คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7017/2544
#41313
เปิดฉบับเต็ม

การสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 นั้น เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องเมื่อโจทก์ประสงค์จะสืบพยานเพียงใดก็เป็นสิทธิของโจทก์ ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานเป็นดุลพินิจของศาล เมื่อโจทก์ติดใจสืบพยานเพียงเท่านั้นและศาลเห็นว่าพยานโจทก์ที่สืบมาเป็นที่พอใจศาลและฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง กรณีหาจำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติมตามที่จำเลยฎีกาไม่

ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำความผิดต่อบิดาผู้เสียหาย เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสองและความผิดฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2542 เวลากลางวัน จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิง ว. อายุสิบปี ผู้เสียหาย ไปเสียจากนายรังสิต ไชยา ซึ่งเป็นบิดา เพื่อการอนาจาร และจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่ออนาจาร โดยผู้เสียหายยินยอม กับกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยจนสำเร็จความใคร่จำนวน 1 ครั้งโดยผู้เสียหายยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 277 วรรคสอง, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารจำคุก 12 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปีจำคุก 12 ปี ฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบปีห้าปีไปเพื่อการอนาจารจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 26 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 13 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และฐานพาเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 ทวิ วรรคสอง... ที่จำเลยฎีกาขอให้สืบพยานหลักฐานโจทก์เพิ่มเติมนั้น เห็นว่า กรณีสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176นั้น เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง เมื่อโจทก์ประสงค์จะสืบพยานเพียงใดก็เป็นสิทธิของโจทก์ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้น เมื่อโจทก์ติดใจสืบพยานเพียงเท่านั้นและศาลเห็นว่าพยานโจทก์ที่สืบมาเป็นที่พอใจศาลและฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามฟ้องกรณีหาจำต้องสืบพยานเพิ่มเติมตามที่จำเลยฎีกาไม่ และที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปีและฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสองและ 317 วรรคสาม ตามลำดับนั้น เห็นว่า โทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นยังสูงเกินไป ไม่เหมาะสม สมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อบิดาผู้เสียหาย เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสองและความผิดฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมกัน จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์และมิได้ฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง และมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 10 ปีและความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 16 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นาย บุญมี เครือวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7017/2544
#69495
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อบิดาผู้เสียหาย เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสอง และความผิดฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารมาตรา 283 ทวิ วรรคสองจำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมกันจึงเป็นการไม่ชอบกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดา เพื่อการอนาจาร และจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่ออนาจาร โดยผู้เสียหายยินยอม กับกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยจนสำเร็จความใคร่จำนวน ๑ ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๗๗ วรรคสอง, ๒๘๓ ทวิ, ๓๑๗

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง, ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง, ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๑๒ ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี จำคุก ๑๒ ปี ฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๒๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๓ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?อนึ่ง ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันควรเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อบิดาผู้เสียหาย เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง และความผิดฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตาม มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา ๙๐ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมกันจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์และมิได้ฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง และมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๑๐ ปี และความผิดตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำคุก ๖ ปี รวมจำคุก ๑๖ ปี ลดโทษให้ กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 277 วรรคสอง ม. 283 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายบุญมี เครือวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7014/2544
#44649
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200บัญญัติว่าให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับให้ผู้อุทธรณ์เป็นผู้นำส่งสำเนาอุทธรณ์หาได้ไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ในตอนต้นว่า "ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาท" แม้จะระบุเพิ่มเติมต่อไปว่า"ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาท"ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงศาลชั้นต้นประสงค์จะแบ่งความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้เป็นสัดส่วนเพื่อสะดวกแก่การกักขังแทนค่าปรับเท่านั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของจำเลยแต่ละคน ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเรื่องค่าปรับว่าเป็นการปรับรวมกันมิใช่แยกปรับเป็นรายบุคคลในความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และแก้ไขเรื่องการจ่ายสินบนนำจับของผู้นำจับและรางวัลของผู้จับโดยแยกให้ชัดเจนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯและพระราชบัญญัติศุลกากรฯ เช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษหนักเกินไปเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218

จำเลยทั้งสองถูกปรับรวมกันตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯไม่เกิน 40,000 บาท จึงกักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 เมื่อมีจำเลย 2 คน ต้องแบ่งการกักขังแทนค่าปรับละ 6 เดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำไม้ในป่าจังหวัดศรีสะเกษโดยตัดฟันไม้กราด ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ออกจากต้นจำนวน 1 ต้น โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันแปรรูปไม้กราดที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันตัดฟันโดยเลื่อยออกเป็นแผ่นรวมจำนวน 4 แผ่นปริมาตร 0.27 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังที่จำเลยแปรรูปไม้แล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีไม้กราดแปรรูปตามจำนวนและปริมาตรดังกล่าวเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับเอาไว้โดยประการใดซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 5,000บาท ซึ่งผลิตในต่างประเทศอันเป็นของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรและโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีอากรขาเข้า เป็นจำนวนเงิน 1,500 บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรเป็นเงิน 6,500 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ,74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5,6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, 74,74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาท รวมจำคุกคนละ12 เดือน ปรับคนละ 25,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษคดีใดมาก่อน ประกอบกับความผิดไม่ร้ายแรงนัก เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับร้อยละสามสิบของค่าปรับแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลร้อยละห้าสิบของค่าปรับแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 26,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับในความผิดฐานนี้ ให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของตัวจำเลย ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบของค่าปรับในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลแก่ผู้จับร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบในความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะมิได้สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ จึงจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับให้โจทก์เป็นผู้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาหาได้ไม่การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า"โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลขยายให้ รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้การส่งให้ปิดได้" จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 26,000 บาท เป็นการพิพากษาเพิ่มค่าปรับไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ชัดแจ้งในตอนต้นแล้วว่า "ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาท"แม้จะระบุเพิ่มเติมต่อไปว่า "ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาท" ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงการที่ศาลชั้นต้นประสงค์จะแบ่งความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้เป็นสัดส่วนเพื่อสะดวกแก่การกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ทำให้คำพิพากษาที่ชอบเสียไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3แก้ไขให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยกระทงละ 4,000 บาท ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ เป็นใช้ดุลพินิจลงโทษหนักเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง,73 วรรคหนึ่ง, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือนปรับคนละ 4,000 บาท ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาทซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาทรวมจำคุกคนละ 12 เดือนปรับคนละ 25,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษมาก่อนประกอบกับความผิดไม่ร้ายแรงนัก โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางให้จ่ายสินบนนำจับร้อยละสามสิบของค่าปรับแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลร้อยละห้าสิบของค่าปรับแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 26,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับในความผิดฐานนี้ให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของตัวจำเลย ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบของค่าปรับในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลแก่ผู้จับร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบในความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2468 ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้ไขเฉพาะเรื่องค่าปรับว่าเป็นการปรับรวมกันมิใช่แยกปรับเป็นรายบุคคลในความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และแก้ไขเรื่องการจ่ายสินบนนำจับของผู้นำจับและรางวัลของผู้จับโดยแยกให้ชัดเจนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติศุลกากรฯ เช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีจำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษหนักเกินไป เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ระบุในคำพิพากษาว่า "...หากต้องกักขังแทนค่าปรับในความผิดฐานนี้ให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของตัวจำเลย..."นั้น ไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยทั้งสองถูกปรับรวมกันตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ไม่เกิน 40,000 บาท จึงกักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 เมื่อมีจำเลย 2 คน ต้องแบ่งการกักขังแทนค่าปรับจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน การกักขังแทนค่าปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน เว้นแต่ถ้าจะกักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับให้กักขังไว้คนละไม่เกิน 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 200 ม. 212 ม. 218
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย บุญ สุภาพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7014/2544
#69450
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ชัดแจ้งในตอนต้นแล้วว่า "ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาใน ราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาท" แม้จะระบุเพิ่มเติมต่อไปว่า "ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาท" ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงการที่ศาลชั้นต้นประสงค์จะแบ่งความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้เป็นสัดส่วนเพื่อสะดวกแก่การกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่าให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 26,000 บาท ตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเรื่องค่าปรับว่าเป็นการปรับรวมกัน มิใช่แยกปรับเป็นรายบุคคลในความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และแก้ไขเรื่องการจ่ายสินบนนำจับของผู้นำจับและรางวัลของผู้จับ โดยแยกให้ชัดเจนตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ และ พ.ร.บ. ศุลกากรฯ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปีจำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของ ศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยทั้งสองถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ ไม่เกิน 40,000 บาท จึงกักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 30 เมื่อมีจำเลย 2 คน ต้องแบ่งการกักขังแทนค่าปรับจำเลยทั้งสองคนละไม่เกิน 6 เดือน การกักขังแทน ค่าปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ว่าหากต้องกักขังแทนค่าปรับให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของตัวจำเลยนั้นไม่ถูกต้องและเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน ปรับคนละ 25,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษคดีใดมาก่อน ประกอบกับความผิดไม่ร้ายแรงนัก เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับร้อยละสามสิบของค่าปรับแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลร้อยละห้าสิบของค่าปรับแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 26,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับในความผิดฐานนี้ ให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของตัวจำเลย ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบของค่าปรับในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลแก่ผู้จับร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบในความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และ 8 นอกจากที่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 26,000 บาท เป็นการพิพากษาเพิ่มค่าปรับ ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ ชัดแจ้งในตอนต้นแล้วว่า "ฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ปรับรวมเป็นเงิน 26,000 บาท" แม้จะระบุเพิ่มเติมต่อไปว่า "ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,000 บาท" ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงการที่ศาลชั้นต้นประสงค์จะแบ่งความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้เป็นสัดส่วนเพื่อสะดวกแก่การกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ทำให้คำพิพากษาที่ชอบเสียไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยกระทงละ 4,000 บาท ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ เป็นใช้ดุลพินิจลงโทษหนักเกินไปนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเรื่องค่าปรับว่าเป็นการปรับรวมกันมิใช่แยกปรับเป็นรายบุคคลในความผิดฐานร่วมกันรับเอาไว้ซึ่งของต้องจำกัดมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และแก้ไขเรื่องการจ่ายสินบนนำจับของผู้นำจับและรางวัลของผู้จับโดยแยกให้ชัดเจนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติศุลกากรฯ เช่นนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษหนักเกินไป เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ระบุในคำพิพากษาว่า "?หากต้องกักขังแทนค่าปรับในความผิดฐานนี้ให้เฉลี่ยกักขังไปตามสัดส่วนของตัวจำเลย?" นั้น ไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยทั้งสองถูกปรับรวมกันตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ไม่เกิน 40,000 บาท จึงกักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 เมื่อมีจำเลย 2 คนต้องแบ่งการกักขังแทนค่าปรับจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน การกักขังแทนค่าปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน เว้นแต่ถ้าจะกักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับให้กักขังไว้คนละไม่เกิน 6 เดือน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายบุญ สุภาพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายณรงค์ ซึงถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2544
#42055
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมแต่ชั้นพิจารณาให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมตลอดมาจนถึงชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกแล้วลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 3กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โจทก์และจำเลยที่ 1อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 พอใจในผลของคำพิพากษามิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยทั้งสามแต่กลับลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 3หนึ่งในสาม ทั้งที่จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีคงให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเท่านั้น และจำเลยที่ 2 ก็พอใจในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมตลอดถึงชั้นพิจารณาของศาล ศาลชั้นต้นลดโทษให้กึ่งหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์กลับลดโทษให้หนึ่งในสามและให้จำคุกจำเลยที่ 3 เกินกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 แต่อย่างใดกรณีดังกล่าว ศาลอุทธรณ์มิได้ให้เหตุผลว่าใช้บทกฎหมายหรือดุลพินิจอย่างไรในการลดโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากลักษณะปกติโดยทั่วไป ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ให้จำคุกคนละ 30 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 1และที่ 2 คนละหนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 มีกำหนดคนละ 20 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด15ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 16 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีในส่วนของการลดโทษจำเลยที่ 2และที่ 3 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม แต่ชั้นพิจารณาให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมตลอดจนถึงชั้นพิจารณาของศาลศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 30 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด20 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 ปี โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 พอใจในผลของคำพิพากษามิได้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปีแต่กลับลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 3หนึ่งในสาม ทั้งที่จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี คงให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเท่านั้น และจำเลยที่ 2 ก็พอใจในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมตลอดถึงชั้นพิจารณาของศาล ศาลชั้นต้นลดโทษให้กึ่งหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์กลับลดโทษให้หนึ่งในสาม และให้จำคุกจำเลยที่ 3 เกินกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 แต่อย่างใดกรณีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มิได้ให้เหตุผลว่าใช้บทกฎหมายหรือดุลพินิจอย่างไรในการลดโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากลักษณะปกติโดยทั่วไป ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามและลดโทษให้แก่จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมบูรณ์ ฟื้นชมภู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7008/2544
#42054
เปิดฉบับเต็ม

ในรายงานกระบวนพิจารณาชั้นจำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นได้สอบถามทนายความทั้งสองฝ่ายแล้วได้ความว่า จำเลยถูกโจทก์อีกคดีหนึ่งฟ้องที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพียงเช็ค 1 ฉบับ ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีดังกล่าวโจทก์ยังไม่ผิดสัญญา จึงให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องจำเลย การที่ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความก็เป็นการไต่สวนแล้ว มิใช่ว่าจำต้องสืบพยานบุคคลเท่านั้นจึงจะเป็นการไต่สวน และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบถามคู่ความพอวินิจฉัยได้แล้วก็ไม่จำต้องสืบพยานบุคคลอีกศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องจำเลยโดยไม่สืบพยานชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระเป็นเช็ค หากไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้3 งวด ติดต่อกันถือว่าผิดสัญญายอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

ต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 6 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งระงับการจ่ายเงินตามเช็คที่ออกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้ง 3 ฉบับ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำแถลง

วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 โจทก์ยื่นคำขอว่า จำเลยผิดนัดชำระหนี้3 งวด ติดต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 6 โดยไม่ดำเนินการระงับข้อเรียกร้องของบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยในมูลหนี้รายเดียวกันกับโจทก์ ขอให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและเพิกถอนคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งว่า จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 6 และไม่มีสิทธิขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นต้องเป็นกรณีที่จำเลยถูกโจทก์หรือบุคคลภายนอกเรียกร้องให้ชำระหนี้ในส่วนที่จำเลยได้ชำระไปแล้ว แต่ปัจจุบันมูลหนี้เดียวกันนี้จำเลยเพียงถูกโจทก์อีกคดีหนึ่งฟ้องให้ชำระหนี้ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยังไม่มีการบังคับคดี จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาชอบที่จะขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ กรณีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยอีกต่อไปให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีโดยไม่สืบพยานชอบหรือไม่ซึ่งจำเลยอ้างว่าควรให้โอกาสจำเลยได้นำพยานเข้าสืบเพื่อแสดงหลักฐานพิสูจน์ถึงที่มาแห่งข้อตกลงก่อนนั้น เห็นว่า ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นได้สอบถามทนายความทั้งสองฝ่ายแล้วได้ความว่า จำเลยถูกโจทก์อีกคดีหนึ่งฟ้องที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพียงเช็ค 1 ฉบับ ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีดังกล่าวโจทก์ยังไม่ผิดสัญญาจึงให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องจำเลย การที่ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความก็เป็นการไต่สวนแล้วมิใช่ว่าจำต้องสืบพยานบุคคลเท่านั้นจึงจะเป็นการไต่สวน และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบถามคู่ความพอวินิจฉัยได้แล้วก็ไม่จำต้องสืบพยานบุคคลอีก ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องจำเลยโดยไม่สืบพยานแล้วฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิบังคับคดีจนกว่าโจทก์จะดำเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคดีที่จำเลยถูกฟ้องยุติโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 6 มีข้อความว่า เมื่อจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนหรือทั้งหมดตามสัญญานี้แล้ว โจทก์จะไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องชำระหนี้หรือถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ในส่วนที่จำเลยได้ชำระไปแล้วอีก ไม่ว่าการเรียกร้องนั้นจะได้กระทำโดยโจทก์หรือโดยบุคคลอื่นอันเนื่องมาจากการรับช่วงสิทธิจากโจทก์ หรือเนื่องมาจากการเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับมูลหนี้ตามสัญญานี้ หากมีบุคคลอื่นเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้อันเป็นมูลหนี้เกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ในส่วนที่จำเลยได้ชำระให้โจทก์ไว้แล้ว โจทก์จะดำเนินการให้การเรียกร้องนั้นระงับไปโดยพลัน จากข้อตกลงดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่าโจทก์จะมีหน้าที่ดำเนินการให้การเรียกร้องนี้ระงับไปก็ต่อเมื่อบุคคลภายนอกได้รับช่วงสิทธิจากโจทก์หรือเนื่องมาจากการเรียกร้องของโจทก์เท่านั้น ถ้าบุคคลภายนอกฟ้องจำเลยโดยอาศัยสิทธิของเขาเองโจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้การเรียกร้องนั้นระงับไปแม้ในคำร้องคัดค้านการบังคับคดีของจำเลยฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2541 จะระบุว่าบุคคลภายนอกเรียกร้องในมูลหนี้อันเกิดจากสินค้ารายเดียวกันก็ตาม แต่ในสินค้ารายเดียวกันอาจจะมีหนี้อื่น เช่น หนี้ค่าขนส่ง ค่าภาษี เป็นต้น เมื่อไม่ปรากฏว่าบุคคลภายนอกที่เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้รับช่วงสิทธิจากโจทก์หรือเนื่องมาจากการเรียกร้องของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการระงับข้อเรียกร้องของบุคคลภายนอกตามสัญญาประนีประนอมยอมความฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คาเนมัตสึ (ฮ่องกง) ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัท นิกโก้อุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7001/2544
#43352
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ใช้บัตรเครดิตปลอมไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆจากร้านค้าสมาชิกผู้รับบัตรเครดิตรวม 82 ครั้ง ผลการใช้บัตรเครดิตปลอมของจำเลยเป็นเหตุให้ธนาคาร น. ต้องจ่ายเงินตามใบบันทึกการขายซึ่งเป็นหลักฐานอันเกิดจากบัตรเครดิตปลอมให้แก่ร้านค้าสมาชิกผู้รับบัตรเครดิต ธนาคาร น. จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการใช้บัตรเครดิตปลอมของจำเลย มีอำนาจร้องทุกข์คดีนี้ได้

การหักวันต้องขังของศาลชั้นต้นเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีการที่จำเลยฎีกาในเรื่องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าพิพากษาคดีไม่ถูกต้องแต่ประการใดเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกหักวันต้องขังคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านโดยขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เป็นลำดับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, 265, 268, 341, 342, 33, 91คืนบัตรเครดิตของกลางให้แก่ผู้เสียหาย ริบใบบันทึกการขาย (เซลสลิป)131 รายการ และใบขอสมัครเป็นสมาชิก บัตรเครดิตขวัญนคร จำนวน2 ฉบับ ของกลาง ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 130,885.24 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188, 264 วรรคแรก, 265 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดกระทงหนึ่งกับมีความผิดตามมาตรา 268 วรรคแรก, 341 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดอีกกระทงหนึ่ง แต่คงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมได้เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำเลยกระทำผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 82 ครั้งจึงต้องรับโทษรวม 82 กรรม ให้เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปีรวมเป็นจำคุก 82 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้บางส่วนเป็นเงิน10,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 41 ปี แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมต้องระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งเป็นความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำคุกรวมทุกกระทงได้ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวมทั้งสิ้น 20 ปี คืนบัตรเครดิตของกลางให้แก่เจ้าของ ส่วนของกลางอื่นให้ริบ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินส่วนที่เหลือจำนวน 83,706.75 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยได้นำเอาเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ของนายสมคิด พุ่มแก้ว ไปเพื่อขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตขวัญนคร ของธนาคารนครหลวงไทย จำกัดผู้เสียหาย โดยจำเลยลงลายมือชื่อปลอมว่าเป็นนายสมคิดในใบขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตในนามนายสมคิด พุ่มแก้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ผู้เสียหายได้ออกบัตรเครดิตขวัญนครให้แก่จำเลย แล้วจำเลยลงลายมือชื่อปลอมนายสมคิดลงในบัตรเครดิตที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ผู้เสียหายออกให้ในนามนายสมคิด พุ่มแก้ว และจำเลยนำบัตรเครดิตในนามนายสมคิดที่จำเลยลงลายมือชื่อปลอมไว้ ซึ่งเป็นบัตรเครดิตปลอมไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้ารวม 82 ครั้ง รวมเป็นเงิน 93,706.75 บาท ธนาคารนครหลวงไทยจำกัด ผู้เสียหายได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ร้านค้าผู้รับบัตรเครดิตไปแล้ว แต่จำเลยได้ชดใช้ให้ผู้เสียหายไปแล้ว 10,000 บาท คงเสียหาย83,706.75 บาท ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ได้ออกบัตรเครดิตขวัญนครหมายเลข 0015 0151 1121 5001 ให้แก่นายสมคิด พุ่มแก้วโดยหลงเชื่อตามใบขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของนายสมคิด พุ่มแก้วที่จำเลยกระทำปลอมขึ้น ฉะนั้น บัตรเครดิตดังกล่าวจึงเป็นบัตรเครดิตที่แท้จริงและออกโดยธนาคารนครหลวงไทย จำกัด แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า จำเลยได้บังอาจปลอมบัตรเครดิตขวัญนครหมายเลขดังกล่าวฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเคลือบคลุม อาจทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้ทำบัตรเครดิตขวัญนครปลอมเพิ่มขึ้นอีกฉบับหนึ่งนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าภายหลังที่จำเลยได้กระทำความผิดในฟ้องข้อ 1.2 แล้ว จำเลยได้บังอาจปลอมบัตรเครดิตขวัญนครหมายเลข 0015 0151 1121 5001 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ซึ่งออกในนามของนายสมคิดพุ่มแก้ว โดยหลงเชื่อใบขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวในฟ้องข้อ 1.2 โดยเอกสารดังกล่าวก่อให้ผู้มีชื่อในบัตรเครดิตดังกล่าวเกิดสิทธิในการนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าสมาชิกผู้รับบัตรโดยยังไม่ต้องชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินสด ทั้งนี้โดยจำเลยได้นำบัตรเครดิตดังกล่าวมาลงลายมือชื่อปลอมของนายสมคิด พุ่มแก้ว ผู้มีชื่อในบัตรเครดิตดังกล่าวในช่องลายมือผู้ถือบัตรที่ด้านหลังของบัตรเครดิตดังกล่าวโดยทุจริตเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าบัตรเครดิตดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงที่ลงลายมือชื่อโดยนายสมคิด พุ่มแก้ว ผู้มีชื่อในบัตรดังกล่าว ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสมคิด พุ่มแก้ว ธนาคารนครหลวงไทยจำกัด ผู้อื่นและประชาชน เป็นการบรรยายฟ้องว่าภายหลังจากจำเลยได้กระทำความผิดปลอมใบขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของนายสมคิดพุ่มแก้ว จนได้รับบัตรเครดิตจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด แล้วจำเลยได้กระทำความผิดต่อไปอีกโดยการลงลายมือชื่อปลอมของนายสมคิด พุ่มแก้ว ด้านหลังบัตรเครดิตที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ออกให้แก่นายสมคิด พุ่มแก้วเป็นเหตุให้บัตรเครดิตดังกล่าวมีลายมือชื่อปลอมของผู้ถือบัตรกลายเป็นบัตรเครดิตปลอม คำฟ้องโจทก์จึงไม่ทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้ทำบัตรเครดิตปลอมเพิ่มขึ้นอีกใบดังที่จำเลยฎีกา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกาของจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เป็นผู้เสียหายคดีนี้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตปลอมไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าจึงเป็นการกระทำความผิดต่อร้านค้า ส่วนธนาคารนครหลวงไทย จำกัดแม้จะเป็นผู้จ่ายเงินก็เป็นการละเมิดทางแพ่งเท่านั้น ไม่ได้กระทำความผิดอาญาต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด นั้น เห็นว่าจำเลยได้ใช้บัตรเครดิตปลอมไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ จากร้านค้าสมาชิกผู้รับบัตรเครดิตรวม 82 ครั้ง ผลการใช้บัตรเครดิตปลอมของจำเลยเป็นเหตุให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ต้องจ่ายเงินตามใบบันทึกการขายซึ่งเป็นหลักฐานอันเกิดจากบัตรเครดิตปลอมให้แก่ร้านค้าสมาชิกผู้รับบัตรเครดิตธนาคารนครหลวงไทย จำกัด จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการใช้บัตรเครดิตปลอมของจำเลย ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด จึงเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์คดีนี้ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกาของจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่าจำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาการหักวันต้องขังตามหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาของศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่เห็นว่า การหักวันต้องขังของศาลชั้นต้นเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ฎีกาของจำเลยจึงมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าพิพากษาคดีไม่ถูกต้องแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกหักวันต้องขังคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านโดยขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เป็นลำดับต่อมา การที่จำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจียมรัตน์ คำตา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6993/2544
#43351
เปิดฉบับเต็ม

ล. ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องส. กับโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ ส. และบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้าม ส. และโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โดยอ้างสิทธิในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเพราะโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาโดยไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นว่า ระหว่างจำเลยกับ ล. ผู้ใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ล. ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ล. ไม่ใช่เป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีหลายครั้งทั้งที่ทราบคำกำชับของศาลแล้วพฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและตามคำร้องขอเลื่อนคดีและใบรับรองแพทย์ท้ายคำร้องอ้างเหตุเพียงว่าจำเลยเดินทางไกลไม่ได้เท่านั้น มิได้มีปรากฏเหตุผลว่าเป็นความเจ็บป่วยจนถึงไม่สามารถมาศาลได้อย่างแท้จริงหรือไม่สามารถเบิกความได้ทั้งจำเลยก็มิได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลชั้นต้นว่าหากไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรม พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1865ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่3 งาน 26 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย โสมนะพันธ์ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 1865 ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขนกรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1865 ตำบลอนุสาวรีย์(กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัยโสมนะพันธ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531ไม่ผูกพันและไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ ให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม พันจ่าอากาศเอกยงยุทธ มณีอินทร์และนางสาวพิมพ์ใจ มณีอินทร์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่านางลมัย โสมนะพันธ์ เป็นบุตรพระยาธรรมเสนากับคุณหญิงแก้ว โจทก์เป็นบุตรนางลมัยกับนายเพ็ง โสมนะพันธ์ และเป็นผู้จัดการมรดกของนางลมัยโดยคำสั่งศาล นางลมัยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1865 ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 26 ตารางวา ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คำสั่งศาลจังหวัดสระบุรีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการพิจารณาคดีโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบชอบหรือไม่ และที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัยหรือของจำเลย ในปัญหาแรกเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531 ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสุดใจ เอี่ยมทัศน์ เป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาล ให้ขับไล่นางสุดใจและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามนางสุดใจ และโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทตามคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 ในคดีดังกล่าวโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดี โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลมัยฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 เป็นเรื่องที่จำเลยขอให้ศาลพิพากษาขับไล่นางสุดใจและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามนางสุดใจและโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โดยอ้างสิทธิในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลโดยการครอบครองปรปักษ์และศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเพราะโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาโดยไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นว่าระหว่างจำเลยกับนางลมัย ผู้ใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เนื่องจากคดีก่อนโจทก์ยังมิได้เข้าไปโต้แย้งเรื่องที่จำเลยอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัยไม่ใช่เป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อน และขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ ได้ความว่าคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 ยังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างที่โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการพิจารณาใหม่ แม้ภายหลังศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2538 ท้ายฎีกาของจำเลยฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังที่จำเลยฎีกา ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5240/2541 ระหว่างนางพยูร เรืองงาม โจทก์กับนางอังคณาพูลสุวรรณ กับพวก จำเลย

สำหรับปัญหาว่าคำสั่งศาลจังหวัดสระบุรีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการพิจารณาคดีตามคำขอของจำเลยโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบชอบหรือไม่นั้นเห็นว่าคู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 40 วรรคแรก และการอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่าศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยคือตัวจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรีนัดแรกวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เวลา 10 นาฬิกาถึงวันนัดทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยไปโดยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 และสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531 ของศาลชั้นต้นมาด้วย ซึ่งคดีหมายเลขแดงทั้งสองเรื่องดังกล่าวโจทก์ระบุรายละเอียดต่าง ๆ ในคำฟ้องไว้อย่างชัดแจ้งและจำเลยให้การรับในรายละเอียดของคดีถูกต้องตรงกันอยู่แล้วจึงไม่น่าที่ทนายจำเลยจะขอเลื่อนคดีเพราะเหตุดังกล่าวเท่านั้นโดยเพียงแต่อ้างว่าจำเป็นต้องอ้างเอกสารในสำนวน แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นเอกสารฉบับใด และมีความจำเป็นสำคัญอย่างใด ซึ่งศาลจังหวัดสระบุรีให้เลื่อนไปสืบพยานประเด็นจำเลยเป็นนัดที่สองในวันที่ 17 กรกฎาคม 2535เวลา 13.30 นาฬิกา ถึงวันนัดทนายจำเลยขอให้ศาลไปเดินเผชิญสืบตัวจำเลยที่โรงพยาบาลมิตรภาพ และสืบตัวจำเลยยังไม่ทันจบปาก ทนายจำเลยขอเลื่อนไปสืบตัวจำเลยต่อวันที่ 5 สิงหาคม 2535 เวลา 13.30นาฬิกา เป็นนัดที่สามถึงวันนัดทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าทนายจำเลยป่วย โจทก์ค้านว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ศาลจังหวัดสระบุรีจึงให้เลื่อนไปสืบตัวจำเลยต่อวันที่ 4 กันยายน 2535 เวลา 13.30 นาฬิกาเป็นนัดที่สี่ ถึงวันนัดศาลจังหวัดสระบุรีสืบตัวจำเลยต่อยังไม่ทันเสร็จทนายจำเลยขอเลื่อนไปสืบตัวจำเลยต่อวันที่ 21 กันยายน 2535 เวลา8.30 นาฬิกา โดยอ้างว่าจำเลยมีอาการอ่อนเพลีย ศาลจังหวัดสระบุรีอนุญาตตามคำขอเป็นนัดที่ห้า ถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนอ้างเหตุตัวจำเลยป่วย ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระ และต่อมาได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาที่กรุงเทพมหานคร โจทก์ค้านการขอเลื่อนว่าจำเลยไม่ได้ป่วยจริง ศาลจังหวัดสระบุรีให้เลื่อนไปสืบจำเลยต่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 เวลา 8.30 นาฬิกา เป็นนัดที่หกถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยอ้างเหตุว่าจำเลยยังอ่อนเพลียเสียงแหบ และยังรักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานครโจทก์ค้านว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ศาลจังหวัดสระบุรีให้เลื่อนไปสืบตัวจำเลยต่อวันที่ 27 ตุลาคม 2535 เวลา 8.30 นาฬิกา เป็นนัดที่เจ็ดและกำชับว่าในนัดหน้าจะไม่ให้จำเลยเลื่อนคดีอีก ถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยอีกโดยอ้างเหตุว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเหนื่อยหอบ พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา กรุงเทพมหานครไม่สามารถเดินทางไกลได้ โจทก์ค้านว่า จำเลยมีเจตนาประวิงคดีโดยมีพฤติการณ์อย่างเดียวกันในการขอเลื่อนและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนวันนัดเสมอ ศาลจังหวัดสระบุรีมีคำสั่งว่า ได้ให้โอกาสจำเลยหลายครั้งแม้จำเลยจะป่วยจริงแต่ก็สามารถเบิกความได้ และมีเหตุเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดีถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและให้ส่งประเด็นคืนศาลชั้นต้น จึงเห็นได้ว่า คดีนี้จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยหลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถสืบตัวจำเลยเพียงปากเดียวได้เสร็จสิ้น โดยจำเลยมีเหตุขอเลื่อนการสืบพยานทุกนัดด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันและโจทก์ได้ค้านมาตลอดว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดีจนกระทั่งศาลจังหวัดสระบุรีได้กำชับในนัดที่หกว่าในนัดที่เจ็ดจะไม่ให้จำเลยขอเลื่อนคดีอีก แต่เมื่อถึงวันนัดในนัดที่เจ็ดทนายจำเลยกลับยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีด้วยเหตุผลเดิมทั้ง ๆ ที่ทราบคำกำชับของศาลจังหวัดสระบุรีแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดสระบุรีเลยแม้แต่น้อย และตามคำร้องขอเลื่อนคดีและใบรับรองแพทย์ท้ายคำร้องดังกล่าวอ้างเหตุเพียงว่าจำเลยเดินทางไกลไม่ได้เท่านั้นมิได้มีปรากฏเหตุผลว่าเป็นความเจ็บป่วยจนถึงกับไม่สามารถมาศาลได้อย่างแท้จริงหรือไม่สามารถเบิกความได้ ทั้งจำเลยอาจขอให้ศาลจังหวัดสระบุรีส่งประเด็นคืนเพื่อนำตัวจำเลยมาสืบพยานจำเลยต่อที่ศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครก็ย่อมจะกระทำได้ซึ่งเป็นการสะดวกที่จะนำตัวจำเลยมาสืบพยานต่อได้เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า แต่จำเลยกลับเลือกที่จะใช้การขอเลื่อนคดีออกไป ซึ่งไม่แน่นอนว่าตัวจำเลยจะไปเบิกความที่ศาลจังหวัดสระบุรีในนัดต่อไปได้หรือไม่ และจำเลยก็มิได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลจังหวัดสระบุรีว่าหากไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมพฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ที่ศาลจังหวัดสระบุรีเห็นว่าจำเลยจงใจประวิงคดีและไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบในวันนัดจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย โสมนะพันธ์ หรือของจำเลย โจทก์มีตัวโจทก์นางเอมอร โสมนะพันธ์ นางอัจฉรา พุ่มฉัตร พี่สาวโจทก์ นายวรา สุขกสิกรอาโจทก์ และนายสันติพงษ์ บุญญะจิตร บุตรนายวราซึ่งเป็นเครือญาติเดียวกันเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พระยาธรรมเสนามีภริยาคนแรกชื่อนางจำปี ต่อมาได้คุณหญิงแก้วเป็นภริยามีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางลมัยนางลมัยได้นายเพ็งเป็นสามีมีบุตร 3 คน คือตัวโจทก์และพี่สาวทั้งสองคนนายวราเป็นบุตรนายปุ๊กกับนางเมี้ยน นายปุ๊กเป็นน้องชายพระยาธรรมเสนาพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความสอดคล้องยืนยันตรงกันว่า จำเลยนางเพี้ยนมารดาจำเลยและนางบุญมายายจำเลยไม่ได้เป็นเครือญาติและไม่เคยรู้จักกับบุคคลทั้งสามดังกล่าวมาก่อน ที่ดินพิพาทเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1865 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายชื้นบิดานายชั้นเอี่ยมทัศน์ เนื้อที่ตามโฉนดทั้งหมด 12 ไร่เศษ ปี 2489 นางลมัยมารดาโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายชื้น และในปี 2492 นางเมี้ยนมารดานายวราซื้อที่ดินข้างต้นให้แก่นายวรา นายวราได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยรวม 26 แปลง และก่อตั้งโรงเรียนการช่างขึ้นบนที่ดินดังกล่าว โดยให้นายชั้นสามีนางสุดใจ เอี่ยมทัศน์ ดูแลโรงเรียน ต่อมาโรงเรียนการช่างเลิกกิจการนายชั้นยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทโดยทำหนังสือขออาศัยให้ไว้แก่นายวราตามเอกสารหมาย จ.4 และนายวราได้ขายที่ดินที่แบ่งแยกให้นางลมัย 1 แปลงในปี 2505 ต่อมาปี 2506 นายวราจึงขายที่ดินพิพาทให้แก่นางลมัยนางลมัยยอมให้นายชั้นอยู่อาศัยต่อมาจนนายชั้นถึงแก่ความตายในปี2524 นางสุดใจอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาปี 2529 นางสุดใจยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุดใจโดยการครอบครองปรปักษ์ปี 2531 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลมัยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุดใจใช้ยันโจทก์ไม่ได้ และฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย นางสุดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นางสุดใจไม่ฎีกา ในปี 2531 จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาปี 2533 จำเลยฟ้องนางสุดใจเป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้ขับไล่นางสุดใจและบริวารและห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท นางสุดใจและโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาตามคำขอของจำเลย โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่อนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอ ก่อนคดีถึงที่สุดโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยไม่เคยเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทตามสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 จำเลยเบิกความว่า จำเลยเป็นบุตรนายยวงกับนางเพี้ยน นางเพี้ยนเป็นบุตรนางบุญมา ซึ่งเดิมเป็นคนรับใช้ในบ้านของพระยาธรรมเสนา พระยาธรรมเสนาได้เสียกับนางบุญมาจนตั้งครรภ์และเกรงว่าภริยาจะทราบเรื่องจึงให้นางบุญมาออกจากบ้านเมื่อปี 2513นางลมัยไปหามารดาจำเลยที่บ้านขณะนั้นมารดาจำเลยและจำเลยมีฐานะยากจนมาก นางลมัยพูดยกที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นรกมากให้แก่มารดาจำเลยและบอกว่าหากทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อใดจะโอนที่ดินพิพาทให้ เพราะพระยาธรรมเสนาสั่งไว้ก่อนถึงแก่ความตาย จำเลยจึงปลูกบ้านกลางที่ดินพิพาทและแบ่งบ้านบางส่วนให้แก่นายชั้นและครอบครัวอยู่อาศัยโดยจ้างนายชั้นทำสวนผักเดือนละ 300 บาท นางลมัยถึงแก่ความตายก่อนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางลมัยปี 2517 จำเลยไปขอให้นายเพ็งบิดาโจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย แต่นายเพ็งสุขภาพไม่ดีจึงไม่ได้ดำเนินการให้นายเพ็งถึงแก่ความตายปี 2518 ต่อมาปี 2531 จำเลยจึงยื่นคำร้องขอต่อศาลขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงรู้ว่านางสุดใจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำสั่งศาลตั้งแต่ปี 2529 จำเลยจึงฟ้องนางสุดใจและโจทก์เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 ของศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานบุคคลของโจทก์ล้วนเป็นเครือญาติใกล้ชิดและสืบสายโดยตรงมาจากพระยาธรรมเสนา ย่อมจะต้องรู้เรื่องราวและประวัติเกี่ยวกับบุคคลในวงศ์ตระกูลของตนดีกว่าบุคคลภายนอกที่มิใช่เชื้อสายเดียวกันพยานดังกล่าวเบิกความถึงประวัติความเป็นมาของเครือญาติ และความเป็นมาของที่ดินพิพาทสอดคล้องตรงกัน และเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนางลมัยมารดาโจทก์แต่อ้างว่ามารดาโจทก์ยกให้เพราะมารดาจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติเดียวกับมารดาโจทก์เพราะมารดาจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน คือพระยาธรรมเสนา แต่ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวคงมีเพียงตัวจำเลยคนเดียวเท่านั้นที่เบิกความลอย ๆ มิได้มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ และหากมารดาจำเลยเป็นบุตรพระยาธรรมเสนาที่เกิดจากนางบุญมาจริงโดยนางลมัยมารดาโจทก์ก็ยอมรับดังที่จำเลยเบิกความแล้ว ก็น่าที่เครือญาติใกล้ชิดคนอื่น ๆ เช่นนายวราซึ่งจากพฤติการณ์ที่ปรากฏได้มีการติดต่อใกล้ชิดกับนางลมัยโดยเห็นได้จากการขายที่ดินคืนให้นางลมัยถึงสองครั้งรวมที่ดินพิพาทด้วยน่าจะต้องรู้เห็นหรือเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมารดาจำเลยบ้างแต่ปรากฏว่าบรรดาเครือญาติของพระยาธรรมเสนาไม่เคยมีใครรู้เรื่องราวหรือรู้จักนางบุญมายายจำเลย นางเพี้ยน มารดาจำเลย หรือตัวจำเลยมาก่อนเลย ส่วนข้ออ้างว่าพระยาธรรมเสนากลัวภริยารู้ว่านางบุญมาตั้งครรภ์จึงให้ออกจากบ้านโดยไม่ปรากฏว่าพระยาธรรมเสนาได้มีการติดต่อหรือจุนเจือค่าใช้จ่ายทั้งที่รู้ว่านางบุญมาตั้งครรภ์ดังกล่าว และจำเลยเพิ่งจะมาพบกับนางลมัยเมื่อปี 2513 จึงเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของบุคคลผู้เป็นบิดาจะพึงกระทำ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักที่จะเชื่อถือรับฟังว่าจำเลยเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกับพระยาธรรมเสนาดังอ้าง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยและมารดาจำเลยเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับนางลมัยดังกล่าวแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ว่านางลมัยพูดยกที่ดินพิพาทให้แก่มารดาจำเลยเพราะพระยาธรรมเสนาสั่งไว้ก่อนถึงแก่ความตาย จึงขาดเหตุผลที่จะรับฟัง เมื่อมารดาโจทก์และมารดาจำเลยไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงไม่มีเหตุที่จะยกที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคาของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมิได้มีผลประโยชน์อย่างใดตอบแทนทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีบุตรเป็นทายาทอยู่ถึง 3 คน ทั้งปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่นางลมัยหาซื้อมามิใช่เป็นทรัพย์สินดั้งเดิมของพระยาธรรมเสนา จึงไม่น่าเชื่อว่าพระยาธรรมเสนาจะมีคำสั่งดังกล่าวไว้ก่อนถึงแก่ความตายเพราะไม่เป็นธรรมแก่นางลมัยซึ่งเป็นบุตรที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว และหากนางลมัยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่มารดาจำเลยหรือจำเลยจริงแล้ว นางลมัยก็น่าที่จะไปโอนที่ดินพิพาทให้ได้ทันที ไม่น่าที่จะต้องมีเงื่อนไขให้มารดาจำเลยหรือจำเลยเข้าทำประโยชน์ก่อนโดยไม่ปรากฏเหตุผลพิเศษอย่างอื่นดังอ้าง เพราะเมื่อนางลมัยขายที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทให้แก่นายวรา นางลมัยได้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายวราทันที ซึ่งนางลมัยอาจจะกระทำเช่นเดียวกันได้แต่ไม่ปรากฏว่านางลมัยได้กระทำดังกล่าว นอกจากนี้คำเบิกความของจำเลยขัดแย้งกันเอง ไม่อาจรับฟังได้แน่นอนว่านางลมัยมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้แก่มารดาจำเลยหรือจำเลยกันแน่ โดยตอนแรกจำเลยเบิกความว่ายกให้แก่มารดาจำเลย แต่ต่อมาจำเลยกลับเบิกความว่า ยกให้แก่จำเลยจำเลยเบิกความรับว่า ขณะนางลมัยพูดยกที่ดินให้ มารดาจำเลยและตัวจำเลยมีฐานะยากจนมาก แต่จำเลยกลับอ้างว่าได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทและจ้างนายชั้นทำสวนผักเดือนละ 300 บาท คำเบิกความของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักที่จะเชื่อถือรับฟัง กลับได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ขณะนายวราเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท นายชั้นเป็นคนดูแลโรงเรียนการช่างที่นายวราก่อตั้งขึ้น และนายชั้นทำหนังสือขออาศัยในที่ดินพิพาทให้ไว้แก่นายวราโดยเหตุผลจึงไม่น่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างอยู่เดิมและจำเลยเป็นคนปลูกบ้านดังที่จำเลยอ้างแต่น่าเชื่อว่านายชั้นอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว บ้านดังกล่าวจึงน่าจะเป็นบ้านของนายชั้นมากกว่า จำเลยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงยืนยันประกอบ คงมีแต่คำเบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆดังกล่าวซึ่งขัดต่อเหตุผลและผิดวิสัยที่ควรจะเป็น และเมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีมาตามลำดับ นับแต่นางสุดใจยื่นคำร้องต่อศาลขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2529 ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิของนางสุดใจโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9387/2529 เมื่อปี 2530 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการได้กรรมสิทธิ์ของนางสุดใจ วันที่ 28 มีนาคม 2531 ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย การได้กรรมสิทธิ์ของนางสุดใจดังกล่าวไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4674/2531 เอกสารหมาย จ.4 นางสุดใจอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2531 จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทวันที่ 3 ธันวาคม 2531 ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531เอกสารหมาย ป.ล.2 ปี 2533 จำเลยฟ้องขับไล่นางสุดใจ ห้ามนางสุดใจและโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท นางสุดใจและโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2533 ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่นางสุดใจ ห้ามนางสุดใจและโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 เอกสารหมายป.ล.3 ก่อนปี 2534 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4674/2531 ที่โจทก์ฟ้องนางสุดใจนางสุดใจก็มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อรักษาสิทธิของตนแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกันตามลำดับไม่น่าเชื่อว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริตว่า จำเลยร่วมกับนางสุดใจในการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินพิพาท โดยหลังจากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีที่โจทก์ฟ้องนางสุดใจ จำเลยก็ได้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยมีพฤติการณ์ในคดีเช่นเดียวกับนางสุดใจว่าได้ที่ดินพิพาทโดยนางลมัยยกให้ และหลังจากที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีที่ฟ้องนางสุดใจและโจทก์เป็นจำเลยแล้วต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ชนะคดีที่ฟ้องนางสุดใจ นางสุดใจก็มิได้ฎีกา ทั้ง ๆ น่าจะกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่านางสุดใจทราบว่าศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องฎีกาอีกต่อไป ดังปรากฏรายละเอียดตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น อีกทั้งจำเลยเองก็มีภูมิลำเนาตามสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ที่อื่นมิใช่ที่ดินพิพาท ข้ออ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด จึงขาดเหตุผลที่จะรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักเชื่อถือรับฟังได้มากกว่าหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย โสมนะพันธ์มิใช่ของจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภาคินัย โสมนะพันธ์
จำเลย — นาย ประยูร มณีอินทร์ โดยพันจ่าอากาศเอก ยงยุทธ มณีอินทร์
จำเลย — และนางสาว พิมพ์ใจ มณีอินทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6989/2544
#69494
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ตาม ป.อ.มาตรา 282 วรรคแรก กับฐานเป็นเจ้าของกิจการผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503มาตรา 9 เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นทั้งเจ้าของกิจการร้านอาหารอันเป็นสถานการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณีฯมาตรา 4 คำว่า จัดให้มีผู้ทำการค้าประเวณีไว้เพื่อการนั้นด้วย ก็หมายถึงการเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงตาม ป.อ.มาตรา 282วรรคแรก ทั้งการตั้งสถานการค้าประเวณีก็เห็นได้ชัดแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

หลังจากจำเลยกระทำความผิดแล้ว ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมป.อ.(ฉบับที่ 14) พ.ศ.2540 ให้ยกเลิกความในมาตรา 282 เดิม และให้ใช้ความใหม่แทน กับมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539ออกมาใช้บังคับโดย พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ยกเลิก พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณีพ.ศ.2503 แต่ ป.อ.มาตรา 282 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ระวางโทษเท่าเดิมส่วน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 และ 11ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษฐานเป็นธุระจัดหาหรือล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีและฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ระวางโทษสูงกว่าความผิดฐานดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8 และ 9 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 282, 286 พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8, 9 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 และริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรฉบับละ 500 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อบริการ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8, 9 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมาย มาตรา 91 ฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ให้จำคุก 4 ปี ฐานเป็นเจ้าของกิจการผู้จัดการสถานการค้าประเวณี จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 8 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง เว้นธนบัตรฉบับละ 500 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อบริการ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานจัดหาผู้กระทำการค้าประเวณีเพื่อผู้อื่นเป็นปกติธุระ ตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8 และฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง โดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ให้ยกคำขอให้ริบของกลางในคดีนี้เสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก กับฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 9 เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นทั้งเจ้าของกิจการร้านอาหารอันเป็นสถานการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า "สถานการค้าประเวณี หมายความว่า สถานที่ใด ๆ ที่จัดไว้เพื่อให้บุคคลอื่นทำการค้าประเวณี โดยจัดทำให้มีผู้ทำการค้าประเวณีไว้เพื่อการนั้นด้วย" คำว่า จัดให้มีผู้ทำการค้าประเวณีไว้เพื่อการนั้นด้วย ก็หมายถึงการเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก นั่นเอง ทั้งการตั้งสถานการค้าประเวณีก็เห็นได้ชัดแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมนั้นไม่ถูกต้องปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

หลังจากจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 14) พ.ศ.2540 ให้ยกเลิกความในมาตรา 282 เดิม และให้ใช้ความใหม่แทน กับมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ออกมาใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ยกเลิกพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ระวางโทษเท่าเดิม ส่วนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 และ 11 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษฐานเป็นธุระจัดหาหรือล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีและฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีระวางโทษสูงกว่าความผิดฐานดังกล่าวตามพระราชบัญญัติปราบการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 8 และ 9 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่า 18 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 9 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90 ม. 282 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ม. 4 ม. 8 ม. 9
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางสิรินาฏ ถึงสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2544
#44648
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชักพาผู้เสียหายและ ส. คนรักผู้เสียหายไปยังกระท่อมต่อมา ส. กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีจึงคิดจะกลับ ขณะที่ ส. กำลังติดเครื่องรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายจะนั่งซ้อนท้าย จำเลยได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายลากลงมาและกอดปล้ำผู้เสียหาย จากนั้นมี ต., จ., ช. เข้ามาจับแขนขาพาไปที่แคร่ข้างกระท่อมช่วยกันถอดกางเกงผู้เสียหายแล้วต. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรกโดยมี ช. ช่วยจับแขนขาผู้เสียหาย ระหว่างนี้จำเลยซึ่งอยู่บริเวณแคร่ได้ตะโกนบอกให้ จ. ไปตามหา ส. ซึ่งหนีออกไปหาคนช่วยเหลือแล้วจำเลยและ จ. วิ่งออกไปสะกัดกั้นมิให้ ส. ไปร้องขอความช่วยเหลือได้ หลังจาก ต. กระทำชำเราเสร็จแล้ว ช. ได้กระทำชำเราเป็นคนต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้ช่วยจับแขนขาผู้เสียหายระหว่างที่ ต. หรือ ช. ทำการกระทำชำเราแต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวนับได้ว่าเป็นตัวการในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 3 คน ซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว...ผู้เสียหาย โดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายจับแขน ขาและล็อกคอ กอดปล้ำถอดกางเกงผู้เสียหายแล้วร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276, 83, 58 บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1487/2538 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี บวกโทษที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1487/2538 ของศาลชั้นต้น เข้ากับคดีนี้เป็นจำคุก 16 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ล็อกคอผู้เสียหายและจำเลยมิได้ร่วมจับแขนจับขาหรือกดตัวผู้เสียหายเพื่อให้บุคคลอื่นกระทำชำเราผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายและนายสุรชัยพยานโจทก์เบิกความแต่ประการใด เห็นว่าผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ล็อกคอผู้เสียหายขณะจะขึ้นนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์คันที่นายสุรชัยกำลังติดเครื่องยนต์อยู่ และนายสุรชัยเบิกความว่า ขณะก้มดูหัวเทียนรถอยู่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นจำเลยเหวี่ยงผู้เสียหายลงที่พื้น ถ้อยคำของผู้เสียหายและนายสุรชัยพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งร่วมเดินทางไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุด้วยกันกับจำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ชักชวนให้ไปยังกระท่อมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองนี้มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยจนถึงกับจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องได้รับโทษ ผู้เสียหายและนายสุรชัยเห็นการกระทำของจำเลยได้โดยอาศัยแสงสว่างของดวงจันทร์เพราะขณะเกิดเหตุเป็นคืนเดือนหงาย จำเลยอยู่ใกล้ตัวผู้เสียหาย ถ้อยคำของผู้เสียหายกับนายสุรชัยสอดคล้องกัน กล่าวคือ เมื่อจำเลยล็อกคอผู้เสียหายแล้วจะต้องเหวี่ยงตัวผู้เสียหายเพื่อให้ล้มลงหรือเพื่อลากตัวไปยังแคร่ซึ่งตั้งอยู่ข้างกระท่อมเหตุการณ์การที่ถูกคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรานั้นหากไม่เป็นความจริงและไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กนักเรียนอายุเพียง 15 ปีเศษ แล้วคงจะไม่กล่าวอ้างให้ตนเองต้องได้รับความเสื่อมเสียเป็นแน่ ทั้งการที่นายสุรชัยเบิกความว่า ได้ขอร้องพวกคนร้ายว่าอย่าทำอะไรแฟนผมเลย แต่คนร้ายก็ไม่ฟังและบอกให้นายสุรชัยอยู่เฉย ๆ นั้น นายสุรชัยคงจะหมายถึงว่าพวกคนร้ายนั้นจะต้องทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ฉะนั้น เมื่อมีการตรวจร่างกายและอวัยวะเพศของผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุเล็กน้อยพบว่ามีการร่วมเพศ จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเราจริงข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเด็กไม่กล้าขัดขืนคนร้ายอื่น ๆ ไม่ให้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะจำเลยเป็นผู้ชักพาผู้เสียหายและนายสุรชัยไปยังที่เกิดเหตุ ส่วนข้อที่ฎีกาว่า เหตุที่ผู้เสียหายและนายสุรชัยเบิกความว่าจำเลยล็อกคอผู้เสียหายก็เป็นไปตามคำขอของจ่าสิบตำรวจสถิตย์ โอภาศรี อาของผู้เสียหายซึ่งบังคับให้ผู้เสียหายและนายสุรชัยให้เบิกความอย่างนั้นเนื่องจากผู้กระทำผิดจริงได้หลบหนีไปหมดแล้วมิฉะนั้นจะไม่ได้ตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษหรือได้ค่าสินไหมทดแทนประกอบกับอาของผู้เสียหายต้องการจะดำเนินคดีแก่นายสุรชัยด้วยเพราะเป็นตัวการที่พาผู้เสียหายออกจากบ้านไปจนเกิดเหตุ โดยนายสุรชัยก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจนำไปขังไว้ เมื่อนายสุรชัยยอมให้การดังกล่าวจึงกันไว้เป็นพยานแล้วปล่อยออกมานั้น ก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยขาดพยานหลักฐานสนับสนุนให้ฟังเป็นความจริงได้และทนายจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงเรื่องดังกล่าวเพื่อให้พยานโจทก์ได้อธิบายว่าเป็นจริงหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้จากพยานหลักฐานก็ไม่ปรากฏว่ามีการกันนายสุรชัยไว้เป็นพยานแต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยตะโกนบอกให้นายธงชัยวิ่งไปตามหานายสุรชัยระหว่างที่นายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยมีนายเชียรช่วยจับแขนขาผู้เสียหาย แล้วจำเลยและนายธงชัยวิ่งออกไปนั้น ก็โดยมีเจตนาเพื่อสะกัดกั้นมิให้นายสุรชัยร้องขอความช่วยเหลือได้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยเป็นห่วงนายสุรชัยตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คดีฟังได้มั่นคงว่า จำเลยได้ชักพาผู้เสียหายและนายสุรชัยคนรักผู้เสียหายไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุ ต่อมานายสุรชัยกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีจึงคิดจะกลับ ขณะที่นายสุรชัยกำลังติดเครื่องรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายจะนั่งซ้อนท้าย จำเลยได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายลากลงมาและกอดปล้ำผู้เสียหาย จากนั้นมีนายเตี้ยนายแจ็คและนายเชียรเข้ามาจับแขนขาผู้เสียหายพาไปที่แคร่ข้างกระท่อมแล้วช่วยกันถอดกางเกงผู้เสียหาย นายสุรชัยจะเข้าไปช่วยเหลือแต่ถูกนายเชียรขัดขวาง นายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรกโดยมีนายเชียรช่วยจับแขนขาผู้เสียหาย ระหว่างนี้จำเลยซึ่งอยู่บริเวณแคร่ได้ตะโกนบอกให้นายแจ็คไปตามหานายสุรชัยซึ่งหนีออกไปหาคนช่วยเหลือแล้วจำเลยและนายแจ็ควิ่งออกไปเพื่อหวังสะกัดกั้นมิให้นายสุรชัยไปร้องขอความช่วยเหลือได้ หลังจากนายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้ว นายเชียรได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้ช่วยจับแขนขาผู้เสียหายระหว่างที่นายเตี้ยหรือนายเชียรทำการข่มขืนกระทำชำเราด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวนับได้ว่าเป็นตัวการในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง แล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ชัชวาลย์หรือก้อน สุขแจ่ม
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2544
#69307
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพาผู้เสียหายและ ส. คนรักผู้เสียหายไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุ ต่อมา ส. กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีจึงคิด จะกลับ ขณะที่ ส. กำลังติดเครื่องรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายจะนั่งซ้อนท้าย จำเลยได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหาย ลากลงมาและกอดปล้ำผู้เสียหาย จากนั้นมี ต. และ ช. เข้ามาจับแขนขาผู้เสียหายพาไปที่แคร่ข้ากระท่อมแล้วช่วยกันถอดกางเกงผู้เสียหาย ส. จะเข้าไปช่วยเหลือแต่ถูก ช. ขัดขวาง ต. ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรกโดยมี ช. ช่วยจับแขนขาผู้เสียหาย ระหว่างนั้นจำเลยซึ่งอยู่บริเวณแคร่ได้ตะโกนบอกให้ จ. ไปตามหา ส. ซึ่งหนีออกไปหา คนช่วยเหลือแล้วจำเลยและ จ. วิ่งออกไปเพื่อหวังสะกัดกั้นมิให้ ส. ไปร้องขอความช่วยเหลือ หลังจาก ต. ข่มขืน กระทำชำเราเสร็จแล้ว ช. ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้ช่วยจับแขนขาผู้เสียหายระหว่าง ต. หรือ ช. ข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวนับได้ว่าเป็นตัวการในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๘๓, ๕๘ และบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ใน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๘๗/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุก ๑๕ ปี บวกโทษที่รอไว้เข้ากับคดีนี้เป็นจำคุก ๑๖ ปี ๑ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าเหตุการณ์ที่ถูกคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรานั้นหากไม่เป็นความจริงและไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กนักเรียนอายุเพียง ๑๕ ปีเศษ แล้วคงจะไม่กล่าวอ้างให้ตนเองต้องได้รับความเสื่อมเสีย เป็นแน่ คดีฟังได้มั่นคงว่า จำเลยได้ชักพาผู้เสียหายและนายสุรชัยคนรักผู้เสียหายไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุ ต่อมา นายสุรชัย กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีจึงคิดจะกลับ ขณะที่นายสุรชัยกำลังติดเครื่องรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายจะนั่ง ซ้อนท้าย จำเลยได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายลากลงมาและกอดปล้ำผู้เสียหาย จากนั้นนายเตี้ย นายแจ๊คและนายเชียรเข้ามาจับแขนขาผู้เสียหายพาไปที่แคร่ข้างกระท่อมแล้วช่วยกันถอดกางเกงผู้เสียหาย นายสุรชัยจะเข้าไปช่วยเหลือแต่ถูก นายเชียรขัดขวาง นายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรกโดยมีนายเชียรช่วยจับแขนขาผู้เสียหาย ระหว่างนี้จำเลยซึ่งอยู่บริเวณแคร่ได้ตะโกนบอกให้นายแจ๊คไปตามหานายสุรชัยซึ่งหนีออกไปหาคนช่วยเหลือ แล้วจำเลยและนายแจ๊ควิ่งออกไปเพื่อหวังสะกัดกั้นมิให้นายสุรชัยไปร้องขอความช่วยเหลือได้ หลังจากนายเตี้ยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้ว นายเชียรได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้ช่วยจับแขนขาผู้เสียหายระหว่างที่นายเตี้ยหรือนายเชียรกระทำชำเราด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวนับได้ว่าเป็นตัวการในการร่วมมือ ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง แล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 276 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายชัชวาลย์หรือก้อน สุขแจ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวอารยา หุณฑนะเสวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6983/2544
#42649
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายก่อนสิ้นระยะเวลาบังคับคดี แม้การฟ้องคดีล้มละลายจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่การที่โจทก์จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าก่อนฟ้องจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 9(1) เมื่อโจทก์นำสืบแต่เพียงหนังสือของสำนักงานที่ดินที่ว่าได้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองที่ดิน โดยพยานหลักฐานของโจทก์นอกจากนั้นไม่ได้แสดงว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้สันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 461/2531 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 297,082.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระและไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ เนื่องจากมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน752,837.75 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีทรัพย์สินพอชำระหนี้ได้ โจทก์ไม่เคยดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแต่กลับมาฟ้องคดีนี้ก่อนสิ้นระยะเวลาบังคับคดีเพียง 1 วัน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ใช้กฎหมายล้มละลายบีบบังคับจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ นายดำริส์ผุดผ่อง พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ พยานได้ไปตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง เพียงแห่งเดียว ปรากฏว่าไม่มีชื่อจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์และมีสิทธิครอบครองที่ดินแต่อย่างใด ตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลงลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 เอกสารหมาย จ.4 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วโดยหนังสือทวงถามลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้จำเลยทั้งสองนำเงินตามคำพิพากษาซึ่งคำนวณถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 เป็นเงิน455,390.92 บาท ไปชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2541ตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.5 แต่ส่งหนังสือทวงถามดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตามซองจดหมายและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.6ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.7 สำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 461/2531 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้ศาลออกคำบังคับเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2541และปรากฏจากรายงานการเดินหมายว่าส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1ได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏรายงานการเดินหมายและยังไม่มีการขอให้ออกหมายบังคับคดีในคดีแพ่งดังกล่าว เห็นว่า โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 และปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบกับสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 461/2531 ของศาลชั้นต้นว่า คดีแพ่งดังกล่าวจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาในวันเดียวกันนั้น หลังจากศาลพิพากษาแล้วโจทก์เพิกเฉยไม่ได้ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์เพิ่งมาขอให้ศาลออกคำบังคับเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม2541 ก่อนฟ้องคดีนี้เพียง 3 วัน และศาลชั้นต้นออกคำบังคับลงวันที่ 14กรกฎาคม 2541 ให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วันซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว แม้การฟ้องคดีล้มละลายนี้จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม แต่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9(1) ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าก่อนฟ้องจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่คดีนี้โจทก์นำสืบเพียงว่าได้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง แล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลงลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วนอกจากนี้แล้วพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 ที่จะเป็นเหตุให้สันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 ม. 9 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปรีชา จิรวัฒน์วนิช หรือนาย เค็กจิ้ง แซ่โค้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
พิชัย เตโชพิทยากูล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6977/2544
#69467
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 124/2501 กำหนดให้บริษัทสุรามหาราษฎร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 จ่ายเงินชดเชยและเงินบำเหน็จตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งให้แก่พนักงาน และจำเลยที่ 3 จ่ายเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีตามคำสั่งดังกล่าวให้โจทก์รับไปแล้ว โจทก์ก็ยอมรับว่าเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีที่ได้รับเป็นเงินบำเหน็จตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 124/2501 เงินบำเหน็จตัดตอนรายปี ที่จำเลยที่ 3 จ่ายให้โจทก์จึงเป็นการจ่ายและรับตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม หาใช่โจทก์รับโดยอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ เพราะบันทึก ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว กำหนดเพียงวิธีการจ่ายเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามคำสั่งกระทรวง อุตสาหกรรมที่ 124/2501 ว่าให้จ่ายตัดตอนเป็นรายปีได้เท่านั้น

ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพจ้างที่จำเลยที่ 3 ตกลงให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ที่บริษัทสุรามหาคุณ จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับสหภาพแรงงานเป็นทางการและเคยถือปฏิบัติมาก่อนแก่พนักงาน และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บริษัทสุรามหาคุณ จำกัด จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง โดยวินิจฉัยว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างเมื่อนำไปรวมกับค่าจ้างเป็นการให้ประโยชน์แก่ลูกจ้างดีขึ้น จึงต้องนำไปรวมกับค่าจ้างเพื่อคิดค่าชดเชย และค่าชดเชยดังกล่าวที่ได้รับก็เป็นค่าชดเชยตามจำนวนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่กรณีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับค่าครองชีพอันถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่เคยได้รับหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่ามีผลประโยชน์ดังกล่าวที่โจทก์จะพึงได้รับ ส่วนค่าชดเชยซึ่งเป็นผลประโยชน์อีกประการหนึ่งที่โจทก์จะพึงได้รับและจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องจ่ายก็มีเฉพาะค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 124/2501 และตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 3 ได้จ่ายเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 124/2501 และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้โจทก์ทั้งห้ารับไปแล้ว และคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดว่า ในกรณีที่พนักงานประจำมีสิทธิได้รับทั้งเงินค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วย แรงงาน และเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้ ถ้าเงินบำเหน็จมากกว่าเงินชดเชย ให้ตัดเงินบำเหน็จออกเท่ากับจำนวนเงิน ชดเชย แต่ถ้าเงินบำเหน็จน้อยกว่าเงินชดเชยก็ให้ได้รับแต่เงินชดเชยอย่างเดียว ซึ่งแสดงว่าประสงค์ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงิน ชดเชยหรือค่าชดเชยให้โจทก์ครบถ้วนตามกฎหมายแรงงาน คือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันเป็นกฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้าง และถ้าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จด้วย และเงินบำเหน็จมากกว่าค่าชดเชยก็ถือว่าได้จ่ายค่าชดเชยครบถ้วนตามกฎหมายรวมไปกับเงินบำเหน็จแล้ว จำเลยที่ 3 จ่ายเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีให้โจทก์รับไปแล้ว และเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีดังกล่าวมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ ถือว่าจำเลยที่ 3 จ่ายค่าชดเชยรวมไปกับเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำเลยที่ 1 ที่สั่งว่าโจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยที่ 3 ประเภทที่รับโอนมาจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงนำคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 124/2501 มาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีตามคำสั่งดังกล่าว แต่รับตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง พ.ศ. 2524 เงินบำเหน็จตัดตอนรายปีจึงไม่ใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งห้ายอมรับว่า มีการนำคำสั่งและระเบียบดังที่ระบุไว้ในข้อ 54 ของสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขัน ฉบับ พ.ศ. 2523 ถึง 2537 ระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมกับบริษัทสุรามหาชน จำกัด มาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งห้าด้วย และคำสั่งที่ระบุไว้ในข้อ 54 (1) คือ คำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 124/2501 ลงวันที่ 22 กันยายน 2501 จึงต้องนำคำสั่งดังกล่าวมาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งห้า ซึ่งตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 124/2501 ข้อ 23 และข้อ 28 กำหนดให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินชดเชยและเงินบำเหน็จตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งให้แก่พนักงาน และจำเลยที่ 3 จ่ายเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้ารับไปแล้วตามที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2524 ข้อ 3 (3.1) ทั้งโจทก์ทั้งห้าก็ยอมรับตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงการรับเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีของโจทก์แต่ละคนว่า เงินบำเหน็จตัดตอนรายปีที่ได้รับเป็นเงินบำเหน็จตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 124/2501 เงินบำเหน็จตัดตอนรายปีที่จำเลยที่ 3 จ่ายให้โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นการจ่ายและรับตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าว หาใช่โจทก์ทั้งห้ารับโดยอาศัยเฉพาะสิทธิตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2524 ดังโจทก์ทั้งห้าอ้างไม่ เพราะบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมิได้กำหนดถึงสิทธิการได้รับเงินบำเหน็จของโจทก์ทั้งห้า แต่กำหนดเพียงวิธีการจ่ายเงินบำเหน็จที่โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 124/2501 ว่าให้จ่ายตัดตอนเป็นรายปีได้เท่านั้น และที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2523 จำเลยที่ 3 ตกลงให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ที่บริษัทสุรามหาคุณ จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับสหภาพแรงงานเป็นทางการและเคยถือปฏิบัติมาก่อนพนักงาน และศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 639 - 644/2524 ให้บริษัทสุรามหาคุณ จำกัด เงินชดเชยก็ให้ได้รับแต่ เงินชดเชยอย่างเดียว ซึ่งคำสั่งดังกล่าวแสดงว่าประสงค์ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินชดเชยหรือค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนตามกฎหมายแรงงาน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันเป็นกฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้าง และถ้าโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จด้วย และเงินบำเหน็จมากกว่าค่าชดเชยก็ถือได้ว่าจ่ายค่าชดเชยครบถ้วนตามกฎหมายรวมไปกับเงินบำเหน็จแล้ว จำเลยที่ 3 จ่ายเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีให้โจทก์ทั้งห้ารับไปแล้ว และเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีดังกล่าวมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยที่โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับ ถือว่าจำเลยที่ 3 จ่ายค่าชดเชยรวมไปกับเงินบำเหน็จตัดตอนรายปีให้โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้าชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 18 ม. 19 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพิน เจริญเฟื่องฟู
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2544
#42648
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 132พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่รวบรวมหลักฐานในคดีความ เมื่อผู้เสียหายอ้างว่าลายมือชื่อในใบถอนเงินเป็นเอกสารปลอมจึงมีปัญหาว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายหรือไม่ การที่พนักงานสอบสวนจัดให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในกระดาษหลายแผ่นและจัดหาลายมือชื่อและลายมือเขียนของผู้เสียหายที่เคยลงลายมือชื่อหรือเขียนไว้ในที่อื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรแล้วรวมส่งไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจเปรียบเทียบ แม้จะไม่ได้ตัวอย่างลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีรวมไปด้วยก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว ในเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วสำหรับพิสูจน์ความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมใบถอนเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)อันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับ โดยนำแบบพิมพ์ใบถอนเงินธนาคารดังกล่าวมากรอกข้อความใจความว่า วันที่ 29 ตุลาคม 2541 นางสาวดารุณี ถามะณีผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ธนาคารดังกล่าว สาขาสามโคก จำนวนเงิน 101,000 บาท และลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องเจ้าของบัญชีทั้งในส่วนใบถอนเงินและส่วนใบมอบฉันทะเพื่อให้พนักงานธนาคารดังกล่าวหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารใบถอนเงินที่แท้จริงโดยความจริงผู้เสียหายมิได้มอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินและรับเงินจำนวนดังกล่าวแต่อย่างใด แล้วจำเลยนำใบถอนเงินที่จำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไปยื่นต่อพนักงานธนาคารดังกล่าวพร้อมสมุดคู่ฝากเพื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ธนาคารดังกล่าวหลงเชื่อว่าลายมือชื่อในใบถอนเงินปลอมนั้นเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยถอนเงินจำนวน 101,000 บาท จึงมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,91, 93, 264, 265, 268 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ และไม่รับว่าเคยต้องโทษตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 กระทงเดียว (ที่ถูกมาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง)จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 คงจำคุก7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายพงษ์สิทธิ์ เจริญสุข สามีของนางสาวดารุณีถามะณี ผู้เสียหายถูกฟ้องข้อหารับของโจร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลโดยใช้สมุดเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอสามโคก เป็นหลักประกัน ศาลตีราคาค่าประกัน 100,000บาท ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษ จากนั้นผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยรับสมุดเงินฝากคืนจากศาลโดยผู้เสียหายลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและใบมอบฉันทะตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ให้จำเลยไว้ ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยได้นำเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.3 ไปติดต่อพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)สาขาอำเภอสามโคก เพื่อขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายจำนวน101,000 บาท และพนักงานธนาคารได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยรับไปแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยปลอมใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.3 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายพงษ์สิทธิ์ สามีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายเพียงแต่มอบหมายให้จำเลยรับสมุดเงินฝากคืนจากศาลแทนเท่านั้น มิได้มอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินตามใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.3 ด้วย และในการมอบหมายดังกล่าวผู้เสียหายก็เพียงแต่ลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและใบมอบฉันทะตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นใบมอบฉันทะตามเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความที่พิมพ์ไว้ถึงคำว่า "...จนเสร็จการ" โดยไม่มีข้อความว่า "อีกทั้งให้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินจากธนาคารด้วย" เห็นว่า พยานโจทก์ 2 ปากนี้เบิกความสอดคล้องต้องกันและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่นายพงษ์สิทธิ์ในการดำเนินคดีในศาลจนคดีแล้วเสร็จด้วยดี นับว่าจำเลยเป็นผู้มีบุญคุณต่อผู้เสียหายและนายพงษ์สิทธิ์อีกด้วยซ้ำไป จึงไม่มีเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องได้รับโทษโดยปราศจากมูลความจริง กรณีน่าเชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความตามสัตย์จริง นอกจากนี้แล้วข้อเท็จจริงก็ยังได้ความจากพันตำรวจเอกกิจจา สุนทรส เจ้าพนักงานผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า ลายมือชื่อในใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.3 กับเอกสารที่เปรียบเทียบตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.8 มีคุณสมบัติในการเขียนรูปร่างลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกัน จึงน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน นอกเหนือจากนี้แล้วในใบมอบฉันทะตามเอกสารหมาย จ.2 ตรงข้อความที่ว่า "อีกทั้งให้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินจากธนาคารด้วย" กับข้อความว่า "...จนเสร็จการ" เป็นการพิมพ์ต่อเนื่องกันไปในบรรทัดเดียวกัน แต่กลับปรากฏว่าแนวบรรทัดเหลื่อมกันโดยข้อความว่า "อีกทั้งให้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินจากธนาคารด้วย"นั้น อยู่ในระดับที่สูงกว่าข้อความที่พิมพ์อยู่ข้างหน้า และยิ่งไปกว่านั้นอักษรตัว "ร" ซึ่งเป็นอักษรตัวสุดท้ายของคำว่า "การ" ก็เป็นที่เห็นได้ว่ามีการพิมพ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการจะปรับระดับตัวอักษรที่จะพิมพ์ต่อไปให้ตรงกับข้อความข้างหน้าที่มีอยู่เดิมนั่นเอง กรณีจึงน่าเชื่ออย่างยิ่งว่าได้มีการพิมพ์ข้อความที่ว่า "อีกทั้งให้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินจากธนาคารด้วย" เพิ่มเติมในภายหลัง นางนันทนา ทองขันธ์ ผู้ช่วยสมุห์บัญชีธนาคารพยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยเป็นผู้นำเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 มาติดต่อขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายไปจำนวน 101,000 บาท ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ พันตำรวจเอกกิจจากับนางนันทนาพยานโจทก์2 ปากนี้ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลาง ทั้งไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมาจริงและเมื่อได้พิเคราะห์ถึงว่าจำเลยเป็นผู้ที่เข้ามาดำเนินการทางศาลแทนผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีบุคคลอื่นใดเกี่ยวข้องอีกและจำเลยเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยนั้น มีจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยได้รับมอบหมายจากพรรคก้าวหน้าให้ช่วยเหลือนายพงษ์สิทธิ์ จำเลยนำเงินส่วนกลางของพรรคจำนวน 100,000 บาท ไปเป็นหลักประกันขอปล่อยตัวชั่วคราวนายพงษ์สิทธิ์โดยให้ผู้เสียหายนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเปิดบัญชีเองเมื่อเสร็จคดีผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยรับสมุดเงินฝากคืนจากศาลและลงลายมือชื่อมอบฉันทะให้จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.3 ด้วย เมื่อจำเลยถอนเงินแล้วก็นำไปคืนให้เจ้าหน้าที่การเงินของพรรคดังกล่าว เห็นว่า จำเลยเบิกความเลื่อนลอยขัดต่อเหตุผล และไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนให้น่าเชื่อฟัง จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยปลอมใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อมีปัญหาระหว่างใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.3 กับตัวอย่างลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีจึงต้องตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบเอกสารดังกล่าว การที่พนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อต่อหน้าและแสวงหาลายมือชื่อของผู้เสียหายจากที่อื่น ๆ ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์โดยไม่มีตัวอย่างลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 132 พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่รวบรวมหลักฐานในคดีความคดีนี้เมื่อผู้เสียหายอ้างว่าลายมือชื่อในใบถอนเงินตามเอกสารหมาย จ.3ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน แต่จำเลยอ้างว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายซึ่งลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลย จึงมีปัญหาว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายหรือไม่ ฉะนั้นการที่พนักงานสอบสวนจัดให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อต่อหน้าตนในกระดาษหลายแผ่นตามเอกสารหมายจ.8 และขวนขวายจัดหาลายมือชื่อและลายมือชื่อเขียนของผู้เสียหายที่เคยลงลายมือชื่อหรือเขียนไว้ในที่อื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.11 แล้วรวมส่งไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจเปรียบเทียบที่กองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะไม่ได้ตัวอย่างลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีรวมไปด้วยก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบแล้วในเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วสำหรับพิสูจน์ความผิดของจำเลยส่วนจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดนั้น เป็นดุลพินิจของศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาย ณรงค์ชัย สาปไตยบรมรัฐ หรือนาย ตวงเกียรติ ศรีนคร
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2544
#69536
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 132 พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่รวบรวมหลักฐานในคดีความ เมื่อผู้เสียหายอ้างว่า ลายมือชื่อในใบถอนเงินตามเอกสารพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อของตน แต่จำเลยอ้างว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายซึ่งลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลย จึงมีปัญหาว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายหรือไม่ การที่พนักงานสอบสวนจัดให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อต่อหน้าตนในกระดาษหลายแผ่นและขวนขวายจัดหาลายมือชื่อและลายมือเขียนของ ผู้เสียหายที่เคยลงลายมือชื่อหรือเขียนไว้ในที่อื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรแล้วรวมส่งไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจเปรียบเทียบที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะไม่ได้ตัวอย่างลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีรวมไปด้วย ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบแล้วในเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วสำหรับพิสูจน์ความผิดของจำเลย ส่วนจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาล

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่ผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหาข้อนี้ยุติไป ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามฟ้องโดยจำเลยมิได้อุทธรณ์ จำเลยจึงฎีกาต่อมาไม่ได้ แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาด้วย ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้าม มิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑, ๙๓, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ และไม่รับว่าเคยต้องโทษตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ กระทงเดียว (ที่ถูก มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง) จำคุก ๕ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๓ คงจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายพงษ์สิทธิ์ เจริญสุข สามีของนางสาวดารุณี ถามะณี ผู้เสียหายถูกฟ้องข้อหารับของโจร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลโดยใช้สมุดเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอสามโคก เป็นหลักประกัน ศาลตีราคาค่าประกัน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษ จากนั้นผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยรับสมุดเงินฝากคืนจากศาลโดยผู้เสียหายลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและใบมอบฉันทะให้จำเลยไว้ ต่อมาใน วันเกิดเหตุจำเลยได้นำเอกสารดังกล่าว พร้อมทั้งใบถอนเงินไปติดต่อพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอสามโคก เพื่อขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายจำนวน ๑๐๑,๐๐๐ บาท และพนักงานธนาคารได้ จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยรับไปแล้ว มีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อมีปัญหาระหว่างใบถอนเงิน กับตัวอย่าง ลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีจึงต้องตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบเอกสารดังกล่าว การที่พนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อต่อหน้าและแสวงหาลายมือชื่อของผู้เสียหายจากที่อื่น ๆ ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์โดยไม่มีตัวอย่างลายมือชื่อที่ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๒ พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่รวบรวมหลักฐานในคดีความ คดีนี้เมื่อ ผู้เสียหายอ้างว่าลายมือชื่อในใบถอนเงิน ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน แต่จำเลยอ้างว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายซึ่ง ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลย จึงมีปัญหาว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายหรือไม่ ฉะนั้นการที่พนักงานสอบสวนจัดให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อต่อหน้าตนในกระดาษหลายแผ่น และขวนขวายจัดหาลายมือชื่อและลายมือเขียนของผู้เสียหายที่เคยลงลายมือชื่อหรือเขียนไว้ในที่อื่น ๆ ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร แล้วรวมส่งไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจเปรียบเทียบที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะไม่ได้ตัวอย่างลายมือชื่อที่ ผู้เสียหายให้ไว้แก่ธนาคารขณะเปิดบัญชีรวมไปด้วย ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบแล้วในเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วสำหรับพิสูจน์ความผิดของจำเลย ส่วนจะมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดนั้น เป็นดุลพินิจของศาล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่นายตวงเกียรติ ศรีนคร ผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลจะเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้นั้น ปัญหาข้อนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามฟ้องโดยจำเลยมิได้อุทธรณ์ จำเลยจึงจะฎีกาต่อมาไม่ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ จะวินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาด้วย ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 132 ม. 243
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายณรงค์ชัย สาปไตยบรมรัฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางสมพร พงษ์สุภาพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6944/2544
#42053
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าสัญญาเช่าซื้อระงับแล้วตั้งแต่วันที่จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 17 เนื่องจากโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยได้เพราะโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวกับบริษัท พ. โดยจำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากโจทก์ไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยทำให้จำเลยไม่สามารถนำรถยนต์ออกใช้ได้ตามทางนำสืบของจำเลยแต่ประการใด ทางนำสืบของจำเลยจึงนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยแม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโอเปิล หมายเลขเครื่อง ซี 20 เอ็กซ์อี - 14164643 ไปจากโจทก์ในราคา 1,828,800 บาท ไม่มีเงินดาวน์ ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวดงวดละ 38,100 บาท ต่อเดือน งวดแรกชำระในวันที่ 7 มีนาคม 2537งวดต่อไปชำระในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 16 งวดเป็นเงิน 609,600 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 17 ถึงงวดที่ 42 เป็นเงิน990,600 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ แต่รถยนต์เสื่อมสภาพจากการใช้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้อีกเป็นเงิน 228,600 บาท ซึ่งเท่ากับราคาค่าเช่าซื้อที่จำเลยทั้งสองค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 43 ถึงงวดที่ 48 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์และให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างเป็นเงิน 990,600 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 228,600 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองระงับแล้วตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 17 เนื่องจากโจทก์แจ้งแก่จำเลยทั้งสองว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยทั้งสองได้ เพราะโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวกับบริษัทพระนครยนตการ จำกัด จึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,300บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1กันยายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 350,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2540) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2537 จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโอเปิล หมายเลขเครื่อง ซี 20 เอ็กซ์อี - 14164643 จากโจทก์ในราคา1,828,800 บาท ชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 38,100 บาท ต่อเดือนเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 7 มีนาคม 2537 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.6 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 16 งวด เป็นเงิน609,600 บาท และจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีก ต่อมาวันที่ 22พฤษภาคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่จดทะเบียนรถยนต์ให้ ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้งานได้จำเลยทั้งสองจึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองระงับแล้วตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 17 เนื่องจากโจทก์แจ้งแก่จำเลยทั้งสองว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยทั้งสองได้ เพราะโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวกับบริษัทพระนครยนตการจำกัด จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว โดยจำเลยทั้งสองมิได้ให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากโจทก์ไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกใช้ได้ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองแต่ประการใด ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยทั้งสองแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 16 งวด เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคาจากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อมีเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์ใหม่ เมื่อผิดสัญญาจำเลยทั้งสองย่อมหาประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์ต้องใช้เวลานานในการติดตามยึดรถยนต์คืนรถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพจากการใช้ ค่าเสียหายในส่วนนี้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท จึงเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสม ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายสุพจน์ น้อยมาลา พยานโจทก์ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อโจทก์ยึดคืนมาแล้วยังไม่ได้ขายให้แก่บุคคลอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เดือนละ 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 186,000 บาท และค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 50,000 บาท เป็นการวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงในขณะฟ้อง และเป็นความเสียหายในอนาคตที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ทั้งไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นความเสียหายดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยไม่ยอมส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองอยู่ แม้โจทก์จะมิได้นำสืบว่าเคยนำรถยนต์ยี่ห้อและชนิดเดียวกันออกให้บุคคลอื่นเช่าเดือนละเท่าใดมาก่อนก็ตามศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อให้เหมาะสมแก่สภาพความเสียหายได้ และที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท รวมเป็นเงิน186,000 บาท นั้น นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคาจากการใช้รถยนต์นั้น เห็นว่า แม้รถยนต์ที่เช่าซื้อขณะเช่าซื้อจะเป็นรถใหม่ก็ตาม แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อยึดรถยนต์ดังกล่าวมาแล้วเสื่อมสภาพอย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าได้มีการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทแล้วแต่ยังไม่เสร็จเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดว่าซ่อมแซมอะไรบ้าง ซึ่งแม้ค่าเสียหายในส่วนนี้จะไม่อาจกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ แต่ก็เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วมิใช่ค่าเสียหายในอนาคตตามที่จำเลยทั้งสองอ้างแต่อย่างใด และศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ 50,000 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรงพลยนตการ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โหน่งโน๊ตมอเตอร์ยโสธร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6935/2544
#44647
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยตัวจากการคุมขังของพนักงานสอบสวน ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์การขอฝากขังของพนักงานสอบสวนได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยต่อ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง การคุมขังผู้ร้องในระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลและเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกับการคุมขังในระหว่างการขอฝากขังของพนักงานสอบสวนเมื่อการคุมขังในขั้นตอนของการขอฝากขังได้สิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาไม่สามารถจะสั่งตามคำร้องของผู้ร้องให้ได้ศาลฎีกาจึงสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ (คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2543 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลลาดใหญ่ ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสามไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2543ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 นายเอกชัย พิมพ์ใจใสซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการสำนักโยธาธิการที่ 4 (เพชรบุรี) มาร้องทุกข์ว่าปั๊มไฮดรอลิกของรถขุดตีนตะขาบของสำนักโยธาธิการที่ 4 (เพชรบุรี)ได้ถูกคนร้ายลักถอดเอาไป ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนร้าย ต่อมาวันที่ 3 เมษายน2543 เวลา 17 นาฬิกา นายเอกชัยได้ชี้ยืนยันให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ร้องทั้งสามดำเนินคดีในความผิดดังกล่าวนำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวนจึงควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสามไว้และขอฝากขังดังกล่าว ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.181/2543 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสามถูกจับโดยไม่มีหมายจับและมิได้มีการแจ้งข้อหา ทั้งไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับได้โดยไม่มีหมายจับ ผู้ร้องทั้งสามถูกควบคุมตัวหลังจากนั้นและเจ้าพนักงานตำรวจยังทำร้ายผู้ร้องที่ 1 เพื่อให้การรับสารภาพอีกด้วย การจับและคุมขังผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจคุมขังผู้ร้องทั้งสาม ขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งว่า คดีไม่มีพยานหลักฐานให้ฟังได้ว่า การจับกุม การควบคุมตัวและการสอบสวนผู้ร้องทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด คำร้องของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 การขอฝากขังของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลลาดใหญ่ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.181/2543 ของศาลชั้นต้นได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงครามได้ยื่นฟ้องผู้ร้องทั้งสามเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 689/2543 ของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง การคุมขังผู้ร้องทั้งสามในระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาล และการคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกับการคุมขังในระหว่างการขอฝากขังของพนักงานสอบสวน เมื่อปรากฏว่าการคุมขังในขั้นตอนของการขอฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้สิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาไม่สามารถจะสั่งตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสามให้ได้ คดีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องทั้งสามต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 240
ชื่อคู่ความ
จำเลย — นาย วิรัตน์ พินดง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6935/2544
#69517
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การขอฝากขังของพนักงานสอบสวนต่อศาลชั้นต้นได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว การคุมขังผู้ร้อง ในระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาล และการคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกับการคุมขังในระหว่างการขอฝากขังของพนักงานสอบสวน เมื่อการคุมขังในขั้นตอนของการฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้สิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาไม่สามารถจะสั่ง ตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 90 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลลาดใหญ่ ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ร้องทั้งสามไว้ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๓ ในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ ตามคดีหมายเลขดำที่ พ. ๑๘๑/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสามถูกจับโดยไม่มีหมายจับและมิได้มีการแจ้งข้อหา ทั้งไม่ใช่กรณีที่ เจ้าพนักงานตำรวจจะจับได้โดยไม่มีหมายจับ ผู้ร้องทั้งสามถูกควบคุมตัวหลังจากนั้น และเจ้าพนักงานตำรวจยังทำร้ายผู้ร้องที่ ๑ เพื่อการรับสารภาพอีกด้วย การจับและคุมขังผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจคุมขังผู้ร้องทั้งสาม ขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องทั้งสามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๙๐

ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งว่า คดีไม่มีพยานหลักฐานให้ฟังได้ว่า การจับกุม การควบคุมตัวและการสอบสวนผู้ร้องทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด คำร้องของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ การขอฝากขังของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลลาดใหญ่ตามคดีหมายเลขดำที่ พ. ๑๘๑/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงครามได้ยื่นฟ้องผู้ร้องทั้งสามเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๖๘๙/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง การคุมขังผู้ร้องทั้งสามในระหว่างพิจารณาของศาลย่อมเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาล และการคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกับการคุมขังในระหว่างการขอฝากขังของพนักงานสอบสวน เมื่อปรากฏว่า การคุมขังในขั้นตอนของการขอฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้สิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาไม่สามารถจะสั่งตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสามให้ได้ คดีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องทั้งสามต่อไป

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 240
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิรัตน์ พินดง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2544
#69537
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถาบันการเงินจึงต้องใช้ พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาใช้บังคับ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวให้สิทธิสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีได้ แต่ไม่ให้เกินกว่าอัตราสูงสุดที่รัฐมนตรีกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเกินร้อยละ 15 ต่อปีได้ หาเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ย- เกินอัตรา พ.ศ. 2475 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,123,428.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 905,994.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3714 ตำบลหนองค้างพลู อำเภอหนองแขม กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ซึ่งประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นเงิน 940,000 บาท และได้รับเงินไปแล้ว 910,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินจึงต้องใช้พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาใช้บังคับ บทบัญญัติของกฎหมาย ดังกล่าวให้สิทธิสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีได้ แต่ไม่ให้เกินกว่าอัตราสูงสุดที่รัฐมนตรีกำหนดดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองร้อยละ 15 ต่อปีได้ หาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,123,428.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 905,994.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 3 (4) ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมเกียรติ เทศกระทึก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรพล จันทวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6928/2544
#41312
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดซึ่งมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เมื่อโจทก์นำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาย่อมมีผลเป็นการฟ้องคดีเพื่อชำระหนี้อย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ อันทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ระยะเวลาภายหลังจากนั้นจึงไม่นับเข้าเป็นอายุความด้วย กรณีไม่ใช่เรื่องการบังคับคดีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 มาใช้บังคับ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 แต่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเพียงบางส่วน คิดถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2534จำเลยยังค้างชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 4,433,822.06 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2534เป็นต้นมา และจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 4145/2532, 11808/2532, 23817/2532 และ 5573/2533 อันเป็นหนี้กำหนดจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งครบถ้วนแล้ว และจำเลยไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่จำเลยแก้ฎีกาว่า หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวขณะนี้พ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิบังคับคดีและย่อมไม่อาจนำไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ จึงไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายนั้น เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษามาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ซึ่งอยู่ภายในกำหนดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะ อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และจากการฟ้องคดีนี้มีผลให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ระยะเวลาภายหลังจากนั้นจึงไม่นับเข้าเป็นอายุความด้วย กรณีมิใช่เรื่องการบังคับคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาใช้บังคับข้อแก้ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น แม้จำเลยจะมีรายได้จากเงินเดือนในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทแอสแพคบรรจุภัณฑ์ จำกัด เดือนละ 50,000 บาท และข้ออ้างอื่น ๆ อีกแต่ตามพฤติการณ์ที่มีการขายทรัพย์สินจำนองชำระหนี้โจทก์บางส่วนแล้วจำเลยไม่เคยขวนขวายชำระหนี้โจทก์ส่วนที่เหลืออีกเลย กรณีจึงไม่มีเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 193/14 (2)
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วิวัฒน์ อรรถประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ