คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 90/2564
#683606
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาท จำนวน ๑๘ ไร่ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์โดยได้รับมรดกมาจากบิดาของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว บิดาผู้ฟ้องคดีขนย้ายทรัพย์สินและผลอาสินออกจากที่ดินบางส่วนแล้ว ทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2564
#683605
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๗๑ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๗๑ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว บิดาผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและและทำบันทึกข้อตกลงยินยอมออกจากที่ดินพิพาท ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าว ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2564
#683593
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออก น.ส.ล. แล้ว ผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดิน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2564
#683563
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออก น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว สามีของผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและทำบันทึกข้อตกลงยินยอมออกจากที่ดินอันเป็นการสละการครอบครอง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2564
#683562
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออก น.ส.ล. แล้ว ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรร

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 85/2564
#683561
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐาน แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๑ เลขที่ ๖๗ และเลขที่ ๖๗ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๑ เลขที่ ๖๗ และเลขที่ ๖๗ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว ผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดินอันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมี คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าว ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2564
#683560
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลมีคำสั่งเรียกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้ามาในคดีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาท ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยได้มีการรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดิน พร้อมทั้งปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อมี ผู้คัดค้าน ได้ดำเนินการสอบสวนและพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำนวน ๔๕ แปลง ที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยแบบแสดงรายการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ไม่อาจอ้าง การครอบครองขึ้นต่อสู้รัฐได้ ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ในคดีดังกล่าว นั้น ยังมีคำพิพากษาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ให้การว่า กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙, ๐๑๑๘, ๐๒๔๓ เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และให้ทบวงมหาวิทยาลัยจ่ายค่าชดเชยผลอาสินและเงินชดเชยทรัพย์สินในที่ดินให้แก่ราษฎร เพื่อให้ออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ มารดาผู้ฟ้องคดีรับเงินค่าชดเชยจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แสดงว่าผู้ฟ้องคดียอมรับว่าครอบครองที่ดินพิพาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดี เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง นายอำเภอ ท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาท จำนวน ๓๐ ไร่ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว มารดาผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดินอันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2564
#683559
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลมีคำสั่งเรียกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เข้ามาในคดีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๑๓ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๐ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดที่ ๕ และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาทได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยได้มีการรังวัดและรับรอง แนวเขตที่ดิน พร้อมทั้งปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อมีผู้คัดค้าน ได้ดำเนินการสอบสวนและพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับที่สาธารณประโยชน์ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำนวน ๔๕ แปลง รวมถึงแปลงของผู้ฟ้องคดีด้วย ที่ดินพิพาทได้มาภายหลังประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์ แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนานเพียงใด ก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้รัฐได้ ตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ให้เพิกถอน น.ส.ล. ส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ในคดีดังกล่าว นั้น ยังมีคำพิพากษาในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ให้การว่า กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้ทบวงมหาวิทยาลัยใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ ตาม น.ส.ล. เลขที่ นศ. ๐๑๑๙, ๐๑๑๘, ๐๒๔๓ เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และให้ทบวงมหาวิทยาลัยจ่ายค่าชดเชยผลอาสินและเงินชดเชยทรัพย์สินในที่ดินให้แก่ราษฎร เพื่อให้ออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีรับเงินค่าชดเชยทรัพย์สินและผลอาสิน และออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แสดงว่าผู้ฟ้องคดียอมรับว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดี เป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอท่าศาลา ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาท่าศาลา ที่ ๔ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมี คำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๑๓ และแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๗๐ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง ทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาท ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๑๓ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๐ เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ในคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีครอบครองและปัจจุบันมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ แล้ว ผู้ฟ้องคดียอมรับค่าชดเชยและออกจากที่ดินอันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอื่นวินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๑๐๓-๓๑๐๕/๒๕๖๑ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๑๓ และ ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๐ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ นศ. ๐๑๑๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. กับพวกรวม 24 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าศาลา กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2564
#683558
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจาก บรรพบุรุษที่ได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ อันเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับในปี ๒๔๙๗ ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินในกรณีดังกล่าวโดยใช้หลักฐานการแจ้งการ ครอบครองเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ป.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2564
#646733
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถยนต์ไปส่งและรอรับจำเลยที่ 1 อันเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการชิงทรัพย์ มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 339, 340 ตรี ริบกระบอกไฟฉายและกระเป๋าใส่เอกสารของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (7), 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน ริบกระบอกไฟฉายและกระเป๋าใส่เอกสารของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองคบหาเป็นคนรักก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 ถึง 4 เดือน จำเลยทั้งสองเคยติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 มีนาคม 2562 ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กง 2727 พะเยา มารับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดลำพูนแล้วไปพักค้างคืนที่โรงแรม บ. ในจังหวัดลำปาง วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยทั้งสองออกจากโรงแรมแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถไปส่งจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนฉัตรไชย และไปจอดรออยู่หน้าร้านบันเทิงจักรยานฝั่งตรงข้ามห่างประมาณ 40 เมตร จำเลยที่ 1 เข้าไปในธนาคาร ใช้กระบอกไฟฉายถอดฝาปิดหัวท้ายออกให้มีลักษณะคล้ายอาวุธปืนข่มขู่พนักงานของธนาคารจนหวาดกลัวแล้วจำเลยที่ 1 กระโดดข้ามเคาน์เตอร์เข้าไปหยิบเงินสดบนโต๊ะและในลิ้นชัก รวม 850,000 บาท ใส่กระเป๋าสีดำที่นำติดตัวไปด้วยแล้ววิ่งออกจากธนาคารไปขึ้นรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 จอดรออยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถออกไปได้ประมาณ 20 เมตร ก็ถูกร้อยตำรวจโทวิชญ์พล ซึ่งปฏิบัติงานจราจรอยู่บริเวณนั้นสกัดไว้ จากนั้นร้อยตำรวจโทวิชญ์พลกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นที่ตามมาสมทบเข้าควบคุมตัวจำเลยทั้งสองพร้อมตรวจยึดกระเป๋าสีดำภายในมีกระบอกไฟฉาย 1 กระบอก เงินสดจำนวน 850,000 บาท เสื้อสีขาว 1 ตัว และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยทั้งสองอีก 2 เครื่อง เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ได้ความจากนางสาวจิรวดี พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารว่า ขณะพยานวิ่งหลบหนีออกมาทางด้านหน้าธนาคารเห็นจำเลยที่ 1 วิ่งถือกระเป๋าสีดำมาทางเดียวกับพยานแล้ววิ่งผ่านพยานไปขึ้นรถยนต์คันสีขาวที่จอดอยู่หน้าร้านบันเทิงจักรยาน โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ขนเงินของธนาคารติดตามมา พยานแจ้งคนเหล่านั้นว่าจำเลยที่ 1 วิ่งเข้าไปในรถยนต์คันสีขาว และได้ความจากร้อยตำรวจโทวิชญ์พล พยานโจทก์ว่า ขณะปฏิบัติงานจราจรได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านหน้าธนาคารให้ไปสกัดรถยนต์คันสีขาวที่จอดอยู่หน้าร้านบันเทิงจักรยาน พยานเห็นรถยนต์คันสีขาวเคลื่อนออกมาได้ประมาณ 20 เมตร จึงบอกให้รถยนต์คันที่ขับอยู่ด้านหน้ารถยนต์คันสีขาวหยุดเพื่อไม่ให้รถยนต์คันสีขาวขับต่อไปได้ แล้วพยานเดินไปที่รถยนต์คันสีขาว รถยนต์คันสีขาวพยายามขับเบี่ยงขวา พยานบอกให้หยุดพร้อมทำท่าดึงอาวุธ รถยนต์คันสีขาวจึงหยุดและลดกระจกรถลง พยานเห็นจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ จำเลยที่ 1 นั่งข้างคนขับโดยมีกระเป๋าสีดำอยู่บนตัก เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไปส่งจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารโดยจำเลยที่ 1 ถือกระเป๋าสีดำติดตัวไปด้วยก็ดี หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ถือกระเป๋าดังกล่าวซึ่งบรรจุเงินสดที่ชิงมาจำนวนมากถึง 850,000 บาท วิ่งหลบหนีไปขึ้นรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 จอดรออยู่โดยไม่ต้องเสียเวลามองหาเลยก็ดี เมื่อนำไปพิจารณาประกอบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ของจำเลยทั้งสองในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุเพียง 3 วัน ซึ่งมีการพูดคุยเกี่ยวกับหนี้สินของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่กว่า 100,000 บาท และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทวิชญ์พลซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ และไม่ปรากฏสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนที่ว่าภายหลังสกัดให้จำเลยที่ 2 หยุดรถ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ยอมหยุดยังคงพยายามขับเบี่ยงขวาเพื่อหลบหนี และตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านยืนยันว่า เป็นการพยายามขับหลบหนี มิใช่การขับในลักษณะเบี่ยงรถเพื่อหลีกหนีการจราจรติดขัดตามปกติ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ย่อมบ่งชี้แสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดคดีนี้ อย่างไรก็ตาม คดีคงได้ความเพียงว่า ขณะจำเลยที่ 1 กำลังชิงเงินสดอยู่ในธนาคารนั้น จำเลยที่ 2 จอดรถอยู่คนละฝั่งถนนกับธนาคาร ห่างไปประมาณ 40 เมตร โดยจำเลยที่ 2 นั่งอยู่ในรถ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเข้าไปชิงเงินสด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 คอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 หรือให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่จำเลยที่ 1 ชิงเงินสด จำเลยที่ 2 เพียงแต่รอคอยอยู่เพื่อจะขับรถพาจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ก่อนและขณะกระทำผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เท่านั้น แม้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อจำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถยนต์ไปส่งและรอรับจำเลยที่ 1 อันเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการชิงทรัพย์ มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 340 ตรี ดังที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 สำหรับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน คำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 339 วรรคแรก ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนุรักษ์ หมั่นธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 81/2564
#683557
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่สามเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีทั้งสามตามระเบียบและกฎหมายและนำเข้า กบร. จังหวัดเพื่อพิจารณาใหม่และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามตามที่นำชี้และยื่นคำขอ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และคำนวณเนื้อที่ได้มากกว่าหลักฐาน ส.ค. ๑ จำนวน ๖๖-๐-๕๗ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ นั้นระบุจำนวนเนื้อที่เพียง ๑๐ ไร่ แต่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามนำชี้และให้รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมากกว่าหลักฐานเดิม ๖๖-๐-๕๗ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ เพราะจะเป็นการนำชี้เอาที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ รวมเข้ามาด้วย แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามก็ยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้นำชี้แนวเขตที่ดินถูกต้องตรงกับ ส.ค. ๑ ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ทำการรังวัดก็เห็นว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่แล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงสามารถออกโฉนดที่ดินทั้งหมดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้และยื่นคำขอ โดยอ้างมาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๘ ของระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เห็นว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และได้นำที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ มารังวัดรวมเข้าด้วย ย่อมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีตามข้อโต้แย้งระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นและที่สาธารณประโยชน์โคกคูณ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ท. กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2564
#683556
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอวารินชำราบ ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ ๓ นาง จ. ที่ ๔ นางสาว พ. ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๓๘๔ ด้านทิศเหนือติดกับเขตทางสาธารณประโยชน์ ถัดขึ้นไปเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามโฉนดเลขที่ ๖๒๘๘๕ และที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๘๔ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ บุกรุกทางสาธารณประโยชน์ ทำให้แนวเขตทางสาธารณะเปลี่ยนแนวไปอยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและจำนวนเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีน้อยลง แต่ที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ มีจำนวนเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อให้ได้เขตทางสาธารณะและที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนมา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้กันเขตทางสาธารณประโยชน์ให้มีสภาพดังเดิม โดยให้กันเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเขตทางสาธารณประโยชน์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ให้การโดยสรุปว่า ทางสาธารณประโยชน์เส้นนี้มีมาก่อนการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งอยู่ในแนวเขตเดิมที่เจ้าของเดิมได้ยินยอมและอนุญาตไว้แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๘๘๔ และ ๖๒๘๘๕ โดยชอบแล้ว การรังวัดตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์พบว่า โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงหลักเขตเก่าอยู่ครบไม่มีการรุกล้ำ ส่วนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๓๘๔ ให้แก่ ผู้ฟ้องคดีเป็นไปโดยชอบ จากการรังวัดสอบเขตครั้งที่ ๒ ได้มีการปักหลักเขตใหม่แทนของเก่าที่หายไปซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยอมรับตำแหน่งที่ปักใหม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวายคัดค้านว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงแจ้งให้คู่กรณีทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่คู่กรณีไม่อาจตกลงกันได้ จึงให้ไปดำเนินการทางศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ จึงไม่เป็นละเมิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รังวัดแบ่งแยกที่ดินและขายให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ดำเนินการโดยชอบ ไม่ได้ทำให้เขตทางสาธารณะรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและเจ้าของที่ดินข้างเคียง บุกรุกทางสาธารณประโยชน์ทำให้แนวเขตทางสาธารณะเปลี่ยนไปอยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และจำนวนเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีน้อยลงคิดเป็นเนื้อที่ ๒ งาน ๔.๘ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีจึงทำการสอบเขตที่ดินของตนเองถึงสองครั้งและยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตรวจสอบแล้วกลับแจ้งว่า ไม่มีการบุกรุกทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการรังวัดที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้กันเขตทางสาธารณประโยชน์ให้มีสภาพดังเดิม โดยให้กันเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเขตทางสาธารณประโยชน์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลบังคับกันเขตทางสาธารณประโยชน์ให้มีสภาพดังเดิม โดยให้กันเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเขตทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ลดน้อยลง ย่อมเป็นคำขอที่แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ฟ้องคดีที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้รับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จากการรังวัดสอบเขตครั้งที่ ๒ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้คัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแจ้งให้คู่กรณีทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่คู่กรณีไม่อาจตกลงกันได้ จึงให้ไปดำเนินการทางศาลเพื่อให้พิสูจน์สิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอวารินชำราบ กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2564
#657206
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรา 343 วรรคสอง นั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ของความผิดที่กระทำ มิใช่กระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90 แต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำความผิดบทฉกรรจ์บทเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 92, 341, 342, 343 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 479,700 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 342 แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายภัทรชัย ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 342 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อหาทั้งสองดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 341, 342 (1), 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 6 ปี 8 เดือน คำให้การของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 4 ปี 5 เดือน 10 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 329,697 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษของจำเลยทั้งสี่และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา ถึง 15.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสี่กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทยและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง หลอกลวงผู้เสียหายว่ามีพัสดุไปรษณีย์ภายในบรรจุยาเสพติดซึ่งมีชื่อผู้เสียหายเป็นผู้นำส่ง ทำให้ผู้เสียหายต้องถูกดำเนินคดีและศาลได้ออกหมายจับ อายัดทรัพย์สินของผู้เสียหายไว้แล้วจะขอตรวจสอบ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงเปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลขบัญชี 335-234xxx-x และทำบัตรเอทีเอ็ม บอกเลขบัตรเอทีเอ็ม รหัสบัตรเอทีเอ็มแก่จำเลยทั้งสี่กับพวก จากนั้นผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดังกล่าว 100,000 บาท กับฝากเงินสด 329,700 บาท เข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลขบัญชี 271-203xxx-x ชื่อบัญชี นายกลินทร์ แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกถอนเงินของผู้เสียหายออกจากทั้งสองบัญชีดังกล่าวโดยใช้เลขบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรเอทีเอ็มที่ใช้อุบายหลอกลวงมาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต ผู้เสียหายได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 479,697 บาท สำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 342 ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะความผิดตามข้อหาดังกล่าวออกจากสารบบความแล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 อ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่รับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกับพวกฉ้อโกงผู้เสียหายโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ตามรายงานการสืบสวนและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกมีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหายจากระบบคอมพิวเตอร์แล้วโทรศัพท์ไปยังผู้เสียหาย และระบบ VOIP ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์ที่มีการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารก็ไม่สามารถสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของผู้อื่นได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นนั้น เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นั้น ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาจากวิธีการในการหลอกลวง และคำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดตัวบุคคลว่าเป็นผู้ใด คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่กลุ่มคนร้ายโทรศัพท์มาหลอกลวงผู้เสียหายด้วยวิธีการใดและอย่างไรก็ตาม แต่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกปองคุณ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จากการสืบสวนทราบว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นแก๊ง Call Center ที่ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแบ่งหน้าที่กันทำ มีผู้บริหารคอยควบคุมซึ่งเรียกว่าบ้านอยู่ในต่างประเทศสำหรับไว้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชนที่อยู่ในประเทศผ่านระบบโทรศัพท์ VOIP คือ การโทรศัพท์ด้วยอินเทอร์เน็ตเข้ามายังระบบโทรศัพท์พื้นฐานของประเทศไทย โดยมักจะหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละรายว่ามีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คดีฟอกเงิน หรือความผิดฐานอื่น ขอให้แจ้งเลขบัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน บัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ โดยในคดีนี้มีนายราชศักดิ์ เป็นผู้ควบคุมบ้าน ซึ่งพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาก่อน เชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามความจริง คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ซึ่งเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกปองคุณดังกล่าวประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาก่อน แต่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายได้ จึงมีเหตุสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าเป็นการสุ่มโทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนทั่วไปที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกซึ่งมีผู้เสียหายรวมอยู่ด้วยนั่นเอง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาอ้างว่า ระบบ VOIP ไม่สามารถสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของผู้อื่นได้นั้นเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงแต่เพียงลอย ๆ โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานใดมานำสืบสนันสนุนให้รับฟังว่าเป็นจริงดังที่อ้าง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ตามที่พิจารณาได้ความข้างต้นได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกปองคุณ รายงานการสืบสวนและบันทึกคำให้การของนายกลินทร์ด้วยว่า จากการสืบสวนของร้อยตำรวจเอกปองคุณทราบว่านอกจากผู้เสียหายในคดีนี้แล้ว ยังมีนายกลินทร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกคดีหนึ่งที่ถูกแก๊ง Call Center โทรศัพท์มาใช้อุบายหลอกลวงโดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทยและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง และแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่ามีพัสดุไปรษณีย์ซึ่งภายในบรรจุยาเสพติดส่งถึงนายกลินทร์ นายกลินทร์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด แล้วอ้างว่าจะช่วยเหลือนายกลินทร์ โดยให้นายกลินทร์โอนเงินให้ 600,000 บาท ซึ่งเป็นวิธีการหลอกลวงในลักษณะเดียวกันกับผู้เสียหายในคดีนี้ โดยเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในท้องที่ของสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน จากพฤติการณ์ดังกล่าวที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยวิธีการในลักษณะเดียวกัน โดยกระทำต่อผู้เสียหายต่างรายในต่างพื้นที่กัน จึงฟังได้ว่าเป็นการหลอกลวงบุคคลทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษหรือมุ่งหลอกลวงเฉพาะแต่ผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฏีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายได้เงินไปทั้งสิ้น 479,697 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่อนข้างมาก โดยจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะที่เป็นขบวนการหลอกลวงประชาชนโดยทั่วไป สร้างความเดือดร้อนแก่สุจริตชนในวงกว้างและก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของประเทศและความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 จะชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท ก็เป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหายอยู่แล้ว ประกอบกับเพื่อเป็นการป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำผิดซ้ำอีก และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนัก และโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) และมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรา 343 วรรคสองนั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ของความผิดที่กระทำ มิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90 แต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำความผิดบทฉกรรจ์บทเดียว จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) และมาตรา 83 ส่วนโทษของจำเลยทั้งสี่และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 343 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนุสรา สาระสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 79/2564
#683533
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลพานพร้าว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ในส่วนที่ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีระบุเลขที่ดินคลาดเคลื่อน จากการตรวจสอบการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย มีการสอบสวนผู้สูงอายุ ซึ่งต่างก็ให้ถ้อยคำว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ใช้สำหรับกักเก็บน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองและยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ในการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ หนองบึงหลวง ไม่ปรากฏว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลพานพร้าว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค. ๒๓๕๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ค.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2564
#683532
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์และให้จำเลยที่ ๓ มอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดและจำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ดำเนินการตามหน้าที่ในการเรียกสอบสวนเปรียบเทียบ วินิจฉัยและมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายที่ดิน กับเพิกเฉยไม่มอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็โต้แย้งคัดค้านว่า น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรังวัดรวมที่ดินสาธารณประโยชน์เข้าไปด้วย ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่สามารถนำมาขอออกโฉนดที่ดินได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย จ. กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2564
#683507
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีตามระเบียบและกฎหมายและนำเข้า กบร. จังหวัด เพื่อพิจารณาใหม่และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่นำชี้และยื่นคำขอ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และคำนวณเนื้อที่ได้มากกว่าหลักฐาน ส.ค. ๑ จำนวน ๙๖-๒-๖๒ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๗ นั้นระบุจำนวนเนื้อที่เพียง ๖ ไร่ แต่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้และให้รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีถึง ๑๐๒ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา มากกว่าหลักฐานเดิม ๙๖ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เพราะจะเป็นการนำชี้เอาที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ รวมเข้ามาด้วย แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีได้นำชี้แนวเขตที่ดินครบทุกด้านถูกต้องตรงกับ ส.ค. ๑ และข้างเคียงก็คงเดิม โดยมีผู้นำท้องถิ่นร่วมนำชี้และเจ้าของที่ดินข้างเคียงทุกด้านก็ได้มาชี้ระวังแนวเขตที่ดินของตน อันทำให้เชื่อได้ว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันหรือเป็นขอบเขตตามหลักฐานเดิมแน่นอน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ทำการรังวัดก็เห็นว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่แล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงสามารถออกโฉนดที่ดินทั้งหมดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้และยื่นคำขอ โดยอ้างมาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๘ ของระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เห็นว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และมีผู้ครอบครองหลายรายอย่างเป็นสัดส่วนแต่ยังไม่ได้มาขอรังวัดออกโฉนดที่ดินการนำที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ มารังวัดรวมเข้าด้วย ย่อมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีตามข้อโต้แย้งระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นและที่สาธารณประโยชน์โคกคูณ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ป.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2564
#683506
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอน โฉนดที่ดินของนาย ต. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งการให้สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาบ้านผือ ดำเนินการตามนัยมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าออก ทับที่ดินสาธารณประโยชน์และบ่อกำจัดขยะของเทศบาลตำบลบ้านผือ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของนาย ต. และโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีชื่อของนาย ต. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งเรื่องสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลบ้านผือ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2564
#683489
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๖๐๓ โดยผู้ฟ้องคดีได้ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้นำรถแบคโฮเข้ามาขุดฝังท่อน้ำใต้ดิน ปักเสาไฟ ขุดต้นไม้ ขุดดิน ขุดมันสำปะหลัง นำต้นไม้มาวางทับต้นมันสำปะหลัง และก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ต้นมันสำปะหลังของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งให้บริวารออกจากพื้นที่พิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีสำรวจตามหลักฐานที่ทางราชการได้สำรวจ และทำแผนที่และปักหลักเขตให้ชัดเจน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองมนเพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะและเพื่อสงวนไว้ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนายอำเภอตระการพืชผลเข้ามาในคดีโดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายอำเภอตระการพืชผล เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การดำเนินโครงการก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ บริเวณพื้นที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าและขุดฝังท่อน้ำนั้นไม่พบว่ามีการปลูกมันสำปะหลังหรือพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่น เชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นหนังสือต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อขอทราบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์คลองมน คำขอท้ายฟ้องบางข้อไม่ใช่การขอให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ จึงเป็นคำขอที่ไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำ และจัดการให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายอำเภอตระการพืชผล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นบุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินบริเวณพิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำรถแบคโฮเข้ามาขุดฝังท่อน้ำใต้ดิน ปักเสาไฟ และก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์อันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สามารถดำเนินการก่อสร้างแพลอยสูบน้ำประปาเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร. หรือ ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2564
#683484
เปิดฉบับเต็ม

แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา ๔๖ (๗) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งหมายความว่า ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนาย ศ. เสียชีวิตและดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฟ้องคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดี เนื่องจากคดีไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนร่วมในการฆ่านาย ศ. การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การปฏิบัติหน้าที่ตามฟ้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานสอบสวน โดยใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการสอบสวนคดีอาญาและทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีอาญา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ข้อพิพาทตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำละเมิดเนื่องจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นการกระทำละเมิดในการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องที่อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาใส่ร้ายผู้ฟ้องคดีโดยให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำผิด ทำให้ประชาชนที่ได้รับฟังข่าวเข้าใจว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำความผิด ก็เป็นการฟ้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจกระทำละเมิดอันเกิดจากการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ ซึ่งไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองเช่นกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2564
#683482
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ไม่อาจใช้ทางสาธารณะผ่านเข้าออกสู่ที่ดินของตนเองได้ เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านได้สร้างรั้ว ลวดหนามปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางสาธารณะดังกล่าว และยังสร้างรั้วขึ้นรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือร้องเรียนจังหวัดลพบุรี จำเลยที่ ๒ และเทศบาลตำบลโคกตูม จำเลยที่ ๓ ไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาให้โจทก์ใช้ทางสาธารณประโยชน์ผ่านหมู่บ้าน เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ เมื่อเทศบาลตำบลโคกตูม จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่สาธารณะ ตามมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และมาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๖ วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ การที่มีผู้กล่าวอ้างว่ามีการปิดกั้นทางสาธารณะและสร้างรั้วในทางสาธารณะนั้นรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้อื่น ทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานเทศบาลตำบลโคกตูมที่ให้รื้อถอนอาคาร (รั้วลวดหนาม) โดยให้เหตุผลว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีตรวจสอบแล้วแจ้งว่า ตำแหน่งรั้วลวดหนามไม่ได้มีแนวเขตก่อสร้างอยู่บนทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด แต่มีแนวเขตก่อสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๓๐๙ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามปล่อยให้คณะกรรมการหมู่บ้านดำเนินการสร้างรั้วลวดหนามในที่ดินสาธารณะปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งเพิกเฉยไม่แก้ไขปัญหาให้แก่โจทก์ตามที่ร้องเรียน โดยโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนรั้วพิพาทที่ปิดกั้นที่ดินของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดลพบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — กรมการปกครอง กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ