คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701 -ที่ 813/2564
#668549
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "เทคโนโลยี" ไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ซึ่งให้คำจำกัดความของคำว่า "เทคโนโลยี" ไว้ว่า "วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ อุตสาหกรรม เป็นต้น" จึงต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยเปลี่ยนแปลงระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกเป็นระบบดิจิทัลเป็นการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ อุตสาหกรรม หรือไม่ เมื่อการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัล คือ การรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์ไมโครเวฟหรือผ่านสัญญาณไฟเบอร์ออปติกไปยังเสาส่งสัญญาณของสถานีเครือข่ายเพื่อส่งสัญญาณต่อไปจนถึงผู้รับชมทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด อันเป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในกิจการโทรทัศน์ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้และความบันเทิงอย่างทั่วถึง การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัลจึงเป็นเทคโนโลยีประเภทหนึ่ง ตามมาตรา 121 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อพิจารณาประกอบกับแผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกเป็นระบบดิจิทัลเป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลมีการพัฒนาขึ้นจากเดิมในระบบแอนะล็อกทั้งในด้านคุณภาพการส่งสัญญาณกับภาพและเสียงในการรับชมมีความคมชัดมากขึ้น ทำให้มีการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ได้จำนวนช่องรายการที่มากกว่า อันถือเป็นความก้าวล้ำทางวิทยาการอีกระดับหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในส่วนของสถานีเครือข่ายจากเดิมในระบบแอนะล็อกที่จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเองในสถานีเครือข่ายทั้ง 37 สถานี เป็นระบบดิจิทัลด้วยวิธีการไปใช้บริการโครงข่ายจาก ททบ.5 แทน เพื่อให้ระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลที่สามารถรับส่งสัญญาณได้มากขึ้นและคุณภาพดีขึ้น จึงถือเป็นการปรับปรุงการบริการในธุรกิจรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ของจำเลยโดยการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีตามมาตรา 121 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อมาตรา 121 มิได้บัญญัติว่า กรณีจะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างนั้นจะต้องเกิดจากความประสงค์หรือริเริ่มของนายจ้างเท่านั้น ประกอบกับเจตนารมณ์ของมาตรา 121 ประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ดังนั้น แม้นายจ้างจะไม่ได้เป็นผู้คิดหรือริเริ่มที่จะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ โดยการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี แต่หากต่อมานายจ้างเป็นผู้กระทำให้เกิดการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีและเป็นเหตุให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 121 โดยไม่จำกัดว่ามีสาเหตุมาจากนายจ้างต้องการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการด้วยตนเอง หรือเกิดจากสาเหตุอื่นใด

แม้โจทก์ที่เป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีลักษณะงานซึ่งรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมต่างกับลักษณะงานในตำแหน่งงานช่างเทคนิคก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า เมื่อจำเลยเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีระบบการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกเป็นระบบดิจิทัล ทำให้จำเลยไม่อาจดำเนินการในส่วนของสถานีเครือข่ายต่อไปและต้องส่งมอบคืนหรือรื้อถอนอาคารสถานที่สถานีเครือข่ายทั้ง 37 สถานี และเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมดที่ทำงานในสถานีเครือข่ายทั้ง 37 สถานี ซึ่งเป็นช่างเทคนิคและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ย่อมทำให้ลูกจ้างในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อมาตรา 121 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่นายจ้างนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้แทนการทำงานของลูกจ้างดังกล่าว การพิจารณาว่าลูกจ้างคนใดได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่นั้น จึงหาได้พิจารณาแต่เฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกจ้างว่ามีหน้าที่เกี่ยวกับเครื่องจักรหรือการใช้อุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ การพิจารณาว่าลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เมื่อปรากฏว่าในคดีนี้จำเลยเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลในส่วนของสถานีเครือข่ายจากเดิมที่จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเองเป็นการเช่าใช้บริการโครงข่ายจาก ททบ.5 แทน มิใช่การนำเฉพาะเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลมาใช้แทนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกในสถานีเครือข่ายของจำเลย อันจะส่งผลกระทบกับลูกจ้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณโทรทัศน์เท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้จำเลยไม่ต้องดำเนินการในส่วนของสถานีเครือข่ายทั้ง 37 สถานี ด้วยตนเองอีกต่อไป แล้วเปลี่ยนไปใช้สถานที่อื่นซึ่งเป็นสถานีโครงข่ายของ ททบ.5 แทน และส่งมอบคืนหรือรื้อถอนอาคารสถานที่ สถานีเครือข่ายทั้ง 37 สถานี แล้วเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานในสถานีเครือข่ายทุกคนรวมทั้งลูกจ้างที่ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วย ลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในสถานีเครือข่ายไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งใด หรือมีหน้าที่ใด ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งสิ้น การที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีด้วย

แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างก็ตาม แต่มาตรา 121 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน..." ซึ่งตามมาตรานี้บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ต่อเมื่อนายจ้างไม่ได้แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าหรือแจ้งล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบน้อยกว่าระยะเวลาหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างเท่านั้น มิได้บัญญัติไว้ให้รวมถึงการแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยแจ้งการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าก่อนวันที่จะเลิกจ้างไม่น้อยกว่าหกสิบวันแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 121 วรรคหนึ่งแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวตามมาตรา 121 วรรคสอง การที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าตามมาตรา 121 วรรคหนึ่ง ก็เพื่อให้ลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างรับรู้เพื่อเตรียมตัววางแผนในการดำเนินชีวิต ส่วนการกำหนดให้นายจ้างแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทราบล่วงหน้านั้น ก็เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เข้าไปดูแลและรับรู้การเลิกจ้างเพื่อที่จะช่วยคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง แม้การที่นายจ้างไม่ได้แจ้งการเลิกจ้างดังกล่าวให้พนักงานตรวจแรงงานทราบตามมาตรา 121 วรรคหนึ่ง จะเป็นความผิดตามมาตรา 146 ก็ตาม แต่ก็เป็นบทลงโทษในทางอาญาแก่นายจ้าง การที่นายจ้างไม่แจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบหาทำให้ลูกจ้างเกิดสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยไม่

การที่จำเลยต้องเลิกจ้างโจทก์กับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างประจำสถานีเครือข่ายทั้งหมดเป็นผลจากการปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมโดยตรงจึงมีเหตุจำเป็นตามสมควร ทั้งเมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาว่าจำเลยรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ทั้งระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตอลคู่ขนานกันมาตั้งแต่ปี 2557 ก่อนยุติการส่งสัญญาณระบบแอนะล็อกในปี 2560 จำเลยประกาศแจ้งแผนการยุติการส่งสัญญาณผ่านสถานีเครือข่ายทั้ง 37 สถานี ตามนโยบายและที่ได้รับอนุมัติจาก กสทช. ให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าแล้ว และมีการเลิกจ้างลูกจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้านานพอสมควร ย่อมถือว่าจำเลยเปิดโอกาสให้โจทก์กับพวกรับรู้สถานการณ์และเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งจำเลยได้เลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานประจำสถานีเครือข่ายทั่วประเทศทั้งหมด โดยไม่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งหรือเจาะจงเลิกจ้างคนใดคนหนึ่ง การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เว้นแต่

นายชาญวิทย์ โจทก์ที่ 7 เป็นนายชาญวิทย์ โดยนายขจร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ที่ 7

นายโชติ โจทก์ที่ 12 เป็นนายโชติ โดยนางถวิล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ที่ 12

คดีทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 113 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนฟ้องและโจทก์ที่ 17 ที่ 21 ถึงที่ 63 และที่ 44 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสาม พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 69,440 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 329,840 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 102,340 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 486,115 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 48,320 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 181,200 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 61,820 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 216,370 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 43,600 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 152,600 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 43,600 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 152,600 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 91,800 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 550,800 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 122,500 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 735,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,580 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 214,320 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 122,500 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 735,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 122,500 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 735,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 91,800 บาท และค่าชดเชยพิเศษ 550,800 บาท และจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์ที่ 17 จำนวน 208,455 บาท โจทก์ที่ 23 จำนวน 170,580 บาท โจทก์ที่ 24 จำนวน 135,000 บาท โจทก์ที่ 25 จำนวน 587,520 บาท โจทก์ที่ 26 จำนวน 588,960 บาท โจทก์ที่ 27 จำนวน 394,905 บาท โจทก์ที่ 28 จำนวน 550,800 บาท โจทก์ที่ 29 จำนวน 550,800 บาท โจทก์ที่ 32 จำนวน 707,520 บาท โจทก์ที่ 33 จำนวน 463,050 บาท โจทก์ที่ 34 จำนวน 224,480 บาท โจทก์ที่ 35 จำนวน 565,320 บาท โจทก์ที่ 37 จำนวน 98,325 บาท โจทก์ที่ 38 จำนวน 228,375 บาท โจทก์ที่ 39 จำนวน 217,080 บาท โจทก์ที่ 41 จำนวน 55,700 บาท โจทก์ที่ 44 จำนวน 433,550 บาท โจทก์ที่ 45 จำนวน 538,650 บาท โจทก์ที่ 46 จำนวน 291,840 บาท โจทก์ที่ 49 จำนวน 152,600 บาท โจทก์ที่ 50 จำนวน 560,450 บาท โจทก์ที่ 53 จำนวน 710,160 บาท โจทก์ที่ 55 จำนวน 546,480 บาท โจทก์ที่ 56 จำนวน 201,000 บาท โจทก์ที่ 57 จำนวน 547,500 บาท โจทก์ที่ 60 จำนวน 355,950 บาท โจทก์ที่ 61 จำนวน 500,460 บาท โจทก์ที่ 62 จำนวน 290,605 บาท โจทก์ที่ 64 จำนวน 748,800 บาท โจทก์ที่ 65 จำนวน 279,300 บาท โจทก์ที่ 67 จำนวน 147,355 บาท โจทก์ที่ 68 จำนวน 612,370 บาท โจทก์ที่ 69 จำนวน 440,700 บาท โจทก์ที่ 70 จำนวน 377,400 บาท โจทก์ที่ 71 จำนวน 451,220 บาท โจทก์ที่ 74 จำนวน 342,800 บาท โจทก์ที่ 75 จำนวน 758,640 บาท โจทก์ที่ 77 จำนวน 616,800 บาท โจทก์ที่ 78 จำนวน 670,080 บาท โจทก์ที่ 79 จำนวน 501,000 บาท โจทก์ที่ 81 จำนวน 407,100 บาท โจทก์ที่ 84 จำนวน 362,700 บาท โจทก์ที่ 85 จำนวน 329,580 บาท โจทก์ที่ 86 จำนวน 459,500 บาท โจทก์ที่ 87 จำนวน 189,605 บาท โจทก์ที่ 88 จำนวน 541,320 บาท โจทก์ที่ 90 จำนวน 537,915 บาท โจทก์ที่ 91 จำนวน 491,520 บาท โจทก์ที่ 92 จำนวน 364,320 บาท โจทก์ที่ 93 จำนวน 370,240 บาท โจทก์ที่ 94 จำนวน 748,800 บาท โจทก์ที่ 95 จำนวน 139,080 บาท โจทก์ที่ 96 จำนวน 686,760 บาท โจทก์ที่ 97 จำนวน 519,300 บาท โจทก์ที่ 98 จำนวน 225,520 บาท โจทก์ที่ 99 จำนวน 366,480 บาท โจทก์ที่ 100 จำนวน 429,700 บาท โจทก์ที่ 101 จำนวน 456,800 บาท โจทก์ที่ 103 จำนวน 348,100 บาท โจทก์ที่ 105 จำนวน 737,280 บาท โจทก์ที่ 108 จำนวน 710,400 บาท โจทก์ที่ 109 จำนวน 654,480 บาท โจทก์ที่ 111 จำนวน 737,280 บาท โจทก์ที่ 112 จำนวน 66,575 บาท และโจทก์ที่ 113 จำนวน 400,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 ถึงที่ 13 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 19 นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 สำหรับโจทก์ที่ 17 ที่ 23 ถึงที่ 29 ที่ 32 ถึงที่ 35 ที่ 37 ถึงที่ 39 ที่ 41 ที่ 44 ถึงที่ 46 ที่ 49 ที่ 50 ที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 57 ที่ 60 ถึงที่ 62 ที่ 78 นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 สำหรับโจทก์ที่ 64 ที่ 65 ที่ 67 ถึงที่ 71 ที่ 74 ที่ 75 ที่ 77 ที่ 79 ที่ 81 ที่ 84 ถึงที่ 88 ที่ 90 ถึงที่ 101 ที่ 103 ที่ 105 ที่ 108 ที่ 109 ที่ 111 ถึงที่ 113 นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 20 ถึงที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 63 ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 76 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนและจำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนและจำเลยเจ็ดสิบเจ็ดสำนวนฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 7 และที่ 12 ถึงแก่ความตาย นายขจร ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 7 และนางถวิล ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 12 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์ที่ 7 และที่ 12 ถึงแก่ความตาย นายขจรและนางถวิลเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 7 และที่ 12 จำเลยไม่คัดค้านการเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะดังกล่าว จึงอนุญาตให้นายขจร และนางถวิล เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 7 และที่ 12 ผู้มรณะ ตามลำดับ

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสาม ไม่ใช่กรณีที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยในตอนแรกเป็นการกล่าวอ้างถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 121 และจำเลยสรุปว่าการตีความมาตรานี้ต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าการปรับปรุงการให้บริการดังกล่าวต้องเกิดจากการกระทำ ความประสงค์หรือริเริ่มของนายจ้างและเป็นกรณีที่นายจ้างประสงค์ที่จะนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีในกิจการของนายจ้างเอง จนเป็นเหตุให้ต้องมีการลดจำนวนลูกจ้างลง ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยต่อจากนั้นเป็นการกล่าวถึงที่มาในการนำระบบการส่งสัญญาณแบบดิจิทัลมาใช้แทนระบบการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อกว่าจำเลยจำต้องทำเพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายของ กสทช.ไม่ใช่ความประสงค์ของจำเลยเอง จำเลยยังสามารถว่าจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามให้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานีเครือข่ายในระบบแอนะล็อกของจำเลยได้ตามปกติควบคู่ไปกับการให้บริการในระบบดิจิทัลโดยผ่านโครงข่ายของ ททบ.5 จนกว่าจะถึงปี 2566 ตามอายุสัมปทานได้ การเลิกจ้างที่แท้จริงเกิดจากการที่ กสทช. เร่งรัดให้จำเลยต้องยุติการออกอากาศระบบแอนะล็อกในปี 2561 ก่อนครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2566 หากจำเลยได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบกิจการโครงข่ายก็ไม่มีเหตุที่จะต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามดังนี้จะเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวหาได้โต้แย้งข้อเท็จจริงใดที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาไม่ ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างคำเบิกความของโจทก์ที่ 75 ที่ว่า "จำเลยเลือกที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดแล้วไปเสียค่าเช่าเสาอากาศกับผู้ประกอบการรายอื่นเพื่อแพร่ภาพสัญญาณถ่ายทอดในระบบดิจิทัลช่อง 7 HD ต่อไปแทนการว่าจ้างโจทก์ทั้งหมด เพื่อทำงานต่อไป"และอ้างคำเบิกความของนายบัณฑิต พยานจำเลยที่ว่า "ททบ.5 ใช้พนักงานที่ประจำสถานีเดิมมาทำงานในการดูแลการส่งสัญญาณระบบใหม่และเหตุที่ไม่เลิกจ้างพนักงานที่ดูแลสถานีเดิมเนื่องจาก ททบ.5 ได้รับอนุญาตให้ทำโครงข่าย จึงให้พนักงานเดิมดูแลสถานีไป ส่วนช่อง 7 สี ไม่ได้รับอนุญาตจึงทำสถานีโครงข่ายไม่ได้" นั้น ก็ไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงใดเพราะข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเป็นไปตามที่พยานดังกล่าวเบิกความ ที่จำเลยอ้างคำเบิกความของพยานทั้งสองดังกล่าวเป็นเหตุผลสนับสนุนอุทธรณ์ของจำเลยให้เห็นว่าถ้าจำเลยได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบกิจการโครงข่ายดังเช่นสถานีกองทัพบก ช่อง 5 ก็ไม่มีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสาม อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย

ปัญหาว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเป็นกรณีที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ นั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบแอนะล็อก ซึ่งต้องจัดตั้งสถานีเครือข่ายเพื่อใช้เป็นโครงข่ายทำหน้าที่เชื่อมโยงสัญญาณภาพและเสียงไปยังผู้รับชมโทรทัศน์ มีขั้นตอนการส่งสัญญาณเริ่มจากสถานีช่อง 7 สี (หมอชิต) ส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์ไมโครเวฟด้วยคุณภาพความคมชัดปกติ (SD) ไปยังสถานีเครือข่ายกรุงเทพ (สะพานแดง) ซึ่งจะส่งสัญญาณที่ได้รับผ่านเสาส่งสัญญาณเพื่อออกอากาศโทรทัศน์สำหรับผู้รับชมในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนผู้รับชมในเขตต่างจังหวัดจะจัดส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมด้วยคุณภาพความคมชัดปกติ (SD) C–Band DVB–S1 ไปยังสถานีเครือข่ายต่างจังหวัดซึ่งจะส่งสัญญาณที่ได้รับผ่านเครื่องส่งสัญญาณในระบบแอนะล็อกไปยังเสาส่งสัญญาณเพื่อออกอากาศต่อไป จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเองทุกขั้นตอนในระบบแอนะล็อก ในปี 2557 เมื่อจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล จำเลยจึงออกอากาศรายการโทรทัศน์แบบคู่ขนานทั้งระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัลช่องรายการ 7 HD กระบวนการส่งสัญญาณในระบบดิจิทัลเริ่มต้นจากสถานี ช่อง 7 HD (หมอชิต) ส่งสัญญาณผ่านสายสัญญาณไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ด้วยคุณภาพความคมชัดสูง (HD) ไปยังผู้ให้บริการโครงข่าย MUX2 HD (DVB-T2) ของกองทัพบก (ททบ.5) ซึ่งจะส่งสัญญาณผ่านเครื่องส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลไปยังเสาส่งสัญญาณบนอาคารใบหยกเพื่อออกอากาศสำหรับผู้รับชมในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนผู้รับชมในเขตต่างจังหวัด ททบ.5 จะส่งสัญญาณที่ได้รับไปยังสถานีเครือข่ายต่างจังหวัดของ ททบ.5 และผ่านเครื่องส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลไปยังเสาส่งสัญญาณเพื่อออกอากาศไปยังผู้รับชม กระบวนการส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลต่างจากระบบแอนะล็อกแบบเดิม จำเลยตัดขั้นตอนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในส่วนของสถานีเครือข่ายด้วยวิธีการไปใช้บริการโครงข่ายของ ททบ.5 แทน เนื่องจาก ททบ.5 ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ให้เป็นผู้ประกอบกิจการให้บริการโครงข่ายระบบดิจิทัลในการทำหน้าที่รับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลไปยังเครื่องรับของผู้ชม ส่วนจำเลย (ช่อง 7 HD) ไม่ได้รับใบอนุญาตดำเนินการโครงข่าย จำเลยเลิกจ้างพนักงานประจำสถานีเครือข่าย 37 สถานี ตามแผนยุติการรับส่งสัญญาณระบบแอนะล็อก ตามนโยบายของ กสทช. การให้บริการโครงข่ายระบบดิจิทัลของ ททบ.5 ในการทำหน้าที่รับส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปยังเครื่องรับชมทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเป็นขั้นตอนหนึ่งของการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล สถานีโครงข่าย อุปกรณ์และเทคโนโลยีในการให้บริการโครงข่ายเป็นของ ททบ.5 จำเลยอยู่ในฐานะผู้ใช้บริการโครงข่ายจาก ททบ.5 เท่านั้น ตามสัญญาเช่าใช้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ประเภทมาตรฐานความคมชัดสูง สถานีโครงข่ายที่ใช้ส่งสัญญาณต้องติดตั้งเครื่องรับส่งสัญญาณระบบดิจิทัลใหม่ เครื่องรับส่งสัญญาณแบบแอนะล็อกเดิมใช้ไม่ได้ และการใช้โครงข่ายไฟเบอร์ออปติกทันสมัยกว่าระบบเดิม ทั้งทำงานได้มากกว่าและรองรับสถานีโทรทัศน์ได้มากช่องกว่า เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลใช้คลื่นความถี่คนละระบบกับระบบแอนะล็อก เห็นว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "เทคโนโลยี" ไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ซึ่งให้คำจำกัดความของ "เทคโนโลยี" ไว้ว่า "วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ อุตสาหกรรม เป็นต้น" โดยต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยเปลี่ยนแปลงระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกเป็นระบบดิจิทัลเป็นการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ อุตสาหกรรม หรือไม่ เมื่อการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัล คือ การรับส่งสัญญาณภาพผ่านอุปกรณ์ไมโครเวฟหรือผ่านสายสัญญาณไฟเบอร์ออปติกไปยังเสาส่งสัญญาณของสถานีเครือข่ายเพื่อส่งสัญญาณต่อไปจนถึงผู้รับชมทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด อันเป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในกิจการโทรทัศน์ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้และความบันเทิงอย่างทั่วถึง การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัลจึงเป็นเทคโนโลยีประเภทหนึ่ง ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อพิจารณาประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง แผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล ตามแผนการในหัวข้อ 1.1 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า "...จึงถือได้ว่าการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการพัฒนากิจการโทรทัศน์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและสามารถทำให้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมด้านกิจการโทรทัศน์..." นอกจากนี้ในหัวข้อ 1.4 แนวทาง การส่งเสริมการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม ซึ่งแสดงภาพเปรียบเทียบห่วงโซ่ของการให้บริการโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัลก็ระบุว่า "...การเปลี่ยนระบบรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิทัล นอกจากจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้คลื่นความถี่วิทยุให้สามารถรองรับช่องรายการที่มากขึ้น และเพิ่มคุณภาพในการรับสัญญาณให้ดีขึ้นแล้ว ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติโครงสร้างกิจการโทรทัศน์จากเดิม..." เห็นได้ว่าตามประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติดังกล่าว ก็แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกมาเป็นระบบดิจิทัลเป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลมีการพัฒนาขึ้นจากเดิมในระบบแอนะล็อกทั้งในด้านคุณภาพการส่งสัญญาณกับภาพและเสียงในการรับชมมีความคมชัดมากขึ้น ทำให้มีการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ได้จำนวนช่องรายการที่มากกว่า อันถือเป็นความก้าวล้ำทางวิทยาการอีกระดับหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในส่วนของสถานีเครือข่ายจากเดิมในระบบแอนะล็อกที่จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเองในสถานีเครือข่ายทั้งสามสิบเจ็ดสถานีเป็นระบบดิจิทัล ด้วยวิธีการไปใช้บริการโครงข่ายจาก ททบ.5 แทน เพื่อให้ระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลที่สามารถรับส่งสัญญาณได้มากขึ้นและคุณภาพดีขึ้น จึงถือเป็นการปรับปรุงการบริการในธุรกิจรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ของจำเลย โดยการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังที่ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การปรับปรุงการบริการอันเนื่องมาจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ตามมาตรา 121 นั้น ต้องเกิดจากการกระทำ ความประสงค์หรือริเริ่มของนายจ้าง และเป็นกรณีที่นายจ้างประสงค์ที่จะนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีในกิจการของนายจ้างเอง จนเป็นเหตุให้ต้องมีการลดจำนวนลูกจ้างลงนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 มิได้บัญญัติว่า กรณีที่นายจ้างจะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างนั้นจะต้องเกิดจากความประสงค์หรือริเริ่มของนายจ้างเท่านั้น ประกอบกับเจตนารมณ์ของมาตรา 121 ประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ดังนั้นแม้นายจ้างจะไม่ได้เป็นผู้คิดหรือริเริ่มที่จะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการโดยนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี แต่หากต่อมานายจ้างเป็นผู้กระทำให้เกิดการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีและเป็นเหตุให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 121 โดยไม่จำกัดว่ามีสาเหตุมาจากนายจ้างต้องการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการด้วยตนเอง หรือเกิดจากสาเหตุอื่นใด การตีความดังที่จำเลยกล่าวอ้างจะทำให้การคุ้มครองลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุนี้ลักลั่น อันมิใช่วัตถุประสงค์ของกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 17 ที่ 91 ถึงที่ 93 ที่ 99 และที่ 107 และจำเลยว่า โจทก์ดังกล่าวมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพิเศษหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะทำบันทึกข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้อง โจทก์ดังกล่าวจะรับทราบการเลิกจ้างเป็นหนังสือจากจำเลยแล้วแต่ก็ยังมีฐานะเป็นนายจ้างกับลูกจ้างต่อกันอยู่ เมื่อค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงสละสิทธิเงินดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องเฉพาะในส่วนของเงินดังกล่าว จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ดังกล่าวจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวและของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 20 ถึงที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 63 ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 76 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110 รวม 36 คน ที่ทำงานในตำแหน่งงานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่า โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 และมาตรา 122 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์รวม 36 คน ดังกล่าว เป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีลักษณะงานซึ่งรับผิดชอบในส่วนเกี่ยวกับอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมต่างกับลักษณะงานในตำแหน่งงานช่างเทคนิคก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า เมื่อจำเลยเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีระบบการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบแอนะล็อกมาเป็นระบบดิจิทัล ทำให้จำเลยไม่อาจดำเนินการในส่วนของสถานีเครือข่ายต่อไปและต้องส่งมอบคืนหรือรื้อถอนอาคารสถานที่สถานีเครือข่ายทั้งสามสิบเจ็ดสถานี และเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานในสถานีเครือข่ายทั้งสามสิบเจ็ดแห่ง ซึ่งเป็นช่างเทคนิคและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมด ย่อมทำให้โจทก์รวม 36 คน ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่นายจ้างนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้แทนการทำงานของลูกจ้างดังกล่าว การพิจารณาว่าลูกจ้างคนใดได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่นั้นจึงหาได้พิจารณาแต่เฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกจ้างว่ามีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้เครื่องจักรหรือการใช้อุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ การพิจารณาว่าลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เมื่อปรากฏว่าในคดีนี้จำเลยเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลในส่วนของสถานีเครือข่ายจากเดิมที่จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเองเป็นการเช่าใช้บริการโครงข่ายจาก ททบ.5 แทน มิใช่การนำเฉพาะเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลมาใช้แทนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกในสถานีเครือข่ายของจำเลย อันจะส่งผลกระทบกับลูกจ้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณโทรทัศน์เท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้จำเลยไม่ต้องดำเนินการในส่วนของสถานีเครือข่ายทั้งสามสิบเจ็ดสถานีด้วยตนเองอีกต่อไป แล้วเปลี่ยนไปใช้สถานที่อื่นซึ่งเป็นสถานีโครงข่ายของ ททบ.5 แทน และส่งมอบคืนหรือรื้อถอนอาคารสถานที่ สถานีเครือข่ายทั้งสามสิบเจ็ดสถานีแล้วเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานในสถานีเครือข่ายทุกคนรวมทั้งโจทก์รวม 36 คน ดังกล่าวด้วย ลูกจ้างทุกคนที่ทำงานอยู่ในสถานีเครือข่ายไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งใด หรือมีหน้าที่ใด ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งสิ้น การเลิกจ้างโจทก์รวม 36 คน ดังกล่าว ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีด้วย หาใช่เฉพาะลูกจ้างที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีระบบรับส่งสัญญาณจากระบบแอนะล็อกมาเป็นระบบดิจิทัลแต่เพียงตำแหน่งเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์รวม 36 คน ดังกล่าว ได้รับผลกระทบโดยตรงตามมาตรา 121 แล้ว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในปัญหานี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์รวม 36 คน ดังกล่าวฟังขึ้น สำหรับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 20 รวม 7 คน ทราบเป็นหนังสือเมื่อระหว่างวันที่ 19 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กันยายน 2560 ซึ่งมีระยะเวลาการแจ้งให้โจทก์ดังกล่าวทราบวันที่จะเลิกจ้างและเหตุผลของการเลิกจ้างล่วงหน้าน้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวันให้แก่โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 20 ตามมาตรา 121 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ส่วนโจทก์ที่ 21 ที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 63 ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 76 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110 รวม 29 คน จำเลยแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ที่ 21 ที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 63 ทราบเป็นหนังสือเมื่อระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 และแจ้งให้โจทก์ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 76 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110 ทราบเป็นหนังสือเมื่อระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2561 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ซึ่งมีระยะเวลาการแจ้งให้โจทก์ดังกล่าวทราบวันที่จะเลิกจ้างและเหตุผลของการเลิกจ้างล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 21 ที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 63 ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 76 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110 สำหรับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์รวม 36 คน มีระยะเวลาทำงานตามที่ปรากฏในช่องอายุงานของโจทก์แต่ละคนตามบัญชีแสดงรายชื่อ ฯ ซึ่งเฉพาะโจทก์ที่ 76 แม้มีระยะเวลาทำงานเกินกว่าหกปีขึ้นไป คือ หกปีสองเดือนสองวัน แต่เศษของระยะเวลาทำงานในปีที่เจ็ดน้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันจึงไม่ครบหนึ่งปี ตามมาตรา 122 วรรคสอง โจทก์ที่ 76 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ส่วนโจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 63 ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110 มีระยะเวลาทำงานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไป จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวันให้แก่โจทก์ดังกล่าว ตามระยะเวลาทำงานของโจทก์แต่ละคนตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อศาลฎีกาคำนวณค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 40 ที่ 66 และที่ 104 แล้ว โจทก์ดังกล่าวมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 เป็นเงินจำนวนต่ำกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้คำนวณเศษของระยะเวลาทำงานที่ไม่ครบหนึ่งปีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 122 วรรคสอง หรือไม่ได้คำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ดังกล่าวได้รับ ดังนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมพิพากษาให้โจทก์ที่ 4 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 40 ที่ 66 และที่ 104 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 และเมื่อจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษ จึงถือว่าจำเลยผิดนัดไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ละคนนับแต่วันเลิกจ้าง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้แก่โจทก์แต่ละคน นับแต่วันเลิกจ้างโจทก์แต่ละคนดังกล่าว ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่โจทก์ดังกล่าวมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม พิพากษาให้โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 20 ถึงที่ 113 ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างก็ตาม แต่มาตรา 121 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งนอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน..." ซึ่งตามมาตรานี้บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ต่อเมื่อนายจ้างไม่ได้แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าหรือแจ้งล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบน้อยกว่าระยะเวลาหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างเท่านั้น มิได้บัญญัติไว้ให้รวมถึงการแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ดังกล่าวซึ่งเป็นลูกจ้างทราบล่วงหน้าก่อนวันที่จะเลิกจ้างไม่น้อยกว่าหกสิบวันแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 121 วรรคหนึ่ง แล้วจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ตามมาตรา 121 วรรคสอง การที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าตามมาตรา 121 วรรคหนึ่ง ก็เพื่อให้ลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างรับรู้เพื่อเตรียมตัววางแผนในการดำเนินชีวิต ส่วนการกำหนดให้นายจ้างแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทราบล่วงหน้านั้น ก็เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เข้าไปดูแลและรับรู้การเลิกจ้างเพื่อที่จะช่วยคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง แม้การที่นายจ้างไม่ได้แจ้งการเลิกจ้างดังกล่าวให้พนักงานตรวจแรงงานทราบตามมาตรา 121 วรรคหนึ่ง จะเป็นความผิดตามมาตรา 146 ก็ตาม แต่ก็เป็นบทลงโทษในทางอาญาแก่นายจ้าง การไม่แจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบหาทำให้ลูกจ้างเกิดสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าดังที่โจทก์ดังกล่าวฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเพราะต้องยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อกและเปลี่ยนแปลงเป็นระบบดิจิทัลเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามในข้อนี้ แม้จะมีการอ้างคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารมาด้วยก็ตามแต่ก็เป็นคำเบิกความและพยานเอกสารอันเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติในสำนวน เพื่อประกอบเหตุผลของฝ่ายโจทก์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามในข้อนี้หาได้โต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหานี้ได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียเอง โดยศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามซึ่งเป็นลูกจ้างประจำสถานีเครือข่ายทั้งหมดเป็นผลจากการปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมโดยตรงจึงมีเหตุจำเป็นตามสมควร ทั้งเมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาว่าจำเลยรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ทั้งระบบแอนะล็อกและระบบดิจิทัลคู่ขนานกันตั้งแต่ปี 2557 ก่อนยุติการส่งสัญญาณระบบแอนะล็อกในปี 2560 จำเลยประกาศแจ้งแผนการยุติการส่งสัญญาณผ่านสถานีเครือข่ายทั้งสามสิบเจ็ดสถานี ตามนโยบายและที่ได้รับอนุมัติจาก กสทช. ให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าแล้ว และมีการเลิกจ้างลูกจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้านานพอสมควร ย่อมถือว่าจำเลยเปิดโอกาสให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามรับรู้สถานการณ์และเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งจำเลยได้เลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานประจำสถานีเครือข่ายทั่วประเทศทั้งหมด จำนวน 220 คน โดยไม่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งหรือเจาะจงเลิกจ้างลูกจ้างคนใดคนหนึ่ง การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 ถึงที่ 13 ที่ 16 ถึงที่ 19 ที่ 23 ถึงที่ 29 ที่ 32 ถึงที่ 35 ที่ 37 ถึงที่ 39 ที่ 41 ที่ 44 ถึงที่ 46 ที่ 49 ที่ 50 ที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 57 ที่ 60 ถึงที่ 62 ที่ 64 ที่ 65 ที่ 67 ถึงที่ 71 ที่ 74 ที่ 75 ที่ 77 ถึงที่ 79 ที่ 81 ที่ 84 ถึงที่ 88 ที่ 90 ถึงที่ 101 ที่ 103 ที่ 105 ที่ 108 ที่ 109 และที่ 111 ถึงที่ 113 ซึ่งทำงานในตำแหน่งงานช่างเทคนิครวม 77 คน ว่าอุทธรณ์ของโจทก์รวม 77 คนดังกล่าวที่ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มของค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวในข้อนี้แล้ว แม้โจทก์รวม 77 คน จะอ้างคำเบิกความของพยานบุคคลแต่ก็เป็นการอ้างคำเบิกความพยานบุคคลที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งความถูกต้อง เพื่อประกอบเหตุผลของฝ่ายโจทก์ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวหาได้โต้แย้งข้อเท็จจริงใดที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาไม่อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของโจทก์รวม 77 คน ฟังขึ้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยในปัญหานี้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า การที่จำเลยจะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แก่โจทก์รวม 77 คน นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยจงใจผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชยดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ในการเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลยนี้จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ให้โจทก์ทั้งหมดและลูกจ้างคนอื่นที่ถูกเลิกจ้างในกรณีเดียวกันตามกฎหมายแล้ว ส่วนค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษ เป็นเรื่องที่จำเลยเห็นว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายตามกฎหมายจึงยังไม่จ่ายให้โจทก์ดังกล่าวนั้น ถือเป็นกรณียังมีข้อโต้แย้งกัน ระหว่างจำเลยกับฝ่ายโจทก์ว่าจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายเงินดังกล่าวหรือไม่ จำนวนเท่าใด จึงไม่ใช่กรณีจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์รวม 77 คน โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์รวม 77 คน ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 17 ที่ 91 ถึงที่ 93 และที่ 99 ที่ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้นำเงินที่จำเลยจ่ายช่วยเหลือแก่โจทก์ดังกล่าวไปแล้วเท่ากับค่าจ้างของโจทก์แต่ละคนคนละ 4 เดือน ตามที่ระบุในบัญชีแสดงรายชื่อฯ มาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนจะได้รับตามกฎหมายเป็นการไม่ชอบ เพราะจำเลยให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวโดยเสน่หาและตามบัญชีแสดงรายชื่อฯ ไม่มีข้อความระบุว่าให้นำเงินดังกล่าวมาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ตามส่วน ค่าชดเชย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามครบถ้วนแล้ว จำเลยเสนอจ่ายเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างของโจทก์แต่ละคน คนละ 4 เดือน ให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสาม โดยมีข้อตกลงว่าลูกจ้างที่รับเงินช่วยเหลือไปแล้วสละสิทธิเรียกร้องเงิน ทรัพย์สิน หรือสิทธิอื่นใดจากจำเลยอีก โจทก์ที่ 17 ที่ 91 ถึงที่ 93 และที่ 99 ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลง ดังนั้น เมื่อจำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขให้โจทก์ที่รับเงินช่วยเหลือสละสิทธิเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยอีก จึงมิใช่การให้เงินช่วยเหลือโดยเสน่หา แต่การที่จำเลยให้เงินช่วยเหลือแก่โจทก์ดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ดังกล่าวจะต้องสละสิทธิเรียกร้องเงิน ทรัพย์สิน หรือสิทธิอื่นใดจากจำเลย เมื่อโจทก์ดังกล่าวมาฟ้องเรียกร้องเอาค่าชดเชยพิเศษและศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ดังกล่าว ทั้งเงินช่วยเหลือนั้นไม่ใช่เงินตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวเมื่อถูกเลิกจ้าง เพื่อความเป็นธรรมจึงต้องนำเงินที่จำเลยจ่ายช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ 17 ที่ 91 ถึงที่ 93 และที่ 99 ไปแล้ว มาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนจะได้รับ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนของโจทก์ที่ 107 เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 107 ได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้าง 4 เดือน เป็นเงิน 72,680 บาท จากจำเลยด้วย จึงต้องนำเงินที่จำเลยจ่ายช่วยเหลือให้แก่โจทก์ที่ 107 ไปแล้วดังกล่าว มาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ที่ 107 ได้รับตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาข้างต้นด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 4 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,860 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 100,724 บาท ให้โจทก์ที่ 5 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,200 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 98,249.99 บาท ให้โจทก์ที่ 8 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,600 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 93,099.99 บาท ให้โจทก์ที่ 9 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 21,800 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 21,799 บาท ให้โจทก์ที่ 14 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 79,560 บาท ให้โจทก์ที่ 15 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 21,800 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 10,900 บาท ให้โจทก์ที่ 20 เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 40,640 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 213,359.99 บาท ให้โจทก์ที่ 21 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 73,440 บาท ให้โจทก์ที่ 22 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 73,440 บาท ให้โจทก์ที่ 30 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 185,599.99 บาท ให้โจทก์ที่ 31 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 248,639.99 บาท ให้โจทก์ที่ 36 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 60,829.99 บาท ให้โจทก์ที่ 40 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 183,434.99 บาท ให้โจทก์ที่ 42 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 195,300 บาท ให้โจทก์ที่ 43 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 44,239.99 บาท ให้โจทก์ที่ 47 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 183,645 บาท ให้โจทก์ที่ 48 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 55,299.99 บาท ให้โจทก์ที่ 51 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 281,759.99 บาท ให้โจทก์ที่ 52 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 284,159.99 บาท ให้โจทก์ที่ 54 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 283,919.99 บาท ให้โจทก์ที่ 58 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 158,839.99 บาท ให้โจทก์ที่ 59 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 159,315 บาท ให้โจทก์ที่ 63 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 203,594.99 บาท ให้โจทก์ที่ 66 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 79,234.99 บาท ให้โจทก์ที่ 72 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 180,499.99 บาท ให้โจทก์ที่ 73 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 180,499.99 บาท ให้โจทก์ที่ 80 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 207,585 บาท ให้โจทก์ที่ 82 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 183,399.99 บาท ให้โจทก์ที่ 83 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 65,449.99 บาท ให้โจทก์ที่ 89 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 100,274.99 บาท ให้โจทก์ที่ 102 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 186,199.99 บาท ให้โจทก์ที่ 104 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 165,585 บาท ให้โจทก์ที่ 106 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 128,349.99 บาท ให้โจทก์ที่ 107 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 127,189.99 บาท และให้โจทก์ที่ 110 เป็นค่าชดเชยพิเศษ 240,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับโจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 20 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 สำหรับโจทก์ที่ 21 ที่ 22 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 40 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 47 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 58 ที่ 59 และที่ 63 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 สำหรับโจทก์ที่ 66 ที่ 72 ที่ 73 ที่ 80 ที่ 82 ที่ 83 ที่ 89 ที่ 102 ที่ 104 ที่ 106 ที่ 107 และที่ 110 ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 121 ม. 146
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
- นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564
#646739
เปิดฉบับเต็ม

การจัดการทำศพเป็นกิจการซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 แต่คำสั่งเสียด้วยวาจาของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การทำพินัยกรรมด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 ย่อมไม่บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก และทรัพย์สินของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับศพ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลพระครูสว่าง 48 ถุง 65 รายการ แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า พระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ จำเลยที่ 1 จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ผู้มรณภาพมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน ขณะมรณภาพคงเหลือโจทก์ นางเปีย นายเรือง และนางสาวดอกรัง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันและเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสถัดจากผู้มรณภาพ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นไวยาวัจกร ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการวัดจำเลยที่ 1 หลังจากพระครูวิจิตรสารธรรมมรณภาพแล้ว ได้นำศพผู้มรณภาพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดจำเลยที่ 1 จากนั้นได้สร้างมณฑปเพื่อเก็บศพผู้มรณภาพจนแล้วเสร็จในปี 2545 โดยนำศพผู้มรณภาพบรรจุในโลงแก้วตั้งอยู่ภายในมณฑปดังกล่าวภายในวัดจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี 2559 โจทก์ขอศพผู้มรณภาพจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปฌาปนกิจ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 รวมทั้งคำขอให้ร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลตามฟ้อง เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ แก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องจัดการทำศพผู้มรณภาพ สำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ดังนี้ คือ

1. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย

2. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม

3. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ

4. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด

5. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ

คดีนี้ปรากฏว่า ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนมรณภาพ ผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยวาจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา 1646 ที่ว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 แบบ ตามมาตรา 1655 ถึงมาตรา 1663 โดยมาตรา 1663 กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ

1. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม เป็นต้น

2. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย

3. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้

ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกได้แก่เงินฝากในธนาคารและวัตถุมงคล แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวัตถุมงคล ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ส่วนเงินฝากในธนาคารนั้นจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในปี 2561 ก็เบิกความว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นถึงแก่ความตายไปหมดแล้ว อันเป็นการเจือสมกับพยานเอกสารซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "1. ส่วนปัจจัยเงินสดที่ติดตัวพระครูวิจิตรสารธรรมที่ค้นพบและรวบรวมตอนย้ายจากวัดบ่อปิ้งเกลือไปวัดพร้าว ประมาณ 300,000 บาท (แจ้งว่าจดไว้ขณะไปส่งที่วัดพร้าว อำเภอโพทะเล เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543) ตามที่ผู้ร้องเรียนมา ปรากฏว่าคณะกรรมการวัดชุดใหม่ไม่ทราบ... เพราะคณะกรรมการชุดเก่าได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว" ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ขณะถึงแก่มรณภาพ ผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกเป็นเงินสดและที่ฝากไว้กับธนาคารจำนวนหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาเมื่อใด แต่ปรากฏว่าผู้มรณภาพอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาเป็นเวลานานจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ทั้งมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 เชื่อว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกดังกล่าวของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจที่จะมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตามมาตรา 1649 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้วจึงไม่ต้องพิจารณาฎีกาในประเด็นอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรมผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ และคำขอห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623 ม. 1629 ม. 1646 ม. 1649 ม. 1663
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — วัด บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายอธิชัย ยงคะอักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2564
#680735
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องไม่ชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาแต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดทั้งในมูลผิดสัญญาตัวแทนและในมูลละเมิด ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 12 กันยายน 2555 และจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องในมูลผิดสัญญาตัวแทนนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และ ฝ. นั้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และ ฝ. รับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่ ฝ. เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2555 ซึ่งความรับผิดของจำเลยที่ 2 และ ฝ. มิใช่การรับผิดร่วมกัน แต่เป็นความรับผิดของแต่ละคนที่จะต้องรับผิดเฉพาะในช่วงเวลาที่ตนเป็นผู้จัดการของโจทก์เท่านั้น และจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่มีการยกเลิกให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 812 เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ไม่เกินไปกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ดังนั้น หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ไว้จากจำเลยที่ 1 เพียงใด ก็ต้องนำมาหักชำระหนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 201,745.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 144,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 144,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 12 กันยายน 2555 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 94,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 12 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์ มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเสมียน โดยรวบรวมเงินที่จำเลยที่ 1 รับชำระจากเจ้าของร่วมและผู้พักอาศัยนำไปฝากธนาคารตามระเบียบ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 จัดทำ โดยหากมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกยกเลิกต้องนำต้นฉบับมาแนบกับสำเนาแล้วบันทึกเป็นหลักฐานไว้ อันเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปตามรายการยกเลิกใบเสร็จรับเงินระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2554 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 การกระทำของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียหาย แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องไม่ชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาแต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ซึ่งโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดและมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 บัญญัติให้ตัวแทนจะต้องรับผิดถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทน ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดทั้งในมูลผิดสัญญาตัวแทนและในมูลละเมิด ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 12 กันยายน 2555 และจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องในมูลผิดสัญญาตัวแทนนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ. หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เพื่อมิให้กระบวนพิจารณาล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก

ปัญหาว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ. หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ. นั้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และนาย ฝ. รับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่นาย ฝ. เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2555 ซึ่งความรับผิดของจำเลยที่ 2 และนาย ฝ. มิใช่การรับผิดร่วมกัน แต่เป็นความรับผิดของแต่ละคนที่จะต้องรับผิดเฉพาะในช่วงเวลาที่ตนเป็นผู้จัดการของโจทก์เท่านั้น และจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ.

ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีหน้าที่บริหารงานของนิติบุคคลอาคารชุดให้เป็นไปโดยเรียบร้อยรวมถึงต้องดูแลเรื่องการเงินของนิติบุคคลอาคารชุดให้ถูกต้องเหมาะสม การตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของนิติบุคคลดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเสมียนมีหน้าที่เก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่านํ้าประปา ค่าไฟฟ้า ค่าจอดรถ และค่าบริการต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องปกติที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดต้องทำการตรวจสอบการทำหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้การบริหารงานของโจทก์เป็นไปโดยเรียบร้อย ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวธนันพัชญ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดของโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 สามารถกระทำการทุจริตเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบบัญชีรายรับและไม่ตรวจสอบกรณีที่มีการยกเลิกใบเสร็จรับเงินแล้วไม่นำต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่ถูกยกเลิกมาแนบติดกับสำเนาและบันทึกเป็นหลักฐานกำกับไว้ เมื่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมซึ่งมีการประชุมเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556 ขอให้จำเลยที่ 2 แสดงความรับผิดชอบ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดโดยขอผ่อนชำระเดือนละ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ผ่อนชำระมาแล้ว 10 งวด จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านทนายความโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถามเพียงว่าทำไมต้องยกเลิก ใบเสร็จรับเงิน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้บันทึกเป็นหลักฐานไว้ในสมุดเล่มใหญ่ที่ใช้คุมใบเสร็จรับเงิน ทั้งจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านรับว่า การตรวจสอบการทุจริตของนิติบุคคลโจทก์นั้น โจทก์จะมีสมุดคุมเล่มใหญ่ หากมีการยกเลิกใบเสร็จรับเงินจะมีการขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดง โดยในระหว่างที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมีการยกเลิกใบเสร็จรับเงิน 66 ฉบับ ซึ่งเป็นรายการยกเลิกใบเสร็จรับเงินในช่วงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 ภายในเวลาเพียง 3 เดือนเศษ แต่ปรากฏว่ามีรายการยกเลิกใบเสร็จรับเงินถึง 66 ฉบับ เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แม้จำเลยที่ 1 จะทำใบเสร็จรับเงินขึ้นมาอีก 1 ชุด ที่มีรูปแบบและเลขหมายเดิมเพื่อลวงจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม แต่ก็มิใช่เรื่องซับซ้อน จำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบได้จากบัญชีรายรับรายจ่ายและสมุดเล่มใหญ่ที่ใช้คุมใบเสร็จรับเงิน การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของตน เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่มีการยกเลิกให้ถูกต้องเพื่อให้การบริหารงานของโจทก์เป็นไปโดยเรียบร้อย ทั้งจำเลยที่ 2 ยังแสดงความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยขอผ่อนชำระต่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและผ่อนชำระมาแล้วถึง 10 งวด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีนํ้าหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่มีการยกเลิกให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ไม่เกินไปกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ดังนั้น หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ไว้จากจำเลยที่ 1 เพียงใด ก็ต้องนำมาหักชำระหนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้วเพียงใด ก็ให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ลดลงเพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 812
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด อ.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายนคร มิ่งมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
กาญจนา ชัยคงดี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2564
#656678
เปิดฉบับเต็ม

ร. เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากผู้คัดค้าน แต่ชำระค่าเช่าซื้อยังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงยังคงเป็นของผู้คัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านให้ ร. เช่าซื้อรถยนต์พิพาทและรับเงินตามสัญญาเช่าซื้อโดยสุจริตไม่ทราบว่า ร. นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาชำระค่างวดเช่าซื้อบางส่วน ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะขอคืนรถยนต์พิพาทได้ แต่รถยนต์พิพาทคงมีส่วนที่เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดินรวมอยู่ด้วย โดยเมื่อ ร. ชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านยังไม่ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อ จึงเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ยังขาดอยู่ ซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะได้รับ จึงให้คืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทแก่ผู้คัดค้านตามจำนวนเงินลงทุนที่ยังขาดพร้อมดอกผล

ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้คัดค้านชำระไปก่อนแล้ว ผู้คัดค้านเรียกเก็บจาก ร. เมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านแล้วบางส่วน ส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านมีสิทธิรับคืนได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด หมายเลขทะเบียน กค 5039 ปัตตานี เป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถยนต์แก่ผู้คัดค้าน หากไม่อาจสั่งคืนรถยนต์ได้ ขอให้คืนเป็นเงิน 433,948 บาท แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กค 5039 ปัตตานี เป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด หมายเลขทะเบียน กค 5039 ปัตตานี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 นางสาวรอฮานา ภริยาของนายมะสกรี เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากผู้คัดค้าน ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,080,000 บาท นางสาวรอฮานาชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้าน 43 งวด และชำระงวดที่ 44 บางส่วน เป็นเงิน 646,052 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 44 ถึงงวดที่ 72 เป็นเงิน 433,948 บาท โดยเงินค่างวดเช่าซื้อดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่า รถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานและผู้คัดค้านรู้ว่านำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดชำระค่างวดเช่าซื้อรถยนต์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 วรรคห้า ให้นิยามคำว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หมายความว่า

(1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือสนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน

(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ

(3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2)

ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินตาม (1) (2) หรือ (3) จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด ตามบทบัญญัติดังกล่าวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีความหมายรวมถึงทรัพย์สินที่เปลี่ยนสภาพหรือได้มาจากการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน และศาลมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 เว้นแต่ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสาวรอฮานาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากผู้คัดค้าน โดยนางสาวรอฮานานำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาชำระค่างวดเช่าซื้อ แต่นางสาวรอฮานาก็มีเพียงสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาท โดยจะได้กรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทเมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อนางสาวรอฮานายังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงยังคงเป็นของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านเป็นสถาบันการเงินประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์เป็นปกติธุระในลักษณะเป็นการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านให้นางสาวรอฮานาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทและรับเงินตามสัญญาเช่าซื้อโดยสุจริตไม่ทราบว่านางสาวรอฮานานำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวมาชำระเงินค่างวดเช่าซื้อบางส่วน ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะขอคืนรถยนต์พิพาทได้ อย่างไรก็ตามเมื่อนางสาวรอฮานานำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทบางส่วนให้แก่ผู้คัดค้าน รถยนต์พิพาทจึงมีส่วนที่เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดินรวมอยู่ด้วย เมื่อสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่า รถยนต์พิพาทมีราคาเงินสด 778,200 บาท ผู้คัดค้านใช้เงินลงทุนในการให้นางสาวรอฮานาเช่าซื้อรถยนต์พิพาท 778,200 บาท ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้คัดค้านชำระไป ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกเก็บจากนางสาวรอฮานาเมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านแล้วบางส่วน ส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม เมื่อระยะเวลาเช่าซื้อมีกำหนด 72 งวด คิดเป็นเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่เป็นราคารถยนต์พิพาทงวดละ 14,018 บาท นางสาวรอฮานาชำระค่าเช่าซื้อรวม 43 งวด และชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 44 บางส่วน เป็นเงินรวม 603,757.18 บาท จึงเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะได้รับ 174,442.82 บาท เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนำรถยนต์พิพาทออกขายทอดตลาดแล้ว ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทเป็นเงิน 174,442.82 บาท พร้อมดอกผล ส่วนที่เหลือพร้อมดอกผลจึงตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้อง ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทแก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 174,442.82 บาท พร้อมดอกผล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.รัษฎากร ม. 82/3 วรรคสาม
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 วรรคหนึ่ง (1) ม. 3 วรรคห้า ม. 50 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2564
#649859
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อจะช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่ให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่เข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่เข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แต่เมื่อจำเลยกับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสิบสี่นั้นพ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องในข้อ 1 (ก) (ข) และ (ค) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5, 7, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันซ่อนเร้นคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยข้อ 1 (ก) จำเลยกับพวกร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปที่รวมตัวกันช่วงระยะเวลาหนึ่งและร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดฐานนำหรือพาคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไป อันเป็นความผิดร้ายแรงที่กระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจำเลยกับพวกรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมและรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และจำเลยกับพวกร่วมกันลงมือกระทำความผิดร้ายแรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ข้อ 1 (ข) จำเลยกับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าว เชื้อชาติและสัญชาติเมียนมา รวม 14 คน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และข้อ 1 (ค) จำเลยกับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ ด้วยการให้เข้าพักอาศัยหลบซ่อนในบ้านพักและนำคนต่างด้าวทั้งสิบสี่ไปโดยสารหลบซ่อนอยู่ในรถยนต์ของกลาง แล้วขับพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่ไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสิบสี่นั้นพ้นจากการจับกุม ซึ่งการจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และในความผิดฐานร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อจะช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่ให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำและพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่เข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวเมื่อนำหรือพาคนต่างด้าวทั้งสิบสี่เข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แต่เมื่อจำเลยกับพวกรู้ว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสิบสี่นั้นพ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องในข้อ 1 (ก) (ข) และ (ค) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดฐานนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ตามมาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุก 3 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 วรรคหนึ่ง ม. 64 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางศิริพร พวงสำลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม วัตตธรรม
พิชัยวัฒน์ อุตะเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 612/2564
#704691
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองบรรยายคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลในคดีแพ่งโดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งได้มีการแบ่งการครอบครองกันเป็นส่วนสัด อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของตน ขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ ส. และผู้ร้องที่ 2 หาได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ด้วยไม่ ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจของ ล. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเท่านั้น แม้ต่อมา ล. ถึงแก่ความตาย ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ในฐานะส่วนตัว เมื่อผู้ร้องที่ 1 ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ผู้ร้องที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ศาลพิพากษาตามยอม โดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แต่การที่ผู้ร้องที่ 2 จะขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 นั้น เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บุคคลที่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอในภายหลังก็ได้ แต่จะต้องยื่นเสียก่อนขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้น คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 และประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทนัดที่ 1 ในวันที่ 25 กันยายน 2561 และมีการงดการบังคับคดีไว้ ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 จึงพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้นและช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว การที่ผู้ร้องที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนในกรณีนี้ได้ ผู้ร้องที่ 2 จะต้องอ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอได้ทันภายในกำหนด แต่ตามคำร้องผู้ร้องที่ 2 คงอ้างแต่เพียงว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของผู้ร้องที่ 2 ตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งของศาลจังหวัดหนองคาย โดยไม่ได้อ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องได้ภายในกำหนดแต่อย่างใด ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยจำเลยทั้งสองตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยผ่อนชำระเป็นงวด หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดไม่ชำระหนี้ทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 15650 ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า วันที่ 28 ตุลาคม 2558 ศาลจังหวัดหนองคายในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 132/2558 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1040/2558 พิพากษาตามยอมว่า จำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15650 ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย บางส่วนให้แก่นางเลี้ยง และผู้ร้องที่ 2 คดีถึงที่สุดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ร.6 และ ร.8 โดยผู้ร้องทั้งสองยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ ส่วนคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาด

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองมีว่า ผู้ร้องทั้งสองชอบที่จะขอกันที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15650 ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย บางส่วนจากการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองบรรยายคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลจังหวัดหนองคายในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 132/2558 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งได้มีการแบ่งการครอบครองกันเป็นส่วนสัด อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของตน ขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ร.6 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่นางเลี้ยง และผู้ร้องที่ 2 หาได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ด้วยไม่ ข้อเท็จจริงคงได้ความเพียงว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจของนางเลี้ยงซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเท่านั้น แม้ต่อมานางเลี้ยงถึงแก่ความตาย ตามมรณบัตรเอกสารหมาย ร.9 ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ในฐานะส่วนตัว เมื่อผู้ร้องที่ 1 ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ผู้ร้องที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ 1 อีกต่อไป ส่วนผู้ร้องที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลจังหวัดหนองคายในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 132/2558 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1040/2558 พิพากษาตามยอม โดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ร.6 และ ร.8 ผู้ร้องที่ 2 จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แต่การที่ผู้ร้องที่ 2 จะขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 นั้น เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บุคคลที่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอในภายหลังก็ได้ แต่จะต้องยื่นเสียก่อนขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้น คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 และประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทนัดที่ 1 ในวันที่ 25 กันยายน 2561 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เอกสารหมาย ค.1 และมีการงดการบังคับคดีไว้ ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 จึงพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้นและช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว การที่ผู้ร้องที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนในกรณีนี้ได้ ผู้ร้องที่ 2 จะต้องอ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอได้ทันภายในกำหนด แต่ตามคำร้องผู้ร้องที่ 2 คงอ้างแต่เพียงว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนเป็นของผู้ร้องที่ 2 ตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 132/2558 ของศาลจังหวัดหนองคาย โดยไม่ได้อ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องได้ภายในกำหนดแต่อย่างใด ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคณาวรรณ จันทร์คณา
ผู้ร้อง — นายสุรศักดิ์หรือกันตภณ พัฒนพงศ์ กับพวก
จำเลย — นายชูเอส วิเศษสุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2564
#688318
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดและคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินที่ถูกขายทอดตลาดยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำแล้วให้ขายทอดตลาดใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือมาชำระแล้วผู้ร้องไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบเงินมัดจำและให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่ เป็นเหตุให้ผู้ร้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องโดยไม่ไต่สวน ผู้คัดค้านจึงมิได้เข้ามาเป็นคู่ความเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำของผู้ร้องมาตั้งแต่แรก ประกอบกับผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้รับจำนองที่ดินที่ขายทอดตลาดซึ่งในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองไปด้วย สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะผู้รับจำนองยังคงมีอยู่ครบถ้วน คำร้องของผู้ร้องที่ขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำตลอดจนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ได้กระทบสิทธิของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลบังคับคดีแทนศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 9088 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งติดจำนองอยู่กับผู้คัดค้านโดยติดจำนองไปด้วยเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ผู้ร้องเข้าประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคา 510,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 10,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดแจ้งตำแหน่งที่ดินผิดและไม่แจ้งว่าที่ดินอยู่ในเขตเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านและไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดจนเสร็จในวันเดียวกัน แล้วนัดฟังคำสั่งในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 แต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คงไว้เฉพาะคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำ ศาลชั้นต้นให้รอไว้สั่งในวันนัด ถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องและมีคำสั่งวินิจฉัยคดีให้ยกคำร้องทั้ง 2 ฉบับ ของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำแล้วให้ขายทอดตลาดใหม่ โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์นำเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดมาชำระตามระเบียบของกรมบังคับคดีและดำเนินการต่อไป โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 อ่านให้ผู้คัดค้านฟังวันที่ 25 มกราคม 2561 จากนั้นในระหว่างเวลาที่ผู้คัดค้านขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำหนังสือรายงานศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โดยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องมาชำระราคาส่วนที่เหลือ 500,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหมาย มิฉะนั้นจะริบเงินมัดจำที่วางไว้ 10,000 บาท และนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่ ฯลฯ โดยส่งให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561 มีนายนิคม น้องของผู้ร้องซึ่งอยู่ที่เดียวกันเป็นผู้รับไว้แทน เมื่อครบกำหนดผู้ร้องไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบเงินมัดจำและให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่ วันที่ 17 เมษายน 2561 ผู้คัดค้านยื่นฎีกาตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ในวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความศาลฎีกาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ร้องนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือตามระเบียบของกรมบังคับคดีและโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อแก่ผู้ร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งและการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงชอบแล้ว ส่วนระเบียบของกรมบังคับคดีที่ผู้ร้องอ้างมาเป็นดุลพินิจของผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีหาได้เป็นบทบังคับให้ต้องรอผลคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนแต่อย่างใดไม่ กรณีไม่มีเหตุต้องไต่สวน ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำสั่งริบเงินมัดจำของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ผู้ร้องนำเงินไปชำระราคาส่วนที่เหลือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฉบับนี้ถึงที่สุด มิฉะนั้นถือว่าผู้ร้องผิดสัญญาให้ริบเงินมัดจำและนำที่ดินขายทอดตลาดใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านโดยนายปรีชา ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ผู้ร้องซึ่งแก้ฎีกาได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฎีกาแล้วไม่ยื่นคำคัดค้าน แต่ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ผู้คัดค้านและทนายผู้คัดค้านมาศาลแถลงว่า ผู้คัดค้านประสงค์ฎีกาเช่นเดิม ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านคำสั่งศาลฎีกา และให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งคืนศาลฎีกา ดังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ซึ่งอนุมานได้ว่าผู้คัดค้านแถลงขอถอนคำร้องขอถอนฎีกา ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายปรีชา มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฎีกามาแต่ต้น การที่ศาลฎีกามีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ให้ศาลชั้นต้นเรียกผู้คัดค้านและทนายผู้คัดค้านมาสอบถามและแก้ไขเรื่องการมอบอำนาจให้เรียบร้อยเสียก่อนอ่านคำสั่งศาลฎีกา และศาลชั้นต้นไม่อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้นายปรีชาฟัง จนทนายผู้คัดค้านมาศาลและแถลงว่าผู้คัดค้านประสงค์ฎีกาเช่นเดิมเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลงและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นั้น เห็นว่า แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายปรีชามีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฎีกามาแต่ต้น แต่ศาลชั้นต้นยังดำเนินการจนได้ตัวผู้คัดค้านและทนายผู้คัดค้านมาศาลเพื่อสอบถามตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ก็หาเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ เนื่องจากเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำสั่งศาลฎีกาและผู้คัดค้านกับทนายผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องมาศาลอยู่แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาเกี่ยวกับคำร้องขอถอนฎีกาของผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านแถลงขอถอนคำร้องขอถอนฎีกา จึงอนุญาตให้ผู้คัดค้านถอนคำร้องขอถอนฎีกาได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด และคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินที่ถูกขายทอดตลาดยื่นคำคัดค้านเฉพาะคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำ หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำแล้วให้ขายทอดตลาดใหม่ โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์ (คือผู้ร้อง) นำเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดมาชำระตามระเบียบของกรมบังคับคดีและดำเนินการต่อไปแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมาย ครบกำหนดแล้วผู้ร้องไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบเงินมัดจำและให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่ เป็นเหตุให้ผู้ร้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของกรมบังคับคดี คำสั่งที่ 503/2560 ข้อ 12 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้ดำเนินการไต่สวน ผู้คัดค้านจึงมิได้เข้ามาเป็นคู่ความเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำของผู้ร้องมาตั้งแต่แรก ประกอบกับผู้คัคค้านเป็นเพียงผู้รับจำนองที่ดินที่ขายทอดตลาด ซึ่งในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองไปด้วย สิทธิของผู้คัดค้านในฐานะผู้รับจำนองจึงยังคงมีอยู่ครบถ้วน ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องที่ขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ริบเงินมัดจำตลอดจนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้กระทบสิทธิของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีไม่มีสิทธิยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไป

พิพากษายกฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
ป.วิ.พ. ม. 247 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
ผู้ร้อง — นางสาว จ.
ผู้คัดค้าน — นาง ส.
จำเลย — นาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายเทพธวัช รุจิราภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2564
#657210
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่มีผลผูกพันกัน และคู่สัญญามีสิทธิเลิกสัญญาหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 366 และมาตรา 386 ข้อความในบันทึกข้อตกลงมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า โจทก์มีความสนใจที่จะลงทุนในโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่าของจำเลยซึ่งประกอบด้วยที่ดิน 2 แปลง โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องเข้าศึกษาข้อมูลและตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไปเสียก่อน ซึ่งในข้อ 1.3 ระบุว่า หากผลการศึกษาโครงการเป็นที่น่าพอใจแก่โจทก์ คู่สัญญาจะทำการเจรจาทำสัญญาจะซื้อจะขายโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่าต่อไป และข้อ 1.4 ระบุว่า จำเลยตกลงให้โจทก์มีสิทธิยกเลิกบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ได้ หากผลการศึกษาโครงการพบว่าไม่เป็นที่น่าพอใจแก่โจทก์ในด้านใด ๆ ดังนี้ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิโจทก์ในการเลิกบันทึกข้อตกลงไว้ โดยอาศัยความพึงพอใจของโจทก์ในการเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายโครงการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในข้อ 4 ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เงินจำนวน 35,000,000 บาท ที่โจทก์มอบให้จำเลยไว้ เป็นเงินประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่โจทก์เข้าศึกษาโครงการ ในกรณีที่ผลการศึกษาโครงการไม่เป็นที่น่าพอใจและโจทก์แจ้งไม่ประสงค์จะเข้าลงทุน ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลงทันที โดยคู่สัญญาตกลงจะไม่เรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายใด ๆ ต่อกัน และจำเลยต้องคืนเงินประกันให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน ประกอบกับในรายงานประชุมคณะกรรมการของโจทก์มีข้อความระบุชัดว่า โจทก์ยังไม่ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย และคณะกรรมการของโจทก์ขอเสนอให้เปลี่ยนจากการวาง "เงินมัดจำ" ตามที่จำเลยเสนอมา เป็นการวาง "เงินประกัน" ความเสียหายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแทน แสดงให้เห็นว่า หากโจทก์จะซื้อโครงการของจำเลย จะต้องมีการเจรจาตกลงในข้อสาระสำคัญกันให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งต่อไป ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 366 ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าโครงการของจำเลยไม่เหมาะสมที่จะลงทุน เป็นเหตุให้คณะกรรมการของโจทก์ได้บอกเลิกบันทึกข้อตกลงไปยังจำเลยพร้อมแจ้งให้คืนเงินประกัน 35,000,000 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิเลิกบันทึกข้อตกลงตามที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลง หาใช่เป็นการใช้สิทธิเลิกตามอำเภอใจหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เมื่อสัญญาเข้าร่วมทุนหรือซื้อโครงการระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ และตามบันทึกข้อตกลงได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเพียงแต่คืนเงินประกันแก่โจทก์ภายใน 7 วัน โดยไม่มีดอกเบี้ย จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินประกันดังกล่าว เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันภายใน 7 วัน จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยไม่คืนเงินประกันภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

สำหรับค่าเสียหาย 10,000,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าเสียหายที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินประกัน ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการอื่นนั้น ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 4 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์จะเข้าลงทุนในโครงการของจำเลย ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลงทันที จำเลยเพียงแต่คืนเงินประกันให้แก่โจทก์ภายใน 7 วันเท่านั้น โดยคู่สัญญาจะไม่เรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันอีก ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 35,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเพื่อเข้าศึกษาโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่าของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10505 และ 116930 เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยในข้อ 4 ของบันทึกดังกล่าวกำหนดให้โจทก์วางเงินประกันการเข้าศึกษาโครงการให้แก่จำเลย 35,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้มอบเงินให้จำเลยไปครบถ้วนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะลงทุนในโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่าของจำเลยและขอเงินประกันคืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ไม่ยอมคืนเงินประกันแก่โจทก์

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกบันทึกข้อตกลง หรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่มีผลผูกพันกันและคู่สัญญาฝ่ายใดมีสิทธิเลิกสัญญาหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 และมาตรา 386 เมื่อพิจารณาข้อความในบันทึกข้อตกลงแล้ว มีสาระสำคัญสรุปได้ว่า โจทก์มีความสนใจที่จะลงทุนในโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่าของจำเลยซึ่งประกอบด้วยที่ดิน 2 แปลง โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องเข้าศึกษาข้อมูลและตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไปเสียก่อน ซึ่งในข้อ 1.3 ระบุว่า หากผลการศึกษาโครงการเป็นที่น่าพอใจแก่โจทก์ คู่สัญญาจะทำการเจรจาทำสัญญาจะซื้อจะขายโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่าต่อไป และข้อ 1.4 ระบุว่า จำเลยตกลงให้โจทก์มีสิทธิยกเลิกบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ได้ หากผลการศึกษาโครงการพบว่าไม่เป็นที่น่าพอใจแก่โจทก์ในด้านใด ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิแก่โจทก์ในการเลิกบันทึกข้อตกลงไว้ โดยอาศัยความพึงพอใจของโจทก์ในการเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายโครงการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในข้อ 4 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เงินจำนวน 35,000,000 บาท ที่โจทก์มอบให้จำเลยไว้ เป็นเงินประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่โจทก์เข้าศึกษาโครงการ ในกรณีที่ผลการศึกษาโครงการไม่เป็นที่น่าพอใจและโจทก์แจ้งไม่ประสงค์จะเข้าลงทุน ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลงทันที โดยคู่สัญญาตกลงจะไม่เรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายใด ๆ ต่อกัน และจำเลยต้องคืนเงินประกันให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน ซึ่งในข้อนี้ นายชุน สามีจำเลยก็เบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 1.4 ให้สิทธิแก่โจทก์ในการยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเมื่อโจทก์ศึกษาโครงการแล้วไม่เป็นที่พอใจ ทั้งเบิกความยอมรับว่า จำเลยให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งภูมิ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งตระกูล เสริมสุข เป็นผู้จัดเก็บรายได้ในโครงการนี้จริง ซึ่งปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดทั้งสองมีผลประกอบการขาดทุนเรื่อยมา อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงถึงสถานะทางการเงินหรือผลประกอบการเกี่ยวกับโครงการของจำเลยอย่างหนึ่ง ย่อมเป็นข้อมูลที่โจทก์สามารถนำมาประกอบในการพิจารณาตัดสินใจไม่ลงทุนซื้อโครงการของจำเลยได้ เพราะโจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเพื่อหากำไรเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณารายงานประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 13/2558 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 วาระที่ 4 ประกอบแล้ว มีข้อความระบุชัดว่า โจทก์ยังไม่ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย และคณะกรรมการของโจทก์ขอเสนอให้เปลี่ยนจากการวาง "เงินมัดจำ" ตามที่จำเลยเสนอมา เป็นการวาง "เงินประกัน" ความเสียหายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแทน ยิ่งแสดงให้เห็นว่า หากโจทก์ตกลงจะซื้อโครงการของจำเลย จะต้องมีการเจรจาตกลงในข้อสาระสำคัญกันให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งต่อไป ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 เหตุที่ในชั้นแรกคณะกรรมการของโจทก์มีความสนใจที่จะลงทุนในโครงการของจำเลย จนนำมาสู่การทำบันทึกข้อตกลง เนื่องจากอาศัยข้อมูลการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนของนางศรินทิพย์ อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของโจทก์ซึ่งในภายหลังได้ลาออกไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับจุดคุ้มทุนใหม่ ปรากฏว่าโครงการของจำเลยไม่เหมาะสมที่จะลงทุน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึง 28 ปี จึงจะคุ้มทุน อันเป็นการแตกต่างจากการวิเคราะห์ของนางศรินทิพย์ ที่ระบุว่า จุดคุ้มทุนน่าจะอยู่ประมาณ 9 ถึง 11 ปี ซึ่งในปัญหาเกี่ยวกับจุดคุ้มทุน นางศรินทิพย์พยานจำเลยได้เบิกความตอบศาลว่า ในการวิเคราะห์ลงทุนโครงการต่าง ๆ นั้น หลักคิดวิเคราะห์มีทฤษฎีและแนวคิดต่างกันออกไป ไม่อาจหามาตรฐานกลางได้ การคิดวิเคราะห์แต่ละโครงการขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ผู้ประเมินแต่ละคนจะมองเห็นหรือคิดวิเคราะห์ไปถึงได้ ในการประเมินแต่ละโครงการย่อมมีผลการคิดวิเคราะห์แตกต่างกันไป ไม่อาจยึดถือคนหนึ่งคนใดเป็นเกณฑ์ได้ ดังนั้น การที่คณะกรรมการของโจทก์เชื่อตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ที่นำเสนอให้ทราบในภายหลังว่า โครงการของจำเลยไม่เหมาะที่จะตัดสินใจลงทุน เป็นเหตุให้กรรมการของโจทก์มีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ให้ยกเลิกโครงการดังกล่าวเนื่องจากสถานะโครงการไม่คุ้มทุน และได้บอกเลิกบันทึกข้อความตกลงไปยังจำเลยพร้อมกับแจ้งให้คืนเงินประกันจำนวน 35,000,000 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิเลิกตามที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงชอบแล้ว หาใช่เป็นการใช้สิทธิเลิกตามอำเภอใจหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาเข้าร่วมลงทุนหรือซื้อโครงการระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์และตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 4 ได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเพียงแต่คืนเงินประกันให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน โดยไม่มีดอกเบี้ย ดังนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินประกันดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องคืนเงินประกัน 35,000,000 บาท แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันภายใน 7 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ไม่ยอมคืนเงินประกันภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และเนื่องจากเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเลิกบันทึกข้อตกลง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์อ้างว่า การที่จำเลยไม่ยอมคืนเงินประกัน ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการอื่นซึ่งสามารถก่อให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 4 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์จะเข้าลงทุนในโครงการของจำเลย ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลงทันที จำเลยเพียงแต่คืนเงินประกันให้แก่โจทก์ภายใน 7 วันเท่านั้น โดยคู่สัญญาจะไม่เรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันอีก ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินประกัน 35,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 366 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายโตมร สิริวิวัฒน์ภากร
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2564
#681689
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 336 ทวิ บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้อีกกึ่งหนึ่ง กรณีที่มียานพาหนะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดสามกรณีคือ ผู้กระทำความผิดใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมเท่านั้น มิใช่บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด จำเลยทั้งสองกับพวกลักทรัพย์ลวดทองแดงสำเร็จแล้ว จึงนำลวดทองแดงของผู้เสียหายที่ลักมาซุกซ่อนบรรทุกในรถกระบะของกลางพาลวดทองแดงนั้นไป รถกระบะของกลางจึงไม่ใช่เครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์อันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ, 357 ริบรถกระบะ ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 15 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 13 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมจำนวน 18 ชั่วโมง (ที่ถูก คนละ 18 ชั่วโมง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหารับของโจร รถกระบะของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถกระบะ ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า รถกระบะ ของกลาง เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในการลักทรัพย์ตามฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะในการบรรทุกซุกซ่อนพาทรัพย์นั้นไป อันเป็นการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งมาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้อีกกึ่งหนึ่ง กรณีที่มียานพาหนะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดสามกรณีคือ ผู้กระทำความผิดใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ดังนั้นบทบัญญัติมาตรา 336 ทวิ จึงเป็นเพียงบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นเท่านั้น มิใช่บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด การที่จะริบรถกระบะของกลางจึงต้องเป็นกรณีที่เป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องก็เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ลวดทองแดง น้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัมของผู้เสียหายแล้วนำไปบรรทุกซุกซ่อนในรถกระบะของกลางพาลวดทองแดงนั้นไป พฤติการณ์ตามที่บรรยายในคำฟ้องดังกล่าวฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกลักทรัพย์ลวดทองแดงสำเร็จแล้ว จำเลยกับพวกจึงนำลวดทองแดงของผู้เสียหายที่ลักมาบรรทุกในรถกระบะของกลางพาลวดทองแดงนั้นไป ดังนี้ แม้จำเลยกับพวกจะบรรทุกลวดทองแดงในลักษณะซุกซ่อน รถกระบะของกลางก็ไม่ใช่เครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์อันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ริบรถกระบะของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถกระบะ ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายปัญญวัฒน์ สนใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2564
#664218
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับ แต่ก่อนฟ้องคดีต่อศาลและก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นสืบพยานรายผู้เสียหายไว้ล่วงหน้าแล้ว ย่อมถือว่าคดีนี้เป็นคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับ จึงต้องนำ ป.วิ.อ. ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับมาใช้บังคับต่อไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 48 การฎีกาของโจทก์ย่อมเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ไม่ใช่ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ซึ่งฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามต้องห้ามคู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 แต่ตามหนังสือรับรองของอัยการสูงสุดแนบท้ายคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา รับรองว่าฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย พอถือได้ว่าอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย จึงให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 โดยโจทก์ไม่ต้องขออนุญาตฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5, 83, 91, 309, 310 ทวิ, 320 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม.15/2559 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม.15/2559 คดีอาญาหมายเลขดำที่ คม.71/2559 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ค.2/2559 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 52 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 310 ทวิ, 320 (ที่ถูก มาตรา 320 วรรคแรก) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และฐานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด พาหรือส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 2,100 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 1,400 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอให้นับโทษต่อและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายปัญญา ผู้เสียหายลงไปในเรือรัฐพร 5 หรือเรือแอนตาซีน่า 330 เรือดังกล่าวซึ่งมีนายเหวอเป็นไต้ก๋ง และจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าคนงาน ออกจากท่าเรือในราชอาณาจักรไปที่เกาะเบนจิน่า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เรือดังกล่าวออกไปหาปลาในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยผู้เสียหายทำงานเป็นคนอวน มีหน้าที่ปะอวน ลงอวน และคัดปลา ภายหลังขณะที่เรือดังกล่าวกลับเข้าฝั่ง ผู้เสียหายหลบหนีจากเรือและอยู่ในสาธารณรัฐอินโดนีเซียจนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และผู้เสียหายถูกส่งตัวกลับราชอาณาจักรเมื่อปลายปี 2554 หลังจากนั้นผู้เสียหายไปทำงานเป็นคนประจำเรือในเรืออื่นที่ออกไปหาปลาในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซียอีก วันที่ 9 เมษายน 2558 ผู้เสียหายซึ่งถูกเจ้าหน้าที่สาธารณรัฐอินโดนีเซียจับกุมและส่งตัวกลับราชอาณาจักร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับคำร้องของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายทำงานบนเรือรัฐพร 5 แต่ไม่ได้รับค่าจ้าง สำหรับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติด้วยว่า จำเลยที่ 3 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อบังคับให้ทำงานเป็นลูกเรือในเรือดังกล่าว จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และเกรงกลัวต้องยอมทำงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของโจทก์ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 48 บัญญัติว่า "บรรดาคดีค้ามนุษย์ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลซึ่งคดีนั้นค้างพิจารณาอยู่คงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้นำกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด" แม้โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 ภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับก็ตาม แต่ก่อนฟ้องคดีต่อศาลและก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้สืบพยานไว้ล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 31 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ศาลชั้นต้นสืบพยานรายผู้เสียหายไว้ล่วงหน้าแล้ว ย่อมถือว่าคดีนี้เป็นคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับมาใช้บังคับต่อไป ดังนั้น การฎีกาของโจทก์ย่อมเป็นไปตามระบบสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่ระบบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 3 สำหรับความผิดฐานดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 10 และที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าว ต้องห้ามคู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่ตามหนังสือรับรองของอัยการสูงสุดแนบท้ายคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ปรากฏว่าอัยการสูงสุดรับรองว่าฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย พอถือได้ว่าอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย จึงให้รับฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยโจทก์ไม่ต้องขออนุญาตฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 43 ม. 45 วรรคสี่ ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503 -ที่ 505/2564
#684590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้สำนวนแรกภายหลังวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ แต่ก่อนฟ้องคดีต่อศาลและก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้สืบพยานไว้ล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 31 โดยศาลชั้นต้นสืบพยานรายผู้เสียหายที่ 1 ไว้ล่วงหน้าแล้ว ย่อมถือว่าคดีนี้เป็นคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ มาใช้บังคับต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด การฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปตามสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่กรณีต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 35, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 22, 144 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 23, 25, 26, 65, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 5, 8, 33, 83, 91, 264, 265, 268, 295, 310 ทวิ, 312 ทวิ ริบหนังสือคนประจำเรือปลอมของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 158,000 บาท 164,500 บาท และ 118,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 158,000 บาท 164,500 บาท 118,000 บาท 187,000 บาท 197,000 บาท 197,000 บาท 187,000 บาท และ 187,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 187,000 บาท 197,000 บาท 197,000 บาท 187,000 บาท และ 187,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)), 83 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 23, 25 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 65, 66 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 22, 144 (3) อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานนำพาหนะออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่ตามกำหนดเวลา คนละ 1 ปี ฐานนำพาหนะออกนอกราชอาณาจักร ไม่แจ้งกำหนดเวลาที่พาหนะออกจากเขตท่า สถานี หรือท้องที่ตามที่แบบกำหนด คนละ 2 เดือน ฐานนำพาหนะออกนอกราชอาณาจักร ไม่ยื่นแบบรายการที่กำหนด คนละ 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานเป็นนายจ้างรับบุคคลอายุไม่เกินสิบหกปีและสิบแปดปีทำงานประมงในทะเล โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายมีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบหนังสือคนประจำเรือปลอม จำนวน 3 ฉบับ ของกลาง

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ฐานใช้เอกสารราชการปลอม ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานนำพาหนะออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่ตามกำหนดเวลา ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานนำพาหนะออกนอกราชอาณาจักร ไม่แจ้งกำหนดเวลาที่พาหนะออกจากเขตท่า สถานี หรือท้องที่ตามที่แบบกำหนด ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานนำพาหนะออกนอกราชอาณาจักร ไม่ยื่นแบบรายการที่กำหนด ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างรับบุคคลอายุไม่เกินสิบหกปีและสิบแปดปีทำงานประมงในทะเล โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท รวมเป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 25,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 55,000 บาท โทษจำคุกในแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวกัลยารัตน์ บุตรจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 ปรากฏตามมรณบัตรท้ายคำร้อง โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเรือประมงชลสมบัติ 8 มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมเรือหรือไต้ก๋งเรือ และมีจำเลยที่ 3 เป็นนายท้ายเรือ นายทะนงศักดิ์หรือแอ้ด เป็นหัวหน้าแรงงานประมงทำงานในเรือ จำเลยที่ 1 ควบคุมเรือประมงชลสมบัติ 8 พาผู้เสียหายทั้งแปดไปทำการประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 4 และที่ 5 อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 6 อายุ 16 ปีเศษ ขณะเรือประมงชลสมบัติ 8 จอดอยู่บริเวณท่าเรือเกาะอัมบน สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาตรวจสอบหนังสือคนประจำเรือของผู้เสียหายทั้งแปดปรากฏว่ามีการปลอมเอกสารหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นเอกสารราชการของกรมเจ้าท่าขึ้นทั้งฉบับ รวม 3 ฉบับ กล่าวคือ ปลอมหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่าเลขที่ BF 34497 โดยนำภาพถ่ายของผู้เสียหายที่ 1 มาทำให้ปรากฏในเอกสารดังกล่าวและใส่ชื่อคนประจำเรือว่า นายลาด พร้อมทั้งประทับตราปลอมของกรมเจ้าท่า และลงลายมือชื่อปลอมของเจ้าพนักงานเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่าที่แท้จริง ปลอมหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่าเลขที่ BF 35521 โดยนำภาพถ่ายของผู้เสียหายที่ 3 มาทำให้ปรากฏในเอกสารดังกล่าว และใส่ชื่อคนประจำเรือว่า นายสุวันโมนี พร้อมทั้งประทับตราปลอมของกรมเจ้าท่า และลงลายมือชื่อปลอมของเจ้าพนักงานเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่าที่แท้จริง และปลอมหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่า เลขที่ DF 12793 โดยนำภาพถ่ายของผู้เสียหายที่ 2 มาทำให้ปรากฏในเอกสารดังกล่าว และใส่ชื่อคนประจำเรือว่า นายสมพงษ์ พร้อมทั้งประทับตราปลอมของกรมเจ้าท่า และลงลายมือชื่อปลอมของเจ้าพนักงานเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือคนประจำเรือของกรมเจ้าท่าที่แท้จริง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง สาธารณรัฐอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิต (LPN) จังหวัดสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของประเทศไทยได้ช่วยเหลือส่งตัวผู้เสียหายทั้งแปดกลับประเทศไทย ผู้เสียหายทั้งแปดแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามกับพวก เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมนำผู้เสียหายทั้งแปดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามกับพวกเป็นคดีนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ และก่อนออกเรือไปทำการประมงจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้ผู้เสียหายทั้งแปดไปแล้ว

กรณีมีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของโจทก์ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 48 บัญญัติว่า "บรรดาคดีค้ามนุษย์ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลซึ่งคดีนั้นค้างพิจารณาอยู่คงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้นำกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด" แม้โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้สำนวนแรกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ภายหลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับก็ตาม แต่ปรากฏว่า ก่อนฟ้องคดีต่อศาลและก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้สืบพยานไว้ล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 31 โดยวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นสืบพยานรายผู้เสียหายที่ 1 ไว้ล่วงหน้าแล้ว ย่อมถือว่าคดีนี้เป็นคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ มาใช้บังคับต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ดังนั้น การฎีกาของโจทก์ย่อมเป็นไปตามสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่กรณีต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6, 9, 10, 52 และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 310 ทวิ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม และที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้องนั้น ต้องห้ามคู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่ตามหนังสือรับรองของอัยการสูงสุดแนบท้ายคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ปรากฏว่า อัยการสูงสุดรับรองว่า ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย จึงให้รับฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยโจทก์ไม่ต้องขออนุญาตฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 43

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในฎีกาทำนองว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.4 นั้น จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดลงเรือไปทำการประมงที่น่านน้ำของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งแตกต่างจากการอ้างว่าจะไปทำการประมงในจังหวัดภาคใต้ แม้ผู้เสียหายบางคนทราบว่าต้องไปทำการประมงในน่านน้ำของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แต่สภาพการทำงานก็มีการหน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำร้ายร่างกาย มีการปลอมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามสมคบกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เห็นว่า ในส่วนที่โจทก์อ้างว่ามีการหลอกลวง ฉ้อฉลผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า มีผู้ไปติดต่อชักชวนผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานในเรือประมง ผู้ที่มาชักชวนและคนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องบางคนก็เกี่ยวพันเป็นญาติกับฝ่ายผู้เสียหาย เป็นการชักชวนตามปกติ เมื่อตกลงไปทำงานก็มีการเปิดบัญชีธนาคารและจ่ายเงินให้บางส่วน ผู้เสียหายบางคนที่เป็นเด็ก มารดาก็ไปส่งและพบกับจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์จึงมิใช่เป็นการฉ้อฉล หลอกลวงแต่อย่างใด เกี่ยวกับลักษณะของงาน ผู้เสียหายทั้งแปดก็รับรู้เกี่ยวกับประเภทของงานว่าเป็นการทำงานในเรือประมงและสมัครใจที่จะไปทำงาน การทำการประมงในจังหวัดภาคใต้หรือในน่านน้ำของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ลักษณะการทำงานของผู้เสียหายทั้งแปดก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของลักษณะงาน เมื่อมีการขึ้นฝั่งที่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ผู้เสียหายทั้งแปดก็ยังมีอิสระในการไปจับจ่ายซื้อของ มีการติดต่อทางโทรศัพท์กับญาติหลายครั้ง ต่างเวลาและสถานที่รวมทั้งที่สาธารณรัฐอินโดนีเซียด้วย ค่าจ้างก็มีการจ่ายล่วงหน้าให้ผู้เสียหายทั้งแปดและจ่ายบนเรือให้ผู้เสียหายบางคนอีก ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่บังคับให้ทำงานเกินกว่าหน้าที่ต่าง ๆ ที่ต้องกระทำแต่อย่างใด การทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งแปดก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แน่ชัดในส่วนนี้ โดยเฉพาะปรากฏว่า ผู้เสียหายทั้งแปดยังไม่ได้ทำงานประมงในเรือแท้จริงเพราะเรือยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการประมงในน่านน้ำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย จึงเพียงแต่ฝึกหัดเตรียมการที่จะทำงาน และผู้เสียหายบางคนมีเวลาไปรับจ้างขนปลาจากเรือประมงอื่นด้วย จึงยังไม่ชัดแจ้งว่า มีการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทั้งแปดทำงานโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตราย โดยขู่เข็ญ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยทำให้ผู้เสียหายทั้งแปดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันจะเป็นการบังคับใช้แรงงาน กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานค้ามนุษย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้งแปด โดยเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่ารอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในฎีกาทำนองว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการทำการประมงนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจของเจ้าพนักงาน มีการรับลูกจ้างที่เป็นเด็กไปทำงานประมง มีการปลอมเอกสาร พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง เห็นว่า แม้จะมีกรณีของการจ้างแรงงานเด็ก แต่ดังที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นเรื่องของความสมัครใจ ไม่มีการบังคับใช้แรงงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารก็มีการว่าจ้างตัวแทนในต่างประเทศจัดทำเอกสารเพื่อให้สามารถเข้าไปทำการประมงได้ ไม่ใช่จำเลยที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องจัดทำโดยตรง พฤติการณ์จึงยังไม่ถึงขนาดร้ายแรง เมื่อพิเคราะห์สภาพของการกระทำ การยอมรับเกี่ยวกับการกระทำตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาและนำมาพิเคราะห์ประกอบกับสภาพฐานะประวัติภูมิหลังและปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 สามารถที่จะกลับตนเป็นคนดีได้ สมควรให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 โดยการรอการลงโทษให้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษารอการลงโทษจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 31
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ธราธร ศิลปโอสถ
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2564
#660264
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาด้วยการใช้อุปกรณ์งัดประตูรั้วบ้านและประตูบ้านของโจทก์และบุกรุกเข้าไปครอบครองบ้านของโจทก์โดยละเมิด ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยกับพวกชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามาจากจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายอาญาเป็นละเมิดต่อโจทก์ และขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 นั้น โจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท เนื่องจากยังเป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำลังพิจารณาอยู่ในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาทตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาชี้ขาดมาในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 แล้ว จำเลยเข้ามาอยู่ในบ้านพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไป ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้มาจากโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาชี้ขาดมา โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในบ้านและที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ จึงไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำในความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 144 และขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ยังมีคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 กำลังพิจารณาอยู่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 ชั่วคราวก่อน เพื่อรอฟังผลการชี้ขาดในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ก่อน ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้รับการตัดสินว่าเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท จึงไม่อยู่ในฐานะที่สามารถฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารได้ การที่จะให้โจทก์ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดแล้วให้โจทก์มีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยเข้ามาด้วย ย่อมไม่ชอบ เพราะข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นคนละเรื่องกัน ส่วน ป.วิ.พ. มาตรา 142 นั้น ก็เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจได้ว่าในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ ไม่ใช่บทบัญญัติที่บังคับให้โจทก์ต้องมีคำขอให้บังคับเข้ามาในคำฟ้องแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ในคดีนี้สภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแตกต่างจากคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน โจทก์เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกา ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 192484 และบ้านเลขที่ 2100/63 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ ส่วนฎีกาประเด็นอื่นไม่อนุญาต

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นายปริยวิศว์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ซึ่งมีคำสั่งตั้ง นายปริยวิศว์ เป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 นางยีด ฟ้องนางนุชจรินทร์ ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ขอให้ห้ามนางนุชจรินทร์รบกวนการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 192484 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้นางนุชจรินทร์กับโจทก์ไปจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่จำเลย ในวันที่ยื่นฟ้องจำเลยได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางนุชจรินทร์เปิดกุญแจบ้านเลขที่ 2100/63 ซึ่งเป็นบ้านพิพาทในคดีนี้ ให้จำเลยกลับเข้าอยู่อาศัยจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น วันรุ่งขึ้นจำเลยและบริวารนำช่างกุญแจมางัดประตูบ้าน เข้าไปยึดถือครอบครองบ้านพิพาท โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยและบริวาร วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์เข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2549 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและบริวารรวม 6 คน ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยซื้อมาจากนางนุชจรินทร์ แต่จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาด้วยการใช้อุปกรณ์งัดประตูรั้วบ้านและประตูบ้าน แล้วบุกรุกเข้าไปครอบครองบ้านของโจทก์โดยละเมิด ทำให้โจทก์เสียหาย ขอคิดค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2548 อันเป็นวันทำละเมิด จนกว่าจำเลยกับบริวารจะได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาท แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อรอฟังผลในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ว่าระหว่างโจทก์กับจำเลย ผู้ใดจะเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท อีกทั้งมีการท้ากันให้มีผลแพ้ชนะถึงคดีนี้ด้วย วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท จำเลยกับพวกรวม 6 คนจึงต้องแพ้คดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 ด้วยตามที่ท้ากันเอาไว้ แต่จำเลยกับบริวารก็ยังอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีนี้โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 ต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เพราะข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีทั้งสองเรื่องเป็นอย่างเดียวกันคือ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางยีดกับพวก ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาด้วยการใช้อุปกรณ์งัดประตูรั้วบ้านและประตูบ้านของโจทก์ แล้วบุกรุกเข้าไปครอบครองบ้านของโจทก์โดยละเมิด ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยกับพวกชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามาจากจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายอาญาเป็นละเมิดต่อโจทก์ และขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 นั้น โจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท เนื่องจากยังเป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำลังพิจารณาอยู่อีกคดีหนึ่งว่าโจทก์หรือจำเลย เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท คดีนั้นคือคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาทตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาชี้ขาดมา ในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 แล้วจำเลยเข้ามาอยู่อาศัยในบ้านพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไป ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ มาจากโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาชี้ขาดมา โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในบ้านและที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำในความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ส่วนที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 นั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ยังมีคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 กำลังพิจารณาอยู่ว่าโจทก์หรือจำเลย เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 ชั่วคราวก่อน เพื่อรอฟังผลการชี้ขาดในคดีหมายเลขดำที่ 8822/2548 ก่อน ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้รับการตัดสินว่าเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท จึงไม่อยู่ในสถานะที่สามารถฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารได้ และการที่จะให้โจทก์ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดแล้วให้โจทก์มีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยเข้ามาด้วย ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นคนละเรื่องกัน ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้นก็เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจได้ว่า ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ มิใช่บทบัญญัติที่บังคับให้โจทก์ต้องมีคำขอให้บังคับเข้ามาในคำฟ้องแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ สภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา แตกต่างจากคดีหมายเลขดำที่ ม.395/2549 จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 2100/63 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 192484 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 39 ม. 84 ม. 142 ม. 144 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ท.
จำเลย — นาง ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนรพันธ์ นามวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 413/2564
#660883
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาความคล้ายกันระหว่างเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 (2) และมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่าย ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และเสียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายว่าเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโอกาสที่จะสร้างความสับสนที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่ขายอยู่ในท้องตลาดระหว่างสินค้าของทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการใช้เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายและความสุจริตของผู้ขอจดทะเบียนประกอบด้วย

เมื่อพิจารณาจากลักษณะเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนและของโจทก์แล้วเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือ มีอักษรไทยคำว่า "แม่พลอย" อักษรโรมันคำว่า "MAEPLOY" และรูปผู้หญิงแต่งชุดไทยนั่งพับเพียบ เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายของทั้งสองฝ่าย โดยมีเสียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายเหมือนกันคือ แม่พลอย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า น้ำดื่ม น้ำผลไม้ ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค71879 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า กะทิสำเร็จรูป กะทิผง กับข้าวสำเร็จรูปที่มีเนื้อเป็นหลัก แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงพะแนง เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค71880 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า น้ำพริกแกงกึ่งสำเร็จรูป เครื่องต้มยำ เครื่องพะโล้ น้ำจิ้ม น้ำพริกเผา เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค124234 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า น้ำพริกแกงกึ่งสำเร็จรูป เครื่องต้มยำ เครื่องพะโล้ ผงสำเร็จรูปใช้ทำน้ำหมูแดง น้ำจิ้ม น้ำพริกเผา เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค124233 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า กะทิสำเร็จรูป กะทิผง กับข้าวสำเร็จรูปที่มีเนื้อเป็นหลัก แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงพะแนง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ เป็นต้น และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค318585 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงพะแนง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวจึงใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันซึ่งไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าประกอบทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ผู้ขอจดทะเบียนประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2519 และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนคำว่า "แม่พลอย" และรูปผู้หญิงแต่งชุดไทยนั่งพับเพียบมาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำและรูปดังกล่าว ในปี 2540 โดยผู้ขอจดทะเบียนได้มีการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของตนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และยังได้ความตามคำคัดค้านการขอจดทะเบียนของโจทก์ประกอบทางนำสืบของโจทก์ว่า เริ่มแรกโจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายส่งและปลีกมะพร้าว โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ชาวเกาะ" ต่อมาโจทก์ขยายธุรกิจโดยก่อตั้งโรงงานผลิตกะทิบรรจุกระป๋อง และกะทิบรรจุกล่อง ในปี 2519 และภายหลังได้ก่อตั้งโรงงานอีกสองแห่ง โดยโรงงานแห่งที่สามชื่อโรงงานแม่พลอย ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 เพื่อผลิตสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ตราแม่พลอย" "MAEPLOY BRAND" รวมกับรูปผู้หญิงไทย โดยได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 5 เครื่องหมายการค้า ดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าของตนมาโดยสุจริต โดยเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับของโจทก์ต่างได้มีการใช้กับสินค้าของตนเป็นระยะเวลานานพอสมควร ซึ่งรายการสินค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับของโจทก์คดีนี้ก็มีความแตกต่างกัน โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ากลุ่มลูกค้าผู้บริโภคสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนและของโจทก์เป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน หรือลักษณะของการวางจำหน่ายสินค้าในร้านค้าโดยทั่วไปมีการวางใกล้ชิดกันในลักษณะเป็นการแข่งขันกัน อันจะส่งผลทำให้ผู้บริโภคอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ อย่างไร จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามฟ้องเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปก็ตาม แต่ข้อที่ต้องพิจารณาตามมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ประการสำคัญต่อมาคือ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ลักษณะเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับของโจทก์มีลักษณะคล้ายกันก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์แล้วยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ดังเหตุผลที่กล่าวไว้ในประเด็นข้างต้น ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนจึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 700341 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนและเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 522/2558 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 700341

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 522/2558 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 83/2553 โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 700341 เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คงเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 522/2558 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 83/2553 เท่านั้น คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และ โดยจดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 และ 30 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 นายไพบูลย์ ผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 700341 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า น้ำดื่มและน้ำผลไม้ โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนดังกล่าว เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ผู้ยื่นขอจดทะเบียนยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ยื่นขอจดทะเบียนมีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านของโจทก์ และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ยื่นขอจดทะเบียนต่อไป โดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนแม้จะมีรูปผู้หญิง อักษรไทยคำว่า "ตราแม่พลอย" อักษรโรมันคำว่า "MAEPLOY" และเรียกขานว่า ตราแม่พลอย เช่นเดียวกับของโจทก์ก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายนำไปใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน และรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ประกอบกับผู้ขอจดทะเบียนได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้านี้ไว้แล้วหลายคำขอ โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น ชอบที่จะรับจดทะเบียนได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 13 และไม่ต้องห้ามตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนมีอักษรไทยคำว่า "แม่พลอย" และอักษรโรมันคำว่า "MAEPLOY" และรูปผู้หญิงแต่งชุดไทยนั่งพับเพียบเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจึงคล้ายกัน โดยมีเสียงเรียกขานว่า ตราแม่พลอย เช่นเดียวกัน แต่เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าต่างจำพวกกัน และรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนจึงไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นอกจากนี้ตามข้อมูลทางทะเบียนปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนคำและรูปดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2522 ก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "แม่พลอย" และรูปผู้หญิงแต่งชุดไทยนั่งพับเพียบในปี 2540 ประกอบกับหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าผู้ขอจดทะเบียนใช้สิทธิไม่สุจริตลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ เพื่อแสวงหาประโยชน์จากความมีชื่อเสียงแพร่หลายในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนจึงไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 700341 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันเป็นการต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 (2) หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาความคล้ายกันระหว่างเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 และมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่าย ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และเสียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายว่าเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายดังกล่าวเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโอกาสที่จะสร้างความสับสนที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่ขายอยู่ในท้องตลาดระหว่างสินค้าของทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการใช้เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายและความสุจริตของผู้ขอจดทะเบียนประกอบด้วย สำหรับคดีนี้ประเด็นว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากลักษณะเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนและของโจทก์แล้วเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือ มีอักษรไทยคำว่า "แม่พลอย" อักษรโรมันคำว่า "MAEPLOY" และรูปผู้หญิงแต่งชุดไทยนั่งพับเพียบ เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายของทั้งสองฝ่าย โดยมีเสียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายเหมือนกันคือ แม่พลอย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า น้ำดื่ม น้ำผลไม้ ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค71879 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า กะทิสำเร็จรูป กะทิผง กับข้าวสำเร็จรูปที่มีเนื้อเป็นหลัก แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงพะแนง เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค71880 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า น้ำพริกแกงกึ่งสำเร็จรูป เครื่องต้มยำ เครื่องพะโล้ น้ำจิ้ม น้ำพริกเผา เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค124234 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า น้ำพริกแกงกึ่งสำเร็จรูป เครื่องต้มยำ เครื่องพะโล้ ผงสำเร็จรูปใช้ทำน้ำหมูแดง น้ำจิ้ม น้ำพริกเผา เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค124233 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า กะทิสำเร็จรูป กะทิผง กับข้าวสำเร็จรูปที่มีเนื้อเป็นหลัก แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงพะแนง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ เป็นต้น และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ค318585 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงพะแนง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ เป็นต้น เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวจึงใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันซึ่งไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ประกอบทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ผู้ขอจดทะเบียนประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2519 ผู้ขอจดทะเบียนได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนคำว่า "แม่พลอย" และรูปผู้หญิงแต่งชุดไทยนั่งพับเพียบมาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำและรูปดังกล่าว ในปี 2540 โดยผู้ขอจดทะเบียนได้มีการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของตนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในสินค้าประเภทน้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว น้ำส้มสายชู ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสถั่วเหลือง ซอสหอยนางรม วุ้นเส้น สาคู แป้งมัน เป็นต้น และยังได้ความตามคำคัดค้านการขอจดทะเบียนของโจทก์ ประกอบทางนำสืบของโจทก์ว่า เริ่มแรกโจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายส่งและปลีกมะพร้าว โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ชาวเกาะ" ต่อมาโจทก์ขยายธุรกิจโดยก่อตั้งโรงงานผลิตกะทิบรรจุกระป๋อง และกะทิบรรจุกล่อง ในปี 2519 และภายหลังได้ก่อตั้งโรงงานอีกสองแห่ง โดยโรงงานแห่งที่สามชื่อโรงงานแม่พลอย ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 เพื่อผลิตสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ตราแม่พลอย" "MAEPLOY BRAND" รวมกับรูปผู้หญิงไทย โดยได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค71879 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 ทะเบียนเลขที่ ค71880 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 ทะเบียนเลขที่ ค124234 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 ทะเบียนเลขที่ ค124233 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 และทะเบียนเลขที่ ค318585 ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 ซึ่งมีรายการสินค้าดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าของตนมาโดยสุจริต โดยเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับของโจทก์ต่างได้มีการใช้กับสินค้าของตนเป็นระยะเวลานานพอสมควร ซึ่งรายการสินค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับของโจทก์คดีนี้ก็มีความแตกต่างกัน โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ากลุ่มลูกค้าผู้บริโภคสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนและของโจทก์เป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน หรือลักษณะของการวางจำหน่ายสินค้าในร้านค้าโดยทั่วไปมีการวางใกล้ชิดกันในลักษณะเป็นการแข่งขันกัน อันจะส่งผลทำให้ผู้บริโภคอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ อย่างไร ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

สำหรับประเด็นต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามฟ้องเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วก็ตาม แต่ข้อที่ต้องพิจารณาตามมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ประการสำคัญต่อมาคือ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ลักษณะเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนกับของโจทก์มีลักษณะคล้ายกันก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์แล้วยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ดังเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่กล่าวไว้ในประเด็นข้างต้น ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนจึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2564
#680494
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุคนละเหตุกัน คู่ความก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 266

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปลอมลายมือชื่อและชื่อสกุลของโจทก์ในหนังสือสัญญาขายที่ดินตามฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ขาดองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 แล้วพิพากษายืนยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยเหตุคนละเหตุกับศาลชั้นต้น คู่ความก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ข้อ 2.1 ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นางอาวีพรรณ จารุจันทร จริงสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
อนุวัตร มุทิกากร
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2564
#646728
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 วันละ 1 ครั้ง และในแต่ละครั้งจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาอย่างเดียวกันคือกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ต่างวันต่างวาระกัน การกระทำชำเราเสร็จแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จในแต่ละครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยไม่ได้ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกัน ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 รวม 7 ครั้ง และมีคำขอท้ายฟ้องโดยอ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 16 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้อง ข้อ 1.3 ถึง 1.8 ด้วย รวม 6 กรรม ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 48 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 64 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้เถียงว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านของจำเลยแล้วพาไปนอนที่รีสอร์ท โดยผู้เสียหายที่ 1 เต็มใจไปด้วย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟชุมแสงไปอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ไปที่บ้านพักคนงานของจำเลย ในเวลากลางคืนจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม ระหว่างวันที่ 19 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 จำเลยออกไปทำงานพร้อมผู้เสียหายที่ 1 และกลับมาที่บ้านพักคนงานของจำเลยพร้อมกัน ในเวลากลางคืนของทุกวันจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม วันละ 1 ครั้ง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาจะกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติของจำเลย จำเลยก็พร้อมปฏิบัติตาม อันเป็นฎีกาในทำนองขอให้ศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยมานั้น ข้อฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า แม้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 วันละ 1 ครั้ง และในแต่ละครั้งจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาอย่างเดียวกันคือกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ต่างวันต่างวาระกัน การกระทำชำเราเสร็จแต่ละครั้ง เป็นความผิดสำเร็จในแต่ละคราว การกระทำความผิดของจำเลยไม่ได้ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกัน ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 รวม 7 ครั้ง และมีคำขอท้ายฟ้องโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และให้ศาลลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และเมื่อความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ควรลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามให้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ควรรอการลงโทษให้จำเลยเพราะจะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสมที่กระทงหนึ่งลงโทษจำคุก แต่อีกกระทงหนึ่งรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ศ. โดยนางสาว จ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายประหยัด มีมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 385/2564
#647457
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้คํ้าประกันตามสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อผู้เช่าซื้อไม่ชำระหนี้ตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหนี้ที่ต้องชำระแทนผู้เช่าซื้อตามสัญญาคํ้าประกัน และถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นลูกหนี้ตั้งแต่ผู้เช่าซื้อผิดนัดเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 (เดิม) จำเลยที่ 1 จะทราบถึงการผิดนัดของผู้เช่าซื้อลูกหนี้หรือไม่ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้คํ้าประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาภายหลังผู้เช่าซื้อผิดนัด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระให้แก่โจทก์ได้ จึงทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 75324 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5167/2557 ของศาลจังหวัดพระโขนง ซึ่งพิพากษาให้นายวิรัช ผู้เช่าซื้อ นางสาวพรทิพย์ และจำเลยที่ 1 ผู้คํ้าประกันร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 350,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 27,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 377,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟัองเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนจนครบจำนวน แต่ไม่เกิน 6 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2561 โจทก์สืบหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 พบว่าเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 75324 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของตนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตาม มาตรา 214 ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้ อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ และการที่เจ้าหนี้จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลงโดยเฉพาะนิติกรรมที่ทำให้โดยเสน่หาได้นั้น เพียงแต่ลูกหนี้กระทำลงโดยรู้อยู่แล้วว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็พอ จำเลยที่ 1 เป็นผู้คํ้าประกันตามสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อนายวิรัชไม่ชำระหนี้ตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหนี้ที่ต้องชำระแทนนายวิรัชตามสัญญาคํ้าประกัน และถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นลูกหนี้ตั้งแต่นายวิรัชผิดนัดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (เดิม) จำเลยที่ 1 จะทราบถึงการผิดนัดของนายวิรัชลูกหนี้ชั้นต้นหรือไม่ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้คํ้าประกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายวิรัชผิดนัดวันที่ 10 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ภายหลังเวลาที่นายวิรัชลูกหนี้ชั้นต้นตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนื้ให้แก่โจทก์ได้ จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาคํ้าประกันกระทำลงในขณะที่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบ จากการที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลดลงไม่พอชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้อีก ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 75324 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 686 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — ดาบตำรวจหรือร้อยตำรวจตรีหรือนาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายบุญชัย คงทรัพย์สินสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 384/2564
#661326
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของ ส. ในส่วนที่ตกทอดได้แก่ ค. บิดาของโจทก์ และของ ห. แทนที่ ค. บิดาของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ห. เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ห. จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของ ห. ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ห. จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกของ ห. เฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. ให้แก่โจทก์ อันถือได้ว่าเป็นคดีมรดก หาใช่เป็นการฟ้องเรียกให้ผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ทั้งเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้ว

โจทก์ทำงานและพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. เลย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. มาโดยตลอดนับแต่ ห. ถึงแก่ความตายโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยครอบครองหรือร่วมครอบครองทำประโยชน์ด้วย เมื่อ ห. ถึงแก่ความตายวันที่ 6 ธันวาคม 2532 โจทก์มาร่วมงานศพ ห. ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงความตายของ ห. เจ้ามรดก แต่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 จึงเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ ห. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งทรัพย์มรดก จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามมาตรา 1754 สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. จึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์ แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ห. และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่ ห. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วถึง 24 ปี นับจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกไปแล้ว ทั้งการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากการจัดการมรดกของ ห. มีเหตุขัดข้อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกไม่ยินยอมให้จัดการมรดก แจ้งว่าต้องมีคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกไปแสดงเสียก่อน ซึ่งก็ปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในที่ดินทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เป็นการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น และผู้จัดการมรดกครอบครองที่ดินมรดกไว้แทนทายาทอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10327 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10457 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13772 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15996 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20030 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22515 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10469 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 83 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวาเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20025 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งาน 41 ตารางวา เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12969 (ที่ถูก 12696) เนื้อที่ 2 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10327 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13772 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15996 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22515 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10469 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 83 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวาเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหมและนายวันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10327 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10457 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13772 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งานเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15996 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20030 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22515 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10469 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 83 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวาเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20025 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งาน 41 ตารางวา และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12969 (ที่ถูก 12696) เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 งานเศษ ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้เป็นยุติว่า นายสา อยู่กินฉันสามีภริยากับนางเสาร์ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันมีบุตรด้วยกันรวม 4 คน คือ นางไหม นางตั้ว นายไคหรือใคร และนางสาวสุข โจทก์เป็นบุตรที่บิดารับรองแล้วของนายไคหรือใคร กับนางฉวี ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรของนายบุดดี กับนางสาวสุข จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 นางไหมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวัน เมื่อปี 2507 นายสาถึงแก่ความตาย ปี 2501 นางเสาร์ถึงแก่ความตาย ปี 2510 นางสาวสุขถึงแก่ความตาย วันที่ 1 มีนาคม 2523 นายไคหรือใครถึงแก่ความตาย วันที่ 6 ธันวาคม 2532 นางไหมถึงแก่ความตายและวันที่ 3 มกราคม 2539 นายวันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางไหมกับนายวัน ที่ดินโฉนดเลขที่ 10457, 10469 และ น.ส. 3. ก เลขที่ 83 เป็นทรัพย์มรดกของนายสา และที่ดินโฉนดเลขที่ 20030, 22515, 20025, 12696, 10327 เป็นทรัพย์มรดกของนางไหม ซึ่งตกทอดแก่ทายาทของนายสาและนางไหม ตามลำดับ นายไคหรือใคร เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสาและของนางไหม โจทก์เป็นบุตรของนายไคหรือใคร มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกแทนที่นายไคหรือใคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 13772, 15996 มีนายวันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 20119 เป็นสินสมรสระหว่างนายวันกับนางไหม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 10457, 10469 และ น.ส. 3 ก. เลขที่ 83 ทรัพย์มรดกของนายสา กับเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20030, 22515, 20025, 12696, 10327 ทรัพย์มรดกของนางไหม ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และจำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของนายสาในส่วนที่ตกทอดได้แก่นายไคบิดาของโจทก์และของนางไหม แทนที่นายไคหรือใครบิดาโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนางไหมเจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหมจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของนางไหมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์มรดกของนายสา และของนางไหม ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหม จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกนางไหมเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมให้แก่โจทก์ อันถือได้ว่าเป็นคดีมรดก หาใช่เป็นการฟ้องเรียกให้ผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ทั้งเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อปี 2523 นายไคหรือใครถึงแก่ความตายที่กรุงเทพมหานคร ขณะโจทก์อายุ 5 ขวบ นายวันกับนางไหม รับโจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร มาอุปการะเลี้ยงดูเสมือนบุตรที่จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาหลังจากนางไหมถึงแก่ความตาย นายวันซึ่งบวชเป็นพระภิกษุไปหาโจทก์ที่กรุงเทพมหานคร บอกว่าจัดการโอนทรัพย์มรดกของนางไหมมาเป็นชื่อของนายวันแล้ว ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่าบุตรของนางฉวี ซึ่งหมายความรวมถึงโจทก์ด้วย เมื่อโตขึ้นแล้วได้ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร เมื่อโจทก์กับญาติที่อยู่กรุงเทพมหานครกลับมาเยี่ยมญาติที่อยู่จังหวัดศรีสะเกษ มักนำสิ่งของมาฝากญาติซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ครั้นนายวันถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบแต่ไม่ได้มาร่วมงานศพ เนื่องจากทำงานและพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งปี 2555 โจทก์มาเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายสากับของนางไหม ซึ่งแสดงให้น่าเชื่อว่า โจทก์ทำงานและพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมเลย ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและนำสืบต่อสู้ เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมมาโดยตลอดนับแต่นางไหมถึงแก่ความตายโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยครอบครองหรือร่วมครอบครองทำประโยชน์ด้วย เมื่อนางไหมถึงแก่ความตายวันที่ 6 ธันวาคม 2532 โจทก์มาร่วมงานศพนางไหม ตามที่โจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางไหม เจ้ามรดก แต่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 จึงเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่นางไหมเจ้ามรดก ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งทรัพย์มรดก จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามมาตรา 1754 สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหม จึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึง 3 โดยสมบูรณ์ แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไหม และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่นางไหม เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วถึง 24 ปี นับจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกไปแล้ว อีกทั้งยังได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวสุข เมื่อนางสาวสุขเป็นบุตรของนายสากับนางเสาร์ นางสาวสุขเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางไหม มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนางไหม เมื่อนางสาวสุขถึงแก่ความตายไปก่อนนางไหม เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของนางไหม แทนที่นางสาวสุขมารดาจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางไหม และการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไหม และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่นางไหม เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นเวลาถึง 24 ปี นับจากวันฟ้องคดีนี้และเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกไปแล้ว ทั้งการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากการจัดการมรดกของนางไหม มีเหตุขัดข้อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกไม่ยินยอมให้จัดการมรดก แจ้งว่าต้องมีคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกไปแสดงเสียก่อน ซึ่งก็ปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในที่ดินทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เป็นการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น และผู้จัดการมรดกครอบครองที่ดินมรดกไว้แทนทายาทอื่นดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดก จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ต.
จำเลย — นาง ท. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ว. และนาง ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายนิพนธ์ หน่อแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ์ วังศานุตร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2564
#648290
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามสำเร็จแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเพื่อโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกบางคันมาเป็นชื่อจำเลย บางคันมาเป็นชื่อบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และบางคันเป็นชื่อบุคคลภายนอก เป็นการกระทำเพื่อมุ่งใช้สอยหรือหาประโยชน์จากรถบรรทุกแต่ละคันที่ลักมา มิใช่เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งรถบรรทุกแต่ละคัน ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,000,000 บาท 3,400,000 บาท และ 4,200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเอกสารราชการ จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันลักทรัพย์ คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3,400,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และจำนวน 4,200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 268 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี และปรับกระทงละ 2,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 1,000 บาท รวม 9 กระทง จำคุก 9 ปี 54 เดือน และปรับ 9,000 บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 5 ปี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกคำขอที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกร่วมกันลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามรวม 11 คัน แล้วร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งแบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจ แล้วนำไปยื่นแสดงต่อสำนักงานขนส่ง กรมการขนส่งทางบก เพื่อขอโอนกรรมสิทธิ์ในรถบรรทุกคันที่ลักมาไปเป็นของจำเลยและบุคคลอื่น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังการลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามแต่ละคันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเพื่อโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามบางคันมาเป็นชื่อจำเลย บางคันมาเป็นชื่อบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และบางคันเป็นชื่อบุคคลภายนอก เป็นการกระทำเพื่อมุ่งใช้สอยหรือหาประโยชน์จากรถบรรทุกแต่ละคันที่ลักมา มิใช่เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งรถบรรทุกแต่ละคันแต่อย่างใด ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมกับลูกจ้างของโจทก์ร่วมทั้งสามลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามไปหลายคัน แล้วยังร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมไปยื่นจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าหน้าที่อีกหลายครั้งต่อเนื่องกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และยังจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดได้ไม่ครบทุกคน แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีก แต่เป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดทางแพ่งอยู่แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษารอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีก กรณีมีเหตุลงโทษจำเลยเบาลง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 54 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 48 เดือน รวมจำคุกจำเลย 102 เดือน ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 264 (เดิม) ม. 268 ม. 335 (7) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — นาง ป. กับพวก
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายกสิชล ว่องไวชล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ มัธยันต์พล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2564
#656657
เปิดฉบับเต็ม

คำรับของจำเลยทั้งสองแม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสองและสามารถใช้ยันจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำผิดตามคำรับด้วยจึงจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้

แม้จำเลยที่ 2 ปลอมใบส่งสินค้าและนำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ลักทรัพย์ของนายจ้างสำเร็จไปแล้ว แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะนำเอกสารปลอมที่ทำขึ้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่ตนก่อขึ้น ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 334, 335, 261, 265, 268 ริบใบส่งสินค้าปลอมของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืน 488,254 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 265, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี รวม 21 กระทง เป็นจำคุก 84 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี รวม 29 กระทงเป็นจำคุก 116 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 265) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 124 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และคงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 451,561บาท และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 36,693 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์นายจ้างกับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 93,385 บาท ข้อหาและคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งสามฐานตามฟ้อง ข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำรับของจำเลยทั้งสอง แม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสองและสามารถใช้ยันจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำผิดตามคำรับด้วย จึงจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งแม้โจทก์จะมีนางสาวบุณยพรพนักงานบัญชีของผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความ แต่นางสาวบุณยพรก็เบิกความปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารสนับสนุนให้เห็นว่าผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าทั้ง 18 ราย จริงดังที่อ้าง พยานหลักฐานโจทก์ข้างต้นจึงมีข้อพิรุธบกพร่องและไม่ได้ทำให้คำรับของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงขึ้นแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อข้อนำสืบของโจทก์ที่วินิจฉัยเป็นลำดับมา มีแต่คำรับของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด คดีจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามฟ้องข้อดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างกับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่เห็นว่า เอกสารสิทธิที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขายมีอำนาจจัดทำในหน้าที่เพียงคนเดียว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 จัดทำใบส่งสินค้ารายการเดียวกันซ้ำกัน โดยมีข้อความแตกต่างกัน และมีลายมือชื่อปลอมของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในเอกสารดังกล่าวโดยเจ้าของลายมือชื่อที่แท้จริงมิได้รู้เห็นยินยอมย่อมแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธอย่างชัดแจ้งของจำเลยที่ 2 ทั้งการที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ใบส่งสินค้าซ้ำขึ้นมาโดยมีการแก้ไขข้อความในเอกสารและมีการลงลายมือชื่อปลอมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ทำให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าจะทำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ปกปิดการกระทำของตนที่ได้ลักเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายไปนั่นเอง ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า ใบส่งสินค้าสามารถสั่งพิมพ์ได้เพียงครั้งเดียว และหากจะสั่งพิมพ์ซ้ำครั้งต่อไประบบจะล็อกไว้โดยต้องขออนุญาตผู้บริหารของผู้เสียหายเสียก่อนจึงจะสั่งพิมพ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นประจักษ์ จึงง่ายแก่การกล่าวอ้าง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กับฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม รวม 4 กระทง และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 93,385 บาท มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายมีว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 ปลอมใบส่งสินค้าและนำใบส่งสินค้าปลอมไปใช้ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างสำเร็จไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันโดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะนำเอกสารปลอมที่ทำขึ้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่ตนก่อขึ้น ดังนี้ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามฟ้องข้อดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบใบส่งสินค้าปลอมของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 226/3 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน (สาขาปัว)
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายภูมิเกียรติ วรรณแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
อุทัย โสภาโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2564
#647544
เปิดฉบับเต็ม

บัตรเครดิตเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา 1 (14) (ก) ซึ่งผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ส่วนข้อมูลบัตรเครดิต ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ ซึ่งปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตนั้น ไม่เป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา 1 (14) (ข) แต่การกระทำใดเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้นหรือไม่ ไม่จำกัดว่าหากเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา 1 (14) (ก) แล้ว การใช้จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น เพราะสามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน การที่จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซด์ จึงเป็นการใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/7

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ออกบัตรเครดิตวีซ่าแพลทินัมรีดเดอร์การ์ดให้แก่โจทก์ เพื่อนำไปใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อโกด้า ดอทคอม แทนการชำระเงินสด 13,426.32 บาท โดยโจทก์ไม่ยินยอม สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อโกด้า ดอทคอม โดยโจทก์ไม่ยินยอม เป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) หมายความว่า (ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสงหรือวิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร หรือสัญลักษณ์อื่นใด ทั้งที่สามารถมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือทางตัวเลขใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมิได้มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ แต่มีวิธีการใช้ในทํานองเดียวกับ (ก) หรือ (ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ จากบทนิยามดังกล่าวข้างต้น บัตรเครดิตถือเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ก) เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมีการบันทึกข้อมูลในชิปการ์ดและเทปแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ส่วนข้อมูลบัตรเครดิต ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ เมื่อปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมาย ถือว่าเป็นกรณีที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงไม่เป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ข) ดังที่จำเลยฎีกา อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) เป็นเพียงบทนิยามว่าสิ่งใดเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่มิได้ระบุเกี่ยวกับวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้นหรือไม่ โดยไม่จำกัดว่าหากเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ก) แล้ว การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น ดังจะเห็นได้จาก "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ข) ที่ระบุว่า "...มีวิธีการใช้ทำนองเดียวกับ (ก)" ทั้งที่ไม่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดไว้ให้ แสดงว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ก) ย่อมสามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดผ่านทางเว็บไซต์ โดยผู้รับชำระไม่ต้องเห็นบัตรเครดิต เป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปวิธีหนึ่ง การที่จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อโกด้า ดอทคอม จึงเป็นการใช้บัตรเครดิตของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (14) ม. 188 ม. 269/5 ม. 269/7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวชาริณี โค้วธนพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพิน พรแสงจันทร์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา