คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 13/2564
#666459
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การดำเนินการเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อนำรูปแผนที่การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ลงที่หมายในระวางแผนที่แล้วปรากฏว่ารูปแผนที่ไม่ทับที่ดินแปลงข้างเคียงและที่สาธารณประโยชน์รวมถึงไม่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปฏิบัติหน้าที่ ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าขอให้ศาลเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ โดยอ้างเหตุผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รังวัดรุกล้ำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทั้งแปลงอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๕ โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำขอให้เพิกถอนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์เป็นผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลดงขวาง กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2564
#666458
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท ค. โจทก์ เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง บริษัท จ. ที่ ๑ บริษัท อ. ที่ ๒ นาย ส. ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันในนามกิจการร่วมค้าฯ สั่งซื้อสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ จากโจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้สัญญาซื้อขายที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนกับเอกชนด้วยกันจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติ

จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าจำเลยที่ ๑ และกิจการร่วมค้าฯ ได้ยื่นฟ้องบริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างผู้บริหารและจัดการด้านการขนส่งสินค้าภายในเขตปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้กิจการร่วมค้าฯ และจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลางก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามสัญญาระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยทั้งสามผู้ซื้อซึ่งเป็นเอกชนเท่านั้น อันเป็นคนละประเด็นกับคดีดังกล่าวของศาลปกครอง และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าสัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2564
#666457
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำเลยที่ ๑ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร จำเลยที่ ๒ ว่า เมื่อระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และผู้แทนได้สั่งซื้อปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ จากโจทก์จำนวนหลายครั้ง ตามใบสั่งซื้อของจำเลยที่ ๑ เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยและงานภายในคณะผลิตกรรมการเกษตรของจำเลยที่ ๑ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนและเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าสินค้าและค่าขาดประโยชน์จำนวน ๑๗๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงการซื้อขายปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ ตามใบสั่งซื้อเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ จัดทำขึ้นถึงโจทก์ โดยระบุว่า "มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตกลงซื้อตามใบเสนอราคาของท่านดังรายการต่อไปนี้..." โดยมีจำเลยที่ ๒ หรือ ผู้แทนลงชื่อเป็นผู้สั่งซื้อ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตามสัญญาจึงได้แก่ นางอ. โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมาตรา ๕ วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการซื้อขายปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ ตามใบสั่งซื้อดังกล่าว เป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อตกลงตามใบสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2564
#665286
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ ยื่นฟ้อง สิบเอก ร. จำเลย ซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่าได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ เนื่องจากจำเลยถูกปลดออกจากราชการก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า "ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลผู้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารขณะกระทำผิด โดยการพิจารณาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือไม่ จะต้องพิจารณาขณะจำเลยกระทำผิดว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือไม่ และหากขณะกระทำผิดจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารคดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และเมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตั้งแต่ต้นแม้มีเหตุใดเกิดขึ้นภายหลังก็ย่อมไม่ทำให้อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ซึ่งขณะที่จำเลยกระทำความผิดนั้น จำเลยยังคงมีสถานะเป็นข้าราชการทหาร จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แม้ต่อมากรมสรรพาวุธทหารบกมีคำสั่งที่ ๕๙๗/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ ให้ปลดจำเลยออกจากราชการทหารเนื่องจากจำเลยหนีราชการโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารนั้นเปลี่ยนแปลงไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 21
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 21
จำเลย — สิบเอก ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2564
#666461
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินค่าตอบแทนที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — เทศบาลเมืองชุมแสง
จำเลย — นางสาว ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2564
#664322
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอเมืองพัทลุง ยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่รอผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า เมื่อการยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 9
ผู้ฟ้องคดี — นาย อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2564
#664321
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอเมืองพัทลุง ยื่นฟ้อง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงาน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน ฐานขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมาย และฐานปฏิบัติหน้าที่การงานโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานและลูกจ้างประจำ พ.ศ. 2559
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 9
ผู้ฟ้องคดี — นาย อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2564
#664311
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทั้งสาม ยื่นฟ้อง การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่การยางแห่งประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดี ทั้งสามกับพวกรวม 6 คน ถูกกล่าวหาว่ามีหน้าที่ดำเนินการให้เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์จัดหาปุ๋ยบำรุงเองในปีงบประมาณ 2558 ในกิจกรรมส่งเสริมสถาบันเกษตรกรจัดหาปุ๋ยบำรุงให้แก่เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และผลการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 9
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2564
#664317
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทั้งสาม ยื่นฟ้อง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ 1 การยางแห่งประเทศไทย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับพวกรวม 6 คน ถูกกล่าวหาว่ามีหน้าที่ดำเนินการให้เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์จัดหาปุ๋ยบำรุงเองในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ในกิจกรรมส่งเสริมสถาบันเกษตรกรจัดหาปุ๋ยบำรุงให้แก่เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่การงาน และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเรื่องการดำเนินการทางวินัยไปเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกและให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ให้จ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเรื่องการดำเนินการทางวินัยไปเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกดังกล่าวและให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 (1) (2) และ (5) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 9
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2564
#664310
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดพัทลุง ยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดียกอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อการยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 9
ผู้ฟ้องคดี — นาย จ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2564
#664309
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. เป็นจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดกรณีพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้

ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2564
#664293
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง

ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและ

ให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพาดสายและหรือติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2558
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชัยนาท
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2564
#645456
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพาดสายและหรือติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2558
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัททริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8991/2563
#661426
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" คดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพัน ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยโดยผู้ร้องทั้งสามในฐานะกรรมการจำเลย และในฐานะส่วนตัว ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์ทั้งสองขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม และวันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง มีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 25,295,400 บาท แต่ในระหว่างดำเนินการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2561 แจ้งการถอนการยึดที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับการต้องเสียค่าธรรมเนียม และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่โจทก์ที่ 1 วางไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขณะทำการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 1

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำกัด วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยโดยผู้ร้องทั้งสามลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะกรรมการจำเลย และในฐานะส่วนตัว ความว่า ข้อ 1 โจทก์ทั้งสองตกลงขายหุ้นของโจทก์ทั้งสองที่ถืออยู่ในบริษัทจำเลยให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย คนละ 20,000,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความคนละ 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระโดยนำที่ดินโฉนดที่มีชื่อของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสาม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมไปขาย โดยราคาขายให้ใช้เสียงข้างมากและราคากลาง ซึ่งราคาดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางของท้องตลาดในขณะซื้อขาย และให้นำเงินราคาขายหักส่วนของโจทก์ทั้งสองออกก่อนและนำส่วนของผู้ร้องทั้งสามนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 18,000,000 บาท ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ข้อ 2 โจทก์ทั้งสองตกลงจะส่งมอบรถยนต์ตู้ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำนวน 20 คัน ภายในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ทั้งสองตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเกี่ยวกับกิจการของจำเลย และบริษัทนครสงขลาขนส่ง จำกัด บริษัท... อีกต่อไป โดยเมื่อผู้ร้องทั้งสามชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์ทั้งสองจะโอนหุ้นในสัดส่วนที่ตนเองถือทั้งหมดในบริษัทจำเลยและบริษัทดังกล่าวข้างต้นทันทีให้แก่ผู้ร้องทั้งสามในสัดส่วนเท่า ๆ กัน... ข้อ 3 หากผู้ร้องทั้งสามผิดนัด ตามข้อ 1 และข้อ 2 ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองสามารถยึดทรัพย์บังคับคดีเอากับที่ดินที่โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้องทั้งสาม มาเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที โดยโจทก์ทั้งสองจะไม่ยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องทั้งสาม ข้อ 4 หากโจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นการแสดงเจตนา ข้อ 5 จำเลยตกลงไปถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับจำเลยกับโจทก์ทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ และไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาใด ๆ ในส่วนเกี่ยวกับบริษัทจำเลย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีพิพาทเรื่องพินัยกรรม ข้อ 6 ในวันนี้โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาขายหุ้นในบริษัทจำเลยและบริษัทดังกล่าวข้างต้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ข้อ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง และวันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 25,295,400 บาท ผู้ร้องทั้งสามจึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยไม่มีคู่ความฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2561 แจ้งการถอนการยึดที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" ดังนั้น สำหรับคดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 169/2 วรรคสี่ ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ท. กับพวก
ผู้ร้อง — นาง ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเสริมเผด็จ กรลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8901/2563
#661210
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าพิพาท มีจำเลยผู้ให้เช่าทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 ผู้เช่า โจทก์ที่ 3 เป็นเพียงผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่ผู้เช่าโดยตรงกับจำเลย ซึ่งระหว่างโจทก์ที่ 3 ผู้เช่าช่วงกับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงถือเอาสิทธิใด ๆ กับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมได้ กฎหมายคงบัญญัติเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 545 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกสัญญาได้ กรณีจึงไม่อาจตีความขยายความบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้นในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อรับผิดต่อผู้เช่าช่วงโดยตรงได้ แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพิพาท ทำให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าได้รับความเสียหาย และหากฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเช่าช่วงของโจทก์ที่ 3 เป็นไปโดยชอบ แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลย โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 61,609,356 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 16,000,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 77,628,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 893,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนถึงเดือนกันยายน 2559 และเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากเดือนตุลาคม 2559 จนกว่าโจทก์ที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากพื้นที่ที่เช่าและส่งคืนพื้นที่ที่เช่าให้จำเลย

โจทก์ที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,400,000 บาท และชำระแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ และให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยเป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 20 มิถุนายน 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 40,000 บาท นับแต่เดือนกรกฎาคม 2559 จนกว่าโจทก์ที่ 1 จะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากพื้นที่เช่า ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 10,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ทั้งสามและฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งเช่นกันว่า โจทก์ทั้งสามต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีนายธนัช เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับนายสุภัท เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 3 ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่โครงการแปลงรั้วเป็นร้าน (โครงการพิเศษ) ที่ดินบริเวณแนวรั้วของสำนักงานจำเลยซึ่งติดถนนรามคำแหง 24 ตั้งแต่ทางเข้าประตู 4 ถึงสุดกำแพงสวนสุขภาพ เพื่อปรับปรุงเป็นศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ มีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 1 นำพื้นที่เช่าดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 เช่าช่วงเพื่อนำไปพัฒนาและบริหาร ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 โจทก์ที่ 2 แบ่งพื้นที่เช่าออกเป็น 2 โครงการ พื้นที่เช่าตั้งแต่ประตู 4 ของสำนักงานจำเลยตลอดแนวกำแพงสนามยิงปืนถึงคลองลำรางสวนสุขภาพเป็นพื้นที่โครงการที่ 1 และพื้นที่เช่าหน้าสวนสุขภาพของสำนักงานจำเลยตลอดแนวริมลำรางติดถนนรามคำแหง 24 ตรงข้ามมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญถึงสุดเขื่อนเป็นพื้นที่โครงการที่ 2 แต่วันที่ 25 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 1 กับที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ที่ 2 คืนพื้นที่เช่าโครงการที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 นำไปพัฒนาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เมื่อก่อสร้างเสร็จ โจทก์ที่ 1 ตกลงจะให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการจัดหาผู้เช่าและเก็บค่าเช่า โดยให้ค่าดำเนินการบริหารแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าเช่าเดิมเดือนละ 50,000 บาท แล้วโจทก์ที่ 2 จึงมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 30,000 บาท ส่วนโครงการที่ 2 โจทก์ที่ 2 นำพื้นที่เช่าให้โจทก์ที่ 3 เช่าช่วงเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นเวลา 9 ปี 5 เดือน นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ดำเนินโครงการแปลงรั้วเป็นร้าน (โครงการพิเศษ) อ้างว่าจำเลย กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และกรุงเทพมหานคร เห็นชอบร่วมกันในการใช้พื้นที่ราชพัสดุโครงการแปลงรั้วเป็นร้านเพื่อก่อสร้างและปรับปรุงถนนรามคำแหงถึงถนนศรีนครินทร์ (ผ่านถนนรามคำแหง 24) ทำให้โครงการแปลงรั้วเป็นร้านถูกรื้อถอนทั้งหมดและให้ถือว่าสัญญาเช่าระงับ โดยให้มีผลเป็นการสิ้นสุดสัญญาเช่าในวันที่ 30 กันยายน 2558 จากนั้นวันที่ 8 มกราคม 2559 โจทก์ทั้งสามจึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลยและเรียกค่าเสียหาย แม้จำเลยจะขออนุญาตฎีกาและฎีกา แต่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า โจทก์ที่ 3 มีนิติสัมพันธ์และมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดได้หรือไม่ เพียงใด ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้วว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 มิได้ขออนุญาตฎีกาและฎีกา คดีสำหรับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นอันยุติถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังต่อไปได้อีกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า แม้สัญญาเช่าพื้นที่ดำเนินโครงการแปลงรั้วเป็นร้าน (โครงการพิเศษ) ข้อ 7 จะมีเงื่อนไขและข้อตกลงกรณีมีการเวนคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินก่อนครบกำหนดในสัญญาเป็นใจความว่า กรณีที่ถูกเวนคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด ให้ถือว่าสัญญาเช่านี้เป็นอันระงับไป และแม้จะมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างและขยายทางหลวงเทศบาลสายเชื่อมระหว่างถนนพัฒนาการกับถนนศรีนครินทร์ พ.ศ.2539 แต่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 22 สิงหาคม 2539 ให้ใช้บังคับได้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น เมื่อไม่ได้มีการเวนคืนที่ดินภายในกำหนด 3 ปี พระราชกฤษฎีกาฉบับดังว่าจึงสิ้นผลบังคับในวันที่ 22 สิงหาคม 2542 และหลังจากนั้นไม่มีกฎหมายหรือพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนบริเวณพื้นที่ดำเนินโครงการแปลงรั้วเป็นร้านอีก เมื่อจำเลยไม่อาจอ้างสิทธิบอกเลิกสัญญาและให้ถือว่าสัญญาระงับไปด้วยเหตุดังกล่าวได้ จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่าจนครบกำหนดระยะเวลาเช่า 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 การที่จำเลยเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่าโดยที่ฝ่ายตนไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่าต่อไปจนครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์ที่ 3 มีนิติสัมพันธ์และมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดได้หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า สัญญาเช่าพื้นที่ดำเนินโครงการแปลงรั้วเป็นร้าน (โครงการพิเศษ) อันเป็นสัญญาเช่าพิพาท มีจำเลยผู้ให้เช่าทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 ผู้เช่า โจทก์ที่ 3 เป็นเพียงผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่ผู้เช่าโดยตรงกับจำเลย ซึ่งระหว่างโจทก์ที่ 3 ผู้เช่าช่วงกับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงถือเอาสิทธิใด ๆ กับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมได้ กฎหมายคงบัญญัติเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 545 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกสัญญาได้ กรณีจึงไม่อาจตีความขยายความบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้นในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อรับผิดต่อผู้เช่าช่วงโดยตรงได้ แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพิพาท ทำให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าได้รับความเสียหาย และหากฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเช่าช่วงของโจทก์ที่ 3 เป็นไปโดยชอบ แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลย โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดได้ เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยในรายละเอียดประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ. กับพวก
จำเลย — การกีฬาแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ชลิต กฐินะสมิต
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2563
#649853
เปิดฉบับเต็ม

ย. ตกลงขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้พันเอก พ. เมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2520 เมื่อมีการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เนื่องจากติดข้อกำหนดที่ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน ย. และพันเอก พ. จึงทำสัญญาจำนองโดยไม่มีการกู้ยืมเงินจริง แต่ทำเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ยังไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินได้เพราะมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ สัญญาจำนองจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เมื่อสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยได้

การทำสัญญาการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น การที่ ย. ทำสัญญาการซื้อขายและมอบให้พันเอก พ. ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พันเอก พ. ก็หาได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายไม่เพราะอยู่ในกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนคือวันที่ 24 สิงหาคม 2530 พันเอก พ. และทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ.2559 โดยไม่ปรากฏว่า ย. หรือทายาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ย. หรือทายาทได้สละการครอบครองที่พิพาทให้แก่พันเอก พ. แล้ว ย่อมถือว่าพันเอก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา พันเอก พ. ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ.มาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอกพลรับชำระเงิน 175,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่โจทก์ พร้อมส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาล แทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นสิทธิครอบครองแก่กองมรดกของพันเอกพล และให้จำเลยมีสิทธินำคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งส่วนฟ้องและส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นมรดกของพันเอกพล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายยอม ส่วนจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอกพล ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมาทางราชการออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นายยอมทำหนังสือสัญญาจำนองและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้ไว้แก่พันเอกพลเป็นเงิน 100,000 บาท ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวขอไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอกพล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและหนังสือสัญญาการซื้อขาย ปรากฏว่าลายมือชื่อของนายยอมมีลักษณะคล้ายคลึงกัน น่าเชื่อว่ามีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจริง หนังสือสัญญาการซื้อขาย ข้อที่ 3 ระบุว่า ผู้ขายยินยอมให้ผู้ซื้อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ได้ สื่อความหมายได้ว่านายยอมได้ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายให้แก่พันเอกพลเข้าทำประโยชน์เพื่อทำการเกษตรแล้ว หาใช่ไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศที่ดินพิพาท ปรากฏชัดว่ามีการปรับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เปลี่ยนไปจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2519 ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท โดยที่ดินพิพาทในปี 2537 มีลักษณะเป็นการทำไร่เกือบทั้งแปลงโดยมีการปลูกสับปะรดในที่ดินพิพาท และจำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด อีกทั้งหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระบุให้ผู้จำนองนำส่งดอกเบี้ยปีละครั้งเสมอไป แต่ไม่ปรากฏว่านายยอมหรือโจทก์ส่งดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองให้แก่พันเอกพล ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายยอมตกลงขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้พันเอกพลเมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2520 เมื่อมีการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เนื่องจากติดข้อกำหนดที่ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นายยอมและพันเอกพลจึงทำสัญญาจำนองโดยไม่มีการกู้ยืมเงินจริง แต่ทำเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ยังไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินได้ เพราะมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ สัญญาจำนองจึงเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 เมื่อสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นมรดกของพันเอกพลตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาการซื้อขายระบุเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะชำระเงินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเมื่อครบ 45 วัน หลังจากออกหลักฐานได้แล้ว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายยอมและพันเอกพลที่จะให้สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดประกอบกับพันเอกพล ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวหลายแปลง แปลงที่มีข้อบังคับห้ามโอนก็จะใช้วิธีจดจำนองที่ดินดังกล่าวไว้ หากพ้นระยะเวลาการห้ามโอนแล้วพันเอกพลจึงติดตามผู้ขายมาดำเนินการโอนทะเบียนให้ภายหลัง แสดงให้เห็นว่าขณะทำหนังสือสัญญาการซื้อขาย พันเอกพลรู้ถึงข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ การทำสัญญาการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ดังนั้น การที่นายยอม ทำสัญญาการซื้อขายและมอบให้พันเอกพลครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พันเอกพลก็หาได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายไม่เพราะอยู่ในกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนคือวันที่ 24 สิงหาคม 2530 พันเอกพลและทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ.2559 โดยไม่ปรากฏว่านายยอมหรือทายาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่านายยอมหรือทายาทได้สละการครอบครองที่พิพาทให้แก่พันเอกพลแล้วย่อมถือว่าพันเอกพลได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา พันเอกพลย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา แม้โจทก์ล้อมรั้วลวดหนามที่ดินพิพาทหลังจากฟ้องคดีนี้ เป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยภายหลังจากฟ้องคดีนี้ มิได้ทำให้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของพันเอกพลซึ่งมีอยู่ก่อนเสียไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นมรดกของพันเอกพล ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 155 ม. 1367
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ย.
จำเลย — นาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอก พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายพงษ์นรินทร์ ศรีประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8884/2563
#661224
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้องจะระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคาร ก. ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน" อันทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ขัดกับคำฟ้องก็ตาม แต่การค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วยหาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียวและเป็นเรื่องที่คู่ความสามารถนำสืบข้อเท็จจริงได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องขัดกันอันจะทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจเข้าใจข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้โจทก์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงินว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคาร ก. ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน" เมื่อโจทก์ไม่นำสืบถึงพฤติการณ์หรือข้อตกลงที่ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แตกต่างจากข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินอย่างไร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยมีเจตนามุ่งหมายให้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ส่วนข้อความในแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป โจทก์สามารถอ่านเข้าใจได้โดยง่าย หากไม่ตรงตามเจตนาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ โจทก์สามารถตกเติมแก้ไขได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการดังกล่าว ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละกระทงละ 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 2 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 4,000 บาท จำนวน 10 กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่รอการลงโทษ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ... เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด..." การที่โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสิบฉบับซึ่งจำเลยทั้งสองออกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อเช็คทั้งสิบฉบับถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" เป็นที่เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง จำนวน 12 ฉบับ ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน..." อันทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ขัดกับคำฟ้องก็ตาม แต่การค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว ข้อความดังกล่าวในสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่คู่ความสามารถนำสืบข้อเท็จจริงได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องขัดกันอันจะทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจเข้าใจข้อหาที่โจทก์ฟ้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทำให้ฟังข้อเท็จจริงได้ตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ แล้วต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 ว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง จำนวน 12 ฉบับ ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน..." ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวเอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบถึงพฤติการณ์หรือข้อตกลงที่ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คเพื่อชำระหนี้แตกต่างจากข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยมีเจตนามุ่งหมายให้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าข้อความตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้นเป็นแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่มีความรู้ทางกฎหมายว่าจักต้องเขียนข้อความอย่างไร เจตนาของจำเลยทั้งสองที่ออกเช็คเป็นการสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้นั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่โจทก์สามารถอ่านเข้าใจได้โดยง่าย และเป็นแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป แต่หากไม่ตรงตามเจตนาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ โจทก์ก็สามารถตกเติมแก้ไขได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำดังกล่าว ข้อฎีกาของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุธรรม สุธัมนาถพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2563
#681552
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท พร้อมให้รับผิดชำระค่าเสียหาย จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนให้แก่โจทก์ในสภาพไม่เรียบร้อยอันเกิดจากความบกพร่องในการดูแลรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นความผิดของจำเลย โจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ไม่ครบถ้วนตามราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปและโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว มิใช่กรณีที่จะไปบังคับคดีในคดีก่อนได้เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้างเป็นสำคัญ ทั้งยังมิใช่เป็นเรื่องที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้และโจทก์ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ก่อนหลังกันไปตามลำดับจนไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 678,292.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 398,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จากโจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและยื่นฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 10 เดือน หลังจากนั้นวันที่ 15 ตุลาคม 2559 จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยใช้สิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามสำเนาหนังสือแจ้งให้ใช้สิทธิซื้อทรัพย์ที่เช่าซื้อกลับคืน วันที่ 26 ธันวาคม 2559 โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาด ได้รับเงิน 1,173,707.89 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กรณีที่โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมา และนำออกขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสม หากได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ จำเลยตกลงรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนกว่าจะครบ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งคืน โจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ยังขาดราคาจากราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นว่าในคดีก่อนเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท พร้อมให้รับผิดชำระค่าเสียหาย จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนให้แก่โจทก์มีสภาพปรากฏ เมื่อโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ไม่ครบถ้วนตามราคาใช้แทนรถยนต์ 1,852,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปและโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว มิใช่กรณีที่จะไปบังคับคดีในคดีก่อนได้เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้างเป็นสำคัญ ทั้งยังมิใช่เป็นเรื่องที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้และโจทก์ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ก่อนหลังกันไปตามลำดับจนไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาในสภาพมีรอยบุบครูดสีถลอกรอบคัน กระจกหน้าแตก ไม่มียางอะไหล่ และไม่มีเครื่องมือเป็นเหตุให้เมื่อนำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท และสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวล้วนเป็นเหตุที่เกิดจากความบกพร่องในการดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นความผิดของจำเลย ทำให้รถยนต์เสื่อมราคาและขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่า 1,852,000 บาท อันเป็นราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา และเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดราคารถยนต์ให้แก่โจทก์ 398,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดราคา และพิพากษากลับให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ล.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายณัฐพล วชิระประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8818/2563
#661467
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,097,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 593,167.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 157,191.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถที่ให้เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320ดี ที่ให้เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320ดี จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ ในราคา 4,705,405.61 บาท ชำระเงินดาวน์ 700,000 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คงเหลือค่าเช่าซื้อจำนวน 4,051,200 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 84,400 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 12 มิถุนายน 2555 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 12 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใด โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 35 งวด โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสี่ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 993,388 บาท และยังคงครอบครองใช้รถขุดที่เช่าซื้อตลอดมา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การบอกกล่าวเลิกสัญญาโดยที่โจทก์กำหนดระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้น เป็นการบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อเป็นรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถขุดตามสัญญา การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถขุดที่ค้างชำระทั้งหมดดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว และให้ถือหนังสือฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถือได้ว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ที่ให้ระยะเวลาชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นการพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้" เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้ชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว กรณีจึงเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันคืนรถขุดที่เช่าซื้อและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยเนื่องจากศาลล่างทั้งสองเห็นว่า สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยอีก เมื่อกรณีฟังได้แล้วว่าเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบบรรดาเงินค่างวดค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิริบเสียทั้งสิ้น และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคา แต่ที่โจทก์ขอให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,097,200 บาท นั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อเป็นราคารถที่แท้จริงรวมกับค่าเช่าตลอดระยะเวลาที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระค่าเช่าซื้อ ลำพังราคารถขุดที่เช่าซื้ออย่างเดียวย่อมน้อยกว่านั้น ทั้งรถขุดที่เช่าซื้อ เป็นรถที่ใช้งานมานานกว่า 7 ปีแล้ว โดยสภาพย่อมเสื่อมราคาลงไปแม้ด้วยการใช้งานตามปกติ หากกำหนดราคารถใช้แทนให้โจทก์เท่ากับจำนวนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเต็มตามสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถขุดที่เช่าซื้อ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เมื่อคำนึงถึงราคารถที่แท้จริงขณะโจทก์นำออกให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ ค่าเสื่อมราคารถ ประกอบราคารถที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้ว จำนวนราคาใช้แทนที่โจทก์ขอมานั้นเป็นราคาที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำหรับค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำนวน 47,264 บาท ที่โจทก์อ้างว่าได้นำไปหักกับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาชำระภายหลังที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดค่าเช่าซื้องวดที่ 36 เป็นต้นมา แม้โจทก์จะได้ออกเงินทดรองชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังจะต้องชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในการใช้รถขุดที่เช่าซื้อในระหว่างที่ตนยังไม่ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน และในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในรถขุดที่เช่าซื้ออยู่หลังสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ให้เช่าซื้อตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ด้วย แต่ที่โจทก์เรียกร้องค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 700,000 บาท เห็นว่าสูงเกินส่วนเห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เดือนละ 30,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 14 เดือน รวมเป็นเงิน 420,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จ แต่ไม่เกิน 12 เดือน

ส่วนค่าติดตามทวงถามและบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 18 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายเทวฤทธิ์ ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ว่าเป็นเงิน 50,000 บาท โดยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ แต่เชื่อว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่จริงจึงเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 420,000 บาท แล้วเป็นต้นเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวตามที่โจทก์ขอมา จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างเป็นลูกหนี้ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 จึงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง สำหรับหนี้การส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อและหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนถือเป็นหนี้ประธาน แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิน 60 วัน นับแต่วันผิดนัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่หลุดพ้น ส่วนหนี้ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดแต่ไม่เกิน 60 วัน เป็นเงิน 60,000 บาท โดยไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยในราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ขอมาตามฟ้อง

อนึ่ง สำหรับที่จำเลยทั้งสี่ฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถขุดที่เช่าซื้อและคืนเงินที่อ้างว่าชำระเกินจำนวน 157,191.10 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญา และสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถขุดที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 993,388 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและชำระเกินไปจากสัญญาเช่าซื้ออีกจำนวน 157,191.10 บาท อันเป็นกรณีหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จึงเห็นสมควรนำเงินจำนวน 993,388 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้มาหักทอนกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องที่ศาลกำหนดให้ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 360,000 บาท หากมีเงินเหลือก็ให้โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนให้ไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามรวมเป็นเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ค่าเสียหายดังกล่าวต้องไม่เกิน 12 เดือน โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท และให้นำเงินจำนวน 993,388 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้มาหักทอนกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องจำนวน 360,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าว หากมีเงินเหลือบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องเดิมและในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายอุทัย ปล้องใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8816/2563
#661628
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ แม้จะไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร แต่เมื่อทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ติดตามเอาคืนได้ และแม้ห้างขายทองของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยมิได้ซื้อทองจากร้านค้า เพราะซื้อจาก ว. ที่นำมาขาย ถือไม่ได้ว่าซื้อทองคำในท้องตลาด จำเลยต้องคืนทองคำแก่โจทก์

วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ได้แก่ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 อันได้แก่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 8,068,325.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,293,402 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธและไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 1 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 5,339,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 เมษายน 2560) ต้องไม่เกินระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เวลากลางวัน นายสมชาย จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 4226/2558 ของศาลชั้นต้น เข้าไปในบ้านเลขที่ 232 อันเป็นเคหสถานของโจทก์ แล้วลักทองคำแท่ง หนักแท่งละ 10 บาท 20 แท่ง หนักแท่งละ 20 บาท 4 แท่ง และหนักแท่งละ 5 บาท 2 แท่ง สร้อยคอทองคำฝังเพชรและต่างหูเพชร 1 ชุด แหวนเพชร 1 วง สร้อยคอทองคำสองกษัตริย์ 1 เส้น สร้อยคอทองคำลายกระดูกงู 2 เส้น และธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท 100 ฉบับ ที่เก็บไว้ในบ้านดังกล่าวไป จากนั้นนายสมชายร่วมกับนายวัชรินทร์ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 647/2559 ของศาลชั้นต้น ทำการสกัดทองคำแท่งที่ลักมาและหลอม เป็นทองก้อนที่โรงงานหลอมทองของนายวัชรินทร์ที่ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร วันรุ่งขึ้นนายสมชายกับนายวัชรินทร์นำทองคำที่หลอมแล้วไปขายให้แก่จำเลยที่ห้างขายทองไล้เซ่งเฮงของนางมณี มารดาจำเลย ซึ่งจำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการ ในราคา 5,339,180 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสมชายกับนายวัชรินทร์ดำเนินคดี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายสมชายข้อหาลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษนายวัชรินทร์ข้อหารับของโจร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีความผิดข้อหารับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยซื้อทองคำดังกล่าวไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทองคำดังกล่าวแล้ว จำเลยต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด ดังนั้น ลำพังพฤติการณ์ที่ได้ความว่า จำเลยรับซื้อทองคำที่มีการหลอมมาก่อนเป็นจำนวนมากก็ไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดที่ว่าจำเลยซื้อทองคำดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ดูแลห้างขายทองไล้เซ่งเฮงของนางมณีซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพค้าของเก่า ประเภทเพชร ทอง การที่จำเลยรับซื้อทองคำจากนายวัชรินทร์เป็นจำนวนมากดังกล่าวจึงมิใช่เรื่องผิดปกติทางการค้าของจำเลย ประกอบกับการซื้อขายทองคำดังกล่าวกระทำโดยเปิดเผยในเวลาทำการของร้าน โดยไม่มีการปิดบังหรือซุกซ่อนแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่านายวัชรินทร์มีอาชีพหลอมทองและมีโรงงานหลอมทองเป็นของตัวเอง ก่อนเกิดเหตุนายวัชรินทร์นำทองคำไปให้จำเลยตรวจสอบความบริสุทธิ์ของทองคำที่ร้านของจำเลยเป็นประจำโดยนายวัชรินทร์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะนำทองคำไปขายให้แก่จำเลยนั้น พยานอ้างแก่จำเลยว่าเป็นทองคำที่พยานสะสมไว้ นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกดำรงศักดิ์ พนักงานสอบสวน เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การที่จำเลยรับซื้อทองคำในคดีนี้นั้นเป็นราคาตามท้องตลาดซึ่งเป็นไปตามที่สมาคมค้าทองคำระบุไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการระบุรายละเอียดการซื้อขายทองคำดังกล่าวไว้ในสมุดบัญชีคุมรายการขายทอดตลาดและค้าของเก่า รวมทั้งมีการจัดทำหลักฐานใบรับซื้อทองเก่าที่แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายวัชรินทร์ไว้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าจำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์ไว้โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ ดังนี้ นอกจากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบสนับสนุนเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อย และรูปคดียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดข้อหารับของโจรหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์หรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปในคราวเดียวกัน และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้จากนายวัชรินทร์เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทองคำ เพราะผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ในทองคำนั้น ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิติดตามเอาทองคำดังกล่าวคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ห้างขายทองไล้เซ่งเฮงของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยรับซื้อทองคำจากนายวัชรินทร์ที่นำมาขายให้ที่ห้างขายทองของจำเลย โดยมิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งในชุมชนการค้านั้น การที่จำเลยซื้อไว้โดยสุจริตและไม่เป็นความผิดฐานรับของโจรดังที่วินิจฉัยมา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยซื้อทองคำในท้องตลาดอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยการยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 จำเลยจึงต้องคืนทองคำดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยใช้ราคาทองคำเป็นเงิน 7,293,402 บาท ส่วนจำเลยอ้างว่ารับซื้อทองคำไว้ในราคาเพียง 5,339,180 บาท นั้น เห็นว่า วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ได้แก่ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ ซึ่งได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ผ่านการสกัดและหลอม มีความบริสุทธิ์ 99.3 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 4,308.2 กรัม จะกลายเป็นหนี้เงินได้ก็ต่อเมื่อการคืนทองคำดังกล่าวแก่โจทก์เป็นการพ้นวิสัย หาใช่คิดคำนวณราคาในเวลาที่จำเลยรับซื้อจากนายวัชรินทร์ดังที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยโดยคำนวณในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 อันได้แก่วันฟ้อง แต่เนื่องจากราคาซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จึงกำหนดราคาให้ตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันดังกล่าว

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีอาญา จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 แต่จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลมา 118,230 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานรับของโจร แต่ให้จำเลยคืนทองคำมีความบริสุทธิ์ 99.3 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 4,308.2 กรัม แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทองคำดังกล่าวตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันฟ้อง (วันที่ 28 เมษายน 2560) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 7,293,402 บาท ตามที่โจทก์ขอ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 118,230 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1332 ม. 1336
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา