คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7206/2544
#69582
เปิดฉบับเต็ม

สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด จำเลยในคดีนี้กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตรจำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามาในชั้นบังคับคดีจึงมิใช่เป็นกรณีที่ฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกัน และมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริงแม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษา ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และ 181 ที่จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ ชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำพิพากษาเกี่ยวกับชื่อของจำเลยที่ ๒ เป็นว่า สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด หรือสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขชื่อจำเลยที่ ๒ ตามคำร้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแก้ไขชื่อของจำเลยที่ ๒

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า "สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด" หรือ "สหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด" เป็นนิติบุคคลเดียวกัน เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ ไม่จำต้องส่งสำเนาให้จำเลยที่ ๒ ทราบก่อน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นนิติบุคคลปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของกรมส่งเสริมสหกรณ์ แม้จะระบุชื่อสหกรณ์ว่า "สหกรณ์ร่วมมิตร จำกัด" แต่เอกสารฉบับเดียวกันนี้เมื่อกล่าวถึงข้อบังคับในข้อที่ ๑ กลับระบุว่า "สหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด" นอกจากนี้รายละเอียดในข้อสัญญาว่าด้วยการนำรถยนต์เข้ามาเดินร่วมในสหกรณ์ที่จำเลยที่ ๒ อ้างส่งศาลปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่า รถยนต์ที่นำเข้ามาเดินร่วมในสหกรณ์จำเลยที่ ๒ เป็นรถยนต์ตรงกับที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องนี้ ในทางพิจารณาแม้จำเลยที่ ๒ จะใช้ชื่อว่า สหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด แต่ก็หาได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับรถยนต์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ในคดีนี้คือ สหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด นั้นเป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เข้ามา จึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๘๐ และ ๑๘๑ ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน ศาลจึงจะมีคำสั่งได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรณู อำนัคฆมณีหรือมณี
จำเลย — นายสุรศักดิ์ บังเอิญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงใจ สิงหนาท
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7205/2544
#98485
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการในการกระทำความผิดดังกล่าวจึงต้องรับผิดในผลของการกระทำของจำเลยที่ 1 และพวกที่ร่วมกระทำผิดด้วยกันเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 เอง จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายของผู้เสียหายโดยใช้อาวุธปืนยิงจนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการยิงผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดในผลของการกระทำดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายถึงสาหัส

จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แม้ที่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา แต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างลงโทษหนักเกินไป ศาลฎีกาก็ย่อม มีอำนาจแก้ไขให้เหมาะสมแก่ความผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๘๐, ๙๑, ๒๘๘, ๓๗๑ ริบอาวุธปืน ลูกกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๓๗๑ ? จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๘๓ (ที่ถูกมาตรา ๒๙๗ (๘) , ๘๓ )?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐาน ในสำนวนว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวการในการกระทำผิด ดังกล่าวจึงต้องรับผิดในผลของการกระทำด้วยกันเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของจำเลยที่ ๑ เอง ดังนั้นเมื่อได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้อาวุธปืนยิงจนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แม้จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนร่วมในการยิงผู้เสียหาย จำเลยที่ ๒ ก็ต้องรับผิดในผลของการกระทำดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ ๒ ด้วยนั้น แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาแต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างลงโทษหนักเกินไป ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ เหมาะสมแก่ความผิดได้ ได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ ๒ เป็นนักศึกษา ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยการ ชกต่อยไม่รุนแรงและไม่มีอาวุธทั้งได้สำนึกผิดด้วยการชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงมีเหตุอันสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและสมควรให้โอกาสจำเลยที่ ๒ ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมีอาวุธปืนจำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก ๖ เดือน รวมกับ โทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ศาลอุทธรณ์จำคุก ๑๐ ปี แล้ว เป็นจำคุก ๑๑ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๕ ปี ๙ เดือน ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสจำคุก ๓ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๒ ปี โทษ จำคุกสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ ๒ ไว้ ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่าน คำพิพากษาฎีกาให้จำเลยที่ ๒ ฟังโดยให้จำเลยที่ ๒ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๔ ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ ๒ ละเว้นการประพฤติใดที่อาจนำไปสู่ การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยที่ ๒ ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงาน คุมประพฤติและจำเลยที่ ๒ เห็นสมควรมีกำหนด ๓๐ ชั่งโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 297
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนิวัฒน์ หรือโจ๊ก ปุญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7203/2544
#43360
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ได้เคยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดินพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมรดกที่ดินมีโฉนดจากบิดามารดาประมาณ 15 ปี แล้วครอบครองตลอดมานั้นการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวและการให้ถ้อยคำเช่นว่า เป็นการยอมรับต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่บ้านโดยรับมรดกจากบิดามารดา การออกโฉนดได้กระทำโดยเปิดเผยตามระเบียบของทางราชการ ส่วนที่ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตนที่ได้ปลูกบ้านแยกครัวเรือนออกไป ย่อมเป็นเรื่องปกติของผู้เป็นมารดายกทรัพย์อันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทรุ่นถัดไปของตนตามประเพณีนิยมทั่วไป เพราะจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นสิทธิของตนที่จะได้ทรัพย์มรดกนี้ไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความมุ่งหมายที่จะยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้มรดกให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 67349 เมื่อวันที่ 3มกราคม 2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิครอบครองทางทะเบียนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 754 ให้โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 67349 หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 652 และ 754ต่อศาลเพื่อโจทก์ทั้งห้าจะขอรับไปโอนสิทธิทางทะเบียนตามคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอีกต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที 67349ตำบลเชียงยืน อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 3 มกราคม2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ทั้งห้ามีส่วนได้ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 67349 พร้อมบ้านเลขที่ 33 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 754 และ 652 หรือโฉนดเลขที่ 90207 ตำบลเชียงยืน อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี คนละหนึ่งในเจ็ดส่วนให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้าตามส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดให้ได้มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 67349, 90207 ตั้งอยู่ตำบลเชียงยืน อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 754 ตั้งอยู่ตำบลเชียงยืน อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าในโฉนด และ น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้มีสิทธิคนละหนึ่งในหกส่วน ห้ามจำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาททั้งสามแปลงอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า ทรัพย์มรดกมีที่ดินจำนวน 3 แปลง แปลงที่หนึ่งเป็นที่ดินปลูกบ้านตามโฉนดเลขที่ 67349 เอกสารหมาย จ.6 แปลงที่สองเป็นที่นาตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 754 เอกสารหมาย จ.7 แปลงที่สามเป็นที่สวนตามโฉนดเลขที่ 90207 เอกสารหมาย ล.2 ซึ่งออกตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 652เอกสารหมาย จ.9 โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 กับนางทองมา สุภะดีเป็นทายาทของกองมรดกนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1มีว่าจำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเพราะเหตุยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกหรือไม่ โจทก์ทั้งห้า มีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2538 ทายาททั้งหมดได้ขอให้จำเลยที่ 1แบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 ไม่ยอมแบ่งกลับจดทะเบียนโอนที่บ้านให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 3 มกราคม 2539 โจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันด้วยว่า จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่นาและที่สวน เห็นว่า สำหรับที่บ้านนั้นตามใบไต่สวนเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาโดยรับมรดกจากบิดามารดา ประมาณ 15 ปี แล้วครอบครองตลอดมาเจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบแล้วมีบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ เลขที่ 33 ปลูกมา15 ปี การที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินที่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 1ให้ถ้อยคำเช่นว่านั้น ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการยอมรับต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่บ้านโดยรับมรดกจากบิดามารดา การออกโฉนดได้กระทำโดยเปิดเผยตามระเบียบของทางราชการ หลังจากที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนชื่อตนเป็นเจ้าของที่บ้านดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตนซึ่งได้ปลูกบ้านแยกครัวเรือนออกไปอยู่ในที่แปลงเดียวกันนี้ ย่อมเป็นเรื่องปกติของผู้เป็นมารดายกทรัพย์อันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทรุ่นถัดไปของตน ตามประเพณีนิยมทั่วไปเพราะจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นสิทธิของตนที่จะได้ทรัพย์มรดกนี้ไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความมุ่งหมายที่จะยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นสำหรับที่นาตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 754 เอกสารหมายจ.7 ได้ความตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2520เอกสารหมาย จ.8 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่นาโดยรับมรดกการครอบครองต่อเนื่องจากนางนาง สุภะดี (มารดา) เมื่อ พ.ศ. 2504 รวมเวลาการครอบครองและทำประโยชน์จนถึงวันที่สำรวจ 16 ปี ส่วนที่สวนตามโฉนดเลขที่ 90207 เอกสารหมาย ล.2 ซึ่งออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 652 เอกสารหมาย จ.9 ซึ่งมีชื่อนายจันดา เป็นเจ้าของแต่ตามโฉนดเลขที่ 90207 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยปกติของการออกโฉนดต้องมีขั้นตอนในการสอบสวนสิทธิและวิธีการต่าง ๆ ตามระเบียบของทางราชการโดยเปิดเผย เช่นนี้จำเลยที่ 1 ต้องเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของที่นาและที่สวนโดยชอบแล้ว การประกาศขายที่นาและที่สวนนั้นหากผู้ประกาศขายมีความเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินนั้นแล้วก็ย่อมไม่ใช่การยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้มรดกแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แหล้ เบ็ญจกุล กับพวก
จำเลย — นาง บัวสา จันทะแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7203/2544
#69571
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินบ้านโดยให้ถ้อยคำยอมรับต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่บ้านโดยรับมรดกจากบิดามารดาประมาณ 15 ปี แล้วครอบครองตลอดมา การออกโฉนดดังกล่าวได้กระทำเปิดเผยตามระเบียบของทางราชการ หลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนชื่อตนเป็นเจ้าของที่ดินบ้านดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตนซึ่งได้ปลูกบ้านแยกครัวเรือนออกไปอยู่ในแปลงเดียวกันย่อมเป็นเรื่องปกติของผู้เป็นมารดา ยกทรัพย์อันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทรุ่นถัดไปของตนตามประเพณีนิยมทั่วไปเพราะจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นสิทธิของตน ที่จะได้ทรัพย์มรดกที่ไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความมุ่งหมายที่จะยักย้ายหรือปิดบัง ทรัพย์มรดกโดย ฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น สำหรับที่นาตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยที่ 1 ได้ที่นาโดยรับมรดกการครอบครองต่อเนื่องจากเมื่อ พ.ศ. 2504 รวมเวลาการครอบครองและทำประโยชน์จนถึงวันที่สำรวจ 16 ปี ส่วนที่สวนตามโฉนด ที่ออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งมีชื่อผู้มีชื่อเป็นเจ้าของ แต่ตามโฉนดมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยปกติของการออกโฉนดต้องมีขั้นตอนในการสอบสวนสิทธิและวิธีการต่าง ๆ ตามระเบียบของทางราชการโดยเปิดเผย เช่นนี้จำเลยที่ 1 ต้องเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของที่นาและที่สวนโดยชอบแล้ว การประกาศขายที่นาและที่สวนนั้นหากผู้ประกาศขายมีความเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินนั้น ย่อมไม่ใช่ การยักย้ายหรือ ปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกจำกัดมิให้ได้มรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำกัดมิให้ได้มรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิครอบครองทางทะเบียนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 754 ให้โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 67349 หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 652 และ 754 ต่อศาลเพื่อโจทก์ทั้งห้าจะขอรับไปโอนสิทธิทางทะเบียนตามคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอีกต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ทั้งห้ามีส่วนได้ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 67349 พร้อมบ้านเลขที่ 33 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 754 และ 652 หรือโฉนดเลขที่ 90207 คนละหนึ่งในเจ็ดส่วน ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้าตามส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดมิให้ได้มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 67349, 90207 และที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 754 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าในโฉนดและ น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้มีสิทธิคนละหนึ่งในหกส่วน ห้ามจำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาททั้งสามแปลงอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเพราะเหตุยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกหรือไม่ โจทก์ทั้งห้ามีพยานเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2538 ทายาททั้งหมดได้ขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 ไม่ยอมแบ่งกลับจดทะเบียนโอนที่บ้านให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันด้วยว่า จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่นาและที่สวน เห็นว่า สำหรับที่บ้านนั้นตามใบไต่สวน จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาโดยรับมรดกจากบิดามารดา ประมาณ 15 ปี แล้วครอบครองตลอดมา เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบแล้วมีบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้เลขที่ 33 ปลูกมา 15 ปี การที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินบ้านดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำเช่นว่านั้น ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการยอมรับต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่บ้านโดยรับมรดกจากบิดามารดาการออกโฉนดได้กระทำโดยเปิดเผยตามระเบียบของทางราชการ หลังจากที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนชื่อตนเป็นเจ้าของที่บ้านดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตนซึ่งได้ปลูกบ้านแยกครัวเรือนออกไปอยู่ในที่แปลงเดียวกันนี้ ย่อมเป็นเรื่องปกติของผู้เป็นมารดายกทรัพย์อันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทรุ่นถัดไปของตนตามประเพณีนิยมทั่วไป เพราะจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นสิทธิของตนที่จะได้ทรัพย์มรดกนี้ไม่มีพฤติกรรมใดที่ส่อให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความมุ่งหมายที่จะยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้ว่าอยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น สำหรับที่นาได้ความตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2520 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่นาโดยรับมรดกการครอบครองต่อเนื่องจากนางนาง สุภะดี (มารดา) เมื่อ พ.ศ. 2504 รวมเวลาการครอบครองและทำประโยชน์จนถึงวันที่สำรวจ 16 ปี ส่วนที่ส่วนตามโฉนดซึ่งออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งมีชื่อนายจันดาเป็นเจ้าของ แต่ตามโฉนดเลขที่ 90207 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยปกติของการออกโฉนดต้องมีขั้นตอนในการสอบสวนสิทธิและวิธีการต่าง ๆ ตามระเบียบของทางราชการโดยเปิดเผย เช่นนี้จำเลยที่ 1 ต้องเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของที่นาและที่สวนโดยชอบแล้ว การประกาศขายที่นาและที่สวนนั้น หากผู้ประกาศขายมีความเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินนั้นแล้วก็ย่อมไม่ใช่การยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกจำกัดมิให้ได้มรดกแต่อย่างใด

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแหล้ เบ็ญจกุล กับพวก
จำเลย — นางบัวสา จันทะแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายพิทักษ์ หลิมจานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2544
#43359
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยฉบับแรกเป็นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้วางค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ จำเลยย่อมเข้าใจว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวเมื่อจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับแรกก่อนเพราะเป็นคนละกรณีกันกับอุทธรณ์ฉบับหลังซึ่งเป็นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเรื่องค่าขึ้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 859,318.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน713,476.82 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง

วันที่ 2 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ให้วางค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้เสียก่อนแล้วจะพิจารณาสั่ง

วันที่ 9 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 วางเงินจำนวน 21,482.50 บาท และค่าทนายความจำนวน8,000 บาท ต่อศาล ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 10 มีนาคม 2543 ว่ารับอุทธรณ์สำเนาให้โจทก์แก้ให้จำเลยที่ 1 นำส่งภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งอุทธรณ์ไปส่งไม่พบให้ปิดและในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2543 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ในตอนแรกว่าให้วางค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน ว่าอุทธรณ์นี้เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท แต่เจ้าหน้าที่รายงานว่าจำเลยที่ 1 ผู้อุทธรณ์มิได้นำค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวมาวางจนพ้นกำหนดเวลาที่ศาลสั่งให้นำมาวางให้ครบถ้วนแล้ว จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้วางเงินค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้เสียก่อน แล้วจะพิจารณาสั่ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและในวันที่ 9 มีนาคม 2543จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์อีกฉบับหนึ่งโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1วางค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว จึงกลายเป็นจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับสำหรับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2543 เป็นอุทธรณ์คำสั่งอย่างหนึ่งก็ตามแต่ก็ไม่มีกฎหมายใดรองรับว่าจำเลยที่ 1 อาจกระทำเช่นนี้ได้และการยื่นอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเป็นเวลาก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2543 จึงมิใช่กรณีจำเลยที่ 1 อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา 232, 234 และ 236 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2543 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2543 เสียและคืนค่าขึ้นศาล100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปรากฏตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2543 หน้าสุดท้ายมีรอยตรายางประทับไว้ว่า ค่าขึ้นศาล21,482.50 บาท และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้วางค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาล 21,482.50 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับแรกลงวันที่ 2มีนาคม 2543 ก่อน เพราะเป็นคนละกรณีกัน เนื่องจากอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 2มีนาคม 2543 เป็นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่อุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2543เป็นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเรื่องค่าขึ้นศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2543 ของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6ดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2543แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — พันเอก ธานินทร์ สมานทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2544
#41319
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 และส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ศาลชั้นต้นรับเอกสารนั้นไว้เป็นพยานโจทก์และนำมาวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานเอกสารของโจทก์เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวและมิได้ส่งสำเนาให้จำเลย ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 168,000 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 25,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เมื่อวันที่ 25 กันยายน2542 โจทก์ขอจับมือนางหงษ์ฟ้า จิตวรานนท์ ซึ่งทำหน้าที่มัคคุเทศน์นำลูกค้าของบริษัทนำเที่ยวไปรับประทานอาหารที่โรงแรมของจำเลยขณะจับมือโจทก์ใช้นิ้วชี้สะกิดกลางมือนางหงษ์ฟ้าในทำนองล่วงเกินแม้เป็นการกระทำที่เกินเลยไปบ้างก็อาจเป็นการกระทำในทำนองหยอกเย้าเพื่อนฝูงและโจทก์ได้ขอโทษสามีนางหงษ์ฟ้า จนนางหงษ์ฟ้ากับสามีไม่ติดใจเอาเรื่องแก่โจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจโรงแรมจำเลยตามที่สามีนางหงษ์ฟ้าขู่ว่าจะไม่นำนักท่องเที่ยวมารับประทานอาหารที่โรงแรมของจำเลย กรณีไม่ต้องด้วยระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 10 ข้อ 11.4 และข้อ 12.16 และไม่เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง การตักเตือนตามเอกสารหมาย ล.6 ล.7 เป็นคนละเหตุกับคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 168,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์จับมือนางหงษ์ฟ้า จิตวรานนท์ และใช้นิ้วชี้สะกิดกลางมือนางหงษ์ฟ้าเป็นการล่วงเกินและเชิญชวนร่วมเพศ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรง นายสมชัย บรรณเกียรติ์ พยานจำเลยเบิกความว่าเคยตักเตือนโจทก์ในเรื่องชู้สาว โจทก์มิได้คัดค้าน จึงฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับในข้อดังกล่าว และเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน แต่ศาลแรงงานกลางมิได้หยิบยกคำเบิกความของนายสมชัยขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของโจทก์ต่อนางหงษ์ฟ้าในทำนองล่วงเกิน แม้เป็นการกระทำที่เกินเลยไปบ้างก็อาจเป็นไปทำนองหยอกเย้าเพื่อนฝูง จึงไม่เป็นการกระทำผิดร้ายแรง ทั้งการจะรับฟังพยานปากใดเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์จำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ข้อ 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้อ้างเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลย ศาลแรงงานกลางรับฟังเอกสารดังกล่าวโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 และส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ศาลแรงงานกลางรับเอกสารหมาย จ.1 ไว้เป็นพยานโจทก์และนำมาวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 10 ถือว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าพยานเอกสารของโจทก์เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวและมิได้ส่งสำเนาให้จำเลย ศาลแรงงานกลางก็มีอำนาจรับฟังเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 45 อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พรณรงค์ กิตติศักดิ์ทวีกุล
จำเลย — บริษัท ส.ภานุรังษี
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2544
#42063
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918 ประกอบมาตรา 989 เมื่อ ศ. นำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยในฐานะทายาทของ พ. จึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรม และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไพรัชร่วมกันใช้เงินตามเช็คและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินคิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 5,128,424.65 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดจากต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน 5,128,424.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบุตร โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพรัช โฆสิตสกุล ผู้ตาย ผู้ตายลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่า "ผู้สั่งจ่ายถึงแก่กรรม"ตามเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายศักดิ์ชาย วิมลเกียรติขจร เป็นพยานเบิกความว่า นายไพรัชกู้ยืมจากนายศักดิ์ชายโดยออกเช็คพิพาทให้ไว้ ต่อมานายศักดิ์ชายนำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์ เห็นว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918ประกอบมาตรา 989 เมื่อนายศักดิ์ชายนำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชายคบคิดกันฉ้อฉลโอนเช็คกันโดยไม่มีมูลหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์นั้นก็คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1แต่เพียงว่าระหว่างจัดงานศพของนายไพรัช ได้มีนายศักดิ์ชายไปหาพยานในงานศพและบอกว่าเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายจำนวน 5,000,000 บาทพยานบอกนายศักดิ์ชายว่าเข้าใจว่าเป็นหนี้การพนัน และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ผู้ตายเป็นหนี้ธนาคารและบุคคลภายนอกประมาณ 60,000,000 ถึง 70,000,000 บาท ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่พอฟังว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชายคบคิดกันฉ้อฉลโอนเช็คพิพาทกันโดยไม่มีมูลหนี้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนายไพรัชจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทให้ชำระหนี้ก่อนจึงถือว่าหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีได้นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 918 ม. 989 ม. 1601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัญชา วิมลเกียรติขจร
จำเลย — นาง อุษณีย์ โฆสิตสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7187/2544
#43358
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งโดยโจทก์มอบหมายให้ จ. กระทำการแทนแต่ละครั้งจำเลยจะนำสัญญากู้มามอบให้ จ. และจำเลยจะนำเช็คมามอบให้เพื่อเป็นการชำระหนี้หลังจากวันทำสัญญากู้ แต่เช็คเหล่านั้นถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยขอกู้เพิ่มจึงมีการทำสัญญากันใหม่โดยในการกู้ยืมแต่ละครั้งมีการชำระดอกเบี้ยมาแล้ว โดยจำเลยก็นำเงินสดมาชำระดอกเบี้ยในวันที่นำเช็คมาชำระหนี้เงินกู้เช่นเดียวกับครั้งเช็คพิพาท ซึ่งหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแล้วจำเลยยังชำระดอกเบี้ยมาตลอด ดังนั้น การที่ จ. ไม่สนใจเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งได้ประพฤติเช่นนี้ตลอดมาหลายครั้งจนถึงเช็คพิพาทซึ่งหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยจากจำเลยเรื่อยมา อีกทั้ง จ. ก็ทราบฐานะทางการเงินของจำเลยว่าขาดสภาพคล่อง และยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยโดยไม่ดำเนินคดีกับผู้ออกเช็ค แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก่อนหน้านี้ จำเลยได้ออกเช็คพิพาทให้กับโจทก์ในลักษณะเดิมที่ปฏิบัติต่อกันมา แสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่มีความประสงค์จะให้ผูกพันกันตามเช็คพิพาท โดยโจทก์รับเช็คพิพาทไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

ก่อนครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายเจริญชัย กิจเวคินผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบให้พยานเป็นตัวแทนในการดำเนินการให้กู้ยืมเงิน เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ซึ่งเมื่อรวมกับหนี้เงินกู้เดิมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 8,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้นำสัญญากู้ มามอบให้แก่พยานไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาประมาณปลายเดือนเมษายน 2540 จำเลยที่ 2นำเช็คพิพาทมามอบให้พยานเพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่าสั่งจ่ายจากจำนวนที่มีตราสารรอเรียกเก็บเงินอยู่เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยตรง แต่โจทก์มอบหมายให้นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์กระทำแทน ดังนั้นการวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง ในการกู้ยืมแต่ละครั้ง จำเลยที่ 2 จะนำสัญญากู้มามอบให้พยาน หลังจากวันทำสัญญากู้แล้ว จำเลยที่ 2 จะนำเช็คมามอบให้พยานเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ แต่เช็คเหล่านั้นถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ขอกู้เพิ่มแล้วจึงมีการทำสัญญากู้กันใหม่ ในการกู้ยืมแต่ละครั้งมีการชำระดอกเบี้ยมาแล้ว โดยในวันที่นำเช็คมาชำระหนี้เงินกู้ก็นำเงินสดมาชำระดอกเบี้ยในวันที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมามอบให้พยาน จำเลยที่ 2 ได้นำเงินมาชำระดอกเบี้ยด้วย หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแล้ว จำเลยยังชำระดอกเบี้ยมาตลอด ดังนั้น การที่นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 และทำสัญญากู้เงินใหม่ ย่อมแสดงให้เห็นว่านายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่สนใจเช็คที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายให้แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งได้ประพฤติเช่นนี้ตลอดมาหลายครั้งจนถึงกรณีเช็คพิพาท ซึ่งหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2เรื่อยมา นอกจากนี้นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความรับอีกว่าการกู้ยืมเงินครั้งก่อน ๆ นั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ชำระโดยอ้างว่าขาดสภาพคล่อง จึงต้องมีการกู้ยืมเงินครั้งต่อ ๆ มา เหตุที่พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากพยานเคยไปดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อนายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ว่าขาดสภาพคล่อง ประกอบกับยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยโดยไม่ดำเนินคดีผู้ออกเช็ค แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คก่อนหน้านี้ดังกล่าว ทั้งจำเลยทั้งสามออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ในลักษณะเดิมที่เคยปฏิบัติต่อกันมาแสดงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่มีความประสงค์จะให้ผูกพันกันตามเช็คพิพาท โดยโจทก์รับเช็คพิพาทไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพรรณ หอหิรัณย์ขจร
จำเลย — บริษัท เอส เอ็ม ที อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7183/2544
#41318
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดใด ๆ ที่ศาลออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 จะต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วเท่านั้นการที่ศาลอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาล เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาถูกผู้กล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้เรียกร้องเงินที่สถานีตำรวจและทางโทรศัพท์ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปจ่ายค่าเดินเรื่องแก่คนในศาลที่จะทำให้ศาลรอการลงอาญาแก่จำเลย ซึ่งตามหนังสือร้องเรียนผู้ถูกกล่าวหามิได้เข้าไปกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบริเวณศาลแต่อย่างใด ดังนั้น การกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหามิได้ทำให้กระบวนพิจารณาต้องดำเนินไปโดยไม่เที่ยงธรรมหรือล่าช้า ข้อกำหนดของศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2543 ผู้กล่าวหาได้ทำบันทึกร้องเรียนต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2543ผู้กล่าวหาไปเยี่ยมจำเลยพี่สาวซึ่งถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร ได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาบอกว่าหากจะให้จำเลยหลุดคดีรอการลงอาญาจะต้องใช้เงิน 40,000 บาท ผู้กล่าวหายังไม่ตกลง ต่อมาวันที่ 10เดือนเดียวกัน ผู้กล่าวหาได้โทรศัพท์คุยกับผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาพูดว่าคดีจำเลยได้ฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ช่วยเหลือแล้วในชั้นนี้ศาลสั่งสืบเสาะจะต้องจ่ายเงินค่าเดินเรื่องให้คนในศาลที่ทำให้ได้สืบเสาะ 40,000 บาท และต้องซื้อแบรนด์รังนกให้ผู้เดินเรื่อง3 โหล เมื่อถึงวันตัดสินศาลจะตัดสินให้หลุดเลย ผู้กล่าวหาต่อรองขอชำระเงิน 40,000 บาท ให้ในวันที่ปล่อยตัวจำเลย ผู้ถูกกล่าวหาพูดว่าคนที่ช่วยเหลือก็ได้ช่วยเหลือแล้ว ถ้าไม่จ่าย 40,000 บาทเข้าอาจจะแกล้งให้ได้รับโทษหนักก็ได้

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลเห็นสมควรออกข้อกำหนดห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลเป็นสถานที่ราชการประชาชนมีสิทธิเข้าไปติดต่องานราชการในบริเวณศาลได้ การพิจารณาและสืบพยานในศาลต้องทำโดยเปิดเผยประชาชนผู้สนใจมีสิทธิเข้าไปฟังการพิจารณาได้การที่จะปิดกั้นไม่ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าไปในบริเวณศาลจะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30ออกข้อกำหนดว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลห้ามผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาในบริเวณศาลตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาถูกผู้กล่าวหาร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้เรียกร้องเงินจากผู้กล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชรและทางโทรศัพท์ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปจ่ายค่าเดินเรื่องแก่คนในศาลที่จะทำให้ศาลรอการลงอาญาแก่จำเลยนั้นข้อกำหนดใด ๆ ที่ศาลออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 จะต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วเท่านั้น ตามหนังสือร้องเรียนของผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เข้าไปกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบริเวณศาล การกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหามิได้ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลต้องดำเนินไปโดยไม่เที่ยงธรรม ทั้งมิได้ทำให้กระบวนพิจารณาต้องดำเนินไปอย่างล่าช้า ข้อกำหนดของศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30ข้อกำหนดดังกล่าวจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ถูกกล่าวหา"

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
โจทก์ — ผู้กล่าวหา
โจทก์ — นาย เอกชัย เฮงกิติ
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาง มัณฑนา เพิ่มเพียร
จำเลย — นาง อาภาภัทร ชาสกร
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7174/2544
#42062
เปิดฉบับเต็ม

การรับรถยนต์ไว้เพื่อล้างทำความสะอาดโดยจำเลยมิได้ออกใบรับให้แก่ จ. ผู้นำรถยนต์มาล้าง ตามวิสัยของผู้ประกอบการดังกล่าวควรจะคืนรถยนต์ให้แก่ผู้นำรถยนต์มาล้างเท่านั้น หรือสอบถามให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนจึงจะมอบรถยนต์ให้ผู้อื่นไป พฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นแต่จำเลยหาได้ใช้เพียงพอไม่จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 6,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น326,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 320,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (20 มีนาคม 2538) ต้องไม่เกิน 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียนค-2550 ชลบุรี จากนายจาตุรงค์ จันทร์ผกา ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2537 นายจาตุรงค์นำรถยนต์ดังกล่าวไปว่าจ้างให้จำเลยเจ้าของร้านไผ่ทองคาร์แคร์ล้างทำความสะอาดในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้มอบรถยนต์ให้แก่นายเสด็จ น้อยอ่อน ไปเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายเสด็จได้ปรากฏว่ารถยนต์ถูกส่งไปขายยังประเทศกัมพูชาแล้ว โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน320,000 บาท แก่นายจาตุรงค์ผู้เอาประกันตามสัญญาประกันภัยไปคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยมอบรถยนต์ให้แก่นายเสด็จไปเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่เห็นว่าตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่า นายจาตุรงค์นำรถยนต์ไปล้างที่ร้านของจำเลยเพียงคนเดียวไม่มีบุคคลอื่นรวมทั้งนายเสด็จไปด้วย จำเลยเป็นผู้รับมอบกุญแจรถยนต์ไว้ นายจาตุรงค์บอกกับจำเลยว่าจะมารับรถยนต์ในตอนเย็น แต่ปรากฏว่าจำเลยมอบรถยนต์ให้แก่นายเสด็จไปเมื่อเวลา 18 นาฬิกา โดยไม่ได้สอบถามนายเสด็จว่าเหตุใดนายจาตุรงค์จึงไม่มารับรถยนต์ด้วยตนเอง หรือสอบถามนายเสด็จว่าได้รับมอบหมายจากนายจาตุรงค์ให้มารับรถยนต์หรือไม่ การรับรถยนต์ไว้เพื่อล้างทำความสะอาดโดยจำเลยมิได้ออกใบรับให้แก่นายจาตุรงค์ตามวิสัยของผู้ประกอบการดังกล่าวควรจะคืนรถยนต์ให้แก่ผู้นำรถยนต์มาล้างเท่านั้น หรือสอบถามให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนจึงจะมอบรถยนต์ให้ผู้อื่นไป พฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้น แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่านายเสด็จเป็นเพื่อนของนายจาตุรงค์จึงมอบรถยนต์ให้ไปนั้น เห็นว่า เป็นการกระทำที่เสี่ยงภัยของจำเลยเองจำเลยไม่อาจหยิบยกข้อนี้ขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อให้พ้นจากความรับผิดได้จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยในฐานะผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมาย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุมินทร์ นิตยภูมิ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7164/2544
#44651
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดโดยรอการลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335, 336 ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาน้ำมันพืชขนาดบรรจุถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 66 ถุง เป็นเงิน จำนวน 19,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335(1)(3)(8) วรรคสอง, 336 ทวิลงโทษจำคุก 3 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 19,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แต่ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยเกิดวันที่ 14ธันวาคม 2543 นับถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง 16 ปีเศษ ยังไม่เกิน 17 ปี ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยกระทำความผิดขณะที่มีอายุน้อย การลงโทษจำคุกจำเลยไปทีเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีในการแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้ง เพื่อให้จำเลยได้แก้ไขฟื้นฟูตนเองในสังคมภายนอก การรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสม ก็ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาทคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดภายในเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายไลหนานหรือแรนันต์ ละใบแด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7164/2544
#69311
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสม ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือ ใช้ราคาน้ำมันพืชขนาดบรรจุถุงละ ๑๕ กิโลกรัม จำนวน ๖๖ ถุง เป็นเงินจำนวน ๑๙,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕ (๑) (๓) (๘) วรรคสอง, ๓๓๖ ทวิ ลงโทษจำคุก ๓ ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ให้จำเลยคืนหรือ ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน ๑๙,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยเกิดวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๓ นับถึงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง ๑๖ ปีเศษ ยังไม่เกิน ๑๗ ปี ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยกระทำความผิดขณะที่มีอายุน้อย การลงโทษจำคุกจำเลยไปทีเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีในการแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งเพื่อให้จำเลยได้แก้ไข ฟื้นฟูตนเองในสังคมภายนอก การรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมก็ย่อมมีอำนาจ ลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๘๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลย หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ภายในเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 75
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายไลหนานหรือแรนันต์ ละใบแด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายกิตติกร กิตติพานประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7161 -ที่ 7162/2544
#69634
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบต่อไป เท่ากับขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่จำเลยที่ 1 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของตนมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวาง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า นายประจักษ์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และนายสมชายถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย? จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ ศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพันตำรวจโทสมชาย พยานโจทก์ทั้งสี่ที่ศาลจังหวัดชัยภูมิตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานประเด็น จำเลยที่ 1 ไม่ตามประเด็นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจถามค้านต่อมาระหว่างสืบพยานจำเลยร่วมวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ขอส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ 1 ที่เหลือหนึ่งปากคือพันตำรวจโทสมชายที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า ได้มีการส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ปากพันตำรวจโทสมชายแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ตามประเด็นไป ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจถามค้านพยานปากดังกล่าวจึงไม่อนุญาต หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน? ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพันตำรวจโทสมชาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมไม่ฎีกา คดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมจึงถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบต่อไป เท่ากับขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 1จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของตนมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวาง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยเกิดผล จำกัด กับพวก
จำเลย — นายสากล บดีพงศ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางชุติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกรองเกียรติ คมสัน
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7160/2544
#42656
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 114(เดิม)ส่วนผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินมาจากผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4โดยมิได้รับโอนหรือกระทำการใด ๆ กับจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแต่ประการใดผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 จึงเป็นบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 116(เดิม) ซึ่งจะยกประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นปฏิเสธว่าตนได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนได้ก็ต่อเมื่อเป็นการรับโอนที่ดินพิพาทก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย แต่คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 7ถึงที่ 9 ได้รับโอนที่ดินพิพาทหลังจากจำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลย (ลูกหนี้) ล้มละลายเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2528 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2528 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2529

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยเคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 79832 ถึง 79841, 79848 ถึง 79863, 79868 ถึง 79878, 29889และ 2894 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานครรวม 39 โฉนด ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 จำเลยทำนิติกรรมโอนขายที่ดินทั้ง 39 โฉนด โดยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79832ถึง 79839 รวม 8 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในราคา 2,805,000 บาทที่ดินโฉนดเลขที่ 79840, 79841, 79848 รวม 3 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2ในราคา 1,087,500 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 79849 ถึง 79856 รวม 8 โฉนดให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ในราคา 2,335,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 79857 ถึง79858, 79868 ถึง 79874 รวม 9 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 ในราคา2,335,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 79859 ถึง 79863, 79875 ถึง 79878 รวม 9 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 ในราคา 2,682,500 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 29889 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ในราคา 1,216,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 2894 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางผ่องตำราเรียนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ในราคา 675,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับโอนแล้วนำไปจำนองบ้าง โอนขายบ้าง ดังนี้ (1) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2532 ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่79832 ถึง 79839 รวม 8 โฉนด แก่ผู้คัดค้านที่ 6 วงเงิน 7,000,000,000บาท (2) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 ผู้คัดค้านที่ 3 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79849 ถึง 79856 รวม 8 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 ในราคา 2,802,000 บาท (3) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 ผู้คัดค้านที่ 4โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79859, 79875, 79876 รวม 3 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 ในราคา 1,206,000 บาท (4) เมื่อวันที่ 19 เมษายน2531 ผู้คัดค้านที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79860 ถึง 79863 รวม4 โฉนด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ในราคา 1,221,000 บาท (5) เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2529 ผู้คัดค้านที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79877 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 10 ในราคา 335,000 บาท (6) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2529ผู้คัดค้านที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79878 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 11 และที่ 12 ในราคา 130,000 บาท (7) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 ผู้คัดค้านที่ 3และที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 29889 และ 2894 เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 ในราคา 456,000บาท และ 1,560,000 บาท ตามลำดับ (8) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 29889 เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่ 1โดยไม่เพิ่มวงเงินแก่ผู้คัดค้านที่ 6 การที่จำเลยโอนขายที่ดินทั้ง 39 โฉนดแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นการโอนทรัพย์สินในระหว่างระยะเวลา 3 ปีก่อนจำเลยจะถูกฟ้องล้มละลาย โดยผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ทราบดีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีการชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลย เป็นการสมยอมกันเพื่อปิดบังมิให้เจ้าหนี้รายอื่นของจำเลยได้รับชำระหนี้ จึงเป็นการรับโอนไว้โดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการโอนเสียได้ส่วนการจำนองและการโอนที่ดินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 12 ซึ่งเป็นผู้รับโอนช่วงเป็นการโอนภายหลังจำเลยถูกฟ้องล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวและพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 116 ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนการจำนองและการโอนดังกล่าวได้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 79832 ถึง 79841, 79848 ถึง 79863, 79868 ถึง 79878,29889 และ 2894 รวม 39 โฉนด ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5และการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 6 และการโอนที่ดินระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 12 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 และ 116 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมหากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนผู้คัดค้าน ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 1ถึงที่ 12 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 62,860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 12 ยื่นคำคัดค้านมีใจความรวมกันว่าผู้คัดค้านที่ 1ถึงที่ 5 ต่างรับโอนที่ดินจากจำเลยโดยสุจริต มิได้ล่วงรู้ถึงภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวของจำเลย เนื่องจากขณะโอนทรัพย์สินจำเลยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ฐานะทางการเงินมั่นคง ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว อีกทั้งจำเลยไม่เคยแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ทราบเกี่ยวกับภาระหนี้สิน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระค่าตอบแทนเป็นเงินให้แก่จำเลยตามราคาที่ซื้อขายกันและจดทะเบียนซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วผู้ร้องไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการโอน สำหรับสิทธิที่จะเรียกร้องให้ชดใช้ราคาที่ดินแทนการโอนกลับคืนสู่ฐานะเดิม ไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ร้องทำได้เพียงแต่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนเท่านั้น หากมีสิทธิผู้ร้องก็ได้แต่จะเรียกร้องให้ชดใช้เฉพาะส่วนของผู้รับโอนแต่ละราย ไม่มีสิทธิร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 12 ร่วมกันชดใช้ราคารวม 39 โฉนด เป็นเงิน 62,860,000 บาท เพราะนิติกรรมการโอนเป็นกรณีที่ต่างแยกกันทำโดยลำพัง หาได้ร่วมกันกระทำหรือมีส่วนผูกพันเกี่ยวข้องเป็นลูกหนี้ร่วมไม่และต่างรายต่างมีความรับผิดตามมูลหนี้ต้นเงินซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ราคาที่ดินที่เรียกร้องเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตามความเป็นจริงมากหากศาลจะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดิน ความรับผิดก็มีไม่เกินตารางวาละ 2,500 บาท ผู้ร้องมิได้ร้องขอให้เพิกถอนการโอนและการจำนองภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2530 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องสอบสวนเสร็จและได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง คำร้องของผู้ร้องจึงขาดอายุความแล้ว ผู้คัดค้านที่ 6 รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้ร้องไม่อาจขอเพิกถอนการจำนองได้ สำหรับผู้คัดค้านที่เป็นผู้รับโอนช่วงทุกรายต่างรับซื้อที่ดินจากผู้คัดค้านที่เป็นผู้รับโอนตามที่นายหน้ามาเสนอขาย ไม่เคยรู้จักจำเลยและผู้รับโอนมาก่อน โดยเห็นว่าเป็นราคาพอควรและเหมาะสมกับราคาตลาดในขณะนั้นจึงตกลงซื้อและชำระค่าตอบแทน แล้วมีการซื้อขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการรับโอนโดยสุจริต มีค่าตอบแทนจึงเป็นบุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 116 ผู้ร้องไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการโอนคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 79832 ถึง79839 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 6 ให้กลับสู่ฐานะเดิม หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชดใช้ราคาเป็นเงิน 9,130,500 บาทให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 79840, 79841 และ 79848 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 และการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 79857,79858, 79868 ถึง 79874 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 5 ให้กลับสู่ฐานะเดิม หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 5ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 14,224,000 บาท ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 79849 ถึง 79856 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 3 และการโอนที่ดินเลขที่ 79859 ถึง 79863, 79875 ถึง 79878 ตำบลสวนหลวง(ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 4 การโอนช่วงที่ดินในส่วนนี้โฉนดเลขที่ 79849 ถึง 79856ระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 โฉนดเลขที่ 79859, 79875และ 79876 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 โฉนดเลขที่ 79860ถึง 79863 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 9 โฉนดเลขที่ 79877ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 10 โฉนดเลขที่ 79878 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 11 และที่ 12 ให้กลับสู่ฐานะเดิม หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 10,487,000บาท ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และที่ 9 ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,052,500บาท ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และที่ 10 ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 1,005,000บาท ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน975,000 บาท และให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29889 และ 2894(เฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลย) ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5ที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งการโอนช่วงทั้งสองโฉนดเฉพาะส่วนระหว่างผู้คัดค้านที่ 3และที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 กับการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 29889 เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 6 ให้กลับสู่ฐานะเดิม หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชดใช้ราคาโดยผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 5 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน8,610,000 บาท ในส่วนนี้ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชดใช้ 3,444,000บาท เงินที่กำหนดให้ใช้ทุกจำนวน ผู้ชดใช้ต้องร่วมกันชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันมีคำสั่งนี้ (วันที่ 22 กันยายน 2541)ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 เสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์คงเรียกไว้แต่อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์

ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 มีว่าผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริต และมีค่าตอบแทน จึงได้รับความคุ้มครอง เพราะผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 ไม่ใช่บุคคลภายนอกตามมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 ฎีกาว่า คำว่าบุคคลภายนอก หมายถึงผู้รับโอนทรัพย์สินจากจำเลยโดยตรงทุกคนแต่ผู้รับโอนทรัพย์สินต่อจากผู้รับโอนรายแรกหรือผู้รับโอนช่วง ไม่ใช่บุคคลภายนอก แม้ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 จะรับโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 3และที่ 4 หลังจากจำเลยถูกฟ้องล้มละลายแล้ว แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9ไม่ใช่บุคคลภายนอก ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่ถูกตัดสิทธิมิให้พิสูจน์ถึงการรับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 ส่วนผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 โดยที่ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 มิได้รับโอนหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับจำเลยแต่ประการใด ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 จึงเป็นบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 116 ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 จะยกประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นปฏิเสธว่าตนได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย คือก่อนวันที่ 17 ตุลาคม 2528 แต่คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9ได้รับโอนที่ดินพิพาทหลังจากจำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวและคำว่าบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 116 มิได้มีความหมายดังที่ผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 ฎีกา กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ถึงที่ 9 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปันหยี ทวีศรี กับพวก
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นาง ยุคลวดี ไทยชาติ กับพวก
จำเลย — พันจ่าเอกหญิง นกแก้ว ใจยืน
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2544
#42655
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เพียงแต่กล่าวอ้างในทำนองว่า ตามหลักฐานที่โจทก์จดทะเบียนไว้ต่อกรมทะเบียนการค้าตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารท้ายฟ้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือตัวแทนอยู่ต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดอื่นเชื่อมโยงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใด จึงไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นคำให้การปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้น

โจทก์ฟ้องบังคับจำนองสำหรับทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 เท่านั้น และศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับเรื่องการบังคับจำนองร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้

ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ต่อสู้ฟ้องโจทก์ในเรื่องการบังคับจำนองมาเพียงว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวบังคับจำนองโจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลบังคับจำนองโดยนำที่ดินตามฟ้องออกขายทอดตลาดได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องดังนี้ จึงเห็นได้ว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์ข้อนี้ทำนองว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้บางส่วน จึงถือว่าโจทก์ยอมสละเรื่องเวลาที่ได้กำหนดในเรื่องการบังคับจำนอง และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองสิ้นผลนั้นเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 43,350,862.66 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 26,429,352.07บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จำนวน 15,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับจากวันที่ 11 เมษายน 2540จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้นำทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1, 2 และ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 43,350,862.66 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของเงินต้น 26,429,352.07 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดภายในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ให้บังคับจำนองเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 45378, 45379,44669 และ 44670 ตำบลลำปลาทิว (แสนแสบ) อำเภอลาดกระบังกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวงเงิน 28,920,000 บาท หากได้เงินไม่พอแก่หนี้ก็ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสิทธิพร มหาสวัสดิ์ ฟ้องคดีนี้หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีนายสิทธิพร มหาสวัสดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเท่ากับว่านายสิทธิพรได้รับรองว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงโดยนายบัณฑูร ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อพร้อมกับประทับตราสำคัญของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจตามเงื่อนไขที่โจทก์จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสิทธิพรฟ้องคดีนี้ เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาสืบตามข้ออ้างเพื่อหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสิทธิพรฟ้องคดีนี้จริงนายสิทธิพรจึงมีอำนาจแต่งตั้งนายธนพจน์ มุกดาสถิต เป็นทนายความฟ้องคดีนี้ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ขึ้นมาร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้มาในคำให้การจำเลยที่ 1 อีกประการหนึ่งว่าโจทก์มิได้มีสาขาหรือตัวแทนอยู่ต่างประเทศตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และจำเลยทั้งสามได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ร่วมกันมาในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ธนาคารตัวแทนที่โจทก์อ้างถึงคือธนาคารอะไรในต่างประเทศ และธนาคารดังกล่าวเป็นตัวแทนของโจทก์ได้อย่างไรและมีหลักฐานใดที่แสดงว่าเป็นสาขาของโจทก์ อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากธนาคารในต่างประเทศได้อย่างไร จำเลยทั้งสามจึงเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้มาในคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นอุทธรณ์ที่ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน เพราะตามคำให้การจำเลยที่ 1ดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่กล่าวอ้างในทำนองว่า ตามหลักฐานที่โจทก์จดทะเบียนไว้ต่อกรมทะเบียนการค้าตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารท้ายฟ้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือตัวแทนอยู่ต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดอื่นเชื่อมโยงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใดจึงไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นคำให้การปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้ง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นได้ ดังจะเห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มิได้ยกปัญหาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่ได้กำหนดไว้อย่างกว้าง ๆ แต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 1เช่นเดียวกัน

ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540นั้น เห็นว่า แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในวงเงิน15,000,000 บาท แต่ก็มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย และเงินจำนวนที่จำเลยที่ 2และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ก็เป็นจำนวนน้อยกว่าต้นเงินจำนวน26,492,352.07 บาท ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยประเด็นเรื่องดอกเบี้ยในอุทธรณ์ข้อนี้ไปในทางใดก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอย่างอื่นได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในข้อนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงรับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้ารายใหญ่ของโจทก์ทั้งนี้โดยพิจารณาจากคำจำกัดความของลูกค้ารายใหญ่ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยและอัตราส่วนลดเงินให้กู้ยืมของโจทก์เอกสารหมาย จ.31(ที่ถูกเอกสารหมาย จ.40) ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าจำเลยที่ 1เป็นลูกค้าประเภทใด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงพึงได้รับสิทธิการเสนออัตราดอกเบี้ยโดยอิงกับอัตราดอกเบี้ย เอ็ม แอล อาร์ และ เอ็ม โอ อาร์ ตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2540 ที่โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม2540 จึงไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี เท่านั้น คดีได้ความจากคำเบิกความของนายศิรโรจน์กุลสุมิตราวงศ์ เจ้าหน้าที่โจทก์ตำแหน่งธนกรศูนย์ธุรกิจต่างประเทศ 2ศูนย์ธุรกิจต่างประเทศดาวคนอง ซึ่งรับผิดชอบดูแลหนี้รายนี้ว่า อัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ตายตัวตามสัญญา แต่หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้วอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 จะขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 และจ.14 ถึง จ.23 แก่โจทก์จริง ดังนั้น โจทก์จึงอาจปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ตามประเภทลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้ ดังจะเห็นได้ว่า ตามเครดิตสลิปเอกสารหมาย จ.33 ถึง จ.35 ซึ่งเป็นเอกสารที่แสดงการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราระหว่างร้อยละ15.5 ถึง 18 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกเก็บตลอดมา ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยในอัตราที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1ตกลงกันไว้ตามที่พยานโจทก์เบิกความ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ประเภทผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี โดยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ และ เอ็ม โอ อาร์ ดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ได้ แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามปกติในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ตามใบแจ้งเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.29 แผ่นที่ 7 ถึงแผ่นที่ 10 แต่หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1ให้สูงขึ้นเป็นประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ ตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นดังที่ปรากฏในตารางแสดงอัตราดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.38 และ จ.39ประกอบการ์ดบัญชีแสดงยอดหนี้เอกสารหมาย จ.41 ถึง จ.50 ตามพฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยกรณีผิดนัดไม่ชำระหนี้ ถือได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยเดิมมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383วรรคหนึ่ง ให้อำนาจไว้โดยไม่จำต้องมีฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดการเงินในปัจจุบันรวมทั้งค่าดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์ไปตามเครดิตสลิปเอกสารหมาย จ.33 ถึง จ.37 แล้ว เห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยเดิมอีกร้อยละ 6.5 ต่อปี เมื่อรวมกับดอกเบี้ยเดิมอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ก่อนผิดนัด จึงรวมเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีแต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 อุทธรณ์มาเพียงว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ไม่ถูกต้องโดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงกว่าร้อยละ 9 ต่อปี ก่อนวันที่ 3 ธันวาคม 2540 ไม่ถูกต้องด้วย จึงชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปเท่านั้น และเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องในต้นเงินจำนวน 26,429,352.07 บาท ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องด้วย ส่วนดอกเบี้ยก่อนฟ้องระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2541ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2541 โจทก์มิได้ฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ตามการ์ดบัญชีแสดงยอดหนี้เอกสารหมายจ.41 ถึง จ.50 เมื่อคิดคำนวณแล้วคงเป็นเงินค่าดอกเบี้ยทั้งสิ้น 14,013,667.47บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบ

ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ข้อต่อมาอีกว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนองนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำนองสำหรับทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจำนองระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เท่านั้น และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกี่ยวกับเรื่องการบังคับจำนองร่วมกับจำเลยที่ 1ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ข้อนี้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยอ้างเหตุผลมาว่าปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.7 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน ซึ่งโจทก์เองก็ยอมรับชำระหนี้ ดังนั้น จึงถือได้ว่าโจทก์ยอมสละเรื่องเวลาที่ได้กำหนดในเรื่องการบังคับจำนองและการฟ้องร้องตามที่ปรากฏในหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวข้างต้นแล้ว หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองตามเอกสารหมาย จ.7 ย่อมสิ้นผล หากโจทก์จะฟ้องบังคับจำนองโจทก์จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองใหม่โดยกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระใหม่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับจำนองได้ เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1คงให้การต่อสู้ฟ้องโจทก์ในเรื่องการบังคับจำนองมาเพียงว่า ก่อนฟ้องคดีโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวบังคับจำนอง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลบังคับจำนองโดยนำที่ดินตามฟ้องออกขายทอดตลาดได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองท้ายฟ้องดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้อง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 1

ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสามใช้แทนโจทก์สูงเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเป็นจำนวนเงินสูงถึง 43,350,862.66 บาท ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดไว้ถึง 5 ข้อ ทั้งโจทก์ต้องนำสืบเกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งมีข้อยุ่งยากซับซ้อนพอสมควร ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดใช้แทนโจทก์เป็นเงินเพียง 20,000 บาท มานั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามอย่างมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวอีกสรุปแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ชำระต้นเงินจำนวน26,492,352.07 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดคิดคำนวณถึงวันที่ 2ธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 14,013,667.47 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน26,492,352.07 บาท ดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 21มิถุนายน 2541 หลังจากนั้นจึงให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวต่อไปในต้นเงินจำนวน 26,429,352.07 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท สุพริมการ์เมนท์ นิทติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พินิจ เพชรรุ่ง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2544
#99192
เปิดฉบับเต็ม

ตามปกติโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี แต่หลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์จึงปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ให้สูงขึ้นเป็นประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยกรณีผิดนัดไม่ชำระหนี้ ถือได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มจากเดิมมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่คู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ.มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่งให้อำนาจไว้ โดยไม่จำต้องมีฝ่ายใดอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 43,350,862.66 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 26,429,352.07 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จำนวน 15,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับจากวันที่ 11 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้นำทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดภายในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ให้บังคับจำนองเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 45378, 45379, 44669 และ 44670 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวงเงิน 28,920,000 บาท หากได้เงินไม่พอแก่หนี้ก็ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการธนาคาร ส่วนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์สาขาคลองสานและได้ขอสินเชื่อประเภทต่าง ๆ จากโจทก์ เมื่อระหว่างปี 2533 ถึง 2537จำเลยที่ 1 ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์สาขาคลองสานเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับรองการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวต่อโจทก์ไว้ในตั๋วแลกเงินรวม 10 ฉบับ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทตกลงชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินดังกล่าวไว้แก่โจทก์ และเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 28,920,000 บาทส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 15,000,000 บาท หลังจากครบกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ในตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงจำเลยทั้งสามจำเลยที่ 1 จึงได้นำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน และโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2541 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,350,862.66 บาท และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งในชั้นนี้จำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกี่ยวกับต้นเงิน คงโต้แย้งคัดค้านเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยจำนวน 16,858,510.59 บาทเท่านั้น เมื่อนำค่า ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากหนี้จำนวน 43,350,862.66 บาท แล้ว จึงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 26,492,352.07 บาท

ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินแก่โจทก์จริง ดังนั้น โจทก์จึงอาจปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ประเภทลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้ ดังจะเห็นได้ว่า ตามเครดิตสลิปซึ่งเป็นเอกสารที่แสดงการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราระหว่างร้อยละ 15.5 ถึง 18 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกเก็บตลอดมา ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยในอัตราที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันไว้ตามที่พยานโจทก์เบิกความ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ประเภทผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี โดยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย เอ็ม แอล อาร์ และ เอ็ม โอ อาร์ ดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ได้ แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามปกติในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ตามใบแจ้งเรียกเก็บเงิน แต่หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยที่ 1 ให้สูงขึ้นเป็นประเภทที่ผิดนัดชำระหนี้ ตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ดังที่ปรากฏในตารางแสดงอัตราดอกเบี้ยประกอบการ์ดบัญชีแสดงยอดหนี้ตามพฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยกรณีผิดนัดไม่ชำระหนี้ ถือได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยเดิม มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจไว้โดยไม่จำต้องมีฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดการเงินในปัจจุบันรวมทั้งค่าดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์ไปตามเครดิตสลิปแล้ว เห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยเดิมอีกร้อยละ 6.5 ต่อปี เมื่อรวมกับดอกเบี้ยเดิมอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ก่อนผิดนัด จึงรวมเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 อุทธรณ์มาเพียงว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ไม่ถูกต้อง โดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราสูงกว่าร้อยละ 9 ต่อปีก่อนวันที่ 3 ธันวาคม 2540 ไม่ถูกต้องด้วยจึงชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปเท่านั้น และเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องในต้นเงินจำนวน 26,429,352.07 บาท ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องด้วย ส่วนดอกเบี้ยก่อนฟ้องระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2541 โจทก์มิได้ฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ตามการ์ดบัญชีแสดงยอดหนี้ เมื่อคิดคำนวณแล้วคงเป็นเงินค่าดอกเบี้ยทั้งสิ้น 14,013,667.47 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบ

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ชำระต้นเงินจำนวน 26,492,352.07 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดคิดคำนวณถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 รวมเป็นเงิน 14,013,667.47 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 26,492,352.07 บาท ดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2541 หลังจากนั้นจึงให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวต่อไปในต้นเงินจำนวน 26,429,352.07 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสุพริมการ์เมนท์ นิทติ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พินิจ เพชรรุ่ง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7158/2544
#41317
เปิดฉบับเต็ม

กรณีข้าราชการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น หมายถึงอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นบทกำหนดโทษหาใช่เป็นบทเพิ่มโทษไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยให้เพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 จึงไม่ถูกต้อง

จำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ขณะถูกจับกุมจำเลยที่ 1 รับว่าเงินสดที่ค้นพบบริเวณลิ้นชักหัวเตียงได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเตรียมไว้ซื้อ กับยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้อีก จึงเชื่อได้ว่าตลอดเวลาที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1มีส่วนรู้เห็นด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 103 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 3, 4, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี เพิ่มโทษสำหรับจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 กระทงละสามเท่ารวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละกึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 7 ปี 12 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางคืนธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้อง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมบูรณ์ สีแดง และสิบตำรวจโทประกิต แปงการิยาผู้ร่วมจับกุมเบิกความว่า ร้อยตำรวจเอกสมบูรณ์ขับรถยนต์เข้าไปในบ้านและจับกุมจำเลยที่ 3 โดยสิบตำรวจโทประกิตเข้าไปสมทบและร่วมกันคุมตัวจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะนั้นจำเลยที่ 1 นอนหลับอยู่จึงปลุกให้ตื่นและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมกับหมายค้นขอทำการตรวจค้นพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋าเสื้อที่จำเลยที่ 2 สวมอยู่ จำเลยที่ 2 รับว่าได้ธนบัตรดังกล่าวมาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปเมื่อครู่ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแล้วนำเงินที่จำหน่ายได้มามอบให้แก่จำเลยที่ 2 และตรวจค้นพบเงินสดจำนวน24,320 บาท อยู่บริเวณลิ้นชักหัวเตียงนอน จากการสอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเตรียมไว้เพื่อจะนำไปซื้อเมทแอมเฟตามีน ร้อยตำรวจเอกสมบูรณ์เกลี้ยกล่อมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกที่ซ่อนเมทแอมเฟตามีนที่เหลือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาไปที่หลังบ้านบริเวณห้องน้ำแล้วจำเลยที่ 1 ปืนขึ้นไปล้วงเอาเมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดพลาสติกปิดหัวท้ายจำนวน 13 หลอด หลอดละ 10 เม็ด ห่อด้วยถุงพลาสติกมียางรัดซึ่งซุกซ่อนอยู่ในแผงครอบหลอดไฟฟ้าบนเพดานบริเวณห้องน้ำออกมามอบให้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่าย เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติงานไปตามหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 เชื่อว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามความจริง แม้ขณะทำการจับกุมคดีนี้จำเลยที่ 1 นอนหลับอยู่ แต่จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยกันมาก่อน ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ยอมรับต่อพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมว่าเงินสดจำนวน 24,320 บาท ที่ตรวจค้นพบบริเวณลิ้นชักหัวเตียงนอนได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเตรียมไว้เพื่อจะนำไปซื้อเมทแอมเฟตามีนและยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้อีกจึงเชื่อได้ว่าตลอดเวลาที่จำเลยที่ 2จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 นั้นได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในกรณีที่ข้าราชการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นพระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น หมายถึงอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นบทกำหนดโทษหาใช่เป็นบทเพิ่มโทษไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยให้เพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 10 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 21 ปีฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 15 ปี รวมจำคุก 36 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบเอก สุดตา พันมะวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2544
#41316
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 มิได้ยกประเด็นที่ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของตน คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวมาแต่ต้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างมาในฎีกาว่าพยานเอกสารบางฉบับเข้าสู่สำนวนโดยมิชอบ ก็ถือว่าเป็นปัญหาในเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 305,657บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 270,833 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 สิงหาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในอันที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ในเหตุละเมิดคดีนี้เหลือไม่เกิน 360,000 บาท และคดีขาดอายุความ จำเลยที่ 2มิได้ยกประเด็นที่ฎีกาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของตน คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวมาแต่ต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างมาในฎีกาด้วยว่าพยานเอกสารบางฉบับที่ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อจะเข้าสู่สำนวนโดยมิชอบอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็ถือว่าเป็นปัญหาในเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นาย วอลเตอร์ เบลแมน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2544
#67156
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ละเมิด ประกันภัยค้ำจุน ++

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดของจำเลยที่ 1ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 2ในอันที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ 1 ในเหตุละเมิดคดีนี้เหลือไม่เกิน 360,000 บาท และคดีขาดอายุความ และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2ไม่มีประเด็นดังกล่าวมาแต่ต้น แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1ไม่ได้ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างมาในฎีกาด้วยว่าพยานเอกสารบางฉบับที่ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อจะเข้าสู่สำนวนโดยมิชอบอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็ถือว่าเป็นปัญหาในเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ เวลาประมาณ ๒๒.๑๐นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙ ฉ - ๒๙๔๘ กรุงเทพมหานครโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูง เลี้ยวขวาแซงตัดหน้ารถบรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๔๗๒๕ ปทุมธานี อย่างกระชั้นชิด เป็นเหตุให้นายสมโภชน์กาญจนานนท์ ผู้ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน จึงเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับ รถบรรทุกเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยที่ ๑ ทำให้เสาไฟฟ้าแรงสูงคอนกรีตอัดแรงหักชำรุด ๑ ต้น และอุปกรณ์ประกอบระบบสายส่งกระแส ๒ ระบบเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น๓๐๕,๖๕๗ บาท จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๑จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน ๓๐๕,๖๕๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙ ฉ - ๒๙๔๘ กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ ๑ และจำกัดความรับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไว้ไม่เกินครั้งละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์จะได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้บ้านของนางสาวเอื้อมณีศรีมงคลปทุม และรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๔๗๒๕ ปทุมธานี ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับบริษัทคุ้มเกล้าประกันภัย จำกัด ได้รับความเสียหายด้วย จำเลยที่ ๒ จ่ายค่าเสียหายให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว ๑๔๐,๐๐๐ บาท และถูกนางสาวเอื้อมณีฟ้องเรียกค่าเสียหายอีก๓๒๗,๕๐๐ บาท ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ในอันที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ ๑ ในเหตุละเมิดคดีนี้จึงเหลือไม่เกิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท เท่านั้นคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน๒๗๐,๘๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โดยอ้างว่านางสาววรวัลลภ์จิรัฏฐิติกาล พยานโจทก์เป็นพยานบอกเล่า และโจทก์มิได้นำพนักงานสอบสวนมาสืบประกอบเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งมิใช่เอกสารมหาชน ส่วนเอกสารหมาย จ.๓ จ.๕และ จ.๗ ก็มิใช่พยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ เพราะศาลมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดของจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีเพียงว่าความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ในอันที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกแทนจำเลยที่ ๑ ในเหตุละเมิดคดีนี้เหลือไม่เกิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท และคดีขาดอายุความจำเลยที่ ๒ มิได้ยกประเด็นที่ฎีกาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของตน คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวมาแต่ต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ แม้จำเลยที่ ๒ จะอ้างมาในฎีกาด้วยว่าพยานเอกสารบางฉบับที่ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อจะเข้าสู่สำนวนโดยมิชอบอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็ถือว่าเป็นปัญหาในเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การฎีกาของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ ๒ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายวอลเตอร์ เบลแมน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายอดิสร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายมณฑล เกตุไทย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7151/2544
#554417
เปิดฉบับเต็ม

การบอกกล่าวบังคับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 กฎหมายมิได้บัญญัติบังคับว่าหนังสือบอกกล่าวจะต้องมีรายการอะไรบ้าง เพียงแต่บัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่า เมื่อจะบังคับจำนองผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าว หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง เพียงมีข้อความให้ผู้จำนองเข้าใจได้ว่าถูกบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดรวม 8 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ และโจทก์ฟ้องหนี้เงินกู้รายนี้กับขอให้บังคับจำนองที่ดินรวม 8 โฉนด พร้อมแนบสำเนาหนังสือจำนอง และสำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองท้ายฟ้องด้วย สำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองท้ายฟ้องนั้นตรงกับสำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.11 ระบุเลขโฉนดที่ดินจำนองผิดไป คงบอกถูกเพียงฉบับเดียวคือ โฉนดเลขที่ 27641 เท่านั้น แต่อ้างถึงสัญญากู้ที่จำเลยกู้ไปถูกต้อง ชั้นให้การต่อสู้คดีจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การให้เป็นประเด็นแต่ประการใดเลยว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบเพราะเหตุที่ว่ามิได้บอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินที่จำนองไว้อีก 7 แปลง คงสู้แต่เหตุอื่นคือ ผู้ลงนามในหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง ไม่มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ เพราะไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากโจทก์ให้มีอำนาจทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองตามกฎหมายแทนโจทก์ ถือว่าโจทก์ยังมิได้มีการบังคับจำนอง แสดงว่าจำเลยเข้าใจได้ดีว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่จำนองไว้ หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ถือว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินแปลงอื่นอีก 7 แปลง ที่จำนองไว้ รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 27641 โจทก์ย่อมบังคับจำนองเอากับที่ดินที่จำนองไว้อีก 7 แปลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 6,022,176.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงิน 5,011,726.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยให้แก่โจทก์เป็นเงินครั้งละ 15,401 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27641, 27642, 41972, 41973, 41974, 41976, 41977, 41978 ตำบลวิชิต (อ่าวมะขาม) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,022,176.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,011,726.19 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดที่ 27641 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินแปลงอื่นอีก 7 แปลง ที่จำนองไว้นอกเหนือจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27641 หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์เอกสารหมาย จ.11 เป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินที่จำนองไว้ตามฟ้องเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 27641 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เท่านั้น เห็นว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 นั้น กฎหมายมิได้บัญญัติบังคับว่า หนังสือบอกกล่าวจะต้องมีรายการอะไรบ้าง เพียงแต่บัญญัติไว้กว้างๆ ว่า เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น เพราะฉะนั้น หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง เพียงมีข้อความให้ผู้จำนองเข้าใจได้ว่าถูกบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ก็ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27641, 27642, 41972, 41973, 41974, 41976, 41977, 41978 ตำบลวิชิต (อ่าวมะขาม) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต รวม 8 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ได้ฟ้องหนี้เงินกู้รายนี้กับทั้งขอให้บังคับจำนองที่ดินรวม 8 โฉนด ที่จำเลยจำนองไว้พร้อมทั้งแนบสำเนาหนังสือสัญญาจำนองและสำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองมาท้ายฟ้องด้วย สำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำเลยท้ายฟ้องนั้น ตรงกับสำเนาหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งระบุเลขโฉนดที่ดินที่จำนองผิดไป คงบอกถูกเพียงฉบับเดียวคือโฉนดเลขที่ 27641 เท่านั้น แต่ก็อ้างถึงสัญญากู้ที่จำเลยกู้ไปถูกต้อง ในชั้นให้การต่อสู้คดี จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ให้เป็นประเด็นแต่ประการใดเลยว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ เพราะเหตุที่ว่ามิได้บอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินที่จำนองไว้อีก 7 แปลง คงต่อสู้แต่เหตุอื่นกล่าวคือ ต่อสู้ว่าผู้ลงนามในหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ไม่มีอำนาจลงนามแทนโจทก์เพราะไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากโจทก์ให้มีอำนาจทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองตามกฎหมายแทนโจทก์ ถือว่าโจทก์ยังมิได้มีการบังคับจำนอง แสดงว่าจำเลยเข้าใจได้ดีว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินทุกโฉนดที่จำนองไว้ เพราะฉะนั้นหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.11 จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินแปลงอื่นอีก 7 แปลง ที่จำนองไว้ รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 27641 โจทก์ย่อมบังคับจำนองเอากับที่ดินที่จำนองไว้อีก 7 แปลง ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27642, 41972, 41973, 41974, 41976, 41977, 41978 ตำบลวิชิต (อ่าวมะขาม) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาววรานีย์ สุแสงรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา