คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาท จำนวน ๑๘ ไร่ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์โดยได้รับมรดกมาจากบิดาของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว บิดาผู้ฟ้องคดีขนย้ายทรัพย์สินและผลอาสินออกจากที่ดินบางส่วนแล้ว ทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๗๑ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๗๑ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว บิดาผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและและทำบันทึกข้อตกลงยินยอมออกจากที่ดินพิพาท ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าว ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออก น.ส.ล. แล้ว ผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดิน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออก น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว สามีของผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและทำบันทึกข้อตกลงยินยอมออกจากที่ดินอันเป็นการสละการครอบครอง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออก น.ส.ล. แล้ว ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรร
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๑ เลขที่ ๖๗ และเลขที่ ๖๗ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๑ เลขที่ ๖๗ และเลขที่ ๖๗ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว ผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดินอันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมี คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าว ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลมีคำสั่งเรียกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้ามาในคดีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาท ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยได้มีการรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดิน พร้อมทั้งปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อมี ผู้คัดค้าน ได้ดำเนินการสอบสวนและพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำนวน ๔๕ แปลง ที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยแบบแสดงรายการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ไม่อาจอ้าง การครอบครองขึ้นต่อสู้รัฐได้ ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ในคดีดังกล่าว นั้น ยังมีคำพิพากษาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ให้การว่า กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙, ๐๑๑๘, ๐๒๔๓ เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และให้ทบวงมหาวิทยาลัยจ่ายค่าชดเชยผลอาสินและเงินชดเชยทรัพย์สินในที่ดินให้แก่ราษฎร เพื่อให้ออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ มารดาผู้ฟ้องคดีรับเงินค่าชดเชยจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แสดงว่าผู้ฟ้องคดียอมรับว่าครอบครองที่ดินพิพาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดี เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง นายอำเภอ ท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาท จำนวน ๓๐ ไร่ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว มารดาผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดินอันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลมีคำสั่งเรียกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เข้ามาในคดีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๑๓ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๐ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดที่ ๕ และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาทได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยได้มีการรังวัดและรับรอง แนวเขตที่ดิน พร้อมทั้งปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อมีผู้คัดค้าน ได้ดำเนินการสอบสวนและพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณประโยชน์ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำนวน ๔๕ แปลง รวมถึงแปลงของผู้ฟ้องคดีด้วย ที่ดินพิพาทได้มาภายหลังประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์ แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนานเพียงใด ก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้รัฐได้ ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ในคดีดังกล่าว นั้น ยังมีคำพิพากษาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ให้การว่า กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙, ๐๑๑๘, ๐๒๔๓ เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และให้ทบวงมหาวิทยาลัยจ่ายค่าชดเชยผลอาสินและเงินชดเชยทรัพย์สินในที่ดินให้แก่ราษฎร เพื่อให้ออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีรับเงินค่าชดเชยทรัพย์สินและผลอาสิน และออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แสดงว่าผู้ฟ้องคดียอมรับว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดี เป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมี คำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๑๓ และแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๗๐ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง ทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาท ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๑๓ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๐ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว ผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดินอันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๑๓ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๐ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจาก บรรพบุรุษที่ได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ อันเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับในปี ๒๔๙๗ ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินในกรณีดังกล่าวโดยใช้หลักฐานการแจ้งการ ครอบครองเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถยนต์ไปส่งและรอรับจำเลยที่ 1 อันเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการชิงทรัพย์ มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 340 ตรี
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่สามเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีทั้งสามตามระเบียบและกฎหมายและนำเข้า กบร. จังหวัดเพื่อพิจารณาใหม่และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามตามที่นำชี้และยื่นคำขอ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และคำนวณเนื้อที่ได้มากกว่าหลักฐาน ส.ค. ๑ จำนวน ๖๖-๐-๕๗ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ นั้นระบุจำนวนเนื้อที่เพียง ๑๐ ไร่ แต่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามนำชี้และให้รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมากกว่าหลักฐานเดิม ๖๖-๐-๕๗ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ เพราะจะเป็นการนำชี้เอาที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ รวมเข้ามาด้วย แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามก็ยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้นำชี้แนวเขตที่ดินถูกต้องตรงกับ ส.ค. ๑ ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ทำการรังวัดก็เห็นว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่แล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงสามารถออกโฉนดที่ดินทั้งหมดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้และยื่นคำขอ โดยอ้างมาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๘ ของระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เห็นว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และได้นำที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ มารังวัดรวมเข้าด้วย ย่อมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีตามข้อโต้แย้งระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นและที่สาธารณประโยชน์โคกคูณ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอวารินชำราบ ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ ๓ นาง จ. ที่ ๔ นางสาว พ. ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๓๘๔ ด้านทิศเหนือติดกับเขตทางสาธารณประโยชน์ ถัดขึ้นไปเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามโฉนดเลขที่ ๖๒๘๘๕ และที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๘๔ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ บุกรุกทางสาธารณประโยชน์ ทำให้แนวเขตทางสาธารณะเปลี่ยนแนวไปอยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและจำนวนเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีน้อยลง แต่ที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ มีจำนวนเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อให้ได้เขตทางสาธารณะและที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนมา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้กันเขตทางสาธารณประโยชน์ให้มีสภาพดังเดิม โดยให้กันเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเขตทางสาธารณประโยชน์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ให้การโดยสรุปว่า ทางสาธารณประโยชน์เส้นนี้มีมาก่อนการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งอยู่ในแนวเขตเดิมที่เจ้าของเดิมได้ยินยอมและอนุญาตไว้แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๘๔ และ ๖๒๘๘๕ โดยชอบแล้ว การรังวัดตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์พบว่า โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงหลักเขตเก่าอยู่ครบไม่มีการรุกล้ำ ส่วนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๓๘๔ ให้แก่ ผู้ฟ้องคดีเป็นไปโดยชอบ จากการรังวัดสอบเขตครั้งที่ ๒ ได้มีการปักหลักเขตใหม่แทนของเก่าที่หายไปซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยอมรับตำแหน่งที่ปักใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวายคัดค้านว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงแจ้งให้คู่กรณีทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่คู่กรณีไม่อาจตกลงกันได้ จึงให้ไปดำเนินการทางศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ จึงไม่เป็นละเมิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รังวัดแบ่งแยกที่ดินและขายให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ดำเนินการโดยชอบ ไม่ได้ทำให้เขตทางสาธารณะรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและเจ้าของที่ดินข้างเคียง บุกรุกทางสาธารณประโยชน์ทำให้แนวเขตทางสาธารณะเปลี่ยนไปอยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และจำนวนเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีน้อยลงคิดเป็นเนื้อที่ ๒ งาน ๔.๘ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีจึงทำการสอบเขตที่ดินของตนเองถึงสองครั้งและยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตรวจสอบแล้วกลับแจ้งว่า ไม่มีการบุกรุกทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการรังวัดที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้กันเขตทางสาธารณประโยชน์ให้มีสภาพดังเดิม โดยให้กันเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเขตทางสาธารณประโยชน์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลบังคับกันเขตทางสาธารณประโยชน์ให้มีสภาพดังเดิม โดยให้กันเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเขตทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ลดน้อยลง ย่อมเป็นคำขอที่แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ฟ้องคดีที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้รับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จากการรังวัดสอบเขตครั้งที่ ๒ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้คัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแจ้งให้คู่กรณีทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่คู่กรณีไม่อาจตกลงกันได้ จึงให้ไปดำเนินการทางศาลเพื่อให้พิสูจน์สิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรา 343 วรรคสอง นั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ของความผิดที่กระทำ มิใช่กระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90 แต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำความผิดบทฉกรรจ์บทเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลพานพร้าว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีระบุเลขที่ดินคลาดเคลื่อน จากการตรวจสอบการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย มีการสอบสวนผู้สูงอายุ ซึ่งต่างก็ให้ถ้อยคำว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ใช้สำหรับกักเก็บน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองและยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ในการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ หนองบึงหลวง ไม่ปรากฏว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลพานพร้าว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์และให้จำเลยที่ ๓ มอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดและจำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ดำเนินการตามหน้าที่ในการเรียกสอบสวนเปรียบเทียบ วินิจฉัยและมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายที่ดิน กับเพิกเฉยไม่มอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็โต้แย้งคัดค้านว่า น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรังวัดรวมที่ดินสาธารณประโยชน์เข้าไปด้วย ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่สามารถนำมาขอออกโฉนดที่ดินได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีตามระเบียบและกฎหมายและนำเข้า กบร. จังหวัด เพื่อพิจารณาใหม่และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่นำชี้และยื่นคำขอ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และคำนวณเนื้อที่ได้มากกว่าหลักฐาน ส.ค. ๑ จำนวน ๙๖-๒-๖๒ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๗ นั้นระบุจำนวนเนื้อที่เพียง ๖ ไร่ แต่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้และให้รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีถึง ๑๐๒ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา มากกว่าหลักฐานเดิม ๙๖ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เพราะจะเป็นการนำชี้เอาที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ รวมเข้ามาด้วย แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีได้นำชี้แนวเขตที่ดินครบทุกด้านถูกต้องตรงกับ ส.ค. ๑ และข้างเคียงก็คงเดิม โดยมีผู้นำท้องถิ่นร่วมนำชี้และเจ้าของที่ดินข้างเคียงทุกด้านก็ได้มาชี้ระวังแนวเขตที่ดินของตน อันทำให้เชื่อได้ว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันหรือเป็นขอบเขตตามหลักฐานเดิมแน่นอน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ทำการรังวัดก็เห็นว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่แล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงสามารถออกโฉนดที่ดินทั้งหมดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้และยื่นคำขอ โดยอ้างมาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๘ ของระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เห็นว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และมีผู้ครอบครองหลายรายอย่างเป็นสัดส่วนแต่ยังไม่ได้มาขอรังวัดออกโฉนดที่ดินการนำที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ มารังวัดรวมเข้าด้วย ย่อมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีตามข้อโต้แย้งระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นและที่สาธารณประโยชน์โคกคูณ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอน โฉนดที่ดินของนาย ต. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งการให้สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาบ้านผือ ดำเนินการตามนัยมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าออก ทับที่ดินสาธารณประโยชน์และบ่อกำจัดขยะของเทศบาลตำบลบ้านผือ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของนาย ต. และโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีชื่อของนาย ต. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งเรื่องสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๖๐๓ โดยผู้ฟ้องคดีได้ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้นำรถแบคโฮเข้ามาขุดฝังท่อน้ำใต้ดิน ปักเสาไฟ ขุดต้นไม้ ขุดดิน ขุดมันสำปะหลัง นำต้นไม้มาวางทับต้นมันสำปะหลัง และก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ต้นมันสำปะหลังของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งให้บริวารออกจากพื้นที่พิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีสำรวจตามหลักฐานที่ทางราชการได้สำรวจ และทำแผนที่และปักหลักเขตให้ชัดเจน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองมนเพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะและเพื่อสงวนไว้ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนายอำเภอตระการพืชผลเข้ามาในคดีโดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายอำเภอตระการพืชผล เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การดำเนินโครงการก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ บริเวณพื้นที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าและขุดฝังท่อน้ำนั้นไม่พบว่ามีการปลูกมันสำปะหลังหรือพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่น เชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นหนังสือต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อขอทราบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์คลองมน คำขอท้ายฟ้องบางข้อไม่ใช่การขอให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ จึงเป็นคำขอที่ไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำ และจัดการให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายอำเภอตระการพืชผล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นบุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินบริเวณพิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำรถแบคโฮเข้ามาขุดฝังท่อน้ำใต้ดิน ปักเสาไฟ และก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์อันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สามารถดำเนินการก่อสร้างแพลอยสูบน้ำประปาเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา ๔๖ (๗) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งหมายความว่า ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนาย ศ. เสียชีวิตและดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฟ้องคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดี เนื่องจากคดีไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนร่วมในการฆ่านาย ศ. การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การปฏิบัติหน้าที่ตามฟ้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานสอบสวน โดยใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการสอบสวนคดีอาญาและทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีอาญา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ข้อพิพาทตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำละเมิดเนื่องจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นการกระทำละเมิดในการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องที่อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาใส่ร้ายผู้ฟ้องคดีโดยให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำผิด ทำให้ประชาชนที่ได้รับฟังข่าวเข้าใจว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำความผิด ก็เป็นการฟ้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจกระทำละเมิดอันเกิดจากการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ ซึ่งไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองเช่นกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ไม่อาจใช้ทางสาธารณะผ่านเข้าออกสู่ที่ดินของตนเองได้ เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านได้สร้างรั้ว ลวดหนามปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางสาธารณะดังกล่าว และยังสร้างรั้วขึ้นรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือร้องเรียนจังหวัดลพบุรี จำเลยที่ ๒ และเทศบาลตำบลโคกตูม จำเลยที่ ๓ ไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาให้โจทก์ใช้ทางสาธารณประโยชน์ผ่านหมู่บ้าน เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ เมื่อเทศบาลตำบลโคกตูม จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่สาธารณะ ตามมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และมาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๖ วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ การที่มีผู้กล่าวอ้างว่ามีการปิดกั้นทางสาธารณะและสร้างรั้วในทางสาธารณะนั้นรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้อื่น ทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานเทศบาลตำบลโคกตูมที่ให้รื้อถอนอาคาร (รั้วลวดหนาม) โดยให้เหตุผลว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีตรวจสอบแล้วแจ้งว่า ตำแหน่งรั้วลวดหนามไม่ได้มีแนวเขตก่อสร้างอยู่บนทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด แต่มีแนวเขตก่อสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๓๐๙ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามปล่อยให้คณะกรรมการหมู่บ้านดำเนินการสร้างรั้วลวดหนามในที่ดินสาธารณะปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งเพิกเฉยไม่แก้ไขปัญหาให้แก่โจทก์ตามที่ร้องเรียน โดยโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนรั้วพิพาทที่ปิดกั้นที่ดินของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง