คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2544
#42659
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 แม้ว่าการที่จำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระภาษีอากรจำนวน71,124,210.58 บาท กับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าภาษีที่ค้างจำนวน 25,560,653.08 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 6740010/5/100422 ถึง 100425, 100428 และ100430 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 20 ถึง 25

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 6740010/5/100422 ถึง 100425, 100428 และ 100430 หรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินย่อมถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธินั้น เห็นว่า แม้คดีของโจทก์จะไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายดังกล่าว แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เมื่อหนี้ยังไม่แน่นอนจึงหาอาจถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วได้ไม่ แม้ว่าการที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สนธิธรรมคอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2544
#69545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้แต่ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่ง ของเจ้าพนักงานประเมินได้ หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินที่โจทก์นำมาฟ้องจึงเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ แม้คดีของโจทก์ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 55 เมื่อหนี้ยังไม่แน่นอนจึงหาอาจถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วได้ไม่ แม้การที่จำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗๑,๑๒๔,๒๑๐.๕๘ บาท กับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของค่าภาษีที่ค้างจำนวน ๒๕,๕๖๐,๖๕๓.๐๘ บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ๖๗๔๐๐๑๐/๕/๑๐๐๔๒๒ ถึง ๑๐๐๔๒๕, ๑๐๐๔๒๘ และ ๑๐๐๔๓๐

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องข้อหาตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ๖๗๔๐๐๑๐/๕/๑๐๐๔๒๒ ถึง ๑๐๐๔๒๕, ๑๐๐๔๒๘ และ ๑๐๐๔๓๐ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินย่อมถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธินั้น เห็นว่า แม้คดีของโจทก์จะไม่อยู่ในบังคับ แห่งบทกฎหมายดังกล่าว แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ เมื่อหนี้ยังไม่แน่นอนจึงหาอาจ ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วได้ไม่ แม้ว่าการที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นนี้ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสนธิธรรมคอนสตรัคชั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7402 -ที่ 7403/2544
#43369
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ทั้งสองในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไปจำนวนมากน้อยเท่าใด และโจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าวด้วยเงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยเป็นนายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสองถือว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5

แม้จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 17 วรรคสามกำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ก็ตามแต่ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วยเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ก็ได้ ศาลแรงงานกลางจึงต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในส่วนนี้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 24,000 บาท และจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 18,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 6,000 บาท และจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากเงินต้นที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์แต่ละคนดังกล่าวด้วย โดยให้คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 อันเป็นวันผิดนัดไปจนถึงวันชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง คำให้การของจำเลยทั้งสองสำนวนและคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2541 ในตำแหน่งพนักงานขายได้รับเงินเดือนสุดท้ายในอัตราเดือนละ 9,450 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 16ธันวาคม 2541 ในตำแหน่งพนักงานขายได้รับเงินเดือนสุดท้ายในอัตราเดือนละ 10,600 บาท นอกจากนี้ในการทำงานจำเลยได้จ่ายค่าน้ำมันรถและค่าสึกหรอให้โจทก์ทั้งสองคนละ 5,500 บาท และค่าโทรศัพท์คนละ500 บาท ต่อเดือน โดยเป็นการเหมาจ่าย โจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือค่าโทรศัพท์ต่อจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ในการเลิกจ้างนั้นจำเลยได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,450 บาท ค่าชดเชยจำนวน 28,350 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน1,417.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 39,217.50 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 10,600 บาท ค่าชดเชยจำนวน 31,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน2,826.66 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 45,226.66 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนประการแรกว่า ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองรวมคนละ 6,000 บาท ต่อเดือนนั้นเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ทั้งสองในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่หรือได้ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด อีกทั้งโจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าวอีกด้วย เงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยนำเอาค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ไปรวมเข้ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองเป็นฐานในการคำนวณด้วยจึงชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนต่อไปว่า จำเลยจะยกเหตุเลิกจ้างอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างมาเป็นข้อต่อสู้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังยุติได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ได้ระบุเหตุของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสามที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ก็ได้ ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากโจทก์ทั้งสองมีความบกพร่องหรือมีความผิดตามคำให้การของจำเลยมาเป็นข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ได้นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลย แล้วพิพากษาในเรื่องนี้ใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมทั้งที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 35,000 บาทด้วย แล้วให้ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในเรื่องนี้ใหม่ และพิพากษาไปตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธงชัย พรศิริเสวี กับพวก
จำเลย — บริษัท ซีลเทค อินดัสตรีส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7402 -ที่ 7403/2544
#69570
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่ลูกจ้างในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงินเท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าลูกจ้างจะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมากน้อย เท่าใด ทั้งลูกจ้างไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าว เงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่ลูกจ้าง ตามสัญญาจ้าง ถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่าย บอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" ไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ก็ได้ การที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุว่าจำเลยจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์มีความบกพร่องหรือมีความผิดตามคำให้การของจำเลยมาเป็นข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่แก่ โจทก์ทั้งสองคนละ ๒๔,๐๐๐ บาท และจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมให้โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๘,๐๐๐ บาท จ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๖,๐๐๐ บาท และจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง คนละ ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากเงินต้นที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์แต่ละคนดังกล่าวด้วย โดยให้คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ อันเป็นวันผิดนัดไปจนถึงวันชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนประการแรกว่า ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองรวมคนละ ๖,๐๐๐ บาท ต่อเดือนนั้นเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ทั้งสองในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงินเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท เท่า ๆ กันทุกเดือนโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้เงินเป็นค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด อีกทั้งโจทก์ทั้งสองไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์เป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าวอีกด้วย เงินค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยนำเอาค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ ไปรวมเข้ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองเป็นฐานในการคำนวณด้วยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลย ทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนต่อไปว่า จำเลยจะยกเหตุเลิกจ้างอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างมาเป็นข้อต่อสู้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ได้ระบุเหตุผลของการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือ บอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น ข้อห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วย เนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างของนายจ้างว่ามีเหตุ อันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจไม่ใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ ก็ได้ ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากโจทก์ทั้งสองมีความบกพร่องหรือมีความผิดตามคำให้การของจำเลยมาเป็นข้อต่อสู้ในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้วพิพากษาในเรื่องนี้ใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมทั้งที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๓๕,๐๐๐ บาทด้วย แล้วให้ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยในเรื่องนี้ใหม่ และพิพากษาไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 (3) ม. 243 (2)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธงชัย พริศิริเสวี
จำเลย — บริษัทซีลเทค อินดัสตรีส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนบดี กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7399/2544
#42075
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีความหมายว่า สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ยังต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนเองกระทำ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง..." บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ยังต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนเองกระทำ อย่างไรก็ดีพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธเพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น สำหรับคดีนี้ แม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจตรีไสยู ดีสะท้าน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอหนองมะโมงจังหวัดชัยนาท เพียงปากเดียวเป็นพยานเบิกความว่า ได้สืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ชาวบ้านในละแวกนั้นจึงได้ใช้ให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและสามารถซื้อได้ 1 เม็ด ในราคา 100 บาท โดยพยานมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้นำสายลับผู้ล่อซื้อมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลก็ตาม แต่พยานปากนี้ก็ยืนยันว่าพยานได้พาสายลับไปปล่อยไว้ใกล้กับบ้านของจำเลย โดยพยานรออยู่ห่างจากจุดดังกล่าวประมาณ 100 เมตร หลังจากนั้นไม่นานสายลับนำเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ของกลางไปมอบให้แก่พยานโดยบอกว่าซื้อมาจากจำเลยในราคา 100 บาท เมื่อพยานเข้าไปที่บ้านของจำเลยและตรวจค้นตัวจำเลยก็พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋ากางเกงที่จำเลยสวมอยู่สมจริง พยานจึงจับกุมจำเลยยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางและธนบัตรฉบับดังกล่าวมาเป็นของกลางประกอบคดีโดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานปากนี้ให้เห็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยในถ้อยคำของพยานแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยหยิบยกเอาปัญหาปลีกย่อยหลายข้ออันเป็นพลความขึ้นอ้างในฎีกา เป็นต้นว่า หากจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก็น่าจะพบเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยด้วย แต่ผลการตรวจค้นบ้านของจำเลยไม่พบเมทแอมเฟตามีนจำนวนอื่นเลย รวมทั้งข้อที่ว่าหากสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยจริง เจ้าพนักงานตำรวจก็น่าจะค้นตัวจำเลยก่อนตรวจค้นบ้านพักซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นข้อพิรุธในคำพยานโจทก์ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่สายลับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาที่จำเลยยกขึ้นฎีกาเป็นเรื่องที่จำเลยคาดคิดไปเองไม่ใช่ข้อพิรุธอันควรระแวงสงสัยในคำพยานโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเป็นที่พอใจว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นาย สมหวัง อินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7395/2544
#44007
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายรับโอนที่ดินสามแปลงมาจากนาย อ. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ตาย โดยประเภทของการจดทะเบียนระบุว่าเป็นการขายแล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้อื่นในวันเดียวกันนั้นเอง ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทได้มาภายหลังการตายของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินที่กองมรดกได้มานั้นออกไป เงินได้จากการขายที่ดินจึงไม่ใช่เงินที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกตามที่ระบุในมาตรา 48(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากรฯ ซึ่งต้องเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้มีเงินได้อันเป็นมรดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา แต่เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกได้มาโดยทางอื่นตามมาตรา 48(4)(ข)

สำหรับจำนวนปีที่ถือครองนั้นต้องนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์จนถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้นตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 48(4) วรรคท้ายเมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมาเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2539 จึงต้องนับจำนวนปีที่ถือครองตั้งแต่ปี 2539 หาใช่นับตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาและเป็นผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา วรรจนาภิพัฒน์ ผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรผู้ตายเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 56 และมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับปีภาษี 2539 จึงออกหมายเรียกให้จำเลยที่ 1ไปพบเพื่อตรวจสอบไต่สวนพร้อมทั้งให้นำหลักฐานการมีเงินได้ การชำระภาษีอากร บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีสำหรับปี 2539 ไปมอบแก่เจ้าพนักงานประเมิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปพบและไม่นำเอกสารหลักฐานไปส่งมอบจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินพบว่าวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายขายที่ดินโฉนดเลขที่ 66376, 66378 และ 66379 แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร ของผู้ตายให้แก่บริษัทควีนปาร์คคาซ่า จำกัด ในราคา271,039,500 บาท โดยเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพ สาขาบางขุนเทียนหักชำระภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงินจำนวน 5,544,680 บาท และวันที่ 15พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14478 และ 14479 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครให้แก่นายมนตรี ภาวสันตานนท์ ในราคา 1,062,500 บาท โดยเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพ สาขาบางขุนเทียน หักชำระภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงินจำนวน26,563 บาท รวมเป็นเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่จำเลยที่ 1 ชำระไว้เป็นเงินภาษีของกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งจำนวน 5,571,243 บาท ซึ่งคำนวณตามมาตรา 48(4)(ข), 50(5)(ข) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์(ฉบับที่ 165) พ.ศ. 2529 มาตรา 4 อันเป็นการคำนวณหักค่าใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เนื่องจากการขายที่ดินดังกล่าว เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ของกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งซึ่งจะต้องหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ตามมาตรา 48(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และการคำนวณภาษีหักณ ที่จ่ายต้องคิดคำนวณตามมาตรา 48(4)(ก), 50(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากรโดยคิดคำนวณปีที่ถือครองนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย (วันที่ 10ตุลาคม 2534) ถึงวันที่จดทะเบียนโอนขายที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับปี 2539 จากเงินได้ขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งขาดไป เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเสียใหม่ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระภาษีขาดไปจำนวน32,764,714.50 บาท ซึ่งต้องชำระเงินเพิ่มคำนวณ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์2541 รวม 24 เดือน เป็นเงินจำนวน 11,795,297.22 บาท โจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์การประเมินโจทก์อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ได้เงินจำนวน70.99 บาท แยกเป็นภาษีอากรจำนวน 52.20 บาท กับเงินเพิ่มจำนวน18.79 บาท เมื่อนำไปหักกับหนี้ค่าภาษีค้างและเงินเพิ่มแล้ว จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายต้องชำระค่าภาษีจำนวน 44,549,940.73บาท กับเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันที่28 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้อง รวม 22 เดือน เป็นเงินจำนวน10,812,338.46 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีอากรทั้งสิ้นจำนวน 55,372,279.19บาท หนี้ค่าภาษีอากรของกองมรดกดังกล่าวย่อมตกทอดแก่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายแต่ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งสามขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน55,372,279.19 บาท และเงินเพิ่มภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินจำนวน 32,764,662.30 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ค่าภาษีที่โจทก์ฟ้องเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อเจ้าพนักงานหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเพิ่มเติมโดยอ้างว่าชำระภาษีขาดอันเป็นการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทผู้ตายจริง แต่ไม่ได้รับมรดกของผู้ตาย จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าภาษีตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นบิดาและผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา วรรจนาภิพัฒน์ ผู้ตาย จำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นบุตรผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2534ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ฟ้องนายอารอบ ปทุมแก้ว กับพวกให้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 66376, 66378 และ 66379 ตำบลบางบอนอำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร แก่ผู้ตายและจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนผู้ตายในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2537 ศาลฎีกาพิพากษาให้นายอารอบกับพวกโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ตายและรับเงินค่าที่ดินจำนวน 14,077,000 บาท โดยกำหนดให้โจทก์ในคดีดังกล่าว นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลภายใน 280 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาหากไม่วางเงินภายในกำหนดถือว่าผิดสัญญาและนายอารอบมีสิทธิริบเงินจำนวน 6,000,000 บาทที่ผู้ตายชำระแล้วทั้งหมด หากนายอารอบไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3324/2537 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 89 ถึง109 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ขายที่ดินของผู้ตาย2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 โดยจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 66376, 66378 และ 66379 ดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกา และขายที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่บริษัทควีนปาร์คคาซ่า จำกัดในวันเดียวกันในราคา 271,039,500 บาท เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษีณ ที่จ่ายไว้จำนวน 5,544,680 บาท และวันที่ 15 พฤษภาคม 2539ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14478 และ 14479 ตำบลท่าข้าม (ศีรษะกระบือ)อำเภอบางขุนเทียน นครหลวงกรุงเทพธนบุรี (ธนบุรี) ให้แก่นายมนตรีภาวสันตานนท์ ในราคา 1,062,500 บาท เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษีณ ที่จ่ายไว้จำนวน 26,563 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การหักภาษีเงินได้ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้จากการขายที่ดินตามฟ้องต้องคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 48(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และจำนวนปีที่ถือครองที่ดินต้องนับตั้งแต่ปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า เงินได้จากการขายที่ดินทั้งห้าแปลงตามฟ้อง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในชื่อกองมรดกของผู้ตายตามมาตรา 57 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อกองมรดกมีเงินได้ตามมาตรา 40(8) จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(5)(ก) โดยคำนวณตามมาตรา 48(4)(ก)สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา หรือหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(5)(ข) โดยคำนวณตามมาตรา 48(4)(ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นแล้วแต่กรณี แล้วนำส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 66376,66378 และ 66379 ปรากฏตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 112,114 และ 116 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนรับโอนมาจากนายอารอบ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3324/2537 โดยประเภทของการจดทะเบียนระบุว่า เป็นการขายเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์2539 แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่บริษัทควีนปาร์คคาซ่า จำกัด ในวันเดียวกันนั้นเอง ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทได้มาหลังการตายของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินที่กองมรดกได้มาดังกล่าวไปเงินได้จากการขายที่ดินจึงมิใช่เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกตามที่ระบุในมาตรา 48(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งต้องเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้มีเงินได้อันเป็นมรดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา แต่เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกได้มาโดยทางอื่นตามมาตรา 48(4)(ข)แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนจำนวนปีที่ถือครองนั้น ตามมาตรา 48(4) วรรคท้ายระบุว่าหมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 จึงต้องนับจำนวนปีที่ถือครองตั้งแต่ปี2539 หาใช่นับตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ การที่เจ้าพนักงานที่ดินคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้จากการขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวตามมาตรา 50(5)(ข) ประกอบมาตรา 48(4)(ข)แห่งประมวลรัษฎากรและนับจำนวนปีที่ถือครองเพียง 1 ปี จึงถูกต้องแล้วส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 14478 และ 14479 นั้น เป็นที่ดินที่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกมีอยู่แล้วก่อนตาย เงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(5)(ก) ประกอบมาตรา 48(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากรปรากฏตามตารางการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่เจ้าพนักงานของโจทก์ทำขึ้น และหนังสือของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 54 และ 78 และคำรับของนางสาววัฒนา กอสนานผู้ตรวจสอบการเสียภาษีรายนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณา วันที่ 16มิถุนายน 2543 ว่า เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยนำเงินได้จากการขายที่ดินมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 48(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และคิดจำนวนปีที่ถือครองนับตั้งแต่ปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นการคำนวณตรงตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับภาษีในส่วนนี้จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย จิ้นเว้ง แซ่เบ้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7395/2544
#69527
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการขายที่ดินทั้งห้าแปลงตามฟ้อง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในชื่อกองมรดกของผู้ตายตามมาตรา 57 ทวิ วรรคสอง เมื่อกองมรดกมีเงินได้ตามมาตรา 40(8) จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(5)(ก) โดยคำนวณตามมาตรา 48(4)(ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา หรือหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(5)(ข) โดยคำนวณตามมาตรา 48(4)(ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นแล้วแต่กรณี แล้วนำส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน

สำหรับที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนรับโอนมาจาก อ. ตามคำพิพากษา โดยประเภทของการจดทะเบียนระบุว่าเป็นการขายเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่ บริษัท ค. ในวันเดียวกันนั้นเอง ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทได้มาหลังการตายของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินที่กองมรดกได้มาดังกล่าวไป เงินได้จากการขายที่ดินมิใช่เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกตามที่ระบุในมาตรา 48(4)(ก) ซึ่งต้องเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้มีเงินได้อันเป็นมรดกหรือได้รับการให้โดยเสน่หา แต่เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกได้มาโดยทางอื่นตามมาตรา 48(4)(ข) ส่วนจำนวนปีที่ถือครองตามมาตรา 48(4) วรรคท้าย ระบุว่าหมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 จึงต้องนับจำนวนปีที่ถือครองตั้งแต่ปี 2539 หาใช่นับตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ การที่เจ้าพนักงานที่ดินคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้จากการขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวตามมาตรา 50(5)(ข) ประกอบมาตรา 48(4)(ข) และนับจำนวนปีที่ถือครองเพียง 1 ปี จึงถูกต้องแล้ว

ส่วนที่ดินที่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกมีอยู่แล้วก่อนตาย เมื่อผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวไป เงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(5)(ก) ประกอบมาตรา 48(4)(ก) ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยนำเงินได้จากการขายที่ดินมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 48(4)(ก) และคิดจำนวนปีที่ถือครองนับตั้งแต่ปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นการคำนวณตรงตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิที่เกี่ยวกับภาษีในส่วนนี้จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนววน ๕๕,๓๗๒,๒๗๙.๑๙ บาท และเงินเพิ่มภาษีอากรในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินจำนวน ๓๒,๗๖๔,๖๖๒.๓๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบิดาและผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา วรรจนาภิพัฒน์ ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นบุตรผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๔ ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ฟ้องนายอารอบ ปทุมแก้ว กับพวกให้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๓๗๖, ๖๖๓๗๘ และ ๖๖๓๗๙ แก่ผู้ตายและจำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนผู้ตายในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๗ ศาลฎีกาพิพากษาให้นายอารอบกับพวกโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ตาย และรับเงินค่าที่ดินจำนวน ๑๔,๐๗๗,๐๐๐ บาท โดยกำหนดให้โจทก์ในคดีดังกล่าวนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลภายใน ๒๘๐ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา หากไม่วางเงินภายในกำหนดถือว่าผิดสัญญาและนายอารอบมีสิทธิรับเงินจำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ตายชำระแล้วทั้งหมด หากนายอารอบไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๒๔/๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ขายที่ดินของผู้ตาย ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โดยจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๓๗๖, ๖๖๓๗๘ และ ๖๖๓๗๙ ดังกล่าว ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และขายที่ดิน ทั้งสามแปลงให้แก่บริษัทควีนปาร์คคาซ่า จำกัด ในวันเดียวกันในราคา ๒๗๑,๐๓๙,๕๐๐ บาท เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน ๕,๕๔๔,๖๘๐ บาท และวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๗๘ และ ๑๔๔๗๙ ตำบลท่าข้าม (ศีรษะกระบือ) อำเภอบางขุนเทียน นครหลวงกรุงเทพธนบุรี (ธนบุรี) ให้แก่นายมนตรี ภาวสันตานนท์ ในราคา ๑,๐๖๒,๕๐๐ บาท เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน ๒๖,๕๖๓ บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้จากการขายที่ดินตามฟ้องต้องคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๘ (๔) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และจำนวนปีที่ถือครองที่ดินต้องนับ ตั้งแต่ปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า เงินได้จากการขายที่ดินทั้งห้าแปลงตามฟ้อง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) แห่งประมวลรัษฎากรของกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในชื่อกองมรดกของผู้ตายตามมาตรา ๕๗ ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อกองมรดกมีเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๘) จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา ๕๐ (๕) (ก) โดยคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๔) (ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา หรือหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา ๕๐ (๕) (ข) โดยคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๔) (ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นแล้วแต่กรณี แล้วนำส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๓๗๖, ๖๖๓๗๘ และ ๖๖๓๗๙ ปรากฏตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.๑ แผ่นที่ ๑๑๒, ๑๑๔, และ ๑๑๖ ว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนรับโอนมาจากนายอารอบตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๒๔/๒๕๓๗ โดยประเภทของการจดทะเบียนระบุว่าเป็นการขายเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่บริษัทควีนปาร์คคาซ่า จำกัด ในวันเดียวกันนั้นเอง ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทได้มาหลังการตายของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินที่กองมรดกได้มาดังกล่าวไป เงินได้จากการขายที่ดินจึงมิใช่เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกตามที่ระบุในมาตรา ๔๘ (๔) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งต้องเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้มีเงินได้อันเป็นมรดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา แต่เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่กองมรดกได้มาโดยทางอื่นตามมาตรา ๔๘ (๔) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนจำนวนปีที่ถือครองนั้น ตามมาตรา ๔๘ (๔) วรรคท้าย ระบุว่าหมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทั้งสามแปลงดังกล่าวมาเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จึงต้องนับจำนวนปีที่ถือครองตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ หาใช่นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ การที่เจ้าพนักงานที่ดินคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้จากการขายที่ดิน ทั้งสามแปลงดังกล่าวตามมาตรา ๕๐ (๕) (ข) ประกอบมาตรา ๔๘ (๔) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรและนับจำนวนปีที่ ถือครองเพียง ๑ ปี จึงถูกต้องแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๗๘ และ ๑๔๔๗๙ นั้น เป็นที่ดินที่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกมีอยู่แล้วก่อนตาย เงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา ๕๐ (๕) (ก) ประกอบมาตรา ๔๘ (๔) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ปรากฏตามตารางการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่เจ้าพนักงานของโจทก์ทำขึ้น และหนังสือของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครเอกสารหมาย จ.๑ แผ่นที่ ๕๔ และ ๗๘ และคำรับของนางสาววัฒนา กอสนาน ผู้ตรวจสอบการเสียภาษีรายนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๓ ว่า เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยนำเงินได้จากการขายที่ดินมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๘ (๔) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และคิดจำนวนปีที่ถือครองนับตั้งแต่ปีที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นการคำนวณตรงตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับภาษีในส่วนนี้จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 48 (4) (ก) ม. 48 (4) (ข) ม. 50 (5) (ก) ม. 50 (5) (ข) ม. 57 ทวิ วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายจิ้นเว้ง แซ่เบ้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7372/2544
#42074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลย จำเลยฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามการที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์มาบางข้อและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15และปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยโดยให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499มาตรา 22 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะข้อ 2(1)ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นให้รับ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อมา จึงมีปัญหาในเบื้องต้นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยมานั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายสำหรับอุทธรณ์ข้อ 2(2) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของทั้งโจทก์และจำเลยรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยรับเงินทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว อุทธรณ์ส่วนนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่โจทก์กล่าวในอุทธรณ์ว่าแม้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์จำเลยก็มีหนี้ต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเพราะเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายนั้น เป็นการกล่าวอ้างขึ้นเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้มิใช่เพื่อเป็นประกันหนี้ดังที่ศาลชั้นต้นรับฟัง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกันสำหรับอุทธรณ์ข้อ 2(3) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยขอให้โจทก์ทำหนังสือตามเอกสารหมาย ล.8 ขอเงินคืนจากบริษัทพรูเดนเชียลอินชัวรันส์ จำกัด แสดงว่า โจทก์เป็นคู่สัญญากับบริษัทดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่เพียงติดต่อขอเงินจากบริษัทดังกล่าวคืนโจทก์เท่านั้นโจทก์อุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย ล.8 เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงของจำเลย บริษัทดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีตัวตนหรือไม่ ก็เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนข้อที่เกี่ยวข้องกับเอกสารหมาย จ.3 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เอกสารฉบับนี้มีข้อความว่าจำเลยจะพยายามหาเงินมาคืนโจทก์ แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินนั้นโจทก์อุทธรณ์ว่าหากอ่านเอกสารฉบับนี้ทั้งฉบับประกอบคำเบิกความของจำเลยแล้วจะรับฟังดังศาลชั้นต้นไม่ได้ ย่อมเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงผิดกฎหมายหรือนอกจากที่ปรากฏในสำนวนจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์มาบางข้อและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และแม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาว่าจำเลยไม่มีหนี้ที่ต้องชำระให้โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่นี้ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยโดยให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยงยุทธ์ ธนะปุระ
จำเลย — นาง ปริญญ์ จงวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7371/2544
#42073
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา 4 การออกเช็คจะเป็นความผิดต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย หนี้ตามเช็คจะมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบแห่งความผิด หาได้เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยออกเช็คมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า"ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว การออกเช็คจะเป็นความผิดต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหนี้ตามเช็คจะมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบแห่งความผิด หาได้เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยออกเช็คมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กุหลาบ อรุณรัตน์
จำเลย — นาย ปรีชา รัตนะเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7364/2544
#43368
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ของจำเลย โดยโจทก์มอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารเพื่อประกันการชำระหนี้ค่าสินค้าในวงเงิน 100,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยผิดสัญญาส่งสินค้าให้ร้านค้าต่าง ๆ ทำให้สินค้าที่โจทก์รับมาจำหน่ายไม่ได้ โจทก์ขาดรายได้แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งผลของคำขอนั้นจะทำให้โจทก์ได้คืนหลักประกันที่ให้ไว้แก่ธนาคารเพื่ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยดังกล่าวและจำเลยขาดหลักประกันการเรียกค่าสินค้าค้างชำระจากโจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือที่เรียกว่าคดีมีทุนทรัพย์ และทุนทรัพย์ก็คือหลักประกันตามหนังสือค้ำประกันที่โจทก์เรียกคืนจำนวน 100,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาประตูช้างเผือก ให้แก่โจทก์หากไม่สามารถคืนได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยว่าจำเลยได้คืนต้นฉบับสัญญาค้ำประกันแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ของจำเลย โดยโจทก์มอบหนังสือค้ำประกันของธนาคาร เพื่อประกันการชำระหนี้ค่าสินค้าในวงเงิน100,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยผิดสัญญาส่งสินค้าให้ร้านค้าต่าง ๆทำให้สินค้าที่โจทก์รับมาจำหน่ายไม่ได้ โจทก์ขาดรายได้แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งผลของคำขอนั้นจะทำให้โจทก์ได้คืนหลักประกันที่ให้ไว้แก่ธนาคารเพื่อออกหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยดังกล่าวและจำเลยขาดหลักประกันการเรียกค่าสินค้าค้างชำระจากโจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือที่เรียกว่าคดีมีทุนทรัพย์ และทุนทรัพย์ก็คือหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่โจทก์เรียกคืนจำนวน 100,000 บาท เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญยเกื้อ เปาะทองคำ
จำเลย — บริษัท น้ำผลไม้จัสแมกซ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7362/2544
#42072
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนสืบพยานเสร็จสิ้นวันที่ 29เมษายน 2539 หลังจากนั้นมีการสืบพยานจำเลยต่ออีกหลายนัดโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2540 อ้างความพลั้งเผลอหรือผิดหลงเล็กน้อย โดยไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเพิ่มการเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน หากไม่ได้ที่ดินตามฟ้องเดิมนั้น ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งไม่ใช่เป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ขออ้างสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยอ้างเหตุผลว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาที่จะอ้างเป็นพยานภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาหลังจากสืบพยานโจทก์คดีนี้เสร็จและจ่าศาลศาลชั้นต้นเพิ่งรับรองสำเนาคำพิพากษาในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวกรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จำเลยไม่สามารถระบุพยานดังกล่าวก่อนหน้านี้ได้ ทั้งคำพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้ตามที่จำเลยให้การไว้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมจึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 117477 และ 3567ร่วมกับจำเลยที่ 3 โดยปลอดจากหนี้สินและภาระผูกพันใด ๆ ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า ถ้าไม่ได้โฉนดที่ดินมาให้ออกใบแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 117477 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จากนางทองหล่อ ฟักอังกูร เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม2533 และทำสัญญาจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จากเรือตรีพิทักษ์ภู่สีม่วง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533 และในวันดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยที่ 2 ซื้อไว้ ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2535 จำเลยที่ 2ขายที่ดินทั้งสองแปลงที่ซื้อไว้ให้แก่จำเลยที่ 3 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องภายหลังจากมีการชี้สองสถานแล้วหรือไม่ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ถ้าศาลไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมได้ โจทก์ชอบที่จะได้รับค่าทดแทน แม้โจทก์จะได้นำสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ศาลจึงควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2537 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนและโจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นวันที่ 29 เมษายน 2539 หลังจากนั้นมีการสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่ออีกหลายนัด โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2540 อ้างความพลั้งเผลอหรือผิดหลงเล็กน้อย โดยไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานเว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเพิ่มการเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน หากไม่ได้ที่ดินตามฟ้องเดิมนั้น ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยทั้งไม่ใช่เป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง จึงเป็นการชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองมีว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมภายหลังจากที่สืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเป็นการชอบหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นอ้างเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมนั้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 และขัดต่อมาตรา 94 เห็นว่า จำเลยที่ 2ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วขออ้างสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2533 โดยอ้างเหตุผลว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาที่จะอ้างเป็นพยานภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2540ซึ่งคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 อ้างเป็นพยานเพิ่มเติมนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 และจ่าศาลศาลชั้นต้นเพิ่งรับรองสำเนาคำพิพากษาในวันเดียวกันกับที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวกรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถระบุพยานสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวก่อนหน้านี้ได้ ทั้งคำพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ประกอบกับโจทก์คดีนี้ก็ได้ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมในวันเดียวกันนั้นด้วย และศาลชั้นต้นก็ได้อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ระบุพยานเพิ่มเติมจึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88วรรคสาม แล้ว หาใช่เป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 87 และขัดต่อมาตรา 94ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยโท ศักดา คำวชิรพิทักษ์
จำเลย — พันตำรวจโท ปาน ตันตระกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7356/2544
#269138
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาคดีล้มละลายคดีนี้ของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในอีกคดีหนึ่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ศาลฎีกาจึงต้องงดการพิจารณาคดีล้มละลายไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) จนกว่าเหตุที่ต้องงดการพิจารณาคดีดังกล่าวจะสิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 แก่โจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกามีคำพิพากษาและส่งคำพิพากษาให้ศาลล้มละลายกลางเพื่ออ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544

วันที่ 15 มกราคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไว้ก่อนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 992/2544 อนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยแล้ว และหากต่อมาศาลล้มละลายกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 992/2544 มีคำสั่งเป็นประการใดแล้วให้โจทก์แถลงต่อศาลภายใน 7 วัน

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าคดีหมายเลขแดงที่ 992/2544 ของศาลล้มละลายกลางยังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการซึ่งไม่ทราบกำหนดเวลาแน่นอนว่าคดีจะเสร็จสิ้นการฟื้นฟูกิจการเมื่อใด จึงเสนอศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 992/2544 อนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย และปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ศาลฎีกาจึงต้องงดการพิจารณาคดีล้มละลายไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4)

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา เมื่อเหตุที่ต้องงดการพิจารณาคดีดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว ให้ศาลล้มละลายกลางแจ้งให้ศาลฎีกาทราบโดยเร็ว.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนบุคคลัภย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสหวิริยา ซิตี้ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพรชัย อัศววัฒนาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7355/2544
#41322
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายใจความว่า ระหว่างที่จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยนำสินค้าไปขายและเก็บเงินจากลูกค้าของโจทก์แล้ว แต่ไม่นำส่งเงินให้แก่โจทก์ ตามคำฟ้องดังกล่าวนอกจากจะบรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหายแล้ว ยังถือว่าโจทก์เสนอข้อหาว่า จำเลยได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น ย่อมมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาได้มีอายุความ 1 ปีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้มอบอำนาจให้นายจรัญ รัตนวรพัณธกุล ฟ้องดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายสินค้าของโจทก์ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายสินค้าได้เก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งให้โจทก์รวม 10 รายรวมเป็นเงิน 190,370 บาท โจทก์ได้ติดต่อทวงถามจำเลยทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 190,370บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบ จำเลยที่ 1ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ หนังสือยืนยันการชำระหนี้ โจทก์ทำขึ้นเอง ไม่ใช่ลายมือชื่อของลูกค้า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ผู้มอบอำนาจไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ต่อศาลแรงงาน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ มิได้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้บุคคลภายนอก โจทก์มิได้เสียหายเนื่องจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 54,792บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่17 ธันวาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนกว่าจะครบ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อมาตามอุทธรณ์จำเลยที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายใจความว่า ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยนำสินค้าไปขายแก่ลูกค้าของโจทก์แล้วเก็บเงินสดจากลูกค้า แต่ไม่ได้นำส่งให้แก่โจทก์จำนวน 10 รายการ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น190,370 บาท ตามคำฟ้องดังกล่าวนอกจากโจทก์จะเสนอข้อหาต่อศาลว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหายแล้ว ยังถือว่าโจทก์เสนอข้อหาว่า จำเลยที่ 1ได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วยสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะย่อมมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์หาได้มีอายุความ 1 ปี ไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทีเอสพี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — นาย สมทบ ดารา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2544
#42071
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์หาได้กระทำการใด ๆ เพื่อมิให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์ไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนแก่ลูกจ้างตามความประสงค์ของลูกจ้างเนื่องจากพิจารณาเห็นว่าตามสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันโจทก์ไม่สามารถจะเพิ่มค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 กับโจทก์จนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 สิ้นสุดลง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป เพราะโจทก์มิได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของลูกจ้างและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานต่อไปในอัตราเงินเดือนเดิม แต่ลูกจ้างกลับเป็นฝ่ายที่ไม่ไปทำงานกับโจทก์เองหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างซ่อมเรือ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีจำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 23/2543 ให้โจทก์จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 300,000 บาท ให้แก่นายเอิร์ล วี คาบาบันลูกจ้าง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะโจทก์ว่าจ้างนายเอิร์ล วี คาบาบันลูกจ้างทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพได้ทำสัญญาว่าจ้างการทำงานติดต่อกัน 3 ฉบับ สัญญาจ้างฉบับที่ 3 เป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างฉบับที่ 3 โจทก์เสนอจ้างนายเอิร์ล วี คาบาบัน ให้ทำงานกับโจทก์ต่ออีกกำหนดระยะเวลา2 ปี อัตราค่าจ้างเท่าเดิมคือเดือนละ 37,500 บาท แต่นายเอิร์ลวี คาบาบัน ไม่ตอบรับข้อเสนอเพราะต้องการค่าจ้างอัตราเดือนละ57,000 บาท โจทก์เห็นว่างานในหน้าที่ของนายเอิร์ล วี คาบาบัน ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละ 37,500 บาท เป็นอัตราเงินเดือนที่เหมาะสมแล้ว โจทก์จึงไม่ปรับเงินเดือนให้แต่ประสงค์จะให้นายเอิร์ล วี คาบาบันทำงานกับโจทก์ต่อไปในอัตราค่าจ้างเดิม จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่นายเอิร์ล วี คาบาบัน เมื่อครบกำหนดเวลาการจ้างสัญญาจ้างฉบับที่ 3 แล้วนายเอิร์ล วี คาบาบัน ก็ละทิ้งงานโดยไม่ไปทำงานตามปกติโจทก์ไม่ประสงค์จะเลิกจ้างแต่นายเอิร์ล วี คาบาบัน ไม่เคยบอกเลิกจ้างแต่นายเอิร์ล วี คาบาบัน ไม่ยินยอมทำงานกับโจทก์เอง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนายเอิร์ล วี คาบาบัน สิ้นสุดลงด้วยความสมัครใจด้วยความประสงค์และเจตนาของนายเอิร์ล วี คาบาบัน เพียงฝ่ายเดียวโจทก์ไม่เคยเลิกจ้างและไม่ใช่เป็นกรณีหรือลักษณะที่โจทก์กระทำการใด ๆเพื่อไม่ให้นายเอิร์ล วี คาบาบัน ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้าง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 23/2543 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2543

ศาลแรงงานกลางพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม มิได้เกี่ยวข้องกับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่โจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน จำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เลิกจ้างนายเอิร์ล วี คาบาบัน ลูกจ้างหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ซึ่งหมายความว่านายจ้างจะต้องกระทำการใด ๆ เพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้จึงจะเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์จ้างนายเอิร์ล วีคาบาบัน ลูกจ้างเข้าทำงานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 ทำงานที่อู่ซ่อมเรือ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเกี่ยวกับงานซ่อมเรือและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 37,500บาท โจทก์ทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างสามฉบับ การทำงานตามสัญญาจ้างทั้งสามฉบับมีระยะเวลาติดต่อกัน โดยฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 30กรกฎาคม 2536 และฉบับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2543 ครั้นถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ก่อนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ครบกำหนด โจทก์เรียกให้ลูกจ้างไปทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 มีกำหนดระยะเวลาการจ้างต่อจากสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ไปอีก2 ปี โจทก์ประสงค์จะจ้างลูกจ้างให้ทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปในอัตราค่าจ้างเท่าเดิม แต่ลูกจ้างเสนอขอเงินเดือนเพิ่มเป็นเดือนละ 57,000บาท และยังไม่ลงชื่อตอบรับการจ้างตามสัญญาจ้างฉบับที่ 4 โจทก์พิจารณาเห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันค่าจ้างของลูกจ้างเดือนละ37,500 บาท เป็นจำนวนที่สมควรแล้ว ไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่ลูกจ้างต้องการได้ จึงไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่ลูกจ้างต้องการแต่โจทก์ประสงค์ให้ลูกจ้างทำงานต่อในอัตราเงินเดือนเดิมเมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ในวันที่ 14 มกราคม 2543ลูกจ้างก็ไม่ได้ไปทำงานที่อู่ซ่อมเรือของโจทก์อีก โจทก์ไม่เคยบอกเลิกจ้างลูกจ้างไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ลูกจ้างไม่ได้ไปทำงานเองหลังจากที่สิ้นสุดสัญญาจ้างฉบับที่ 3 แล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์หาได้กระทำการใด ๆ เพื่อมิให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์ไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนแก่ลูกจ้างตามความประสงค์ของลูกจ้างเนื่องจากพิจารณาเห็นว่าตามสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันโจทก์ไม่สามารถจะเพิ่มค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 กับโจทก์จนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 สิ้นสุดลง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป เพราะโจทก์มิได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของลูกจ้างและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานต่อไปในอัตราเงินเดือนเดิม แต่ลูกจ้างกลับเป็นฝ่ายที่ไม่ไปทำงานกับโจทก์เองหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้าง ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา โจทก์ไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่นายเอิร์ล วี คาบาบัน ลูกจ้างตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 23/2543 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2543
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2544
#69568
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างจะต้องกระทำการใด ๆ เพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้จึงจะเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

โจทก์ทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างสามฉบับ การทำงานตามสัญญาจ้างทั้งสามฉบับมีระยะเวลาติดต่อกัน ครั้นถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ก่อนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ครบกำหนด โจทก์เรียกให้ลูกจ้างไปทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 มีกำหนดระยะเวลาการจ้างต่อจากสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ไปอีก 2 ปี โจทก์ประสงค์จะจ้างลูกจ้างให้ทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปในอัตราค่าจ้างเดิม แต่ อ. ลูกจ้างเสนอขอเงินเดือนเพิ่มและไม่ลงชื่อตอบรับการจ้างตามสัญญาจ้างฉบับที่ 4 โจทก์เห็นว่าค่าจ้างของลูกจ้างเป็นจำนวนที่สมควรแล้ว จึงไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่ลูกจ้างต้องการ เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า ตามสภาวะเศรษฐกิจโจทก์ไม่สามารถจะเพิ่มค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 กับโจทก์จนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 สิ้นสุดลง ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปเพราะโจทก์มิได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของลูกจ้างและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานต่อไปในอัตราเงินเดือนเดิม แต่ลูกจ้างเป็นฝ่ายที่ไม่ไปทำงานกับโจทก์เองหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ อ. ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 23/2543 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2543

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม มิได้เกี่ยวข้องกับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่โจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน จำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ซึ่งหมายความว่านายจ้างจะต้องกระทำการใด ๆ เพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้จึงจะเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์จ้างนายเอิร์ลลูกจ้างเข้าทำงานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเกี่ยวกับงานซ่อมเรือและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 37,500 บาท โจทก์ทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างสามฉบับ การทำงานตามสัญญาจ้างทั้งสามฉบับมีระยะเวลาติดต่อกัน โดยฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2536 และฉบับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2540 ถึง วันที่ 14 มกราคม 2543 ครั้นถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ก่อนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ครบกำหนด โจทก์เรียกลูกจ้างไปทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 มีกำหนดระยะเวลาการจ้างต่อจากสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ไปอีก 2 ปี โจทก์ประสงค์จะจ้างลูกจ้างให้ทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปในอัตราค่าจ้างเท่าเดิม แต่ลูกจ้างเสนอขอเงินเดือนเพิ่มเป็นเดือนละ 57,000 บาท และยังไม่ลงชื่อตอบรับการจ้างตามสัญญาจ้างฉบับที่ 4 โจทก์พิจารณาเห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันค่าจ้างของลูกจ้างเดือนละ 37,500 บาท เป็นจำนวนที่สมควรแล้ว ไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่ลูกจ้างต้องการได้ จึงไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนให้ตามที่ลูกจ้างต้องการ แต่โจทก์ประสงค์ให้ลูกจ้างทำงานต่อในอัตราเงินเดือนเดิม เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ในวันที่ 14 มกราคม 2543 ลูกจ้างก็ไม่ได้ไปทำงานที่อู่ซ่อมเรือของโจทก์อีก โจทก์ไม่เคยบอกเลิกจ้างลูกจ้างไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ลูกจ้างไม่ได้ไปทำงานเองหลังจากที่สิ้นสุดสัญญาจ้างฉบับที่ 3 แล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์หาได้กระทำการใด ๆ เพื่อมิให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แต่อย่างใดไม่ การที่โจทก์ไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนแก่ลูกจ้างตามความประสงค์ของลูกจ้างเนื่องจากพิจารณาเห็นว่าตามสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันโจทก์ไม่สามารถจะเพิ่มค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ทำสัญญาจ้างฉบับที่ 4 กับโจทก์จนสัญญาจ้างฉบับที่ 3 สิ้นสุดลง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป เพราะโจทก์มิได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของลูกจ้างและโจทก์มีความประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานต่อไปในอัตราเงินเดือนเดิม แต่ลูกจ้างกลับเป็นฝ่ายที่ไม่มาทำงานกับโจทก์เองหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา โจทก์ไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่นายเอิร์ลลูกจ้างตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน 23/2543 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2543
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2544
#43367
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยได้แบ่งพนักงานหรือลูกจ้างไว้เป็น 2 ประเภท คือประเภทผู้บังคับบัญชากับประเภทพนักงานธรรมดา โดยถือเอาระดับตำแหน่งหน้าที่ในการทำงานเป็นเกณฑ์ พนักงานที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับหัวหน้างานในงานทุกส่วนถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น มิได้ถือว่าผู้ที่มีอำนาจบังคับบัญชาหรือสั่งการพนักงานคนใดจะเป็นผู้บังคับบัญชาเฉพาะของพนักงานคนนั้นเท่านั้น เมื่อ ก. ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการอาคาร มีระดับเป็นหัวหน้างานในอาคาร ก. จึงเป็นผู้บังคับบัญชาตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เมื่อปรากฏว่าก่อนหน้านี้โจทก์เคยดูหมิ่น พ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์และจำเลยได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาแล้วครั้งหนึ่ง การที่ต่อมาโจทก์กล่าวดูหมิ่น ก. เกี่ยวกับการทำงานอีกจึงเป็นการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาอันเป็นการทำผิดซ้ำคำเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(4) จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่วิศวกร ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 42,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด เป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องตกงานและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 127,200 บาท และค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์กล่าววาจาดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น จำเลยเคยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือในความผิดเช่นเดียวกันมาแล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119 และไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่เป็นวิศวกรหัวหน้าชุดโมบายทีมหรือหัวหน้ากลุ่มงานช่างซ่อมบำรุงเคลื่อนที่มีหน้าที่ดูแลระบบสาธารณูปโภคอาคารที่จำเลยต้องรับผิดชอบซึ่งรวมทั้งอาคารซีลิกด้วย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 โจทก์ดูหมิ่นนายพลวีร์ แก้วรักษ์ ผู้ดูแลการบริหารงานอาคารในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ เป็นการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 หมวดที่ 9 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษ ข้อ 2.3(3) และจำเลยได้ลงโทษโจทก์ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามเอกสารหมาย ล.4 ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้กล่าววาจาดูหมิ่นนายกอบเกียรติฉิมคำ ผู้จัดการอาคารซีลิกอีก แต่การทำงานของโจทก์มีลักษณะเป็นเอกเทศไม่อยู่ภายใต้การบริหารงานและการบังคับบัญชาของนายกอบเกียรติ นายกอบเกียรติจึงไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ การที่โจทก์กล่าววาจาดูหมิ่นนายกอบเกียรติจึงไม่ใช่การดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาเป็นเพียงการดูหมิ่นพนักงานด้วยกันเท่านั้น การดูหมิ่นผู้บังคับบัญชากับการดูหมิ่นพนักงานเป็นการกระทำต่อบุคคลต่างฐานะกัน ถือเป็นการกระทำความผิดต่างลักษณะกัน การที่โจทก์ดูหมิ่นนายพลวีร์ผู้บังคับบัญชาและถูกตักเตือนเป็นหนังสือแล้วโจทก์ยังดูหมิ่นนายกอบเกียรติพนักงานด้วยกันอีกจึงไม่เป็นการทำผิดซ้ำคำเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) เป็นแต่เพียงเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเท่านั้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 127,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (23 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้อที่ว่านายกอบเกียรติ ฉิมคำ เป็นผู้บังคับบัญชาตามความในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.3 หมวดที่ 9 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษข้อ 2.3.3 หรือไม่เสียก่อน เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุตามเอกสารหมาย ล.3หมวดที่ 1 บททั่วไป ข้อ 2 ได้ให้คำจำกัดความคำว่าผู้บังคับบัญชาไว้ในข้อ 2.3 ว่า "ผู้บังคับบัญชา" หมายถึงพนักงานที่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับหัวหน้างานในส่วนใดส่วนหนึ่งทั้งในด้านการปฏิบัติงานการบังคับบัญชาและการควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามข้อบังคับตลอดจนระเบียบต่าง ๆ ที่จำเลยเป็นผู้กำหนดขึ้น และให้คำจำกัดความคำว่าพนักงานไว้ในข้อ 2.2 ว่า "พนักงาน" หมายถึงพนักงานทุกประเภทซึ่งได้รับการพิจารณาว่าจ้างให้เข้าทำงานร่วมกับจำเลยเพื่อรับค่าจ้างจึงเห็นได้ว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแบ่งพนักงานหรือลูกจ้างไว้เป็น 2 ประเภท ประเภทหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา อีกประเภทหนึ่งเป็นพนักงานธรรมดา โดยถือเอาระดับตำแหน่งหน้าที่ในการทำงานเป็นเกณฑ์ พนักงานที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับหัวหน้างานในงานทุกส่วนถือเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น มิได้ถือว่าผู้ที่มีอำนาจบังคับบัญชาหรือสั่งการพนักงานคนใดเป็นผู้บังคับบัญชาเฉพาะของพนักงานคนนั้นเท่านั้นนายกอบเกียรติเป็นพนักงานที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการอาคารซีลิกมีระดับเป็นหัวหน้างานในอาคารดังกล่าวจึงเป็นผู้บังคับบัญชาตามความในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเอกสารหมาย ล.3 หมวดที่ 9 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษข้อ 2.3.3การที่โจทก์ดูหมิ่นนายกอบเกียรติจึงเป็นการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาจึงเป็นการทำผิดซ้ำคำเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พันศักดิ์ พัฒนศรี
จำเลย — บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7352/2544
#42070
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนแล้วเสร็จและนัดฟังคำพิพากษา ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยมายื่นคำร้องว่ามิได้จงใจขาดนัด ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่ เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 704/2533 ซึ่งพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน6,210,127.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน4,844,404.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้ทันที หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยกับพวกผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยกับพวกคงค้างชำระหนี้โจทก์2,090,235.55 บาท จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1512 และ 1742 ตำบลสีคิ้วอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 329/2534 ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงิน 1,709,125 บาท ไม่พอชำระหนี้โจทก์ในคดีดังกล่าว จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,842,597.40 บาท และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนแล้วเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 13พฤศจิกายน 2540 จำเลยยื่นคำร้องว่ามิได้จงใจขาดนัด ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน2540 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 และให้นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 22มกราคม 2541 จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22มกราคม 2541 ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 จำเลยจะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้จึงจะอุทธรณ์ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย บรรจบ เจียรพันธ์พงษ์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2544
#69621
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินโฉนดที่โจทก์ซื้อมามีสภาพเป็นถนนในโครงการจัดสรรของเจ้าของที่ดินเดิมเพื่อใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะทั้งหมดและในขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินมาอาคารของจำเลยมีทางเท้าและกันสาดอยู่ก่อนแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมประสงค์ให้ที่ดินที่โจทก์ซื้อมาเป็นแนวถนนของที่ดินที่แบ่งจัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลยด้วย และให้ทางเท้าและกันสาดด้านหน้าอาคารพาณิชย์ทุกหลังเป็นสาธารณูปโภคสำหรับผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ในโครงการได้ใช้ร่วมกัน การที่จำเลยได้กระทำโดยสุจริตเพื่อการใช้ทางเท้าและกันสาดดังกล่าวมาก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินของโจทก์ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งตามพฤติการณ์ของผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ไม่อาจถือได้ว่าการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นการใช้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกันภายในโครงการจัดสรรที่มีมาแต่เดิมโดยการถือวิสาสะ จึงนับได้ว่ามีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเป็นปรปักษ์ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อจำเลยใช้มาเกินกว่า 10 ปีที่ดินของโจทก์จึงตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยเกี่ยวกับการใช้ทางเท้าและกันสาดนั้นโดยอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์และวัสดุต่าง ๆ หน้าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1064/36 และ 1064/37 แขวงลาดยาว เขตจัตุจักร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858, 14375, 88964 และ 88965 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือวัสดุใด ๆ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นับจากวันฟ้องอีกเดือนละ 500,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินมาอาคารของจำเลยมีทางเท้าและกันสาดอยู่ก่อนแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมประสงค์ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 เป็นแนวถนนของที่ดินที่แบ่งจัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลยด้วย และให้ทางเท้าและกันสาดด้านหน้าอาคารพาณิชย์ทุกหลังเป็นสาธารณูปโภคสำหรับผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ในโครงการได้ใช้ร่วมกัน การที่จำเลยได้กระทำโดยสุจริตเพื่อการใช้ทางเท้าและกันสาดดังกล่าวมาก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งตามพฤติการณ์ของผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกันภายในโครงการจัดสรรที่มีมาแต่เดิมโดยการถือวิสาสะ จึงนับได้ว่ามีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเป็นปรปักษ์ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อจำเลยใช้มาเกินกว่า 10 ปี ที่ดินของโจทก์จึงตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยเกี่ยวกับการใช้ทางเท้าและกันสาดนั้นโดยอายุความ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ภาระจำยอมดังกล่าวแม้มีอยู่จริงก็ไม่รวมถึงสิทธิวางสิ่งของบนที่ดินส่วนที่รุกล้ำนั้น ปรากฏตามภาพถ่าย สิ่งของที่โจทก์อ้างว่าจำเลยวางรุกล้ำเป็นรถเข็นและเก้าอี้ของผู้ประกอบการค้าขายอาหารรายย่อยหลายราย ซึ่งโจทก์ไม่อาจนำสืบได้ว่าสิ่งของเหล่านั้นเป็นของจำเลยหรือจำเลยเป็นผู้ให้นำมาวาง แต่จำเลยนำสืบได้ความว่า จำเลยบอกให้บุคคลที่นำสิ่งของดังกล่าวมาตั้งวางขนย้ายออกไปหมดแล้วตั้งแต่ปี 2539 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยอันจะบังคับให้จำเลยเป็นผู้รื้อถอนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประการอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส. เอ. แลนด์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดนพและสหาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7334/2544
#69526
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยต้องคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ แต่ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้รับมอบโฉนดที่ดินไปจากโจทก์นั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินที่ ๑๓๔๒๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๔๒๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โจทก์ได้มอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยไปเสียภาษีโรงเรือนแล้วจำเลยไม่ส่งคืนโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยจำต้องคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ว่าโจทก์ได้สอบถามจำเลยเกี่ยวกับโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยตอบว่าได้ทำสูญหายไป โจทก์ได้ตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินแล้วปรากฏว่ายังคงมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อโฉนดที่ดินไม่อยู่ในความครอบครองของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องคืนแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าว โจทก์มิได้เบิกความยอมรับว่าโฉนดที่ดินไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์เพียงแต่เบิกความถึงข้ออ้างของจำเลยว่าสูญหายเมื่อโจทก์ทวงถามโฉนดที่ดินเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงคงรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยได้รับมอบโฉนดที่ดินไปจากโจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่คืน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้รับมอบโฉนดที่ดินไปจากโจทก์นั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 (เดิม) ม. 223 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศโทชเนศ เทียมพงศ์
จำเลย — นายอนุสรณ์ เทียมพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7333/2544
#41321
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเองว่าเป็นอัยการและหลอกลวงผู้กล่าวหาในบริเวณศาลชั้นต้น ทั้งมีการรับเงินที่โรงอาหารซึ่งอยู่ภายในบริเวณศาลชั้นต้นด้วย แม้เหตุจะมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาลแต่ก็เกิดในบริเวณศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้โดยหาจำต้องดำเนินการทางพนักงานสอบสวนดังที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างไม่

การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30ได้จะต้องเป็นกรณีที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วด้วย แต่การออกข้อกำหนดห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลตามคำสั่งของศาลล่างทั้งสองไม่ปรากฏว่า กระทำเพื่อให้กระบวนพิจารณาเรื่องใดดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว กรณีจึงไม่ต้องตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยแพ้คดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 447/2536 ของศาลชั้นต้น เรื่องที่ดิน ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2542 จำเลยเป็นผู้กล่าวหาร้องเรียนต่อศาลชั้นต้นว่าผู้กล่าวหามีความประสงค์จะยื่นฎีกา จึงเดินทางมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อหาทนายความและเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งอ้างตนเองว่าเป็นอัยการพร้อมกับมอบนามบัตรให้และจะจัดการเรื่องคดีให้ โดยตกลงค่าใช้จ่าย ค่าทนายความและค่าธรรมเนียมศาลเป็นเงิน 60,000 บาท หากแพ้คดีจะคืนเงินให้ผู้ถูกกล่าวหารับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากผู้กล่าวหาเมื่อวันที่ 2ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 12 นาฬิกาที่บริเวณโรงอาหารหลังศาลชั้นต้น แล้วผู้ถูกกล่าวหาเขียนสัญญากู้เงินให้ผู้กล่าวหาไว้ต่อมาผู้ถูกกล่าวติดต่อให้นายชุมพล สว่างพลกรัง เป็นทนายความในชั้นฎีกาให้นายชุมพลบอกให้ผู้กล่าวหานำเงินมาเสียค่าธรรมเนียมศาล ผู้กล่าวหาจึงบอกให้ผู้ถูกกล่าวหานำเงินมาเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมเสีย ผู้กล่าวหาจึงเสียค่าธรรมเนียมศาลเอง หลังจากนั้นผู้กล่าวหาทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่อัยการแต่เป็นนายประกันที่ศาลชั้นต้น จึงรู้ว่าถูกผู้ถูกกล่าวหาหลอกลวง ผู้กล่าวหาต้องการเงินคืนจากผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องว่า เมื่อประมาณต้นปี 2542 ญาติของผู้กล่าวหามารับผู้ถูกกล่าวหาไปที่บ้าน แล้วนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจดูแล้วเห็นว่าจำเลยมีสิทธิจะยื่นฎีกาได้ตกลงค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดเป็นเงิน 60,000บาท โดยให้เงินที่บ้านญาติผู้กล่าวหาและถ้าหากแพ้คดีในชั้นฎีกาผู้ถูกกล่าวหาจะคืนเงินให้ทั้งหมด จึงทำสัญญากู้เงิน 60,000 บาทให้ผู้กล่าวหาไว้ ผู้ถูกกล่าวหาให้นายชุมพล สว่างพลกรัง เป็นทนายความให้และจ่ายค่าทนายความกับค่าธรรมเนียมศาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเป็นเงิน 21,570 บาท

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนว่าเป็นอัยการทำงานที่ศาลชั้นต้นเรียกเงินค่าใช้จ่ายจากผู้กล่าวหาเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาวิ่งเต้นให้ชนะคดี โดยรับเงินที่โรงอาหารของศาลชั้นต้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาล จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1)อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 33 ให้จำคุกนายไสว จันทร์ภิรมย์ ผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด6 เดือน และออกข้อกำหนดห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีคำสั่งเว้นแต่จะเป็นคู่ความในคดีเสียเอง

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด 3 เดือน และออกข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้เว้นแต่เป็นคู่ความในคดีเสียเองหรือมีเหตุจำเป็นโดยต้องแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบก่อนทุกครั้งไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนอย่างรวบรัด ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหานำพยานเข้าเบิกความครบทุกปาก ไม่มีรายงานกระบวนพิจารณาในวันไต่สวนคือวันที่ 13ตุลาคม 2542 ผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านและขอนำพยานเข้าสืบต่อไปก็ไม่อนุญาต ทั้งไม่จดคำคัดค้านของผู้ถูกกล่าวหาไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 26 นั้น เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นบัญชีพยานลงวันที่ 11 ตุลาคม 2542 ระบุพยานไว้ 5 อันดับ ซึ่งเป็นพยานบุคคล 3 ปาก ปรากฏว่าพยานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหาต่างได้เบิกความครบตามที่ผู้ถูกกล่าวหาระบุพยานไว้แล้ว รายงานกระบวนพิจารณาในวันไต่สวนทั้งวันที่ 11 และวันที่ 13ตุลาคม 2542 ก็มีอยู่ครบถ้วนโดยผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อไว้ทุกฉบับ ตามเอกสารอันดับที่ 19 และ 22 ในสำนวนตามลำดับ หากผู้ถูกกล่าวหาจะขอนำพยานเข้าสืบต่อไปก็ไม่มีพยานของผู้ถูกกล่าวหาที่ระบุไว้แล้วทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13ตุลาคม 2542 ก็ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาแถลงหมดพยานไว้เองข้ออ้างตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวน รับฟังไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า กรณีของผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการจ่ายเงินและรับเงินกันต่อหน้าศาล จึงลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาโต้เถียงว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเองว่าเป็นอัยการและหลอกลวงผู้กล่าวหาในบริเวณศาลชั้นต้น ทั้งมีการรับเงินกันที่โรงอาหารซึ่งอยู่ภายในบริเวณศาลชั้นต้นด้วย แม้เหตุจะมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาลแต่ก็เกิดในบริเวณศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้โดยหาจำต้องดำเนินการทางพนักงานสอบสวนดังที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ออกข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เว้นแต่เป็นคู่ความเสียเองหรือมีเหตุจำเป็นโดยต้องแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบก่อนทุกครั้งนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วด้วย แต่การออกข้อกำหนดแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ปรากฏว่ากระทำเพื่อให้กระบวนพิจารณาเรื่องใดดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว กรณีจึงไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ในอันที่ศาลจะพึงออกข้อกำหนดแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ออกข้อกำหนดห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ผัน ปัญญาสิทธิ์ กับพวก
โจทก์ — ผู้กล่าวหา
โจทก์ — นาง เฉลียว สียางนอกหรือศรียางนอก
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาย ไสว จันทร์ภิรมย์
จำเลย — นาง เฉลียว สียางนอกหรือศรียางนอก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ