คดีนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองอรัญญประเทศ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณริมถนนสุวรรณศรด้านข้างฝั่งขาออกด่านพรมแดนอรัญประเทศ (ตลาดโรงเกลือ) วัดจากกึ่งกลางออกไป ๒๔ เมตร จากการเวนคืนสร้างทางรถไฟสายตะวันออกระหว่างนครนายกถึงอรัญประเทศ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก พ.ศ. ๒๔๖๔ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ โจทก์พบว่า นาง ศ.และนาง ร. ได้เข้าครอบครองปลูกสร้างอาคารพักอาศัยแบบถาวรสองชั้น และล้อมรั้วในที่ดินโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสระแก้วขอให้บังคับขับไล่บุคคลทั้งสองออกจากที่ดิน นาง ศ. และนาง ร ต่อสู้อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์วังปลาตองอยู่ในพื้นที่ดูแลของเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ จึงมีการสอบเขตรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทโดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ โจทก์นำชี้ว่าที่พิพาทที่นาง ศ. และนาง ร. ครอบครองเป็นของโจทก์ แต่จำเลยคัดค้านการรังวัดอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์วังปลาตองอยู่ในความดูแลของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้พื้นที่พิพาทได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งบังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี ให้จำเลยชดใช้เงิน ๑,๒๘๔,๕๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๑๖,๔๖๙ บาท นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๖๓ จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์พื้นที่สาธารณประโยชน์วังปลาตองส่วนที่ทับซ้อนที่ดินโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แปลงวังปลาตอง ไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์พาหนะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี
พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น อันเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็เฉพาะแต่กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นเท่านั้น คดีนี้แม้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ส่วนจำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น โจทก์และจำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าในการรังวัดสอบเขตพื้นที่พิพาทและทำแผนที่พิพาทในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่นาง ศ. และนาง ร. ออกจากที่ดินพิพาท นาง ศ.และนาง ร. อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์วังปลาตองซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย ต่อมาเมื่อมีการรังวัดที่ดินพิพาท จำเลยได้คัดค้านการรังวัดอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์วังปลาตอง มิใช่ที่ดินของโจทก์ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดิน เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทที่นำชี้รังวัดเป็นที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยคัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ จำเลย ทั้งคดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่อาจเข้าใช้ที่ดินพิพาทและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ อันเป็นคำขอที่เจ้าของที่ดินอาศัยสิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้ใช้สิทธิในที่ดินพิพาท มิใช่คำขอและค่าเสียหายอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลเพิกถอนเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์พื้นที่สาธารณประโยชน์วังปลาตองเฉพาะส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนปัญหาว่าคู่ความในคดีนี้ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐและการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการทับซ้อนของที่ดินของรัฐระหว่างโจทก์และจำเลยสามารถแก้ไขได้โดยฝ่ายบริหารโดยไม่จำต้องให้ศาลแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามข้อ ๓ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพิจารณา
ชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีที่จะเป็นผู้วินิจฉัยต่อไป แต่มิใช่เกณฑ์ที่จะนำมาวินิจฉัยปัญหาว่าด้วยเขตอำนาจศาล
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๖๘๗๘ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและอาคารสำนักงาน เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ และติดต่อกันมาจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ จำเลยโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อได้ให้ช่างหรือลูกจ้างของจำเลยมาทำการเจาะดินดันลอดลำคลองโดยใช้แท่นเจาะลึกลงไปในดินเกินกว่ารากฐานสิ่งก่อสร้างของโจทก์เพื่อก่อสร้างท่อส่งก๊าซตามโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ ๕ โดยนำท่อส่งก๊าซดึงลอดเข้าไปในช่องเจาะตามวิธีการของจำเลยผ่านในที่ดินของโจทก์บางส่วนและอยู่ติดต่อกับบริเวณบ้านและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ เป็นเหตุให้บ้านที่อยู่อาศัยรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ติดกับตัวบ้านแตกร้าวทั้งหมดและเป็นอันตรายต่อการอยู่อาศัย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลย เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจปิโตรเลียม รวมถึงการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน แม้ต่อมาได้แปรสภาพไปเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเหตุให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติอันจะถือเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" โดยแท้ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อาจเป็นหน่วยงานทางปกครอง ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ หากได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือได้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำให้การของจำเลยว่า โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ ๕ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบโครงข่ายก๊าซธรรมชาติและเพื่อรับรองความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับการขยายกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบโครงการลงทุนของระบบโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดยมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการ และให้ความเห็นชอบแผนผังแสดงรายละเอียดของลักษณะทิศทางและแนวเขตในการวางระบบโครงข่ายก๊าซธรรมชาติ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ ๕ ของจำเลยในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๐๖ และมาตรา ๑๐๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเจาะดินดันลอดลำคลองเพื่อวางท่อส่งก๊าซตามโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ ๕ เป็นเหตุให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๖๘๗๘ ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าการดำเนินการของจำเลยในการใช้อำนาจในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ และได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นจำเลย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า เกิดภัยพิบัติลมพัดแรงในพื้นที่อำเภอห้วยยอด มีต้นไม้หักทับสายไฟฟ้าขาดและเสาไฟฟ้าล้มในพื้นที่หลายจุด การไฟฟ้าอำเภอห้วยยอดได้ระดมทีมงานเพื่อแก้กระแสไฟฟ้าขัดข้องตามพื้นที่ต่าง ๆ ในความรับผิดชอบ พนักงานช่างเวรแก้กระแสไฟฟ้าขัดข้องของจำเลยได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ภายหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งเหตุละเมิดในคดีนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่ต้นยางพาราหักโค่นล้มมาทับสายไฟฟ้าทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นลงมาขวางถนน จึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยไม่ได้รักษาเสาไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงและเหตุการณ์ไม่ได้อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยอันจะป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทันท่วงที จำเลยจึงมิได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติแต่อย่างใด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหรือไม่ เห็นว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งในการดำเนินกิจการของจำเลยให้คำนึงถึงความปลอดภัยประโยชน์ของรัฐและประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ มาตรา ๑๓ (๖) และมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่หักโค่นล้มขวางถนนสาธารณะ โดยผู้นำท้องที่และบุคคลที่อยู่ละแวกใกล้เคียงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานของจำเลยยกเสาไฟฟ้าต้นดังกล่าวออกและแก้ไขกระแสไฟฟ้าที่ขัดข้องแล้ว แต่พนักงานของจำเลยไม่ดำเนินการ เป็นเหตุให้โจทก์และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับเสาไฟฟ้าที่ล้มขวางถนนทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มครูดไปตามถนนผู้ขับขี่เสียชีวิตโจทก์ซึ่งนั่งซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลคุ้งน้ำวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน ให้ขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์คลองหมอปลีกเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ (๑) จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก (๒) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล และเป็นการทำหน้าที่ในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร อันเป็นหน้าที่ตามมาตรา ๖๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามและขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้บริษัทเอกชนยื่นฟ้อง สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ๑ สำนักงบประมาณ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรม โดยสัญญาดังกล่าวกำหนดให้นำสัญญาแบบปรับราคา (ค่า K) มาใช้กับสัญญานี้ได้ ผู้ฟ้องคดีได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย มอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตรวจรับมอบงานแล้วได้มีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินชดเชยค่าก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ลดลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตรวจสอบและเห็นชอบให้เรียกเงินคืนจากผู้ฟ้องคดีตามเงื่อนไขของสัญญาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติแล้ว โดยธนาคารกสิกรไทยนำส่งแคชเชียร์เช็คมาชำระให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อหักชำระหนี้ประธาน (ค่า K) และแบ่งชำระเป็นดอกเบี้ยผิดนัดคงเหลือเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ผู้ฟ้องคดีต้องชำระ จึงขอให้ผู้ฟ้องคดีนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระให้เสร็จสิ้น การเรียกเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพิจารณาลดเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) หักลบจำนวนค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ที่แท้จริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การสรุปได้ว่า การเรียกคืนเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวเป็นข้อผูกพันตามสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่จำต้องคืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรมดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรมเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการศาลยุติธรรมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เท่านั้น มิได้ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรม ที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจโครงการทดลองการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และข้อตกลงต่อท้าย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว โดยมีหนังสือค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นพร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยแปลงสภาพมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจหน้าที่ประกอบกิจการโทรศัพท์ แต่ผู้ฟ้องคดีจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้ก็ต่อเมื่อผู้ฟ้องคดีได้กระทำการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะหรือใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้วการกระทำของผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป บันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายมีลักษณะเป็นสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G ในระบบ Wideband Code-Division Multiple Access (WCDMA) จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและมีโครงข่ายเป็นของตนเองตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองเพื่อให้ความร่วมมือดำเนินโครงการทดลองการบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการให้บริการขายส่งและขายต่อบริการโทรคมนาคมเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓G ภายใต้เครื่องหมายการค้า และช่องทางการจัดจำหน่ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ วัตถุประสงค์ของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ และเมื่อพิจารณามาตรา ๒๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ประกอบกับประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทขายส่งบริการและบริการขายต่อบริการ กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมต้องยินยอมให้ผู้รับอนุญาตรายอื่นใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของตน โดยได้กำหนดขั้นตอนการเจรจาและการทำสัญญาการบริการขายต่อบริการไว้ ในข้อ ๙ – ๑๘ ของประกาศดังกล่าว เห็นได้ว่า สิทธิ หน้าที่ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตามสัญญาอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาตกลงในทางพาณิชย์ หรือธุรกิจในการประกอบกิจการโทรคมนาคม อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน บันทึกความเข้าใจและข้อตกลงต่อท้ายบันทึกความเข้าใจฉบับพิพาทจึงมิใช่สัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่ ร้อยตรี ว. อดีตข้าราชการทหารเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ จำเลย โดยอ้างว่า การไต่สวนข้อเท็จจริงและมติของจำเลยที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดโจทก์ว่าโจทก์มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๑๕ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาตรา ๕ และเป็นความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓ ประกอบมาตรา ๔ และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๖ มาตรา ๔๕ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งลงโทษทางวินัยปลดโจทก์ออกจากราชการของจำเลยที่ ๒ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ที่ออกตามมติชี้มูลความผิดของจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ พิพากษายกฟ้อง และศาลทหารกลางพิพากษายืน คดีถึงที่สุด เมื่อการไต่สวนข้อเท็จจริงและมติของจำเลยที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การส่งความเห็นมติชี้มูลความผิดดังกล่าวไปยังจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนมติของจำเลยที่ ๑ และให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยปลดโจทก์ออกจากราชการของจำเลยที่ ๒ กับให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการ และให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินให้แก่โจทก์ เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยโจทก์ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เพื่อให้มีผลให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ ข้อ ๔ (๒) ประกอบข้อบังคับทหารที่ ๑๑/๑๖๕๓๖๒๔๘๒ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งเป็นข้อบังคับและระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับวินัยทหาร ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ กรณีจึงเป็นเรื่องวินัยทหารตามมาตรา ๔ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องจากการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๓๕๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ จะเป็นคำสั่งที่ออกตามมติชี้มูลความผิดของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ (ที่ใช้บังคับในขณะนั้น) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับมาตรการในการปราบปรามการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางวินัย มีผลทำให้โจทก์ต้องสิ้นสุดสถานภาพการเป็นข้าราชการทหารในสังกัดจำเลยที่ ๒ และโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนมติของจำเลยที่ ๑ ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและความผิดอาญาและขอให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายด้วย ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือกฎหมายมิได้บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่กองทัพเรือนำข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลปกครองและศาลยุติธรรม ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๔/๒๕๕๘ และศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ ๑๒๗๑๗/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุด โดยทั้งสองศาลมีคำวินิจฉัยแตกต่างกันในเรื่องระยะเวลาการฟ้องคดีหรืออายุความการฟ้องคดีซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของทั้งสองศาลนั้นแตกต่างกัน เป็นเหตุให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีและจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งคณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันได้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คู่ความที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๔/๒๕๕๘ หรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ ๑๒๗๑๗/๒๕๖๒ เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติว่าเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ กองทัพเรือยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๔/๒๕๕๗ และได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า คดีนี้เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จากนั้นศาลจังหวัดสมุทรสาครจึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง กรณีย่อมถือว่าศาลยุติธรรมและศาลปกครองยอมรับเขตอำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ทั้งมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำสั่งของศาลและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก ซึ่งมีความหมายว่า คำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่ให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง เนื่องจากทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นที่สุด และย่อมผูกพันศาลยุติธรรมและศาลปกครองกับคู่ความในคดีนั้นว่าคดีพิพาทตามฟ้องเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง การที่กองทัพเรือ โจทก์ในคดีนี้นำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องยังศาลจังหวัดตลิ่งชันซึ่งเป็นศาลยุติธรรมอีกครั้ง ย่อมเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เป็นที่สุด ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายในการให้คำสั่งของศาลทั้งสองหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลของศาลต่างระบบนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และผูกพันศาลยุติธรรมและศาลปกครองกับคู่ความในคดีศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในคดีหมายเลขดำที่ พ ๒๐๑/๒๕๖๑ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันรับคดีนี้ไว้พิจารณา จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเหตุให้กระบวนพิจารณานับแต่วันที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันรับคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ ๒๐๑/๒๕๖๑ จนถึงการมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจบังคับได้ จึงวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๗๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘ โดยมิให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๗๑๗/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ ที่ ๓ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้แล้วเสร็จอันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้สำนักงานที่ดิน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ถอนการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายโดยไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองซึ่งเป็นการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ชี้ตำแหน่งที่ดินในแผนที่ซึ่งอยู่ในเขตคลองถนนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ การคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง มิใช่การโต้แย้งสิทธิระหว่างเอกชนกับเอกชนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะพิจารณาดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การคัดค้านการรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินของตนทับซ้อนแนวเขตที่ราชพัสดุแปลงพิพาท การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจะยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตะคุ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ กระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่รังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นายอำเภอปักธงชัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ "โคกสูง" โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำรังวัดที่ดินทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทำเลเลี้ยงสัตว์ "โคกสูง" แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดอ้างว่า การรังวัดชี้แนวเขตที่ดินได้ดำเนินการตามหลักฐานของทางราชการเดิม ตามการนำชี้ของผู้นำชุมชนและผู้สูงอายุในท้องที่ โดยนำชี้ยืนยันแนวเขตที่ดินที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และโดยที่กฎกระทรวงฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ข้อ ๒ วรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่มีผู้คัดค้าน ให้อธิบดีรอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้วดำเนินการ ดังนี้ (๑) ในกรณีที่ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินและไม่ไปใช้สิทธิทางศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คัดค้าน ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ หากผู้คัดค้านไปใช้สิทธิทางศาล ให้รอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่คัดค้านจนกว่าจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น (๒) ในกรณีที่ผู้คัดค้านมีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้รอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เฉพาะส่วนที่คัดค้านไว้ก่อน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบสิทธิในที่ดินของผู้คัดค้านว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าได้มาโดยไม่ชอบ ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจสอบ และถ้าปรากฏว่าได้มาโดยชอบ ให้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบโดยเร็ว แล้วระงับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนนั้น" ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งแสดงสิทธิในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาง ช. ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา โดยรับมรดกมาจากสามี ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ภายหลังการสำรวจรังวัดที่ดินทราบว่า เนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปประมาณ ๘ ไร่ ตรวจสอบแล้วได้มีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ปรากฏชื่อนาง ม. เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินทับที่ดิน (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ ของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ได้มีการออกทับซ้อนกับหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ เพียงบางส่วนหรือทั้งแปลงเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐาน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ให้แก่นาง ม. โดยวิธีการเปลี่ยนจาก (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๖๘๒ เป็นโฉนดที่ดินได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เชื่อได้ว่าสามีของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๖๕/๒๑๖ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของนาง ม. ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๕๘ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการสูญเสียสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเอกชนเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๙๔ ตารางวา โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ต่อมามีบุคคลอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีการออกโฉนดที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินรวม ๔ แปลงในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีขอให้ยกเลิกการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากยังไม่ปรากฏว่าได้ออกโฉนดไปโดยคลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอันอาจจะถูกเพิกถอนหรือแก้ไขตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินรวม ๔ แปลงทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อีกทั้งศาลมีคำสั่งเรียกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงข้างต้นเข้ามาในคดี จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายใด ย่อมกระทบสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ บริษัท ส. ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด เอกชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ร้องสอด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๙๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ และเลขที่ ๓๘๑๖๐ ที่ออกทับที่ดินของนาง อ. เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดอ้างว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๙/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. ผู้ขอออกโฉนดที่ดิน เนื่องจากผู้ร้องสอดคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของนาง อ. โดยอ้างว่านาง อ. นำรังวัดทับที่ดินของผู้ร้องสอด จำนวน ๕ แปลง ตามโฉนดเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ , ๓๘๑๖๐ , ๔๐๖๑๐ และ ๔๐๖๑๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่าผู้ร้องสอด มีสิทธิในที่ดินดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. และให้ไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของนาง อ. จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้รับมอบอำนาจของนาง อ. ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ร้องสอดคัดค้านการออกโฉนดที่ดินทั้งแปลง อ้างว่านาง อ. นำรังวัดทับที่ดินของผู้ร้องสอด กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า บริษัท ส. ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด ผู้ร้องสอดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาง อ. แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเป็นทายาทผู้รับมรดกของนาง อ. นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๙๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๑๕๘ , ๓๘๑๕๙ และเลขที่ ๓๘๑๖๐ ที่ออกทับที่ดินของนาง อ. โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดไม่ใช่ของผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดหรือผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งแปดจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปด ทั้งมาตรา ๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้การออกโฉนดที่ดินโดยใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะทำได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรมว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลเอกชน ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตหนองจอก ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดจำนวน ๖ แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกแปลงเนื้อที่ประมาณ ๙๓.๖ ตารางวา เมื่อผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการรังวัดสอบเขตอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกจึงทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย ตามมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามรื้อถอนถนนลาดยางแอสฟัลท์ที่ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกแปลง และก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ใหม่ให้มีแนวระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันเกิน ๑๐ ปี สำนักงานเขตหนองจอกในฐานะผู้ปกครองท้องที่และเป็นผู้ระวังชี้แนวเขตที่สาธารณะจึงไม่สามารถรับรองแนวเขตและได้คัดค้านการสอบเขตของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตหนองจอก ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์มิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินผู้ฟ้องคดี เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของตนไม่ใช่เป็นทางสาธารณประโยชน์เข้ามาด้วยนั้น ก็ล้วนเป็นคำฟ้องที่ผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ผู้ถูกฟ้องคดี สอบสวนเปรียบเทียบเชื่อว่า นาย ท. ผู้ขอออกโฉนดมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ท. ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดขึ้นเนื่องจากนาย ท. ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดียื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินอ้างว่า นาย ท. นำรังวัดทับที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่านาย ท. มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจึงมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ท. แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้ เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ท. โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ของนาย ท. ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือนาย ท. ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชน ทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ม. ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองราชบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เครื่องรับเสียงตามสาย (ชนิดไร้สาย) หรือ พาวเวอร์แอมป์ (Power amp) ซึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยมหุ้มด้วยกล่องเหล็ก (น้ำหนักประมาณ ๖ กิโลกรัม) ของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ตั้งอยู่บนเสาไฟฟ้าบริเวณทางเท้า ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีได้ร่วงหล่นใส่ศีรษะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการล่าช้าจนปัจจุบันยังไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาเพื่อแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้เป็นไปตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า วันเกิดเหตุมีฝนตกหนักประกอบด้วยแรงลมเป็นเหตุให้เครื่องรับเสียงตามสาย (ชนิดไร้สาย) ร่วงหล่นใส่ศีรษะของผู้ฟ้องคดี อันเป็นเหตุสุดวิสัยจากเหตุธรรมชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องคดีเพียง ๑๓ วัน ยังไม่ครบระยะเวลา ๑๘๐ วันตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เห็นว่า เทศบาลเมืองราชบุรี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่การจัดตั้งเทศบาลเมืองราชบุรีผู้ถูกฟ้องคดีก็เพื่อให้มีการจัดการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น มีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ ประกอบมาตรา ๕๐ บัญญัติหน้าที่ของเทศบาลเมืองไว้ ซึ่งการติดตั้งระบบเสียงตามสายเพื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลข่าวสารและการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีตามที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ หรือพระราชบัญญัติอื่นกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีให้ประชาชนภายในท้องถิ่นทราบหรือปฏิบัติตามถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำหน้าที่ในการบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการจัดทำบริการสาธารณะให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลเครื่องรับเสียงตามสาย (ชนิดไร้สาย) เป็นเหตุให้หล่นมาถูกศีรษะของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับ ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีเยียวยาผลร้ายและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการล่าช้า จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ บริษัท ฤ. ยื่นฟ้อง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ชนะการเสนอราคาตามประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลในการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารพักเจ้าหน้าที่ ๗ ชั้น ๙๖ ห้อง โรงพยาบาลบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ลงนามฝ่ายเดียวในสัญญาจ้างพร้อมมอบหนังสือค้ำประกันให้กับผู้ถูกฟ้องคดี แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และเอกสารประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เลขที่ ๘/๒๕๖๑ ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งยังไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก่อนที่จะออกคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูล เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิในการทำสัญญาและได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหนังสือค้ำประกันซอง กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าธรรมเนียมในการจัดทำหนังสือค้ำประกันซองการประกวดราคาจ้างก่อสร้างฯ ค่าวิเคราะห์สินเชื่อในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันซองการประกวดราคาจ้างก่อสร้างฯ และค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันสัญญาจ้างก่อสร้างฯ รวมถึงค่าธรรมเนียมในการจัดทำหนังสือค้ำประกันซองการประกวดราคาจ้างก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่า การออกคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อเหตุพิพาทตามฟ้องยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการคัดเลือกเอกชนเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ยังมิได้ทำสัญญาผูกพันกัน และคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกันซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบข้อ ๑ (๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลดังกล่าว แต่คำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีล้วนเป็นคำขอที่อ้างถึงความเสียหายอันเกิดจากคำสั่งยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดชลบุรี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ ๑ คณะกรรมการตรวจสอบอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๙ ของเรือนจำกลางชลบุรี ที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ของเรือนจำกลางชลบุรี ที่ ๓ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง (เดิม) ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับที่ยกเว้นมิให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๙ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื้อหาของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดี มุ่งประสงค์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นสำคัญ เมื่อพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๙ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ทั้งสองฉบับ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๒๖๑ ทวิ วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นได้ว่าฐานอันเป็นที่มาแห่งการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามในการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่เพื่อพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ เป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีผลต่อการบังคับโทษตามคำพิพากษา ตามมาตรา ๒๖๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเทศบาลตำบลเมืองสรวง ที่ ๑ นายกเทศมนตรีตำบลเมืองสรวง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ นายอำเภอเมืองสรวงที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยแบ่งเป็นข้อหาที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๖๖๖/๕๓๙ ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าที่ดินส่วนที่ขาดหายไป ส่วนข้อหาที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ ของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับที่ดินตามข้อหาที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคนละแปลงกัน โดยลักษณะของการกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิตลอดจนกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โต้แย้งสิทธิก็แตกต่างกัน มูลความแห่งคดีทั้งสองข้อหาจึงเป็นเรื่องที่แยกจากกันได้ เมื่อคำฟ้องในข้อหาที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยอมรับว่าคำฟ้องตามข้อหานี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้อง ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลปกครองกลางเห็นเองว่าคำฟ้องข้อหานี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน ตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่มีปัญหาการขัดกันระหว่างอำนาจศาลที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลต้องวินิจฉัย ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒
คงมีปัญหาขึ้นมาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสำหรับคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อหาที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ สำรวจและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ รอ. ๐๒๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง โดยมิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ และมิได้ประกาศเรื่องการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ประชาชนทราบตามกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนการโอนที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ เป็นที่สาธารณประโยชน์ และคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ รอ ๐๒๐๑ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย คดีพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตาม น.ส. ๓. เลขที่ ๕๔๑ เป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ รอ ๐๒๐๑ ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินพิพาท อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลพลับพลาไชย ที่ ๑ นายอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๖ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๘๗ โดยได้รับการยกให้จากผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นำ น.ส. ๓ ดังกล่าวไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ อ้างว่าที่ดินดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ (ป่าช้าสาธารณประโยชน์) และจนถึงวันฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็ยังไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สอบเขต น.ส.ล. เลขที่ สพ ๐๓๗๘ ปรากฏผลการรังวัดได้เนื้อที่น้อยกว่าเดิม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อ้างว่าน่าจะคลาดเคลื่อน และไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. ดังกล่าวและที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์อยู่ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๘๗ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกให้การว่า การออก น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งต่างก็ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่าที่ดินบริเวณนี้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมานาน โดยการทำเป็นป่าช้าสำหรับฝังศพ เผาศพ มาก่อน ส่วนการขอออกโฉนดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นั้น ยังไม่มีข้อยุติจากคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร. จังหวัด) เพื่อพิจารณาตรวจสอบการครอบครองของบุคคล ผู้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดิน จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๘๗ และมีคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแก่ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวก อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออก น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ นั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ สพ. ๐๓๗๘ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม