ความว่า เนื่องจาก จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคชรา ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีความประสงค์จะขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ต่อไปโปรดอนุญาต
หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 191)
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอีกสำนวนหนึ่งโดยให้เรียกจำเลยคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่างแก้วอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4622 ตำบลอ่างแก้วอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ห้ามจำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง(อันดับ 164,163) คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว โจทก์แถลงรับผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จริง (อันดับ 186,191)
คำสั่ง
อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ได้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่มีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี โดยพิเคราะห์ถึงความรู้สึกผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย ดังนั้น ศาลอาจลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง หรืออาจไม่ลดมาตราส่วนโทษให้เลยก็ได้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวหาได้บังคับให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยทุกกรณีเสมอไปไม่
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา
จำเลยเห็นว่า โทษที่จำเลยได้รับเกินห้าปี จำเลยจึงสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฯลฯ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 74)
จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนโดยจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษแก่จำเลยในอัตรากึ่งหนึ่ง เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ยกคำร้อง
โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่มีทุนทรัพย์นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์เฉพาะเนื้อหาสาระในอุทธรณ์เท่านั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา จึงไม่ถูกต้อง โปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. เลขที่ 572(ที่ถูกโฉนดที่ดินเลขที่ 25578) ตำบลยางคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น และเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25578 ตำบลยางคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์
โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท แม้โจทก์มีคำขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองด้วย ก็เป็นเพียงคำขอไม่มีผลให้คดีโจทก์กลายเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไปได้ ดังนั้นเมื่อราคาที่ดินพิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและการพิจารณาว่า คดีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่เป็นอำนาจของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้ว ย่อมไม่มีเหตุจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาได้ และโจทก์จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอีกมิได้ ให้ยกคำร้อง
โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 60)
โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 61)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคแรก ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาคำสั่งของโจทก์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย
จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.2 ที่ว่า ยาเสพติดให้โทษมีสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม ยังไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง,102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมให้ลงโทษจำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน ฯลฯ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 71)
จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 77)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของโจทก์ มิใช่โดยอาศัยข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยไม่ตรงต่อรูปเรื่อง จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ ข้อ 2(2) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้อง
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้ฎีกา ส่วนปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกาโจทก์
โจทก์เห็นว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่าปัญหาข้อกฎหมายใดมีสาระแก่คดีหรือไม่ มิใช่เป็นอำนาจของผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 และปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์หยิบยกมาฎีกานั้น คือปัญหาคำให้การจำเลยที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 โปรดรับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อไป
หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง เนื้อที่ 23 ไร่เศษหมู่ที่ 1 ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทต่อไป ให้จำเลยชำระเงิน 22,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่16 เมษายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 107)
โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 109)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า คำให้การของจำเลยขัดกัน เป็นคำให้การที่ไม่ชอบจำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ เท่ากับจำเลยรับว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้ จึงให้รับฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไป
ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินและไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมทรัพย์ของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่
ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา และไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดิน แม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท
ท. เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีถือว่าเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ เบิกความประกอบรายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จัดทำขึ้นในทางการศึกษาวิจัยลักษณะของชุมชนโบราณที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยดูจากภาพถ่ายทางอากาศ
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และมิใช่คดีที่เกี่ยวด้วยกับสิทธิครอบครัว จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา
โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในเรื่องสิทธิในครอบครัว ซึ่งมีผลเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง โปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 131)
โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยคบหากับสามีโจทก์ในลักษณะชู้สาวโดยได้แต่งงานกันและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของสามีโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ กรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช่คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป
ความว่า คดีนี้จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า การตรวจค้นของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 และไม่ขออำนาจศาลยุติธรรมให้เป็นผู้ออกคำสั่งพร้อมหมายค้น เป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
หมายเหตุ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6,569 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 150.67 กรัม ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,15,66 วรรคสอง,102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 25 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 60)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คำร้องของจำเลยโดยเนื้อหาเป็นการโต้แย้งว่า การตรวจค้นของเจ้าพนักงานเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มิใช่โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยดังกล่าวไปตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ให้ยกคำร้อง
ความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางสาวชุลีข้องม่วงและนายภิรมย์ข้องม่วง ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะด้วย
หมายเหตุ นางสาวชุลีข้องม่วงและนายภิรมย์ข้องม่วง ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว เฉพาะนางสาวชุลีข้องม่วง แถลงว่า ประสงค์จะเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 (อันดับ 139,140 แผ่นที่ 2)
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ตามโฉนดเลขที่ 11303 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งเจ็ด หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนเจตนาจำเลยทั้งสอง และหากตกลงไม่ได้ก็ให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท
ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่กรรม นายอำนาจ โมพันธุ์ และนางสาววิภาวรรณข้องม่วง ทายาทของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ผู้มรณะตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา (อันดับ 130)
คดีอยู่ระหว่างส่งหมายนัดสำเนาฎีกาให้กับจำเลยที่ 1
โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 136)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้นางสาวชุลีข้องม่วง เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามหมายเรียก
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดในร้านอาหารซึ่งเป็นที่สาธารณะ จึงยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท อ. นายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสแต่ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้างและมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ซึ่งบริษัทโจทก์ดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกใช้บริการการให้คำปรึกษาของบริษัทโจทก์ได้ย่อมเป็นการกระทบถึงรายได้ของนายจ้างและทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทโจทก์ได้แย่งลูกค้านายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทโจทก์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(2)และมาตรา 67 แก่โจทก์ แม้ พ. ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้าง และ จ. ผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้างจะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวเอาโทษแก่บุคคลทั้งสองเอง หามีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้บริษัท อ. เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์นั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท อ. ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท ค. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง อันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างแม้ไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทโจทก์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119(2) และมาตรา 67 แก่โจทก์ แม้ พ. ผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายจ้างและ จ. ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายและบริการธุรกิจของบริษัทนายจ้าง จะได้ร่วมกันตั้งบริษัทอื่นซึ่งมีกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้างเช่นเดียวกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างจะไปว่ากล่าวแก่บุคคลทั้งสองเองมิได้มีผลทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายจ้าง มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของนายจ้าง ทำการตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับนายจ้าง และมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับกิจการของนายจ้าง ซึ่งบริษัทดังกล่าวย่อมจะต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของนายจ้าง ลูกค้าอาจจะเลือกการใช้บริการการให้คำปรึกษาของบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมจะต้องกระทบถึงรายได้ของนายจ้าง และทำให้นายจ้างเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าบริษัทที่โจทก์ก่อตั้งได้แย่งลูกค้าของนายจ้างหรือมีลูกค้าไปใช้บริการของบริษัทที่โจทก์ตั้งแล้วก็ตาม ก็ต้องถือว่าการที่โจทก์ตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าวเป็นการที่โจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) และมาตรา 67 แก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียวจะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อันเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แล้ว ถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อปรากฏว่าระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันนี้ไปยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีก ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ดังกล่าว
การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมนั้นเป็นการฟ้องเรียกตามสิทธิในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมิใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนนี้ได้
กรณีตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิฟ้องนายจ้างต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติแล้ว กฎหมายยังกำหนดแนวทางใหม่ตาม มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ ตามมาตรา 123 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ตามมาตรา 125 บทบัญญัติตามมาตรา 123 ดังกล่าวมีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียวกล่าวคือ จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงานก็ได้ แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ หากลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นแนวทางใหม่แล้ว ก็ยังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลแรงงานตามแนวทางปกติในระหว่างนั้น
โจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิได้รับเงินต่างๆ ที่พึงได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะนำคดีซึ่งมีมูลกรณีเดียวกันไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงผลของคำสั่งปิดคดีว่าเป็นเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 160 อนุมัติการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้และตรวจบัญชีรับจ่ายของบุคคลล้มละลายตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง(1)ถึง (3) รวมทั้งยังอาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปเมื่อเห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ตามมาตรา 134 วรรคท้ายอีกด้วยจึงต้องถือว่าคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อคดีนี้ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับกรณีจึงต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34บัญญัติไว้ จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 35 ไม่ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ จึงไม่มีเหตุให้ต้องปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยขอให้คืนเงินค่าปรับนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นที่จะทำให้ต้องมีการคืนเงินค่าปรับแก่จำเลย กรณีจึงย่อมจะคืนเงินค่าปรับให้แก่จำเลยไม่ได้ ให้ยกคำร้อง