โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ ๑ นาย ส. ที่ ๒ สถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ ๓ นาย ฤ. ที่ ๔ จำเลย อ้างว่า เมื่อกลางปี ๒๕๕๙ จำเลยที่ ๓ ประกาศรับสมัครบุคคลทั่วไปเข้าศึกษาในหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA part ๖๖ CaT B ๑.๑ ซึ่งผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพสามารถนำไปใช้ประกอบการขอรับใบอนุญาต โดยหลักสูตรนี้ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ระยะเวลา ๑๘ – ๒๔ เดือน โจทก์ทั้งสองสมัครเข้ารับการฝึกอบรมกับจำเลยที่ ๓ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ไม่จัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ โจทก์ทั้งสองแจ้งต่อจำเลยทั้งสี่ว่าไม่ประสงค์จะศึกษาต่อ และขอค่าใช้จ่ายทางการศึกษาคืน แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านวิชาชีพและเทคโนโลยี ซึ่งตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นส่วนราชการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นมีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นอธิการบดีของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ เป็นผู้อำนวยการ
สถาบันจำเลยที่ ๓ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ไม่จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน ตามมาตรฐาน EASA part ๖๖ CaT B ๑.๑ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาและไม่ประสงค์จะศึกษาต่อ โดยขอให้คืนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ได้ชำระไว้แล้วและค่าเสียหาย เมื่อการจัดการศึกษาของจำเลยทั้งสี่เป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐ อันเป็นการใช้อำนาจรัฐจัดทำภารกิจของรัฐในด้านการศึกษา กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐาน เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ถูกฟ้องคดีตกลงว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำงานก่อสร้างอาคารบ้านพักพนักงาน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่างานที่ทำไปแล้วในอัตราร้อยละ ๔๗.๗๖ ของงานทั้งหมด ชำระค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีต้องชำระค่าธรรมเนียม คืนเงินค่าประกันสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี ชำระค่าเสียหายเนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับเงินค่าจ้างจึงไม่สามารถชำระค่าวัสดุก่อสร้าง ชำระค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถประมูลงานต่อไปได้และค่าเสียหายจากการขาดกำไรในงานก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลา ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและฟ้องแย้งว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่สามารถส่งงานตามกำหนดเวลา จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาขอให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับนับแต่ผิดนัดจนถึงวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนี้ กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารบ้านพักพนักงานเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเอกชน ส่วนบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานผู้ให้บริการการเดินอากาศของประเทศ โดยรัฐบาลได้รับโอนกิจการเข้ามาดำเนินงานในรูปแบบองค์กรของรัฐบาล และมอบหมายให้บริหารการจราจรทางอากาศ การสื่อสารการบิน การให้บริการระบบช่วยการเดินอากาศ และระบบติดตามอากาศยาน ให้บริการข่าวสารการเดินอากาศและงานแผนที่เดินอากาศ อันเป็นภารกิจของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาที่จะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีอาจเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองได้ หากผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำการตามหน้าที่หรืออำนาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้ว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีย่อมเป็นการดำเนินการในฐานะบริษัทจำกัดเช่นเดียวกับนิติบุคคลเอกชนทั่วไป เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารบ้านพักพนักงาน มีสาระสำคัญเพียงผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารบ้านพักพนักงานเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของพนักงานบริษัทของผู้ถูกฟ้องคดี มิใช่การให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ ให้บริการสื่อสารการบิน และให้บริการเครื่องช่วยการเดินอากาศ ที่เป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีตามสัญญานี้ จึงไม่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาเป็นเอกชนด้วยกันไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง บัญญัติเพียงว่า เฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้นที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนได้จะต้องมีคำร้องทุกข์เสียก่อน เมื่อคดีความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอาญาแผ่นดินทุกฐานความผิด พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนโดยลำพังตนเองหากพบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีนี้ ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเหตุต่อพนักงานสอบสวน เท่ากับว่าได้มีการกล่าวโทษซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนทราบว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจเริ่มต้นการสอบสวนได้ในทันทีด้วยการออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 130 บัญญัติไว้ ถือได้ว่าคดีนี้มีการสอบสวนในความผิดตามฟ้องโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..."
เมื่อคดีนี้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลปกครอง ตามคำพิพากษาศาลปกครองนครราชสีมา ถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ส่วนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๑ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ออกภายหลังถึงที่สุด ประกอบกับการยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้นจะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยมีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ มูลความแห่งคดีเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาล และศาลทั้งสองศาลนั้นตัดสินต่างกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่ความในคดีที่ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และคู่ความในคดีของศาลปกครองนครราชสีมา มิใช่คู่ความรายเดียวกันและมิใช่คดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกัน โดยประเด็นข้อพิพาทที่ศาลยุติธรรมและศาลปกครองต้องพิจารณานั้นเป็นคนละประเด็นกันและไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกัน ทั้งกรณีไม่มีปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเข้าองค์ประกอบของบทบัญญัติมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงให้ยกคำร้อง
แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายอำเภอเมืองนครสวรรค์ ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลนครสวรรค์ออก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นว ๐๘๒๒ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกทับที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๔๐ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินของรัฐที่จะนำไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันเป็นการฟ้องคดีที่มีการตั้งรูปเรื่องเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดี ทั้งยังอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นำเสาหินเข้ามาปักทำรั้วปิดกั้นทางเข้าออกและมีบุคคลบุกรุกเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และการรังวัดตรวจสอบเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการรังวัดตรวจสอบเขตทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ และมีคำขอหลักให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมีแนวเขตที่ดินทับที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาท
เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ปรากฏว่าจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องและฟ้องแย้งเท่านั้น โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และทนายจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ ทนายจำเลยย่อมต้องทราบว่าต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางพร้อมกับอุทธรณ์ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องเทศบาลนครสมุทรสาคร ที่ ๑ นาย ช. ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร กระทำละเมิดบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกแล้ววางท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักคิดเป็นเนื้อที่ ๑๙.๑ ตารางวา ซึ่งโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองขนย้ายท่อระบายน้ำและบ่อพักออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพัก และห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และค่าขาดประโยชน์ พร้อมกับส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า แต่เดิมที่ดินพิพาทเป็นพื้นผิวจราจรซึ่งเป็นถนนลูกรังของถนนท่าปรงซอย ๙ เป็นถนนที่ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรโดยไม่มีผู้ใดหวงห้ามมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลนครสมุทรสาคร จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นปลัดเทศบาล จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยอ้างเหตุว่าจำเลย ทั้งสองกระทำละเมิดบุกรุกเข้าก่อสร้างวางท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักในที่ดินของตน ส่วนจำเลยทั้งสอง ให้การว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างวางท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักของจำเลยทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยทั้งสองแล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ต้องเสียสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้เอกชนผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินโครงการชลประทานน้ำอูน คลองสายใหญ่ฝั่งขวา รุกล้ำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๖๘ ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องสูญเสียที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แก้ไขแผนที่และบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดินที่ได้นำรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อการชลประทานโครงการน้ำอูน และให้ส่งมอบที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีครบตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๖๘ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยืนยันว่า บริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างสิทธิ มีบุคคลอื่นมาขอรับค่าชดเชยไปแล้ว และไม่มีผู้ใดนำ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๖๘ มาขอรับเงิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมหาโพธิ ที่ ๑ นายอำเภอศรีมหาโพธิ ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีมหาโพธิ ที่ ๓ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่ามารดาของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำขอรังวัดรวมที่ดินมีโฉนดและแบ่งแยกในนามเดิม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านการรังวัด อ้างว่าผู้ขอรังวัดชี้แนวเขตที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่ตรงกับสภาพแนวเขตที่แท้จริง ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเสียหายจากการคัดค้านการรังวัดแนวเขตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรังวัดต่าง ๆ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือ มีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนี้ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การคัดค้านการรังวัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณะ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำขอรังวัดเพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การคัดค้านการรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย ก็เป็นความเสียหายที่อ้างว่าเกิดจากการใช้สิทธิคัดค้านดังกล่าวซึ่งมิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จ่าสิบตรี ป. ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหลักฐาน ส.ค.๑ ที่ดินดังกล่าวบรรพบุรุษของผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์เป็นที่บ้านและที่สวนมาตั้งแต่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินมีการครอบครองทำประโยชน์สืบต่อกันมาจนตกเป็นมรดกแก่ผู้ฟ้องคดีจนถึงปัจจุบัน ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ และการที่ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) มายื่นขอออกโฉนดที่ดินภายหลังวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินต่อเนื่องและตกเป็นมรดกแก่ผู้ฟ้องคดีจนถึงปัจจุบัน แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งประการอื่น นอกจากการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะให้ศาลคุ้มครองและรับรองสิทธิของตนในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ประกอบกับผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากบรรพบุรุษที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในที่ดินอันเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับในปี ๒๔๙๗ ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินในกรณีดังกล่าวโดยใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาเพื่ออนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ออกหนังสืออนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันที่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ศก ๕๘๒๘ จึงจัดที่ดินแบ่งแปลงให้ราษฎรที่ครอบครองอยู่เดิมเข้าทำประโยชน์ โดยออกหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นการชั่วคราว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อการจะจัดให้บุคคลใดใช้ประโยชน์ในที่ดินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๗ จะต้องปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๒๖/๒๕๕๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นบุคคลภายนอกจึงไม่ผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ (๒) บัญญัติว่า คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า เมื่อปัญหาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๗ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เทศบาลเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาของโจทก์ สืบเนื่องมาจากโจทก์ให้จำเลยคืนเงินที่จ่ายไปเกินสิทธิที่จำเลยควรจะได้รับ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินแต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินจากกรณีการจ่ายเงินค่าตอบแทนของสมาชิกสภาเทศบาล ตามเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดให้คืนเงินบำนาญและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ย การที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยแม่โจ้ (คณะผลิตกรรมการเกษตร) ที่ ๑ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ร. ที่ ๒ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้สั่งซื้อสินค้าเมล็ดพันธุ์จากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยของคณะผลิตกรรมการเกษตรของจำเลยที่ ๑ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้วและเรียกเก็บเงินค่าสินค้าแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงมีปัญหาว่า ข้อตกลงซื้อขายเมล็ดพันธุ์ตามใบสั่งซื้อเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ตามใบสั่งซื้อเอกสารท้ายฟ้อง เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ตามใบสั่งซื้อดังกล่าว เป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุเกษตรเพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้ครบถ้วนตามสัญญา ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อตกลงตามใบสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้อง ในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดินที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับมรดกจากบิดาเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๙๔ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยเจ้าของที่ดินเดิมทำบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมทางเดินและยินยอมให้ที่ดินตกเป็นภาระจำยอมทางเดินตลอดทั้งแปลงแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๓๕ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตลอดเวลานับแต่บิดาผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินพิพาทนั้นผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๓๕ ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภาระจำยอมผ่านเข้าออกหรือใช้สัญจรออกสู่ทางสาธารณะเกินกว่า ๔๐ ปีแล้ว จากภาพถ่ายทางอากาศพบว่าปัจจุบันสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๓๕ ไม่สามารถใช้เป็นทางสัญจรผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้เนื่องจากมีบุคคลก่อสร้างบ้านเรือนในที่ดินกีดขวางเส้นทางเดินระหว่างที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมเรื่องทางเดินพิพาท ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งสองฝ่ายได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นนิติกรรมอันทำลงไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ภาระจำยอมได้มาโดยการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์จะยกเลิกภาระจำยอมก็ต้องจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินแปลงพิพาทจึงมิใช่กรณีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมคลาดเคลื่อนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่อาจเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ละเลยไม่ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี และมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หรือที่ ๓ จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีปลอดจากภาระจำยอมซึ่งเป็นข้อจำกัดแดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ ข้อพิพาทสำคัญในคดีนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ภาระจำยอมสิ้นไปหรือไม่ กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ๖ สาขาป่าบอน จังหวัดพัทลุง การยางแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ การยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี กรณีรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ และเสนอรายงานต่อหัวหน้าแผนกปฏิบัติการเพื่อพิจารณาแล้วเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการว่าสมควรอนุมัติให้การสงเคราะห์ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีทั้งที่สวนไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการสงเคราะห์ โดยที่ผู้อำนวยการไม่ทราบข้อเท็จจริงมาก่อน จึงอนุมัติให้การสงเคราะห์แก่ผู้ขอรับการสงเคราะห์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเสนอผู้บังคับบัญชา เป็นการกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่การงานโดยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ และฐานกระทำการอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือน โดยเปลี่ยนแปลงวันที่ไล่ออกผู้ฟ้องคดี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งพักงานเป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีสถานหนักเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือเพิกถอนคำสั่งไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของการยางแห่งประเทศไทยและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี และคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกพนักงานและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกพนักงานและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าแผนกปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย ยื่นฟ้องการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของการยางแห่งประเทศไทยและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ขอรับการสงเคราะห์ได้รับการสงเคราะห์ ทั้งที่สวนไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการสงเคราะห์ต่อผู้บังคับบัญชาอันมีลักษณะส่อไปในทางทุจริต เพื่อให้ผู้ขอรับการสงเคราะห์ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่การงานโดยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่การงาน และฐานกระทำการอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย การกระทำของ
ผู้ฟ้องคดีเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนโดยเปลี่ยนแปลงวันที่ไล่ออกผู้ฟ้องคดี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งพักงานเป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีสถานหนักเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือเพิกถอนคำสั่งไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม เห็นว่า แม้การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของการยางแห่งประเทศไทยและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี และคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้องนาง จ. จำเลย อ้างว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ โจทก์ตรวจพบว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูและโรงเก็บของรุกล้ำเข้ามาในเขตเดินสายไฟฟ้า ช่วงแม่เมาะ – ลำปาง ระหว่างเสาไฟฟ้าต้นที่ ๕/๑ และ ๕/๒ โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยให้รื้อถอน แต่จำเลยได้รื้อถอนออกเพียงบางส่วนคงเหลืออาคารมุงหลังคาสังกะสีและไม้ยืนต้นในที่ดินของจำเลยที่ขึ้นสูงมากอาจเป็นอันตรายต่อระบบส่งไฟฟ้าของโจทก์ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นของจำเลยในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ออกไปจากเขตเดินสายส่งไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ารื้อถอนหรือดำเนินการรื้อถอนเองโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่าย เห็นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์มีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ปลูกต้นไม้พืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้า ทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด และในกรณีที่มีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นหรือมีต้นไม้หรือพืชผลที่ปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด วรรคสองของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเดียวกันบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอน ทำลายหรือตัดฟันตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นของจำเลยในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ออกไปจากแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ารื้อถอนหรือดำเนินการรื้อถอนเอง โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยกระทำการหรือละเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ คงมีแต่บทบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือทำลายหรือตัดฟันต้นไม้หรือพืชผลที่สร้างขึ้นหรือปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนดได้ตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลที่สร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด รื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือตัดฟันหรือทำลายต้นไม้แต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๕) ประกอบกับมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ บัญญัติให้โจทก์มีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ปลูกต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด
และในกรณีที่มีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นหรือมีต้นไม้หรือพืชผลที่ปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด วรรคสองของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเดียวกันบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอน ทำลายหรือตัดฟันตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนไม้ยืนต้นและไม้ประดับของจำเลยในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ออกไปจากแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ารื้อถอนหรือดำเนินการรื้อถอนเอง โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยกระทำการหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ ๒๕๑๑ คงมีแต่บทบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือทำลายหรือตัดฟันต้นไม้หรือพืชผลที่สร้างขึ้นหรือปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด ได้ตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลที่สร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด รื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือตัดฟันหรือทำลายต้นไม้แต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๕) ประกอบกับมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม