คดีที่ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจโครงการทดลองการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และข้อตกลงต่อท้าย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว โดยมีหนังสือค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นพร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยแปลงสภาพมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจหน้าที่ประกอบกิจการโทรศัพท์ แต่ผู้ฟ้องคดีจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้ก็ต่อเมื่อผู้ฟ้องคดีได้กระทำการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะหรือใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้วการกระทำของผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป บันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายมีลักษณะเป็นสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G ในระบบ Wideband Code-Division Multiple Access (WCDMA) จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและมีโครงข่ายเป็นของตนเองตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองเพื่อให้ความร่วมมือดำเนินโครงการทดลองการบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการให้บริการขายส่งและขายต่อบริการโทรคมนาคมเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G ภายใต้เครื่องหมายการค้า และช่องทางการจัดจำหน่ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ วัตถุประสงค์ของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ และเมื่อพิจารณามาตรา ๒๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ประกอบกับประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทขายส่งบริการและบริการขายต่อบริการ กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมต้องยินยอมให้ผู้รับอนุญาตรายอื่นใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของตน โดยได้กำหนดขั้นตอนการเจรจาและการทำสัญญาการบริการขายต่อบริการไว้ ในข้อ ๙ – ๑๘ ของประกาศดังกล่าว เห็นได้ว่า สิทธิ หน้าที่ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตามสัญญาอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาตกลงในทางพาณิชย์ หรือธุรกิจในการประกอบกิจการโทรคมนาคม อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน บันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจฉบับพิพาทจึงมิใช่สัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่ ร้อยตรี ว. อดีตข้าราชการทหารเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ จำเลย โดยอ้างว่า การไต่สวนข้อเท็จจริงและมติของจำเลยที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดโจทก์ว่าโจทก์มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๑๕ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาตรา ๕ และเป็นความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓ ประกอบมาตรา ๔ และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๖ มาตรา ๔๕ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งลงโทษทางวินัยปลดโจทก์ออกจากราชการของจำเลยที่ ๒ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ที่ออกตามมติชี้มูลความผิดของจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ พิพากษายกฟ้อง และศาลทหารกลางพิพากษายืน คดีถึงที่สุด เมื่อการไต่สวนข้อเท็จจริงและมติของจำเลยที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การส่งความเห็นมติชี้มูลความผิดดังกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนมติของจำเลยที่ ๑ และให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยปลดโจทก์ออกจากราชการของจำเลยที่ ๒ กับให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการ และให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินให้แก่โจทก์ เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยโจทก์ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เพื่อให้มีผลให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ข้อ ๔ (๒) ประกอบข้อบังคับทหารที่ ๑๑/๑๖๕๓๖๒๔๘๒ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งเป็นข้อบังคับและระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับวินัยทหาร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ กรณีจึงเป็นเรื่องวินัยทหารตามมาตรา ๔ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องจากการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ จะเป็นคำสั่งที่ออกตามมติชี้มูลความผิดของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ (ที่ใช้บังคับในขณะนั้น) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับมาตรการในการปราบปรามการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางวินัย มีผลทำให้โจทก์ต้องสิ้นสุดสถานภาพการเป็นข้าราชการทหารในสังกัดจำเลยที่ ๒ และโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนมติของจำเลยที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและความผิดอาญาและขอให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายด้วย ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือกฎหมายมิได้บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่กองทัพเรือนำข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลปกครองและศาลยุติธรรม ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๔/๒๕๕๘ และศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ ๑๒๗๑๗/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุด โดยทั้งสองศาลมีคำวินิจฉัยแตกต่างกันในเรื่องระยะเวลาการฟ้องคดีหรืออายุความการฟ้องคดีซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของทั้งสองศาลนั้นแตกต่างกัน เป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีและจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งคณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันได้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คู่ความที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๔/๒๕๕๘ หรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ ๑๒๗๑๗/๒๕๖๒ เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติว่าเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ กองทัพเรือยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๔/๒๕๕๗ และได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า คดีนี้เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จากนั้นศาลจังหวัดสมุทรสาครจึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง กรณีย่อมถือว่าศาลยุติธรรมและศาลปกครองยอมรับเขตอำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ทั้งมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำสั่งของศาลและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก ซึ่งมีความหมายว่า คำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่ให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง เนื่องจากทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นที่สุด และย่อมผูกพันศาลยุติธรรมและศาลปกครองกับคู่ความในคดีนั้นว่าคดีพิพาทตามฟ้องเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง การที่กองทัพเรือ โจทก์ในคดีนี้นำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องยังศาลจังหวัดตลิ่งชันซึ่งเป็นศาลยุติธรรมอีกครั้ง ย่อมเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เป็นที่สุด ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายในการให้คำสั่งของศาลทั้งสองหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลของศาลต่างระบบนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และผูกพันศาลยุติธรรมและศาลปกครองกับคู่ความในคดีศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในคดีหมายเลขดำที่ พ ๒๐๑/๒๕๖๑ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันรับคดีนี้ไว้พิจารณา จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเหตุให้กระบวนพิจารณานับแต่วันที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันรับคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ ๒๐๑/๒๕๖๑ จนถึงการมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจบังคับได้ จึงวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘ โดยมิให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๗๑๗/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ ที่ ๓ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้แล้วเสร็จอันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้สำนักงานที่ดิน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ถอนการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายโดยไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองซึ่งเป็นการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ชี้ตำแหน่งที่ดินในแผนที่ซึ่งอยู่ในเขตคลองถนนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ การคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง มิใช่การโต้แย้งสิทธิระหว่างเอกชนกับเอกชนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะพิจารณาดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การคัดค้านการรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินของตนทับซ้อนแนวเขตที่ราชพัสดุแปลงพิพาท การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจะยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตะคุ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ กระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่รังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นายอำเภอปักธงชัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ "โคกสูง" โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำรังวัดที่ดินทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทำเลเลี้ยงสัตว์ "โคกสูง" แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดอ้างว่า การรังวัดชี้แนวเขตที่ดินได้ดำเนินการตามหลักฐานของทางราชการเดิม ตามการนำชี้ของผู้นำชุมชนและผู้สูงอายุในท้องที่ โดยนำชี้ยืนยันแนวเขตที่ดินที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และโดยที่กฎกระทรวงฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ข้อ ๒ วรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่มีผู้คัดค้าน ให้อธิบดีรอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้วดำเนินการ ดังนี้ (๑) ในกรณีที่ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินและไม่ไปใช้สิทธิทางศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คัดค้าน ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ หากผู้คัดค้านไปใช้สิทธิทางศาล ให้รอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่คัดค้านจนกว่าจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น (๒) ในกรณีที่ผู้คัดค้านมีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้รอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เฉพาะส่วนที่คัดค้านไว้ก่อน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบสิทธิในที่ดินของผู้คัดค้านว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าได้มาโดยไม่ชอบ ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจสอบ และถ้าปรากฏว่าได้มาโดยชอบ ให้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบโดยเร็ว แล้วระงับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนนั้น" ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งแสดงสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาง ช. ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา โดยรับมรดกมาจากสามี ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ภายหลังการสำรวจรังวัดที่ดินทราบว่า เนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปประมาณ ๘ ไร่ ตรวจสอบแล้วได้มีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ปรากฏชื่อนาง ม. เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินทับที่ดิน (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ ของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ได้มีการออกทับซ้อนกับหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ เพียงบางส่วนหรือทั้งแปลงเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐาน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ให้แก่นาง ม. โดยวิธีการเปลี่ยนจาก (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๖๘๒ เป็นโฉนดที่ดินได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เชื่อได้ว่าสามีของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของนาง ม. ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการสูญเสียสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเอกชนเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๙๔ ตารางวา โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ต่อมามีบุคคลอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีการออกโฉนดที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินรวม ๔ แปลงในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีขอให้ยกเลิกการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากยังไม่ปรากฏว่าได้ออกโฉนดไปโดยคลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอันอาจจะถูกเพิกถอนหรือแก้ไขตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินรวม ๔ แปลงทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อีกทั้งศาลมีคำสั่งเรียกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงข้างต้นเข้ามาในคดี จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายใด ย่อมกระทบสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ บริษัท ส. ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด เอกชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ร้องสอด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๙๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ และเลขที่ ๓๘๑๖๐ ที่ออกทับที่ดินของนาง อ. เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดอ้างว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๙/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. ผู้ขอออกโฉนดที่ดิน เนื่องจากผู้ร้องสอดคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของนาง อ. โดยอ้างว่านาง อ. นำรังวัดทับที่ดินของผู้ร้องสอด จำนวน ๕ แปลง ตามโฉนดเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ , ๓๘๑๖๐ , ๔๐๖๑๐ และ ๔๐๖๑๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่าผู้ร้องสอด มีสิทธิในที่ดินดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. และให้ไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของนาง อ. จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้รับมอบอำนาจของนาง อ. ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ร้องสอดคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลง อ้างว่านาง อ. นำรังวัดทับที่ดินของผู้ร้องสอด กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า บริษัท ส. ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นทายาทผู้รับมรดกของนาง อ. นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๙๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ และเลขที่ ๓๘๑๖๐ ที่ออกทับที่ดินของนาง อ. โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดไม่ใช่ของผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดหรือผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปด ทั้งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลเอกชน ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตหนองจอก ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดจำนวน ๖ แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกแปลงเนื้อที่ประมาณ ๙๓.๖ ตารางวา เมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการรังวัดสอบเขตอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกจึงทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย ตามมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามรื้อถอนถนนลาดยางแอสฟัลท์ที่ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกแปลง และก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ใหม่ให้มีแนวระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันเกิน ๑๐ ปี สำนักงานเขตหนองจอกในฐานะผู้ปกครองท้องที่และเป็นผู้ระวังชี้แนวเขตที่สาธารณะจึงไม่สามารถรับรองแนวเขตและได้คัดค้านการสอบเขตของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตหนองจอก ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์มิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินผู้ฟ้องคดี เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของตนไม่ใช่เป็นทางสาธารณประโยชน์เข้ามาด้วยนั้น ก็ล้วนเป็นคำฟ้องที่ผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ผู้ถูกฟ้องคดี สอบสวนเปรียบเทียบเชื่อว่า นาย ท. ผู้ขอออกโฉนดมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ท. ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดขึ้นเนื่องจากนาย ท. ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดียื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินอ้างว่า นาย ท. นำรังวัดทับที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่านาย ท. มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจึงมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ท. แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ท. โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ของนาย ท. ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือนาย ท. ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชน ทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ม. ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองราชบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เครื่องรับเสียงตามสาย (ชนิดไร้สาย) หรือ พาวเวอร์แอมป์ (Power amp) ซึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยมหุ้มด้วยกล่องเหล็ก (น้ำหนักประมาณ ๖ กิโลกรัม) ของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ตั้งอยู่บนเสาไฟฟ้าบริเวณทางเท้า ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีได้ร่วงหล่นใส่ศีรษะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการล่าช้าจนปัจจุบันยังไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาเพื่อแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้เป็นไปตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า วันเกิดเหตุมีฝนตกหนักประกอบด้วยแรงลมเป็นเหตุให้เครื่องรับเสียงตามสาย (ชนิดไร้สาย) ร่วงหล่นใส่ศีรษะของผู้ฟ้องคดี อันเป็นเหตุสุดวิสัยจากเหตุธรรมชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องคดีเพียง ๑๓ วัน ยังไม่ครบระยะเวลา ๑๘๐ วันตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เห็นว่า เทศบาลเมืองราชบุรี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่การจัดตั้งเทศบาลเมืองราชบุรีผู้ถูกฟ้องคดีก็เพื่อให้มีการจัดการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น มีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ ประกอบมาตรา ๕๐ บัญญัติหน้าที่ของเทศบาลเมืองไว้ ซึ่งการติดตั้งระบบเสียงตามสายเพื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลข่าวสารและการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีตามที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ หรือพระราชบัญญัติอื่นกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีให้ประชาชนภายในท้องถิ่นทราบหรือปฏิบัติตามถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำหน้าที่ในการบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการจัดทำบริการสาธารณะให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลเครื่องรับเสียงตามสาย (ชนิดไร้สาย) เป็นเหตุให้หล่นมาถูกศีรษะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับ ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีเยียวยาผลร้ายและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการล่าช้า จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ บริษัท ฤ. ยื่นฟ้อง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ชนะการเสนอราคาตามประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลในการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารพักเจ้าหน้าที่ ๗ ชั้น ๙๖ ห้อง โรงพยาบาลบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ลงนามฝ่ายเดียวในสัญญาจ้างพร้อมมอบหนังสือค้ำประกันให้กับผู้ถูกฟ้องคดี แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และเอกสารประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เลขที่ ๘/๒๕๖๑ ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งยังไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก่อนที่จะออกคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูล เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิในการทำสัญญาและได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหนังสือค้ำประกันซอง กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าธรรมเนียมในการจัดทำหนังสือค้ำประกันซองการประกวดราคาจ้างก่อสร้างฯ ค่าวิเคราะห์สินเชื่อในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันซองการประกวดราคาจ้างก่อสร้างฯ และค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันสัญญาจ้างก่อสร้างฯ รวมถึงค่าธรรมเนียมในการจัดทำหนังสือค้ำประกันซองการประกวดราคาจ้างก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่า การออกคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อเหตุพิพาทตามฟ้องยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการคัดเลือกเอกชนเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ยังมิได้ทำสัญญาผูกพันกัน และคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกันซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบข้อ ๑ (๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าว แต่คำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีล้วนเป็นคำขอที่อ้างถึงความเสียหายอันเกิดจากคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดชลบุรี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ ๑ คณะกรรมการตรวจสอบอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๙ ของเรือนจำกลางชลบุรี ที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ของเรือนจำกลางชลบุรี ที่ ๓ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง (เดิม) ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับที่ยกเว้นมิให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๙ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื้อหาของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดี มุ่งประสงค์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นสำคัญ เมื่อพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๙ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ทั้งสองฉบับ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๒๖๑ ทวิ วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นได้ว่าฐานอันเป็นที่มาแห่งการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามในการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่เพื่อพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ เป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีผลต่อการบังคับโทษตามคำพิพากษา ตามมาตรา ๒๖๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเทศบาลตำบลเมืองสรวง ที่ ๑ นายกเทศมนตรีตำบลเมืองสรวง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ นายอำเภอเมืองสรวงที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยแบ่งเป็นข้อหาที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๖๖๖/๕๓๙ ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าที่ดินส่วนที่ขาดหายไป ส่วนข้อหาที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ ของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับที่ดินตามข้อหาที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคนละแปลงกัน โดยลักษณะของการกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิตลอดจนกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โต้แย้งสิทธิก็แตกต่างกัน มูลความแห่งคดีทั้งสองข้อหาจึงเป็นเรื่องที่แยกจากกันได้ เมื่อคำฟ้องในข้อหาที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยอมรับว่าคำฟ้องตามข้อหานี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้อง ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลปกครองกลางเห็นเองว่าคำฟ้องข้อหานี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน ตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่มีปัญหาการขัดกันระหว่างอำนาจศาลที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลต้องวินิจฉัย ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒
คงมีปัญหาขึ้นมาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสำหรับคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อหาที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ สำรวจและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ รอ. ๐๒๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง โดยมิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ และมิได้ประกาศเรื่องการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ประชาชนทราบตามกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนการโอนที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ เป็นที่สาธารณประโยชน์ และคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ รอ ๐๒๐๑ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย คดีพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ เป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ รอ ๐๒๐๑ ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินพิพาท อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลพลับพลาไชย ที่ ๑ นายอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๖ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๘๗ โดยได้รับการยกให้จากผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นำ น.ส. ๓ ดังกล่าวไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ อ้างว่าที่ดินดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ (ป่าช้าสาธารณประโยชน์) และจนถึงวันฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็ยังไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สอบเขต น.ส.ล. เลขที่ สพ ๐๓๗๘ ปรากฏผลการรังวัดได้เนื้อที่น้อยกว่าเดิม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อ้างว่าน่าจะคลาดเคลื่อน และไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. ดังกล่าวและที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์อยู่ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๘๗ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกให้การว่า การออก น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งต่างก็ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่าที่ดินบริเวณนี้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมานาน โดยการทำเป็นป่าช้าสำหรับฝังศพ เผาศพ มาก่อน ส่วนการขอออกโฉนดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นั้น ยังไม่มีข้อยุติจากคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร. จังหวัด) เพื่อพิจารณาตรวจสอบการครอบครองของบุคคล ผู้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดิน จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๘๗ และมีคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแก่ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวก อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออก น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้บังคับ โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาท แต่จำเลยโดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว อันเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดินเพื่อมิให้โจทก์รังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินของตนทับซ้อนแนวเขตที่ราชพัสดุ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์รวมถึงตามฟ้องแย้งของจำเลยได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ประกอบกับโจทก์อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมซึ่งครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับในปี ๒๔๙๗ ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินในกรณีดังกล่าว โดยใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครอง เมื่อพ้นกำหนดสองปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตะเคียนเลื่อน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายอำเภอเมืองนครสวรรค์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ละเลยไม่ดำเนินการตามหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตพื้นที่หมู่ที่ ๒ ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ที่ดินทั้งสองแปลงตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๔๑ และ ๕๘๒๔๕ ซึ่งมีชื่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินก็โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ และผู้นำชุมชนขออนุญาตและของบประมาณเพื่อจัดทำโครงการประปาหมู่บ้านตามที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายในคำฟ้อง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาเขาย้อย ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาเขาย้อย ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำนวน ๔ แปลง คือ เลขที่ ๗๙ , ๘๔ , ๑๐๖ ตำบลทับคาง และเลขที่ ๔๑๒ ตำบลเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตาม น.ส. ๓ ก.เลขที่ ๗๙ และเลขที่ ๑๐๖ ในส่วนที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรีคัดค้าน ตามคำสั่งที่ ๔/๒๕๖๓ และที่ ๒๕/๒๕๖๒ ส่วนที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๘๔ และเลขที่ ๔๑๒ ก็ยังมีประเด็นโต้แย้งอยู่ว่าเป็นที่ดินของรัฐหรือไม่ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาเขาย้อย และให้ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔/๒๕๖๓ และที่ ๒๕/๒๕๖๒ เรื่อง การสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินรายผู้ฟ้องคดี ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๗๙ และเลขที่ ๑๐๖ เนื่องจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรีคัดค้านที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วน โดยอ้างว่าได้มาโดยการส่งมอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าหนองหญ้าปล้อง" ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่า ที่ดินแปลงนี้น่าจะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าหนองหญ้าปล้อง" จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและให้ไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรีคัดค้านที่ดินบางส่วน กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เห็นว่า ที่ดินส่วนที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรีคัดค้านการได้มาโดยการส่งมอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าหนองหญ้าปล้อง" จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าหนองหญ้าปล้อง" ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและมีคำขอประการสำคัญ คือ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย น. ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีได้จองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรที่ดินกับบริษัท อ. จำกัด เนื่องจากพนักงานขายของบริษัทฯ รับรองว่าโครงการดังกล่าวน้ำไม่ท่วม ผู้ฟ้องคดีจึงได้วางเงินจองไว้กับบริษัทฯ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดเข้าอยู่ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโครงการดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจองและขอรับเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่วางไว้คืน แต่บริษัทฯ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้บริษัทฯ คืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและบริษัทฯ ไปชี้แจงข้อเท็จจริงและทำการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ปฏิเสธที่จะคืนเงินจอง จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่จะชำระเงินให้ผู้ฟ้องคดีในลักษณะเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมิได้ผิดสัญญา การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงจองซื้อบ้านและที่ดิน เพราะบริษัทฯ รับรองว่าน้ำจะไม่ท่วมโครงการ เมื่อน้ำท่วมโครงการ จึงผิดจากคำรับรองของบริษัทฯ ผู้ขาย และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บริโภค จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนี้ คณะกรรมการ ฯ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเป็นคณะกรรมการซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาจมีผลเป็นการออกคำสั่งทางปกครองหรือการออกคำสั่งทั่วไปก็ได้ เมื่อพิจารณามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยวินิจฉัยว่า "เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ เป็นอุทกภัยที่มีความรุนแรง เป็นเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ได้และไม่อาจที่จะป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุสุดวิสัย บริษัทฯ จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามสัญญาจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา บริษัทฯ มีสิทธิริบเงินจองจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ ประกอบกับบริษัทฯ ได้เสนอคืนเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงถือว่าผู้ประกอบธุรกิจได้เสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือพอสมควรแก่กรณีแล้ว การกระทำของบริษัทฯ
ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บริโภค" จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยและมติให้ยุติเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ ตามมาตรา ๑๐ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรและชั่วคราว สิทธิของผู้ฟ้องคดีที่มีต่อบริษัท อ. จำกัด หากมีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้น มิได้เปลี่ยนไปเพราะมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของบริษัทฯ เป็นการกระทำละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้บริโภคหรือผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้วินิจฉัยข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีได้ ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยุติเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การฟ้องขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่นตามมาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แม้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำเลย จะเป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการและดำเนินการเพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบรรลุภารกิจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดไว้ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างปรับปรุงสถานที่ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. โจทก์ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างกับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำเลย ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง เมื่อพิจารณาขอบเขตงานที่โจทก์ต้องดำเนินการตามสัญญาจ้างฉบับพิพาทแล้ว โจทก์มีหน้าที่เพียงปรับปรุงสถานที่ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชนของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีสถานที่ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการข้อมูลสารสนเทศตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม