คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2545
#44095
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงผนังห้องชุดจากอิฐฉาบปูนไปเป็นผนังยิปซัม ก่อสร้างห้องน้ำสำหรับห้องนอนใหญ่เปลี่ยนไปจนล้ำเข้าไปในเนื้อที่ของห้องนอนใหญ่ถึงประมาณครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ห้องน้ำรวมทั้งเนื้อที่ของห้องชุดจากทั้งหมด 117 ตารางเมตรเหลือเพียง 96 ตารางเมตรขาดหายไป 21 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 17.95 ของเนื้อที่ตามสัญญาที่ทำกับโจทก์นั้น ล้วนแต่เป็นข้อสำคัญ โดยเฉพาะเนื้อที่ที่ขาดตกบกพร่องเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมด อันเป็นการขาดตกบกพร่องถึงขนาดซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญากับจำเลยอย่างแน่นอนโจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466ฎีกาจำเลยที่โต้เถียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกา ซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายเห็นว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นปัญหาที่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยล้วนมีสาเหตุหลายประการมิใช่เพียงสาเหตุที่จำเลยได้ใช้แผ่นยิปซัมเป็นฉากแต่ประการเดียวตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอาคารที่พักเมืองทองธานี อาคารสุพรีเรียคอนโดมิเนียมทาวเวอร์ หมายเลข 2 ชั้นที่ 8 ห้องชุดเลขที่ ซี เนื้อที่ 117 ตารางเมตร ราคา 2,852,025 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำจำนวน 285,202 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินเป็นรายเดือนรวม 19 เดือนรวมเป็นเงินที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยแล้วจำนวน 1,140,802 บาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของราคาซื้อขายทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 60 จำนวน1,711,215 บาท โจทก์จะต้องชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งกำหนดการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโครงการเลควิวคอนโดมิเนียม โดยให้โจทก์ไปทำการรับโอนกรรมสิทธิ์พร้อมชำระราคาส่วนที่เหลือจำนวน 1,608,572 บาท โจทก์จึงเข้าทำการตรวจห้องชุดปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาในส่วนสาระสำคัญ โจทก์ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวได้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยแก้ไขให้เป็นไปตามสัญญาจำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 171,120 บาท และโจทก์ยังขาดประโยชน์จากการให้เช่าห้องชุดดังกล่าวเดือนละ 29,250 บาทโจทก์ขอคิดเพียง 12 เดือน รวมเป็นเงิน 351,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,662,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,140,802 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงเกี่ยวกับเนื้อที่ห้องชุดที่ซื้อขายโดยประมาณและระบุอย่างชัดแจ้งในสัญญา โจทก์ไม่อาจเลิกสัญญาเพราะเนื้อที่ขาดหรือเกินราคาอาจปรับเปลี่ยนไปตามส่วนของเนื้อที่ และยังไม่ถึงขนาดที่โจทก์จะต้องบอกปัดหรือปฏิเสธไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยไม่ใช่ผู้ผิดสัญญา จำเลยได้ดำเนินการภายใต้สัญญาทุกประการ หากโจทก์ประสงค์จะใช้พื้นที่ส่วนกลางก็สามารถใช้ส่วนที่เสร็จเรียบร้อยแล้วได้ เมื่อโจทก์ยังไม่จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เงินที่โจทก์ส่งชำระมาแล้วตกได้แก่จำเลยตามสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย โจทก์มิได้ฟ้องเรียกห้องชุด สิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จึงไม่เกิดขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,226,362.15 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,140,802 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กรกฎาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำมาสืบแล้วฟังว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่เป็นไปตามสัญญาไม่ว่าการที่จำเลยเปลี่ยนแปลงผนังห้องชุดพิพาทจากอิฐฉาบปูนไปเป็นผนังแผ่นยิปซัม หรือจำเลยก่อสร้างห้องน้ำสำหรับห้องนอนใหญ่เปลี่ยนไปจนล้ำเข้าไปในเนื้อที่ของห้องนอนใหญ่ถึงประมาณครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ห้องน้ำ รวมทั้งเนื้อที่ของห้องชุดพิพาทตามสัญญาจากทั้งหมดจำนวน117 ตารางเมตรเหลือเพียง 96 ตารางเมตร ขาดหายไป 21 ตารางเมตรคิดเป็นร้อยละ 17.95 ของเนื้อที่ตามสัญญา เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้โดยละเอียดว่า ล้วนแต่เป็นข้อสำคัญของสัญญาโดยเฉพาะในส่วนเนื้อที่ที่ขาดตกบกพร่องไปซึ่งเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ในสัญญาเป็นการขาดตกบกพร่องถึงขนาดซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญากับจำเลยอย่างแน่นอน โจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466ฎีกาของจำเลยที่ยกข้อโต้เถียงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นปัญหาที่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งที่ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยใช้แผ่นยิปซัมเป็นฉากเท่านั้น โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้ง ๆ ที่พยานได้เบิกความถึงข้อต่อสู้ดังกล่าวในชั้นพิจารณาแล้วเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าเมื่อเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยมีสาเหตุหลายประการ มิใช่มีเพียงสาเหตุที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นข้ออุทธรณ์ดังกล่าวแต่ประการเดียว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 466
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อุทัย จิตตโรภาส
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 219/2545
#65832
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือนคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาและได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิทัศน์ เพริศพรายวงศ์
จำเลย — นาย สง่า เมืองคำ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาวาอากาศโท ดำรง เมืองคำ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ไพศาล เจริญวุฒิ
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 214/2545
#65831
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว การลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้อื่นถือว่าเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อสังคม ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างอื่นที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย ดอเล๊าะ หะดีมอ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ตีเม๊าะ โต๊ะหะ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2545
#42092
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยชัดเจนให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันส่งมอบรถยนต์ในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนก็ให้ใช้ราคาแทนพร้อมกับค่าเสียหาย แม้ในตอนท้ายของคำพิพากษาจะมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสองจะต้องส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพเช่นไรแต่ก็พึงเข้าใจได้ว่าจะต้องส่งมอบในสภาพที่ใช้การได้ดีดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้น เพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องนั้นต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับ มิใช่เฉพาะแต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์หลังจากมีคำบังคับแล้วถึง 1 ปีเศษ ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าไม่มีทะเบียนทำให้ไม่ทราบว่าเป็นรถยนต์คันเดียวกับที่ศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์อย่างไม่ดูแลรักษา เพราะแม้กระทั่งทะเบียนรถก็ไม่มี ฉะนั้น การที่โจทก์ไม่ยอมรับรถยนต์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตรงตามคำพิพากษาเพราะไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีจึงมีเหตุผลและเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 192,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 192,000 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 5 เดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1

ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน2542 จำเลยที่ 1 แถลงขอส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพใช้การได้แก่โจทก์ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและได้นำค่าเสียหายตามคำพิพากษาไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดราชบุรีในวันที่ 13เดือนเดียวกัน วันที่ 28 กันยายน 2542 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าไม่สามารถรับรถยนต์พิพาทได้เพราะรถไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปวางทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้ชำระหนี้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่ากรณียังมีข้อโต้แย้ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องถอนการยึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ตามคำพิพากษาส่งคืนให้โจทก์โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรถยนต์ไว้แล้ว ส่วนค่าเสียหายอื่นจำเลยที่ 1 ชำระครบถ้วนแล้ว จึงให้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่รับมอบรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์อยู่ในสภาพไม่สามารถใช้การได้ หากโจทก์ยินยอมรับรถยนต์ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเห็นว่า ในคดีเดิมศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันส่งมอบรถยนต์ในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนก็ให้ใช้ราคาแทนพร้อมกับค่าเสียหายแม้ในตอนท้ายของคำพิพากษาที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์จะมิได้ระบุว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตาม แต่ก็พึงเป็นที่เข้าใจได้ว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้น เพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้อง จะต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับมิใช่แต่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ดังนั้น หากรถยนต์ไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาลำดับที่สองต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2540 และออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน ในวันที่ 5มกราคม 2541 จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่28 กรกฎาคม 2541 และมีการยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับตามคำพิพากษาวันที่ 30 กันยายน 2541 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงนำรถยนต์มาส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในวันที่ 7 กันยายน 2542 นับเป็นระยะเวลาปีเศษนับแต่ศาลมีคำบังคับจำเลยที่ 1 จึงเพิ่งนำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์ ในชั้นแรกเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจดูรถยนต์แล้วปรากฏว่าไม่มีหมายเลขทะเบียน จึงไม่ทราบว่าเป็นรถยนต์คันเดียวกับที่ศาลมีคำพิพากษาหรือไม่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์อย่างไม่ดูแลรักษาเพราะแม้กระทั่งทะเบียนรถก็ไม่มีดังนั้น การที่โจทก์ไม่ยอมรับรถยนต์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตรงตามคำพิพากษาเพราะรถยนต์คันดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดี จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผลและเป็นการกระทำโดยชอบที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งให้โจทก์รับมอบรถยนต์และถอนการยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 โดยมิได้ไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์มีสภาพเช่นไรจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์มีสภาพอย่างใด แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 273
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย นิรันดร์ เจียมสกุลธร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2545
#48226
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยไว้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันส่งมอบรถยนต์ในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนก็ให้ใช้ราคาแทน แม้ในตอนท้ายของคำพิพากษามิได้ระบุว่ารถยนต์จะต้องอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตามแต่ก็พึงเป็นที่เข้าใจว่าจะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังที่ได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้นเพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้อง จะต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับ ดังนั้น เมื่อรถยนต์ไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติชำระหนี้ตามคำพิพากษาลำดับที่สองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดผลประโยชน์ 192,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 192,000 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 5 เดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 47712, 47714, 47716,47718 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542 จำเลยที่ 1 แถลงขอส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพใช้การได้แก่โจทก์ พร้อมชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและนำค่าเสียหายตามคำพิพากษาไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดราชบุรีในวันที่ 13 เดือนเดียวกัน วันที่ 28 กันยายน 2542 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าไม่สามารถรับรถยนต์พิพาทได้เพราะรถไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปวางทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้ชำระหนี้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่ากรณียังมีข้อโต้แย้ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องการถอนการยึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ตามคำพิพากษาส่งคืนให้โจทก์โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรถยนต์ไว้แล้ว ส่วนค่าเสียหายอื่นจำเลยที่ 1 ชำระครบถ้วนแล้ว จึงให้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่รับมอบรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์อยู่ในสภาพไม่สามารถใช้การได้ หากโจทก์ยินยอมรับรถยนต์ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีเดิมศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันส่งมอบรถยนต์ในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนก็ให้ใช้ราคาแทนพร้อมกับค่าเสียหาย แม้ในตอนท้ายของคำพิพากษาที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์จะมิได้ระบุว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตาม แต่ก็พึงเป็นที่เข้าใจว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้น เพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้อง จะต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับ มิใช่แต่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ดังนั้นหากรถยนต์ไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติชำระหนี้ตามคำพิพากษาลำดับที่สองต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2540 และออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน ในวันที่ 5 มกราคม 2541 จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 และมีการยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับตามคำพิพากษาวันที่ 30 กันยายน 2541 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงนำรถยนต์มาส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในวันที่ 7 กันยายน 2542 นับเป็นระยะเวลาปีเศษนับแต่ศาลมีคำบังคับจำเลยที่ 1 จึงเพิ่งนำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์ ในชั้นแรกเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจดูรถยนต์แล้วปรากฏว่าไม่มีหมายเลขทะเบียน จึงไม่ทราบว่าเป็นรถยนต์คันเดียวกับที่ศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์อย่างไม่ดูแลรักษาเพราะแม้กระทั่งทะเบียนรถก็ไม่มีดังนั้น การที่โจทก์ไม่ยอมรับรถยนต์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตรงตามคำพิพากษาเพราะรถยนต์ดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดี จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผลและเป็นการกระทำโดยชอบ ที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งให้โจทก์รับมอบรถยนต์และถอนการยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 โดยมิได้ไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่ารถยนต์จำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์มีสภาพเช่นไรจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์มีสภาพอย่างไร แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย นิรันดร์ เจียมสกุลธร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2545
#98407
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้อง จะต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับมิใช่แต่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันส่งมอบ รถยนต์ในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์หากไม่ส่งมอบคืนก็ให้ใช้ราคาแทนพร้อมกับค่าเสียหาย แม้ในตอนท้ายของ คำพิพากษาจะมิได้ระบุว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตาม แต่ก็พึงเป็นที่เข้าใจได้ว่ารถยนต์จะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้ในตอนต้น หากรถยนต์ไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ก็เท่ากับจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ตาม คำพิพากษาลำดับที่สองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ๑๙๒,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๕ เดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑

ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลว่า เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ แถลงขอส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพใช้การได้แก่โจทก์ พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและได้นำค่าเสียหายตามคำพิพากษาไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดราชบุรีในวันที่ ๑๓ เดือนเดียวกัน วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๒ โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าไม่สามารถรับรถยนต์พิพาทได้เพราะรถไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ ต่อมาวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยที่ ๑ นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปวางทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้ชำระหนี้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่ากรณียังมีข้อโต้แย้ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องถอนการยึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ นำรถยนต์ตามคำพิพากษาส่งคืนให้โจทก์โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรถยนต์ไว้แล้ว ส่วนค่าเสียหายอื่นจำเลยที่ ๑ ชำระครบถ้วนแล้ว จึงให้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่รับมอบรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบแก่โจทก์อยู่ในสภาพไม่สามารถใช้การได้ หากโจทก์ยินยอมรับรถยนต์ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีเดิมศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันส่งมอบรถยนต์ในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบคืนก็ให้ใช้ราคาแทนพร้อมกับค่าเสียหาย แม้ในตอนท้ายของคำพิพากษาที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์จะมิได้ระบุว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตาม แต่ก็พึงเป็นที่เข้าใจได้ว่ารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบ แก่โจทก์จะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้น เพราะการพิจารณาถึงความหมายของคำพิพากษาเพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้อง จะต้องพิจารณาจากคำพิพากษาทั้งฉบับมิใช่แต่เฉพาะส่วนใด ส่วนหนึ่ง ดังนั้น หากรถยนต์ไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ก็เท่ากับจำเลยที่ ๑ มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับรถยนต์และ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาลำดับที่สองต่อไปได้ ทั้งคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๐ และออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน ๓๐ วัน ในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และมีการยึดทรัพย์จำเลยที่ ๑ เพื่อบังคับตามคำพิพากษาวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๑ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ จึงนำรถยนต์มาส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๒ นับเป็นระยะเวลาปีเศษนับแต่ศาลมีคำบังคับจำเลยที่ ๑ จึงเพิ่งนำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์ ในชั้นแรกเมื่อ เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจดูรถยนต์แล้วปรากฏว่าไม่มีหมายเลขทะเบียน จึงไม่ทราบว่าเป็นรถยนต์คันเดียวกับที่ศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ใช้รถยนต์อย่างไม่ดูแลรักษาเพราะแม้กระทั่งทะเบียนรถก็ไม่มี ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ยอมรับรถยนต์โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตรงตามคำพิพากษาเพราะรถยนต์คัน ดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดี จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผลและเป็นการกระทำโดยชอบ ที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งให้โจทก์รับมอบรถยนต์และถอนการยึดทรัพย์จำเลยที่ ๑ โดยมิได้ไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบ แก่โจทก์มีสภาพเช่นไรจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์มีสภาพอย่างใด แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิรันดร์ เจียมสกุลธร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายยุคนธร พาณิชย์ปฐมพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 209/2545
#42743
เปิดฉบับเต็ม

บนถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง มีรถยนต์กระบะของจำเลยแล่นมาเพียงคันเดียว แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานเห็นตอนที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกชนก็ตาม แต่ภิกษุ จ. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์สวนกับรถยนต์กระบะสีน้ำเงินที่ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็เห็นแทบจะในทันทีทันใดทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ และห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตรส่วน ท. ซึ่งรู้จักจำเลยมานานเพราะเป็นเพื่อนบ้านกันก็เห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเป็นประจำ นอกจากนี้เมื่อนำรถจักรยานยนต์ของผู้ตายและรถยนต์กระบะของจำเลยมาเปรียบเทียบร่องรอยที่เกิดขึ้นแล้วสามารถเข้ากันได้ และจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญตามหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์พบว่า เศษสีฟ้าที่ปลายคันเบรกรถจักรยานยนต์และที่คอปกเสื้อที่หน้าอกของผู้ตายมีลักษณะและคุณสมบัติน่าเชื่อว่าเป็นสีฟ้าชนิดเดียวกับสีฟ้าของรถยนต์จำเลย แม้จะไม่สามารถบอกยี่ห้อสีได้ก็มิใช่ข้อพิรุธ แต่การที่จำเลยอ้างว่านำรถไปซ่อมปะผุแล้วซื้อสีมาพ่นเองกลับเป็นพิรุธ เพราะรถมีรอยซ่อมข้างขวาเพียงด้านเดียวเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291

เหตุบรรเทาโทษเพราะรับสารภาพนั้นจะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตรวจสอบพบการกระทำผิดจากรถยนต์ของจำเลยที่ยึดมาแล้วจึงได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม แม้จำเลยไม่ให้การรับสารภาพก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย จึงเป็นการจำนนต่อหลักฐานไม่สมควรลดโทษให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนน.-0208 สระบุรี ไปตามถนนสายบ้านดอน - วิหารแดง จากอำเภอวิหารแดงมุ่งหน้าไปวัดบ้านดอนด้วยความเร็วสูงโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นและขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนมา ชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายพิชิตสุขประเสริฐ ขับแล่นในทางเดินรถที่สวนทางมาเป็นเหตุให้นายพิชิตถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรทั้งไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้นายพิชิตถึงแก่ความตาย จำเลยนำรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นให้ครบถ้วนถูกต้องมาใช้บนถนนหลวงนอกจากนั้นจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนน - 0208 สระบุรี ได้ใช้และมีไว้เพื่อใช้ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว แต่จำเลยไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยการประกันกับบริษัท เหตุเกิดที่ตำบลหนองสรวง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรีต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2539 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6, 59 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7, 37

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเพิ่ม สุขประเสริฐ บิดาของนายพิชิตสุขประเสริฐ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)(8), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 ปี กับมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 78 (ที่ถูก 78 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่งจำคุก 2 เดือน ความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 4,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 37 ปรับ 10,000 บาทเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี 2 เดือนและปรับ 14,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีผู้ขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สระบุรี ช - 8474 ที่นายพิชิตสุขประเสริฐ ผู้ตายขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ผู้ตายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานคือพระภิกษุจิตหรือหลอด พิมพ์จินดา เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากโรงงานเพื่อกลับบ้านไปตามถนนสายบ้านดอน เมื่อขับขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟถึงกึ่งกลางสะพาน มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นแซงไป ต่อมามีรถยนต์กระบะสีน้ำเงินมีคนนั่งที่กระบะท้าย 2 ถึง 3 คน แล่นสวนทางขึ้นมาด้วยความเร็ว หลังจากนั้นมีเสียงดัง "โป๊ะ" จึงหันไปดูเห็นรถจักรยานยนต์ที่แล่นตามมาถูกชน ผู้ตายล้มอยู่ทางด้านซ้ายมือ ส่วนรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ข้างสะพานด้านขวามือ ส่วนรถยนต์กระบะสีน้ำเงินที่ชนรถจักรยานยนต์แล่นเลยไป มีคนงานที่ขับรถตามมาหยุดช่วยเหลือผู้ตายนางทองเพียร วัฒนารัตยากูล เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ17 นาฬิกา ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปเก็บผักที่นา ซึ่งอยู่ริมถนนห่างจากสะพานข้ามทางรถไฟประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะที่ยืนอยู่บนไหล่ถนนฝั่งตรงข้ามเห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะสีฟ้าผ่านไปด้วยความเร็วผิดปกติจากทางสะพานข้ามทางรถไฟมุ่งหน้าไปทางวัดบ้านดอนโดยมีผู้โดยสารอยู่บนรถ 2 ถึง 3 คน เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานเห็นตอนที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกชนก็ตามแต่พระภิกษุจิตหรือหลอด พิมพ์จินดา ซึ่งขับรถจักรยานยนต์สวนกับรถยนต์กระบะสีน้ำเงินที่มีผู้นั่งที่กระบะท้าย 2 ถึง 3 คน ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย พระภิกษุจิตก็เห็นแทบจะในทันทีทันใดทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุและห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร นางทองเพียรก็เห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะโดยมีผู้นั่งโดยสาร 2 ถึง 3 คน ซึ่งเมื่อตอบคำถามค้านของทนายจำเลย นางทองเพียรก็เบิกความว่าคนที่มากับรถยนต์กระบะนั่งอยู่ส่วนท้ายซึ่งเห็นได้ว่าในเวลาใกล้เคียงกัน บนถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง มีรถยนต์กระบะของจำเลยที่แล่นมาเพียงคันเดียวนางทองเพียรรู้จักจำเลยมานานเป็นเพื่อนบ้านอยู่ไม่ไกลกันนักทั้งเห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวอยู่เป็นประจำ ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะผ่านไปห่างเพียง 3 เมตร โดยที่จำเลยมิได้ปิดกระจกรถด้านข้างจึงย่อมเห็นได้ถนัดแม้จะเห็นเพียงขณะเดียว แต่ขณะนั้นยังไม่มืดจึงย่อมจะแลเห็นได้ว่าใครเป็นคนขับรถของจำเลย พยานปากนี้แม้จะเป็นญาติกับมารดาผู้ตาย แต่ก็มิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน นางทองเพียรมิได้เห็นเหตุการณ์ตอนที่รถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์จึงไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟังในตอนแรกไม่เป็นข้อพิรุธ แต่นางทองเพียรก็เล่าให้ชาวบ้านฟัง จนกระทั่งร้อยตำรวจเอกราษฎร์ ฟักอุดม พนักงานสอบสวนทราบว่านางทองเพียรเห็นรถยนต์กระบะที่จำเลยขับไป จึงได้สอบคำให้การนางทองเพียรไว้ตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งก็ตรงกับที่นางทองเพียรมาเบิกความต่อศาลคำให้การของนางทองเพียรจึงมิได้มีพิรุธแต่อย่างใด แม้สีรถที่นางทองเพียรเบิกความว่าเป็นสีฟ้า แต่พระภิกษุจิตเบิกความว่าเป็นสีน้ำเงินก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญเพราะแม้แต่ร้อยตำรวจเอกราษฎร์พนักงานสอบสวนก็ยังเบิกความว่ารถยนต์กระบะของจำเลยสีน้ำเงิน ข้อแตกต่างเรื่องสีของรถยนต์จึงเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยเพราะการมองเห็นสีของรถในชั่วระยะเวลาเพียงสั้น ๆ อาจทำให้จำเลยเรียกสีของรถสับสนไปบ้างก็อาจเป็นได้ และที่นางทองเพียรเบิกความถึงรถยนต์ตามภาพถ่ายหมาย ล.1 คล้ายกับรถยนต์ของจำเลย ส่วนตามภาพถ่ายหมายล.2 ไม่เหมือนนั้นยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่าพยานเห็นและจำรถของจำเลยได้ไม่ผิดคัน นอกจากนี้พันตำรวจตรีเกษม รัตนาวิทย์ซึ่งได้ตรวจวัตถุของกลางคือรถจักรยานยนต์ รถยนต์กระบะ และเสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่ผู้ตายสวมใส่ขณะเกิดเหตุก็เบิกความยืนยันว่าจากการตรวจรถจักรยานยนต์เสียหายด้านหน้าแฮนด์รถข้างขวาตรงปลายคันเบรกมือมีคราบสีฟ้าติดอยู่ สำหรับรถยนต์กระบะมีการทำสีใหม่ที่กระบะข้างขวาสูงจากพื้นประมาณ 80 เซนติเมตรถึง 1 เมตร และตรงบริเวณที่ทำสีใหม่มีรอยขูดยาวตั้งแต่ประตูข้างขวาถึงกระบะ ส่วนเสื้อเชิ้ตพบว่ามีสีฟ้าติดที่คอปกเสื้อด้านหน้าและหน้าอกข้างขวา เมื่อนำรถจักรยานยนต์และรถยนต์กระบะมาเปรียบเทียบร่องรอยที่เกิดขึ้นแล้วเห็นว่า เข้ากันได้ และมีความเห็นว่ารถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันโดยด้านขวาของแต่ละคันเฉี่ยวชนกันทั้งสีฟ้าที่ปลายคันเบรกรถจักรยานยนต์ และสีฟ้าที่คอปกเสื้อที่หน้าอกก็เป็นสีเดียวกับสีของรถยนต์กระบะตามรายงานการตรวจพิสูจน์และภาพถ่ายเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2(ศาลจังหวัดนครปฐม) ร้อยตำรวจโทหญิงประพร เติมเกาะซึ่งตรวจพิสูจน์เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทา มีสีฟ้าติดอยู่ของผู้ตาย 1 ตัวชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์สีฟ้าซึ่งเป็นฝาปิดถังน้ำมันรถยนต์จำเลยและเศษสีฟ้าที่เก็บมาจากรถยนต์กระบะของจำเลยก็เบิกความว่าผลการตรวจพบว่าสีฟ้าที่ติดอยู่ที่เสื้อผู้ตายมีลักษณะและคุณสมบัติน่าเชื่อว่าเป็นสีฟ้าชนิดเดียวกับเศษสีฟ้าของรถยนต์จำเลย ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.1(ศาลอาญากรุงเทพใต้) การตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเป็นไปตามหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพยานทั้งสองสำเร็จการศึกษาและมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะร้อยตำรวจโทหญิงประพรเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า การตรวจพิสูจน์ใช้น้ำยาเคมีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงโดยไม่จำต้องสกัดสีออกจากตัวเสื้อ คุณสมบัติของสีเป็นชนิดเดียวกันการที่ไม่สามารถบอกยี่ห้อสีได้นั้นมิใช่ข้อพิรุธ การที่สีที่ติดเสื้อของกลางมีสีแดงติดอยู่ด้วยเหมือนสีที่ติดฝาปิดถังน้ำมันและเศษสีฟ้าที่เก็บจากรถยนต์อันเป็นสีรองพื้นนั้น ร้อยตำรวจโทหญิงประพรก็เบิกความตอบคำถามติงว่าในรายงานเอกสารหมาย ป.จ.1 ไม่ระบุสีแดง เนื่องจากผู้ส่งของกลางมาตรวจพิสูจน์ไม่ได้ระบุให้ตรวจ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องส่งรถยนต์ของกลางไปตรวจพิสูจน์อีกว่าสีรองพื้นสีแดงนั้นมาจากรถยนต์ของจำเลยก็พอชี้ชัดอยู่แล้วว่ารถยนต์ของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ที่จำเลยอ้างว่ารถยนต์สีฟ้าแถวนั้นมีหลายคันเช่นตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และ ล.2 จำเลยก็ไม่นำสืบว่าเป็นของใคร นอกจากนี้จำเลยอ้างว่านำรถไปซ่อมปะผุแล้ว ซื้อสีมาพ่นเองก็เป็นพิรุธเพราะรถมีรอยซ่อมข้างขวาเพียงด้านเดียวโดยพันตำรวจตรีเกษมผู้ตรวจพิสูจน์ยืนยันว่ามีการทำสีใหม่บริเวณกระบะด้านขวาจึงนับว่าเป็นพิรุธของจำเลย ส่วนที่ว่ารถยนต์ของจำเลยชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายบริเวณใดนั้น จากร่องรอยหลักฐานพบรอยห้ามล้อรถยนต์กับรอยครูดบนถนนตามแผนที่และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เชื่อได้ว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในทางเดินรถของรถจักรยานยนต์ห่างจากขอบถนนประมาณ 2 เมตร พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมโดยเฉพาะเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดจึงมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคง ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในข้อหาความผิดฐานใช้รถยนต์โดยไม่ได้จดทะเบียนและใช้รถโดยไม่จัดให้มีการประกันภัยสำหรับผู้ประสบภัยจากรถนั้น แม้จำเลยให้การปฏิเสธแต่จำเลยก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ทั้งชั้นพิจารณาจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น สมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2จะลดโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า เหตุบรรเทาโทษเพราะรับสารภาพนั้นจะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณากรณีดังกล่าวเจ้าพนักงานตรวจสอบพบการกระทำผิดจากรถยนต์ของจำเลยที่ยึดมาแล้ว จึงได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม แม้จำเลยไม่ให้การรับสารภาพก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย จึงเป็นการจำนนต่อหลักฐาน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ลดโทษให้จำเลยจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย เพิ่ม สุขประเสริฐ
จำเลย — นาย สุเทพ เบ้าศรี
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 209/2545
#65830
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิตและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 2 แม้ศาลอุทธรณ์จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2ก็ตาม พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเช่นนี้ หากให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จำเลยที่ 2อาจจะหลบหนีและเกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรม จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วรวิทย์ ยศโสทร กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมมาตร โควงศ์ ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2545
#44094
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ฉ. เอารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุแล้วไม่นำมาคืนภายในเวลาที่เคยยืมไปใช้ จำเลยที่ 1 ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย การกระทำของ ฉ. อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งความดำเนินคดีแก่ ฉ. โดยไม่ชักช้า แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิ่งแจ้งความหลังจากที่ ฉ. เอารถยนต์ไปใช้แล้วนานถึง 6 เดือน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียหายแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า จำเลยที่ 3 จึงอ้างเป็นเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ผู้รับประโยชน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นางทัศนีย์ เกิดพุ่ม เช่าซื้อรถยนต์นิสสันหมายเลขทะเบียนผ-3745 (ที่ถูก 5745) ราชบุรี ไปจากโจทก์ ต่อมานางทัศนีย์โอนสิทธิการเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อแทนในราคา 283,489.15 บาท โดยจำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อยอมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวงเงินประกันภัย 260,000 บาท โดยกรมธรรม์ประกันภัยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 326,012.51 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 283,489.15 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 299,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากเงื่อนไขในสัญญาประกันภัย กรณีรถยนต์สูญหาย จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบโดยไม่ชักช้าและต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามกฎหมายทันที แต่จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบและแจ้งความร้องทุกข์เป็นระยะเวลาที่ล่าช้าทำให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยที่ 3 นอกจากนี้ภริยาของจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้จนเกิดความเสียหาย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากความเสียหายเกิดจากบุคคลในครอบครัวของผู้เอาประกันภัย โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 260,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2540)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 3ต่อโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นิสสัน หมายเลขทะเบียน ผ-5745 ราชบุรี ไปจากโจทก์ในราคา 283,489.15 บาทตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน 40 งวด งวดละ 7,087.22 บาทเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 สิงหาคม 2538 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แก่จำเลยที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 14 ตุลาคม 2538 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.7 ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2538 รถยนต์ที่เช่าซื้อพ้นไปจากความครอบครองของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 3จะอ้างเหตุไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.6 หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสาร ซึ่งผู้รับประกันภัยได้ทำขึ้นภายหลังที่ได้มีสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วรรคสอง บัญญัติว่าให้ผู้รับประกันภัยส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยหนึ่งฉบับ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าเงื่อนไขต่าง ๆในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 3 จึงอ้างเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 หัวข้อสัญญาหมวดที่ 3 : การคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญหายต่อรถยนต์ ข้อ 3.5.4 ในกรณีที่รถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิด...หัวข้อสัญญาหมวดที่ 1 : เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 1.6 การแจ้งความ : เมื่อมีการกระทำความผิดในทางอาญาโดยบุคคลใด ซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์นี้ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า และข้อ 1.9เงื่อนไขบังคับก่อน : บริษัทอาจจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์นี้เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาประกันภัยและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อพ้นไปจากความครอบครองของจำเลยที่ 1ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสาไห้ ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2538 เอกสารหมาย จ.12 ว่า "...ผู้แจ้งได้รับโทรศัพท์จากนางเฉลา เยาวรัตน์ แจ้งให้ทราบว่าได้มานำเอารถยนต์ปิกอัพคันดังกล่าวของผู้แจ้งไปเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. และบอกยืมเอาไปใช้ค้าขายเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นผู้แจ้งจึงสำรวจพบว่ารถคันดังกล่าวของผู้แจ้งได้หายไปจากบริเวณที่จอดจริงและเชื่อว่านางเฉลาเป็นผู้นำรถคันดังกล่าวไปเนื่องจากเคยนำรถคันดังกล่าวไปใช้สอย ผู้แจ้งเกรงว่านางเฉลาจะนำรถคันดังกล่าวไปกระทำการในทางที่เสียหาย ผู้แจ้งซึ่งไม่รู้เห็นในการที่นางเฉลามานำเอารถไปจะได้รับความเดือดร้อน จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน" ขณะจำเลยที่ 1แจ้งความดังกล่าวยังไม่มีการกระทำความผิดในทางอาญาซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะนางเฉลาแจ้งต่อจำเลยที่ 1ว่ายืมรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ และก่อนหน้านี้นางเฉลาก็เคยยืมไปใช้มาก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 เพียงแต่แจ้งความเป็นหลักฐานว่าจะไม่รับผิดชอบในการที่นางเฉลาอาจนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปกระทำการในทางที่เสียหายเท่านั้นจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538 ก่อนที่นางเฉลามาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุเพียง 1 เดือน ที่นางเฉลาเคยยืมรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ก่อนครั้งเกิดเหตุ แสดงว่าเป็นการยืมไปใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 1 เดือน การที่นางเฉลาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุแล้วไม่นำมาคืนภายในระยะเวลาที่เคยยืมไปใช้จำเลยที่ 1 ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย การกระทำของนางเฉลาอาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ สมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางเฉลาโดยไม่ชักช้า การที่จำเลยที่ 1 เพิ่งแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 9มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.13 ให้ดำเนินคดีแก่นางเฉลาในความผิดฐานลักทรัพย์ หลังจากที่นางเฉลาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุนานถึง 6 เดือน อาจเกิดผลเสียหายแก่จำเลยที่ 3 ได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 1.6 ที่ให้ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า ซึ่งจำเลยที่ 3อ้างเป็นเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 1.9ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อที่เหลือเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 879
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วันชัย เปรมสนธิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2545
#45650
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารซึ่งผู้รับประกันภัยได้ทำขึ้นภายหลังที่ได้มีสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วรรคสองบัญญัติให้ผู้รับประกันภัยส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยหนึ่งฉบับ ดังนั้น การที่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยฟ้องผู้รับประกันภัยให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย ผู้รับประกันภัยจึงอ้างเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้

ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีเงื่อนไขว่าเมื่อมีการกระทำความผิดในทางอาญาโดยบุคคลใดซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า และผู้รับประกันภัยอาจจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาประกันภัยและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ การที่มีผู้ยืมเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้วไม่นำมาคืนภายในระยะเวลาที่เคยยืมไปใช้ ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย การกระทำของผู้เอารถยนต์ที่เช่าซื้อไป อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สมควรที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งความให้ดำเนินคดีโดยไม่ชักช้า การที่ผู้เอาประกันภัยเพิ่งแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้เอารถยนต์ที่เช่าซื้อในความผิดฐานลักทรัพย์หลังจากเกิดเหตุนานถึง6 เดือน อาจเกิดผลเสียหายแก่ผู้รับประกันภัยได้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับประกันภัยจึงยกขึ้นอ้างเป็นเหตุไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 326,012.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน283,489.15 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 299,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากเงื่อนไขในสัญญาประกันภัย กรณีรถยนต์สูญหายจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้จำเลยที่ 3ทราบโดยไม่ชักช้าและต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามกฎหมายทันทีแต่จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบล่าช้าทำให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 260,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 3 ต่อโจทก์เป็นเงิน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระค่าทนายความ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน9,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาทแทนโจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นิสสัน หมายเลขทะเบียน ผ-5745 ราชบุรี ไปจากโจทก์ในราคา 283,489.15 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน 40 งวด งวดละ 7,087.22 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 สิงหาคม2538 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แก่จำเลยที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 14 ตุลาคม 2538ตกลงให้โจทก์เป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2538 รถยนต์ที่เช่าซื้อพ้นไปจากความครอบครองของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 3 จะอ้างเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.6 หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารซึ่งผู้รับประกันภัยได้ทำขึ้นภายหลังที่ได้มีสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 867 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้รับประกันภัยส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยหนึ่งฉบับ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าเงื่อนไขต่าง ๆในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 3 จึงอ้างเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 หัวข้อสัญญาหมวดที่ 3 การคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญหายต่อรถยนต์ ข้อ 3.5.4 ในกรณีที่รถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิด... หัวข้อสัญญาหมวดที่ 1 : เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 1.6 การแจ้งความ : เมื่อมีการกระทำความผิดในทางอาญาโดยบุคคลใด ซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์นี้ ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า และข้อ 1.9 เงื่อนไขบังคับก่อนบริษัทอาจจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาประกันภัย และเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อพ้นไปจากความครอบครองของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสาไห้ ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2538 เอกสารหมาย จ.12 ว่า "...ผู้แจ้งได้รับโทรศัพท์จากนางเฉลา เยาวรัตน์ แจ้งให้ทราบว่าได้มานำเอารถยนต์ปิกอัพคันดังกล่าวของผู้แจ้งไปเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. และบอกยืมเอาไปใช้ค้าขายเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นผู้แจ้งจึงสำรวจพบว่ารถคันดังกล่าวของผู้แจ้งได้หายไปจากบริเวณที่จอดจริง และเชื่อว่านางเฉลาเป็นผู้นำรถคันดังกล่าวไปเนื่องจากเคยนำรถคันดังกล่าวไปใช้สอย ผู้แจ้งเกรงว่านางเฉลาจะนำรถคันดังกล่าวไปกระทำการในทางที่เสียหาย ผู้แจ้งซึ่งไม่รู้เห็นในการที่นางเฉลามานำเอารถไปจะได้รับความเดือดร้อน จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน" ขณะจำเลยที่ 1 แจ้งความดังกล่าวยังไม่มีการกระทำความผิดในทางอาญาซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะนางเฉลาแจ้งต่อจำเลยที่ 1 ว่ายืมรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ และก่อนหน้านี้นางเฉลาก็เคยยืมไปใช้มาก่อนแล้วจำเลยที่ 1 เพียงแต่แจ้งความเป็นหลักฐานว่าจะไม่รับผิดชอบในการที่นางเฉลาอาจนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปกระทำการในทางที่เสียหายเท่านั้น จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538 ก่อนที่นางเฉลามาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุเพียง 1 เดือน ที่นางเฉลาเคยยืมรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ก่อนครั้งเกิดเหตุ แสดงว่าเป็นการยืมไปใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 1 เดือน การที่นางเฉลาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุแล้วไม่นำมาคืนภายในระยะเวลาที่เคยยืมไปใช้ จำเลยที่ 1 ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย การกระทำของนางเฉลาอาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ สมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางเฉลาโดยไม่ชักช้าการที่จำเลยที่ 1 เพิ่งแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 9 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.13 ให้ดำเนินคดีแก่นางเฉลาในความผิดฐานลักทรัพย์ หลังจากที่นางเฉลาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุนานถึง 6 เดือน อาจเกิดผลเสียหายแก่จำเลยที่ 3 ได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.6 ที่ให้ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า ซึ่งจำเลยที่ 3 อ้างเป็นเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.9 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อที่เหลือเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 867 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วันชัย เปรมสนธิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2545
#98534
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารซึ่งผู้รับประกันภัยได้ทำขึ้นภายหลังที่ได้มีสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว และ ป.พ.พ.มาตรา 867 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยหนึ่งฉบับ ดังนั้น การที่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยฟ้องผู้รับประกันภัยให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าเงื่อนไขต่างๆ ในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย ผู้รับประกันภัยจึงอ้างเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้

ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีเงื่อนไขว่าเมื่อมีการกระทำความผิดในทางอาญาโดยบุคคลใด ซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ ผู้เอาประกันต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า และผู้รับประกันภัยอาจจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาประกันภัยและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ การที่มีผู้ยืมเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้วไม่เอามาคืนภายในระยะเวลาที่เคยยืมไปใช้ ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย การกระทำของผู้เอารถยนต์ที่เช่าซื้อไป อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ สมควรที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งความให้ดำเนินคดีโดยไม่ชักช้า การที่ผู้เอาประกันภัยเพิ่งแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้เอารถยนต์ที่เช่าซื้อในความผิดฐานลักทรัพย์หลังจากเกิดเหตุนานถึง 6 เดือน อาจเกิดผลเสียหายแก่ผู้รับประกันภัยได้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับประกันภัยจึงยกขึ้นอ้างเป็นเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๓๒๖,๐๑๒.๕๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี่ ของต้นเงิน ๒๘๓,๔๘๙.๑๕ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๓ ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๙๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี่ ของต้นเงิน ๒๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๓ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากเงื่อนไขในสัญญาประกันภัย กรณีรถยนต์สูญหายจำเลยที่ ๑ ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้จำเลยที่ ๓ ทราบโดยไม่ชักช้าและต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามกฎหมายทันที แต่จำเลยที่ ๑ แจ้งให้จำเลยที่ ๓ ทราบล่าช้าทำให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงินจำนวน ๒๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ ๓ ต่อโจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๓ กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๙,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๖,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นิสสัน หมายเลขทะเบียน ผ - ๕๗๔๕ ราชบุรี ไปจากโจทก์ในราคา ๒๘๓,๔๘๙.๑๕ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน ๔๐ งวด งวดละ ๗,๐๘๗.๒๒ บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๘ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แก่จำเลยที่ ๓ สิ้นสุดวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๘ รถยนต์ที่เช่าซื้อพ้นไปจากความครอบครองของจำเลยที่ ๑

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ในข้อแรกว่า จำเลยที่ ๓ จะอ้างเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๑.๖ หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารซึ่งผู้รับประกันภัยได้ทำขึ้นภายหลังที่ได้มีสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๗ วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้รับประกันภัยส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยหนึ่งฉบับ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยฟ้องจำเลยที่ ๓ ผู้รับประกันภัยให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๗ โดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าเงื่อนไขต่างๆ ในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย จำเลยที่ ๓ จึงอ้างเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๗ หัวข้อสัญญาหมวดที่ ๓ : การคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญหายต่อรถยนต์ ข้อ ๓.๕.๔ ในกรณีที่รถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิด... หัวข้อสัญญาหมวดที่ ๑ : เงื่อนไขทั่วไป ข้อ ๑.๖ การแจ้งความ : เมื่อมีการกระทำผิดในทางอาญาโดยบุคคลใด ซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์นี้ ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า และข้อ ๑.๙ เงื่อนไขบังคับก่อน : บริษัทอาจจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาประกันภัย และเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อพ้นไปจากความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสาไห้ ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เอกสารหมาย จ.๑๒ ว่า " ... ผู้แจ้งได้รับโทรศัพท์จากนางเฉลา เยาวรัตน์ แจ้งให้ทราบว่าได้มานำเอารถยนต์ปิกอัพคันดังกล่าวของผู้แจ้งไปเมื่อเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. และบอกยืมเอาไปใช้ค้าขายเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นผู้แจ้งจึงสำรวจพบว่ารถคันดังกล่าวของผู้แจ้งได้หายไปจากบริเวณที่จอดจริง และเชื่อว่านางเฉลาเป็นผู้นำรถคันดังกล่าวไปเนื่องจากเคยนำรถคันดังกล่าวไปใช้สอย ผู้แจ้งเกรงว่านางเฉลาจะนำรถคันดังกล่าวไปกระทำการในทางที่เสียหาย ผู้แจ้งซึ่งไม่รู้เห็นในการที่นางเฉลามานำเอารถไปจะได้รับความเดือดร้อน จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน" ขณะที่จำเลยที่ ๑ แจ้งความดังกล่าวยังไม่มีการกระทำความผิดในทางอาญาซึ่งทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะนางเฉลาแจ้งต่อจำเลยที่ ๑ ว่ายืมรถยนต์ที่เช่าซึ้อไปใช้ และก่อนหน้านี้นางเฉลาก็เคยยืมไปใช้มาก่อนแล้ว จำเลยที่ ๑ เพียงแต่แจ้งความเป็นหลักฐานว่าจะไม่รับผิดชอบในการที่นางเฉลาอาจนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปกระทำการในทางที่เสียหายเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๘ ก่อนที่นางเฉลามาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งที่เกิดเหตุเพียง ๑ เดือน ที่นางเฉลาเคยยืมรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ก่อนครั้งเกิดเหตุ แสดงว่าเป็นการยืมไปใช้ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน ๑ เดือน การที่นางเฉลาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุแล้วไม่นำมาคืนภายในระยะเวลาที่เคยยืมไปใช้ จำเลยที่ ๑ ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย การกระทำของนางเฉลาอาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ สมควรที่จำเลยที่ ๑ จะต้องแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางเฉลาโดยไม่ชักช้า การที่จำเลยที่ ๑ เพิ่งแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๙ เอกสารหมาย จ.๑๓ ให้ดำเนินคดีแก่นางเฉลาในความผิดฐานลักทรัพย์ หลังจากที่นางเฉลาเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปในครั้งเกิดเหตุนานถึง ๖ เดือน อาจเกิดผลเสียหายแก่จำเลยที่ ๓ ได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๑.๖ ที่ให้ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า ซึ่งจำเลยที่ ๓ อ้างเป็นเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๑.๙ ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๓ ในข้อที่เหลือ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๓ ทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 867 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด
กับพวก — นายวันชัย เปรมสนธิ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 203/2545
#65829
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาดังกล่าวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงสั่งฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา

จำเลยเห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดครั้งแรก จำเลยได้สำนึกในการกระทำความผิดจึงบรรเทาผลร้ายแห่งคดีโดยได้คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและได้ไปทำการขอถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ดังนั้น เพื่อให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โปรดมีคำสั่งแก้คำสั่งของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเป็นอนุญาตให้จำเลยฎีกาด้วย

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 มาตรา 68,105 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมจำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมดังกล่าวเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธินั่นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานกระทำการเป็นตัวแทนประกันชีวิตโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาดังกล่าวมีคำสั่งไม่อนุญาตศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 68,67)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เมื่อผู้พิพากษาผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาย่อมเป็นดุลพินิจอันเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้น ศาลฎีกาไม่อาจก้าวล่วงไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งนั้นได้ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาย ธวัชชัย นัดสันเทียะ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ธวัชชัย นัดสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2545
#42091
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำไปก่อนแล้ว สิ่งปลูกสร้างที่เหลือจึงไม่ใช่บริเวณที่เจ้าท่าผู้ร้องต้องการให้ผู้คัดค้านรื้อถอนออกไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขับไล่ผู้คัดค้านนั้นเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช2456 เมื่อประมาณก่อนเดือนเมษายน 2534 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดผู้คัดค้านได้ปลูกสร้างแพเพื่อประกอบกิจการขายอาหารชื่อแพอาหารบัวริมแคว โดยปักเสาสร้างเป็นโรงเรือนมีหลังคาคลุมขนาดเนื้อที่ประมาณ 290 ตารางเมตร ต่อมาประสบอุทกภัยธรรมชาติกระแสน้ำพัดพาพังทลายไปบางส่วน เหลือเนื้อที่ประมาณ 266.80ตารางเมตร ล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำของแม่น้ำแควใหญ่(แม่น้ำแม่กลอง) บริเวณหน้าที่ดินของเทศบาล ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นทางสัญจรของประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ร้อง และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 117แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2534 เจ้าท่าภูมิภาคที่ 3 สาขากาญจนบุรีตรวจพบการกระทำความผิดของผู้คัดค้านจึงเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน500 บาท ซึ่งผู้คัดค้านยอมชำระค่าปรับดังกล่าว และในวันที่ 29 เมษายน2536 นายมานะ จันทรศรี ผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขออนุญาตปลูกสร้างโรงเรือนมีหลังคาคลุมเพื่อประกอบกิจการขายอาหารดังกล่าวล่วงล้ำแม่น้ำแควใหญ่ ผู้ร้องพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตครั้นวันที่ 30 สิงหาคม 2537 ผู้ร้อง โดยนางสาวนงเยาว์ พรึงลำภูเจ้าท่าภูมิภาคที่ 3 สาขากาญจนบุรี ผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ร้องได้มีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองจัดการรื้อถอนแพอาหารบัวริมแควไปให้พ้นจากแม่น้ำแควใหญ่ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2537 แต่ผู้คัดค้านยังคงครอบครองแพอาหารดังกล่าวตลอดมาโดยไม่ยอมรื้อถอน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรื้อถอนแพอาหารบัวริมแควออกไปเสียจากแม่น้ำแควใหญ่ตามกำหนดที่ศาลเห็นสมควร หากไม่ยอมปฏิบัติตามขอให้ผู้ร้องหรือผู้แทนเป็นผู้จัดการรื้อถอนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้ปลูกสร้างแพเพื่อประกอบกิจการขายอาหารจริง แต่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องปลูกสร้างโดยถูกต้องต่อเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้วขณะนั้น บริเวณที่ผู้คัดค้านปลูกสร้างยังคงเป็นพื้นดิน ผู้คัดค้านไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำของแม่น้ำแควใหญ่แต่อย่างใด แต่ต่อมาถูกกระแสน้ำเซาะตลิ่งเข้ามาจนเป็นเหตุให้บริเวณพื้นดินดังกล่าวพังลง บริเวณดังกล่าวมิได้เป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 4เมษายน 2534 ผู้คัดค้านเสียค่าปรับให้แก่เจ้าท่าภูมิภาคที่ 4(ที่ถูกเจ้าท่าภูมิภาคที่ 3) จริง แต่เป็นเรื่องมิใช่เกิดจากการละเมิดต่อผู้ร้องผู้คัดค้านไม่เคยได้รับหนังสือให้จัดการรื้อถอนแพอาหารจากผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านรื้อถอนสิ่งที่ล่วงล้ำลำน้ำออกไปให้พ้นเสียจากแม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำแม่กลอง) ภายในกำหนด30 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา หากไม่ยอมรื้อถอนภายในกำหนดเวลาให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการให้มีการรื้อถอน โดยให้ผู้ร้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์และให้ผู้คัดค้านเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการนั้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ผู้คัดค้าน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำไปก่อนแล้ว สิ่งปลูกสร้างที่เหลือตามภาพถ่ายหมาย ร.2 และ ร.3 (ที่ถูกตามแผนที่และภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.2 และร.3 จึงไม่ใช่บริเวณที่ผู้ร้องต้องการให้ผู้คัดค้านรื้อถอนออกไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขับไล่ผู้คัดค้านนั้น ฎีกาของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใดฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาคัดค้าน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าท่า
ผู้คัดค้าน — นาย ชัยวัฒน์ ขจรกลิ่นมาลา
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2545
#98283
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำไปก่อนแล้ว สิ่งปลูกสร้างที่เหลือไม่ใช่บริเวณที่ผู้ร้องต้องการให้ผู้คัดค้านรื้อถอนออกไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขับไล่ผู้คัดค้าน เป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้อง จึงไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรื้อถอนแพอาหารบัวริมแควออกไปเสียจากแม่น้ำแควใหญ่ตามกำหนดที่ศาลเห็นสมควร หากไม่ยอมปฏิบัติตามขอให้ผู้ร้องหรือผู้แทนเป็นผู้จัดการรื้อถอนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้ปลูกสร้างแพเพื่อประกอบกิจการขายอาหารจริง แต่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องปลูกสร้างโดยถูกต้องต่อเทศบาลเมืองกาญจนบุรีเมื่อประมาณ ๑๐ ปีมาแล้ว ขณะนั้นบริเวณที่ผู้คัดค้านปลูกสร้างยังคงเป็นพื้นดิน ผู้คัดค้านไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำของแม่น้ำแควใหญ่แต่อย่างใด แต่ต่อมาถูกกระแสน้ำเซาะตลิ่งเข้ามาจนเป็นเหตุให้บริเวณพื้นดินดังกล่าวพังลง บริเวณดังกล่าวมิได้เป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๓๔ ผู้คัดค้านเสียค่าปรับให้แก่เจ้าท่าภูมิภาคที่ ๔ (ที่ถูกเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๓) จริงแต่เป็นเรื่องมิใช่เกิดจากการละเมิดต่อผู้ร้อง ผู้คัดค้านไม่เคยได้รับหนังสือให้จัดการรื้อถอนแพอาหารจากผู้ร้องแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ผู้คัดค้านรื้อถอนสิ่งที่ล่วงล้ำลำน้ำออกไปให้พ้นเสียจากแม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำแม่กลอง) ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา หากไม่ยอมรื้อถอนภายในกำหนดเวลา ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการให้มีการรื้อถอน โดยให้ผู้ร้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์และให้ผู้คัดค้านเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการนั้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกอุทธรณ์ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำไปก่อนแล้ว สิ่งปลูกสร้างที่เหลือตามภาพถ่ายหมาย ร. ๒ และ ร. ๓ (ที่ถูกตามแผนที่และภาพถ่ายเอกสารหมาย ร. ๒ และ ร. ๓) จึงไม่ใช่บริเวณที่ผู้ร้องต้องการให้ผู้คัดค้านรื้อถอนออกไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขับไล่ผู้คัดค้านนั้น ฎีกาของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าท่า
ผู้คัดค้าน — นายชัยวัฒน์ ขจรกลิ่นมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุวีวัฒน์ ประมงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 202/2545
#65828
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงซึ่งนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประเด็นที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้ระบุเหตุผลการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสามและมาตรา 119(5) แล้วหรือไม่นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 50)

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าชดเชยจำนวน 96,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มิถุนายน2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 46)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 47)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544นางสาวปราณีบวรวัฒนาวานิช รักษาการผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยมีหนังสือถึงนายโอฮาเนสอโกเปี้ยนหรือนายโฮวิค ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยขออนุมัติเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่และขาดงานติดต่อกัน 5 วันโดยมิแจ้งเหตุนายโอฮาเนสอโกเปี้ยนหรือนายโฮวิค อนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์ได้ตามเอกสารหมาย ล.3จำเลยได้มีหนังสือประกาศเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 การที่จำเลยอุทธรณ์ ข้อ 2 ความว่า หนังสือขออนุมัติเลิกจ้างซึ่งนายโอฮาเนสอโกเปี้ยน กรรมการของจำเลยได้ลงนามประทับตราสำคัญของจำเลยอนุมัติการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นหนังสือเลิกจ้างและได้ระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้างซึ่งเป็นความผิดของโจทก์ไว้ชัดแจ้งแล้วนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อรทัย มาทน
จำเลย — บริษัท จาคอบส์ จิวเวลรี่ จำกัด
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัท จาคอบส์ จิวเวลรี่ จำกัด จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2545
#42742
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ธนาคารผู้คัดค้าน แม้จะเป็นการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับก็ตาม แต่เป็นการชำระหนี้ที่สืบเนื่องมาจากการที่ผู้คัดค้านให้จำเลยกู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเป็นการที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการนำเงินที่รับอนุมัติให้กู้ไปใช้ในธุรกิจของจำเลย การชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือให้เปล่า ย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทน

การที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน และการชำระหนี้ดังกล่าวหาได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยมุ่งหมายให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่นแต่อย่างใดนั้น เป็นข้อที่ผู้คัดค้านเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาโดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้จึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัย ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 153 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 14พฤศจิกายน 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2540 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25สิงหาคม 2540 ขณะนี้ยังไม่พ้นจากภาวะล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536ถึงวันที่ 19 กันยายน 2539 (ที่ถูกวันที่ 19 กรกฎาคม 2539) จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำนวน 179,927.04บาท และเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539 จำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 3 ปี และ 3 เดือนตามลำดับ ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 และมาตรา 115 ตามลำดับและให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินจำนวน 189,927.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ที่จำเลยและนางฮั้ว แจ่มแจ้ง ร่วมกันชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านตามคำพิพากษาตามยอม ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้ของจำเลยแก่ผู้คัดค้านระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 23กันยายน 2539 จำนวน 189,927.04 บาท ให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินจำนวน 189,927.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับนางฮั้ว แจ่มแจ้ง เป็นหนี้ผู้คัดค้านตามสัญญากู้ยืมเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ค้ำประกัน และจำนองผู้คัดค้านฟ้องจำเลยกับนางฮั้วเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2536 ให้จำเลยกับนางฮั้วร่วมกันชำระเงินจำนวน 445,661.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 445,174.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ชำระงวดแรก 100,000 บาท ในกำหนด 1 เดือนส่วนที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 5 เดือน นับแต่ชำระงวดแรกระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2539จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ผู้คัดค้านรวม 17 ครั้งเป็นเงิน 179,927.04 บาท และชำระเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539อีก 10,000 บาท การชำระหนี้ดังกล่าว เป็นการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 3 ปี และ 3 เดือน ก่อนมีการฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายในคดีนี้มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 2 ราย คือ โจทก์และผู้คัดค้านไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่าผู้ร้องขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวได้หรือไม่ประการแรกเกี่ยวกับการรับชำระหนี้ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 รวม 17 ครั้ง เป็นเงิน 179,927.04 บาทเป็นการรับชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ผู้คัดค้าน แม้จะเป็นการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับก็ตาม แต่ก็เป็นการชำระหนี้ที่สืบเนื่องจากการที่ผู้คัดค้านให้จำเลยกู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเป็นการที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการนำเงินที่รับอนุมัติให้กู้จากผู้คัดค้านไปใช้ธุรกิจของจำเลย การชำระหนี้ของจำเลยไม่ใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือให้เปล่า ๆ ย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นการชำระหนี้โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114(เดิม) นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า การชำระหนี้เมื่อวันที่ 23 กันยายน2539 จำนวน 10,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน การชำระหนี้ดังกล่าวหาได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยมุ่งหมายให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่นแต่อย่างใดนั้นเป็นข้อที่ผู้คัดค้านเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้จึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2จะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัย ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนเฉพาะการชำระหนี้เมื่อวันที่ 23กันยายน 2539 จำนวน 10,000 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 115 ให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 เดิม ม. 153 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง วงเดือน สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2545
#48225
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ธนาคารผู้คัดค้าน แม้จะเป็นการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับก็ตาม แต่ก็สืบเนื่องจากการที่ผู้คัดค้านให้จำเลยกู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเป็นการที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการนำเงินที่รับอนุมัติให้กู้จากผู้คัดค้านไปใช้ในธุรกิจของจำเลย การชำระหนี้ของจำเลยไม่ใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือให้เปล่า ๆ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 114(เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2540และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 ขณะนี้ยังไม่พ้นจากภาวะล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2539 (ที่ถูกวันที่ 19 กรกฎาคม 2539) จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำนวน 179,927.04 บาท และเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539 จำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านอันเป็นการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 3 ปี และ 3 เดือน ตามลำดับ ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้าน ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 114 และมาตรา 115 ตามลำดับ และให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินจำนวน189,927.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ที่จำเลยและนางฮั้วแจ่มแจ้ง ร่วมกันชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านตามคำพิพากษาตามยอม ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้ของจำเลยแก่ผู้คัดค้านระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2539 จำนวน 189,927.04 บาท ให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินจำนวน 189,924.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับนางฮั้ว แจ่มแจ้ง เป็นหนี้ผู้คัดค้านตามสัญญากู้ยืมเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ค้ำประกัน และจำนองผู้คัดค้านฟ้องจำเลยกับนางฮั้วเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2536 ให้จำเลยกับนางฮั้วร่วมกันชำระเงินจำนวน 445,661.71 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 445,174.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยชำระงวดแรก 100,000 บาท ในกำหนด 1 เดือน ส่วนที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 5 เดือน นับแต่ชำระงวดแรก ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน2536 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ผู้คัดค้าน รวม 17 ครั้ง เป็นเงิน 179,927.04 บาท และชำระเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539อีก 10,000 บาท การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 3 ปี และ 3 เดือน ก่อนมีการฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ในคดีนี้มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 2 ราย คือโจทก์และผู้คัดค้าน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวได้หรือไม่ ประการแรกเกี่ยวกับการรับชำระหนี้ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2537 รวม 17 ครั้ง เป็นเงิน 179,927.04 บาท เป็นการรับชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทนหรือไม่เห็นว่า การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ตามยอมให้แก่ผู้คัดค้านแม้จะเป็นการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับก็ตาม แต่ก็เป็นการชำระหนี้ที่สืบเนื่องจากการที่ผู้คัดค้านให้จำเลยกู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเป็นการที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการนำเงินที่รับอนุมัติให้กู้จากผู้คัดค้านไปใช้ในธุรกิจของจำเลย การชำระหนี้ของจำเลยไม่ใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือให้เปล่า ๆ ย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นการชำระหนี้โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 114 (เดิม) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนเฉพาะการชำระหนี้ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539 จำนวน 10,000 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 ให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง วงเดือน สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2545
#98282
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ผู้คัดค้าน แม้จะเป็นการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับก็ตาม แต่ก็เป็นการชำระหนี้ที่สืบเนื่องจากการที่ผู้คัดค้านให้จำเลยกู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเป็นการที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการนำเงินที่รับอนุมัติให้กู้จากผู้คัดค้านไปใช้ในธุรกิจของจำเลย การชำระหนี้ของจำเลยไม่ใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือให้เปล่า ๆ ย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๐ และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ขณะนี้ยังไม่พ้นจากภาวะล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๙ (ที่ถูกวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๙) จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำนวน ๑๗๙,๙๒๗.๐๔ บาท และเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๙ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้คัดค้านอันเป็นการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา ๓ ปี และ ๓ เดือน ตามลำดับ ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๕ ตามลำดับ และให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินจำนวน ๑๘๙,๙๒๗.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ที่จำเลยและนางฮั้ว แจ่มแจ้ง ร่วมกันชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านตามคำพิพากษาตามยอม ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริต และมีค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้ของจำเลยแก่ผู้คัดค้านระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๙ จำนวน ๑๘๙,๙๒๗.๐๔ บาท ให้ผู้คัดค้านส่งมอบเงินจำนวน ๑๘๙,๙๒๗.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง ผู้ร้องว่าคดีเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ผู้ร้องว่าคดีเองไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับนางฮั้ว แจ่มแจ้ง เป็นหนี้ผู้คัดค้านตามสัญญากู้ยืมเงิน กู้เบิกเงินเกินบัญชี ค้ำประกัน และจำนอง ผู้คัดค้านฟ้องจำเลยกับนางฮั้วเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๖ ให้จำเลยกับนางฮั้วร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๔๕,๖๖๑.๗๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๔๕,๑๗๔.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ชำระงวดแรก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในกำหนด ๑ เดือน ส่วนที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้นภายใน ๕ เดือน นับแต่ชำระงวดแรกระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ผู้คัดค้าน รวม ๑๗ ครั้ง เป็นเงิน ๑๗๙,๙๒๗.๐๔ บาท และชำระเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๙ อีก ๑๐,๐๐๐ บาท การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา ๓ ปี และ ๓ เดือน ก่อนมีการฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ในคดีนี้มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ ๒ ราย คือ โจทก์และผู้คัดค้าน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวได้หรือไม่ ประการแรกเกี่ยวกับการรับชำระหนี้ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๙ รวม ๑๗ ครั้ง เป็นเงิน ๑๗๙,๙๒๗.๐๔ บาท เป็นการรับชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่ผู้คัดค้าน แม้จะเป็นการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับก็ตาม แต่ก็เป็นการชำระหนี้ที่สืบเนื่องจากการที่ผู้คัดค้านให้จำเลยกู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเป็นการที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการนำเงินที่รับอนุมัติให้กู้จากผู้คัดค้านไปใช้ในธุรกิจของจำเลย การชำระหนี้ของจำเลยไม่ใช่เป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือให้เปล่า ๆ ย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้โดยมีค่าตอบแทน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นการชำระหนี้โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๔ (เดิม) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนเฉพาะการชำระหนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๙ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวงเดือน สุวรรณโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอุดม แสนบุญศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2545
#42090
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันไม่มีการลงวัน เดือน ปีที่ออกหลักฐานไม่ระบุวงเงินที่ค้ำประกัน โดยเว้นว่างช่องที่จะต้องกรอกรายละเอียดต่าง ๆของสัญญาไว้ทั้งหมดส่วนข้อความตอนท้ายที่ว่า "ตามรายละเอียดสัญญาข้อที่ 1-4 ระหว่างโจทก์และจำเลย" นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นสัญญาฉบับใดและมีข้อความอย่างใดสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียวการตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด แม้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์ โดยระบุยอมใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่สัญญาดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ที่เว้นช่องว่างเพื่อกรอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยมิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ดังนั้น ข้อความที่ยอมรับผิดในหนี้สินทั้งหมดจึงเป็นข้อความต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกที่ต้องกรอกจำนวนเงินไว้ก่อน เมื่อสัญญาค้ำประกันไม่กำหนดจำนวนเงินที่จะค้ำประกันไว้ จึงเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์และไม่อาจอนุมานได้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่าใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เป็นเงิน 2,400,000 บาทโดยได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์อีก 400,000 บาท โดยได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินทั้ง 2 ครั้งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดชดใช้หนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ 5,100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วันแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เจ้าหนี้อื่นอีกหลายรายจำเลยทั้งสองไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินและไม่เคยรับเงินไปจากโจทก์เลย สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องเป็นสัญญาปลอมที่โจทก์จัดทำขึ้นเอง มูลหนี้ตามสัญญาทั้ง 2 ฉบับทำขึ้นโดยฉ้อฉลเพื่อให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากหุ้นส่วนอื่นจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินทั้ง 2 ครั้งและลายมือชื่อในสัญญามิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาค้ำประกันมิได้ระบุยอดวงเงินค้ำประกันเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์ บันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้เป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นหนี้โจทก์ จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้เจ้าหนี้รายอื่นและไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองมีหลักทรัพย์สูงกว่ายอดหนี้มาก และสามารถชำระหนี้รายอื่น ๆ ได้ทุกราย จำเลยทั้งสองมีอาชีพและรายได้มั่นคง จำเลยที่ 2 มีอาชีพรับราชการซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคงและเปิดร้านอาหารกับรับเหมาก่อสร้างเป็นอาชีพเสริมขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้งรวมเป็นเงิน 2,400,000 บาทจำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2539เอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์อีก 400,000 บาทตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 และทำบันทึกข้อตกลงไว้ว่าเป็นหนี้โจทก์อีก 5,100,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ได้ยอมผูกพันตนเองเข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในหนี้สินต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ทั้งหมดโดยตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆจำเลยที่ 2 ยินยอมชำระหนี้ให้จนครบถ้วนในฐานะลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า เมื่อโจทก์ยืนยันว่าจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์ และเมื่อเทียบเคียงลายมือชื่อตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบตอบรับของไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.11 และที่ปรากฏในสำนวนแล้วมีลักษณะคล้ายกันการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอมก็เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ทั้งลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งปรากฏตามเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนดังกล่าวก็สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจนโดยโจทก์ไม่จำต้องขอให้มีการส่งไปตรวจพิสูจน์ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 จริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ไม่มีการลงวันเดือน ปีที่ออกหลักฐานและไม่ระบุวงเงินที่ค้ำประกัน โดยเว้นว่างช่องที่จะต้องกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ของสัญญาไว้ทั้งหมด และข้อความตอนท้ายที่ว่า "ตามรายละเอียดสัญญาข้อที่ 1 - 4 ระหว่าง นายวิวัฒน์ ตรีอุดมกับนางสาวฉัตรชฎา เชษฐพันธ์" นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นสัญญาฉบับใดและมีข้อความอย่างใด แม้โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 และบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 โดยจำเลยที่ 2 รับทราบตลอด แต่ในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ก็มิได้ระบุรายละเอียดว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้คราวใดและมีจำนวนเงินเท่าใดที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด ซึ่งสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงเป็นไปโดยเคร่งครัด ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ในสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงแบบที่พิมพ์ไว้โดยเว้นช่องว่างเพื่อกรอกรายละเอียดต่าง ๆโดยมิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ดังนั้น ข้อความที่ว่ายอมรับผิดในหนี้สินทั้งหมด จึงเป็นข้อความต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกที่ต้องกรอกจำนวนเงินไว้ก่อน เมื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ไม่กำหนดจำนวนเงินที่จะค้ำประกันไว้จึงเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์และไม่อาจอนุมานได้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่าใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฉัตรชฎา เชษฐพันธ์
จำเลย — นาย นิวัฒน์ ตรีอุดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2545
#48224
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ในสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงแบบที่พิมพ์ไว้โดยเว้นช่องว่างเพื่อการกรอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยมิได้ระบุจำนวนเงินดังนั้น ข้อความที่ว่ายอมรับผิดในหนี้สินทั้งหมด จึงเป็นข้อความต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกที่ต้องกรอกจำนวนเงินไว้ก่อน เมื่อในสัญญาค้ำประกัน ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่จะค้ำประกันไว้ จึงเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์และไม่อาจอนุมานได้ว่า ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่าใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เป็นเงิน2,400,000 บาท โดยได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์อีก 400,000 บาทโดยได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินทั้ง 2 ครั้ง มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดชดใช้หนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมและเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ไว้ให้แก่โจทก์โดยยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ 5,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปีโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เจ้าหนี้อื่นอีกหลายราย จำเลยทั้งสองไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ลายมือชื่อในสัญญามิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาค้ำประกันมิได้ระบุยอดวงเงินค้ำประกันเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 2,400,000 บาท จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์อีก 400,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 และทำบันทึกข้อตกลงไว้ว่าเป็นหนี้โจทก์อีก 5,100,000 บาทตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ได้ยอมผูกพันตนเองเข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในหนี้สินต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ทั้งหมด โดยตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยที่ 2 ยินยอมชำระหนี้ให้จนครบถ้วนในฐานะลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า เมื่อโจทก์ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์ และเมื่อเทียบเคียงลายมือชื่อตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.11 และที่ปรากฏในสำนวนแล้วมีลักษณะคล้ายกัน การที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอมก็เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ทั้งลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งปรากฏตามเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนดังกล่าวก็สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจนโดยโจทก์ไม่จำต้องขอให้มีการส่งไปตรวจพิสูจน์ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าพยานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 จริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ไม่มีการลงวัน เดือน ปีที่ออกหลักฐานและไม่ระบุวงเงินที่ค้ำประกันโดยเว้นว่างช่องที่จะต้องกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ของสัญญาไว้ทั้งหมด และข้อความตอนท้ายที่ว่า "ตามรายละเอียดสัญญาข้อที่ 1 - 4 ระหว่างนายนิวัฒน์ ตรีอุดม กับนางสาวฉัตรชฎา เชษฐพันธ์" นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นสัญญาฉบับใดและมีข้อความอย่างใด แม้โจทก์จะเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 และบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 โดยจำเลยที่ 2 รับทราบตลอด แต่ในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ก็มิได้ระบุรายละเอียดว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้คราวใดและมีจำนวนเงินเท่าใดที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด ซึ่งสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ในสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงแบบที่พิมพ์ไว้โดยเว้นช่องว่างเพื่อการกรอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยมิได้ระบุจำนวนเงิน ดังนั้น ข้อความที่ว่ายอมรับผิดในหนี้สินทั้งหมด จึงเป็นข้อความต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกที่ต้องกรอกจำนวนเงินไว้ก่อน เมื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ไม่กำหนดจำนวนเงินที่จะค้ำประกันไว้จึงเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์และไม่อาจอนุมานได้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่าใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ต่อโจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้วคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฉัตรชฎา เชษฐพันธ์
จำเลย — นาย นิวัฒน์ ตรีอุดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา