คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีตามระเบียบและกฎหมายและนำเข้า กบร. จังหวัด เพื่อพิจารณาใหม่และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่นำชี้และยื่นคำขอ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และคำนวณเนื้อที่ได้มากกว่าหลักฐาน ส.ค. ๑ จำนวน ๙๖-๒-๖๒ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๗ นั้นระบุจำนวนเนื้อที่เพียง ๖ ไร่ แต่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้และให้รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีถึง ๑๐๒ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา มากกว่าหลักฐานเดิม ๙๖ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เพราะจะเป็นการนำชี้เอาที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ รวมเข้ามาด้วย แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีได้นำชี้แนวเขตที่ดินครบทุกด้านถูกต้องตรงกับ ส.ค. ๑ และข้างเคียงก็คงเดิม โดยมีผู้นำท้องถิ่นร่วมนำชี้และเจ้าของที่ดินข้างเคียงทุกด้านก็ได้มาชี้ระวังแนวเขตที่ดินของตน อันทำให้เชื่อได้ว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันหรือเป็นขอบเขตตามหลักฐานเดิมแน่นอน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ทำการรังวัดก็เห็นว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่แล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงสามารถออกโฉนดที่ดินทั้งหมดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้และยื่นคำขอ โดยอ้างมาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๘ ของระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เห็นว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ "โคกคูณ" และมีผู้ครอบครองหลายรายอย่างเป็นสัดส่วนแต่ยังไม่ได้มาขอรังวัดออกโฉนดที่ดินการนำที่ดินนอกหลักฐาน ส.ค. ๑ มารังวัดรวมเข้าด้วย ย่อมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีตามข้อโต้แย้งระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของบุคคลอื่นและที่สาธารณประโยชน์โคกคูณ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอน โฉนดที่ดินของนาย ต. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งการให้สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาบ้านผือ ดำเนินการตามนัยมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าออก ทับที่ดินสาธารณประโยชน์และบ่อกำจัดขยะของเทศบาลตำบลบ้านผือ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอน คำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของนาย ต. และโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีชื่อของนาย ต. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งเรื่องสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๖๐๓ โดยผู้ฟ้องคดีได้ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้นำรถแบคโฮเข้ามาขุดฝังท่อน้ำใต้ดิน ปักเสาไฟ ขุดต้นไม้ ขุดดิน ขุดมันสำปะหลัง นำต้นไม้มาวางทับต้นมันสำปะหลัง และก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ต้นมันสำปะหลังของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งให้บริวารออกจากพื้นที่พิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีสำรวจตามหลักฐานที่ทางราชการได้สำรวจ และทำแผนที่และปักหลักเขตให้ชัดเจน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองมนเพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะและเพื่อสงวนไว้ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนายอำเภอตระการพืชผลเข้ามาในคดีโดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายอำเภอตระการพืชผล เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การดำเนินโครงการก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ บริเวณพื้นที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าและขุดฝังท่อน้ำนั้นไม่พบว่ามีการปลูกมันสำปะหลังหรือพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่น เชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นหนังสือต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อขอทราบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์คลองมน คำขอท้ายฟ้องบางข้อไม่ใช่การขอให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ จึงเป็นคำขอที่ไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลเซเป็ด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำ และจัดการให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายอำเภอตระการพืชผล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นบุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินบริเวณพิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำรถแบคโฮเข้ามาขุดฝังท่อน้ำใต้ดิน ปักเสาไฟ และก่อสร้างเรือนแพสูบน้ำเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์อันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สามารถดำเนินการก่อสร้างแพลอยสูบน้ำประปาเพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา ๔๖ (๗) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งหมายความว่า ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนาย ศ. เสียชีวิตและดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ฟ้องคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดี เนื่องจากคดีไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนร่วมในการฆ่านาย ศ. การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การปฏิบัติหน้าที่ตามฟ้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานสอบสวน โดยใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการสอบสวนคดีอาญาและทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีอาญา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ข้อพิพาทตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำละเมิดเนื่องจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นการกระทำละเมิดในการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องที่อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาใส่ร้ายผู้ฟ้องคดีโดยให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำผิด ทำให้ประชาชนที่ได้รับฟังข่าวเข้าใจว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำความผิด ก็เป็นการฟ้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจกระทำละเมิดอันเกิดจากการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๓ ซึ่งไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองเช่นกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ไม่อาจใช้ทางสาธารณะผ่านเข้าออกสู่ที่ดินของตนเองได้ เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านได้สร้างรั้ว ลวดหนามปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางสาธารณะดังกล่าว และยังสร้างรั้วขึ้นรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือร้องเรียนจังหวัดลพบุรี จำเลยที่ ๒ และเทศบาลตำบลโคกตูม จำเลยที่ ๓ ไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาให้โจทก์ใช้ทางสาธารณประโยชน์ผ่านหมู่บ้าน เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ เมื่อเทศบาลตำบลโคกตูม จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่สาธารณะ ตามมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และมาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๖ วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ การที่มีผู้กล่าวอ้างว่ามีการปิดกั้นทางสาธารณะและสร้างรั้วในทางสาธารณะนั้นรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้อื่น ทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานเทศบาลตำบลโคกตูมที่ให้รื้อถอนอาคาร (รั้วลวดหนาม) โดยให้เหตุผลว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีตรวจสอบแล้วแจ้งว่า ตำแหน่งรั้วลวดหนามไม่ได้มีแนวเขตก่อสร้างอยู่บนทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด แต่มีแนวเขตก่อสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๓๐๙ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามปล่อยให้คณะกรรมการหมู่บ้านดำเนินการสร้างรั้วลวดหนามในที่ดินสาธารณะปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งเพิกเฉยไม่แก้ไขปัญหาให้แก่โจทก์ตามที่ร้องเรียน โดยโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนรั้วพิพาทที่ปิดกั้นที่ดินของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง โรงเรียนเทศบาล ๑ ทรงพลวิทยา ที่ ๑ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง ที่ ๒ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านโป่ง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามละเลยต่อหน้าที่ไม่ตรวจสอบดูแลรักษาสายไฟฟ้าที่ชำรุดและปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการแก้ไขกระแสไฟฟ้ารั่วภายในโรงเรียนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าของเสาไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว เป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีถูกกระแสไฟฟ้าที่รั่วลงมาตามน้ำลงพื้นคอนกรีตที่มีน้ำขังอยู่ดูดและถึงแก่ความตาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อเทศบาลเมืองบ้านโป่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเทศบาลเมือง ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นราชการส่วนท้องถิ่น อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดตั้งโรงเรียนเทศบาล ๑ ทรงพลวิทยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขึ้นภายในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จึงเป็นการจัดตั้งสถานศึกษาในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นการทำหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านโป่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหน่วยงานในสังกัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ กำหนดหน้าที่ของเทศบาลในกิจการที่ต้องทำภายในเขตเทศบาลเมือง ตามมาตรา ๕๐ (๖) ประกอบมาตรา ๕๓ (๑) และ (๗) ได้แก่ การจัดการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา ศาสนา และการฝึกอบรม ให้แก่ประชาชน รวมทั้งการจัดการหรือสนับสนุนการดูแลและพัฒนาเด็กเล็ก และการจัดให้มีและบำรุงการไฟฟ้า หรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น ดังนั้น เทศบาลเมืองบ้านโป่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการจัดการศึกษา และบำรุงการไฟฟ้าภายในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นสถานศึกษาย่อมมีหน้าที่ในการดูแลตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ใช้ภายในสถานศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดในคู่มือแนวทางปฏิบัติและมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ดังนั้น กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้บริษัทเอกชนยื่นฟ้อง สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ๑ สำนักงบประมาณ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการตุลาการ หลังจากคณะกรรมการตรวจการจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตรวจรับมอบงานแล้วเสร็จ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งการบังคับใช้สิทธิตามสัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อให้พิจารณาการคำนวณเงินค่าชดเชยค่าก่อสร้างใหม่ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตรวจสอบและเห็นชอบให้เรียกเงินคืนจากผู้ฟ้องคดีตามเงื่อนไขของสัญญา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติแล้ว การเรียกเงินค่าชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพิจารณาลดเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) หักลบจำนวนค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ที่แท้จริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การสรุปได้ว่า การเรียกคืนเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวเป็นข้อผูกพันตามสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณตามมติคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการตุลาการพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรมดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น มิได้ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค ๘ และศาลแรงงานภาค ๘ จำนวน ๗๘ หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทล้มละลาย โจทก์ทั้งสองได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและแจ้งต่อจำเลยที่ ๓ ในฐานะนายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้จดชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ เป็นเหตุให้ชื่อโจทก์ทั้งสองปรากฏอยู่ในสารบบทะเบียนของบริษัทมหาชนจำกัดที่ล้มละลาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจ และสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการจดชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยที่ ๓ ได้พิจารณาแล้วมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองว่า ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย บริษัทเป็นอันเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๑๕๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำให้สภาพการเป็นนิติบุคคลของบริษัทได้สิ้นสุดลง จึงไม่มีกรณีที่นายทะเบียนจะต้องรับจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัท ดังนี้ การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายทะเบียน มีหน้าที่ในการจดทะเบียน หรือแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวร หรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน คำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่ไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕๔ (๒) ไม่ได้บัญญัติให้ดำเนินการเลิกบริษัทอย่างไร และปัจจุบันบริษัทยังคงสถานะการเป็นบริษัทมหาชนจำกัดอยู่ กรรมการบริษัทยังทำธุรกรรมและจัดการกิจการอื่นที่นอกเหนือจากการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินได้ การปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนของจำเลยที่ ๓ จึงทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ ๓ พิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสองใหม่ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวว่า เป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยพิจารณาคำขอให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ (๑) (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเอ็ด ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เอกชนอีก ๓ คน เข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ตามลำดับ พร้อมทั้งมีคำสั่งเรียกนายอำเภอ เมืองอุดรธานี และเทศบาลตำบลหนองบัวเข้ามาเป็นคู่กรณีโดยกำหนดให้เป็นผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองและปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดิน ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินพิพาท ต่อมาได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น ๔๐ แปลง ที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินบางแปลงทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ครอบครอง และการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวยังทับซ้อนกับที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกบ่อบา" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๗๗๙/๒๕๑๔ อีกด้วย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่ทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ครอบครองและที่ดินสาธารณประโยชน์โคกบ่อบาตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๗๗๙/๒๕๑๔ ต่อมา ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีสิทธิครอบครอง คงเหลือคำฟ้องส่วนที่ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าทับที่สาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่าการออกโฉนดที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๗๗๙/๒๕๑๔ ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจากการตรวจสอบระวางแผนที่ ๕๕๔๓ I ๗๒๒๐ โฉนดที่ดินพิพาทมิได้ทับที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเอ็ดอ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเอ็ดที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็น ๔๐ แปลง โดยมีที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ รวมอยู่ด้วยให้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินก็โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีชื่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ถึงที่ ๖ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงย่อยที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวรวมอยู่ด้วย อันเป็นการโต้แย้งเรื่องสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว ที่ ๑ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๘ ตำบลหนองแก้ว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่รุกล้ำและปรับปรุงที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพดังเดิม และขอให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความสุจริต ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายของทางราชการ หาได้เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นบุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ดังนั้นคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายประการสำคัญที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีนำรถไถมาปรับพื้นดิน นำดินลูกรังมาเท ตัดต้นตาลบริเวณดังกล่าว และถมคลองเพื่อทำเป็นถนนซึ่งเป็นการปิดกั้นและเปลี่ยนทางน้ำ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้รับเหมานำรถไถและรถสิบล้อเข้าไปปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว ภ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ ๑ นายอำเภอบางปะกง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสองแปลงซึ่งอยู่ติดกัน โดยได้รับมรดกมาจากบิดาและรับโอนมาจากมารดาตามลำดับ เมื่อยื่นเรื่องขอรังวัดตรวจสอบที่ดินทั้งสองแปลงพบว่ามีการก่อสร้างอาคารศาลาประชาคมจากงบประมาณของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนอาคารศาลาประชาคมที่ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสอดคล้องกันว่า อาคารศาลาประชาคมหมู่บ้านสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินซึ่งเอกชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ยินยอมให้หมู่บ้านหรือชุมชนใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว บิดาของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินข้างเคียง เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่รับทราบการก่อสร้างอาคารศาลาประชาคมโดยไม่คัดค้าน ทั้งยินยอมให้ประชาชนในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาโดยตลอด ส่วนการก่อสร้างอาคารศาลาประชาคมรุกล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดีเจ้าของที่ดินก็รับทราบการก่อสร้างและการใช้ประโยชน์จากอาคารศาลาประชาคมมาตลอดระยะเวลา ๑๓ ปี ถือเป็นการอุทิศที่ดินโดยปริยาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายอำเภอบางปะกง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความโต้แย้งกันว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารศาลาประชาคมเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ตามมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๕๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองมีวัตถุประสงค์ในการสร้างองค์ความรู้ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญาเพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีดุลยภาพ มีพันธกิจต่อสังคมในการจัดการศึกษา ทำการวิจัย และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการสืบสาน และสร้างเสริมภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยวิทยาการความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างปรับปรุงภูมิทัศน์และประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ระหว่าง บริษัท ป. ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ว่าจ้าง เป็นเพียงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปรับปรุงภูมิทัศน์และประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีสถานที่ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการด้านการศึกษาตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชน กรณีโจทก์ออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ นำช้างออกนอกราชอาณาจักร เพื่อแสดงนิทัศนกรรมหรือส่งเสริมเผยแพร่ประเทศไทย ณ สวนสัตว์เมืองโคโลญจน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยจำเลยที่ ๑ นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ซึ่งยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ มาวางเป็นหลักประกันว่าจำเลยที่ ๑ จะนำช้างที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและลูกช้างที่เกิดจากช้างเพศเมียระหว่างที่อยู่นอกราชอาณาจักรกลับประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตหรือตามที่โจทก์กำหนดตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งช้างออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่จำเลยที่ ๑ ผิดข้อตกลงตามใบอนุญาตให้ส่งช้างออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่นำช้าง และลูกช้างที่เกิดจากช้างดังกล่าวกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า สัญญาที่จำเลยที่ ๑ ได้ให้ไว้กับโจทก์ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่นำช้างที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และลูกช้างที่เกิดจากช้างเพศเมียระหว่างที่อยู่นอกราชอาณาจักรกลับประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตหรือตามที่โจทก์กำหนดตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งช้างออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้สัญญาที่จำเลยที่ ๑ ได้ให้ไว้กับโจทก์ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่นำช้างที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและลูกช้างที่เกิดจากช้างเพศเมียระหว่างที่อยู่นอกราชอาณาจักรกลับประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตหรือตามที่โจทก์กำหนดตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งช้างออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๔๗ จะมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็ถือได้ว่า เป็นสัญญาที่เป็นเครื่องมือที่จะทำให้การอนุญาตและเงื่อนไขในการอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ นำช้างออกนอกราชอาณาจักรเพื่อแสดงนิทัศนกรรมหรือส่งเสริมเผยแพร่ประเทศไทย ณ สวนสัตว์เมืองโคโลญจน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของโจทก์บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และดังนั้นคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ส่วน คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ตามสัญญาที่จำเลยที่ ๒ ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ ก็ย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองด้วยเช่นกัน
เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ออกภายหลังถึงที่สุด ประกอบกับการยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยมีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ มูลความแห่งคดีเดียวกัน แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลและศาลทั้งสองศาลนั้นตัดสินต่างกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีของศาลปกครองขอนแก่นและศาลแรงงานภาค ๔ ไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็น "พนักงาน" ตามบทนิยามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ หรือไม่ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็น "พนักงาน" ตามบทนิยามความหมายในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ ประเด็นข้อพิพาทและข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองขอนแก่นและศาลแรงงานภาค ๔ จึงเป็นคนละประเด็นกันกับข้อพิพาทและข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลฎีกาและไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกัน จึงไม่มีปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะของบุคคล กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเข้าองค์ประกอบของบทบัญญัติมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงให้ยกคำร้อง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนางสาว ภ. เอกชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ตำบลนาข่า อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ตามคำขอของผู้มีชื่อ ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ทั้งแปลง โดยผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือคัดค้าน จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังปรากฏว่า นาย ว. ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและนำรถไถไปขุดทำลายต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้ โดยอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดให้การโดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินของผู้ร้องสอด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๘๒๕๓๗ แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งมีชื่อผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้โจทก์จะยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อิง จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า จำเลยดำเนินการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) รุกล้ำที่ดินบริเวณที่โจทก์ครอบครองและให้โจทก์ระงับการทำกินและปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท แต่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และโดยที่กฎกระทรวงฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ข้อ ๒ วรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่มีผู้คัดค้าน ให้อธิบดีรอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้วดำเนินการ ดังนี้ (๑) ในกรณีที่ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินและไม่ไปใช้สิทธิทางศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คัดค้าน ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ หากผู้คัดค้านไปใช้สิทธิทางศาล ให้รอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เฉพาะส่วนที่คัดค้านจนกว่าจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น" ดังนั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งแสดงสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกินเพล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกินเพล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนายอำเภอวารินชำราบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง"และ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการกระทำเช่นเดียวกันกับการที่เอกชนโดยทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน เพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินบริเวณพิพาทไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่มีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอจุฬาภรณ์ ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามตำบล ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๗๕ โดยครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากบิดา ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๗๙ ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อโจทก์นำ ส.ค. ๑ ดังกล่าวไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดออกโฉนดอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินที่โจทก์ครอบครองตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๗๕ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การคัดค้านการรังวัดชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้นายอำเภอจุฬาภรณ์ ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามตำบล ที่ ๒ จำเลย จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดเพื่อขอออกโฉนดในที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๗๕ ของโจทก์ โดยเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออกโฉนดที่ดินได้ การที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินคัดค้านการรังวัดที่ดินตามคำขอของโจทก์ เพื่อป้องกันมิให้มีการออกโฉนดที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการกระทำเช่นเดียวกับ การที่เอกชนทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดที่ดิน เพื่อป้องกันมิให้ออกโฉนดที่ดิน รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยทั้งสองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินที่โจทก์ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินนั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับที่โจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากบิดา โดยบิดาได้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในที่ดินมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๙ อันเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับในปี ๒๔๙๗ ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินในกรณีดังกล่าว โดยใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครอง เมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองหนองสำโรง ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้ คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินบริเวณที่พิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาเข้าขุดเจาะผิวถนนเพื่อวางท่อระบายน้ำเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินทางหลวงเทศบาลซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทหรือไม่ ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายประการสำคัญที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจากกรณีบริษัทผู้รับเหมาเข้าขุดเจาะผิวถนนเพื่อวางท่อระบายน้ำทำให้หลักหมุดที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกขุดและสูญหาย มีการขุดทำลายไม้ดอกไม้ประดับของผู้ฟ้องคดีที่ปลูกไว้ มีการต่อเติมอาคารข้างเคียง ๗ หลัง โดยผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนเป็นเงินที่ผู้ร้องจ่ายให้แก่จำเลย ไม่ใช่เงินอื่นใดที่หน่วยงานของรัฐ สถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นใดในฐานะนายจ้างที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่อยู่จ่ายให้แก่จำเลยตามความในมาตรา 42/1 แห่ง พ.รบ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ข้อตกลงตามสัญญากู้ที่จำเลยยินยอมให้ผู้ร้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง มิใช่เป็นข้อตกลงในเรื่องเกี่ยวกับเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืน ผู้ร้องจึงไม่อาจนำเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากผู้ร้องไปหักชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อผู้ร้องโดยอาศัยข้อตกลงดังกล่าวได้
การขอให้นำเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนมาหักชำระหนี้ได้กระทำภายหลังจากที่ผู้ร้องได้รับหนังสืออายัดเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนปี 2561 จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจหักเงินดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 316 วรรคสอง
หนี้ที่จำเลยมีต่อผู้ร้องเป็นเพียงหนี้กู้ยืมไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 และมาตรา 324 ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของจำเลยในอันที่จะนำไปหักชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องก่อน