คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7149 -ที่ 7150/2544
#42061
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์เลื่อนการสืบพยานหลายครั้งและทุกครั้งก็ได้กำชับโจทก์ให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ แต่โจทก์ก็ไม่ได้ปฏิบัติตาม ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นได้กำชับโจทก์อีกว่าหากมีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานจะถือว่าโจทก์ประวิงคดี แต่โจทก์ก็ขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่าทนายโจทก์ป่วย แต่เมื่อตรวจดูใบความเห็นแพทย์ท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์แล้ว ปรากฏว่าทนายโจทก์เป็นไข้หวัดและคออักเสบ เป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย มิได้มีอาการหนักถึงกับไปศาลไม่ได้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องให้แพทย์ไปตรวจแล้วจึงมีคำสั่งดังโจทก์อ้าง อีกทั้งยังปรากฏอีกว่าโจทก์ไม่มีพยานไปศาลและโจทก์ไม่ได้ขอหมายเรียกพยานไว้ พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่เหลือจึงชอบแล้ว

พยานโจทก์ทุกปากต่างเบิกความว่าไม่รู้เห็นและไม่อาจยืนยันได้ว่าลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย พยานเอกสารของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้ทำคำขอเปิดบัญชี สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และสัญญาอื่นกับโจทก์ ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในเอกสารของโจทก์มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย ผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญก็ลงความเห็นว่าลายมือชื่อในตัวอย่างและเอกสารของโจทก์ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 44,583,165.09 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 29,758,526.89 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานัดสืบพยานโจทก์จำเลยวันที่ 3 มิถุนายน 2541ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุทนายโจทก์ป่วย ทนายจำเลยแถลงคัดค้านว่าโจทก์ไม่มีพยานไปศาล ไม่ได้ขอหมายเรียกพยานเป็นพฤติการณ์ประวิงคดีและจำเลยเตรียมพยานพร้อมสืบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามรายงานกระบวนพิจารณานัดที่แล้วศาลได้กำชับให้โอกาสโจทก์นำพยานเข้าสืบในนัดนี้เป็นนัดสุดท้าย หากโจทก์ยังมีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานถือว่าโจทก์ประวิงคดี ศาลจะพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรแต่โจทก์ก็ยังขอเลื่อนคดีอีก ทั้งไม่ได้เตรียมพยานมา ถือว่าโจทก์ประวิงคดีและไม่มีพยานมาสืบอีก จึงให้ยกคำร้อง ให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วนัดฟังคำพิพากษาซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นไว้แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยฎีกาคำสั่งและฎีกาคำพิพากษาของโจทก์ไปในคราวเดียวกัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ชอบหรือไม่ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีตามที่ทนายโจทก์แถลงขอ นัดต่อมาโจทก์นำพยานมาสืบ1 ปาก แล้วโจทก์แถลงขอเลื่อนไปสืบพยานโจทก์ที่เหลือ จำเลยแถลงว่าศาลได้กำชับแล้วว่าให้โจทก์นำพยานมาสืบให้เสร็จในนัดนี้ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าควรให้โอกาสโจทก์ดำเนินคดีได้อย่างเต็มที่ จึงให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 และศาลชั้นต้นได้กำชับโจทก์อีกว่านัดหน้าให้โจทก์นำพยานมาสืบให้แล้วเสร็จ ถึงวันนัดโจทก์นำนางสาวสุจิตรา นันทลักษณ์ มาสืบได้ 1 ปาก แล้วโจทก์แถลงว่ายังติดใจสืบนางสาววิลาวรรณ จารุเธียร อีก 1 ปาก แต่พยานเดินทางไปต่างจังหวัดกลับมาไม่ทัน ขอเลื่อนคดีไปสืบนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์วันที่ 22 เมษายน 2541 และกำชับโจทก์อีกว่าให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ ถึงวันนัดทนายโจทก์แถลงว่านางสาววิลาวรรณพยานโจทก์ปากสุดท้ายติดภาระกิจอยู่ต่างจังหวัดไม่อาจเดินทางกลับได้ทันจึงขอเลื่อนการสืบพยานโจทก์อีก ทนายจำเลยแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ไปอีกโดยระบุว่าเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 3 มิถุนายน 2541 และกำชับโจทก์ว่านัดหน้าถ้ายังมีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานปากนางสาววิลาวรรณจะถือว่าฝ่ายโจทก์ประวิงคดีจะพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ครั้นถึงวันนัดทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุทนายโจทก์ป่วย ทนายจำเลยรับสำเนาคำร้องแล้วแถลงคัดค้านว่าฝ่ายโจทก์ไม่มีพยานมาศาลและไม่ได้ขอหมายเรียกพยาน เป็นการประวิงคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นัดก่อนศาลได้กำชับโจทก์แล้วว่าให้เลื่อนการสืบพยานมาวันนี้เป็นนัดสุดท้าย และหากโจทก์ยังมีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานถือว่าโจทก์ประวิงคดี เมื่อโจทก์มาขอเลื่อนคดีอีกโดยไม่เตรียมพยานมาสืบถือว่าโจทก์ประวิงคดีและไม่มีพยานมาสืบ จึงยกคำร้องไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือเสีย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์เลื่อนการสืบพยานหลายครั้งและทุกครั้งก็ได้กำชับโจทก์ให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบ แต่โจทก์ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามที่ศาลกำชับ ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นได้กำชับโจทก์อีกว่าหากมีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับพยานจะถือว่าโจทก์ประวิงคดี แต่โจทก์ก็ขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่าทนายโจทก์ป่วย แต่เมื่อตรวจดูใบความเห็นแพทย์ท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์แล้ว ปรากฏว่าทนายโจทก์เป็นไข้หวัดและคออักเสบ เป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย มิได้มีอาการหนักถึงกับไปศาลไม่ได้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องให้แพทย์ไปตรวจแล้วจึงมีคำสั่งดังโจทก์อ้างในฎีกา อีกทั้งยังปรากฏอีกว่าโจทก์ไม่มีพยานไปศาล และโจทก์ไม่ได้ขอหมายเรียกพยานไว้ พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่เหลือโดยยกคำร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพนักงานของโจทก์สาขาปทุมวันขณะเกิดเหตุคดีนี้มาเบิกความเป็นพยานรวม 3 ปากคือ นายสรวุฒิ โง้วสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ นางพัลภา ตั้งกุลวโรดมสมุห์บัญชี และนางสาวสุจิตรา นันทลักษณ์ ผู้ช่วยสมุห์บัญชี พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความว่า จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์วงเงิน 1,000,000 บาท จำเลยได้เดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาถึงวันที่ 30กรกฎาคม 2536 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 29,758,526.89 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก 14,824,638.20 บาท แต่นายสรวุฒิพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะจำเลยมาเปิดบัญชีกับโจทก์พยานยังไม่ได้มาทำงานที่สาขาปทุมวัน เอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11ได้แก่คำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ตัวอย่างลายมือชื่อ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาจำนำตราสาร และหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินฝากประจำจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน พยานไม่ทราบว่าลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวจะเป็นของจำเลยจริงหรือไม่ ส่วนนางพัลภาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยไม่ได้มาเปิดบัญชีกระแสรายวันกับพยานและไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.8 ต่อหน้าพยานเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 พนักงานของโจทก์คนอื่นเป็นคนนำมามอบให้พยาน พยานไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวจากจำเลยโดยตรงจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.7 จ.9 และ จ.10ต่อหน้าพยาน พยานตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คจากบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.7 สำหรับนางสาวสุจิตราก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยไม่ได้เปิดบัญชีต่อหน้าพยานพนักงานของโจทก์คนอื่นเป็นผู้เปิดบัญชีให้จำเลย พยานไม่เคยรู้จักและพูดคุยกับจำเลย พยานไม่ทราบว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5ถึง จ.10 จะเป็นลายมือชื่อของจำเลยจริงหรือไม่ พยานตรวจสอบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.13 ให้ตรงกับลายมือในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.7 เท่านั้น พยานไม่ได้ลงชื่อรับรองลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจะเห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากต่างเบิกความว่าไม่รู้เห็นและไม่อาจยืนยันได้ว่าลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย พยานเอกสารของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธตั้งแต่แรกว่าลายมือชื่อในพยานเอกสารของโจทก์ดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อของจำเลย และผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่าตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยมีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกันกับลายมือชื่อในเอกสารของโจทก์ จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน โดยจำเลยมีพันตำรวจตรีพิษณุฟูปลื้ม ผู้ตรวจพิสูจน์มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่าลายมือชื่อในเอกสารของโจทก์ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินให้โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 41 ม. 86 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว ดวงดาว ชินธรรมมิตร์
ชื่อองค์คณะ
ชนะ ภาสกานนท์
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7144/2544
#99193
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้ว แม้จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือตัวแทนของจำเลยมิได้เป็นผู้รับเอกสารนั้น การแสดงเจตนาแก่จำเลยผู้อยู่ห่างโดยระยะทางดังกล่าว ก็ถือว่าไปถึงผู้รับการแสดงเจตนาแล้ว ย่อมมีผลสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคหนึ่ง อีกทั้งก่อนบอกเลิกสัญญา โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหลายครั้ง การบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจึงชอบ ถือได้ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่หนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงจำเลย และเมื่อได้ความว่าโจทก์สงวนสิทธิในการเรียกค่าปรับไว้ก่อนบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 19,381,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระด้วยจำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากอาคารที่ก่อสร้าง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 18,843,185 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากอาคารที่ก่อสร้าง และชำระเงินจำนวน 19,381,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เฉพาะในเงินค่าปรับจำนวน 5,885,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์พร้อมครุภัณฑ์ โจทก์เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้าง โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าจ้างกันไว้จำนวน 55,000,000 บาท แบ่งงานออกเป็น 14 งวด กำหนดให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 27 มกราคม 2532 เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา ปรากฏว่างานยังไม่แล้วเสร็จ มีการตกลงต่ออายุสัญญาจ้างนั้นออกไปจนถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2532 เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานได้เพียงงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 เท่านั้น ส่วนงานงวดที่ 11 ถึงงวดที่ 14 ยังมีปัญหาโต้เถียงกัน

สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์พร้อมครุภัณฑ์ตามคำฟ้องสิ้นสุดลงเมื่อใด ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่าเมื่อถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2532 ซึ่งพ้นกำหนดการต่ออายุสัญญาจ้างนั้นแล้ว โจทก์มีหนังสือเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานงวดที่ 11 ถึงงวดที่ 14 โดยเร็ว ตามหนังสือแจ้งสงวนสิทธิการปรับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2532 แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังดำเนินงานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2533 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 เอกสารดังกล่าวไปถึงจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2533 แม้จำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้รับเอกสารนั้น การแสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ผู้อยู่ห่างโดยระยะทางดังกล่าวก็ถือว่าไปถึงผู้รับการแสดงเจตนาแล้ว ย่อมมีผลสมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 130 วรรคหนึ่ง เดิม (มาตรา 169 วรรคหนึ่ง) ซึ่งก่อนบอกเลิกสัญญาโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาหลายครั้งแล้ว การบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจึงหาได้เสียไปดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ถือได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 10 เมษายน 2533 เมื่อได้ความว่าโจทก์สงวนสิทธิในการเรียกค่าปรับไว้ก่อนบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 5,885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และได้ความตามข้อนำสืบของโจทก์ว่า สำหรับงานงวดที่ 11 และงวดที่ 12 จำเลยที่ 1 ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อย ส่วนงานงวดที่ 13 และงวดที่ 14 จำเลยที่ 1 ส่งมอบหลังจากที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว คณะกรรมการตรวจการจ้างของโจทก์จึงไม่ตรวจรับ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบกพร่องในการปฏิบัติตามสัญญา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาย่อมเรียกไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 9,000,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยและค่าปรับจำนวน 5,885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 วรรคหนึ่ง ม. 381 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จำเลย — บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2544
#42060
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงรถโดยสารประจำทางที่จำเลยขับห่าง 1 เมตรเศษ แล้วรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับได้เสียหลักล้มลงรถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับจึงได้แล่นทับผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังนี้ การที่รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับแซงแล้วเสียหลักล้มลงอย่างกะทันหันหน้ารถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับห่าง 1 เมตรเศษ เป็นระยะกระชั้นชิดจนเหลือวิสัยที่จำเลยจะหยุดรถได้ทัน กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่บุคคลในภาวะเช่นจำเลยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงมิใช่เกิดจากความประมาทของจำเลย

หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีไปโดยไม่ได้แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าไม่มีเจตนาไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทันทีเพราะไปแจ้งให้เจ้าของรถทราบเหตุหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และ 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78 วรรคหนึ่ง, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก4 ปี ความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 จำคุก 2 ปี เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 แล้ว รวมเป็นจำคุก 2 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าเหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยหรือไม่โจทก์มีประจักษ์พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุมาเบิกความเป็นพยาน นายเจียกเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าขณะเกิดเหตุนายเจียกนั่งอยู่บนรถยนต์โดยสารประจำทางคันเกิดเหตุโดยนั่งเบาะหลังสุดด้านซ้ายชิดขอบหน้าต่าง เมื่อมาถึงบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์อยู่ที่บริเวณทางโค้งเพื่อจะข้ามสะพานแล้วเสียหลักล้มลง ล้อหลังของรถยนต์โดยสารประจำทางได้ทับศีรษะของผู้ตาย และได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายขับมาในลักษณะแซงรถยนต์โดยสารประจำทางทางด้านซ้ายและในชั้นสอบสวนนายเจียกให้การว่าขณะที่รถยนต์โดยสารประจำทางกำลังจะขึ้นสะพานต่างระดับหน้าสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ มีรถจักรยานยนต์แล่นอยู่ข้างหน้า 1 เมตรเศษในช่องเดินรถช่องซ้าย รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเสียหลักล้มลงข้างทาง รถยนต์โดยสารประจำทางไม่สามารถหยุดได้ทัน ได้แล่นพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ทันที แล้วรถยนต์โดยสารประจำทางไปจอดอยู่บนสะพานห่างจากที่รถจักรยานยนต์ล้มประมาณ 50 เมตร นายเจียกลงจากรถยนต์โดยสารประจำทางแล้วช่วยจัดการจราจรโดยโบกให้รถแล่นผ่านได้สะดวกจนเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุและนำรถทั้งสองคันไปสถานีตำรวจ ประกอบกับร้อยตำรวจเอกสุวรรณ สวัสดี เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจสภาพรถเบิกความว่า ผลการตรวจรถยนต์โดยสารประจำทางปรากฏว่าตัวถังข้างซ้ายบริเวณหน้าล้อหน้าตอนล่างมีรอยกระแทกขูดเป็นแนวยาวอยู่ในระดับสูงจากพื้นประมาณ 40 ถึง 50 เซนติเมตรซึ่งเกินจากจุดกึ่งกลางของล้อแต่ไม่เกินจุดสูงสุดของล้อ รอยดังกล่าวเป็นรอยใหม่ สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากอุบัติเหตุในคดีนี้ซึ่งเป็นการกระทบของรถจักรยานยนต์เป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเจียกดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงรถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับห่าง 1 เมตรเศษ แล้วรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับได้เสียหลักล้มลง รถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับจึงได้แล่นทับผู้ตายถึงแก่ความตายและรถจักรยานยนต์เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่า การที่รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับแซงรถยนต์โดยสารแล้วรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงอย่างกะทันหันหน้ารถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับห่าง 1 เมตรเศษ เป็นระยะกระชั้นชิดจนเหลือวิสัยที่จำเลยจะหยุดรถได้ทัน กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่บุคคลในภาวะเช่นจำเลยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้การที่รถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับแล่นทับผู้ตายจึงมิใช่เกิดจากความประมาทของจำเลย จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)ประกอบมาตรา 157 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดและให้ความช่วยเหลือ พร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีหรือไม่ โจทก์นำสืบว่าหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีไป จนกระทั่งวันที่ 27 ตุลาคม 2540จึงเข้ามอบตัว ความข้อนี้จำเลยเบิกความยอมรับว่า หลังเกิดเหตุจำเลยลงจากรถมาดูผู้ตาย ได้ยินเสียงผู้โดยสารบอกว่า "ไปซิ จะอยู่ทำไม" และมีรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 123 อีกคันหนึ่งแล่นผ่านมา คนขับรถคันดังกล่าวได้บอกให้จำเลยไปแจ้งให้เจ้าของรถทราบ จำเลยจึงขึ้นรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวไปแจ้งให้เจ้าของรถทราบเป็นการเจือสมทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีไปโดยไม่ได้แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเพราะไปแจ้งให้เจ้าของรถทราบเหตุดังที่จำเลยฎีกาหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยข้อหานี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกว่าสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่ความผิดของจำเลย แต่จำเลยได้หลบหนีไปทันทีแสดงให้เห็นถึงการไม่มีมนุษยธรรมของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) ประกอบมาตรา 157 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 ม. 78 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สำเริง กุนอก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7138/2544
#42059
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2537 โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทในราคา 323,000 บาท ครั้นวันที่ 20 ตุลาคม2539 โจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวในราคา323,000 บาท ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าต้องการจะเปลี่ยนจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาเช่าซื้อและคู่สัญญาไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอีกต่อไป ทั้งโจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงเลิกสัญญาซื้อขายกันแล้วสมัครใจเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ และจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป ดังนั้น สัญญาซื้อขายจึงสิ้นผลผูกพันโจทก์และจำเลยนับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ คำฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์เท่านั้นไม่ได้กล่าวถึงสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขายซึ่งระงับไปแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 220,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 215,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (11 กรกฎาคม2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะทำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2537 จำเลยได้ทำสัญญาขายรถยนต์ยี่ห้อนิสสันบิกเอ็ม หมายเลขทะเบียน บ-4284 ชัยภูมิ ให้แก่โจทก์ในราคา 323,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาจำนวน 35,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 48 เดือน นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538เป็นต้นไปตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2539 โจทก์และจำเลยได้ไปยังสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์กลาง จังหวัดนครราชสีมาและได้ตกลงเปลี่ยนสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าซื้อ โดยบันทึกสัญญาเช่าซื้อไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสันบิกเอ็มหมายเลขทะเบียน บ-4284 ชัยภูมิ ในราคา 323,000 บาท จากจำเลยโจทก์ตกลงผ่อนชำระเป็นค่างวด งวดละ 6,000 บาท จนกว่าจะชำระหมดเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 และงวดต่อไปทุกวันที่ 15ของทุก ๆ เดือนจนกว่าจะครบ หากโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่ชำระค่างวดติดต่อกัน 3 งวด ยินยอมให้จำเลยยึดหรือเข้าครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าหนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2537 โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์หมายเลขทะเบียนบ-4284 ชัยภูมิ ในราคา 323,000 บาท ครั้นวันที่ 20 ตุลาคม 2539โจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-4284ชัยภูมิ ในราคาค่าเช่าซื้อ 323,000 บาท ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่า ต้องการจะเปลี่ยนจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาเช่าซื้อ และคู่สัญญาไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอีกต่อไป ทั้งโจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงเลิกสัญญาซื้อขายกันแล้วสมัครใจเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่และจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป ดังนั้น สัญญาซื้อขายจึงสิ้นผลผูกพันโจทก์และจำเลยนับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ คำฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใดโจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขายซึ่งระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่จากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีระ บุญพรม
จำเลย — นาย ทวีศักดิ์ สิงห์วงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7138/2544
#69648
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ทำสัญญาขายรถยนต์ให้แก่โจทก์ โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาบางส่วน ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นเวลา 48 เดือน ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ตกลงเปลี่ยนสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าซื้อโดยบันทึกสัญญาไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่า ต้องการจะเปลี่ยนจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาเช่าซื้อและคู่สัญญามีเจตนาตกลงเลิกสัญญาซื้อขายกัน แล้วสมัครใจเข้าทำสัญญาเช่าซื้อและจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป สัญญาซื้อขายจึงสิ้นผลผูกพันโจทก์และจำเลยนับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันระงับไป ด้วยการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์ แต่คำฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขายซึ่งระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่จากจำเลยได้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ ตัดสิทธิโจทก์ที่จะทำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๗ จำเลยขายรถยนต์ให้แก่โจทก์ ในราคา ๓๒๓,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระเงิน ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไป โจทก์ชำระเงินค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยตลอดมา จนกระทั่งวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๙ โจทก์นำเงินไปชำระให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับและจะยึดรถยนต์คืน ต่อมาโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยโดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยผ่านทางธนาคารจนถึงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๒๐,๐๐๐ บาท ครั้นวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยยึด รถยนต์คืน การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่ารถยนต์ตามสัญญา จำเลยทวงถามหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงเปลี่ยนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาเช่าซื้อ โดยโจทก์ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็น รายเดือนเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๑๕ ของเดือนจนกว่าจะครบ หากผิดสัญญาหรือไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกัน ๓ งวด ยินยอมให้จำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ทันที โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ปรากฏว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยบอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์คืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐) จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะทำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่ง บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๗ โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บ - ๔๒๘๔ ชัยภูมิ ในราคา ๓๒๓,๐๐๐ บาท ครั้นวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ โจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - ๔๒๘๔ ชัยภูมิ ในราคาเช่าซื้อ ๓๒๓,๐๐๐ บาท ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่า ต้องการจะเปลี่ยนจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาเช่าซื้อ และคู่สัญญาไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอีกต่อไป ทั้งโจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงเลิกสัญญาซื้อขายกัน แล้วสมัครใจเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่และจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป ดังนั้น สัญญาซื้อขายจึงสิ้นผลผูกพันโจทก์และจำเลยนับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ คำฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขายซึ่งระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่จากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 349 ม. 351 ม. 368 ม. 386 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 148 (3) ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระ บุญพรหม
จำเลย — นายทวีศักดิ์ สิงห์วงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7124/2544
#99196
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัท อ. ร่วมกันนั้น จำเลย โจทก์ร่วม กับพวก ได้ตกลงกันให้ดำเนินการในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. (ซึ่งเป็นห้างเดิมของจำเลย) และ บริษัท ศ. ไปพลางก่อน โดยให้จำเลยเปิดบัญชีในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. และมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมเบิกถอนเงินได้แต่เพียงผู้เดียว ขณะอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัท ได้มีการจำหน่ายสินค้าในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไป แต่เช็คถึงกำหนดชำระหลังจากจดทะเบียนบริษัท เรียบร้อยแล้ว จำเลยนำเช็คเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยที่โจทก์ร่วมและผู้ถือหุ้นคนอื่นไม่ยินยอมโดยอ้างว่าเพื่อ ชดใช้ค่าวัสดุอุปกรณ์สำนักงานและเครื่องมือแพทย์ของจำเลยที่นำมาลงทุนไว้ในบริษัท เมื่อพิจารณาตามข้อตกลง ที่ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟัง เมื่อเงินส่วนนี้เป็นเงินที่ได้จากการขายสินค้าก่อนที่จะมีการจดทะเบียนบริษัท จึงเป็นของโจทก์ร่วม การที่จำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินดังกล่าวไปเสียโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒, ๘๓ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๒,๐๓๘,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายไพฑูรย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต ๗ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่า เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๓๗

โจทก์ร่วม นายแพทย์กฤษดา และนายธงชัย ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยและนายอิสรา อีกฝ่ายหนึ่ง ได้ร่วมลงทุน จัดตั้งบริษัท เอ แอนด์ เมดิคอล ซัพพลายส์ จำกัด มีวัตถุประสงค์จำหน่ายเครื่องมือแพทย์ โดยโจทก์ร่วมกับพวกลงทุนด้วยเงินสดคนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยและนายอิสราลงทุนด้วยแรงงาน เพราะเป็นผู้มีความชำนาญในการ ติดต่อซื้อขายมาก่อนระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทได้ตกลงกันให้ดำเนินการในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด สุธี เอ็นเตอร์ไพร์ส ของจำเลย และบริษัทศรีสุนทร จำกัด ของนายอิสรา ซึ่งเปิดดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว แต่เงินที่ได้จากการขายสินค้าให้ตกเป็นของบริษัท เอ แอนด์ เอ เมดิคอลซัพพลายส์ จำกัด เช็คที่จ่ายเป็นค่าสินค้าให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุธี เอนเตอร์ไพร์สให้จำเลยนำเข้าบัญชีเงินฝากของห้างที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาอ้อมน้อย โดยให้โจทก์ร่วม มีอำนาจเบิกถอนได้แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาโจทก์ร่วมตรวจสอบพบว่าได้มีการขายสินค้าไปเป็นเงินประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามรายการขายสินค้า แต่มิได้มีการนำเช็คของลูกค้าเข้าบัญชีตามที่ตกลงกัน กลับนำไปเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุธี เอนเตอร์ไพร์ส ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขารามอินทรา กม.๑๐ โจทก์ร่วมจึงแจ้งความร้องทุกข์ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ และจำเลยกระทำผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน จำเลยนำสืบสอดคล้องกับที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า เนื่องจากผู้ซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นส่วนราชการซึ่งจะออกเช็คขีดคร่อมระบุชื่อผู้ขาย จำเลยจึงเปิดบัญชีในนาม ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุธี เอนเตอร์ไพร์ส ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาอ้อมน้อย และมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมเบิกถอนได้แต่เพียงผู้เดียว ขณะอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทนั้น ได้มีการจำหน่ายสินค้าในนามของห้างเดิมไปก่อนแล้วจริง ซึ่งต่อมาจึงได้มีการจดทะเบียนบริษัทในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๗ หลังจากจดทะเบียนบริษัทแล้วประมาณ ๓ เดือน ได้ดำเนินกิจการค้าขายเป็นเงินประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับสินค้าที่ขายไปหลังจากที่เข้าร่วมหุ้นกับโจทก์ร่วมแล้ว เมื่อเช็คของลูกค้าที่สั่งจ่ายถึงกำหนด จำเลยได้ขอต่อกรรมการบริษัทเพื่อทดแทนวัสดุอุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่จำเลยนำมาลงทุนไว้ในบริษัท แต่กรรมการไม่ยินยอม จำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงนำเช็คเข้าบัญชีของบริษัทศรีสุนทร จำกัด และของห้างเดิมของจำเลยจึงเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นไปโดย ที่โจทก์ร่วมและผู้ถือหุ้นคนอื่นไม่ยินยอมด้วยทั้งตามข้อตกลงจำเลยเพียงเป็นผู้ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ที่จำเลยอ้างว่าเพื่อชดใช้ค่าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ที่จำเลยนำมาลงทุนไว้ในบริษัทจึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟัง เงินส่วนนี้เป็นเงินที่ขายสินค้าได้ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนบริษัท จึงเป็นของโจทก์ร่วม การที่จำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงิน ดังกล่าวเสีย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมต่อไปว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเอาคดีขึ้นว่ากรณีที่บริษัท ไม่ยอมฟ้องร้องหรือไม่?

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ให้จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม
โจทก์ร่วม — นายไพฑูรย์ สุจริต
จำเลย — นายสุธี จงจรูญรังสรรค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายสาโรช ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2544
#42654
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายวิธีสบัญญัติส่วนที่มีการแก้ไข เมื่อมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที ดังนั้น แม้ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด คดีของจำเลยจะไม่ต้องห้ามฎีกา แต่ขณะที่จำเลยยื่นฎีกาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ จำเลยก็ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 10,891,899.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,686,152.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไปในราคา 7,150,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในราคาที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพทรัพย์ ทำให้จำเลยที่ 2เสียหายขาดเงินที่ควรได้เป็นจำนวน 4,850,000 บาท ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มีจำนวนต่ำเกินสมควรตามบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาวันที่ 15 กันยายน 2543 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ มีผลบังคับใช้แล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปารามจิต ซิงห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7117/2544
#42653
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อความว่า ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินแล้ว 432,000 บาท คงค้างชำระอีกเพียง 4,200 บาทซึ่งจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์... หากสัญญาจะซื้อจะขายนี้ไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาเพราะความผิดของผู้จะขาย ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีดังนี้ เมื่อตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีการวางมัดจำกันไว้ก็ต้องถือว่าเงิน432,000 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้วนั้นเป็นมัดจำซึ่งตรงตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานที่เป็นมัดจำ อันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3) และเป็นคนละกรณีกับการใช้เงินคืนเมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้เมื่อการเรียกคืนเงินมัดจำไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เมื่อหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืน จึงต้องถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนโดยการฟ้องคดี จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยฎีกายอมรับผิดชำระเงิน 432,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาคือผลต่างของจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับที่จำเลยฎีกามา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ 4,135,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 432,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,217,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 485,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2530จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินอีก 1,000,000 บาท แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3052 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 6306/10 ตารางวา จากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 432,000 บาท คงค้างชำระอีก4,200 บาท ซึ่งตกลงจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินที่จะซื้อจะขายกันนี้จำเลยมิได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์โดยส่งเช็คของธนาคารจำนวนเงิน 4,200 บาทให้แก่จำเลย จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 16 เดือนเดียวกัน หลังจากนั้นจำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2537ถึงทนายความของโจทก์ โดยคืนเช็คของธนาคารดังกล่าวแก่โจทก์ และขอให้โจทก์ซื้อที่ดินหรือบ้านพร้อมที่ดินหรืออาคารชุดของจำเลยในโครงการอื่นจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้

พิเคราะห์แล้วที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยควรรับผิดคืนเงินค่าที่ดินแก่โจทก์ 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2537 มิใช่นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2530 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย เอกสารหมาย จ.4มีข้อความว่า ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินแล้ว 432,000 บาท คงค้างชำระอีกเพียง 4,200 บาท ซึ่งจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้จะขายจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้จะซื้อภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ผู้จะขายได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว หากสัญญาจะซื้อจะขายนี้ไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเพราะความผิดของผู้จะขาย ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนี้ เมื่อตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีการวางมัดจำกันไว้ก็ต้องถือว่าเงิน 432,000 บาทที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้วนั้นเป็นมัดจำซึ่งตรงตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานะที่เป็นมัดจำ อันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3)และเป็นคนละกรณีกับการใช้เงินคืนเมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสองซึ่งกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้ เมื่อการเรียกคืนเงินมัดจำไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลย จึงต้องถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนโดยการฟ้องคดี จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยไม่ควรต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ จำเลยย่อมต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น ส่วนปัญหาว่าความเสียหายของโจทก์มีเพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีนายประมาณ มุขตารี ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความลอย ๆ ว่า หากโจทก์ได้รับโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยแล้วโจทก์สามารถขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่บุคคลภายนอกในราคาท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 5,800 บาท แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนราคาซื้อขายสำหรับที่ดินข้างเคียงหรือราคาประเมินของทางราชการเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก็ไม่มีมาแสดงพอให้เปรียบเทียบได้ พยานหลักฐานของโจทก์เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่ฟ้องและนำสืบ อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันฟ้องที่ดินมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณไม่น้อยกว่า 1 เท่า นั้น ไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนให้รับฟังเช่นนั้นได้ จะมีผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้ในราคาที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ หากมีผู้ซื้อแล้วโจทก์จะขายให้หรือไม่ ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ หากโจทก์คงถือกรรมสิทธิ์ต่อมาจากปัจจุบันซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าที่ดินมีราคาตกต่ำก็ย่อมเป็นการยากที่โจทก์จะขายได้กำไรถึง 7.5 เท่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2นำจำนวนเงินมัดจำ 432,000 บาท ไปหักออกจากราคาที่ดินที่กำหนดให้ใหม่แล้วเหมารวมเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหมดก็ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอมาในทำนองนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว และเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ก็ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3กุมภาพันธ์ 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยฎีกายอมรับผิดชำระเงิน432,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16กันยายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาคือผลต่างของจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับที่จำเลยฎีกามา การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในจำนวนทุนทรัพย์ 4,135,440 บาทจึงเกินที่จะพึงเสีย ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 432,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,000,000บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 378 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฉ่า มุขตารี
จำเลย — นาย วัชระ ตันตรานนท์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7116/2544
#42652
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้น จับกุมและคุมขังผู้ร้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดที่ผู้ร้องอ้างว่าการค้น จับกุมและคุมขังโดยมิชอบนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างพิจารณา ดังนั้นแม้การคุมขังโดยเจ้าพนักงานตำรวจจะมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับ

การตรวจค้น จับกุมและการคุมขังผู้ร้องของเจ้าพนักงานตำรวจชั้นแรกเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน ทั้งการสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล ไม่ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องทั้งเมื่อผู้ร้องถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 58(4),71 และ 88ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้แล้ว การคุมขังผู้ร้องจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 ผู้ร้องทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารค้นจับกุม และคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องทั้งสองถูกคุมขังเป็นเวลานานกว่า10 เดือน ขอให้ทำการไต่สวนคำร้อง และสั่งปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า ภายหลังจากที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่าถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ร้องทั้งสองถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยเกี่ยวกับการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและหมายขังผู้ร้องทั้งสองในระหว่างพิจารณาผู้ร้องทั้งสองจึงพ้นจากการคุมขังที่อ้างว่ามีการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว เนื่องจากการคุมขังดังกล่าวได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและหมายขังผู้ร้องทั้งสองไว้ในคดีดังกล่าว โดยได้มีการยกเลิกหมายขังระหว่างสอบสวนและใช้หมายขังระหว่างไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาแทนซึ่งเป็นไปตามอำนาจของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 58(4), 71 และ 88 ส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่ามิได้กระทำผิด การจับกุม การควบคุมตัวและการค้น ทำให้ผู้ร้องทั้งสองเสื่อมเสียเสรีภาพ และเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องทั้งสองต้องนำสืบต่อสู้คดีในชั้นพิจารณาของคดีที่ผู้ร้องทั้งสองตกเป็นจำเลยต่อไป ซึ่งไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาเหล่านั้นในคดีนี้อีก คำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีมูลที่จะดำเนินการต่อไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้น จับกุมและคุมขังผู้ร้องทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องคดีนี้ พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องทั้งสองต่อศาลชั้นต้น ในความผิดที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าการค้น จับกุมและคุมขังโดยมิชอบนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องทั้งสองไว้ระหว่างพิจารณา ดังนั้นแม้จะเป็นความจริงว่าการคุมขังโดยเจ้าพนักงานตำรวจจะมิชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังเช่นว่านั้นก็สิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ศาลประทับฟ้อง และออกหมายขังผู้ร้องทั้งสองในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องทั้งสองที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับ ส่วนข้อที่ฎีกาว่า การตรวจค้น จับกุมและคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลประทับฟ้องและการคุมขังระหว่างพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การตรวจค้น จับกุมและการคุมขังผู้ร้องทั้งสองของเจ้าพนักงานตำรวจชั้นแรกนั้นเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวนทั้งการสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อผู้ร้องทั้งสองถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องทั้งสองไว้ระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 58(4), 71 และ 88ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้แล้ว การคุมขังผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90 ม. 120
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 240
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย วิทยา ตั้งพงศ์ไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7116/2544
#69613
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้น จับกุมและคุมขังผู้ร้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชั้นต้นในความผิดที่ผู้ร้องอ้างว่าการค้น จับกุมและคุมขังโดยมิชอบ เมื่อการคุมขังเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดไปตั้งแต่ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับ

การตรวจค้น จับกุมและการคุมขังของเจ้าพนักงานตำรวจชั้นแรกเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน ทั้งการสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อผู้ร้องถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลและศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 58 (4), 71 และ 88 ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้แล้ว การคุมขังผู้ร้องจึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 90 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจค้น จับกุม และคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ทำการไต่สวนคำร้อง และสั่งปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า สิทธิในการร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้น จับกุมและคุมขังผู้ร้องทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องคดีนี้ พนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องทั้งสองต่อศาลชั้นต้น ในความผิดที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าการค้น จับกุมและคุมขังโดยมิชอบนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องทั้งสองไว้ระหว่างพิจารณา ดังนั้นแม้จะเป็นความจริงว่าการคุมขังโดยเจ้าพนักงานตำรวจจะมิชอบด้วยกฎหมาย แต่การคุมขังเช่นว่านั้นก็สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ศาลประทับฟ้อง และออกหมายขังผู้ร้องทั้งสองในระหว่างพิจารณา สิทธิของผู้ร้องทั้งสองที่จะร้องขอให้ปล่อยจากการคุมขังอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงระงับ ส่วนข้อที่ฎีกาว่าการตรวจค้น จับกุมและคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลประทับฟ้องและการคุมขังระหว่างพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การตรวจค้น จับกุมและการคุมขังผู้ร้องทั้งสองของเจ้าพนักงานตำรวจชั้นแรกนั้นเป็นขั้นตอนต่างหากจากการสอบสวน ทั้งการสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล เมื่อผู้ร้องทั้งสองถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องทั้งสองไว้ระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๘ (๔), ๗๑ และ ๘๘ ซึ่งเป็นอำนาจที่จะดำเนินการได้แล้ว การคุมขังผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 240
ป.วิ.อ. ม. 58 (4) ม. 71 ม. 88 ม. 90 ม. 120
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิทยา ตั้งพงษ์ไพบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทรงฤทธิ์ พินิจการวัฒน์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7115/2544
#42651
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการโรงงานผลิตสี น้ำมันวานิชแลคเกอร์ หมึกพิมพ์ทุกชนิด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจำหน่ายการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ครั้งละมาก ๆ และเป็นเงินจำนวนมากแสดงว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ไปเพื่อผลิตสินค้าดังกล่าวเพื่อจำหน่ายและขาย มิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลย กรณีย่อมตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1)ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และอายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมมีกำหนด 5 ปี ตามมาตรา 193/33(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์ 27 ครั้ง เป็นเงิน 1,040,801.84 บาท เพื่อใช้ประกอบในธุรกิจอุตสาหกรรมของจำเลยและจำเลยได้รับสินค้าครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยมิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง514,851.29 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยได้รับสินค้าตามที่โจทก์บรรยายฟ้องโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เนื่องจากโจทก์จำเลยไม่เคยตกลงให้มีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ โจทก์ไม่นำคดีมาฟ้องภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระเงินค่าสินค้าในแต่ละครั้ง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเพราะจำเลยซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์จากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าของจำเลยอันเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ของจำเลย จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(5) มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34(1) เห็นว่ามาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม...เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบปรากฏว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการซื้อ ขาย สั่งเข้ามา และส่งออกไป รวมทั้งการซื้อขายในประเทศซึ่งสินค้าทุกชนิด ซึ่งรวมทั้งเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ส่วนจำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการจัดตั้งโรงงานผลิตสี น้ำมันวานิช แลคเกอร์ หมึกพิมพ์ทุกชนิดและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาแล้วทุกชนิดเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2538 จำเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์ครั้งละ 12,000 กิโลกรัม รวม 16 ครั้ง รวมค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ทั้งหมด 27 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 1,040,801.84 บาทจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน (เท่ากับร้อยละ 15 ต่อปี)นับแต่วันผิดนัดชำระค่าสินค้าแต่ละรายการ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย514,851.29 บาท รวมเป็นเงิน 1,555,653.13 บาท จำเลยไม่สืบพยานหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ครั้งละมาก ๆ และเป็นเงินจำนวนมาก แสดงว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ไปเพื่อผลิตสี น้ำมันวานิช แลคเกอร์ หมึกพิมพ์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจำหน่ายและเพื่อขาย มิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลย กรณีย่อมตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และอายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก็ย่อมมีกำหนด 5 ปี มิใช่ 2 ปี ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 209/2540 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ กรณีดังกล่าวเป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อนของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสองไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเอกสารหมาย จ.7 เป็นหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,555,653.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,040,801.84 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท สีซิกม่า (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7115/2544
#67108
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการซื้อ ขาย สั่งเข้ามา และส่งออกไป รวมทั้งการซื้อขายในประเทศซึ่ง สินค้าทุกชนิด ซึ่งรวมทั้งเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ส่วนจำเลยเป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจัดตั้งโรงงานผลิตสี น้ำมันวานิช แลคเกอร์ หมึกพิมพ์ทุกชนิด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาแล้ว ทุกชนิดเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ครั้งละมาก ๆ และเป็นเงินจำนวนมากแสดงว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ไปเพื่อผลิตสี น้ำมันวานิช แลคเกอร์ หมึกพิมพ์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจำหน่ายและเพื่อขาย มิใช้ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลย กรณีย่อมตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมมีกำหนด 5 ปี มิใช่ 2 ปี

ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ซึ่งเป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อน จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๓๗ จนถึงปลายปี ๒๕๓๘ จำเลยสั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์ ๒๗ ครั้ง เป็นเงิน ๑,๐๔๐,๘๐๑.๘๔ บาท ต่อมาเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่จำเลยมิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ๕๑๔,๘๕๑.๒๙ บาท

จำเลยให้การว่า คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายและแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและเหตุผลแห่งมูลหนี้ว่าเป็นอย่างไร ไม่ได้บรรยายรายละเอียดของสินค้าแต่ละรายการว่าเป็นสินค้าประเภทอะไร มีการสั่งซื้อเมื่อใด ราคาเท่าใด ส่งมอบกันอย่างไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยไม่เคยได้รับสินค้าตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง จำเลยไม่เคยทำหนังสือ รับสภาพหนี้ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๖ ไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยชี้แจงสถานการณ์และสถานภาพของจำเลยต่อโจทก์เท่านั้น หนี้ตามฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เนื่องจากโจทก์จำเลยไม่เคยตกลงให้มีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ โจทก์ไม่นำคดีมาฟ้องภายในกำหนดเวลา ๒ ปี นับแต่ วันครบกำหนดชำระเงินค่าสินค้าในแต่ละครั้ง ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ยัง ไม่ขาดอายุความ เพราะจำเลยซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์จากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการผลิตสินค้าของจำเลยอันเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ ของจำเลย จึงมีอายุความ ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๕) มิใช่อายุความ ๒ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) เห็นว่า มาตรา ๑๙๓/๓๔ บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (๑) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม? เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบปรากฏว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการซื้อ ขาย สั่งเข้ามา และส่งออกไป รวมทั้งการซื้อขายในประเทศซึ่งสินค้าทุกชนิด ซึ่งรวมทั้งเคมีภัณฑ์ทุกชนิด ส่วนจำเลยเป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจัดตั้งโรงงานผลิตสี น้ำมันวานิช แลคเกอร์ หมึกพิมพ์ทุกชนิด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ที่กล่าว มาแล้วทุกชนิดเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และตามใบกำกับสินค้า ปรากฏว่าระหว่างวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๘ จำเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์ครั้งละ ๑๒,๐๐๐ กิโลกรัม รวม ๑๖ ครั้ง รวมค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ทั้งหมด ๒๗ ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๐๔๐,๘๐๑.๘๔ บาท จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน (เท่ากับร้อยละ ๑๕ ต่อปี) นับแต่วันผิดนัดชำระค่าสินค้าแต่ละรายการ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๕๑๔,๘๕๑.๒๙ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๕๕๕,๖๕๓.๑๓ บาท จำเลยไม่สืบพยานหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ครั้งละมาก ๆ และเป็นเงินจำนวนมาก แสดงว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ไปเพื่อผลิตสี น้ำมันวานิช แลคเกอร์ หมึกพิมพ์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจำหน่ายและเพื่อขาย มิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลย กรณีย่อมตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และอายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก็ย่อมมีกำหนด ๕ ปี มิใช่ ๒ ปี ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๙/๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ กรณีดังกล่าวเป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อนของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสองฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๑,๕๕๕,๖๕๓.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๐๔๐,๘๐๑.๘๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสีซิกม่า (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย ทัศนชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7114/2544
#41315
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้ระบุหมายเลขคดีที่โจทก์ขอนับโทษจำเลยต่อก็ตาม แต่โจทก์สามารถแถลงให้ศาลทราบได้ในภายหลังเมื่อข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ปรากฏว่าจำเลยถูกฟ้องอีกคดีตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านเท่ากับจำเลยรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นจึงให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีก่อนได้

การกระทำของจำเลยเป็นการซื้อสิทธิเลือกตั้งโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน เป็นการแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งให้ไม่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเกิดความเสียหายไม่เพียงแต่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายอื่น แต่ยังเป็นการทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหากมีการซื้อสิทธิเลือกตั้งแล้วได้เข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนในการปกครองบ้านเมืองก็น่าเชื่อว่าจะเกิดปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องอีกต่อไป อันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติอีกด้วย ตามพฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ด้วยมีประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลหล่มเก่าให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหล่มเก่าในวันที่ 10 มิถุนายน 2543 โดยในเขตหมู่ที่ 7 ตำบลหล่มเก่าอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ นายทวีศักดิ์ บุญยืน ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหล่มเก่า ได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 4 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2543เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมอบเงินสดจำนวน 100 บาท ให้แก่นายวัลลภ จันทร์อ่อน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตหมู่ที่ 7 ดังกล่าวข้างต้น เพื่อจูงใจให้นายวัลลภลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายทวีศักดิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหล่มเก่าหมายเลข 4 จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ /2543 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542มาตรา 25 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ. 2482 มาตรา 64 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 8 ปี และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวข้างต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542มาตรา 25 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาตำบล (ที่ถูกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล) พ.ศ. 2482มาตรา 64 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 8 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 หมายเลขแดงที่ 1130/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482มาตรา 64 ประกอบพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มาตรา 25 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 หมายเลขแดงที่ 1130/2543 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่งนั้นเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งที่ฟ้องมาพร้อมกัน ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุหมายเลขคดีไว้เท่านั้น เนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบหมายเลขคดีจนกว่าโจทก์จะได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงไม่อาจระบุหมายเลขคดีไว้ในคำฟ้องคดีนี้ได้ แต่โจทก์สามารถแถลงให้ศาลทราบได้ในภายหลังก่อนศาลมีคำพิพากษา ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษาในคดีทั้งสองเรื่องในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องแต่ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันอื่นเนื่องจากได้สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษาและข้อเท็จจริงที่ได้จากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลชั้นต้นให้คู่ความทราบแล้วคู่ความไม่ติดใจคัดค้านปรากฏว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 ของศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามรายงานดังกล่าวและถือได้ว่าศาลชั้นต้นทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ภายหลังจากที่มีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมนับโทษจำเลยต่อจากโทษในอีกคดีหนึ่งนั้นได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่นับโทษจำเลยต่อให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งให้ประชาชนปกครองตนเองโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เลือกแต่คนดีมีความรู้ความสามารถและมีความซื่อสัตย์สุจริตมาพัฒนาบ้านเมือง การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้ที่จำเลยต้องการให้ได้รับเลือกตั้งเป็นการซื้อสิทธิเลือกตั้งโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งให้ไม่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เกิดความเสียหายไม่เพียงแต่ต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งรายอื่น แต่ยังเป็นการทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหากมีการซื้อสิทธิเลือกตั้งแล้วได้เข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนในการปกครองบ้านเมืองก็น่าเชื่อว่าจะเกิดปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องอีกต่อไป อันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติอีกด้วย ตามพฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี คดีนี้จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง1 คน และนายทวีศักดิ์ บุญยืน ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นหลานของจำเลยทั้งไม่ได้รับการเลือกตั้ง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 8 เดือนก่อนลดโทษนั้นหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 23 และนับโทษกักขังของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษกักขังของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1130/2543 ของศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ บุญยืน
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7114/2544
#69539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งที่ฟ้องมาพร้อมกัน ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโจทก์จำเลยในคดีอาญาดังกล่าว แต่โจทก์มิได้ระบุหมายเลขคดีไว้เนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบหมายเลขคดีจนกว่าโจทก์จะได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นได้นัดฟังคำพิพากษาในวันอื่น ข้อเท็จจริงที่ได้จากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งศาลชั้นต้นให้คู่ความทราบแล้วคู่ความไม่ติดใจคัดค้านปรากฏว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดตามคดีอาญาของศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงใน ข้อที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และถือได้ว่าศาลชั้นต้นทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ภายหลังจากที่มี คำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มาตรา 25 พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 64 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 8 ปี และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวข้างต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มาตรา 25 พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาตำบล (ที่ถูก พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล) พ.ศ. 2482 มาตรา 64 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 8 ปี นับโทษจำเลย ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 หมายเลขแดงที่ 1130/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 มาตรา 64 ประกอบ พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 มาตรา 25 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 หมายเลขแดงที่ 1130/2543 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่งนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งที่ฟ้องมาพร้อมกัน ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุหมายเลขคดีไว้เท่านั้น เนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบหมายเลขคดีจนกว่าโจทก์จะได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงไม่อาจระบุหมายเลขคดีไว้ในคำฟ้องคดีนี้ได้ แต่โจทก์สามารถแถลงให้ศาลทราบได้ในภายหลังก่อนศาลมีคำพิพากษา ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้ มีคำพิพากษาในคดีทั้งสองเรื่องในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องแต่ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันอื่นเนื่องจากได้สั่งให้พนักงาน คุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา และข้อเท็จจริงที่ได้จากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งศาลชั้นต้นให้คู่ความทราบแล้ว คู่ความไม่ติดใจคัดค้านปรากฏว่า จำเลยถูกดำเนินคดีใน ความผิดต่อ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1021/2543 ของศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามรายงาน ดังกล่าว และถือได้ว่าศาลชั้นต้นทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ภายหลังจากที่มีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมนับโทษจำเลยต่อ จากโทษในอีกคดีหนึ่งนั้นได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่นับโทษจำเลยต่อให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 23 และนับโทษกักขังของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษกักขังของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1130/2543 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายประสิทธิ์ บุญยืน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2544
#69310
เปิดฉบับเต็ม

ตู้นิรภัยมีลูกกุญแจใช้ประจำรวม 2 ดอก โดยจะต้องไขพร้อมกันจึงจะเปิดตู้นิรภัยได้ และมีระเบียบว่าด้วย การรับ การจ่าย การเก็บรักษา และการนำส่งเงิน กำหนดให้หัวหน้ากองคือโจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยการเงินหรือผู้ที่หัวหน้ากองมอบหมายถือกุญแจไว้ 1 ดอก และหัวหน้าหน่วยการเงินถือไว้ 1 ดอก ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดถือพร้อมกันทั้ง 2 ดอก แต่โจทก์ไม่ได้ถือลูกกุญแจไว้เลย กลับได้มอบให้ น.ผู้ใต้บังคับบัญชาเก็บไว้ทั้ง 2 ดอก โดยโจทก์มิได้ให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาถือกุญแจแยกไว้คนละดอกตามระเบียบ ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้ความระมัดระวังปฏิบัติให้ ถูกต้องตามระเบียบได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวจนเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถจี้บังคับ น.ให้เปิดตู้นิรภัยเอาเงินที่เก็บไว้ไปได้ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ มิใช่เหตุสุดวิสัย โจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น

การที่พนักงานฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของบริษัทจำเลย แม้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะไม่คัดค้าน ก็ไม่ทำให้การ ฝ่าฝืนระเบียบนั้นกลับกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยระเบียบขึ้นมาไม่ เมื่อโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยจน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ที่ 811/2536 ลงวันที่ 16 กันยายน 2536 และให้จำเลยใช้เงินจำนวน 291,816.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 173,895 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า? กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายและจำเลยไม่จำต้องคืนเงินที่หักไว้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม มีวัตถุประสงค์ในการรับทำการขนส่งทั่วไป โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2503 ครั้งสุดท้ายโจทก์ทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานธุรการ กองการเงิน สำนักงานใหญ่ (หมอชิต) และโจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยโดยเกษียณอายุเมื่อเดือนตุลาคม 2541 ระหว่างที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย โจทก์เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานบัญชีและการเงิน กองการเดินรถภาคใต้ ระหว่างปี 2530 ถึง 2536 นางนิตยา รอดเจริญ เป็นพนักงานบัญชีและการเงินและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ที่กองการเดินรถภาคใต้ เมื่อวันอาทิตย์ 14 กุมภาพันธ์ 2536 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่นางนิตยาซึ่งมีหน้าที่รับและรวบรวมเงินรายได้จากการจำหน่ายตั๋วและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ กำลังนำเงินรายได้ที่ได้รับในวันดังกล่าวขึ้นไปเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยในห้องทำงานแผนกบัญชีและการเงิน ชั้น 2 ของกองการเดินรถภาคใต้ มีคนร้าย 2 คน บุกรุกเข้ามาในที่ทำการของแผนกบัญชีและการเงิน และใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้นางนิตยาส่งเงินรายได้สำหรับวันอาทิตย์จำนวน 276,848 บาท และยังบังคับให้นางนิตยาเปิดตู้นิรภัยนำเงินรายได้จากการจำหน่ายตั๋วและค่าธรรมเนียมรถต่าง ๆ สำหรับวันศุกร์จำนวน 241,290 บาท และวันเสาร์จำนวน 3,577 บาท ไปด้วย รวมเป็นเงินที่คนร้ายชิงไปทั้งสิ้น 524,056 บาท ต่อมาจำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและหาผู้รับผิดชอบทางแพ่ง หลังจากนั้นจำเลยมีคำสั่งที่ 811/2536 ลงวันที่ 16 กันยายน 2536 ให้ทำทัณฑ์บนโจทก์และให้โจทก์รับผิดชอบใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง 2 ส่วนเป็นเงิน 173,895 บาท ให้นางนิตยาทำทัณฑ์บนไว้เช่นกันและใช้ค่าเสียหายทางแพ่งอีก 1 ส่วน เป็นเงิน 86,947.50 บาท ค่าเสียหายส่วนที่เหลือจำนวน 260,842.50 บาท ให้บริษัทพลังร่วม จำกัด ในฐานะผู้รับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยใช้เงินแก่จำเลย โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขณะเดียวกันจำเลยหักเงินเดือนของโจทก์เพื่อใช้ค่าเสียหายดังกล่าวทุก ๆ วันที่ 15 ของเดือน เป็นเงินจำนวน 7,245 บาท และวันสิ้นเดือน เป็นเงิน 7,246.25 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป ครั้งสุดท้ายหักชำระเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 รวมเป็นเงินที่จำเลยหักเงินเดือนของโจทก์ไว้ทั้งสิ้น 173,895 บาท ต่อมาโจทก์เกษียณอายุเมื่อเดือนตุลาคม 2541 และจำเลยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้ยืนตามคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ทราบ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ไม่ถือกุญแจสำหรับตู้นิรภัยใบที่ 3 ไว้เอง 1 ดอก และไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา 2 คน ถือกุญแจแยกกันแต่ให้นางนิตยาถือไว้คนเดียวทั้ง 2 ดอกในวันเกิดเหตุ และการที่นางนิตยาเปิดตู้นิรภัยตามที่ถูกคนร้ายขู่เข็ญได้ก็เพราะถือกุญแจไว้ 2 ดอกดังกล่าว ความเสียหายของจำเลยที่ถูกคนร้ายชิงทรัพย์ไปจึงเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนระเบียบและความประมาทเลินเล่อของโจทก์ โจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยไม่ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่คนร้ายชิงทรัพย์ไปนั้นเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 บัญญัติว่า เหตุสุดวิสัย หมายความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุที่คนร้ายชิงทรัพย์เอาเงินจากตู้นิรภัยไปได้ เนื่องจากตู้นิรภัยใบนี้มีลูกกุญแจใช้ประจำรวม 2 ดอก โดยจะต้องไขพร้อมกันจึงจะเปิดตู้นิรภัยได้ และมีระเบียบว่าด้วยการรับการจ่าย การเก็บรักษา และการนำส่งเงิน พ.ศ. 2534 ข้อ 22 วรรคสอง กำหนดให้หัวหน้ากองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยการเงินหรือผู้ที่หัวหน้ากองมอบหมายถือลูกกุญแจไว้ 1 ดอก และหัวหน้าหน่วยการเงินถือไว้ 1 ดอก ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดถือพร้อมกันทั้ง 2 ดอก ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ถือลูกกุญแจไว้เลย กลับได้มอบให้นางนิตยาผู้ใต้บังคับบัญชาเก็บไว้ทั้ง 2 ดอก โดยโจทก์มิได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถือกุญแจแยกไว้คนละดอกตามระเบียบ ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้ความระมัดระวังปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวจนเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถจี้บังคับให้นางนิตยาเปิดตู้นิรภัยเอาเงินที่เก็บไว้ไปได้ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ มิใช่เหตุสุดวิสัย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า การที่คนร้ายชิงทรัพย์ไปนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อของบริษัทพลังร่วม จำกัด แต่ฝ่ายเดียว โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ เห็นว่า การที่คนร้ายสามารถชิงทรัพย์ได้มีเหตุโดยตรงจากการที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบและประมาทเลินเล่อดังวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นการที่จำเลยให้บริษัทพลังร่วม จำกัด ร่วมรับผิดไปส่วนหนึ่งนั้นนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อสุดท้ายว่า การที่พนักงานของจำเลยเคยปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบมาตลอดเวลาก่อนหน้าเกิดเหตุคดีนี้โดยจำเลยมิได้ทักท้วงคัดค้าน แสดงว่าจำเลยยอมรับการกระทำที่ผิดระเบียบ และไม่ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบด้วยนั้น เห็นว่า การที่พนักงานฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย แม้จำเลยจะไม่คัดค้าน ก็ไม่ทำให้การฝ่าฝืนระเบียบนั้นกลับกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยระเบียบขึ้นมาไม่ เพียงแต่การฝ่าฝืนระเบียบดังข้างต้นยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และจำเลยยังไม่เคยยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาลงโทษเท่านั้น เมื่อโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่จำเลย ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 215 ม. 420 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย ลีลานนท์
จำเลย — บริษัทขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084 -ที่ 7106/2544
#41314
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้จัดทำข้อตกลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นหนังสือ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อถึงวันจ่ายค่าจ้างจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลา 15 ถึง 17 นาฬิกา ตั้งแต่ปี 2533 ตลอดมาโดยลูกจ้างของจำเลยไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน จึงถือได้ว่ากำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 15 ถึง 17 นาฬิกา เป็นสภาพการจ้างที่มีผลผูกพันจำเลยกับลูกจ้างของจำเลยทั้งหมดการที่จำเลยเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างมาเป็นระหว่างเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกา ย่อมมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวและถือไม่ได้ว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าสภาพการจ้างเดิมจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง การเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 20

การที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าไปในห้องทำงานของผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการของจำเลยเพื่อสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างและขอใบอนุญาตผ่านออกจากอาคารที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามทำงานไปเจรจากับฝ่ายการเงินที่อยู่ในอีกอาคารหนึ่งเพื่อให้จ่ายค่าจ้างในเวลาเดิมตามสภาพการจ้างที่ปฏิบัติกันมาย่อมเป็นสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้ มิใช่กรณีที่ลูกจ้างจะต้องร้องขอให้ศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 50 วรรคสอง แม้ขณะที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าไปในห้องทำงานดังกล่าวจะเป็นเวลาการทำงาน ก็ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำด้วยสาเหตุดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินประกันและเงินโบนัสตามฟ้องแต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินประกัน และเงินโบนัสตามบัญชีท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวสำหรับค่าชดเชยของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 22 นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2541 โจทก์ที่ 23 นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2541 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 22 นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ที่ 23 นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 เงินประกันการทำงานของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 22 นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ที่ 23 นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2541 และเงินโบนัสของโจทก์ทั้งหมดนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสาม

จำเลยทั้งยี่สิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าไปพบนายจรินทร์ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการของจำเลยเพื่อสอบถามเกี่ยวกับกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างนั้นฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบ คำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง หรือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมิได้จัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวกับกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นหนังสือ แต่ในทางปฏิบัติเมื่อถึงวันจ่ายค่าจ้างจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลา 15 ถึง 17 นาฬิกา ตั้งแต่ปี 2533 ตลอดมา โดยลูกจ้างของจำเลยไม่เคยโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ฉะนั้น จึงถือได้ว่ากำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 15 ถึง 17 นาฬิกาเป็นสภาพการจ้างที่มีผลผูกพันจำเลยกับลูกจ้างของจำเลยทั้งหมด การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างมาเป็นระหว่างเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกานั้น ย่อมมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวและยังถือไม่ได้ว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าสภาพการจ้างเดิม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างโดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างการที่จำเลยเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างมาเป็นระหว่างเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและทางนำสืบของโจทก์ทั้งยี่สิบสามกับจำเลยว่าการที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าไปในห้องทำงานของนายจรินทร์ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการของจำเลยก็สืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งยี่สิบสามต้องการสอบถามนายจรินทร์ถึงการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างและขอใบอนุญาตผ่านออกจากอาคารที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามทำงานไปเจรจากับฝ่ายการเงินที่อยู่ในอีกอาคารหนึ่งเพื่อให้จ่ายค่าจ้างในเวลาเดิมตามสภาพการจ้างที่ปฏิบัติกันมาซึ่งย่อมเป็นสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้ การกระทำดังกล่าวยังมิใช่กรณีที่ลูกจ้างจะต้องร้องขอให้ศาลแรงงานพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 50 วรรคสองตามที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด และแม้ว่าขณะที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าไปในห้องทำงานของนายจรินทร์จะเป็นเวลาการทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบสามก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำด้วยสาเหตุดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นข้อนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินประกันการทำงานและเงินโบนัสให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามหรือไม่ และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยอ้างเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินประกันการทำงานเงินโบนัสและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมสืบเนื่องมาจากสาเหตุการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งยี่สิบสามตามที่จำเลยอุทธรณ์ข้างต้นนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ได้วินิจฉัยในอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้วว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามมิได้กระทำความผิดตามที่จำเลยกล่าวหาจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศรีไพร ห้อยอร่าม กับพวก
จำเลย — บริษัท พาร์การ์เม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7083/2544
#42058
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 31 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ซึ่งข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำให้การของจำเลยในคดีแรงงานนั้น มีบัญญัติไว้ในมาตรา 39 ที่ให้ศาลแรงงานสอบถามและบันทึกคำให้การจำเลยในวันนัดพิจารณาและตามมาตรา 37 วรรคสอง ก็บัญญัติว่าจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาล (วันนัดพิจารณา)ก็ได้ดังนั้นการที่จำเลยขอเพิ่มเติมคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความโดยยื่นต่อศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์แต่ยังไม่ได้สืบพยานโจทก์ จำเลยจึงยื่นคำให้การเพิ่มเติมได้โดยชอบเพราะยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยสามารถให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาได้ตามมาตรา 39 และมาตรา 37 ดังกล่าวแล้วและกรณีดังกล่าวไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 มาใช้บังคับ เพราะมิใช่เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหลังจากวันนัดพิจารณา ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การเพิ่มเติมนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลย โจทก์ทำงานตำแหน่งพนักงานสำรวจและส่งเสริมไร่เขตดงคู่ ตั้งแต่ปี 2517 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2538 อัตราเงินเดือนครั้งสุดท้ายเดือนละ11,990 บาท โจทก์ต้องปฏิบัติงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน หยุดวันอาทิตย์ แต่จำเลยให้โจทก์ทำงานรับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมงและจ่ายค่าล่วงเวลาให้วันละ 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาเท่ากับจำนวนชั่วโมงที่โจทก์ทำงานเกินเวลาทำงานปกติคือวันละ 16 ชั่วโมง นอกจากนี้จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,659,517.90 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย จำนวน 1,659,517.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 858,158.68 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเป็นส่วนราชการ มีหน้าที่ดูแลโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ ซึ่งมีกฎระเบียบการบริหารงานและระเบียบการปฏิบัติงานลักษณะงานของโรงงานน้ำตาลแตกต่างจากธุรกิจอุตสาหกรรมอื่น เพราะโรงงานน้ำตาลทำงานเป็นช่วงฤดู วันหนึ่ง ๆ ไม่สามารถกำหนดปริมาณงานได้ โจทก์ได้รับเงินเดือนประจำในกรณีมีเหตุจำเป็นก็ต้องให้พนักงานทำงานนอกเวลาเป็นครั้งคราว เช่น มีรถบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานก็ให้ช่วยอำนวยความสะดวก จัดระเบียบการเข้าออกของรถบรรทุกการขนถ่ายอ้อยเข้าสู่โรงงาน ที่โจทก์อ้างว่าทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่เป็นความจริงเพราะงานที่ทำมิได้ทำตลอดเวลามีการทำเป็นช่วง ๆ การจ่ายค่าตอบแทนก็เป็นที่ยอมรับของคนงานทั่วไปก่อนที่โจทก์จะเข้ามาทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาวันละ 16 ชั่วโมง การจ่ายค่าตอบแทนในการทำงานจำเลยปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ธรรมเนียมปฏิบัติและด้วยความสมัครใจของลูกจ้าง ไม่มีการหลอกลวงแต่อย่างใด โจทก์เกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 แต่มาฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดตลอดจนผลประโยชน์อื่น ๆ หลังจากที่โจทก์ออกจากงานแล้ว 3 ปีเศษ จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน2542 กล่าวหาว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง กฎหมายแรงงานและมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงเรียกค่าเสียหายจำนวน 1,659,517.90 บาท ซึ่งมูลกรณีที่กล่าวอ้างมาแท้จริงแล้วเป็นการเรียกค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดโดยอ้างว่าจำเลยจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วน หาใช่เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันแท้จริงไม่ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ของปี 2532ถึง 2538 เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้รับผิดชอบตามสัญญาจ้างแรงงานมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193 สำหรับค่าจ้างเริ่มนับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง ส่วนค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด นับแต่วันที่ต้องชำระในแต่ละเดือนโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความคดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขาดประโยชน์หรือไม่เพียงใดอีกต่อไปพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่จำเลยยื่นคำให้การเพิ่มเติมต่อสู้ในเรื่องอายุความเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม2542 ซึ่งเป็นวันชี้สองสถานและวันสืบพยานโจทก์นัดแรก และโจทก์ได้คัดค้านไว้แล้ว แต่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวได้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 นั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ซึ่งข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำให้การของจำเลยในคดีแรงงานนั้นมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ที่ให้ศาลแรงงานสอบถามและบันทึกคำให้การจำเลยในวันนัดพิจารณาและตามมาตรา 37 วรรคสองก็บัญญัติว่าจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาล (วันนัดพิจารณา) ก็ได้ ดังนั้นการที่จำเลยขอเพิ่มเติมคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ โดยยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 ซึ่งปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2542 ว่าเป็นวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ แต่ยังไม่ได้สืบพยานโจทก์จำเลยจึงยื่นคำให้การเพิ่มเติมได้โดยชอบเพราะยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยสามารถให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 และมาตรา 39 ดังกล่าวแล้ว และกรณีดังกล่าวไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับตามที่โจทก์อ้าง เพราะมิใช่เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหลังจากวันนัดพิจารณาที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การเพิ่มเติมนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประสิทธิ์ เปรมศรี
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7083/2544
#69567
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ให้ศาลแรงงานสอบถามและบันทึกคำให้การจำเลยในวันนัดพิจารณา และตามมาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่าจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาล (วันนัดพิจารณา) ก็ได้ การที่จำเลยขอเพิ่มคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความโดยยื่นต่อศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์แต่ยังไม่ได้สืบพยานโจทก์ จำเลยจึงยื่นคำให้การเพิ่มเติมได้โดยชอบเพราะยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยสามารถให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาได้

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่โจทก์ก็ระบุรายละเอียดว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยยังจ่ายให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นจากนายจ้างซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 1,659,517.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 858,158.68 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 กล่าวหาว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง กฎหมายแรงงานและมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงเรียกค่าเสียหายจำนวน 1,659,517.90 บาท ซึ่งมูลกรณีที่กล่าวอ้างมาแท้จริงแล้วเป็นการเรียกค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดโดยอ้างว่าจำเลยจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วน หาใช่เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันแท้จริงไม่ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินต่างๆ ของปี 2532 ถึง 2538 เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้รับผิดชอบตามสัญญาจ้างแรงงานมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193 สำหรับค่าจ้างเริ่มนับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง ส่วนค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด นับแต่วันที่ต้องชำระในแต่ละเดือน โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้องฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขาดประโยชน์หรือไม่เพียงใดอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่จำเลยยื่นคำให้การเพิ่มเติมต่อสู้ในเรื่องอายุความเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นวันชี้สองสถานและวันสืบพยานโจทก์นัดแรก และโจทก์ได้คัดค้านไว้แล้ว แต่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวได้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลมซึ่งข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำให้การของจำเลยในคดีแรงงานนั้น มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 ที่ให้ศาลแรงงานสอบถามและบันทึกคำให้การจำเลยในวันนัดพิจารณา และตามมาตรา 37 วรรคสอง ก็บัญญัติว่าจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาล (วันนัดพิจารณา) ก็ได้ การที่จำเลยขอเพิ่มเติมคำให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความโดยยื่นต่อศาลในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ แต่ยังไม่ได้สืบพยานโจทก์ จำเลยจึงยื่นคำให้การเพิ่มเติมได้โดยชอบเพราะยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยสามารถให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 และมาตรา 39 ดังกล่าวแล้ว และกรณีดังกล่าวไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับตามที่โจทก์อ้าง เพราะมิใช่เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหลังจากวันนัดพิจารณาที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การเพิ่มเติมนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ประการต่อไปว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้ด้วย คดีของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่ก็ระบุรายละเอียดว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยยังจ่ายให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นจากนายจ้างซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) มิใช่อายุความ 10 ปี ดังที่โจทก์อ้าง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้พังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (9)
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 37 วรรคสอง ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ เปรมศรี
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2544
#42057
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การของจำเลยที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้อง จะเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะขัดกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่ก็ต้องถือว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวมีอยู่หรือจำเลยได้ให้การไว้ ต่อมาในวันชี้สองสถานจำเลยได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงต้องถือว่าคำให้การหรือข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวมิได้มีอยู่อีกต่อไป และประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นอันยุติ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ทำให้คำให้การของจำเลยที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นดังกล่าวโดยไม่กำหนดข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยจึงถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญมา เกษมวัน ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วเดิมที่ดินมือเปล่าแปลงพิพาทเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ 1 งานเป็นของนายบุญมา บิดาโจทก์ นายบุญมาได้จัดสรรแบ่งที่ดินออกเป็น2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้บุคคลทั่วไปเช่าปลูกสร้างอาคารเพื่อทำการค้าหรืออยู่อาศัย อีกส่วนหนึ่งให้บริวารใช้ปลูกบ้านและได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินไว้ จำเลยเป็นผู้เช่าที่ดินดังกล่าวส่วนพิพาทเนื้อที่ประมาณ60 ตารางวา เพื่ออยู่อาศัยมีกำหนด 10 ปี ตกลงให้ค่าเช่าปีละ1,000 บาท แล้วจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินพิพาทและชำระค่าเช่าเรื่อยมาจนกระทั่งนายบุญมาถึงแก่ความตายจำเลยก็ไม่ชำระค่าเช่า นอกจากนี้จำเลยยังได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่นายบุญมาทำไว้อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนกันยายน2539 จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยได้มาโดยการซื้อจากผู้มีชื่อเมื่อปี 2511 พร้อมตึกแถว ซื้อแล้วจำเลยก็เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมา นายบุญมาได้นำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมาให้จำเลยลงลายมือชื่ออ้างว่าเป็นเจ้าของ จำเลยหลงเชื่อจึงได้ลงลายมือชื่อให้ไปต่อมาเมื่อจำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่ายังไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ จำเลยจึงไม่จ่ายค่าเช่าและได้บอกเลิกการเช่าไปยังนายบุญมา อย่างไรก็ตามหากจะฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โจทก์ถูกจำเลยแย่งการครอบครองแล้วนับแต่วันที่จำเลยได้บอกเลิกการเช่าและไม่จ่ายค่าเช่าให้นายบุญมา อันถือได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนายบุญมาแล้วว่าจำเลยจะยึดถือเพื่อตน เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี และนำคดีมาฟ้องโดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน จำเลยขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ กับโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใดและพิจารณาคดีไปตามประเด็นดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่า ปี 2530หลังจากทางราชการได้ฟ้องขับไล่นายบุญมาแล้ว ประชาชนและจำเลยเห็นว่านายบุญมาไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไปคัดค้านการขอออกโฉนดของนายบุญมาและไม่ชำระค่าเช่าให้นายบุญมาพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของนายบุญมาโดยอ้างความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทถือได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเพื่อเอาที่ดินพิพาทเป็นของตน อันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากนายบุญมาแล้วตั้งแต่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดและไม่ชำระค่าเช่าก่อนที่นายบุญมาจะถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุญมาเพิ่งฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองในปี 2539 เกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองจึงหมดสิทธิฟ้องเอาคืน พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยให้การในตอนแรกว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อเมื่อปี 2511 แม้จำเลยจะให้การด้วยว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนายบุญมาบิดาโจทก์แต่จำเลยก็ยังยืนยันกับโจทก์และทายาทของนายบุญมาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ฉะนั้น ที่จำเลยให้การในตอนหลังว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เพราะขัดกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำให้การของจำเลยตอนหลังจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ไม่อาจยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาทได้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและพิพากษาไปตามนั้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183กับการที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่วินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยกับประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายปีละ 1,000 บาท พิพากษากลับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 1,000 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2539 จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่จำเลยสละข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้หรือไม่ เห็นว่า แม้คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้อง จะเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะขัดกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่ก็ต้องถือว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวมีอยู่หรือจำเลยได้ให้การไว้และคดีนี้มีการชี้สองสถานโดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 พฤศจิกายน2539 ว่าในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องคำให้การและได้สอบถามโจทก์จำเลย ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการสอบถามถึงข้ออ้างข้อเถียงตามคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคหนึ่งซึ่งโจทก์จำเลยสามารถแถลงรับหรือปฏิเสธได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงต้องถือว่าคำให้การหรือข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวมิได้มีอยู่อีกต่อไปและประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นอันยุติ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ทำให้คำให้การของจำเลยที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นดังกล่าว โดยไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยจึงถูกต้องแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว กลับไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยซึ่งยุติไปแล้วจึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาใหม่ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเวศ เกษมวัน
จำเลย — นาง คำเสียร ปึงเลิศ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2544
#98453
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนภายใน 1 ปี จะขัดกับคำให้การในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยซื้อมาจากผู้มีชื่อ ก็ต้องถือว่าคำให้การดังกล่าวมีอยู่ แต่ต่อมาในชั้นชี้สองสถานจำเลยขอสละข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่เสียแล้ว จึงต้องถือว่าคำให้การในเรื่องดังกล่าวมิได้มีอยู่อีกต่อไป ดังนี้ประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นอันยุติ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ทำให้คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและไม่ได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นดังกล่าว โดยไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงถูกต้องแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว กลับไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยซึ่งยุติไปแล้ว จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้อง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์และนายบุญมาไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยได้มาโดยการซื้อจากผู้มีชื่อเมื่อปี ๒๕๑๑ พร้อมตึกแถว ซื้อแล้วจำเลยก็เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมา หลังจากนั้นในปีเดียวกันนายบุญมาได้นำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมาให้จำเลยลงลายมือชื่ออ้างว่าเป็นเจ้าของ จำเลยหลงเชื่อและเห็นว่านายบุญมาเป็นนักการเมืองผู้มีอำนาจในท้องถิ่นหากไม่ยอมลงลายมือชื่ออาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาจึงได้ลงลายมือชื่อให้ไป ต่อมาเมื่อจำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของนายบุญมา เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่ายังไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ จำเลยจึงไม่จ่ายค่าเช่าและได้บอกเลิกการเช่าไปยังนายบุญมา เมื่อนายบุญมาถึงแก่ความตาย โจทก์และทายาทอื่นมาติดต่อขอเก็บค่าเช่า จำเลยก็แจ้งให้ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและไม่ยอมให้ค่าเช่า หลังจากนั้นโจทก์และทายาทอื่นก็ไม่มาเก็บค่าเช่าอีกและไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท อย่างไรก็ตามหากจะฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยก็ขอต่อสู้เป็นข้อกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกจำเลยแย่งการครอบครองแล้วนับแต่วันที่จำเลยได้บอกเลิกการเช่าและไม่จ่ายค่าเช่าให้นายบุญมา อันถือได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนายบุญมาแล้วว่าจำเลยจะยึดถือเพื่อตน เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน ๑ ปี และนำคดีมาฟ้องโดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน จำเลยขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่วินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย กับประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหาย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี ไม่มีอำนาจฟ้องจะเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะขัดกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่ก็ต้องถือว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวมีอยู่หรือจำเลยได้ให้การไว้ และคดีนี้มีการชี้สองสถานโดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ว่า ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้อง คำให้การและได้สอบถามโจทก์จำเลย ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการสอบถามถึงข้ออ้างข้อเถียงตามคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์จำเลยสามารถแถลงรับหรือปฏิเสธได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงต้องถือว่าคำให้การหรือข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวมิได้มีอยู่อีกต่อไป และประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นอันยุติ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ทำให้คำให้การของจำเลยที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นดังกล่าว โดยไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงถูกต้องแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว กลับไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยซึ่งยุติไปแล้ว จึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาใหม่ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 ม. 179 ม. 183
ป.พ.พ. ม. 1375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเวศ เกษมวัน
จำเลย — นางคำเสียร ปึงเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา