คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 249/2545
#65843
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจาก จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคชรา ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีความประสงค์จะขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ต่อไปโปรดอนุญาต

หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 191)

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอีกสำนวนหนึ่งโดยให้เรียกจำเลยคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่างแก้วอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4622 ตำบลอ่างแก้วอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ห้ามจำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง(อันดับ 164,163) คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว โจทก์แถลงรับผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จริง (อันดับ 186,191)

คำสั่ง

อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนาง จำเนียร พิกุลเงินหรือสระแก้ว
จำเลย — นาย เป้ง สุวรรณโต กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ไฉน สว่างแสง ผู้ร้อง
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 248/2545
#42097
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่มีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี โดยพิเคราะห์ถึงความรู้สึกผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย ดังนั้น ศาลอาจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง หรืออาจไม่ลดมาตราส่วนโทษให้เลยก็ได้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวหาได้บังคับให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยทุกกรณีเสมอไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 80 เม็ดน้ำหนัก 7.343 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลหนองบก กิ่งอำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 9 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยซึ่งขณะกระทำความผิดอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ทุกกรณีเสมอไปหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ใดอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่มีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี โดยพิเคราะห์ถึงความรู้สึกผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย ดังนั้น ศาลอาจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง หรืออาจไม่ลดมาตราส่วนโทษให้เลยก็ได้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หาได้บัญญัติเป็นการบังคับให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยทุกกรณีเสมอไปดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ภาณุมาศ โมตันตะสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 248/2545
#65842
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา

จำเลยเห็นว่า โทษที่จำเลยได้รับเกินห้าปี จำเลยจึงสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฯลฯ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 74)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนโดยจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษแก่จำเลยในอัตรากึ่งหนึ่ง เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาง สุกัญญา ต๊ะวันวงค์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง สุกัญญา ต๊ะวันวงค์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 247/2545
#65841
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ยกคำร้อง

โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่มีทุนทรัพย์นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์เฉพาะเนื้อหาสาระในอุทธรณ์เท่านั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา จึงไม่ถูกต้อง โปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. เลขที่ 572(ที่ถูกโฉนดที่ดินเลขที่ 25578) ตำบลยางคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น และเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25578 ตำบลยางคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท แม้โจทก์มีคำขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองด้วย ก็เป็นเพียงคำขอไม่มีผลให้คดีโจทก์กลายเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไปได้ ดังนั้นเมื่อราคาที่ดินพิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและการพิจารณาว่า คดีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่เป็นอำนาจของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้ว ย่อมไม่มีเหตุจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาได้ และโจทก์จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอีกมิได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 60)

โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 61)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคแรก ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาคำสั่งของโจทก์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นวลจันทร์ จันทนะมนตรี
จำเลย — นาย พิทักษ์ สุระภักดี กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง นวลจันทร์ จันทนะมนตรี โจทก์
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
สุเมธ ตังคจิวางกูร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 246/2545
#65840
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.2 ที่ว่า ยาเสพติดให้โทษมีสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม ยังไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง,102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมให้ลงโทษจำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน ฯลฯ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 71)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 77)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของโจทก์ มิใช่โดยอาศัยข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยไม่ตรงต่อรูปเรื่อง จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ ข้อ 2(2) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย สมบูรณ์ มอบมิตร
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมบูรณ์ มอบมิตร จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 245/2545
#65839
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้ฎีกา ส่วนปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกาโจทก์

โจทก์เห็นว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่าปัญหาข้อกฎหมายใดมีสาระแก่คดีหรือไม่ มิใช่เป็นอำนาจของผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 และปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์หยิบยกมาฎีกานั้น คือปัญหาคำให้การจำเลยที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 โปรดรับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อไป

หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง เนื้อที่ 23 ไร่เศษหมู่ที่ 1 ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทต่อไป ให้จำเลยชำระเงิน 22,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่16 เมษายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 107)

โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 109)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า คำให้การของจำเลยขัดกัน เป็นคำให้การที่ไม่ชอบจำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ เท่ากับจำเลยรับว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้ จึงให้รับฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แจด ฟุ้งเฟื่อง
จำเลย — นาย เพรียง อาญา
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง แจด ฟุ้งเฟื่อง โจทก์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2545
#42096
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินและไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ อยู่ที่ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นสมาชิกสภาตำบลละเอาะ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่จัดการปกครองดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นสมาชิกสภาตำบลละเอาะ เมื่อปลายปี 2523 จำเลยที่ 1 จดแจ้งลงในทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ว่าที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 88 ไร่ ใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์ปลา โจทก์กับพวกที่มีที่ดินอยู่บริเวณข้างเคียงได้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 3ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู และนำรังวัดให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเสาปูนโจทก์กับพวกโต้แย้งคัดค้านและเกิดการวิวาททำร้ายร่างกายกัน จำเลยที่ 1ที่ 3 และเจ้าพนักงานที่ดินจึงกลับไป เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2535โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ กำหนดวันนัดให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ไปรังวัดที่ดินและแจ้งให้จำเลยที่ 2 ไประวังแนวเขต เมื่อถึงวันนัดรังวัดจำเลยที่ 2ไม่ไประวังแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ โจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่หนองสาธารณประโยชน์ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและเพิกถอนเอกสารทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูในส่วนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนไว้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของตนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่และแจ้งให้นายอำเภอทราบตามแบบที่กำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ร่วมกันมานานกว่า 100 ปี และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินเพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมากว่า 100 ปี และขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โจทก์จึงนำ ส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดินไม่ได้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่บิดาภริยาโจทก์ยกให้เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง (เดิมอำเภอกันทรารมย์) จังหวัดศรีสะเกษ ปี 2498 โจทก์แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตามเอกสารหมาย จ.1 ปี 2520 โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์ปลา เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่รังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปี 2523 จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานแจ้งต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูตามเอกสารหมาย จ.2โจทก์กับพวกคัดค้าน นายอำเภอแห่งท้องที่จึงให้โจทก์กับพวกครอบครองที่ดินพิพาทต่อไป ปี 2535 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1และที่ 3 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหลักฐานที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อทางราชการในปี 2523 เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูหรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า ในปี 2520 ที่โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อทางราชการ จำเลยที่ 1 แจ้งต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู โจทก์ได้ร้องเรียนต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และทางราชการได้ดำเนินการสอบสวนบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 เมื่อตรวจสอบบันทึกดังกล่าวแล้วปรากฏว่ามีนายชาลี นามวิชา กำนันตำบลละเอาะ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่และมีอายุ 53 ปีในขณะนั้นให้ถ้อยคำว่าก่อนที่บิดาภริยาโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ต่อ ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่าละเมาะทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทมีหนองน้ำชื่อหนองคู สภาพของหนองมีคูคันดินล้อมรอบ น้ำไม่ขังตลอดปี ฤดูฝนน้ำท่วมพื้นที่ภายในบริเวณคันดินมีปลาและสัตว์น้ำชุกชุม ราษฎรบ้านขี้เหล็ก บ้านละเอาะ บ้านยางน้อยบ้านบอน และบ้านเชือกใช้เป็นที่จับสัตว์น้ำและได้ใช้น้ำจากหนองคูเป็นประจำ โดยมีนายสงบ สิทธิศักดิ์ นายแคล้ว ธงชัย นายลา จันมนตรีและจำเลยที่ 1 ราษฎรในท้องถิ่นให้ถ้อยคำบันทึกยืนยันสนับสนุนต่อมาทางราชการได้เรียกโจทก์ไปให้ถ้อยคำและบันทึกไว้ว่า โจทก์รับทราบถึงสาเหตุที่ทางราชการไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) ให้โจทก์แล้วว่าเพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์แต่โจทก์รับรองว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และโจทก์จะเข้าทำประโยชน์คือทำนาในที่ดินพิพาทอย่างเดิม โดยโจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.5 ถึงนายอำเภอกันทรารมย์ขอบคุณที่ได้อธิบาย แนะนำชี้แจงให้โจทก์กับพวกเข้าใจเหตุผล ดังนี้แสดงว่าโจทก์ทราบตั้งแต่ปี 2520 แล้วว่าที่ดินพิพาทถูกโต้แย้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู และทางราชการผ่อนผันให้โจทก์เข้าทำนาในที่ดินพิพาทได้เพราะเคยทำอยู่เดิมเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู คงกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์เท่านั้นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านอันเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ปกครองดูแลและระวังรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและแผ่นดินได้แจ้งต่อทางราชการขึ้นทะเบียนที่ดินสำหรับสาธารณประโยชน์หนองคู โดยรวมที่ดินพิพาทเข้าไว้ด้วยในปี 2523ตามเอกสารหมาย จ.2 จึง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จำเลยทั้งสามนำสืบต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีคันดินล้อมรอบและมีหนองน้ำชื่อหนองคูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดแนวเขตด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 88 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ดินดังกล่าวราษฎรหลายหมู่บ้านใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และในฤดูฝนใช้เป็นที่จับปลามานานก่อนที่บิดาภริยาโจทก์โจทก์และราษฎรอีกหลายคนเข้าทำนา ทำให้สภาพของหนองน้ำตื้นเขินขึ้นนายทิวา ศุภจรรยา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีและเป็นคนกลางเบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศพบว่าที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่แหล่งน้ำมีคันดินล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำโบราณตามแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย ล.8 และ ป.จ. 2 ถึง ป.จ.5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำโครงการวิจัยชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจัดพิมพ์เอกสารการวิจัยในปี 2525 ตามเอกสารหมาย ป.จ.6ระบุว่าบริเวณพื้นที่ในแนวเขตสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามภาพถ่ายทางอากาศบ้านขี้เหล็กตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเป็นแหล่งชุมชนโบราณ และตามแผนที่พิพาทเอกสารหมายจ.3 และ ล.3 ก็ปรากฏว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ภายในบริเวณแนวเขตที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงตามเอกสารหมาย ป.จ.6 และมีหนองน้ำชื่อหนองคูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดแนวเขตทิศใต้ของรูปที่ดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงกัน และได้ความจากทางนำสืบของจำเลยต่อไปว่า เคยมีการพบหลักฐานเป็นเครื่องถ้วยชามโบราณแตกหักบริเวณใกล้เคียงกับหนองคู ซึ่งโจทก์และพยานโจทก์เบิกความยอมรับว่า มีหนองน้ำตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวจริงแต่สภาพของหนองน้ำปัจจุบันเปลี่ยนไปเพราะมีการขุดคลองอีสานเขียวผ่านบริเวณหนองน้ำ คงเหลือบริเวณที่เป็นหนองน้ำเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 งาน หนองน้ำอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 เส้น บริเวณที่ดินพิพาทและหนองน้ำมีคันดินล้อมรอบน่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตบริเวณที่มีคันดินล้อมรอบอันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำโบราณจริง ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าที่ดินบริเวณหนองน้ำภายในแนวเขตคันดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่มีมาแต่เดิมเรียกว่าหนองคู และมีน้ำท่วมในฤดูฝน ราษฎรใช้เป็นที่จับปลาและน้ำแห้งในฤดูแล้งราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และใช้น้ำก่อนที่บิดาภริยาโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เบิกความขัดแย้งกันเองในเรื่องคันดินที่ล้อมรอบบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ตั้งหนองคู โดยพยานโจทก์บางปากเบิกความว่าไม่เคยเห็นมีคันดินดังที่จำเลยเบิกความมาก่อน และไม่เคยรู้ว่ามีหนองคูอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่โจทก์ฎีกาว่าทางราชการไม่เคยมีหลักฐานแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตั้งแต่ปี 2498 ราษฎรที่มีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมด้วย ที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูมีเนื้อที่ไม่ถึง 88 ไร่ ดังที่จำเลยที่ 1อ้าง นายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบที่ดินพิพาทด้วยตนเอง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาและไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินแม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่โจทก์มิได้โต้แย้งว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่นอกแนวเขตคันดินที่เป็นแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ทางราชการจึงสามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ต่างกับที่ดินพิพาทที่ตั้งอยู่ภายในแนวเขตคันดินที่ล้อมรอบอยู่ แนวเขตคันดินดังกล่าวปรากฏเห็นชัดเจนสามารถคำนวณพื้นที่ดินที่อยู่ภายในได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูโดยระบุว่ามีเนื้อที่ 88 ไร่ โดยไม่ได้มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมดำเนินการด้วยจึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่โจทก์อ้าง และที่โจทก์อ้างว่านายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่จริง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่านายทิวาเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีถือว่าเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ เบิกความประกอบรายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จัดทำขึ้นในทางการศึกษาวิจัยลักษณะของชุมชนโบราณที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยดูจากภาพถ่ายทางอากาศซึ่งจากเอกสารการวิจัยที่จำเลยอ้างส่งเป็นพยานดังกล่าวได้ระบุแหล่งชุมชนโบราณในเขตจังหวัดศรีสะเกษไว้หลายแห่งรวมทั้งบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูด้วย และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายบริเวณสถานที่ที่ระบุว่าเป็นแหล่งชุมชนโบราณในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเปรียบเทียบกันจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายคลึงเป็นอย่างเดียวกัน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแม้นายทิวาจะไม่ได้ออกไปตรวจดูสถานที่พิพาทโดยดูจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวก็สามารถที่จะชี้ยืนยันตามหลักวิชาการได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏคำเบิกความของนายทิวาจึงมีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1305 ม. 1306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มั่น โคตะระ
จำเลย — นาย ประพันธ์ ประวาฬ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2545
#98292
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์ของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา และไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดิน แม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท

ท. เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีถือว่าเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ เบิกความประกอบรายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จัดทำขึ้นในทางการศึกษาวิจัยลักษณะของชุมชนโบราณที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยดูจากภาพถ่ายทางอากาศ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและเพิกถอนเอกสารทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูในส่วนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ ๑ นำไปจดทะเบียนไว้

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของตน จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่เพียงตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่และแจ้งให้นายอำเภอทราบตามแบบที่กำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ร่วมกันมานานกว่า ๑๐๐ ปี และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและห้ามจำเลยที่ ๒ เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมากว่า ๑๐๐ ปี และขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โจทก์จึงนำ ส.ค. ๑ ไปขอออกโฉนดที่ดินไม่ได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว? เห็นว่า ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา และไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดิน แม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่โจทก์มิได้โต้แย้งว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่นอกแนวเขตคันดินที่เป็นแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ทางราชการจึงสามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ ต่างกับที่ดินพิพาทที่ตั้งอยู่ภายในแนวเขตคันดินที่ล้อมรอบอยู่ แนวเขตคันดินดังกล่าวปรากฏเห็นชัดเจนสามารถคำนวณพื้นที่ดินที่อยู่ภายในได้ ดังนั้นที่จำเลยที่ ๑ แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูโดยระบุว่ามีเนื้อที่ ๘๘ ไร่ โดยไม่ได้มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมดำเนินการด้วย จึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่โจทก์อ้าง และที่โจทก์อ้างว่านายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่จริง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า นายทิวาเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีถือว่าเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ เบิกความประกอบรายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จัดทำขึ้นในทางการศึกษาวิจัยลักษณะของชุมชนโบราณที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยดูจากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งจากเอกสารการวิจัยที่จำเลยอ้างส่งเป็นพยานดังกล่าวได้ระบุแหล่งชุมชนโบราณในเขตจังหวัดศรีสะเกษไว้หลายแห่งรวมทั้งบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูด้วย และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายบริเวณสถานที่ที่ระบุว่าเป็นแหล่งชุมชนโบราณในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเปรียบเทียบกันจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายคลึงเป็นอย่างเดียวกัน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแม้นายทิวาจะไม่ได้ออกไปตรวจดูสถานที่พิพาทโดยดูจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวก็สามารถที่จะชี้ยืนยันตามหลักวิชาการได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏ คำเบิกความของนายทิวาจึงมีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 95 ม. 99 ม. 130
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมั่น โคตะระ
จำเลย — นายประพันธ์ ประวาฬ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 244/2545
#65838
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และมิใช่คดีที่เกี่ยวด้วยกับสิทธิครอบครัว จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา

โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในเรื่องสิทธิในครอบครัว ซึ่งมีผลเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง โปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 131)

โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยคบหากับสามีโจทก์ในลักษณะชู้สาวโดยได้แต่งงานกันและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของสามีโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ กรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช่คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สงวนศรี ตนักษรานนท์
จำเลย — นางสาวหรือนาง ลักคณา ต่อประดิษฐ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง สงวนศรี ตนักษรานนท์ โจทก์
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 243/2545
#65837
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีนี้จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า การตรวจค้นของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 และไม่ขออำนาจศาลยุติธรรมให้เป็นผู้ออกคำสั่งพร้อมหมายค้น เป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

หมายเหตุ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6,569 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 150.67 กรัม ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,15,66 วรรคสอง,102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 25 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 60)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คำร้องของจำเลยโดยเนื้อหาเป็นการโต้แย้งว่า การตรวจค้นของเจ้าพนักงานเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มิใช่โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยดังกล่าวไปตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาง จันทร์แก้ว หลวงสุ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ครรชิต คำลือ ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 242/2545
#65836
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางสาวชุลีข้องม่วงและนายภิรมย์ข้องม่วง ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะด้วย

หมายเหตุ นางสาวชุลีข้องม่วงและนายภิรมย์ข้องม่วง ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว เฉพาะนางสาวชุลีข้องม่วง แถลงว่า ประสงค์จะเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 (อันดับ 139,140 แผ่นที่ 2)

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ตามโฉนดเลขที่ 11303 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งเจ็ด หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนเจตนาจำเลยทั้งสอง และหากตกลงไม่ได้ก็ให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่กรรม นายอำนาจ โมพันธุ์ และนางสาววิภาวรรณข้องม่วง ทายาทของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ผู้มรณะตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา (อันดับ 130)

คดีอยู่ระหว่างส่งหมายนัดสำเนาฎีกาให้กับจำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 136)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้นางสาวชุลีข้องม่วง เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามหมายเรียก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เบญจพล ข้องม่วง กับพวก
จำเลย — นาง จำปี ข้องม่วง กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ปรีชา ลิ้มสมบูรณ์ ทนายโจทก์ทั้งเจ็ด
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 241/2545
#65835
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดในร้านอาหารซึ่งเป็นที่สาธารณะ จึงยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — พลทหาร เฉลิม ทับอินทร์
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาว ทิกฆัมพร จิตรยั่งยืน กับพวก ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2545
#42095
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท อ. นายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสแต่ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้างและมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ซึ่งบริษัทโจทก์ดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกใช้บริการการให้คำปรึกษาของบริษัทโจทก์ได้ย่อมเป็นการกระทบถึงรายได้ของนายจ้างและทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทโจทก์ได้แย่งลูกค้านายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทโจทก์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(2)และมาตรา 67 แก่โจทก์ แม้ พ. ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้าง และ จ. ผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้างจะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวเอาโทษแก่บุคคลทั้งสองเอง หามีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้บริษัท อ. เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์นั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัดตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2539 ตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาระบบคุณภาพไอเอสโอ 9000 ( ISO 9000 ) ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ80,300 บาท คือเงินเดือน 79,800 บาท และค่าโทรศัพท์มือถือเดือนละ500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 4พฤษภาคม 2543 บริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด ได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินต่าง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแรงงาน ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงว่านายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2543ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ตามคำร้องจากนายจ้างโดยพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์เป็นการทำธุรกิจแข่งขันกับนายจ้างถือเป็นปฏิปักษ์ต่อนายจ้างโดยตรง และทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจากการประมูลงานโครงการ โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะนายจ้างไม่มีข้อบังคับหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย ห้ามลูกจ้างประกอบกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับนายจ้าง นายจ้างไม่สอบสวนโจทก์ก่อนตามระเบียบของนายจ้าง หากสอบสวนให้โอกาสโจทก์ชี้แจงแสดงเหตุผลโจทก์ก็สามารถถอนตัวจากบริษัทแล้วทำงานกับนายจ้างต่อไป การที่นายจ้างเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ อีกประการหนึ่งโจทก์เห็นว่ามีพนักงานบริษัทมาชักชวนโจทก์ให้ร่วมหุ้นตั้งบริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับนายจ้างผู้จัดการบริษัทนายจ้างก็ทราบโจทก์จึงเข้าใจว่าการตั้งบริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับนายจ้างไม่น่าจะเป็นความผิด เพราะไม่มีระเบียบข้อบังคับของบริษัทห้ามไว้โจทก์จึงเห็นว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับนายจ้างไม่ได้ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นปฏิปักษ์ต่อนายจ้างโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2543 เมื่อวันที่22 กรกฎาคม 2543 ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นคำสั่งที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องเพิกถอนแต่อย่างใดขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ 7/2543ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 เฉพาะส่วนที่สั่งว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ในส่วนที่สั่งว่าผู้ร้อง (โจทก์)ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทคิวซีดีแมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้างอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ดังนั้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 นายจ้างจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคิวซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2541เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการเป็นที่ปรึกษา ให้คำปรึกษาด้านระบบคุณภาพเป็นการกระทำกิจการเช่นเดียวกับนายจ้าง ถือเป็นปฏิปักษ์และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงเพื่อเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์(ที่ถูกโจทก์ขอค่าจ้างค้างจ่ายด้วย) จำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว จากข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัดนายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของนายจ้าง ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง และมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ซึ่งบริษัทดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกใช้บริการการให้คำปรึกษาของบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมจะต้องกระทบถึงรายได้ของนายจ้าง และทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทที่โจทก์ตั้งแล้วก็ตามก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการที่โจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) และมาตรา 67 แก่โจทก์ แม้นายพิสิษฐ์ เทอดเกียรติ ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้างและนางสาวจรินทร์ ทองรัตนรักษา ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้างจะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวเอาโทษแก่บุคคลทั้งสองเองหามีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวมา กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต บุญศิริ
จำเลย — นางสาวกิติมา ติรเศรษฐเสมา
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2545
#48227
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท อ. ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท ค. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง อันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างแม้ไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทโจทก์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119(2) และมาตรา 67 แก่โจทก์ แม้ พ. ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้างและ จ. ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้าง จะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวแก่บุคคลทั้งสองเองมิได้มีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงกรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเซีย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม2539 ตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาระบบคุณภาพ ไอเอสโอ 9000 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 บริษัทแอลวีเอ็ม (เอเซีย) จำกัด ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินต่าง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแรงงาน ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงว่านายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ตามคำร้องจากนายจ้างโดยวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการทำธุรกิจแข่งขันกับนายจ้างถือเป็นปฏิปักษ์ต่อนายจ้างโดยตรงและทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจากการประมูลงานโครงการโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน กล่าวคือตามที่พนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเซีย) จำกัด ตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสรู้ความลับของนายจ้างเกี่ยวกับเทคนิคทางวิชาการซึ่งเมื่อนำไปใช้แล้วจะสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐานไอเอสโอ 9000 โจทก์ตั้งบริษัทประกอบกิจการเป็นการแข่งขันกับนายจ้างโดยรู้ว่าทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายเป็นความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) นั้น โจทก์ได้ตั้งบริษัทและเข้าประมูลงานที่บริษัทอาซาฮีอิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จริง โดยไม่รู้ว่านายจ้างเข้าประมูลด้วย ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ติดตามผลการประมูลจึงทราบว่านายจ้างเข้าประมูลด้วย โจทก์จึงได้ถอนตัวออกไปโดยไม่ได้ติดตามผลการประมูลเพื่อให้โจทก์ชนะการประมูลโจทก์ไม่มีเจตนาที่จะกระทำการเป็นปฏิปักษ์และทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ส่วนเรื่องที่นายจ้างอ้างว่าโจทก์นำเอาเทคนิคทางวิชาการของนายจ้างซึ่งอ้างว่าเป็นความลับไปใช้กับบริษัทของโจทก์แล้วจะสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐานไอเอสโอ 9000 นั้น เทคนิคดังกล่าวเป็นมาตรฐานสากล ผู้ใดที่ตั้งบริษัทที่ปรึกษาเช่นเดียวกับโจทก์หรือนายจ้างย่อมต้องทราบเทคนิคในการจัดทำระบบมาตรฐานสากลไอเอสโอ 9000 อยู่แล้ว โจทก์ทราบเทคนิควิชาการดังกล่าวโดยศึกษาจากหนังสือตำราต่าง ๆ ด้วยตนเอง ก่อนเข้ามาทำงานกับนายจ้างโจทก์เคยทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งเป็นงานในลักษณะเดียวกันมาก่อนและบริษัทนั้นก็ได้สัมฤทธิ์ผลได้รับใบรับรองมาตรฐานไอเอสโอ 9000 เช่นเดียวกัน จึงไม่ได้ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และโจทก์ไม่ได้ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายในเรื่องการประมูลเพราะเมื่อโจทก์ทราบว่านายจ้างเข้าประมูลงานด้วย โจทก์ก็ถอนตัวออกไปโดยมิได้ติดตามเพื่อให้ชนะการประมูล ซึ่งผลการประมูลปรากฏว่าบริษัทอื่นชนะการประมูล นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อนายจ้าง เพราะนายจ้างไม่มีข้อบังคับหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย ห้ามลูกจ้างประกอบกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับนายจ้าง นายจ้างไม่สอบสวนโจทก์ก่อนตามระเบียบของนายจ้าง หากสอบสวนให้โอกาสโจทก์ชี้แจงแสดงเหตุผลโจทก์ก็สามารถถอนตัวจากบริษัทแล้วทำงานกับนายจ้างต่อไปที่ตั้งบริษัทเพราะมีเพื่อนที่ตกงานชักชวนโดยไม่มีเจตนาที่จะแข่งขันกับนายจ้าง การที่นายจ้างเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ อีกประการหนึ่ง โจทก์เห็นว่ามีพนักงานบริษัทมาชักชวนโจทก์ให้ร่วมหุ้นตั้งบริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับนายจ้างผู้จัดการบริษัทนายจ้างก็ทราบ โจทก์จึงเข้าใจว่าการตั้งบริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับนายจ้าง ไม่น่าจะมีความผิด เพราะไม่มีระเบียบข้อบังคับของบริษัทห้ามไว้ โจทก์จึงเห็นว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับนายจ้างไม่ได้ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นปฏิปักษ์ต่อนายจ้างโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2543 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2543ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543

จำเลยให้การว่า โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส เป็นตำแหน่งงานสำคัญถือเป็นหัวใจหลักของบริษัทนายจ้าง โจทก์จะทราบถึงเทคนิคสำคัญซึ่งเป็นความลับของบริษัทนายจ้างจากตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์เอง ซึ่งโจทก์ได้นำเอาไปใช้กับลูกค้าขณะเป็นพนักงานบริษัทอยู่เสมอ ต่อมาภายหลังนายจ้างทราบว่าโจทก์ได้ประกอบกิจการในลักษณะเช่นเดียวกับนายจ้างโดยได้จดทะเบียนนิติบุคคลในนามบริษัทคิวซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัดประกอบกิจการให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านระบบคุณภาพตามหลักฐานหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท กระทำกิจการเช่นเดียวกับนายจ้างย่อมต้องการลูกค้ากลุ่มเดียวกันและมีการนำเอาความรู้ข้อมูลความลับซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญของบริษัทนายจ้างไปใช้เพื่อประโยชน์แก่บริษัทส่วนตัวโดยสะดวก ซึ่งการดำเนินธุรกิจของนายจ้างต้องอาศัยความสามารถและความซื่อสัตย์ของพนักงานเป็นสำคัญ และนายจ้างยังตรวจพบอีกว่าบริษัทคิวซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด ของโจทก์ได้เข้าประมูลงานโครงการให้คำปรึกษาระบบบริหารคุณภาพไอเอสโอ 9000 ของบริษัทอาซาฮีอิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อแข่งขันกับนายจ้าง ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นลูกค้านายจ้างในขณะที่โจทก์เป็นพนักงานของนายจ้าง พฤติการณ์ของโจทก์กระทำเพื่อต้องการชนะการประมูลให้ได้มาซึ่งงานโครงการดังกล่าว กระทำโดยเล็งเห็นผลและรู้ว่าจะทำให้นายจ้างเสียหายไม่ได้รับการประมูลงานการกระทำของโจทก์เป็นการทำธุรกิจแข่งขันกับนายจ้างเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนายจ้างโดยตรง ถือว่าจงใจทำให้ นายจ้างได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) นายจ้างจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 เฉพาะส่วนที่สั่งว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ในส่วนที่สั่งว่าผู้ร้อง (โจทก์) ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเซีย)จำกัด ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทคิวซีดีแมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง อันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 นายจ้างมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคิวซีดีแมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง อันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2543 นายจ้างมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคิวซีดีแมเนจเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2541 เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการเป็นที่ปรึกษา ให้คำปรึกษาระบบคุณภาพเป็นการกระทำกิจการเช่นเดียวกับนายจ้าง ถือเป็นปฏิปักษ์และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงเพื่อเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ขอค่าจ้างค้างจ่ายด้วย) จำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2543 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวจากข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเซีย) จำกัด นายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของนายจ้าง ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้างและมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างซึ่งบริษัทดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกให้บริการให้คำปรึกษาของบริษัทโจทก์ที่ก่อตั้งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมจะต้องกระทบถึงรายได้ของนายจ้าง และทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทที่โจทก์ตั้งแล้วก็ตาม ก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการที่โจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้าง โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) และมาตรา 67แก่โจทก์แม้นายพิสิษฐ์ เทอดเกียรติ ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้างและนางสาวจรินทร์ ทองรัตรักษา ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้าง จะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวเอาโทษแก่บุคคลทั้งสองเอง หามีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวมา กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุชิต บุญศิริ
จำเลย — นางสาว กิติมา ติรเศรษฐเสมา
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2545
#98285
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของนายจ้าง ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง และมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ซึ่งบริษัทดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกการใช้บริการการให้คำปรึกษาของบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมจะต้องกระทบถึงรายได้ของนายจ้าง และทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทที่โจทก์ตั้งแล้วก็ตาม ก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการที่โจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) และมาตรา 67 แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ ๗/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓

จำเลยให้การว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ ๗/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เป็นคำสั่งที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องเพิกถอนแต่อย่างใด? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ ๗/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เฉพาะส่วนที่สั่งว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดงที่ ๗/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ในส่วนที่สั่งว่าผู้ร้อง (โจทก์) ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทคิวซีดี แมนเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง อันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ดังนั้น เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ นายจ้างจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคิวซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๑ เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการเป็นที่ปรึกษา ให้คำปรึกษาด้านระบบคุณภาพ เป็นการกระทำกิจการเช่นเดียวกับนายจ้าง ถือเป็นปฏิปักษ์และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ดินแดง เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ขอค่าจ้างค้างจ่ายด้วย) จำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ ๗/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว จากข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด นายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของนายจ้าง ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง และมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ซึ่งบริษัทดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกใช้บริการการให้คำปรึกษาของบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมจะต้องกระทบถึงรายได้นายจ้าง และทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทที่โจทก์ตั้งแล้วก็ตาม ก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการที่โจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) และมาตรา ๖๗ แก่โจทก์ แม้นายพิสิษฐ์ เทอดเกียรติ ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้างและนางสาวจรินทร์ ทองรัตนรักษา ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้างจะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวเอาโทษแก่บุคคลทั้งสองเอง หามีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวมา กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต บุญศิริ
จำเลย — นางสาวกิติมา ติรเศรษฐเสมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนบดี กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 239/2545
#65834
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ ศรีรัง
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง วิทยา อุปสาร ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2545
#42094
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียวจะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อันเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แล้ว ถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อปรากฏว่าระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันนี้ไปยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีก ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ดังกล่าว

การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมนั้นเป็นการฟ้องเรียกตามสิทธิในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมิใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างครั้งสุดท้ายทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอาวุโส ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ80,300 บาท จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ทำการจดทะเบียนตั้งบริษัทควีซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านระบบคุณภาพเช่นเดียวกับกิจการของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่สอบสวนความผิดก่อนจึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่สามารถหางานใหม่ทำได้ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน149,893.33 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 8,030 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 10,706.67 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน481,800 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 963,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินดังกล่าวทุกรายการนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยทุกระยะ 7 วันด้วย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ดำเนินการเป็นคู่แข่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง โดยได้จัดตั้งบริษัทคิวซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัดซึ่งมีวัตถุประสงค์และดำเนินกิจการในด้านการให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดทำระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐานสากล การจัดฝึกอบรมการตรวจประเมินระบบคุณภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกิจการของจำเลยที่เป็นนายจ้างและจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องสอบสวนจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จดทะเบียนตั้งบริษัทคิวซีดีแมเนจเมนท์ จำกัด และบริษัทดังกล่าวยื่นประมูลงานแข่งกับจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยเสียหาย แต่เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของลูกจ้างและไม่ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 481,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 อันเป็นวันเลิกจ้างจนถึงวันชำระเสร็จ ค่าจ้างเป็นเงิน 50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จ และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 10,706.67บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าภายหลังจากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม2543 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่า โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างดังกล่าวไปฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์อีก รวมทั้งเรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่โจทก์นำมูลกรณีที่ถูกจำเลยเลิกจ้างไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ขณะอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์นำมูลกรณีเดียวกันนี้ไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางจะมีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์หรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 123 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." แสดงว่าเมื่อเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้วกฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ตามมาตรา 123 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ตามมาตรา 125 บทบัญญัติตามมาตรา 123 ดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือ จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นแนวทางใหม่แล้ว ก็ยังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติในระหว่างนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ขอให้บังคับบริษัทแอลวีเอ็ม(เอเชีย) จำกัด จำเลยคดีนี้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอันเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยคดีนี้ด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุดเมื่อปรากฏว่าต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 ระหว่างพนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันไปยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้อีกเพื่อขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์เช่นเดียวกับที่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานไว้ ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 ดังกล่าวที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ให้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ ส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการฟ้องเรียกตามสิทธิในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มิใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุชิต บุญศิริ
จำเลย — บริษัท แอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2545
#98278
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้ว กฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตาม มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ ตามมาตรา 123 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ตามมาตรา 125 บทบัญญัติตามมาตรา 123 ดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียวกล่าวคือ จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นแนวทางใหม่แล้ว ก็ยังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติในระหว่างนั้น

โจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิได้รับเงินต่างๆ ที่พึงได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะนำคดีซึ่งมีมูลกรณีเดียวกันไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน ๑๔๙,๘๙๓.๓๓ บาท ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน ๘,๐๓๐ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน ๑๐,๗๐๖.๖๗ บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน ๔๘๑,๘๐๐ บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน ๙๖๓,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินดังกล่าวทุกรายการนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยทุกระยะ ๗ วันด้วย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส ระหว่างที่โจทก์เป็น ลูกจ้างของจำเลย โจทก์ได้ดำเนินการเป็นคู่แข่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง โดยได้จัดตั้งบริษัทคิวซีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์และดำเนินกิจการในด้านการให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดทำระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐานสากล การจัดฝึกอบรม การตรวจประเมินระบบคุณภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำเลย โดยบริษัทดังกล่าวโจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการ ผู้ถือหุ้น และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท อันเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการอย่างเดียวกับจำเลย นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำบริษัทคิวซีดี แมเนจเมนท์ จำกัด เข้าประมูลงานแข่งขันกับจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกิจการของจำเลยที่เป็นนายจ้างและจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมากจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องสอบสวน โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่จำเลยเป็นฝ่ายได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ทราบข้อมูลความลับทางการค้าของจำเลยและนำไปเป็นประโยชน์ต่อบริษัทของโจทก์ได้ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์จดทะเบียนตั้งบริษัทคิวซีดี แมเนจเมนท์ จำกัด และบริษัทดังกล่าวยื่นประมูลแข่งกับจำเลย ถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยเสียหาย แต่เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของลูกจ้างและไม่ถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๔๘๑,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันเลิกจ้างจนถึงวันชำระเสร็จ ค่าจ้างเป็นเงิน ๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ไปจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า ภายหลังจากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่า โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ต่อมาในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้าง ดังกล่าวไปฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์อีก รวมทั้งเรียก ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่โจทก์นำมูลกรณีที่ถูกจำเลยเลิกจ้างไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ขณะอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์นำมูลกรณีเดียวกันนี้ไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางจะมีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน?" แสดงว่าเมื่อเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้วกฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๓ ถึงมาตรา ๑๒๕ โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ ตามมาตรา ๑๒๓ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา ๑๒๔ แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ตามมาตรา ๑๒๕ บทบัญญัติตามมาตรา ๑๒๓ ดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียวกล่าวคือ จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก้ได้ แต่ก็จะใช้สิทธิพร้อมพันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยืนคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นแนวทางใหม่แล้ว ก็ยังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติในระหว่างนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้อง ต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ขอให้บังคับบริษัทแอมวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด จำเลยคดีนี้จ่ายค่า ชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอันเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยคดีนี้ด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยคดีนี้ด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อปรากฏว่าต่อเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ระหว่างพนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันไปยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้อีกเพื่อขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์เช่นเดียวกับที่ได้ยืนคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานไว้ ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ให้จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ ส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการฟ้องเรียกตามสิทธิในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มิใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้าง ค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต บุญศิริ
จำเลย — บริษัทแอลวีเอ็ม (เอเชีย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนบดี กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2545
#42093
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงผลของคำสั่งปิดคดีว่าเป็นเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 160 อนุมัติการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้และตรวจบัญชีรับจ่ายของบุคคลล้มละลายตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง(1)ถึง (3) รวมทั้งยังอาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปเมื่อเห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ตามมาตรา 134 วรรคท้ายอีกด้วยจึงต้องถือว่าคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อคดีนี้ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับกรณีจึงต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34บัญญัติไว้ จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 35 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2534 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งปิดคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535

จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้มีการยื่นฟ้องก่อนพระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีแล้วไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลและปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งมูลหนี้อันเป็นมูลเหตุที่ฟ้องล้มละลายไม่มีลักษณะเป็นการทุจริตและมีระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ขอให้มีคำสั่งปลดจำเลยจากการล้มละลาย (ที่ถูก ให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย)ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม2535 คำสั่งดังกล่าวมีผลเพียงระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 134 ดังนั้นจึงเป็นคดีที่อยู่ระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้มีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2543 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 มาตรา 35ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อศาลมีคำสั่งปิดคดีย่อมทำให้มีผลระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ส่วนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 134 เป็นเพียงกำหนดว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 134 เท่านั้น มิใช่ยังคงอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคหนึ่งบัญญัติถึงผลของคำสั่งปิดคดีว่าเป็นเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 160 อนุมัติการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้และตรวจบัญชีรับจ่ายของบุคคลล้มละลายตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) รวมทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังอาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปได้เมื่อเห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคท้าย อีกด้วย กรณีจึงต้องถือว่าคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อคดีนี้ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34 บัญญัติไว้ จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ไม่ได้ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 134 ม. 160
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด
จำเลย — นาง ผ่องพรรณ พันไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 229/2545
#65833
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ จึงไม่มีเหตุให้ต้องปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยขอให้คืนเงินค่าปรับนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นที่จะทำให้ต้องมีการคืนเงินค่าปรับแก่จำเลย กรณีจึงย่อมจะคืนเงินค่าปรับให้แก่จำเลยไม่ได้ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย อัครเดช แซ่เล้า
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย พชร สุวรรณโชติ ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา