คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8450/2563
#657568
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนดหนึ่งปี ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 ขอให้ลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 118 โดยให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปีซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ของโทษทางอาญาและศาลล่างทั้งสองได้พิพากษามานั้น มิใช่กรณีเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น และมิใช่กรณีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และมาตรา 148 และถือไม่ได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ศาลชั้นต้นในคดีนี้จึงมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ได้อีก

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ใช้บังคับโดยยกเลิก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และให้ใช้บทบัญญัติใหม่แทน แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามที่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ฉบับเดิม ยังคงเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ฉบับใหม่ที่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามยังคงเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม ดังนั้น ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ฉบับเดิม มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ในส่วนของบทความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม ตาม ป.อ. มาตรา 2 ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมบัญญัติบทลงโทษไว้ในมาตรา 118 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติบทลงโทษไว้ในมาตรา 126 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษจำคุกและโทษปรับซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกและโทษปรับตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง อันเป็นส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 สำหรับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ของโทษทางอาญาตามกฎหมายใหม่มีกำหนดเวลานานกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม ต้องใช้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ฉบับเดิม มาตรา 118 มาบังคับใช้แก่จำเลยทั้งสาม ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 8, 57, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยทั้งสามมีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1), 118 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1), 118 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดคนละ 10 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะแล้ว ไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้แทนหรือผู้สนับสนุนและหาเสียงให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องโดยจำเลยที่ 1 ได้ก่อ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ได้กระทำการให้เงิน 500 บาท แก่บุคคลผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ให้เงิน 500 บาท แก่นางประทีปทอง และนางลำไพ ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ให้เงิน 500 บาท แก่นางบัวไข ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อยเพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสามลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการให้เงินซึ่งเป็นทรัพย์เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก่อนฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนดหนึ่งปี จากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อยที่กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 27 เมษายน 2557 ตามประกาศให้มีการเลือกตั้งของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย ลงวันที่ 21 มีนาคม 2557 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดและมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันมีคำสั่ง ตามสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีเลือกตั้งหมายเลขแดงที่ 2543/2558

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ก่อสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้แทนหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ได้กระทำการให้เงิน 500 บาท แก่บุคคลผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ให้เงิน 500 บาท แก่นางประทีปทอง และนางลำไพ ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ให้เงิน 500 บาท แก่นางบัวไข ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อยเพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสามลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการให้เงินซึ่งเป็นทรัพย์เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามที่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 จะให้เงินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนวนเท่าใด เมื่อใด และที่ใด หรือบอกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปกระทำความผิดอย่างไร และเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปมอบให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มาอย่างไร เป็นเงินจำนวนเท่าใด และเป็นเงินของผู้ใด มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดที่จะต้องบรรยายมาในฟ้อง แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้อีกหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนดหนึ่งปีในคดีก่อนเป็นคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่กรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใด ๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากการกระทำการทุจริตการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57, 60, 97 วรรคหนึ่ง ในส่วนวิธีการและการจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้สิทธิแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งในการควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว หากภายหลังมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกหรือการเลือกตั้งหรือนับคะแนนเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือมีการฝ่าฝืนมาตรา 57 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนดเวลาหนึ่งปี..." และวรรคสองบัญญัติว่า "ให้นำความในมาตรา 96 มาใช้บังคับกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรานี้โดยอนุโลม" โดยมาตรา 96 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครคนใดแล้ว ให้พิจารณาดำเนินการให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้สมัครผู้นั้นด้วย" โดยไม่มีข้อยกเว้นว่าในการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวจะขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครเลือกตั้งผู้นั้นอีกไม่ได้ซึ่งการดำเนินคดีอาญาก็เป็นไปตามมาตรา 118 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 57 มาตรา 60... ต้องวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี" ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และมาตรา 239 วรรคท้าย ให้นำบทบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นโดยอนุโลม ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นสมควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ซึ่งรวมถึงศาลอุทธรณ์ภาค ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 3 ประกอบกับในคดีอาญาจำเลยสามารถให้การปฏิเสธและมีสิทธินำสืบถึงข้อเท็จจริงหักล้างข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนว่ามิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 ได้ ซึ่งอาจเป็นผลให้ศาลวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งกับการวินิจฉัยคำฟ้องของพนักงานอัยการแตกต่างกันได้แม้ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ในคดีอาญาพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดและลงโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ แสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ให้มีการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 97 และมาตรา 118 แยกออกจากกันคนละส่วนโดยเด็ดขาดเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 97 วรรคหนึ่งและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนดหนึ่งปี ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 ขอให้ลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 118 โดยให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปีซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ของโทษทางอาญาและศาลล่างทั้งสองได้พิพากษามานั้น จึงมิใช่กรณีเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น และมิใช่กรณีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 และถือไม่ได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ศาลชั้นต้นในคดีนี้จึงมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ได้อีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 มีกำหนดสิบปี ตามบทบัญญัติมาตรา 118 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ใช้บังคับโดยยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และให้ใช้บทบัญญัติใหม่แทน แต่การกระทำของจำเลยทั้งสามที่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ฉบับเดิม ยังคงเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ฉบับใหม่ที่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามยังคงเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม ดังนั้น ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ฉบับเดิม มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ในส่วนของบทความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ส่วนกำหนดโทษนั้น ตามกฎหมายเดิมบัญญัติบทลงโทษไว้ในมาตรา 118 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติบทลงโทษไว้ในมาตรา 126 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษจำคุกและโทษปรับซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกและโทษปรับตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง อันเป็นส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 สำหรับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ของโทษทางอาญาตามกฎหมายใหม่มีกำหนดเวลานานกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม ต้องใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ฉบับเดิม มาตรา 118 มาบังคับใช้แก่จำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในส่วนของโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 126 วรรคหนึ่ง แต่ส่วนของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 118 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 วรรคหนึ่ง (1) ม. 97 วรรคหนึ่ง ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2563
#683678
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามจะทำสัญญากัน ได้มีการตรา พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ขึ้นโดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติใน ป.พ.พ.ว่าด้วยค้ำประกันหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ยกเลิกมาตรา 691 (เดิม) และเพิ่มเติม มาตรา 681/1 ซึ่งบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ค้ำประกันมีสถานะเป็นลูกหนี้ชั้นที่สองอย่างแท้จริง จึงห้ามเจ้าหนี้ทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมในหนี้ที่ตนเป็นผู้ค้ำประกัน แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำสัญญาอื่นที่ไม่ใช่สัญญาค้ำประกัน ในการตีความนอกจากตีความจากข้อความที่เขียนไว้ในสัญญาแล้วยังต้องตีความตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรและต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และมาตรา 368 จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอขอเช่าซื้อรถโดยระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อรถยนต์จากเจ้าของหรือผู้จำหน่าย จึงประสงค์ขออนุมัติสินเชื่อจากโจทก์เพื่อนำไปชำระราคาแก่เจ้าของหรือผู้จำหน่ายโดยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถให้แก่โจทก์ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำคำเสนอขอทำหนังสือยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยระบุในคำเสนอว่าเพื่อให้โจทก์พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าตามคำขอเพื่อให้ผู้เช่าได้รับรถคันที่ขอเช่าซื้อไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเช่าซื้อ แสดงให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของการทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวประสงค์จะซื้อรถโดยขอสินเชื่อจากโจทก์ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน จึงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายินยอมผูกพันร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้รับผลประโยชน์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรถคันที่เช่าซื้อแต่อย่างใดไม่ การเข้าทำสัญญาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีลักษณะเข้าผูกพันรับผิดเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากกฎหมายค้ำประกันใหม่ห้ามมิให้มีข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงอาศัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับลูกหนี้ร่วมมาบังคับใช้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แทนโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อในแบบสัญญาที่โจทก์พิมพ์ข้อความไว้ล่วงหน้ามีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้ยังมีข้อความที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงล่วงหน้ายอมให้มีการผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตกลงยอมรับผิดเต็มจำนวนแม้โจทก์ปลดหนี้หรือลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และยอมรับผิดแม้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเข้าทำสัญญาเช่าซื้อด้วยความสำคัญผิดอย่างใด ๆ ไม่ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้รู้ถึงเหตุไร้ความสามารถหรือสำคัญผิดในขณะทำสัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ล้วนแต่บัญญัติไว้เฉพาะใน ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะค้ำประกัน แต่โจทก์จัดทำสัญญาโดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติ หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำเช่นนั้น ประกอบกับตามประเพณีทางการค้าของธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อจัดให้ผู้เช่าซื้อโดยให้มีบุคคลต้องร่วมรับผิดในหนี้ของผู้เช่าซื้อจะจัดให้ทำสัญญาค้ำประกัน สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำขึ้นนั้น คู่สัญญามีเจตนาผูกพันกันอย่างสัญญาค้ำประกัน ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 การที่โจทก์หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าและมีความสันทัดในข้อกฎหมายมากกว่าจัดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแทนการทำสัญญาค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิแห่งตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ จากสัญญาดังกล่าวได้ พฤติการณ์ของโจทก์ไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะให้สัญญาส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะเพราะไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ สัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3คดีนี้จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จัดพิมพ์สัญญายินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ตกเป็นโมฆะ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ถือเป็นประเด็นการวินิจฉัยที่อยู่ในประเด็นตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 224,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 31,679 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงิน 45,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า จากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำคำเสนอขอทำหนังสือยินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ 731,574 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กำหนดชำระ 72 งวด งวดละ 10,160.75 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 9 งวดเศษ รวมเป็นเงิน 101,369.79 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์ โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลขายเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วได้ราคา 436,252.34 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามจะทำสัญญากัน ได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ขึ้นโดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกันหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ยกเลิกมาตรา 691 (เดิม) และเพิ่มเติมมาตรา 681/1 ซึ่งบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ค้ำประกันมีสถานะเป็นลูกหนี้ชั้นที่สองอย่างแท้จริง จึงห้ามเจ้าหนี้ทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ที่ตนเป็นผู้ค้ำประกัน แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำสัญญาอื่นที่ไม่ใช่สัญญาค้ำประกัน กรณีจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสัญญาประเภทใด ซึ่งในการตีความสัญญานั้นนอกจากตีความจากข้อความที่เขียนไว้ในสัญญาแล้วยังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรและต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และมาตรา 368 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 173 ม. 291 ม. 368 ม. 681/1
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นาง ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายมนู มนูสุข
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประมวญ รักศิลธรรรม
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2563
#662196
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยนั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ อันเป็นดุลพินิจของศาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทุกเรื่องไป เมื่อศาลเห็นว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางอรุณีย์ ปัทมามาลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8368/2563
#649862
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งรวมถึงการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสารตามมาตรา 67 ถึงมาตรา 83 อัฏฐ ด้วย การที่ภายหลังจากศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นต่อศาล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามรวมทั้ง ฐ. ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านนั้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว การส่งหนังสือของเลขาธิการจึงเป็นการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นประการหนึ่ง เพียงแต่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติกำหนดไว้โดยเฉพาะให้เลขาธิการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ทั้งยังบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าให้ส่งไปยังที่อยู่ครั้งสุดท้ายของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน การส่งหนังสือของเลขาธิการทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมมีผลเป็นการส่งตามหลักเกณฑ์การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ที่กำหนดในไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ในคดีนี้ ซึ่งกำหนดให้ต้องนำจ่ายด้วยการส่งมอบหนังสือให้แก่ผู้รับที่มีชื่อระบุอยู่บนจ่าหน้า หรือผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับ โดยต้องนำจ่าย ณ ที่ทำการหรือ ณ ที่อยู่ของผู้รับตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ข้อ 59 ถึงข้อ 63 ดังนั้น การส่งหนังสือของเลขาธิการไปยังผู้คัดค้านทั้งสามและ ฐ. ที่ส่งไม่ได้เพราะบ้านปิดและไม่มีผู้มารับที่ที่ทำการไปรษณีย์ในกำหนดเวลา อันเป็นการนำจ่ายให้แก่ผู้รับไม่ได้และพนักงานไปรษณีย์ต้องส่งหนังสือคืนผู้ฝากตามข้อ 64 นั้น จึงถือไม่ได้ว่ามีการส่งหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและ ฐ. ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า โดยเมื่อมีข้อขัดข้องในการส่งหนังสือแก่ผู้มีส่วนได้เสีย อันเป็นข้อขัดข้องในการส่งคำคู่ความและเอกสารตาม ป.วิ.พ. จึงชอบที่เลขาธิการจะแจ้งให้ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินการส่งโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดใน ป.วิ.พ. ต่อไป ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์ เป็นการประกาศให้บุคคลภายนอกอื่นที่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทราบ เพื่อยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี มิได้หมายถึงผู้คัดค้านทั้งสามกับพวก จะถือว่าผู้คัดค้านทั้งสามและ ฐ. ทราบคำร้องของผู้ร้องหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก 22 รายการ และที่ดิน 5 รายการ รวมราคา 35,703,103.32 บาท ตามบัญชีทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรายนางศรัณยากับพวกพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทั้งสามต่างยื่นคำร้องคนละ 1 ฉบับ ใจความทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากบุคคลที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งประกาศของศาลชั้นต้น (ประกาศศาลแพ่ง) ให้คือนายผนิกร และนางเหนียว ซึ่งไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ประกาศของศาลชั้นต้นที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอ้างว่าได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ประกอบมาตรา 51 มิใช่ประกาศของศาลชั้นต้นในคดีนี้ แต่เป็นประกาศในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.15/2559 สถานีตำรวจที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอ้างว่าได้ดำเนินการ (น่าจะหมายถึงปิดสำเนาประกาศศาลแพ่ง) เป็นสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่ สถานีตำรวจท้องที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่คือสถานีตำรวจภูธรชุมแพ ส่วนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ที่ลงประกาศของศาลชั้นต้นในคดีนี้ก็มิใช่หนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายในท้องที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อันเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านทั้งสาม การดำเนินการไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฏแล้วในชั้นไต่สวนของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานตามคำร้องของผู้ร้องต่อไปและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ประกอบมาตรา 51 ผู้คัดค้านทั้งสามถูกพนักงานอัยการฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ระหว่างสืบพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ทนายความของโจทก์ร่วมอ้างคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินเป็นพยานเอกสาร ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงให้ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรสาวมาขอดูสำนวนคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 จึงทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินโดยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการไม่ถูกต้องและศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าว และเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันนัดไต่สวนคำร้องเป็นต้นไป

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามรวม 27 รายการ รวมราคาประเมิน 35,703,103.32 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน และให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย 45 ราย รวม 54 รายการ รวมราคาประเมิน 17,715,000 บาท พร้อมกันนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินรวม 81 รายการ ของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นการด่วนตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 55 ศาลชั้นต้นรับคำร้องคดีนี้ไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.11/2559 แล้วไต่สวนคำร้องที่ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราวในวันนั้น และมีคำสั่งในวันเดียวกันให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราวแล้วมีหมายไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแจ้งคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ซึ่งนางสาวทิพย์วรรณ พนักงานสืบสวนชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการคดี 2 กองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินลงลายมือชื่อรับหมายไปในวันนั้นแล้วตามสำเนาหมายอายัดชั่วคราวเอกสารสารบาญอันดับที่ 11 ในสำนวน จากนั้นศาลชั้นต้นออกประกาศศาลแพ่ง เรื่องร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.11/2559 ระบุนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เวลา 9 นาฬิกา ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งส่งประกาศศาลแพ่งดังกล่าวไปให้หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในราชอาณาจักรและในท้องถิ่นลงประกาศศาลแพ่งดังกล่าว 2 วัน รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีหนังสือและส่งสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวและสำเนาบัญชีทรัพย์สินรวม 3 ชุด ไปให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า จากนั้นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งสำเนาหมายอายัดชั่วคราว สำเนารายงานกระบวนพิจารณา สำเนาคำสั่ง และสำเนาบัญชีทรัพย์สินที่อายัดชั่วคราวให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 1216 หมู่ที่ 1 ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และส่งให้แก่นายณัฏฐ์ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่สามารถส่งได้เพราะบ้านปิด และผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ไม่ไปรับไปรษณีย์ดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด นางสาวทิพย์วรรณจึงมอบหมายให้นายพิเชฐ และนายชัยวัฒน์ ไปปิดหมายอายัดชั่วคราวที่บ้านสามหลังดังกล่าวโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งหนังสือแจ้งประกาศศาลแพ่งและสำเนาประกาศศาลแพ่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และนายณัฏฐ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 1 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และส่งให้แก่นายณัฏฐ์ที่บ้านเลขที่ 2/24 หมู่ที่ 10 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่สามารถส่งได้เพราะบ้านปิด และผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนายณัฏฐ์ไม่ไปรับไปรษณีย์ดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด จากนั้นกรรมการบริหารบริษัทสารสู่อนาคต จำกัด ผู้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งว่าหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ลงประกาศศาลแพ่งดังกล่าวในวันที่ 4 เมษายน 2559 และวันที่ 5 เมษายน 2559 แล้ว ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นจึงไต่สวนพยานหลักฐานไปฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า โดยชอบแล้วหรือไม่ และมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "... ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" และวรรคห้าบัญญัติว่า "เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นต่อศาลแล้ว ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลนั้น และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่งกับให้ศาลสั่งให้ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่และถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้ว กฎหมายกำหนดหน้าที่ของศาลและเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้ดำเนินการไว้ในขั้นตอนที่ต่างกัน โดยกำหนดหน้าที่ของศาลให้ดำเนินการดังนี้

1. ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลที่รับคำร้องนั้น

2. ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกันเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอ (คำคัดค้าน) ก่อนศาลมีคำสั่งว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่

3. ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการเพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

ในสามข้อนี้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ได้ฎีกาคัดค้านจึงฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ชอบแล้ว ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายบัญญัติว่าเมื่อได้รับสำเนาประกาศจากศาลแล้วให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้

1. ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

2. จัดให้ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่

3. ถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน

การดำเนินการของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในข้อ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งจึงฟังเป็นยุติว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามข้อ 1 ถูกต้องแล้ว ส่วนการดำเนินการตามข้อ 2 และข้อ 3 ผู้คัดค้านทั้งสามยังฎีกาโต้แย้งอยู่

ปัญหาที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า พนักงานไปรษณีย์ไม่สามารถส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามตามจ่าหน้าได้ และไม่มีผู้มารับไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับดังกล่าว ณ ที่ทำการไปรษณีย์ภายในกำหนด ถือไม่ได้ว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามทราบโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเช่นในคดีนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 170 วรรคสอง บัญญัติว่า "...การฟ้อง การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้น นอกจากจะต้องบังคับตามบทบัญญัติทั่วไปแห่งภาค 1 แล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ด้วย" ซึ่งมีความหมายว่า การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติทั่วไปของมาตรา 1 ถึงมาตรา 169/3 และมาตรา 170 ถึงมาตรา 188 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งรวมถึงการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสารตามมาตรา 67 ถึงมาตรา 83 อัฎฐ ด้วย กรณีนี้เมื่อภายหลังจากศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการผู้ร้องยื่นต่อศาลแล้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านทั้งสามรวมทั้งนายณัฏฐ์ ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน ซึ่งเมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าวจึงเป็นการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นประการหนึ่ง เพียงแต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติกำหนดไว้โดยเฉพาะให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้ดำเนินการส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ทั้งยังบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่าให้ส่งไปยังที่อยู่ครั้งสุดท้ายของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน การส่งจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ ซึ่งบัญญัติให้นำมาตรา 74 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม อันเป็นกฎเกณฑ์ของการส่งคำคู่ความโดยทั่วไป ได้แก่ ไม่ต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้นั้น และกรณีไม่พบผู้นั้น การส่งเอกสารให้บุคคลซึ่งอยู่หรือทำการงานในบ้านเรือนหรือสำนักทำการงานของผู้นั้น ไม่จำต้องเป็นบุคคลที่มีอายุเกิน 20 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมมีผลเป็นการส่งตามหลักเกณฑ์การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ที่กำหนดในไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ในคดีนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 และโดยอำนาจของคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ต้องนำจ่ายด้วยการส่งมอบหนังสือให้แก่ผู้รับที่มีชื่อระบุอยู่บนจ่าหน้า หรือผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับ โดยต้องนำจ่าย ณ ที่ทำการหรือ ณ ที่อยู่ของผู้รับตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ.2557 ข้อ 59 ถึงข้อ 63 ดังนั้น การส่งหนังสือของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปยังผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ที่ส่งไม่ได้เพราะบ้านปิดและไม่มีผู้มารับที่ที่ทำการไปรษณีย์ในกำหนดเวลา อันเป็นการนำจ่ายให้แก่ผู้รับไม่ได้และพนักงานไปรษณีย์ต้องส่งหนังสือคืนผู้ฝากตามข้อ 64 นั้น จึงถือไม่ได้ว่าได้มีการส่งหนังสือนั้นให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าการส่งหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไปยังที่อยู่ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนราษฎรนั้นชอบหรือไม่ ซึ่งเมื่อมีข้อขัดข้องในการดำเนินการส่งหนังสือแก่ผู้มีส่วนได้เสียตามที่มาตรา 49 วรรคห้ากำหนด อันเป็นข้อขัดข้องในการส่งคำคู่ความและเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงชอบที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะแจ้งให้ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินการส่งโดยวิธีอื่นใดตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องไปและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้อง โดยยังมิได้ดำเนินการส่งหนังสือให้ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์เพื่อใช้สิทธิคัดค้าน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาในส่วนของการยื่น และการส่งคำคู่ความและเอกสาร เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่เคยส่งเอกสารใดตั้งแต่ในชั้นตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม และชั้นอายัดชั่วคราวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ได้ด้วยเหตุที่บ้านปิดตลอดมา ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์จึงไม่มีพฤติการณ์ไม่สุจริตหลีกเลี่ยงไม่รับหนังสือที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการส่งให้ ส่วนที่ศาลชั้นต้นลงประกาศคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในหนังสือพิมพ์นั้น เป็นการประกาศให้บุคคลภายนอกอื่นที่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทราบ เพื่อยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี มิได้หมายถึงผู้คัดค้านทั้งสามกับพวก ซึ่งจะถือว่าผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์ทราบคำร้องของผู้ร้องหาได้ไม่ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา มีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องการพิจารณาคดีและการส่งคำคู่ความและเอกสารให้ครบถ้วนก่อน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า สำเนาหนังสือแจ้งประกาศของศาลชั้นต้นเป็นเอกสารที่ส่งเข้ามาในสำนวนโดยพยานผู้ร้องมิได้เบิกความยืนยันว่าเป็นเอกสารที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งประกาศให้ผู้คัดค้านทั้งสามทราบ และสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้นำสำเนาประกาศศาลแพ่งไปปิดไว้ในส่วนการดำเนินการตามข้อ 2 ไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินในคดีนี้ตั้งอยู่นั้น เห็นว่า นางสาวทิพย์วรรณพยานผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีนี้แล้ว ได้แจ้งประกาศศาลแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้า ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามและนายณัฏฐ์โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังภูมิลำเนาของบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ยังปิดประกาศ ณ สถานีตำรวจที่ทรัพย์สินตั้งอยู่และปิดประกาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประกาศศาลแพ่งที่ผู้ร้องส่งให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสาม จากคำเบิกความดังกล่าวถือว่านางสาวทิพย์วรรณพยานผู้ร้องเบิกความถึงความเป็นมาของการที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขอให้ปิดประกาศศาลแพ่ง ณ สถานีตำรวจที่ทรัพย์สินตั้งอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่องขอความร่วมมือปิดประกาศศาลแพ่ง ลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำนวน 10 ฉบับแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่พันตำรวจโทณรงค์ฤทธิ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองคดี 2 ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินออกหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรชุมแพ สถานีตำรวจภูธรหนองเรือ สถานีตำรวจภูธรสีชมพู และสถานีตำรวจภูธรพระยืน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดชัยภูมิ 5 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรภูเขียว สถานีตำรวจภูธรเกษตรสมบูรณ์ สถานีตำรวจภูธรบ้านแท่น สถานีตำรวจภูธรบ้านเป้า และสถานีตำรวจภูธรคอนสาร และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในจังหวัดหนองบัวลำภู 1 แห่ง คือสถานีตำรวจภูธรศรีบุญเรือง ขอให้ปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.11/2559 จำนวน 17 แผ่น ไว้ที่สถานีตำรวจแต่ละแห่งดังกล่าว รวมทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาแบบตอบรับการดำเนินการปิดประกาศ จำนวน 6 ฉบับแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่สถานีตำรวจ 6 แห่ง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเกษตรสมบูรณ์ สถานีตำรวจภูธรบ้านแท่น สถานีตำรวจภูธรบ้านเป้า สถานีตำรวจภูธรคอนสาร สถานีตำรวจภูธรพระยืน และสถานีตำรวจภูธรศรีบุญเรืองตอบกลับมายังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าสถานีตำรวจทั้ง 6 แห่ง ได้ปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวให้ตามความประสงค์เรียบร้อยแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการและจัดทำขึ้นจากหลายหน่วยงานย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ จึงฟังได้ว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจัดให้ปิดสำเนาประกาศของศาลดังกล่าวไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่เท่าที่ทำได้และเพียงพอที่จะทำให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบและใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ เป็นการดำเนินการที่ชอบตามมาตรา 49 วรรคห้าแล้ว ส่วนกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งสำเนาประกาศศาลแพ่งไปปิดที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินในคดีนี้ตั้งอยู่นั้น เอกสารการส่งสำเนาประกาศและการปิดสำเนาประกาศศาลแพ่งดังกล่าวเป็นกรณีการดำเนินการในคดีหมายเลขดำฟอกเงิน ฟ.15/2559 ซึ่งเป็นคดีอื่นไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผิดพลาดสับสนในการอ้างพยานหลักฐาน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษผู้คัดค้านทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ย่อมส่งผลให้ศาลยกคำร้องที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้ได้นั้น เมื่อได้วินิจฉัยเรื่องการส่งหนังสือตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคห้ามาแล้วข้างต้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสามอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก 22 รายการ และที่ดิน 5 รายการ รวมราคา 35,703,103.32 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ให้ศาลชั้นต้นแจ้งกำหนดนัดไต่สวนคำร้องใหม่ให้ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้อื่นซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินทราบ เพื่อให้ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้อื่นนั้นมีโอกาสยื่นคำคัดค้าน จากนั้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 73 ทวิ ม. 74 ม. 76 ม. 77 ม. 170
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 49 วรรคห้า ม. 59 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม. 22
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ม. 6
ประกาศคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ เรื่อง ให้ใช้ไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2557
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจรรยา สีเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เสรี เพศประเสริฐ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8351/2563
#662199
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองและ ศ. ร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง ต่างวันต่างเวลากัน แม้ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันโดยเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการจำหน่ายยาเสพติดในครั้งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อร่วมกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลา มิได้กระทำต่อเนื่องกัน จึงแยกต่างหากจากกันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานสมคบกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามที่ได้มีการสมคบกัน ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามมาตรา 9 วรรคสอง ประกอบมาตรา 5 (1) (2) จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี คำรับในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5247/2561, 423/3562 (ที่ถูก 423/2562), 524/2562, 1652/2562, 2042/2562, 1118/2562, 1887/2562, 2258/2562, 1969/2562, 382/2562, 2158/2562, 2139/2562 และ 2177/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5927/2561, 5932/2561 และ 5963/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนการนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กับพวกกระทำความผิดครบองค์ประกอบของความผิด โดยระบุวัน เวลาและสถานที่กระทำความผิด รวมทั้งบุคคล และสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควร เพื่อให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี สามารถต่อสู้คดีตามฟ้องของโจทก์ได้แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้ว่าจำเลยที่ 1 หรือนางสาวศิธิพรจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อใด ได้เงินเท่าใด มีการแบ่งเงินระหว่างกันเช่นใด ลำพังการที่จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีและรับเงินโอนก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 หลงต่อสู้ จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองและนางสาวศิธิพรร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 50,000 บาท วันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองและนางสาวศิธิพรร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 10,000 บาท และวันที่ 25 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองและนางสาวศิธิพรร่วมกันโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 อีก 1 ครั้ง เป็นเงิน 20,000 บาท เป็นการกระทำต่างวันต่างเวลากัน แม้ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันโดยเป็นการกระทำต่อเนื่องจากการจำหน่ายยาเสพติดในครั้งเดียวกันตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากันมิได้กระทำต่อเนื่องกัน จึงแยกต่างหากจากกันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวจุไรรัตน์ จริยธรรมานุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8340/2563
#656659
เปิดฉบับเต็ม

โดยปกติการจัดการบริษัทเป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการทั้งหมดที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในส่วนของการประชุมกรรมการ มติของคณะกรรมการต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1161 แต่ปรากฏว่า กรรมการของจำเลยพิพาทกันในเรื่องการเงินของบริษัท และผู้ถือหุ้นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีโจทก์กับ ภ. อีกฝ่ายมี ช. และ ป. ซึ่งแต่ละฝ่ายถือหุ้นของจำเลยครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่ากัน การที่ ช. ในฐานะกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการของจำเลย เป็นการใช้สิทธิของกรรมการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1162 ที่บัญญัติว่า กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้ ส่วนการกำหนดสถานที่ประชุมนั้น จำเลยไม่ได้มีข้อบังคับของบริษัทโดยเฉพาะ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่กำหนดว่าต้องจัดประชุม ณ สำนักงานของบริษัท การกำหนดสถานที่ประชุมจึงเป็นไปตามที่กรรมการพิจารณาเห็นสมควร โดยข้อสำคัญจะต้องเป็นสถานที่ซึ่งตามสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งสถานที่นั้นผู้ได้รับเชิญสามารถที่จะไปเข้าร่วมประชุมได้ เมื่อสภาพของสถานที่ประชุมน่าจะเป็นสำนักทำการงานปกติ ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์แต่อย่างใดว่า การไปประชุมยังสถานที่ดังกล่าวจะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับภยันตรายหรือจะมีบุคคลใดมาประทุษร้ายโจทก์ คงเป็นเพียงการคาดคิดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียวว่า อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการไปประชุม การประชุมคณะกรรมการและการลงมติเพื่อกำหนดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ดำเนินการโดยชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยแบ่งหุ้นเป็น 200,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ นายชวลิต นางประภาพร ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ถือหุ้นรวม 100,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 60,000 หุ้น และนางภัทรภร ถือหุ้น 40,000 หุ้น โดยโจทก์เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น เมื่อเดือนมีนาคม 2556 ระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2559 โจทก์ นายชวลิตและนางประภาพร เป็นกรรมการของจำเลย โดยโจทก์และนายชวลิตหรือนางประภาพร ลงลายมือชื่อร่วมกันมีอำนาจกระทำการผูกพันจำเลย ภายหลังโจทก์เข้าเป็นกรรมการ โจทก์กับนายชวลิตและนางประภาพรมีข้อพิพาทเรื่องการเงินของจำเลย ต่อมาโจทก์และนางภัทรภรเป็นโจทก์ฟ้องนายชวลิตและนางประภาพรเป็นจำเลยในคดีอาญา วันที่ 11 มกราคม 2559 นายชวลิตออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 18 มกราคม 2559 โดยมีวาระการประชุม เรื่องการกำหนดวาระ วัน เวลา และสถานที่ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 และวันที่ 18 มกราคม 2559 นายชวลิตออกหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 28 มกราคม 2559 จำเลยส่งหนังสือเชิญประชุมให้ผู้ถือหุ้นทุกคนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เมื่อถึงวันนัดประชุม โจทก์และนางภัทรภรไม่มาประชุมผู้ถือหุ้น มีแต่นายชวลิตและนางประภาพรเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ถอดถอนโจทก์จากการเป็นกรรมการของจำเลยและเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการผู้ลงลายมือชื่อผูกพันจำเลยเป็นนายชวลิตลงลายมือชื่อร่วมกับนางประภาพร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์โต้แย้งในเรื่องการกำหนดสถานที่ประชุม แม้โจทก์เบิกความถึงการที่นายชวลิตออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2559 โดยนัดประชุม ณ บ้านเลขที่ 155/19 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานทนายความที่แก้ต่างคดีอาญาให้นายชวลิตและนางประภาพรผู้เป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ เป็นการผิดประเพณีปฏิบัติที่จำเลยเคยจัดประชุม ณ ที่ตั้งสำนักงาน และเป็นการกำหนดสถานที่ประชุมที่ไม่เหมาะสมโดยมีเจตนาไม่สุจริต ซึ่งการนำสืบดังกล่าวเป็นเรื่องการประชุมคณะกรรมการไม่ชอบ หาใช่เป็นเรื่องไม่มีการประชุมคณะกรรมการก่อนการเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เพื่อสนับสนุนข้ออ้างที่ว่า เมื่อการประชุมคณะกรรมการไม่ชอบก็เท่ากับไม่มีการประชุม จึงไม่ได้มีมติคณะกรรมการให้จัดประชุมวิสามัญผู้หุ้น ครั้งที่ 1/2559 เป็นผลให้การนัดเรียกประชุมและการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งดังกล่าวไม่ชอบ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในเรื่องที่มีการกำหนดสถานที่ประชุมไม่ชอบไว้แล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นแห่งคดี มิใช่เป็นการที่โจทก์นำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยฎีกา ส่วนปัญหาว่าการที่นายชวลิตออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2559 และหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 โดยจัดประชุม ณ บ้านเลขที่ 155/19 เป็นการเชิญประชุมที่ชอบหรือไม่นั้น โดยปกติการจัดการบริษัทเป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการทั้งหมดที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในส่วนของการประชุมกรรมการ มติของคณะกรรมการต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1161 แต่ปรากฏว่า กรรมการของจำเลยพิพาทกันในเรื่องการเงินของบริษัท และผู้ถือหุ้นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีโจทก์กับนางภัทรภร อีกฝ่ายมีนายชวลิตและนางประภาพร ซึ่งแต่ละฝ่ายถือหุ้นของจำเลยครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่ากัน นอกจากนี้โจทก์และนางภัทรภรฟ้องนายชวลิตและนางประภาพรในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของจำเลย และความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นอุปสรรคในการจัดการงานของจำเลย ต่อมาเมื่อจำเลยจัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งถอดถอนกรรมการและกำหนดอำนาจกรรมการ ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติถอดถอนโจทก์จากการเป็นกรรมการ โจทก์ก็ฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมครั้งดังกล่าว ระหว่างที่เกิดข้อพิพาทกันนั้น แต่ละฝ่ายต่างมุ่งที่จะรักษาสิทธิของตน การที่นายชวลิตในฐานะกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการของจำเลย เป็นการใช้สิทธิของกรรมการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1162 ที่บัญญัติว่า กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้ ส่วนการกำหนดสถานที่ประชุมนั้น จำเลยไม่ได้มีข้อบังคับของบริษัทโดยเฉพาะ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่กำหนดว่าต้องจัดประชุม ณ สำนักงานของบริษัท แม้แต่เดิมมีการประชุมที่สำนักงานของจำเลย แต่ก็มิได้เป็นการผูกมัดหรือต้องถือปฏิบัติว่า สถานที่ประชุมต้องเป็นที่ตั้งสำนักงานของจำเลยเท่านั้น ฝ่ายโจทก์เองก็เคยออกหนังสือเชิญประชุมกรรมการ ซึ่งมิได้กำหนดสถานที่ประชุม ณ สำนักงานของจำเลยที่อาคารศุภาลัยเพลส เลขที่ 179/48 แต่กำหนดสถานที่ประชุมเป็นห้องเลขที่ 179/281 ในอาคารดังกล่าว การกำหนดสถานที่ประชุมจึงเป็นไปตามที่กรรมการพิจารณาเห็นสมควร โดยข้อสำคัญจะต้องเป็นสถานที่ซึ่งตามสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งสถานที่นั้นผู้ได้รับเชิญสามารถที่จะไปเข้าร่วมประชุมได้ การกำหนดบ้านเลขที่ 155/19 เป็นสถานที่ประชุม แม้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานของทนายความที่แก้ต่างให้นายชวลิตและนางประภาพรในคดีที่โจทก์ฟ้องบุคคลทั้งสองในความผิดฐานยักยอก แต่ตามสภาพของสถานที่ดังกล่าวก็น่าจะเป็นสำนักทำการงานปกติ และมิได้เป็นสถานที่ซึ่งยากแก่การเข้าถึง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับเชิญให้ไปประชุมสามารถเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์แต่อย่างใดว่า การไปประชุมยังสถานที่ดังกล่าวจะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับภยันตรายหรือจะมีบุคคลใดมาประทุษร้ายโจทก์ คงเป็นเพียงการคาดคิดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียวว่าอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการไปประชุม ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การประชุมในสถานที่ดังกล่าวไม่เป็นกลางและไม่อาจจะดำเนินการประชุมได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นจริงว่านายชวลิตและนางประภาพรเป็นกรรมการฝ่ายเสียงข้างมาก ส่วนโจทก์เป็นเสียงข้างน้อย การลงมติของกรรมการขึ้นอยู่กับเสียงของนายชวลิตและนางประภาพร หากโจทก์มีความเห็นที่แตกต่างจากฝ่ายนายชวลิต โจทก์ก็ต้องแพ้มติอยู่นั่นเอง นายชวลิตย่อมต้องการให้โจทก์มาประชุมเพื่อชี้ขาดด้วยผลการลงมติอย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่าจะกระทำการให้มีข้อตำหนิในเรื่องการประชุมไม่เป็นธรรม แต่โจทก์กลับหาเหตุโต้แย้งการเรียกประชุมของนายชวลิต ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นเพราะโจทก์คาดเห็นอยู่แล้วว่า หากมีการลงมติของคณะกรรมการให้นัดเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติถอดถอนโจทก์จากการเป็นกรรมการของจำเลย เมื่อนายชวลิตเชิญประชุมคณะกรรมการโดยกำหนดสถานที่ประชุมซึ่งโจทก์สามารถไปเข้าร่วมประชุมได้โดยไม่มีเหตุอันใดขัดขวาง แต่โจทก์กลับไม่ไปประชุมเอง เช่นนี้ ที่โจทก์อ้างว่า การกำหนดสถานที่ประชุมดังกล่าวไม่เหมาะสมและไม่สุจริต จึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การประชุมคณะกรรมการและการลงมติเพื่อกำหนดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ดำเนินการโดยชอบแล้ว ต่อมาเมื่อนายชวลิตออกหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 28 มกราคม 2559 เวลา 10 นาฬิกา ณ บ้านเลขที่ 155/19 ตามมติของคณะกรรมการ และจำเลยส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนแล้ว การบอกกล่าวนัดประชุมเป็นไปตามที่มาตรา 1175 วรรคสอง บัญญัติว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่ วัน เวลา และสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน สำหรับสถานที่ประชุม การกำหนดให้ประชุม ณ บ้านเลขที่ 155/19 ตามเดิม เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่เห็นชอบเช่นนั้น ทั้งเป็นดังที่พิจารณามาข้างต้นแล้วว่า สถานที่ดังกล่าวโจทก์และผู้ถือหุ้นสามารถเข้าไปประชุมได้ ฝ่ายนายชวลิตและนางประภาพรซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นหาได้กีดกัน ทำอันตรายหรือขัดขวางการเข้าประชุมของโจทก์ และไม่มีพฤติการณ์อันใดที่จะแสดงว่าการประชุม ณ สถานที่ดังกล่าว จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า การจัดประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้น ณ บ้านเลขที่ 155/19 ไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายโจทก์ ซึ่งเท่ากับจำเลยโดยนายชวลิตใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อคดีรับฟังได้ว่า นายชวลิตออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2559 และหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 โดยชอบ การนัดเรียกและการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 จึงดำเนินการชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1161 ม. 1162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนรพัทธ์ นามวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
พศวัจณ์ กนกนาก
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2563
#661325
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 1095/161 ของจำเลยที่ 3 และที่ดิน 4 แปลงในจังหวัดภูเก็ต ของจำเลยที่ 1 ไว้ แต่ระหว่างที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีสำหรับห้องชุดของจำเลยที่ 3 และที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นการชั่วคราว ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักประกันที่โจทก์ได้นำยึดไว้ โดยขอให้ถอนการยึดที่ดิน 4 แปลง และจำเลยที่ 1 ยินยอมทำหนังสือค้ำประกันในคดีแพ่ง โดยนำห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง มาวางเป็นหลักประกันแทนโดยมีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แพ้คดี และไม่ชำระเงินตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่นำมาวางไว้เป็นหลักประกันต่อศาลทันที ต่อมาศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดทั้งสองห้อง จึงถือได้ว่า ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง ของจำเลยที่ 1 เป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 วางต่อศาลสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อให้ศาลงดการบังคับคดี หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง โจทก์จะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ และได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผนฟื้นฟูกิจการจนครบถ้วน เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงส่งผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ อันรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อันรวมถึงทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ได้อีก จึงต้องคืนหลักประกันที่วางประกันให้แก่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นจำนวน 36,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้จำนวน 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ตามสัญญาค้ำประกันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6609/2552 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 พร้อมนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 รวม 2 ห้อง วางไว้เป็นหลักประกันต่อศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำแผน และวันที่ 24 กันยายน 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากมูลหนี้ในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 8 และได้รับชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว เป็นเงิน 10,008,104.75 บาท ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ และมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว จึงขอคืนหลักประกันห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 จำนวน 2 ห้อง อันเป็นหลักประกันที่วางตามหนังสือค้ำประกันต่อศาล ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกบังคับคดีในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ถูกบังคับคดีในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ตามหนังสือค้ำประกันฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกบังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์ที่นำมาวางไว้เป็นหลักประกัน ไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ วันที่ 14 มิถุนายน 2553 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 1095/161 ชั้นที่ 30 ชื่ออาคารชุดอีสทาว์นเวอร์ อาคารเลขที่ 1 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 13/2538 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 243046 กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 และวันที่ 24 มิถุนายน 2553 นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 312, 2613, 36860 และ 37112 ในจังหวัดภูเก็ต รวม 4 แปลง กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมขอทุเลาการบังคับคดี ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และ 252/11 รวม 2 ห้อง มาเป็นหลักประกัน และได้ทำสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนการบังคับคดีแก่ห้องชุดเลขที่ 1095/161 ของจำเลยที่ 3 และที่ดิน 4 แปลงที่จังหวัดภูเก็ตของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถอนหลักประกันห้องชุด เลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 จำนวน 2 ห้อง ที่ทำหนังสือค้ำประกันไว้ต่อศาลตามสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 และให้งดการบังคับคดีชั่วคราวห้องชุดเลขที่ 1095/161 และที่ดินรวม 4 แปลงที่จังหวัดภูเก็ตที่โจทก์ยึดไว้ ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ วันที่ 28 กันยายน 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดการบังคับคดี โดยขอให้ถอนการยึดที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 4 แปลงของจำเลยที่ 1 และขอนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง ให้ยึดเป็นหลักประกันแทน พร้อมยื่นฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา วันที่ 4 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักประกัน โดยขอให้ถอนการยึดที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 4 แปลงของจำเลยที่ 1 และขอนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง มาวางเป็นหลักประกันแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้ทำสัญญาประกันใหม่ วันที่ 14 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือค้ำประกันในคดีแพ่งโดยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง วางไว้เป็นหลักประกัน และวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดทั้งสองห้อง ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.20/2557 ให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำแผน และวันที่ 24 กันยายน 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้รายที่ 8 และได้รับชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว เป็นเงิน 10,008,104.75 บาท และวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอคืนหลักประกัน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นจำนวน 36,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ โจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 1095/161 ของจำเลยที่ 3 และที่ดิน 4 แปลงในจังหวัดภูเก็ต ของจำเลยที่ 1 ไว้ แสดงว่าโจทก์ได้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษากับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว เพียงแต่ในระหว่างที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีสำหรับห้องชุดของจำเลยที่ 3 และที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยึดไว้เป็นการชั่วคราว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักประกันที่โจทก์ได้นำยึดไว้ดังกล่าว โดยขอให้ถอนการยึดที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 4 แปลง ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยินยอมทำหนังสือค้ำประกันในคดีแพ่งลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 โดยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง มาวางเป็นหลักประกันแทนโดยมีข้อตกลงความว่า ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แพ้คดีโจทก์ และไม่นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่นำมาวางไว้เป็นหลักประกันต่อศาลทันที และวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดทั้ง 2 ห้อง จึงถือได้ว่า ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง ของจำเลยที่ 1 เป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 วางต่อศาลสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อให้ศาลงดการบังคับคดี หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง โจทก์จะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ และได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน ทั้งนี้ เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงส่งผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ อันรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อันรวมถึงทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ได้อีก กรณีจึงต้องคืนทรัพย์ที่วางประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนหลักประกันของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นถอนการอายัดและคืนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภาณุรัตน์ พัฒนพัชร
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8336/2563
#662188
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเนื่องจากจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) การที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้อย่างไรจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการในคดีล้มละลาย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลย และมิได้ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ประกันแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลอดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 915,752 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (วันที่ 10 มกราคม 2535) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เฉพาะดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 37,984 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 119763 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกรรมสิทธิ์ของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2305/2560 ของศาลล้มละลายกลาง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) แล้ว ส่วนโจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 119763 จำนองเป็นประกัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ ธ.2581/2549 คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 119763 ออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคารอาคารสงเคราะห์โจทก์เดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่ผู้ร้อง วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ไม่มีประกันได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 119763 ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของจำเลยต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) แล้ว ซึ่งเป็นการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ การที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้อย่างไรจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการในคดีล้มละลาย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยและมิได้ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นในคดีนี้ได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 324
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจรรยา สีเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8334/2563
#661630
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ฉบับแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ส่วนฉบับที่สอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี โดยมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีเนื่องจากผู้ร้องทิ้งคำร้อง คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งยกคำร้องเพราะฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์เดิมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคำร้องของผู้ร้องฉบับที่สามอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า แม้คดีนี้จะยังไม่มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับที่สามนี้ จึงเป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิในฐานะผู้รับจำนอง ถือว่าการร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องในฉบับที่สามนี้เป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิโดยอาศัยเหตุที่มาคนละเหตุกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับที่สามจึงอาศัยเหตุที่ต้องวินิจฉัยแตกต่างจากคำร้องฉบับแรก การยื่นคำร้องฉบับที่สามของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์เดิมไม่บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์เดิมหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวแต่ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่ทั้งนี้โจทก์เดิมจะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ประกอบกับการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิการรับจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2540 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2546 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องว่าได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้มาจากโจทก์ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ทิ้งคำร้อง และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับแรกว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับที่สองว่า แม้โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 745 ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากในชั้นส่งหมายเรียกสำเนาคำร้องผู้ร้องทิ้งคำร้อง ไม่แถลงชื่อและที่อยู่ของผู้ชำระบัญชีโจทก์ตามนัด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 600,778 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 600,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2537 และของต้นเงิน 778 บาท นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินจำนวน 15,000 บาท มาหักออกจากยอดหนี้ด้วย หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 181/174 อาคารชุดพรานนกคอนโดมิเนียม นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ คดีเป็นที่สุด จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 13 สิงหาคม 2541 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2546 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องว่า เดิมใช้ชื่อว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด แล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ วันที่ 17 กันยายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ทิ้งคำร้อง ไม่มาศาลตามนัด ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับแรกว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2547 ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ว่า ในชั้นพิจารณาล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) แล้วโจทก์ไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดี จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีได้อีกต่อไป แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาบังคับคดีก็มีสิทธิเท่าที่โจทก์มีอยู่ กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับที่สองว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 แม้โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 ให้จำหน่ายคดีเนื่องจากในชั้นส่งหมายเรียกสำเนาคำร้อง ผู้ร้องทิ้งคำร้อง ไม่แถลงชื่อและที่อยู่ของผู้ชำระบัญชีตามนัด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การยื่นคำร้องฉบับที่สามของผู้ร้องในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ฉบับแรกลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ส่วนฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี โดยมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีเนื่องจากผู้ร้องทิ้งคำร้อง คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งยกคำร้องเพราะฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์เดิมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคำร้องของผู้ร้องฉบับที่สามลงวันที่ 30 กันยายน 2559 อ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า แม้คดีนี้จะยังไม่มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมยังมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับที่สามนี้ จึงเป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิในฐานะผู้รับจำนอง ถือว่าการร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องในฉบับที่สามนี้เป็นการร้องขอเข้าสวมสิทธิโดยอาศัยเหตุที่มาคนละเหตุกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับที่สามจึงอาศัยเหตุที่ต้องวินิจฉัยแตกต่างจากคำร้องฉบับแรก การยื่นคำร้องฉบับที่สามของผู้ร้องจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับที่สามเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องฉบับแรก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์เดิมไม่บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์เดิมหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวแต่ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่ทั้งนี้โจทก์เดิมจะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ประกอบกับการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิการรับจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 271 (เดิม) ม. 287 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร น.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอนันต์ ลิ้มฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8322/2563
#649848
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.พ มาตรา 229 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 51477 เฉพาะส่วนด้านทิศใต้ของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 26.8 ตารางวา และห้ามจำเลยทั้งสี่เข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3546 ของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นและศาลปกครองนครสวรรค์มีความเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 51477 เฉพาะส่วนด้านทิศใต้ของโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ 26.8 ตารางวา เป็นเส้นสีเหลืองส่วนพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสี่เข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3546 ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ว่า ไม่รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้อง และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ว่า ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 6 อนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่จำต้องวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น เป็นการไม่ชอบ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์อีก ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามจำนวนที่ต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับฎีกา จึงต้องคืนให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี คืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 วางศาลพร้อมกับฎีกาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายธีรวัฒน์ แก่นเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8244/2563
#657028
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องผู้เสียหายทั้งสองอ้างว่าผู้เสียหายทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มีเจตนาช่วยเหลือ ก. และ ส. ให้พ้นจากการกระทำความผิด เป็นการกล่าวหาว่าผู้เสียหายทั้งสองกระทำความผิดอาญา โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ และที่จำเลยฟ้องว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่มีความยุติธรรมในใจให้กับตัวเองจริงหรือไม่ แม้จะเป็นการบรรยายแบบกึ่งคำถาม แต่เป็นการกล่าวทำนองตำหนิว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่มีความยุติธรรม ฟ้องจำเลยมีข้อความที่ดูหมิ่นผู้เสียหายทั้งสองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษา เป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 198

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม) และมาตรา 198 (เดิม) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (เดิม) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันใน ชั้นฎีการับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 ศาลชั้นต้นไต่สวนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่จำเลยเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล และมีคำสั่งจำคุกจำเลย 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำคุก 3 เดือน คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลย และออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับนำตัวส่งศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องว่าคดีของจำเลยขาดอายุความแล้ว การออกหมายจำคุกจำเลยเป็นการไม่ชอบ นางกัญญาณัฐ และนายสมภาศ ผู้พิพากษาศาลอาญาออกนั่งพิจารณาและวินิจฉัยคำร้องของจำเลยว่า อายุความที่จำเลยต้องรับผิดคือภายในห้าปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4 ) ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2555 ถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุด ในวันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่จับกุมจำเลยได้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงไม่เกินกำหนดเวลาการลงโทษ และให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและสำเนารายงานกระบวนพิจารณา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน วันที่ 19 ตุลาคม 2559 จำเลยยื่นฟ้องนางกัญญาณัฐและนายสมภาศต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามสำเนาคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อท.29/ 2559 วันที่ 28 ตุลาคม 2559 ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นผู้พิพากษาในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นฟ้องผู้เสียหายทั้งสองต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท. 86/2559 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษายกฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยบังอาจยื่นฟ้องผู้เสียหายทั้งสองด้วยข้อความอันเป็นเท็จ กล่าวหาว่าผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นผู้พิพากษากระทำผิดต่อหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยเหลือนางกัญญาณัฐกับนายสมภาศให้พ้นจากการกระทำความผิด เป็นการดูถูกเหยียดหยามผู้เสียหายทั้งสอง ข้อความตามฟ้องดังกล่าวเป็นความเท็จ และฟ้องโจทก์ยังบรรยายถึงความจริงไว้แล้วว่าผู้เสียหายทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย มิได้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเพื่อช่วยเหลือนางกัญญาณัฐกับนายสมภาศแต่อย่างใด เป็นการบรรยายฟ้องที่กล่าวโดยชัดแจ้งถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จ และดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 198 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การที่ผู้เสียหายทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือนางกัญญาณัฐและนายสมภาศหรือไม่ เห็นว่า แม้การบรรยายฟ้องของจำเลยจะถูกต้องตามกฎหมายและผู้เสียหายทั้งสองอาจจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 16 ก็ตาม แต่มิใช่ว่าจะต้องสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องทุกคดี เพราะศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้วแต่มีคำสั่งให้งดไต่สวนและพิพากษายกฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น ในชั้นตรวจฟ้องที่ผู้เสียหายทั้งสองพิจารณาฟ้องของจำเลยแล้วเห็นว่า การกระทำของนางกัญญาณัฐและนายสมภาศที่มีคำสั่งให้ออกหมายจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาไม่เป็นความผิด ผู้เสียหายทั้งสองชอบที่จะพิพากษายกฟ้องเสียได้ โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และใช้ดุลยพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือนางกัญญาณัฐและนายสมภาศตามที่จำเลยฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกประการว่า คำฟ้องของจำเลยที่ฟ้องผู้เสียหายทั้งสองเป็นฟ้องเท็จหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่จำเลยบรรยายฟ้องมา และเห็นว่าการกระทำตามฟ้องไม่เป็นความผิด จึงใช้ดุลยพินิจไม่ไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โดยจำเลยไม่มีพยานหลักฐานว่าที่ผู้เสียหายทั้งสองใช้ดุลยพินิจดังกล่าวเพราะต้องการบิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อช่วยเหลือนางกัญญาณัฐและนายสมภาศให้พ้นผิด การกล่าวอ้างในฟ้องว่าผู้เสียหายทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยเหลือนางกัญญาณัฐและนายสมภาศซึ่งเป็นผู้พิพากษาด้วยกันให้พ้นจากการกระทำผิด จึงเป็นการกล่าวหาว่าผู้เสียหายทั้งสองกระทำความผิดอาญา โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยฟ้อง แต่จำเลยยังเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้เสียหายทั้งสองต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามฟ้อง กระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีหรือไม่ เห็นว่า จำเลยบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายทั้งสองกระทำความผิดและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยกล่าวอ้างว่าการที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อนมีคำพิพากษาเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ทั้งที่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำสืบพิสูจน์ได้ เป็นการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยว่าผู้เสียหายทั้งสองพิจารณาพิพากษาคดีโดยมิชอบ และที่บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่มีความยุติธรรมในใจให้กับตัวเองจริงหรือไม่ แม้จะเป็นการบรรยายแบบกึ่งคำถาม แต่เป็นการกล่าวทำนองตำหนิว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่มีความยุติธรรม ฟ้องจำเลยมีข้อความที่ดูหมิ่นผู้เสียหายทั้งสองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2563
#662244
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นระบุว่า จำเลยและ ส. ตัวแทนบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มาศาล ส. แถลงว่าจำเลยกับญาติผู้ตายทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความค่าเสียหายส่วนแพ่งที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา โดยบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ห. ภริยาของ ว. ผู้ตาย จำนวน 600,000 บาท และจ่ายให้แก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในส่วนแพ่งว่า ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น จำเลยและบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมกันชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้ว ชั้นสืบพยานในส่วนแพ่งในศาลชั้นต้น จำเลยได้นำบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 มาประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 ไว้ในคำให้การส่วนแพ่งแล้ว มิใช่จะให้การเฉพาะค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

เมื่อพิจารณาตามบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความว่า จำเลยยอมรับผิดในการทำละเมิดเป็นเหตุให้ อ. ผู้ตายถึงแก่ความตายกับยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 450,000 บาท โดยผู้ร้องที่ 2 ระบุว่า ไม่ประสงค์จะฟ้องร้องให้ดำเนินคดีใดและเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ เพิ่มเติมกับจำเลยอีกต่อไป เมื่อบันทึกฉบับนี้มีข้อความว่าผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท จากตัวแทนของจำเลย ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 ได้แก่ ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ อีกด้วย และวรรคสาม ถ้าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ดังนั้น ค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในเอกสารหมาย ล.1 จึงรวมกับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตลอดจนค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของ อ. ผู้ตายแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินตามบันทึกการเจรจาและไม่ประสงค์ฟ้องร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยอีก ทำให้สิทธิเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ตามลักษณะประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจากจำเลยได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาย ป. โดยนางสาว ห. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายสุริยาผู้ตายรับรองว่าเป็นบุตรยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 63,580 บาท ค่ารักษาพยาบาล 17,453 บาท และค่าขาดไร้อุปการะปีละ 150,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะเป็นเวลา 4 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 681,033 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และนางสงบ ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดานายอดิเทพผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 120,790 บาท และค่าขาดไร้อุปการะปีละ 50,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี เป็นเงิน 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 870,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดและการบรรเทาผลร้ายแล้ว เห็นว่า จำเลยร่วมกับผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถคันที่จำเลยขับได้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยผู้ร้องที่ 1 รับค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวน 600,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 รับค่าสินไหมทดแทนไปแล้วเป็นเงิน 450,000 บาท ถือว่าจำเลยได้ขวนขวายบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้ร้องทั้งสองไปแล้วบางส่วนตามสมควร จึงเชื่อว่าจำเลยสำนึกในการกระทำความผิด ประกอบกับจำเลยประกอบอาชีพสุจริต ไม่มีประวัติการต้องโทษในคดีอาญามาก่อน หากให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและให้โอกาสจำเลยในการออกไปประกอบอาชีพ เพื่อมีรายได้นำมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองต่อไป จะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม จึงรอการลงโทษให้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในเวลา 1 ปี ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรรวมเวลา 48 ชั่วโมง เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชำระเงินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 647,280 บาท ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 870,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 10 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ทั้งนี้ ในเวลาที่มีการบังคับตามคำพิพากษานี้ให้นำเงินที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับไปแล้ว มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้แก่ผู้ร้องทั้งสองด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า บันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับจำเลยระงับไปหรือไม่นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าประเด็นนี้ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยหรือไม่ ในข้อนี้ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ระบุว่า จำเลยและนายสมโภช ตัวแทนบริษัทธนชาต ประกันภัย จำกัด (มหาชน) มาศาล นายสมโภชแถลงว่าจำเลยกับญาติผู้ตายทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความค่าเสียหายส่วนแพ่งที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา โดยบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาว ห. ภริยานายวิทยาผู้ตายจำนวน 600,000 บาท และจ่ายให้แก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2561 ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในส่วนแพ่งว่า ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น จำเลยและบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมกันชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้ว ชั้นสืบพยานในส่วนแพ่งในศาลชั้นต้น จำเลยได้นำบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 ประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสองอีกด้วย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงไว้ในคำให้การส่วนแพ่งแล้วมิใช่จะให้การเฉพาะค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ข้ออุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับวินิจฉัยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อพิจารณาตามบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความว่า จำเลยยอมรับผิดในการทำละเมิดเป็นเหตุให้นายอดิเทพผู้ตายถึงแก่ความตายกับยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 450,000 บาท โดยผู้ร้องที่ 2 ระบุว่า ไม่ประสงค์จะฟ้องร้องให้ดำเนินคดีใดและเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ เพิ่มเติมกับจำเลยอีกต่อไป ที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าลงชื่อในเอกสารหมาย ล.1 โดยไม่มีข้อความนั้นคงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ทั้งที่บันทึกดังกล่าวจัดทำที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลาต่อหน้าพนักงานสอบสวน โดยมีพนักงานสอบสวนรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นนำมาวินิจฉัยรับฟังผู้ร้องที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านจึงรับฟังได้ตามเอกสารดังกล่าว เมื่อบันทึกฉบับนี้มีข้อความว่าผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท จากตัวแทนของจำเลย ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 ได้แก่ ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ อีกด้วย และวรรคสาม ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ดังนั้น ค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในเอกสารหมาย ล.1 จึงรวมกับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตลอดจนค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของนายอดิเทพผู้ตายแล้วเมื่อผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินตามบันทึกการเจรจาและไม่ประสงค์ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยอีก ทำให้สิทธิเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ตามลักษณะประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจากจำเลยได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นาย ป. โดยนางสาว ห. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางจรัสวรรณ ใจฐิติวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
จรัญ เนาวพนานนท์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5331/2563
#656692
เปิดฉบับเต็ม

การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบขับขี่ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ไม่ใช่โทษที่ใช้สำหรับลงโทษผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 18 หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 แต่ก็มีบทบังคับเช่นเดียวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยด้วยเจตนาคุ้มครองประชาชนหรือสังคมเพื่อป้องกันมิให้ผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยเป็นการป้องปรามไม่ให้ผู้ขับขี่ไปกระทำความผิดอีก ทั้งตามนิยามของคำว่า รถ ใน พ.ร.บ.การจราจรทางบก มาตรา 4 (15) ก็ให้คำนิยามว่า รถ หมายถึง ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถราง ดังนั้น รถจักรยานยนต์และรถยนต์อยู่ในความหมายของคำว่า รถ ด้วย โดยการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตจะอยู่ในลักษณะ 19 บทกำหนดโทษ ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงยานพาหนะชนิดใดชนิดหนึ่งไว้โดยเฉพาะ แต่เป็นการกล่าวถึงการขับขี่ยานพาหนะที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดแล้วให้ศาลมีคำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดไปยุ่งเกี่ยว ควบคุม ยานพาหนะทั้งหมดที่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ดังนั้นศาลจึงต้องพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ไม่ว่าใบอนุญาตขับขี่นั้นจะเกี่ยวข้องกับยานพาหนะที่ผู้กระทำความผิดขับขี่ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม แม้จำเลยมีใบอนุญาตขับขี่รถคนละประเภทกับรถที่จำเลยขับขณะกระทำความผิด ศาลก็มีอำนาจพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 160 ตรี พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 และขอให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว (ที่ถูก ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวฉบับที่ 60007701) ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคสาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 (ที่ถูก 42 วรรคหนึ่ง), 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุรา ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย และฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 800 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 20,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,400 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ (ที่ถูก ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับที่ 60007701) มีกำหนด 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสาม ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ยกคำพิพากษา (ที่ถูกคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ (ที่ถูกใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับที่ 60007701) มีกำหนด 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับที่ 60007701 ของจำเลย มีกำหนด 6 เดือน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 นี้ แม้มิใช่โทษที่ใช้สำหรับลงโทษผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 ก็ตาม แต่ก็มีบทบังคับเช่นเดียวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยด้วยเจตนาคุ้มครองประชาชนหรือสังคมเพื่อป้องกันมิให้ผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ไปขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นอีกตามความมุ่งหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของผู้กระทำความผิด การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่จึงเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่มีความสำคัญเพื่อป้องปรามมิให้ผู้ขับขี่กลับไปกระทำความผิดในช่วงระยะเวลาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ทั้งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4 (15) ให้คำนิยามคำว่า รถ หมายถึง ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถราง ดังนั้น รถจักรยานยนต์และรถยนต์จึงอยู่ในความหมายของคำว่า รถ ด้วย ซึ่งการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่จะอยู่ในลักษณะ 19 บทกำหนดโทษดังเช่นมาตรา 157/1, 160 ทวิ, 160 ตรี โดยมิได้กล่าวถึงการขับขี่ยานพาหนะชนิดหนึ่งชนิดใดแล้วให้ศาลมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะที่เกี่ยวข้องหรือชนิดนั้นไว้โดยเฉพาะ แต่เป็นการกล่าวถึงการขับขี่ยานพาหนะที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดแล้วให้ศาลมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดไปยุ่งเกี่ยว ควบคุม หรือขับขี่ยานพาหนะทั้งหมดที่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก ศาลจึงต้องสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทุกกรณี ไม่ว่าใบอนุญาตขับขี่นั้นจะเกี่ยวข้องกับยานพาหนะที่ผู้กระทำความผิดขับขี่ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม แม้จำเลยมีใบอนุญาตขับขี่รถคนละประเภทกันกับรถที่จำเลยขับในขณะกระทำความผิด ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวมีกำหนด 6 เดือน นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้ว เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาที่ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลยกำหนด 6 เดือน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอีก เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสาม บัญญัติว่า ให้ศาลมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลยมีกำหนด 6 เดือนนั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลย ฉบับที่ 60007701 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 39
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 4 (15) ม. 34 ม. 175 ม. 160 ตรี วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสมนึก ปัททุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวัชรี พูลเกษม
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
วรงค์พร จิระภาค
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5315/2563
#664252
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ถูกกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานภายหลังจากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าวหรือเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทรัพย์สินมา ศาลก็มีอำนาจนำบทบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่คดีของผู้คัดค้านที่ 1 ได้ เพราะไม่ได้นำมาวินิจฉัยและลงโทษจำเลยในทางอาญาพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มุ่งถึงตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญ ส่วนความผิดมูลฐานที่ผู้ร้องอ้างเป็นเหตุขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นข้อเท็จจริงประกอบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ แม้คำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอ้างเหตุจากความผิดมูลฐานเดียวกัน แต่เมื่อเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องยังไม่เคยยื่นคำร้องขอมาก่อน ผู้ร้องก็ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ เมื่อทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ฟ.93/2558 ของศาลชั้นต้น เป็นทรัพย์สินต่างรายการกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่เป็นการร้องซ้อน ร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 ไม่ได้จะต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่มีคำพิพากษาและมีผู้ถูกลงโทษแล้วเท่านั้น เนื่องจากการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นมาตรการทางแพ่งที่มาตรา 59 บัญญัติให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม และผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธินำสืบพิสูจน์ได้ตามมาตรา 50 หรือนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของมาตรา 51 วรรคสาม ในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องรอให้การดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานถึงที่สุดเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายผดุงศักดิ์กับพวกตามบัญชีรายการทรัพย์สิน รวม 23 รายการ มูลค่าประมาณ 33,581,341.44 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ (1) เงินสด 10,000,000 บาท ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นเงินที่โอนจากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายณัฐภัทร เพื่อวางมัดจำในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 19964 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (3) ที่ดินโฉนดเลขที่ 10838 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (4) ที่ดินโฉนดเลขที่ 14924 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (5) ที่ดินโฉนดเลขที่ 20178 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (6) ที่ดินโฉนดเลขที่ 20179 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (7) ที่ดินโฉนดเลขที่ 1841 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (8) ที่ดินโฉนดเลขที่ 28165 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (9) ที่ดินโฉนดเลขที่ 17095 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (10) ที่ดินโฉนดเลขที่ 17096 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) (11) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายชาลี จำนวน 6,131.34 บาท (12) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวโย จำนวน 104,355.84 บาท (13) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางศศิธร จำนวน 218,500.60 บาท (14) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวสายฝน จำนวน 24,693.70 บาท (15) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายชินพงษ์ จำนวน 12,936.56 บาท (16) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายชินพงษ์ จำนวน 700,000 บาท (17) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายชินพงษ์ จำนวน 237,776.27 (18) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวสอลิห๊ะ จำนวน 21,531.15 บาท (19) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายชาลี จำนวน 39,828.94 บาท (20) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวศศิธร จำนวน 332,677.63 บาท (21) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวสายฝน จำนวน 2,854.25 บาท (22) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ชื่อบัญชี นายชินพงษ์ จำนวน 300,480 บาท (23) เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ชื่อบัญชี นางสาวสอลิห๊ะ จำนวน 131,000 บาท รวม 23 รายการ ราคาประเมินประมาณ 33,581,341.44 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นในชั้นฎีกาโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จับกุมนายผดุงศักดิ์ กับพวก ในความผิดฐานพาบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักร และได้สืบสวนขยายผลพบว่ามีบุคคลหลายคนเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง ช่วยเหลือสนับสนุนการกระทำผิดในลักษณะเป็นเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ขนาดใหญ่ มีการแบ่งบุคคลเป็นหลายกลุ่มตามหน้าที่ คือ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 วรรคหนึ่ง (2) ม. 3 วรรคห้า ม. 49 วรรคหนึ่ง ม. 50 ม. 51 ม. 54 ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — พลโท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5300/2563
#662108
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 36 งวด เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 ต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมด สิทธิเรียกร้องจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป และจะครบกำหนดห้าปีในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารฯ เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ภายในกำหนดอายุความห้าปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเข้ามาใหม่ภายในอายุความ และไม่มีคู่ความยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกากับฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคท้าย อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ประกอบ มาตรา 49 วรรคสอง เมื่อคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าวอันเป็นวันหลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 จึงเป็นการฟ้องเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 355,321.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 143,020.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) 175,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.99 ต่อปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 6,590 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 มกราคม 2555 และทุกวันที่ 23 ของเดือนถัดไปทุกเดือน กำหนดชำระให้ครบถ้วนภายใน 36 เดือน หากผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามที่กำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุด ยอมชำระค่าปรับล่าช้าในอัตราที่กำหนด และไม่ตัดสิทธิธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ที่จะเรียกร้องให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้โดยพลัน หลังจากจำเลยรับเงินจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันที่ 5 มีนาคม 2556 จำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 143,020.76 บาท และดอกเบี้ย 16,459.87 บาท รวมเป็นเงิน 159,480.63 บาท ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2556 ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาบัตรเครดิตรวมทั้งภาระหนี้ของจำเลยในคดีนี้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชำระหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 143,020.76 บาท นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 195,840.48 บาท รวมเป็นเงิน 355,321.11 บาท ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องคดีเข้ามาใหม่ภายในอายุความ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 31 ตุลาคม 2560 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 มกราคม 2555 และชำระงวดถัดไปทุกวันที่ 23 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใด ยินยอมให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เรียกดอกเบี้ยอัตราสูงสุด ค่าปรับล่าช้า และมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาทั้งหมดคืนได้ทันที อันเป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาโดยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 15 ตุลาคม 2555 จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมดตลอดมา สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างย่อมต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) คือ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป โจทก์ในฐานะผู้รับโอนต้องรับสิทธิเรียกร้องของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในอายุความ ซึ่งจะครบกำหนดห้าปีในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกัน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ภายในกำหนดอายุความ 5 ปี ตามกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ และคู่ความไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกากับฎีกาคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภค จึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคท้าย อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ประกอบมาตรา 49 วรรคสอง เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภค ในคดีก่อนที่พิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง การที่โจทก์เสนอคำฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 จึงเป็นการฟ้องคดีเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีก่อนถึงที่สุด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 ม. 193/33 (2)
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายปุณณัตถ์ บุนนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ประมวญ รักศิลธรรม
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2563
#664228
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะผู้ร้องและจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีไปโดยเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด กับพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพตาม ป.อ. มาตรา 335 ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ และให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ฒถ 6368 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนด จึงมีผลให้ต้องจำหน่ายคดีผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น โดยเด็ดขาด ถือได้ว่าผู้ร้องมิได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอีกต่อไป เมื่อในคดีที่ฟ้องใหม่โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถกระบะของกลางอีก ประกอบกับในคดีก่อน ผู้ร้องไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาเพื่อแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวที่สั่งริบทรัพย์สินของกลาง อันจะทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 36 จะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะที่มีการกระทำความผิด มิใช่เจ้าของทรัพย์สินภายหลังจากการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามรายการจดทะเบียนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง ภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดและศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถกระบะของกลางในขณะที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิด และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ และให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ฒถ 6368 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้อง โจทก์จึงฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ ส่วนผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะผู้ร้องและจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีไปโดยเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด กับพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ และให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ฒถ 6368 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนด จึงมีผลให้ต้องจำหน่ายคดีผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น โดยเด็ดขาด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องมิได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอีกต่อไป แม้คดีที่โจทก์ฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น จะเป็นกรณีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ก็ตาม แต่ในคดีที่ฟ้องใหม่โจทก์ก็มิได้มีคำขอให้ริบรถกระบะของกลางอีก ประกอบกับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาเพื่อแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวที่สั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ อันจะทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะที่มีการกระทำความผิด มิใช่เจ้าของทรัพย์สินภายหลังจากการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2559 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และริบรถกระบะของกลางทั้งสองคัน คดีถึงที่สุดแล้ว และปรากฏตามรายการจดทะเบียนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลางในลำดับที่ 6 วันที่ครอบครองรถ 25 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดและศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถกระบะของกลางอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิด ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
สุวิชา นาควัชระ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5233/2563
#655635
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมือเปล่ามาจากผู้คัดค้านและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เป็นผลเพียงให้ผู้ร้องไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1382 ได้ ไม่ใช่กรณีที่ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ และคดียังคงมีตัวผู้ร้องตามคำร้องและฟ้องแย้ง เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านยังโต้แย้งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทอยู่ คดีจึงยังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือของผู้คัดค้าน ฟ้องแย้งหาตกไปไม่คำพิพากษาในคดีอาญาของศาลชั้นต้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีที่ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องเรียกมาเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย เมื่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าววินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในคดีนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคท้าย ม. 225 วรรคสอง ม. 252
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส.
ผู้คัดค้าน — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวพิมพ์อร พิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ เปลี่ยนขำ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5232/2563
#661465
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องมีคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งอยู่ในบังคับตามกฎหมายดังกล่าว แล้วต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ อันอาจทำให้ต้องแยกอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนเรื่องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกานั้น ย่อมจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งยังเปิดโอกาสให้คู่พิพาทฝ่ายที่ต้องการประวิงคดีใช้เป็นช่องทางนี้ได้ คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งของศาลตามพระราชบัญญัตินี้อันต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแล้ว

ส่วนคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เมื่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 วรรคสอง (1) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดต้องมีต้นฉบับคำชี้ขาดหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาล แต่มิได้กำหนดให้ต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้องจากสถานทูตในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด กระทรวงการต่างประเทศของไทย หรือโนตารีปับลิกที่ผู้คัดค้านอ้างแต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องไม่มีสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องจากสถานทูตของ สหราชอาณาจักร หรือกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร หรือกระทรวงการต่างประเทศของไทย รวมทั้งโนตารีปับลิกมาแสดงต่อศาล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอนให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่

(1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

(4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาหรือ

(5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16

การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี"พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ คดีนี้ผู้ร้องมีคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งอยู่ในบังคับตามกฎหมายดังกล่าว การที่ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ อันอาจทำให้ต้องแยกอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนเรื่องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกานั้น ย่อมจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งยังเปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายที่ต้องการประวิงคดีใช้เป็นช่องทางนี้ได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งของศาลตามพระราชบัญญัตินี้อันต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามมาตรา 45 วรรคท้ายแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านต่อไปว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 วรรคสอง (1) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดต้องมีต้นฉบับคำชี้ขาดหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาล โดยมิได้กำหนดให้ต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้องจากสถานทูตในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด กระทรวงการต่างประเทศของประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด กระทรวงการต่างประเทศของไทย หรือโนตารีปับลิกดังที่ผู้คัดค้านอ้างแต่อย่างใด ทั้งประเด็นดังกล่าวผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างไว้ไม่ว่าในชั้นยื่นคำคัดค้านหรือชั้นสืบพยาน ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาลว่าประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรมีสนธิสัญญา อนุสัญญาหรือความตกลงร่วมกันโดยประเทศไทยยอมผูกพันตนเป็นภาคีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ในชั้นสืบสวนพยานผู้ร้องมีผู้รับมอบอำนาจมาเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำพยานว่า ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรเป็นภาคีแห่งอนุสัญญานิวยอร์ก หรืออนุสัญญากว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ พ.ศ.2501 ตามรายชื่อประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าว ผู้คัดค้านมิได้ถามค้านโต้แย้งพยานปากดังกล่าวหรือนำพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบหักล้างพยานของผู้ร้องในเรื่องนี้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสอง เมื่อได้ความดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156/1
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
-
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5231/2563
#661101
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคสอง (2) ยังต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในธุรกิจของจำเลยที่ 1 คือ เพื่อใช้ในการออกแบบ เขียนแบบ และงานด้านเอกสาร เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสี่ อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามปกติของโจทก์ทั้งสี่ และเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสี่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 อย่างไรก็ตาม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นการนำไปใช้ในการทำงานเกี่ยวกับเอกสารทั่วไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 นำไปใช้ในการออกแบบ เขียนแบบผลิตภัณฑ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 นำไปใช้ในการออกแบบซ่อมแซมเครื่องจักร และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 4 นำไปใช้ในการแปลภาษา โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเวอร์ชันที่ใช้สำหรับองค์กรบริษัท จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจผลิตอาหารและขนมของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้มีการนำไปใช้แสวงหากำไรจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์โดยตรง ดังนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 (1) เท่านั้น ซึ่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติแต่เพียงว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" โดยไม่ได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติใน ป.อ. ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้บังคับกับความผิดคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 30 (1) และ ป.อ. มาตรา 83 ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท กรณีจึงมีกำหนดอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 30, 61, 69, 74, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ 27 เครื่อง ของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับคนละ 100,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา โจทก์ที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 2000 โปรเฟสชั่นแนล (Microsoft Windows 2000 Professional) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เอ็กซ์พี โปรเฟสชั่นแนล (Microsoft Windows XP Professional) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ โปรเฟสชั่นแนล เอดิชั่น 2003 (Microsoft Office Professional Edition 2003) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วิชวล สตูดิโอ 2005 ทีม สูท (Microsoft Visual Studio 2005 Team Suite) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 97 (Microsoft Office 97) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออโต้เดสค์ แม็คคานิคอล เดสค์ท็อป 6 และแนวทางสำหรับผู้ใช้ (Autodesk Mechanical Desktop 6 and User's Guide) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2544 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออโต้แคด 2010 และแนวทางสำหรับผู้ใช้ (AutoCAD 2010 and User's Guide) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออโต้แคด แม็คคานิคอล 2004 และแนวทางสำหรับผู้ใช้ (AutoCAD Mechanical 2004 and User's Guide) โฆษณาครั้งแรกเมื่อปี 2547 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ พรีเมี่ยม 2009 (SolidWorks Premium 2009) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ 2005 (SolidWorks 2005) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2547 โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ 2008 (SolidWorks 2008) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ 2009 (SolidWorks 2009) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พจนานุกรมไทยซอฟท์แวร์ เวอร์ชั่น 4.0 (Thaisoftware Dictionary 4.0) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 และโปรแกรมคอมพิวเตอร์พจนานุกรมไทยซอฟท์แวร์ เวอร์ชั่น 7.0 (Thaisoftware Dictionary 7.0) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงงานทำขนมและประกอบเครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องมือกล โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทชนาสิน แมชชีนเนอรี่ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรเพื่อประกอบอาหารคนและสัตว์ แต่ปิดกิจการแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ลงโทษปรับจำเลยคนละ 100,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงว่า หนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นโดยผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิกตามกฎหมายท้องถิ่นรับรองเป็นพยานในเอกสารดังกล่าวและมีใบสำคัญของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกามาแสดงว่าเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ โดยมีการรับรองด้วยว่าบุคคลที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีการสาบานตนพร้อมยืนยันว่าเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ดังนั้น นางสาวพรพิมลจึงเป็นผู้แทนในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฎีกาประการนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องจึงเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัว ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคสอง (2) นั้น เห็นว่า มาตรา 32 วรรคสอง (2) ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคหนึ่งที่ว่า "การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์" ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในธุรกิจของจำเลยที่ 1 คือ เพื่อใช้ในการออกแบบ เขียนแบบ และงานด้านเอกสาร เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสี่ อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามปกติของโจทก์ทั้งสี่ และเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสี่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 นำไปใช้ในการทำงานเกี่ยวกับเอกสารทั่วไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 นำไปใช้ในการออกแบบ เขียนแบบผลิตภัณฑ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 นำไปใช้ในการออกแบบซ่อมแซมเครื่องจักร และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 4 นำไปใช้ในการแปลภาษา โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเวอร์ชั่นที่ใช้สำหรับองค์กรบริษัท จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจผลิตอาหารและขนมของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้มีการนำไปใช้แสวงหากำไรจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์โดยตรง ดังนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 (1) เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อการค้ามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติแต่เพียงว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" โดยไม่ได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้บังคับกับความผิดคดีนี้ โดยคดีนี้ตามคำฟ้อง โจทก์ฟ้องข้อหาความผิดว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ด้วยการทำซ้ำ ดัดแปลงซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 30, 69, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 30 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท กรณีจึงมีกำหนดอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ดังนี้ ที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ทั้งสี่และเจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าตรวจค้นสถานที่ทำการของจำเลยที่ 1 ตามหมายค้นโดยพบการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่ดังวินิจฉัยข้างต้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553 การที่โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จึงเป็นการมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมาศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด คดีโจทก์ทั้งสี่เป็นอันขาดอายุความตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ แต่ให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ 27 เครื่อง ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 32 วรรคสอง (2) ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5201/2563
#682045
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนกระทำการไม่สุจริต สมคบกับผู้เสียหายที่ 1 บิดเบือน ปรุงแต่งข้อเท็จจริงทำให้คำให้การของผู้เสียหายทั้งสองสอดคล้องกัน ปรักปรำใส่ร้ายจำเลยโดยมีมูลเหตุจูงใจและผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องตามคำรับสารภาพ จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์และขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 310, 317, 392

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 392 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 8 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ จำคุก 20 วัน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 2 ปี 4 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ คงจำคุก 10 วัน รวมจำคุก 10 ปี 34 เดือน 10 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายออกจากสารบบความ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานที่จำเลยอุทธรณ์และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า คำให้การและคำเบิกความของพยานโจทก์เป็นความเท็จทั้งสิ้น โดยต่างเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ไม่มีการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนกระทำการไม่สุจริตโดยสมคบกับผู้เสียหายที่ 1 บิดเบือน ปรุงแต่งข้อเท็จจริง สร้างเรื่องราวในคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองขึ้นมาให้สอดคล้องกัน ปรักปรำใส่ร้ายจำเลยโดยมีมูลเหตุจูงใจเรื่องเงินและผลประโยชน์ร่วมกัน การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาโดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ชอบ เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ความจริงแล้วไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำรับสารภาพ การที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า ไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือผู้เสียหายทั้งสองปรักปรำจำเลยนั้น จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวนภัสพร ศักดิ์เดชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยพร ควรอักษร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา