คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7271/2544
#44653
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 คำว่า ผลิต หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย การที่จำเลยนำวัสดุเป็นผง ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมอัดเป็นเม็ด เป็นการเปลี่ยนรูปวัสดุจากเป็นผงให้เป็นเม็ด จึงเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนไม่จำต้องใช้สารเคมีและเครื่องจักรในการผลิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีนผสมกับวัสดุอื่นแล้วบดละเอียดพร้อมที่จะอัดเป็นเม็ด 1 ถุง น้ำหนัก 25.620 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้0.812 กรัม โดยผิดกฎหมาย และมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 13 เม็ด น้ำหนัก1.150 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.039 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67(ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 102) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน 15 วัน รวมจำคุก 37 ปี 19 เดือน 15 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 คำว่า ผลิตหมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย โจทก์มีพยานคือ ร้อยตำรวจเอกบุญเลิศ โพธิ์สุข และจ่าสิบตำรวจอัสนีย์ นันทสุคนธ์ เบิกความว่าจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน 13 เม็ด เครื่องมืออุปกรณ์ผลิตเมทแอมเฟตามีน วัสดุเป็นผงคล้ายแป้งจำนวนหนึ่ง จำเลยรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับว่าผลิตเมทแอมเฟตามีนและรับว่าของกลางต่าง ๆ เป็นของจำเลย ทั้งจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ได้ทำการผลิตยาเม็ดด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง เพียงแต่อ้างว่าใช้ยาพาราเซตามอลกับสีผสมอาหารเป็นวัสดุในการผลิต ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผล ไม่มีประโยชน์หรือความจำเป็นที่จะทำดังที่จำเลยอ้าง วัสดุเป็นผงและยาเม็ดของกลางได้รับการตรวจพิสูจน์พบว่ามีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่ ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ มีเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ ดังนี้ กรณีไม่ใช่การนำยาพาราเซตามอลมาบดอัดเป็นเม็ดตามที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยนำวัสดุเป็นผงซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมมาอัดเป็นเม็ด การกระทำของจำเลยเป็นการเปลี่ยนรูปวัสดุซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมจากเป็นผงให้เป็นเม็ด จึงเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ดังกล่าวแล้ว หาจำต้องใช้สารเคมีและเครื่องจักรในการผลิตดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวจึงไม่อาจกำหนดโทษให้เบาลงอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมลักษณ์ นรจิตร์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7271/2544
#69313
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ผลิต" ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย

การที่จำเลยนำวัสดุเป็นผงซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมมาอัดเป็นเม็ดเป็นการเปลี่ยนรูปวัสดุซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมจากเป็นผงให้เป็นเม็ด จึงเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แล้ว หาต้องใช้สารเคมีและเครื่องจักรในการผลิตไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๑๕ , ๖๕ , ๖๖ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ คำว่า ผลิต หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย โจทก์มีพยานคือ ร้อยตำรวจเอกบุญเลิศ โพธิ์สุข และจ่าสิบตำรวจอัสนีย์ นันทสุคนธ์ เบิกความว่า จับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน ๑๓ เม็ด เครื่องมืออุปกรณ์ผลิตเมทแอมเฟตามีน วัสดุเป็นผงคล้ายแป้งจำนวนหนึ่ง จำเลยรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับว่าผลิตเมทแอมเฟตามีนและรับว่าของกลางต่าง ๆ เป็นของจำเลย ทั้งจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ได้ทำการผลิตยาเม็ดด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง เพียงแต่อ้างว่าใช้ยาพาราเซตามอลกับสีผสมอาหารเป็นวัสดุในการผลิต ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผล ไม่มีประโยชน์หรือความจำเป็นที่จะทำดังที่จำเลยอ้าง วัสดุเป็นผงและยาเม็ดของกลางได้รับการตรวจพิสูจน์พบว่ามีเมทแอมเฟตามีนผสมอยู่ ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ มีเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ ดังนี้ กรณีไม่ใช่การนำยาพาราเซตามอลมาบดอัดเป็นเม็ดตามที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยนำวัสดุเป็นผงซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมมาอัดเป็นเม็ด การกระทำของจำเลยเป็นการเปลี่ยนรูปวัสดุซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนผสมจากเป็นผงให้เป็นเม็ด จึงเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังกล่าวแล้ว หาจำต้องใช้สารเคมีและเครื่องจักรในการผลิตดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว จึงไม่อาจกำหนดโทษให้เบาลงอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมลักษณ์ นรจิตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2544
#67158
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม แต่จำเลยที่ 2 รู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มาก่อน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่งได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ ในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์กึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ ในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๓๒๔๐๘ มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ หลังจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมในการทำนิติกรรมด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต กล่าวคือรู้หรือไม่ว่าที่ดินดังกล่าวโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย โจทก์นำสืบว่า นายภรากร แก้วพูล เป็นน้องจำเลยที่ ๑ มีภรรยาชื่อนางวีณา หงษ์บุญมี นางวีณาเป็นพี่สาวจำเลยที่ ๒ ฝ่ายจำเลย มีจำเลยที่ ๑ เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ มีพี่น้อง ๕ คน รวมทั้งนายภรากร แก้วพูล ภรรยานายภรากรชื่อนางประวีณาหรือวีณา หงษ์บุญมี โดยจำเลยที่ ๒ เบิกความว่า มีพี่สาวชื่อนางวีณา หงษ์บุญมี ซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่จำเลยที่ ๒ เกี่ยวพันเป็นน้องของภรรยานายภรากรซึ่งเป็นน้องของจำเลยที่ ๑ เช่นนี้นับว่าเป็นญาติสนิท เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ รู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ มาก่อน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิลาสินี ศรสิงห์ทอง
จำเลย — นายทวิช แก้วพูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2544
#42066
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่ากับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและใช้ค่าเสียหายคำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ทรงสิทธิใดในตึกแถวที่ให้เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ประการใด เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทและเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกับคดีแพ่งคดีก่อน แต่อาศัยสัญญาเช่าตามบันทึกการต่ออายุสัญญาเช่าของปี 2533 มูลฟ้องของโจทก์คดีนี้ แม้จะอาศัยสัญญาเช่าต่างฉบับกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน หาใช่เกิดขึ้นหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวไม่โจทก์สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องในคดีนี้เป็นมูลฟ้องในคดีก่อนแต่โจทก์ก็มิได้กระทำ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกัน คำฟ้องที่โจทก์ยื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับคดีแพ่งคดีก่อนซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง เมื่อคดีแพ่งคดีก่อนซึ่งโจทก์ขอถอนฟ้องแล้วแต่จำเลยยังอุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มี อำนาจฟ้องจำเลยก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวเลขที่ 132 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 293,330 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินกินเปล่า 800,000 บาทแก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย 24,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 132 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2537 จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ครอบครองหรือเป็นผู้ทรงสิทธิประการใดในตึกแถวที่โจทก์ฟ้อง และมิได้แสดงเอกสารหรือหลักฐานใดให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิดังกล่าวตลอดจนขณะที่ฟ้องโจทก์มีสิทธิเหนือตึกแถวที่ฟ้องในลักษณะใดและสิทธิของโจทก์ดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ประการใด อันจะแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีสิทธิหรืออำนาจที่จะฟ้องคดีนี้ได้ จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถว 2 ชั้น เลขที่ 132 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิเขตสัมพันธวงศ์ จากโจทก์ มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้ง ต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่า กับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ทรงสิทธิใดในตึกแถวที่ให้เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ประการใด เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ทั้งผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแต่จำเลยยังอุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์และเรียกค่าเสียหายภายหลังครบกำหนดสัญญาเช่าตามบันทึกการต่ออายุเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2530 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2530 ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ส่งมอบอาคารลงวันที่ 30ตุลาคม 2535 เอกสารหมาย ล.20 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องในขณะที่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้น อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้น แต่อาศัยสัญญาเช่าตามบันทึกการต่ออายุสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแจ้งให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหายลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 เอกสารหมาย จ.16 มูลฟ้องของโจทก์คดีนี้ แม้จะอาศัยสัญญาเช่าต่างฉบับกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้น แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้น หาใช่เกิดขึ้นหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวไม่ โจทก์สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องในคดีนี้เป็นมูลฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้นแต่โจทก์ก็มิได้กระทำ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้นคำฟ้องที่โจทก์ยื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2629/2536 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาจำเลยต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 173 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร
จำเลย — นาย นรินทร์ สืบสุขเจริญ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2544
#67178
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่า จำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์ มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่ากับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและที่เช่าและใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ทรงสิทธิใดในตึกแถวที่ให้เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำนืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยได้ยื่นำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยยังอุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย แม้จะอาศัยเช่าต่างฉบับกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนซึ่งโจทก์สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องได้ในคดีก่อนแต่โจทก์ก็มิได้กระทำคำฟ้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวเลขที่ ๑๓๒ ถนนวาณิช ๑ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๙๓,๓๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากตึกแถวของโจทก์ จำเลยขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินกินเปล่า ๘๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์รับเงินกินเปล่าเป็นค่าตอบแทน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อต่อสัญญาเช่าให้จำเลยไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี เป็นเท็จ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงเพราะเกิดอัคคีภัย การเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดเวลา ๑ ปี เท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยการบอกเลิกสัญญาเช่าซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการถอน คำฟ้องแล้ว การที่โจทก์ถอนคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๐๒/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่น คำฟ้องนั้นและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ จำเลยไม่มีสิทธิโอนสิทธิการเช่า ค่าเสียหายที่อ้างว่ามีผู้มาติดต่อขอโอนสิทธิการเช่าเป็นเงิน ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เป็นความจริง เงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเงินที่จำเลยบริจาค ทั้งยังระบุว่าเป็นเงินกินเปล่าเพื่อต่อสัญญาเดิมที่ระงับไปเพราะเกิดอัคคีภัย มิใช่เป็นการต่อสัญญาเช่าให้จำเลยจนครบ ๓๐ ปี จำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ ๑๓๒ ถนนวาณิช ๑ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๗ จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบตึกแถวดังกล่าวแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ครอบครองหรือเป็นผู้ทรงสิทธิประการใดในตึกแถว ที่โจทก์ฟ้องและมิได้แสดงเอกสารหรือหลักฐานใดให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิดังกล่าว ตลอดจนขณะที่ฟ้องโจทก์มีสิทธิเหนือตึกแถวที่ฟ้องในลักษณะใด และสิทธิของโจทก์ดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ประการใดอันจะแสดง ให้เห็นว่า โจทก์มีสิทธิหรืออำนาจที่จะฟ้องคดีนี้ได้ จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถว ๒ ชั้น เลขที่ ๑๓๒ ถนนวาณิช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ จากโจทก์ มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้ง ต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงให้ ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่ากับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและใช้ ค่าเสียหาย คำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่ง ข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็น ผู้ทรงสิทธิในในตึกแถวที่ให้เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ประการใด เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามาถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ทั้งให้ผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้องจึงไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง แต่จำเลยยังอุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์และเรียกค่าเสียหายภายหลังครบกำหนดสัญญาเช่าตามบันทึกการต่ออายุเช่าตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๐ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๐ ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ส่งมอบอาคารลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องในขณะที่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น แต่อาศัยสัญญาเช่าตามบันทึกการต่ออายุสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๓ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า แจ้งให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหาย ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ มูลฟ้องของโจทก์คดีนี้ แม้จะอาศัยสัญญาเช่าต่างฉบับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๕๒๖/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น หาใช่เกิดขึ้นหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวไม่ โจทก์สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องในคดีนี้เป็นมูลฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น แต่โจทก์ก็มิได้กระทำ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น คำฟ้องที่โจทก์ยื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น ซึ่งขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผล ลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๖๒๙/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาจำเลยต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 145 ม. 172 ม. 173 ม. 175 ม. 176 ม. 177 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร
จำเลย — นายนรินทร์ สืบสุขเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วินัย วิสิทธิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7259/2544
#42658
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงอย่างเดียว แต่ฎีกาของจำเลยพอแปลได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

จำเลยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 8,200 เม็ด แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกมีฝาเปิดปิดใส่อยู่ในผ้าอนามัยไว้บริเวณสายรัดเสื้อชั้นในด้านข้างจำนวนข้างละ 1 ชิ้น และเป้ากางเกงชั้นในอีก 1 ชิ้น เป็นการยึดถือเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ แม้จำเลยจะรับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีน

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน8,200 เม็ด น้ำหนัก 712.93 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.615 กรัม ถือได้ว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว และแม้จำเลยจะเป็นผู้รับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยถูกจับที่จังหวัดเชียงรายเสียก่อน ก็ไม่เป็นการพยายามกระทำความผิดเพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมเป็นความผิดสำเร็จตลอดเวลาที่จำเลยครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 8,200เม็ด น้ำหนัก 712.93 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.615 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15,66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างจากเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงมิได้มีเจตนาครอบครองและไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิดนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงอย่างเดียวไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาที่ยกขึ้นฎีกาก็ตาม แต่ฎีกาของจำเลยดังกล่าวแปลได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้ ซึ่งในปัญหาที่ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 8,200 เม็ด แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้ามีฝาเปิดปิดใส่ไว้ในผ้าอนามัยที่จำเลยซุกซ่อนไว้บริเวณสายรัดเสื้อชั้นในด้านข้างจำนวนข้างละ 1 ชิ้น และเป้ากางเกงชั้นในอีก 1 ชิ้น การที่จำเลยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ในตัวจำเลย ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยเจตนายึดถือเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ แม้จำเลยจะรับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ส่วนในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม ก็ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายเพราะจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดเท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่า ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 8,200 เม็ด น้ำหนัก 712.93 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.615 กรัม เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดตามฟ้อง และแม้จำเลยจะเป็นผู้รับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งที่จุดหมายปลายทางที่สถานีขนส่งหมอชิต กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยถูกจับที่จังหวัดเชียงรายเสียก่อน ก็ไม่เป็นการพยายามกระทำความผิด เพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมเป็นความผิดสำเร็จตลอดเวลาที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั่นเอง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาง มาลี เหยื่อแสวง
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7259/2544
#67177
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง , 102 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำคุกจำเลย 25 ปี แม้จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงอย่างเดียว และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ฎีกาของจำเลยแปลว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

การที่จำเลยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในตัวจำเลยย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยเจตนายึดถือ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว แม้จำเลยจะรับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว

พ.ร.บ. บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือ มีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่า ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เมื่อเมทแอมเฟ-ตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 8,200 เม็ด น้ำหนัก 712.93 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.615 กรัม ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว

การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดสำเร็จตลอดเวลาที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง แม้จำเลยจะเป็นผู้รับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งที่จุดหมายปลายทาง แต่จำเลยถูกจับเสียก่อน ก็ต้องถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้วหาใช่เป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดไม่

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เป็นการลงโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง, ๑๐๒ (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓) ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๒๕ ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างจากเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อนำไป ส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงมิได้มีเจตนาครอบครองและไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้ เพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำผิดนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาที่ยกขึ้นฎีกาก็ตาม แต่ฎีกาของจำเลยดังกล่าวแปลได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้ ซึ่งในปัญหาที่ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีน หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๘,๒๐๐ เม็ด แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้ามีฝาเปิดปิด ใส่ไว้ในผ้าอนามัยมี่จำเลยซุกซ่อนไว้บริเวณสายรัดเสื้อชั้นในด้านข้างจำนวนข้างละ ๑ ชิ้น และเป้ากางเกงชั้นในอีก ๑ ชิ้น การที่จำเลยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ในตัวจำเลย ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยเจตนายึดถือเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าวไว้ แม้จำเลยจะรับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ส่วนในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า ๒๐ กรัม ก็ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายเพราะจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างนำเมทแอมเฟตามีน ของกลางไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำผิดเท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง บัญญัติว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่า ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทบัญญัติดังกล่าวเป็น ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๘,๒๐๐ เม็ด น้ำหนัก ๗๑๒.๙๓ กรัมที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๑๕๘.๖๑๕ กรัม เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดตามฟ้อง และแม้จำเลยจะเป็นผู้รับจ้างนำเมทแอมเฟตมมีนของกลางไปส่งที่จุดหมายปลายทางที่สถานีขนส่งหมอชิต กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยถูกจับที่จังหวัดเชียงรายเสียก่อน ก็ไม่เป็นการพยายามกระทำความผิด เพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายย่อมเป็นความผิดสำเร็จตลอดเวลาที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั่นเอง สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลดโทษแก่จำเลยลงอีกนั้น เห็นว่า โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การ รับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๒๕ ปี เป็นการลงโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่อาจลดโทษให้ต่ำลงกว่านี้ได้แล้ว ศาลล่างทั้งสองลงโทษชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 53 ม. 78 ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 216 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางมาลี เหยื่อแสวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายรุ่งโรจน์ จันละ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมพล กาญจนมา
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7254/2544
#44005
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ทำบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอม โดยมีช่องข้อความต่าง ๆ เหมือนกับบัตรข้าราชการตำรวจ และมีรายละเอียดช่องชื่อยศตำแหน่งและผู้ลงชื่อยศพลตำรวจเอก ตำแหน่ง อ.ต.ร. เพื่อใช้อ้างกับเพื่อนต่างประเทศว่าจำเลยเป็นตำรวจ ดังนั้นการกระทำของจำเลยเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 334และ 91 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22 และ23 ริบบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอมของกลางและริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 และ 334 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6และ 23 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการ วางโทษจำคุก2 ปี ฐานลักทรัพย์ วางโทษจำคุก 3 ปี และฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตวางโทษจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก5 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 8 เดือน ริบบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอมของกลางและริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถยนต์ ยี่ห้อเบ็นซ์ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ฉ-3386 กรุงเทพมหานครรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า โคโรน่า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน 7 ศ-3478กรุงเทพมหานคร ภายในรถโตโยต้ามีชะแลงเหล็ก คีมล็อกลูกบิด กุญแจปากตายเบอร์ 10-11 กุญแจปากตายเบอร์ 12-13 ประแจรวมเบอร์ 11ไขควงปากแบน เครื่องมือแหย่กุญแจ เครื่องมืองัดแงะอย่างละ 1 อันไขควงแฉก 2 อัน กุญแจรถยี่ห้อมิตซูบิชิ 1 ดอก กุญแจบ้านและคอนโดมิเนียม 6 พวง โฟนลิงค์หมายเลข 11604 วิทยุสื่อสารรุ่นไอค่อม รุ่นไอซีดับเบิลยู 21 เอที หมายเลขเครื่อง 06576 อย่างละ 1 เครื่อง บัตรข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโทชื่อพันตำรวจโทเจตนา พงศ์เฟื่องฟู สว.ผ. 3 กก.7 ส ปลอม 1 ใบ ใบอนุญาตขับรถยนต์ตลอดชีพชื่อนายเชง แยง 1ใบ ใบอนุญาตขับรถยนต์ตลอดชีพชื่อนายมนตรี พงศ์พจน์เกษม 1 ใบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลข 5 ศ-3227 กรุงเทพมหานคร 2 แผ่นแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2539 เลขที่ 0223216อีก 1 แผ่น และพบกุญแจรถเบ็นซ์และกุญแจรถยี่ห้อโตโยต้าพร้อมรีโมทคอนโทรลอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้ควบคุมตัวจำเลยไว้แต่แรกคือนายชาญชัย ศรีสรวล เบิกความว่า พยานเป็นพนักงานขับรถของลูกค้าสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท อาบอบนวด วันเกิดเหตุเวลา 17 นาฬิกาเศษมีคนขับรถเบ็นซ์ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ฉ-3386 กรุงเทพมหานครเข้ามาในสถานบริการดังกล่าวพยานจึงรับรถและขับไปจอดที่ลานจอดรถชั้น 2โดยมอบบัตรครึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของรถคันดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน พยานทราบชื่อเจ้าของรถภายหลังว่าชื่อนายอภิศักดิ์ อังคสิทธิ์ แล้วนำกุญแจไปไว้ที่บอร์ดแขวนกุญแจ ต่อมาเวลา 18 นาฬิกาเศษ พยานเห็นชายคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พนักงานรับรถขับรถยนต์เบ็นซ์คันดังกล่าวย้อนศรลงมา พยานเห็นว่าไม่ใช่พนักงานรับรถ จึงไปขวางหน้ารถและถามว่า ขับรถยนต์ย้อนศรลงมาได้อย่างไรและมีบัตรรับรถหรือไม่ ชายคนนั้นตอบว่า ไม่มี พยานบอกว่าหากไม่มี ก็ถือว่าเป็นการขโมยรถ พยานร้องบอกพนักงานคนอื่นให้มาควบคุมตัวจำเลยไว้และขับรถแอบชิดกำแพง นายจุมพล พิณทอง หัวหน้าพนักงานรับรถพาตัวจำเลยไปควบคุมไว้ที่ห้องพนักงานรับรถ พยานสอบถามจำเลย จำเลยบอกว่า มีนายหนวดให้ช่วยขับรถลงมาเพราะนายหนวดขับรถเกียร์ออโตเมติกไม่เป็น แต่ในสถานบริการไม่มีพนักงานรับรถชื่อหนวดมาเข้าเวรในขณะนั้น นายจุมพลจึงแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยมีนายจุมพลมาเบิกความสนับสนุน และโจทก์มีพันตำรวจโทปกรณ์ กิตติวัฒน์กับร้อยตำรวจเอกธงชัย กั้วห้วยขวาง มาเบิกความว่า เมื่อพยานทั้งสองได้รับแจ้งเหตุในคดีนี้ พยานทั้งสองและร้อยตำรวจเอกจักรพงษ์ วิวัฒน์วานิชไปยังที่เกิดเหตุและจับตัวจำเลยพร้อมกับค้นพบสิ่งของต่าง ๆ หลายรายการในรถยนต์โตโยต้าของจำเลยชั้นจับกุมได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ลักทรัพย์หรือรับของโจร ปลอมและใช้เอกสารปลอมและมีวิทยุสื่อสารไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.6 จำเลยอ้างว่านายหนวดซึ่งเป็นพนักงานสถานบริการวานให้จำเลยช่วยเลื่อนรถให้ เห็นว่า นายชาญชัยกับนายจุมพลเบิกความยืนยันว่าระยะเวลาทำงานช่วงนั้นไม่มีพนักงานชื่อหนวดร่วมทำงานอยู่ด้วยนายวิศิษฐ์ ตั้งวิเทศจิตต์ เบิกความเป็นพยานจำเลยอ้างว่าเป็นผู้มอบกุญแจรถเบ็นซ์ให้จำเลยช่วยเลื่อนรถเพราะรถเบ็นซ์จอดขวางรถยนต์กระบะนั้นนายวิศิษฐ์ ก็ไม่ได้มีชื่อว่าหนวดแต่มีชื่อเล่นว่า "เอี้ยง" ข้ออ้างที่ให้ช่วยเลื่อนรถนายชาญชัยพยานโจทก์ยืนยันว่าจำเลยอ้างว่านายหนวดขับรถยนต์เบ็นซ์เกียร์ออโตเมติกไม่เป็น แต่ในชั้นพิจารณานายวิศิษฐ์พยานจำเลยเบิกความว่า พยานหาเบรกมือไม่พบ ดังนั้น หากจะฟังข้อเท็จจริงว่า มีพนักงานชื่อหนวดตามที่จำเลยอ้างนั้น นายหนวดเป็นพนักงานขับรถข้ออ้างว่าขับรถไม่เป็นหรือหาเบรกมือไม่พบนั้นย่อมไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ อีกประการหนึ่ง จำเลยเป็นลูกค้าของสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท แต่จอดรถอยู่ริมถนนฝั่งตรงกันข้ามกับสถานบริการดังกล่าวตามแผนที่เกิดเหตุหมาย จ.7จำเลยไม่ได้นำรถของจำเลยไปจอดที่ลานจอดรถของสถานบริการนั้นแต่อย่างใด แล้วเหตุใดจำเลยจึงต้องขึ้นไปบนลานจอดรถชั้น 2 ของสถานบริการดังกล่าว กรณียังไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่ามีพนักงานรับรถของสถานบริการนั้นวานให้จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าช่วยเลื่อนรถให้ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่ามีพนักงานนำลูกกุญแจรถเบ็นซ์มาให้จำเลยอันส่อว่าเป็นการร่วมมือกันกระทำความผิด พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถวนอยู่ 2 รอบดังที่จำเลยเบิกความนั้น แสดงว่าไม่ใช่การช่วยเลื่อนรถ แต่เป็นการพยายามหาช่องทางขับรถออกจากสถานบริการดังกล่าว เมื่อทางออกมีพนักงานอยู่หลายคนจำเลยจึงขับย้อนศรลงมาตามทางเข้าและถูกขัดขวางจับกุมตัวในที่สุดเมื่อพิจารณาคำพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งทำบันทึกหลังจากเกิดเหตุไม่นานในบันทึกระบุโดยชัดแจ้งว่าได้อ่านให้จำเลยฟังและจำเลยได้อ่านเอง แล้วรับว่าถูกต้องจึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จำเลยอ้างว่าไม่ได้อ่านข้อความจึงฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์จริง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยความผิดฐานนี้ชอบแล้ว

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยเป็นผู้ทำบัตรข้าราชการตำรวจเอกสารหมาย จ.3ทำขึ้นเล่น ๆ ไม่มีเจตนานำไปใช้หรือแสดงต่อผู้ใด จำเลยทำบัตรตามเอกสารหมาย จ.3 โดยไม่ทราบว่าบัตรข้าราชการตำรวจที่แท้จริงมีลักษณะอย่างไรวันเกิดเหตุจำเลยนำบัตรดังกล่าวมาคั่นหนังสือ บัตรตามเอกสารหมาย จ.3จึงอยู่ในรถยนต์ที่ขับไปเที่ยวที่จำเลยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542และกฎกระทรวง พ.ศ. 2504 ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวข้าราชการ พนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาลและพนักงานองค์การของรัฐพ.ศ. 2498 ข้อ 2 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดรูปลักษณะของบัตรประจำตัวข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่าง ๆ หาใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญาที่จะต้องวินิจฉัยไม่เมื่อพิจารณาบัตรประจำตัวเอกสารหมาย จ.3 มีรายละเอียดช่องชื่อ ยศลงวา "พ.ต.ท.เจตนา พงศ์เฟื่องฟู" ตำแหน่ง "สว. ผ. 3 กก. 7 ส" ผู้ลงชื่อยศพลตำรวจเอก ตำแหน่ง อ.ต.ร. จำเลยตอบคำถามค้านว่า "ลอกข้อความจากบัตรข้าราชการตำรวจสันติบาล... คิดว่าจะนำบัตรตำรวจเอกสารหมาย จ.3 ไปใช้อ้างกับพรรคพวก ซึ่งอยู่ต่างประเทศว่า จำเลยเป็นตำรวจ ข้อความว่า "สว. ผ 3. กก. 7 ส" เป็นรหัสของเพื่อนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เห็นว่าบัตรประจำตัวเอกสารหมาย จ.3 จำเลยทำปลอมขึ้นโดยมีช่องข้อความต่าง ๆ เหมือนกับบัตรข้าราชการตำรวจจำเลยรับว่าทำบัตรเพื่อใช้อ้างกับเพื่อนต่างประเทศว่าจำเลยเป็นตำรวจฉะนั้น การทำเอกสารดังกล่าวจึงเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับอันเป็นความผิดตามฟ้อง

สำหรับความผิดฐานมีเครื่องรับวิทยุสื่อสารไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ร้อยตำรวจเอกธงชัย กั้วห้วยขวางจับจำเลยได้พร้อมวิทยุสื่อสารซึ่งใช้ในราชการกรมตำรวจ 1 เครื่อง ยี่ห้อไอค่อมปิดสวิตซ์ไว้จำเลยไม่มีหลักฐานการได้รับอนุญาตให้ใช้วิทยุสื่อสารดังกล่าวตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.6 พันตำรวจโทบุญส่ง อัตวอนันต์พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า วิทยุสื่อสารดังกล่าวเป็นวิทยุสื่อสารที่ใช้คลื่นในราชการตำรวจ ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ดี ตรวจสอบแล้วจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้วิทยุสื่อสารและไม่เคยได้รับการยกเว้นให้ใช้วิทยุสื่อสารได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตมาก่อน จำเลยอ้างว่าวิทยุสื่อสารติดอยู่ในรถยนต์โตโยต้าซึ่งมีผู้นำมาติดสัญญาณกันขโมยที่ร้านประดับยนต์ของจำเลยแล้วไม่มารับรถตามกำหนด จำเลยขับรถจะไปแจ้งความแต่แวะไปเที่ยวก่อนนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อความส่งรถไปตรวจพิสูจน์ของสถานีบริการตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆในเอกสารหมาย จ.10 ว่ารถยนต์โตโยต้าโคโรน่าคันที่จำเลยขับไปเป็นรถยนต์ของนางนงลักษณ์ มะลิแก้ว โดยรถยนต์คันดังกล่าวถูกคนร้ายลักไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ผู้เสียหายแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ที่จำเลยอ้างว่ามีผู้นำรถยนต์มาติดสัญญาณกันขโมยแล้วไม่มารับรถคืนนั้น จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานการรับรถยนต์ดังกล่าวไว้จากผู้นำรถมาติดสัญญาณกันขโมยแต่อย่างใดและพยานจำเลยในส่วนนี้ล้วนเป็นพนักงานของจำเลยทั้งสิ้น ยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ดังที่จำเลยอ้าง การที่จำเลยครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวขณะเกิดเหตุและภายในรถมีวิทยุสื่อสารซึ่งใช้การได้ตามปกติ ถือว่าวิทยุสื่อสารอยู่ในความครอบครองของจำเลย เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้เครื่องวิทยุสื่อสาร จึงมีความผิดฐานมีวิทยุสื่อสารไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจตนา พงศ์เฟื่องฟู
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7251/2544
#42657
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ช. ผู้จัดการของโจทก์อำเภอลาดหลุมแก้ว ได้รับมอบอำนาจจากสำนักงานเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนก็ตาม แต่เป็นการแจ้งความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องในเหตุนั้นบ้างเพื่อหาผู้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วรายงานตามลำดับชั้นบังคับบัญชาให้ผู้แทนของโจทก์คือ ผู้ว่าการสั่งการ ทั้งในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีก็ไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องรับผิดด้วยแต่อย่างใดจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ถึงการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และรู้ว่าจำเลยที่ 1ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ ช. ไปแจ้งความ

สายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ที่พาดผ่านถนนบริเวณที่เกิดเหตุสูงกว่าพื้นถนนเพียงไม่เกิน 5.18 เมตร อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1ทำไว้กับโจทก์ว่าสายโทรศัพท์จะต้องอยู่สูงจากระดับผิวการจราจรช่วงที่มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล่นผ่านได้ไม่น้อยกว่า 5.50 เมตร ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคอยดูแลเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าวการที่จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลสายโทรศัพท์บริเวณที่เกิดเหตุจนทำให้สายโทรศัพท์อยู่สูงจากระดับผิวจราจรเพียงไม่เกิน 5.18 เมตรเป็นเหตุให้รถพ่วงบรรทุกถังเกี่ยวสายโทรศัพท์ที่พาดผ่านดังกล่าวดึงเสาไฟฟ้าของโจทก์หัก 8 ต้น และอุปกรณ์เสียหาย จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำสืบว่า จำเลยที่ 4 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นเงิน 70,000 บาท และใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้เสียหายอีกรายหนึ่งไปเป็นเงิน 6,925 บาท แต่จำเลยที่ 4 ให้การเพียงว่าความรับผิดของจำเลยที่ 4 มีจำนวนจำกัดในวงเงินไม่เกิน 250,000 บาท เท่านั้น มิได้ให้การถึงการใช้ค่าสินไหมทดแทนอื่นแต่อย่างใด ทั้งที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วก่อนยื่นคำให้การ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 4 นำสืบถึงการใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวล้วนแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 4 มิได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น ต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลล่างต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 793,385 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาใดโจทก์และจำเลยที่ 1 แสดงเครื่องหมายจราจรแจ้งความสูงที่รถยนต์สามารถแล่นผ่านไปได้หรือไม่ ส่วนที่เกี่ยวสายโทรศัพท์เป็นส่วนใดของรถคันใดและวัสดุของโจทก์ได้รับความเสียหายมีรายการอะไรบ้าง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์และจำเลยที่ 1เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่พาดสายโทรศัพท์สูงกว่าระดับผิวจราจรที่มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล่นผ่านไม่น้อยกว่า 5.50 เมตร อีกทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1ไม่แสดงเครื่องหมายความสูงของสายโทรศัพท์ จำเลยที่ 3 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนและในขณะเกิดเหตุมิได้กระทำการไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดจำเลยที่ 4 ได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ลากจูงดังกล่าวในวงเงินไม่เกิน 250,000 บาท และเหตุเกิดในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยส่วนรถพ่วงดังกล่าวจำเลยที่ 4 ไม่ได้รับประกันภัยค้ำจุน เสาไฟฟ้าและวัสดุของโจทก์สภาพเก่าและชำรุด ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 634,708 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 พาดสายโทรศัพท์บนเสาไฟฟ้าคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 14 เมตร ของโจทก์ ซึ่งปักตามไหล่ถนนบริเวณที่เกิดเหตุทางแยกต่างระดับถนนบางปะอิน-บางบัวทอง ตัดกับถนนปทุมธานี-บางเลน ตำบลคูบางหลวงอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี โดยสายโทรศัพท์จะต้องอยู่สูงจากระดับผิวจราจรช่วงที่มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล่นผ่านไม่น้อยกว่า5.50 เมตร ตามสำเนาข้อตกลง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในฐานะผู้ทำละเมิดหรือรับผิดในฐานะปฏิบัติผิดข้อตกลง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างแห่งข้อหา เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 พาดสายโทรศัพท์บนเสาไฟฟ้าคอนกรีตเสริมเหล็กของโจทก์ ซึ่งปักตามไหล่ถนนบางปะอิน-บางบัวทองตัดกับถนนปทุมธานี-บางเลน หากพาดสายโทรศัพท์ผ่านถนนที่มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล่นผ่านต้องสูงกว่าระดับผิวจราจรไม่น้อยกว่า 5.50 เมตร ก่อนเกิดเหตุโจทก์ตรวจพบว่าสายโทรศัพท์มีความสูงไม่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงกับโจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อทำการแก้ไข แต่จำเลยที่ 1เพิกเฉย จนตามวันเวลาเกิดเหตุรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับแล่นเกี่ยวสายโทรศัพท์และสายเคเบิลโทรศัพท์ เป็นเหตุให้แรงดึงของสายโทรศัพท์และสายเคเบิลโทรศัพท์ดึงเสาไฟฟ้าคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด14 เมตร หัก 8 ต้น พร้อมอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้รับความเสียหาย เช่นนี้ ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว แม้ไม่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานะใด แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจสภาพแห่งข้อหา มิได้เสียเปรียบ โดยต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องอ้างเหตุขาดอายุความเรื่องละเมิดขึ้นต่อสู้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ นางสาววรวัลลภ์ จิรัฏฐิติกาล นิติกรของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2539 ได้ทำบันทึกรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุคดีนี้เพื่อขออนุมัติดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกที่เกี่ยวข้องเสนอต่อนายดำรง ดำริห์อนันต์รองผู้ว่าการของโจทก์ซึ่งทำการแทนผู้ว่าการของโจทก์ ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.24 ซึ่งนายดำรงได้รับทราบและลงลายมือชื่ออนุมัติให้ดำเนินคดีแพ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกที่เกี่ยวข้อง โดยมีจำเลยที่ 1 อยู่ในข่ายที่อาจต้องถูกดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายดังกล่าวด้วยดังนี้ แม้หากจะฟังว่าโจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้จะพึงต้องร่วมใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 9 ตุลาคม 2539 นั้นเองเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 13 มีนาคม 2540 ก็ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายชวัช ทองพฤกษ์ ผู้จัดการของโจทก์อำเภอลาดหลุมแก้ว ได้รับมอบอำนาจจากสำนักงานเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 พฤศจิกายน2538 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.11 ถือว่าโจทก์ต้องรู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวนั้น เห็นว่า นายชวัชมีหน้าที่ดูแลในเขตสำนักงานของโจทก์ที่ตนเองรับผิดชอบเท่านั้น แม้จะได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีก็ตาม แต่เป็นการแจ้งความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องในเหตุนั้นบ้างเพื่อหาผู้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วรายงานตามลำดับชั้นบังคับบัญชาให้ผู้แทนของโจทก์ คือ ผู้ว่าการสั่งการ ทั้งในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องรับผิดด้วยแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ถึงการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และรู้ว่าจำเลยที่ 1ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่นายชวัชไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สามมีว่า เหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายชวัช ทองพฤกษ์ นายธนโชค ชนินทยุทธวงศ์ และนายพันธ์ศักดิ์ คล้ายแก้วพนักงานของโจทก์ เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6พฤศจิกายน 2538 สายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าของโจทก์พาดผ่านถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีความสูงไม่ได้มาตรฐานตามข้อตกลงเป็นเหตุให้ติดหลังคารถยนต์จนไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ จึงแจ้งให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ทราบ แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ลากจูงและรถพ่วงบรรทุกถังแล่นผ่านบริเวณที่เกิดเหตุเกี่ยวสายโทรศัพท์เป็นเหตุให้ดึงเสาไฟฟ้าของโจทก์หัก 8 ต้น และอุปกรณ์เสียหายตามรายการประเมินความเสียหายแผนที่เกิดเหตุ โดยพันตำรวจตรีสมบัติ สระแก้ว พนักงานสอบสวนซึ่งไปตรวจที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนว่า ในที่เกิดเหตุพบรถพ่วงบรรทุกถังสูง ส่วนของถังเกี่ยวสายโทรศัพท์ เมื่อวัดความสูงของถังจากพื้นถนนไปถึงส่วนสูงสุดของถังได้ 5.18 เมตรส่วนจำเลยที่ 1 มีนายธีระ ดีสวัสดิ์ พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า สายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 พาดผ่านถนนบริเวณที่เกิดเหตุสูงได้ระดับมาตรฐาน ทั้งมีลักษณะเป็นสีดำสามารถมองเห็นได้ในระยะไกลถนนบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ระหว่างการก่อสร้างและก่อนเกิดเหตุไม่ได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าสายโทรศัพท์บริเวณนั้นต่ำกว่ามาตรฐาน เห็นว่า พันตำรวจตรีสมบัติพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความยืนยันว่าจากพื้นถนนถึงส่วนสูงสุดของถังที่เกี่ยวสายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 มีความสูง 5.18เมตร คำเบิกความของพันตำรวจตรีสมบัติมีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ที่พาดผ่านถนนบริเวณที่เกิดเหตุสูงกว่าพื้นถนนเพียงไม่เกิน 5.18 เมตร เท่านั้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1ทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 ว่า สายโทรศัพท์จะต้องอยู่สูงจากระดับผิวจราจรช่วงที่มีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล่นผ่านได้ไม่น้อยกว่า 5.50 เมตรซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคอยดูแลเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลสายโทรศัพท์บริเวณที่เกิดเหตุจนทำให้สายโทรศัพท์อยู่สูงจากระดับผิวจราจรเพียงไม่เกิน 5.18 เมตร เป็นเหตุให้รถพ่วงบรรทุกถังเกี่ยวสายโทรศัพท์ที่พาดผ่านดังกล่าวดึงเสาไฟฟ้าของโจทก์หัก 8 ต้น และอุปกรณ์เสียหาย จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ด้วย

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 มีว่า การที่จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 และบุคคลผู้ต้องเสียหายรายอื่นแล้วต้องหักจำนวนเงินที่ได้ใช้ไปแล้วออกจากวงเงินความรับผิดของจำเลยที่ 4ตามกรมธรรม์ประกันภัยเหลือความรับผิดเพียง 159,275 บาทหรือไม่ ปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 70,000 บาท และใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ให้แก่บุคคลผู้ต้องเสียหายอีกรายหนึ่งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2540 เป็นเงิน 6,925 บาท แต่เมื่อจำเลยที่ 4ให้การเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2540 จำเลยที่ 4 ให้การไว้ในข้อ 4 เพียงว่า"...ความรับผิดของจำเลยที่ 4 มีจำนวนจำกัดในวงเงินไม่เกิน 250,000บาท เท่านั้น..." จำเลยที่ 4 มิได้ให้การถึงว่าจำเลยที่ 4 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท และใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ของบุคคลผู้ต้องเสียหายรายอื่นที่ได้รับความเสียหายเพราะการทำละเมิดครั้งนี้เป็นเงิน 6,925บาท แต่อย่างใด ทั้งที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไปแล้วก่อนยื่นคำให้การ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 4 นำสืบถึงการใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 และบุคคลผู้ต้องเสียหายอีก 1 รายดังกล่าวล้วนแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 4 มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น ต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยการใช้ค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 4 ในส่วนนี้ ส่วนที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่บุคคลผู้ต้องเสียหายอีกรายหนึ่งเป็นเงิน 13,800 บาท โดยจำเลยที่ 4 มีร้อยตรีอภิชาติ บุญมาก ซึ่งเคยเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินคดีนี้แทน เป็นพยานเบิกความประกอบใบสั่งซ่อมรถคู่กรณีตามเอกสารหมาย ล.9 ว่า จำเลยที่ 4 จ่ายค่าซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 พ-0747กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 13,800 บาท เท่านั้น โดยไม่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมรถยนต์รายนี้มาเบิกความประกอบเพื่อยืนยันว่ามีการจ่ายค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวจริงและใบสั่งซ่อมรถคู่กรณีตามเอกสารหมาย ล.9ก็ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้อนุมัติจ่ายเงินแต่อย่างใด จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 4 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่บุคคลผู้ต้องเสียหายอีกรายหนึ่งเป็นเงิน 13,800 บาท จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจนำเงินค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวมาหักจากวงเงินความรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 4 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7241/2544
#43363
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในครั้งแรก ก็แสดงว่าศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย สามารถดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการเสมือนโจทก์ร่วมฟ้องเองการที่โจทก์ร่วมขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมโดยระบุว่ามีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์ หากโจทก์ร่วมดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รูปคดีของโจทก์การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะไปดำเนินการอะไรอีก ถือได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดนั่นเอง เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์ร่วมจะไปขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ในครั้งหลังจึงไม่ชอบ และเมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้แล้ว โจทก์ร่วมจึงมิได้เป็นโจทก์ของคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 362, 363, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเลี่ยม อินถวา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ร่วมฎีกาว่า คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ใช่คำฟ้อง การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่การถอนฟ้อง เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในครั้งแรกก็แสดงว่าศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการเสมือนโจทก์ร่วมฟ้องเองเพียงแต่โจทก์ร่วมจะกระทำนอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการเช่น ขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องไม่ได้หรือจะมาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องการกระทำอันเดียวกันนั้นอีกไม่ได้เช่นกัน การที่โจทก์ร่วมขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมโดยระบุว่ามีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์ หากโจทก์ร่วมดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รูปคดีของโจทก์ การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะไปดำเนินการอะไรอีก ถือได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดนั้นเอง เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์ร่วมจะไปขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 36 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้ในครั้งหลังจึงไม่ชอบและเมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้แล้ว โจทก์ร่วมจึงมิได้เป็นโจทก์ของคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย เลี่ยม อินถวา
จำเลย — นาย สง่า แสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7241/2544
#98433
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วม โดยระบุว่ามีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์ หากโจทก์ร่วมดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รูปคดีของโจทก์ การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะไปดำเนินการอะไรอีก ถือได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์ร่วมจะไปขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๖๒, ๓๖๓, ๓๖๕

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเลี่ยม อินถวา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ร่วมฎีกาว่า คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ใช่คำฟ้อง การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่การถอนฟ้อง เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในครั้งแรก ก็แสดงว่าศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย สามารถดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการเสมือนโจทก์ร่วมฟ้องเองเพียงแต่โจทก์ร่วมจะกระทำนอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการ เช่น ขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องไม่ได้หรือจะมาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องการกระทำอันเดียวกันนั้นอีกไม่ได้เช่นกัน การที่โจทก์ร่วมขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วม โดยระบุว่ามีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์ หากโจทก์ร่วมดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รูปคดีของโจทก์ การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะไปดำเนินการอะไรอีก ถือได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปมีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดนั้นเอง เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์ร่วมจะไปขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้ในครั้งหลังจึงไม่ชอบและเมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้แล้ว โจทก์ร่วมจึงมิได้เป็นโจทก์ของคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (14) ม. 28 ม. 30 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นายเลี่ยม อินถวา
จำเลย — นายสง่า แสงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7240/2544
#43362
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของโจทก์กำหนดว่า ในกรณีที่ชำระค่าใช้จ่ายหลังจากที่กำหนดหรือนิติบุคคลอาคารชุดฯ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามเช็คสั่งจ่าย เจ้าของห้องชุดจะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 10ต่อเดือนของเงินจำนวนที่ค้างชำระนั้น ค่าปรับตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งโจทก์กำหนดไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่เจ้าของห้องชุดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับซึ่งถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ แม้โจทก์จะมีอำนาจออกข้อบังคับเพื่อจัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลางและข้อบังคับของโจทก์ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่เป็นเบี้ยปรับและที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จำเป็นต้องมีข้อบังคับให้เจ้าของห้องชุดปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดเพื่อให้โจทก์สามารถบริหารงานได้และเจ้าของห้องชุดได้อยู่ร่วมกันโดยปกติสุขก็หาได้ตัดอำนาจศาลที่จะลดเบี้ยปรับที่เรียกสูงเกินส่วนลงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโจทก์ ตามข้อบังคับของโจทก์กำหนดให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดต้องออกค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจัดการอาคารชุดนั้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนกลางเจ้าของร่วมต้องรับผิดในอัตราส่วนที่แต่ละบุคคลเป็นเจ้าของ และเจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแต่ละปีแก่โจทก์ในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง หากเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จำเลยเป็นเจ้าของร่วมอาคารชุดโจทก์ห้องเลขที่ 45/70 ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลางของปี 2540 ค่าติดตั้งสัญญาณเตือนภัยและค่ารักษามิเตอร์ไฟฟ้าระหว่างเดือนมีนาคมถึงธันวาคม2540 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 78,794.25 บาท แต่จำเลยไม่ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์ในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์แจ้งจำเลย โจทก์จึงคิดค่าปรับของเงินดังกล่าวตามข้อบังคับของโจทก์ คิดเป็นค่าปรับถึงวันฟ้อง 280,234.80 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 359,029.05บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงิน 78,794.25 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 78,794.25 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงิน 77,937 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดค่าปรับให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง มีอำนาจกระทำการใด ๆเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดของโจทก์ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายแล้ว โจทก์จำเป็นต้องมีข้อบังคับให้เจ้าของร่วมปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมผู้หนึ่งไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางทำให้โจทก์ไม่สามารถบริหารงานได้เพราะขาดเงินที่จะใช้บริหารงานอาคารชุด เป็นความเสียหายต่อเจ้าของร่วมทุกคน จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 17 คือต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อบังคับของโจทก์ข้อ 17 กำหนดว่า "เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายตามข้อ 15 และ 16ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายการแจ้งจากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดฯณ สำนักงานของนิติบุคคลฯ นี้ ในกรณีที่ชำระหลังจากที่กำหนดหรือนิติบุคคลอาคารชุดฯ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามเช็คสั่งจ่าย เจ้าของห้องชุดจะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของเงินจำนวนที่ค้างชำระ..."ค่าปรับตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งโจทก์กำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อเจ้าของร่วมไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ซึ่งเบี้ยปรับนี้ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383วรรคหนึ่ง การที่โจทก์มีอำนาจออกข้อบังคับเพื่อจัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลางก็ดี ข้อบังคับของโจทก์ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายแล้วก็ดี ไม่ทำให้ข้อกำหนดที่โจทก์กำหนดค่าปรับไว้ล่วงหน้าดังกล่าวไม่เป็นเบี้ยปรับ ส่วนที่โจทก์จำเป็นต้องมีข้อบังคับให้เจ้าของร่วมปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารงานได้และเจ้าของร่วมได้อยู่ร่วมกันโดยปกติสุขตามที่โจทก์อ้าง ก็หาได้ตัดอำนาจศาลที่จะพิจารณาหลักเกณฑ์ตามกฎหมายในการลดเบี้ยปรับที่เรียกสูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 383 วรรคหนึ่ง เพราะมิฉะนั้นบทบัญญัติที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับนั้นก็จะไม่มีผลบังคับจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้จะต้องชดใช้ค่าปรับที่เจ้าหนี้กำหนดไว้สูงเกินสมควรโดยไม่มีเหตุผล ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ค่าปรับตามข้อกำหนดของโจทก์ข้อ 17 เป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง78,794.25 บาท กับค่าปรับถึงวันฟ้อง 280,234.80 บาท รวมเป็นเงิน359,029.05 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง78,794.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงิน77,937 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ซึ่งคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน 6 วัน คิดเป็นเงิน 8,962.75 บาท รวมเป็นเงิน 87,757บาท โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้บังคับจำเลยตามฟ้อง คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาศาลละ 271,272.05 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาศาลละ 6,782.50 บาท กับค่าขึ้นศาลสำหรับคำขอในอนาคตศาลละ 100 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 8,975 บาท ในชั้นฎีกา 9,075 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา 2,092.50 บาท และในชั้นฎีกาที่เกินมา 2,192.50 บาท ให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา 2,092.50 บาท และในชั้นฎีกาที่เกินมา 2,192.50 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น
จำเลย — นาง สินี ถนัดพจนามาตย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238 -ที่ 7239/2544
#44652
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายซึ่งโจทก์ทำงานอยู่และมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายทั้งให้ลดเงิน เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นโทษแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยย่อมไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวได้ตามลำพังเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง หรือโจทก์ละทิ้งหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 ครั้งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 42,500 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ครั้งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 42,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการไปเป็นพนักงานขายและขอลดเงินเดือนคนละเดือนละ 7,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมและทำหนังสือโต้แย้งขอให้จำเลยชี้แจงคำสั่งแต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2542 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง และวันรุ่งขึ้นจำเลยมีคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานพร้อมกับเก็บบัตรบันทึกเวลาไปด้วย อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองในวันดังกล่าวโดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวนคนละ 127,500 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 52,392 บาท โจทก์ทั้งสองมีสิทธิหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน แต่จำเลยสั่งให้โจทก์ที่ 1 ทำงานในวันหยุดดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 รวม 24 วันคิดเป็นค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี 32,070 บาท และโจทก์ที่ 2 ทำงานในวันหยุดดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2541 รวม 19 วัน คิดเป็นค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี 26,240 บาทโจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณีดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะโจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีการศึกษามีความรู้ความสามารถ แต่เมื่อลงมือทำงานแล้วจึงพบว่าโจทก์ทั้งสองไม่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวและจำเลยต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการบังคับบัญชาเสียใหม่จึงยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย และผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย โดยให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ทั้งสองไปทำหน้าที่ขายและส่งเสริมการขาย คงมีโจทก์ทั้งสองที่ไม่พอใจ ที่อ้างว่าถูกลดเงินเดือนลงคนละ 7,000 บาทนั้น โจทก์ทั้งสองก็จะได้รับชดเชยเป็นค่าตอบแทนการขายตามผลงานไม่ต่ำกว่า 7,000บาทต่อเดือน จำเลยพยายามหาตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมให้โจทก์ทั้งสอง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือให้ข้อมูลทางการศึกษาและประวัติการทำงานจึงไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้ได้นอกจากหน้าที่การขายที่โจทก์เคยทำอยู่ แต่โจทก์ทั้งสองไม่ยอมทำหน้าที่ดังกล่าวตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งที่จำเลยชี้แจงและตักเตือนแล้ว โจทก์ทั้งสองจงใจฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และละทิ้งหน้าที่ไปตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2542 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและจ่ายเงินเดือนให้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองและจ่ายเงินเดือนให้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 โจทก์ทั้งสองจึงรับเงินค่าจ้างเกินไปคนละ 7 วัน เป็นเงินคนละ 9,912 บาท หากจำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ก็ต้องหักเงินดังกล่าวออกก่อน โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีเพราะจำเลยให้ลูกจ้างสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันหยุด การที่โจทก์ทั้งสองทำงานในวันหยุดตามประเพณีบางวันก็เพื่อทดแทนวันที่โจทก์ทั้งสองหยุดงานไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสองคนละ 127,500 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 42,480บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยประกอบกิจการขายเครื่องประดับเพชรพลอยให้แก่ชาวต่างประเทศ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ตามลำดับครั้งสุดท้ายโจทก์ทั้งสองมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายมีอำนาจบังคับบัญชาและให้คำแนะนำแก่พนักงานขายซึ่งมีจำนวนประมาณ 150คน และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละเดือนละ 42,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน2542 เป็นต้นไปและมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองไปทำหน้าที่ในการขายและช่วยเหลือการขายของพนักงาน และในวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งโอนย้ายโจทก์ทั้งสองไปเป็นพนักงานขายและลดเงินเดือนลงคนละ7,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 24กรกฎาคม 2542 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและละทิ้งหน้าที่การงานตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2542 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 25 กรกฎาคม2542 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่หรือโจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย ซึ่งโจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายทั้งให้ลดเงินเดือนละ 7,000 บาท นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นโทษแก่โจทก์ทั้งสอง กล่าวคือเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ทั้งสองจากตำแหน่งที่มีอำนาจบังคับบัญชาให้คำแนะนำแก่พนักงานขายคนอื่นมาเป็นเพียงพนักงานขายทั่ว ๆ ไปอีกทั้งลดเงินเดือนซึ่งเป็นรายได้ประจำที่มีจำนวนแน่นอนลงอีกด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยย่อมไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวได้ตามลำพังเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง คำสั่งของจำเลยที่ให้ยกเลิกตำแหน่งของโจทก์ทั้งสองและให้ไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ทั้งสอง ฉะนั้นแม้โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของจำเลยก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง หรือโจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย รุ่งรัช ศรีสุรัตนากร กับพวก
จำเลย — บริษัท เซ็นทรัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238 -ที่ 7239/2544
#69524
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการขายเครื่องประดับเพชรพลอย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายมีอำนาจบังคับบัญชาและให้คำแนะนำแก่พนักงานขายซึ่งมีจำนวนประมาณ 150 คน จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายและมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองไปทำหน้าที่ในการขายและช่วยเหลือการขายของพนักงาน การที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย ซึ่งโจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายทั้งให้ลดเงินเดือนโจทก์ทั้งสอง เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นโทษแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยย่อมไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวได้ตามลำพังเนื่องจากมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง คำสั่งของจำเลยที่ให้ยกเลิกตำแหน่งของโจทก์ทั้งสองและให้ไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมปฏิบัติตาม คำสั่งดังกล่าวก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง หรือโจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุดังกล่าวจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๒๗,๕๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า คนละ ๕๒,๓๙๒ บาท และค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณีแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๓๒,๐๗๐ บาท และ แก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๒๖,๒๔๐ บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๒๗,๕๐๐ บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ ๔๒,๔๘๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยประกอบกิจการขายเครื่องประดับเพชรพลอยให้แก่ชาวต่างประเทศ โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ตามลำดับ ครั้งสุดท้ายโจทก์ทั้งสองมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย มีอำนาจบังคับบัญชาและให้คำแนะนำแก่พนักงานขายซึ่งมีจำนวนประมาณ ๑๕๐ คน และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละเดือนละ ๔๒,๕๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปและมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองไป ทำหน้าที่ในการขายและช่วยเหลือการขายของพนักงาน และในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยมีคำสั่งโอนย้ายโจทก์ทั้งสองไปเป็นพนักงานขายและลดเงินเดือนลงคนละ ๗,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย ของจำเลยและละทิ้งหน้าที่การงานตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ หรือโจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย ซึ่งโจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายทั้งให้ลดเงินเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นโทษแก่โจทก์ทั้งสอง กล่าวคือเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ทั้งสองจากตำแหน่งที่มีอำนาจบังคับบัญชาให้คำแนะนำแก่พนักงานขายคนอื่นมาเป็นเพียงพนักงานขายทั่ว ๆ ไป อีกทั้งลดเงินเดือนซึ่งเป็นรายได้ประจำที่มีจำนวนแน่นอนลงอีกด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยย่อมไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวได้ตามลำพังเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง คำสั่งของจำเลยที่ให้ยกเลิกตำแหน่งของโจทก์ทั้งสองและให้ไปทำงานในหน้าที่พนักงานขายจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๐ ไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ทั้งสอง ฉะนั้นแม้โจทก์ทั้งสอง ไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของจำเลยก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและ เป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง หรือโจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งรัช ศรีสุรัตนากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเซ็นทรัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7237/2544
#69523
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถูกวัยรุ่นคนหนึ่งทำร้าย หลังจากเหตุการณ์สงบแล้วเล็กน้อย จำเลยทั้งสองจึงเข้าไป ร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันและแทงผู้ตายฝ่ายเดียว การกระทำของจำเลยทั้งสองในลักษณะดังกล่าวหาใช่เป็นการกระทำโดย ป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 68 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางประทุนวัน คลองผล มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานพาอาวุธไปในชุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริง ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 100 บาท รวมลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองและปรับจำเลยทั้งสองคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นคนละหนึ่งในสาม โดยเปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตและปรับจำเลยทั้งสองคนละ 100 บาท ริบมีดและปลอกมีดของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ได้พิเคราะห์คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนที่ให้การว่าเมื่อทราบว่าคนทำร้ายจำเลยที่ 1 เป็นพวกวัยรุ่นบ้านลาด จำเลยที่ 1 จึงบอกว่าไม่ต้องกลัวมัน ลุยมันเลย จำเลยทั้งสองจึงกระโดดข้ามกำแพงวัดเข้าไปเตะและแทงกลุ่มวัยรุ่น ผู้ตายหกล้ม จำเลยที่ 2 จึงเข้าแทงผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 วิ่งเข้าไปฟันผู้ตาย ซึ่งสอดคล้องและเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ทำให้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถูกวัยรุ่นคนหนึ่งทำร้ายหลังจากเหตุการณ์สงบแล้วเล็กน้อย จำเลยทั้งสองจึงเข้าไปร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันและแทงผู้ตายฝ่ายเดียว การกระทำของจำเลยทั้งสองในลักษณะดังกล่าวหาใช่เป็นการกระทำโดยป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
โจทก์ร่วม — นางประทุมวัน คลองผล
จำเลย — นายบรรจง มีดินดำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายสุรชัย สื่อยรรยงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7221/2544
#42065
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทซึ่งจำเลยได้ก่อสร้างปิดทางภารจำยอมอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ในการใช้ทางภารจำยอมเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทออกไปก่อน เพื่อโจทก์จะได้ใช้ทางภารจำยอมได้นั้น จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) กรณีตามคำร้องมีเหตุที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ได้ และเมื่อคดีปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ได้ก่อสร้างกำแพงปิดทางภารจำยอม ทำให้โจทก์ไม่สามารถผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ได้โดยสะดวก เช่นนี้กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองที่โจทก์ขอมาใช้บังคับตามมาตรา 255เฉพาะบริเวณที่ติดกับที่ดินของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยก่อสร้างกำแพงอิฐบล็อกรุกล้ำที่ดินของโจทก์ และปฏิบัติผิดสัญญาภารจำยอมโดยก่อสร้างกำแพงอิฐบนที่ดินของจำเลยซึ่งได้จดทะเบียนเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกำแพงอิฐบล็อกออกจากที่ดินของโจทก์และออกจากทางภารจำยอม ให้จำเลยงดเว้นก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางภารจำยอมและชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดเป็นเงินจำนวน 380,000 บาท และอีกเดือนละ20,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนกำแพงอิฐบล็อกออกไปและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) โดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงอิฐบล็อกที่ปิดกั้นทางภารจำยอมออกไป และห้ามมิให้จำเลยก่อสร้างสิ่งกีดขวางหรือปิดกั้นทางภารจำยอมในระหว่างการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยแถลงคัดค้านว่า กำแพงพิพาทก่อสร้างอยู่ในที่ดินของจำเลย โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นและออกสู่ทางภารจำยอมในช่องที่จำเลยได้ทำไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทที่ปิดกั้นทางภารจำยอมเฉพาะบริเวณที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 83664 ตำบลฉิมพลี อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุเพียงพอที่ศาลจะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทส่วนที่อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 83664 ของโจทก์ออกไปก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทซึ่งจำเลยได้ก่อสร้างปิดทางภารจำยอมอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ในการใช้ทางภารจำยอมเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทออกไปก่อนเพื่อโจทก์จะได้ใช้ทางภารจำยอมได้นั้น จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องดังกล่าวตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)บัญญัติไว้ จำเลยจะขออ้างว่าจำเลยได้ก่อสร้างกำแพงพิพาทปิดกั้นทางภารจำยอมเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน 2539 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเพราะจำเลยมิได้ตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้องหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์มิได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 83664 แต่พักอาศัยอยู่ที่อื่น และบ้านที่โจทก์จะปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวก็ยังมิได้มีการออกแบบก่อสร้างตามที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความ ก็มิใช่เหตุผลที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างได้เพราะเมื่อที่ดินของจำเลยตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ทางภารจำยอมเป็นทางผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ตลอดเวลาตามที่โจทก์ต้องการ นอกจากนี้ได้ความตามทางไต่สวนว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 83664 ของโจทก์นั้นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เลยนอกจากใช้ทางภารจำยอมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 83663 ของจำเลยเท่านั้น หรือมิฉะนั้นก็ต้องเดินผ่านที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ซึ่งโจทก์ได้ขายให้บุคคลอื่นไปแล้ว แม้ตามทางไต่สวนจะไม่ปรากฏว่าบุคคลอื่นที่โจทก์ขายที่ดินให้จะมิได้ห้ามปรามโจทก์ผ่านเข้าออกที่ดินของตน ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อตัดสิทธิโจทก์ในการใช้ทางภารจำยอม สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตามคำร้องมีเหตุที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ได้ และเมื่อคดีปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ได้ก่อสร้างกำแพงพิพาทปิดทางภารจำยอมทำให้โจทก์ไม่สามารถผ่านเข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 83664 ของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ได้โดยสะดวก เช่นนี้ กรณีจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองที่โจทก์ขอมาใช้บังคับตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 บัญญัติไว้ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทที่ปิดกั้นทางภารจำยอมเฉพาะบริเวณที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 83664 ของโจทก์ ซึ่งหมายถึงกำแพงพิพาทส่วนที่อยู่ระหว่างหลักเขตที่ ฏ 4.6387 ถึงหลักเขต ล.7250 ในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 83664 จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เลิศ จิตติวาณิชย์
จำเลย — บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7217/2544
#69312
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) กำหนดให้ เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขาย คำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 58.099 กรัม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษหนักกว่าโทษในความผิดฐานมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จึงต้องปรับบทความผิดจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นบทกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ ส่วนการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ใน ครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น แม้ของกลางจะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 58.099 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไป อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ที่ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวถือเป็นกฎหมายในส่วนที่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า โดยต้องถือว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 67 แต่เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อขายและ เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นจำนวนเดียวกันและเป็นการมีไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว คงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ที่เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90

เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางทั้งสองจำนวนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกันตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การที่จำเลยทั้งสองมียาเสพติดให้โทษในประเภทเดียวกันไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกันจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เพียงกรรมเดียว อันเป็นส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า และซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทที่มีโทษหนักที่สุดบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3, 90 แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรมเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

เมื่อศาลมิได้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 จึงไม่อาจให้ริบ เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของกระทรวงสาธารณสุขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 106 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 และขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง 66 วรรคสอง และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13 ทวิ วรรคแรก 62, 89, 106 ทวิ (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91?

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง และวินิจฉัยต่อว่า อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) กำหนดให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขาย คำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 58.099 กรัม จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษหนักกว่าโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, จึงต้องปรับบทความผิดจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ ส่วนการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น แม้ของกลางจะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 58.099 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ที่ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวถือเป็นกฎหมายในส่วนที่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า โดยต้องถือว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่เนื่องจากเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นจำนวนเดียวกันและเป็นการมีไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว คงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ที่เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อย่างไรก็ตาม เมื่อเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางทั้งสองจำนวนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกันตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เช่นนี้แล้ว การที่จำเลยทั้งสองมียาเสพติดให้โทษในประเภทเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกันจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกัน ซึ่งต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เพียงกรรมเดียว อันเป็นส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า และซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3, 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรมนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนการริบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น เมื่อศาลมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แล้ว จึงไม่อาจให้ริบเป็นของกระทรวงสาธารณสุขได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 40 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 106 ทวิ ม. 116
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67 ม. 89 ม. 102
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอำนวย เฉยเผือก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2544
#42064
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยเนื่องจากต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาและพิพากษาคดีที่ผิดระเบียบในชั้นฎีกาทั้งหมดมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นในคดีว่าเกิดจากความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่ากรณีไม่จำต้องรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ทั้งที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงไว้แล้ว ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีดังกล่าวไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบอีก โดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นอย่างเดียวกันกับคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบครั้งแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 619,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่มีคำพิพากษาไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 359,492 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลพิพากษาเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์ทั้งสี่เสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเจดีย์บรรจุอัฐิจำนวน 2,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ แต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่จำเป็นต้องให้รับรองยกคำร้อง และสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 แต่ละคนดังกล่าวนั้นเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ เนื่องจากการตายของนางภาริณีผู้ตายมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ว่าการที่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่จำเป็นต้องให้รับรอง และสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าคดีไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จึงมิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาอื่นที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกา ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่ากรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่จำเป็นต้องรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาก่อนทำคำพิพากษาแต่จำเลยที่ 2 ก็หาดำเนินการแต่อย่างใดให้ถูกต้องไม่ จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาและพิพากษาคดีในชั้นฎีกาทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างหาได้ไม่ เพราะล่วงพ้นเวลาที่ศาลฎีกาจะพิจารณาดำเนินการในเรื่องคำร้องนั้นอีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542ขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 อีกครั้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบมาแล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ขอแล้วเมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2542 (วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกา) การที่จำเลยที่ 2ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องฉบับนี้อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ว่า การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2เนื่องจากต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาและพิพากษาคดีที่ผิดระเบียบในชั้นฎีกาทั้งหมดมาครั้งหนึ่งแล้วโดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นในคดีว่า เกิดจากความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่ากรณีไม่จำต้องรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ทั้งที่จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงไว้แล้วซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีดังกล่าวไปแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบอีกโดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นอย่างเดียวกันกับคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบครั้งแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยเอก วินัย คงกระจ่าง กับพวก
จำเลย — นาย สิทธาเทพ อาแว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2544
#67157
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย เนื่องจากต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาและพิพากษาคดีที่ผิดระเบียบในชั้นฎีกาทั้งหมดมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นในคดีว่า เกิดจากความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่ากรณีไม่จำต้องรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ทั้งที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงไว้แล้ว ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีดังกล่าวไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบอีก โดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นอย่างเดียวกันกับคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบครั้งแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 619,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่มีคำพิพากษาไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 359,492 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์ทั้งสี่เสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเจดีย์บรรจุอัฐิจำนวน 2,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 แต่ละคนดังกล่าวนั้นเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ เนื่องจากการตายของนางภาริณีผู้ตายมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ป.วิ.พ. มาตรา 27

ศาลฎีกาวินิจฉัย เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาก่อนทำคำพิพากษา แต่จำเลยที่ 2 ก็หาดำเนินการแต่อย่างใดให้ถูกต้องไม่ จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาและพิพากษาคดีในชั้นฎีกาทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างหาได้ไม่ เพราะล่วงพ้นเวลาที่ศาลฎีกาจะพิจารณาดำเนินการในเรื่องคำร้องนั้นอีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อีกครั้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบมาแล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ขอแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 (วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกา) การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องฉบับนี้อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาและพิพากษาคดีที่ผิดระเบียบในชั้นฎีกาทั้งหมดมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นในคดีว่า เกิดจากความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยวินิจฉัยว่ากรณีไม่จำต้องรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงทั้งที่จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงไว้แล้ว ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีดังกล่าวไปแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบอีก โดยอ้างเหตุเพิกถอนเป็นประเด็นอย่างเดียวกันกับคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบครั้งแรก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยเอกวินัย คงกระจ่าง กับพวก
จำเลย — นายสิทธาเทพ อาแว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7206/2544
#43361
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามาจึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และ 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานและไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำพิพากษาเกี่ยวกับชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นว่า สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด หรือสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขชื่อจำเลยที่ 2 ตามคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในคำพิพากษาว่าให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วมีการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำฟ้องและคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับชื่อของจำเลยที่ 2จากเดิม "สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด" เป็นว่า "สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัดหรือสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด" จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 ในคดีนี้คือ สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตรจำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกันหรือไม่ ในข้อนี้ตามฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 2มีฐานะเป็นนิติบุคคลปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของกรมส่งเสริมสหกรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เห็นว่า ในเอกสารดังกล่าว แม้จะระบุชื่อสหกรณ์ว่า "สหกรณ์ร่วมมิตร จำกัด" แต่เอกสารฉบับเดียวกันนี้เมื่อกล่าวถึงข้อบังคับในข้อที่ 1 กลับระบุว่า "สหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด" นอกจากนี้รายละเอียดในข้อสัญญาว่าด้วยการนำรถยนต์เข้ามาเดินร่วมในสหกรณ์ที่จำเลยที่ 2 อ้างส่งศาลตามเอกสารหมาย ล.3 ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่า รถยนต์ที่นำเข้ามาเดินร่วมในสหกรณ์จำเลยที่ 2 ตามสัญญาเอกสารดังกล่าวเป็นรถยนต์ตรงกับที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องนี้ ในทางพิจารณาแม้จำเลยที่ 2จะใช้ชื่อว่าสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด แต่ก็หาได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับรถยนต์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ในคดีนี้คือ สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด นั้นเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 2 ในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามาจึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริงแม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และ 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานและไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งได้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 179 ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เรณู อำนัคฆมณีหรือมณี
จำเลย — นาย สุรศักดิ์ บังเอิญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ