คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 7469/2544
#42666
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้แล้ว หากยังไม่ได้แจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ จะถือว่าผู้มีส่วนได้เสียทราบคำสั่งในวันนั้นและเริ่มนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/32 วรรคสาม หาได้ไม่ เมื่อในคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ไม่มีข้อความใดแสดงว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งดังกล่าว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบโดยทางไปรษณีย์ตอบรับซึ่งมีบุคคลอื่นรับไว้แทนเมื่อวันที่ 16 มกราคมจึงต้องถือว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งในวันดังกล่าว การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านในวันที่ 29 มกราคม จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ศาลต้องรับคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทไพรัชวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่งจำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เช่าพื้นที่โรงงานเป็นเงิน9,244,160.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน7,661,410 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน2543 ให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง(1)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า การคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องยื่นภายในกำหนด 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ผู้ร้องทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 ตามที่ปรากฏในคำร้อง แต่มายื่นคำร้องวันนี้ล่วงเลยกำหนด 14 วันไปแล้วจึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา คืนค่าคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลางภายในกำหนด 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้พ.ศ. 2541 ข้อ 23 กำหนดว่า "เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งแก่ผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยเร็ว" เช่นนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้แล้ว หากยังไม่ได้แจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบจะถือว่าผู้มีส่วนได้เสียทราบคำสั่งในวันนั้น และเริ่มนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม หาได้ไม่ ในคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ ระบุว่า "...เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้..." ไม่มีข้อความใดแสดงว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 20พฤศจิกายน 2543 แต่ประการใด อีกทั้งตามสำเนาคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำเนาซองจดหมายและสำเนาใบตอบรับไปรษณีย์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ในเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับรองสำเนาถูกต้อง ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบโดยได้ส่งสำเนาคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังเจ้าหนี้ คำสั่งดังกล่าวมีบุคคลอื่นรับไว้แทนเมื่อวันที่ 16มกราคม 2544 จึงต้องถือว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในวันดังกล่าว ฉะนั้น การนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2544การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านในวันที่ 29 มกราคม 2544 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องคัดค้านจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ไว้แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
เจ้าหนี้ — บริษัท โค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7469/2544
#69572
เปิดฉบับเต็ม

ในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ มีระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ พ.ศ. 2541 ข้อ 23 กำหนดว่า "เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งแก่ผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยเร็ว" การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้แล้ว หากยังไม่ได้แจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ จะถือว่าผู้มีส่วนได้เสียทราบคำสั่งในวันนั้นและเริ่มนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม หาได้ไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งดังกล่าว อีกทั้งปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบโดยได้ส่งสำเนาคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังเจ้าหนี้ คำสั่งดังกล่าวมีบุคคลอื่นรับไว้แทนเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 จึงต้องถือว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในวันดังกล่าว การนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2544 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านในวันที่ 29 มกราคม 2544 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 14 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไพร้ชวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เช่าพื้นที่โรงงานเป็นเงิน ๙,๒๔๔,๑๖๐.๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗,๖๖๑,๔๑๐ บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะเสร็จจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๙ แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้น ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสอง (๑)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๔ ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า การคัดค้านของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องยื่นภายในกำหนด ๑๔ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ผู้ร้องทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ตามที่ปรากฏในคำร้อง แต่มายื่นคำร้องวันนี้ล่วงเลยกำหนด ๑๔ วัน ไปแล้ว จึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา คืนค่าคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลางภายในกำหนด ๑๔ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ในการปฏิบัติงานของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๒๓ กำหนดว่า "เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่ง คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งแก่ผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยเร็ว" เช่นนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้แล้ว หากยังไม่ได้แจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ จะถือว่าผู้มีส่วนได้เสียทราบคำสั่งในวันนั้นและเริ่มนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสาม หาได้ไม่ ในคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ระบุว่า "?เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้?" ไม่มีข้อความใดแสดงว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่ง ดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ แต่ประการใด อีกทั้งตามสำเนาคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำเนาซองจดหมาย และสำเนาใบตอบรับไปรษณีย์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยในเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับรองสำเนาถูกต้อง ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งให้ยกคำร้องขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบโดยได้ส่งสำเนาคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังเจ้าหนี้ คำสั่งดังกล่าวมีบุคคลอื่นรับไว้แทนเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ จึงต้องถือว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในวันดังกล่าว ฉะนั้น การนับระยะเวลาในการยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔ การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๔ จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา ๑๔ วัน นับแต่ วันที่ทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องคัดค้าน จึงไม่ชอบ ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ไว้แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32 วรรคสาม
ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ พ.ศ.2541 ม. 23
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทโค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7454/2544
#41325
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับจำเลยได้แอบซุ่มดูอยู่ที่หน้าบ้านจำเลยห่างประมาณ 30 เมตร ชุดหนึ่ง และ 20 เมตรอีกชุดหนึ่ง เห็นสายลับมอบธนบัตรให้จำเลย แล้วจำเลยไปนำสิ่งของที่ซุกซ่อนมามอบให้สายลับซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด การที่เจ้าพนักงานตำรวจเห็นการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการเห็นจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดซึ่งหน้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจตรวจค้นบ้านจำเลยเพราะมิได้เป็นความผิดซึ่งหน้า และการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจไม่ชอบเพราะเข้าตรวจค้นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ยังเป็นเวลากลางคืน ทั้ง ๆ ที่บันทึกการตรวจค้นจับกุมระบุเวลาตรวจค้น 6.20 นาฬิกา และไม่มีพยานหลักฐานใดของโจทก์ระบุว่าได้ทำการตรวจค้นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ริบสมุดบัญชีและคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก6 ปี 8 เดือน ริบสมุดบัญชีและคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับจำเลยได้แอบซุ่มดูอยู่ที่หน้าบ้านจำเลยห่างประมาณ 30 เมตรชุดหนึ่ง และแอบซุ่มดูอยู่หลังบ้านจำเลยห่างประมาณ 20 เมตรอีกชุดหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเห็นสายลับเข้าไปที่หน้าบ้านจำเลย สายลับเรียกจำเลยออกมาคุยกัน แล้วสายลับมอบธนบัตรให้จำเลย จำเลยกลับเข้าไปในบ้านแล้วเดินออกทางประตูหลังบ้านไปที่กอต้นข่าเพื่อไปเอาสิ่งของที่ซุกซ่อน จากนั้นจำเลยกลับเข้ามาในบ้านแล้วเดินออกมาพบสายลับที่หน้าบ้านและมอบสิ่งของให้สายลับ สายลับนำสิ่งของดังกล่าวซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ดมามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ การที่เจ้าพนักงานตำรวจเห็นการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการเห็นจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดซึ่งหน้า สำหรับเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นนั้น บันทึกการตรวจค้นจับกุมได้ระบุเวลาตรวจค้น 6.20 นาฬิกา และไม่มีพยานหลักฐานใดของโจทก์ระบุว่าได้ทำการตรวจค้นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจตรวจค้นบ้านจำเลยเพราะมิได้เป็นความผิดซึ่งหน้า และการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจไม่ชอบเพราะเข้าตรวจค้นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นยังเป็นเวลากลางคืนนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาดังกล่าวของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92 ม. 96 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายประสาท มั่นคงหัตย์
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7452/2544
#42665
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1กับ จ. ลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้สมคบกันโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ จ. เสียเปรียบกรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 แล้ว ซึ่งการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าว โจทก์จะต้องฟ้องลูกหนี้คือ จ. เข้ามาในคดีด้วย ศาลจึงจะมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนได้แม้เฉพาะส่วนของ จ. ก็ตาม นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายไว้เลยว่าหนี้ที่ จ. เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีตามฟ้องนั้นเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1กับ จ. ซึ่งเป็นสามีภริยากันตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) ถึง (4) อันจำเลยที่ 1จะต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีร่วมกับ จ. ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้คือ จ. เข้ามาในคดีประการหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีกประการหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับนางจวน จักรเวช เป็นสามีภริยากัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางจวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4502 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 503 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางจวน เมื่อวันที่ 25 และ 26 เมษายน2537 จำเลยที่ 1 กับนางจวนได้สมคบกันโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นการฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่านางจวนเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ทั้งไม่มีทรัพย์สินอื่นจะพึงยึดหรืออายัดมาชำระหนี้โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยทั้งสามกับนางจวนทำการฉ้อฉล เมื่อโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของนางจวนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีและสำนักงานที่ดินอำเภอจอมบึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 503ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4502ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึงจังหวัดราชบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4502 ตำบลจอมบึงอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 503 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ใช้เงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวซื้อมาก่อนที่จะสมรสกับนางจวน จักรเวช ขณะที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ทราบว่านางจวนเป็นหนี้โจทก์เพราะโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบว่านางจวนไปค้ำประกันนางฉวีวรรณ อรรถศิริโพธิ์ ทั้งโจทก์ยังมิได้ฟ้องหรือแจ้งว่าจะฟ้องนางจวนและการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นความตั้งใจของจำเลยที่ 1 นานแล้วที่จะจัดการเกี่ยวกับทรัพย์ให้เรียบร้อยก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตาย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ทั้งไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้เพราะนางจวนยังมีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ครบถ้วน ซึ่งโจทก์ก็ทราบและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดที่ดินของนางจวนจำนวน 2 แปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 503 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 486/155 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีมีราคารวมกันประมาณ 6,000,000 บาท ไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1647/2537 ของศาลชั้นต้นจึงเพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ทั้งสามคดีตามฟ้องได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายให้ทราบว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์เสียเปรียบและเสียหายอย่างไรทำให้จำเลยทั้งสามไม่สามารถเข้าใจข้อหาและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง และโจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 ไม่ใช่เพิ่งทราบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเกินกว่า1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกามีใจความสำคัญว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่จะต้องฟ้องลูกหนี้คือนางจวน จักรเวช เข้ามาในคดีด้วยนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้คือนางจวนได้โอนทรัพย์สินของตนเองให้แก่บุคคลอื่น เพื่อผลของคำพิพากษาจะได้โอนทรัพย์สินคืนแก่ลูกหนี้คือนางจวน แต่ในคดีนี้ลูกหนี้คือนางจวนมิได้โอนทรัพย์สินของตนเองให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หากแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนางจวนได้โอนทรัพย์สินคือที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนางจวนโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้โอนกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้รับโอนได้ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนก็สามารถโอนที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องคืนแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะมิได้คืนแก่นางจวนโจทก์จึงไม่ต้องฟ้องนางจวนเข้ามาในคดีด้วย เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องความว่า จำเลยที่ 1 กับนางจวน จักรเวช เป็นสามีภริยากัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางจวนตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1582/2537, 1647/2537 และ1648/2537 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4502 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 503 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางจวน เมื่อวันที่ 25 และ 26 เมษายน2537 จำเลยที่ 1 กับนางจวนได้สมคบกันโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นการฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่านางจวนเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ทั้งไม่มีทรัพย์สินอื่นจะพึงยึดหรืออายัดมาชำระหนี้โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยทั้งสามกับนางจวนทำการฉ้อฉล เมื่อโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของนางจวนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีและสำนักงานที่ดินอำเภอจอมบึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแล้วกรณีเป็นที่เห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กับนางจวนลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้สมคบกันโอนให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางจวนเสียเปรียบ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 แล้วซึ่งการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามมาตรา 237ดังกล่าว โจทก์จะต้องฟ้องลูกหนี้คือนางจวนเข้ามาในคดีด้วย ศาลจึงจะมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนได้แม้เฉพาะส่วนของนางจวนก็ตาม นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายไว้เลยว่าหนี้ที่นางจวนเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีตามฟ้องนั้นเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางจวนซึ่งเป็นสามีภริยากันตามที่ได้บัญญัติไว้ในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1490(1) ถึง (4) อันจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีร่วมกับนางจวน ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้คือนางจวนเข้ามาในคดีประการหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีกประการหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงแห่งคดีไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัญชา ใช่รุ่งเรือง
จำเลย — นาย แบน จักรเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7451/2544
#41324
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ควบคุมการพิจารณาคดีให้เป็นไปโดยไม่ล่าช้าเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี เมื่อมีคำร้องขอเลื่อนคดีจะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 40 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่าคำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าวมีเหตุจำเป็นและสมควรอนุญาตหรือไม่

ศาลชั้นต้นเริ่มพิจารณาคดีนัดแรกโดยให้นัดพร้อมวันที่ 29มกราคม และให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 2 เมษายนแต่ในวันดังกล่าวพยานติดราชการไม่อาจมาศาลได้ ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการพิจารณาไปวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งในวันดังกล่าว ส. ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความและยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดแห่งคดี แต่เมื่อ ว. ทนายความที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้เป็นทนายความของจำเลยทั้งสองได้มาศาลและพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อบกพร่องแต่ประการใด ทั้งคดีได้มีการเลื่อนการพิจารณามาประมาณ 5 เดือนแล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นและไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไป แม้จำเลยทั้งสองจะได้ยื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาก็ตาม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหากพิจารณาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะประวิงคดีและรอไว้จนกระทั่ง ว. ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากเสร็จสิ้นจึงได้อนุญาตตามคำร้องของจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยไม่ล่าช้า ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นในวันที่ 5 มิถุนายน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83และคืนเงินที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83)จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือนคืนเงินที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นในวันที 5 มิถุนายน 2541 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคดีในวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ตามคำร้องขอของนายแสงชัย เจียระนัยปรีเปรมทนายความที่จำเลยทั้งสองแต่งตั้ง และยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้นายวรวิทย์ กิตติชยางกูร ทนายความที่ศาลแต่งตั้งทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยทั้งสองถามค้านพันตำรวจโทระยอง ยังอยู่และจ่าสิบตำรวจมานพ เทศเรือง พยานโจทก์ต่อไปก่อนทั้งที่จำเลยทั้งสองได้แถลงด้วยวาจาว่าไม่ประสงค์ให้นายวรวิทย์ทำหน้าที่เป็นทนายความให้แก่จำเลยทั้งสอง และยังได้ยื่นคำร้องขอถอนนายวรวิทย์จากการเป็นทนายความก่อนที่นายวรวิทย์จะถามค้านพันตำรวจโทระยองพยานโจทก์ปากแรกเสร็จสิ้นลง แต่ศาลชั้นต้นยังคงให้นายวรวิทย์ทำหน้าที่ต่อไปจนเสร็จสิ้นการถามค้านจ่าสิบตำรวจมานพพยานโจทก์ปากที่สอง จากนั้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองถอนนายวรวิทย์จากการเป็นทนายความของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเพราะไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่นั้น เห็นว่าการพิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของนายแสงชัยทนายความที่จำเลยทั้งสองแต่งตั้ง ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการพิจารณาคดีให้เป็นไปโดยไม่ล่าช้าเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 40 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่า คำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าวมีเหตุจำเป็นและสมควรอนุญาตหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเริ่มพิจารณาคดีนัดแรกโดยให้นัดพร้อมวันที่ 29 มกราคม 2541 และให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 2 เมษายน 2541 แต่ในวันดังกล่าวพันตำรวจโทระยอง ซึ่งเป็นพยานคู่กับจ่าสิบตำรวจมานพติดราชการไม่อาจมาศาลได้ ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการพิจารณาคดีไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 5 มิถุนายน 2541 ซึ่งในวันดังกล่าวนายแสงชัยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่า เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความและยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดแห่งคดี แต่เมื่อนายวรวิทย์ทนายความที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้เป็นทนายความของจำเลยทั้งสองได้มาศาลและพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อบกพร่องแต่ประการใด ทั้งคดีได้มีการเลื่อนการพิจารณาคดีมาประมาณ 5 เดือนแล้วจึงไม่มีเหตุจำเป็นและไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปตามคำร้องของนายแสงชัย แม้จำเลยทั้งสองจะได้ยื่นคำร้องขอถอนนายวรวิทย์ออกจากการเป็นทนายความในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาก็ตาม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหากพิจารณาเห็นว่า การกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะประวิงคดี และรอไว้จนกระทั่งนายวรวิทย์ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากเสร็จสิ้นจึงได้อนุญาตตามคำร้องของจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยไม่ล่าช้า ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2541 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย สังวาลย์ ขันธลักษณา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7450/2544
#42664
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้นำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นทั้งภาพยนตร์วีดีโอซีดีของกลางก็มีจำนวนเพียง 81 แผ่น ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัดว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมากเพียงใดการที่ศาลชั้นต้นวางโทษปรับจำเลยสูงถึง 162,000 บาท นับว่าหนักเกินไป ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยเช่าสถานที่ประกอบกิจการเป็นแผงขนาดเล็ก มิได้เป็นร้านค้าใหญ่โตแต่อย่างใดดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวางโทษปรับจำเลย 13,000 บาท จึงหนักเกินไปเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเฉพาะโทษปรับในความผิดทั้งสองฐานเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ซึ่งผู้เสียหายทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์และได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โดยการนำภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดออกขายเสนอขายและมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นภาพยนตร์วีดีโอซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ด และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์วีดีโอซีดีซึ่งบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายวีดีโอซีดีดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร และไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยแผ่นภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่บันทึกเสียงและภาพซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป จึงยึดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นภาพยนตร์วีดีโอซีดีของกลางจำนวน 81 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 31, 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 162,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 13,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ175,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 87,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ให้วีดีโอซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 81 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับในสถานเบานั้น สำหรับในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เห็นว่าจำเลยเป็นเพียงผู้นำออกขาย เสนอขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่มีผู้นำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น ทั้งภาพยนตร์วีดีโอซีดีของกลางก็มีจำนวนเพียง 81 แผ่น ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนักและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัดว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมากเพียงใด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยสูงถึง162,000 บาท นับว่าหนักเกินไป ส่วนในความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 นั้น ก็เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าจำเลยเช่าสถานที่ประกอบกิจการเป็นแผงขนาดเล็ก มิได้เป็นร้านค้าใหญ่โตแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลย 13,000 บาท จึงหนักเกินไปเช่นกัน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเฉพาะโทษปรับในความผิดทั้งสองฐานเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งรูปคดี อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับ ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31, 70 วรรคสอง ปรับ 60,000 บาท ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6,34 ให้ปรับ 10,000 บาท รวมโทษปรับ 70,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 35,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 31 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พิเชษฐ์ ชื่นชม
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7449/2544
#43371
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว ฉะนั้น สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์

หลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ช. ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 15 ปี และเป็นเวลาภายหลังจากที่สิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดก และในการยื่นคำร้องขอของ ช. ก็มิได้ระบุว่าโจทก์เป็นทายาท ครั้น ช. ขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกจำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทเช่นกัน และเมื่อจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 และ ป. ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ได้มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ที่ดินและตึกแถวตกแก่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกและให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ดังนี้ การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดย ช. และโดยจำเลยที่ 4 การร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และ ป. ที่ให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 แล้วไม่ ฉะนั้น จึงถือไม่ได้ว่า ช. ป. และจำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ไม่โจทก์จะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางทองปลั่งหรือปลั่ง หุ้นเป้าหรือปัทมานุชหรือเรืองกูร เจ้ามรดก เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2518 มีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 7 คนคือ โจทก์ นางชวนชื่น ไชยชนะ จำเลยทั้งสี่ และนายปราโมช จีระพันธ์เจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 39 ตารางวาพร้อมตึกแถว 3 ชั้น 14 ห้อง และบ้านเดี่ยว 2 หลัง ร่วมกับนายประสงค์ปัทมานุช หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทายาทได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยทั้งสี่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมและได้มีการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ไปเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการยักย้ายปิดบังที่ดินทรัพย์มรดกส่วนของโจทก์ตามกฎหมายคิดเป็นเนื้อที่ 36.58 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เนื้อที่ 36.58 ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่หากไม่อาจปฏิบัติได้ ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน9,145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายสมชาติ ลาภคล้อยมาทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์จำนวน 20.90 ตารางวา โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,090,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์ เป็นเนื้อที่ 14.632 ตารางวา หากไม่สามารถโอนได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 1,463,200 บาท แก่โจทก์ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเดิมนางทองปลั่งหรือปลั่ง หุ่นเป้าหรือปัทมานุชหรือเรืองกูร เจ้ามรดก มีสามีคนแรกคือนายเชาว์ เรืองกูร มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางชวนชื่น ไชยชนะ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2484 เจ้ามรดกได้จดทะเบียนสมรสกับนายประสงค์ปัทมานุช มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานครมีการแบ่งแยกโดยนายประสงค์ได้รับยกให้มีเนื้อที่ 1 ไร่ 39 ตารางวา วันที่ 6มิถุนายน 2489 นายประสงค์ได้จดทะเบียนให้เจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเสน่หา แต่ไม่ได้ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิมหรือสินสมรสจึงต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1466 (เดิม) ซึ่งเจ้ามรดกมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน ตามมาตรา 1517(เดิม) วันที่ 6 พฤษภาคม 2491 นายประสงค์และเจ้ามรดกหย่าขาดจากกัน หลังจากนั้นเจ้ามรดกไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสายัณห์หรืออาทิตย์ จีระพันธ์ และมีบุตรด้วยกันคือนายปราโมช จีรพันธ์ต่อมาเจ้ามรดกได้เลิกร้างจากนายสายัณห์และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 วันที่ 14เมษายน 2518 เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามคำฟ้องโจทก์7 คน คือโจทก์ นางชวนชื่น จำเลยทั้งสี่และนายปราโมทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 14เมษายน 2518 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินพิพาทเลยจนกระทั่งปัจจุบันโดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้นำตึกแถว 14 ห้อง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่าโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยได้รับเงินค่าเช่าเลย โจทก์ได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2532 และลาสิกขาบทเมื่อวันที่ 19มิถุนายน 2539 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 เท่านั้นที่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว ฉะนั้น สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์ แม้นางชวนชื่น ไชยชนะ จะเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2533 แต่ก็เป็นภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 15 ปี และเป็นภายหลังจากที่สิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดก อีกทั้งคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางชวนชื่นนั้นก็มิได้ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทแต่อย่างใด และในคดีที่นางชวนชื่นในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ระบุว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกมีเพียง 5 คน คือ นางชวนชื่นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชเท่านั้น เมื่อนางชวนชื่นขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทเช่นกัน ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ 4 จึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยื่นต่อศาล ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกลงให้ที่ดินพิพาทและตึกแถว 14 ห้อง อันเป็นทรัพย์มรดกตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3เท่านั้น ศาลจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ดังนี้ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยนางชวนชื่นและโดยจำเลยที่ 4 การร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชที่ให้ถอนจำเลยที่ 4จากการเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แล้วไม่ ฉะนั้น จึงถือไม่ได้ว่านางชวนชื่น นายปราโมช และจำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ไม่ โจทก์จะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลม หุ่นเป้า โดยนาย สมชาติ ลาภคล้อยมา
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง เฉิดโฉม ปัทมานุช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7449/2544
#69594
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินพิพาท คงมีแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เนื้อที่ 36.58 ตารางวา คืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้เสียภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่อาจปฏิบัติได้ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายสมชาติ ลาภคล้อยมา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์จำนวน 20.90 ตารางวา โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,090,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 14.632 ตารางวา หากไม่สามารถโอนได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 1,463,200 บาท แก่โจทก์ ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมนางทองปลั่งหรือปลั่ง หุ่นเป้าหรือปัทมานุชหรือเรืองกูร เจ้ามรดกมีสามีคนแรกคือ นายเชาว์ เรืองกูร มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางชวนชื่น ไชยชนะ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2484 เจ้ามรดกได้จดทะเบียนสมรสกับนายประสงค์ ปัทมานุช มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร มีการแบ่งแยกโดยนายประสงค์ได้รับยกให้มีเนื้อที่ 1 ไร่ 39 ตารางวา วันที่ 6 มิถุนายน 2489 นายประสงค์ได้จดทะเบียนให้เจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเสน่หา แต่ไม่ได้ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิมหรือสินสมรส จึงต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 (เดิม) ซึ่งเจ้ามรดกมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน ตามมาตรา 1517 (เดิม) วันที่ 6 พฤษภาคม 2491 นายประสงค์และเจ้ามรดกหย่าขาดจากกัน หลังจากนั้นเจ้ามรดกไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสายัณห์หรืออาทิตย์ จีระพันธ์ และมีบุตรด้วยกัน คือนายปราโมช จีระพันธ์ ต่อมาเจ้ามรดกได้เลิกร้างจากนายสายัณห์และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 วันที่ 14 เมษายน 2518 เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามคำฟ้องโจทก์ 7 คน คือโจทก์ นางชวนชื่น จำเลยทั้งสี่และนายปราโมทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2518 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินพิพาทเลยจนกระทั่งปัจจุบัน โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้นำตึกแถว 14 ห้อง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่าโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยได้รับเงินค่าเช่าเลย โจทก์ได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2532 และลาสิกขาบทเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้นที่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว ฉะนั้น สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์แม้นางชวนชื่น ไชยชนะ จะเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2533 แต่ก็เป็นภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 15 ปี และเป็นภายหลังจากที่สิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกอีกทั้งคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางชวนชื่นก็มิได้ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทแต่อย่างใด และในคดีที่นางชวนชื่นในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ระบุว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกมีเพียง 5 คน คือ นางชวนชื่น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชเท่านั้น เมื่อนางชวนชื่นขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทเช่นกัน ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ 4 จึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยื่นต่อศาล ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกลงให้ที่ดินพิพาทและตึกแถว 14 ห้อง อันเป็นทรัพย์มรดกตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น ศาลจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ดังนี้ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยนางชวนชื่นและโดยจำเลยที่ 4 การร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชที่ให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดก เท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 แล้วไม่ ฉะนั้น จึงถือไม่ได้ว่านางชวนชื่น นายปราโมช และจำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ไม่ โจทก์จะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลม หุ่นเป้า โดยนายสมชาติ ลาภคล้อยมา
จำเลย — เฉิดโฉม ปัทมานุช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิวัธน ทองลงยา
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7448/2544
#43370
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ ศ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งส. เป็นผู้จัดการมรดกของ ศ. ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าการจัดการมรดกยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีที่ดินอีกสองแปลงที่ยังไม่แบ่งปันแก่ทายาท ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก อ้างว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วและผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลตามกำหนด ดังนี้เมื่อปรากฏว่าในระหว่างที่ ส. เป็นผู้จัดการมรดกยังมีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันคือที่ดินอีก 2 แปลง และไม่ปรากฏว่า ส. ได้จัดการโอนที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว แม้บรรดาทายาทอื่นได้ไปให้ถ้อยคำสละไม่รับมรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดินและยินยอมให้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้คัดค้านก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้วโดยผู้ร้องมิได้ร่วมตกลงด้วย จึงไม่ผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง กรณีจึงต้องถือว่ายังมีทรัพย์มรดกที่ยังแบ่งปันไม่แล้วเสร็จในขณะที่ ส. ผู้จัดการมรดกยังมีชีวิตอยู่และมีเหตุต้องจัดการทรัพย์มรดกต่อไป

แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1728 และมาตรา 1729 จะกำหนดให้ผู้ร้องต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายระบุไว้ และรูปแบบบัญชีจะต้องทำตามแบบในมาตรา 1729 ก็ตาม แต่ขณะผู้ร้องได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกต่อจาก ส. มีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการอยู่เพียง 2 รายการ คือ ที่ดิน 2 แปลงเท่านั้นและผู้ร้องได้ทำบัญชีไว้แล้ว แม้จะไม่ทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดก็ตาม เมื่อทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องจะต้องจัดการมีเพียง 2 รายการ และมิได้มีข้อยุ่งยากแก่การจัดการ ดังนั้น การที่ผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกตามรูปแบบและภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 1729 กรณียังไม่พอถือว่าผู้ร้องมิได้ทำบัญชีทรัพย์สินอันเป็นการเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก กรณียังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุดใจ พ่วงศิริเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริ พ่วงศิริ ผู้ตาย ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2535นายสุดใจผู้จัดการมรดกได้ถึงแก่กรรม ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าการจัดการมรดกไม่แล้วเสร็จเพราะยังมีที่ดินอีก 2 แปลง ที่ยังไม่แบ่งปันแก่ทายาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 167196 และที่ดินโฉนดเลขที่ 165235 ผู้ร้องและทายาทอื่นไม่อาจดำเนินการขอรับมรดกที่ดินดังกล่าวเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทได้จึงขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริ พ่วงศิริ แทนนายสุดใจผู้จัดการมรดกคนเดิมซึ่งถึงแก่กรรมไป ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วไม่มีทายาทอื่นคัดค้าน จึงมีคำสั่งลงวันที่ 14 มีนาคม 2539 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนนายสุดใจ พ่วงศิริ

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่อยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมิใช่เป็นบุตรโดยสายโลหิตและมิใช่ทายาทโดยธรรมของนายศิริทั้งไม่มีสิทธิในที่ดินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.4 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เห็นว่า เป็นข้อที่ผู้คัดค้านเพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้วไม่มีเหตุที่ต้องจัดการทรัพย์มรดกอีกนั้น เห็นว่าแม้การแบ่งปันมรดกหาจำต้องทำเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างทายาทตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็ตาม แต่ต้องเป็นการแบ่งปันมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง เท่านั้นเมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2528 นายศิริเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ครั้นวันที่ 9 ธันวาคม 2528 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นายสุดใจเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริ ในระหว่างที่นายสุดใจเป็นผู้จัดการมรดกยังเหลือมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน คือ ที่ดินอีก 2 แปลงตามเอกสารหมาย ร.1 และ ร.4 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2535 นายสุดใจผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริต่อจากนายสุดใจและไม่ปรากฏว่านายสุดใจได้จัดการโอนที่ดินตามเอกสารหมาย ร.1 และร.4 ให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว ทั้งพฤติการณ์ที่บรรดาทายาท เช่น นางเขียนนายประเสริฐ นางประยงค์ไปให้ถ้อยคำสละไม่รับมรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดินและยินยอมให้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย ร.1 และร.4 แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2539 ตามฎีกาของผู้คัดค้านนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว โดยผู้ร้องมิได้ร่วมตกลงด้วยแต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันผู้ร้องตามมาตรา 1750 วรรคสอง ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ายังมีทรัพย์มรดกที่ยังแบ่งปันไม่แล้วเสร็จในขณะที่นายสุดใจผู้จัดการมรดกยังมีชีวิตอยู่ และมีเหตุต้องจัดการทรัพย์มรดกต่อไป จึงเป็นการชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า บ้านของผู้ร้องกับบ้านของผู้คัดค้านอยู่ติดกัน ส่วนบ้านของนายประเสริฐและนายสุดใจก็อยู่ในละแวกเดียวกัน โดยอยู่ห่างจากบ้านผู้ร้องเพียง 400 เมตร ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยมีเจตนาไม่สุจริตปกปิดมิให้ทายาทล่วงรู้การมาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ในการนัดไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลได้ประกาศนัดไต่สวนแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้านจากหลักฐานในสำนวนก็ปรากฏว่ามีการประกาศนัดไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกด้วย ข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านนำสืบและฎีกาขึ้นมายังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

สำหรับปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1729อันเป็นการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1728 และ 1729 จะกำหนดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายระบุไว้ และแม้รูปแบบบัญชีจะต้องทำตามแบบที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1729 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดว่า ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกต่อจากนายสุดใจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิริคนแรก และในชั้นที่ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกนี้ก็มีทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการอยู่เพียง 2 รายการ คือ ที่ดิน 2 แปลงตามเอกสารหมาย ร.1 และ ร.4 เท่านั้น และเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวผู้ร้องก็ได้ทำบัญชีไว้ตามเอกสารหมาย ร.24 แล้ว แม้จะไม่ได้ทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ตาม เมื่อทรัพย์มรดกที่ผู้ร้องจะต้องจัดการมีเพียง2 รายการและมิได้มีข้อยุ่งยากแก่การจัดการ ดังนั้น การที่ผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกตามรูปแบบและภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1729 ก็ตาม กรณียังไม่พอถือว่าผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์สิน อันเป็นการเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก กรณียังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1728 ม. 1729 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง พยูร นากสุก
ผู้คัดค้าน — นาย อาภรณ์ พ่วงศิริ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7443/2544
#44008
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง จำเลยจะต้องยื่นเอกสารและคำคู่ความต่าง ๆ โดยตรงต่อศาลภาษีอากรกลาง การที่จำเลยจะยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสซึ่งตนมีภูมิลำเนาอยู่ จึงต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯมาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 10 การที่จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดพร้อมคำแถลงโดยมิได้ทำเป็นคำร้องต่อศาลจังหวัดนราธิวาสโดยอ้างเพียงว่าจะครบกำหนดยื่นคำให้การ ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันที่ศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลจังหวัดนราธิวาสรับคำให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำส่งโดยทางโทรสารให้ด้วย และไม่ได้ระบุว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยอย่างใดจึงเดินทางไปยื่นคำให้การเองไม่ได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 10 จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้

แต่การที่จำเลยได้เคยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การผ่านศาลจังหวัดนราธิวาสมาก่อนแล้วครั้งหนึ่งและศาลภาษีอากรกลางได้พิจารณาสั่งคำแถลงดังกล่าวให้ทั้งที่กรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างใดนั้นจึงไม่ชอบ การที่ศาลภาษีอากรกลางยอมรับและมีคำสั่งให้ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่าสามารถยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสได้เช่นกัน การที่จำเลยยื่นคำให้การโดยมิชอบจึงสืบเนื่องมาจากการที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม แต่เนื่องจากได้ล่วงเลยระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยแล้ว กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่สมควรขยายระยะเวลาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรรวม 880,851.47 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในค่าภาษีจำนวน 296,785 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกินค่าภาษี ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9ร่วมรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน 880,851.47 บาท ตามอัตราส่วนการลงทุนแต่ไม่เกินจำนวนเงินที่รับไปในฐานะผู้ถือหุ้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ยื่นคำแถลงและยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ว่าได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ซึ่งจะครบกำหนดยื่นคำให้การวันที่ 30 ตุลาคม 2543 (ที่ถูกวันที่ 31 ตุลาคม 2543) แต่ทนายจำเลยที่ 1ถึงที่ 7 และที่ 9 เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเมื่อใกล้จะครบกำหนดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางได้จึงขอยื่นคำให้การและบัญชีระบุพยานต่อศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 มีภูมิลำเนาเพื่อจัดการนำส่งโดยทางโทรสาร ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งว่าดำเนินการให้ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลจังหวัดนราธิวาสดำเนินการส่งคำร้องคำให้การและบัญชีระบุพยานดังกล่าวทางโทรสารให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินการต่อไป คงส่งคำแถลงคำให้การและบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1ถึงที่ 7 และที่ 9 ไปยังศาลภาษีอากรกลางตามวิธีปกติและศาลภาษีอากรกลางได้รับเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ปิดหมายวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ครบกำหนดยื่นคำให้การวันที่ 31 ตุลาคม 2543 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9ยื่นคำให้การพร้อมคำแถลงลงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้จัดส่งไปศาลภาษีอากรกลางโดยอ้างเพียงว่า ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันทีศาลภาษีอากรกลางทั้งที่ยังมีเวลาดำเนินการในวันรุ่งขึ้นได้ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยที่จะยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้และเมื่อพ้นกำหนดยื่นคำให้การไปแล้วจึงไม่รับคำให้การจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าต่อศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการปิดหมายในวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7และที่ 9 ได้ยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาส โดยขอให้ศาลจังหวัดนราธิวาสส่งคำแถลงไปให้ศาลภาษีอากรกลางทางโทรสาร ศาลจังหวัดนราธิวาสดำเนินการส่งคำแถลงดังกล่าวให้แก่ศาลภาษีอากรกลางตามขอในวันที่ 18 ตุลาคม 2543 ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำแถลงแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9สามารถยื่นคำให้การได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2543 จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ หลังจากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2543จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ยื่นคำให้การพร้อมคำแถลงต่อศาลจังหวัดนราธิวาส ขอให้ศาลจังหวัดนราธิวาสส่งคำให้การไปให้ศาลภาษีอากรกลางโดยทางโทรสาร ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งว่า ดำเนินการให้ แต่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดนราธิวาสจัดส่งคำให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าวให้แก่ศาลภาษีอากรกลางโดยวิธีธรรมดา ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน2543 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่ง "ปิดหมายวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ครบกำหนดยื่นคำให้การวันที่ 31 ตุลาคม 2543 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9ยื่นคำให้การพร้อมคำแถลงลงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ต่อศาลจังหวัดนราธิวาสเพื่อให้จัดส่งไปศาลภาษีอากรกลางโดยอ้างเพียงว่าไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันที่ศาลภาษีอากรกลางทั้งที่ยังมีเวลาดำเนินการในวันรุ่งขึ้นได้ จึงมิใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จะยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้ และเมื่อกรณีเกินกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การแล้ว จึงไม่รับคำให้การจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9" มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าต่อศาลภาษีอากรกลาง จำเลยทั้งเก้าจะต้องยื่นเอกสารและคำคู่ความต่าง ๆ โดยตรงต่อศาลภาษีอากรกลางการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 จะยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสซึ่งตนมีภูมิลำเนาอยู่จึงต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 การที่ในวันที่ 30 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ยื่นคำให้การพร้อมคำแถลงโดยมิได้ทำเป็นคำร้อง ต่อศาลจังหวัดนราธิวาสโดยอ้างเพียงว่าจะครบกำหนดยื่นคำให้การ ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันที่ศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลจังหวัดนราธิวาสรับคำให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำส่งโดยทางโทรสารให้ด้วยและไม่ได้ระบุว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยอย่างใดจึงเดินทางไปยื่นคำให้การที่ศาลภาษีอากรกลางเองไม่ได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 10 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 จึงไม่อาจยื่นคำให้การที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ได้เคยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดนราธิวาสในวันที่ 17 ตุลาคม2543 และศาลภาษีอากรกลางได้พิจารณาสั่งคำแถลงดังกล่าวให้ทั้งที่กรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างใดนั้น จึงไม่ชอบ การที่ศาลภาษีอากรกลางยอมรับและมีคำสั่งให้ดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7และที่ 9 เข้าใจว่าสามารถยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสได้เช่นกันการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ยื่นคำให้การโดยมิชอบต่อศาลจังหวัดนราธิวาสจึงสืบเนื่องมาจากการที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม แต่เนื่องจากได้ล่วงเลยระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 แล้วกรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่สมควรขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9ดำเนินการยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางต่อไปอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ถึงที่ 7 และที่ 9 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำสั่งไม่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และคำสั่งไม่รับคำให้การของศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9ยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้พ้นกำหนดไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจยื่นคำให้การ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท สุวรรณ์โกลกอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7443/2544
#67159
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง จำเลยจะต้องยื่นเอกสารและคำคู่ความต่าง ๆ โดยตรงต่อศาลภาษีอากรกลาง การที่จำเลยจะยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสซึ่งตนมีภูมิลำเนาอยู่ จึงต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 10

จำเลยยื่นคำให้การพร้อมคำแถลงโดยมิได้ทำเป็นคำร้องต่อศาลจังหวัดนราธิวาสซึ่งตนมีภูมิลำเนาโดยอ้างเพียงว่าจะครบกำหนดยื่นคำให้การ ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันที่ศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลจังหวัดนราธิวาสรับคำให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำส่งโดยทางโทรสารให้ด้วย และไม่ได้ระบุว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยอย่างใดจึงเดินทางไปยื่นคำให้การที่ศาลภาษีอากรกลางเองไม่ได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 10 แห่ง ป.วิ.พ. จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้ แต่การที่จำเลยได้เคยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดนราธิวาส และศาลภาษีอากรกลางได้พิจารณาสั่งคำแถลงดังกล่าวให้ทั้งที่กรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างใด จึงไม่ชอบ การที่ศาลภาษีอากรกลางยอมรับและมีคำสั่งให้ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่าสามารถยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสได้เช่นกัน การที่จำเลยยื่นคำให้การโดยมิชอบต่อศาลจังหวัดนราธิวาสจึงสืบเนื่องมาจากการที่ศาลภาษีภากรกลางมีคำสั่งที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม แต่เนื่องจากได้ล่วงเลยระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยแล้ว กรณีจึงเป็นเหตุสุดวิสัย ที่สมควรขยายระยะเวลาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางได้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าภาษีอากร จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินเพิ่ม กับให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ ร่วมรับผิดชำระหนี้ภาษีอากร

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ยื่นคำแถลงและยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ ว่าได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการปิดหมายเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ซึ่งจะครบกำหนดยื่นคำให้การเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ (ที่ถูกวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓) แต่ทนายจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเมื่อใกล้จะครบกำหนดยื่นคำให้การ ไม่สามารถยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางได้จึงขอยื่นคำให้การและบัญชีระบุพยานต่อศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ มีภูมิลำเนา เพื่อจัดการนำส่งโดยทางโทรสาร ต่อมาวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งว่า ดำเนินการให้ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลจังหวัดนราธิวาสดำเนินการส่งคำร้องคำให้การและบัญชีระบุพยานดังกล่าวทางโทรสาร คงส่งคำแถลงคำให้การและบัญชีระบุพยานตามวิธีปกติและศาลภาษีอากรกลางได้รับเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ต่อมาวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ปิดหมายวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ครบกำหนดยื่นคำให้การวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ไม่รับคำให้การจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าต่อศาลภาษีอากรกลาง จำเลยทั้งเก้าจะต้องยื่นเอกสารและคำคู่ความต่าง ๆ โดยตรงต่อศาลภาษีอากรกลาง การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ จะยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสซึ่งตนมีภูมิลำเนาอยู่ จึงต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐ การที่ในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ยื่นคำให้การพร้อมคำแถลงโดยมิได้ทำเป็นคำร้องต่อศาลจังหวัดนราธิวาสโดยอ้างเพียงว่าจะครบกำหนดยื่นคำให้การ ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันที่ศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลจังหวัดนราธิวาสรับคำให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำส่งโดยทางโทรสารให้ด้วย และไม่ได้ระบุว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยอย่างใดจึงเดินทางไปยื่นคำให้การที่ศาลภาษีอากรกลางเองไม่ได้ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๑๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ จึงไม่อาจยื่นคำให้การที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ได้เคยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดนราธิวาส และศาลภาษีอากรกลางได้พิจารณาสั่งคำแถลงดังกล่าวให้ทั้งที่กรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างใดนั้น จึงไม่ชอบ การที่ศาลภาษีอากรกลางยอมรับและมีคำสั่งให้ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ เข้าใจว่าสามารถยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสได้เช่นกัน การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ยื่นคำให้การโดยมิชอบต่อศาลจังหวัดนราธิวาสจึงสืบเนื่องมาจากการที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม แต่เนื่องจากได้ล่วงเลยระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ แล้ว กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่สมควรขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ดำเนินการยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางต่อไป

พิพากษายกคำสั่งไม่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และคำสั่งไม่รับคำให้การของศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้พ้นกำหนดไม่ยื่น ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำให้การ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 10 ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทสุวรรณโกลกอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7442/2544
#42663
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์และปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่าส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมแสดงว่าศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อสั่งเกี่ยวกับความมรณะของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2รวมทั้งมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และชื่อนายคำนึง สกุลสุวรรณ ออกจากการเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของแทน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 3 เล่มที่ 1 ก. หน้า 3 เลขที่ดิน 41 หมู่ที่ 2 ตำบลนิคมลำนารายณ์อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 45 ไร่ ของจำเลยที่ 2 ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสามฎีกาโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายสวัสดิ์พวงจำปี จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความฟังแล้ว ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรขอเข้ารับมรดกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวน แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้ตายพร้อมทั้งมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปอีก 20 วัน นับแต่วันมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ 2 จึงยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในเวลาต่อมา ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนามรณบัตรแนบท้ายคำร้องขอเข้ารับมรดกความว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541 อันเป็นเวลาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ว่าเจ้าหน้าที่ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมไปแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งแจ้งนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่ทนายความของจำเลยที่ 2 แสดงว่าศาลชั้นต้นได้ทราบว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กรณีจึงย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดีให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะโดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามาเนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ" และวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติต่อไปว่า "ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ" ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ 2ถึงแก่ความตายขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งเกี่ยวกับความมรณะของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 รวมทั้งมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้ถูกต้องก่อน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้นายสวัสดิ์ พวงจำปี จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งเกี่ยวกับความมรณะของจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อุดม ภู่ศิริฤทธิ์
จำเลย — นาย สวัสดิ์ พวงจำปี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7442/2544
#69623
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แก่ทนายความของจำเลยที่ 2 แสดงว่าศาลชั้นต้นได้ทราบว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งเกี่ยวกับความมรณะของจำเลยที่ 2 แล้ว มีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 รวมทั้งมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 จึงล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้ถูกต้องก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และชื่อนายคำนึง สกุลสุวรรณ บิดาของจำเลยที่ ๓ ออกจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของแทน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ นำที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งมีเอกสารประกอบที่ดินเป็นทะเบียนที่ดินนิคม ลำนารายณ์ไปวางเป็นประกันเงินกู้ไว้กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาลพบุรี ที่โจทก์เป็นสมุห์บัญชีในขณะนั้น โดยจำเลยที่ ๑ ชำระเงินกู้ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วแต่มิได้ขอเอกสารคืน จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินให้นายคำนึง สกุลสุวรรณ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๒๒ นายคำนึงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาและเมื่อนายคำนึงถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำนึงจึงมีสิทธิคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ได้ คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท นายคำนึง สกุลสุวรรณ บิดาจำเลยที่ ๓ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๒๒ จนถึงแก่กรรม หลังจากนายคำนึงถึงแก่กรรมทายาทได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะส่วนตัว เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายคำนึงที่ยังมิได้แบ่งแยก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทะเบียนเลขที่ ๓ เล่มที่ ๑ ก. หน้า ๓ เลขที่ดิน ๔๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลนิคมลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ ๔๕ ไร่ ของจำเลยที่ ๒ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายสวัสดิ์ พวงจำปี จำเลยที่ ๑ เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ ๒ ผู้ตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้คู่ความฟังแล้ว ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรขอเข้ารับมรดกความของจำเลยที่ ๒ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวน แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๒ ผู้ตายพร้อมทั้งมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปอีก ๒๐ วัน นับแต่วันมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ ๒ จึงยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในเวลาต่อมา ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนามรณบัตรแนบท้ายคำร้องขอเข้ารับมรดกความว่า จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ อันเป็นเวลาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ว่าเจ้าหน้าที่ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ แก่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรมไปแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งแจ้งนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ แก่ทนายความของ จำเลยที่ ๒ แสดงว่าศาลชั้นต้นได้ทราบว่าจำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ กรณีจึงย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือ บุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ โดยมีคำขอเข้ามาเอง หรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามาเนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ" และวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติต่อไปว่า "ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ" ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตายขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ แล้วส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนไปยัง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เพื่อพิจารณาสั่งเกี่ยวกับความมรณะของจำเลยที่ ๒ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๒ รวมทั้งมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ ๒ และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ จึงล้วนเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้ถูกต้องก่อน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้นายสวัสดิ์ พวงจำปี จำเลยที่ ๑ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๒ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำสั่งเกี่ยวกับความมรณะของจำเลยที่ ๒ และมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสาม คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสาม ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 42 ม. 243 ม. 244 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม ภู่ศิริฤทธิ์
จำเลย — นายสวัสดิ์ พวงจำปี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7421/2544
#42662
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสองที่บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่" นั้น หมายความว่าเมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้แล้ว ศาลต้องสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นด้วย อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 102, 102(3) ทวิ, 127 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ วรรคสอง และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 127 ทวิ วรรคสอง) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง), 157 ทวิ วรรคสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษและไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสองและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 57, 91 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่าแม้การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง แต่รถยนต์ที่จำเลยขับขณะถูกจับกุมดำเนินคดีนี้เป็นเพียงรถยนต์บรรทุกสี่ล้อ มิใช่รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่หรือรถยนต์โดยสารซึ่งหากมีความเสียหายเกิดขึ้นโดยปกติย่อมรุนแรงน้อยกว่ารถยนต์ประเภทดังกล่าว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไว้ด้วยแต่ที่จำเลยฎีกาขอให้ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยนั้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสองบัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้แล้ว ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ด้วยอันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157ทวิ วรรคสอง แล้ว ย่อมต้องมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 70,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ35,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 157 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ขันดี ฝั่งซ้าย
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7413/2544
#42661
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหายกข้อเท็จจริงขึ้นมาในชั้นฎีกาว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาปล่อยผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นผิดไปนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากลับให้การปฏิเสธในชั้นฎีกา ข้ออ้างตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวจึงขัดกับคำให้การรับสารภาพและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษผิดมรรยาททนายความตามพระราชบัญญัติทนายความฯ มาตรา 52(2) ที่ห้ามทำการเป็นทนายความภายในกำหนดเวลา ฉะนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำคำให้การให้จำเลย 1 ครั้งและว่าความในฐานะทนายความจำเลยอีก 3 ครั้งในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นสำหรับคดีนี้ จึงเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจพึงกระทำได้เพราะผู้ถูกกล่าวหายังไม่พ้นกำหนดห้ามทำการเป็นทนายความดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเสร็จเด็ดขาดในแต่ละครั้งที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำ กรณีเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันซึ่งต้องลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91และเมื่อความปรากฏต่อศาลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเช่นเดียวกันนี้อีกหลายคดี ศาลจึงมีอำนาจให้นับโทษของผู้ถูกกล่าวหาต่อจากคดีอื่นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69, 102 ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นถามจำเลยว่ามีทนายความมาหรือไม่ จำเลยแถลงว่า ไม่มีและต้องการทนายความศาลชั้นต้นจึงมีหนังสือขอแรงผู้ถูกกล่าวหาให้เป็นทนายความจำเลย เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2541 จำเลยแต่งตั้งให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความจำเลยต่อมาสภาทนายความมีหนังสือแจ้งให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหนองคายทราบว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 คณะกรรมการสภาทนายความมีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2539 ให้จำหน่ายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกจากทะเบียนทนายความเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2528 มาตรา 43 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวนในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบมาตรา 33 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ให้ลงโทษ 4 กระทงจำคุกกระทงละ 1 วัน รวมจำคุก 4 วัน ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของผู้ถูกกล่าวหาในคดีละเมิดอำนาจศาลคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1242/2538 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1551/2541 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1260/2541 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1583/2540 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 364/2542 ของศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาประการแรกว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหายกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ขึ้นมาในชั้นนี้แล้วอ้างว่าไม่ถือว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้วขอให้ศาลฎีกาพิพากษาปล่อยผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นผิดไปนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากลับให้การปฏิเสธในชั้นฎีกา ข้ออ้างตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวจึงขัดกับคำให้การรับสารภาพผิดของผู้ถูกกล่าวหาฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ประการที่สองที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษเรียงกระทงและนับโทษต่อจากคดีอื่นนั้นไม่ถูกต้อง เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษผิดมรรยาททนายความตามพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2528 มาตรา 52(2) ที่ว่าห้ามทำการเป็นทนายความ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นกำหนดห้ามทำการเป็นทนายความในวันที่ 23 มกราคม 2543 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือของสภาทนายความ ซึ่งเก็บอยู่ในสำนวนสารบาญเก็บอันดับที่ 9 นั้น เป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องห้ามว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ...ให้แก่บุคคลอื่น ตามที่พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528มาตรา 33 บัญญัติไว้ ฉะนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหามาทำคำให้การให้จำเลย1 ครั้ง และว่าความในฐานะทนายความจำเลยอีก 3 ครั้ง ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นสำหรับคดีนี้จึงเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจพึงกระทำได้เพราะผู้ถูกกล่าวหายังไม่พ้นกำหนดห้ามทำการเป็นทนายความดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเสร็จเด็ดขาดในแต่ละครั้งที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำ กรณีเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน ซึ่งต้องลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเมื่อความปรากฏต่อศาลจากการรายงานของนายวิโรจน์ ธารรักษ์ ซึ่งเป็นจ่าศาลจังหวัดหนองคายว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเช่นเดียวกันนี้อีกหลายคดี ปรากฏตามบันทึกข้อความเรื่องนายสุพล ชุมแวงวาปีกระทำการเป็นทนายความในคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเก็บอยู่ในสำนวนสารบาญเก็บอันดับที่ 9 ศาลจึงมีอำนาจให้นับโทษของผู้ถูกกล่าวหาต่อจากคดีอื่นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ประการสุดท้ายที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความรู้กฎหมายย่อมทราบดีถึงสถานภาพในการเป็นทนายความของตน ย่อมต้องตระหนักถึงการปฏิบัติตนในศาลอันเป็นสถานที่ที่สำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้เป็นที่ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนแต่กลับปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและศาล พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้จึงไม่มีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษได้ อีกทั้งยังเห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นลงมานั้นเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาแล้วคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาย สุพล ชุมแวงวาปี
จำเลย — นาย โท ปราบยุทธ์
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7412/2544
#42076
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญา เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธแล้วก็เป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง เพราะแม้ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้ศาลรับฟังได้จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงจะลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งแม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134จะบัญญัติไว้ว่าถ้อยคำของจำเลยหรือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ก็ตามแต่ถ้อยคำหรือคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนก็เป็นเพียงพยานหลักฐานของโจทก์อย่างหนึ่งที่โจทก์จะนำสืบสนับสนุนฟ้องเท่านั้น ดังนั้น ลำพังแต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่อาจที่จะยกขึ้นมายันลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีน ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และเงินสดจำนวน 1,905 บาท ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก7 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ 5.60 กรัม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกกระทงละ 6 เดือน แล้ว รวมเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนมากถึง 80 เม็ด อันมิใช่จำนวนที่พอเหมาะสำหรับการเสพ หากคิดราคาเม็ดละ 60 บาท ก็ต้องใช้เงินซื้อถึง 4,800 บาท ปกติแล้วผู้ติดยาเสพติดให้โทษมีกำลังเงินซื้อได้ครั้งละ 1 ถึง 2 เม็ด เท่านั้น ประกอบกับร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ยังสืบทราบว่า จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7 คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงรับฟังยันตัวจำเลยที่ 1 ได้พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องเพราะแม้ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้นโจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้ศาลรับฟังได้จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงจะลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 จะบัญญัติไว้ว่าให้ถ้อยคำของจำเลยหรือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ก็ตามแต่ถ้อยคำหรือคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนก็เป็นเพียงพยานหลักฐานของโจทก์อย่างหนึ่งที่โจทก์นำสืบสนับสนุนฟ้องเท่านั้น ดังนั้น ลำพังแต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่อาจที่จะยกขึ้นมายันลงโทษจำเลยได้ดังเช่นที่โจทก์ฎีกา ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามเอกสารหมาย จ.7 และจำเลยที่ 1 ก็ยังให้การปฏิเสธฟ้องในชั้นพิจารณาอีกด้วย จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ทางนำสืบของโจทก์ตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรียงยุทธและสิบตำรวจตรีสุรัตน์ได้ความต้องกันว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจออกตรวจท้องที่ผ่านมาถึงหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอจอมบึงเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายจึงได้เรียกให้หยุดขอตรวจ โดยสิบตำรวจตรีสุรัตน์ได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ตอนแรกจะจับกุมข้อหาใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จึงได้เรียกให้หยุด แสดงว่าสิบตำรวจตรียงยุทธและสิบตำรวจตรีสุรัตน์ได้มาพบจำเลยทั้งสองโดยบังเอิญและจะจับกุมจำเลยที่ 1 ข้อหาใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเท่านั้นมิได้มีเจตนาที่จะติดตามจับกุมจำเลยที่ 1ด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่อย่างใด ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์เบิกความว่าได้สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ก็ไม่ได้ความว่าสืบทราบหรือรู้เห็นพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1อย่างไร เมื่อใด การที่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์เบิกความว่าสืบทราบโดยใช้สายลับ เจ้าพนักงานตำรวจและชาวบ้านทั่วไป ย่อมแสดงว่าร้อยตำรวจเอกไพโรจน์เป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น ซึ่งร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 รับว่า ไม่เคยเห็นจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่ได้นำสายลับเจ้าพนักงานตำรวจหรือชาวบ้านทั่วไปที่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์อ้างว่าใช้ไปสืบพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 มาสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอย่างไรแล้ว และเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 มีน้ำหนัก 6.89 กรัม ถึงอย่างไรก็คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่ถึง 20 กรัม ที่จะถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย ธนบูลย์ โตศะศุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7411/2544
#42660
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งทั้งเมื่อศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสามก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้ง แสดงว่ายอมรับอำนาจศาล และไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาล เมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขึ้นมา จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่ส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ เป็นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์เรียบร้อยแล้วและจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 122 และเลขที่ 702 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2540 เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้ายในวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1คงค้างชำระต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 232,706.85 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,232,706.85 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ แต่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินสกุลบาทไทยประมาณ 50,000,000 บาทซึ่งเป็นยอดเงินกู้ที่แท้จริงที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์ อีกทั้งโจทก์ให้จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ในวงเงิน 61,000,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินบาทภายในวงเงินดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,232,706.85 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปีของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ครบให้ยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 จำนองไว้ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์จนกว่าจะครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจในประเทศไทย สำหรับกิจการวิเทศธนกิจอนุญาตให้เปิดสาขาที่จังหวัดชลบุรีด้วยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ผ่านสำนักงานวิเทศธนกิจของโจทก์ สาขาจังหวัดชลบุรี โดยกำหนดเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงิน 2,000,000ดอลลาร์สหรัฐ คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ สำหรับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาประเภทผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีบวกด้วยส่วนเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีปรากฏตามหนังสือสินเชื่อธนาคารเอกสารหมาย จ.9 และจำเลยที่ 1ได้รับเงินกู้จำนวนประมาณ 50,000,000 บาท จากโจทก์ไปแล้วในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.12ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.13 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดิน 2 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามสัญญาจำนอง หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.17เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 61,000,000 บาทด้วยจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หลายคราว และโจทก์ต่ออายุสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง แต่ละครั้งจำเลยที่ 1 จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุจำนวนเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มอบให้โจทก์ทุกครั้ง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อแรกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งและเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสามก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีกเช่นกันแสดงว่าจำเลยทั้งสามยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขึ้นมา จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงินสกุลบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ฮ่องกงและเซียงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิลาศก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7411/2544
#69620
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ จำเลยให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ และจำเลยมิได้โต้แย้ง เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีก แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาล จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด และหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามลำดับ ร่วมกันชำระเงิน ๒,๒๓๒,๗๐๖.๘๕ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และขอให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงิน ๒,๒๓๒,๗๐๖.๘๕ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ครบ ให้ยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ จำนองไว้ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์จนกว่าจะครบ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจในประเทศไทย สำหรับกิจการวิเทศธนกิจอนุญาตให้เปิดสาขาที่จังหวัดชลบุรีด้วย เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ผ่านสำนักงานวิเทศธนกิจของโจทก์ สาขาจังหวัดชลบุรี โดยกำหนดเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ สำหรับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาประเภทผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีบวกด้วยส่วนเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี ปรากฏตามหนังสือสินเชื่อธนาคารเอกสารหมาย จ. ๙ และจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้จำนวนประมาณ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ไปแล้ว ในวันเดียวกัน จำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ. ๑๒ ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๑๓ และจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองที่ดิน ๒ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามสัญญาจำนอง หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ. ๑๔ ถึง จ. ๑๗ เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๖๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทด้วย จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หลายคราว และโจทก์ต่ออายุสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑ หลายครั้ง แต่ละครั้งจำเลยที่ ๑ จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุจำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ มอบให้โจทก์ทุกครั้ง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อแรกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งและเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสามก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีกเช่นกัน แสดงว่าจำเลยทั้งสามยอมรับอำนาจศาล และไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาล เมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขึ้นมา จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงินสกุลบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๖,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิลาศก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิรเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407/2544
#41323
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิเกี่ยวกับการช่วยรับเอาไว้ซึ่งของต้องห้ามหรือต้องจำกัดซึ่งมีกฎหมายห้ามนำเข้าหรือส่งออกไว้นั้นมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 91)ฯ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 9)ฯ ที่กำหนดว่า เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์เป็นสินค้าต้องห้ามจะนำเข้าในราชอาณาจักรมิได้ หากเจ้าพนักงานยึดเลื่อยโซ่ได้จะต้องส่งให้กรมศุลกากรเพื่อทำการทำลายโดยไม่มีการนำออกมาจำหน่ายตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 25ดังนั้น แม้ต่อมาจะได้มีการนำเลื่อยโซ่ดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยเจ้าหน้าที่หน่วยราชการเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯมาตรา 64 ทวิ ก็เป็นการนำสินค้าต้องห้ามออกขายทอดตลาดโดยมิชอบ เนื่องจากเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นของต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จึงต้องด้วยมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ที่บัญญัติว่า เมื่อใดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติศุลกากรฯ แตกต่างกับบทกฎหมายอื่นก็ให้ยกบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ใช้บังคับ การขายทอดตลาดเลื่อยโซ่ซึ่งเป็นของต้องห้ามจึงขัดต่อกฎหมายและไม่ทำให้กลับเป็นของชอบด้วยกฎหมายได้

การที่จำเลยครอบครองทรัพย์ที่ได้จากการที่มีผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยรู้ว่าทรัพย์ของกลางได้มาจากการขายทอดตลาดโดยเปิดเผยจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้เข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นทรัพย์ที่ประชาชนครอบครองใช้สอยได้และมิใช่ของต้องห้ามหรือของต้องจำกัด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 32 ริบของกลาง กับจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรปรับจำเลยทั้งสองรวม 44,512 บาท (สี่หมื่นสี่พันห้าร้อยสิบสองบาท) ริบของกลางให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบ และจ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาเลื่อยโซ่ พร้อมบาร์และโซ่ของกลางแก่ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และ 8 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ไม่เกิน 1 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า เลื่อยโซ่เป็นของต้องห้ามเพราะเป็นทรัพย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัดหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าแม้เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์ของกลางจะเคยเป็นของที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้เสียภาษีและผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง แต่เมื่อต่อมาได้มีคำพิพากษาให้ริบในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ทรัพย์ที่ถูกริบจึงตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อมีการนำเอาเลื่อยโซ่ของกลางออกขายทอดตลาดโดยวิธีประมูลโดยเปิดเผยจึงทำให้ทรัพย์ดังกล่าวไม่เป็นของต้องห้ามต้องจำกัดอีกต่อไป และสามารถเปลี่ยนมือครอบครองได้นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ทวิ เกี่ยวกับการช่วยรับเอาไว้ซึ่งของต้องห้ามหรือต้องจำกัดนี้ของต้องห้ามดังกล่าวได้แก่ของซึ่งมีกฎหมายห้ามการนำเข้าหรือส่งออกไว้ได้ความตามคำเบิกความของนายศักดิ์วุฑฒิ์ วงษ์มณฑา สารวัตรศุลกากร 7พยานโจทก์เบิกความประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 91) พ.ศ. 2521เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2496 ได้กำหนดว่า เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์เป็นสินค้าต้องห้ามจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรมิได้ หากเจ้าพนักงานยึดเลื่อยโซ่ได้จะต้องส่งเลื่อยโซ่ดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่อยู่ใกล้เคียงที่สุด จากนั้นกรมศุลกากรจะทำการทำลายเครื่องเลื่อยโซ่โดยไม่มีการนำออกมาจำหน่าย ดังนั้น โดยสภาพของเลื่อยโซ่จึงไม่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรได้เพราะต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาจะได้มีการนำเลื่อยโซ่ดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยเจ้าหน้าที่หน่วยราชการเป็นผู้ดำเนินการ ก็เป็นการนำสินค้าต้องห้ามออกขายทอดตลาดโดยมิชอบ เนื่องจากการนำเลื่อยโซ่ออกขายทอดตลาดดังกล่าว เป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ โดยดำเนินการขายตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 64 ทวิ แต่เนื่องจากทรัพย์ของกลางเป็นของต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศุลกากร กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรที่บัญญัติว่า เมื่อใดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติศุลกากรแตกต่างกับบทกฎหมายอื่นก็ให้ยกบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศุลกากรใช้บังคับ ดังนั้น เลื่อยโซ่ของกลางอันเป็นของต้องห้าม เมื่อศาลสั่งริบกรณีจึงต้องมีการจัดการให้เป็นไปตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร การที่เจ้าหน้าที่ได้นำของต้องห้ามดังกล่าวมาขายทอดตลาดโดยขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว การขายทอดตลาดจึงหาทำให้เลื่อยโซ่ซึ่งเป็นของต้องห้าม กลับเป็นของชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความว่าเลื่อยโซ่ของกลางเป็นของต้องห้าม แต่การที่จำเลยผู้ครอบครองทรัพย์ที่ได้จากการที่มีผู้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยจำเลยรู้ว่าทรัพย์ของกลางดังกล่าวได้มาจากการขายทอดตลาดโดยเปิดเผยและจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเลื่อยโซ่ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ประชาชนครอบครองใช้สอยได้ และมิใช่ของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน แต่เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์ของกลาง เป็นของต้องห้าม จึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 64 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 25 ม. 27 ทวิ ม. 120
พ.ร.ฎ.ควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ.2485
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย สมพงษ์ บุสดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407/2544
#69544
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 27 ทวิ เกี่ยวกับการช่วยรับเอาไว้ซึ่งของต้องห้ามหรือต้องจำกัดนี้ ของต้องห้ามดังกล่าวได้แก่ของซึ่งมีกฎหมายห้ามการนำเข้าหรือส่งออกไว้

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 91) พ.ศ. 2521 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ฎ. ควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2496 ได้กำหนดว่า เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์เป็นสินค้าต้องห้ามจะนำเข้าในราชอาณาจักรมิได้ หากเจ้าพนักงานยึดเลื่อยโซ่ได้จะต้องส่งเลื่อยโซ่ ดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่อยู่ใกล้เคียงที่สุด จากนั้นกรมศุลกากรจะทำการทำลายเครื่องเลื่อยโซ่โดยไม่มีการ นำออกมาจากจำหน่าย ดังนั้น โดยสภาพของเลื่อยโซ่จึงไม่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรได้เพราะต้องห้าม ตามกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาจะได้มีการนำเลื่อยโซ่ดังกล่าวออกขายทอดตลาดอันเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ โดยดำเนินการขายตามความใน พ.ร.บ. ป่าไม้ มาตรา 64 ทวิ แต่เนื่องจากทรัพย์ของกลางเป็นของต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ศุลกากรกรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 120 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร ที่บัญญัติว่า เมื่อใดบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ศุลกากรแตกต่างกับบทกฎหมายอื่นก็ให้ยกบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ศุลกากรใช้บังคับ เมื่อศาลสั่งริบเลื่อยโซ่ของกลางอันเป็นของต้องห้าม จึงต้องมีการจัดการให้เป็นไปตามมาตรา 25 การที่ เจ้าหน้าที่ได้นำของต้องห้ามดังกล่าวมาขายทอดตลาดโดยขัดต่อบทกฎหมาย การขายทอดตลาดจึงหาทำให้เลื่อยโซ่ซึ่งเป็นของต้องห้าม กลับเป็นของชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่

แม้เลื่อยโซ่ของกลางเป็นของต้องห้าม แต่จำเลยผู้ครอบครองทรัพย์ที่ได้จากการที่มีผู้ซื้อทรัพย์มาจากการ ขายทอดตลาด โดยจำเลยรู้ว่าทรัพย์ของกลางดังกล่าวได้มาจากการทอดตลาดโดยเปิดเผยและจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเลื่อยโซ่ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ประชาชนครอบครองใช้สอยได้ และมิใช่ของต้องห้ามหรือของต้องจำกัด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 27 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๒ ริบ ของกลาง กับจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับจำเลยทั้งสองรวม ๔๔,๕๑๒ บาท (สี่หมื่นสี่พันห้าร้อยสิบสองบาท) ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบ และจ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาเลื่อยโซ่พร้อมบาร์และโซ่ของกลางแก่ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับตาม พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๗ และ ๘ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ แต่ไม่เกิน ๑ ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า เลื่อยโซ่เป็นของต้องห้ามเพราะเป็นทรัพย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัดหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าแม้เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์ของกลางจะเคยเป็นของที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียภาษีและผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง แต่เมื่อ ต่อมาได้มีคำพิพากษาให้ริบในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ทรัพย์ที่ถูกริบจึงตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อมีการ นำเอาเลื่อยโซ่ของกลางออกขายทอดตลาดโดยวิธีประมูลโดยเปิดเผย จึงทำให้ทรัพย์ดังกล่าวไม่เป็นของต้องห้าม ต้องจำกัดอีกต่อไป และสามารถเปลี่ยนมือครอบครองได้นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา ๒๗ ทวิ เกี่ยวกับการช่วยรับเอาไว้ซึ่งของต้องห้ามหรือต้องจำกัดนี้ของต้องห้ามดังกล่าวได้แก่ของซึ่งมีกฎหมายห้ามการนำเข้าหรือส่งออกไว้ ได้ความตามคำเบิกความของนายศักดิ์วุฑฒิ์ วงษ์มณฑา สารวัตรศุลกากร ๗ พยานโจทก์เบิกความประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ๙๑) พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้กำหนดว่า เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์เป็นสินค้าต้องห้ามจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรมิได้ หากเจ้าพนักงานยึดเลื่อยโซ่ได้จะต้องส่งเลื่อยโซ่ดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่อยู่ใกล้เคียงที่สุด จากนั้นกรมศุลกากรจะทำการทำลายเครื่องเลื่อยโซ่โดยไม่มีการนำออกมาจำหน่าย ดังนั้น โดยสภาพของเลื่อยโซ่จึงไม่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรได้เพราะต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาจะได้มีการนำเลื่อยโซ่ดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยเจ้าหน้าที่หน่วยราชการเป็น ผู้ดำเนินการ ก็เป็นการนำสินค้าต้องห้ามออกขายทอดตลาดโดยมิชอบ เนื่องจากการนำเลื่อยโซ่ออกขายทอดตลาดดังกล่าว เป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ โดยดำเนินการขายตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา ๖๔ ทวิ แต่เนื่องจากทรัพย์ของกลางเป็นของต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศุลกากร กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๑๒๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรที่บัญญัติว่า เมื่อใดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติศุลกากรแตกต่างกับบทกฎหมายอื่นก็ให้ยกบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศุลกากรใช้บังคับ ดังนั้น เลื่อยโซ่ของกลางอันเป็นของต้องห้าม เมื่อศาลสั่งริบ กรณีจึงต้องมีการจัดการให้เป็นไปตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร การที่เจ้าหน้าที่ได้นำของต้องห้ามดังกล่าวมาขายทอดตลาดโดยขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว การขายทอดตลาดจึงหาทำให้เลื่อยโซ่ซึ่งเป็นของต้องห้าม กลับเป็นของชอบด้วยกฎหมายแต่ อย่างใดไม่ ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้จะได้ความว่าเลื่อยโซ่ของกลางเป็นของต้องห้าม แต่การที่จำเลยผู้ครอบครองทรัพย์ที่ได้จากการที่มีผู้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดดังกล่าวโดยจำเลยรู้ว่าทรัพย์ของกลางดังกล่าวได้มาจากการขายทอดตลาดโดย เปิดเผยและจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเลื่อยโซ่ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ประชาชนครอบครอง ใช้สอยได้ และมิใช่ของต้องห้ามหรือของต้องจำกัด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสอง ฟังขึ้นบางส่วน แต่เลื่อยโซ่พร้อมอุปกรณ์ของกลาง เป็นของต้องห้ามจึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 59
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 64 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 25 ม. 27 ทวิ ม. 120
พ.ร.ฎ.ควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2496
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 91) พ.ศ.2521
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายสมพงษ์ บุสดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา