งกันและกันโดยมีเจตนาฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง กระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงถูกบริเวณท้องจำเลยที่ 2 และพลาดไปถูกนางสาวภัสรา กาญจนถาวรวิบูลย์ ผู้เสียหายที่บริเวณทรวงอกด้านซ้าย และกระสุนปืนที่จำเลยคนใดคนหนึ่งยิงพลาดไปถูกสิบโทวันเผด็จ บัวคล้าย ผู้เสียหาย ที่เข่าด้านซ้าย จำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากจำเลยที่ 2นางสาวภัสรา และสิบโทวันเผด็จได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตายและกระสุนปืนที่จำเลยที่ 2 ยิงไม่ถูกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 60, 371, 376, 91, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 6.35 มิลลิเมตรจำนวน 3 ปลอก กระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 1 ปลอก ซองพกหนังขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 1 ซอง หัวกระสุนปืน 1 หัว และคืนอาวุธปืนพกสั้นหมายเลขทะเบียน มก/6/16124 แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 288 ประกอบมาตรา 80, 60 อีกสองบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษเพียงบทเดียว มาตรา 371, 376 จำเลยที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80,371, 376 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนในที่ชุมนุมชนโดยใช่เหตุเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกคนละ 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือนฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมายลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ15 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 10 ปี 8 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 6.35 มิลลิเมตร 3 ปลอก ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร1 ปลอก ซองพกหนังและหัวกระสุนปืนของกลาง และคืนอาวุธปืนหมายเลขทะเบียน มก.6/16124 แก่เจ้าของข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น และฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นจำคุกคนละ 12 ปี 12 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ต่อสู้กันโดยจำเลยที่ 1ใช้อาวุธปืนสั้นขนาด 6.35 มิลลิเมตร ยิงพยายามฆ่าจำเลยที่ 2 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น และฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำคุกจำเลยที่ 2 แต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและยิงปืนในที่ชุมนุมชนโดยใช่เหตุหรือไม่โจทก์มีนายยุทธพล พงษ์พันธ์ กับนางสาวภัสรา กาญจนถาวรวิบูลย์เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 1 มีปากเสียงทะเลาะกับพวกของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่กับพวกจึงลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วชักอาวุธปืนสั้นออกจากเอวของจำเลยที่ 2 ใช้ด้ามปืนตีที่ศีรษะของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ทรุดลงจำเลยที่ 2 เล็งปืนไปทางจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงพุ่งเข้าใส่จำเลยที่ 2 โดยจับมือข้างที่จำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนไว้แล้ว มีการแย่งอาวุธปืนกันและมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จำเลยที่ 1 และที่ 2ได้กอดปล้ำต่อสู้กันและได้ยินเสียงปืนดังติดต่อกันอีก 2 ถึง 3 นัด หลังเกิดเหตุปรากฏว่ามีนางสาวภัสรา สิบโทวันเผด็จ บัวคล้าย และจำเลยที่ 2 ถูกกระสุนปืนได้รับอันตรายแก่กาย ตรวจที่เกิดเหตุแล้วพบปลอกกระสุนปืนขนาด 6.35มิลลิเมตร จำนวน 3 ปลอก ขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 1 ปลอก และหัวกระสุนปืน 1 นัด เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองแม้จะเป็นเพื่อของจำเลยที่ 1ก็ตาม แต่พยานทั้งสองก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน อีกทั้งคำเบิกความของพยานทั้งสองน่าจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ด้วยและเมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของร้อยเอกเจือพร วิปุลัมภ์พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนสั้นตีศีรษะของจำเลยที่ 1 จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกของจำเลยที่ 2 ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน จำเลยที่ 2 เข้าไปใช้อาวุธปืนสั้นตีศีรษะของจำเลยที่ 1 ทรุดลงแล้วเล็งปืนไปที่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยที่ 2อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 จึงลั่นขึ้น 1 นัด แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กอดปล้ำต่อสู้กัน จึงมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 3 นัด ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานโจทก์คนใดเห็นจำเลยที่ 2 ยิงปืนไปทางจำเลยที่ 1 วิถีกระสุนปืนของจำเลยที่ 2ไม่มีผู้ใดทราบว่าพุ่งไปทิศทางใด ทั้งได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นได้ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับอาวุธปืนของจำเลยที่ 2 เพียง 1 ปลอก ดังนี้ อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 จึงอาจลั่นขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 กอดปล้ำแย่งอาวุธปืนกันก็เป็นได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่แรกที่มีโอกาสยิงจำเลยที่ 1 ได้ในทันทีแต่หาได้กระทำไม่ คงเพียงแต่ใช้ด้ามปืนตีศีรษะของจำเลยที่ 1 จะได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามใบความเห็นแพทย์เอกสารหมาย ล.3 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 เล็งปืนไปที่จำเลยที่ 1 โดยยังไม่ได้ยิงก็อาจเป็นเพียงข่มขู่เท่านั้น ไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ได้ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงและมีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและยิงปืนในที่ชุมนุมชนโดยใช่เหตุ คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเท่านั้นซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายซึ่งกันและกันและกระสุนปืนที่จำเลยที่ 2ยิงไม่ถูกจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายอย่างไร และทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะของจำเลยที่ 1 จนได้รับอันตรายแก่กาย แต่การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเองดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 2ฎีกาว่าขณะเกิดเหตุในบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างพอที่พยานจะเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนนั้น เห็นว่า พยานโจทก์รวมทั้งพยานจำเลยที่ 1ต่างเบิกความว่าสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะ 5 ถึง 7 เมตร และพยานเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าพยานโจทก์สามารถเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน พยานหลักฐานจำเลยที่ 2ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นเป็นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 วางโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุก 12 เดือน แล้ว รวมจำคุกมีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบกับมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายไพรินทร์หรือต๋อย วรพิสุทธิวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2545
#99863
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายซึ่งกันและกันและกระสุนปืนที่จำเลยที่ 2 ยิงไม่ถูกจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายอย่างไร และทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะของจำเลยที่ 1 จนได้รับอันตรายแก่กาย แต่การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเอง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๘๐ , ๖๐, ๓๗๑, ๓๗๖, ๙๑, ๓๓, ๓๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนขนาด ๖.๓๕ มิลลิเมตร จำนวน ๓ ปลอก กระสุนปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร จำนวน ๑ ปลอก ซองพกหนังขนาด ๙ มิลลิเมตร จำนวน ๑ ซอง หัวกระสุนปืน ๑ หัว และคืนอาวุธปืนพกสั้นหมายเลขทะเบียน มก. ๖/๑๖๑๒๔ แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๖๐ อีกสองบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษเพียงบทเดียว มาตรา ๓๗๑, ๓๗๖ จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๓๗๑, ๓๗๖ และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ วรรคสาม, ๗๒ ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนในที่ชุมนุมชนโดยใช่เหตุ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกคนละ ๑๕ ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุกคนละ ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมายลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ ๑๕ ปี ๑๒ เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ กำหนด ๑๐ ปี ๘ เดือน ริบปลอกกระสุนปืนขนาด ๖.๓๕ มิลลิเมตร ๓ ปลอก ปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร ๑ ปลอก ซองพกหนังและหัวกระสุนปืนของกลาง และคืนอาวุธปืนหมายเลขทะเบียน มก. ๖/๑๖๑๒๔ แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๒ ปี รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น และฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นจำคุกคนละ ๑๒ ปี ๑๒ เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๘ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กับพวกของจำเลยที่ ๒ ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันจำเลยที่ ๒ เข้าไปใช้อาวุธปืนสั้นตีศีรษะของจำเลยที่ ๑ ทรุดลง แล้วเล็งปืนไปที่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยที่ ๒ อาวุธปืนของจำเลยที่ ๒ จึงลั่นขึ้น ๑ นัด แล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กอดปล้ำต่อสู้กัน จึงมีเสียงปืนดังขึ้นอีก ๓ นัด ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานโจทก์คนใดเห็นจำเลยที่ ๒ ยิงปืนไปทางจำเลยที่ ๑ วิถีกระสุนปืนของจำเลยที่ ๒ ไม่มีผู้ใดทราบว่าพุ่งไปทิศทางใด ทั้งได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นได้ปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับอาวุธปืนของจำเลยที่ ๒ เพียง ๑ ปลอก ดังนี้อาวุธปืนของจำเลยที่ ๒ จึงอาจลั่นขึ้นเพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กอดปล้ำแย่งอาวุธปืนกันก็เป็นได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๒ ตั้งแต่แรกที่มีโอกาสยิงจำเลยที่ ๑ ได้ในทันทีแต่หาได้กระทำไม่ คงเพียงแต่ใช้ด้ามปืนตีศีรษะของจำเลยที่ ๑ จนได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่และจิตใจ ตามใบความเห็นแพทย์เอกสารหมายล.๓ เท่านั้น การที่จำเลยที่ ๒ เล็งปืนไปที่จำเลยที่ ๑ โดยยังไม่ได้ยิง ก็อาจเป็นเพียงข่มขู่เท่านั้น ไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ ๒ ได้ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ใช้อาวุธปืนยิงและมีเจตนาฆ่าจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและยิงปืนในที่ชุมนุมชนโดยใช่เหตุ คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ ๒ มีเจตนาทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายซึ่งกันและกันและกระสุนปืนที่จำเลยที่ ๒ ยิงไม่ถูกจำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับอันตรายแก่กายอย่างไร และทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ ๒ ใช้อาวุธปืนตีศีรษะของจำเลยที่ ๑ จนได้รับอันตรายแก่กายแต่การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเอง ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย พยานหลักฐานจำเลยที่ ๒ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้นเป็นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ วางโทษจำคุก ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลอุทธณณ์ภาค ๗ พิพากษาจำคุก ๑๒ เดือน แล้ว รวมจำคุกมีกำหนด ๒ ปี ๑๒ เดือน ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบกับมาตรา ๘๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗

นายสมยศ เข็มทอง ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายไพรินทร์หรือต๋อย วรพิสุทธิวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายนิกร ทัสสโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2545
#42771
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องแปลงหนี้ใหม่ไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ จึงไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาทำนองเดียวกับที่อุทธรณ์ขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากโจทก์หลายรายการ รวมเป็นเงิน 190,179 บาท จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ยังคงค้างชำระเป็นเงินจำนวน 45,738.68 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน51,169 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 45,738 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์รวมเป็นเงิน149,222.20 บาท โจทก์จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องจำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้โจทก์มารับสินค้ากลับคืนไป หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่านายวิโรจน์ บุญคง เอาสินค้าที่โจทก์จัดส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ไปบางส่วน คิดเป็นเงิน 45,738.68 บาท โจทก์ได้ให้นายวิโรจน์ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ แต่ต่อมานายวิโรจน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดแทนนายวิโรจน์ ทั้งที่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน45,738 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่28 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2540) ต้องไม่เกิน5,431 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า จำเลยทั้งสองยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย ล.2 เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่า โจทก์ให้นายวิโรจน์ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2ไว้ นายวิโรจน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ให้จำเลยทั้งสองรับผิดแทนนายวิโรจน์ โดยฉวยโอกาสที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเท่านั้นจำเลยทั้งสองมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องแปลงหนี้ใหม่ต่อสู้ไว้ในคำให้การดังนั้นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้ จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวเมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาทำนองเดียวกับที่อุทธรณ์ขึ้นมาอีก จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรไทยพิพัฒน์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรทรัพย์ทวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2545
#98284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์ให้ ว. ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2 ไว้ ว. ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ให้จำเลยรับผิดแทน ว. โดยฉวยโอกาสที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แต่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องแปลงหนี้ใหม่ไว้ในคำให้การ ปัญหาข้อกฎหมายในชั้นอุทธรณ์ที่ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ จึงไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกา ทำนองเดียวกับที่อุทธรณ์ขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากโจทก์หลายรายการ จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระค้าสินค้าบางส่วนเป็นเงินจำนวน ๔๕,๗๓๘.๖๘ บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๑,๑๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๔๕,๗๓๘ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ โจทก์จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ ๑ ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ จึงแจ้งให้โจทก์มารับสินค้ากลับคืนไป หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่านายวิโรจน์ บุญคง เอาสินค้าที่โจทก์จัดส่งให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปบางส่วน คิดเป็นเงิน ๔๕,๗๓๘.๖๘ บาท โจทก์ได้ให้นายวิโรจน์ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ แต่ต่อมานายวิโรจน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องให้จำเลยจำเลยทั้งสองรับผิดแทนนายวิโรจน์ ทั้งที่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีนี้ มาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๕,๗๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๕,๔๓๑ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า จำเลยทั้งสองยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย ล.๒ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่า โจทก์ให้นายวิโรจน์ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย ล.๒ ไว้ นายวิโรจน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องคดีให้จำเลยทั้งสองรับผิดแทนนายวิโรจน์ โดยฉวยโอกาสที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเท่านั้น จำเลยทั้งสอง มิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องแปลงหนี้ใหม่ต่อสู้ไว้ในคำให้การ ดังนั้นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยให้ จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาทำนองเดียวกับที่อุทธรณ์ขึ้นมาอีก จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ และยกฎีกาจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 177 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดรไทยพิพัฒน์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดรทรัพย์ทวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายศุภชัย ธนาโอฬาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1045/2545
#42144
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นคนชนบท มีอาชีพทำนา ถ้ามีบุตรหลานหรือญาติพี่น้องเป็นคนมีฐานะ มีความรู้ความสามารถหรือมีหน้าที่การงานดีย่อมจะทำให้จำเลยที่ 1 พลอยมีหน้ามีตา ส. เป็นคนกรุงเทพมหานครเพิ่งจะแต่งงานเป็นบุตรเขยจำเลยที่ 1 ได้ประมาณ 2 เดือนเศษ เมื่อ ส. มาเยี่ยมและอ้างว่าสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศได้ จำเลยที่ 1ย่อมจะชื่นชมยินดีและอยากโอ้อวดให้บุคคลอื่นทราบ การที่จำเลยที่ 1พูดเรื่องไปทำงานในต่างประเทศให้ผู้เสียหายทั้งห้าและบุคคลทั่ว ๆ ไปว่าผู้ใดอยากไปทำงานต่างประเทศให้ไปพบ ส. ที่บ้านจำเลยที่ 1ก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่ต้องการจะโอ้อวดให้ผู้อื่นรู้ว่า ส. มีความรู้ความสามารถส่งคนไปทำงานในต่างประเทศได้เท่านั้นส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรไปบอกให้ผู้เสียหายทั้งห้านำเงินไปชำระแก่ ส. และพูดขึ้นว่าเงินแค่นี้ ส. ไม่โกง ถ้าโกงก็คงโกงมากกว่านี้นั้น ก็ได้ความว่านอกจากจำเลยทั้งสองแล้ว ส. ไม่รู้จักใครจึงติดต่อประสานกับผู้เสียหายทั้งห้า นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งจะไปทำงานเช่นเดียวกับผู้เสียหายทั้งห้าก็ถูก ส. หลอกเอาเงินเช่นกัน โดยจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายทั้งห้าตลอดจนไม่ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการติดต่อและประเทศที่จะส่งคนหางานไปทำงาน การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้ ส. ใช้บ้านของตนเป็นสถานที่ติดต่อพูดคุยกับผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1ร่วมกับ ส. หลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทั่วไป โดยเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและโดยทุจริต จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงนายสมบัติ จำปาทอง นายพรชัย จำปาทอง นายบัวลอง ราษีสวย นายสุริยาโชติทุม นายไมตรี จันทาคีรี ผู้เสียหายทั้งห้าและประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายทั้งห้าและผู้อื่นที่สนใจไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความเท็จความจริงจำเลยทั้งสองกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ และไม่สามารถที่จะส่งผู้เสียหายทั้งห้าและผู้อื่นไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ โดยการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งห้าหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงสมัครงานและชำระเงินค่าบริการจัดหางานส่วนหนึ่งให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกไปเหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลโพธิ์ตาก กิ่งอำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4,30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 150,000บาท แก่ผู้เสียหายทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 150,000 บาทแก่ผู้เสียหายทั้งห้า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบรับและไม่โต้แย้งกัน ฟังเป็นยุติว่านายสมบัติ จำปาทอง นายพรวิชัย จำปาทองนายบัวลอง ราษีสวย นายสุริยา โชติทุม และนายไมตรี จันทาคีรี ผู้เสียหายทั้งห้าเป็นคนกิ่งอำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย อยู่หมู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 และภริยานายบัวลองเป็นญาติกับจำเลยที่ 1 นายสุนทร บุริพันธ์เป็นคนกรุงเทพมหานคร ไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เพิ่งแต่งงานกับบุตรจำเลยที่ 1เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2540 ขณะที่นายสุนทรไปพักอยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ไปพูดกับผู้เสียหายทั้งห้าและคนที่อยู่ในงานบุญกฐินที่บ้านนางมอน วิธี ในหมู่บ้านเดียวกันว่าใครอยากไปทำงานต่างประเทศให้ไปพบนายสุนทรบุตรเขยจำเลยที่ 1ที่บ้านจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายทั้งห้าและชาวบ้านอีกหลายคนสนใจจึงไปพบนายสุนทร นายสุนทรอ้างว่ามีงานก่อสร้างที่ประเทศญี่ปุ่นทำ ได้ค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท นายสุนทรสามารถจัดส่งไปทำงานดังกล่าวได้ แต่จะต้องเสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือเดินทางวีซ่า และตั๋วเครื่องบินคนละ 180,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดแรก30,000 บาท เป็นค่าทำหนังสือเดินทางและวีซ่า งวดที่สอง 30,000 บาทเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ส่วนที่เหลือนายสุนทรจะทยอยหักเอาจากค่าจ้างหลังจากได้ทำงานแล้ว โดยนายสุนทรได้นำหนังสือสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.1 ออกมาให้ดู ผู้เสียหายทั้งห้าหลงเชื่อจึงชำระเงินให้นายสุนทรไป 3 ครั้ง ครั้งละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินคนละ 30,000 บาทครั้งแรกผู้เสียหายทั้งห้านำเงินไปชำระให้นายสุนทรที่กรุงเทพมหานครครั้งที่สองและครั้งที่สามชำระที่บ้านจำเลยที่ 1 โดยก่อนชำระเงินครั้งที่สองจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 ไปบอกผู้เสียหายทั้งห้านำเงินไปชำระให้นายสุนทร และผู้เสียหายทั้งห้าลังเลไม่กล้าชำระเงิน จำเลยที่ 1พูดว่า เงินแค่นี้นายสุนทรไม่โกง ถ้าจะโกงนายสุนทรโกงมากกว่านี้ผู้เสียหายทั้งห้าจึงได้ชำระเงินให้นายสุนทรไปและในที่สุดผู้เสียหายทั้งห้าไม่ได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นตามที่นายสุนทรกล่าวอ้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายสุนทรหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนชนบทประกอบอาชีพทำนา ถ้ามีบุตรหลานหรือญาติพี่น้องเป็นคนมีฐานะ มีความรู้ความสามารถหรือมีหน้าที่การงานดีย่อมจะทำให้จำเลยที่ 1 พลอยมีหน้ามีตา นายสุนทรเป็นคนกรุงเทพมหานครเพิ่งจะแต่งงานเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 1 ได้ 2 เดือนเศษ เมื่อนายสุนทรมาเยี่ยมและอ้างว่าสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศได้ จำเลยที่ 1 ย่อมจะชื่นชมยินดีและอยากโอ้อวดให้บุคคลอื่นทราบ การที่จำเลยที่ 1 พูดเรื่องไปทำงานในต่างประเทศให้ผู้เสียหายทั้งห้าและบุคคลทั่ว ๆ ไปซึ่งอยู่ในงานบุญกฐินสถานที่ชุมนุมชน ว่าผู้ใดอยากไปทำงานต่างประเทศให้ไปพบนายสุนทรบุตรเขยที่บ้านจำเลยที่ 1 ก็เป็นถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่ต้องการจะโอ้อวดให้คนอื่นรู้ว่านายสุนทรบุตรเขยจำเลยที่ 1 มีความรู้ความสามารถส่งคนไปทำงานในต่างประเทศได้เท่านั้น เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการติดต่อและประเทศที่จะส่งไปทำงาน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปบอกให้ผู้เสียหายทั้งห้านำเงินไปชำระแก่นายสุนทรในครั้งที่สอง และพูดขึ้นว่าเงินแค่นี้นายสุนทรไม่โกง ถ้าจะโกงนายสุนทรโกงมากกว่านี้ ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายพรชัยผู้เสียหายคนหนึ่งว่าในหมู่บ้านผู้เสียหายทั้งห้านอกจากจำเลยทั้งสองแล้วนายสุนทรไม่รู้จักใครจึงติดต่อประสานกับผู้เสียหายทั้งห้าโดยโทรศัพท์ไปยังจำเลยทั้งสอง นายบัวลองนายไมตรีและนายสมบัติผู้เสียหายอีกสามคนยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 อยากให้นายบัวลองไปทำงานต่างประเทศเพราะอยากให้นายบัวลองหมดหนี้หมดสิน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และจะไปทำงานเช่นเดียวกับผู้เสียหายทั้งห้าก็ถูกนายสุนทรหลอกเอาเงินเช่นกัน โดยจำเลยที่ 1มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายตลอดจนไม่ทราบถึงขั้นตอนการติดต่อและประเทศที่จะส่งคนหางานไปทำงานการที่จำเลยที่ 1 ยอมให้นายสุนทรใช้บ้านของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่ติดต่อพูดคุยกับผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ข้อเท็จจริงเพียงนี้จึงไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายสุนทรหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย คำมวน จำปาทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2545
#44660
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175วรรคสอง มิได้ระบุให้โจทก์ต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องให้จำเลยทราบแต่อย่างใดเพียงแต่กฎหมายห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนเท่านั้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจะทำให้ตนเสียเปรียบในการต่อสู้คดีนั้น ก็ปรากฏว่าคดียังไม่มีการนำพยานทั้งของโจทก์และจำเลยเข้าสืบ ฉะนั้น หากจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่โจทก์ขอถอนฟ้องก็มิได้ทำให้โจทก์ได้เปรียบหรือทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด จึงเห็นควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 317,000 บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน48,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา วันที่ 30 กันยายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2ซึ่งคัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บริษัทบางกอกแคปปิตอล-เวนเจอส์ จำกัด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 2 แถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าสมควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปความได้ว่า คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุผลโดยชอบและการถอนฟ้องทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบเนื่องจากจำเลยที่ 2ให้การต่อสู้ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมิชอบไม่มีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ขอถอนฟ้องก็เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้วนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ใหม่นั้น เห็นว่า การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง มิได้ระบุให้โจทก์ต้องแสดงเหตุผลในการถอนฟ้องให้จำเลยที่ 2 ทราบแต่อย่างใด เพียงแต่กฎหมายห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยที่ 2 ก่อนเท่านั้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าถ้าศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จะเสียเปรียบในการต่อสู้คดีนั้น เนื่องจากคดีนี้ยังไม่มีการนำพยานทั้งของโจทก์และจำเลยที่ 2 เข้าสืบและเมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างว่าทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบแล้ว เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่โจทก์ขอถอนฟ้องก็มิได้ทำให้โจทก์ได้เปรียบหรือทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จึงเป็นดุลพินิจที่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท นรารักษ์คอมเมอร์เชี่ยล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2545
#42770
เปิดฉบับเต็ม

การระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 73 จะต้องปรากฏว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และพ้นโทษคดีก่อนมาแล้วยังไม่ครบห้าปีมากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะผู้นั้นกระทำความผิดในคดีหลังคดีก่อนจะต้องถึงที่สุดไปแล้ว จึงจะระวางโทษในคดีหลังเป็นสองเท่าได้ เมื่อคดีก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ซ้ำอีก อันเป็นการกระทำความผิดในขณะที่คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด จึงระวางโทษจำเลยในคดีนี้เป็นสองเท่าไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยนำภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียง ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทดีสนีย์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทยูนิเวอร์แซล ซิตี้ สตูดิโอ อิงค์ ผู้เสียหายที่ 2 บริษัทพาราเมาท์พิคเจอร์สคอร์ปอเรชั่น ผู้เสียหายที่ 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมปานี ผู้เสียหายที่ 4 บริษัทไทรสตาร์ พิคเจอร์ อิงค์ผู้เสียหายที่ 5 และบริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสทรี่ส์ อิงค์ ผู้เสียหายที่ 6 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผู้เสียหายทั้งหกเป็นผู้สร้างสรรค์และได้โฆษณางานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โดยจำเลยนำภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าว จำนวน134 แผ่น ออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ได้อนุญาตจากผู้เสียหายทั้งหกนอกจากนี้จำเลยยังประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์วิดีโอซีดีเรื่องต่าง ๆ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจำหน่ายภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และไม่ใช่กรณีที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีข้างต้นเป็นของกลาง จำเลยคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1414/2543หมายเลขแดงที่ 1400/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ210,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี เมื่อพ้นโทษปรับแล้วยังไม่ครบห้าปีจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31,61, 69, 70, 73, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34 โดยวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับคดีนี้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษเข้ากับคดีนี้ให้วิดีโอซีดีและซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยกระทำความผิดและต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจริง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,34 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)), 70 วรรคสอง ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 270,000 บาท กระทงหนึ่งจำเลยเคยต้องโทษคดีอื่นมาแล้วฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ้นโทษยังไม่ครบห้าปี มากระทำผิดในคดีนี้อีกต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ จึงจำคุกจำเลย 2 ปี ปรับ 540,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ให้ปรับ 20,000 บาท อีกกระทงหนึ่งรวมจำคุก 1 ปี (ที่ถูก 2 ปี) และปรับ 560,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 280,000 บาทเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไปโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แก่เจ้าของลิขสิทธิ์เนื่องจากคดีนี้ไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่บวกโทษให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยกระทำผิดคดีนี้คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1400/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ถึงที่สุด จึงลงโทษจำเลยเป็นสองเท่าไม่ได้นั้นเห็นว่า การระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 73 จะต้องปรากฏว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และพ้นโทษคดีก่อนมาแล้วยังไม่ครบห้าปีมากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะผู้นั้นกระทำความผิดในคดีหลังคดีก่อนจะต้องถึงที่สุดไปแล้วจึงจะระวางโทษในคดีหลังเป็นสองเท่าได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ซ้ำอีก อันเป็นการกระทำความผิดในขณะที่คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด จึงระวางโทษจำเลยในคดีนี้เป็นสองเท่าไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 110,000บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 55,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว วิลัยลักษณ์ คำวิสัย
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2545
#98518
เปิดฉบับเต็ม

การระวางโทษเป็นสองเท่าในคดีหลังตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 73 จะต้องปรากกฏว่าขณะกระทำผิดคดีหลัง คดีก่อนจะต้องถึงที่สุดไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 69, 70, 73, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34 โดยวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับคดีนี้ บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษเข้ากับคดีนี้ ให้วิดีโอซีดีและซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยกระทำความผิดและต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจริง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31 (1)), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31 (1)), 70 วรรคสอง ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 270,000 บาท กระทงหนึ่ง จำเลยเคยต้องโทษคดีอื่นมาแล้วฐานกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ้นโทษยังไม่ครบห้าปี มากระทำผิดในคดีนี้อีก ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ จึงจำคุกจำเลย 2 ปี ปรับ 540,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ให้ปรับ 20,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุก 1 ปี (ที่ถูก 2 ปี) และปรับ 560,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 280,000 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ เนื่องจากคดีนี้ไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่บวกโทษให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยกระทำผิดคดีนี้อาญาหมายเลขแดงที่ อ.1400/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยัง ไม่ถึงที่สุด จึงลงโทษจำเลยเป็นสองเท่าไม่ได้นั้น เห็นว่า การระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 73 จะต้องปรากฏว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และพ้นโทษคดีก่อนมาแล้วยังไม่ครบห้าปีมากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะผู้นั้นกระทำความผิดในคดีหลังคดีก่อนจะต้องถึงที่สุดไปแล้ว จึงจะระวางโทษในคดีหลังเป็นสองเท่าได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการ ลงโทษไว้ 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ซ้ำอีก อันเป็นการกระทำความผิดในขณะที่คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด จึงระวางโทษจำเลยในคดีนี้เป็นสองเท่าไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับนั้น เห็นว่า ของกลางมีจำนวนไม่มากและสถานที่ประกอบกิจการเป็นเพียงแผงลอยเล็ก ๆ ไม่มีเลขที่ในตลาดคลองถมใหม่ แม้จำเลยเคยกระทำความผิดมาแล้ว ไม่เข็ดหลาบก็จริง แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไป ยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี จึงสมควรแก้ไขให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 110,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 55,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาววิลัยลักษณ์ คำวิสัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2545
#42769
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกันโจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาท ทำให้ทางพิพาทแคบลงเป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป แม้โจทก์ระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภารจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเอง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1641 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินติดด้านทิศใต้ที่ดินของโจทก์ โจทก์ใช้เส้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกมีความกว้าง 2.50 เมตร ยาวจากถนนสายบ้านเก่าน้อย - บ้านไผ่ ไปตลอดแนวจนถึงที่ดินของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้รถยนต์บรรทุกปุ๋ย และข้าวเปลือก เข้าออกที่ดินของโจทก์ ทางดังกล่าวจึงเป็นทางภารจำยอม ต่อมาวันที่ 19มกราคม 2540 จำเลยรื้อเสารั้วแนวเขตเดิม แล้วนำมาปักเป็นแนวเขตใหม่ล้ำเข้ามาในทางภารจำยอม ทำให้ทางภารจำยอมแคบลงเหลือความกว้างเพียง 1.10 เมตร โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์เข้าออกทางภารจำยอมได้ โจทก์บอกให้จำเลยรื้อรั้วออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภารจำยอมโดยถอนเสารั้วทุกต้นที่ล้ำเข้ามาในทางภารจำยอมออกไปโดยให้ทางภารจำยอมมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนว หากจำเลยไม่รื้อถอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า นายทอง สละ บิดาของโจทก์ยกที่ดินให้แก่โจทก์โดย แบ่งแยกที่ดินของตนออกเป็นหลายแปลงแล้วยกให้บุตรหลาน โจทก์สามารถใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแปลงอื่นที่เหมาะสมกว่าที่ดินของจำเลยและเป็นที่ดินแปลงที่เคยแบ่งแยกปันกันนั้นได้ โจทก์ไม่มีอำนาจมาอ้างเอาที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมที่ดินของจำเลยที่มีแนวเขตด้านทิศเหนือติดต่อกับที่ดินของโจทก์ โดยประเพณีปกติของชาวบ้านที่อยู่ร่วมกันพึ่งพาอาศัยกันยอมให้บุคคลอื่นสัญจรผ่านไปมาบนที่ดินของตนเองได้ ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดกำหนดแนวเขตที่ดินตามที่โจทก์และจำเลยถือครองอยู่ จำเลยจึงปักเสารั้วตามแนวเขตที่ดินใหม่ ทำให้โจทก์ไม่ได้สัญจรไปมาได้เหมือนเดิม โจทก์จะมาอ้างเป็นทางภารจำยอมทำให้จำเลยเสียหายไม่ได้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ทางพิพาทบริเวณเส้นสีดำที่โจทก์นำชี้เนื้อที่ 24 เศษ หนึ่ง ส่วน สิบ ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไปจากทางสาธารณะดังกล่าว คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะดังนี้ศาลจะวินิจฉัยว่าเป็นทางสาธารณะได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกันตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง โดยโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งมีความกว้าง 2.50 เมตร เข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้านต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาททำให้ทางพิพาทแคบลงเหลือความกว้างเพียง 1.10 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงสิทธิในการใช้ทางพิพาทโดยปราศจากการขัดขวางมานานกว่า 10 ปี แล้ว เมื่อจำเลยนำเสารั้วมาปักลงในทางพิพาทขัดขวางทางเข้าออกของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทได้ แม้โจทก์จะระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภารจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป เพราะคำฟ้องเพียงแต่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็ใช้ได้แล้ว ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเอง ดังนั้นแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้ หานอกฟ้องนอกประเด็นไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เฮียง สละ
จำเลย — นายดาบตำรวจ เสรี บัวขวา
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2545
#98516
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้านทางดังกล่าวจึงเป็นทางภาระจำยอม ต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาท ทำให้ทางพิพาท แคบลงเป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป แม้โจทก์ระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภาระจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเองเมื่อทางพิจารณาได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมโดยถอนเสารั้วทุกต้นที่ล้ำเข้ามาในทางภาระจำยอมออกไปโดยให้ทางภาระจำยอมมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนว หากจำเลยไม่รื้อถอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า โจทก์สามารถใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแปลงอื่นที่เหมาะสมกว่าที่ดินของจำเลยและเป็นที่ดินแปลงที่เคยแบ่งแยกปันกันนั้นได้ โจทก์ไม่มีอำนาจมาอ้างเอาที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ทางพิพาทบริเวณเส้นสีดำ ที่โจทก์นำชี้เนื้อที่ 24 1/10 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไปจากทางสาธารณะดังกล่าว คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ดังนี้ศาลจะวินิจฉัยว่าเป็น ทางสาธารณะได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกันตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง โดยโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งมีความกว้าง 2.50 เมตร เข้าออกที่ดินของโจทก์มานานกว่า 10 ปี ไม่มีบุคคลใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยได้รื้อเสารั้วแนวเขตเดิมแล้วนำมาปักไว้ในทางพิพาท ทำให้ทางพิพาทแคบลงเหลือความกว้างเพียง 1.10 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่านทางพิพาทเข้าออกที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามปกติ ขอให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วออกไป จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงสิทธิในการใช้ทางพิพาทโดยปราศจากการขัดขวางมานานกว่า 10 ปี แล้ว เมื่อจำเลยนำเสารั้วมาปักลงในทางพิพาทขัดขวางทางเข้าออกของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทได้ แม้โจทก์จะระบุในคำฟ้องผิดพลาดว่า เป็นทางภาระจำยอมก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้คำฟ้องเสียไป เพราะคำฟ้องเพียงแต่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็น หลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็ใช้ได้แล้ว ส่วนทางพิพาทที่ถูกต้องจะเป็นทางอะไรนั้น เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องปรับ ข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเอง ดังนั้นแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นทางสาธารณะ ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะได้ หานอกฟ้องนอกประเด็นไม่

มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยต้องรื้อเสารั้วออกไปจากทางพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า นายบุญเหลือ พลดงนอก นายช่างรัดวัด 5 สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาบ้านไผ่ ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า ทางพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย ล.5 เป็นทางสาธารณะ ส่วนโจทก์และนายเรียง สละ เบิกความยืนยันว่า ทางพิพาทเดิมมีเสาไม้ 2 ถึง 3 ต้น ปักไว้เป็นแนวเขตตามเครื่องหมายดอกจันที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 1 และแนวเขตเดิมนี้มีมานานกว่า 15 ปี จำเลยเพิ่งย้ายเสาไม้จากแนวเขตเดิมรุกล้ำเข้ามาในทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ทำให้ทางพิพาทแคบลง ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า บริเวณคันนาที่มีเครื่องหมายดอกจันด้านซ้ายตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 1 คือ แนวเขตทางพิพาทเดิม จำเลยเพิ่งปักเสาไม้เป็นแนวเขตใหม่เข้าไปในทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.3 เมื่อปี 2539 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยปักเสาไม้รุกล้ำเข้าไปในทางพิพาทจริง แต่เนื่องจากนายบุญเหลือเบิกความว่า ทางพิพาทด้านที่อยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์มีความกว้าง 1.548 เมตร ตามที่โจทก์นำชี้ และด้านที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์มีความกว้าง 2.513 เมตร ตามแผนที่พิพาท จำเลยจึงต้องรื้อถอน เสารั้วออกไปโดยให้ทางพิพาทมีขนาดความกว้างดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฮียง สละ
จำเลย — นายดาบตำรวจเสรี บัวขวา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายจิรเวทย์ อุนนะนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2545
#42143
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163กำหนดให้โจทก์ต้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ฉะนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องภายหลังสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้ว โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องโจทก์พิมพ์วันที่เกิดเหตุผิดพลาดขอแก้จากวันที่ 29 เป็นวันที่ 26 การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นการยื่นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ซึ่งความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดเช่นนั้นได้ ประกอบกับการที่โจทก์แก้ฟ้องเฉพาะวันที่ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดนั้นเป็นการแก้รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ทั้งจำเลยให้การและเบิกความก็เป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวันที่ 26 จำเลยทำอะไรอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าวันที่ 29ซึ่งเป็นวันที่ระบุในคำฟ้องฉบับเดิม จำเลยก็ถูกขังในเรือนจำตามหมายขังระหว่างการสอบสวนคดีนี้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยหลงต่อสู้ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 70 เม็ด น้ำหนัก 5.820 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 667/2543 ของศาลชั้นต้นขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบของกลางนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 667/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 บัญญัติว่าเมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น... คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องภายหลังสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าคำฟ้องของโจทก์บกพร่องเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุเนื่องจากพิมพ์ผิดพลาด ขอแก้คำว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 เป็นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 การยื่นคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการยื่นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและเหตุที่โจทก์อ้างมานั้นก็ถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เพราะอาจเกิดบกพร่องพิมพ์ผิดพลาดเช่นนั้นได้ ประกอบกับการที่โจทก์ขอแก้ฟ้องเฉพาะวันที่ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดนั้นเป็นการแก้รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ทั้งจำเลยให้การและเบิกความก็เป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวันที่ 26 ตุลาคม2541 จำเลยทำอะไรอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ระบุในคำฟ้องฉบับเดิม จำเลยก็ถูกขังในเรือนจำตามหมายขังระหว่างสอบสวนในคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยหลงต่อสู้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ไชยวัฒน์หรือจ่าสิบเอกไชยวัฒน์ เจียกวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2545
#47783
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องภายหลังสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้วโดยอ้างเหตุผลว่าคำฟ้องของโจทก์บกพร่องเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุเนื่องจากพิมพ์ผิดพลาด ขอแก้คำว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 เป็นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 เป็นการยื่นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เพราะอาจเกิดบกพร่องพิมพ์ผิดพลาดเช่นนั้นได้ ประกอบกับเป็นการแก้รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ทั้งจำเลยให้การและเบิกความปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยทำอะไรอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ระบุในคำฟ้องฉบับเดิมจำเลยก็ถูกขังในเรือนจำตามหมายขังระหว่างสอบสวนในคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยหลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 70 เม็ด น้ำหนัก5.820 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบของกลาง นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 667/2543 ของศาลชั้นต้นข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันควรโจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น... คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องภายหลังสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าคำฟ้องของโจทก์บกพร่องเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุเนื่องจากพิมพ์ผิดพลาด ขอแก้คำว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 เป็นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 การยื่นคำร้องของโจทก์ดังกล่าว เป็นการยื่นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเหตุที่โจทก์อ้างมานั้นก็ถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เพราะอาจเกิดบกพร่องพิมพ์ผิดพลาดเช่นนั้นได้ ประกอบกับการที่โจทก์ขอแก้ฟ้องเฉพาะวันที่ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เป็นการแก้รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ทั้งจำเลยให้การและเบิกความก็เป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยทำอะไรอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า วันที่ 29 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ระบุในคำฟ้องฉบับเดิมจำเลยก็ถูกขังในเรือนจำตามหมายขังระหว่างสอบสวนในคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยหลงต่อสู้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ไชยวัฒน์หรือจ่าสิบเอกไชยวัฒน์ เจียกวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2545
#98461
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องคดีอาญาภายหลังสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้วโดยอ้างเหตุผลว่าคำฟ้องของโจทก์บกพร่องเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุเนื่องจากพิมพ์ผิดพลาดก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เหตุที่โจทก์อ้างถือได้ว่าเป็นเหตุอันควร ประกอบกับเป็นการแก้รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ทั้งจำเลยให้การและเบิกความก็เป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวันที่โจทก์ขอแก้จำเลยทำอะไรอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า วันที่ระบุในคำฟ้องฉบับเดิมจำเลยก็ถูกขังในเรือนจำตามหมายขังระหว่างสอบสวนในคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยหลงต่อสู้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยขออุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓ บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น? คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องภายหลังสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าคำฟ้องของโจทก์บกพร่องเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุเนื่องจากพิมพ์ผิดพลาด ขอแก้คำว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ เป็นเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ การยื่นคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการยื่นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเหตุที่โจทก์อ้างมานั้นก็ถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ เพราะอาจเกิดเหตุบกพร่องพิมพ์ผิดพลาดเช่นนั้นได้ ประกอบกับการที่โจทก์ขอแก้ฟ้องเฉพาะวันที่ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น เป็นการแก้รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๔ ทั้งจำเลยให้การและเบิกความก็เป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ จำเลยทำอะไรอยู่ที่ไหน นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันที่ระบุในคำฟ้องฉบับเดิม จำเลยก็ถูกขังในเรือนจำตามหมายขังระหว่างสอบสวนในคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยหลงต่อสู้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายไชยวัฒน์หรือจ่าสิบเอกไชยวัฒน์ เจียกวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทุบรี — นางสาววัจนาถ วังตาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2545
#42142
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเข้าร่วมกิจการรับจ้างขนส่งน้ำมันกับห้างหุ้นส่วนจำกัดส.และมอบให้ห้างฯ ดังกล่าวครอบครองดูแลและจัดการเกี่ยวกับคู่ค้าหรือผู้ขับแทนผู้ร้องห้างหุ้นส่วนจำกัดส.นำรถยนต์ของกลางไปให้ ว. เช่า และ ว. นำเข้าไปร่วมกิจการกับบริษัท ช. โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วย คงได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากห้างฯเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยรถยนต์ของกลางมีการพ่นสีแสดงข้อความและเครื่องหมายของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กับมีชื่อบริษัท ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งเป็นการสนับสนุนแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ของกลางถูกนำไปใช้รับขนส่งน้ำมันเตาให้การปิโตรเลียมฯอย่างเปิดเผย มิใช่มีลักษณะจะนำไปขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผิดกฎหมายทั้งคำว่า "รู้เห็นเป็นใจ" หมายความว่ารู้เหตุการณ์และร่วมใจด้วยส่วนคำว่า "ร่วมใจ" หมายความว่านึกคิดอย่างเดียวกัน การรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจึงหมายความว่ารู้แล้วว่าจะมีการนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดและมีความนึกคิดกระทำความผิดด้วยปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้ร้องมีอายุเพียง 20 ปีเศษ เท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องจะคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าจะมีการนำรถยนต์ของกลางของผู้ร้องไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ชอบที่จะขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ, 32พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 175, 191,282 พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481 มาตรา 40, 63 และริบเรือยนต์"พรวารี" รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0372 ลพบุรี และน้ำมันเตา7,200 ลิตร ของกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริงในรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลสั่งริบ ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเข้าร่วมกิจการรับจ้างขนส่งสินค้ากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ศงสนันท์ โดยผู้ร้องได้มอบรถยนต์บรรทุกของกลางให้ห้างฯ ดังกล่าวครอบครองดูแลและจัดการเกี่ยวกับคู่ค้าหรือผู้ขับแทนผู้ร้อง ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์บรรทุกของกลางไม่ใช่ของผู้ร้องหลักฐานทางทะเบียนทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับตามกฎหมายผู้ร้องไม่เคยแจ้งแสดงความเป็นเจ้าของในรถยนต์บรรทุกของกลางหรือให้ข้อเท็จจริงใด ๆ แก่เจ้าพนักงานในอันที่จะชี้ให้เห็นว่าผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0372 ลพบุรี ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริงในรถยนต์บรรทุกของกลาง คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 หรือไม่ในปัญหาข้อนี้ผู้ร้องมีตนเองกับนายบุญธรรมบิดาผู้ร้องมาเบิกความตรงกันว่า ผู้ร้องไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 และมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ศงสนันท์ ในการขับรถยนต์บรรทุกของกลางจำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดโดยพลการ ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างในเบื้องต้นจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานผู้ร้องดังกล่าว การที่นายวีระนำใบมอบอำนาจจากผู้ร้องไปติดต่อขอรับรถยนต์บรรทุกของกลางคืนโดยผู้ร้องเบิกความว่าไม่เคยรู้จักนายวีระ และนายวีระให้การในชั้นสอบสวนว่ารถยนต์บรรทุกของกลางได้นำไปร่วมกิจการกับบริษัทชลบุรีเสริมทรัพย์ จำกัดในการรับจ้างขนส่งน้ำมันเตาให้แก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นร่วมกิจการด้วยนั้น หาเป็นพิรุธดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เพราะผู้ร้องนำสืบไว้แล้วว่าผู้ร้องมอบรถยนต์บรรทุกของกลางให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ศงสนันท์ไปพร้อมกับลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจและสัญญาเช่าที่ยังมิได้กรอกข้อความ จึงเป็นไปได้ที่ห้างฯ จะนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปให้นายวีระเช่า และนายวีระนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปร่วมกิจการกับบริษัทชลบุรีเสริมทรัพย์ จำกัด โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วย และผู้ร้องคงรับผลประโยชน์ตอบแทนจากห้างฯเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นายวีระจึงมิได้ให้การถึงห้างฯ ผู้มอบรถยนต์บรรทุกของกลางให้นายวีระไว้ในชั้นสอบสวน และผู้ร้องกับนายวีระไม่เคยรู้จักกันนอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงสภาพรถยนต์บรรทุกของกลางตามภาพถ่ายหมาย ค.3 ภาพสุดท้ายแล้วเห็นได้ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางมีการพ่นสีแสดงข้อความและเครื่องหมายของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยกับมีชื่อบริษัทชลบุรีเสริมทรัพย์ จำกัด เป็นผู้ประกอบการขนส่ง เป็นการสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย ทั้งยังแสดงให้เห็นว่ารถยนต์บรรทุกของกลางถูกนำไปใช้รับขนส่งน้ำมันเตาให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยโดยเปิดเผย มิใช่มีลักษณะจะนำไปขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผิดกฎหมายคำว่า "รู้เห็นเป็นใจ" หมายความว่ารู้เหตุการณ์และร่วมใจด้วย ส่วนคำว่า"ร่วมใจ" หมายความว่านึกคิดอย่างเดียวกัน การรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจึงหมายความว่ารู้แล้วว่าจะมีการนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปใช้กระทำความผิดและมีความนึกคิดกระทำความผิดด้วย ได้ความตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้องท้ายเอกสารหมาย ค.1ว่าผู้ร้องเกิดวันที่ 14 สิงหาคม 2518 เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์2539 ขณะที่ผู้ร้องมีอายุเพียง 20 ปีเศษ เท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องจะคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าจะมีการนำรถยนต์บรรทุกของกลางของผู้ร้องไปใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้มั่นคงว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องเสียนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย อุเทน รักษาเพชร
จำเลย — นาย ประเทือง ภู่ขาว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2545
#42141
เปิดฉบับเต็ม

บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตนของบุคคล การที่จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จว่าตนชื่อ ป. และบัตรประจำตัวประชาชนของตนสูญหายไป เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในเอกสารราชการและจำเลยที่ 2 รับรองต่อเจ้าพนักงานว่าจำเลยที่ 1 คือ ป. และบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 สูญหายจริงพร้อมทั้งลงลายมือชื่อในช่องผู้รับรอง และจำเลยทั้งสองยังร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นแสดงต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอมีบัตรใหม่ อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น นับว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการ และอาจสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้สุจริตทั่วไปที่จำเลยที่ 1 อาจนำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ไปใช้แอบอ้างอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายประหยัดเศษฤทธิ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนประจำที่ว่าการอำเภอเขาวง ผู้กระทำการตามหน้าที่ว่า จำเลยที่ 1 คือนายประมูล ไกรสูญ และบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1สูญหายไป เป็นเหตุให้นายประหยัดหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลาย (บ.ป.7) อันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 มิใช่นายประมูลและบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 มิได้สูญหายแต่ประการใดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายประหยัด นายประมูล ผู้อื่นและประชาชนต่อมาจำเลยที่ 1 ทำปลอมบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลายอันเป็นเอกสารราชการของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ขึ้นบางส่วน โดยจำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อปลอมของนายประมูลในช่องผู้แจ้งในเอกสารราชการดังกล่าวโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายประมูลและเจ้าพนักงานปกครองประจำที่ว่าการอำเภอเขาวง กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เจ้าพนักงานกรมการปกครอง และผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่านายประมูลเป็นผู้แจ้งว่าบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายและเอกสารราชการดังกล่าวเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิบูลย์ศักดิ์ ชอบหาญ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนประจำที่ว่าการอำเภอเขาวงว่าจำเลยที่ 1 คือนายประมูล และบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 สูญหายไปจำเลยที่ 1 ประสงค์จะมีบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ จึงยื่นคำขอมีบัตรใหม่พร้อมทั้งลงลายมือชื่อว่า "ประมูล ไกรสูญ" อันเป็นลายมือชื่อปลอมในช่องผู้ยื่นคำขอในคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) โดยจำเลยที่ 2 ให้การรับรองต่อเจ้าพนักงานว่าจำเลยที่ 1คือนายประมูล และรายการที่แจ้งในคำขอมีบัตรใหม่กรณีบัตรหายเป็นความจริงพร้อมทั้งลงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ในช่องผู้รับรองในบันทึกคำให้การรับรองบุคคล อันเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรและร่วมกันปลอมเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายประมูลและเจ้าพนักงานปกครองประจำที่ว่าการอำเภอเขาวง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยผู้อื่นและประชาชน เพื่อให้เจ้าพนักงานกรมการปกครองและผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่านายประมูลเป็นผู้ยื่นคำขอมีบัตรใหม่กรณีบัตรหาย และเอกสารราชการดังกล่าวเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง นอกจากนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นแสดงต่อนายประหยัดเจ้าพนักงานฝ่ายทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนประจำที่ว่าการอำเภอเขาวงเพื่อขอมีบัตรใหม่กรณีบัตรหาย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานฝ่ายทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนประจำที่ว่าการอำเภอเขาวง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นและประชาชน เป็นเหตุให้นายประหยัดหลงเชื่ออนุมัติให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 5, 6 ตรี, 6 จัตวา, 14ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 264, 265, 268, 91 และ83

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 ตรี, 6 จัตวา, 14ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 วรรคแรก, 265, 267 และ 268ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำคุกคนละ6 เดือน ฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุกคนละ 6 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการจำคุก 6 เดือน และฐานปลอมเอกสารราชการจำคุก 6 เดือนรวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุกรวม 12 เดือนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14(1)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 วรรคแรก, 265, 267 และ268 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14(1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งเพื่อให้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตนของบุคคลการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองนับว่าก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการ และอาจสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้สุจริตทั่วไปที่จำเลยที่ 1 อาจนำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ไปใช้แอบอ้างอีกด้วย พฤติกรรมแห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 137 ม. 265 ม. 268
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย ไพฉัน ไกรสูญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2545
#44111
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทน นายหน้า ในการซื้อขายหลักทรัพย์ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการกับตัวแทนซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 การที่จำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นเพียง 10,000 หุ้น แต่โจทก์ขายหุ้นไป 20,000 หุ้น และส่งมอบเงินที่ขายได้ทั้งหมดให้แก่จำเลยซึ่งมียอดเงินที่จำเลยรับไว้เกินจำนวน 2 แสนบาทเศษนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะตัวแทนจำเลยชำระเงินให้จำเลยเกินจำนวนที่จำเลยสั่งให้ขายหุ้น จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินมาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ โจทก์ได้ขายหลักทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส์ จำกัด (BKP) จำนวน20,000 หุ้น ตามคำสั่งของจำเลยได้เงิน 502,475 บาท โจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาส่งมอบหลักทรัพย์ให้โจทก์เพียง 10,000 หุ้นเท่านั้น โจทก์ต้องจัดซื้อหลักทรัพย์และส่งมอบให้ผู้ซื้อแทนจำเลยอีก 10,000 หุ้น เป็นเงิน 253,762.50บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 484,686.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ21 ต่อปี ของต้นเงิน 253,762.50 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ขายหลักทรัพย์จำนวน 20,000 หุ้นโจทก์ขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเพียง 10,000 หุ้นเท่านั้น หลักทรัพย์จำนวน 20,000 หุ้น ที่โจทก์นำออกขายด้วยความผิดพลาดของพนักงานโจทก์และได้ส่งมอบเงินที่ขายได้ให้จำเลยเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยได้รับไว้โดยสุจริต โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดให้จำเลยปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าว คือวันที่ 7 มีนาคม 2540 โจทก์ชอบที่จะเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยภายใน 1 ปี คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 253,762 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 253,762 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นจำนวน 10,000 หุ้น มิใช่ 20,000 หุ้น ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในประเด็นนี้ โจทก์นำนางสาวปริญดา แซ่ยิ้ว กับนางสาวโสภิณวิโรจน์ศิริชัย เบิกความว่า จำเลยเป็นผู้สั่งให้โจทก์ขายหุ้นของจำเลยจำนวน 20,000 หุ้น แต่นางสาวปริญดาเบิกความว่าขณะที่ซื้อขายหุ้นคดีนี้ ตนยังไม่ได้เข้ามาทำงานกับโจทก์ แต่ที่ทราบเรื่องนี้เพราะทราบจากการตรวจดูเอกสาร พยานปากนี้ของโจทก์จึงมิใช่ประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในการสั่งให้ซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยส่วนนางสาวโสภิณก็เบิกความว่าทราบเรื่องนี้จากเพื่อนร่วมงานไม่มีส่วนรู้เห็นในขณะที่มีการสั่งซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์คงมีแต่หนังสือสัญญาตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มาแสดง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าได้ทำสัญญาจริง คดีจึงคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยได้มอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนขายหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2536โจทก์ได้ขายหุ้นแทนจำเลยและโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยจำนวน 825,850 บาท เท่านั้น แต่พยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยสั่งให้ขายหุ้นจำนวน 20,000 หุ้นหรือเพียง 10,000 หุ้นตามที่จำเลยอ้างนั้น พยานบุคคลที่โจทก์นำสืบเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการสั่งให้ขายหุ้นจึงรับฟังเป็นพยานไม่ได้ ประกอบกับจำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าสั่งให้โจทก์ขายหุ้นเพียง 10,000 หุ้นเท่านั้น เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้ แต่โจทก์สืบไม่สมทั้งหลังทำสัญญาขายหุ้นแล้วโจทก์ก็ไม่ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งมอบหุ้นจำนวน 10,000 หุ้น ที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนตามที่ตกลงไว้ในสัญญาตัวแทนและหรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย จ.5 โจทก์พึ่งมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 หลังจากทำสัญญาขายหุ้นแล้วถึง 4 ปี พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นจำนวน 20,000 หุ้น คงฟังได้แต่เพียงเท่าที่จำเลยรับว่าสั่งให้โจทก์ขายเพียง 10,000หุ้นเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส์ จำกัด (BKP) จำนวน 20,000 หุ้น จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบหุ้นอีกจำนวน 10,000 หุ้นให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ว่าคดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องลาภมิควรได้มิใช่เรื่องตัวแทนนั้น เห็นว่า จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทน นายหน้า ในการซื้อขายหลักทรัพย์ดังนั้น ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการกับตัวแทน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่จำเลยสั่งให้ขายก็เป็นการกระทำที่อยู่ในฐานะของตัวแทนของจำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 10 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ตัวแทนขายหุ้นเพียง 10,000หุ้น แต่โจทก์ขายหุ้นไปจำนวน 20,000 หุ้น และส่งมอบเงินที่ขายได้ทั้งหมดจำนวน502,475 บาทให้แก่จำเลย จึงมียอดเงินที่จำเลยรับไว้เกินเป็นจำนวน 251,237.50 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินที่รับชำระไว้เกินจำนวน 251,237.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 224 ม. 797 ม. 816 ม. 845
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด
จำเลย — นาง ฟู ซู ฟางหรือ นางเฟื่อนฟูรัตน์ มุ่งทวีสินสุข
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ