คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การดำเนินการเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อนำรูปแผนที่การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ลงที่หมายในระวางแผนที่แล้วปรากฏว่ารูปแผนที่ไม่ทับที่ดินแปลงข้างเคียงและที่สาธารณประโยชน์รวมถึงไม่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปฏิบัติหน้าที่ ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าขอให้ศาลเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ โดยอ้างเหตุผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รังวัดรุกล้ำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทั้งแปลงอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๕ โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำขอให้เพิกถอนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์เป็นผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่บริษัท ค. โจทก์ เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง บริษัท จ. ที่ ๑ บริษัท อ. ที่ ๒ นาย ส. ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันในนามกิจการร่วมค้าฯ สั่งซื้อสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ จากโจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้สัญญาซื้อขายที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนกับเอกชนด้วยกันจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าจำเลยที่ ๑ และกิจการร่วมค้าฯ ได้ยื่นฟ้องบริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างผู้บริหารและจัดการด้านการขนส่งสินค้าภายในเขตปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้กิจการร่วมค้าฯ และจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลางก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามสัญญาระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยทั้งสามผู้ซื้อซึ่งเป็นเอกชนเท่านั้น อันเป็นคนละประเด็นกับคดีดังกล่าวของศาลปกครอง และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าสัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำเลยที่ ๑ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร จำเลยที่ ๒ ว่า เมื่อระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และผู้แทนได้สั่งซื้อปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ จากโจทก์จำนวนหลายครั้ง ตามใบสั่งซื้อของจำเลยที่ ๑ เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยและงานภายในคณะผลิตกรรมการเกษตรของจำเลยที่ ๑ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนและเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าสินค้าและค่าขาดประโยชน์จำนวน ๑๗๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงการซื้อขายปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ ตามใบสั่งซื้อเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ จัดทำขึ้นถึงโจทก์ โดยระบุว่า "มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตกลงซื้อตามใบเสนอราคาของท่านดังรายการต่อไปนี้..." โดยมีจำเลยที่ ๒ หรือ ผู้แทนลงชื่อเป็นผู้สั่งซื้อ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตามสัญญาจึงได้แก่ นางอ. โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมาตรา ๕ วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการซื้อขายปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ ตามใบสั่งซื้อดังกล่าว เป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อตกลงตามใบสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ ยื่นฟ้อง สิบเอก ร. จำเลย ซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่าได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ เนื่องจากจำเลยถูกปลดออกจากราชการก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า "ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลผู้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารขณะกระทำผิด โดยการพิจารณาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือไม่ จะต้องพิจารณาขณะจำเลยกระทำผิดว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือไม่ และหากขณะกระทำผิดจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารคดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และเมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตั้งแต่ต้นแม้มีเหตุใดเกิดขึ้นภายหลังก็ย่อมไม่ทำให้อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ซึ่งขณะที่จำเลยกระทำความผิดนั้น จำเลยยังคงมีสถานะเป็นข้าราชการทหาร จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แม้ต่อมากรมสรรพาวุธทหารบกมีคำสั่งที่ ๕๙๗/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ ให้ปลดจำเลยออกจากราชการทหารเนื่องจากจำเลยหนีราชการโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารนั้นเปลี่ยนแปลงไป
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินค่าตอบแทนที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอเมืองพัทลุง ยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่รอผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า เมื่อการยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอเมืองพัทลุง ยื่นฟ้อง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงาน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน ฐานขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมาย และฐานปฏิบัติหน้าที่การงานโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทั้งสาม ยื่นฟ้อง การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่การยางแห่งประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดี ทั้งสามกับพวกรวม 6 คน ถูกกล่าวหาว่ามีหน้าที่ดำเนินการให้เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์จัดหาปุ๋ยบำรุงเองในปีงบประมาณ 2558 ในกิจกรรมส่งเสริมสถาบันเกษตรกรจัดหาปุ๋ยบำรุงให้แก่เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และผลการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทั้งสาม ยื่นฟ้อง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ 1 การยางแห่งประเทศไทย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับพวกรวม 6 คน ถูกกล่าวหาว่ามีหน้าที่ดำเนินการให้เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์จัดหาปุ๋ยบำรุงเองในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ในกิจกรรมส่งเสริมสถาบันเกษตรกรจัดหาปุ๋ยบำรุงให้แก่เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่การงาน และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเรื่องการดำเนินการทางวินัยไปเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกและให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ให้จ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเรื่องการดำเนินการทางวินัยไปเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกดังกล่าวและให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 (1) (2) และ (5) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดพัทลุง ยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดียกอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อการยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. เป็นจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดกรณีพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง
ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและ
ให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลยุติธรรม
คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" คดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพัน ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญาเช่าพิพาท มีจำเลยผู้ให้เช่าทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 ผู้เช่า โจทก์ที่ 3 เป็นเพียงผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่ผู้เช่าโดยตรงกับจำเลย ซึ่งระหว่างโจทก์ที่ 3 ผู้เช่าช่วงกับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงถือเอาสิทธิใด ๆ กับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมได้ กฎหมายคงบัญญัติเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 545 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกสัญญาได้ กรณีจึงไม่อาจตีความขยายความบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้นในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อรับผิดต่อผู้เช่าช่วงโดยตรงได้ แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพิพาท ทำให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าได้รับความเสียหาย และหากฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเช่าช่วงของโจทก์ที่ 3 เป็นไปโดยชอบ แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลย โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมย. ตกลงขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้พันเอก พ. เมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2520 เมื่อมีการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เนื่องจากติดข้อกำหนดที่ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน ย. และพันเอก พ. จึงทำสัญญาจำนองโดยไม่มีการกู้ยืมเงินจริง แต่ทำเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ยังไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินได้เพราะมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ สัญญาจำนองจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เมื่อสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยได้
การทำสัญญาการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น การที่ ย. ทำสัญญาการซื้อขายและมอบให้พันเอก พ. ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พันเอก พ. ก็หาได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายไม่เพราะอยู่ในกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนคือวันที่ 24 สิงหาคม 2530 พันเอก พ. และทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ.2559 โดยไม่ปรากฏว่า ย. หรือทายาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ย. หรือทายาทได้สละการครอบครองที่พิพาทให้แก่พันเอก พ. แล้ว ย่อมถือว่าพันเอก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา พันเอก พ. ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ.มาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา
คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้องจะระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคาร ก. ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน" อันทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ขัดกับคำฟ้องก็ตาม แต่การค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วยหาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียวและเป็นเรื่องที่คู่ความสามารถนำสืบข้อเท็จจริงได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องขัดกันอันจะทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจเข้าใจข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว
แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้โจทก์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงินว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคาร ก. ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน" เมื่อโจทก์ไม่นำสืบถึงพฤติการณ์หรือข้อตกลงที่ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แตกต่างจากข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินอย่างไร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยมีเจตนามุ่งหมายให้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ส่วนข้อความในแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป โจทก์สามารถอ่านเข้าใจได้โดยง่าย หากไม่ตรงตามเจตนาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ โจทก์สามารถตกเติมแก้ไขได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการดังกล่าว ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4
คดีก่อนเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท พร้อมให้รับผิดชำระค่าเสียหาย จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนให้แก่โจทก์ในสภาพไม่เรียบร้อยอันเกิดจากความบกพร่องในการดูแลรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นความผิดของจำเลย โจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ไม่ครบถ้วนตามราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปและโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว มิใช่กรณีที่จะไปบังคับคดีในคดีก่อนได้เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้างเป็นสำคัญ ทั้งยังมิใช่เป็นเรื่องที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้และโจทก์ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ก่อนหลังกันไปตามลำดับจนไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ แม้จะไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร แต่เมื่อทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ติดตามเอาคืนได้ และแม้ห้างขายทองของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยมิได้ซื้อทองจากร้านค้า เพราะซื้อจาก ว. ที่นำมาขาย ถือไม่ได้ว่าซื้อทองคำในท้องตลาด จำเลยต้องคืนทองคำแก่โจทก์
วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ได้แก่ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 อันได้แก่วันฟ้อง