คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 385/2544
#69462
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทยังมิได้ออกโฉนดที่ดิน แม้ว่าบิดามารดาผู้ร้องและผู้ร้องครอบครองก็ย่อมครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ จะครอบครองปรปักษ์ได้ต่อเมื่อเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินเท่านั้น ระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับแต่วันที่ที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดิน

ทางราชการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเมื่อปี 2508 โดยม.มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ หลังจากปี 2508 ช.และผู้ร้องก็อยู่ร่วมบ้านเดียวกันโดยอาศัยสิทธิของ ม. แม้เมื่อปี 2515 ผู้ร้องจะได้ปลูกบ้านขึ้นใหม่เลขที่ 17/1 แทนบ้านเดิมบนที่ดินพิพาทและอยู่ต่อมาโดย ม.มิได้ว่ากล่าว ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของ ม.ครั้นปี 2523 ม. ขายที่ดินโฉนดที่พิพาทให้แก่บริษัท ส. ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้งคัดค้านแม้จะปรากฏว่าในปี 2524 ม.ได้รื้อบ้านของตนออกจากที่ดินพิพาทไปปลูกบ้านขึ้นใหม่และมารดาผู้ร้องได้ย้ายออกไปอยู่ที่บ้านที่ปลูกขึ้นใหม่ด้วย ส่วนผู้ร้องยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทมาจนถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเวลาประมาณ 15 ปี ก็ฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทเพราะ ม. ขายที่ดินพิพาทให้แก่ อ. ผู้ซื้อแล้ว อ. ฝากให้ ม. ช่วยดูแล ม.จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาอยู่อาศัย จึงต้องถือว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนบริษัท ส. เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังเจ้าของตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ดังนี้ แม้ผู้ร้องจะอยู่ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาช้านานเท่าใด ผู้ร้องก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382

เมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทและมีผู้คัดค้านขึ้นมา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) ให้ดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นโจทก์ ผู้คัดค้านย่อมมีฐานะเป็นจำเลย จึงย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งผู้ร้องได้

ตามคำคัดค้านและฟ้องแย้ง ผู้คัดค้านระบุว่า ผู้ร้องไม่ได้เข้าทำประโยชน์ใด ๆ ในที่ดิน เพียงแต่พักอาศัยอยู่ในบ้านโดยอาศัยสิทธิของ ม. และบ้านดังกล่าวมีบริเวณเพียง 100 ตารางวา เห็นได้ว่า ผู้คัดค้านมิได้คัดค้านเฉพาะบริเวณบ้านที่ผู้ร้องอยู่อาศัย แต่คัดค้านที่ดินส่วนที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ว่าผู้ร้องมิได้ใช้ทำประโยชน์อะไร เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา โดยไม่มีสิทธิย่อมทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ร้องชดใช้แก่ผู้คัดค้านเดือนละ 10,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 8772 เฉพาะส่วน เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ โดยการครอบครองปรปักษ์ และขอให้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว ทำนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในส่วนของผู้ร้องออกเป็นโฉนดที่ดินใหม่และใส่ชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและให้ผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนบ้านซึ่งปลูกบนที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย กับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้านนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องให้ผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 17/1 ออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ 8772 และให้ผู้ร้องส่งมอบที่ดินพิพาทคืนผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย กับชำระค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านเดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2538 จนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารกับรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนผู้คัดค้านกับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำคัดค้านและฟ้องแย้งของผู้คัดค้านระบุในช่องคู่ความว่า นางอาภรณ์ และนายประกิจผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ผู้คัดค้าน และบรรยายว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 8772 ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ขอให้บังคับผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมรื้อถอนบ้านเลขที่ 17/1 ออกไปจากที่ดินโฉนดที่ 8772 การฟ้องแย้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยได้แสดงชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องแย้งของผู้คัดค้านไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปว่า ผู้ร้องได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่วิวาทเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา จนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องอ้างว่าบิดามารดาผู้ร้องครอบครองอยู่นั้นยังมิได้ออกโฉนดที่ดิน แม้ว่าบิดามารดาผู้ร้องและผู้ร้องครอบครองก็ย่อมครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ จะครอบครองปรปักษ์ได้ต่อเมื่อเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินเพราะที่ดินมีโฉนดที่ดินเท่านั้นที่บุคคลอาจมีกรรมสิทธิ์ได้ ระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับแต่วันที่ที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดิน ปรากฏว่าทางราชการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเมื่อปี 2508 โดยนายม่อมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ หลังจากปี 2508 นายม่อมกับนางเชื้อและผู้ร้องก็อยู่ร่วมบ้านเดียวกันในที่ดินแปลงดังกล่าว การอยู่ในที่ดินพิพาทในระหว่างนั้นผู้ร้องและนางเชื้อจึงอยู่โดยอาศัยสิทธิของนายม่อม แม้เมื่อปี 2515 ผู้ร้องจะได้ปลูกบ้านขึ้นใหม่เลขที่ 17/1 แทนบ้านเดิมบนที่ดินพิพาทและอยู่ต่อมาโดยนายม่อมมิได้ว่ากล่าวก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของนายม่อมอยู่ดี ไม่ได้ปรปักษ์ต่อสิทธิของนายม่อม ครั้นปี 2523 นายม่อมขายที่ดินโฉนดที่ 8772 ให้แก่บริษัทสุโขการเคหะ จำกัด ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน แม้จะปรากฏว่าในปี 2524 นายม่อมได้รื้อบ้านเลขที่ 34 ออกจากที่ดินพิพาทไปปลูกบ้านขึ้นใหม่ห่างจากเดิมประมาณ 1 กิโลเมตร โดยยังใช้บ้านเลขที่ 34 อยู่เหมือนเดิมและมารดาผู้ร้องได้ย้ายออกไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 34 ที่ปลูกขึ้นใหม่ด้วยส่วนผู้ร้องยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทมาจนถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเวลาประมาณ 15 ปีก็ตาม ก็ฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทเพราะนายม่อมพยานผู้ร้องตอบคำถามค้านของทนายผู้คัดค้านยอมรับว่า เมื่อพยานขายที่ดินโฉนดที่ 8772 ให้แก่นายอนันต์แล้ว นายอนันต์ยังไม่ได้เข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินและฝากให้พยานช่วยดูแลด้วย พยานจึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาอยู่อาศัย จึงต้องถือว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนบริษัทสุโขการเคหะ จำกัด เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิยช์ มาตรา 1381 ดังนี้ แม้ผู้ร้องจะอยู่ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาช้านานเท่าใด ผู้ร้องก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายได้ เพราะเมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทและมีผู้คัดค้านขึ้นมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) ให้ดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นโจทก์ ผู้คัดค้านย่อมมีฐานะเป็นจำเลย จึงย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งผู้ร้องได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายมีว่า ผู้คัดค้านเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด โดยผู้ร้องฎีกาว่าตามคำคัดค้าน ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียง 100 ตารางวา เท่านั้น ค่าเสียหายไม่ควรเกิน 100 บาท ต่อเดือนเห็นว่า ตามคำคัดค้านและฟ้องแย้ง ผู้คัดค้านระบุในข้อ 5 ว่า ผู้ร้องไม่ได้เข้าทำประโยชน์ใด ๆ ในที่ดิน เพียงแต่พักอาศัยอยู่ในบ้านโดยอาศัยสิทธิของนายม่อม และบ้านดังกล่าวมีบริเวณเพียง 100 ตารางวา เท่านั้น เห็นได้ว่า ผู้คัดค้านมิได้คัดค้านเฉพาะบริเวณบ้านที่ผู้ร้องอยู่อาศัยแต่คัดค้านที่ดินส่วนที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ว่าผู้ร้องมิได้ใช้ทำประโยชน์อะไร เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา โดยไม่มีสิทธิย่อมทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ร้องชดใช้แก่ผู้คัดค้านเดือนละ 10,000 บาทนั้น เหมาะสมแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางมณี ตรีประเสริฐ
นางอาภรณ์ มหาแถลง และนายประกิจ มหาแถลง
ผู้คัดค้าน — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ มหาแถลง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 384/2544
#35070
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงท้ากันว่าหากเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินของโจทก์แล้วปรากฏว่ารั้วลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นอยู่ในเนื้อที่ดังกล่าว จำเลยยอมแพ้แต่หากรั้วดังกล่าวอยู่นอกเนื้อที่ โจทก์ยอมแพ้ หลังจากการรังวัดที่ดินดังกล่าวคู่ความตรวจดูแผนที่พิพาทและบันทึกการนำชี้แนวเขตตามที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งมาแล้วแถลงรับร่วมกันว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามอยู่ภายในที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท ดังนี้ แม้ในแผนที่พิพาทและบันทึกการชี้แนวเขตไม่ปรากฏความเห็นของเจ้าพนักงานที่ดินว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นรุกล้ำที่ดินของโจทก์หรือไม่ แต่ในวันที่เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัด ทั้งสองฝ่ายต่างไปนำชี้แนวเขตที่ดินของตนย่อมต้องทราบดีว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นดังกล่าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์หรือไม่ เมื่อคู่ความต่างลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งมีข้อความระบุว่าคู่ความแถลงรับร่วมกันว่า เสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามอยู่ภายในที่ดินตามโฉนดพิพาทโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ย่อมต้องถือว่าคู่ความยอมรับความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงเป็นอันถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ขอรังวัดสอบเขตที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 33355 ตำบลบ้านโพธิ์อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาของจำเลย และประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2535 จำเลยได้นำชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 33356 ของโจทก์ ส่วนด้านทิศเหนือ และหลอกลวงให้โจทก์รับรองแนวเขตตามที่จำเลยนำชี้ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินโฉนดของจำเลยเข้าไปในที่ดินของโจทก์ 48 ตารางวา และปักเสาทำรั้วลวดหนามล้อมไว้ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้เพิกถอนการแก้ไขรูปแผนที่ที่ดินและเนื้อที่ในโฉนดเลขที่ 33355 ของจำเลยที่เพิ่มขึ้น 48 ตารางวา ให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์กับห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไป จำเลยให้การว่า การรังวัดได้กระทำไปถูกต้อง รั้วทำขึ้นในที่ดินของจำเลยไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถานโจทก์และจำเลยท้ากันว่าหากเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 33356 เนื้อที่ 3 งาน 8 ตารางวา แล้ว ปรากฏว่ารั้วลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นอยู่ในเนื้อที่ดินดังกล่าว จำเลยยอมแพ้ แต่หากรั้วดังกล่าวอยู่นอกเนื้อที่โจทก์ยอมแพ้ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2537 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งศาล ศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาไว้ว่า "นัดพร้อมวันนี้ทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ให้คู่ความตรวจดูแผนที่พิพาทและบันทึกถ้อยคำตามที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งมาและทนายโจทก์อ้างส่งแล้ว คู่ความแถลงรับร่วมกันว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามอยู่ภายในที่ดินตามโฉนดพิพาทจึงบันทึกไว้ คดีเสร็จการพิจารณา นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15 เมษายน ศกนี้เวลา 13.30 นาฬิกา" และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในวันนัดดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าตามแผนที่ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาทำขึ้นและจากคำแถลงของคู่ความได้ความว่ารั้วลวดหนามอยู่ในเนื้อที่ของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 33356 ของโจทก์ จำเลยย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า พิพากษาให้เพิกถอนการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 33355 ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ส่วนที่เพิ่มขึ้น 48 ตารางวา ให้จำเลยรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพิ่งทราบภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วว่าแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดและส่งศาลไว้นั้น มิได้มีคำชี้ขาดของเจ้าพนักงานที่ดิน คำแถลงรับของคู่ความก็ไม่มีผลที่จะใช้วินิจฉัยคดีตามคำท้าของคู่ความได้ ฉะนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 มีนาคม 2537 ที่ว่าคดีเสร็จการพิจารณาให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15 เมษายน 2537 เวลา 13.30 นาฬิกา เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่และพิพากษาคดีตามรูปคดีต่อไปศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากระบวนพิจารณาของศาลชอบด้วยกฎหมายมิใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 มีนาคม 2537 ที่ว่า คดีเสร็จการพิจารณานั้น ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงในสำนวนฟังได้ว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2536 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถานทนายความทั้งสองฝ่ายตกลงท้ากันว่าหากเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 33356 ของโจทก์แล้ว ปรากฏว่ารั้วลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นอยู่ในเนื้อที่ดังกล่าว จำเลยยอมแพ้ แต่หากรั้วดังกล่าวอยู่นอกเนื้อที่ โจทก์ยอมแพ้ หลังจากนั้นมีการรังวัดที่ดินของโจทก์ดังกล่าวรวม 3 ครั้ง ต่อมาปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 มีนาคม2537 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม คู่ความตรวจดูแผนที่พิพาทและบันทึกการนำชี้แนวเขตตามที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งมาและทนายโจทก์อ้างส่งแล้ว คู่ความแถลงรับร่วมกันว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามอยู่ภายในที่ดินตามโฉนดพิพาท ดังนี้ แม้ในแผนที่พิพาทและบันทึกการชี้แนวเขตไม่ปรากฏความเห็นของเจ้าพนักงานที่ดินว่า เสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นรุกล้ำที่ดินโจทก์หรือไม่ แต่ในวันที่เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดทั้งสองฝ่ายต่างไปนำชี้แนวเขตที่ดินของตน ย่อมต้องทราบดีว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามที่จำเลยทำขึ้นดังกล่าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์หรือไม่ เมื่อคู่ความต่างลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา ซึ่งมีข้อความระบุว่า คู่ความแถลงรับร่วมกันว่าเสารั้วคอนกรีตขึงด้วยลวดหนามอยู่ภายในที่ดินตามโฉนดพิพาทโดยไม่โต้แย้งคัดค้าน ย่อมต้องถือว่าคู่ความยอมรับความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงเป็นอันถูกต้องแล้ว ไม่ผิดระเบียบอันจะขอให้เพิกถอนได้ดังจำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แห่ง เงาโพธิ์
จำเลย — นาง อึ่ง ใบโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 383/2544
#35069
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจำเลยต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องและนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ตาม แต่เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้วจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 234 ด้วย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน354,919.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แบบทบต้น นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แบบไม่ทบต้นจากต้นเงิน 354,919.11 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท โดยพิพากษา เมื่อวันที่ 16ธันวาคม 2542

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 17 มกราคม 2543 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2543

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 8มีนาคม 2543 และอนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย

วันที่ 8 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และรับคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ครั้นวันที่ 26 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 ว่า จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และขอวางเงินชั้นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ขอขยายครั้งแรกแล้ว ศาลมีคำสั่งไปโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม แล้วมีคำสั่งใหม่ว่า ให้ยกคำร้องฉบับนี้ ค่าคำร้องให้เป็นพับ มีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีคำสั่งไปโดยผิดหลง แล้วมีคำสั่งใหม่ว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายจึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด และมีคำสั่งในคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยผิดหลง แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 1 คำร้องขอทุเลาการบังคับจึงตกไปในตัว

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นการยื่นเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ขอขยายครั้งแรกแล้ว ศาลจะขยายกำหนดระยะเวลาให้ได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยเท่านั้น ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 1 หาเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาให้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 8 มีนาคม 2543 และคำสั่งเดิมที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ซึ่งสั่งไปโดยผิดหลงแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาโดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1ก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นและนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ตามแต่เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ดังกล่าวในกรณีเช่นนี้ด้วย แต่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงไม่เป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 และยกฎีกาจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปิลันธน์ จิตรธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2544
#36499
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังคำเบิกความของ จ. และ ว. ประจักษ์พยานโจทก์ว่ามีข้อพิรุธหรือไม่น่าเชื่อถืออย่างไรแต่การที่จำเลยอุทธรณ์โดยกล่าวว่าการที่ ป. ได้โยนถาดทองเหลืองออกมาจากกุฏิของผู้เสียหายเพื่อให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความเกรงกลัว และเพื่อที่จะเปิดทางหลบหนีไป ทั้งเมื่อ ป. หลบหนีไปก็มิได้มาเอา ถาดทองเหลืองนั้นไปด้วย ป. มิได้มีเจตนายึดถือเอาถาดทองเหลือง เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ป. จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ทำให้จำเลยซึ่งร่วมไปกับ ป. ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ไปด้วยนั้น ย่อมเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่ง นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์ ในข้อนี้ได้ หาใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นแต่ประการใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 334, 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334, 335(1)(2) วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 335(1)(3)(4)(7)(8) วรรคสอง),83 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า อุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยมิได้แสดงข้อโต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัดเจนว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใดย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193วรรคสอง และคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ โดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังคำเบิกความของนายจารึกเวชพันธ์ และนายวัลลภ จึงลี้ ประจักษ์พยานโจทก์ว่ามีข้อพิรุธหรือไม่น่าเชื่อถืออย่างไร แต่การที่จำเลยอุทธรณ์โดยกล่าวว่าการที่นายประจวบได้โยนถาดทองเหลืองออกมาจากกุฏิของผู้เสียหายเพื่อให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความเกรงกลัว และเพื่อที่จะเปิดทางหลบหนีไปทั้งเมื่อนายประจวบหลบหนีไปก็มิได้มาเอาถาดทองเหลืองนั้นไปด้วย นายประจวบมิได้มีเจตนายึดถือเอาถาดทองเหลืองเป็นของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต นายประจวบจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ทำให้จำเลยซึ่งร่วมไปกับนายประจวบไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ไปด้วยนั้น ย่อมเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แม้จำเลยให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์ในข้อนี้ได้ หาใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย พิรุณหรืออรุณหรือแดง เจริญ
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2544
#36418
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่ว่าเพื่อเสียค่าธรรมเนียมศาลหรืออุทธรณ์ฎีกา ต้องคำนวณตามราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ตามความเป็นจริง

ตามคำฟ้อง คำให้การและแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของที่พิพาทระบุเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ในการเสียค่าขึ้นศาลคู่ความ ได้ คิดราคาที่ดินโดยคำนวณตามเนื้อที่ประมาณ 51,000 บาท เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดได้เนื้อที่ชัดเจนว่า 1 ไร่ 1 งาน73 ตารางวา จึงถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันคือราคาที่ดินที่มีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา การที่จำเลยกำหนดราคาที่ดิน 2 ไร่ เป็นเงิน 51,000 บาท จึงมีราคาไร่ละ 25,500 บาทราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงคือ 36,528.75 บาท จึงต้องถือว่าราคาทรัพย์สิน หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ในชั้นฎีกาจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 162 ได้รับมรดกจากนางสี บุตรจันทร์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2510 โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของที่ดิน หลังจากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปปักเสารั้วลวดหนามทางทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ และเข้าทำประโยชน์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ได้ หากโจทก์นำไปให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 บาท ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 162ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ10 ไร่ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 1,000 บาทนับตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินประมาณ 2 ไร่ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกนั้น เป็นของจำเลยทั้งสองที่ได้รับมาจากนายทูล กตัญญู เมื่อปี 2504 และได้ครอบครองทำประโยชน์โดยล้อมรั้วทั้ง 4 ด้าน ปลูกกระท่อมอยู่อาศัย 1 หลัง การครอบครองของจำเลยทั้งสองเป็นการครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาตั้งแต่ปี 2504 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่า 34 ปี โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน เมื่อปี 2538 นายสุภี ศรีสุขบุตรโจทก์เข้าไปตัดต้นไม้ที่จำเลยทั้งสองปลูกไว้ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ซึ่งบุตรโจทก์ยอมรับต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าได้บุกรุกที่ดินของจำเลยทั้งสองและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้2,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า ที่ดินมุมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเอกสารท้ายคำฟ้องโจทก์หมายเลข 1(ที่ดินแปลง ส.ค.1 เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบจังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่) เป็นของจำเลยทั้งสอง ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งขาดอายุความเพราะโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ28 ปีแล้ว จำเลยทั้งสองเพิ่งฟ้องแย้งโจทก์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2538 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นายอำคา อุปมาบุตรของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบจังหวัดอุบลราชธานี เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องแย้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองคืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ 2 ไร่ จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยบุกรุกนั้น เป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบจังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่ 2 ไร่ เป็นของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองรับว่าที่ดินพิพาทมีราคาไร่ละประมาณ 25,000 บาท โดยคู่ความตกลงกันกำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 51,000 บาท และต่างก็เสียค่าธรรมเนียมศาลฝ่ายละ 1,275 บาท คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันราคา 51,000 บาทย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเอาเนื้อที่ดินพิพาทตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่เศษ และเห็นว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่จำเลยทั้งสองก็ให้การว่าที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นที่ดินของจำเลยตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ดังกล่าวก็ระบุว่ารูปที่ดินโดยประมาณมีเนื้อที่ 2 ไร่ เพราะการแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อกำนันผู้ปกครองท้องที่ว่าผู้แจ้งได้ครอบครองที่ดินมีเนื้อที่เท่าใด โดยไม่ได้มีการรังวัดสอบเขตว่าตามความจริงที่ดินที่ได้แจ้งการครอบครองนั้นมีเนื้อที่จำนวนเท่าใดแน่ จึงเป็นการประมาณเอาเท่านั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 กันยายน 2538 ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเห็นชอบในการที่ศาลชั้นต้นให้เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินส่วนที่พิพาทกัน เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดแล้วก็ได้ทำแผนที่พิพาทขึ้นตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างก็ยอมรับว่าแผนที่พิพาทดังกล่าวถูกต้องตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 ธันวาคม 2538 และเอกสารหมาย จ.ล.1/5 จ.ล.1/6 ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ระบุว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ดินที่พิพาทกันมีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 15 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกและจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นของจำเลยทั้งสองมีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา การคำนวณราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่ว่าเพื่อเสียค่าธรรมเนียมศาลหรืออุทธรณ์ฎีกาต้องคำนวณตามราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ตามความเป็นจริง สำหรับคดีนี้ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าทั้งตามคำฟ้อง คำให้การและเนื้อที่ที่ระบุไว้ในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 15 ฯลฯ ที่ว่ามีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นเรื่องของการประมาณโดยในการเสียค่าขึ้นศาลคู่ความได้คิดราคาที่ดินโดยคำนวณตามเนื้อที่เห็นได้จากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยระบุว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ มีราคาประมาณ51,000 บาท และเมื่อโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งก็คำนวณราคาที่ดินมาเป็นไร่ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดได้เนื้อที่ชัดเจนว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 73 ไร่ตารางวา ก็ต้องถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้คือราคาที่ดินที่มีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา การที่จำเลยทั้งสองกำหนดราคาที่ดิน 2 ไร่ มาเป็นเงิน 51,000 บาท ที่ดินพิพาทจึงมีราคาไร่ละ 25,500 บาท ราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงคือ 36,528.75 บาท ก็ต้องถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นจำนวน 36,528.75 บาทซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 912.50 บาท แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นฝ่ายละจำนวน 1,275 บาท และในชั้นฎีกาจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 1,275 บาท เช่นกัน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์และจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 2,500 บาท ก็เกินอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้ในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่ายละจำนวน 362.50 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวน 1,075 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ 1,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 224 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทอง ศรีสุข
จำเลย — นาง เหลี่ยม อุปมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2544
#69170
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่ว่าเพื่อเสียค่าธรรมเนียมศาลหรืออุทธรณ์ฎีกา ต้องคำนวณตามราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ตามความเป็นจริง

ตามคำฟ้อง คำให้การ และแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของที่พิพาทระบุเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ในการเสียค่าขึ้นศาลคู่ความได้คิดราคาที่ดินโดยคำนวณตามเนื้อที่ประมาณ 51,000 บาท เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัด ที่ดินพิพาทได้เนื้อที่ชัดเจนว่า 1 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา จึงถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันคือราคาที่ดินที่มีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา การที่จำเลยกำหนดราคาที่ดิน 2 ไร่ เป็นเงิน 51,000 บาท จึงมีราคาไร่ละ 25,500 บาท ราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงคือ 36,528.75 บาท ต้องถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ในชั้นฎีกาจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ ๑๖๒ ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ ๑,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า ที่ดินมุมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองเพิ่งเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ๒๕๓๘ ก่อนหน้านี้โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์โดยตลอด เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๑ ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฟ้องแย้งขาดอายุความเพราะโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ ๒๘ ปีแล้ว จำเลยทั้งสองเพิ่งฟ้องแย้งโจทก์เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม นายอำคา อุปมา บุตรของจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องและยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ ๒ ไร่ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยบุกรุกนั้นเป็นของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองรับว่าที่ดินพิพาทมีราคาไร่ละประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท โดยคู่ความตกลงกันกำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาท และต่างก็เสียค่าธรรมเนียมศาลฝ่ายละ ๑,๒๗๕ บาท คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันราคา ๕๑,๐๐๐ บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กำหนดเอาเนื้อที่ดินพิพาทตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดว่ามีเนื้อที่ ๑ ไร่เศษ และเห็นว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ จำเลยทั้งสองก็ให้การว่า ที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นที่ดินของจำเลยตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๕ หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังกล่าวก็ระบุว่ารูปที่ดินโดยประมาณมีเนื้อที่ ๒ ไร่ เพราะการแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อกำนันผู้ปกครองท้องที่ว่าผู้แจ้งได้ครอบครองที่ดินมีเนื้อที่เท่าใด โดยไม่ได้มีการรังวัดสอบเขตว่าตามความจริง ที่ดินที่ได้แจ้งการครอบครองนั้นมีเนื้อที่จำนวนเท่าใดแน่ จึงเป็นการประมาณเอาเท่านั้น โจทก์และจำเลยทั้งสองเห็นชอบในการที่ศาลชั้นต้นให้เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินส่วนที่พิพาทกัน เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดแล้ว ก็ได้ทำแผนที่พิพาทขึ้น ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างก็ยอมรับว่าแผนที่พิพาทดังกล่าวถูกต้อง ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกและจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นของจำเลยทั้งสอง มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๗๓ ตารางวา การคำนวณราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่ว่าเพื่อเสียค่าธรรมเนียมศาลหรืออุทธรณ์ฎีกาต้องคำนวณตามราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ตามความเป็นจริง สำหรับคดีนี้ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าทั้งตามคำฟ้อง คำให้การและเนื้อที่ที่ระบุไว้ในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๕ ฯลฯ ที่ว่ามีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ เป็นเรื่องของการประมาณ โดยในการเสียค่าขึ้นศาลคู่ความได้คิดราคาที่ดินโดยคำนวณตามเนื้อที่ เห็นได้จากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยระบุว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ มีราคาประมาณ ๕๑,๐๐๐ บาท และเมื่อโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งก็คำนวณราคาที่ดินมาเป็นไร่ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดได้เนื้อที่ชัดเจนว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๗๓ ตารางวา ก็ต้องถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้คือราคาที่ดินที่มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๗๓ ตารางวา การที่จำเลยทั้งสองกำหนดราคาที่ดิน ๒ ไร่ มาเป็นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาท ที่ดินพิพาทจึงมีราคาไร่ละ ๒๕,๕๐๐ บาท ราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงคือ ๓๖,๕๒๘.๗๕ บาท ก็ต้องถือว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่ายละจำนวน ๓๖๒.๕๐ บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวน ๑,๐๗๕ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ๑,๕๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 224 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทอง ศรีสุข
จำเลย — นางเหลี่ยม อุปมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวิวุฒิ มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2544
#35068
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่ามีที่อยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชน แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่ศาลไปส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์ หมายนัดฟังคำพิพากษา และอื่น ๆให้แก่จำเลยที่บ้านในจังหวัดเพชรบูรณ์ ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่าคนข้างบ้าน บุตรสาว และคนในบ้านของจำเลยแจ้งว่าจำเลยไปธุระต่างจังหวัดบ้าง ไปธุระนอกบ้านบ้างทุกครั้งแสดงว่าจำเลยอยู่ที่บ้านที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์นั้นถูกรื้อไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยเองว่า จำเลยอาศัยอยู่ที่บ้านของพี่สาวเมื่อเดินทางไปที่จังหวัดนครสวรรค์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมีถิ่นที่อยู่สองแห่ง คือที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถือว่าทั้งสองแห่งนั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ฉะนั้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน1,144,068.15 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 886,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 350หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์) ไม่ได้ เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกไปยังบ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเคยรับเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยจากโจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ไว้หลังจากจำเลยทั้งสองเก็บเกี่ยวผลผลิตโจทก์ก็มารับซื้อและหักหนี้กันไม่มีหนี้ค้างชำระต่อกันอีก หนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เพราะลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ต้องเขียน "ประสิทธิ์" ไม่ใช่ "สิทธิ์" ดังในหนังสือรับสภาพหนี้และจำเลยที่ 2 ไม่เคยพิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน956,069 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน886,440 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่าคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน956,069 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน886,440 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระแทนจนครบนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้น(ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์) ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นคำให้การว่า จำเลยทั้งสองอยู่ที่บ้านเลขที่ 350 หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย ล.1ถึง ล.3 นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังเบิกความด้วยว่าต่อมาบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อไปประมาณ 3 ปี แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไปอยู่กับพี่สาวที่บ้านเลขที่ 353หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อรื้อบ้านแล้วได้ไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านเลขที่ 94หมู่ 7 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ กับบ้านพี่สาวที่จังหวัดนครสวรรค์และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองเบิกความว่าบ้านเลขที่ 350 หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ถูกรื้อไป 20 ปี แล้วและยังไม่ได้สร้างใหม่ เห็นว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ศาลไปส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์ หมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หมายนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่า คนข้างบ้าน บุตรสาวและคนในบ้านของจำเลยทั้งสองบอกว่าจำเลยทั้งสองไปธุระต่างจังหวัดบ้าง ไปธุระนอกบ้านบ้างทุกครั้งแสดงว่าจำเลยทั้งสองอยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับบ้านเลขที่ 350 หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโกจังหวัดนครสวรรค์ ถูกรื้อไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ไม่มีบ้านหลังนี้เป็นสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญของจำเลยทั้งสองอีกต่อไปแล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ทั้งในชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นคำให้การและในชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ที่บ้านพี่สาวเมื่อเดินทางมาที่ตำบลทำนบอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีถิ่นที่อยู่สองแห่งคือที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งถือว่าทั้งสองแห่งนั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ฉะนั้นที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้น(ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์) จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่าหนังสือรับสภาพหนี้และหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายดาบตำรวจสุทธี หอมชาติเบิกความว่า หลังจากตกลงยอดหนี้กันแล้วนายดาบตำรวจสุทธีจึงได้กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 นายดาบตำรวจสุทธีเบิกความด้วยว่าเมื่อกรอกข้อความในเอกสารหมาย จ.4 เสร็จได้อ่านให้จำเลยที่ 1 ฟัง และจำเลยที่ 1 ได้นำไปอ่านเองด้วยเสร็จแล้วจำเลยที่ 1จึงลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 2 ได้พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้ค้ำประกันด้านหลังเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก โจทก์เคยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 เรื่องเงินมาหลายครั้งไม่เชื่อว่าโจทก์จะทำเอกสารหมาย จ.4 ขึ้นไม่ตรงตามความจริงนายดาบตำรวจสุทธีเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งถูกผู้บังคับบัญชาส่งไปคุ้มครองโจทก์ ไม่มีส่วนได้เสียในคดีและเป็นผู้รู้เห็นในการที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหมาย จ.4 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เชื่อว่าพยานปากนี้เบิกความไปตามความจริง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สัญญากู้เอกสารหมาย จ.5 โจทก์อ้างว่าเป็นสัญญากู้ที่จำเลยที่ 1กู้เงินจากโจทก์ ซึ่งในช่องผู้กู้ลงลายมือชื่อว่า "สิทธิ์ พรมมา" จำเลยที่ 1ไม่ได้นำพยานเข้านำสืบหักล้างว่าในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1จึงฟังได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในเอกสารหมาย จ.5 เป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งลงไว้ว่า "สิทธิ์ พรมมา" และเขียนไว้ในวงเล็บใต้ลายมือชื่อว่า "(สิทธิ์ พรมมา)" แล้วเห็นว่าในส่วนของลายมือชื่อมีลักษณะและลีลาการเขียนคล้ายกัน และการสะกดตัวอักษรก็ปรากฏว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5 สะกดตรงกับชื่อในวงเล็บของเอกสารหมาย จ.4จึงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ส่วนลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 2 ด้านหลังเอกสารหมาย จ.4 จำเลยทั้งสองก็นำสืบลอย ๆ ว่าไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1รู้จักกันมาแต่เด็ก โจทก์จะรู้จักจำเลยที่ 1 ในนามว่าประสิทธิ์หรือสิทธิ์หรือสิทธ์และการที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 ว่าสิทธ์ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญให้ฟังได้ถึงขนาดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1และการที่โจทก์ไม่ส่งเอกสารหมาย จ.4 ไปตรวจพิสูจน์ก็เป็นสิทธิของโจทก์ไม่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารที่แท้จริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจริญชัย ส่งวัฒนา
จำเลย — นาย ประสิทธิ์หรือสิทธิ์หรือสิทธิ พรหมมาหรือพรมมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2544
#35067
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่และผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางเดินเข้าออกโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภารจำยอมเกินกว่าสิบปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมของโจทก์ทั้งสี่ ส่วนที่จำเลยเคยฟ้อง ส. ซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ให้รื้อถอนสะพานไม้บนที่ดินพิพาทและศาลพิพากษาให้ ส. รื้อสะพานออกไปและห้ามเกี่ยวข้อง ย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันระหว่างจำเลยและบริวารกับ ส. และมีผลบังคับให้ ส. ต้องรื้อสะพานและห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องในการก่อสร้างสิ่งใด ๆ ขึ้นอีกเท่านั้น หาได้ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นพี่สาวโจทก์ที่ 2 โดยเป็นบุตรของนายไสวกับนางเกิด บุญประเสริฐ โจทก์ที่ 3 เป็นหลานของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ส่วนโจทก์ที่ 4 เป็นบุตรเขยของโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์แปลงหนึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 7ตำบลลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ประมาณ1 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือติดทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 3 เมตรถัดจากทางสาธารณประโยชน์ขึ้นไปเป็นที่ดินของนางวิไล ฉิมมี ทิศใต้ติดคลองบ่อตาโล่ ทิศตะวันออกติดที่ดินจำเลย ทิศตะวันตกติดที่ดินนางสาววรรณภา จันทร์สุคนธ์ ทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือดังกล่าวมีมาประมาณ 90 ปีแล้ว ประชาชนภายในหมู่บ้านใช้สัญจรไปมา ทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ทางเดินสาธารณะในหมู่บ้านอีกเส้นหนึ่งมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้นและเมื่อถึงฤดูน้ำท่วมก็ใช้เรือสัญจรไปตามเส้นทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสี่และบริวารรวมทั้งประชาชนในหมู่บ้านใช้ทางดังกล่าวมาประมาณ 70 ปี โดยไม่ได้ขออนุญาตจากจำเลยหรือผู้ใดทางดังกล่าวจึงตกเป็นทางสาธารณประโยชน์และทางภารจำยอม เมื่อวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยได้นำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสาขาวังน้อย มารังวัดออกโฉนดที่ดินโดยจำเลยนำรังวัดเอาทางพิพาทดังกล่าวไปออกโฉนดเป็นของจำเลยด้วย โจทก์ทั้งสี่ได้ไปคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถรังวัดออกโฉนดให้แก่จำเลยได้ หลังจากนั้นประมาณ 7 วันจำเลยได้นำเสาปูนไปปักดินกั้นทางพิพาท จำนวน 5 ต้น ตรงบริเวณทางพิพาท ส่วนที่อยู่สุดที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยและได้ใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อขนดินมาถมปิดทางพิพาทตรงปากทางที่เชื่อมติดกับถนนสาธารณะ เป็นความยาวประมาณ 3 วา สูงจากพื้นทางพิพาทเดิมประมาณ 1 วา ทำให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารไม่สามารถใช้รถจักรยานยนต์และเดินสัญจรไปมาได้สะดวกการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้เส้นทางพิพาทได้ตามปกติขอให้พิพากษาว่าทางตามเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้องกว้างประมาณ3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้น เป็นทางสาธารณประโยชน์และทางภารจำยอมให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์และทางภารจำยอม หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนให้จำเลยรื้อถอนเสาปูนที่ปักปิดกั้นทางพิพาทออกไปให้พ้นทางดังกล่าวและให้จำเลยปรับสภาพทางที่จำเลยถมดินปิดทางให้อยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งสี่และบริวารสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวและขัดขวางในการที่โจทก์ทั้งสี่และบริวารใช้เส้นทางพิพาท

จำเลยให้การว่า รูปแผนที่ตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินซึ่งมีใบเหยียบย่ำ เดิมจำเลยให้โจทก์ทั้งสี่และบุคคลอื่นอาศัยผ่านที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะในหมู่บ้าน มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดินของจำเลย ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์หรือทางภารจำยอมการที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน โดยวัดเอาทางดังกล่าวด้วยนั้นก็เพราะเป็นที่ของจำเลย การที่จำเลยเอาเสาปูนหรือเอาดินมาถมทางเป็นการกระทำในที่ดินของจำเลยเองไม่ทำให้โจทก์ทั้งสี่และบุคคลอื่นเดือดร้อน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นายอานนท์ ไวยชิตาทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้นตามเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.7 เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทและทำทางพิพาทให้กลับสู่สภาพที่โจทก์ทั้งสี่และบริวารสามารถใช้ทางได้ตามปกติ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวขัดขวางมิให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารใช้ทางพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม เด็กชายทศพล หาพิกุลทายาทของโจทก์ที่ 4 โดยนางสุภาภรณ์ มารุเกล้า มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ทิศเหนือติดกับทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 3 เมตร และทิศตะวันออกติดกับที่ดินของจำเลย โจทก์ทั้งสี่อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โดยมีบ้านปลูกอยู่อาศัยบนที่ดินรวม 6 หลัง มีผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ประมาณ30 คน โจทก์ทั้งสี่และผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาททางด้านทิศเหนือของที่ดินเดินผ่านที่ดินของจำเลยกว้างประมาณ3 เมตร ยาวประมาณ 1 เส้น ออกสู่ถนนสาธารณะซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2538นายอานนท์ ไวยชิตา หลานของจำเลยซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินของจำเลยได้นำดินไปถมปิดทางพิพาท และนำถังเหล็กขนาดใหญ่มาวางในทางพิพาททั้งได้นำเสาปูนจำนวน 5 ต้น มาปักในตอนต้นทางของทางพิพาท กีดขวางการใช้ทางพิพาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 4 นายสมทบ ไวกยี นายชั้น อินทร์พร นางวิไล ฉิมมี และนางเฉลียว ม่วงอันมาเบิกความเป็นพยานสอดคล้องตรงกันว่า โจทก์ทั้งสี่และบุคคลที่อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะโดยไม่ต้องขออนุญาตจากจำเลยและจำเลยไม่เคยหวงห้ามมานานหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะนายสมทบเคยเป็นกำนันตำบลบ่อตาโล่ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับตำบลลำตาเสาซึ่งทางพิพาทตั้งอยู่ และรู้จักคุ้นเคยกับนายไสวเจ้าของที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เดิม นางวิไลเป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินจำเลย นายชั้นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลลำตาเสา ซึ่งเป็นท้องที่ที่ทางพิพาทตั้งอยู่ และนางเฉลียวซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ศาลผู้ติดตามผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไปเดินเผชิญสืบ นับว่าเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ทั้งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของบุคคลดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง นายผล ชูกลิ่น สามีนางฉลวย ชูกลิ่นบุตรของจำเลยซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานจำเลยก็เบิกความรับว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเดิน โดยจำเลยไม่เคยห้ามปรามและผู้มีบ้านใกล้เคียงกับทางพิพาทก็จะใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกโดยไม่มีการหวงห้ามไม่ให้เดินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการเจือสมพยานโจทก์ ทั้งทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยได้เคยแสดงพฤติการณ์อย่างใด ๆอันเป็นการสงวนสิทธิในการใช้ทางพิพาทในที่ดินของตนแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าเมื่อประมาณ ปี 2533 นายสวัสดิ์ซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เคยขออนุญาตจำเลยสร้างสะพานไม้บนที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกเนื่องในงานอุปสมบทบุตรของนายสวัสดิ์ เสร็จงานแล้วไม่รื้อถอนสะพานไม้ จำเลยได้ฟ้องนายสวัสดิ์ให้รื้อสะพาน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้นายสวัสดิ์รื้อสะพานออกไปจากที่ดินของจำเลยและห้ามนายสวัสดิ์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของจำเลยนั้นเห็นว่า คดีที่จำเลยอ้างถึงเป็นคดีพิพาทระหว่างจำเลยและนายสวัสดิ์เมื่อศาลพิพากษาให้นายสวัสดิ์รื้อสะพานออกไปและห้ามเกี่ยวข้องย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันระหว่างจำเลยและบริวารกับนายสวัสดิ์ และมีผลบังคับให้นายสวัสดิ์ต้องรื้อสะพาน และห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องในการก่อสร้างสิ่งใด ๆ ขึ้นอีกเท่านั้น หาได้ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสี่และผู้อยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางเดินเข้าออกโดยสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภารจำยอมเกินกว่าสิบปีแล้ว ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ใจ จันทร์สุคนธ์ หรือจันทร์สุคนท์ กับพวก
จำเลย — นาง จู ไวยชิตา โดยนาย อานนท์ ไวยชิตา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2544
#35066
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์และใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นเอกสารคนละประเภทกัน การใช้และอ้างซึ่งเอกสารดังกล่าวต่างมีเจตนาก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันกล่าวคือ การใช้หรืออ้างแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมนั้นเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยขับเสียภาษีถูกต้อง ส่วนการใช้หรืออ้างใบอนุญาตขับรถยนต์ปลอมก็เพื่อให้เจ้าพนักงานเห็นว่าจำเลยมีความสามารถขับรถยนต์ได้ซึ่งทางราชการได้ออกใบอนุญาตให้แก่จำเลยแล้ว แม้จำเลยใช้เอกสารดังกล่าวพร้อมกันในวันเดียวกันก็ตามการกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดคนละกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

การที่จำเลยปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์แล้วนำไปติดไว้ที่รถยนต์คันเกิดเหตุนั้น เป็นการกระทำที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานและยังเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีรถยนต์ให้แก่รัฐ นอกจากนี้จำเลยยังปลอมใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลยหลังจากจำเลยขับรถไปเฉี่ยวชนรถยนต์ของผู้อื่นแล้วหลบหนีเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าจำเลยเป็นบุคคลอื่น และจำเลยมีความสามารถขับรถยนต์ได้ซึ่งทางราชการได้ออกใบอนุญาตให้ นับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และส่อแสดงถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของจำเลยที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง สมควรลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268, 91, 33 และริบแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมและใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพปลอมของกลาง กับคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 0335 อุทัยธานีของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก ฐานปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์และปลอมใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นความผิดคนละกรรม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารนั้น ๆ ปลอมเป็นรายกระทงไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง ฐานใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม จำคุก 3 ปี ฐานใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ปลอม จำคุก 3 ปี รวมจำคุก6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีริบแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2542 และใบอนุญาตขับรถยนต์ปลอมของกลาง คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 0335อุทัยธานี ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทง กระทงละ 2 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่าความผิดฐานปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์และความผิดฐานปลอมใบอนุญาตขับรถยนต์เพิ่งปรากฏในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบ และจำเลยใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์และใบอนุญาตขับรถยนต์ปลอมพร้อมกันในวันเดียวกัน ศาลต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมกระทงเดียวที่ศาลลงโทษจำเลยแยกกระทงจึงเป็นการมิชอบนั้นเห็นว่า แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์และใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นเอกสารคนละประเภทกันโดยเจตนาของการปลอมการใช้และอ้างซึ่งเอกสารดังกล่าวจึงมีเจตนาก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันกล่าวคือ การใช้หรืออ้างแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมนั้นเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยขับเสียภาษีถูกต้อง ส่วนการใช้หรืออ้างใบอนุญาตขับรถยนต์ปลอมก็เพื่อให้เจ้าพนักงานเห็นว่าจำเลยมีความสามารถขับรถยนต์ได้ ซึ่งทางราชการได้ออกใบอนุญาตให้แก่จำเลยแล้ว แม้จำเลยใช้เอกสารดังกล่าวพร้อมกันในวันเดียวกันก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดคนละกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์แล้วนำไปติดไว้ที่รถยนต์คันเกิดเหตุนั้น นับเป็นการกระทำที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน และยังเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีรถยนต์ให้แก่รัฐตามกฎหมายอีกด้วย นอกจากนี้จำเลยยังปลอมใบอนุญาตขับรถยนต์ของผู้อื่นแล้วนำไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ขอตรวจสอบใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย หลังจากจำเลยขับรถไปเฉี่ยวชนรถยนต์ของผู้อื่นแล้วหลบหนี เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าจำเลยเป็นบุคคลอื่น และจำเลยมีความสามารถขับรถยนต์ได้ซึ่งทางราชการได้ออกใบอนุญาตให้แก่จำเลยแล้ว นับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และส่อแสดงถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของจำเลยที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ที่แท้จริง พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลย สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ อีกทั้งการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้มีระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ให้จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปีศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลยเพียงกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ปรีชา เกตุศรี
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 312/2544
#36498
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่พิพาทกันในเขตปกครองท้องที่ ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่ดินที่พิพาทกัน ณ เขตรับผิดชอบอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหาย ไปร่วมรังวัดที่ดินดังกล่าว โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินไปร่วมรังวัดที่ดินด้วยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าว ในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

การที่ศาลชั้นต้นฟังว่า ผู้เสียหายไปทำการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานและจำเลยกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหายเพราะได้กระทำการตามหน้าที่พิพากษาลงโทษจำเลย เป็นการพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่มิได้ กล่าวในฟ้อง ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบแม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า การที่ผู้เสียหายไปรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่งนั้น ไม่ใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457มาตรา 10,27 และพิพากษายกฟ้องก็ไม่ถือว่า ปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายไปเป็นพยานในการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่งเป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านในฐานะเจ้าพนักงานนั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2541 นายไสว หาญสมุทรผู้เสียหาย ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านแก้งอุดม หมู่ที่ 13 ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริกจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่พิพาทกันในเขตปกครองท้องที่หมู่บ้านแก้งอุดมได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่ดินที่พิพาทกัน ณ เขตรับผิดชอบระหว่างนางถ่อน ละสิทธิ์ มารดาสามีของจำเลยกับนายสอนละสิทธิ์ และนายม้วน บุญกว้าง สามีและบิดาของจำเลยตามลำดับอันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2541เวลากลางวัน จำเลยกล่าวดูหมิ่นผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ดังกล่าวแล้วว่า "ผู้ใหญ่บ้านไม่ยุติธรรมผู้ใหญ่บ้านหมาพาชาวบ้านไปวัดเอาที่นาของพ่อข่อย" คำว่า "พ่อข่อย"หมายถึง "พ่อของจำเลย" เหตุเกิดที่ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริกจังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมงภายในเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ในชั้นนี้ว่า นายไสว หาญสมุทร ผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านแก้งอุดม ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี เดิมนางถ่อน ละสิทธิ์ ได้ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ ให้แก่นายสอน ละสิทธิ์ ผู้เป็นบุตรและเป็นสามีจำเลย นายสอนได้นำที่ดินดังกล่าวไปขายให้แก่นายม้วนบุญกว้าง บิดาของจำเลย นางถ่อนได้มาปรึกษาผู้เสียหายเพื่อจะให้กันส่วนที่ดินที่ยกให้แก่นายสอนออกจากที่ดินทั้งหมดจำนวน 60 ไร่ของนางถ่อน ต่อมาประมาณกลางเดือนเมษายน 2541 ผู้เสียหายกับนางถ่อนและพวกไปรังวัดที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมดำเนินการด้วย วันที่ 30 เมษายน 2541 เวลาประมาณ 8 นาฬิกาผู้เสียหายพบกับจำเลย จำเลยได้กล่าวถ้อยคำต่อผู้เสียหายว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ยุติธรรม

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายไปเป็นพยานคนกลางในการรังวัดที่ดินในคดีนี้ เป็นการกระทำในฐานะผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทระหว่างราษฎรในหมู่บ้านอันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง จึงเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่พิพาทกันในเขตปกครองท้องที่หมู่บ้านแก้งอุดม ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่ดินที่พิพาทกัน ณ เขตรับผิดชอบระหว่างนางถ่อนละสิทธิ์ นายสอน ละสิทธิ์ และนายม้วน บุญกว้าง อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า การที่ผู้เสียหายไปร่วมรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อการระงับข้อพิพาทระหว่างนางถ่อน นายสอน และนายม้วน โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินไปร่วมรังวัดที่ดินด้วย เห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าการที่ผู้เสียหายไปทำการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานและฟังว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหายเพราะได้กระทำการตามหน้าที่พิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงส่วนที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยโดยเห็นว่าการที่ผู้เสียหายไปรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่งนั้นไม่ใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 10, 27และพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่ถือว่า ปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายไปเป็นพยานในการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่งเป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านในฐานะเจ้าพนักงานนั้นเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นาง ลอน ละสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 312/2544
#69169
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่พิพาทกันในเขตปกครองท้องที่ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่ดินที่พิพาทกัน ณ เขตรับผิดชอบ อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 136 แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหายไปร่วมรังวัดที่ดินดังกล่าว โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินไปร่วมรังวัดที่ดินด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

การที่ศาลชั้นต้นฟังว่า ผู้เสียหายไปทำการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาท เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานและจำเลยกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหายเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นการพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบแม้ศาลอุทธรณ์ จะรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า การที่ผู้เสียหายไปรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่ง ไม่ใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 10, 27 และพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่ถือว่า ปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายไปเป็นพยานในการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎร ในทางแพ่งเป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านในฐานะเจ้าพนักงาน เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ ลงโทษจำคุก ๒ เดือน ปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๑ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ต่อครั้ง ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมงภายในเวลา ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายไปเป็นพยานคนกลางในการรังวัดที่ดินในคดีนี้ เป็นการกระทำในฐานะผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทระหว่างราษฎรในหมู่บ้าน อันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง จึงเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่พิพาทกันในเขตปกครองท้องที่หมู่บ้านแก้งอุดม ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินทำการชี้เขตรังวัดที่ดินที่พิพาทกัน ณ เขตรับผิดชอบระหว่างนางถ่อน ละสิทธิ์ นายสอน ละสิทธิ์ และนายม้วน บุญกว้าง อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า การที่ผู้เสียหายไปร่วมรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อการระงับข้อพิพาทระหว่างนางถ่อน นายสอน และนายม้วน โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินไปร่วมรังวัดที่ดินด้วย เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นฟังว่า การที่ผู้เสียหายไปทำการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาท เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานและฟังว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นผู้เสียหายเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ พิพากษาลงโทษจำเลย จึงเป็นการพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงส่วนที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จะรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า การที่ผู้เสียหายไปรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่งนั้น ไม่ใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๑๐, ๒๗ และพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่ถือว่า ปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายไปเป็นพยานในการรังวัดที่ดินเพื่อระงับข้อพิพาทของราษฎรในทางแพ่งเป็นการปฏบัติการตามอำนาจหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านในฐานะเจ้าพนักงานนั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นางลอน ละสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 310/2544
#40498
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมจำเลยฟ้องโจทก์เรียกค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ข้อเท็จจริงยุติฟังไม่ได้ว่าจำเลยแอบอ้างชื่อ ก. สั่งซื้อและรับสินค้าจากโจทก์โดยไม่ชำระราคา และการที่จำเลยแต่งตั้งสมาชิกชื่อ ร. อาจเป็นเรื่องที่จำเลยสำคัญตัวบุคคลผิด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาหรือจงใจทำให้โจทก์เสียหายยกฟ้องแย้ง คดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุการแต่งตั้งสมาชิกทั้งสองรายโดยไม่มีตัวตนอยู่จริงเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการประจำเขต 523 (สระบุรี) และ 527 (นครปฐม) ตามลำดับ โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน2540 และเลิกจ้างจำเลยที่ 2 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 เพราะจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในการแต่งตั้งสมาชิกให้โจทก์ไม่ถูกต้องและไม่สุจริตโดยประมาทเลินเล่อ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งสมาชิกชื่อกรุณาภรณ์ จันทร์ไม้งาม ที่อยู่เลขที่ 120/16 การเคหะทุ่งสองห้อง แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ที่อยู่สำหรับส่งของเลขที่ 33/75หมู่บ้านประเสริฐสุข ตำบลดาวเรือง อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นบ้านจำเลยที่ 1 ส่งมาให้โจทก์ โดยจำเลยที่ 1มิได้ตรวจสอบและขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สมัครเป็นสมาชิกตามกฎ ระเบียบ คำสั่ง ของโจทก์ เพียงแต่จดชื่อที่อยู่ตามคำบอกเล่าของผู้สมัครเป็นสมาชิก มีการแอบอ้างนามสมาชิกรายนี้รับมอบสินค้าของโจทก์ไปเป็นเงินทั้งสิ้น 249,708 บาท ชื่อและนามสกุลของสมาชิกรายนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริงทำให้โจทก์ไม่สามารถติดตามค่าสินค้าได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เสียหายเป็นเงิน 249,708 บาท วันที่ 2 พฤษภาคม2540 จำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งสมาชิกชื่อนายโรจนะ โพธิ์จันทร์ ที่อยู่เลขที่ 189/2 หมู่ 4 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐมที่อยู่สำหรับส่งของเลขที่ 116 หมู่ 7 ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยจำเลยที่ 2 มิได้ตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สมัครเป็นสมาชิกว่าถูกต้องตรงกับที่ระบุไว้ในบัตรทะเบียนแต่งตั้งสมาชิกหรือไม่ ตามกฎ ระเบียบคำสั่งของโจทก์ เพียงแต่จดไปตามคำบอกเล่าของผู้สมัครเป็นสมาชิกเท่านั้น มีการแอบอ้างนามสมาชิกรายนี้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์ 3,489 บาท ชื่อและนามสกุลของสมาชิกรายนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริง ทำให้โจทก์ไม่สามารถติดตามค่าสินค้าได้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินค่าสินค้า 3,489 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามและตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก 20,000 บาท รวมเป็นเงิน23,489 บาท จำเลยทั้งสองฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายจากโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541ของศาลแรงงานกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายในการทำละเมิดต่อโจทก์เป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม2541 และทราบว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 249,708 บาท ให้จำเลยที่ 2ชดใช้เงินจำนวน 23,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระก็ให้หักกลบลบหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541 เหลือเงินเท่าใดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ให้โจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ กล่าวคือโจทก์นำข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับที่โจทก์ได้ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541 ของศาลแรงงานกลางซึ่งถึงที่สุดแล้วมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกจำเลยทั้งสองมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์ไม่มีระเบียบข้อบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สมัครเป็นสมาชิก เมื่อโจทก์ตรวจสอบและอนุมัติให้เป็นสมาชิกแล้วจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติขายการส่งสินค้า และหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าให้สมาชิก สมาชิกที่ใช้ชื่อกรุณาภรณ์ จันทร์ไม้งาม มีตัวตนอยู่จริง เคยสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าให้โจทก์มาแล้ว 16 ครั้ง สมาชิกรายนี้ค้างชำระค่าสินค้าตามฟ้องเป็นความบกพร่องของโจทก์ ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงได้ปรากฏชัดแจ้งในการพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541 แล้ว ความเสียหายอันเกิดขึ้นเนื่องจากสมาชิกชื่อนายโรจนะ โพธิ์จันทร์ เป็นการซื้อขายสินค้าระหว่างสมาชิกรายนี้กับโจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยค่าติดตามทวงถามตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก 20,000 บาท มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันทำละเมิดฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541 ของศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยว่าเลิกจ้างจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้กระทำผิด ให้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างค้างจ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ให้การว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายอย่างร้ายแรงเป็นการกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ทุจริตและกระทำความผิดอาญาจงใจให้นายจ้างเสียหาย โจทก์จึงเลิกจ้างจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองว่าในชั้นพิจารณาคดีดังกล่าวของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าโจทก์ตรวจสอบที่อยู่ของสมาชิกชื่อกรุณาภรณ์จันทร์ไม้งาม ทางทะเบียน ณ บ้านเลขที่ 120/16 การเคหะทุ่งสองห้องแขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร (ตามที่จำเลยที่ 1รับไว้จากสมาชิกชื่อกรุณาภรณ์ จันทร์ไม้งาม) ไม่พบชื่อของสมาชิกรายนี้อยู่ในทะเบียน เมื่อนำชื่อและเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของสมาชิกรายนี้ไปตรวจสอบที่สำนักงานทะเบียนกลาง กรมการปกครองก็ไม่ปรากฏชื่อในฐานข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ และพนักงานโจทก์นำชื่อและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของสมาชิกชื่อนายโรจนะโพธิ์จันทร์ ไปขอคัดแบบรายการรับรองทะเบียนราษฎรที่สำนักงานทะเบียนกลาง กรมการปกครองปรากฏว่ามีชื่อนายโรจนะ สุขสมสิน อยู่บ้านเลขที่ 223/4 หมู่ 4 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม (ที่อยู่ตามที่จำเลยที่ 2 รับไว้จากสมาชิกชื่อนายโรจนะโพธิ์จันทร์ เป็นบ้านเลขที่ 189/2 หมู่ 4 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูมจังหวัดนครปฐม) จากข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับกันแสดงว่าสมาชิกชื่อกรุณาภรณ์ จันทร์ไม้งาม และนายโรจนะ โพธิ์จันทร์ไม่มีตัวอยู่ ณ ภูมิลำเนาตามที่จำเลยทั้งสองจดไว้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งสมาชิกชื่อกรุณาภรณ์ จันทร์ไม้งามข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 แอบอ้างชื่อสมาชิก กรุณาภรณ์จันทร์ไม้งาม สั่งซื้อและรับสินค้าจากโจทก์โดยไม่ชำระราคา กรณีจำเลยที่ 2 แต่งตั้งสมาชิกชื่อนายโรจนะ โพธิ์จันทร์ อาจเป็นเรื่องจำเลยที่ 2 สำคัญผิดว่านายโรจนะ โพธิ์จันทร์ ผู้แจ้งวันเดือนปีเกิดและเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนเป็นนายโรจนะ สุขสมสิน ก็เป็นได้ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาหรือจงใจทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่โจทก์ พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 แต่งตั้งสมาชิกชื่อกรุณาภรณ์ จันทร์ไม้งามจำเลยที่ 2 แต่งตั้งสมาชิกชื่อนายโรจนะ โพธิ์จันทร์ โดยสมาชิกทั้งสองรายไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นการประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นการนำข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขแดงที่ 18772-18773/2541 ของศาลแรงงานกลางซึ่งศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องแย้ง คดีถึงที่สุดแล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกโดยคู่ความทั้งสองคดีเป็นคู่ความเดียวกัน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาง กาญจนา ชัชวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2544
#36497
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงิน ยังมิได้ชำระหนี้การที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้แปลงหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงเป็นหนี้ใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาขายลดและในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ ไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมหลายรายจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2532 โดยกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทยจำกัด และโจทก์ วงเงินรวม 148,700,000 บาท เป็นการกู้ยืมเงินจากโจทก์49,350,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์)บวกด้วยร้อยละ 1.50 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือนเริ่มแต่เดือนที่มีการรับเงินตามสัญญา ส่วนเงินต้นกำหนดชำระเป็นรายเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า 1,457,845 บาท ภายในสิ้นเดือนเริ่มแต่เดือนมกราคม2534 จนกว่าจะครบถ้วน แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นถือว่าผิดนัดทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทเงินทุนเรียกเก็บได้ในขณะที่มีการผิดนัด ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์และพวกดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3420, 3421, 3424, 3448, 3869, 4358 และ 4430 ตำบลบางกระเจ้าอำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์กับพวกและจำเลยที่ 1 ได้จำนองเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน(รหัส 32 318 201) 0048 ถึง 0183, (รหัส 33 318 201) 0691 ถึง 0798และ (รหัส 33 323 201) 0014 ถึง 0070 ไว้แก่โจทก์กับพวกด้วย ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วน ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด และโจทก์ในวงเงิน 150,000,000 บาท เป็นการกู้ยืมเงินจากโจทก์ 50,000,000 บาทโดยแยกเป็นวงเงินปกติ 20,000,000 บาท และวงเงินหมุนเวียน30,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกหนี้รายใหญ่ชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์) หรือในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม.แอล.อาร์)หรือในอัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยสูงสุดระหว่างสัปดาห์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดให้กู้ยืมแก่ธนาคารอื่นแล้วแต่อัตราใดสูงกว่าบอกด้วยร้อยละ 1.50 ต่อปีกำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือนเริ่มแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ตามสัญญา ส่วนเงินต้นตกลงชำระเป็นรายเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า1,300,000 บาท ภายในสิ้นเดือน เริ่มแต่เดือนมีนาคม 2535 จนกว่าจะครบถ้วน แต่ไม่เกิน 9 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันทีและจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีหรือในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เรียกเก็บได้ในขณะที่มีการผิดนัด ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์กับพวกดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองลำดับสองที่ดิน7 แปลงเดิมพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด กับจำนองเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 34 318 201)0633 ถึง 0684 และจำนองลำดับสองเครื่องจักรเดิมไว้แก่โจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วนและต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 จำนองลำดับสามที่ดิน7 แปลงเดิมไว้แก่โจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด เพื่อเป็นการเพิ่มเติมหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม และตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นได้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้วงเงินปกติไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2534 เป็นเงิน 5,000,000บาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2534 เป็นเงิน 10,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 10กันยายน 2534 เป็นเงิน 5,000,000 บาท ส่วนเงินกู้วงเงินหมุนเวียน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปเพียง 24,858,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ตามเงื่อนไขการขอรับเงินกู้ส่วนนี้หลายครั้ง จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในเงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกและฉบับที่สองให้แก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2537 แล้ว ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 ส่วนการชำระเงินต้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระให้แก่โจทก์โดยตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกขอเลื่อนกำหนดเวลาชำระไป 2 ครั้งเริ่มแต่เดือนมกราคม 2534 และเดือนกุมภาพันธ์ 2537 สำหรับตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองในส่วนที่เป็นวงเงินปกติขอเลื่อนกำหนดเวลาชำระไป 2 ครั้ง เริ่มแต่เดือนตุลาคม 2535 และเดือนกุมภาพันธ์ 2537แต่ในที่สุดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินต้นแก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2537 เป็นวันครบกำหนดชำระเงินต้นส่วนที่เป็นวงเงินหมุนเวียนจำเลยที่ 1 ก็ผิดนัด โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินต้นและไม่ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 เป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันชำระเงินต้นตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกเป็นเงิน 49,350,000 บาทและสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองวงเงินปกติและวงเงินหมุนเวียน เป็นเงิน44,858,000 บาท รวมเป็นเงินต้น 94,208,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,282,433.28 บาท รวมเป็นเงิน118,490,433.28 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน118,490,433.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของเงินต้น94,208,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน3 ฉบับ เป็นเงิน 24,858,000 บาท จากโจทก์เพราะโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีเป็นเวลา 1 ปีเศษจากเงินต้น 69,350,000 บาทเป็นการแปลงสภาพจากดอกเบี้ยมาเป็นเงินต้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์แล้ว หนี้ที่แท้จริงคงเหลือไม่ถึง 69,350,000 บาท จำเลยที่ 4 ไม่ได้ตกลงกับโจทก์เกี่ยวกับการแก้ไขวงเงินขายลดเช็คทางการค้าเป็นวงเงินขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 24,858,000 บาท จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิด โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกเป็นเงิน 49,350,000 บาท และตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองเป็นเงิน 44,858,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ21 ต่อปีของเงินต้น 94,208,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 กันยายน2538) ให้ไม่เกิน 24,282,433.28 บาท หากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก ให้บังคับจำนองจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3420, 3421,3424, 3448, 3869, 4358 และ 4430 ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอันดับที่ 1และอันดับที่ 3 ในวงเงิน 101,700,000 บาท และ 20,000,000 บาทตามลำดับ และบังคับจำนองจากเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส 32 318 201) 0048-0183 ในวงเงิน 18,000,000บาท และหมายเลขทะเบียน (รหัส 33 318 201) 0691-0766, 0768-0791, 0393-0798 และ (รหัส 33 323 201) 0014-0070 เป็นอันดับที่ 1 ในวงเงิน59,000,000 บาท หรือหากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สอง ให้บังคับจำนองจากที่ดินและเครื่องจักรดังกล่าวเป็นอันดับที่ 2 ในวงเงิน 67,300,000 บาท และ 14,650,000 บาท ตามลำดับ และบังคับจำนองจากเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส 34 318 201) 0633-0635, 0637-0684 ในวงเงิน 38,050,000 บาทหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 94,208,000 บาท คือ ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกจำนวน 49,350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สอง จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ21 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 และตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 24,858,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ21 ต่อปีของเงินต้น 1,860,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ของเงินต้น 21,218,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 และของเงินต้น 1,780,000 บาท นับแต่วันที่ 14กรกฎาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมกันต้องไม่เกิน 24,282,433.28 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3420, 3421, 3424, 3448, 3869, 4358 และ 4430 ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นลำดับหนึ่งและลำดับสามในวงเงิน 101,700,000 บาท และ 20,000,000 บาทตามลำดับและบังคับจำนองเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส 32 218 201) 0048 ถึง 0183 เป็นลำดับหนึ่งในวงเงิน 18,000,000 บาท และหมายเลขทะเบียน (รหัส 33 318 201)0691 ถึง 0766, 0768 ถึง 0791, 0793 ถึง 0798 หมายเลขทะเบียน (รหัส33 323 201) 0014 ถึง 0070 เป็นลำดับหนึ่งในวงเงิน 59,000,000 บาทหากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองและตั๋วสัญญาใช้เงินให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นลำดับสองในวงเงิน 67,300,000บาท และ 14,650,000 บาท ตามลำดับ และบังคับจำนองเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส 34 318 201)0633 ถึง 0635, 0637 ถึง 0684 เป็นลำดับหนึ่งในวงเงิน 38,050,000บาท หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อสองมีว่า หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ฉบับ คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 3063/2537 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 จำนวนเงิน 1,780,000 บาทเอกสารหมาย จ.5 ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 2635/2537 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2537 จำนวนเงิน 1,860,000 บาท เอกสารหมาย จ.54 และตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 2416/2537 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2537 จำนวนเงิน 21,218,000 บาท เอกสารหมาย จ.31 รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 24,858,000 บาท เป็นการแปลงหนี้จากดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินและโจทก์คิดดอกเบี้ยอีก จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย หนี้ทั้งหมดย่อมตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2532 และสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 เอกสารหมาย จ.11 และ จ.15 ยังมิได้ชำระหนี้และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้แปลงหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสามฉบับดังกล่าว ซึ่งตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ก็มิได้โต้แย้งว่าเป็นการแปลงหนี้ที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยคงกล่าวอ้างในฎีกาเพียงว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินเพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้น ในข้อนี้เมื่อการแปลงหนี้ดังกล่าวได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายจำนวนหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสามฉบับจึงเป็นหนี้ใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาขายลดและในตั๋วสัญญาใช้เงินหาเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท สมุทรสาครเท็กซ์ไทล์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2544
#68719
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ยืม ค้ำประกัน จำนอง ตั๋วเงิน ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงิน ยังมิได้ชำระหนี้การที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้แปลงหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวนหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงเป็นหนี้ใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาขายลดและในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ ไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและเป็นสถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนตามกฎหมาย โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวอรสา พงศ์ศักดิ์สวัสดิ์ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมหลายรายจำนวน ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๒ โดยกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด และโจทก์ วงเงินรวม ๑๔๘,๗๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๔๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชี(เอ็ม.โอ.อาร์) บวกด้วยร้อยละ ๑.๕๐ ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือน เริ่มแต่เดือนที่มีการรับเงินตามสัญญา ส่วนเงินต้นกำหนดชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า ๑,๔๕๗,๘๔๕ บาท ภายในสิ้นเดือน เริ่มแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๔ จนกว่าจะครบถ้วน แต่ไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นถือว่าผิดนัดทั้งหมดโจทก์มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๘.๕ ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทเงินทุนเรียกเก็บได้ในขณะที่มีการผิดนัด ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์และพวกดังกล่าวนั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ ๑จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๐, ๓๔๒๑, ๓๔๒๔, ๓๔๔๘, ๓๘๖๙, ๔๓๕๘และ ๔๔๓๐ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์กับพวก และจำเลยที่ ๑ ได้จำนองเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๒ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๐๔๘ ถึง๐๑๘๓, (รหัส ๓๓ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๖๙๑ ถึง ๐๗๙๘ และ (รหัส ๓๓ ๓๒๓๒๐๑) ๐๐๑๔ ถึง ๐๐๗๐ ไว้แก่โจทก์กับพวกด้วย ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วนจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๒๖กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด และโจทก์ ในวงเงิน ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแยกเป็นวงเงินปกติ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และวงเงินหมุนเวียน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกหนี้รายใหญ่ชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์) หรือในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็ม.แอล.อาร์)หรือในอัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยสูงสุดระหว่างสัปดาห์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดให้กู้ยืมแก่ธนาคารอื่น (อินเตอร์แบงก์) แล้วแต่อัตราใดสูงกว่า บวกด้วยร้อยละ ๑.๕๐ ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือนเริ่มแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ตามสัญญา ส่วนเงินต้นตกลงชำระเป็นรายเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ภายในสิ้นเดือน เริ่มแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๕ จนกว่าจะครบถ้วน แต่ไม่เกิน ๙ ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที และจำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี หรือในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เรียกเก็บได้ในขณะที่มีการผิดนัด ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์กับพวกดังกล่าวนั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ ๑จำนองลำดับสองที่ดิน ๗ แปลงเดิมพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด กับจำนองเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๔ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๖๓๓ ถึง ๐๖๘๔ และจำนองลำดับสองเครื่องจักรเดิมไว้แก่โจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัดโดยจำเลยที่ ๑ ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วน และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ จำนองลำดับสามที่ดิน ๗ แปลงเดิมไว้แก่โจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทยจำกัด เพื่อเป็นการเพิ่มเติมหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม และตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นได้จนครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้วงเงินปกติไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๔ เป็นเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๒๕มีนาคม ๒๕๓๔ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน๒๕๓๔ เป็นเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนเงินกู้วงเงินหมุนเวียน จำเลยที่ ๑ได้รับเงินไปเพียง ๒๔,๘๕๘,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ตามเงื่อนไขการขอรับเงินกู้ส่วนนี้หลายครั้ง จำเลยที่ ๑ชำระดอกเบี้ยในเงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกและฉบับที่สองให้แก่โจทก์เรื่อยมาจนถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๓๗ แล้วผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๗ ส่วนการชำระเงินต้น จำเลยที่ ๑ ไม่เคยชำระให้แก่โจทก์ โดยตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกขอเลื่อนกำหนดเวลาชำระไป๒ ครั้ง เริ่มแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๔ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ สำหรับตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองในส่วนที่เป็นวงเงินปกติ ขอเลื่อนกำหนดเวลาชำระไป ๒ ครั้ง เริ่มแต่เดือนตุลาคม ๒๕๓๕ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗แต่ในที่สุดจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระเงินต้นแก่โจทก์ และเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม๒๕๓๗ เป็นวันครบกำหนดชำระเงินต้นส่วนที่เป็นวงเงินหมุนเวียน จำเลยที่ ๑ก็ผิดนัด โจทก์บอกกล่าวทวงถาม จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนอง จำเลยทั้งสี่ยังคงเพิกเฉย การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระเงินต้นและไม่ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๗ เป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันชำระเงินต้นตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก เป็นเงิน ๔๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท และสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองวงเงินปกติและวงเงินหมุนเวียน เป็นเงิน ๔๔,๘๕๘,๐๐๐ บาทรวมเป็นเงินต้น ๙๔,๒๐๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปีนับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๔,๒๘๒,๔๓๓.๒๘ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑๘,๔๙๐,๔๓๓.๒๘บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑๑๘,๔๙๐,๔๓๓.๒๘ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปีของเงินต้น ๙๔,๒๐๘,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ตราประทับในหนังสือมอบอำนาจมิใช่ตราประทับสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อกระทรวงพาณิชย์และเป็นตราปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ติดอากรแสตมป์ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน จำเลยที่ ๑ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับเพียง ๖๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ๓ ฉบับ เป็นเงิน ๒๔,๘๕๘,๐๐๐บาท จากโจทก์ เพราะโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปีเป็นเวลา ๑ ปีเศษ จากเงินต้น ๖๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท เป็นการแปลงสภาพจากดอกเบี้ยมาเป็นเงินต้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับจำเลยที่ ๑ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์แล้ว หนี้ที่แท้จริงคงเหลือไม่ถึง ๖๙,๓๕๐,๐๐๐บาท โจทก์ไม่ใช่สถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตามกฎหมายตามประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ย มีนายบัณฑร ลิ้วประเสริฐลงลายมือชื่อผู้เดียว และมิได้ประทับตราสำคัญบริษัท ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบัน โจทก์ไม่เคยส่งประกาศให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย และไม่ได้ปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานของโจทก์ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่โจทก์อ้างถูกยกเลิกไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยกรณีผิดนัดอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปีนับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามโจทก์คิดดอกเบี้ยกรณีผิดนัดอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และคิดก่อนวันที่ ๒๐ มิถุนายน๒๕๓๘ อันเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามไม่ได้ จำเลยที่ ๔ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินในฐานะเป็นพยาน มิใช่ผู้ค้ำประกัน เพราะโจทก์ไม่ได้ให้จำเลยที่ ๔ ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมด้วยจำเลยที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน โจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๔ ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ตกลงกับโจทก์เกี่ยวกับการแก้ไขวงเงินขายลดเช็คทางการค้าเป็นวงเงินขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน ๒๔,๘๕๘,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกเป็นเงิน ๔๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท และตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองเป็นเงิน ๔๔,๘๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๒๑ ต่อปีของเงินต้น ๙๔,๒๐๘,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๑ กันยายน๒๕๓๘) ให้ไม่เกิน ๒๔,๒๘๒,๔๓๓.๒๘ บาท หากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก ให้บังคับจำนองจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๐, ๓๔๒๑, ๓๔๒๔,๓๔๔๘, ๓๘๖๙, ๔๓๕๘ และ ๔๔๓๐ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอันดับที่ ๑และอันดับที่ ๓ ในวงเงิน ๑๐๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทตามลำดับ และบังคับจำนองจากเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๒ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๐๔๘-๐๑๘๓ ในวงเงิน๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และหมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๓ ๓๑๘ ๒๐๑)๐๖๙๑-๐๗๖๖, ๐๗๖๘-๐๗๙๑, ๐๓๙๓-๐๗๙๘ และ (รหัส ๓๓ ๓๒๓ ๒๐๑)๐๐๑๔-๐๐๗๐ เป็นอันดับที่ ๑ ในวงเงิน ๕๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือหากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สอง ให้บังคับจำนองจากที่ดินและเครื่องจักรดังกล่าวเป็นอันดับที่ ๒ ในวงเงิน ๖๗,๓๐๐,๐๐๐ บาท และ ๑๔,๖๕๐,๐๐๐บาท ตามลำดับ และบังคับจำนองจากเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๔ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๖๓๓-๐๖๓๕, ๐๖๓๗-๐๖๘๔ในวงเงิน ๓๘,๐๕๐,๐๐๐ บาท หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๕,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๔,๒๐๘,๐๐๐ บาท คือ ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก จำนวน๔๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สอง จำนวน๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน๒๔,๘๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ของเงินต้น๑,๘๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๑.๕ ต่อปี ของเงินต้น ๒๑,๒๑๘,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม๒๕๓๗ และของเงินต้น ๑,๗๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๓๗จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมกันต้องไม่เกิน๒๔,๒๘๒,๔๓๓.๒๘ บาท ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๐, ๓๔๒๑, ๓๔๒๔, ๓๔๔๘,๓๘๖๙, ๔๓๕๘ และ ๔๔๓๐ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร(บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นลำดับหนึ่งและลำดับสามในวงเงิน ๑๐๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับและบังคับจำนองเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๒ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๐๔๘ ถึง ๐๑๘๓ เป็นลำดับหนึ่งในวงเงิน๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และหมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๓ ๓๑๘ ๒๐๑) ๐๖๙๑ถึง ๐๗๖๖, ๐๗๖๘ ถึง ๐๗๙๑, ๐๗๙๓ ถึง ๐๗๙๘ หมายเลขทะเบียน(รหัส ๓๓ ๓๒๓ ๒๐๑) ๐๐๑๔ ถึง ๐๐๗๐ เป็นลำดับหนึ่งในวงเงิน๕๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองและตั๋วสัญญาใช้เงินให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นลำดับสองในวงเงิน ๖๗,๓๐๐,๐๐๐บาท และ ๑๔,๖๕๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ และบังคับจำนองเครื่องจักรพร้อมส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์หมายเลขทะเบียน (รหัส ๓๔ ๓๑๘ ๒๐๑)๐๖๓๓ ถึง ๐๖๓๕, ๐๖๓๗ ถึง ๐๖๘๔ เป็นลำดับหนึ่งในวงเงิน ๓๘,๐๕๐,๐๐๐บาท หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด กรรมการ ๒ คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจบริษัทเงินทุน ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวอรสา พงศ์ศักดิ์สวัสดิ์ ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจบริษัทเงินทุน ตามสำเนาใบอนุญาตเอกสารหมายจ.๓ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ในระหว่างที่จำเลยที่ ๑ทำสัญญากู้ยืมเงินและผิดนัดมีการออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยรวม ๕ ฉบับ โดยฉบับที่ ๑ กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ฉบับที่ ๒ กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปีและฉบับที่ ๓ กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒๑ ต่อปี ส่วนประกาศฉบับที่ ๔และฉบับที่ ๕ กำหนดให้บริษัทเงินทุนกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดได้โดยบริษัทเงินทุนต้องออกประกาศและปิดประกาศไว้ที่สำนักงาน และต้องส่งหนังสือแจ้งประกาศไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๘ เมื่อปี ๒๕๓๕ โจทก์ออกประกาศของโจทก์เกี่ยวกับการคิดอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินร้อยละ ๒๑ ต่อปี ตามประกาศเอกสารหมาย จ.๙ ซึ่งโจทก์ปิดประกาศและส่งสำเนาให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตามระเบียบแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เคยโต้แย้ง โจทก์เคยสอบถามไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับคำตอบว่าประกาศของโจทก์ยังใช้ได้ โดยเงื่อนไขตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๔ และฉบับที่ ๕ ไม่แตกต่างกัน การออกประกาศฉบับที่ ๕ ยกเลิกฉบับที่ ๔ เป็นการประกาศยกเลิกของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับโจทก์ หากปัจจุบันโจทก์จะเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โจทก์ต้องออกประกาศของโจทก์ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการ กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ ๑ มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑๐ จำเลยที่ ๓ เป็นภริยาของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินไปจากโจทก์กับพวก ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๒ กู้ยืมเงินจากโจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด วงเงิน๑๔๘,๗๐๐,๐๐๐ บาท โดยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๔๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดี ประเภทเบิกเงินเกินบัญชีบวกด้วย ๑.๕๐ ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในสิ้นเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า ๑,๔๕๗,๘๔๕ บาท เริ่มแต่เดือนมกราคม๒๕๓๔ หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นถือว่าผิดนัดทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกหนี้คืนทั้งหมดได้ทันที และจำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี หรืออัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ในเวลาที่ผิดนัด ในการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์กับพวกดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๑๑และจำเลยที่ ๑ จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๐, ๓๔๒๑, ๓๔๒๔, ๓๔๔๘,๓๘๖๙, ๔๓๕๘ และ ๔๔๓๐ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร(บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและเครื่องจักรของจำเลยที่ ๑ ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินทั้งหนี้ที่มีอยู่และในภายหน้า และตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้จนครบถ้วน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง และบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ ๑ กับเอกสารเกี่ยวกับหนังสือสัญญาจำนองเครื่องจักรเอกสารหมาย จ.๑๒ ถึง จ.๑๔ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินไปครบถ้วนแล้ว ครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด วงเงิน๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นวงเงินปกติจำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และวงเงินหมุนเวียนซึ่งเป็นการขายลดเช็คและตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์กับพวกในอัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเบิกเงินเกินบัญชี หรืออัตราที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรืออัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยสูงสุดระหว่างสัปดาห์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ให้กู้ยืมเงินแก่ธนาคารอื่นแล้วแต่อัตราใดสูงกว่า บวกด้วยร้อยละ ๑.๕๐ ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ภายในสิ้นเดือน เริ่มแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ตามสัญญา และชำระเงินต้นเป็นรายเดือน ภายในสิ้นเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท เริ่มแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๕ หากผิดนัดโจทก์มีสิทธิเรียกหนี้คืนทั้งหมดได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ในการที่จำเลยที่ ๑ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์กับพวกดังกล่าวนั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔เป็นผู้ค้ำประกัน โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๑๕ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ จำนองลำดับสองที่ดินทั้ง ๗ แปลงเดิม พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน เครื่องจักรเดิมและเครื่องจักรใหม่ไว้แก่โจทก์กับพวกเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน และจำเลยที่ ๑ ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้จนครบถ้วน ตามเอกสารเกี่ยวกับการจำนองที่ดินและเครื่องจักรเอกสารหมาย จ.๑๖ ถึง จ.๑๘ และจำเลยที่ ๑ จำนองลำดับสามที่ดินทั้ง ๗ แปลงเดิมไว้แก่โจทก์ บริษัทเงินทุนร่วมเสริมกิจ จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินทั้ง ๒ ครั้งจำเลยที่ ๑ ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ จนครบถ้วน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๑๙ จำเลยที่ ๑ได้รับเงินกู้ตามวงเงินปกติไปจากโจทก์จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และรับเงินตามวงเงินหมุนเวียนโดยจำเลยที่ ๑ ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์รวม๖ ครั้ง เป็นเงิน ๒๔,๘๕๘,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ๒ ฉบับแรก ส่วน ๔ ฉบับหลัง จำเลยที่ ๑ ตกลงให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน ตามบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.๒๐ โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน๒๕๓๔ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๒๑ โจทก์ออกเช็คขีดคร่อมสั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยเฉพาะตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและใบตอบรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๒ ถึง จ.๒๔จำเลยที่ ๑ นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้ว ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาหัวลำโพง เอกสารหมายจ.๒๕ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๒๑ ถึงกำหนดชำระเงินจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนเวลาการชำระหนี้โดยเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระและขอเปลี่ยนในลักษณะเดียวกันเรื่อย ๆ มา ครั้งสุดท้ายจำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับเลขที่ ๒๔๑๖/๒๕๓๗ จำนวนเงิน๒๑,๒๑๘,๐๐๐ บาท โดยรวมหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับอื่นด้วย ซึ่งรวมทั้งหมดแล้ว ๔ ฉบับ ตามหนังสือขอต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินและสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๒๖ ถึง จ.๓๑ ครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๒๙พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาขายลดและสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๓๒ โจทก์ออกเช็คขีดคร่อมทั่วไปให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามสำเนาภาพถ่ายเช็ค และใบตอบรับเงินเอกสารหมาย จ.๓๓ ถึง จ.๓๕ จำเลยที่ ๑ อ้างว่าจะนำเช็คไปชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองที่ดินลำดับสามเฉพาะส่วนของโจทก์เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ ๑ คิดเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ นำไปซื้อเป็นแคชเชียร์เช็ค จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินจากบัญชีของโจทก์แล้ว เมื่อถึงกำหนดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ ๑ ขอผัดผ่อนและออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายรวมอยู่ในตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ ๒๔๑๖/๒๕๓๗ตามหนังสือขอต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงิน และสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๓๐ จ.๓๑ และ จ.๓๖ ครั้งที่สามเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน๒๕๓๖ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ๔๗๔๖/๒๕๓๖ เป็นเงิน ๘,๔๑๘,๐๐๐ บาทตามสัญญาขายลดและสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๓๗ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินแล้ว ตามภาพถ่ายเช็คและใบตอบรับเงินเอกสารหมาย จ.๓๘ถึง จ.๔๐ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้หักเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์หักชำระและออกใบรับเงินแล้ว ตามบัญชีลูกหนี้และสำเนาใบรับเงินเอกสารหมาย จ.๔๑ และ จ.๔๒ จำเลยที่ ๑ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ขอผัดผ่อนชำระและออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ตามหนังสือต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินและสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๓๐ จ.๓๑ และ จ.๓๖ ครั้งที่สี่เมื่อวันที่ ๑มีนาคม ๒๕๓๗ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ๐๗๗๙/๒๕๓๗ เป็นเงิน ๒,๖๐๐,๐๐๐บาท ตามสัญญาขายลดและสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๔๓จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินแล้ว ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและใบตอบรับเงินเอกสารหมาย จ.๔๔ ถึง จ.๔๖ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้หักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์หักชำระและออกใบรับเงินแล้ว ตามสำเนาใบรับเงินเอกสารหมาย จ.๔๗ จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ขอผ่อนชำระและออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ตามหนังสือขอต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๓๐ และ จ.๓๑ ครั้งที่ห้าเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ๑๗๐๔/๒๕๓๗ เป็นเงิน๑,๗๘๓,๗๖๑.๐๓ บาท ตามสัญญาขายลดและสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๔๘ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินแล้ว ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.๔๙ ส่วนใบตอบรับเงินสูญหายไปในระหว่างการย้ายที่ทำการของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้หักชำระหนี้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์หักชำระและออกใบรับเงินแล้ว ตามสำเนาใบตอบรับเงินเอกสารหมายจ.๕๐ จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ขอผ่อนและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ ซึ่งมีการหักชำระเงินต้นบางส่วน เป็นเงิน๓,๗๖๑.๐๓ บาท คงเหลือ ๑,๗๘๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือขอต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๕๑ และ จ.๕๒ และครั้งที่หกเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ๒๖๓๕/๒๕๓๗ เป็นเงิน๑,๘๖๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาขายลดและตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.๕๓และ จ.๕๔ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินแล้ว ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและใบตอบรับเงินเอกสารหมาย จ.๕๕ ถึง จ.๕๗ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้หักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์หักชำระและออกใบรับเงินแล้ว ตามสำเนาใบรับเงินเอกสารหมาย จ.๕๘ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้รับไปจากโจทก์๙๔,๒๐๘,๐๐๐ บาท โดยเป็นหนี้เงินกู้ ๖๙,๓๕๐,๐๐๐ บาท และเป็นหนี้จากการขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ๒๔,๘๕๘,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๓๗ ค้างชำระตั้งแต่เดือนกรกฎาคม๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยชำระเงินต้นให้แก่โจทก์ แต่ขอเลื่อนการชำระเงินต้นด้วยการทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๕๙ ถึงจ.๖๒ โดยขอเลื่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับไปเริ่มชำระตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ แต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนอง จำเลยทั้งสี่ได้รับแล้ว ตามหนังสือมอบอำนาจ หนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนอง และใบไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย จ.๖๓ ถึง จ.๗๑ จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันชำระเงิน ๙๔,๒๐๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๔,๒๘๒,๔๓๓.๒๘ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น๑๑๘,๔๙๐,๔๓๓.๒๘ บาท

จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า เมื่อปี ๒๕๓๑ ถึง ๒๕๓๒ ธุรกิจสิ่งทอเจริญเติบโตมาก ทางรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ไปขอกู้ยืมเงินเพื่อทำธุรกิจดังกล่าว พนักงานของโจทก์วิเคราะห์แล้วว่า หากตั้งโรงงานปั่น ทอ ย้อมผ้า ต้องใช้เงินทุน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ถึง๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์อนุมัติวงเงินกู้ ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแยกเป็นส่วนของโจทก์ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในการทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกพนักงานของโจทก์ได้นำเอกสารหลายฉบับมาให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่าน จำเลยที่ ๓ เข้าใจว่าลงลายมือชื่อในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ และให้ความยินยอม และพนักงานของโจทก์บอกให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันเนื่องจากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและจำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ประสบปัญหาในการดำเนินกิจการ ต้องใช้เงินหมุนเวียนเพิ่มจำเลยที่ ๒ กู้ยืมเงินเพิ่มจากโจทก์ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นวงเงินกู้๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และขายลดเช็ค ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับเงินกู้ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทส่วนการขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินได้รับเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ที่เหลือ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ หักชำระดอกเบี้ยแบบทบต้นสำหรับการขายลดเช็คไม่มีการขาย แต่กิจการยังขาดเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจต้องใช้เงินอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ขณะเดียวกันเกิดวิกฤติการณ์การค้าทั่วโลกตกต่ำ เป็นเหตุให้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและเงินต้นให้แก่โจทก์ จึงทำสัญญาตกลงให้วงเงินขายลดเช็คการค้าเป็นวงเงินขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์หักชำระดอกเบี้ยค้างจ่าย๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ได้รับเงินเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ต้องนำไปชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนอง จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับประมาณ ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐บาทเศษ เป็นดอกเบี้ยทบต้น โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี เป็นการไม่ถูกต้องและผิดข้อตกลง จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ตกลงในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการกู้ยืมเงินโดยผ่อนเวลาการชำระหนี้และการเปลี่ยนแปลงวงเงินขายลดเช็คเป็นวงเงินขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราประทับของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อกรมทะเบียนการค้าตามเอกสารหมาย ล.๑ มีลักษณะคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับตราประทับในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ โจทก์อาจทำตราประทับไว้หลายอัน ตามเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวอาจเป็นตราประทับคนละอันกัน

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวิน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 349 ม. 654 ม. 655
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสมุทรสาครเท็กซ์ไทล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายระบิล จันทรภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายวิเชียร ใยยะธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2544
#35064
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงอุทธรณ์ฟ้องอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(7) แต่การที่จะให้จำเลยแก้ไขหรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้วการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีนี้มาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสองการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ประกอบพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือนพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษและไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะให้จำเลยแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งให้ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีนี้มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย สมควร บุญยืน
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2544
#257569
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) แต่การที่จะให้จำเลยแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยก็ล่วงเลยเวลา ที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีนี้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 42 ทวิ, 157 ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษและไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) แต่การที่จะให้จำเลยแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยก็ล่วงเลยที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีนี้มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสมควร บุญยืน
225 — ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) , 161, 215,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวีระศักดิ์ หมั่นภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2544
#35063
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นข้อสำคัญในคดีในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจทำให้ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ นับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและทำให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมของรัฐเป็นอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยสมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นข้อสำคัญในคดีในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงในคดีผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ นับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและทำให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมของรัฐเป็นอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยสมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย สมจันทร์ ต่างสี
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2544
#35062
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างระยะเวลาห้ามโอน 10 ปี โจทก์ซึ่งเข้าครอบครองที่ดินพิพาทที่ซื้อมา จะไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากต้องห้ามโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ครอบครองที่ดินตลอดมาหลังจากเกินระยะเวลา 10 ปีดังกล่าว โดยโจทก์ปลูกบ้านพร้อมขอเลขที่บ้านจากทางราชการ ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนตลอดมา จำเลยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวแย่งการครอบครองแต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยเสนอราคาเพื่อขอซื้อที่ดินพิพาทคืน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับถึงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพราะโจทก์เจตนาจะยึดถือเพื่อตนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 136

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นสามีได้แบ่งขายที่ดินเนื้อที่ 1 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ชำระราคาจนครบ ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินตามรูปเส้นตารางสีเหลือง (ที่ถูกเป็นสีส้ม) เอกสารท้ายคำฟ้องของหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 1 งาน เป็นของโจทก์โดยการครอบครองตามกฎหมาย ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาแบ่งขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 127ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แก่โจทก์ขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายและรื้อถอนบ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 5ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์กับนายสายจิต วรรณพราหมณ์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรส ขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับกันว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 127 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในบังคับห้ามโอน 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2527

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนบ้านและให้โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินตรงเครื่องหมายสีส้มตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีของจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า หลังจากที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท 2 เดือน โจทก์และนายสายจิตได้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านทำรั้วกั้นอาณาเขตพร้อมขอเลขที่บ้าน ต่อมาปี 2535 จำเลยทั้งสองขอซื้อที่ดินพิพาทคืนในราคา 60,000 บาท แต่โจทก์ไม่ขาย ปี 2538 จำเลยทั้งสองขอซื้อที่ดินพิพาทคืนในราคา 100,000 บาท แต่โจทก์ไม่ตกลง

จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาซื้อขายให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย เดิมโจทก์เคยจะขายที่ดินพิพาทคืนให้จำเลยทั้งสองในราคา 60,000 บาท แต่แล้วโจทก์ก็ไม่ขาย จำเลยที่ 2เคยเสนอขอซื้อคืนในราคา 200,000 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมขาย ปี 2538จำเลยที่ 1 จึงบอกกล่าวโจทก์และนายสายจิตให้ออกจากที่ดินพิพาทแต่โจทก์เพิกเฉย

พิเคราะห์แล้ว โจทก์ซื้อและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2530ตลอดมา แม้ในระหว่างระยะเวลาห้ามโอน 10 ปี คือตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม2527 จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2537 โจทก์ซึ่งเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2530 จะไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากต้องห้ามโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดินข้างต้นก็ตาม แต่ในเมื่อถัดจากวันที่ 6 มีนาคม 2537 จนถึงวันที่ 4 เมษายน 2539 อันเป็นวันฟ้องคดีนี้โจทก์ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โดยโจทก์ปลูกสร้างบ้านพร้อมทั้งขอเลขที่บ้านในที่ดินพิพาทจากทางราชการพร้อมทั้งสร้างรั้วกั้นอาณาเขตตามแนวเขตที่ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสองย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนตลอดมา จำเลยทั้งสองไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทในช่วงเวลาที่โจทก์เข้าครอบครองดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยทั้งสองเสนอราคาเพื่อขอซื้อที่ดินพิพาทคืนในราคา 60,000 บาท และ 100,000 บาทตามลำดับ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองยอมรับถึงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพราะโจทก์เจตนาจะยึดถือเพื่อตนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ตามรูปแผนที่กรอบสีส้ม คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง หนูกรณ์ วรรณพราหมณ์
จำเลย — นาง กมล คำพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2544
#35061
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานของจำเลยในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งหากนับถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลาห่างกันเกือบ 1 ปี แต่จำเลยไม่แจ้งเรื่องการย้ายภูมิลำเนาให้ศาลหรือโจทก์ทราบแต่อย่างใด พฤติการณ์บ่งชี้ให้เข้าใจได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี อย่างไรก็ตาม น. ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยเบิกความในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า น. มีภูมิลำเนาตามฟ้องซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของจำเลย ซึ่งแสดงว่า น. ยังคงทำงานอยู่ที่สำนักงานแห่งเดิมของจำเลยข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่งและมีภูมิลำเนาตามฟ้องด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 การที่พนักงานเดินหมาย นำคำบังคับไปปิดไว้ที่อาคารซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิม จึงเป็นการ ส่งหมายโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินจ้างอันเนื่องมาจากจำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นตัวแทนโฆษณาและส่งเสริมการขายธุรกิจการบินของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,437,262.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงขอบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องบินจำนวน 2 ลำ ของจำเลยออกขายทอดตลาด ศาลอนุญาตให้ขายเครื่องบินจำนวน 1 ลำ ไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538

จำเลยยื่นคำร้องว่า พนักงานเดินหมายส่งคำบังคับให้จำเลยตามภูมิลำเนาเดิมของจำเลย ซึ่งเป็นภูมิลำเนาก่อนที่จำเลยจะย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาแห่งใหม่ การส่งคำบังคับไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้การออกหมายบังคับคดีและการบังคับคดีต่อ ๆ มาไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกันการขายทอดตลาดเครื่องบินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเองโดยมิได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและขายทอดตลาดไปในราคา 280,000 บาท ต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงมาก ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีและกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การส่งคำบังคับ การยึดทรัพย์ตลอดจนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้วจำเลยยื่นคำร้องเพื่อประวิงการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดี และการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การส่งคำบังคับแก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าพนักงานเดินหมายได้นำคำบังคับไปปิดไว้ที่อาคารเลขที่ 382ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง แต่เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ซึ่งเป็นเวลาอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีจำเลยได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานของจำเลยเป็นเลขที่ 302 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 ภายหลังที่จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสำนักงานเป็นเลขที่ 302 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานครแล้ว นางนันทวัน กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของจำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลงานด้านธุรการทั่วไปและเอกสารของจำเลยได้เบิกความเป็นพยานจำเลยยอมรับว่า นางนันทวันมีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 382 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานเดิมของจำเลยและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 ดังนี้จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่าตั้งแต่จำเลยได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จนกระทั่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 เป็นเวลาห่างกันเกือบ 1 ปี ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งเรื่องการย้ายภูมิลำเนาไปที่แห่งใหม่ให้ศาลหรือโจทก์ทราบแต่อย่างใด พฤติการณ์การกระทำของจำเลยบ่งชี้ให้เข้าใจได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีอย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 ภายหลังที่จำเลยได้จดทะเบียนแจ้งย้ายไปอยู่ ณ ภูมิลำเนาแห่งใหม่แล้วประมาณ6 เดือน นางนันทวันผู้จัดการทั่วไปของจำเลยก็เบิกความยอมรับว่านางนันทวันมีภูมิลำเนาอยู่ที่ภูมิลำเนาตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่านางนันทวันยังทำงานอยู่ที่สำนักงานแห่งเดิมของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่งและมีภูมิลำเนาตามฟ้องด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 บัญญัติให้ถือว่าถิ่นอันเป็นที่ตั้งของที่ทำการเป็นภูมิลำเนา ดังนั้น การที่พนักงานเดินหมายได้นำคำบังคับไปปิดไว้ที่อาคารเลขที่ 382 ถนนรัชดาภิเษกแขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จึงเป็นการส่งหมายโดยชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าคำเบิกความของนางนันทวันเป็นคำเบิกความในคดีเดิม มิใช่เป็นคำเบิกความในชั้นขอเพิกถอนการบังคับคดี คำเบิกความดังกล่าวจึงไม่ผูกพันในชั้นบังคับคดีนั้น เห็นว่าในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดของศาลจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานทั้งหลายทั้งปวงในสำนวนแห่งคดี เมื่อคำเบิกความดังกล่าวอยู่ในถ้อยคำสำนวนแล้ว ย่อมจะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการชี้ขาดตัดสินคดีได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่คู่ความฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากเท่ากับเป็นการอ้างเหตุว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับโดยฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว จำเลยจึงขอเพิกถอนการขายทอดตลาดได้นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีทั้งหมดโดยอ้างว่าพนักงานเดินหมายส่งคำบังคับไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น และอ้างว่าการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยต่ำกว่าราคาความเป็นจริงมากซึ่งในปัญหาของการขายทอดตลาดตามที่จำเลยอ้างนั้น เท่ากับอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มีจำนวนต่ำเกินสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง คำร้องของจำเลยในเรื่องเพิกถอนการขายทอดตลาดในเรื่องนี้จึงอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหานี้ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แบคเคอร์ สปิลโวเกิล เบทส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ทรอปิคอน ซีแอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2544
#36496
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย โดยอ้างว่าราคาที่ได้ต่ำเกินสมควรโดยเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในข้อนี้ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้ย่อมเป็นที่สุดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในข้อนี้มาด้วย เป็นการไม่ชอบ

เงื่อนไขท้ายประกาศขายทอดตลาดที่กำหนดให้ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์วางประกันความเสียหายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายกรณีผู้ซื้อทรัพย์บิดพลิ้วหรือแกล้งเข้าประมูลสู้ราคาโดยไม่มีเจตนาจะซื้อทรัพย์จริง น. เพียงเป็นผู้เข้าประมูลสู้ราคารายหนึ่งแต่ผู้ให้ราคาสูงสุดคือ ม. และการที่ น. เข้าสู้ราคาดังกล่าวก็เป็นเหตุให้ ม. ต้องเสนอราคาสูงขึ้นจำเลยจึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ เมื่อจำเลยไม่ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ให้ น. วางเงินประกันก่อนเข้าประมูลทรัพย์ตามเงื่อนไขท้ายประกาศ จำเลยจะอาศัยเหตุดังกล่าวมาร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 5,561,167.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 734, 4206, 4207, 4208 และ 8027 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2540 ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 734 และ 4208 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ในราคา 5,000,000 บาท และ 1,500,000 บาทตามลำดับ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 2 ทราบ และประเมินราคาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงกระทำตนไม่เป็นกลางส่อไปในทางช่วยเหลือโจทก์โดยให้โจทก์ประมูลซื้อทรัพย์โดยไม่มีผู้ใดประมูลแข่ง และผู้เข้าประมูลไม่ได้วางเงินประกันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาด ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยให้เหตุผลในทำนองเดียวกับจำเลยที่ 2

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกต้องตามกฎหมายแล้วขอให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นรวมการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าด้วยกันและมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ (รวม) 6,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 734 และ 4208 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ในราคา 5,000,000 บาท และ 1,500,000 บาทตามลำดับโดยเป็นการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวครั้งที่ 11 และสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าราคาประเมินสำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3ดังกล่าวไปในราคาต่ำไปนั้นเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3โดยอ้างว่า ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3มีจำนวนต่ำเกินสมควรโดยเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3ในข้อนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะฎีกาปัญหาข้อนี้อีกไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3ในข้อนี้มาด้วยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาข้อต่อมาว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ให้นายนิคม ชินบุตร ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์รายหนึ่งวางเงินประกันก่อนเข้าประมูลซื้อทรัพย์ตามเงื่อนไขท้ายประกาศขายทอดตลาดเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและไม่สุจริตนั้นเห็นว่า เงื่อนไขท้ายประกาศขายทอดตลาดที่กำหนดให้ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์วางเงินประกันความเสียหายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายกรณีผู้ซื้อทรัพย์บิดพลิ้วหรือแกล้งเข้าประมูลสู้ราคาโดยไม่มีเจตนาจะซื้อทรัพย์จริง แต่ตามทางไต่สวนได้ความว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 23 เมษายน 2540 นั้น นายนิคมเพียงแต่เป็นผู้เข้าประมูลสู้ราคารายหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นผู้ให้ราคาสูงสุด ผู้ให้ราคาสูงสุดคือนายมนตรี เลอลอย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และการที่นายนิคมเข้าสู้ราคาดังกล่าวก็เป็นเหตุให้นายมนตรีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต้องเสนอราคาสูงขึ้นจนกระทั่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ในกรณีนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอาศัยเหตุดังกล่าวมาร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สงวน ติยะสันติวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ