คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7333/2544
#69525
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเองว่าเป็นอัยการและหลอกลวงผู้กล่าวหาในบริเวณศาลชั้นต้น ทั้งมีการรับเงินกันที่โรงอาหารซึ่งอยู่ภายในบริเวณศาลชั้นต้น แม้เหตุจะมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาลแต่ก็เกิดในบริเวณศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้โดยหาจำต้องดำเนินการทางพนักงานสอบสวนไม่

การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใด ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วด้วย แต่การออกข้อกำหนดแก่ผู้ถูกกล่าวหา ห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ปรากฏว่ากระทำเพื่อให้กระบวนพิจารณาเรื่องใดดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว กรณีจึงไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 30 ในอันที่ศาลจะพึงออกข้อกำหนดแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยแพ้คดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๔๗/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น เรื่องที่ดินโดยจำเลยเป็นผู้กล่าวหาร้องเรียนต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้กล่าวหามีความประสงค์จะยื่นฎีกา จึงเดินทางมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อหาทนายความและเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งอ้างตนเองว่าเป็นอัยการพร้อมกับมอบนามบัตรให้และจะจัดการเรื่องคดีให้ โดยตกลงค่าใช้จ่าย ค่าทนายความและค่าธรรมเนียมศาลเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท หากแพ้คดีจะคืนเงินให้ ผู้ถูกกล่าวหารับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากผู้กล่าวหาที่บริเวณโรงอาหารหลังศาลชั้นต้น แล้วผู้ถูกกล่าวหาเขียนสัญญากู้เงินให้ผู้กล่าวหาไว้ และติดต่อให้นายชุมพล สว่างพลกรัง เป็นทนายความในชั้นฎีกาให้ นายชุมพลบอกให้ผู้กล่าวหานำเงินมาเสียค่าธรรมเนียมศาล ผู้กล่าวหาจึงบอกให้ผู้ถูกกล่าวหานำเงินมาเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมเสีย ผู้กล่าวหาจึงเสียค่าธรรมเนียมศาลเอง หลังจากนั้นผู้กล่าวหาทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่อัยการ แต่เป็นนายประกันที่ศาลชั้นต้น จึงรู้ว่าถูกผู้ถูกกล่าวหาหลอกลวง ผู้กล่าวหาต้องการเงินคืนจากผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องว่า ญาติของผู้กล่าวหามารับผู้ถูกกล่าวหาไปที่บ้าน แล้วนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มาให้ ผู้ถูกกล่าวหาตรวจดูแล้วเห็นว่าจำเลยมีสิทธิจะยื่นฎีกาได้ ตกลงค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท โดยให้เงินที่บ้านญาติผู้กล่าวหา และถ้าหากแพ้คดีในชั้นฎีกาผู้ถูกกล่าวหาจะคืนเงินให้ทั้งหมด จึงทำสัญญากู้เงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ให้ผู้กล่าวหาไว้ ผู้ถูกกล่าวหาให้นายชุมพล สว่างพลกรัง เป็นทนายความให้และจ่ายค่าทนายความกับค่าธรรมเนียมศาลรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเป็นเงิน ๒๑,๕๗๐ บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนว่าเป็นอัยการทำงานที่ศาลชั้นต้น เรียกเงินค่าใช้จ่ายจากผู้กล่าวหาเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาวิ่งเต้นให้ชนะคดี โดยรับเงินที่โรงอาหารของศาลชั้นต้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาล จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑) อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๓ ให้จำคุกนายไสว จันทร์ภิรมย์ ผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด ๖ เดือน และออกข้อกำหนดห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นมีกำหนด ๓ ปี นับแต่วันมีคำสั่งเว้นแต่จะเป็นคู่ความในคดีเสียเอง

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด ๓ เดือน และออกข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐ ห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นมีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ เว้นแต่เป็นคู่ความในคดีเสียเองหรือมีเหตุจำเป็นโดยต้องแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบก่อนทุกครั้งไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า กรณีของผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการจ่ายเงินและรับเงินกันต่อหน้าศาล จึงลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ โดยผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาโต้เถียงว่า ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเองว่าเป็นอัยการและหลอกลวงผู้กล่าวหาในบริเวณศาลชั้นต้น ทั้งมีการรับเงินกันที่โรงอาหารซึ่งอยู่ภายในบริเวณศาลชั้นต้นด้วย แม้เหตุจะมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาลแต่ก็เกิดในบริเวณศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้โดยหาจำต้องดำเนินการทางพนักงานสอบสวนดังที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ออกข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐ ห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้นมีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เว้นแต่เป็นคู่ความเสียเองหรือมีเหตุจำเป็น โดยต้องแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบก่อนทุกครั้งนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐ ได้จะต้องเป็นกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วด้วย แต่การออกข้อกำหนดแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่ปรากฏว่ากระทำเพื่อให้กระบวนพิจารณาเรื่องใดดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว กรณีจึงไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐ ในอันที่ศาลจะพึงออกข้อกำหนดแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ออกข้อกำหนดห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.

(วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ - กำพล ภู่สุดแสวง - สุรชาติ บุญศิริพันธ์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผัน ปัญญาสิทธิ์ กับพวก
ผู้กล่าวหา — นางเฉลียว สียางนอกหรือศรียางนอก
ผู้ถูกกล่าวหา — นายไสว จันทร์ภิรมย์
จำเลย — นางเฉลียว สียางนอกหรือศรียางนอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7332/2544
#69452
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างไว้ในฟ้องอุทธรณ์เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้สำหรับจัดระเบียบสังคมให้ผู้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันด้วยความปกติสุข เมื่อจำเลยกระทำผิดก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมแล้ว จำเลยจึงต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดเรื่องนั้น ๆ จำเลยกระทำผิดในคดีอาญาเป็นการกระทำต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง เป็นการใช้ดุลพินิจชอบ ไม่ได้ขัดต่อสิทธิมนุษยชนใด ๆ

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เกิน 1 ปีคดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 91 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 91 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเนื่องจากจำเลยนำสืบปฏิเสธ แต่คำรับในชั้นสอบสวนเป็นลักษณะรู้สำนึกผิดมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำรับสารภาพความผิดฐานอื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 10 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่บ้านเกิดเหตุ เนื่องจากความผิดของจำเลยในข้อหาฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ความมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ได้ว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรู้สึกอึดอัดใจเพราะถูกผู้ตายด่าจึงชักอาวุธปืนออกมาขู่และหลงร้องโวยวายดันอาวุธปืนไปที่แขนผู้ตายทำให้ปากกระบอกปืนทิ่มที่เต้านมผู้ตาย ผู้ตายโมโหและตกใจใช้มือปัดอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ แต่จำเลยได้ดึงอาวุธปืนกลับแล้ว อาวุธปืนเกิดลั่นถูกผู้ตาย โดยจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูนทำให้จำเลยต้องถูกจำคุกนานถึง 44 ปี 10 เดือน ถือได้ว่าเป็นการปิดกั้นมิให้จำเลยกลับใจเข้าสู่สภาพสังคมที่ดีได้โดยเร็ว ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและสิทธิมนุษยชนโดยแท้นั้น เห็นว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้สำหรับจัดระเบียบสังคมให้ผู้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันด้วยความปกติสุข เมื่อผู้ใดในสังคมหรือจำเลยกระทำผิดก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมแล้ว จำเลยจึงต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดเรื่องนั้น ๆ ทั้งการที่จำเลยกระทำผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน และคดีเรื่องนี้เป็นการกระทำต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจชอบแล้ว ไม่ได้ขัดต่อสิทธิมนุษยชนใด ๆ ดังเช่นที่จำเลยฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นั้น มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เกิน 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 95 (5) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุพรรณหรือชัยพรรณ คนบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอาญา — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7331/2544
#42069
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายประกอบด้วยคำว่า KinderEm-eukal และรูปประดิษฐ์เป็นรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายซึ่งโดยเฉพาะในส่วนรูปประดิษฐ์การ์ตูนเด็กผู้ชายซึ่งไม่มีในเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นส่วนที่แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า KINDER ของจำเลยอย่างเด่นชัด ส่วนที่เป็นคำว่าKinderEm-eukal อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมในรูปประดิษฐ์การ์ตูนเด็กผู้ชายนั้นแม้จะมีคำว่า KINDER คำเดียวกับคำว่า KINDER ในเครื่องหมายการค้าของจำเลย และคำว่า KINDER นี้ก็เป็นคำที่ใช้ในภาษาเยอรมันก็ตามแต่ตามความเป็นจริงคำว่า KINDER นี้ก็เป็นคำซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมว่า เด็กหลายคนย่อมเป็นคำที่คนทั่วไปสามารถนำมาใช้ได้เป็นปกติอยู่แล้ว ดังนี้ แม้จำเลยจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าKINDER ไว้ ก็ไม่ถึงกับมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาดเพียงแต่ผู้ที่จะนำคำว่า KINDER ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยและไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้

เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า KinderEm-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์มิได้มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นอยู่ที่คำว่า KINDER อย่างที่ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยแต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นที่คำว่า KinderEm-eukal และยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายประกอบอีกด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีจุดแตกต่างกับของจำเลยในส่วนสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้บริโภคสามารถใช้เป็นที่สังเกตแยกให้เห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้โดยง่ายทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นได้ด้วยว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้โดยสุจริต มิใช่การใช้คำว่า Kinder เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าโดยหวังที่จะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของสินค้า

ที่โจทก์มีคำขอให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอด้วยนั้นเท่ากับเป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไปเลย ทั้งที่นายทะเบียนยังจักต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 40 วรรคสองเสียก่อน ในชั้นนี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้แล้ว และให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า eukal อ่านว่า ยูคอล คำว่า Emeukal และ Em-eukal อ่านว่า เอ็มยูคอล คำว่า Kinder eukalอ่านว่า คินเดอร์ ยูคอล ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย คำว่า KinderEm-eukal อ่านว่า คินเดอร์ เอ็มยูคอล ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 และจำพวกที่ 30 โดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าคำว่า Emeukal โจทก์ใช้กับสินค้าของโจทก์ และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีตั้งแต่ปี 2471 และโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Em-eukal ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีตั้งแต่ปี 2499 โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้านำออกจำหน่ายเป็นที่นิยมในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศทวีปยุโรปและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในหลายประเทศสำหรับในประเทศไทยโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าeukal และคำว่า Em-eukal สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 และจำพวกที่ 30 คำว่า Kinder eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 และคำว่า Kinder Em-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 เมื่อปี 2537 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้ว คือเครื่องหมายการค้าคำว่า KINDER อ่านว่า คินเดอร์หรือไคน์เดอร์ สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 และเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า KINDER ประกอบอยู่ด้วยคือเครื่องหมายการค้าคำว่า KINDER COUNTRY, KINDER SURPRISE,KINDER BUENO, KINDER SCHOKO BONS, KINDER SNAPPY,KINDER SOFTY โดยจดทะเบียนไว้ในประเทศสาธารณรัฐอิตาลีและประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ในประเทศไทยจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KINDER สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2517 ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า KINDERประกอบคำอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้นรวมทั้งคำว่า คินเดอร์ และคินเดอร์บูเอโน จำเลยได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้ในระหว่างปี 2533 ถึงปี 2536ซึ่งนายทะเบียนรับจดทะเบียนให้แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน2537 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KinderEm-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย คือเครื่องหมาย เด็กผู้ชายสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 30 ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102จำเลยยื่นคำคัดค้านนายทะเบียนมีคำวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวที่ได้จดทะเบียนไว้ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 21362,149977, 149978, 149979, 159577, 164047 และ ค 6114จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องเป็นคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า KinderEm-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายที่โจทก์ขอจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 275102 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมเครื่องหมายการค้าคำว่า Em-eukal ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปก่อนที่จำเลยจะเริ่มใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า KINDERและคำว่า KINDER ประกอบคำอื่น ๆ แต่คำว่า KINDER เป็นคำในภาษาเยอรมันแปลว่า เด็กหลายคน เป็นคำสามัญที่ใช้ทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์นำคำว่า Kinder มาใช้ประกอบกับคำว่าEm-eukal โดยสุจริตเพื่อบรรยายถึงสินค้าโดยบ่งชี้หรือส่อความหมายว่าเป็นสินค้า Em-eukal สำหรับเด็กโดยสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ที่คำว่า Em-eukal มิใช่อยู่ที่คำว่า KINDERนอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายเป็นส่วนประกอบด้วย ย่อมทำให้เห็นความแตกต่างกันของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลย และไม่เกิดความสับสนหลงผิดในหมู่สาธารณชนได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า Kinder Em-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์เป็นสินค้าของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้กับสินค้านำออกจำหน่ายในต่างประเทศมาก่อนแล้วด้วยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายเด็กผู้ชายประกอบด้วยคำว่า Kinder Em-eukal และรูปประดิษฐ์เป็นรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายซึ่งโดยเฉพาะในส่วนรูปประดิษฐ์การ์ตูนเด็กผู้ชายซึ่งไม่มีในเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นส่วนที่แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า KINDER ของจำเลยอย่างเด่นชัด ส่วนที่เป็นคำว่า KinderEm-eukal อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมในรูปประดิษฐ์การ์ตูนเด็กผู้ชายนั้นแม้จะมีคำว่า KINDER คำเดียวกับคำว่า KINDER ในเครื่องหมายการค้าของจำเลย และคำว่า KINDER นี้ก็เป็นคำที่ใช้ในภาษาเยอรมันก็ตามแต่ตามความเป็นจริงคำว่า KINDER นี้ก็เป็นคำซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมว่าเด็กหลายคน ย่อมเป็นคำที่คนทั่วไปสามารถนำมาใช้ได้เป็นปกติอยู่แล้วดังนี้แม้จำเลยจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าKINDER ไว้ ก็ไม่ถึงกับมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาดเพียงแต่ผู้ที่จะนำคำว่า KINDER ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยและไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำว่า Kinder Em-eukalที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าในส่วนคำว่า Emeukal และ Em-eukal นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งโจทก์นำมาใช้กับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายแพร่หลายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีตั้งแต่ปี 2471 และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศดังกล่าวตั้งแต่ปี 2471 และปี 2499ตามลำดับ นอกจากนี้โจทก์ยังจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า Emeukal และ Em-eukal เป็นที่แพร่หลายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรปทั้งโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า EM-EUKAL สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 และจำพวกที่ 30 ในประเทศไทยเมื่อปี 2537 ตามเอกสารหมาย จ.23 และ จ.24 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า Em-eukal จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาเป็นเวลาช้านานมากแล้ว จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การที่โจทก์ใช้คำว่า KinderEm-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ โจทก์ต้องการให้คำว่า Em-eukal ที่มีชื่อเสียงของโจทก์ดังกล่าวแล้วเป็นส่วนสำคัญเพื่อแสดงให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า Kinder Em-eukal กับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า Em-eukal นั้น เป็นสินค้าของผู้เป็นเจ้าของรายเดียวกันคือโจทก์นั่นเอง และปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนที่มีคำว่า Kinder นี้ และต่างก็ได้รับการจดทะเบียนในประเทศต่าง ๆ มาแล้วหลายประเทศ นอกจากนี้ลักษณะการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em-eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์ตามที่ปรากฏในซองบรรจุสินค้าของโจทก์หมาย จ.18 และ จ.19 ปรากฏลักษณะดังนี้

(ตามรูป 4 ภาพ)เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้า KINDER, KINDERCOUNTRY, KINDER SURPRISE, KINDER BUENO, KINDER SCHOKO-BONS, (ภาพ 2 ภาพ) คินเดอร์ และคินเดอร์ บูเอโน ของจำเลย รวมทั้งตัวอย่างการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยคือKinder SURPRISE แล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะการใช้คำว่า Em-eukal เป็นส่วนที่เด่นชัดแตกต่างจากส่วนอื่น เป็นการเน้นคำว่า Em-eukal ให้เห็นอย่างเด่นชัดกว่าคำว่าKINDER ทำให้เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีการใช้คำว่าKINDER ซึ่งมีความหมายว่า เด็กหลายคนนั้น เป็นเพียงการใช้ประกอบเพื่อขยายคำว่า Em-eukal ที่โจทก์ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าจนมีชื่อเสียงมาก่อนแล้วเท่านั้น ดังนี้ เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em-eukalประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์ดังกล่าว จึงมิได้มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นอยู่ที่คำว่า KINDER อย่างที่ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลย แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นที่คำว่า Em-eukal และยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายประกอบอีกด้วยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีจุดแตกต่างกับของจำเลยในส่วนสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้บริโภคสามารถใช้เป็นที่สังเกตแยกให้เห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้โดยง่าย ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นได้ด้วยว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้โดยสุจริตมิใช่การใช้คำว่า Kinder เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าโดยหวังที่จะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณจากเครื่องหมายการค้าของจำเลย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของสินค้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามที่โจทก์มีคำขอให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 275102 ด้วยนั้น เท่ากับเป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไปเลย ทั้งที่นายทะเบียนยังจักต้องดำเนินการแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 40 วรรคสอง เสียก่อน หากโจทก์ไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในกำหนดก็ถือว่าโจทก์ทิ้งคำขอจดทะเบียนในชั้นนี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอของโจทก์ได้"

พิพากษากลับว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em-eukalประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้ตามทะเบียนเลขที่ ค 21362, 149977, 149978, 149979, 159577, 164047, ค 6114, ค 25332 และ ค 23174 จนทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 6 ม. 3 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ซอลแดน โฮลดิ้ง แอนด์ บอนบอนสเปเชี่ยลลิทาเท็น
จำเลย — ยีเอ็มบีเอช เฟอร์เรโร เอส.พี.เอ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7331/2544
#98522
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า Em - eukal จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาเป็นเวลานาน การที่โจทก์ใช้คำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ โจทก์ต้องการให้คำว่า Em - eukal ที่มีชื่อเสียงของโจทก์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญเพื่อแสดงให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า Kinder Em - eukal กับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า Em - eukal เป็นสินค้าของผู้เป็นเจ้าของรายเดียวกันคือโจทก์ โจทก์และจำเลยต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตน ที่มีคำว่า Kinder และต่างได้รับการจดทะเบียนในประเทศต่าง ๆ มาแล้วหลายประเทศ แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีการใช้คำว่า KINDER ซึ่งมีความหมายว่า เด็กหลายคน เป็นเพียงการใช้ประกอบเพื่อขาย คำว่า Em - eukal ที่โจทก์ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าจนมีชื่อเสียงมาก่อนแล้ว เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์นอกจากมิได้มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นอยู่ที่คำว่า KINDER อย่างที่ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังมีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นที่คำว่า Em - eukal และยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายประกอบอีกด้วยจึงมีจุดแตกต่างกับจำเลยในส่วนสำคัญอย่างเห็นได้ชัดซึ่งผู้บริโภคสามารถใช้เป็น ที่สังเกตแยกให้เห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้โดยง่ายทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นได้ด้วยว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้โดยสุจริต มิใช่การใช้คำว่า Kinder เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าโดยหวังที่จะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณจากเครื่องหมายการค้าของจำเลย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของสินค้า

โจทก์มีคำขอให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 275102 เท่ากับเป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไปเลยทั้งที่นายทะเบียนยังจักต้องดำเนินการแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 40 วรรคสองเสียก่อน หากโจทก์ไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในกำหนดก็ถือว่าโจทก์ทิ้งคำขอจดทะเบียนในชั้นนี้ศาลย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอของโจทก์ได้ต้องพิพากษาเพียงว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลย จนทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้แล้ว และให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102 ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย ที่โจทก์ขอจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 275102 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมเครื่องหมายการค้าคำว่า Em - eukal ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปก่อนที่จำเลยจะเริ่มใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า KINDER และคำว่า KINDER ประกอบคำอื่น ๆ แต่คำว่า KINDER เป็นคำในภาษาเยอรมันแปลว่า เด็กหลายคน เป็นคำสามัญที่ใช้ทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์นำคำว่า Kinder มาใช้ประกอบกับคำว่า Em - eukal โดยสุจริต เพื่อบรรยายถึงสินค้าโดยบ่งชี้หรือส่อความหมายว่าเป็นสินค้า Em - eukal สำหรับเด็ก โดยสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์อยู่ที่คำว่า Em - eukal มิใช่อยู่ที่คำว่า KINDER นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายเป็นส่วนประกอบด้วย ย่อมทำให้เห็นความแตกต่างกันของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลย และไม่เกิดความสับสนหลงผิดในหมู่สาธารณชนได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย ของโจทก์เป็นสินค้าของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้กับสินค้านำออกจำหน่ายในต่างประเทศมาก่อนแล้วด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายประกอบด้วยคำว่า Kinder Em - eukal และรูปประดิษฐ์เป็นรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายซึ่งโดยเฉพาะในส่วนรูปประดิษฐ์การ์ตูนเด็กผู้ชายซึ่งไม่มีในเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นส่วนที่แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า KINDER ของจำเลยอย่างเด่นชัด ส่วนที่เป็นคำว่า Kinder Em - eukal อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมในรูปประดิษฐ์การ์ตูนเด็กผู้ชายนั้นแม้จะมีคำว่า KINDER คำเดียวกับคำว่า KINDER ในเครื่องหมายการค้าของจำเลย และคำว่า KINDER นี้ก็เป็นคำที่ใช้ในภาษาเยอรมันก็ตาม แต่ตามความเป็นจริงคำว่า KINDER นี้ก็เป็นคำซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมว่าเด็กหลายคน ย่อมเป็นคำที่คนทั่วไปสามารถนำมาใช้ได้เป็นปกติอยู่แล้ว ดังนี้แม้จำเลยจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า KINDER ไว้ ก็ไม่ถึงกับมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาดเพียงแต่ผู้ที่จะนำคำว่า KINDER ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยและไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำว่า Kinder Em - eukal ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าในส่วนคำว่า Emeukal และ Em - eukal นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งโจทก์นำมาใช้กับสินค้าของโจทก์นำออกจำหน่ายแพร่หลายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีตั้งแต่ปี 2471 และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศดังกล่าวตั้งแต่ปี 2471 และปี 2499 ตามลำดับ นอกจากนี้โจทก์ยังจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า Emeukal และ Em - eukal เป็นที่แพร่หลายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป ทั้งโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า EM-EUKAL สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 และจำพวกที่ 30 ในประเทศไทยเมื่อปี 2537 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า Em - eukal จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาเป็นเวลาช้านานมากแล้ว จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การที่โจทก์ใช้คำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ โจทก์ต้องการให้คำว่า Em - eukal ที่มีชื่อเสียงของโจทก์ดังกล่าวแล้วเป็นส่วนสำคัญเพื่อแสดงให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า Kinder Em - eukal กับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า Em - eukal นั้น เป็นสินค้าของผู้เป็นเจ้าของรายเดียวกันคือโจทก์นั่นเอง และปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนที่มีคำว่า Kinder นี้ และต่างก็ได้รับการจดทะเบียนในประเทศต่าง ๆ มาแล้วหลายประเทศ นอกจากนี้ลักษณะการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์ตามที่ปรากฏในซองบรรจุสินค้าของโจทก์ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้า KINDER, KINDER COUNTRY, KINDER SURPRISE, KINDER BUENO, KINDER SCHOKO - BONS คินเดอร์ และคินเดอร์ บูเอโน ของจำเลย รวมทั้งตัวอย่างการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยแล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะการใช้คำว่า Em - eukal เป็นส่วนที่เด่นชัดแตกต่างจากส่วนอื่น เป็นการเน้นคำว่า Em - eukal ให้เห็นอย่างเด่นชัดกว่าคำว่า KINDER ทำให้เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีการใช้คำว่า KINDER ซึ่งมีความหมายว่า เด็กหลายคนนั้น เป็นเพียงการใช้ประกอบเพื่อขยายคำว่า Em - eukal ที่โจทก์ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าจนมีชื่อเสียงมาก่อนแล้วเท่านั้น ดังนี้ เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายของโจทก์ดังกล่าว จึงมิได้มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นอยู่ที่คำว่า KINDER อย่างที่ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลย แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นที่คำว่า Em - eukal และยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายประกอบอีกด้วยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีจุดแตกต่างกับของจำเลยในส่วนสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้บริโภคสามารถใช้เป็นที่สังเกตแยกให้เห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้โดยง่าย ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นได้ด้วยว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้โดยสุจริต มิใช่การใช้คำว่า Kinder เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าโดยหวังที่จะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณจากเครื่องหมายการค้าของจำเลย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามที่โจทก์มีคำขอให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 275102 ด้วยนั้น เท่ากับเป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไปเลย ทั้งที่นายทะเบียนยังจักต้องดำเนินการแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 40 วรรคสอง เสียก่อน หากโจทก์ไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในกำหนดก็ถือว่าโจทก์ทิ้งคำขอจดทะเบียน ในชั้นนี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอของโจทก์ได้

พิพากษากลับว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า Kinder Em - eukal ประกอบรูปการ์ตูนเด็กผู้ชาย ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 275102 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้ตามทะเบียนเลขที่ ค 21362, 149977, 149978, 149979, 159577, 164047, ค 6114, ค 25332 และ ค 23174 จนทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 35 ม. 40 วรรคสอง ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ซอลแดน โฮลดิ้ง แอนด์ บอนบอนสเปเชี่ยลลิทาเท็น
จำเลย — ยีเอ็มบีเอช เฟอร์เรโร เอส.พี.เอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2544
#43366
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาพิพาทที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นจะระบุว่าเป็น "สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง" ก็ตาม แต่การซื้อขายนั้นราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่ง สัญญาพิพาทเป็นแบบพิมพ์สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่โจทก์พิมพ์สำเร็จไว้แล้วเพื่อนำมากรอกข้อความตามที่ตกลงกันเท่านั้น ซึ่งนอกจากไม่ได้กรอกข้อความในช่องวันเดือนปีที่ทำสัญญาแล้ว ในช่องราคาที่ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทที่ ป. ผู้จดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เบิกความว่า ตกลงกันเป็นเงิน 200,000บาทนั้น ก็มิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ยิ่งกว่านั้นสัญญาพิพาทยังมีข้อความหมายเหตุไว้ท้ายสัญญาว่า "เพลงสุรพล สมบัติเจริญ ร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัย สมบัติเจริญ ร้องแต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" โดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ ซึ่งความหมายของข้อความตามหมายเหตุดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่า โจทก์ยังมิได้มีลิขสิทธิ์ในงานเพลงรวมทั้งเพลงพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาพิพาทในฐานะเป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์แต่อย่างใดเพราะหากมีการซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามสัญญาพิพาท โจทก์ก็ย่อมได้สิทธิในงานเพลงนั้นทั้งหมด ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องไปตกลงขอใช้สิทธิในลิขสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิเศษกันอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำเพลงซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ของนายสุรพล สมบัติเจริญ ไปทำซ้ำเพื่อจำหน่ายต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลง ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นดังกล่าวนั้นจะระบุว่าเป็น "สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง" โดยโจทก์มีนายปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 ผู้รับมอบฉันทะในฐานะบุตรนางศรีนวล สมบัติเจริญผู้จัดการมรดกของนายสุรพล สมบัติเจริญ ได้ตกลงยินยอมขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงของนายสุรพลตามบัญชีแนบท้ายสัญญาให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่การซื้อขายนั้นราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่งตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 เป็นแบบพิมพ์สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่โจทก์พิมพ์สำเร็จไว้แล้วเพื่อนำมากรอกข้อความตามที่ตกลงกันเท่านั้นซึ่งเอกสารหมาย จ.1 นอกจากไม่ได้กรอกข้อความในช่องวันเดือนปีที่ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ในช่องราคาที่ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทที่นายปรีชาเบิกความว่าตกลงกันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท นั้น ก็มิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ยิ่งกว่านั้นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ยังมีข้อความหมายเหตุไว้ท้ายสัญญาว่า "เพลงสุรพล สมบัติเจริญ ร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัยสมบัติเจริญ ร้อง แต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" โดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ ซึ่งความหมายของข้อความตามหมายเหตุดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าโจทก์ยังมิได้มีลิขสิทธิ์ในงานเพลงรวมทั้งเพลงพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้ว ตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ในฐานะเป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะหากมีการซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จริง โจทก์ก็ย่อมได้ลิขสิทธิ์ในงานเพลงนั้นทั้งหมดไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องไปตกลงขอใช้ลิขสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิเศษกันอีก ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 3 มาเบิกความยืนยันว่า ที่ทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะนำบทประพันธ์เพลงของนายสุรพลบิดาจำเลยที่ 3 ไปจัดการหาประโยชน์ โดยจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ร้องเพลงดังกล่าวที่มีโจทก์เป็นผู้ส่งเสริมให้จำเลยที่ 3 เป็นนักร้องยอดนิยม จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง อีกประการหนึ่งที่นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ได้เบิกความถึงหมายเหตุท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ขณะทำเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่มีหมายเหตุ แต่ต่อมาประมาณ 12 ปี นายวิรวดปานเจริญ หรือมีนามแฝงว่า เอื้อ อารีย์ จึงได้ทำหมายเหตุดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 3 ได้เบิกความโต้แย้งว่า นายวิรวดผู้กรอกข้อความในเอกสารหมาย จ.1 เป็นผู้ทำหมายเหตุในวันทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 นั้นเอง ซึ่งในปัญหาว่า นายวิรวดทำบันทึกหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 ในภายหลังหรือไม่ จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ความต้องกันว่า นายวิรวดเป็นผู้กรอกข้อความในสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยและเอกสารหมาย จ.1 จัดทำขึ้นไว้เพียงฉบับเดียว โดยโจทก์เป็นผู้เก็บไว้ ทั้งนี้นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 รับว่า นายปรีชาเป็นผู้เก็บรักษาโดยเก็บเข้าแฟ้มในตู้เอกสาร มีการใส่กุญแจและนายปรีชาเป็นผู้รับผิดชอบ อันแสดงว่าสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์และการรู้เห็นของนายปรีชาตลอดมา โดยไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าจำเลยที่ 3 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 อีกหรือไม่ นายปรีชาเบิกความเกี่ยวกับหมายเหตุว่า ต่อมาอีกประมาณ 12 ปี นายวิรวดได้ทำหมายเหตุไว้ท้ายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งในข้อนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสำเนาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.24 ที่เป็นเอกสารในคดีที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกเป็นจำเลย ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ในงานเพลงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา โดยเอกสารหมาย จ.24 ก็คือเอกสารที่ถ่ายภาพมาจากเอกสารหมาย จ.1นั่นเองเป็นแต่เอกสารหมาย จ.24 ได้มีการลงวันที่ทำสัญญาเป็นวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 และลงราคาซื้อขายลิขสิทธิ์กันเป็นจำนวน 200,000 บาท ลายมือที่กรอกข้อความระบุวันที่ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลายมือของนายวิรวดที่กรอกข้อความส่วนอื่นในเอกสารหมาย จ.1 ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 รับกันข้างต้น อันแสดงว่าได้มีบุคคลอื่นมากรอกข้อความภายหลังเอกสารหมาย จ.24 ไม่มีหมายเหตุไว้และเป็นเอกสารที่บริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกฝ่ายจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญาเป็นผู้อ้าง ปรากฏข้อความที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.24 ว่า นายประจวบ จำปาทองมอบให้ประกอบคดี ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นที่นายปรีชาพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ย่อมแสดงว่านายวิรวดได้ทำบันทึกหมายเหตุท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.1 หลังวันที่ 12 มิถุนายน 2533 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา อันจะเป็นเวลาหลังจากทำเอกสารหมาย จ.1 ประมาณ 12 ปี ดังเช่นที่นายปรีชาเบิกความ ซึ่งหากนายวิรวดทำบันทึกหมายเหตุเอกสารหมาย จ.1 จริงแล้ว ทำไมจึงมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เอกสารหมาย จ.1นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เป็นผู้เก็บรักษา และนายวิรวดก็ทำงานอยู่กับโจทก์โดยมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการผลิตและจัดซื้อลิขสิทธิ์ในงานเพลง ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่นายวิรวดจะเอาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 มาบันทึกหมายเหตุที่ทำให้โจทก์เสียประโยชน์ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่น่ารับฟังนัก นอกจากนี้นายปรีชายังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านอีกว่า"นายวิรวด ปานเจริญ ได้อยู่ร่วมในการทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1จนเสร็จ นายวิรวดได้ถึงแก่กรรมไปนานประมาณ 10 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 11 ที่นายวิรวดถึงแก่กรรม" นายปรีชาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ตามคำของนายปรีชาแสดงว่า นายวิรวดถึงแก่กรรมเมื่อประมาณปี 2537 จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายวิรวดได้ทำหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 หลังจากทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นเวลา 12 ปีหรือหลังจากที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2533ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา ดังที่วินิจฉัยมาแต่ต้น คำเบิกความของนายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ขัดกันเองเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อได้ว่านายวิรวดได้ทำหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อกำกับไว้ในวันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 นั้นเอง เพื่อเป็นการยืนยันว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้มีเจตนาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายเอกสารหมาย จ.1 แต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทแล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เสกสรรเทป-แผ่นเสียง
จำเลย — บริษัท โรสวีดีโอ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7324/2544
#495441
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2541 ของผู้คัดค้าน และแจ้งคำสั่งให้ผู้คัดค้านทราบโดยชอบแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จึงถึงที่สุด ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าผู้คัดค้านเป็นคนยากจนได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 6649 ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เฉพาะส่วนเนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา ภายในกรอบเส้นสีเขียวของแผนที่พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านมิใช่คนยากจน ยกคำร้อง หากผู้คัดค้านประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งเพราะยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้ผู้คัดค้านนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าผู้คัดค้านเป็นคนยากจน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์ของผู้คัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าผู้คัดค้านเป็นคนยากจนได้ จึงขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2541 ของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า ปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่าหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2541 ของผู้คัดค้าน และแจ้งคำสั่งที่ให้ผู้คัดค้านทราบโดยชอบแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จึงถึงที่สุด ฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้คัดค้าน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวสง่า สง่างาม
ผู้คัดค้าน — นางนกแก้ว รักขิตตะธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2544
#42068
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายทะเลาะโต้เถียงกันที่บ้านผู้เสียหายแล้วกลับไป ต่อมาจำเลยมาที่บ้านผู้เสียหายอีกครั้งพร้อมด้วยอาวุธปืน และได้ยิงผู้เสียหายด้านหลังขณะที่ผู้เสียหายหันหลังให้จำเลย ในชั้นพิจารณาจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพียงมีเจตนาว่าจะยิงที่ขาผู้เสียหายแต่บุตรสาวผู้เสียหายกัดที่ข้อศอกจำเลย ทำให้ปากกระบอกปืนยกขึ้นสูงกระสุนปืนจึงถูกบริเวณลำตัวผู้เสียหาย แต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทำให้ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเจตนาหรือตั้งใจจะยิงที่ขาผู้เสียหายไม่มีน้ำหนักรับฟัง และตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้หยิบหรือใช้อาวุธปืนจะยิงจำเลยก่อน กรณีจึงไม่มีภยันตรายที่จะก่อให้เกิดแก่จำเลยที่จะต้องป้องกันตัว ทั้งจำเลยรับมาในฎีกาด้วยว่าเหตุที่มีการยิงเนื่องมาจากการท้ายิงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย กรณีจึงมีลักษณะเป็นการสมัครใจที่จะต่อสู้กันจึงไม่อาจอ้างเป็นเหตุการป้องกันตัวตามกฎหมายได้ด้วย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ยิงทำให้ถึงแก่ความตายได้ถ้าถูกอวัยวะสำคัญยิงถูกผู้เสียหายบริเวณสะโพกด้านหลังอันเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้กับบั้นเอวและกระดูกสันหลังซึ่งมีอวัยวะสำคัญอยู่ภายใน เป็นกรณีที่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายจะได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยจึงบ่งชี้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ขนาด 20 จำนวน 1 กระบอกใช้ยิงได้ ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และมีกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกัน จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมาจำเลยมีเจตนาฆ่าโดยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงประทุษร้ายต่อชีวิตนายสมศักดิ์ เสมอวัน ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนถูกบริเวณหัวหน่าวทะลุฝังในที่บริเวณกระเพาะปัสสาวะ จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ และแพทย์ผ่าตัดเอากระสุนปืนออกช่วยชีวิตไว้ได้ทัน ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนความผิดข้อหาพยายามฆ่าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปีและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 11 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากกระสุนปืนที่บริเวณสะโพกด้านหลังขวาโดยกระสุนปืน 1 รู ทะลุกระเพาะปัสสาวะ หัวกระสุนปืนฝังอยู่ที่หัวหน่าวบริเวณกระเพาะปัสสาวะตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.7ท้ายฟ้องประกอบกับนายแพทย์ศักดา เพียรประเสริฐกุล พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ความแรงของกระสุนปืนหากถูกอวัยวะสำคัญ เช่น ปอดหรือสมอง อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แสดงว่าอาวุธปืนลูกซองสั้นที่จำเลยใช้ยิงนั้นเป็นอาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ยิงทำให้ถึงตายได้ถ้าถูกอวัยวะสำคัญ ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาวุธปืนและเข้าใจว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายนั้นเมื่อยิงจะมีกระสุนปืนออกไปเพียงนัด (หรือเม็ด)เดียวนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำสืบให้รับฟังได้เช่นนั้น จึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังและข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหาย นางสาวประภัสสร เสมอวัน เด็กชายอมรฤทธิ์ เสมอวัน บุตรผู้เสียหาย และนายผจญเกียรติ เปรมปราโมทย์พยานโจทก์ทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายทะเลาะโต้เถียงกันที่บ้านผู้เสียหาย แล้วจำเลยกลับไป ต่อมาจำเลยมาที่บ้านผู้เสียหายอีกครั้งพร้อมถืออาวุธปืนซึ่งพันด้วยเสื้อ และเหตุการณ์ตอนยิงจำเลยได้ยิงผู้เสียหายด้านหลังขณะที่ผู้เสียหายหันหลังให้จำเลยซึ่งตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับในข้อนี้ ข้อที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเพียงว่าจะยิงที่ขาผู้เสียหายอันเป็นทำนองอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความว่าเมื่อจำเลยล้วงเอาอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวจำเลยออกมาแล้วจ้องเล็งไปที่บริเวณขาผู้เสียหาย บุตรสาวผู้เสียหายกัดที่ข้อศอกจำเลย ทำให้ปากกระบอกปืนยกขึ้นสูง กระสุนปืนจึงถูกบริเวณลำตัวผู้เสียหายแต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย ป.จ.4ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การว่าบุตรสาวผู้เสียหายกัดข้อศอกจำเลยทำให้ปากกระสุนปืนยกขึ้นสูงดังที่จำเลยเบิกความจึงทำให้ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยเจตนาหรือตั้งใจจะยิงที่ขาผู้เสียหายไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อที่จำเลยนำสืบและอ้างในฎีกาว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของที่มีผ้าปิด ทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายจะหยิบอาวุธปืนมายิงจำเลยก่อน อันเป็นทำนองอ้างว่าจำเลยยิงผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัวนั้น แต่ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้หยิบหรือใช้อาวุธปืนจะยิงจำเลยก่อนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีภยันตรายที่ผู้เสียหายจะก่อให้เกิดแก่จำเลยที่จำเลยจำต้องป้องกันตัว ทั้งจำเลยก็รับมาในฎีกาด้วยว่าเหตุที่มีการยิงเนื่องจากมีการท้ายิงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยกรณีจึงมีลักษณะเป็นการสมัครใจที่จะต่อสู้กัน จำเลยไม่อาจอ้างเหตุเป็นการป้องกันตัวตามกฎหมายได้ด้วย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ยิงทำให้ถึงแก่ความตายได้ถ้าถูกอวัยวะสำคัญดังวินิจฉัยมาตอนต้นยิงถูกผู้เสียหายบริเวณสะโพกด้านหลังดังปรากฏบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.7 ท้ายฟ้อง ซึ่งนายแพทย์ศักดาเบิกความยืนยันว่ากระสุนปืนที่ถูกกระเพาะปัสสาวะ หากไม่ได้ทำการผ่าตัดจะมีน้ำปัสสาวะไหลเข้าช่องท้องแล้วเกิดการอักเสบทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิตได้ ทั้งสะโพกก็เป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้กับบั้นเอวและกระดูกสันหลังซึ่งมีอวัยวะสำคัญอยู่ภายใน เป็นกรณีที่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายจะได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยจึงบ่งชี้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำไปโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายบัวผัน ขาวศรี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7321/2544
#99672
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

การที่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไปเพียง 200,000 บาท มิใช่จำนวน 325,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดของทรัพย์ที่ถูกจำเลยที่ 1 ยักยอก มิใช่การ แตกต่างกันในข้อเท็จจริงอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี โดยตลอดมิได้หลงต่อสู้คดีแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับ ข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญและไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอก เกินคำขอแต่อย่างใด

เมื่อโจทก์ประกอบกิจการขายรถยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขา ดำเนินการติดต่อลูกค้าแทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองเงินที่นาย อ. ลูกค้าชำระให้โจทก์แล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น การกระทำความผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้เป็นของตน จำเลยที่ 1 จึงมี ความผิดฐานยักยอก แต่การทำสัญญาซื้อขายและการชำระราคารถยนต์เป็นเรื่องความไว้วางใจกันระหว่างโจทก์กับ ลูกค้าเป็นการเฉพาะราย มิใช่กับประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 354 คงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 เพียงมาตราเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๔, ๘๓, ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๔ ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๓ ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๒ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ไม่ค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ เสียจากสารบบความ คดีคงขึ้นมาสู่ การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ ๑? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ต่อไปว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาเกินคำขอที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องและข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง หรือไม่? เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุรายการกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ แต่ละรายการเป็นกระทงความผิดต่างกัน ปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดหรือไม่ ยักยอกเงินแต่ละรายการจำนวนเท่าใด เป็นเรื่องที่ศาลจะปรับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไปเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท มิใช่จำนวน ๓๒๕,๐๐๐ บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดของทรัพย์ที่ถูกจำเลยที่ ๑ ยักยอก มิใช่การแตกต่างกัน ในข้อเท็จจริงอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิด ทั้งคดีนี้จำเลยที่ ๑ ก็ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีโดยตลอดมิได้หลงต่อสู้คดีแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินโจทก์ไปเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท มิใช่ ๓๒๕,๐๐๐ บาท ตามฟ้องจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ และไม่ใช่กรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินค่ารถยนต์ที่นายอัสอารี แลหะ ชำระให้แก่โจทก์หรือไม่ การที่จำเลยที่ ๑ รับเงินไว้แล้วไม่ส่งให้โจทก์โดยอ้างว่าต้องการรอให้นายอัสอารีชำระส่วนที่เหลือก่อนแต่จำเลยที่ ๑ ได้ลาออกวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ จึงไม่ได้ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวล้วนเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาของจำเลยที่ ๑ ที่ครอบครองเงินที่นายอัสอารีลูกค้าชำระให้โจทก์ แล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ตามหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้เป็นของตน จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานยักยอกตามฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๔ นั้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการขายรถยนต์โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการสาขา ดำเนินการติดต่อลูกค้าแทนโจทก์ก็ตาม แต่การทำสัญญาซื้อขายและการชำระราคารถยนต์เป็นเรื่องความไว้วางใจกันระหว่างโจทก์กับลูกค้าเป็นการเฉพาะรายมิใช่กับประชาชน ทั่วไป การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๔ จำเลยที่ ๑ คงมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๒ เพียงมาตราเดียว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำคุก ๙ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 354
ป.วิ.อ. ม. 35 ม. 39 (2) ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแดวูสงขลา จำกัด
จำเลย — นายวิชิต โชติธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายสถาพร ประสารวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7308/2544
#41320
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายคดีก่อนจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(3) แต่ก็ปรากฏว่าศาลในคดีดังกล่าวเห็นชอบตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ค่าสินค้าที่ลูกหนี้ค้างชำระ ซึ่งเจ้าหนี้มิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลในคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด ต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/17และมาตรา 193/18 ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปมูลหนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความตามมาตรา 193/34(1) จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 94(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าเป็นเงินจำนวน 2,180,077.48 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระราคาค่าสินค้ามูลหนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความเห็นสมควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนธันวาคม 2535นายฮี้กวง แซ่จึง ได้สั่งซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเจ้าหนี้ในนามลูกหนี้ ลูกหนี้ค้างชำระค่าสินค้าเป็นเงิน 2,096,504.50 บาท และหนี้ตามเช็ค จำนวน 593,719 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2537เจ้าหนี้นำมูลหนี้ดังกล่าวยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทสยามไฮเทคการไฟฟ้า จำเลยที่ 1 และนายฮี้กวง แซ่จึงจำเลยที่ 2 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.30/2537 ของศาลแพ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้พิจารณาทำความเห็นเสนอต่อศาลให้ยกคำขอรับชำระหนี้ค่าสินค้าที่ค้างจำนวน 2,096,504.50บาท เพราะเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ก่อขึ้น ไม่ใช่หนี้ของบริษัทสยามไฮเทคการไฟฟ้า จำกัด จำเลยที่ 1 ส่วนหนี้ตามเช็คจำนวน 593,719 บาทนายฮี้กวง จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้ได้ศาลแพ่งเห็นชอบตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ทราบคำสั่งนั้นแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540เจ้าหนี้ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2540 เจ้าหนี้นำมูลหนี้ค่าสินค้าที่ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 เจ้าหนี้นำมูลหนี้ดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เมื่อวันที่ 4มีนาคม 2541 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ เจ้าหนี้ฎีกาว่า การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.30/2537 ของศาลแพ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 14 มีนาคม 2537 จนถึงวันที่ 22พฤษภาคม 2540 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายแจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน เจ้าหนี้นำมูลหนี้ส่วนที่ไม่ได้รับชำระหนี้นั้นมาฟ้องลูกหนี้เมื่อวันที่ 14สิงหาคม 2540 จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.30/2537ของศาลแพ่งจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามบทบัญญัติมาตรา 193/14(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่ก็ปรากฏว่าศาลแพ่งเห็นชอบตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ค่าสินค้าที่ลูกหนี้ค้างชำระจำนวน 2,096,504.50 บาท ซึ่งเจ้าหนี้มิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลแพ่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามบทบัญญัติมาตรา 193/17 และมาตรา 193/18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 จึงพ้นกำหนด2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป มูลหนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1)จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 94(1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/17 ม. 193/18
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — บริษัท ซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — บริษัท สยามออดิโอไฮเทค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7305/2544
#42067
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเป็นเงิน 216,326 บาทแต่มูลหนี้ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยแยกออกตามฟ้องเป็น 3 จำนวน คือ หนี้ตามสัญญาเช่ารถชุดเกรดถนนจำนวน 31,125 บาท หนี้ตามสัญญาซื้อขายหินคลุกจำนวน72,720 บาท และหนี้ตามสัญญาจ้างทำของค่าราดยางถนนจำนวน 112,481 บาท หนี้ตามสัญญาเช่าทรัพย์ หนี้ตามสัญญาซื้อขายและหนี้ตามสัญญาจ้างทำของตามฟ้องฎีกาของจำเลยต่างเป็นหนี้คนละรายโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันมูลความแห่งคดีของหนี้ทั้งสามรายจึงสามารถแยกออกจากกันได้ดังนั้น ทุนทรัพย์ในคดีที่จะนำมาพิจารณาว่าต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องแยกตามสัญญาเป็นคนละส่วนกันเมื่อปรากฏว่ามูลหนี้ที่พิพาทกันแต่ละสัญญามีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 1,181,673 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,157,182 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 585,310 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน2539 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง(วันที่ 13 กันยายน 2539) ต้องไม่เกิน 24,491 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินจำนวน534,810 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24มิถุนายน 2539 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะระบุมาในฎีกาว่าคดีจำเลยมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 216,326 บาทแต่มูลหนี้ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลย จำเลยก็ได้แยกออกตามฟ้องเป็น 3 จำนวน คือ หนี้ตามสัญญาเช่ารถชุดเกรดถนนจำนวน31,125 บาท หนี้ตามสัญญาซื้อขายหินคลุกจำนวน 72,720 บาทและหนี้ตามสัญญาจ้างทำของค่าราดยางถนนจำนวน 112,481 บาทหนี้ตามสัญญาเช่าทรัพย์ หนี้ตามสัญญาซื้อขายและหนี้ตามสัญญาจ้างทำของตามฟ้องฎีกาของจำเลย ต่างเป็นหนี้คนละรายโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน มูลความแห่งคดีของหนี้ทั้งสามรายจึงสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ทุนทรัพย์ในคดีที่จะนำมาพิจารณาว่า ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องแยกออกตามสัญญาเช่าทรัพย์สัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างทำของเป็นคนละส่วนกัน เมื่อปรากฏว่ามูลหนี้ที่พิพาทกันแต่ละสัญญามีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่น่าเชื่อถือ และไม่น่ารับฟังว่าจำเลยตกลงเช่ารถชุดเกรดถนนจากโจทก์เป็นเงินวันละ 18,000 บาท ก็ดี พื้นที่ถนนที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ราดยางมิได้มากตามที่โจทก์นำสืบก็ดี และจำเลยมิได้ซื้อหินคลุกตามฟ้องจากโจทก์ แต่โจทก์เป็นเพียงตัวแทนซื้อหินคลุกให้จำเลยก็ดีล้วนแต่เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.พาณิชย์การโยธา
จำเลย — นาย สุชาติ ธนาพรสังสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7301/2544
#98316
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รู้อยู่แล้วในขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยมิชอบ ถือได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาการมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๔๘ ของโจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๘,๒๐๐ บาท กับค่าเสียหายรายวันวันละ ๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายโพธิ์ ร่วมกันฉ้อฉลจำเลยที่ ๑ โจทก์รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต เพราะทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินมาโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวาร ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๖ (ที่ถูก ๒๖) สิงหาคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีชื่อนายโพธิ์มาเกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๒ จึงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต ไม่ทราบถึงความผูกพันระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายโพธิ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๐๔๘ เลขที่ดิน ๒๙๘ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๖ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑ ไร่ และแก้ไขใหม่ว่าจำเลยที่ ๑ ขายให้จำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๖ และแก้ไขใหม่ว่า จำเลยที่ ๒ ให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนแทนตน ๑๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน จำเลยที่ ๑ ยังถือกรรมสิทธิ์ ๓๐๐ ส่วน ใน ๔๐๐ ส่วน และเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๖ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นางบัวจิ๋น ณ เชียงใหม่ ทายาทของจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตหรือไม่?พฤติการณ์ของโจทก์จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัย แม้โจทก์จะมิได้ร่วมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ กระทำทุจริตต่อจำเลยที่ ๑ แต่ก็น่าเชื่อว่า โจทก์รู้อยู่แล้วในขณะที่ซื้อที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ โดยมิชอบ ถือได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอาการมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงในที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1300 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัย แซ่ลิ่ม
เชียงใหม่ — นายกลิ้ง มูลเสริฐ โดยนางบัวจิ๋น ณ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7300/2544
#43365
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง มิใช่ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีตามจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 200 บาท จึงถูกต้องตามตาราง 1 ข้อ (2)(ข)ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แล้ว

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 พิมพ์ข้อความในหนังสือขอเลิกจ้างการเป็นครูใส่ความโจทก์และปิดประกาศโฆษณาทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โจทก์ประพฤติชั่ว ไม่เหมาะสมที่จะเป็นครูเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ของโจทก์จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าไม่ได้ทำละเมิด และฟ้องแย้งว่าโจทก์นำเอาข้อความในเอกสารดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองหลายคดีทั้งคดีอาญา คดีแรงงานและคดีนี้ เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเพื่อให้จำเลยทั้งสองต้องเสียชื่อเสียง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุในการฟ้องแตกต่างกับคำฟ้องเดิมฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้กระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ละเมิดต่อโจทก์ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ได้ลงพิมพ์ข้อความในหนังสือขอเลิกจ้างการเป็นครูใส่ความโจทก์และเปิดเผยข้อความในหนังสือดังกล่าวต่อผู้มีชื่อและเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้ลงพิมพ์ข้อความประกาศเรื่องการพ้นจากหน้าที่ครูใส่ความโจทก์ แล้วนำเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวไปปิดประกาศโดยเปิดเผยไว้ทั่วโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง รวมทั้งคำให้การโจทก์แก้ฟ้องแย้ง แล้วทำการชี้สองสถาน กำหนดประเด็นข้อพิพาทและนัดสืบพยานโจทก์ก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ดังนั้น คำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง คำสั่งรับคำให้การโจทก์แก้ฟ้องแย้ง รวมทั้งการชี้สองสถานเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียทั้งหมด แล้วชี้สองสถานใหม่

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาล (ตามฟ้องแย้ง) จำนวน125,100 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับข้อที่โจทก์ต่อสู้มาในคำแก้ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองทำให้คดีของจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาต่อศาลฎีกา จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องแย้ง แต่จำเลยทั้งสองมิได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องแย้งฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ประกอบด้วยมาตรา 247 เท่านั้น มิใช่ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีตามจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 200 บาท จึงถูกต้องตามตาราง 1 ข้อ (2)(ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วข้อต่อสู้ของโจทก์ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นใจความสำคัญว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 พิมพ์ข้อความในหนังสือขอเลิกจ้างการเป็นครูใส่ความโจทก์ และปิดประกาศโฆษณาทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ประพฤติชั่ว ไม่เหมาะสมที่จะเป็นครูเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า ข้อความตามเอกสารที่จำเลยที่ 1จัดทำขึ้นเป็นความจริง ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และฟ้องแย้งว่าโจทก์นำเอาข้อความในเอกสารดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองหลายคดี ทั้งคดีอาญา คดีแรงงานและคดีนี้ เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเพื่อให้จำเลยทั้งสองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นได้ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุในการฟ้องแตกต่างกับคำฟ้องเดิม ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ซึ่งเทียบได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 683/2540 ระหว่าง นายธนากร แซ่เล้าหรือไพศาลโรจน์ โจทก์ บริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด กับพวก จำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาอันมีผลเท่ากับไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสยาม ศรีวิชัยรัตน์
จำเลย — นายอานันท์หรือภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7300/2544
#69593
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 พิมพ์ข้อความในหนังสือขอเลิกจ้างการเป็นครูใส่ความโจทก์ และปิดประกาศโฆษณาแก่บุคคลทั่วไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อความตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นเป็นความจริง และฟ้องแย้งว่าโจทก์นำเอาข้อความในเอกสารดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองหลายคดี ทั้งคดีอาญา คดีแรงงานและคดีแพ่ง เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเพื่อให้จำเลยทั้งสองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นการฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุในการฟ้องแตกต่างกับคำฟ้องเดิม จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาอันมีผลเท่ากับไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ได้กระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ละเมิดต่อโจทก์ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ได้ลงพิมพ์ข้อความในหนังสือขอเลิกจ้างการเป็นครูใส่ความโจทก์และเปิดเผยข้อความในหนังสือดังกล่าวต่อผู้มีชื่อ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ลงพิมพ์ข้อความประกาศเรื่องการพ้นจากหน้าที่ครูใส่ความโจทก์ แล้วนำเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวไปปิดประกาศโดยเปิดเผยไว้ทั่วโรงเรียนเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นความจริง จำเลยทั้งสองจำเป็นต้องปิดประกาศเพื่อป้องกันมิให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดและป้องกันชื่อเสียงของโรงเรียน ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์นำเอาสาเหตุจากเอกสารดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองหลายคดี ทั้งคดีอาญา คดีแรงงานและคดีนี้ เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้จำเลยทั้งสองเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง รวมทั้งคำให้การโจทก์แก้ฟ้องแย้ง แล้วทำการชี้สองสถาน กำหนดประเด็นข้อพิพาท และนัดสืบพยานโจทก์ก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ดังนั้นคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง คำสั่งรับคำให้การ โจทก์แก้ฟ้องแย้ง รวมทั้งการชี้สองสถาน เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวเสียทั้งหมด แล้วชี้สองสถานใหม่

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาล (ตามฟ้องแย้ง) จำนวน ๑๒๕,๑๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นใจความสำคัญว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ พิมพ์ข้อความในหนังสือขอเลิกจ้างการเป็นครูใส่ความโจทก์ และปิดประกาศโฆษณาทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โจทก์ประพฤติชั่ว ไม่เหมาะสมที่จะเป็นครู เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า ข้อความตามเอกสารที่จำเลยที่ ๑ จัดทำขึ้นเป็นความจริง ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ และฟ้องแย้งว่าโจทก์นำเอาข้อความในเอกสารดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองหลายคดี ทั้งคดีอาญา คดีแรงงานและคดีนี้ เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเพื่อให้จำเลยทั้งสองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นได้ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุในการฟ้องแตกต่างกับคำฟ้องเดิม ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาอันมีผลเท่ากับไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสยาม ศรีวิชัยรัตน์
จำเลย — นายอานันท์หรือภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7299/2544
#69592
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์โจทก์ถูกชนได้รับความเสียหาย ตามคำฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันเกิดเหตุ ย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 จึงอาจต้อง รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ ข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้จากผู้ใดเป็น ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้ว และเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่ จำต้องบรรยายว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย จำนวน ๑๑๘,๔๐๐.๘๓ บาท (๑๑๘,๔๐๑.๖๓ บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๑๕,๑๓๖ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๘๕,๑๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๓ อ - ๕๒๑๓ กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดอุบัติเหตุ จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ ๒ ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๓ อ - ๕๒๑๓ กรุงเทพมหานคร ไว้ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ขณะเกิดเหตุ ยังอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๓ อ - ๕๒๑๓ กรุงเทพมหานคร โดยประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์โจทก์ถูกชนได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามคำฟ้งโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๓ อ - ๕๒๑๓ กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ จึงเป็นที่เข้าใจว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๓ อ - ๕๒๑๓ กรุงเทพมหานคร ย่อมอยู่ในฐานะเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ จำเลยที่ ๒ มิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๓ อ - ๕๒๑๓ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ ๒ จึงอาจต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ ข้อที่ว่าจำเลยที่ ๒ รับประกันภัยไว้จากผู้ใดเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๒ ทราบดีอยู่แล้ว และเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่จำต้องบรรยายว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นที่เหลือต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นที่เหลือต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตาม รูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสกุล สื่อทรงธรรม
จำเลย — นายวิโรจน์ แซ่เฮ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7296/2544
#43364
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและ บ. ได้พร้อมกันขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 1 ก -3620 และ บ. ขับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้และยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไว้เป็นของกลาง โดยที่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้ไว้คนละคราวกับที่รับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 1 ก -3620 จึงต้องฟังว่าจำเลยได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันไว้ในคราวเดียวกันซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว แต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นสองคดีตามจำนวนผู้เสียหายเมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรในคดีก่อนไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีก เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าว สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรนั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335 และ 357 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 840/2538 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี4 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4810/2541ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องข้อหารับของโจรด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2535ร้อยตำรวจเอกแสวง ฤทธิ์รงค์ กับพวกตั้งจุดตรวจอยู่ที่ริมถนนสายเชียงแสน-เชียงของ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พบจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนตรวจค้นพบแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีติดอยู่ที่ที่บังลมด้านขวาของรถระบุว่าหมายเลขทะเบียนเชียงใหม่1 ก - 3620 และนายบุญมีขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีแดงอีกคันหนึ่งไม่ปรากฏหลักฐาน สอบถามจำเลยและนายบุญมีแล้วทั้งสองคนให้การว่าลักรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวมาจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จะนำไปขายยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงจับกุมและแจ้งข้อหาจำเลยและนายบุญมีว่า ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรพร้อมกับยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยและนายบุญมีถูกดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 1 ก - 3620 จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาลงโทษจำคุก2 ปี 6 เดือน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2582/2535 จำเลยพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 จากนั้นจำเลยถูกดำเนินคดีนี้ข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร รถจักรยานยนต์ที่ถูกยึดเป็นของกลางอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีกหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเป็นคดีนี้ได้อีกเพราะเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันกับการรับของโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2582/2535 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและนายบุญมีได้พร้อมกันขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 1 ก - 3620และนายบุญมีขับรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไว้เป็นของกลางโดยที่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้ไว้คนละคราวกับที่รับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 1 ก -3620 จึงต้องฟังว่าจำเลยได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันไว้ในคราวเดียวกันซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว แต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นสองคดีตามจำนวนผู้เสียหายเมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2582/2535 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีก เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าว สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรนั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องฐานรับของโจรด้วยนั้น ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย รัชภูมิหรือสมนึก ธรรมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7285/2544
#44654
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ขณะขับรถมิใช่กรณีจอดรถอยู่ การที่จำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนในมืดโดยไม่เปิดสัญญาไฟและไม่ทำสัญญาณแสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไป จึงไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 43(4),78 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือจำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-2412 ร้อยเอ็ด ไปตามถนนสายอำเภอกมลาไสย - อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จากอำเภอกมลาไสย มุ่งหน้าไปทางอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยขับรถคันดังกล่าวมาถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 7 ถึงที่ 8 จำเลยได้จอดรถยนต์บนถนน ซึ่งเป็นบริเวณที่มืดไม่มีแสงไฟใด ๆ ตัวรถยนต์ล้ำอยู่บนช่องเดินรถ โดยจำเลยไม่เปิดสัญญาไฟใด ๆ และไม่ทำสัญญาณใด ๆ แสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ในระยะห่างพอสมควรให้รถที่ใช้เส้นทางดังกล่าวทราบได้ว่าข้างหน้ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้นายชวลิตหรือชวลิต บรรพจันทร์ ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ มุ่งหน้าไปทางเดียวกันกับรถยนต์ของจำเลย ขับชนท้ายรถยนต์ของจำเลยเป็นเหตุให้รถทั้งสองคนได้รับความเสียหายและนายชวลิตกับนายจีรชัย วงศ์กมลาไสย ผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ภายหลังจากที่จำเลยซึ่งขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นดังกล่าวแล้วจำเลยได้หลบหนีโดยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับไม่แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานขับรถโดยประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานหลบหนีไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุ จำคุก 2 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-2412 ร้อยเอ็ด ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์โดยจอดรถยนต์คันดังกล่าวบนถนนซึ่งเป็นบริเวณที่มืดไม่มีแสงไฟใด ๆ ตัวรถยนต์ล้ำอยู่บนช่องเดินรถโดยไม่เปิดสัญญาณไฟใด ๆ และไม่ทำสัญญาใด ๆ แสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ในระยะห่างพอสมควรให้รถที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ทราบได้ว่าข้างหน้ามีรถยนต์จอดอยู่ ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้นายชวลิต บรรพจันทร์ ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางเดียวกันกับรถยนต์ของจำเลย ขับชนท้ายรถยนต์ของจำเลย และทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายชวลิตและนายจีรชัย วงศ์กมลาไสย ผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ภายหลังจากที่จำเลยซึ่งขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นดังกล่าวแล้ว จำเลยได้หลบหนีโดยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวเห็นได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยจอดรถยนต์อยู่บนถนนมิใช่จำเลยขับรถยนต์อยู่ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุลและที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ความมุ่งหมายของกฎหมายทั้งสองมาตรา ดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ซึ่งขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และลงโทษผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่ไม่เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนในที่มืดโดยไม่เปิดสัญญาณไฟและไม่ทำสัญญาณแสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองซึ่งขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78 วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย ศิริศักดิ์ ปวงศูข
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7285/2544
#69563
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ซึ่งขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และลงโทษผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่ไม่

จำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนในที่มืดโดยไม่เปิดสัญญาณไฟและไม่ทำสัญญาณแสดงว่ามี รถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองซึ่งขับรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายกันมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๙๑, พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๗๘, ๑๕๗, ๑๖๐

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๗๘ วรรคหนึ่ง, ๑๕๗, ๑๖๐ วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานขับรถโดยประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ ปี ฐานหลบหนีไม่แสดงและแจ้งเหตุ จำคุก ๒ เดือน รวม ๒ กระทง จำคุก ๔ ปี ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำคุก ๒ ปี ๑ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยจอดรถยนต์อยู่บนถนนมิใช่จำเลยขับรถยนต์อยู่ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๒) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี้หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ความมุ่งหมายของกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาวเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และลงโทษผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวแล้แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จดรถอยู่ไม่ เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนในที่มืดโดยไม่เปิดสัญญาณไผและไม่ทำสัญญาณแสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองซึ่งขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๗๘ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๔ ครั้ง ภายใน ๑ ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด ๒๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา ๒๙, ๓๐ ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายศิริศักดิ์ ปวงสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวเพชรน้อย สรรคบุรานุรักษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7282/2544
#69528
เปิดฉบับเต็ม

รถบรรทุกคันที่จำเลยขับเป็นรถที่บรรทุกอ้อยยื่นเกินความยาวของตัวรถขณะที่อยู่ในทางเดินรถ และถนนที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้มองเห็นรถจำเลยได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร จำเลยซึ่งเป็น ผู้ขับรถในทางต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 15 กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) และข้อกำหนดกรมตำรวจ คือต้องใช้หรือมีโคมไฟแสงแดงติดไว้ที่ปลายสุดของต้นอ้อยส่วนที่ยื่นล้ำออกนอกท้ายรถจำเลยโดยให้ไฟสัญญาณแสงแดงส่องออกท้ายรถให้สามารถเห็นแสงไฟได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

การที่จำเลยขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งเป็นรถที่บรรทุกต้นอ้อยยื่นล้ำออกนอกตัวรถโดยไม่มีโคมไฟแสงแดง ติดไว้ที่ปลายสุดของต้นอ้อยส่วนที่ยื่นออกไปด้วย ทำให้รถยนต์ที่ ถ. ขับตามหลังมาไม่สามารถมองเห็นรถจำเลยหรือแสงไฟได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร การกระทำของจำเลยเป็นการขับรถโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 15 กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522 ) และข้อกำหนดกรมตำรวจ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการขับรถ และการกระทำดังกล่าวเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ ที่ ถ. ขับพุ่งชนท้ายรถบรรทุกที่จำเลยขับ จนเป็นเหตุให้ ถ. ได้รับบาดเจ็บสาหัสถือได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาท ส่วนที่ ถ. ขับรถโดยประมาทด้วย ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นการกระทำโดยประมาทกลับเป็นไม่ประมาทไปได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๗๘, ๑๕๗, ๑๖๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๐๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ เดือน กับมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ (ที่ถูก ๗๘ วรรคหนึ่ง) , ๑๖๐ วรรคหนึ่ง อีกกรรมหนึ่ง จำคุก ๑ เดือน รวมจำคุก ๕ เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลา เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกอ้อยไปตามถนนสายลาดยาว - ชุมตาบง จากชุมตาบงมุ่งหน้าไปทางอำเภอลาดยาว เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้ถูกรถยนต์กระบะซึ่งพันตำรวจตรีถาวร รวมกิ่ง ขับตามหลังในทิศทางเดียวกัน แล่นชนท้ายเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันต่างได้รับความเสียหายและพันตำรวจตรีถาวรไดัรับอันตรายสาหัส และหลังจากเกิดเหตุ จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรไม่แสดงตัวและแจ้งต่อเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้พันตำรวจตรีถาวรซึ่งขับรถตามหลังในทิศทางเดียวกันแล่นชนหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยตรงกันว่า รถบรรทุกคันที่จำเลยขับได้บรรทุกอ้อยเต็มคันโดยต้นอ้อยยื่นล้ำออกนอกท้ายรถ กรณี จึงเป็นที่เห็นได้ว่ารถบรรทุกคันที่จำเลยขับเป็นรถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถขณะที่อยู่ในทางเดินรถ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ขณะที่อยู่ในทางเดินรถ และในเวลาต้องเปิดไฟตามมาตรา ๑๑ หรือ มาตรา ๖๑ ผู้ขับขี่ต้องจุดไฟสัญญาแสดงแดง หรือในเวลากลางวันต้องติดธงสีแดงไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งที่บรรทุกนั้น โดยจุดไฟสัญญาณหรือติดธงไว้ให้มองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร " วรรคสองบัญญัติว่า ไฟสัญญาณสีแดงหรือธงสีแดงตามวรรคหนึ่งจะใช้ชนิดลักษณะหรือจำนวนเท่าใด ให้อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" มาตรา ๑๑ บัญญัติว่า "ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถหรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในะยะเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ซึ่ง ขับรถในทางต้องเปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๑๓ ระบุว่า "ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน สัตว์ รถหรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) ? (๕) ในกรณีที่บรรทุกของยื่นล้ำออกนอกตัวรถต้องใช้โคมไฟ แสงแดงติดไว้ที่ปลายสุดของส่วนที่ยื่นออกไปด้วย" และตามข้อกำหนดกรมตำรวจเรื่อง ชนิด ลักษณะ จำนวนธงหรือไฟสัญญาณสำหรับรถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๒ ออกตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๒ กำหนดว่า "ไฟสัญญาณแสงแดง ส่องออกท้ายรถให้สามารถเห็นแสงไฟได้ชัดเจน ในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร" ปรากฏว่า คดีนี้เกิดเหตุในเวลากลางคืนเวลา ๒๑.๓๐ นาฬิกา แม้จะปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า สองฝั่งถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีบ้านเรือนปลูกอยู่หลายหลังตามที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่ก็ไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้พันตำรวจตรีถาวรมองเห็นรถจำเลยได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับรถ ในทางต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๕ กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) และข้อกำหนดกรมตำรวจดังกล่าวมาข้างต้น คือ ต้องใช้หรือมีโคมไฟแสงแดงติดไว้ที่ปลายสุดของต้นอ้อยส่วนที่ยื่นล้ำออกนอกท้ายรถจำเลยโดยให้ไฟสัญญาณแสงแดงส่องออกท้ายรถให้สามารถเห็นแสงไฟได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร จากคำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยฟังได้ความตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุมีหลอดไฟติดไว้ที่ปลายของต้นอ้อยส่วนที่ยื่นล้ำออกนอกท้ายรถจำเลย แต่หลอดไฟดังกล่าวขาดใช้การไม่ได้ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างต่อไปว่า หลังจากจำเลยขับรถออกจากด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจไปแล้วก่อนถึงที่เกิดเหตุ จำเลยได้เปลี่ยนหลอดไฟ ที่ใช้การไม่ได้ดังกล่าวแล้ว อันเป็นทำนองอ้างว่า ก่อนและขณะเกิดเหตุหลอดไฟที่ติดไว้ที่ปลายของต้นอ้อยส่วนที่ยื่นล้ำออกนอกท้ายรถจำเลยใช้การได้นั้น ก็ไม่ปรากฏจากการนำสืบของจำเลยว่าหลอดไฟที่ว่านี้เป็นไฟสัญญาณแสงแดงและมีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้มองเห็นรถจำเลยหรือแสงไฟได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร หรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งเป็นรถที่บรรทุกอ้อยยื่นล้ำออกนอกตัวรถโดยไม่มีโคมไฟแสงแดงติดไว้ที่ปลายสุดของต้นอ้อยส่วนที่ยื่นออกไปด้วย จึงทำให้รถยนต์ที่พันตำรวจตรีถาวรขับตามหลังมาไม่สามารถมองเห็นรถจำเลยหรือแสงไฟได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร การกระทำของจำเลยเป็นการขับรถโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๕ กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) และข้อกำหนดกรมตำรวจดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการขับรถ และการกระทำดังกล่าวเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ที่พันตำรวจตรีถาวรขับพุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกที่จำเลยขับ จนเป็นเหตุให้พันตำรวจตรีถาวรได้รับบาดเจ็บสาหันถือได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาท ส่วนที่พันตำรวจตรีถาวรขับรถโดยประมาทด้วยตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นการกระทำโดยประมาทกลับเป็นไม่ประมาทไปได้ไม่ กรณี ไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 43 (4) ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 157 ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลย — นายเทิด แช่มมั่นคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7276/2544
#44006
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว มิใช่เป็นการทำแทนนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์กลับปรากฏว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็คส่วนหนึ่งที่บริษัท ว. เป็นผู้ออกเพื่อชำระค่าเช่ารถเบ็นซ์จากผู้เสียหาย จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในฐานะกรรมการของบริษัท ว. เท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายให้จำเลยร่วมรับผิดกับบริษัท ว. ฐานตัวการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กับให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3328/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 3 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2539 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพุทธมณฑล สาย 4 จำนวนเงินฉบับละ 112,350 บาท รวม 3 ฉบับมอบให้บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่ารถยนต์ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัวมิใช่เป็นการทำแทนนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์กลับปรากฏว่า เช็คดังกล่าวเป็นเช็คส่วนหนึ่งที่บริษัทวิธานันท์ก่อสร้าง จำกัดเป็นผู้ออกเพื่อชำระค่าเช่ารถเบ็นซ์จากผู้เสียหายมีกำหนดระยะเวลา 36 เดือนอัตราเดือนละ 112,350 บาท รวมเป็นเงินค่าเช่าทั้งสิ้น 4,044,600 บาทตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ป.จ.5 จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในฐานะกรรมการของบริษัทวิธานันท์ก่อสร้าง จำกัด เท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายให้จำเลยร่วมรับผิดกับบริษัทวิธานันท์ก่อสร้าง จำกัด ฐานตัวการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นางสาวอรัญญา จุลเกษมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7276/2544
#99191
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่ารถยนต์เป็นการส่วนตัว โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค แต่ข้อเท็จจริงในทางนำสืบปรากฏว่าเช็คดังกล่าว บริษัท ว. เป็นผู้ออกเพื่อชำระค่าเช่ารถยนต์แก่ผู้เสียหาย จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในฐานะกรรมการของบริษัท ว. เท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว อีกทั้งคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายว่าจำเลยต้องร่วมรับผิดกับบริษัท ว. ฐานตัวการ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๙๑ กับให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๓๒๘/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ รวม ๓ กระทง ให้จำคุกกระทงละ ๒ เดือน เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ รวมจำคุก ๖ เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๙ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพุทธมณฑลสาย ๔ จำนวนเงินฉบับละ ๑๑๒,๓๕๐ บาท รวม ๓ ฉบับ มอบให้บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าเช่ารถยนต์ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัวมิใช่เป็นการทำแทนนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์กลับปรากฏว่า เช็คดังกล่าวเป็นเช็คส่วนหนึ่งที่บริษัทวิธานันท์ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ออกเพื่อชำระค่าเช่ารถเบ็นซ์จากผู้เสียหายมีกำหนดระยะเวลา ๓๖ เดือน อัตราเดือนละ ๑๑๒,๓๕๐ บาท รวมเป็นเงินค่าเช่าทั้งสิ้น ๔,๐๔๔,๖๐๐ บาท จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทในฐานะกรรมการของบริษัทวิธานันท์ก่อสร้าง จำกัด เท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายให้จำเลยร่วมรับผิดกับบริษัทวิธานันท์ก่อสร้าง จำกัด ฐานตัวการ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นางสาวอรัญญา จุลเกษมศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ ศีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา