คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2564
#646729
เปิดฉบับเต็ม

การยับยั้งเสียเองซึ่งทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 82 เป็นกรณีที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่มีการยับยั้งไม่กระทำความผิดไปให้ตลอด ซึ่งจะต้องเป็นการยับยั้งโดยสมัครใจของผู้กระทำเอง

จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ ถึง 13 ปีเศษ แต่ที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ไปไม่ตลอด เป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็ก ร่างกายไม่พร้อมต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่จำเลยจะใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ให้สำเร็จได้โดยง่าย อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ยังใช้มือปัดป้องเป็นการขัดขวางไม่ให้จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงต้องหยุดกระทำ เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยยับยั้งเสียเองโดยสมัครใจ แต่เป็นเพราะมีเหตุปัจจัยภายนอกที่ทำให้จำเลยต้องจำใจหยุดกระทำต่อไป จึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.1, 1.9, 1.11 และ 1.13 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.2, 1.10, 1.12 และ 1.14 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี 16 เดือน ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามฟ้องข้อ 1.4, 1.6, 1.8, 1.16, 1.18, 1.20, 1.22, 1.24, 1.26, 1.28 และ 1.30 จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 55 ปี 44 เดือน และฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามฟ้องข้อ 1.31 จำคุก 4 ปี รวมทุกกระทงจำคุก 99 ปี 60 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 49 ปี 36 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ด้วย จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 คงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 16 กระทง เมื่อลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 96 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 120 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 10 ปีเศษ ถึง 13 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนาย อ. กับผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 และพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และนาง ห. ซึ่งเป็นยาย ที่บ้านเลขที่ 63 บางครั้งผู้เสียหายที่ 1 จะไปพักอาศัยอยู่กับนาง ส. ย่าของผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 29 ซึ่งอยู่ใกล้กัน จำเลยมีศักดิ์เป็นลุงเขยของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปกระท่อมนาที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง ต่อมาในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงปลายเดือนสิงหาคม 2561 จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง รวม 15 ครั้ง โดยบางครั้งจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพยายามกระทำชำเราที่กระท่อมนาที่เกิดเหตุ และบางครั้งจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 นอนอยู่ในห้องนอนภายในบ้านเลขที่ 63 และบ้านเลขที่ 29 โดยในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยจะบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดเสื้อผ้าออกและนอนลงกับพื้น จากนั้นจำเลยใช้มือลูบคลำบริเวณหน้าอกและอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนำอวัยวะเพศของจำเลยพยายามสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่สามารถสอดใส่เข้าไปได้ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามฟ้องข้อ 1.3, 1.4, 1.5, 1.6, 1.7, 1.8, 1.15 ถึง 1.30 นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดทั้งสองฐานตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามกระทำชำเรา หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 บัญญัติว่า ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วต้องตามบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการยับยั้งเสียเองซึ่งทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษนั้น เป็นกรณีที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่มีการยับยั้งไม่กระทำความผิดไปให้ตลอด ซึ่งจะต้องเป็นการยับยั้งโดยสมัครใจของผู้กระทำเอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และได้ลงมือกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว โดยการใช้อวัยวะเพศของจำเลยพยายามสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผลสำเร็จในการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว แต่กระทำไม่สำเร็จ โดยอวัยวะเพศของจำเลยยังไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด อันเป็นการกระทำครบองค์ประกอบความผิดฐานพยายามกระทำชำเราแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ ถึง 13 ปีเศษ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาว่า อวัยวะเพศของจำเลยยังไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยเลิกกระทำต่อไป จึงเป็นผลให้การกระทำยังไม่บรรลุผลเป็นความผิดสำเร็จก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยลงมือกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยพยายามเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่สามารถกระทำได้ ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บ พยายามใช้มือปัดออก จำเลยจึงไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้ จำเลยจึงหยุดกระทำ พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่า ที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ไปไม่ตลอด เป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็ก ร่างกายไม่พร้อมต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่จำเลยจะใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ให้สำเร็จได้โดยง่าย อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ยังใช้มือปัดป้องเป็นการขัดขวางไม่ให้จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงต้องหยุดกระทำ กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยยับยั้งเสียเองโดยสมัครใจ แต่เป็นเพราะมีเหตุปัจจัยภายนอกที่ทำให้จำเลยต้องจำใจหยุดกระทำต่อไป จึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 จำเลยต้องรับโทษฐานพยายามกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำฟ้องข้อ 1.2, 1.4, 1.6, 1.8, 1.10, 1.12, 1.14, 1.16, 1.18, 1.20, 1.22, 1.24, 1.26, 1.28 และ 1.30 กระทงละ 5 ปี 4 เดือน และวางโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำฟ้องข้อ 1.31 มีกำหนด 4 ปี นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลยตามฟ้องข้อ 1.2, 1.4, 1.6, 1.8, 1.10, 1.12, 1.14, 1.16, 1.18, 1.20, 1.22, 1.24, 1.26, 1.28 และ 1.30 กระทงละ 4 ปี 8 เดือน และลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.31 จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวม 16 กระทง เป็นจำคุก 62 ปี 128 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 31 ปี 64 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 39 ปี 88 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 82 ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 277 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายศริล วรประทีป
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 334/2564
#656663
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแก้ไขระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมให้เป็นรุ่นทดลองใช้ มีกำหนดอายุการใช้งาน 30 วัน นับแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2559 เพื่อบีบบังคับให้โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยให้ทำงานต่อไป เมื่อครบกำหนดระยะเวลาระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมไม่สามารถใช้งานได้อีก ถือได้ว่าจำเลยกระทำการด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 10 และเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่วันที่มีการแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมเป็นรุ่นทดลองใช้ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมไม่สามารถทำงานตามปกติจากโปรแกรมที่ไม่มีวันหมดอายุเป็นโปรแกรมรุ่นทดลองใช้นับแต่วันดังกล่าว มิใช่เป็นความผิดสำเร็จในวันที่หมดอายุ ดังนั้น การที่จำเลยมอบ External harddisk ให้ที่ปรึกษาของโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 เพื่อใช้ปลดล็อกโปรแกรมรุ่นทดลองใช้ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ จึงมิใช่กรณีการพยายามกระทำความผิดแล้วยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 10

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 10 จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยเขียนโปรแกรมบริหารจัดการภายในด้วยระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท รวมเวลา 2 ปี เป็นเงิน 1,680,000 บาท หลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจำเลยส่งมอบระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินให้โจทก์ร่วมไม่มีข้อความระบุว่า รุ่นทดลองใช้ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2559 ระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมมีข้อความขึ้นว่า รุ่นทดลองใช้ กำหนดวันสิ้นสุดการใช้งาน 30 วัน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2559 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมไม่สามารถใช้งานได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยให้เขียนโปรแกรมบริหารจัดการเพื่อใช้งานภายในบริษัท รวมระยะเวลาจ้าง 2 ปี เป็นเงินค่าจ้าง 1,680,000 บาท การที่ว่าจ้างเป็นระยะเวลานานและค่าจ้างในอัตราสูง เป็นการว่าจ้างให้เขียนโปรแกรมที่สมบูรณ์ให้ใช้งานได้ตลอดไปไม่มีวันหมดอายุ มิใช่ให้เขียนโปรแกรมที่ใช้งานได้เพียง 30 วัน โดยในช่วงแรกโปรแกรมที่จำเลยเขียนขึ้นส่งให้โจทก์ร่วมสามารถใช้งานได้ตามปกติไม่มีข้อความขึ้นว่า รุ่นทดลองใช้ และได้ความจากคำเบิกความของนางพรศรีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างจำเลยจะขอทำงานให้โจทก์ร่วมต่อ โดยขอคิดค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท และค่าดูแลระบบที่จำเลยเขียนอีกเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมไม่ตกลงด้วย ระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมจึงมีข้อความขึ้นว่า รุ่นทดลองใช้ กำหนดวันสิ้นสุดการใช้งาน 30 วัน โปรแกรมที่จำเลยเขียนขึ้นจึงมีการแก้ไขในภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปแก้ไขโปรแกรมต้องเป็นคนเขียนโปรแกรม คือ จำเลย สอดคล้องกับที่มีการตรวจสอบรหัสต้นฉบับพบข้อความว่า Acting capt. Zastra thitiwattana ซึ่งเป็นชื่อจำเลย เมื่อจำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธว่ามิได้ใช้ชื่อดังกล่าว และจำเลยรับในฎีกาว่าจำเลยตั้งค่าโปรแกรมบัญชีและการเงินเป็นรุ่นทดลองใช้ ทั้งจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า ตั้งแต่จำเลยเก็บของออกจากบริษัทโจทก์ร่วมในวันที่ 27 มกราคม 2559 จนถึงปลายเดือนมีนาคม 2559 จำเลยไม่เคยแจ้งโจทก์ร่วมว่าระบบบัญชีและการเงินของคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมจะขึ้นข้อความว่า เป็นรุ่นทดลองใช้ และมีกำหนดเวลาใช้งาน ข้ออ้างที่ว่าเป็นการใส่มาตรการทดสอบโปรแกรมไว้และแจ้งให้โจทก์ร่วมทราบแล้ว นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนเข้าไปแก้ไขระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมเป็นรุ่นทดลองใช้ และมีกำหนดวันสิ้นสุดการใช้งาน 30 วัน ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวที่จำเลยเขียนขึ้นและมอบให้โจทก์ร่วมใช้งานแล้วย่อมเป็นของโจทก์ร่วม จำเลยจะเข้าไปแก้ไขโปรแกรมโดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอมไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปแก้ไขระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมให้เป็นรุ่นทดลองใช้ มีกำหนดอายุการใช้งาน 30 วัน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2559 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาระบบโปรแกรมบัญชีและการเงินของโจทก์ร่วมไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป โดยไม่มีบุคคลอื่นนอกจากจำเลยผู้พัฒนาเขียนโปรแกรมขึ้นที่จะสามารถแก้ไขโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ จึงเชื่อว่าจำเลยแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์เพื่อบีบบังคับให้โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยให้ทำงานต่อไป ถือได้ว่าจำเลยกระทำการด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 10 และเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่วันที่มีการแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมเป็นรุ่นทดลองใช้ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ร่วมไม่สามารถทำงานตามปกติจากโปรแกรมที่ไม่มีวันหมดอายุเป็นโปรแกรมรุ่นทดลองใช้นับแต่วันดังกล่าว มิใช่เป็นความผิดสำเร็จในวันที่หมดอายุดังที่จำเลยฎีกา ดังนั้น การที่จำเลยมอบ External harddisk ให้แก่นายรัฐสิทธิ์ ที่ปรึกษาของโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 เพื่อใช้ปลดล็อกโปรแกรมรุ่นทดลองใช้ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ จึงมิใช่กรณีการพยายามกระทำความผิดแล้วยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 82
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ส.
จำเลย — ว่าที่ร้อยเอก ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชุมพล ชีวินไกรสร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2564
#661340
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า ป. บิดาโจทก์กับจำเลย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการค้าไม้และจำหน่ายโลงศพมีผลกำไรจากการประกอบกิจการซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนต้องแบ่งปันกัน และจำเลยเบียดบังผลกำไรในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ไปโดยทุจริต ผลกำไรอันจำเลยเบียดบังไปมีจำนวนเท่าใดย่อมถือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดอันเป็นมูลกรณีของความผิด โจทก์จึงต้องแสดงในฟ้องให้ชัดเจนว่าเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันเนื่องจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งตายแล้ว สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ภายหลังการชำระหนี้ที่กฎหมายกำหนดลำดับก่อนหลังไว้ อันถือเป็นผลกำไรของห้างหุ้นส่วนนั้นมีอยู่จำนวนเท่าใด และผลกำไรในส่วนของ ป. ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเบียดบังเอาไปโดยทุจริตมีอยู่เท่าใด เพื่อที่จำเลยจะได้ตรวจสอบและต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องว่าผลกำไรนั้นหากมีอยู่จริง ใช่ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาหรือไม่ โจทก์จะบรรยายฟ้องเพียงว่าห้างหุ้นส่วนมีผลกำไรแล้วสืบพยานในภายหลังเพื่อแสดงให้เห็นจำนวนผลกำไรในส่วนของ ป. หาได้ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1061 ม. 1062
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นางสาวอิสราภรณ์ ธีระวัฒน์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2564
#646731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ผู้เสียหายทำสัญญาซื้อขายทองรูปพรรณสร้อยคอทองคำลายโซ่กลม ในลักษณะผ่อนชำระรายงวด อันเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยกำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่น ๆ ไว้ในหลักฐานการกู้ยืมเพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 4 (2) แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (2) ด้วย จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

เสื้อคลุม 2 ตัว ซึ่งปักชื่อบริษัท น. จำเลยทั้งสองใช้สวมใส่เพื่อแสดงตนว่าเป็นพนักงานของบริษัท น. ส่วนรถจักรยานยนต์เป็นเพียงยานพาหนะใช้เพื่อความสะดวกในการเดินทาง จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันศาลจะใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5, 7, 8, 14, 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้คืนสมุดตารางการรับชำระค่าสินค้าในแต่ละครั้ง 1 แผ่น เงินสด 280 บาท รถจักรยานยนต์ และเสื้อคลุม 2 ตัว ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง ให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และห้ามจำเลยที่ 1 ทำงานติดตามทวงหนี้หรือยุ่งเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบสมุดตารางการรับชำระราคาสินค้า เงินสด รถจักรยานยนต์ และเสื้อคลุม ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของบริษัทนิวมิรัล แอนด์ โกลด์ (2009) จำกัด ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขามีอำนาจตรวจสอบข้อมูลและอนุมัติขายสินค้าให้แก่ลูกค้า ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานทดลองงานโดยฝึกงานอยู่กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 นางสาวกุหลาบ ผู้เสียหายทำสัญญาซื้อทองรูปพรรณประเภทสร้อยคอลายโซ่กลม น้ำหนัก 7.6 กรัม (สองสลึง) 1 เส้น ราคา 14,615.25 บาท จากบริษัทนิวมิรัล แอนด์ โกลด์ (2009) จำกัด ตกลงชำระราคาในวันทำสัญญา 1,400 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายวัน วันละ 280 บาท รวม 48 งวด โดยงวดสุดท้ายชำระ 55.25 บาท ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 จำเลยทั้งสองสวมเสื้อคลุมของบริษัทขับรถจักรยานยนต์ไปหาผู้เสียหายซึ่งขายผลไม้สดและผลไม้ดองอยู่ที่ตลาดวัดสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เพื่อเก็บเงินซึ่งผู้เสียหายผ่อนชำระราคาสร้อยคอทองคำที่ซื้อไปจำนวน 280 บาท หลังจากจำเลยทั้งสองได้รับเงินแล้ว พันตำรวจโทพีระพงษ์ และร้อยตำรวจเอกการุณ เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรนครปฐมกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาร่วมกันอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าพนักงานตำรวจยึดสมุดตารางการรับชำระค่าสินค้าในแต่ละครั้ง 1 แผ่น เงินสด 280 บาท รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 1 กณ นครปฐม 7397 และเสื้อคลุม 2 ตัว เป็นของกลาง วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง มีหนังสือที่ กค 1014/2953 ถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรดอนตูมชี้แจงว่า บริษัทที่ขายสินค้าของตนเองเป็นทางการค้าปกติและให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าไปสามารถเลือกผ่อนชำระเงินเป็นงวด ๆ ได้ จะไม่ถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำหรับความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์มิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายได้รับสร้อยคอทองคำจากบริษัทนิวมิรัล แอนด์ โกลด์ (2009) จำกัด ก็นำไปขายในวันเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้เสียหายในการผูกนิติสัมพันธ์กับบริษัทว่าผู้เสียหายต้องการเงินสดจากบริษัทมาใช้จ่ายตามความประสงค์ของตนเท่านั้น หาใช่ต้องการทองรูปพรรณมาเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรในส่วนต่างของราคาทองคำที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตแต่อย่างใดไม่ เมื่อพิจารณาถึงการประกอบการธุรกิจของบริษัทนิวมิรัล แอนด์ โกลด์ (2009) จำกัด ปรากฏว่าบริษัทมีสถานประกอบการเป็นอาคารพาณิชย์ และมีป้ายโฆษณาติดไว้ที่ด้านหน้าของอาคาร ว่า "จำหน่าย : อุปกรณ์เสริม เคสมือถือ บัตรเติมเงิน ซิมการ์ด เบอร์เทพ ติดฟิล์มกันรอยทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ" โดยไม่ได้ระบุถึงการจำหน่ายทองรูปพรรณแต่อย่างใด ส่วนภาพที่ 3 เป็นตู้วางสินค้าซึ่งไม่แน่ชัดว่าขณะเกิดเหตุมีสินค้าวางอยู่ตามภาพหรือไม่ เพราะเป็นภาพถ่ายที่จำเลยทั้งสองส่งเป็นพยานในชั้นพิจารณา อาจมีการนำสินค้ามาวางแล้วถ่ายภาพหลังจากจำเลยทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตู้วางสินค้าดังกล่าวมีสินค้าอยู่ในตู้เพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีกำไล แหวน และสร้อยคอทองคำเพียงไม่กี่ชิ้นรวมอยู่ในกล่องกระจกเพียงกล่องเดียววางปะปนอยู่กับสินค้าที่เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าบริษัทไม่ได้มีทองรูปพรรณวางจำหน่ายเป็นปกติทางการค้าของตนเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเหมือนเช่นร้านค้าทองทั่วไป เมื่อได้รับการติดต่อจากผู้เสียหาย บริษัทจึงไปซื้อสร้อยคอทองคำมาให้ผู้เสียหายทำสัญญาซื้อขายด้วยวิธีผ่อนชำระราคาแก่บริษัทเป็นรายวัน แต่จากเจตนาที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ต้องการเงินสดมาใช้จ่ายย่อมไม่มีความจำเป็นที่ผู้เสียหายจะต้องเลือกแบบของทองรูปพรรณเพราะอย่างไรก็ต้องนำไปขายอยู่ดี คำเบิกความของนายเอกชัยและนางสาวสุดาพยานจำเลยทั้งสองที่อ้างว่า ผู้เสียหายมีความประสงค์จะซื้อสร้อยคอทองคำลายโซ่กลมหนักสองสลึงจึงไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่า ผู้เสียหายเพียงแต่แจ้งความประสงค์ต้องการเงินจำนวนหนึ่งแก่บริษัท แล้วบริษัทไปซื้อสร้อยคอทองคำที่มีราคาใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่ผู้เสียหายต้องการมาให้ผู้เสียหายทำสัญญาซื้อขายในราคาที่บวกผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับด้วยวิธีผ่อนชำระราคาแก่บริษัทเป็นรายวันแทน ทั้งนี้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงข้อห้ามเรื่องการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัททราบดีอยู่แล้วว่าผู้เสียหายจะนำสร้อยคอทองคำที่ได้รับไปขายในทันทีเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสด เหตุที่ผู้เสียหายยินยอมทำสัญญาซื้อขายสร้อยคอทองคำตามรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัทก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสดตามความประสงค์ของตนในลักษณะที่จำยอมต้องกระทำ หาใช่ว่าผู้เสียหายเปลี่ยนเจตนาในการทำนิติกรรมจากกู้ยืมเงินมาเป็นการซื้อขายสร้อยคอทองคำแบบผ่อนชำระราคาโดยสมัครใจดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ การที่บริษัทให้ผู้เสียหายทำสัญญาซื้อขายสร้อยคอทองคำด้วยวิธีผ่อนชำระราคาจึงเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทซื้อสร้อยคอทองคำมาในราคา 10,300 บาท แต่กำหนดราคาขายให้ผู้เสียหาย 14,615.25 บาท โดยต้องผ่อนชำระราคาให้แล้วเสร็จภายใน 48 วัน คำนวณเป็นผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับไม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 318 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำของบริษัทจึงมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความจากนางสาวสุดาว่า จำเลยที่ 1 ทำงานที่บริษัทนิวมิรัล แอนด์ โกลด์ (2009) จำกัด มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 ปี ต่อมาให้ทดลองงานเป็นผู้จัดการสาขา มีหน้าที่อนุมัติการซื้อขายสินค้าแทนนางสาวสุดา สอดคล้องกับสำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าสร้อยคอทองคำที่บริษัทขายให้แก่ผู้เสียหาย ที่มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบอำนาจแสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นกับวิธีการดำเนินธุรกิจของบริษัทรวมทั้งการทำสัญญาซื้อขายสร้อยคอทองคำระหว่างบริษัทกับผู้เสียหายอันเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ผู้เสียหายทำสัญญาซื้อขายทองรูปพรรณสร้อยคอทองคำลายโซ่กลม ในลักษณะผ่อนชำระรายงวด อันเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองอำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยกำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่น ๆ ไว้ในหลักฐานการกู้ยืมเพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 4 (2) แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (2) ด้วย จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ริบเสื้อคลุมและรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ปรากฏว่าเสื้อคลุม 2 ตัว ซึ่งปักชื่อบริษัทนิวมิรัล แอนด์ โกลด์ (2009) จำกัด จำเลยทั้งสองใช้สวมใส่เพื่อแสดงตนว่าเป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าว ส่วนรถจักรยานยนต์เป็นเพียงยานพาหนะใช้เพื่อความสะดวกในการเดินทางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรงอันศาลจะใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับที่ให้ริบเสื้อคลุมและรถจักรยานยนต์ของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไม่ริบเสื้อคลุม 2 ตัว และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 1 กณ นครปฐม 7397 ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1) ม. 4 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายพลวิชญ์ ทับเที่ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 229/2564
#657567
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำใบปลิวโฆษณาชักชวนบุคคลทั่วไปให้มาเล่นหวย (สลากกินรวบ) โดยให้ติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุในใบปลิวเพื่อขอรับเลข ซึ่งอ้างว่าได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หากถูกรางวัลจำเลยขอค่าตอบแทน 10,000 บาท โดยจำเลยไม่มีเลขที่ได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่จำเลยมีเจตนาหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนทั่วไปที่ได้รับใบปลิวของจำเลยมาแต่ต้น การที่มีประชาชนโทรศัพท์หาจำเลยและจำเลยแจ้งเลขซึ่งไม่ได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มิใช่การให้หรือตอบแทนสิ่งใดแก่ประชาชน จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยลงมือกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนแล้ว แต่ประชาชนที่ถูกจำเลยหลอกลวงตรวจสอบพบว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงมิได้หลงเชื่อตามที่ถูกหลอกลวง การกระทำของจำเลยจึงไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ จึงเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิด ตาม ป.อ.มาตรา 81

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 326, 328, 341 และ 343

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 341, 342 (1), 343 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาและลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342 (1), 343 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 80 จำเลยมีความผิดฐานพยายามฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 341 (เดิม) และมาตรา 80 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยเป็นผู้จัดทำโฆษณาด้วยใบปลิว และแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปชักชวนให้เล่นหวย (สลากกินรวบ) โดยอ้างว่าได้เลขท้าย 2 ตัวบน และเลขท้าย 2 ตัวล่าง มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลผู้เสียหายที่ 2 ให้ประชาชนโทรศัพท์ติดต่อไปยังหมายเลข 09 9109 xxxx เพื่อขอรับเลขดังกล่าว ซึ่งหากถูกรางวัลจำเลยขอเป็นค่าตอบแทน 10,000 บาท ตามใบปลิววันที่ 6 มีนาคม 2560 มีข้อความว่า "บริษัทเพชรพลอยมหาชน จำกัด เรียนพี่น้องประชาชนชาวไร่ชาวนา บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่หมุนเงินไม่ทัน...เวลานี้ไม่มีอะไรดีเท่ากับการลงทุนเล่นหุ้นหวย... เพราะผมได้ตัวเลขมาจากแหล่งที่ดีจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเช่นนี้ผมจึงต้องการให้ทำธุรกิจร่วมกัน เมื่อท่านนำเลขไปเล่นถูกแล้วผมขอค่าตัวเลขถูกเลขบน 10,000 บาท ถูกเลขล่าง 10,000 บาท ...เล่นแล้วสบายใจไม่ต้องรอลุ้นคือถูกแน่ ๆ ...ลงชื่อ ผอ.ชัยรัตน์"ผู้เสียหายที่ 2 โดยพลตรีฉลองรัฐ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงมอบอำนาจให้นายวรภาส นิติกร ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ไม่ปรากฏว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อบริษัทเพชรพลอยมหาชนจำกัด และไม่พบว่ามีบุคคลชื่อชัยรัตน์ ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้เสียหายทั้งสองด้วยการโฆษณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 คู่ความมิได้อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ในส่วนของผู้เสียหายที่ 2 คู่ความมิได้ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติไปแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีเจตนาหลอกลวงประชาชนทั่วไป โดยการโฆษณาชักชวนเล่นหวยด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งต่อประชาชนทั่วไปว่า ให้ติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ 09 9109 xxxx เพื่อขอรับเลขท้าย 2 ตัวบน และเลขท้าย 2 ตัวล่าง ซึ่งเป็นเลขที่จำเลยได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หากถูกรางวัลจำเลยขอเป็นค่าตอบแทน 10,000 บาท โดยจำเลยไม่มีเลขที่ได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่จำเลยมีเจตนาหลอกเอาเงินจากประชาชนทั่วไปที่ได้รับใบปลิวของจำเลยมาแต่ต้น และการที่มีประชาชนผู้โทรศัพท์มาหาจำเลยและจำเลยแจ้งเลขซึ่งจำเลยไม่ได้มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวง มิใช่การให้หรือตอบแทนสิ่งใดแก่ประชาชนที่โทรศัพท์มาหาจำเลยตามที่ถูกหลอกลวง จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามที่จำเลยฎีกา และการกระทำของจำเลยเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนแล้ว เพียงแต่ประชาชนที่ถูกจำเลยหลอกลวงตรวจสอบพบว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงมิได้หลงเชื่อ การกระทำของจำเลยจึงไม่บรรลุผล ดังนี้ การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานพยายามฉ้อโกงประชาชนแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้เลขมาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และประชาชนมิได้หลงเชื่อตามที่ถูกหลอกลวง ดังนี้ การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ จึงเป็นความผิดเพียงฐานพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ซึ่งต้องลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยมิได้ฎีกาในข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อลงโทษฐานพยายามฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทลงโทษฐานพยายามฉ้อโกง ตามมาตรา 341 อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 81 ลงโทษจำคุก 9 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางทรรศนีย์ ลีลาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
พิชัยวัฒน์ อุตะเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 219/2564
#649851
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ตกไปด้วย จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์เสียด้วย ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341, 352 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 539,600 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหาย 145,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 264 (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ไม่มีประกอบมาตรา 264 (เดิม)), 341 (เดิม), 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอก จำคุกคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 94 กระทง เป็นจำคุกคนละ 564 เดือน ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันยักยอก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสามเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและ ใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทง เดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 112 กระทง เป็นจำคุกคนละ 672 เดือน ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกัน ใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสามเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐาน ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 160 กระทง (ที่ถูก รวม 106 กระทง) เป็นจำคุกคนละ 636 เดือน รวมจำคุกคนละ 1,872 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 936 เดือน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 394,600 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันยักยอกและร่วมกันฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำหน่ายคดีข้อหาดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก), 341 (เดิม), 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของ จำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันยักยอก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 52 กระทง เป็นจำคุก 312 เดือน ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 57 กระทง เป็นจำคุก 342 เดือน ฐานร่วมกันยักยอก จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 42 กระทง เป็นจำคุก 84 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 738 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบ มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 109 กระทง เป็นจำคุก 654 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 369 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 มีกำหนดคนละ 327 เดือน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายทำหน้าที่พนักงานจำหน่ายบัตรเข้าชมสถานที่และเก็บเงินค่าบัตรจากลูกค้าแต่จำเลยที่ 2 กับพวก ปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินอันเป็นเอกสารสิทธิในการรับชำระเงินที่ผู้เสียหาย ออกให้แก่บริษัทนำเที่ยวและปลอมใบสำคัญจ่ายอันเป็นเอกสารสิทธิในการชำระเงินที่บริษัทนำเที่ยวออกให้แก่ผู้เสียหาย และนำเอกสารสิทธิที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันปลอมขึ้น นั้นไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยการฉ้อโกงและยักยอกเงินผู้เสียหายถึง 109 ครั้ง รวมทั้งร่วมกันยักยอกเงินที่จะต้องนำส่งผู้เสียหายที่จะได้รับจากบริษัทนำเที่ยวอีก 42 ครั้ง ต่อเนื่องกันรวมเป็นเงินจำนวนกว่า 500,000 บาท แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของจำเลยที่ 2 และเป็นภัยร้ายแรงต่อผู้เสียหายและสุจริตชนโดยทั่วไป แม้จำเลยที่ 2 จะยอมความกับผู้เสียหายและมีการถอนคำร้องทุกข์ ก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เท่านั้น แต่ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งจำเลยที่ 2 กับพวกกระทำนั้น หาได้ระงับไปด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย ตกไปด้วย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนเงินแก่ผู้เสียหายของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวชาริณี โค้วธนพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
อรพิน พรแสงจันทร์
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216/2564
#664334
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ให้ความหมายของการกระทำชำเราว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นหรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น แต่การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นนั้น หากเป็นกรณีชายกระทำต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าในทวารหนักของผู้ถูกกระทำ หรือใช้อวัยวะเพศของชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้กระทำด้วย จึงจะเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยเพียงแต่ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 รูดขึ้นรูดลงเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 282, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว น. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

นาย ช. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว น. โจทก์ร่วมมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพและอนามัย 100,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจ 100,000 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 282 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนแม้เด็กจะยินยอมก็ตาม จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 40 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 (ที่ถูก ผู้ร้อง) เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องเป็นประจักษ์พยานเบิกความมีรายละเอียดเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่อเนื่องกันเป็นลำดับขั้นตอนอย่างสมเหตุสมผล ตั้งแต่ผู้ร้องออกจากบ้านไปพักอาศัยกับเพื่อน การติดต่อกับจำเลยจนกระทั่งจำเลยโทรศัพท์ติดต่อซื้อบริการทางเพศกับผู้ร้องและวิธีการมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย โดยจำเลยได้ซื้อบริการทางเพศกับผู้ร้องหลายครั้ง เมื่อผู้ร้องไม่เคยรู้จักจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพแก่บุคคลทั่วไป หากมิได้เกิดเรื่องขึ้นจริงแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เยาว์คงไม่สามารถเบิกความในลักษณะเช่นนั้นได้ ประกอบกับผู้ร้องยังเป็นเด็กจึงเป็นสิ่งที่น่าอับอายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้ร้องดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้แพทย์ตรวจไม่พบบาดแผลที่อวัยวะเพศและทวารหนัก ไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของน้ำอสุจิที่ปากทวารหนักและภายในทวารหนักของผู้ร้องก็ไม่เป็นพิรุธ เนื่องจากแพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้ร้องหลังเกิดเหตุครั้งหลังสุดแล้วเป็นเวลาปีเศษ จึงไม่พบอสุจิ แม้คำเบิกความของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดด้วยในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีมีลักษณะเป็นคำซัดทอด แต่ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของผู้ร้องให้เป็นความผิดแต่เฉพาะจำเลย ทั้งไม่มีเหตุจูงใจที่ผู้ร้องจะเบิกความเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์จากคำเบิกความดังกล่าว จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ นอกจากนั้นผู้ร้องยืนยันว่าบุคคลตามภาพถ่ายและข้อมูลทะเบียนราษฎรคือ พระ ส. (จำเลย) บุคคลที่ได้ล่วงละเมิดทางเพศ โดยผู้ร้องเบิกความว่า ได้รู้จักจำเลยผ่านเฟซบุ๊ก จำเลยใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า พุทธยันตีศรีล้านนา แม่ท่าช้าง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าเล่นเฟซบุ๊กโดยใช้ชื่อดังกล่าว แม้จากการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ยึดได้ตามบันทึกการตรวจค้น/ตรวจยึดเพื่อตรวจสอบ จะไม่พบแฟ้มข้อมูลภาพและแฟ้มข้อมูลที่มีภาพบุคคลเปลือยกายในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ก็เนื่องจากรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวได้ตรวจสอบรายการในโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากเกิดเหตุ ทั้งผู้ร้องให้การในชั้นสอบสวนว่า เนื้อหาการสนทนาในเฟซบุ๊ก ปัจจุบันไม่มีอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือในเฟซบุ๊กของผู้ร้องเนื่องจากได้ลบบทสนทนาดังกล่าว ทั้งได้เปลี่ยนโทรศัพท์เคลื่อนที่และหมายเลขโทรศัพท์อยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นผู้ร้องยังเบิกความว่าได้เดินทางไปกับนาย ต. เพื่อขายบริการทางเพศให้แก่จำเลย และผู้ร้องได้เดินทางไปกับนาย ธ. ไปขายบริการทางเพศให้แก่จำเลย โดยนาย ธ. ให้การยืนยันในชั้นสอบสวนว่า ขณะที่นาย ธ. มีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ผู้ร้องก็เห็นเพราะเคยไปด้วยกัน ประกอบกับผู้ร้องมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยถึง 3 ครั้ง เมื่อผู้ร้องเบิกความได้สอดคล้องเชื่อมโยงกับเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย ทั้งผู้ร้องเบิกความหลังเกิดเหตุถึง 3 ปีเศษ การจดจำรายละเอียดต่าง ๆ อาจคลาดเคลื่อนหรือจำไม่ได้ ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของผู้ร้องเสียไป จึงเชื่อว่าผู้ร้องเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่รู้เห็นมาจริง พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ แต่เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ให้เพิ่มความในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็น "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานกระทำชำเราว่าจะต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้ถูกกระทำ จึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด อันเป็นการปรับปรุงนิยามคำว่า "กระทำชำเรา" ให้ชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะการกระทำชำเราทางธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ขึ้นไปคร่อมตัวผู้ร้องแล้วเอาอวัยวะเพศของผู้ร้องสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของจำเลยจากนั้นจำเลยขยับตัวขึ้นลงหลายครั้งจนสำเร็จความใคร่ โดยไม่ได้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้ร้องจึงไม่เป็นการกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) อีกต่อไป แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สมควรทางเพศอันเป็นการล่วงเกินผู้ร้องแล้ว จึงเป็นการล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้ร้อง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง แต่การกระทำของจำเลยที่ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 รูดขึ้นรูดลงเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยนั้น แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ให้ความหมายของการกระทำชำเราว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นหรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นก็ตาม แต่กรณีการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นนั้น หากเป็นกรณีชายกระทำต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าในทวารหนักของผู้ถูกกระทำ หรือใช้อวัยวะเพศของชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้กระทำด้วย จึงจะเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อคดีได้ความว่าจำเลยเพียงแต่ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 รูดขึ้นรูดลงเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ทั้งการกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ไม่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และแม้จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ยกเลิกความในมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) มาใช้บังคับแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามนี้ กฎหมายบัญญัติโดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลผู้เยาว์ และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการอันใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ผู้เยาว์แม้จะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองของผู้ดูแลผู้เยาว์ ของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดคำว่า "พราก" โดยวิธีการอย่างใด และไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือโดยมี ผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำ หากมีผู้กระทำต่อผู้เยาว์ในทางเสื่อมเสียและเสียหายย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด การที่ผู้ร้องซึ่งอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดา แม้ออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับเพื่อน แต่ได้กลับมาหาโจทก์ร่วมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยขอเงินโจทก์ร่วมใช้ในบางครั้ง ทั้งโจทก์ร่วมเคยออกไปตามผู้ร้องให้กลับบ้าน เมื่อผู้ร้องถูกจำเลยพาไปล่วงละเมิดทางเพศ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้อำนาจปกครองดูแลของโจทก์ร่วมย่อมถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรานี้จะต้องถึงขนาดเป็นการกระทำที่ต้องพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองตั้งแต่ออกจากบ้าน ถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด ดังนั้น เมื่อผู้ร้องออกจากบ้านแล้วถูกจำเลยกระทำลักษณะเสื่อมเสียเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกผู้เยาว์ไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของโจทก์ร่วม อันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องมาเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหาผู้ร้องให้ไปขายบริการทางเพศแก่เพื่อนจำเลยที่วัด ท. เมื่อผู้ร้องไปถึงกุฏิพบจำเลย จำเลยแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนจำเลยซึ่งเป็นพระสงฆ์ จากนั้นเพื่อนจำเลยได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ร้องจนสำเร็จความใคร่ แล้วเพื่อนจำเลยให้เงินผู้ร้อง 500 บาท การกระทำของจำเลยถือเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นอันเป็นการละเมิดต่อผู้ร้อง จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาทนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่), 282 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 35 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 277 วรรคสอง (เดิม) ม. 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 279 วรรคสี่ (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
ผู้ร้อง — นาย ช. โดยนางสาว น. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2564
#686428
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผิดนัดภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์ที่ 1 ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 5 และที่ 7 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผิดนัด เนื่องจากไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 5 และที่ 7 ผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 5 และที่ 7 ชำระหนี้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาหกสิบวันหรือพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันอันต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้มอบอำนาจดังกล่าวไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนำสืบหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอีกว่าถูกต้องหรือไม่ และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความรับกันแล้วว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีโดยชอบแล้ว

จำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้การยอมรับว่าลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินจริง เพียงแต่อ้างว่าไม่มีมูลหนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวกันจริงหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินสมบูรณ์มีผลบังคับได้ตามกฎหมายและผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะตัวการ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ กรณีจึงไม่จำต้องใช้สัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานและไม่ต้องพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ว่า สัญญากู้ยืมเงิน ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์จะรับฟังได้หรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 72,478,378 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 69,230,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยที่ 5 และที่ 7 ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวในฐานะผู้ค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงิน 60,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2559 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2560 คิดดอกเบี้ยได้เท่าใดให้นำทบกับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของเงินที่ทบเข้ากันนั้นต่อไปจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2560) หลังวันฟ้องให้คิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวแบบไม่ทบต้นต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งเจ็ดในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินสองแปลงคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1460 และเลขที่ 1965 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต กับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในราคา 440,000,000 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 วางเงินมัดจำและชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 แล้วทั้งสิ้น 44,000,000 บาท แต่เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่สามารถหาเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 396,000,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ที่ 1 ได้ ครั้นวันที่ 5 มิถุนายน 2557 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในราคา 340,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระราคาที่ดินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 แล้ว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 4 และที่ 6 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 รวมสองฉบับ ฉบับละ 28,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 56,000,000 บาท โดยฉบับแรกมีจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้และมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน และฉบับที่สองมีจำเลยที่ 6 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้และมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.24 เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินในวันที่ 5 มิถุนายน 2559 จำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า ในการทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 กระทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ผู้ให้กู้ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 6 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ฎีกาคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 6 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 หรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่า สัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.24 ทำขึ้นก่อนมีการแก้ไขบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 จึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และบทบัญญัติมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ไม่ใช่บทตัดฟ้องว่าหากไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อน โจทก์ที่ 1 จะไม่มีอำนาจฟ้อง เพียงแต่ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยหลังพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ตามวรรคสองแห่งมาตราดังกล่าว เห็นว่า แม้สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.24 จะทำขึ้นก่อนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดไม่ชำระหนี้ในวันที่ 5 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดหลังจากวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวบัญญัติว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และมาตรา 19 บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์ที่ 1 ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 5 และที่ 7 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผิดนัด เนื่องจากไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 5 และที่ 7 ผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวอันเป็นเหตุเพียงทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 5 และที่ 7 ชำระหนี้เท่านั้นไม่ใช่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาหกสิบวันหรือพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันอันต้องบังคับตามมาตรา 686 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ดังที่โจทก์ที่ 1 อ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสองติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนและไม่ได้ขีดฆ่า จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวบุญมา ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้มอบอำนาจดังกล่าวไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนำสืบหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอีกว่าถูกต้องหรือไม่ และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความรับกันแล้วว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการสุดท้ายว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.21 และ จ.23 ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้การยอมรับว่าลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.21 และ จ.23 จริง เพียงแต่อ้างว่าไม่มีมูลหนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวกันจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 ทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจริง ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 4 ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงินในฐานะเป็นตัวการหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยแล้วว่า พยานโจทก์ทั้งสองมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงินมัดจำและราคาที่ดินที่ฝ่ายจำเลยชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ประกอบกับความสัมพันธ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และความสัมพันธ์ของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะตัวการต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินสมบูรณ์มีผลบังคับได้ตามกฎหมายและผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะตัวการ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในส่วนนี้ กรณีจึงไม่จำต้องใช้สัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานและไม่ต้องพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.21 และ จ.23 ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์จะรับฟังได้หรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กู้ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 84 (3) ม. 183 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ. กับพวก
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 -
ชื่อองค์คณะ
วราภรณ์ มากธนะรุ่ง ว่องเมทินี
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 198/2564
#664219
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบวงสรวง - น้ำร้อน ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการตรวจการจ้าง จัดทำเอกสารและลงลายมือชื่อทำการตรวจรับงานก่อสร้างโครงการดังกล่าว งวดที่ 10 และ 11 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 อันเป็นการรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 157, 162 (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การนับอายุความจึงต้องเริ่มนับพร้อมกัน โดยถือเอาคำฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการตรวจการจ้างลงลายมือชื่อในเอกสารตรวจรับงานโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบวงสรวง - น้ำร้อน เป็นการกระทำความผิด และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จและจะเป็นความผิดต่อเมื่อเจ้าพนักงานผู้นั้นลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารดังกล่าว ตราบใดที่เจ้าพนักงานผู้นั้นยังไม่ได้ลงลายมือรับรองเอกสารแล้วความผิดยังไม่เกิดขึ้น สัญญาโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบวงสรวง - น้ำร้อน กำหนดอายุโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จวันที่ 8 มิถุนายน 2551 จึงไม่ใช่วันกระทำความผิด เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารตรวจรับงาน ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ทำหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 10 และ 11 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาตามสัญญาแล้วก็ไม่มีผลทำให้เกิดการกระทำความผิดในวันที่ 8 มิถุนายน 2551 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในใบตรวจรับงานจ้างเหมาว่า จำเลยที่ 6 ทำงานงวดที่ 10 และ 11 ถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้างแล้วเสร็จ และได้ส่งมอบงานถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2551 ตามใบตรวจรับงานจ้างเหมา จึงถือว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2551 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 จึงอยู่ภายในอายุความสิบปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

หนังสือส่งงานก่อสร้างว่า จำเลยที่ 6 ได้ทำงานงวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายเสร็จสิ้นวันที่ 13 มิถุนายน 2551 เป็นความเท็จ ซึ่งความจริงงานงวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่างานงวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายที่จำเลยที่ 6 ทำหนังสือส่งงานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างต้องไม่รับตรวจงานจ้างดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับทำใบรับงานจ้างเหมาว่าผู้รับจ้างทำงานงวดที่ 10 และ 11 ถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้างแล้วเสร็จและได้ส่งมอบงานถูกต้องเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2551 จึงเห็นสมควรจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างตามสัญญา ตามใบตรวจรับงานจ้างเหมา จึงเป็นการทำเอกสารในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (4) (เดิม) และมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 162 (4) (เดิม) และมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157, 162 (4)

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 แถลงรับว่า ในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 งานก่อสร้างในงวดที่ 10 และ 11 ยังไม่แล้วเสร็จตามฟ้องแต่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ทำใบรับรองว่างานก่อสร้างดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 อ้างว่า เหตุที่ทำหนังสือส่งงานก่อสร้าง เนื่องจากจำเลยที่ 7 และที่ 8 ได้รับรายงานจากผู้ควบคุมงานของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ว่างานก่อสร้างเสร็จแล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) (ที่ถูก มาตรา 157 (เดิม), 162 (4) (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) (ที่ถูก มาตรา 157 (เดิม), 162 (4) (เดิม)) ประกอบมาตรา 83, 86 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 86) การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ที่ถูก มาตรา 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี คำรับของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี การกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ที่ถูก มาตรา 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83, 86 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 86) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 6 เป็นเงิน 12,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 7 และที่ 8 คนละ 2 ปี คำรับของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 6 เป็นเงิน 8,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 7 และที่ 8 คนละ 1 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม),162 (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 162 (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 กับให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลวิเชียรบุรี มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาล และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบายและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมาย จำเลยที่ 2 รับราชการตำแหน่งนายช่างโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลพุขาม จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการชุมชน จำเลยที่ 4 รับราชการตำแหน่งนายช่างโยธา 7 ว เทศบาลตำบลวิเชียรบุรี จำเลยที่ 5 รับราชการตำแหน่งนายช่างโยธา 6 ว เทศบาลตำบลวิเชียรบุรี จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายบวงสรวง - น้ำร้อน หมู่ที่ 12 และ 16 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นช่างควบคุมงานโครงการดังกล่าว ตามคำสั่งเทศบาลตำบลวิเชียรบุรี ที่ 236/2550 จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2550 เทศบาลตำบลวิเชียรบุรีได้ตกลงทำสัญญาจ้างเลขที่ 25/2550 ว่าจ้างจำเลยที่ 6 ให้เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนสายบวงสรวง-น้ำร้อน หมู่ที่ 12 และ 16 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเงิน 29,080,000 บาท ตกลงชำระเงินค่าจ้างรวม 12 งวด ตามความสำเร็จของงาน หากก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ผู้รับจ้างยินยอมชำระค่าปรับเป็นเงินวันละ 72,700 บาท กำหนดให้ผู้รับจ้างเริ่มทำงานภายในวันที่ 5 กันยายน 2550 และให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2551 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 คู่สัญญาตกลงขยายเวลาส่งมอบงานเป็นวันที่ 8 มิถุนายน 2551 โดยไม่ต้องชำระค่าปรับ จำเลยที่ 6 ส่งมอบงานมีการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินให้จำเลยที่ 6 ไปแล้ว 9 งวด รวมเป็นเงิน 23,374,504 บาท เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2551 คู่สัญญาตกลงตัดค่างานในส่วนที่ขาดหายไปเป็นเงิน 338,737 บาท ต่อมา จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ทำหนังสือฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ถึงจำเลยที่ 1 ขอส่งงานก่อสร้าง งวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายโดยระบุว่า ก่อสร้างคันหินรางตื้นแล้วเสร็จ งานก่อสร้างทางเชื่อม ทางเท้าแล้วเสร็จ งานก่อสร้างเดินท่อร้อยสายไฟพร้อมติดตั้งดวงโคมไฟฟ้าแล้วเสร็จ งานติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า งานหยอดยางรอยต่อพื้นถนนคอนกรีต งานตีเส้นเครื่องหมายจราจร งานติดตั้งเครื่องหมาย หลักกันโค้งงานส่วนที่เหลือทั้งหมดแล้วเสร็จครบถ้วนตามแบบรูปและรายการก่อสร้าง พร้อมทั้งทำความสะอาดบริเวณสถานที่ก่อสร้างให้เรียบร้อย ราคางานก่อสร้าง 5,705,496 บาท โดยไม่ตัดค่างานตามบันทึกแนบท้ายสัญญาฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้จัดทำเอกสารและลงลายมือชื่อในใบรับรองของช่างผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ว่างานก่อสร้างงวดที่ 10 และ 11 คืองานก่อสร้างคันหินรางตื้นแล้วเสร็จ งานก่อสร้างทางเชื่อม ทางเท้าแล้วเสร็จ และงานก่อสร้างเดินท่อร้อยสายไฟพร้อมติดตั้งดวงโคมไฟฟ้าแล้วเสร็จ เกินกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาจ้าง 4 วัน ค่าปรับวันละ 72,700 บาท รวมเป็นเงิน 290,800 บาท ผลการก่อสร้างเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดทำใบตรวจรับงานจ้างเหมาและลงลายมือชื่อตรวจรับงานก่อสร้างโครงการดังกล่าวในงวดที่ 10 และ 11 โดยการก่อสร้างงานก่อสร้างคันหินรางตื้นแล้วเสร็จ งานก่อสร้างทางเชื่อมทางเท้าแล้วเสร็จ และงานก่อสร้างเดินท่อร้อยสายไฟพร้อมติดตั้งดวงโคมไฟฟ้าแล้วเสร็จถูกต้องครบถ้วนและส่งมอบงานถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2551 และจัดทำใบตรวจรับงานจ้างรายงานนายกเทศมนตรีตำบลวิเชียรบุรีพร้อมเสนอความเห็นสมควรจ่ายเงินตามสัญญาเป็นเงิน 4,997,443 บาท ให้แก่จำเลยที่ 6 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 7 หุ้นส่วนผู้จัดการมีหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลวิเชียรบุรีเพื่อขอรับเงินค่าก่อสร้าง งวดที่ 10 และ 11 จากเทศบาลตำบลวิเชียรบุรี ต่อมาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 8 หุ้นส่วนผู้จัดการทวงถามเงินค่าก่อสร้าง งวดที่ 10 และ 11 เป็นเงิน 4,997,443 แต่เทศบาลตำบลวิเชียรบุรีไม่อนุมัติให้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 6 เนื่องจากงานก่อสร้างงวดที่ 10 และ 11 ยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนฎีกา จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 จึงเป็นข้อยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในปัญหาว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่เสียก่อน เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบวงสรวง - น้ำร้อน ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการตรวจการจ้างจัดทำเอกสารและลงลายมือชื่อทำการตรวจรับงานก่อสร้างโครงการดังกล่าว งวดที่ 10 และ 11 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 อันเป็นการรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การนับอายุความจึงต้องเริ่มนับพร้อมกัน โดยถือเอาคำฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการตรวจการจ้างลงลายมือชื่อในเอกสารตรวจรับงานโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบวงสรวง - น้ำร้อน เป็นการกระทำความผิด และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จและจะเป็นความผิดต่อเมื่อเจ้าพนักงานผู้นั้นลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารดังกล่าวตราบใดที่เจ้าพนักงานผู้นั้นยังไม่ได้ลงลายมือรับรองเอกสารแล้วความผิดยังไม่เกิดขึ้นสัญญาโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบวงสรวง - น้ำร้อน กำหนดอายุโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จวันที่ 8 มิถุนายน 2551 จึงไม่ใช่วันกระทำความผิด เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารตรวจรับงาน ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ทำหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 10 และ 11 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาตามสัญญาแล้วก็ไม่มีผลทำให้เกิดการกระทำความผิดในวันที่ 8 มิถุนายน 2551 ตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในใบตรวจรับงานจ้างเหมาว่าจำเลยที่ 6 ทำงานงวดที่ 10 และ 11 ถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้างแล้วเสร็จ และได้ส่งมอบงานถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2551 จึงถือว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2551 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 จึงอยู่ภายในอายุความสิบปีฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า หนังสือส่งงานก่อสร้างว่า จำเลยที่ 6 ได้ทำงานงวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายเสร็จสิ้นวันที่ 13 มิถุนายน 2551 จึงเป็นความเท็จซึ่งความจริงงานงวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่างานงวดที่ 10 งวดที่ 11 และงวดสุดท้ายที่จำเลยที่ 6 ทำหนังสือส่งงานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างต้องไม่รับตรวจงานจ้างดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับทำใบรับงานจ้างเหมาว่าผู้รับจ้างทำงานงวดที่ 10 และ 11 ถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้างแล้วเสร็จและได้ส่งมอบงานถูกต้องเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2551 จึงเห็นสมควรจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างตามสัญญา จึงเป็นการทำเอกสารในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) (เดิม) และมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) (เดิม) และมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 95 (3) ม. 157 ม. 162 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 6
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 — นายสมเกียรติ อุงจิตต์ตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2564
#649854
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ซึ่งเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในภาค 2 และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่า ความผิดนั้นมีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป แม้โจทก์จะมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตาม ป.อ. มาตรา 210 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามมาตรา 210 วรรคสอง ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 210, 289, 290 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1102/2561 ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณานายสมศรี บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายธีรศักดิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งห้าให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 290 วรรคสอง, 289 (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรคนละ 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1094/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลให้รอการลงโทษจึงไม่อาจนับโทษต่อ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกคำร้องที่ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2561 เวลากลางคืน มีการแสดงหมอลำที่บ้านชาติ หมู่ที่ 5 และที่บ้านหัวฝาย หมู่ที่ 6 จำเลยทั้งห้ากับพวกชมการแสดงหมอลำที่บ้านหัวฝายก่อนแล้วจึงพากันไปชมการแสดงที่บ้านชาติ จนกระทั่งใกล้เวลา 1 นาฬิกา ของวันที่ 8 เมษายน 2561 มีกลุ่มวัยรุ่นไม่ทราบว่ามาจากหมู่บ้านใดเข้ามาล้อมจำเลยทั้งห้ากับพวกแล้วขว้างขวดใส่ เป็นเหตุให้นายสุริยันต์หรือโก๊ะตี๋ พวกของจำเลยทั้งห้าได้รับบาดเจ็บเลือดออกที่บริเวณใบหน้า เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณงานเข้าห้ามทั้งสองกลุ่มไม่ให้วิวาทกันและนำจำเลยทั้งห้ากับพวกออกจากงานโดยตามไปส่งจนถึงบ้านหัวฝาย ต่อมาเวลา 1 นาฬิกาเศษ ของวันเกิดเหตุ ขณะที่ผู้ตายเดินอยู่บนถนนสายบ้านเปือยใหญ่ – บ้านชาติ บริเวณหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเปือยใหญ่ จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาพบจึงขว้างขวดเบียร์ใส่ เตะ ถีบ และกระทืบใบหน้ากับศีรษะของผู้ตายหลายครั้ง ผู้ตายถูกนำส่งโรงพยาบาลและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บมีเลือดออกจากการกระแทกของแข็งไม่มีคมอย่างแรง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีคู่ความฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และยกคำร้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้พยานโจทก์ดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่เบิกความว่าที่หน้าร้านค้ายายขาวที่บ้านหัวฝายมีการพูดคุยตกลงกันว่าจะไปทำร้ายกลุ่มวัยรุ่นบ้านชาติเพื่อเป็นการแก้แค้นที่นายสุริยันต์ถูกทำร้ายบาดเจ็บมาก่อนก็ตาม แต่โจทก์ก็มีนายภัควัตรเบิกความยืนยันว่า ที่หน้าร้านค้ายายขาวมีการพูดคุยตกลงกันว่าจะไปเอาคืน ซึ่งหมายถึงแก้แค้นกลุ่มวัยรุ่นบ้านชาติ แต่พยานไม่ไปเพราะพาน้องอายุยังน้อยมาด้วยจึงกลับบ้านพร้อมกับรถกระบะของนายสมหวัง นายภัควัตรรู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเบิกความได้ต่อเนื่องเชื่อมโยงและสมเหตุสมผล ทั้งสอดคล้องกับคำเบิกความตอนหนึ่งของนายสุริยันต์ที่ว่ากลุ่มนายสมหวังกลับบ้านไปก่อน คำเบิกความของนายภัควัตรจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาและดำเนินคดีแก่นายภัควัตรก็เนื่องจากนายภัควัตรไม่ได้ร่วมเดินทางไปก่อเหตุด้วย หาได้มีข้อพิรุธว่าจะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดอย่างที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ เมื่อฟังคำเบิกความของนายภัควัตรประกอบกับพยานโจทก์ปากอื่น ๆ ที่ว่ามีการรวมตัวกันที่หน้าร้านค้ายายขาวที่บ้านหัวฝายก่อนเดินทางไปบ้านชาติ ซึ่ง ณ ที่นั้นมีนายสุริยันต์ที่เพิ่งถูกทำร้ายมาและยังมีบาดแผลบนใบหน้าให้เห็นอยู่ด้วย ทั้งมีการชักชวนนายวิชัย นายอนุรักษ์และนายพลากรให้ร่วมเดินทางไปบ้านชาติด้วย อันเป็นพฤติกรรมรวบรวมพรรคพวกเพื่อไปก่อเหตุมากกว่าไปชมการแสดงหมอลำตามข้ออ้าง ซึ่งขณะนั้นการแสดงน่าจะเลิกแล้ว เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบผู้ตายเดินอยู่บนถนนเพียงลำพังก็เข้าทำร้ายทันที โดยนายสุริยันต์เบิกความถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ว่า มีคนในกลุ่มพยานตะโกนว่าผู้ตายเป็นคนขว้างขวดใส่พยาน พยานจึงขว้างขวดเบียร์ใส่ผู้ตายและพวกพยานเข้ารุมทำร้ายผู้ตาย ข้อเท็จจริงเหล่านี้ล้วนเป็นข้อบ่งชี้ว่า ก่อนเกิดเหตุมีการคบคิดประชุมวางแผนและตกลงกันที่หน้าร้านค้ายายขาวที่บ้านหัวฝายว่าจะไปแก้แค้นกลุ่มวัยรุ่นบ้านชาติ โดยมีการตระเตรียมขวดเบียร์ที่ใช้ขว้างผู้ตายไปด้วย แม้นายสุริยันต์จะเบิกความอ้างว่าเรื่องที่ตนเองถูกทำร้ายและต้องการแก้แค้นนั้นเป็นความคิดอยู่ในใจไม่ได้บอกพวกของตนก็ตาม แต่เป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันทันที ในชั้นสอบสวนนายสุริยันต์นายวิชัยและนายอนุรักษ์ก็ได้ให้การไว้ในฐานะพยานโดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงตรงกันว่าก่อนเกิดเหตุมีการประชุมกันที่หน้าร้านค้ายายขาวที่บ้านหัวฝายว่า จะกลับไปเอาคืนหรือแก้แค้นกลุ่มวัยรุ่นที่ทำร้ายนายสุริยันต์ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมด้วย โดยพันตำรวจโทศราวุธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนศิลา เบิกความยืนยันว่า ในการสอบปากคำพยานทั้งสามปากดังกล่าวมีผู้ปกครองหรือบุคคลที่พยานไว้วางใจร่วมฟังการสอบสวนและได้สอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ นายสุริยันต์และนายอนุรักษ์ให้การในวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุ ส่วนนายวิชัยให้การหลังเกิดเหตุเพียงสองวัน เชื่อว่าขณะนั้นไม่มีโอกาสคิดปรุงแต่งเรื่องเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำหรือช่วยเหลือจำเลยที่ 2 กับพวก แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การดังกล่าว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและสหวิชาชีพหาได้มีการจูงใจหรือกระทำโดยไม่ชอบอย่างที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในเหตุการณ์ตลอดตั้งแต่ตอนชมการแสดงหมอลำที่บ้านหัวฝายแล้วย้ายไปชมการแสดงที่บ้านชาติ ตอนเกิดเหตุที่นายสุริยันต์ได้รับบาดเจ็บที่บ้านชาติ ตอนกลับมารวมตัวกันที่หน้าร้านค้ายายขาวที่บ้านหัวฝาย ตลอดจนตอนกลับไปที่บ้านชาติอีกครั้งและเกิดเหตุทำร้ายผู้ตายซึ่งเป็นวัยรุ่นกลุ่มบ้านชาติ เช่นนี้ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดประชุมวางแผนและตกลงว่าจะไปทำร้ายผู้อื่นด้วย เมื่อเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร โดยหาจำต้องเป็นการสมคบเพื่อทำร้ายบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงอย่างที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในภาค 2 และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่า ความผิดนั้นมีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป แม้โจทก์จะมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามมาตรา 210 วรรคสอง ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 210 ม. 295
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางอรุณีย์ ปัทมามาลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2564
#664270
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ และผู้เสียหายที่ 3 อายุ 15 ปีเศษ ไปขายบริการทางเพศ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 และวันที่ 19 สิงหาคม 2561 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กระทำสิ่งใดอันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ใหม่ การกระทำที่สมคบเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์มีเพียงครั้งเดียวตั้งแต่แรกที่พันตำรวจโท ก. กับพวกทำการล่อซื้อบริการทางเพศผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จากจำเลยกับพวกครั้งแรก การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปขายบริการทางเพศแก่สายลับที่ล่อซื้ออีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 จึงเป็นเพียงการอาศัยการสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตั้งแต่แรกที่เคยล่อซื้อบริการทางเพศมาแล้วเท่านั้น มิได้มีการกระทำอันเป็นการสมคบขึ้นใหม่อันจะเป็นความผิดทุกครั้งที่มีการซื้อบริการทางเพศ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ที่ได้กระทำในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 เพียงกรรมเดียว แต่ไม่มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของวันที่ 19 สิงหาคม 2561 อีกกรรมหนึ่ง และความผิดฐานสมคบกันเพื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นความผิดฐานคนละกรรมกับความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 282, 317, 319 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (9), 78 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และถุงยางอนามัยของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม, 317 วรรคสาม, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (9), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารและเพื่อหากำไรตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.8 จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อการอนาจารและเพื่อหากำไรโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามฟ้องข้อ 1.5 และข้อ 1.11 จำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และฐานร่วมกันบังคับ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรอันมีลักษณะลามกอนาจาร ในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1.1 กับข้อ 1.3 และข้อ 1.7 กับข้อ 1.9 ต่างวันและเวลากัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี เป็นจำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยผู้นั้นยินยอม และฐานร่วมกันบังคับ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรอันมีลักษณะลามกอนาจาร ในส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1.4 กับข้อ 1.6 และข้อ 1.10 กับข้อ 1.12 ต่างวันและเวลากัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน รวมจำคุกมีกำหนด 20 ปี 24 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 12 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมบ้านอุเบกขา มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษาโดยให้หักวันควบคุมระหว่างฝึกอบรม ให้จำเลยศึกษาเล่าเรียนการศึกษานอกโรงเรียนให้จบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้จำเลยฝึกอาชีพที่ถนัดอย่างน้อย 3 อาชีพ ให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและฝึกอบรม หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังควบคุมตัวไม่ครบกำหนด ระยะเวลาฝึกอบรมเหลือระยะเวลาเท่าไหร่ ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกที่เรือนจำจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าวต่อไปตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคท้าย ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และถุงยางอนามัยของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.4 อีกหนึ่งกรรมด้วยและไม่ใช่เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ตามคำฟ้องข้อ 1.3 และ ข้อ 1.6 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว ให้ลงโทษฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามฟ้องข้อ 1.7 และ ข้อ 1.10 สำหรับความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยผู้นั้นยินยอม และฐานร่วมกันบังคับ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรอันมีลักษณะลามกอนาจาร ในส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เป็นการกระทำอันกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นของจำเลยที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้หลังจากลดโทษแล้ว 10 ปี 12 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลย 11 ปี 12 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกของจำเลยเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมบ้านอุเบกขาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาประการเดียวว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ ไปขายบริการทางเพศ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 และวันที่ 19 สิงหาคม 2561 และพาผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 15 ปีเศษ ไปขายบริการทางเพศ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 และวันที่ 19 สิงหาคม 2561 การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบทุกครั้งที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปขายบริการทางเพศตามข้อ 1.1, 1.4, 1.7 และข้อ 1.10 ตามฟ้องนั้น ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่พันตำรวจโท ก. กับพวกจะทำการล่อซื้อบริการทางเพศผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จากจำเลยกับนาย ส. เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 และวันที่ 19 สิงหาคม 2561 จำเลยกับนาย ส. สมคบกันโดยใช้ชื่อบนแอปพลิเคชันว่า โจโฉหรือเจมส์ บ้านนา ผ่านสื่อออนไลน์ทางเฟซบุ๊ก เสนอขายบริการทางเพศ และแต่ละครั้งจำเลยมีหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปส่งให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อตามสถานที่ที่สายลับนัดหมายเพื่อให้บริการทางเพศโดยแสดงตนว่า ชื่อ จ. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงด้วยว่า แต่ละครั้งที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปขายบริการทางเพศ ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนาย ส. จะได้มีการกระทำสิ่งใดอันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ใหม่ ดังนี้ เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยกับพวกที่สมคบเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์มีเพียงครั้งเดียวตั้งแต่แรกที่พันตำรวจโท ก. พยานโจทก์ทำการล่อซื้อบริการทางเพศผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จากจำเลยกับนาย ส. เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปขายบริการทางเพศแก่สายลับที่ล่อซื้ออีก เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2561 จึงเป็นเพียงการอาศัยการสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตั้งแต่แรกที่เคยล่อซื้อบริการทางเพศจากจำเลยกับนาย ส. มาแล้วเท่านั้น มิได้มีการกระทำอันเป็นการสมคบขึ้นใหม่อันจะเป็นความผิดทุกครั้งที่มีการซื้อบริการทางเพศจากจำเลยกับนาย ส. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบห้าปีและผู้เสียหายที่ 3 อายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.4 อีกกรรมหนึ่งเพียงกรรมเดียว มิใช่เป็นความผิดทุกครั้งที่จำเลยกับพวกเป็นธุระจัดหาหรือชักพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปเพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2561 อีก จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.10 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษนาย ส. พวกของจำเลยซึ่งกระทำความผิดมูลกรณีเดียวกันในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งที่โจทก์แนบมาท้ายฎีกา แม้คดีดังกล่าวจะถึงที่สุด แต่หาได้มีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 9 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมศักดิ์ แก้วเจริญไพศาล
- นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 120/2564
#681808
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นาย ค. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินและกรมที่ดิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาย ค. เจ้าของโฉนดที่ดินเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในคดีนี้ด้วย ซึ่งแม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อาจเกิดความผิดพลาดเนื่องจากไม่ได้ทำการรังวัดทำแผนที่หรือสอบสวนบุคคลผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินจึงออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ก็ตาม แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีประสงค์จะดำเนินคดีเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคแปด คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และขอให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็โดยมีเจตนาเพื่อจะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดมหาสารคาม
ผู้ฟ้องคดี — นาง ก.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาเชียงยืน กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 119/2564
#684122
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย ที่ ๑ นายอำเภอวารินชำราบ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และนำป้ายที่ดินชุมชน/ที่สาธารณประโยชน์ ป่าดอนกลางมาปิดไว้บริเวณดังกล่าว และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีออกไปจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครอง โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
กฎกระทรวงฉบับที่ 26 (พ.ศ. 2516) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 45 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 118/2564
#684125
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร ได้รับเงินส่วนหนึ่งจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และในกรณีกองทุนมีจำนวนเงินไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานและค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม มาตรา ๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้รัฐพึงจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเข้าสมทบกองทุนเท่าจำนวนที่จำเป็น โดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้กองทุนไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำเลย จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทที่ดินระหว่างนางสาว จ. โจทก์ที่ ๑ กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำเลย ซึ่งมีสาระสำคัญว่า โจทก์ที่ ๑ ในฐานะผู้เช่าซื้อได้ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินกับจำเลยในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในราคา ๙๙๙,๗๘๗.๖๗ บาท ตกลงชำระพร้อมค่าบริการในอัตราร้อยละ ๓ ต่อปี ของค่าเช่าซื้อ โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ๕ ปี เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อโดยตรงโดยไม่ชักช้า ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินทั่วไปที่พบเห็นได้ในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน สัญญาพิพาทไม่มีข้อกำหนดให้อำนาจผู้ให้เช่าซื้อบังคับการให้เป็นไปตามสัญญาฝ่ายเดียวที่จะแสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครอง และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครนายก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว จ. กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 117/2564
#684120
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยผู้ฟ้องคดีนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร และเงินสดมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาอ้างว่าผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานล่วงเลยระยะเวลาแล้วเสร็จตามสัญญาโดยไม่ได้หักจำนวนวันที่ล่าช้าที่เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่บอกเลิกสัญญากับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการตามสัญญา โดยให้งดค่าปรับทำงานล่าช้าอันไม่ใช่ความผิดของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เงินค่างานพร้อมดอกเบี้ย และคืนหลักประกันสัญญา เห็นว่า แม้มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะ ด้านการศึกษา แต่ลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ระหว่าง ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเพียงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษา ครุศาสตร์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้นักศึกษาครุศาสตร์เข้าพักในขณะเข้ารับการศึกษากับผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีมอบให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดี อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดลำปาง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ฐ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 116/2564
#684121
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือ คำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการที่ผู้ถูกฟ้องคดีรับเงินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดีไปนั้นมิใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548
ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงเชียงราย
ผู้ฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง
ผู้ถูกฟ้องคดี — นาง ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 115/2564
#683754
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี หมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ กับศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี หมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ กับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ขัดแย้งกันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ กองทัพบก โจทก์เคยยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ สืบเนื่องจากผู้ร้องได้รับเงินดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ ต่อมาผู้ร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลจังหวัดอุดรธานีตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลจังหวัดอุดรธานีและศาลปกครองอุดรธานีมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และได้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานี ต่อมา ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ตามคำสั่งที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ และวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินบำนาญปกติและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีสิทธิจะเรียกคืนเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดว่า การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ให้คำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองนั้นกับประโยชน์สาธารณะประกอบกัน โดยที่ในกรณีที่เพิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลัง

การคืนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ผู้รับคำสั่งทางปกครองไปให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าเมื่อใดผู้รับคำสั่งทางปกครองได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง หรือตนได้รู้เช่นว่านั้นหากผู้นั้นมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้ถือว่าผู้นั้นตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป และในกรณีที่ผู้รับคำสั่งทางปกครองจะอ้างความเชื่อโดยสุจริตไม่ได้ตามที่บทบัญญัตินี้กำหนด ผู้นั้นต้องรับผิดคืนเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับไปเต็มจำนวน กรณีนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีในฐานะเจ้าของทรัพย์สินที่มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะหากถือเช่นนั้นแล้วผู้ฟ้องคดีก็จะมีสิทธิฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนได้ทั้งหมดเต็มจำนวนอย่างสิ้นเชิงซึ่งเป็นการไม่สอดคล้องหรือขัดต่อมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีจึงต้องเป็นไปตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่าง กองทัพบก กับผู้ร้อง เกี่ยวกับการเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.)

จึงเสร็จเด็ดขาดไปแล้วตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ส่วนคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี หมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ เป็นเรื่องที่กองทัพบกนำคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีเรียกให้ผู้ร้องคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญอีกครั้ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๖๖/๒๕๖๐ โดยศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งรับฟ้องแต่ต่อมามีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าเป็นฟ้องซ้ำกับคดีของศาลปกครอง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่โจทก์เคยฟ้องที่ศาลปกครอง ต่อมา คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำพิพากษาตามยอม เป็นคดีหมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ คดีถึงที่สุด กรณีจึงเห็นได้ว่าการที่ศาลจังหวัดอุดรธานียกคดีขึ้นมาพิจารณาพิพากษาใหม่เป็นผลมาจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ที่เห็นว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่รัฐใช้สิทธิเรียกร้องเงินคืนจากอดีตข้าราชการที่ได้รับไปเกินสิทธิ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ที่เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่การฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ และคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี หมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ จึงขัดแย้งกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคณะกรรมการจะวินิจฉัยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นอย่างไร เห็นว่า เมื่อคดีนี้กองทัพบกได้เคยยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีมาแล้วและได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยศาลยุติธรรมและศาลปกครอง มีความเห็นพ้องกันว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองอันเป็นกรณีตาม มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) จนมีการโอนสำนวนไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองแล้วตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีย่อมถือว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และคู่ความยอมรับเขตอำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ทั้งมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำสั่งของศาลและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก ซึ่งมีความหมายว่าคำสั่งของศาลจังหวัดอุดรธานีที่ให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองอุดรธานี เนื่องจากเห็นพ้องกันว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นที่สุด และย่อมผูกพันศาลและคู่ความว่าคดีพิพาทตามฟ้องโจทก์เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง การที่กองทัพบกนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องยังศาลจังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นศาลยุติธรรมอีกครั้ง ภายหลังจากศาลปกครองสูงสุดตามคำสั่งที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วย่อมเป็นการ

ขัดต่อมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อการกระทำของโจทก์ที่นำคดีซึ่งศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีความเห็นพ้องกันในเรื่องเขตอำนาจและคดีถึงที่สุดแล้วไปฟ้องยังศาลยุติธรรมอีกครั้ง อันเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดอุดรธานี ในคดีหมายเลขดำที่ พ. ๑๓๖๖/๒๕๖๐ คดีหมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ จึงไม่อาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาให้คดีนี้เสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ จึงให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส. หรือ จ่าเอก อ.
คู่กรณี — คำสั่งศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 114/2564
#683753
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังศาลมีคำสั่งเรียกปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินอ้างว่า ออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ที่อยู่ในเขตเขา ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนโฉนด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินตามที่ได้เพิกถอนไปให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกในพื้นที่ที่อยู่ในเขตเขา ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่ดินตามโฉนดจึงเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ว่าเจ้าของที่ดินเดิม และผู้ฟ้องคดีจะได้ครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับรัฐได้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่า โฉนดที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกในพื้นที่ที่อยู่ในเขตเขา ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมี คำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นของรัฐ ส่วนคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามที่ได้เพิกถอนไปให้แก่ผู้ฟ้องคดี ก็ล้วนแต่เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเลย
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ซ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 113/2564
#683752
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่ากระทำละเมิด ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่อ้างว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนเป็นทางสาธารณประโยชน์ และห้ามคัดค้านการรังวัดที่ดินตามโฉนดของผู้ฟ้องคดีตามสัญญาซื้อขายที่ดินเพื่อส่งมอบให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และให้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดของผู้ฟ้องคดี แม้ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็ตาม แต่การคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตที่ดินพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่เป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณะ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัด เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การคัดค้านการรังวัดดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นาง อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 112/2564
#683751
เปิดฉบับเต็ม

การโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มี ๒ กรณี ได้แก่ กรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ "คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การหรือก่อนพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ยื่นคำให้การเป็นอย่างช้าสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ ศาลที่รับฟ้องอาจรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวก็ได้ และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว..." กับกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้นำความในมาตรานี้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม เมื่อคดีนี้ ข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดมหาสารคาม ลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ระบุว่า ก่อนเริ่มสืบพยาน โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ฟ้องคดีได้แถลงต่อศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้ศาลจังหวัดมหาสารคามส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณา ดังนั้น การเริ่มกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคดีนี้จึงมิใช่จำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องตามนัยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิโต้แย้งเขตอำนาจศาล และแม้จำเลยทั้งสองจะแถลงโดยเห็นพ้องกับโจทก์ทั้งสองว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือโต้แย้งเขตอำนาจศาลยุติธรรมต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม กรณีจึงไม่เป็นไปตามรูปแบบและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๒ ที่กำหนดว่าคำร้องต้องทำเป็นหนังสือ... แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดมหาสารคามจะทำความเห็นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง และศาลปกครองขอนแก่นซึ่งเป็นศาลที่รับความเห็นก็มีความเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมที่รับฟ้อง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล แต่ก็มิใช่กรณีที่ศาลจังหวัดมหาสารคามซึ่งเป็นศาลผู้ส่งความเห็นได้ริเริ่มกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลโดยศาลเห็นเองตามนัยของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันในคดีนี้จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม คณะกรรมการไม่รับวินิจฉัย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมหาสารคาม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — นาง พ. กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางสาว ส. กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ