คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 111/2564
#683750
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตจตุจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันควบคุมการก่อสร้างบาทวิถีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยุติการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งรื้อถอนบาทวิถีออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว เห็นว่า แม้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้อำนวยการเขตจตุจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และควบคุมการก่อสร้างบาทวิถีรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า การก่อสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้ายกระดับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บริเวณทางเท้าริมถนนสาธารณะไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของทางขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าและเสาตอม่อรองรับอาคารรุกล้ำเข้าในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าปัจจุบันที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างบาทวิถีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้วจะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ซ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 110/2564
#683747
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้กรมท่าอากาศยาน จำเลย เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุระหว่างโจทก์กับท่าอากาศยานอุดรธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยมีสาระสำคัญเป็นการให้โจทก์ได้ประโยชน์จากการใช้ที่ดินที่เช่าเพื่อประกอบกิจการบริหารลานจอดรถยนต์ สำนักงาน ร้านค้าและบริการเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์โดยตรง โดยจำเลยได้ค่าเช่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่จำเลยมอบให้โจทก์เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลย อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาพิพาทจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — พันเอก ช.
จำเลย — กรมท่าอากาศยาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 109/2564
#683745
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย ส. โจทก์ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด ยื่นฟ้อง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด จำเลย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ที่มีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลย และเพิกถอนมติคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๓ วาระที่ ๔.๑ เรื่อง การพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ฯ และขอให้จำเลยคืนสิทธิและหน้าที่แก่โจทก์ตามที่เคยเป็นอยู่เดิม แต่โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เมื่อคดีนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด จำเลยจัดตั้งขึ้นโดยการจดทะเบียนตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยจำเลยประกอบด้วยคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการดำเนินกิจการของสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่รวมตัวกัน จำเลยจึงเป็นนิติบุคคลเอกชนมิใช่นิติบุคคลมหาชนและไม่เข้าประเภทหนึ่งประเภทใดของ "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยจึงไม่ใช่ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้นมติของคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนในคดีนี้ จึงมิใช่การกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว จึงมิใช่ "คำสั่งทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นข้อพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมุกดาหาร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 108/2564
#683744
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย ย. โจทก์ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด ยื่นฟ้อง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด จำเลย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ที่มีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลย และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๓ วาระที่ ๔.๑ เรื่อง การพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ฯ กับขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่มีมติให้โจทก์ออกจากสมาชิกและขอให้จำเลยคืนสิทธิและหน้าที่แก่โจทก์ตามที่เคยเป็นอยู่เดิม แต่โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เมื่อคดีนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหารจำกัด จำเลย จัดตั้งขึ้นโดยการจดทะเบียนตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันโดยจำเลยประกอบด้วยคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการดำเนินกิจการของสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่รวมตัวกัน จำเลยจึงเป็นนิติบุคคลเอกชนมิใช่นิติบุคคลมหาชนและไม่เข้าประเภทหนึ่งประเภทใดของ "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยจึงไม่ใช่ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้นมติของคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยและมติของที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ของจำเลยที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนในคดีนี้จึงมิใช่การกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว จึงมิใช่ "คำสั่งทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นข้อพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมุกดาหาร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2564
#683743
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสามซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ธนารักษ์พื้นที่เลย ที่ ๓ ที่ดินจังหวัดเลย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนที่ราชพัสดุและโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสาม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสาม ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองและออกเอกสารสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสามอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ออกโฉนดที่ดินและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ จดทะเบียนที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสาม อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสาม ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสาม การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเลย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 123 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2564
#683742
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาเพ็ญ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๒๘ ผู้ฟ้องคดีจะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแต่มีป้ายปิดทางเข้าที่ดินว่าห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยเด็ดขาด เมื่อตรวจสอบจึงทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดสอบเขตและปักหมุดโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๒๘ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๒๘ ของผู้ฟ้องคดีเกิดจากการนำเดินสำรวจที่ดินผิดพลาดและทับที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๒ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๒๘ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และขอให้รังวัดสอบเขตที่ดินและปักหมุดโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีเนื้อที่ตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๒๘ หรือฟ้องขอให้ชำระค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินก็โดยมีเจตนาเพื่อจะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๒๘ ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 105/2564
#683739
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคูเมือง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาคูเมือง ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ระหว่างพิจารณาศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำขอท้ายฟ้องข้อที่ ๑ , ๓ และ ๔ ไว้พิจารณา สรุปข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินด้านเกษตรกรรมต่อเนื่องมาโดยตลอดโดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ บริเวณหมู่ที่ ๔ บ้านจิกน้อย ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนรวม ๔ แปลง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้นำที่ดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งรวมถึงที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ครอบครองและทำประโยชน์มายื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่สาธารณประโยชน์ดงลูกช้างหรือโสกลึกต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และได้มีการสอบสวนและรังวัดทำแผนที่ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาคูเมือง เรื่องแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่คัดค้าน จึงได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ใช้สิทธิทางศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คัดค้าน การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ครอบครองทำประโยชน์ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ ทั้ง ๆ ที่ที่ดินบริเวณนี้ตั้งอยู่ในเขตดำเนินการของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมถือได้ว่าเป็นการเพิกถอนสภาพความเป็นป่าสงวนแห่งชาติแล้วและไม่มีสภาพเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การสรุปได้ว่า การออกประกาศหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติหลักฐานทะเบียนที่สาธารณประโยชน์และการแบ่งเขตการปกครองของอำเภอคูเมือง ยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าน โดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาแสดง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ใช้สิทธิทางศาลภายใน ๖๐ วัน ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นหลักที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำที่ดินในบริเวณบ้านจิกน้อย หมู่ที่ ๔ ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งรวมถึงที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินด้านเกษตรกรรมไปยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่สาธารณประโยชน์ดงลูกช้างต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาคูเมือง เรื่องแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีประเด็นที่ศาลจำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักดังกล่าวได้ แต่เพียงว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ครอบครองทำประโยชน์โดยไม่มีเอกสารสิทธิเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 4 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคูเมือง กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 104/2564
#683719
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม ที่ ๑ นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตาก ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๐๗๔ และ ๓๔๐๗๕ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เทศบาลตำบลไม้งามยื่นคำขอรังวัดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ (หนองกระทุ่มสาธารณประโยชน์) ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีคำสั่งให้แก้ไขเนื้อที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ที่แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แก้ไขโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดให้มีเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม ศาลปกครองพิษณุโลกไม่รับฟ้องในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไว้พิจารณา ดังนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ด อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๐๗๔ และ ๓๔๐๗๕ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ด เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตาก
ผู้ฟ้องคดี — นาง ว. กับพวกรวม 7 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2564
#683649
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม ที่ ๑ นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตาก ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด และเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ในส่วนที่ยังไม่ออกโฉนดที่ดิน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจาก การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขเนื้อที่ใน น.ส.ล. รุกล้ำแนวเขตที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แก้ไขโฉนดที่ดินให้มีเนื้อที่ตาม น.ส. ๓ ก. กับห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. บริเวณที่ยังไม่ได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน โดยศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องเฉพาะในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไว้พิจารณา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. มีการรังวัดแนวเขตที่ดินและมีการรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงทุกด้าน และมีการสอบเขต ๓ ครั้ง ได้เนื้อที่เท่ากันทุกครั้ง ในการสอบเขตครั้งแรก ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ลงลายมือชื่อรับรองการปักหลักเขตใหม่แทนหลักเขตที่หายไป และรับรองแนวเขตโดยไม่มีการคัดค้าน และในการขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. นั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นำเดินสำรวจและยอมรับแนวเขตที่ดินของตนว่าติดกับ น.ส.ล. จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพื้นที่นอกเอกสารสิทธิระหว่างเอกสารสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับ น.ส.ล. คำสั่งแก้ไขเนื้อที่ใน น.ส.ล. มิได้ทำให้สิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ลดลง และไม่เป็นการทับหรือรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ จึงไม่ต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และแก้ไขโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออก น.ส.ล. แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีทั้งสี่อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แก้ไขโฉนดที่ดินให้มีเนื้อที่ตาม น.ส. ๓ ก. เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตาก
ผู้ฟ้องคดี — นาง ส. กับพวกรวม 4 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 102/2564
#683648
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ที่ ๑ อธิบดี กรมที่ดิน ที่ ๒ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในส่วนที่ออกทับที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้น เป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2564
#660262
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาในวันนัดโดยให้ส่งหมายนัดให้โจทก์อีกครั้งพร้อมแนบสำเนาคำร้องของจำเลย โดยให้ระบุในหมายนัดว่า หากโจทก์จะคัดค้านให้คัดค้านก่อนหรือภายในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ไม่คัดค้าน ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลต้องการนัดพร้อมเพื่อให้โจทก์และจำเลยมาศาลเพื่อแถลงร่วมกันเกี่ยวกับการชำระเงินของจำเลยในนัดต่อไป เมื่อโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่รูปคดี อันจะทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปได้อย่างเที่ยงธรรม การละเลยของโจทก์เช่นนี้ถือว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยตกลงกับโจทก์โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยชดใช้เงิน 90,000 บาท ซึ่งหากจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ก็ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยและจะขอถอนฟ้อง ต่อมาจำเลยชำระเงิน 90,000 บาท ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่มาศาลและไม่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำความผิดแต่ละกรรมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง (ที่ถูก ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 3 กระทง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ได้ความว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ตกลงกับจำเลยโดยยินยอมให้จำเลยชดใช้เงิน 90,000 บาท ภายใน 4 เดือน นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ซึ่งหากจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยและจะขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาออกไป 4 เดือน เป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ครั้นเมื่อถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยจำเลยยื่นคำร้องในวันดังกล่าวว่า จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท ให้แก่โจทก์ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาตามข้อตกลงแล้ว ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 พร้อมหลักฐานการชำระเงินแนบท้ายคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเลื่อนวันนัดไปในวันที่ 21 ธันวาคม 2561 โดยให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ให้แก่โจทก์ โดยระบุในหมายนัดว่าหากโจทก์จะคัดค้านให้คัดค้านก่อนหรือภายในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ไม่คัดค้านและรับว่าจำเลยชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว เมื่อถึงวันนัดวันที่ 21 ธันวาคม 2561 โจทก์ได้รับหมายนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลอีก ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่ากรณีถือว่าโจทก์ไม่คัดค้านคำร้องของจำเลยและถือว่าโจทก์ได้รับค่าเสียหายครบถ้วนแล้วตามข้อตกลง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและปรับแต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนโทษจำคุกและโทษปรับของจำเลย จำเลยฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นอันถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นจดรายการกระบวนพิจารณาในวันนัดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โดยให้ส่งหมายนัดให้โจทก์อีกครั้งพร้อมแนบสำเนาคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โดยให้ระบุในหมายนัดว่า หากโจทก์จะคัดค้านให้คัดค้านก่อนหรือภายในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ไม่คัดค้าน ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลต้องการนัดพร้อมเพื่อให้โจทก์และจำเลยมาศาลเพื่อแถลงร่วมกันเกี่ยวกับการชำระเงินของจำเลยในนัดต่อไป เมื่อโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่รูปคดี อันจะทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปได้อย่างเที่ยงธรรม การละเลยของโจทก์เช่นนี้ถือว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายไพโรจน์ ตู้ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนากิจ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 100/2564
#683619
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลบ้านเลือก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำถนน ค.ส.ล. ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเกือบกลางที่ดิน ไม่ถูกต้องตามเจตนาที่เจ้าของเดิมอุทิศให้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างเสาไฟฟ้าตามแนวถนนเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แก้ไขถนนใหม่ให้ถูกต้อง โดยรื้อถนน ค.ส.ล. เก่าออกให้เป็นสภาพเดิม ทำถนนใหม่ให้เลาะชิดขอบที่ดินและให้ใช้ประโยชน์ได้หน้ากว้างไม่เกิน ๒ เมตร พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ย้ายเสาไฟฟ้าให้ถูกต้องโดยไม่ให้อยู่ในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการที่เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำถนน ค.ส.ล. ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำถนนเกือบกลางที่ดินโดยที่ดินส่วนที่เหลือใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างเสาไฟฟ้าตามแนวถนนเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งว่า ในการดำเนินการมีตัวแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ชี้แนวเขตสาธารณประโยชน์ ทั้งทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมมีหนังสือยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อสาธารณะ ปัจจุบันที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและระบบจำหน่ายไฟฟ้าไปตามแนวถนนดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะต้องรื้อย้ายถนนพร้อมทั้งเสาไฟฟ้าออกไปยังบริเวณอื่นโดยถนนมีหน้ากว้างไม่เกิน ๒ เมตรตามคำขอของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าปัจจุบันที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การทำถนน ค.ส.ล. และปักเสาพาดสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้วจะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดราชบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย น.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลบ้านเลือก กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2564
#683618
เปิดฉบับเต็ม

องค์การบริหารส่วนตำบลสามพี่น้อง จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามพี่น้อง จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนให้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่สายหนองแช่กลอย-หนองปลาซิว (รหัสสายทาง จบ.ถ.๗๘-๐๐๒) จึงเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ และตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๐ บัญญัติให้ทางหลวงท้องถิ่น คือ ทางหลวงที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงท้องถิ่น และมาตรา ๒๑ บัญญัติให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเจ้าหน้าที่กำกับ ตรวจตรา และควบคุมทางหลวงและงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงท้องถิ่นด้วย ดังนั้น การดำเนินการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่สายหนองแช่กลอย-หนองปลาซิว (รหัสสายทาง จบ.ถ.๗๘-๐๐๒) ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการดำเนินการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้ดำเนินกิจการทางปกครองที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่สายหนองแช่กลอย-หนองปลาซิว (รหัสสายทาง จบ.ถ.๗๘-๐๐๒) และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดจันทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ส. กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2564
#683617
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกเอกชนเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ อ้างว่าผู้จัดการมรดกไม่ปฏิบัติตามเจตนาของเจ้ามรดกที่ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้มีชื่อ แต่กลับขายที่ดินทั้งสามแปลงโดยรวมที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ ประกอบมาตรา ๑๗๒๒ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๑ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มา โดยทางมรดก พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๕๑ (๓) ผู้ฟ้องคดีร้องเรียนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่เวลาผ่านไปนาน ๓ เดือนเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็มิได้สรุปเรื่อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดิน เห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จดทะเบียนโอนขายที่ดิน ทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดก ผู้ขาย กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้ซื้อ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้จัดการมรดกไม่ปฏิบัติตามเจตนาของเจ้ามรดกที่ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้มีชื่อ แต่กลับขายที่ดินทั้งสามแปลงโดยรวมที่ดินดังกล่าวให้แก่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ ประกอบมาตรา ๑๗๒๒ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๑ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดก พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๕๑ (๓) ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องคดีนี้โต้แย้งว่าการรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือ ใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อันจะเข้าลักษณะเป็นการฟ้องคดี เพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ดังนั้น ข้ออ้างอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนขายที่ดินมรดกไม่เป็นไปตามเจตนาของเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรม ตามข้อ ๕๑ (๓) ของระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดก พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งในการที่ศาลจะพิจารณาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนโอนขายที่ดินมรดกที่พิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อกำหนดพินัยกรรมและการจัดการปันทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกว่าเป็นไปตามพินัยกรรมและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๔ วิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดกหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง และในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อสิทธิของทายาทที่ได้รับการแบ่งปันเงินจากการขายทรัพย์มรดก และสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์มรดก ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในทางแพ่ง ยิ่งกว่าคดีที่ขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ ทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ผู้ฟ้องคดี — นาง น.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2564
#683616
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้อื่นรวม ๑๑ คน ในนามกลุ่มเกษตรเสรีบ้านอ่างหนองแหน ในฐานะผู้ยืมได้ตกลงร่วมกันทำสัญญายืมเงินทุนโครงการเศรษฐกิจชุมชน กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้กระทำการแทนในฐานะผู้ให้ยืม แต่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ตามกำหนด ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ชำระคืนเงินต้นให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะหักดอกเบี้ยจากเงินต้น ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคิดดอกเบี้ยจากผู้ฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินต้นพร้อมค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และดอกเบี้ยที่ชำระไว้เกินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เมื่อพิจารณาสัญญายืมเงินทุนโครงการเศรษฐกิจชุมชน แม้สัญญาจะมีข้อกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการเศรษฐกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกประการ ก็เป็นเพียงการกำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาอันเป็นความสัมพันธ์ในทางแพ่งทั่วไปของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองผู้ให้ยืมในฐานะเจ้าหนี้เร่งรัดติดตามทวงถามการชำระหนี้และดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มอาชีพเกษตรกรผู้ฟ้องคดีทั้งสองผู้ยืมในฐานะลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ไม่ให้ขาดอายุความ สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญากู้ยืมเงินที่เอกชนผู้ยืมมุ่งผูกพันตนกับหน่วยงานทางปกครองผู้ให้ยืมด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงนครราชสีมา
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2564
#683615
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนาย ก. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๐๕๘ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ตาม แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๐๕๘ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๕๙๘, ๕๙๙ และ ๖๐๐ รวมทั้งที่ดินหัวไร่ปลายนาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดิน เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ผู้ฟ้องคดี — นาง อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นาย ก. กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 95/2564
#683614
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลง กับให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกโฉนดที่ดินและเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) (ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินสองแปลง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อีกทั้งศาลมีคำสั่งเรียกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงข้างต้นเข้ามาในคดี จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๗ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายใด ย่อมกระทบสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสิงห์บุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2564
#683613
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเทศบาลนครภูเก็ต จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยกระทำละเมิดก่อสร้างขยายถนนภูเก็ตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือ รวมเนื้อที่ ๑๙.๘ ตารางวา โดยไม่มีการเวนคืนตามกฎหมาย อุทิศ ยกให้ หรือแบ่งแยกเป็นทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียพื้นที่ใช้สอยในที่ดินรวมเนื้อที่ ๑๙.๘ ตารางวา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยคืนที่ดินพิพาท หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นช่องทางจราจรในเขตถนนภูเก็ต ซึ่งประชาชนใช้สัญจรตั้งแต่ปี ๒๔๖๒ โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมไม่ได้หวงห้าม หรือปิดกั้นอันเป็นการอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันก่อนที่โจทก์จะรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลนครภูเก็ต จำเลย ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยกระทำละเมิดบุกรุกเข้าก่อสร้างขยายถนนภูเก็ตในที่ดินของตน ส่วนจำเลยให้การว่า การกระทำของจำเลย ไม่เป็นละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างขยายถนนภูเก็ตของจำเลยก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ต้องเสียสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — เทศบาลนครภูเก็ต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2564
#683610
เปิดฉบับเต็ม

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โจทก์ เป็นองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทำบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาชุมชน กับ สหกรณ์เคหสถานเครือข่ายคลองบางเขน จำกัด จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ บันทึกความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยเมื่อพิจารณาบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาชุมชน เลขที่ ศปก.ทชค.๖๘/๐๒๐ เป็นการทำบันทึกข้อตกลงที่โจทก์ในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคงแก่จำเลยทั้งสาม เป็นงบช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบการแก้ไขปัญหาชุมชนริมคลอง และเป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดตามโครงการ "บ้านมั่นคง" อันเป็นการดำเนินการตามนโยบายและภารกิจของรัฐเพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด โดยรัฐมอบหมายให้โจทก์สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการโครงการให้กับองค์กรชุมชนให้สามารถดำเนินการและบริหารโครงการและงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการบ้านมั่นคง และสนับสนุนการเชื่อมโยงงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ดังนั้น บันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาชุมชนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามที่พิพาท จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการให้จำเลยทั้งสามเข้ามาจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ร่วมกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ผู้ฟ้องคดี กับ สหกรณ์เคหสถานเครือข่ายคลองบางเขน จำกัด จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาชุมชน จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
จำเลย — นาง ส. กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2564
#683608
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายรถลากจูงพร้อมรถกึ่งพ่วงแบบพื้นระวางต่ำระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเพียงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในงานของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงชำระเงินเมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2557
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ