คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2545
#98409
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ารถยนต์ที่จำเลยขายให้โจทก์มีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติ แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนเท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยหรือให้จำเลยนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยได้รับประกันไว้ โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับจำเลยโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองตกลงรับประกันว่าจำเลยทั้งสองจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหาย อันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน โจทก์อ้างว่าระบบเกียร์ผิดปกติเพราะเข้าเกียร์ยากและบางครั้งเข้าเกียร์แล้วเกียร์จะหลุด กับระบบเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์ โจทก์ได้นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมระบบเกียร์หลายครั้งอาการดังกล่าวก็ไม่หาย คงหายเฉพาะเสียงดังของเครื่องปรับอากาศ โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสอง รับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสองได้รับประกันไว้ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้คำขอบังคับจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้ เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และบังคับจำเลยทั้งสองตาม คำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพนมศรี นิลคำแหง
จำเลย — บริษัทโตโยต้าชัยนาท ผู้จำหน่ายโตโยต้า (1988) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายชวลิต ช่างสลัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2545
#42110
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็ค 3 ฉบับของ ก. จำนวน 400,000บาท นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสาขาของจำเลยที่ 1โดยไม่ขอรับเป็นเงินสดแต่ขอเปลี่ยนเป็นแคชเชียร์เช็คแทน จำเลยที่ 2จึงออกแคชเชียร์เช็คในจำนวนเงินดังกล่าวให้ ต่อมาแคชเชียร์เช็คถูกระงับการจ่ายเงิน โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามแคชเชียร์เช็คจากจำเลยที่ 1 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินจำนวนเดียวกันนั้นอีก แม้จะเปลี่ยนแปลงตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรียกค่าเสียหายและขอให้คืนเช็ค 3 ฉบับของ ก. แต่ก็เป็นการเรียกเงินตามแคชเชียร์เช็คที่สืบเนื่องจากเช็ค 3 ฉบับของ ก. ตามคดีก่อนนั่นเอง เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดจำเลยที่ 2 เป็นสาขาของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คของจำเลยที่ 2จำนวน 3 ฉบับ รวมเงินตามเช็ค 400,000 บาท เช็คทั้ง 3 ฉบับนางกิ่งแก้ว เมืองไพศาล เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแล้วมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้ง 3 ฉบับไปยื่นต่อจำเลยที่ 2เพื่อขึ้นเงิน และยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 ออกแคชเชียร์เช็คหรือแคชเชียร์ออเดอร์จำนวนเงิน 400,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามเช็คที่นางกิ่งแก้วเป็นผู้สั่งจ่าย ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 ออกแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 400,000 บาท ให้แก่โจทก์ระบุว่า ให้จ่ายตามคำสั่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาหาดใหญ่ ย่านเพชรเกษม เข้าบัญชีเลขที่ 147 8 เมื่อโจทก์นำเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน จำเลยที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่า มีคำสั่งระงับการจ่ายเงิน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ให้ใช้เงินตามแคชเชียร์เช็คศาลพิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4531/2533 หลังจากนั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่ง ในข้อหาผิดสัญญาเรียกทรัพย์สินศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4531/2533 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4778/2538 จนบัดนี้โจทก์ยังไม่ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คและไม่ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความทำหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเช็คทั้ง 3 ฉบับที่นางกิ่งแก้วเป็นผู้สั่งจ่ายให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อโจทก์ว่าคืนเช็คทั้ง 3 ฉบับให้แก่โจทก์แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่จำเลยทั้งสองไม่คืนเช็คทั้ง 3 ฉบับให้แก่โจทก์จนพ้นเวลาที่โจทก์จะเรียกเก็บเงินจากนางกิ่งแก้ว ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินตามเช็ค 400,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเช็คของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รวม 3 ฉบับให้แก่โจทก์และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2มีคำสั่งไม่รับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีข้อตกลงกันระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางกิ่งแก้ว เมืองไพศาล ว่าหากเช็คที่โจทก์นำมาแลกมีปัญหาไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม จำเลยที่ 1 มีสิทธิระงับการจ่ายเงินตามแคชเชียร์เช็ค การปฏิเสธการจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว จำเลยที่ 1คืนแคชเชียร์เช็คพร้อมเช็คทั้ง 3 ฉบับให้แก่โจทก์ และนางกิ่งแก้วแจ้งต่อจำเลยที่ 1 ว่าชำระเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากจำเลยที่ 1อีกทั้งโจทก์เคยนำมูลหนี้ตามแคชเชียร์เช็คมาฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1482/2534 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1467/2528 ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ และโจทก์ยังได้นำมูลหนี้เดิมตามสัญญาคำขอให้ออกแคชเชียร์เช็คฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 21100/2534 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23369/2534 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1467/2528 ของ ศาลจังหวัดสงขลาการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ก็มีมูลหนี้มาจากเช็คทั้ง 3 ฉบับและแคชเชียร์เช็คซึ่งขาดอายุความแล้วและโจทก์เคยฟ้องคดี ซึ่งมีมูลหนี้อย่างเดียวกันแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1467/2528 ของศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้ เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4531/2533หรือไม่ คดีเดิมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4531/2533 เป็นคดีที่โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็ค 3 ฉบับ ของนางกิ่งแก้วจำนวนเงิน 400,000 บาทนำไปเรียกเก็บเงินแต่ไม่ขอรับเป็นเงินสด ขอเปลี่ยนเป็นแคชเชียร์เช็คจำเลยออกแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 400,000 บาทให้ต่อมาแคชเชียร์เช็คถูกสั่งระงับการจ่ายเงินเพราะเช็คทั้งสามฉบับของนางกิ่งแก้วเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามแคชเชียร์เช็ค ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินจำนวนเดียวกันนั้นอีก แม้โจทก์จะเปลี่ยนแปลงตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรียกค่าเสียหาย และขอให้คืนเช็ค 3 ฉบับของนางกิ่งแก้วแต่แท้ที่จริงแล้วก็คือเรียกเงินตามแคชเชียร์เช็คที่สืบเนื่องจากเช็ค3 ฉบับของนางกิ่งแก้วตามคดีเดิมนั่นเอง เมื่อคดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 898 ม. 987
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวัฒน์ เวชชาภินันท์
จำเลย — บริษัท ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 456/2545
#44658
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ส่วนคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในการยึดรถยนต์และค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอบังคับจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับของโจทก์ในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งคำบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23797/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 55,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,200บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ 3,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 3 เดือน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพชำรุดทรุดโทรมเสียหายมาก ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามเป็นเงิน 6,000 บาท และโจทก์นำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงินเพียง 32,711 บาท เมื่อหักจากราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นค่าที่ทำให้รถยนต์เสื่อมราคาเป็นเงิน 22,289 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 28,289บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 28,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์แล้ว จึงห้ามมิให้โจทก์รื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีก ชอบที่โจทก์จะไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป จึงไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23797/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ต่อไป จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ให้ใช้ราคาเป็นเงิน58,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 45,840 บาท พร้อมดอกเบี้ย และใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 25,200บาท จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 55,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,200 บาท และค่าเสียหายเป็นรายเดือนอีกเดือนละ 3,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแต่ไม่เกิน 3 เดือน เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อนแต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ตามคำพิพากษาโจทก์ได้ติดตามไปยึดรถยนต์จากจำเลยทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการยึดรถไปเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท และรถยนต์ที่ยึดกลับคืนมามีสภาพชำรุดเสียหาย โจทก์ได้ขายทอดตลาดไปได้เงินมาเพียง 32,711 บาท รถยนต์เสื่อมราคาไปเป็นเงิน 22,289 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในการยึดรถยนต์และค่าเสื่อมราคารวมเป็นเงินจำนวน28,289 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต่างจากคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งคำบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 573
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย สมชาติ ธีระสุนทรไท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2545
#42109
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่สัญญาจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับจากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาได้นั้น ต้องมีการตกลงไว้ในสัญญาโดยชัดแจ้งว่า มีเงื่อนไขในการกำหนดเบี้ยปรับกันอย่างไรผิดสัญญาข้อใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจแต่ฝ่ายเดียวไม่

จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. แม้หนี้เดิมจะเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้ามิใช่หนี้กู้ยืมก็ตาม แต่ก็เป็นหนี้เงินที่ต้องชำระต่อกันจึงต้องอยู่ภายใต้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7และมาตรา 224 ซึ่งคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีและห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอีกด้วย การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในต้นเงิน 2 ล้านบาทมาเป็นจำนวน 6 ล้านบาทเศษ ในเวลาประมาณ 2 ปี นับว่าเป็นจำนวนดอกเบี้ยสูงมากคิดแล้วเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละร้อยต่อปีทั้งการเปลี่ยนเช็คแต่ละฉบับโดยนำดอกเบี้ยมารวมเป็นต้นเงินตามเช็คฉบับใหม่มีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอันต้องห้ามตามกฎหมาย ประกอบกับตลอดเวลาที่ค้าขายติดต่อกัน จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เพื่อชำระหนี้มีจำนวนประมาณ 30 ฉบับ และทุกฉบับขึ้นเงินไม่ได้ทั้งโจทก์ผู้รับโอนเช็คพิพาทจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ยังรับว่าเช็คที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. นำไปเปลี่ยนจากจำเลยทุกครั้งเป็นเช็คที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. นำไปแลกเงินสดจากโจทก์ และเมื่อถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จะส่งเช็คฉบับนั้นนำไปขอเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่จากจำเลยทุกคราวไป แสดงให้เห็นว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. และโจทก์ต่างรู้ถึงฐานะทางการเงินของจำเลยทั้งสองเป็นอย่างดีว่ามีความขัดสนรุนแรงเพียงใดดังนั้น การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท4 ฉบับ แต่ละฉบับมีจำนวนเงินสูงลงวันที่ล่วงหน้าเป็นวันเดียวกันโดยให้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ย่อมทราบดีว่าขณะที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คนั้น จำเลยไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ตามเช็คได้ จำเลยทั้งสองอยู่ในภาวะที่ถูก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. บีบบังคับให้ต้องสั่งจ่ายเช็คที่มีดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยรวมอยู่ด้วย การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แม้ว่าโจทก์จะไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสตูล ลงวันที่ 30กันยายน 2540 จำนวน 4 ฉบับ สั่งจ่ายเงินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทย เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 โจทก์ได้รับเช็คทั้ง4 ฉบับดังกล่าวจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย เพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้ง 4 ฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาสตูล เพื่อให้เรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันออกเช็คด้วยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเหตุเกิดที่ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย โดยมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 การออกเช็คพิพาท จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค แม้โจทก์จะรับโอนเช็คพิพาทโดยไม่ทราบว่าเช็คดังกล่าวมีดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าเดิมจำเลยทั้งสองซื้อวัสดุก่อสร้างจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยแต่ติดค้างหนี้อยู่ต่อกันเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยต่อมาเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คฉบับใหม่แทนฉบับเดิมที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยโดยนำจำนวนเงินตามเช็คบวกกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเข้าไว้ในเช็คฉบับใหม่ด้วย กระบวนการออกเช็คของจำเลยทั้งสองที่กระทำต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย เป็นเช่นนี้หลายครั้งนับได้ 5 ถึง 6 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2540ได้มีการคิดบัญชีกันระหว่างจำเลยทั้งสองกับห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทย โดยมีการคิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ติดค้างมาแต่ต้นตามเช็คฉบับก่อน ๆ ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาโดยตลอดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ6,000,000 บาท พร้อมกันนี้จำเลยทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยจำนวน4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 อันเป็นเช็คพิพาทในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทยได้นำเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ไปมอบแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 และเช็คพิพาททั้งหมดก็ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทย แต่เช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินไม่ได้นั้นเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองต้องเสียค่าปรับให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย เพราะเหตุชำระค่าวัสดุก่อสร้างไม่ต้องตามกำหนด จึงไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 แต่เป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 เพราะฉะนั้นการที่จะกำหนดเบี้ยปรับเพียงใดก็สามารถทำได้โดยชอบไม่มีกฎหมายห้ามไว้ และไม่มีกฎหมายห้ามคิดค่าปรับซ้อนค่าปรับ และหากเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้เท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 การคิดค่าปรับของห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทย กับจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่าในการที่คู่สัญญาจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับจากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาได้นั้นจะต้องมีการตกลงกันในสัญญาโดยชัดแจ้งว่ามีข้อเงื่อนไขในการกำหนดเบี้ยปรับกันอย่างไร ผิดสัญญาข้อใดทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379บัญญัติไว้ว่า "ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี.." จากข้อกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า เบี้ยปรับนี้ต้องกำหนดไว้โดยสัญญาอันหมายถึงต้องมีการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจฝ่ายเดียวดังที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย กระทำต่อจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏ และแม้หนี้เดิมจะเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้ามิใช่หนี้กู้ยืมก็ตาม แต่ก็เป็นหนี้เงินที่จะต้องชำระต่อกัน ดังนั้น จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอีกด้วย ดังนั้น ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทย คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบตามข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เพราะการคิดดอกเบี้ยดังที่ปรากฏนั้นจากต้นเงินประมาณ 2,000,000 บาทมาเป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาทเศษ ในเวลาประมาณ 2 ปีนับว่าเป็นจำนวนดอกเบี้ยสูงมากคิดแล้วเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละร้อยต่อปี ทั้งการเปลี่ยนเช็คแต่ละฉบับโดยนำดอกเบี้ยมารวมเป็นต้นเงินตามเช็ค ฉบับใหม่มีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยต้องห้ามตามกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้จากพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏทั้งนายสิทธิโชคนายสิทธิชัยแห่งห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยโจทก์และจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาด้วยกัน มีวัยใกล้เคียงกัน จนแทบจะเรียกว่าวัยเดียวกัน นายสิทธิโชคยืนยันว่ารู้จักจำเลยที่ 2 มานาน10 ปีแล้ว ทุกคน น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีพอสมควร ตลอดเวลาที่ค้าขายติดต่อกันเกี่ยวกับคดีนี้มีการออกเช็คของจำเลยทั้งสองแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย เพื่อชำระหนี้ซึ่งมีเช็คประมาณ30 ฉบับ และทุกฉบับก็ขึ้นเงินไม่ได้ตามที่นายสิทธิโชคได้เบิกความอธิบายแนวทางปฏิบัติระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยกับโจทก์ สรุปได้ว่า เช็คเดิมที่นายสิทธิโชคและนายสิทธิชัยนำไปเปลี่ยนจากจำเลยทุกครั้งเป็นเช็คที่นายสิทธิโชคกับนายสิทธิชัยนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ และเมื่อถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จะส่งเช็คฉบับนั้นคืนแก่นายสิทธิโชคหรือนายสิทธิชัยและจะนำไปขอเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่จากจำเลยทุกคราวไป จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ส่อแสดงให้เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยและโจทก์ต่างก็รู้ถึงฐานะทางการเงินของจำเลยทั้งสองเป็นอย่างดีว่า มีความขัดสนรุนแรงเพียงใด ดังนั้น การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับแต่ละฉบับมีจำนวนเงินสูงลงวันที่ล่วงหน้าเป็นวันเดียวกัน โดยให้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยน่าจะทราบดีว่าไม่มีทางที่จำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ตามเช็คได้ รูปคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับตามฟ้องแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดช.ฟ้าไทย โดยที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทย ทราบดีแล้วว่าขณะที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คนั้น จำเลยไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ตามเช็คได้ จำเลยทั้งสองอยู่ในภาวะที่ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ฟ้าไทยบีบบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องสั่งจ่ายเช็คที่มีดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยรวมอยู่ด้วยดังวินิจฉัยมาแล้ว การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ทั้งนี้แม้โจทก์จะไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 ม. 379
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญแสง ปึงพิพัฒน์ตระกูล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอกมาศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 446/2545
#42747
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ลงโฆษณาสินค้าของจำเลยทางโทรทัศน์ตามสัญญาที่จำเลยจ้างโจทก์โฆษณาสินค้าในรายการคอนเสิร์ตเลข 9 เป็นเวลา 1 นาที 45 วินาที ขาดไป 15 วินาที ดังนั้นงานที่โจทก์ทำส่วนใหญ่ จึงสมบูรณ์มีความบกพร่องเพียงเล็กน้อย ถือได้ว่าโจทก์ได้ทำงานที่จ้างให้จำเลยเสร็จแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์โฆษณาสินค้าของจำเลยทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 และติดตั้งป้ายโฆษณาในรายการคอนเสิร์ตเลข 9 ของโจทก์ ตกลงสินจ้างเป็นเงิน 528,125 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 10 อีก 52,812.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 580,937.50 บาท โจทก์ทำงานที่รับจ้างตามข้อตกลงในสัญญาครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระสินจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 590,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน528,125 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานโฆษณาไม่ครบถ้วนตามสัญญาจำเลยจึงไม่ต้องชำระสินจ้างแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 580,937.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 528,125 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 กรกฎาคม 2541) ต้องไม่เกิน 9,551.50 บาทเท่าที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 558,593.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 507,812.50 บาทนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่าโจทก์ทำงานที่อ้างเสร็จเรียบร้อยตามสัญญาหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสนธยา จันทร์อาภรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดของโจทก์เบิกความเป็นพยานประกอบใบรับรองการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 ว่า โจทก์ได้ลงโฆษณาให้จำเลยแล้ว จากคำเบิกความของนางสาวสนธยา และใบรับรองการออกอากาศฯ เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 ฟังได้ว่าโจทก์ลงโฆษณาให้จำเลยในรายการคอนเสิร์ตเลข 9 เดือนสิงหาคม 2540 เป็นเวลา 2 นาที 30 วินาที เดือนกันยายน 2540 เป็นเวลา 2 นาที ถูกต้องครบถ้วน ทั้งรายการและกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4และ จ.5 ตามลำดับ ส่วนการลงโฆษณาในเดือนตุลาคม 2540 โจทก์ลงโฆษณาให้จำเลยในรายการคอนเสิร์ตเลข 9 เป็นเวลา 1 นาที 45 วินาทีขาดไป 15 วินาที ดังนั้นงานที่โจทก์ทำส่วนใหญ่จึงสมบูรณ์มีความบกพร่องเพียงเล็กน้อย ถือได้ว่าโจทก์ได้ทำงานที่จ้างให้จำเลยเสร็จแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้ลงโฆษณาชดเชยให้จำเลยในรายการอื่นเป็นเวลา 45 วินาทีนั้น เห็นว่า เป็นคนละรายการและคนละเวลากับที่กำหนดไว้ในสัญญา รายการและการออกอากาศเป็นสาระสำคัญของการโฆษณาจึงไม่สามารถนำมาชดเชยหักล้างกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์หักจำนวนเงินและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 15 วินาที จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดิกนีตัส จำกัด
จำเลย — บริษัท จินตนาฟู้ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 441/2545
#42746
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2538ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อรวมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องคือวันที่ 14มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เวนคืนที่ดินของจำเลยเป็นเนื้อที่แน่นอน 5 ตารางวา แต่ความจริงถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวา อันเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะนั้น การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

โจทก์จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 5 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10กำหนดแต่เมื่อรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ถูกเขตทางพิเศษแล้วปรากฏว่าถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวา จำเลยก็ต้องคืนเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 3 ตารางวาซึ่งเป็นส่วนที่รับไว้โดยที่ดินไม่ได้ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยได้มาซึ่งเงิน เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากจำเลยภายในอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419

การฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อตามสัญญาซื้อขายระบุว่าการจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลงให้กระทำภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทำการรังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มิถุนายน2538 แจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทราบ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10223 และ3308 แขวงถนนเพชรบุรี (ประแจจีน) เขตพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานครต่อมารัฐมีความจำเป็นจะต้องสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจรจึงได้ดำเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษฯ ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตสาทร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็นผลให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ประมาณ6 ตารางวา ซึ่งจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเขตทางยังไม่ชัดแจ้งเนื่องจากกรมที่ดินยังมิได้ทำการรังวัดแบ่งแยก คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน โฉนดเลขที่ 10223 ตารางวาละ 25,000 บาทโฉนดเลขที่ 3308 ตารางวาละ 60,000 บาท โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โดยตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10223เนื้อที่ 1 ตารางวา เป็นเงิน 25,000 บาท และโฉนดเลขที่ 3308 เนื้อที่5 ตารางวา เป็นเงิน 300,000 บาท และคิดเงินค่าทดแทนสำหรับถนนซึ่งถูกเขตทางพิเศษบางส่วนเป็นเงิน 14,264.90 บาท รวมเป็นเงิน339,264.90 บาท จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวางว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 ถูกแบ่งแยกเป็นเขตทางพิเศษเนื้อที่ 2 ตารางวาซึ่งตามสัญญาจำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ลดลงให้แก่โจทก์จำนวน 180,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดคือวันที่ 11กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย11,362.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 191,362.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 180,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ โดยจำเลยเชื่อว่าจำนวนเนื้อที่ดินซึ่งถูกเวนคืนจะเป็นไปตามสัญญา เมื่อจำนวนเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และจำเลยไม่ต้องคืนเงินจำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เนื่องจากเป็นเงินที่จำเลยรับมาโดยสุจริตและได้ใช้จ่ายไปหมดแล้วจึงเป็นลาภมิควรได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 180,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2538จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อรวมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาแล้วไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เวนคืนที่ดินของจำเลยเป็นเนื้อที่แน่นอน5 ตารางวา แต่ความจริงถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวา อันเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมาย จ.4จึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยทำสัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมาย จ.4โดยมิได้สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยรับเงินค่าเวนคืนมาโดยสุจริตกรณีจึงถือว่าเป็นลาภมิควรได้ และโจทก์ทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่จะถูกเวนคืนในวันที่ 4 พฤษภาคม 2535 โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 ที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยเกินไปกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนจริง3 ตารางวา ตารางวาละ 60,000 บาท เป็นเงิน 180,000 บาท คืนจากจำเลย เนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 ขณะที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 สายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 อันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ที่จะถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ นั้นยังไม่มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 ของจำเลยที่จะถูกเวนคืนเป็นที่แน่นอน การกำหนดเนื้อที่ลงในสัญญาซื้อขายฯ ว่าจะถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษเป็นเนื้อที่5 ตารางวา นั้น เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น การที่โจทก์จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 เนื้อที่ 5 ตารางวา ตารางวาละ 60,000บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายฯให้แก่จำเลยเป็นการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ครั้นเมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลยที่ถูกเขตทางพิเศษแล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวาจำเลยก็ต้องคืนเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 3 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนที่รับไว้โดยที่ดินไม่ได้ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์ เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากจำเลยภายในกำหนดอายุความ1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ไม่ และเห็นว่าการฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เช่นกรณีพิพาทนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 1.1 วรรคท้าย ระบุว่าการจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลง ให้กระทำภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทำการรังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้มีหนังสือลงวันที่ 14มิถุนายน 2538 แจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทราบ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 จึงยังไม่ขาดอายุความตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2541 ระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโจทก์ นางสาวกฤติกา ธรรมสโรช จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 419
ป.วิ.พ. ม. 248
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาง นิตย์ศรี ไวทยานุวัติหรือไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 441/2545
#99850
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการตกลงซื้อขายกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ถูกเวนคืน เมื่อปรากฏจากการรังวัดว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่ รับไว้โดยที่ดินมิได้ถูกเวนคืนแก่โจทก์ กรณีหาใช่เรื่องจำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์เพราะโจทก์กระทำการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 ไม่ และเมื่อการฟ้องร้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเป็นพิเศษ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๒๒๓ และ ๓๓๐๘ ต่อมารัฐมีความจำเป็นต้องสร้างทางพิเศษในโครงการทางด่วนขั้นที่ ๒ เป็นผลให้ที่ดินสองแปลงดังกล่าวของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ประมาณ ๖ ตารางวา ซึ่งยังเป็นจำนวนที่ยังไม่แจ้งชัดเนื่องจากยังมิได้ทำการรังวัดแบ่งแยกจากกรมที่ดิน โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๒๒๓ เนื้อที่ ๑ ตารางวา เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท โฉนดเลขที่ ๓๓๐๘ เนื้อที่ ๕ ตารางวา เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และคิดเงินค่าทดแทนสำหรับถนนที่ถูกเขตทางพิเศษเป็นเงิน ๑๔,๒๖๔.๙๐ บาท ทั้งนี้เป็นราคาตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯได้กำหนด จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากพนักงานซึ่งทำการรังวัดที่ดินว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๐๘ ถูกแบ่งเป็นเขตทางพิเศษเนื้อที่ ๒ ตารางวา จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินตามจำนวนที่ลดลงให้แก่โจทก์จำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๑๑,๓๖๒.๕๐ บาท ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑๙๑,๓๖๒.๕๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไปไม่ตรงกับสัญญาจึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และจำเลยไม่จำต้องคืนเงินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากเป็นเงินที่จำเลยรับมาโดยสุจริตและได้ใช้จ่ายไปหมดแล้ว จึงเป็นลาภ มิควรได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เท่ากับ ๑๙๑,๓๖๒.๕๐ บาท ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยโต้แย้งการวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในปัญหาที่ว่า จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการตกลงซื้อขายกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ถูกเวนคืน เมื่อปรากฏจากการรังวัดว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่รับไว้โดยที่ดินมิได้ถูกเวนคืนแก่โจทก์ กรณีหาใช่เรื่องจำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์ เพราะโจทก์กระทำการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งมีอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ ไม่ และเมื่อการฟ้องร้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเป็นพิเศษ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ซึ่งมีอายุความ ๑๐ ปี นับแต่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายฯ ระบุว่า การจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลงให้กระทำภายใน ๓๐ วัน นับแต่รังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ เมื่อสำนักงานที่ดินฯ มีหนังสือแจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๘ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ คดีจึงยังไม่ขาดอายุความตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๙๗/๒๕๔๑ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 419
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางนิตย์ศรี ไวทยานุวัติหรือไวทยานุวัตติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิริพร นันท์นฤมิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432/2545
#42108
เปิดฉบับเต็ม

การมีแผ่นวิดีโอซีดีแผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมไว้เพื่อขายและเสนอขายกับการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในคราวเดียวกันนั้น เป็นการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันและเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 73 เป็นบทระวางโทษที่หนักขึ้นเป็นสองเท่าของระวางโทษตามมาตรา 70 วรรคสองหาใช่บทเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยให้หนักขึ้นเป็นสองเท่าไม่

โจทก์มีคำขอเพียงให้แผ่นวิดีโอซีดีแผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมของกลาง ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น ไม่มีของกลางรายการอื่นที่โจทก์ขอให้ริบอีก ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบสิ่งของที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดมาด้วยจึงเป็นการเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรมสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุ วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ โดยการนำเอาแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลงซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกงานของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่รวมจำนวน 409 แผ่น ออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย แก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะซีดีเพลง ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสิบสี่

(ข) จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และแผ่นซีดีรอม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้านยูเรก้า แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายวิดีโอเทปดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

เหตุทั้งหมดเกิดที่แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยแผ่นวิดีโอคาราโอเกะ ซีดีเพลงซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ที่จำเลยนำออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย ดังกล่าวจำนวน 409 แผ่นเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยเคยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ต้องระวางโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 200,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.841/2542 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าว และภายในเวลา 5 ปีเมื่อจำเลยพ้นโทษปรับแล้ว จำเลยได้กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15,27, 28, 30, 31, 61, 69, 70, 73, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4,6, 34 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3,14, 30, 31, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 โดยขอให้วางโทษเป็นสองเท่าและบวกโทษจำคุก 6 เดือนของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 841/2542 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้ากับโทษคดีนี้ให้แผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลง ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลาง ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,34 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)),70 วรรคสอง ให้จำคุก 2 ปีและปรับ 400,000 บาท จำเลยเคยต้องโทษตามคำพิพากษา (ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)และพ้นโทษ (ปรับ) มาแล้ว ไม่เกิน 5 ปี กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกต้องวางโทษเป็นสองเท่า ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 800,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ให้ปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก2 ปี (ที่ถูก 4 ปี) และปรับ 820,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี (ที่ถูก 2 ปี) และปรับ 410,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับ (สำหรับความผิด) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำเลยนั้น ให้ยกคำขอส่วนนี้เนื่องจากคดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลย (ที่ถูกรอการลงโทษจำคุกคดีนี้ให้จำเลย)

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ตามอุทธรณ์ของจำเลยพอเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ 2 ประการ คือ การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) เป็นความผิดกรรมเดียวกันประการหนึ่ง สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข)แม้จำเลยจะมีแผ่นวิดีโอซีดี แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมของกลางไว้เพื่อขายและเสนอขายตามฟ้องข้อ (ก) และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้องข้อ (ข) ในคราวเดียวกันดังที่จำเลยอุทธรณ์ แต่การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) ก็เป็นการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันและเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างว่าเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และความผิดตามฟ้องข้อ (ก) ศาลจำต้องปรับบทพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสองมาด้วย เพราะเป็นบทระวางโทษของมาตรา 31(1) ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์มาในข้อนี้อ้างว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 นั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ฟ้องและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยส่วนนี้เป็นอุทธรณ์นอกฟ้องนอกสำนวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประการหลังนั้น เห็นว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1), 70 วรรคสอง นั้น มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาทถึง 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 73 ได้บัญญัติว่า ผู้ซึ่งกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนด 5 ปี กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์นี้อีก ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น คดีนี้จำเลยมีแผ่นวิดีโอซีดี ซีดีและซีดีรอมของกลางที่ทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่รวมจำนวน 409 แผ่น ไว้เพื่อขาย เสนอขาย แม้จำเลยจะเคยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์และถูกศาลลงโทษมาก่อนและพ้นโทษปรับมาแล้วยังไม่ครบ 5 ปี กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดต้องลงโทษจำเลยทั้งจำคุกและปรับในอัตราโทษสูงสุดตามที่กฎหมายบัญญัติทั้งสองสถานดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำคุกและปรับจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม แต่ยังไม่สมควรที่จะแก้ไขกำหนดระยะเวลารอการลงโทษจำคุกให้สั้นลง ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,34 นั้น มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อพิจารณาถึงสภาพความผิดของจำเลยแล้วเห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ก่อนลดโทษให้ปรับ 20,000บาท มานั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษปรับจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าสำหรับความผิดของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก)ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1), 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 73 นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 73 มาด้วย และลงโทษจำเลยตามมาตรา 31(1),70 วรรคสองก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยดังกล่าวหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่จะลงนั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 73 เป็นบทระวางโทษที่หนักขึ้นเป็นสองเท่าของระวางโทษตามมาตรา 70 วรรคสอง หาใช่บทเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยให้หนักขึ้นเป็นสองเท่าไม่ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องและที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบสิ่งของที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดมาด้วยนั้นก็ไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้นอกจากแผ่นวีดีโอซีดี แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมของกลางที่โจทก์ขอให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว ไม่มีของกลางรายการอื่นที่โจทก์ขอให้ริบอีก คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้จึงเป็นการเกินคำขอ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1),70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 73 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 200,000บาท ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ข) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ให้ปรับ 10,000 บาท รวมเป็นจำคุก 1 ปีและปรับ 210,000 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือนและปรับ 105,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามกำหนดระยะเวลาเดิม และให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่ให้ริบที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 31 ม. 70 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณัฐธี มีประเทศ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432/2545
#47779
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีแผ่นวิดีโอซีดีแผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมของกลางไว้เพื่อขายและเสนอขายตามฟ้องข้อ (ก) และประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้องข้อ (ข)ในคราวเดียวกันแต่การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ(ก)และข้อ(ข)เป็นการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันและเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน จึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทกระบือ แอนด์ โค จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 บริษัทโฟร์เอส สตูดิโอ จำกัด ผู้เสียหายที่ 3บริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 4 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่องานอันมีลิขสิทธิ์และวันเดือนปีที่โฆษณาครั้งแรกเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ถึง 4 และได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศไทย บริษัทโซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อิงค์ ผู้เสียหายที่ 5 บริษัทดับเบิ้ลยูอีเอ อินเตอร์เนชั่นแนลอิงค์ ผู้เสียหายที่ 6 บริษัทบีเอ็มจี มิวสิค จำกัด ผู้เสียหายที่ 7 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทโพลีแกรมอินเตอร์เนชั่นแนล มิวสิคบี.วี. ผู้เสียหายที่ 8 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ บริษัทอีเอ็มไอ เรคคอร์ด จำกัด ผู้เสียหายที่ 9 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ผู้เสียหายที่ 5 ถึงที่ 9 มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศที่ตนจดทะเบียนตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ ซึ่งผู้เสียหายที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทสิ่งบันทึกเสียงและดนตรีกรรมตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่องานอันมีลิขสิทธิ์ และวันเดือนปีที่โฆษณาครั้งแรกเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5และได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์และประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย บริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น ผู้เสียหายที่ 10 บริษัทอะโดบี้ ซิสเต็มส์ อินคอร์ปอเรทเต็ด ผู้เสียหายที่ 11 บริษัทไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น ผู้เสียหายที่ 12 บริษัทแอ็ปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ อิงค์ ผู้เสียหายที่ 13 บริษัทออโต้เดสค์ อิงค์ ผู้เสียหายที่ 14 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ซึ่งผู้เสียหายที่ 10 ถึงที่ 14 ดังกล่าวเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย การสร้างสรรค์รายการต่าง ๆ เป็นคำสั่ง ชุดคำสั่งภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือให้ได้รับผลเป็นรายการต่าง ๆ ตามที่ผู้สร้างสรรค์กำหนดได้แล้ว บันทึกลงในแผ่นซีดี บันทึกเสียงและภาพอันสามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 10 ถึงที่ 14 ตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่องานอันมีลิขสิทธิ์ และวันเดือนปีที่โฆษณาครั้งแรกเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 10 และได้มีการโฆษณาครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ดังนั้นผู้เสียหายทั้งสิบสี่จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงโสตทัศนวัสดุ วรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ โดยการนำเอาแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลงซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกงานของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ รวมจำนวน 409 แผ่นออกขายเสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลง ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสิบสี่

(ข) จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดี คาราโอเกะซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้านยูเรก้า แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายวิดีโอเทปดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 30, 31, 61, 69, 70, 73, 75, 76พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3, 14, 30, 31, 52ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 โดยขอให้วางโทษเป็นสองเท่าและบวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.841/2542 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้ากับโทษคดีนี้ ให้แผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลง ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี 3 ซีดีรอมเพลงเอ็มพี 3 และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)), 70 วรรคสองพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,34 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)), 70 วรรคสอง ให้จำคุก2 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยเคยต้องโทษตามคำพิพากษา (ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537) และพ้นโทษ (ปรับ) มาแล้วไม่เกิน 5 ปี กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ต้องวางโทษเป็นสองเท่า ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 800,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6วรรคหนึ่ง, 34 ให้ปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี (ที่ถูก 4 ปี) และปรับ 820,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี (ที่ถูก 2 ปี) และปรับ410,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับ (สำหรับความผิด) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำเลยนั้น ให้ยกคำขอส่วนนี้ เนื่องจากคดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลย (ที่ถูกรอการลงโทษจำคุกคดีนี้ให้จำเลย)

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ตามอุทธรณ์ของจำเลยพอเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ 2 ประการ คือการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) เป็นความผิดกรรมเดียวกันประการหนึ่งกับขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษในระยะสั้นอีกประการหนึ่ง สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และ ข้อ (ข) แม้จำเลยจะมีแผ่นวิดีโอซีดี แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมของกลางไว้เพื่อขายและเสนอขายตามฟ้องข้อ (ก) และประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้องข้อ (ข) ในคราวเดียวกันดังที่จำเลยอุทธรณ์ แต่การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) ก็เป็นการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันและเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างว่าเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1), 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 73 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 200,000 บาท ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ข) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ให้ปรับ 10,000 บาท รวมเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 210,000 บาทเมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 105,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามกำหนดระยะเวลาเดิมและให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่ให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณัฐธี มีประเทศ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432/2545
#98297
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีแผ่นวีดีโอซีดี แผ่นซีดี และแผ่นซีดีรอมของกลางไว้เพื่อขายและเสนอขายตามฟ้องข้อ (ก) และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้องข้อ (ข) ในคราวเดียวกัน แต่การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) ก็เป็นการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันและเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน จึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงโสตทัศนวัสดุ วรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ โดยการนำเอาแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลง ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี ๓ ซีดีรอมเพลงเอ็มพี ๓ และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกงานของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ ตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ รวมจำนวน ๔๐๙ แผ่น ออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย แก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีเพลง ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี ๓ ซีดีรอมเพลงเอ็มพี ๓ และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสิบสี่ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสิบสี่

(ข) จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ซีดีรอมเพลงคาราโอเกะเอ็มพี ๓ ซีดีรอมเพลงเอ็มพี ๓ และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้านยูเรก้า แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายวิดีโอเทปดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ?

ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔, ๖, ๘, ๑๕, ๒๗, ๒๘, ๓๐, ๓๑, ๖๑, ๖๙, ๗๐, ๗๓, ๗๕, ๗๖ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔, ๖, ๓๔ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓, ๑๔, ๓๐, ๓๑, ๕๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘, ๙๑ โดยขอให้วางโทษเป็นสองเท่าและ บวกโทษจำคุก ๖ เดือน ของจำเลยในคดีอาญาคดีก่อน ให้แผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ? ของกลาง ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (ที่ถูก ๓๑ (๑)) , ๗๐ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๓๔ ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ?

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้อง ข้อ (ก) และข้อ (ข) แม้จำเลยจะมีแผ่นวิดีโอซีดี แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมของกลางไว้เพื่อขายและเสนอขายตามฟ้องข้อ (ก) และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามฟ้องข้อ (ข) ในคราวเดียวกันดังที่จำเลยอุทธรณ์ แต่การกระทำของจำเลยตามฟ้อง ข้อ (ก) และข้อ (ข) ก็เป็นการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แยกต่างหากจากกันและเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย และความผิดตามฟ้องข้อ (ก) ศาลจำต้องปรับบทพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๐ วรรคสอง มาด้วยเพราะเป็นบทระวางโทษของมาตรา ๓๑ (๑) ?

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (๑), ๗๐ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๗๓ ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ข) จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๓๔ ให้ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๑ ปี และปรับ ๒๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๐๕,๐๐๐ บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามกำหนดระยะเวลาเดิม และให้ยก คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่ให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 34
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณัฐธี มีประเทศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2545
#98404
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาพยานหลักฐานถ้อยคำเบิกความพยานบุคคลของโจทก์และพยานจำเลยที่นำสืบมาโดยละเอียดชันเจนแล้ว โดยเฉพาะเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ยังได้กล่าวถึงข้อแตกต่างระหว่างคำเบิกความของพยานโจทก์บางปาก และเห็นว่าพยานโจทก์บางปากไม่มีน้ำหนักรับฟัง แล้วศาลล่างทั้งสองฟังเป็นยุติว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์ด้วยการทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง เมื่อฎีกาของโจทก์ที่ยกข้อโต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ยังไม่มีเหตุผลที่จะ เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ ดังนี้ โดยความเห็นของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกา มอบหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์แม้เป็นสาระแก่คดี ก็ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จึงพิพากษายกฎีกาของโจทก์และคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดชั้นฎีกาแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี ๒๕๓๕ โจทก์ทั้งสองยกที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา หลังจากนั้นจำเลยไม่เคย ดูแลช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำเลยประพฤติเนรคุณ โจทก์ทั้งสองด้วยการด่าโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองเสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ทั้งสองไม่อาจทนอยู่ในบ้านหลัง เดียวกันกับจำเลยได้ ต้องออกไปปลูกกระท่อมอยู่กันเพียงลำพัง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลเป็น การแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณหมิ่นประมาท หรือด่าว่าโจทก์ทั้งสอง ไม่เคยไล่โจทก์ทั้งสองออกจากบ้าน จำเลยไม่เคยทอดทิ้งโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๒ ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าชั้นอุทธรณ์โจทก์ที่ ๒ มิได้อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับจำเลย เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่โจทก์ที่ ๑ ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยด่าโจทก์ทั้งสองในลักษณะขับไล่ไสส่งว่าอยากได้ที่พิพาทให้ไปฟ้องเอา ทำให้โจทก์ทั้งสองอับอายขายหน้าและไปอาศัยอยู่กับบุคคลอื่น การกระทำของจำเลยถือว่าร้ายแรง และเป็นการประพฤติเนรคุณโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า คดีนี้ตาม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ได้พิจารณาพยานหลักฐานถ้อยคำเบิกความพยานบุคคลของโจทก์และพยานจำเลยที่ นำสืบมาโดยละเอียดชัดเจนแล้ว ฟังเป็นยุติว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์ทั้งสองด้วยการทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองอย่างร้ายแรงฎีกาของโจทก์ที่ ๑ ที่ยกข้อโต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มานั้นไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่าง ทั้งสองได้ ที่โจทก์ที่ ๑ ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ในประเด็นที่จำเลยไม่รับอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุไม่มีประเด็นมาในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ได้กล่าวไว้โดยละเอียดเช่นกันว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่บรรยายว่า จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ทั้งสองในเวลาที่โจทก์ทั้งสองยากไร้และจำเลยยังสามารถให้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ (๓) แม้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจะได้บรรยายมาว่า โจทก์ทั้งสองทนอยู่บ้านเดียวกับจำเลยไม่ได้ จึงต้องออกไปปลูกกระท่อมอยู่เพียงลำพัง ก็เป็นการกล่าวบรรยายถึงผลจากการที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองอย่างร้ายแรงเท่านั้น กรณีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและโจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์มา ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ก็ไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ที่ ๑ ที่โต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ดังกล่าวในข้อนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ได้เช่นกัน โดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาทุกข้อของโจทก์ที่ ๑ เป็นสาระแก่คดีไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดชั้นฎีกาแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายผัน เพียสุพรรณ์ กับพวก
จำเลย — นางนารี ศรวิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสายัณห์ ศรีดวม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2545
#44099
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาได้ และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในภายหลัง ซึ่งไม่ปรากฏในสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงนามทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาและให้จำเลยที่ 1 นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกา ทั้งไม่ปรากฏว่ามีหมายแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายใน 7 วันนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันเป็นการทิ้งฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2),247ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้คืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้หลายประการ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 12,559,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2536 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,393,610.54 บาท(ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2537)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยไม่รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน12,559,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10พฤษภาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 3เมษายน 2543 พร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาได้ โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันว่า "จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาได้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 สำเนาให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 1นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา" ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม2544 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกาล่วงเลยเวลามานานแล้วตามเอกสารในสำนวนแผ่นที่ 178/1 ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาสั่ง

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทิ้งฎีกาหรือไม่ เห็นว่าแม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาได้และได้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในภายหลัง ซึ่งข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงนามทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์เพื่อแก้ฎีกา ทั้งไม่ปรากฏว่ามีหมายแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกา การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกาภายใน 7 วันตามคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น จะถือว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันเป็นการทิ้งฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2), 247ไม่ได้

อนึ่ง สำหรับฎีกาของโจทก์นั้นเมื่อกระบวนพิจารณาชั้นส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังไม่ชอบ ในชั้นนี้จึงให้รอการวินิจฉัยไว้ก่อน"

ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ทราบและปฏิบัติตามคำสั่ง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมไว้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 174 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท 103 อินเทลลิเจนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2545
#98529
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาได้และสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในภายหลัง และจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกา การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดี อันเป็นการทิ้งฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2), 247 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้คืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ หลายประการ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 12,559,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2536 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ย ถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,393,610.54 บาท (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2537) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 12,559,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 12,000 บาท

โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 พร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาได้ โดยมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า "จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาได้ รับฎีกาของจำเลยที่ 1 สำเนาให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 นำส่งภายในวัน 7 วัน นับแต่วันนี้หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา" ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2544 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกาภายในกำหนด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทิ้งฎีกาหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาได้และได้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาใน ภายหลัง ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงนามทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์เพื่อแก้ฎีกา ทั้งไม่ปรากฏว่ามีหมายแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำหมายนัดและสำเนาฎีกาให้โจทก์เพื่อแก้ฎีกา ภายใน 7 วัน ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น จะถือว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันเป็นการทิ้งฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2), 247 ไม่ได้

ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ทราบและปฏิบัติตามคำสั่ง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมไว้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท 103 อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนาคม ลิ้มภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2545
#44098
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าอาคารและพื้นที่ว่างด้านหลังอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 564 ซึ่งย่อมระงับสิ้นไป เมื่อสิ้นกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันไว้ การที่ภายหลังครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ได้ประกาศแจ้งความประสงค์แก่ผู้ที่ค้าขายหรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่จำเลยเช่าว่าโจทก์จะไม่ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่ารายใดรวมถึงจำเลยด้วยนั้น ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าต่อจำเลยให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ทั้งที่โจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติเช่นนั้น การที่โจทก์ยอมรับค่าเช่าจากจำเลยต่อมาเป็นเพียงรับไว้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับอยู่จากการที่จำเลยยังไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าเท่านั้นหาใช่เป็นการทำสัญญาเช่ากันใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาแต่อย่างใดไม่เมื่อจำเลยยังไม่ออกจากพื้นที่เช่าดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถว 2 ชั้น จำนวน 3 คูหา และจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพื้นที่ว่างด้านหลังตึกแถวเนื้อที่ 640 ตารางเมตร มีกำหนด1 ปี บัดนี้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วจำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและส่งมอบตึกแถวและพื้นที่ว่างที่เช่าคืนโจทก์ โจทก์คิดค่าเสียหายของตึกแถวที่เช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาท และพื้นที่ที่เช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไป ค่าเสียหายคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน260,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวและพื้นที่ว่างหลังตึกแถวส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวและพื้นที่ว่างด้านหลังตึกแถวกับโจทก์ โดยทำสัญญาเช่าสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2527 จำเลยได้ปรับปรุงพื้นที่ว่างซึ่งเดิมเป็นที่ทิ้งขยะให้มีสภาพเรียบร้อย โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าอาศัยอยู่ตลอดไป จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาหรือผิดนัดชำระค่าเช่าแก่โจทก์ หลังจากจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าจากโจทก์แล้ว จำเลยได้ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ตลอดมา ถือว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์บอกกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายยังไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 351, 352 และ 353 และพื้นที่ว่างหลังตึกแถวเลขที่ 272 และ 273ตลาดราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหานี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวจำนวน 3 คูหา และพื้นที่ว่างหลังตึกแถวในเขตตลาดราษฎร์บูรณะกับโจทก์มีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดสัญญาเช่าทั้งสองฉบับในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2537 โจทก์ได้มีประกาศแจ้งให้ประชาชนที่ค้าขายและพักอาศัยอยู่ในเขตตลาดแห่งนี้ให้ทราบว่านับแต่นี้จะมีการพัฒนาโครงการบริเวณนี้ให้มีความเจริญและไม่ติดใจจะทำสัญญาเช่ากับผู้ใดรวมทั้งจำเลยด้วยจนกว่าโครงการพัฒนาจะสำเร็จและต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2538 โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยเพื่อขอให้ส่งมอบคืนตึกแถวและพื้นที่ว่างที่เช่าแก่โจทก์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือ ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่วันที่ 24สิงหาคม 2538 โดยตลอดเวลานับแต่วันครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยได้ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ และโจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้ทักท้วง ดังนี้ เห็นว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองฉบับเป็นสัญญาเช่าที่มีกำหนดระยะเวลาซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 ได้บัญญัติไว้ว่า "อันสัญญาเช่านั้น ท่านว่าย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อน" ดังนั้น สัญญาเช่าดังกล่าวนี้จึงย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ตามที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันไว้แล้ว ภายหลังจากวันครบกำหนดตามสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม2537 โจทก์ได้ประกาศแจ้งความประสงค์แก่ผู้ที่ค้าขายหรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่จำเลยเช่าว่าโจทก์จะไม่ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่ารายใดรวมทั้งจำเลยด้วยอันเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าต่อจำเลยให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติดังกล่าว การที่โจทก์ยอมรับชำระค่าเช่าจากจำเลยต่อมานั้นก็เป็นเพียงโจทก์รับไว้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับอยู่เท่านั้น หาใช่เป็นการทำสัญญาเช่ากันใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลาแต่อย่างใดไม่การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์จึงชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 564
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาง ดวงรัตน์ พิชิตธนบดีกุล
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2545
#98546
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ได้ให้การต่อสู้เกี่ยวกับค่าจ้างตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง และมิได้ต่อสู้ว่าค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร เงินสะสม ค่าภาษีและเงินสมทบที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละเดือนมิใช่ค่าจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำนวนเงินตามฟ้องมิใช่ค่าจ้าง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงาน ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน ๖๒,๖๕๑.๙๖ บาท โบนัสเป็นเงิน ๓๑๓,๒๕๙.๘๐ บาท เงินสะสมเบี้ยเลี้ยงชีพเป็นเงิน ๔๙๖,๔๖๕.๑๒ บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน ๓๗๕,๙๑๑.๗๖ บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขาดความสุขุมรอบคอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ ๑ อย่างเคร่งครัด ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยทั้งสองมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิโดยชอบ ที่จะเรียกเงินต่าง ๆ ตามฟ้องของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ คือค่าชดเชยเป็นเงิน ๓๗๕,๙๑๑.๗๖ บาท เงินสะสมเบี้ยเลี้ยงชีพเป็นเงิน ๔๙๖,๔๖๕.๑๒ บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และยกคำขออื่น นอกจากนี้เสียทั้งสิ้น

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว สำหรับอุทธรณ์ข้อที่ว่า ค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร เงินสะสม ค่าภาษี และเงินสมทบ ที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่โจทก์แต่ละเดือนมิใช่ค่าจ้าง จึงไม่อาจนำไปคำนวณเป็นค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ให้การต่อสู้เกี่ยวกับค่าจ้างของโจทก์ไว้ว่าค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร เงินสะสม ค่าภาษี และเงินสมทบที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่โจทก์แต่ละเดือนมิใช่ค่าจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ เบญจประเสริฐศรี
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 405/2545
#98295
เปิดฉบับเต็ม

รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เมื่อประเทศชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การปรับลดเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้ภาครัฐวิสาหกิจนำเงินที่ประหยัดได้ไปเพิ่มวงเงินสดที่มีเพื่อใช้ในการลงทุนซึ่งจะทำให้วงเงินลงทุนที่เบิกจ่ายได้จริงมีจำนวนสูงขึ้น และรัฐวิสาหกิจยัง ไม่ได้จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ให้แก่พนักงานประกอบกับ พ.ร.บ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 มาตรา 33 บัญญัติให้พนักงานของจำเลยได้รับเงินโบนัสตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ดังนั้นคณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 ซึ่งรวมทั้งพนักงานของจำเลยลงได้ การที่จำเลยปรับลดเงินโบนัส ประจำปี 2541 ของโจทก์ในอัตราร้อยละ 30 ของเงินโบนัสที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินโบนัสแก่โจทก์เป็นเงิน ๖๖,๑๔๐.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยหักเงินโบนัสและจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์เป็นเงิน ๘๒,๐๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๘,๐๐๓.๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์คำขอตามฟ้องนอกจากนี้ให้ยกเสียทั้งสิ้น

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ ส่วนโจทก์ที่ ๑ เป็นพนักงานของจำเลยรัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือของกระทรวงการคลังว่าประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การปรับลดเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้ภาครัฐวิสาหกิจนำเงินที่ประหยัดได้ไปเพิ่ม วงเงินสดที่มีเพื่อใช้ในการลงทุนซึ่งจะทำให้วงเงินลงทุนที่เบิกจ่ายได้จริงมีจำนวนสูงขึ้น และรัฐวิสาหกิจยังไม่ได้ จ่ายเงินโบนัสประจำปี ๒๕๔๑ ให้แก่พนักงาน ประกอบกับพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๓๓ บัญญัติให้พนักงานของจำเลยได้รับเงินโบนัสตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ดังนั้นคณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับ ลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี ๒๕๔๑ ซึ่งรวมทั้งพนักงานของจำเลยลงได้ การที่จำเลยปรับลดเงินโบนัสประจำปี ๒๕๔๑ ของโจทก์ในอัตราร้อยละ ๓๐ ของเงินโบนัสที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ม. 33
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ วารีวนิช
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 384/2545
#42107
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ได้ช่วยจำเลยที่ 3 ถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายออกระหว่างนั้นก็คอยปิดปากและจับแขนผู้เสียหายไว้เหนือศีรษะให้จำเลยที่ 3 กระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ ถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมในการกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83

การที่ผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์หลังจากถูกกระทำชำเราแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข่มขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะฆ่าให้ตาย ผู้เสียหายเคยเล่าเรื่องให้จำเลยที่ 1 ฟังแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซ้ำยังถูกจำเลยที่ 2 ตบอีกอันเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัว ไม่กล้าเล่าให้ผู้ใดฟัง ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุเพียง 14 ปีเศษ มีการศึกษาน้อยไม่เคยอยู่ที่จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นจังหวัดเกิดเหตุมาก่อน ไม่ทราบว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหนและจะต้องดำเนินการอย่างไร เมื่อสบโอกาสเพราะบ้านเกิดเหตุปลอดคน ผู้เสียหายจึงหนีกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีแล้วเล่าเรื่องให้ ล. ฟังนั้น เป็นการเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับและสมเหตุผล แม้ว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายไม่ได้รีบแจ้งความก็ไม่เป็นพิรุธเพราะถูกขู่เอาไว้ส่วนที่ ล. เบิกความว่าไม่ได้รีบแจ้งความทันทีเพราะไม่อาจตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีพระคุณต่อผู้เสียหายมาก่อน ต้องรอปรึกษามารดาจำเลยที่ 1 ก่อนแล้วจึงไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่า ล. เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยที่ 3 คำเบิกความดังกล่าวของ ล. จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 พรากเด็กหญิง ร. อายุ 14 ปีเศษ ไปจากนาย ล. บิดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเหตุเกิดที่ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เกี่ยวพันกัน เมื่อวันที่ 1และ 4 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง และเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้กำลังกอดปล้ำและข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง ร. ผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 3ช่วยกันจับแขน ขา อุดปากและถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายให้จำเลยที่ 3ข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมเหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรีขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276,277, 317

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ4 ปี รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ร. ผู้เสียหายเป็นบุตรนาย ล. และนาง ต. เกิดวันที่ 24 กรกฎาคม 2527 ขณะเกิดเหตุมีอายุ14 ปีเศษ หลังจากนาย ล. เลิกกับนาง ต. แล้ว ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางบุญล้น เทพเต็ม ผู้เสียหายเคยไปอาศัยอยู่กับนางเน้ย เทพเต็มมารดานางบุญล้น และบางครั้งก็ไปอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่สาวนางบุญล้น เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายไปบ้านจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาสามีกันโดยบอกผู้เสียหายว่าเพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 พาผู้เสียหายไปทำบัตรประจำตัวประชาชนระหว่างเกิดเหตุผู้เสียหายพักอยู่บ้านจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว ไม่ได้แบ่งเป็นสัดส่วน เพียงแต่ใช้ตู้เสื้อผ้าและผ้าม่านกั้นเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.3 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างที่พยานพักอยู่บ้านจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น พยานถูกจำเลยที่ 3 กระทำชำเรา3 คืน คือวันที่ 1 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา และวันที่ 4มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ถูกกระทำชำเราคืนละ 1 ครั้งส่วนวันที่ 6 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ถูกกระทำชำเรา2 ครั้ง โดยทั้งสามคืนดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นคนพาพยานซึ่งนอนอยู่ห้องโถงหน้าห้องนอนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปให้จำเลยที่ 3 กระทำชำเราในห้องนอนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ช่วยกันถอดเสื้อผ้าของพยานออก ระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 คอยปิดปากพยานและจับแขนพยานไว้เหนือศีรษะให้จำเลยที่ 3 กระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 พูดขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะถูกฆ่า พยานกลัวและคิดจะหนีแต่ก็ไม่มีโอกาส พยานเคยเล่าเรื่องให้จำเลยที่ 1 ฟังแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือและยังถูกจำเลยที่ 2 ตบอีกด้วย ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ15 นาฬิกา ที่บ้านเกิดเหตุปลอดคน พยานจึงหนีกลับบ้านแล้วเล่าเรื่องให้นาย ล. และนาง น. ฟังแล้วพากันไปแจ้งความและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยทั้งสาม ผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับและสมเหตุผลแม้ว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายไม่ได้รีบแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่เป็นพิรุธ เนื่องจากผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขู่ว่าจะฆ่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นตั้งแต่คืนแรกที่เกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายเคยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยที่ 1 ฟัง แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือซ้ำยังถูกจำเลยที่ 2 ตบเสียอีกเมื่อได้ทราบเช่นนั้น อันเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวและไม่กล้าเล่าให้ผู้ใดฟังอีก ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุเพียง 14 ปีเศษ มีการศึกษาน้อย ไม่เคยอยู่ที่จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นจังหวัดที่เกิดเหตุมาก่อน จึงอาจไม่ทราบว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหนและจะต้องดำเนินการอย่างไร จนกระทั่งสบโอกาสเมื่อบ้านเกิดเหตุปลอดคน ผู้เสียหายจึงหนีกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาย ล. และนาง น. ฟัง ซึ่งบุคคลทั้งสองดังกล่าวก็เบิกความสอดคล้องต้องกันกับผู้เสียหายมีเหตุผลน่าเชื่อฟัง การที่นาย ล. ไม่รีบแจ้งความทันทีที่ได้รับทราบจากผู้เสียหายคงเป็นเพราะยังไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรจะจัดการอย่างไรดี ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีพระคุณต่อผู้เสียหายมาก่อน เห็นได้จากนาย ล. ต้องรอปรึกษาหารือนาง น.มารดาจำเลยที่ 1 เสียก่อน แล้วจึงไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองจำเลยที่ 3 มาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยที่ 3ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและการที่แพทย์ตรวจไม่พบร่องรอยการกระทำชำเรานั้น ก็ไม่เป็นพิรุธตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา เนื่องจากแพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายหลังเกิดเหตุครั้งหลังสุดแล้วถึง 14 วัน จึงไม่พบอสุจิในช่องคลอดหรือบาดแผลที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง คำพยานจำเลยที่ 3 ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดนั้นเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาง เลื่อน เจิมจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 371/2545
#44097
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปล่อยเวลาล่วงเลยไปถึง 25 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาแล้วจึงไปขอถ่ายสำเนาคำพิพากษา แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้เอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงไม่ใช่กรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้

เมื่อทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์เวลา 15.35 นาฬิกา เจ้าพนักงานศาลก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามระบบงานที่เป็นอยู่ แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าในแต่ละวันมีคู่ความหรือประชาชนไปติดต่อกับเจ้าพนักงานศาลเป็นจำนวนมากไม่ได้มีเฉพาะจำเลยเพียงคนเดียว ซึ่งทนายจำเลยก็น่าจะรู้ดี ฉะนั้นการที่เจ้าพนักงานศาลนำคำร้องดังกล่าวเสนอต่อศาลและศาลมีคำสั่งในวันรุ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดระบุว่าศาลต้องมีคำสั่งคำร้องในวันที่คู่ความยื่นคำร้องแต่อย่างใดด้วยสาเหตุที่ทำให้จำเลยเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์มาจากจำเลยและทนายจำเลยปล่อยปละละเลยไม่ได้เอาใจใส่รีบยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารเสียแต่เนิ่น และเมื่อยื่นแล้วก็ไม่ได้เอาใจใส่ประการใด ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันถัดจากวันครบกำหนดอุทธรณ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 231 (77) ซอยสารภี 2 ถนนอิสรภาพ (ลาดหญ้า) แขวงสมเด็จเจ้าพระยาเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กันยายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก15 วัน โดยอ้างว่าจำเลยยังมิได้รับสำเนาคำพิพากษา สำเนาคำเบิกความพยานเพื่อเขียนอุทธรณ์ และขณะนี้จำเลยอยู่ในระหว่างหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานศาลถ่ายสำเนาคำพิพากษาและคำเบิกความให้แก่จำเลยล่าช้า น่าจะถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษหรือมีเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 แต่ทนายจำเลยไปยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาคำเบิกความของพยานโจทก์ทุกปากและคำเบิกความตัวจำเลยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 25 วัน จึงไปขอถ่าย ที่ด้านล่างของคำแถลงดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ถ่ายเอกสาร 12 พ.ย. 2542"น่าจะมีความหมายว่าเจ้าพนักงานศาลจะถ่ายเอกสารที่ทนายจำเลยขอถ่ายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และมีข้อความประทับที่ด้านล่างของคำแถลงว่า "ถ่ายเอกสาร 2 พ.ย. 2542" ต่อมาในวันที่ 3พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่โจทก์ขอถ่าย แม้ตามสำเนาใบรับเอกสารของศูนย์ถ่ายเอกสารของศาลชั้นต้นจะระบุว่ารับเอกสารวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 ก็อาจเป็นการนัดเผื่อไว้เพื่อเมื่อถึงวันนัดผู้ที่ขอถ่ายจะต้องได้รับเอกสารที่ขอถ่ายไว้ได้อย่างแน่นอน ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยได้ไปติดต่อสอบถามเจ้าพนักงานศาลผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับเอกสารว่าถ่ายเอกสารให้จำเลยแล้วหรือไม่เพียงแต่อ้างว่าเจ้าพนักงานศาลให้มารับเอกสารที่ขอถ่ายในวันที่ 17 พฤศจิกายน2542 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหตุที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่กรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน2542 การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายระบุไว้ว่าศาลต้องมีคำสั่งคำร้องในวันที่คู่ความยื่นคำร้อง โดยเฉพาะกรณีของจำเลยย่อมเห็นได้ว่า ทนายจำเลยยื่นคำร้องในเวลา 15.35 นาฬิกา ซึ่งเจ้าพนักงานศาลก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามระบบงานที่เป็นอยู่เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าในแต่ละวันมีคู่ความหรือประชาชนไปติดต่อกับเจ้าพนักงานศาลเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีเฉพาะจำเลยเพียงคนเดียวซึ่งทนายจำเลยก็น่าจะรู้ดี การที่เจ้าพนักงานศาลนำคำร้องเสนอต่อศาลชั้นต้นในวันรุ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ส่วนที่อ้างว่าทำให้จำเลยเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ก็ย่อมเห็นได้ว่าสาเหตุมาจากจำเลยและทนายจำเลยที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้เอาใจใส่รีบยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารเสียแต่เนิ่นและเมื่อยื่นล่าช้าแล้วก็ไม่ได้เอาใจใส่ประการใดที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมาน พุทธทองศิริ
จำเลย — นาง ขนุน น้อยประเสริฐสม
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2545
#42106
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำโทรศัพท์มือถือของกลางมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษอย่างไร โทรศัพท์มือถือจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33(2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 399 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 9.235 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวพร้อมธนบัตร 3,000 บาทที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือยี่ห้อฟิลิปส์และยี่ห้อโนเกียรวม 2 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องใช้ที่จำเลยใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย7 ปี ให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 399 เม็ด เงินสดจำนวน 3,000 บาท โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสมชายอนันต์ศุภมงคล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุสายลับโทรศัพท์แจ้งต่อพยานว่า มีชายไทยไม่ระบุชื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปส่งให้คนในพื้นที่อำเภอปากพะยูนจังหวัดพัทลุง โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีแดง หมายเลขทะเบียนบพ 3030 สงขลา เป็นยานพาหนะ พยานกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยให้สิบตำรวจเอกวิรัช ฤทธิเดช ไปแอบซุ่มดูอยู่ที่บริเวณสี่แยกห้วยลึกปากทางเข้าอำเภอปากพะยูน ส่วนพยานกับพวกแอบซุ่มดูอยู่บริเวณหน้าวัดดอนประดู่ต่อมาเวลา 15.30 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งทางวิทยุจากสิบตำรวจเอกวิรัชว่า รถยนต์กระบะตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับแล่นผ่านสี่แยกห้วยลึกมาแล้วมุ่งหน้าไปอำเภอปากพะยูน เมื่อรถยนต์กระบะดังกล่าวมาถึงจุดที่พยานกับพวกอยู่จึงเรียกให้หยุด ปรากฏว่ารถยนต์กระบะดังกล่าวมีจำเลยเป็นคนขับ และมีการตรวจค้นอย่างไม่ละเอียด เพื่อหาอาวุธปืนเป็นการป้องกันอันตรายเบื้องต้น จากนั้นให้สิบตำรวจเอกวิจิตร เกื้อรุ่ง ขับรถของจำเลยแทนและให้จำเลยนั่งคู่ทางด้านหน้าโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจนั่งประกบจำเลยด้วยและพาไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพะยูน เมื่อไปถึงสถานีตำรวจสิบตำรวจเอกวิจิตรจะตรวจค้นจำเลย จำเลยหยิบธนบัตรจำนวน 3,000 บาท และเมทแอมเฟตามีน 2 ห่อ มอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจยังยึดโทรศัพท์มือถือได้ 2 เครื่องตรวจนับเมทแอมเฟตามีนแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 399 เม็ด ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกชำนาญ คงชู พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เหตุที่จะระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่มีในชั้นจับกุม เมื่อถูกแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพทันที ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมายจ.7 มีรายละเอียดตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 เชื่อได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจมิได้ถูกกดดันตามที่จำเลยฎีกา และในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยังคงยืนยันให้การรับสารภาพอีก พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับเรื่องระยะเวลาและระยะทางที่จำเลยใช้ในการขับรถตามที่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์นั้นเป็นเพียงระยะเวลาและระยะทางโดยประมาณเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด และแม้จะได้ความว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่จำเลยไม่มาตามนัดและจำเลยไม่โยนเมทแอมเฟตามีนทิ้งเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงหาเป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือของกลาง2 เครื่อง จำเลยได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์มือถือของกลางจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และ 33(2) จึงยังไม่อาจริบได้ตามขอ ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของ"

พิพากษายืน ให้คืนโทรศัพท์มือถือของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย แสงพร้าว สมาพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2545
#98459
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ตามที่ศาลออกคำบังคับ ถือได้ว่าเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล โจทก์ผู้มีสิทธิจะต้องเรียกเอาภายในห้าปีนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 มิใช่นับจากวันที่โจทก์ผู้มีสิทธิได้ทราบถึงการวางเงิน กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับเอาแก่จำเลยได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 73,568.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท และต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 จำเลยทั้งสองนำเงินจำนวน 93,452.50 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ วันที่ 9 มีนาคม 2542 โจทก์ยื่นคำขอรับเงินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตรวจเบิกจ่าย ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2542 เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นรายงานว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินค้างจ่ายเกิน 5 ปี ต้องตกเป็นของแผ่นดินของดจ่าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเอาเงินจำนวน 93,452.50 บาท ที่จำเลยทั้งสองนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเงินที่ค้างจ่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงเงินทั้งหมดที่มีผู้นำมาวางไว้ในคดีและค้างจ่ายอยู่ในศาล ดังนั้น เงินที่จำเลยทั้งสองนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ตามที่ศาลออกคำบังคับจำนวน 93,452.50 บาท นั้น ถือได้ว่าเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล และโจทก์ผู้มีสิทธิจะต้องเรียกเอาภายในห้าปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาวางศาล มิใช่นับจากวันที่โจทก์ผู้มีสิทธิได้ทราบถึงการวางเงินดังกล่าว คดีนี้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2532 จำเลยทั้งสองนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2542 โจทก์จึงยื่นคำขอรับเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาล เมื่อโจทก์ผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายในห้าปี ทำให้เงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลจึงไม่อาจจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษานั้น กรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษา หากแต่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 323 ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นงดจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด
จำเลย — นายบุญธรรม ไตรสรณอภิรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายณัฐดนัย ศกุนตนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา