คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2544
#41327
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสองหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามมาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

การที่ ร. ซึ่งเป็นทนายจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามให้จำเลยซึ่งไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ ไม่ได้สาบานตน หรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่โดยสุจริตใจไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล และ ร. มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 62, 81ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก,268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือนฐานเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ฎีกาว่า จำเลยได้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น จำเลยก็ได้แสดงหนังสือเดินทางการเข้ามาในราชอาณาจักรไทยของจำเลยต่อทนายความของจำเลย คือ นางเรไรโภคาพันธ์ และเมื่อศาลได้ถามจำเลยว่า "พวกคุณเข้ามาประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมายหรือว่าเข้ามาโดยผิดกฎหมาย" จำเลยตอบว่าเข้ามาโดยชอบ แต่ทนายความของจำเลยในขณะนั้นได้ตอบคำถามของศาลว่า "จำเลยเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"เหตุที่ทนายความของจำเลยในขณะนั้นได้แปลความหมายผิดไป เพราะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษดีพอจึงทำให้ศาลชั้นต้นเข้าใจผิด โดยเข้าใจว่าจำเลยได้เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบกฎหมาย แต่แท้จริงจำเลยได้เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือเดินทางและรายการตามแบบที่ราชการกำหนดเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 และ 2 ขอได้โปรดมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหา จำเลยเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยนั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติอิหร่าน เชื้อชาติอิหร่าน มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทยจำเลยได้เดินทางจากประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543เวลากลางวัน เข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดน และอยู่ในราชอาณาจักรไทยจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543โดยจำเลยไม่สามารถพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ ฉะนั้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ศาลชั้นต้นจึงต้องมีล่ามแปลและล่ามคนนั้น คือ นางเรไรตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกาตามฎีกาของจำเลยนั้น เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่าล่ามแปลความหมายผิดไม่ถูกต้องพอจะอนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 13 นั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าวปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงมีว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณามาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาแล้วว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ และต้องมีล่ามแปล ดังนั้นศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 13 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วย มาตรา 225 ศาลฎีกาได้ตรวจคำให้การของจำเลยคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตลอดจนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 แล้วไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดเลยว่านางเรไรผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่โดยสุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล และนางเรไรก็มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลยการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13ตุลาคม 2543 นั้นจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 225 และในชั้นนี้ยังไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลย โดยให้ล่ามปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 13 วรรคสอง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 13 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย โมฮัมมัส โหสิน พาฮิส หรือคุยเปอร์ เฮนรี่คุส
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2544
#69314
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำให้การจำเลย คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตลอดจนรายงานกระบวนพิจารณาของ ศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดเลยว่า ร. ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่โดยสุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปลและก็มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 13 วรรคสอง ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติอิหร่าน เชื้อชาติอิหร่าน มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย จำเลยได้เดินทางจากประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดน และอยู่ในราชอาณาจักรไทยจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยจำเลยไม่สามารถพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ ฉะนั้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ศาลชั้นต้นจึงต้องมีล่ามแปลและล่ามคนนั้น คือ นางเรไร โภคาพันธ์ ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ตามฎีกาของจำเลยนั้น เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่าล่ามแปลความหมายผิดไม่ถูกต้องพอจะอนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 นั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงมีว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณามาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาแล้วว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ และต้องมีล่ามแปล ดังนั้นศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาได้ตรวจคำให้การของจำเลย คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตลอดจนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 แล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดเลยว่า นางเรไรผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่สุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอดสิ่งที่แปล และนางเรไรก็มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 นั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 225 และในชั้นนี้ยังไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลย โดยให้ล่ามปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 13 ม. 13 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 208 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายโมฮัมมัส โหสิน พาฮิสหรือคุยเปอร์ เฮนรี่คุส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7564/2544
#43374
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้องเดินมาพูดกับ ธ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาว่า มาเสือกอะไรกับแผนกเช็คเกอร์ แล้วผู้คัดค้านได้กระชากคอเสื้อ ธ. ถึง 2 ครั้ง จับแขนขวาของ ธ. เพื่อจะฉุดเข้าในห้องประชุมต่อหน้าพนักงานอื่นหลายคนระหว่างที่อยู่ในเวลาทำงาน การกระทำดังกล่าวเป็นการพูดจาก้าวร้าวและทำร้ายผู้บังคับบัญชาต่อหน้าพนักงานอื่นของผู้ร้องภายในสถานที่ทำงานและในเวลาทำงาน ทำให้เสียภาพลักษณ์และการปกครองบังคับบัญชาในองค์กรของผู้ร้องเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในกรณีร้ายแรง แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องสหภาพแรงงาน ส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจาและผู้คัดค้านเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ส. ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนลูกจ้างในการเจรจาก็ตาม แต่การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31(3) กรณีจึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามมาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด และมอบอำนาจให้นายกิตติคม ดิษาภิรมย์ หรือนายเกษม ศรีชัยรมย์รัตน์ดำเนินคดีนี้แทนผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้างเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน ผู้คัดค้านได้ทำร้ายนายธานี สุวรรณกนกนาค ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยมีลักษณะเป็นอันธพาลก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติไม่เคารพยำเกรงและประพฤติตนไม่เหมาะสมต่อผู้บังคับบัญชา ทั้งเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาต่อพนักงานอื่นในระหว่างเวลาทำงาน ทำให้ผู้ร้องเสียหายด้านการปกครองและการบังคับบัญชาอันเป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของผู้ร้องอย่างร้ายแรงขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างนับแต่วันยื่นคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้าง กรรมการสวัสดิการและกรรมการสหภาพแรงงานเสริมสุขของบริษัทผู้ร้อง ขณะผู้ร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านอยู่ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมสภาพการจ้างที่สหภาพแรงงานเสริมสุขยื่นต่อผู้ร้องโดยผู้คัดค้านเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงานในการเจรจา และต่อมาสหภาพแรงงานเสริมสุขกับผู้ร้องสามารถตกลงกันได้โดยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน2543 ผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตปกป้องผลประโยชน์ของผู้ร้องและของส่วนร่วม ไม่เคยทะเลาะวิวาทกับผู้ใด และไม่เคยกระทำความผิดตามที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอเลิกจ้างผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 และมาตรา 123 ได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ผู้คัดค้านเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของผู้ร้องเมื่อวันที่ 2เมษายน 2523 ตำแหน่งพนักงานเช็คเกอร์ ประจำโรงงานนครราชสีมามีนายธานี สุวรรณกนกนาค เป็นหัวหน้าแผนกเช็คเกอร์ - ธุรการ และเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านเป็นกรรมการสหภาพแรงงานเสริมสุขและเป็นกรรมการลูกจ้าง เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2543 เวลาประมาณ16 นาฬิกา ผู้คัดค้านเดินมาพูดกับนายธานีว่า มาเสือกอะไรกับแผนกเช็คเกอร์หลังจากนั้นผู้คัดค้านได้กระชากคอเสื้อนายธานีจนทำให้นายธานีตกจากบาทวิถีหน้าประตูห้องแผนกเช็คเกอร์ - ธุรการ ลงไปที่พื้นถนนคอนกรีตจากนั้นได้กระชากคอเสื้อพร้อมกับจับแขนขวาของนายธานีพยายามฉุดนายธานีให้เข้าไปในห้องประชุมโดยนายธานีไม่ยินยอม การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการพูดถ้อยคำไม่สุภาพ แสดงความก้าวร้าว ไม่เคารพไม่ให้เกียรติ และเป็นการทำร้ายผู้บังคับบัญชาก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องและกระทบต่อการบังคับบัญชา ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง แม้ขณะยื่นคำร้องจะอยู่ในระหว่างที่ผู้คัดค้านในฐานะตัวแทนสหภาพแรงงานเสริมสุขกำลังเจรจาเกี่ยวกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมและต่ออายุข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่เป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรให้ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างที่จะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31(3)จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเพียงประการเดียวว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของผู้ร้องในกรณีร้ายแรงและมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31(3) ประกอบมาตรา 52 หรือไม่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุผู้คัดค้านเดินมาพูดกับนายธานีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาว่า มาเสือกอะไรกับแผนกเช็คเกอร์แล้วผู้คัดค้านได้กระชากคอเสื้อนายธานีถึง 2 ครั้ง และจับแขนขวาของนายธานี เพื่อที่จะฉุดเข้าในห้องประชุมต่อหน้าพนักงานอื่นหลายคนระหว่างที่อยู่ในเวลาทำงาน เห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการพูดจาที่ก้าวร้าว และทำร้ายผู้บังคับบัญชาต่อหน้าพนักงานอื่นของผู้ร้องภายในสถานที่ทำงานและในเวลาทำงาน ทำให้เสียหายต่อภาพลักษณ์และการปกครองบังคับบัญชาในองค์กรของผู้ร้อง จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องหมวดที่ 11 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัยข้อ 11.3(1) และ (11) ในกรณีร้ายแรง แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้อง สหภาพแรงงานเสริมสุขได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ร้องซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาและผู้คัดค้านเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเสริมสุขที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนลูกจ้างในการเจรจาก็ตาม แต่การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31(3) กรณีจึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามมาตรา 52 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 31 (3) ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นาย เกื้อ ผลนา
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2544
#67113
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มิใช่เป็นความผิดอันยอมความกันได้ แม้ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ก็ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีนั้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้ รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายจึงไม่ระงับไป การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความโดยรวมถึงความผิดฐานดังกล่าวไปด้วยจึงไม่ชอบ

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายเพราะผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ เป็นการมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาใหม่ในความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔, ๖, ๑๕, ๒๘, ๓๑, ๖๑, ๗๐, ๗๕ และ ๗๖ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔, ๖ และ ๓๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ และ ๙๑ ให้วิดีโอเทปของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของ กับริบเอกสารแสดงการเช่าม้วนวิดีโอของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายแถลงว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธิดำเนินคดีอาญาของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินคดีอีกต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำหน่ายคดีโจทก์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๓๔ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มิใช่เป็นความผิดอันยอมความกันได้ แม้ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ก็ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๖ วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายจึงไม่ระงับ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความโดยรวมถึงความผิดฐานดังกล่าวตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ไปด้วยจึงไม่ชอบ...

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายนั้น ในข้อนี้ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความในความผิดฐานดังกล่าวนั้นไม่ชอบ เป็นการมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) เห็นสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในความผิดฐานนี้เสียใหม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๓๔ ให้ย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในความผิดฐานนี้เสียใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 39 (2) ม. 126 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายไพโรจน์ ทองมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายไมตรี สุเทพากุล
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7562/2544
#42670
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประสงค์จะขอทุเลาภาษีซึ่งตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรโจทก์ที่ 1 กำหนดให้นำหลักทรัพย์ไปประกันอย่างใดอย่างหนึ่งคือ โฉนดที่ดินซึ่งมีราคาเป็น 2 เท่าของเงินภาษีที่ค้างชำระโดยจำนองแก่ทางราชการ หรือจัดให้มีธนาคารค้ำประกัน การที่จำเลยที่ 2ซึ่งมิใช่ธนาคารทำหนังสือค้ำประกันต่อโจทก์ทั้งสองจึงไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโจทก์ที่ 2ได้มีหนังสือสอบถามโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือตอบโจทก์ที่ 2ว่าไม่ตรงตามหลักเกณฑ์วางไว้ ขอให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้ถูกต้องทั้งโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ตกลงยอมรับการค้ำประกันของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ที่ 1 จะเคยมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรได้ แต่ก็ได้ระบุต่อไปว่า จะต้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันให้ถูกต้องจึงมิใช่การยอมรับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จัดทำส่งให้แก่โจทก์ทั้งสอง ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้มุ่งประสงค์จะผูกนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 โดยเข้าถือเอาสัญญาค้ำประกันดังกล่าว เมื่อต่อมาหลังจากที่จำเลยที่ 2 เสนอหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสองแล้วเป็นเวลา 6 ปีแต่โจทก์ทั้งสองไม่รับ จำเลยที่ 2 ได้ขอหนังสือสัญญาค้ำประกันคืนจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,400,604.47 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องไม่ใช่สัญญาค้ำประกันซึ่งมีผลผูกพันต่อจำเลยที่ 2 กล่าวคือจำเลยที่ 1ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2522 โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำหลักทรัพย์ไปวางเพื่อค้ำประกันหนี้ภาษีอากร ในระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ได้ขอให้จำเลยที่ 2 เสนอตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน โดยเอาโรงงานผลิตเสาคอนกรีตเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องจดทะเบียนจำนองรวม 2 ครั้ง แต่โจทก์ปฏิเสธคำเสนอของจำเลยที่ 2 นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังไม่เกิดขึ้นจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 20,400,604.47 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกจำเลยที่ 1 มาไต่สวนการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2516 ถึง 2518 แล้วประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มกับภาษีการค้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมทั้งภาษีส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสิ้นจำนวน 21,002,574.84 บาท จำเลยที่ 1อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วให้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลปีภาษี 2516 และ 2518 ลดลงโดยจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รวมทั้งสิ้นจำนวน 17,009,597.51 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1ต่อศาลภาษีอากรกลาง คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง ระหว่างที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ได้ยื่นหนังสือสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่เร่งรัดภาษีและยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 31 แต่ตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 การทุเลาหนี้ภาษีอากรต้องนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองหรือให้ธนาคารค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ยื่นหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับใหม่ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2524 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 30 วันที่ 31 สิงหาคม 2530 จำเลยที่ 2ขอหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวคืนตามเอกสารหมาย จ.3แผ่นที่ 36 แต่โจทก์ที่ 1 ไม่คืนให้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 30 หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2ได้ทำหนังสือค้ำประกันถูกต้องแล้ว จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะขอทุเลาภาษีซึ่งตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 กำหนดให้นำหลักทรัพย์ไปประกันหนี้ภาษีอากรอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ 1. โฉนดที่ดินซึ่งมีราคาเป็น 2 เท่าของเงินภาษีที่ค้างชำระโดยจำนองแก่ทางราชการหรือ 2. จัดให้มีธนาคารค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 211การที่จำเลยที่ 2 เข้ามาทำหนังสือค้ำประกันต่อโจทก์ทั้งสองจึงไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 146 สอบถามโจทก์ที่ 1 ถึงการที่จำเลยที่ 2 ขอเป็นผู้ค้ำประกันดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 มีนโยบายการทำสัญญาค้ำประกันรายนี้เป็นประการใดและโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือตอบโจทก์ที่ 2 ตามเอกสารหมายจ.3 แผ่นที่ 113 ว่าการค้ำประกันดังกล่าวไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์ที่ 1วางไว้ ขอให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทั้งโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 77ว่าการค้ำประกันโดยไม่นำหลักทรัพย์ไปจดทะเบียนจำนองไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง หรือหากไม่จดทะเบียนจำนองก็ต้องจัดให้มีธนาคารค้ำประกัน แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ตกลงยอมรับการค้ำประกันของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด แม้โจทก์ที่ 1 จะเคยมีหนังสือลงวันที่ 12 มีนาคม 2529 ตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 3 ถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรได้ แต่ตามหนังสือฉบับดังกล่าวก็ได้ระบุต่อไปว่า จะต้องให้จำเลยที่ 2จดทะเบียนจำนองหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 การแจ้งอนุมัติดังกล่าวจึงหาใช่การยอมรับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จัดทำส่งให้แก่โจทก์ทั้งสองไม่ พฤติการณ์ที่โจทก์ทั้งสองไม่ยอมรับหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 และติดตามจำเลยทั้งสองให้มาทำสัญญาจำนองหรือหาหลักประกันอื่นมาวางให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์ที่ 1กำหนดจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้มุ่งประสงค์จะผูกนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2โดยเข้าถือเอาสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีหาใช่โจทก์ที่ 1 ตกลงรับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว แต่ให้จำเลยที่ 1 หาหลักประกันเพิ่มดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ เมื่อต่อมาหลังจากที่จำเลยที่ 2 เสนอหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ทั้งสองแล้วเป็นเวลา 6 ปี แต่โจทก์ทั้งสองไม่รับจำเลยที่ 2จึงได้ขอหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวคืน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 30 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร กับพวก
จำเลย — บริษัท การไฟฟ้าบางละมุง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7562/2544
#99238
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประสงค์จะขอทุเลาภาษีซึ่งตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 (กรมสรรพากร) กำหนดให้นำหลักทรัพย์ไปประกันหนี้ภาษีอากรอย่างใดอย่างหนึ่งคือ โฉนดที่ดินซึ่งมีราคาเป็น 2 เท่าของเงินภาษีที่ค้างชำระ โดยจำนองแก่ทางราชการ หรือจัดให้มีธนาคารค้ำประกัน การที่จำเลยที่ 2 เข้ามาทำหนังสือค้ำประกันต่อโจทก์ทั้งสองจึงไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือสอบถามโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือตอบโจทก์ที่ 2 ว่าการค้ำประกันดังกล่าวไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ ขอให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้ถูกต้อง ทั้งโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนจำนองเสียใหม่ให้ถูกต้อง หรือหากไม่จดทะเบียนจำนองก็ต้องจัดให้มีธนาคารค้ำประกัน แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ตกลงยอมรับการค้ำประกันของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด แม้โจทก์ที่ 1 จะเคยมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรได้แต่ก็ได้ระบุต่อไปว่า จะต้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันให้ถูกต้อง การแจ้งอนุมัติดังกล่าวจึงหาใช่การยอมรับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จัดทำส่งให้แก่โจทก์ทั้งสอง ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้มุ่งประสงค์จะผูกนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 โดยเข้าถือเอาสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มใหม่กับภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเดิมเป็นเงินภาษีอากรรวมจำนวน 20,400,604.47 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 20,400,604.47 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะขอทุเลาภาษีซึ่งตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 กำหนดให้นำหลักทรัพย์ไปประกันหนี้ภาษีอากรอย่างใดอย่างหนึ่งคือ 1.โฉนดที่ดินซึ่งมีราคาเป็น 2 เท่าของเงินภาษีที่ค้างชำระ โดยจำนองแก่ทางราชการ หรือ 2. จัดให้มีธนาคารค้ำประกันการที่จำเลยที่ 2 เข้ามาทำหนังสือค้ำประกันต่อโจทก์ทั้งสองจึงไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้มีหนังสือสอบถามโจทก์ที่ 1 ถึงการที่จำเลยที่ 2 ขอเป็นผู้ค้ำประกันดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 มีนโยบายการทำสัญญาค้ำประกันรายนี้เป็นประการใด และโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือตอบโจทก์ที่ 2 ว่าการค้ำประกันดังกล่าวไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์ที่ 1 วางไว้ ขอให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ทั้งโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าการค้ำประกันโดยไม่นำหลักทรัพย์ไปจดทะเบียนจำนองไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง หรือหากไม่จดทะเบียนจำนองก็ต้องจัดให้มีธนาคารค้ำประกัน แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ตกลงยอมรับการค้ำประกันของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด แม้โจทก์ที่ 1 จะเคยมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรได้แต่ตามหนังสือฉบับดังกล่าวก็ได้ระบุต่อไปว่าโดยจะต้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ที่ 1 การแจ้งอนุมัติดังกล่าวจึงหาใช่การยอมรับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จัดทำส่งให้แก่โจทก์ทั้งสองไม่ พฤติการณ์ที่โจทก์ทั้งสองไม่ยอมรับหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 และติดตามจำเลยทั้งสองให้มาทำสัญญาจำนองหรือหาหลักประกันอื่นมาวางให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์ที่ 1 กำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้มุ่งประสงค์จะผูกนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 โดยเข้าถือเอาสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีหาใช่โจทก์ที่ 1 ตกลงรับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว แต่ให้จำเลยที่ 1 หาหลักประกันเพิ่มดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ เมื่อต่อมาหลังจากที่จำเลยที่ 2 เสนอหนังสือค้ำประกันแก่โจกท์ทั้งสองแล้วเป็นเวลา 6 ปี แต่โจทก์ทั้งสองไม่รับ จำเลยที่ 2 จึงได้ขอหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวคืน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 860
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร กับพวก
จำเลย — บริษัทการไฟฟ้าบางละมุง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7560/2544
#43373
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการทำงานโจทก์ลาป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนด้วยวาจาและเป็นหนังสือ และลงโทษโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้ง ซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแต่ตามหนังสือให้พนักงานออกจากงาน (เลิกจ้าง) ของจำเลยเพียงแต่อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยไม่ได้อ้างเหตุความผิดของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้างจึงต้องถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว จำเลยยังอ้างข้อบังคับของจำเลยที่ให้อำนาจจำเลยในการเลิกจ้างในกรณีดังกล่าวได้แต่ข้อบังคับของจำเลยกำหนดว่าพนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการลาออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิดและมีสิทธิได้รับบำเหน็จ จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า30,582.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าชดเชย 107,939.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน (วันที่ 10พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าเสียหาย 431,760 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่ปี 2520 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ17,990 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานตามสำเนาหนังสือเลิกจ้าง ในรอบปี 2537 โจทก์ลาป่วย 69 วัน มาสาย 16 วัน ตามเอกสารหมาย ล.11 ในรอบปี 2538โจทก์ลาป่วย 82 วัน มาสาย 24 วัน ตามเอกสารหมาย ล.13 ในรอบปี 2539โจทก์ลาป่วย 62 วัน มาสาย 24 วัน ตามเอกสารหมาย ล.15 ในรอบปี 2540โจทก์ลาป่วย 44 วัน มาสาย 18 วัน ในรอบปี 2541 โจทก์ลาป่วย 120 วันมาสาย 16 วัน ในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2541 ถึงเมษายน 2542 โจทก์ลาป่วย 123 วัน (ที่ถูก 123.5 วัน) มาสาย 34 วัน ผู้บังคับบัญชาของโจทก์เคยลงโทษโจทก์เกี่ยวกับการลาป่วยกล่าวคือเมื่อปี 2537 ตักเตือนด้วยวาจาปี 2539 ตักเตือนเป็นหนังสือ ปี 2539 ทำทัณฑ์บนตามเอกสารหมาย ล.14 และปี 2540 ภาคทัณฑ์ นอกจากนี้โจทก์ยังเคยถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 1 เดือน ถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 15 เป็นเวลา 1 เดือน โจทก์เป็นผู้หย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องต่อหน้าที่ การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้โจทก์จะลาป่วยมาก ขาดงาน ถูกตักเตือนด้วยวาจาและเป็นหนังสือถูกทำทัณฑ์บนและถูกภาคทัณฑ์ก็ตาม แต่ตามคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย จำเลยได้กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ของโจทก์มาแล้วและสรุปตอนท้ายว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่จึงให้โจทก์ออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 3 ว่าด้วยการถอดถอนข้อ 34 ตามคำสั่งดังกล่าวเท่ากับจำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุที่โจทก์หย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่ มิใช่เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดตามที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ จำเลยจึงยกเรื่องดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ไม่ได้ การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 3 นั้นข้อ 37 ให้ถือว่ามิได้เป็นการให้ออกโดยมีความผิดและจำเลยมิได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ 107,940 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,582.99 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินทั้งสองประเภทในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยดอกเบี้ยของค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 ตุลาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าในระหว่างการทำงานตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2542 โจทก์ลาป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมากอีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนโจทก์ในเรื่องดังกล่าวด้วยวาจาและเป็นหนังสือ จำเลยได้ลงโทษโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้งซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม แต่หนังสือให้พนักงานออกจากงาน(เลิกจ้าง) ของจำเลยตามจำเลยเพียงแต่อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตน ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยมิได้อ้างเหตุความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้างแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยอ้างข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 3 เอกสารหมาย ล.6 หมวดที่ 5 ว่าด้วยการถอดถอนข้อ 34เป็นอำนาจของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวข้อ 37ก็ระบุว่าพนักงานที่ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34 ให้ถือว่าเป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิด มีสิทธิได้รับบำเหน็จอีกด้วย จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือให้โจทก์ออกจากงานมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หาได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุภาภรณ์ เผ่าโนรี
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7560/2544
#69573
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างการทำงานโจทก์ลาป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนโจทก์ในเรื่องดังกล่าวด้วยวาจาและเป็นหนังสือ จำเลยได้ลงโทษโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้งซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม แต่หนังสือเลิกจ้างของจำเลยเพียงแต่อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตน ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยมิได้อ้างเหตุความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้าง จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้ตามข้อบังคับของจำเลยข้อ 34 ซึ่งเป็นอำนาจของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์ ก็ระบุว่าพนักงานที่ต้องพ้น จากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ 34 ให้ถือว่าเป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิด มีสิทธิได้รับบำเหน็จอีกด้วย จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือให้โจทก์ออกจากงานมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินค้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓๐,๕๘๒.๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจ่ายค่าชดเชย ๑๐๗,๙๓๙.๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงาน (วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าเสียหาย ๔๓๑,๗๖๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบธรรมแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยไม่ต้องรับผิดให้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือหากต้องจ่ายก็จ่ายเพียง ๑ เดือน เป็นเงิน ๑๗,๙๙๐ บาทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ๑๐๗,๙๔๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓๐,๕๘๒.๙๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินทั้งสองประเภทในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โดยดอกเบี้ยของค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๒) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าในระหว่างการทำงานตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ถึงปี ๒๕๔๒ โจทก์ล่าป่วยและมาทำงานสายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการลา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตักเตือนโจทก์ในเรื่องดังกล่าวด้วยวาจาและเป็นหนังสือ จำเลยได้ ลงโทษโจทก์ด้วยการภาคภัณฑ์และตัดเงินเดือนหลายครั้งซึ่งจำเลยอาจอ้างความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุ เลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม แต่หนังสือให้พนักงานออกจากงาน (เลิกจ้าง) ของจำเลย จำเลยเพียงแต่ อ้างเหตุที่ให้โจทก์ออกจากงานว่าการกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นผู้หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตน ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และบกพร่องในหน้าที่เท่านั้น จำเลยมิได้อ้างเหตุความผิดดังกล่าวของโจทก์มาเป็นเหตุโดยตรงในการเลิกจ้างแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะเลิกจ้างโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยอ้างข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๓ หมวดที่ ๕ ว่าด้วยการถอดถอน ข้อ ๓๔ เป็นอำนาจของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวข้อ ๓๗ ก็ระบุว่าพนักงานที่ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามข้อ ๓๔ ให้ถือว่าเป็นการออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิด มีสิทธิได้รับบำเหน็จอีกด้วย จำเลยจึงหยิบยกอ้างความผิดของโจทก์ซึ่งมิได้ระบุเป็นเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือให้โจทก์ออกจากงานมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ แก่โจทก์หาได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาผลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาภรณ์ เผ่าโนรี
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต พรายภู่
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7548/2544
#43372
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน แต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นที่ตั้งทำการของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าตามทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลจังหวัดชลบุรีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง แม้โจทก์จะได้วางเงินไว้ในขณะยื่นคำฟ้องจำนวน 5,000 บาท แต่ก็เป็นเงินที่โจทก์ต้องวางเป็นประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 11 จึงมิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อนเช่นดังที่โจทก์เคยปฏิบัติมาแต่ในชั้นดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขณะยื่นฟ้องคดี ดังนั้น ข้อที่โจทก์อ้างว่าได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่า ได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย โดยจะหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงดังที่โจทก์อ้าง แต่ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) และมาตรา 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ในวันนัดพิจารณานัดแรกศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวและขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้ยกคำร้องโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้จำเลย โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ การส่งหากไม่มีผู้รับให้ปิด ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าพ้นกำหนดระยะเวลาในการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการตามศาลสั่งแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่เห็นว่าในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วันแต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งทำการของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าตามทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลจังหวัดชลบุรีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตามแต่กรณีดังกล่าวโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง แม้โจทก์จะได้วางเงินไว้ในขณะยื่นคำฟ้องจำนวน 5,000 บาท แต่ก็เป็นเงินที่โจทก์ต้องวางเป็นประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 11 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 6 จึงมิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อนเช่นดังที่โจทก์เคยปฏิบัติมาแต่ในชั้นดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยขณะยื่นฟ้องคดี ดังนั้น ข้อที่โจทก์อ้างว่าได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่าได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยจะหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงดังที่โจทก์อ้าง แต่ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) และมาตรา 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 ม. 174 ม. 246
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปิยะ โพธิสารัตนะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7548/2544
#98620
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน แต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น แม้ตามทางปฏิบัติจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนก็ตาม แต่โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง ส่วนเงินที่โจทก์ได้วางไว้ในขณะยื่นคำฟ้องเป็นประกันค่าใช้จ่ายต่อศาลตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 11 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 6 มิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อน ข้อที่โจทก์อ้างว่าได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่าได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงิน ค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) และมาตรา 246 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ในวันนัดพิจารณานัดแรกศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวและขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้ยกคำร้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้จำเลย โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ การส่งหากไม่มีผู้รับให้ปิด ต่อมา เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าพ้นกำหนดระยะเวลาในการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการตามสั่ง แต่อย่างใด ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นตรวจอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน ๑๕ วัน แต่จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้ง ทำการของศาลชั้นต้น แม้จะได้ความว่าตามทางปฏิบัติศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลจังหวัดชลบุรีที่จำเลยมี ภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแทนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าว โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องนำงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๐ วรรคสอง แม้โจทก์จะได้วางเงินไว้ในขณะยื่นคำฟ้องจำนวน ๕,๐๐๐ บาท แต่ก็เป็นเงินที่โจทก์ ต้องวางเป็นประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ จึงมิใช่เงินที่โจทก์ได้วางไว้เป็นการชำระค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ล่วงหน้า หากโจทก์ประสงค์จะให้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นค่าธรรมเนียมในคดีจากเงินประกันดังกล่าว ก็ชอบที่โจทก์จะแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นก่อน ดังนั้นข้อที่โจทก์อ้างว่า ได้แจ้งแก่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายนำหมายของศาลชั้นต้นว่าได้วางเงินประกันค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยจะหักเงินค่าธรรมเนียมในการส่งจากเงินประกันดังกล่าว แม้เป็นความจริงแต่ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อโจทก์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ เมื่อโจทก์มิได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) และมาตรา ๒๔๖ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 174 (2) ม. 246
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 11
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปิยะ โพธิสารัตนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุยเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7536/2544
#42669
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 14 ปี แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า จำเลยอายุเกิน 18 ปีแล้ว จึงไม่อาจส่งจำเลยไปรับการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาของศาลล่างได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) ถือว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมได้ ตามมาตรา 74 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 138, 83, 80, 91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อคืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(2) ประกอบมาตรา 80, 138 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 แต่ให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดตั้งแต่ 2 ปี ถึง 3 ปี ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อคืนเจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ส่งจำเลยที่ 2ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดตั้งแต่ 2 ปี ถึง 3 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อปี 2539 จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปี แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 2 อายุ 19 ปีแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74บัญญัติว่า เด็กอายุกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินสิบสี่ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้...(5) "ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรมหรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็กตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี" ดังนั้นเมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาเองว่า จำเลยที่ 2 อายุเกิน 18 ปีแล้วจึงไม่อาจส่งจำเลยที่ 2 ไปรับการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ ถือว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 วรรคท้าย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาจำเลยที่ 2 รับตัวจำเลยที่ 2 ไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยที่ 2 ก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง มิฉะนั้นศาลจะปรับครั้งละ 500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(2)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย อดุลย์ เอี่ยมละออ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7536/2544
#69546
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ส่งจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนดตั้งแต่ 2 ปี ถึง 3 ปี ขณะเกิดเหตุเมื่อปี 2539 จำเลยอายุ 14 ปี แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยอายุ 19 ปี ซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 74 (5) บัญญัติว่าเด็กอายุกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินสิบสี่ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็กตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า จำเลยอายุเกิน 18 ปี แล้ว จึงไม่อาจส่งจำเลยไปรับการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ ถือว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมได้ ตามป.อ. มาตรา 74 วรรคท้าย เป็นให้มารดาจำเลยรับตัวจำเลยไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังได้ มิฉะนั้นศาลจะปรับครั้งละ 500 บาทตาม ป.อ. มาตรา 74 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๒๘๙ , ๑๓๘ , ๘๓ , ๘๐ , ๙๑ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๕๗ , ๖๖ , ๙๑ , ๑๐๒ ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อคืนเจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) ประกอบมาตรา ๘๐ , ๑๓๘ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ อายุ ๑๔ ปี จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ แต่ให้ส่งจำเลยที่ ๒ ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดตั้งแต่ ๒ ปี ถึง ๓ ปี ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อคืนเจ้าของ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ส่งจำเลยที่ ๒ ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดตั้งแต่ ๒ ปี ถึง ๓ ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อปี ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๒ อายุ ๑๔ ปี แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๒ อายุ ๑๙ ปีแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ บัญญัติว่า เด็กอายุกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินสิบสี่ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้? (๕) "ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็กตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี" ดังนั้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาเองว่า จำเลยที่ ๒ อายุเกิน ๑๘ ปีแล้ว จึงไม่อาจส่งจำเลยที่ ๒ ไปรับการฝึกและอบรมตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ ถือว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาจำเลยที่ ๒ รับตัวจำเลยที่ ๒ ไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยที่ ๒ ก่อเหตุร้ายหรือกระทำความผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ ๒ ฟัง มิฉะนั้นศาลจะปรับครั้งละ ๕๐๐ บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ (๒).
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายอดุลย์ เอี่ยมละออ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7531/2544
#41326
เปิดฉบับเต็ม

การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีลักษณะของการกระทำแตกต่างกันเป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ก็มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกระทงหนึ่งแล้วครั้นจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไปบางส่วนให้แก่ผู้มีชื่อ จำเลยที่ 1มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่ง

ปัญหาว่าการที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน303 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายไป 3 เม็ดเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน หรือการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในชั้นอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91 และ ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และกระบอกไม้ไผ่

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูก และมาตรา 102) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก10 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 15 ปีจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 303 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ และเห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลักษณะของการกระทำแตกต่างกันเป็นการกระทำต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ก็มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกระทงหนึ่งแล้ว ครั้นจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไปบางส่วนให้แก่ผู้มีชื่อ จำเลยที่ 1 ก็มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิได้เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า พยานโจทก์ทุกปากเบิกความต่อศาลไม่ถูกต้องตรงกันในสาระสำคัญถึงลักษณะสีของเม็ดยาว่าเป็นสีส้ม สีเขียวหรือสีชมพู และสีของกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุของกลางรวมทั้งสถานที่ซุกซ่อนกระบอกไม้ไผ่จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 รวมทั้งการขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 1ในสถานเบานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละกระทงความผิดกระทงละไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาง จอน พิมมะทา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7529/2544
#98431
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินออกในชื่อโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองด้วย

แม้โจทก์จะมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินก็ตาม แต่โจทก์ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่จำเลยอ้าง ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์หรือของจำเลย จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน เมื่อพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักมากกว่า เชื่อได้ว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสิทธิของจำเลย

เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทในชื่อโจทก์เพราะเข้าใจผิดหลงว่าโจทก์มีสิทธิ เป็นการออกให้โดยไม่ชอบจึงต้องพิพากษาให้เพิกถอน ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนชื่อในโฉนดที่ดิน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าแก่โจทก์ปีละ 5,000 บาท นับแต่ปี 2539 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของจากสารบบทะเบียนที่ดิน หากไม่อาจทำได้ให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนเป็นชื่อของจำเลยทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินออกในชื่อโจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า โจทก์ซึ่งมีชื่อในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองด้วย แต่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ครอบครองที่ดินพิพาท โดยขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ ปลูกบ้านพักอยู่ในที่ดินตลอดมา การออกโฉนดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบเพราะออกทับที่ดินของจำเลยทั้งสอง ที่ดินเดิมมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 558/98 เป็นของนายจันทา ปุยฝ้าย นายจันทาถึงแก่กรรมในปี 2502 บุตรนายจันทา 4 คน ได้แบ่งแยกครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด โดยด้านทิศเหนือนายชารีบิดาโจทก์กับนางปราณีเป็นผู้ครอบครองด้านทิศใต้ คือที่ดินพิพาทนางอิ่นมารดาจำเลยที่ 1 กับนางอรพันธ์มารดาจำเลยที่ 2 ครอบครองมีเส้นแบ่งที่ดินจากด้านทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก บัญชีเครือญาตินายจันทา ปี 2534 นางอิ่นมอบที่ดินให้จำเลยที่ 1 ครอบครองทำกิน จำเลยที่ 1 ขุดบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 21 บ่อ ปลูกต้นไม้ ปลูกบ้านพัก 1 หลัง จำเลยที่ 2 รับมอบการครอบครองตั้งแต่ ปี 2530 ขุดบ่อเลี้ยงปลา 17 บ่อ ปลูกบ้านพัก 1 หลัง โรงเรือนสำหรับฝึกลูกปลา 1 หลัง ปี 2519 โจทก์กับบิดาโจทก์ลักลอบนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใส่ชื่อโจทก์ซึ่งอายุเพียง 12 ปี ขณะนั้นมารดาจำเลยที่ 1 กับมารดาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครองครองที่ดิน และออกโฉนดที่ดินปี 2538 ขณะจำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ที่จำเลยทั้งสองอ้าง นายชารี บิดาโจทก์เบิกความว่า บิดาพยานคือนายจันทายกที่ดินให้ก่อนถึงแก่กรรม แต่นายชารีก็ไม่มีหลักฐานแสดงการยกที่ดินให้ ตามบัญชีเครือญาตินายจันทามีบุตรทั้งหมด 4 คน ไม่มีเหตุผลแต่ประการใดที่จะยกที่ดินให้นายชารีเพียงคนเดียว ซึ่งนางอรพันธ์ มารดาจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ไม่มีการยกที่ดินให้ เพียงแต่นายชารีเก็บแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ แล้วนำไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นชื่อโจทก์ ขณะนั้นโจทก์อายุเพียง 12 ปี เท่านั้น พยานกับนางอิ่น ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ส่วนโจทก์นำสืบอ้างว่า ให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทค่าเช่าปีละ 5,000 บาท มีกำหนด 3 ปี แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงการเช่า มีแต่พยานบุคคลซึ่งกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าให้เช่า นอกจากนั้นยังเบิกความว่า ให้จำเลยทั้งสองเช่าคนละ 5,000 บาท ต่อปี อันเป็นการแตกต่างจากคำฟ้อง และในหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินที่ระบุว่าจำเลยทั้งสองขอเข้าอาศัยทำกิน ฉะนั้นพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่านายจันทาได้ยกที่ดินพิพาทให้นายชารีบิดาโจทก์ และฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ปัญหาว่าที่ดินพิพาทสิทธิเป็นของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสอง จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งสองกับมารดาจำเลยทั้งสองเบิกความยืนยันการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ ซึ่งนายไพจิตร ผิวขาว กำนันตำบลเหล่าหลวง (ที่ดินพิพาทตั้งอยู่) เบิกความว่า เดิมพยานเป็นผู้ใหญ่บ้านนานสิบกว่าปี เป็นกำนันปี 2538 รู้จักที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นของนายจันทา ต่อมาบุตร 4 คน แบ่งการครอบครองเป็น 2 ส่วน ส่วนด้านทิศใต้นางอิ่นกับนางอรพันธ์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ นางอิ่นถึงแก่กรรมปี 2539 ได้ให้จำเลยที่ 1 ทำประโยชน์แทน นางอรพันธ์ให้จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ ปี 2539 จำเลยที่ 2 ไปตามให้ไปรับทราบการเจรจาเกี่ยวกับที่ดินพิพาท มีญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายไปรับฟังจำนวนมาก เจรจาพูดคุยที่บ้านนายชารีมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1. เรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำแนวคันดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบิดาโจทก์ 2. ให้จำเลยทั้งสองทำแนวแบ่งเขตที่ดินมา 2 ปีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ทำ โจทก์จึงถือว่าที่ดินเป็นของโจทก์คนเดียว 3. ให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท มิฉะนั้นโจทก์จะฟ้องขับไล่ พยานได้ไกล่เกลี่ยอยู่นานขอให้โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสองทำคันดินเป็นแนวเขต แต่โจทก์ไม่ยินยอม พยานปากนายไพจิตรเป็นกำนันไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยังเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท คำพยานมีน้ำหนักน่าเชื่อ โดยเฉพาะนายไพจิตรยืนยันว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ไม่เคยเห็นโจทก์ครอบครองเพราะโจทก์ไปทำงานต่างจังหวัดไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน นาน ๆ จะมาสักครั้งหนึ่ง นายชารีเองเบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่ทราบว่าในที่ดินมีบ่อปลากี่บ่อ ส่วนตัวโจทก์ตามสำเนาทะเบียนบ้านเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในปี 2538 และมีการแจ้งย้ายออกเมื่อปี 2540 ฉะนั้นพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่า เชื่อว่าจำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมา ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 21037? เป็นชื่อของจำเลยทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อโฉนดที่ดินที่โจทก์ขอออกดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกไปเพราะเข้าใจผิดหลงว่าโจทก์มีสิทธิ เป็นการออกให้โดยไม่ชอบจึงต้องเพิกถอน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 21037 ยกคำขอของจำเลยทั้งสองที่ขอให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1367 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 127 ม. 142 (5)
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเกิด ปุยฝ้าย
จำเลย — นายไพฑูรย์ ทะวะลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายอิทธิธรรม อารัมภ์วิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายจรูญ วงศ์นิวัติขจร
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7508/2544
#44009
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 20,000 บาทอีกสถานหนึ่ง แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินคนละ 2 ปีและปรับไม่เกินคนละ 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 2.830 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุกคนละ 3 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับคนละ 40,000 บาทอีกสถานหนึ่ง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้จำเลยทั้งสองทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควร โดยมีกำหนดระยะเวลา15 ชั่วโมงและห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาทอีกสถานหนึ่ง แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินคนละ 2 ปี และปรับไม่เกินคนละ 40,000 บาท จึงห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย มงคล โพธิ์ทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7501/2544
#42668
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินในวันที่เช็คถึงกำหนดการใช้เงิน แต่มิได้รับเงินตามเช็คเนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะเป็นการปฏิเสธด้วยวาจา กรณีก็ต้องถือว่าธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คแล้ว เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ดี พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ก็ดี หาได้บัญญัติว่าการปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คนั้นต้องทำเป็นหนังสือไม่

ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยผัดผ่อนชำระเงินไปจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม2540 ยิ่งเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเกิดขึ้นและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่เช็คถึงกำหนดการใช้เงิน แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายเพิ่งไปร้องทุกข์ในวันที่ 5 มกราคม 2541 จึงเกินกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยกระทำความผิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 เดือนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี ลงวันที่ 17มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 54,187 บาท ต่อมาธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คผู้เสียหายได้นำเช็คดังกล่าวไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทฆนรพ รัตนใหม่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 5 มกราคม2541 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บตามวันที่ลงในเช็คแต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วผู้เสียหายให้เวลาจำเลยในการผัดผ่อนชำระเงินไปจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม2540 เห็นว่าในวันที่ 17 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่เช็คถึงกำหนดการใช้เงินผู้เสียหายได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารมีหน้าที่ต้องใช้เงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 แต่ผู้เสียหายก็มิได้รับเงินตามเช็ค เนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะเป็นการปฏิเสธด้วยวาจากรณีก็ต้องถือว่าธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คแล้ว เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช็คก็ดี พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ก็ดี หาได้บัญญัติว่า การปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คนั้นต้องทำเป็นหนังสือไม่ ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า หลังจากนั้นผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยผัดผ่อนชำระเงินไปจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม2540 ยิ่งเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเกิดขึ้นและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 แล้ว แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายเพิ่งไปร้องทุกข์ในวันที่ 5 มกราคม 2541 จึงเกินกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยกระทำความผิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 การที่ผู้เสียหายนำเช็คไปขึ้นเงินอีกครั้งในวันที่ 10 ตุลาคม 2540 แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีกนั้น จึงมิใช่ความผิดเพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม2540 เพราะเป็นความผิดเดียวกันซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นาย สมเกียรติ นัยวิกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7494/2544
#42077
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานว่าลายมือชื่อที่เป็นชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งแม้จำเลยจะแก้อุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์เนื่องจากจำเลยยื่นเกินกำหนดระยะเวลาข้อเท็จจริงที่ว่าลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะยกขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28786ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 7 วันนับแต่ศาลมีคำพิพากษาหากจำเลยไม่ส่งมอบ ให้ศาลพิพากษายกเลิกโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้โจทก์มีสิทธิไปขอออกใบแทนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 28786 ให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 28786 ซึ่งจำเลยเป็นผู้ยึดถือไว้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไว้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธยังฟังไม่ได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินเป็นลายมือชื่อปลอมนั้น เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้นางแพนนำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย เมื่อโจทก์และนางแพนยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืม จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาทแต่ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานว่าลายมือชื่อที่เป็นชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง แม้จำเลยจะแก้อุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์เนื่องจากจำเลยยื่นเกินกำหนดระยะเวลา ข้อเท็จจริงที่ว่าลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะยกขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าลายมือชื่อผู้กู้ยืมในหนังสือสัญญากู้เงินไม่ใช่ของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กู้ยืมเงินจำเลยแล้วมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าแม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยแต่พยานหลักฐานที่นำสืบมาฟังได้ว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้นางแพนนำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำเลย การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้การที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำให้การเป็นการไม่ชอบถือไม่ได้ว่าเป็นขอที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วิจิตรา กาญสุนทร
จำเลย — พันตำรวจโท สราวุธ สารสุข
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ชัยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7494/2544
#69543
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้ พ. นำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย เมื่อโจทก์และ พ. ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืม จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาท แต่ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานว่าลายมือชื่อที่เป็นชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ แต่เป็นลายมือชื่อปลอมซึ่งเป็นอันยุติแล้ว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกปัญหาว่าลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินเป็นลายมือปลอมหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้

ลายมือชื่อผู้กู้ยืมในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่ของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กู้ยืมเงินจำเลยแล้วมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาท

ที่จำเลยฎีกาว่า แม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยแต่พยานหลักฐานที่นำสืบมาฟังได้ว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้ พ. นำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำเลย การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ การที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำให้การเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๗๘๖ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ส่งมอบ ให้ศาลพิพากษายกเลิกโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้โจทก์มีสิทธิไปขอออกใบแทนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๗๘๖ ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย (โฉนดที่ดินพิพาท) ให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ ๒๘๗๘๖ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ยึดถือไว้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไว้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธยังฟังไม่ได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินเป็นลายมือชื่อปลอมนั้น เห็นว่า คดีแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้นางแพนนำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย เมื่อโจทก์และนางแพนยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืม จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาท แต่ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานว่า ลายมือชื่อที่เป็นชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง แม้จำเลยจะแก้อุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์เนื่องจากจำเลยยื่นเกินกำหนดระยะเวลา ข้อเท็จจริงที่ว่าลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จะยกขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าลายมือชื่อผู้กู้ยืมในหนังสือสัญญากู้เงินไม่ใช่ของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กู้ยืมเงินจำเลยแล้วมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า แม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยแต่พยานหลักฐานที่นำสืบมาฟังได้ว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้นางแพนนำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำเลย การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ การที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำให้การเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(สุรพล เจียมจูไร - ชัยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ - ประชา ประสงค์จรรยา)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิจิตรา กาญสุนทร
จำเลย — พันตำรวจโทสราวุธ สารสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวล รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7488/2544
#69531
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ส. มารดาของผู้ตาย และเป็นยายของเด็กชาย ก. ผู้ตาย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษของจำเลยในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุตามที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยถือว่าโทษของจำเลยในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ , ๗๘ , ๑๕๗ , ๑๖๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๒๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาง ส. มารดาของนาง พ. ผู้ตาย และเป็นยายของเด็กชาย ถ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๒ ปี ๒ เดือน ปรับ ๑๖,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๑ เดือน ปรับ ๘,๐๐๐ บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด ๓ ปี คุมความประพฤติไว้ ๒ ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๔ เดือน ต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาง ส. มารดาของนาง พ. ผู้ตาย และเป็นยายของเด็กชาย ถ. ผู้ตาย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ เท่านั้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้โทษของจำเลยในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุเป็นไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติตามที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยถือว่าโทษของจำเลยในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยขับรถกระบะด้วยความเร็วและแซงรถคันที่แล่นอยู่ข้างหน้าทันทีล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นาง พ. ขับสวนทางมาในทางเดินรถของรถจักรยานยนต์ นาง พ. และเด็กชาย ถ. คนซ้อนท้ายถึงแก่ความตาย ถือว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไป แสดงถึงการขาดความรับผิดชอบและไร้มนุษยธรรมตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้ได้ความว่าจำเลยทำบันทึกข้อตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมตามสัญญาโดยจำเลยนำเงินมาวางศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ เพื่อให้โจทก์ร่วมรับไปเป็นเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท จากนั้นก็ไม่ชำระอีก แสดงถึงการขาดความรับผิดชอบและไม่ขวนขวายที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วม จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษในความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2) ม. 30
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
โจทก์ร่วม — นางเสงี่ยม แสงฉาย
จำเลย — ชาติชาย ทิพย์อักษร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายพรชัย เอื้อวิริยวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2544
#42667
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่จะต้องริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 นั้น ต้องเป็นทรัพย์สินที่ถูกนำมาใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยเท่านั้น และจากนิยามความหมายของคำว่า "การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 มิได้บัญญัติให้รวมเอาการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตเข้าไว้ในความหมายของคำว่า "การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ด้วย ดังนั้น ที่จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตเพียงสถานเดียวจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำมาตรา 30 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนคำร้องตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามคำร้องผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน45 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์กระบะนิสสันหมายเลขทะเบียน บ - 9038 ศรีสะเกษเป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3227/2540คดีหมายเลขแดงที่ 9149/2541 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่าจำเลย(ผู้คัดค้าน) มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ปรากฏในสำนวน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1693/2544 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ (ผู้ร้อง) กับนายวิชัย พุทธรัตน์ จำเลย(ผู้คัดค้าน) โดยศาลชั้นต้นแจ้งการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษจำเลยหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะเครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่จะต้องริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 30 นั้น จะต้องได้ความว่า เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหรือทรัพย์สินนั้น ๆ ถูกนำมาใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยเท่านั้น และจากนิยามความหมายของคำว่า "การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด"ตามมาตรา 3 แห่งกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ มิได้บัญญัติให้รวมเอาการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตเข้าไว้ในความหมายของคำว่า "การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย" ดังนั้น ที่จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตเพียงสถานเดียว จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 30 มาใช้บังคับได้ ผู้ร้องจะร้องขอให้ริบรถยนต์ของกลางมิได้ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 3 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายวิชัย พุทธรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ