คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2545
#112712
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนหาใช่หนี้เงินกู้ยืมอันทำให้โจทก์สามารถคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศของกระทรวงการคลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗๗๔,๕๙๙.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๒๔,๔๖๔.๗๑ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน ๘๐๔.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ และทุก ๓ ปี จำนวนเงินปีละ ๘๐๔.๖๔ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ ๖๑๙๘๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินมีใจความว่า "ผู้กู้ยอเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้สำหรับเงินกู้ ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ข้างต้น และผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของทางธนาคาร" โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีจากจำเลยได้ แม้จำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม จึงเป็นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม แม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๘.๕ ต่อปี ก็เป็นข้อปฏิบัติที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยอีกต่อไป การที่โจทก์กลับไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ตามข้อตกลงเดิม ในสัญญา จึงไม่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันจะถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ แม้ตามสัญญา จะระบุว่า " หากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้กู้เพิ่มดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาได้" ก็ตาม แต่โจทก์ก็เรียกดอกเบี้ยนับถัดจากวันผิดนัดบางช่วงดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี เท่ากับอัตราที่กำหนดในสัญญาเท่านั้น มิได้เรียกเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปีดังกล่าว จึงไม่ใช่เบี้ยปรับที่ศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ครองจ่ายไปก่อนบอกเลิกสัญญา ๘๐๔.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๓ เม.ย. ๒๕๔๓ ด้วยนั้น หนี้จำนวน ดังกล่าวมิใช่หนี้เงินกู้ยืมที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังได้ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๗๕,๕๙๙.๘๘ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีของต้นเงินจำนวน ๕๒๔,๔๖๔.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นคงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — พันตำรวจโท ประพนธ์ สาระผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายจักรวาล ทนกล้า
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2545
#112743
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง และเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยใช้วิธีข่มขืนใจทั้งการใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขืนใจด้วยประการอื่น เพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น และเป็นเจ้าของกิจการสถานค้าประเวณี ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกัน มีองค์ประกอบความผิดที่ต่างกัน จึงเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันหาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283, 286, 310, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม, 91, 310 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 9 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการสถานการค้าประเวณี และความผิดฐานเป็นธุระจัดหา รับตัวเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหารับตัวเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำให้หญิงนั้นปราศจากเสรีภาพในร่างกายจำคุก 1 ปี และความผิดฐานให้ที่พักอาศัยคนต่างด้าว จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าของกิจการสถานการค้าประเวณี จำคุก 6 เดือน อีกกรรมหนึ่ง รวมลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 11 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง และเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยใช้วิธีข่มขืนใจทั้งการใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขืนใจด้วยประการอื่นเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น และเป็นเจ้าของกิจการสถานการค้าประเวณี ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกัน มีองค์ประกอบความผิดที่ต่างกัน จึงเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบทดังฎีกาจำเลยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 283 วรรคสาม
พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายประเทือง เอี่ยมสำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวนภาพร ลิ้มศิริชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 316/2545
#42105
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ชั้นพิจารณาศาลได้สอบถามเรื่องที่จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนหรือไม่แล้ว จำเลยให้การรับสารภาพและลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาโดยมิได้โต้แย้งทักท้วง ประกอบกับกองทะเบียนประวัติอาชญากรรมระบุว่า ลายนิ้วมือของจำเลยคดีนี้และคดีก่อนเป็นบุคคลเดียวกัน ดังนี้ศาลย่อมเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้เครื่องมืองัดเหล็กดัดหน้าต่างอันเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์จนเปิดออกแล้วปีนหน้าต่างซึ่งเป็นช่องทางที่ทำขึ้นโดยไม่จำนงให้เป็นทางคนเข้า เข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนางผ่องพิศ กัลย์จารึก ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือมีเหตุอันสมควรแล้วลักปากกาลูกลื่น 3 ด้ามรวมราคา1,200 บาทของผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยปากกาลูกลื่น 3 ด้าม ของผู้เสียหายที่จำเลยลักไป ไขควง 3 อัน ซึ่งจำเลยใช้เป็นเครื่องมืองัดเหล็กดัดลูกกรงหน้าต่างเป็นของกลาง ผู้เสียหายรับปากกาลูกลื่นคืนไปแล้ว ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกฐานลักทรัพย์มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3056/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวมาแล้วกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษซึ่งคดีก่อนและคดีนี้จำเลยกระทำความผิดในขณะที่อายุเกินกว่า 17 ปีและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 93, 33ริบไขควงของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(3)(8) วรรคสอง (ที่ถูกต้อง 335(3)(4)(8) วรรคสอง) จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบไขควงของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เมื่อลดโทษจำคุกให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในข้อแรกว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยมิได้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ศาลอุทธรณ์ต้องไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า แม้อุทธรณ์ข้อนี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3056/2541 ของศาลชั้นต้น จึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 นั้นเห็นว่า ในชั้นพิจารณาศาลได้สอบถามจำเลยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจำเลยได้ให้การรับสารภาพและลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่ได้โต้แย้งหรือทักท้วงแต่ประการใด ประกอบกับลายนิ้วมือของจำเลยในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3056/2541ของศาลชั้นต้นนั้น กองทะเบียนประวัติอาชญากรระบุว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 10 แผ่นที่ 2 จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3056/2541ของศาลชั้นต้น และต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 93
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย โชคหรือวันชัย พลธรรมหรือสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 316/2545
#48229
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 93, 33 ริบไขควงของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(8) วรรคสอง (ที่ถูกต้อง 335(3)(4)(8) วรรคสอง) จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบไขควงของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เมื่อลดโทษจำคุกให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในข้อแรกว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยมิได้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ศาลอุทธรณ์ต้องไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่าแม้อุทธรณ์ข้อนี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195วรรคสอง ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นบุคคลเกี่ยวกับจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 3056/2541 ของศาลชั้นต้น จึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 นั้นเห็นว่า ในชั้นพิจารณาศาลได้สอบถามจำเลยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจำเลยได้ให้การรับสารภาพและลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนการพิจารณาโดยไม่ได้โต้แย้งหรือทักท้วงแต่ประการใด ประกอบกับลายนิ้วมือของจำเลยในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3056/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น กองทะเบียนประวัติอาชญากรระบุว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 10 แผ่นที่ 2 จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3056/2541 ของศาลชั้นต้น และต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย โชคหรือวันชัย พลธรรมหรือสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 303/2545
#42745
เปิดฉบับเต็ม

ทรัสต์รีซีทเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งถ้าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 1 ต้องเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ตามอัตราที่กำหนดไว้เท่านั้นแต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ธนาคารโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้นับตั้งแต่เวลาที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงิน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงสุดในแต่ละช่วงเวลาของโจทก์แตกต่างกันตามประกาศของโจทก์แต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 ก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ประกาศไว้ในช่วงเวลาที่ผิดนัดของสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับกรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ แต่การที่สัญญาดังกล่าวให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดไว้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาวิสุทธิกษัตริย์ ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และตกลงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไปนับแต่วันที่ผู้ขายได้เรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารสาขาหรือธนาคารตัวแทนของโจทก์จนถึงวันชำระหนี้ ตลอดจนยอมใช้ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ดำเนินการไปเกี่ยวกับการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์ สาขาวิสุทธิกษัตริย์รวม 9 ฉบับ ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 1691 เอส 640460 มูลค่า 12,058.15 ปอนด์สเตอร์ลิง สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 28 พฤษภาคม 2538 เลขที่ 1691ที 640123 มูลค่า 32,400 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 28 เมษายน 2538 เลขที่ 1691 ที 640159 มูลค่า23,300 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 21 กรกฎาคม 2538 เลขที่ 1691 ที 640170 มูลค่า 102,000ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 8พฤษภาคม 2538 เลขที่ 1691 ที 640225 มูลค่า 114,400 ดอลลาร์สหรัฐสัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 15 สิงหาคม 2538 เลขที่ 1691 เอส 640997 มูลค่า 4,525 ปอนด์สเตอร์ลิง สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 5 ตุลาคม 2538 เลขที่ 1691 เอส 641174 มูลค่า 21,744.42 ปอนด์สเตอร์ลิง สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 8 มกราคม 2539 เลขที่ 1691 ที 640330มูลค่า 7,658.15 ปอนด์สเตอร์ลิง สัญญาว่าจะชำระคืนให้แก่โจทก์วันที่ 6 ธันวาคม 2538 เลขที่ 1691 ที 640357 มูลค่า 47,900ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์วันที่ 8มกราคม 2539 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันในวันที่ 12 พฤษภาคม2537 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันลำดับที่สอง โฉนดที่ดินเลขที่ 18778 ถึง 18780 และ 29662ถึง 29676 ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานครไว้กับโจทก์เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.75ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ในขณะนั้นหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า และจำเลยที่ 2 ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับครบกำหนดเวลาชำระเงินจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับจำนองจำเลยที่ 2 โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวและครบกำหนดชำระแล้วจำเลยทั้งสองจึงต้องชำระต้นเงินดอกเบี้ย ค่าอากร ค่าเทเล็กซ์ และอื่น ๆจำนวน 15,186,528.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปีจากต้นเงิน 9,766,590.01 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำนวน5,353,055.75 บาท จากจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 หรือร้อยละ 19.75 เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดและเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,121,682.25 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 9,766,590.01 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (31 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18778, 18779, 187780,29662, 29663, 29664, 29665, 29666, 29667, 29668, 29669,29670, 29671, 29672, 29673, 29674, 29675, 29676, เลขที่ดิน633, 634, 635, 1494, 1495, 1496, 1497, 1498, 1499, 1500,1501, 1487, 1488, 1489, 1490, 1491, 1492, 1493 ตำบลราษฎร์บูรณะอำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาวิสุทธิกษัตริย์ ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 9 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.24 เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านโจทก์ สาขาสะพานผ่านฟ้า เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อส่งมาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1ไม่มีเงินมาชำระ และได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ ตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 9 ฉบับ เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.42 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือผิดสัญญา ไม่ชำระหนี้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ในต้นเงิน 10,000,000 บาทและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระทั้งสิ้นปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.43 และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18778 ถึง 18780 และ 29662 ถึง 29676 ตำบลราษฎร์บูรณะอำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร รวม 18 แปลง เป็นประกันลำดับที่สอง เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.75ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ในขณะนั้นหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า และจำเลยที่ 2 ตกลงว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย จ.44 เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง 9 ฉบับ ครบกำหนดชำระโดยสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 12,058.15 ปอนด์สเตอร์ลิงคิดเป็นเงินไทย 476,809.40 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 28 พฤษภาคม2538 ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 32,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย798,012 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 28 เมษายน 2538 ฉบับที่ 3จำนวนเงิน 23,300 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 578,539 บาทครบกำหนดชำระวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ฉบับที่ 4 จำนวนเงิน102,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,510,220 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 8 พฤษภาคม 2538 ฉบับที่ 5 จำนวนเงิน 114,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,856,568 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 15 สิงหาคม 2538 ฉบับที่ 6 จำนวนเงิน 4,525 ปอนด์สเตอร์ลิงคิดเป็นเงินไทย 180,604.06 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 5 ตุลาคม2538 ฉบับที่ 7 จำนวนเงิน 21,744.42 ปอนด์สเตอร์ลิง คิดเป็นเงินไทย854,283.90 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 8 มกราคม 2539 ฉบับที่ 8จำนวนเงิน 7,658.15 ปอนด์สเตอร์ลิง คิดเป็นเงินไทย 298,246.65 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 6 ธันวาคม 2538 และฉบับที่ 9 จำนวนเงิน47,900 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,213,307 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 8 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระรวมต้นเงินทั้งสิ้น 9,766,590.01 บาท ส่วนค่าอากร ค่าเทเล็กซ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมเป็นเงิน 64,846.25 บาท โจทก์ได้หักจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1 ไว้แล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉยดอกเบี้ยของต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีททั้ง 9 ฉบับ คิดในอัตราสูงสุดของประกาศธนาคารโจทก์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 5,355,092.24 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงใด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับ มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ และตามคำฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายให้ชัดเจนว่าคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทนั้น จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเท่าใดเพียงแต่ระบุว่า จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไป ทั้งในสัญญาก็มิได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีเท่านั้น เห็นว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1ทั้ง 9 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.24 ข้อ 7 มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษแปลได้ว่า ข้าพเจ้ายินยอมชำระเงิน เมื่อมีการยื่นตั๋วแลกเงินของผู้รับประโยชน์ในแต่ละจำนวนตามตั๋วแลกเงินภายใต้เอกสารเครดิตนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ ตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารท่านนับจากวันที่ออกตั๋วแลกเงินถึงวันชำระเงิน รวมตลอดทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้ายินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารท่าน นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครโดยทางเรือ หรือทางเครื่องบินถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าว ดังนั้น เมื่อสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับ เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 9 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการรับสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับไปก่อน โดยยังมิได้ชำระเงินโดยมีข้อสัญญาว่า จำเลยที่ 1 จะชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ออกไว้ในการนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25,14.25, 15, 14.50, 15.25, 15.25, 15.50, 15.50 และ 15.75 ต่อปีสัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งมีความหมายว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 1ย่อมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับตามอัตราดังกล่าวเท่านั้น แต่ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา คือผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดไว้ นับตั้งแต่เวลาที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงิน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงสุดในแต่ละช่วงเวลาของโจทก์แตกต่างกัน ตามประกาศของโจทก์แต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 ก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ประกาศไว้ในช่วงเวลาที่ผิดนัดของสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแต่อย่างใด แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องถึงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาไว้ชัดเจน แต่ในคำฟ้องได้มีการคำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดของหนี้แต่ละจำนวนจนถึงวันฟ้อง โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดของหนี้แต่ละจำนวนถึงวันที่ 8 กันยายน 2540 และตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2540 อัตราร้อยละ 19 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2541 อัตราร้อยละ 19.5ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541ซึ่งเป็นวันฟ้องคิดอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี โดยได้แนบสำเนาประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดหลายฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดชั้นสูงสุดของธนาคารโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2538 กำหนดไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม2540 กำหนดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2540ถึงวันที่ 1 เมษายน 2541 กำหนดไม่เกินร้อยละ 19.5 ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2541 ถึงวันฟ้อง กำหนดไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปีและในชั้นพิจารณา โจทก์นำสืบโดยอ้างส่งสำเนาประกาศ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของธนาคารโจทก์ ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม2538 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 รวม 26 ฉบับ ตามเอกสารหมายจ.141 ถึง จ.166 ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตรงกันกับช่วงเวลาที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้อง ดังนั้น คำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะกำหนดดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดได้และตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต 9 ฉบับ มีข้อความทำนองเดียวกันในข้อ 7 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารโจทก์ นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวนั้นไม่ได้ระบุจำกัดว่าให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่มีการผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น จึงหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่มีได้หลายอัตราตลอดช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ได้ประกอบกับในช่วงปี 2537 และ 2538ที่มีการทำสัญญากันนี้ก็ปรากฏว่าโจทก์ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งตามประกาศในเอกสารหมาย จ.138 ถึง จ.154 ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับที่ทำสัญญาในช่วงเวลาต่าง ๆ กันก็คิดดอกเบี้ยในอัตราแตกต่างกัน จึงเห็นได้ว่าสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้คิดดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนลอยตัวได้ อย่างไรก็ตาม การที่สัญญาดังกล่าวมีข้อสัญญาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดไว้ได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา คือ ผิดสัญญา ดังนั้นเงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 เห็นว่า ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราต่าง ๆ อันเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมาในคำฟ้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์โดยกำหนดให้เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศ เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วตามเอกสารหมาย จ.146 ถึง จ.153และที่จะประกาศต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปีตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ และให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 5,355,092.24 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 476,809.40 บาท 798,012บาท 578,539 บาท 2,510,220 บาท 2,856,568 บาท 180,604.06บาท 854,283.90 บาท 298,246.65 บาท และ 1,213,307 บาทนับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2538 วันที่ 29 เมษายน 2538 วันที่ 22กรกฎาคม 2538 วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 วันที่ 16 สิงหาคม 2538วันที่ 6 ตุลาคม 2538 วันที่ 9 มกราคม 2539 วันที่ 7 ธันวาคม 2538และวันที่ 9 มกราคม 2539 ตามลำดับ ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไปตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้องและที่จะประกาศให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ซัน อิมเมจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 303/2545
#49041
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยยินยอมชำระเงินเมื่อมีการยื่นตั๋วแลกเงินของผู้รับประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารโจทก์นับแต่วันที่ออกตั๋วแลกเงินถึงวันชำระเงิน รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หากไม่ปฏิบัติตาม ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารโจทก์นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงิน เมื่อสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวเดินทางมาถึง จำเลยได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารการรับสินค้าไปก่อนโดยยังไม่ชำระเงิน โดยมีข้อสัญญาว่าจะชำระตามตั๋วแลกเงินภายในเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ สัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายความว่า ถ้าจำเลยปฏิบัติตามสัญญาทรัสต์รีซีทก็ย่อมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตในอัตราที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่ถ้าจำเลยผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารโจทก์กำหนดไว้นับแต่เวลาที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงิน

เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในแต่ละช่วงเวลาของโจทก์แตกต่างกันตามประกาศของโจทก์แต่ละฉบับ จำเลยก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ประกาศไว้ในช่วงเวลาที่ผิดนัดสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ กรณีไม่ใช่เรื่องที่โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและจะต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องถึงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาไว้ให้ชัดเจน แต่ในคำฟ้องได้มีการคำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดของหนี้แต่ละจำนวนถึงวันฟ้อง โดยแนบสำเนาประกาศธนาคารโจทก์ เรื่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดขั้นสูงสุดมาด้วยและในชั้นพิจารณาโจทก์ก็นำสืบโดยอ้างส่งสำเนาประกาศดังกล่าวที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตรงกันกับช่วงเวลาที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้อง ดังนั้น คำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะกำหนดดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดได้

สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ได้ระบุจำกัดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่มีการผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น กรณีจึงหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่มีได้หลายอัตราตลอดช่วงเวลาที่จำเลยยังไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงมีเจตนาให้คิดดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนลอยตัวได้ แต่เนื่องจากเงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 383 โดยกำหนดให้เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 และปรับเปลี่ยนขึ้นลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ที่ประกาศไว้แล้วและที่จะประกาศต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาวิสุทธิกษัตริย์ ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และตกลงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไป นับแต่วันที่ผู้ขายได้เรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารสาขาหรือธนาคารตัวแทนของโจทก์จนถึงวันชำระหนี้ ตลอดจนยอมใช้ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ดำเนินการไปเกี่ยวกับการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์ สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์รวม 9 ฉบับ สัญญาว่าจะชำระค่าสินค้าคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันลำดับที่สอง โฉนดที่ดินเลขที่ 18778 ถึง 18780 และ 29662 ถึง 29676 ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ไว้กับโจทก์เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.75 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ในขณะนั้นหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า และจำเลยที่ 2 ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับครบกำหนดเวลาชำระเงิน จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับจำนองจำเลยที่ 2 โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวและครบกำหนดชำระแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระต้นเงินดอกเบี้ย ค่าอากร ค่าเทเล็กซ์ และอื่น ๆ จำนวน 15,186,528.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 9,766,590.01 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 9 ฉบับ อีกทั้งค่าอากรแสตมป์ค่าธรรมเนียมการออกเลตเตอร์ออฟเครดิต ค่าเทเล็กซ์ ไปรษณียากรและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวม 64,846.25 บาท โจทก์ได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทางบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำนวน 5,353,055.75 บาท จากจำเลยที่ 1เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 9 ฉบับ รวมทั้งค่าอากรแสตมป์ค่าธรรมเนียมการออกเลตเตอร์ออฟเครดิต ค่าเทเล็กซ์ ไปรษณียากร และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวม 64,846.25 บาท โจทก์ได้หักทางบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ไปแล้วจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์กำหนดและคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสูงเกินไป เป็นการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่ถูกต้องโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 หรือร้อยละ 19.75 เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,121,682.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 9,766,590.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (31 กรกฎาคม 2541)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18778, 18779,18780, 29662, 29663, 29664, 29665, 29666,29667, 29668, 29669, 29670, 29671,29672, 29673, 29674, 29675, 29676 เลขที่ดิน 633, 634, 1494, 1495, 1496,1497, 1498, 1499, 1500, 1501 1487, 1488, 1489, 1490, 1491, 1492, 1493 ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์สาขาวิสุทธิกษัตริย์ ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 9 ฉบับ ตามเอกสารหมายจ.7 ถึง จ.24 เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านโจทก์ สาขาสะพานผ่านฟ้า เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อส่งมาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระให้โจทก์แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาชำระ และได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 9 ฉบับ เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.42 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือผิดสัญญา ไม่ชำระหนี้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ในต้นเงิน10,000,000 บาท และดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระทั้งสิ้นปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.43 และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18778 ถึง18780 และ 29662 ถึง 29676 ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานครรวม 18 แปลง เป็นประกันลำดับที่สอง เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.75 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ในขณะนั้นหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า และจำเลยที่ 2 ตกลงว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย จ.44 เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง 9 ฉบับครบกำหนดชำระโดยสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 12,058.15 ปอนด์สเตอร์ลิง คิดเป็นเงินไทย476,809.40 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 28 พฤษภาคม 2538 ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน32,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 798,012 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 28เมษายน 2538 ฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 23,300 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย578,539 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ฉบับที่ 4 จำนวนเงิน 102,000ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,510,220 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 8 พฤษภาคม2538 ฉบับที่ 5 จำนวนเงิน 114,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,856,568 บาทครบกำหนดชำระวันที่ 15 สิงหาคม 2538 ฉบับที่ 6 จำนวนเงิน 4,525 ปอนด์สเตอร์ลิงคิดเป็นเงินไทย 180,604.06 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 5 ตุลาคม 2538 ฉบับที่ 7จำนวนเงิน 21,744.42 ปอนด์สเตอร์ลิง คิดเป็นเงินไทย 854,283.90 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 8 มกราคม 2539 ฉบับที่ 8 จำนวนเงิน 7,658.15 ปอนด์สเตอร์ลิง คิดเป็นเงินไทย 298,246.65 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 6 ธันวาคม 2538 และฉบับที่ 9 จำนวนเงิน47,900 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,213,307 บาท ครบกำหนดชำระวันที่ 8มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระรวมต้นเงินทั้งสิ้น 9,766,590.01 บาท ส่วนค่าอากรค่าเทเล็กซ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมเป็นเงิน 64,846.25 บาท โจทก์ได้หักจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1 ไว้แล้ว โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ดอกเบี้ยของต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีททั้ง 9 ฉบับ คิดในอัตราสูงสุดของประกาศธนาคารโจทก์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 5,355,092.24 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงใด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ และตามคำฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายให้ชัดเจนว่า คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทนั้น จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเท่าใด เพียงแต่ระบุว่าจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไป ทั้งในสัญญาก็มิได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น เห็นว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ทั้ง 9 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.24 ข้อ 7มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษแปลได้ว่า ข้าพเจ้ายินยอมชำระเงินเมื่อมีการยื่นตั๋วแลกเงินของผู้รับประโยชน์ในแต่ละจำนวนตามตั๋วแลกเงินภายใต้เอกสารเครดิตนี้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารท่านนับจากวันที่ออกตั๋วแลกเงินถึงวันชำระเงิน รวมตลอดทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้ายินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารท่าน นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครโดยทางเรือหรือทางเครื่องบินถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าว ดังนั้นเมื่อสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับ เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 9 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการรับสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับไปก่อนโดยยังมิได้ชำระเงินโดยมีข้อสัญญาว่า จำเลยที่ 1 จะชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ออกไว้ในการนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25, 14.25, 15, 14.50, 15.25, 15.25, 15.50, 15.50 และ15.75 ต่อปี สัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งมีความหมายว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 1 ย่อมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับตามอัตราดังกล่าวเท่านั้นแต่ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา คือ ผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดไว้นับตั้งแต่เวลาที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงิน เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงสุดในแต่ละช่วงเวลาของโจทก์แตกต่างกันตามประกาศของโจทก์แต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 ก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ประกาศไว้ในช่วงเวลาที่ผิดนัดของสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1ที่โจทก์จะต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแต่อย่างใด แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องถึงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาไว้ชัดเจน แต่ในคำฟ้องได้มีการคำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดของหนี้แต่ละจำนวนจนถึงวันฟ้อง โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดของหนี้แต่ละจำนวนถึงวันที่ 8 กันยายน 2540 และตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 ถึงวันที่3 ธันวาคม 2540 อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 1 เมษายน2541 อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม2541 ซึ่งเป็นวันฟ้อง คิดอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี โดยได้แนบสำเนาประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดหลายฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดขั้นสูงสุดของธนาคารโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่8 กันยายน 2538 กำหนดไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2538 ถึงวันที่3 ธันวาคม 2540 กำหนดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่1 เมษายน 2541 กำหนดไม่เกินร้อยละ 19.5 ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2541ถึงวันฟ้อง กำหนดไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปี และในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบโดยอ้างส่งสำเนาประกาศ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของธนาคารโจทก์ระหว่างวันที่ 10มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 รวม 26 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.141 ถึงจ.166 ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตรงกันกับช่วงเวลาที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องดังนั้น คำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะกำหนดดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดได้และตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต 9 ฉบับมีข้อความทำนองเดียวกันในข้อ 7 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารโจทก์ นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวนั้น ไม่ได้ระบุจำกัดว่าให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่มีการผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น จึงหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่มีได้หลายอัตราตลอดช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ได้ ประกอบกับในช่วงปี 2537 และ 2538 ที่มีการทำสัญญากันนี้ก็ปรากฏว่าโจทก์ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งตามประกาศในเอกสารหมาย จ.138 ถึง จ.154 ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับที่ทำสัญญาในช่วงเวลาต่าง ๆ กันก็คิดดอกเบี้ยในอัตราแตกต่างกันจึงเห็นได้ว่าสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้คิดดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนลอยตัวได้ อย่างไรก็ตามการที่สัญญาดังกล่าวมีข้อสัญญาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดไว้ได้ ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา คือผิดสัญญา ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เห็นว่า ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราต่าง ๆอันเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมาในคำฟ้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์โดยกำหนดให้เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วตามเอกสารหมาย จ.146 ถึง 153และที่จะประกาศต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ และให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 5,355,092.24 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เงินค่าอากร ค่าเทเล็กซ์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน64,846.25 บาท ที่โจทก์หักออกจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว ต้องนำไปหักออกจากต้นเงิน 9,766,590.01 บาทก่อนด้วยนั้น เห็นว่า เงินค่าอากร ค่าเทเล็กซ์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน 64,846.25 บาท เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาต่างหากนอกเหนือจากหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับจำนวน9,766,590.01 บาท ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่นำเงินจำนวน 64,846.25 บาท ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 9,766,590.01 บาทนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 476,809.40 บาท 798,012 บาท 578,539 บาท 2,510,220 บาท2,856,568 บาท 180,604.06 บาท 854,283.90 บาท 298,246.65 บาท และ1,213,307 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2538 วันที่ 29 เมษายน 2538 วันที่ 22กรกฎาคม 2538 วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 วันที่ 16 สิงหาคม 2538 วันที่ 6 ตุลาคม2538 วันที่ 9 มกราคม 2539 วันที่ 7 ธันวาคม 2538 และวันที่ 9 มกราคม 2539 ตามลำดับ ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไปตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้องและที่จะประกาศให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ซัน อิมเมจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 303/2545
#99597
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต มีข้อความว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารโจทก์ไม่ได้ระบุจำกัดว่าให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่มีการผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น จึงหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่มีได้หลายอัตราตลอดช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาให้คิดดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนลอยตัวได้ และเงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมนั้นโจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม มาตรา 383 และมีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน โดยย่อมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงิน ดอกเบี้ย ค่าอากร ค่าเทเล็กซ์ และอื่นๆ จำนวน 15,186,528.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 9,766,590.01 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,121,682.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากต้นเงิน 9,766,590.01 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (31 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดรวม 18 ฉบับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงใด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 9 ฉบับ มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ และตามคำฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายให้ชัดเจนว่า คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทนั้น จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเท่าใดเพียงแต่ระบุว่า จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยทั่วไป ทั้งในสัญญาก็มิได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต 9 ฉบับ มีข้อความทำนองเดียวกันในข้อ 7 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารโจทก์ นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวนั้น ไม่ได้ระบุจำกัดว่าให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่มีการผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น จึงหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่มีได้หลายอัตราตลอดช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ได้ ประกอบกับในช่วงปี 2537 และ 2538 ที่มีการทำสัญญากันนี้ก็ปรากฏว่าโจทก์ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับที่ทำสัญญาในช่วงเวลาต่าง ๆ กันก็คิดดอกเบี้ยในอัตราแตกต่างกัน จึงเห็นได้ว่าสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้คิดดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนลอยตัวได้ และเงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมนั้นโจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 เห็นว่า ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราต่างๆ อันเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมาในคำฟ้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์โดยกำหนดให้เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้ว และที่จะประกาศต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ และให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 5,355,092.24 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน...ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์บวก 0.25 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่จะประกาศให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดและไม่เกินร้อยละ 19.75 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ จำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทซัน อิมเมจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2545
#48636
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันซึ่งระบุว่า เป็นการค้ำประกันหนี้สินในวงเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกันและอุปกรณ์แห่งหนี้อันมีดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้แม้สัญญาค้ำประกันอันเป็นสัญญาหรือหนี้อุปกรณ์จะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ก็ต้องถืออัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือหนี้ประธาน

สัญญาทรัสต์รีซีทระบุว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เริ่มจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไปจนกว่าจะครบกำหนดวันชำระหนี้ตามตั๋วเงินจากต่างประเทศ หากครบกำหนดวันชำระหนี้ตามตั๋วเงินจากต่างประเทศแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยังไม่สามารถชำระหนี้ให้ได้ก็ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ถ้าต่อไปอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นหรือต่ำลงห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยินยอมให้ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่ธนาคารจะได้กำหนดขึ้นใหม่ ข้อความที่ระบุไว้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในอัตราสูงขึ้นได้ต่อเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จึงมีผลเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาเงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้เดิม จึงถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนแม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

การคิดคำนวณความรับผิดตามวงเงินค้ำประกันจะต้องถือตามหนี้ต้นเงินในสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น โดยไม่รวมดอกเบี้ยที่จำเลยจะต้องรับผิดต่างหากหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทมีจำนวนต่ำกว่าจำนวนเงินค้ำประกัน การคิดคำนวณดอกเบี้ยจากหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตลอดระยะเวลาที่จำเลยผิดนัดจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดังนั้น จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเมื่อนำดอกเบี้ยมารวมกับหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแล้วจะเกินจำนวนวงเงินค้ำประกันหรือไม่อีก

อุทธรณ์ของโจทก์มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับหนี้จำนองนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรบ้างคำขอท้ายอุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 59,136,568.86 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 22,047,909.20 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4953 และ 4954 ตำบลสวนหลวง (หนองแขม) อำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจ แต่ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยยอมรับผิดในวงเงิน 38,160,000 บาท การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ถึง59,136,568.86 บาท เกินวงเงินที่จำเลยยอมผูกพันตามสัญญา และเมื่อจำเลยผู้ค้ำประกันรับผิดจนเต็มวงเงินค้ำประกันแล้ว ในการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่นั้นเป็นต้นไป สัญญาค้ำประกันมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์ย่อมเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 22,047,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 2 รายการคือต้นเงินจำนวน17,212,195.51 บาท และต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท โดยดอกเบี้ยในต้นเงินแต่ละรายการให้คำนวณตามอัตราต่าง ๆ ดังนี้ (1) อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน17,212,195.51 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 และในต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2533 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม2540 (2) อัตราร้อยละ 22 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540(3) อัตราร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2541(4) อัตราร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541(5) อัตราร้อยละ 22.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน2541 (6) อัตราร้อยละ 22 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30พฤศจิกายน 2541 (7) อัตราร้อยละ 21.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่14 ธันวาคม 2541 (8) อัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่10 มกราคม 2542 (9) อัตราร้อยละ 20.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2542 ถึงวันที่1 กุมภาพันธ์ 2542 (10) อัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 (11) อัตราร้อยละ 19.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 (12) อัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์2542 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2542 และ (13) อัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 17มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เฉพาะดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองรายการคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2542) ต้องไม่เกินจำนวน 37,089,659.66 บาท(ที่ถูก 37,088,659.66 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง) โดยจำเลยรับผิดไม่เกินวงเงินค้ำประกันจำนวน 38,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้(ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจ) ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินจำนวน 38,160,000บาท หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4953 และ4954 ตำบลสวนหลวง (หนองแขม) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 8,000,000 บาท หากขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวน 8,000,000 บาท ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"... มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินค้ำประกันจำนวน 38,160,000 บาท นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทุกฉบับในข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่าผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับและอุปกรณ์แห่งหนี้อันมีดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าว อันเป็นสัญญาหรือหนี้อุปกรณ์จะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ก็ต้องถืออัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาหรือหนี้ประธานซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจทำไว้กับโจทก์ทั้งนี้โดยเทียบเคียงแบบอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4145/2542 ระหว่างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมนึก พัฒนพิขากร กับพวก จำเลย มีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงใด ปรากฏว่าสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 ในข้อ 7 ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เริ่มจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไปจนกว่าจะครบกำหนดวันชำระหนี้ตามตั๋วเงินจากต่างประเทศแล้วหากครบกำหนดวันชำระหนี้ตามตั๋วเงินจากต่างประเทศแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจยังไม่สามารถชำระหนี้ให้ได้ ก็ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ถ้าต่อไปอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นหรือต่ำลง ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวยินยอมให้ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่ธนาคารจะได้กำหนดขึ้นใหม่ ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.10 ในข้อ 7 ก็มีข้อความในทำนองเดียวกัน เว้นแต่ในช่องอัตราดอกเบี้ยตอนต้นมิได้พิมพ์หรือเขียนจำนวนอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่ตามใบแจ้งหนี้ได้ระบุว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจสำหรับค่าสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับนี้ในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ฝ่ายจำเลยก็มิได้ให้การต่อสู้ให้เป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่า คู่สัญญาได้มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยสำหรับค่าสินค้าตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.10 นี้ในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี โดยปริยายแล้ว จากข้อความที่ระบุในสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในอัตราที่สูงขึ้นได้ต่อเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จึงมีผลเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้เดิมจึงถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนแม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 383 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้คิดดอกเบี้ยในลักษณะเป็นเบี้ยปรับในระหว่างผิดนัดจากลูกหนี้รายนี้สูงขึ้นมาก โดยบางช่วงสูงถึงร้อยละ 25 ต่อปีซึ่งเพิ่มจากเดิมกว่าร้อยละ 100 แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าการผิดนัดของลูกหนี้รายนี้มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียหายถึงขนาดที่ต้องคิดดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับสูงขึ้นมากถึงเพียงนั้นแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้คำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และภาวะดอกเบี้ยเงินสินเชื่อในตลาดการเงินในปัจจุบันแล้ว เห็นสมควรให้ลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงบางส่วน นอกจากนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันคงรวมวงเงินค้ำประกันได้ทั้งสิ้น จำนวน 38,160,000บาท เท่านั้น จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดเกินวงเงินค้ำประกันจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้ชั้นต้นตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินค้ำประกันนั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะเป็นการนำเอาดอกเบี้ยของหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทมารวมกับต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทจนเต็มวงเงินค้ำประกันแล้ว จึงคิดดอกเบี้ย และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ซึ่งที่ถูกต้องแล้วการคิดคำนวณความรับผิดตามวงเงินค้ำประกันนี้จะต้องถือตามหนี้ต้นเงินในสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น โดยไม่รวมดอกเบี้ยที่จำเลยจะต้องรับผิดต่างหาก ซึ่งหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว ก็ปรากฏว่ามีจำนวนต่ำกว่าจำนวนวงเงินค้ำประกันอยู่แล้ว ในการคิดคำนวณดอกเบี้ยจากหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตลอดระยะเวลาที่จำเลยผิดนัดจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดังนั้น ในกรณีนี้จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเมื่อนำดอกเบี้ยมารวมกับหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแล้วจะเกินจำนวนวงเงินค้ำประกันหรือไม่อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีคำขอมาท้ายอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์มาด้วยนั้น ปรากฏว่าตามอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับหนี้จำนองนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรบ้างคำขอท้ายอุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์โดยพิจารณาพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับหนี้จำนองดังกล่าวตามที่โจทก์ขอได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ให้จำเลยชำระแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 17,212,195.51 บาท นับแต่วันที่ 11ตุลาคม 2533 จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2536 และในต้นเงินจำนวน 3,023,496บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2533 จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2536 หลังจากนั้นจึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ต่อไปในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ ในชุดเอกสารหมาย จ.16 รวม 16 ฉบับคือ ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2538 ฉบับลงวันที่ 19ธันวาคม 2539 ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2540ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2540 ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2541 ฉบับลงวันที่ 20ตุลาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน2541 ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 ฉบับลงวันที่27 มกราคม 2542 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์2542 และฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2542 กับฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้อง ตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ บวกด้วย 0.25ทุกอัตรา จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดผิดสัญญาตามประกาศธนาคารโจทก์แต่ละฉบับ และอัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยไม่จำต้องคำนึงถึงวงเงินค้ำประกัน กับดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 37,088,659.66 บาทตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379 ม. 383 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง อุษณีย์ ขจิตวิทยาการ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พินิจ เพชรรุ่ง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2545
#109349
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันระบุไว้ว่า ผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดของห้างหุ้นส่วน ส. ภายในวงเงิน ที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกันและอุปกรณ์แห่งหนี้อันมีดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวอันเป็นสัญญาหรือหนี้อุปกรณ์จะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ก็ต้องถืออัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาหรือหนี้ประธานซึ่งห้างหุ้นส่วน ส. ทำไว้กับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 59,136,568.86 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 22,047,909.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4953 และ 4954 ตำบลสวนหลวง (หนองแขม) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 22,047,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 2 รายการ คือต้นเงินจำนวน 17,212,195.51 บาท และต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท โดยดอกเบี้ยในต้นเงินแต่ละรายการให้คำนวณตามอัตราต่าง ๆ ดังนี้ (1) อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 17,212,195.51 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 และในต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2533 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 (2) อัตราร้อยละ 22 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540 (3) อัตราร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2541 (4) อัตราร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 (5) อัตราร้อยละ 22.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 (6) อัตราร้อยละ 22 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 (7) อัตราร้อยละ 21.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2541 (8) อัตราร้อยละ 21.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2541 (9) อัตราร้อยละ 20.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 (10) อัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 (11) อัตราร้อยละ 19.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 (12) อัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2542 และ (13) อัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เฉพาะดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองรายการคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2542) ต้องไม่เกินจำนวน 37,089,659.66 บาท (ที่ถูก 37,088,659.66 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง) โดยจำเลยรับผิดไม่เกินวงเงินค้ำประกันจำนวน 38,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้ (ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจ) ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินจำนวน 38,160,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4953 และ 4954 ตำบลสวนหลวง (หนองแขม) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 8,000,000 บาท หากขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวน 8,000,000 บาท ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่หนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเต็มวงเงินค้ำประกันจำนวน 38,160,000 บาท นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทุกฉบับในข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่า ผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพัฒน์โลหะกิจภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับและอุปกรณ์แห่งหนี้อันมีดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวอันเป็นสัญญาหรือหนี้อุปกรณ์จะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ก็ต้องถืออัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นสัญญาหรือหนี้ประธานซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดสหัฒน์โลหะกิจทำไว้กับโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสัญญาค้ำประกัน มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ให้จำเลยชำระแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 17,212,195.51 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2533 จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2536 และในต้นเงินจำนวน 3,023,496 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2533 จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2536 หลังจากนั้นจึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ต่อไปในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป ตามประกาศ เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ ในชุดเอกสารหมาย จ.16 รวม 16 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2538 ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2539 ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2540 ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2541 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2542 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 และฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2542 กับฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้อง ตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ บวกด้วย 0.25 ทุกอัตรา จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดผิดสัญญาตามประกาศธนาคารโจทก์แต่ละฉบับ และอัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยไม่จำต้องคำนึงถึงวงเงินค้ำประกัน กับดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 37,088,659.66 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอุษณีย์ ขจิตวิทยาการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พินิจ เพชรรุ่ง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 299 -ที่ 302/2545
#65856
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมาย จึงอุทธรณ์ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยทั้งสี่สำนวนเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยหรือไม่นั้น ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่แล้วเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อความหมายของคำว่าเลิกจ้างในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 41,48)

คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินคนละ 1,980 บาท แก่โจทก์ที่ 1 กับที่ 2 เป็นเงิน 960 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน1,860 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และชำระค่าชดเชยเป็นเงินคนละ 118,800 บาท แก่โจทก์ที่ 1กับที่ 2 เป็นเงิน 43,200 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และเป็นเงิน 111,600 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และร้อยละ 15 ต่อปีของเงินค่าชดเชยดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 40)

จำเลยทั้งสี่สำนวนจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 41)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 จำเลยโดยนายประเสริฐผู้รับมอบหมายได้บอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่จริง ที่จำเลยอุทธรณ์โดยแสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่า จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่แต่โจทก์ทั้งสี่ได้ลาออกจากงานโดยสมัครใจ เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มานพ ทองเจริญ
จำเลย — นาย สุรพล วรรณากรกิจ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สุรพล วรรณากรกิจ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 299/2545
#42744
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2536 เมื่อโจทก์อุทธรณ์โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวถูกต้องหรือไม่อย่างไร ปัญหาที่ว่าโจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อใดจึงเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์เพิ่งทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 นอกจากจะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามแล้วยังเป็นฎีกาในข้อที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง อีกด้วย

อายุความไม่ใช่สภาพแห่งข้อหา โจทก์จึงไม่ต้องกล่าวมาในฟ้องว่า คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด ดังนั้นที่โจทก์ฎีกาว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความจึงมิใช่เรื่องฎีกานอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1ได้ขอเปิดบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 123-1-02099-7 และได้ทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏไว้ต่อโจทก์ สาขาปากเกร็ด วงเงิน 107,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน และหากนายจ้างของจำเลยที่ 1ไม่นำเงินเดือนหรือเงินรายได้อื่นใดเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เมื่อใดยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน112,610.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน94,563.26 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องกับจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1เบิกถอนเงินไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อใด เป็นต้นเงินจำนวนเท่าใด และมีการคิดคำนวณดอกเบี้ยอย่างไร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องทายาทของจำเลยที่ 1 ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2มิได้ยินยอมด้วยในการที่โจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏต่อโจทก์ในวงเงิน107,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และจ.4 ตามลำดับ และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2540 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2535 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์2540 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์2540 โจทก์เพิ่งทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ฟ้องไม่เกิน1 ปี นับแต่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า เกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2536 เมื่อโจทก์อุทธรณ์โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อใดจึงเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2536เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นนอกจากจะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามแล้วยังเป็นฎีกาในข้อที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง อีกด้วยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.14 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความนั้น ปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยให้ โดยเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้อง เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาเห็นว่า อายุความไม่ใช่สภาพแห่งข้อหา โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวมาในคำฟ้องว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงมิใช่เรื่องฎีกานอกฟ้องนอกประเด็น เมื่อศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้และคดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าวก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุพัฒน์ สุนทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 299/2545
#98520
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2536 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน ว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงเป็นอันยุติ

อายุความไม่ใช่สภาพแห่งข้อหา โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวมาในคำฟ้องว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ เพราะเหตุใด

ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของโจทก์และคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๑๒,๖๑๐.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๔,๕๖๓.๒๖ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องจำเลยที่ ๑ แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องกับจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า? ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง? คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ มิได้ยินยอมด้วยในการที่โจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏต่อโจทก์ในวงเงิน ๑๐๗,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๐ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๕ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ มีปัญหา ที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์เพิ่งทราบถึงการตายของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ฟ้องไม่เกิน ๑ ปี นับแต่ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงไม่ขาด อายุความนั้น เห็นว่า เกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ ๑ เมื่อใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๖ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ ๑ เมื่อใด จึงเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๓๖ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้ คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นนอกจากจะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามแล้วยังเป็นฎีกาในข้อที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง อีกด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หลังจากจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๒ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ไว้ต่อโจทก์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จึงไม่ขาดอายุความนั้น ปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่ได้วินิจฉัยให้ โดยเห็นว่าโจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้อง เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาเห็นว่า อายุความไม่ใช่สภาพ แห่งข้อหา โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวมาในคำฟ้องว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ จึงมิใช่เรื่องฎีกานอกฟ้องนอกประเด็น เมื่อศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้และคดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกา ในข้อเท็จจริง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาดังกล่าวก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 172 ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุพัฒน์ สุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายภิญโญ จิตรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 297/2545
#65855
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีอีกสำนวนหนึ่ง โดยเรียกจำเลยคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต กรณีมีเหตุระแวงว่าจำเลยอาจจะหลบหนีในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย อบเชย เชียงคำ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อบเชย เชียงคำ จำเลยที่ 2
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 290/2545
#65854
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ยื่นฎีกา จึงยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวระหว่างฎีกาจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นาย ธนพล ลัคณารัตนโชค กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง จุฑารัตน์ สวาสดิ์รัตน์ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 285/2545
#65853
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าการจับกุมและตรวจค้นจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเบิกความเป็นพยานต่อศาลไม่พอฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายและจำเลยมีสิทธิฎีกาขอให้ศาลรอการลงโทษแก่จำเลยได้เพราะไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 ให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 54)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 63)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า การจับกุมและตรวจค้นจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพยานโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย สมพร ปีลาตี
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมพร ปีลาตี จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2545
#42104
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่ารถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถของกลางให้แก่บริษัท อ. ตรงกันข้ามกลับมีข้อตกลงระบุไว้ในสัญญาเช่าว่า ห้ามมิให้ผู้เช่าแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อเติม หรือถอดส่วนใดส่วนหนึ่งของรถโดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่าก่อน และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังเป็นของผู้ให้เช่าอยู่ ผู้เช่าจะไม่จำหน่าย จ่ายโอน หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการละเมิดต่อกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่ารวมทั้งผู้เช่าต้องรับผิดชำระราคาทรัพย์สินที่เช่าที่เกิดสูญหายไปให้แก่ผู้ให้เช่า ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องยังคงมีกรรมสิทธิ์โดยบริบูรณ์ในรถยนต์และรถกึ่งพ่วงของกลางส่วนข้อตกลงที่ระบุว่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้วหากผู้ร้องขายรถยนต์ได้ราคาต่ำกว่า 228,510 บาท หรือขายรถกึ่งพ่วงได้ราคาต่ำกว่า 50,490 บาท บริษัท อ. ผู้เช่าต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดให้แก่ผู้ร้องนั้น เป็นเพียงการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่เช่าเท่านั้น หาใช่เป็นข้อที่แสดงว่าผู้ร้องจะขายรถยนต์และรถกึ่งพ่วงให้แก่บริษัท อ. เมื่อการเช่าสิ้นสุดลงไม่ และเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความในสัญญาเช่าที่ระบุว่า ผู้เช่าตกลงชำระเงินจำนวน 228,510 บาทและ 50,490 บาทแก่ผู้ให้เช่าในวันทำสัญญาเพื่อเป็นประกันความเสียหายหรือสูญหาย อันเกิดจากการกระทำของผู้เช่าแล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ร้องได้รับเงิน จำนวนดังกล่าวจากบริษัท อ. เป็นการใช้สิทธิริบเอาเงินประกันมาเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่บริษัท อ. ใช้ทรัพย์สินที่เช่าโดยมิชอบจนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวอันเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเช่า หาใช่เป็นการชำระราคาทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญาซื้อขายไม่ เพราะไม่ปรากฏในทางพิจารณาว่ามีการตกลงซื้อขายรถยนต์และรถกึ่งพ่วงของกลางแต่อย่างใด ผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรถยนต์และรถกึ่งพ่วงของกลาง

หลังจากที่ผู้ร้องได้มอบการครอบครองรถยนต์และรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่บริษัท อ. ผู้เช่าแล้ว ผู้ร้องมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับรถดังกล่าวอีก จึงไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิขอให้คืนรถยนต์และรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้องได้ ส่วนในกรณีที่บริษัท อ. ผู้เช่าเห็นว่า ผู้ร้องใช้สิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่รถของกลางถูกริบสูงเกินส่วนนั้น ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 และริบรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 92 2101 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วงคันหมายเลขทะเบียน 92 2102 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางเป็นของผู้ร้องซึ่งให้บริษัทเอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์จำกัด เช่าไป จำเลยมิได้เป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางซึ่งให้บริษัทเอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เช่ามีกำหนด36 เดือนนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 ถึง วันที่ 20 พฤษภาคม2542 ครั้นวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ก่อนครบกำหนดการเช่าเพียง 7 วัน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานขับรถของผู้เช่าขับรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงคันดังกล่าวบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ถูกจับกุมและถูกศาลพิพากษาลงโทษและสั่งริบรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยังเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกกับรถกึ่งพ่วงของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่ารถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ร.4 ถึง ร.6ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่บริษัทเอส ที เอสเอ็น จิเนียริ่ง คอนซัลแตนต์ จำกัด ตรงกันข้ามข้อตกลงในสัญญาเช่าข้อ 10 ที่ห้ามมิให้ผู้เช่าแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อเติม หรือถอดส่วนหนึ่งส่วนใดของรถโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่าก่อน และข้อ 11 ที่ระบุว่า ผู้เช่ารับรองว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังเป็นของผู้ให้เช่าอยู่ ผู้เช่าจะไม่จำหน่าย จ่ายโอนหรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการละเมิดต่อกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่ารวมทั้งข้อ 13 ที่กำหนดให้ผู้เช่าต้องรับผิดชำระราคาทรัพย์สินที่เช่าที่เกิดสูญหายให้แก่ผู้ให้เช่า ล้วนเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องยังคงมีกรรมสิทธิ์โดยบริบูรณ์ในรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลาง ส่วนข้อ 28 ที่มีใจความโดยสรุปว่า เมื่อครบกำหนดการเช่าแล้วหากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าขายรถยนต์บรรทุกได้ราคาต่ำกว่า 228,510 บาท หรือขายรถกึ่งพ่วงได้ราคาต่ำกว่า 50,490 บาท บริษัทเอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่งคอนซัลแตนท์ จำกัด ผู้เช่าต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดให้แก่ผู้ร้อง ก็เป็นเพียงการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่เช่าเท่านั้น หาใช่เป็นข้อที่แสดงว่า ผู้ร้องประสงค์จะขายรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่บริษัทเอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่งคอนซัลแตนท์ จำกัด เมื่อการเช่าสิ้นสุดลงไม่ ส่วนเอกสารหมาย ร.9และ ร.10 อันเป็นหลักฐานที่แสดงว่าเมื่อการเช่าสิ้นสุดลงแล้วบริษัทดังกล่าวได้ชำระเงินจำนวน 228,510 บาท และ 50,490บาท ตามมูลค่าของทรัพย์สินที่เป็นอยู่ในวันสิ้นสุดการเช่าให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นหลักฐานที่แสดงว่าผู้ร้องได้ขายรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่บริษัทเอส ที เอสเอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด แล้ว นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาเช่าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ร.4 ถึง ร.6 ข้อ 4 มีข้อความว่าผู้เช่าตกลงชำระเงิน 228,510 บาท และ 50,490บาทให้แก่ผู้ให้เช่าในวันทำสัญญาเช่า เพื่อเป็นประกันความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการกระทำของผู้เช่า เมื่อพิจารณาข้อสัญญาดังกล่าวประกอบกับความในข้อ 13ที่กำหนดให้ผู้เช่ารับผิดชำระราคาทรัพย์สินที่เช่าสูญหายหรือเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าแล้ว เป็นที่เห็นได้ว่าการที่ผู้ร้องได้รับเงิน288,510 บาทและ 50,490 บาทจากผู้เช่าเป็นการใช้สิทธิริบเอาเงินประกันที่ผู้เช่าได้มอบไว้ดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่ผู้เช่าใช้ทรัพย์สินที่เช่าโดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวไปเป็นของกลางในคดีอาญาอันเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเช่า หาใช่เป็นการรับชำระราคาทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญาซื้อขายดังที่ศาลล่างทั้งสองเข้าใจไม่ เพราะทางพิจารณาไม่ปรากฏว่ามีการตกลงซื้อขายรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางระหว่างผู้ร้องกับผู้เช่าแต่อย่างใด ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาหลักฐานการรับเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวมาอนุมานว่าผู้ร้องขายรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่บริษัทเอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด ทั้งที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนคำเบิกความของนายวิสุทธิ์ หัวเพชรผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องที่ตอบคำถามของโจทก์ว่ารถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางตกเป็นของผู้เช่าตั้งแต่วันที่ 20พฤษภาคม 2542 นั้น นายวิสุทธิ์มิได้อธิบายเหตุผลว่ารถดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่าเพราะเหตุใด ตรงกันข้ามคำเบิกความตอนนี้กลับขัดแย้งกับถ้อยคำของนายวิสุทธิ์ที่ยืนยันว่า เมื่อครบกำหนดการเช่าแล้วรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางยังเป็นของผู้ร้องอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้ว่าคำเบิกความของพยานปากนี้ที่ว่ารถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางตกเป็นของผู้เช่าแล้วเป็นการเบิกความผิดเพี้ยนไปจะรับฟังเป็นมั่นเหมาะว่ากรรมสิทธิ์ในรถของกลางโอนไปยังบริษัทเอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่งคอนซัลแตนท์ จำกัด แล้วไม่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องยังเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลาง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งโจทก์และผู้ร้องต่างนำสืบพยานหลักฐานจนสุดสิ้นกระแสความแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องได้มอบการครอบครองรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่ผู้เช่าตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 หลังจากนั้นผู้ร้องไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับรถดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิขอให้คืนรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้องได้อนึ่ง หากผู้เช่าเห็นว่าผู้ร้องใช้สิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่รถของกลางถูกริบสูงเกินส่วนก็ชอบที่ไปว่ากล่าวอีกส่วนหนึ่ง"

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์บรรทุกและรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัท บีทีเอ็ม ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาย วีรพัฒน์ บุญยนิยม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 284/2545
#65852
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิใช่คู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดี จึงไม่รับอุทธรณ์

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32วรรคสาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าไปในคดีในฐานะผู้ถูกคัดค้าน และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/79(2) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542มาตรา 14 โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วย

หมายเหตุ เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทมีเดียออฟมีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 และให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแทน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นเงิน 15,124,964.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 58 ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นเงินทั้งสิ้น 15,124,964.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลาง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์(อันดับ 18)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 21)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้อยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียที่อาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลาง ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม ก็ตาม แต่การอุทธรณ์คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการนั้น มาตรา 90/79 เปิดโอกาสให้อุทธรณ์คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน บทบัญญัติดังกล่าวแสดงโดยแจ้งชัดว่า ไม่ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือบุคคลใดซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการย่อมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ตามมาตรา 90/79(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล้มละลายกลางไม่รับอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น ไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง และรับอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32 วรรคสาม ม. 90/79 ม. 90/79 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ยื่นคำร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 283/2545
#65851
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เนื่องจากโจทก์ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2543 ผู้ร้องเป็นมารดาและเป็นทายาทโดยธรรมของโจทก์ผู้ตาย ประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้ต่อไป โดยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะโปรดอนุญาต

หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่แถลงคัดค้าน (อันดับ 106,108)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 260,729 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (วันที่ 11 สิงหาคม2538) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา (อันดับ 94) คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 101)

คำสั่ง

อนุญาตให้นางอำไพวรรณอุตตะโมต ซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พีระยุทธ์ อุตตะโมต
จำเลย — นาง อารียาร์ สกุลชัย
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง อำไพวรรณ อุตตะโมต ผู้ร้อง
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2545
#42103
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญากู้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามจะรวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการและได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ที่ออกเช็คที่ถูกบังคับโอนตามพระราชกฤษฎีกาการปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มาตรา 27ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทแต่อย่างใดจนกว่าจะได้มีการใช้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสามยังมิได้ชำระเงินตามสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คดังกล่าวมูลหนี้ตามสัญญากู้เงินยังไม่สิ้นผลผูกพัน ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์จะสามารถดำเนินกิจการและรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้หรือไม่คดีจึงไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องระหว่างนัดจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมูลหนี้ตามเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้รวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่โจทก์ได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว มูลหนี้ตามเช็คพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงสิ้นผลผูกพัน โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายอีกต่อไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป ให้จำหน่ายคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเพราะคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้รวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการและได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ที่ออกเช็คที่ถูกบังคับโอนตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 มาตรา 27 ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากมูลหนี้ที่ออกเช็คแต่อย่างใดจนกว่าจะได้มีการใช้เงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ชำระเงินตามสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คดังกล่าวแล้ว ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยทั้งสามได้ออกเช็คนั้นสิ้นผลผูกพัน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์จะสามารถดำเนินกิจการและรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้หรือไม่ คดีจึงไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 ดังนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 7
พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ดี.วี.เอส.ดิเวลลอบเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2545
#48228
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญากู้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยจะรวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการและได้ขายให้แก่บริษัท ก. ไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ที่ออกเช็คที่ถูกบังคับโอนตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 มาตรา 27 ไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากมูลหนี้ที่ออกเช็คจนกว่าจะได้มีการใช้เงิน เมื่อจำเลยไม่ได้ชำระเงินตามสัญญากู้เงิน ย่อมถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยได้ออกเช็คนั้นสิ้นผลผูกพัน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์จะสามารถดำเนินกิจการและรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้หรือไม่ คดีจึงไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างนัดจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมูลหนี้ตามเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้รวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่โจทก์ได้ขายให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคินจำกัด (มหาชน) กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว มูลหนี้ตามเช็คพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจึงสิ้นผลผูกพัน โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายอีกต่อไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปให้จำหน่ายคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเพราะคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้รวมอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการและได้ขายให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องมูลหนี้ที่ออกเช็คที่ถูกบังคับโอนตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากมูลหนี้ที่ออกเช็คแต่อย่างใดจนกว่าจะได้มีการใช้เงินเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ชำระเงินตามสัญญากู้เงินอันเป็นมูลหนี้ออกเช็คดังกล่าวแล้ว ดังนี้ยังถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยทั้งสามได้ออกเช็คนั้นสิ้นผลผูกพัน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์จะสามารถดำเนินกิจการและรับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้หรือไม่คดีจึงไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ดังนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ดี.วี.เอส. ดิเวลลอบเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา