คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2545
#98286
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยผู้ออกเช็ครวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการและได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไปแล้ว เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ที่ออกเช็คที่ถูกบังคับโอนตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากมูลหนี้ที่ออกเช็คจนกว่าจะได้มีการใช้เงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระเงินตามสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คดังกล่าวแล้ว ดังนี้ คดีจึงไม่เลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างนัดจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อมูลหนี้ตามเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้รวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่โจทก์ได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กรณีถือได้ว่า โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว มูลหนี้ตามเช็คพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงสิ้นผลผูกพัน โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายอีกต่อไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป ให้จำหน่ายคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเพราะคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้รวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการและได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ที่ออกเช็คที่ถูกบังคับโอนตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗ ไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ หลุดพ้นจากมูลหนี้ที่ออกเช็คแต่อย่างใดจนกว่าจะได้มีการใช้เงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ชำระเงินตามสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คดังกล่าวแล้ว ดังนี้ยังถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยทั้งสามได้ออกเช็คนั้นสิ้นผลผูกพัน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์จะสามารถดำเนินกิจการและรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้หรือไม่ คดีจึงไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดี. วี. เอส. ดิเวลลอบเมนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางกริตติกา ทองธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายคมวุฒิ อินทรบุรี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278/2545
#42102
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52(2) ในการลดโทษประหารชีวิตถ้าจะลดกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปีถึง 50 ปี ซึ่งศาลจะลดโทษให้เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1เป็นภริยาผู้ตายสมคบกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายแล้วยังใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาศพผู้ตายเพื่อปิดบังซ่อนเร้นการตาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งจากโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 มีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวนหลายนัดไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในหมู่บ้าน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้อาวุธปืนกับมีมีดปลายแหลม 1 เล่มเป็นอาวุธยิงฟันและแทงประทุษร้ายร่างกายนายวิเชียร นรสิงห์ ผู้ตายโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้นายวิเชียรถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ย้าย และทำลายศพผู้ตายโดยใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาศพเพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตายของผู้ตาย เหตุเกิดที่ตำบลสุขเดือนห้า กิ่งอำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดได้หน้าแว่นกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 2 ชิ้น หมอนรองกระสุนปืนลูกซอง 1 ชิ้น มีดปลายแหลมด้ามไม้รวมด้ามยาว14 นิ้ว 1 เล่ม จากที่เกิดเหตุและยึดรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง 142 ชัยนาท 1 คัน ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 199, 289,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 289 (ที่ถูกมาตรา 289(4))ประกอบมาตรา 83 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ ข้อหาทำลายศพจำคุกคนละ 1 ปีและจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ข้อหามีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ข้อหาพาอาวุธปืนเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูกมาตรา 52(2)) ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต ข้อหาทำลายศพจำคุกคนละ 6 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 3 ข้อหามีอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน ข้อหาพาอาวุธปืนจำคุก 3 เดือน แต่เนื่องจากลงโทษจำเลยทั้งสี่ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษในข้อหาอื่นมารวมได้คงลงโทษจำเลยทั้งสี่จำคุกตลอดชีวิต(ที่ถูกเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ไว้ตลอดชีวิต)ของกลางอื่นนอกจากรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง 142 ชัยนาท ให้ริบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4ไม่อุทธรณ์ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยที่ 1เหลือจำคุกตลอดชีวิต นั้น เหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52(2) คือจำคุกตั้งแต่ 25 ปีถึง 50 ปี เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 52(2) ในการลดโทษประหารชีวิตถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปีถึง 50 ปีซึ่งศาลจะลดโทษให้เพียงใด เป็นดุลพินิจของศาลทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่เพียงใดข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาผู้ตายสมคบกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฆ่าผู้ตาย เมื่อฆ่าผู้ตายแล้วยังใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาศพผู้ตายเพื่อปิดบังซ่อนเร้นการตายตามพฤติการณ์แห่งคดีนับเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งจากโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นาง บุญปลูก ศรีไพบูรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 273/2545
#65850
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในสถานหนัก ประกอบกับจำเลยมิได้ยื่นฎีกา ชั้นนี้จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย สมนึกหรือนึก รุ่งจรูญ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง กระแสร์ พงษ์พานิช ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2545
#98294
เปิดฉบับเต็ม

การฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยจะต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เข้ามาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิใช่ทำเป็นคำแก้ฎีกา เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาแต่ทำมาเป็นเพียงคำแก้ฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๕๗ , ๖๖ , ๖๗ , ๙๑ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๕๗ , ๖๖ วรรคหนึ่ง , ๙๑ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก ๑ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๘ ปี รวมจำคุก ๑๔ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดดังกล่าวและขอให้ยกฟ้องด้วยนั้น เห็นว่า การฎีกาในปัญหาเช่นว่านี้จำเลยจะต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิใช่ทำเป็นคำแก้ฎีกาดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาแต่ทำมาเป็นเพียงคำแก้ฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายอุทัย บุญท้วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายยุทธยา รัตนประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 271/2545
#65849
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เจ้าพนักงานเดินหมายได้ส่งรายงานการส่งหมายนัดสำเนาฎีกาฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ให้ทนายโจทก์ทั้งหกที่บ้านเลขที่ 331/2 ตรอกวัดพระยายังแขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวทนายโจทก์ทั้งหกยังคงอยู่ที่เลขที่ 78 ซอยสุขุมวิท 51 แขวงคลองตันเหนือ กรุงเทพมหานคร แม้ทนายโจทก์ทั้งหกมีโครงการจะย้ายไปยังที่อยู่ใหม่ตามที่เสมียนทนายโจทก์ทั้งหกระบุไว้ในใบนำหมายแต่เนื่องจากมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ จึงไม่อาจย้ายไปยังที่อยู่ใหม่ได้ เพิ่งย้ายไปเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2543 โจทก์ทั้งหกไม่อาจทราบได้ว่าเสมียนทนายโจทก์ได้ระบุที่อยู่แจ้งผลการส่งหมายไว้เป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิลำเนาที่คาดหวังว่าจะย้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนาหรือหางใบนำหมายที่เสมียนทนายโจทก์ทั้งหกนำกลับมาไม่มีข้อความใดระบุว่าได้มีการระบุบ้านเลขที่ใหม่ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงยังไม่ได้มีการย้ายที่ตั้งสำนักงาน จึงเป็นเหตุให้ทนายโจทก์ทั้งหกไม่อาจทราบรายงานผลการส่งหมายได้ ทนายโจทก์ทั้งหกมาทราบเรื่องเมื่อมีหมายแจ้งนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา โดยเจ้าพนักงานเดินหมายได้นำส่งไปยังบ้านเลขที่เดิม โจทก์ทั้งหกมิได้จงใจที่จะทิ้งฟ้องขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งหกนำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้จำเลยทั้งสองใหม่ต่อไป

หมายเหตุ จำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 76)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากห้องไม่มีเลขที่ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 166 เลขที่ดิน 121 ตำบลบางขุนพรมอำเภอดุสิต กรุงเทพมหานครด้านทิศใต้ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับห้องและที่ดินดังกล่าวอีกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจำนวน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ6,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากห้องไม่มีเลขที่ดังกล่าว และส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ทั้งหกให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตของโจทก์ และลงนามรับรองแนวเขตที่โจทก์รังวัดสอบเขต หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งหกทิ้งฟ้องฎีกา มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา

โจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 87)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเนื่องจากโจทก์ทั้งหกทิ้งฟ้องฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว ข้ออ้างตามคำร้องของโจทก์ทั้งหกเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่โดยไม่ปรากฏในสำนวน ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ตามคำร้องของโจทก์ทั้งหกได้ ให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมาน นานา กับพวก
จำเลย — นาย ไพบูลย์ ณรงค์ชัยกุล กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมาน นานา กับพวก โจทก์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2545
#42101
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า หลังจากบริษัทจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงโดยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แล้ว จำเลยที่ 2 เรียกโจทก์เข้าไปพูดคุยเสนอให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้วยการลาออกโดยจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ โจทก์ตกลงและทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดยื่นต่อจำเลยที่ 2 โดยสมัครใจ จำเลยที่ 2 อนุมัติและจ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์รับไปแล้ว การสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดจากความตกลงกัน ไม่ใช่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้ทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดไม่ใช่โจทก์สมัครใจลาออกเอง จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไม่ ถือเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจำนวน20,232.530 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเสนอให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งด้วยการลาออกและจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ โจทก์ตกลงรับข้อเสนอ และทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด ไม่ใช่การเลิกจ้าง อุทธรณ์ของโจทก์โต้แย้งว่าเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า เอกสารหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดเป็นเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยสมบูรณ์แล้ว การทำหนังสือเกษียณอายุดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมอำพราง การเลิกจ้างของจำเลยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประกอบถ้อยคำการสนทนาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในเทปบันทึกเสียงหมาย วจ.1 และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หมาย ล.1 ล.2 ที่โจทก์ส่งถึงจำเลยที่ 2 ก่อนทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดเอกสารหมาย จ.2 ตลอดจนข้อความในหนังสือดังกล่าว แล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า หลังจากจำเลยที่ 1เปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงโดยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แล้วจำเลยที่ 2 ได้เรียกโจทก์เข้าไปพูดคุยเสนอให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้วยการลาออกโดยจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ โจทก์ตกลงและทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดยื่นต่อจำเลยที่ 2 โดยสมัครใจ จำเลยที่ 2 อนุมัติและได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์รับไปแล้ว การสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นจากความตกลง ไม่ใช่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 พูดหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ให้ทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด ไม่ใช่โจทก์สมัครใจลาออกดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัณฑิต พรตระกูล
จำเลย — บริษัท ไทยพาณิชย์ นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 270/2545
#65848
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเสนอให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งด้วยการลาออกและจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ โจทก์ตกลงรับข้อเสนอ และทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด ไม่ใช่การเลิกจ้าง อุทธรณ์ของโจทก์โต้แย้งว่าเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานมาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์

โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เอกสารหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดเป็นเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยสมบูรณ์แล้ว การทำหนังสือเกษียณอายุดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมอำพราง การเลิกจ้างของจำเลยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 48)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจำนวน 20,232,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 45)

โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 47)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 2ประกอบถ้อยคำการสนทนาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในเทปบันทึกเสียงหมาย วจ.1และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หมาย ล.1, ล.2 ที่โจทก์ส่งถึงจำเลยที่ 2 ก่อนทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดเอกสารหมาย จ.2 ตลอดจนข้อความในหนังสือดังกล่าวแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงโดยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แล้ว จำเลยที่ 2 ได้เรียกโจทก์เข้าไปพูดคุยเสนอให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้วยการลาออกโดยจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์ตกลงและทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนดยื่นต่อจำเลยที่ 2โดยสมัครใจ จำเลยที่ 2 อนุมัติและได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์รับไปแล้ว การสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นจากความตกลง ไม่ใช่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 พูดหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ให้ทำหนังสือขอเกษียณอายุก่อนครบกำหนด ไม่ใช่โจทก์สมัครใจลาออกดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัณฑิต พรตระกูล
จำเลย — บริษัท ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย บัณฑิต พรตระกูล โจทก์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 269/2545
#65847
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ไม่เป็นฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกา

โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245,247 และ 252 โปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 38,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระเงินจำนวน 2,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยผ่อนชำระเดือนละ 500 บาททุกวันที่ 1 ของเดือนนับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 เป็นต้นไป โจทก์ยอมตามจำเลยที่ 1และขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 และพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 54)

โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 54)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของโจทก์กล่าวแต่เพียงข้อเท็จจริงและบทกฎหมายบางบทลอย ๆ หาได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าวินิจฉัยคดีไม่ชอบอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กัลยาณี คำทอง
จำเลย — นาย ธวัตร จ้อยไชย กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง กัลยาณี คำทอง โจทก์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 268/2545
#65846
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรจะฎีกา ให้ยกคำร้อง

จำเลยเห็นว่า จำเลยเคยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์และจำเลยยังเป็นคนอนาถาอยู่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อบ้านพิพาทโดยใส่ชื่อมารดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน การที่มารดาโอนบ้านพิพาทให้โจทก์เป็นการฉ้อฉลเป็นฎีกาที่มีเหตุอันควรได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาด้วย

หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 129)

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อล่วงเลยเวลาที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 530 ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม2539) จนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไป ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง (อันดับ 126 แผ่นที่ 3, ที่ 1)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 127)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาและคำฟ้องฎีกาของจำเลย ยังไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คดีนี้มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทเป็นเงิน 980,000 บาท หากจำเลยยังติดใจฎีกา ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่งนี้ คืนค่าคำร้อง 40 บาท แก่จำเลย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุษา หอมมาลัย
จำเลย — นาง จงกล สังข์สุวรรณ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง จงกล สังข์สุวรรณ์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2545
#112711
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเศรษฐกิจของชาติเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าเรื่องส่วนตัวเพราะส่งผลกระทบไปยังปัญหาทางด้านการเมืองและสังคม รัฐบาลต้องอาศัยปัญหาเศรษฐกิจมากำหนดนโยบายทางการเมือง ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีผู้คนในสังคมตกงานหมดกำลังซื้ออาจก่อปัญหาด้านอาชญากรรมต่างๆได้มาก ปัญหาเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชนและรัฐบาล การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในภาวะปัจจุบันมิใช่ขณะออกเช็คพิพาทมาวินิจฉัยเพื่อประกอบดุลพินิจในการรอลงโทษให้แก่จำเลย ย่อมมีอำนาจกระทำได้เพราะมิใช่กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ รวม ๘ กระทง จำคุกกระทงละ ๓ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษ ให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกกระทงละ ๑ เดือน และปรับกระทงละ ๕,๐๐๐ บาท รวม ๘ กระทง จำคุก ๘ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอมีกำหนดโทษ ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระให้กักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ หยิบยกปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นข้อประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษโดยมิได้ยกขึ้นมาว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจของชาติเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งกว่าเรื่องส่วนตัวเพราะส่งผลกระทบไปยังปัญหาทางด้านการเมืองและสังคม รัฐบาลต้องอาศัยปัญหาเศรษฐกิจ มากำหนดนโยบายทางการเมือง ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เกิดการว่างงาน ไม่มีกำลังซื้อ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านอาชญากรรมต่าง ๆ ได้มาก ปัญหาด้านเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและรัฐบาล การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ หยิบยกปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำในภาวะปัจจุบันมิใช่ขณะออกเช็คพิพาทมาวินิจฉัยจึงมีอำนาจกระทำได้ เพราะมิใช่กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ ? การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำเลยนั้นเหมาะสมกับความผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 195
ป.วิ.พ. ม. 84 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กรุงเทพผลิตอุตสาหกรรมการเกษตร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพวงเพ็ชร อาชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุรินทร์ สุทธิธรรมดำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2545
#44096
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีเป็นสิทธิตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 โจทก์จะบังคับคดีเมื่อใดภายใน 10 ปี จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ชำระหนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษามิใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดี การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในทันทีทำให้จำเลยเป็นหนี้โจทก์มากขึ้นจึงมิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษในคดีแพ่งเป็นเงิน1,270,186.50 บาท โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์เพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้ว โจทก์ตีราคาหลักประกัน 600,000 บาทซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เงินยังขาดอยู่อีก 670,186.50บาท นอกจากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันดังกล่าวแล้วไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีเป็นเหตุให้จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพิ่มมากขึ้นถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่าการบังคับคดีเป็นสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ดังนั้นโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีเมื่อใดภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาแก่โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด ดังนั้นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในทันทีจึงมิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — นาย วิเศษหรือธนฤทธิ์ เมืองนิล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2545
#99294
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีเป็นสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตาม ขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ดังนั้นโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีเมื่อใด ภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาแก่โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับดีในทันทีจึงมิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ว่า จำเลยเป็น ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีเป็นเหตุให้จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพิ่มมากขึ้นถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีเป็นสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตาม ป.วิ.พ มาตรา ๒๗๑ ดังนั้นโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีเมื่อใดภายในกำหนด ๑๐ ปี จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามี หน้าที่นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ จะต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาแก่โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด ดังนั้นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในทันทีจึงมิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยหักออกจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
จำกัด — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์
จำเลย — นายวิเศษ หรือธนฤทธิ์ เมืองนิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2545
#112805
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองสมควรล้มละลายหรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นฟ้องและคดีนั้นยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังค้างพิจารณาอยู่ในศาล? ให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" เมื่อคดีนี้ยื่นฟ้องก่อนที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้บังคับและได้ความว่าจำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้โจทก์กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท จึงเข้าองค์ประกอบตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (เดิม) ประกอบกับในการพิจารณาคดีล้มละลายต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 (เดิม) หรือมาตรา 10 (เดิม) ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ยกฟ้อง ฉะนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์นำสืบได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ และจำเลยทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด ลำพังเหตุที่มีการแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยเพิ่มจำนวนหนี้ที่จะฟ้องล้มละลายให้สูงขึ้น ยังไม่พอฟังว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบการขายทอดตลาดและขายทอดตลาดราคาต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาด โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ในส่วนที่ขาด จำเลยทั้งสองยังมีทรัพย์สินและมีรายได้พอชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๔ บัญญัติว่า "บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล? ให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ดังนั้น เมื่อคดีนี้ยื่นฟ้องก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล การพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองควรล้มละลายหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นฟ้อง ซึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙ (เดิม) บัญญัติว่า "เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ? (๒) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท?" เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้โจทก์กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท จึงเข้าองค์ประกอบที่โจทก์จะฟ้องให้จำเลยทั้งสองล้มละลายได้ ประกอบกับในการพิจารณาคดีล้มละลายต้องอยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ (เดิม) หรือมาตรา ๑๐ (เดิม) ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ยกฟ้อง ฉะนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์นำสืบได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ และจำเลยทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด ลำพังเหตุที่มีการแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยเพิ่มจำนวนหนี้ที่จะฟ้องล้มละลายให้สูงขึ้น ยังไม่พอฟังว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (เดิม) ม. 10 (เดิม) ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวยุรา นาคทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวิช กำเนิดเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2545
#42100
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง และไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้อาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า เป็นแต่เพียงกล่าวอ้างถึงมูลเหตุที่จำเลยทั้งสองเข้าอยู่และทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้ปรากฏเท่านั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองหักร้างถางพงทำกินจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ตามทางพิจารณาจำเลยทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะแสดงปรากฏออกมาแก่บุคคลภายนอกดังที่อ้างก็ตาม สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เกิดมีขึ้น และเมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่มีประเด็นข้อโต้แย้งในเรื่องการแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองที่จะได้สิทธิครอบครองจะมีได้แต่เฉพาะในที่ดินที่ไม่ใช่ของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนการที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แต่แรกคงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 38 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชรต่อมาปี 2527 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรสาวเช่าที่ดินดังกล่าวปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำไร่ ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ครั้นต้นปี 2537โจทก์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบและให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ 8 ปี แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและขอผัดผ่อนชำระค่าเช่า โจทก์ขอให้นายอำเภอคลองลานเรียกจำเลยทั้งสองมาไกล่เกลี่ยจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองบุกเบิกหักร้างถางพงครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2512 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยที่ 1 ไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่ 38 ไร่ เป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินจำเลยทั้งสองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในปัญหาดังกล่าว โจทก์ นายทัน แจ้งไพรเจ้าของที่ดินเดิม นายเทียน หวังดี ซึ่งเคยเป็นบุตรเขยโจทก์โดยเป็นสามีนางโยธินบุตรสาวโจทก์ซึ่งหย่าร้างกันแล้ว นายวีระ นีละวงษ์บุตรชายโจทก์ และนางศรีสุดา ศรีทองคำ บุตรสาวโจทก์ เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรสาวโจทก์และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายวีระและนางศรีสุดา ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายทัน นายทันยกที่ดินพิพาทให้โจทก์แทนการชำระหนี้เงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยปลูกบ้านเลขที่ 165ปลูกต้นไม้และเสียภาษีที่ดินพิพาทตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 แบบแสดงรายการที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ตั้งแต่ปี 2525 ถึงปี 2536 เอกสารหมาย จ.4 (12 ฉบับ) เลขลำดับที่ดินสำหรับชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เอกสารหมาย จ.5 ต่อมาโจทก์ให้นายเทียนและนายไมตรี นีละวงษ์บุตรชายโจทก์ เช่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทปี 2527 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 เช่าที่ดินพิพาทโดยทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือนางศรีสุดาเป็นผู้เขียนสัญญาและเป็นพยาน นายไมตรีและนายวีระลงชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.3 ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสอง นายบุญส่ง แสนยศและนายประเสริฐ ดาวโคกสูงเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองจับจองและหักร้างถางพงทำกินมิได้เช่าจากโจทก์ โจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เห็นว่า นายทันไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติกับโจทก์และจำเลยทั้งสอง นายเทียนถึงแม้จะเคยเป็นบุตรเขยโจทก์แต่ได้หย่าร้างกับบุตรสาวโจทก์ไปก่อนแล้ว พยานทั้งสองดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกและไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองของโจทก์มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่มีเหตุให้เชื่อว่าพยานทั้งสองของโจทก์จะเบิกความเข้าข้างหรือให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์เชื่อว่าพยานทั้งสองของโจทก์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1เบิกความว่า นางศรีสุดาบังคับขู่เข็ญให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ที่ยังไม่ได้เขียนข้อความตั้งแต่ปี 2522 แต่เมื่อนายวีระและนางศรีสุดาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสองมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ไว้เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1ถูกขู่บังคับให้ลงชื่อในเอกสารหมาย จ.3 และคำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นไม่เป็นความจริงหรือไม่ถูกต้อง หรือนำสืบพยานหลักฐานอื่นให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อทำสัญญาเช่าด้วยความสมัครใจทั้งไม่เคยกล่าวอ้างถึงเหตุดังกล่าวมาก่อน เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้างภายหลัง จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลที่จะรับฟัง และที่จำเลยทั้งสองเบิกความว่าที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองจับจองและแผ้วถางทำกินมิได้เช่าจากโจทก์นั้น นายบุญส่งพยานจำเลยทั้งสองก็มิได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสองจับจองและแผ้วถางที่ดินพิพาทดังที่จำเลยทั้งสองเบิกความไว้ โดยนายบุญส่งคงเบิกความเพียงว่า ไม่เคยเห็นโจทก์และนายเทียนทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นายบุญส่งรู้จักจำเลยทั้งสองเมื่อจำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทแล้ว ก่อนหน้านั้นที่ดินพิพาทจะมีความเป็นไปอย่างใดนายบุญส่งไม่อาจทราบได้นายประเสริฐพยานจำเลยเบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ว่าเห็นจำเลยทั้งสองจับจองและแผ้วถางทำกินในที่ดินพิพาทตั้งแต่จำเลยทั้งสองย้ายมาอยู่ในที่ดินพิพาทในปี 2512 จำเลยที่ 2ไปเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทพร้อมกันทุกปี และไม่เคยเห็นโจทก์เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่เบิกความรับว่าในปี 2518 บิดาจำเลยที่ 1 ป่วย จำเลยที่ 1 จึงรับบิดามาอยู่ที่บ้านในที่ดินพิพาทและโจทก์ตามมาอาศัยอยู่ด้วยทั้งขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ระหว่างปี 2513 ถึง 2514 นายเทียนพยานโจทก์เคยมาขอทำกินในที่ดินพิพาท และคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่าไม่เคยมีการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาท พยานจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่เคยมีบุคคลอื่นเข้ามาอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังอ้าง พยานบุคคลของโจทก์ประกอบพยานเอกสารจึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักเชื่อถือรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองแสดงออกต่อบุคคลภายนอกว่าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเจ้าของ แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์และได้โต้แย้งไว้แล้วตามเอกสารหมาย จ.6 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ โจทก์ย้ายไปอยู่จังหวัดสุพรรณบุรีเชื่อว่าโจทก์สละการครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว และโจทก์ไม่เสียหายเพราะจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครอง และโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้อาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า เป็นแต่เพียงกล่าวอ้างถึงมูลเหตุที่จำเลยทั้งสองเข้าอยู่และทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้ปรากฏเท่านั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองหักร้างถางพงทำกินจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ตามทางพิจารณาจำเลยทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะแสดงออกปรากฏแก่บุคคลภายนอกดังที่กล่าวอ้างก็ตามสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เกิดมีขึ้น และเมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่มีประเด็นข้อโต้เถียงในเรื่องการแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองที่จะได้สิทธิครอบครองจะมีได้แต่เฉพาะในที่ดินที่ไม่ใช่เป็นของจำเลยทั้งสองเท่านั้น บันทึกตามเอกสารหมาย จ.6 จึงไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ข้ออ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แต่แรกดังกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ส่วนเหตุผลอื่น ๆ ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่มีสาระและไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1369 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทองม้วน นีละวงษ์
จำเลย — นาง จงกล ปานพันธุ์โพธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2545
#44657
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า พระราชบัญญัติล้มละลายฯที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าไปจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนที่ศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายอาจจะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยในการจัดการทรัพย์สินของตนเอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 29 วรรคหนึ่งนั้น ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นการโต้แย้งที่ชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งโดยชัดแจ้งว่า พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ทุกมาตราให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้และห้ามมิให้ลูกหนี้เข้าจัดการทรัพย์สินของตนขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์และต่อมาจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 อ้างว่าการที่ศาลจะใช้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บังคับแก่คดีนี้ เป็นการต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6ขอให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องของจำเลยตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นมีหนังสือส่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวันที่ 2 มีนาคม 2543 ศาลอุทธรณ์มีหนังสือถึงศาลชั้นต้นแจ้งว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งแล้ว (เป็นคำสั่งเรื่องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์) จึงส่งคำสั่งและสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ระหว่างนี้ศาลอุทธรณ์ได้รับหนังสือของศาลชั้นต้นที่ส่งคำร้องฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 มาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาศาลอุทธรณ์จึงมีหนังสือลงวันที่ 9 มีนาคม 2543แจ้งศาลชั้นต้นคืนคำร้องดังกล่าวของจำเลย เนื่องจากศาลอุทธรณ์ทำคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์เสร็จแล้ว และส่งคำสั่งกับสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแล้วตามหนังสือศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 2 มีนาคม 2543 ดังกล่าว วันที่ 21 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์มิได้กล่าวถึงคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 จึงขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหากจำเลยยังติดใจคำร้องดังกล่าวให้ยื่นมาใหม่

วันที่ 16 พฤษภาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องว่า การที่ศาลไม่ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและรอการพิจารณาคดีไว้ก่อนเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ขอให้เพิกถอนการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543และให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว โดยส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งที่ไม่เพิกถอนการพิจารณา และคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณา

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า คำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์2543 ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 และกรณีมีเหตุสมควรเพิกถอนการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543 หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของจำเลยดังกล่าวมีใจความสำคัญแต่เพียงว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่จะใช้บังคับในคดีนี้ กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าไปจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนที่ศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุดเพราะว่าลูกหนี้อุทธรณ์อยู่ก็ตาม ซึ่งโดยเหตุผลของกฎหมายแล้ว ก่อนที่ลูกหนี้จะตกเป็นบุคคลล้มละลายย่อมมีสถานะเหมือนบุคคลทั่วไป และมีสิทธิในทรัพย์สินของตนเองโดยสมบูรณ์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 4 และมาตรา 48 ก็ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของบุคคลในอันจะจัดการทรัพย์สินของตนได้อยู่แล้ว การที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บังคับแก่คดีนี้ อาจจะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยในการที่จำเลยจะจัดการทรัพย์สินของตนได้จึงขัดต่อมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นการโต้แย้งที่ชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ทุกมาตราให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้และห้ามมิให้ลูกหนี้เข้าจัดการทรัพย์สินของตนขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญดังที่จำเลยฎีกา จึงมิใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของจำเลยไปเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 264 และไม่มีกรณีสมควรเพิกถอนการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 4 ม. 29 ม. 48 ม. 264
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมไทยเพิ่มพูน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2545
#98293
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยมิได้มีการกลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 86,922 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 149,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2525 ตำแหน่งพนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,630 บาท ค่าครองชีพ 700 บาท ค่าตำแหน่ง 450 บาท รวมเป็นเงิน 8,780 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 10 ของเดือน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 เพราะเหตุเกษียณอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 76,300 บาท และจ่ายเพิ่มเติมอีก 15,597 บาท แก่โจทก์ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเดิมถูกยกเลิกโดยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ. 2 ที่กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมากกว่า ให้จ่ายตามจำนวนที่มากกว่านั้น จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้องอีก และจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยฉบับเดิมได้ระบุเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างออกจากงานโดยไม่มีความผิดลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายด้วย แต่จำเลยได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยใหม่ โดยยกเลิกเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จ และเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าเป็นค่าชดเชย แต่ใช้หลักเกณฑ์วิธีพิจารณาและการคำนวณเหมือนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเดิม ทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับเงินบำเหน็จต่อไป เป็นการลดสิทธิต่าง ๆ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเดิมซึ่งไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างและขัดต่อกฎหมายจึงไม่มีผลใช้บังคับ การจ่ายเงินเมื่อเลิกจ้างตามข้อบังคับใหม่ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานใหม่ของจำเลยขัดต่อกฎหมายเพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อโจทก์ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.2 ที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเท่ากับอายุงานของโจทก์เป็นเงิน 149,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยมิได้มีการกลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกประชา จันทร์ประชุม
จำเลย — บริษัทวัฒนาอินเตอร์เทรด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2545
#42099
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่โจทก์จำเลยทะเลาะกันและอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกันนั้น มิได้มีสาเหตุมาจากว่าโจทก์และจำเลยไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติทั่วไปได้แต่เป็นเพราะโจทก์โกรธจำเลยเพราะเข้าใจว่าจำเลยร่วมมือกับมารดาโจทก์ฉ้อโกงเอาบ้านและที่นาของโจทก์ไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนหน้าเกิดเหตุโจทก์และจำเลยแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่ ต่างทำมาหากิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจอยู่กินในลักษณะดังกล่าว ฉะนั้น การที่จำเลยพาบุตรคนโตไปกรุงเทพมหานครเพื่อค้าขายเสื้อผ้าจึงเป็นเพียงการแยกตัวไปทำมาหากินเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4)(6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสมีบุตรผู้เยาว์ 2 คน เมื่อปี 2537 ขณะโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 947/1 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โจทก์และจำเลยทะเลาะกันเกี่ยวกับจำเลยลอบนำสินส่วนตัวของโจทก์ไปจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลภายนอก โจทก์จึงขอแยกกันอยู่กับจำเลยโดยยังพักอยู่บ้านเดียวกันเพราะเห็นแก่บุตรทั้งสอง ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2540 จำเลยหนีออกจากบ้านโดยไม่ติดต่อกลับมาหาโจทก์ ไม่ส่งเสียให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดต้องได้รับความเดือดร้อน เมื่อเอาสภาพและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบทั้งเป็นการทิ้งร้างโจทก์เกินกว่า 1 ปี จำเลยไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง จึงไม่สมควรใช้อำนาจปกครองบุตรขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและให้ถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยโต้แย้งกับโจทก์เพราะจำเลยไม่ยอมช่วยโจทก์จัดการโอนที่ดินที่ตั้งร้านค้าที่โจทก์โอนให้บุตรทั้งสองของโจทก์จำเลยกลับมาเป็นของโจทก์อีก จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจำนวน 100,000 บาทเพื่อให้โจทก์ทำทุนค้าขาย แต่โจทก์หาทางขจัดจำเลยโดยส่งจำเลยไปค้าขายที่อื่น จำเลยต้องประกอบอาชีพตามความประสงค์ของโจทก์โดยนำบุตรคนโตไปอยู่ด้วย ทำให้โจทก์ไม่พอใจทำร้ายบุตรคนโต จำเลยจึงต้องอุปการะเลี้ยงดูเสียเอง นอกจากนี้จำเลยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรของคนที่สองตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย โดยให้โจทก์ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย มีบุตร 2 คน คือ นายไพฑูรย์ ศรีรุณ อายุ 18 ปี และเด็กชายคณิต ศรีรุณ อายุ 15 ปี พักอาศัยรวมกันที่บ้านเลขที่ 947/1หมู่ที่ 1 ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2540 จำเลยนำนายไพฑูรย์ออกจากบ้านดังกล่าวไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบัน คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี และไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ ในข้อที่ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือไม่นั้นพยานโจทก์มีตัวโจทก์และเด็กชายคณิตเบิกความทำนองเดียวกันว่าตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นไปโจทก์กับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันมาตลอดทั้งนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์เข้าใจว่าจำเลยร่วมมือกับนางจำลอง ดาราวงศ์หรือแปรสนม มารดาโจทก์ปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 947และที่นา 5 แปลงของโจทก์แล้วโอนขายไปโดยจำเลยลงชื่อเป็นพยานในหลักฐานดังกล่าว โจทก์กับจำเลยแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ต่างคนต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องกัน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จำเลยก็ไม่เคยช่วยเหลือโดยต่างคนต่างทำมาหากินซึ่งเป็นเช่นนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2540จำเลยก็ออกจากบ้านไปโดยนำนายไพฑูรย์บุตรคนโตไปด้วยบอกว่าจะไปอยู่กรุงเทพมหานคร แต่ตัวโจทก์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ปัญหาที่โจทก์ขอหย่ากับจำเลยครั้งนี้ เนื่องจากจำเลยไปร่วมมือกับมารดาโจทก์ในการโอนที่ดินของโจทก์และจำเลยไม่ให้ความกระจ่างแก่โจทก์ ก่อนจำเลยจะไปกรุงเทพมหานคร จำเลยก็ค้าขายอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวตามปกติ หลังจากจำเลยออกจากบ้านในปี 2540 แล้วก็กลับมาอีก 2 ครั้ง และเด็กชายคณิตเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าปัจจุบันจำเลยไปค้าขายเสื้อผ้าที่กรุงเทพมหานครและพี่ชายของพยานได้ช่วยขายด้วย พยานยังรักใคร่และผูกพันกับจำเลยเช่นเดิม ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าการที่โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันและอยู่ด้วยกันที่บ้านเดียวกันโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกันนั้น มิได้มีสาเหตุมาจากว่าโจทก์และจำเลยไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติทั่วไปได้แต่เป็นเพราะโจทก์โกรธเคืองจำเลยเพราะเข้าใจว่าจำเลยร่วมมือกับนางจำลองมารดาโจทก์ฉ้อโกงเอาบ้านและที่นาของโจทก์ไป ได้ความว่าขณะที่จำเลยยังอยู่ที่บ้านเลขที่ 947/1 ร่วมกับโจทก์และบุตรทั้งสองคนจำเลยก็ค้าขายอยู่ที่บ้านดังกล่าว เพียงแต่ต่างคนต่างอยู่เท่านั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจที่อยู่กินในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น การที่จำเลยพาบุตรคนโตไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อค้าขายเสื้อผ้าจึงเป็นเพียงการแยกตัวไปเพื่อทำมาหากินเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปหรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4)(6)..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ธิดาทิพย์ ศรีรุณ
จำเลย — นาย เลิศ ศรีรุณ
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 253/2545
#42098
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วและไม่ชำระหนี้ จึงเข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8(9) แม้โจทก์จะยังมิได้นำยึดทรัพย์จำเลยทั้งสามตามหมายบังคับคดี แต่โจทก์ก็นำสืบว่าจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินให้บังคับชำระหนี้ได้จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

จำเลยที่ 3 อ้างว่าตนรับราชการมีเงินเดือน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 3 มิได้นำเงินเดือนดังกล่าวมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใดประกอบกับเงินเดือนของจำเลยที่ 3 ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 286(2) โจทก์ย่อมไม่สามารถบังคับในคดีแพ่งให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ด้วยเงินเดือนได้ ทั้งการที่อ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินของ ป. ในราคา 6 ล้านบาทเศษ โดยได้วางมัดจำเป็นเงิน 4 ล้านบาทเศษแล้วนั้น ก็ปรากฏจากบันทึกตกลงในสัญญาดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 ตกลงรับโอนที่ดินในวันที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับชำระราคาที่ดินที่เหลืออีก 2 ล้านบาทเศษ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันและ ป. สามารถริบเงินมัดจำได้ ซึ่งเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 3 ก็มิได้รับโอนและชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือสัญญาดังกล่าวเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่จะโอนชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ฉะนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าพร้อมที่จะโอนที่ดินแปลงดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 309/2540 แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,259,930 บาท โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ โจทก์มีหนังสือทวงถามถึงจำเลยทั้งสามไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยทั้งสามได้รับแล้ว แต่ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้เป็นหนี้ตามฟ้องและไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยที่ 3 รับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่สถาบันราชภัฎฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีเงินเดือนสูง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 309/2540 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรีซึ่งยอดหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน4,259,930 บาท ตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ครบกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ขอหมายบังคับคดีจำเลยทั้งสามตามหมายบังคับคดีเอกสารหมาย จ.3 จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.9 ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามแล้วและไม่ชำระหนี้ จึงเข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(9) แม้โจทก์จะยังมิได้นำยึดทรัพย์จำเลยทั้งสามตามหมายบังคับคดีก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบว่าโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดีชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่าจำเลยที่ 3รับราชการอยู่ที่สถาบันราชภัฎฉะเชิงเทรา ตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 7อัตราเงินเดือน 21,550 บาทตามหนังสือรับรองเงินเดือนเอกสารหมาย ล.2 นั้น ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 3 ก็มิได้นำเงินเดือนดังกล่าวมาผ่อนชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด ประกอบกับเงินเดือนของจำเลยที่ 3เป็นเงินเดือนของข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) โจทก์ย่อมไม่สามารถบังคับในคดีแพ่งให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ด้วยเงินเดือนได้ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินของนายประหยัด เกตุแก้ว ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน2539 เอกสารหมาย ล.7 เป็นเงิน 6,952,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้เป็นเงิน 4,230,000 บาท นั้น แต่ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.13 ซึ่งจำเลยที่ 3 และนายประหยัดได้ทำบันทึกข้อตกลงกันหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.7 ว่า จำเลยที่ 3 ตกลงรับโอนที่ดินแปลงนี้ในวันที่ 19 ตุลาคม 2542 พร้อมกับชำระราคาที่ดินที่เหลือจำนวน 2,722,500 บาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายฉบับดังกล่าวเป็นอันเลิกกัน และนายประหยัดจะริบเงินมัดจำ ซึ่งเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ และได้รับโอนที่ดินแปลงนี้จากนายประหยัดแล้ว ฉะนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าพร้อมที่จะโอนที่ดินแปลงนี้ชำระหนี้แก่โจทก์นั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.13 สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.7 จึงเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 3 จึงมิใช่เจ้าของที่ดินที่จะโอนชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1449ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 2 งาน 20ตารางวาของจำเลยที่ 3 นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์อีกจำนวน 500,000 บาท และได้มอบต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ยึดถือไว้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.6แสดงว่านอกจากจำเลยที่ 3 จะเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวอันเป็นมูลหนี้ในคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 3 ยังมีหนี้กับโจทก์ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.6 อีก และที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าสามารถขายที่ดินแปลงนี้ได้ในราคา 10,000,000 บาท หากมีการยึดมาเพื่อขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพียง 2 งาน 20 ตารางวา อยู่ที่ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าที่ดินแปลงนี้มีสภาพที่ดินเป็นอย่างไร อยู่ในเขตชุมชนอันเป็นแหล่งเจริญหรือไม่ เพียงใดทั้งจำเลยที่ 3 ก็มิได้นำสืบถึงราคาประเมินที่ดินแปลงนี้มาแสดงให้ศาลเห็นว่าที่ดินแปลงนี้มีราคาสูงตามที่จำเลยที่ 3 อ้าง ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ที่ว่าที่ดินแปลงนี้มีราคาถึง10,000,000 บาท จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ไม่พอฟังว่าที่ดินมีราคาตามที่จำเลยที่ 3 อ้าง แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นวิศวกรโยธาและมีอาชีพเสริมแต่จำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่าไม่มีรายได้พอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 3ล้มละลาย ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาแต่เพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงได้รับประโยชน์ด้วยนั้นเห็นว่า การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้แต่ละคน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกาว่ามีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลาย จึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ล้มละลายเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิฑูรย์ อุปถัมภ์
จำเลย — นาย นิยม แซ่เตียว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 251/2545
#65845
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า รับอุทธรณ์เฉพาะข้อ 6.1และ 6.2 ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54

โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 6.3 ถึงข้อ 6.7 ที่ว่า ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยไม่ใช่ประเด็นโดยตรงแห่งคดี อีกทั้งการที่ศาลฟังข้อเท็จจริงไม่หมดและฟังพยานที่ไม่มาเบิกความที่ศาลมาประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินบำนาญ ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้าง เงินโบนัส เงินสวัสดิสงเคราะห์ และค่าเสียหายต่าง ๆ ให้โจทก์รวม6,125,722 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและเงินบำนาญเดือนละ 24,768 บาททุกเดือน นับแต่เดือนฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์เสียชีวิต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์บางข้อดังกล่าว (อันดับ 56)

โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 62)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 6.3-6.7 ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยอ้างว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ยุติ ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากความจริง รับฟังพยานบอกเล่า รับฟังพยานบุคคลที่เบิกความไม่ตรงต่อความเป็นจริง รับฟังพยานเอกสารที่มีพิรุธ และรับฟังพยานหลักฐานไม่ตรงประเด็นแห่งคดี ซึ่งเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบศาลแรงงานกลางควรฟังพยานหลักฐานเพิ่มเติมและฟังข้อเท็จจริงเป็นอีกอย่างหนึ่งตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น เป็นการคัดค้านว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่สมควรจะฟัง ถือเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 6.3-6.7 นั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีรรัติ ชวโรกร
จำเลย — ธนาคาร ออมสิน
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ธีรัติ ชวโรกร โจทก์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 250/2545
#65844
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย

จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 ที่ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือไปจากที่ปรากฏในสำนวน ข้อ 2.2 ที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 51 ที่ไม่แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยข้อ 2.3 การแปลความคำว่านายจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ และข้อ 2.4 การที่นางสาวพรรณี พูดว่า ให้ออกไปเลยในวันนี้ เป็นการโต้เถียงเพียงว่าคำพูดดังกล่าวยังแปลความไม่ถึงขั้นเป็นการพูดไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปได้นั้น ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 44)

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท และชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 เมษายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระค่าจ้างจำนวน 4,667 บาท และค่าชดเชยจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 เมษายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 39)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 40)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 ที่ว่า นางสาวพรรณีวนาสุขพันธ์เป็นเพียงผู้จัดการฝ่ายการตลาดของจำเลยเท่านั้น แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่านางสาวพรรณีเลิกจ้างโจทก์โดยกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลย เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่ก็ดี ข้อ 2.2 ที่ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางไม่ได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เหตุใดจึงเห็นว่านางสาวพรรณีกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวชอบด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 51 หรือไม่ก็ดี ข้อ 2.3 ที่ว่า เมื่อนางสาวพรรณีเป็นเพียงผู้จัดการฝ่ายการตลาดของจำเลย ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและไม่ปรากฏว่าได้รับมอบหมายอย่างชัดแจ้งจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยให้เลิกจ้างพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ นางสาวพรรณีจะมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ก็ดี และข้อ 2.4 ที่ว่า คำพูดของนางสาวพรรณี ที่พูดกับโจทก์ว่า ให้ออกไปเลยในวันนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับเอกสารหมาย จ.1 ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจะถือได้หรือไม่ว่า เป็นการบอกเลิกจ้างโจทก์แล้วก็ดี ล้วนเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายทั้งสิ้น ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3 เป็นอุทธรณ์เกี่ยวเนื่องกับอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ถึง 2.4 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเช่นเดียวกันให้รับอุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พรัศมล ไกรอาบ
จำเลย — บริษัท วนาลี จำกัด
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัท วนาลี จำกัด จำเลย
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา