คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 535/2544
#35083
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่าการรังวัดทำแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมที่ดิน จึงไม่เป็นไปตามคำท้านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งและโดยชอบแล้วว่าศาลชั้นต้นบันทึกสรุปใจความการสอบถามถ้อยคำของ ธ. ช่างรังวัดอ่านให้ทุกฝ่ายฟัง และ ธ. ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว กรณีจึงเชื่อได้ว่าศาลชั้นต้นจดบันทึกครบตามคำแถลงของ ธ. แล้ว และจากแผนที่พิพาทที่ ธ. ทำมาปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยนำชี้ว่าเป็นของจำเลยนั้นรุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณะ จึงเป็นไปตามคำท้า จำเลยจึงต้องแพ้คดีดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางและทำทางสาธารณประโยชน์ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตามเดิมโดยจำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายเองหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการสืบพยานโจทก์ คู่ความตกลงท้ากันให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท หากผลการรังวัดสอบเขตปรากฏว่าที่ดินจำเลยทั้งสองรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ จำเลยทั้งสองขอยอมแพ้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเปิดทางและทำทางสาธารณประโยชน์ตามแนวกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทโดยให้จำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายเองคำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การรังวัดทำแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมที่ดินจึงไม่เป็นไปตามคำท้า นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งและโดยชอบแล้วว่า ในการสอบถามถ้อยคำของนายธเนศ ไชยเศรษฐสุนทรช่างรังวัด ย่อมจะต้องมีการซักถามโต้ตอบกันหลายประโยคกว่าที่จะได้ข้อสรุปและบันทึกไว้ มิใช่ว่าถามประโยคหนึ่งแล้วจะตอบประโยคหนึ่งให้ได้ใจความตามที่บันทึก ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นบันทึกข้อความดังกล่าวไว้ก็เป็นการสรุปจากใจความที่ซักถามโต้ตอบกัน เมื่อศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาและอ่านให้ทุกฝ่ายฟังแล้ว นายธเนศก็ได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว กรณีจึงเชื่อได้ว่าศาลชั้นต้นได้จดบันทึกครบตามคำแถลงของนายธเนศแล้ว และจากแผนที่พิพาทที่นายธเนศทำมาปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองนำชี้ว่าเป็นของจำเลยทั้งสองนั้น รุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณะ จึงเป็นไปตามคำท้า จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดี ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนาถ โสทะหรือทาเอื้อ กับพวก
จำเลย — นายถุงเงิน อภิเดช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2544
#35082
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมเพราะเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากการเป็นหนี้กันตามเช็คพิพาทและโจทก์ต้องคืนเช็คให้จำเลยนั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า หากทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้โจทก์แล้ว เช็คพิพาทไม่มีผลบังคับให้จำเลยต้องชำระเงินตามเช็คอีกจึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่จำเป็น ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็น ปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คจำนวน363,961.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามเช็คแล้วโดยมอบสินค้าคิดเป็นเงินจำนวน 638,000 บาท ให้แก่โจทก์ไปแล้ว โจทก์ตกลงจะคืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนค่าสินค้าที่เกินอยู่จำนวน308,001 บาท โจทก์จะชำระให้จำเลยที่ 2 เป็นเงินสด แต่โจทก์กลับไม่ยอมคืนเช็คพิพาทและไม่ชำระค่าสินค้าส่วนที่เกิน ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์คืนเช็คพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2เกี่ยวกับฟ้องเดิมเพราะเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากการเป็นหนี้กันตามเช็คพิพาทและโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเช็คให้จำเลยที่ 2 นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า หากทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เช็คพิพาทก็ไม่มีผลบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระเงินตามเช็คอีกจึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่จำเป็น ดังนั้นปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพัตรา อัศวฬหะพันธ์
จำเลย — นายนราธิป ธีมานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497 -ที่ 528/2544
#36510
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอนุมัติให้โจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 21มกราคม 2542 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เป็นต้นไป แม้สัญญาจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำเลยก็คงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงวันที่ 21 มกราคม 2542 เท่านั้น ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ 22ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ให้แก่โจทก์อีก

กฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเฉพาะกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ลูกจ้างล่วงหน้า ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้จะขอให้จำเลยอนุมัติให้ลาออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และจำเลยเพิ่งจะอนุมัติให้ลาออกในวันที่ 21 มกราคม 2542 ก็เป็นการยื่นคำขอและการอนุมัติให้ลาออกตามโครงการดังกล่าวนั่นเอง อันเป็นการอนุมัติให้ลาออกตามคำขอของโจทก์ จึงถือว่าเป็นการขอลาออกจากงานด้วยความสมัครใจของโจทก์มิใช่เป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้ไม่มีข้อความที่แสดงว่า โจทก์ยินยอมสละสิทธิการเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและ วันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามที่โจทก์มีสิทธิอยู่แล้ว แต่พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 ที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่ ลูกจ้างนั้นจะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มี ความผิดตามมาตรา 119 ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายลาออกเอง จำเลย จึงไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามสิบสองเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จำเลยมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยให้พนักงานยื่นคำขอตามแบบภายในวันที่ 15 มกราคม 2542เพื่อขอเกษียณอายุการทำงานตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 โจทก์ทั้งสามสิบสองยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการดังกล่าวจำเลยอนุมัติเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 ตามโครงการพิเศษนี้โจทก์ทั้งสามสิบสองจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินบำเหน็จคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย X อายุงาน X 1.50 และเงินตอบแทนพิเศษคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย X (อายุงานที่เหลือก่อนเกษียณ + 6) ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ำกว่า 12 เท่า และต้องไม่เกิน 20 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายโดยจำเลยจ่ายเงินเดือนเดือนสุดท้ายให้โจทก์ทั้งสามสิบสองเท่ากับเงินเดือนของเดือนธันวาคม 2541 ตามระเบียบข้อบังคับพนักงานของจำเลย การจ่ายค่าจ้างกำหนดจ่ายกันเป็นรายเดือนทุกวันที่ 25ของเดือน ถือเกณฑ์ 1 เดือน มี 30 วัน พนักงานของจำเลยได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนทุกคนเมื่อทำงานมาครบ 1 ปี ในปี 2542พนักงานจำเลยทุกคนได้ขึ้นเงินเดือนไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 โจทก์ทั้งสามสิบสองต้องได้รับเงินเดือนในอัตราใหม่ แต่จำเลยจ่ายให้ในอัตราเดิม ทำให้การคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ทั้งสามสิบสองจะต้องได้รับตามโครงการนี้คลาดเคลื่อนไป โดยโจทก์ทั้งสามสิบสองจะได้รับเงินบำเหน็จและเงินตอบแทนพิเศษน้อยลงและในเดือนมกราคม2542 จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์แต่ละคนเพียง 21 วัน โดยคิดคำนวณจากอัตราเก่าซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะต้องใช้อัตราใหม่และจะต้องจ่ายให้เต็มเดือน จำเลยไม่ได้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ตามที่แต่ละคนมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีเหลืออยู่ และจำเลยไม่ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งสามสิบสองด้วย ซึ่งจำเลยต้องจ่ายให้อย่างน้อย 1 เดือน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ทั้งสามสิบสองตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสามสิบสองสำนวนให้การว่า การที่โจทก์ทั้งสามสิบสองยื่นคำขอเกษียณก่อนกำหนดโดยขอลาออกจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เท่ากับสมัครใจลาออกก่อนทำงานครบเดือนดังกล่าว ดังนั้นการที่จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ทั้งสามสิบสองโดยคำนวณถึงวันที่ 21 มกราคม 2542 จึงชอบแล้วการที่โจทก์ทั้งสามสิบสองตัดสินใจเข้าโครงการนี้เท่ากับตกลงสมัครใจลาออกตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 โดยยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขและสมัครใจที่จะยอมรับค่าตอบแทนตามที่จำเลยกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามสิบสองเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 จำเลยได้ประกาศเรื่องโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยกำหนดคุณสมบัติของพนักงานที่มีสิทธิจะขอเกษียณอายุก่อนกำหนดและเงื่อนไขในการขอเกษียณอายุก่อนกำหนดกับผลประโยชน์ตอบแทนไว้ตามประกาศเอกสารหมายล.4 สำหรับผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยจะจ่ายให้แก่พนักงานที่ได้รับอนุมัติให้เกษียณอายุก่อนกำหนดนั้นได้แก่เงินบำเหน็จและค่าตอบแทนพิเศษ ซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสองประการดังกล่าวคำนวณจากฐานเงินเดือนเดือนสุดท้ายประกอบกับหลักเกณฑ์อื่นที่จำเลยกำหนดขึ้นโจทก์ทั้งสามสิบสองได้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.36 จำเลยได้อนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบสองลาออกจากการเป็นพนักงานโดยเกษียณอายุก่อนกำหนดได้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 การคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์แต่ละคนต้องนำอัตราเงินเดือนที่โจทก์แต่ละคนได้รับในเดือนสุดท้ายของปี 2541 เป็นฐานในการคำนวณ เพราะโจทก์ทั้งสามสิบสองไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นในปี 2542 เนื่องจากโจทก์ทั้งสามสิบสองไม่มีสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยจนถึงวันที่ 31มกราคม 2542 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนประจำปี 2541ของจำเลยข้อ 5.5.2 ตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนมกราคม 2542 ตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 31 รวม 9 วัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสอง เนื่องจากการเข้าร่วมโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนดดังกล่าวเป็นการลาออกด้วยความสมัครใจมิใช่เป็นการเลิกจ้างและสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสามสิบสองกับจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เป็นต้นไปแล้วการเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุดังกล่าวไม่มีข้อความเขียนไว้โดยชัดแจ้งว่า พนักงานผู้เข้าร่วมโครงการสมัครใจที่สละสิทธิไม่ขอรับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม โจทก์ทั้งสามสิบสองจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน36,577.36 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 12,570.88 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน15,058.60 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 23,385.12 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน23,423.43 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 22,033.36 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน11,136.88 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 3,398.36 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน20,233.44 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 9,888 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน22,445.76 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 4,961 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน4,359.99 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 3,090 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน20,117.76 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 538.18 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน3,203.30 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 2,959.53 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน20,317.78 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 5,771.40 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน22,952.52 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 13,436.69 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน9,636.68 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 5,748.77 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน6,828.90 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 14,428.24 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน4,706.07 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 1,793.92 บาท โจทก์ที่ 29 เป็นเงิน14,420 บาท โจทก์ที่ 30 เป็นเงิน 4,058.16 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน16,797.36 บาท และโจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 6,741.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับจากวันที่ 18พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แต่ละคนเสร็จคำขออื่นให้ยกเสีย

โจทก์ทั้งสามสิบสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบสองประการสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ 22ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์แต่ละคนหรือไม่เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าจำเลยอนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบสองเกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 21มกราคม 2542 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสามสิบสองและจำเลยจึงสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เป็นต้นไป แม้สัญญาจ้างดังกล่าวจะกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนก็ตาม จำเลยคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์แต่ละคนเพียงวันที่ 21 มกราคม 2542 เท่านั้นไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ 22 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองอีก ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเฉพาะในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ลูกจ้างล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น การที่โจทก์แต่ละคนยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้ว่าคำขอดังกล่าวจะขอให้จำเลยอนุมัติให้ลาออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และจำเลยเพิ่งจะอนุมัติให้ลาออกในวันที่ 21 มกราคม 2542 ก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นคำขอและการอนุมัติให้ลาออกตามโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนดนั่นเอง การอนุมัติของจำเลยดังกล่าวเป็นการอนุมัติให้โจทก์แต่ละคนลาออกตามคำขอของตนเอง จึงถือว่าเป็นการลาออกจากงานด้วยความสมัครใจของโจทก์แต่ละคน การที่จำเลยอนุมัติคำขอของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวมิใช่เป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสอง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามสิบสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ในการยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดของโจทก์แต่ละคนจะไม่มีข้อความที่แสดงว่าโจทก์แต่ละคนยินยอมสละสิทธิการเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิอยู่แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า"ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิและรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งว่าการที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังยุติได้ว่าโจทก์ทั้งสามสิบสองเป็นฝ่ายลาออกเอง จำเลยมิได้เป็นฝ่ายเลิกจ้างฉะนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองตามฟ้องที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามสิบสองที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไพโรจน์ จันทรวงศ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497 -ที่ 528/2544
#69172
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอนุมัติให้โจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เป็นต้นไป แม้สัญญาจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำเลยก็คงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงวันที่ 21 มกราคม 2542 เท่านั้น

กฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเฉพาะกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ลูกจ้างล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้จะขอให้จำเลยอนุมัติให้ลาออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และจำเลยเพิ่งอนุมัติให้ลาออกตามโครงการดังกล่าวนั่นเองอันเป็นการอนุมัติให้ลาออกตามคำขอของโจทก์ จึงถือว่าเป็นการขอลาออกจากงานด้วยความสมัครใจของโจทก์มิใช่เป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 ที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่ลูกจ้าง จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายลาออกเองจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสิบสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 32 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสิบสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ทั้งสามสิบสองตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสามสิบสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามสิบสองเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 จำเลยได้ประกาศเรื่อง โครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยกำหนดคุณสมบัติของพนักงานที่มีสิทธิจะขอเกษียณอายุก่อนกำหนดและเงื่อนไขในการขอเกษียณอายุก่อนกำหนดกับผลประโยชน์ตอบแทนไว้ สำหรับผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยจะจ่ายให้แก่พนักงานที่ได้รับอนุมัติให้เกษียณอายุก่อนกำหนดนั้นได้แก่เงินบำเหน็จและค่าตอบแทนพิเศษ ซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสองประการดังกล่าวคำนวณจากฐานเงินเดือนเดือนสุดท้ายประกอบกับหลักเกณฑ์อื่นที่จำเลยกำหนดขึ้น โจทก์ทั้งสามสิบสองได้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำเลยได้อนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบสองลาออกจากการเป็นพนักงานโดยเกษียณอายุก่อนกำหนดได้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 การคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์แต่ละคนต้องนำอัตราเงินเดือนที่โจทก์แต่ละคนได้รับในเดือนสุดท้ายของปี 2541 เป็นฐานในการคำนวณ เพราะโจทก์ทั้งสามสิบสองไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ.2542 เนื่องจากโจทก์ทั้งสามสิบสองไม่มีสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนประจำปี 2541 ของจำเลย ข้อ 5.5.2 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนมกราคม 2542 ตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 31 รวม 9 วัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสอง เนื่องจากการเข้าร่วมโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนดดังกล่าวเป็นการลาออกด้วยความสมัครใจ มิใช่เป็นการเลิกจ้างและสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสามสิบสองกับจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เป็นต้นไปแล้ว การเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุดังกล่าวไม่มีข้อความเขียนไว้โดยชัดแจ้งว่า พนักงานผู้เข้าร่วมโครงการสมัครใจที่สละสิทธิไม่ขอรับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม โจทก์ทั้งสามสิบสองจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 36,577.36 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 12,570.88 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 15,058.60 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 23,385.12 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 23,423.43 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 22,033.36 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 11,136.88 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 3,398.36 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 20,233.44 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 9,888 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 22,445.76 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 4,961 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 4,359.99 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 3,090 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 20,117.76 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 538.18 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 3,203.30 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 2,959.53 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 20,317.78 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 5,771.40 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 22,952.52 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 13,436.69 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 9,636.68 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 5,748.77 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 6,828.90 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 14,428.24 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 4,706.07 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 1,793.92 บาท โจทก์ที่ 29 เป็นเงิน 14,420 บาท โจทก์ที่ 30 เป็นเงิน 4,058.16 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 16,797.36 บาท และโจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 6,741.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับจากวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แต่ละคนเสร็จ คำขออื่นให้ยกเสีย

โจทก์ทั้งสามสิบสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบสองประการแรกว่า เงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์ทั้งสามสิบสองมีเพียงใด เห็นว่า แม้ระเบียบข้อบังคับพนักงานของจำเลย ลักษณะที่ 2 หมวดที่ 5 การพิจารณาความดีความชอบและการลงโทษจะระบุไว้ในข้อ 3 ว่า พนักงานซึ่งทำงานมาครบ 1 ปี ในรอบปีแห่งการพิจารณาขึ้นเงินเดือนสำหรับปีนั้นเป็นผู้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือน รอบปีในการพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ถือเอาวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคมแห่งปีนั้นก็ตาม แต่ระเบียบข้อบังคับดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า พนักงานของจำเลยซึ่งทำงานมาครบ 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ในรอบปีแห่งการพิจารณาขึ้นเงินเดือนเป็นผู้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนเท่านั้น ส่วนพนักงานดังกล่าวจะได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือไม่ เพียงใด ยังต้องขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ตามระเบียบข้อบังคับอื่นๆ อีกด้วย ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยได้ประกาศหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนของพนักงานประจำปี 2541 โดยระบุไว้ในข้อ 5.5.2 ว่า พนักงานของจำเลยที่มีสิทธิได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนต้องมีสถานภาพการเป็นพนักงานจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 หลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนดังกล่าวหมายความว่า พนักงานของจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปี 2541 เนื่องจากเป็นพนักงานที่ทำงานมาครบ 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ตามระเบียบข้อบังคับพนักงานของจำเลยลักษณะที่ 2 หมวดที่ 5 ข้อ 3 แล้ว การจะได้รับพิจารณาขึ้นเงินเดือนหรือไม่ยังต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นพนักงานที่มีสถานภาพการเป็นพนักงานของจำเลยจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 อีกด้วย หากพนักงานผู้ใดพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยก่อนวันที่ 31 มกราคม 2542 แม้จะเป็นผู้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามระเบียบข้อบังคับพนักงานของจำเลย ลักษณะที่ 2 หมวดที่ 5 ข้อ 3 ก็ตาม จำเลยก็จะไม่พิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ หลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นเงินเดือนพนักงานของจำเลยประจำปีและการที่จะกำหนดให้พนักงานของจำเลยได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นหรือไม่เพียงใด เป็นอำนาจของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่กระทำได้ตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์ของจำเลย ตามระเบียบข้อบังคับพนักงานของจำเลยลักษณะที่ 2 หมวดที่ 5 ข้อ 1 และข้อ 5 หลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนของพนักงานจำเลยประจำปี 2541 ข้อ 5.5.2 ที่ว่า พนักงานของจำเลยที่มีสิทธิได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนต้องมีสถานภาพการเป็นพนักงานของจำเลยจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบสองพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยก่อนวันถึงกำหนดดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องขึ้นเงินเดือนในปี 2542 ให้ การที่จำเลยนำเงินเดือนเดือนสุดท้ายในปี 2541 ของโจทก์แต่ละคนมาเป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์แต่ละคนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามสิบสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบสองประการสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ 22 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์แต่ละคนหรือไม่เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยอนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบสองเกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสามสิบสองและจำเลยจึงสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2542 เป็นต้นไป แม้สัญญาจ้างดังกล่าวจะกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนก็ตาม จำเลยคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์แต่ละคนเพียงวันที่ 21 มกราคม 2542 เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ 22 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองอีก ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเฉพาะในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ลูกจ้างล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น การที่โจทก์แต่ละคนยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้ว่าคำขอดังกล่าวจะขอให้จำเลยอนุมัติให้ลาออกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และจำเลยเพิ่งจะอนุมัติให้ลาออกในวันที่ 21 มกราคม 2542 ก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นคำขอและการอนุมัติให้ลาออกตามโครงการพิเศษเกษียณอายุก่อนกำหนดนั่นเอง การอนุมัติของจำเลยดังกล่าวเป็นการอนุมัติให้โจทก์แต่ละคนลาออกตามคำขอของตนเอง จึงถือว่าเป็นการขอลาออกจากงานด้วยความสมัครใจของโจทก์แต่ละคน การที่จำเลยอนุมัติคำขอของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวมิใช่เป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสอง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามสิบสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ในการยื่นคำขอเกษียณอายุก่อนกำหนดของโจทก์แต่ละคนจะไม่มีข้อความที่แสดงว่าโจทก์แต่ละคนยินยอมสละสิทธิการเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิอยู่แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งว่า การที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่ลูกจ้างนั้นจะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสามสิบสองเป็นฝ่ายลาออกเอง จำเลยมิได้เป็นฝ่ายเลิกจ้าง ฉะนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามสิบสองที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสองเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 582 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ จันทรวงศ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2544
#35081
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยได้ประกาศขายทอดตลาดให้ประชาชนทั่วไปทราบแล้ว ทั้งได้แจ้งส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยทราบและจำเลยได้มาดูแลขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยด้วยการที่มีโจทก์เข้าประมูลสู้ราคาเพียงคนเดียว ก็มิทำให้การขายทอดตลาดครั้งนี้เสียไป

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แสดงอาการเคาะไม้เมื่อตกลงขายทรัพย์ให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่มาดูแลการขายก็รู้ว่าได้มีการตกลงขายทรัพย์ให้แก่โจทก์แล้วและจำเลยก็มิได้คัดค้านขณะนั้น แม้แท่งไม้ที่ใช้เคาะเป็นไม้เล็ก ๆ มิได้เกิดเสียงดังมากให้ได้ยินกันทั่วห้องที่ทำการขายทอดตลาดเช่นที่จำเลยฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้ทอดตลาดได้ปฏิบัติชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 509 แล้ว

ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีฯ ข้อ 81 กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้ขายปักธงเครื่องหมายการขายทอดตลาด ก็ด้วยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่ว ๆ ไปที่สนใจ จะเข้าประมูลสู้ราคาได้ทราบว่าสถานที่แห่งนั้นมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินกันเท่านั้น เมื่อผู้สนใจที่จะเข้าประมูลสู้ราคารู้สถานที่ที่จะทำการขายทอดตลาดดีแล้ว แม้การขายทอดตลาดนั้นผู้ทอดตลาดมิได้ปักธงสัญลักษณ์การขายทอดตลาดก็มิได้หมายความว่า จะทำให้การขายทอดตลาดนั้นต้องเสียไปแต่อย่างใด เพราะระเบียบของกระทรวงยุติธรรม ดังกล่าวมิใช่กฎหมาย ดังนั้น แม้ธงสัญลักษณ์การขายทอดตลาดจะปัก อยู่ ที่หน้าห้องสมุดของศาลซึ่งเป็นคนละอาคารกับสำนักงานบังคับคดี ที่ทำการขายทอดตลาดก็ตามแต่อาคารทั้งสองแห่งก็อยู่ในบริเวณเดียวกัน ทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ได้ความว่าการที่ไม่มีธงสัญลักษณ์ปักอยู่ที่ สำนักงานบังคับคดีที่ทำการขายทอดตลาดนั้นเกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี มีเจตนาทุจริตอย่างไร การอ้างเพียงไม่มีธงสัญลักษณ์ปักไว้ที่ทำการ ขายทอดตลาดเท่านั้น ไม่พอที่จะฟังว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยตกลงชำระเงิน 9,476,690.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.50 ต่อปี ของต้นเงิน 9,116,708.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5597 ตำบลห้วยไร่ (บุ่ง) อำเภอเมืองอำนาจเจริญจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วนแต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยโดยประเมินราคา4,100,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไปในราคา 6,000,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยให้โจทก์ผู้ซื้อเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการขายทอดตลาด และเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 ที่จำเลยจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า การขายทอดตลาดเป็นวิธีการซื้อขายทรัพย์อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องกระทำโดยเปิดเผยด้วยการประกาศให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ และให้โอกาสแก่ผู้สนใจได้เข้าประมูลเสนอราคาเพื่อซื้อทรัพย์นั้นได้เท่าเทียมกัน หากผู้ใดประมูลเสนอราคาสูงสุดก็เป็นผู้มีสิทธิที่จะซื้อทรัพย์ที่เสนอขายนั้นได้ถ้าเป็นราคาที่ผู้ทอดตลาดเห็นว่าเหมาะสม ซึ่งในการขายทอดตลาดดังกล่าวนั้นแม้จะมีผู้สนใจเข้าประมูลเสนอราคาเพียงคนเดียว ก็ถือเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว เพราะมิได้มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการขายทอดตลาดกำหนดห้ามไว้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยได้มีการประกาศขายทอดตลาดให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบแล้ว ทั้งได้แจ้งส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยทราบและจำเลยยังได้มาดูแลขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยด้วย การที่มีโจทก์เข้าประมูลสู้ราคาเพียงคนเดียว ก็มิทำให้การขายทอดตลาดครั้งนี้เสียไปดังเช่นที่จำเลยฎีกาที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยไม่ระบุจำนวนเงินในช่องว่างของเงื่อนไขในการเข้าสู้ราคาหรือไม่เติมเครื่องหมายขีด (-) อันทำให้ผู้ประสงค์เข้าสู้ราคาและผู้สนใจรายอื่นเสียเปรียบ เนื่องจากเงื่อนไขนั้นเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับการยกเว้นไม่ต้องวางหลักประกันนั้นเห็นว่า เมื่อพิจารณาเงื่อนไขในการเข้าสู้ราคาตามประกาศขายทอดตลาดที่ว่า "ผู้ประสงค์จะเข้าสู้ราคา ต้องวางหลักประกันการเข้าสู้ราคาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงินสด หรือแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นผู้รับเงิน หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารโดยไม่มีเงื่อนไขเป็นจำนวนเงิน บาท (....) มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิลงชื่อเข้าสู้ราคาเว้นแต่ผู้เข้าสู้ราคานั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" แล้ว เป็นเงื่อนไขที่กำหนดให้บุคคลทั่วไปที่ประสงค์เข้าประมูลสู้ราคาต้องวางหลักประกันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ก่อนตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้ในช่องว่างดังกล่าวนั้น จึงจะทำให้มีสิทธิเข้าประมูลสู้ราคาในการขายทอดตลาดทรัพย์ได้ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดครั้งนี้มิได้ระบุจำนวนเงินในช่องว่างของเงื่อนไขการเข้าสู้ราคาหรือไม่ได้เติมเครื่องหมายขีด (-) ไว้ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกันว่า บุคคลทั่ว ๆ ไปที่ประสงค์เข้าประมูลสู้ราคาสามารถที่จะเข้าประมูลสู้ราคาในการขายทอดตลาดทรัพย์ได้เลย โดยไม่จำต้องวางหลักประกันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ก่อนเลยเช่นเดียวกับโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่ว ๆ ไปที่ประสงค์จะเข้าประมูลสู้ราคา มิใช่เป็นการทำให้ต้องเสียเปรียบโจทก์ ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ประกาศขายทอดตลาดเอกสารหมาย ล.2 จึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ตกลงขายทรัพย์สินให้แก่โจทก์ว่า การ "เคาะไม้" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 509 นั้น ต้องปรากฏให้มีเสียงดังได้ยินกันทั่วบริเวณที่มีการขายทอดตลาด แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีคงใช้แท่งไม้กลมเล็กยาวประมาณ 1 คืบ ด้านหนึ่งมีหัวกลมเคาะลงบนสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะเท่านั้น จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 509 บัญญัติให้ผู้ทอดตลาดต้องมีการเคาะไม้ด้วยก็เป็นเพียงการกำหนดให้ผู้ทอดตลาดได้แสดงอาการอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประมูลรู้ว่าการขายทอดตลาดได้เสร็จบริบูรณ์แล้วด้วยการตกลงขายทรัพย์ให้แก่ผู้ประมูลที่เสนอราคาสูงสุดเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 509 นอกจากบัญญัติให้ผู้ทอดตลาดทำการเคาะไม้แล้ว ยังกำหนดให้ผู้ทอดตลาดแสดงกิริยาอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประมูลสู้ราคาการขายทอดตลาดได้รู้ว่าการขายทอดตลาดเสร็จบริบูรณ์แล้วด้วย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แสดงอาการเคาะไม้เมื่อตกลงขายทรัพย์ให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่มาดูแลการขายก็รู้ว่าได้มีการตกลงขายทรัพย์ให้แก่โจทก์แล้วและจำเลยก็มิได้คัดค้านขณะนั้นแม้แท่งไม้ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้เคาะเป็นไม้เล็ก ๆ มิได้เกิดเสียงดังมากให้ได้ยินกันทั่วห้องที่ทำการขายทอดตลาดเช่นที่จำเลยฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้ทอดตลาดได้ปฏิบัติชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 509 แล้วส่วนที่จำเลยฎีกาอีกว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ปักธงสัญลักษณ์การขายทอดตลาดจึงทำให้การขายทอดตลาดเป็นไปโดยมิชอบนั้น เห็นว่าการที่มีระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 81 กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้ขายปักธงเครื่องหมายการขายทอดตลาดก็ด้วยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่ว ๆ ไปที่สนใจจะเข้าประมูลสู้ราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินที่นำออกขายทอดตลาดตามประกาศขายทอดตลาดได้ทราบว่าสถานที่แห่งนั้นมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินกันเท่านั้น เมื่อผู้สนใจที่จะเข้าประมูลสู้ราคารู้สถานที่ที่จะทำการขายทอดตลาดตามประกาศขายทอดตลาดดีแล้ว แม้การขายทอดตลาดนั้นผู้ทอดตลาดมิได้ปักธงสัญลักษณ์การขายทอดตลาดก็มิได้หมายความว่าจะทำให้การขายทอดตลาดนั้นต้องเสียไปแต่อย่างใด เพราะระเบียบของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวมิใช่กฎหมายทั้งทางนำสืบของจำเลยก็ได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดคดีนี้ให้จำเลยทราบก่อนแล้ว และจำเลยได้มาอยู่ดูแลการขายทอดตลาดด้วย ดังนั้น แม้ธงสัญลักษณ์การขายทอดตลาดจะปักอยู่ที่หน้าห้องสมุดของศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นคนละอาคารกับสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอำนาจเจริญสถานที่ทำการขายทอดตลาดก็ตาม แต่อาคารทั้งสองแห่งก็อยู่ในบริเวณเดียวกันประกอบกับทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ได้ความว่าการที่ไม่มีธงสัญลักษณ์ปักอยู่ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดอำนาจเจริญสถานที่ขายทอดตลาดนั้นเกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีมีเจตนาทุจริตอย่างไร การอ้างเพียงไม่มีธงสัญลักษณ์ปักไว้ที่ทำการขายทอดตลาดเท่านั้น ไม่พอที่จะให้ฟังว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยโดยมิชอบ อันจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามคำร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 509
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สม ไกยกิจ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2544
#36509
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินจาก ท. เพื่อใช้ทำเป็นถนนเชื่อมหมู่บ้านจัดสรรในโครงการของจำเลย และได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินว่ายินยอมให้ ท. และที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อจาก ท. ใช้ทางได้ คำว่า"ให้ใช้ทาง" ตามสัญญาดังกล่าวย่อมหมายถึงการให้ใช้ทางได้เป็นปกติวิสัยทั่ว ๆ ไปซึ่งหากจำเลยทำทางขึ้นกว้างยาวเท่าใด คู่สัญญาก็ย่อมมีสิทธิใช้ได้ตามที่จำเลยทำขึ้น การที่จำเลยปิดกั้นทางเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ให้เหลือเพียง 1 เมตร เพื่อมิให้โจทก์นำรถยนต์เข้าไปสู่ ที่ดินของตนได้ ย่อมเป็นการทำให้สิทธิการใช้ทางตามปกติวิสัยของ โจทก์ลดน้อยลงไม่สะดวกในการใช้ทางที่ทำขึ้นตามปกติวิสัยทั่ว ๆ ไป จึงเป็นการผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108911 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 127159 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108911 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10812 และ 128808 โจทก์ที่ 4 และที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108913 โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 108914และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 130238 โจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108915, 128809 และ 128810 โจทก์ที่ 8 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 51352 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 121809 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108910 จำเลยซื้อที่ดินดังกล่าวจากนางสาวทองดี น้อยไม้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2530 โดยขณะที่ทำสัญญาจะซื้อขายกัน นางสาวทองดีกับจำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันไว้มีสาระสำคัญว่า จำเลยยินยอมให้นางสาวทองดีและที่ดินโฉนดเลขที่ 108909 ถึง 108915 และ 51352 ใช้ทางและต่อเชื่อมเมนไฟฟ้าประปาโดยไม่คิดมูลค่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2535 จำเลยได้นำท่อระบายน้ำมาตั้งเรียงปิดกั้นเส้นทางและกีดขวางทางในที่ดินของจำเลยที่ซื้อไปจากนางสาวทองดี ชิดแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้ และต่อมาประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยได้ก่อรั้วอิฐบล็อกปิดทางเข้าออกของโจทก์ทั้งแปดยาวประมาณ 5 เมตร การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการแกล้งให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถเข้าปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้ และไม่สามารถใช้ที่ดินแปลงที่จำเลยซื้อจากนางสาวทองดีได้ตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญา ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำและรื้อรั้วอิฐบล็อกพร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ทางเดินในบริเวณดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ทั้งแปดใช้สอยได้ตามสัญญา

จำเลยให้การว่า จำเลยตกลงกับนางสาวทองดีเพียงยินยอมให้นางสาวทองดีใช้ที่ดินของจำเลยส่วนที่นางสาวทองดีขายให้แก่จำเลยเป็นทางเดินผ่านเป็นการชั่วคราวเพื่อเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 108909, 108911 ถึง 108915 และ 51352 เท่านั้น ซึ่งในที่ดินดังกล่าวไม่มีสิ่งปลูกสร้างและไม่มีการใช้รถยนต์เข้าออกมาก่อนเป็นการตกลงยินยอมให้เฉพาะตัวนางสาวทองดีใช้เดินไปมาซึ่งเป็นทางกว้างไม่เกิน 1 เมตร จำเลยก็ได้เปิดทางให้นางสาวทองดีใช้ตามข้อตกลงจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้รับโอนที่ดินจะอ้างสิทธิของนางสาวทองดีได้เพียงเป็นทางเดินกว้างไม่เกิน 1 เมตร เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำและรื้อรั้วอิฐบล็อกที่ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกของโจทก์ทั้งแปดและปรับปรุงพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งแปดใช้สอยได้ตามปกติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

โจทก์ทั้งแปดฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำและรื้อรั้วอิฐบล็อกที่ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกของโจทก์ทั้งแปดและปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวให้อยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งแปดใช้สอยได้ตามปกติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและยอมรับกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108911โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 127159 โดยแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108911 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108912และ 128808 (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108912) โจทก์ที่ 4 และที่ 5เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108913 โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108914 และ 130238 (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108914) โจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108915, 128809 และ 128810 (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 51352) โจทก์ที่ 8 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 51352 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้ซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 108910 จากนางสาวทองดี น้อยไม้ และได้มีการทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.36 ต่อมาจำเลยนำท่อระบายน้ำไปวางปิดกั้นขวางทางเข้าออกรวมทั้งก่ออิฐปิดกั้นทางเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดที่ดินของโจทก์ทั้งแปดและส่วนที่จำเลยซื้อไปจากนางสาวทองดีเดิมเป็นที่ดินรวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 51352 ของโจทก์ที่ 8 มาก่อน โดยโจทก์ที่ 8 แบ่งให้นางสาวทองดีก่อนที่นางสาวทองดีจะขายให้จำเลย เมื่อจำเลยซื้อที่ดินไปจากนางสาวทองดีได้นำที่ดินไปทำเป็นถนนเชื่อมหมู่บ้านของจำเลยที่เป็นโครงการเก่ากับโครงการใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ว่า ตามสัญญาจะซื้อขายและบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนางสาวทองดีตามเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 หรือเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 มีผลผูกพันโจทก์ทั้งแปดหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในเบื้องต้นว่าโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิจะใช้ทางพิพาท เพียงแต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะใช้ได้ทั้งหมดหรือเพียง 1 เมตร ตามที่จำเลยต่อสู้ ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นนี้ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยนำสืบและมีคำพิพากษาไปตามประเด็นที่ศาลฎีกากำหนดไว้ จึงชอบแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ว่า คำว่า "ให้ใช้ทาง"ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทข้อ 5 เอกสารหมาย ล.5 นั้นหมายความว่า "ให้ใช้ทางตามปกติตามสภาพที่นางสาวทองดีใช้อยู่ในขณะนั้นคือเป็นทางเดินเท้า" ซึ่งมีความหมายว่าทางเดินเท้ากว้าง 1 เมตร เท่านั้นเห็นว่า คำว่า "ให้ใช้ทาง" ตามสัญญาดังกล่าวหมายถึงการให้ใช้ทางได้เป็นปกติวิสัยทั่ว ๆ ไปซึ่งหากจำเลยทำทางขึ้นกว้างยาวเท่าใดคู่สัญญาก็ย่อมมีสิทธิใช้ได้ตามที่จำเลยทำขึ้น การที่จำเลยไปปิดกั้นทางเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดให้เหลือเพียง 1 เมตร เพื่อมิให้โจทก์ทั้งแปดนำรถยนต์เข้าไปสู่ที่ดินของตนได้ย่อมเป็นการทำให้สิทธิการใช้ทางตามปกติวิสัยของโจทก์ทั้งแปดลดน้อยลงทำให้โจทก์ทั้งแปดไม่สะดวกในการใช้ทางที่ทำขึ้นตามปกติวิสัยทั่ว ๆ ไป การกระทำของจำเลย จึงเป็นการผิดสัญญาที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประนอม มินโด กับพวก
จำเลย — บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2544
#69480
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินจาก ท. เพื่อใช้ทำเป็นถนนเชื่อมหมู่บ้านจัดสรรในโครงการของจำเลย และได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินว่า ยินยอมให้ ท. และที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อจาก ท. ใช้ทางได้ คำว่า "ให้ใช้ทาง" ย่อมหมายถึงการให้ใช้ทางได้เป็นปกติวิสัยทั่ว ๆ ไป ซึ่งหากจำเลยทำทางขึ้นกว้างยาวเท่าใด คู่สัญญาก็ย่อมมีสิทธิใช้ได้ตามที่จำเลยทำขึ้น การที่จำเลยปิดกั้นทางเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ให้เหลือเพียง 1 เมตร เพื่อมิให้โจทก์นำรถยนต์เข้าไปสู่ที่ดินของตนได้ ย่อมเป็นการทำให้สิทธิการใช้ทางตามปกติวิสัยของโจทก์ลดน้อยลง ไม่สะดวกในการใช้ทางที่ทำขึ้นตามปกติวิสัยทั่ว ๆ ไป จึงเป็นการผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำและรื้อรั้วอิฐบล็อกพร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ทางเดินในบริเวณที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งแปดใช้สอยได้ตามสัญญา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย และมีคำพิพากษาให้จำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำและรื้อรั้วอิฐบล็อกที่ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกของโจทก์ทั้งแปดและปรับปรุงพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งแปดใช้สอยได้ตามปกติ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

โจทก์ทั้งแปดฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยขนย้ายท่อระบายน้ำและรื้อรั้วอิฐบล็อกที่ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกของโจทก์ทั้งแปดและปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวให้อยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งแปดใช้สอยได้ตามปกติ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108911 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 127159 โดยแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108911 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108912 และ 128808 (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108912) โจทก์ที่ 4 และที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108913 โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108914 และ 130238 (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 108914) โจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 108915, 128809 และ 128810 (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 51352) โจทก์ที่ 8 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 51352 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด ได้ซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 108910 จากนางสาวทองดี และได้มีการทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ต่อมาจำเลยนำท่อระบายน้ำไปวางปิดกั้นขวางทางเข้าออก รวมทั้งก่ออิฐปิดกั้นทางเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งแปด ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดและส่วนที่จำเลยซื้อไปจากนางสาวทองดีเดิมเป็นที่ดินรวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 51352 ของโจทก์ที่ 8 มาก่อน โดยโจทก์ที่ 8 แบ่งให้นางสาวทองดีก่อนที่นางสาวทองดีจะขายให้จำเลย เมื่อจำเลยซื้อที่ดินไปจากนางสาวทองดี ได้นำที่ดินไปทำเป็นถนนเชื่อมหมู่บ้านของจำเลยที่เป็นโครงการเก่ากับโครงการใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยมีว่า ตามสัญญาจะซื้อขายและบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนางสาวทองดีมีผลผูกพันโจทก์ทั้งแปดหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วในเบื้องต้นว่าโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิจะใช้ทางพิพาท เพียงแต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะใช้ได้ทั้งหมดหรือเพียง 1 เมตร ตามที่จำเลยต่อสู้ ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นนี้ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยนำสืบและมีคำพิพากษาไปตามประเด็นที่ศาลฎีกากำหนดไว้ จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ว่า คำว่า "ให้ใช้ทาง" ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทข้อ 5 นั้น หมายความว่า "ให้ใช้ทางตามปกติตามสภาพที่นางสาวทองดีใช้อยู่ในขณะนั้นคือ เป็นทางเดินเท้า" ซึ่งมีความหมายว่าทางเดินเท้ากว้าง 1 เมตร เท่านั้น เห็นว่า คำว่า "ให้ใช้ทาง" ตามสัญญาดังกล่าวหมายถึงการให้ใช้ทางได้เป็นปกติวิสัยทั่ว ๆ ไป ซึ่งหากจำเลยทำทางขึ้นกว้างยาวเท่าใดคู่สัญญาก็ย่อมมีสิทธิใช้ได้ตามที่จำเลยทำขึ้น การที่จำเลยไปปิดกั้นทางเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดให้เหลือเพียง 1 เมตร เพื่อมิให้โจทก์ทั้งแปดนำรถยนต์เข้าไปสู่ที่ดินของตนได้ย่อมเป็นการทำให้สิทธิการใช้ทางตามปกติวิสัยของโจทก์ทั้งแปดลดน้อยลง ทำให้โจทก์ทั้งแปดไม่สะดวกในการใช้ทางที่ทำขึ้นตามปกติวิสัยทั่ว ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญา

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งแปด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 374 ม. 1387 ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประนอม มินโด กับพวก
จำเลย — บริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2544
#67126
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้เป็นนายวงจัดให้มีการเล่นแชร์ โจทก์เป็นกรรมการบริษัท ก. โจทก์ในนามบริษัทดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ร่วมเข้าเล่นแชร์ดังกล่าวรวม 2 วง ต่อมาโจทก์ประมูลแชร์ทั้งสองวงได้ และได้รับเช็คพิพาทรวม 2 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง ต่อมา เช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายแม้เช็คพิพาททั้งสองฉบับจะระบุจ่าย "บริษัท ก." แต่ก็มิได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครอง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 และมีอำนาจฟ้อง แต่แชร์ทั้งสองวงดังกล่าว มีนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 5 นิติกรรมการเล่นแชร์ทั้งสองวง จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิ เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองเพื่อเป็นฉบับประกันในการเล่นแชร์ อีกทั้งเช็คพิพาททั้งสองฉบับไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ เนื่องจากเป็นเช็คที่ออกประกันการเล่นแชร์ที่มีนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. ๒๕๓๔ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ได้ตั้งวงแชร์โดยจำเลยที่ ๑ ประมูลแชร์ได้และออกเช็คพิพาทไว้ ต่อมาบริษัทเกียรติบุญชัยค้าไม้ จำกัด ประมูลแชร์ได้ จำเลยที่ ๒ จึงมอบเช็คให้บริษัทดังกล่าวเพื่อไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ ๑ โจทก์มิใช่ผู้ร่วมเล่นแชร์กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงิน โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที. เอ็ม. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้เป็นนายวงจัดให้มีการเล่นแชร์ โจทก์เป็นกรรมการบริษัทเกียรติบุญชัยค้าไม้ จำกัด กับจำเลยที่ ๑ ร่วมเข้าเล่นแชร์ ดังกล่าวรวม ๒ วง ต่อมาโจทก์ประมูลแชร์ทั้งสองวงได้ และได้รับเช็คพิพาทรวม ๒ ฉบับ คือเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักสาขาพลับพลาไชย เลขที่ ๒๙๐๖๑๕๐ และ ๒๙๔๘๐๖๒ เช็คพิพาททั้งสองฉบับลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำนวนเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ ๒ เป็นผู้สลักหลัง ต่อมาเช็คพิพาท ทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย แล้ววินิจฉัยว่า แม้เช็คพิพาททั้งสองฉบับจะระบุจ่าย "บริษัทเกียรติบุญชัยค้าไม้ จำกัด" แต่ก็หาได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออกไม่ ดังนี้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครอง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ และมีอำนาจฟ้อง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อแชร์ทั้งสองวงดังกล่าวมี นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๕ นิติกรรมการเล่นแชร์ ทั้งสองวงจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 900 ม. 904
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ เหล่าชำนาญวานิช
จำเลย — บริษัท ไอ. ซี. โอ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประยูร ณ ระนอง
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2544
#36508
เปิดฉบับเต็ม

หลังเกิดเหตุละเมิด พ. เป็นผู้เจรจากับโจทก์หลายครั้งรวมทั้งที่บริษัทจำเลยที่ 3 โดยให้นามบัตรแก่โจทก์ซึ่งระบุว่าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 นอกจากนี้ พ. อยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 3 เป็นประจำซึ่งมีหน้าที่จ่ายงานในบริษัทจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ของ พ. ที่แสดงออกมาดังกล่าวดุจ พ. เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 3 แม้จะไม่มีชื่อ พ. เป็นกรรมการตามหนังสือรับรองบริษัทก็ตาม ย่อมก่อให้ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องเข้าใจและรับรู้ถึงอำนาจการจัดการของ พ. กรณีเป็นการที่จำเลยที่ 3 เชิด พ. ให้กระทำการแทน จำเลยที่ 3 โดยออกนอกหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 โจทก์ขับรถยนต์รับจ้างหมายเลขทะเบียน 8 ท-1784 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางด่วนเฉลิมมหานครขณะจอดรถรอสัญญาณไฟบริเวณจุดลงทางด่วนท่าเรือคลองเตย จำเลยที่ 1ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 72-0794 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนท้ายรถยนต์รับจ้างที่โจทก์ขับอย่างแรง เป็นเหตุให้รถยนต์รับจ้างพุ่งชนรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าเสียหาย โจทก์ซ่อมรถยนต์รับจ้างเสียค่าแรงงานและค่าอะไหล่รวมจำนวน 60,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคิดเป็นเงินรวมจำนวน 30,000 บาท และขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันละเมิดถึงวันฟ้องรวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน94,549.31 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 94,549.31บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 90,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3ประกอบกิจการรับฝากสินค้า การที่ลูกค้าว่าจ้างรถยนต์ของผู้อื่นนำตู้สินค้ามาฝากไว้ในโรงเก็บสินค้าของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าซ่อมรถจำนวน 53,018 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวน 30,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินสองจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยค่าซ่อมรถให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2539 ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้คิดนับถัดจากวันฟ้อง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม6,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 221 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3ฎีกาว่านายไพฑูรย์ ใจทัศน์กุล เป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ซึ่งหนังสือรับรองก็ไม่ระบุว่านายไพฑูรย์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ.8 ก็ไม่ระบุว่านายไพฑูรย์เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 นามบัตรของนายไพฑูรย์ที่ระบุว่าเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 3 เป็นการพิมพ์ขึ้นเองโดยจำเลยที่ 3 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย การที่โจทก์มาพบนายไพฑูรย์ที่สำนักงานของจำเลยที่ 3 อาจเป็นเพราะนายไพฑูรย์มาติดต่อในเรื่องงาน เพราะจำเลยที่ 2 มีรถยนต์บรรทุกให้เช่าขนตู้สินค้า ส่วนจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจรับฝากตู้สินค้า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เห็นว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์ชนกันแล้ววันรุ่งขึ้นนายไพฑูรย์ได้เข้าไปเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์และเจ้าของรถยนต์คันอื่น ๆ ที่ได้รับความเสียหายด้วยอีก 3 คัน โดยนายไพฑูรย์ได้มอบนามบัตรซึ่งระบุว่ามาจากบริษัทจำเลยที่ 3 แก่โจทก์ด้วย หากนายไพฑูรย์ไม่เข้าไปเจรจาดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจก็คงจะไม่ยอมปล่อยรถยนต์ของจำเลยที่ 2ออกมาเช่นนั้นเพราะขณะนั้นเจ้าพนักงานตำรวจก็ยังมิได้ตรวจสอบว่ารถยนต์บรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 72-0794 กรุงเทพมหานคร มีผู้ใดเป็นเจ้าของจึงไม่ได้ระบุในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องอย่างไรคงระบุแต่เพียงว่านายไพฑูรย์ตัวแทนของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 72-0794 กรุงเทพมหานคร คันที่เกิดเหตุเท่านั้น ซึ่งโจทก์และร้อยตำรวจโทไมตรี มิ่งบุญมีเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเข้าใจในขณะนั้นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุด้วย เพราะหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เข้ามอบตัวยอมรับสารภาพและยอมเสียค่าปรับและเอารถยนต์ออกไปแล้วร้อยตำรวจโทไมตรีจึงไม่ได้เรียกจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 มาสอบสวนอีก การที่ร้อยตำรวจโทไมตรีไม่ระบุในเอกสารหมาย จ.8 ให้ชัดเจนจึงไม่ใช่ข้อพิรุธ แม้นายไพฑูรย์จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 แต่ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3ด้วย และจำเลยที่ 3 ก็มิได้นำนายไพฑูรย์มาสืบแสดงให้เห็นว่าเหตุใดจึงพิมพ์นามบัตรว่าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 เช่นนั้น กับไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการใด ๆ แก่นายไพฑูรย์ ทั้งเมื่อนายไพฑูรย์ให้นามบัตรแก่โจทก์แล้วยังได้ให้รถลากนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อนที่อู่ ป. ลาซาลที่ถนนสุขุมวิท ซอย 105 และนัดหมายให้โจทก์ไปพบในวันรุ่งขึ้นด้วยเมื่อโจทก์ไปแล้วไม่พบ วันรุ่งขึ้นโจทก์จึงไปพบนายไพฑูรย์ที่บริษัทจำเลยที่ 3ตามแผนที่ที่นายไพฑูรย์วาดไว้ให้ นายไพฑูรย์จ่ายค่าลากรถจำนวน 800 บาทให้เจ้าของอู่ และได้ตกลงกับเจ้าของอู่ที่เรียกค่าซ่อมก่อน 40,000 บาท โดยนัดให้มารับเงินที่บริษัทจำเลยที่ 3 วันรุ่งขึ้นเมื่อโจทก์กับภริยาเจ้าของอู่ไปขอรับเงินนายไพฑูรย์ก็ขอผัดผ่อน วันต่อมาโจทก์ไปที่บริษัทจำเลยที่ 3ก็พบนายไพฑูรย์อีก นายไพฑูรย์จึงท้าทายให้ไปฟ้องจะเห็นได้ว่านายไพฑูรย์ได้มาอยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 3 เป็นประจำ ซึ่งโจทก์ยืนยันว่านายไพฑูรย์มีหน้าที่จ่ายงานให้รถยนต์บรรทุกพ่วงในบริษัทจำเลยที่ 3 และเป็นผู้จัดการทั้งนายไพฑูรย์แจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อตอบคำถามค้านโจทก์ก็เบิกความว่า เห็นนายไพฑูรย์นั่งสั่งงานไม่เคยพบกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งนางสาวชนัญญา คงปรีชา พยานจำเลยที่ 3 ก็มิได้เบิกความให้เห็นเป็นอย่างอื่น คงเบิกความลอย ๆ ว่า นายไพฑูรย์มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ 3 เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหากนายไพฑูรย์มิได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทจำเลยที่ 3 แล้ว นายไพฑูรย์จะเข้าไปอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 ได้อย่างไร พฤติการณ์ของนายไพฑูรย์ที่แสดงออกมาดังกล่าวดุจนายไพฑูรย์เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยที่ 3 แม้จะไม่มีชื่อนายไพฑูรย์เป็นกรรมการตามเอกสารหมาย จ.4 ก็ตาม ย่อมก่อให้ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องเข้าใจและรับรู้ถึงอำนาจการจัดการของนายไพฑูรย์กรณีเป็นการที่จำเลยที่ 3 เชิดนายไพฑูรย์ ให้กระทำการแทนจำเลยที่ 3 โดยออกนอกหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างและต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ในศาลชั้นต้นมีจำนวนทุนทรัพย์ 94,549.31 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แก่โจทก์ จึงเกินอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นั้น ไม่ชัดเจนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้แก้ไขเรื่องค่าทนายความในศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายรวม 4,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 221 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประสงค์ เมืองปลื้ม
จำเลย — นาย ประยูร อิ่มยิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2544
#35080
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาและกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาวางศาลภายในวันที่ 11 กรกฎาคม จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 13 กรกฎาคม ขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาอ้างว่าเป็นช่วงเปิดเทอมซึ่งบุตรของจำเลยต้องใช้เงินมาก จำเลยติดต่อยืมเงินจากเพื่อนแล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่ได้รับเงินตามที่ยืม จำเลยจึงเดินทางไปหาพี่ชายแต่พี่ชายไปทำงานต่างอำเภอ วันรุ่งขึ้นจึงพบและได้เงินมารวมกับเงินที่จำเลยมีอยู่แล้วนำมาวางศาล ดังนี้ เป็นกรณีที่ จำเลยไม่ขวนขวายหาเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาเสียแต่เนิ่น ๆ หาใช่เหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาตามคำร้องจึงมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณา จึงเห็นควรให้ยกคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) และมาตรา 247 กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 142(5) ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 298,231 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 278,231 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 559 อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ หากไม่พอใจให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 298,291 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 278,231 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นฎีกา และยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ว่า จำเลยมิใช่คนยากจนไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาอย่างคนอนาถา ยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาค่าคำร้องให้เป็นพับให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาวางศาลภายใน60 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจยื่นฎีกา

วันที่ 13 กรกฎาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และสั่งรับฎีกาของจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ได้กำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาวางศาลภายใน 60 วัน จำเลยมีสิทธิวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาในวันอังคารที่ 11 กรกฎาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 13 กรกฎาคม2543 ขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา เป็นการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การขอขยายหรือย่นระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาซึ่งยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ที่จำเลยอ้างว่าระหว่างที่จำเลยได้รับคำสั่งศาลให้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นช่วงเปิดเทอม ซึ่งบุตรของจำเลยต้องใช้เงินมากจำเลยติดต่อยืมเงินจากเพื่อข้าราชการแล้ว จึงแจ้งทนายจำเลยว่ายังไม่ต้องขอขยายระยะเวลาวางเงิน เนื่องจากเพื่อนข้าราชการรับปากว่าจะให้ยืมเงินในวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่ได้รับเงินตามที่ยืม ในวันนั้นจำเลยจึงเดินทางไปหาพี่ชายของจำเลย แต่ปรากฏว่าพี่ชายไปทำงานต่างอำเภอ วันรุ่งขึ้นจำเลยติดตามไปจนพบพี่ชายและได้เงินจากพี่ชาย ซึ่งยืมจากเพื่อนร่วมงานมาให้ นำมารวมกับเงินที่จำเลยมีอยู่บ้างแล้วนำมาวางศาลตามคำร้องนั้น เป็นกรณีที่จำเลยไม่ขวนขวายหาเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาเสียแต่เนิ่น ๆ หาใช่เหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้แก่จำเลยได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาตามคำร้องลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 จึงมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาเมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ยกคำสั่งอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) ประกอบด้วยมาตรา 247 และกรณีไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นระยะเวลา 60 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 142(5) ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาตามคำร้องลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ค่าคำร้องให้เป็นพับ และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย โจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 298,291 บาท เกินคำขอของโจทก์ น่าจะเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 จึงแก้ไขจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็น 298,231 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สุขใจวิศวกรรม จำกัด
จำเลย — นาง จินตนา ช่างเพชร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438/2544
#35079
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นมิได้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลย เนื่องจากจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน3,021,206.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน2,472,893.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามจนกว่าชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ประกอบจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้แถลงรับข้อเท็จจริงบางประการไว้แล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ติดใจถามค้าน และเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2และที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน3,021,206.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน2,472,893.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 60861 ตำบลลาดยาว (บางซื้อฝั่งใต้)อำเภอบางเขน (บางซื่อ) จังหวัดพระนครและที่ดินโฉนดเลขที่ 12456,18804 และ 18805 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามจนกว่าจะชำระหนี้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องจึงถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ติดใจถามค้าน และงดสืบพยานจำเลยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นและผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ทั้งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท บ้านตากกรุ๊ป ออฟ คอมพานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2544
#36507
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งยกคำแถลงขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ หากจำเลยไม่เห็นด้วย ต้องทำเป็นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 และมาตรา 229 แม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ แต่เป็นการยื่นอุทธรณ์ภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,025,863.70 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 2,500,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุนจึงไม่มีอำนาจออกตั๋วแลกเงินตามฟ้องจึงไม่สามารถใช้บังคับได้ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า นางสาวสุนีย์พรรัตนมณี ลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งทนายความโดยมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลย การยื่นคำให้การของจำเลยจึงไม่ชอบให้เพิกถอนคำสั่งที่รับคำให้การจำเลย และมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน201,061.64 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยยื่นคำแถลง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้อง) ขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่พร้อมคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยได้แถลงว่านางสาวสุนีย์พรเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยอย่างถูกต้อง แต่ทนายจำเลยมิได้ยื่นหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงพร้อมกับคำให้การของจำเลย ศาลนัดฟังคำพิพากษาทันทีโดยจำเลยไม่มีโอกาสนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาแสดง จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงขอขยายระยะเวลาเนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษ และสั่งคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยจึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่ง 2 ประการ คือ สั่งยกคำแถลงขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ต้องทำเป็นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223และมาตรา 229 ซึ่งจำเลยโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นทั้ง 2 ประการรวมกันมาโดยทำเป็นอุทธรณ์ฉบับเดียว แม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ แต่เป็นการยื่นอุทธรณ์ภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ แต่พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี น่าจะเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้แก้ไขอัตราดอกเบี้ยในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท 747 อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัท เอส แอล ซี ลิสซิ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2544
#35078
เปิดฉบับเต็ม

การแย่งการครอบครองที่ดินจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ร. เพราะร. ได้ยกให้ ว. ก่อนตาย ว. ได้ครอบครองทำประโยชน์มาประมาณ20 ปี โดยโจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้อง แล้ว ว. ได้ขายให้จำเลย จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อจาก ว. ไม่ได้บุกรุก เห็นได้ว่าจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่ต้น จำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่จึงไม่ชอบ

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาบางส่วนขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินตาม ส.ค.1เลขที่ 3 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรีให้จำเลยทั้งสองปรับพื้นดินให้อยู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกปีละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินแปลงพิพาทตาม ส.ค.1เลขที่ 3 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรีกึ่งหนึ่ง ทางด้านทิศตะวันออกเป็นของโจทก์และทายาทโดยธรรมของนางทอน สาระวงษ์ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายอีกปีละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในกำหนด จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเกินมาจำนวน 61,641.50 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับและไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายบุญ สาระวงษ์ และนางทอนสาระวงษ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน คนหนึ่งคือนายละออง สาระวงษ์นางทอนเป็นบุตรนางหราบหรือหลาบหรือกุหลาบ พระฉาย มีน้องร่วมมารดาคนหนึ่งคือนางหวัน มุนิต นางหราบ นางทอน และนายละออง ต่างถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยนางหราบตายไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2510 นางทอนตายวันที่ 30 กันยายน 2531 นายละอองตายปี 2534 เดิมที่ดินแปลงพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 3 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 100 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา เป็นของนางหราบใช้ทำนาทำไร่และปลูกบ้านอยู่อาศัยร่วมกับนางทอนและนางหวัน นางทอนแต่งงานก่อนนางหวัน แต่งงานแล้วนางทอนได้แยกครอบครัวออกไปอยู่กับนายบุญสามีส่วนนางหวันและนายแผน มุนิต สามียังคงอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทร่วมกับนางหราบ ปี 2524 หลังจากนางหราบตายไปแล้ว นางหวันได้นำที่ดินแปลงพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเองทั้งแปลง นางทอนคัดค้านเจ้าพนักงานจึงไม่ออกโฉนดที่ดินให้นางหวัน ต่อมาปี 2532 หลังจากนางทอนตายไปแล้วนางหวันได้นำที่ดินแปลงพิพาทไปขายให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางหราบหรือไม่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางหราบเพราะนางหราบได้ยกให้นางหวันแล้วตั้งแต่ก่อนนางหราบจะถึงแก่ความตาย และนางหวันได้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของตลอดมา ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นของนางหวัน เมื่อนางหวันได้ขายให้จำเลยทั้งสองแล้วที่ดินแปลงพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองนำสืบว่า นอกจากที่ดินแปลงพิพาทแล้วนางหราบยังมีที่ดินอยู่อีกแปลงหนึ่งเนื้อที่เท่า ๆ กับที่ดินแปลงพิพาทและนางหราบได้ยกให้นางทอนไปก่อนแล้วจึงได้ยกที่ดินแปลงพิพาทให้นางหวันด้วยวาจา หลังจากนางหราบตายไปแล้วนางหวันได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทเพียงลำพัง นางทอน โจทก์และนายละอองไม่เคยมายุ่งเกี่ยว ฝ่ายโจทก์นำสืบว่า นางหราบมีที่ดินแปลงพิพาทอยู่แปลงเดียวไม่เคยยกให้นางหวันหลังจากนางหราบตายไปแล้ว นางทอนและนางหวันได้แบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดคนละครึ่ง โดยนางทอนครอบครองทางด้านทิศตะวันออก นางหวันครอบครองทางด้านทิศตะวันตก นางทอนตายแล้วโจทก์และนายละอองได้เข้าครอบครองส่วนของนางทอนสืบต่อมาเห็นว่า นางห่อน ศรีนาก นางลำดวน สาระวงษ์ และนายเวิน เยาวยอดพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางหราบมีที่ดินอยู่แปลงเดียวคือที่ดินแปลงพิพาท ทั้งนางห่อนเบิกความด้วยว่า หลังจากนางทอนแยกครอบครัวออกไปแล้วนางทอนยังเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาทอยู่ และนายเวินก็เบิกความว่า หลังจากนางหราบตายแล้ว นางทอนและนางหวันต่างก็ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทโดยนางทอนทำประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกร่วมกับลูก ๆ นางหวันทำประโยชน์ทางด้านทิศตะวันตกนางทอนตายแล้ว โจทก์และนายละอองก็ยังเข้าไปในที่ดินดังกล่าว เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ ประกอบกับปรากฏว่าเมื่อนางหวันนำที่ดินแปลงพิพาทไปขอออกโฉนดและนางทอนคัดค้านแล้ว นางหวันก็หาได้นำคดีไปฟ้องร้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของตนทั้งแปลงแต่อย่างใดไม่จึงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่านางหราบมีที่ดินแปลงพิพาทอยู่แปลงเดียวมิได้ยกให้นางหวัน เมื่อนางหราบถึงแก่ความตาย ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นมรดกของนางหราบอันตกได้แก่นางทอนกับนางหวันและนางทอนกับนางหวันได้แบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วคนละครึ่ง โดยนางทอนครอบครองทางด้านทิศตะวันออก นางหวันครอบครองทางด้านทิศตะวันตกที่ดินแปลงพิพาทกึ่งหนึ่งทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นส่วนที่พิพาทกันอยู่ในคดีนี้จึงตกเป็นของนางทอน เมื่อนางทอนถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และทายาทของนางทอน นางหวันจึงไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนพิพาทไปขายให้แก่จำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวก็ต้องถือว่าเป็นการครอบครองแทนเจ้าของ จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินส่วนพิพาท ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกามาด้วยว่า พฤติการณ์นางทอนและทายาทปล่อยให้นางหวันครอบครองที่ดินแปลงพิพาทเพียงคนเดียวเป็นการเชิดให้นางหวันเป็นตัวแทนขายที่ดินส่วนของนางทอน จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวจากนางหวันโดยสุจริตจึงได้สิทธิครอบครองนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาประการที่สอง คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินส่วนพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า การแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางหราบเพราะนางหราบได้ยกให้นางหวันก่อนตายนางหวันได้ครอบครองทำประโยชน์มาประมาณ 20 ปี โดยนางทอน โจทก์และนายละอองไม่เคยเกี่ยวข้อง แล้วนางหวันได้ขายให้จำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองจึงได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อจากนางหวัน ไม่ได้บุกรุกเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินแปลงพิพาททั้งแปลงเป็นของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสองมิได้ยอมรับว่าที่ดินแปลงพิพาทส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นของนางทอนหรือของโจทก์และทายาทของนางทอน คดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทเกิน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงถูกต้องแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการที่สาม คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาทรวมทั้งส่วนทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นส่วนที่โจทก์ครอบครองต่อจากนางทอน โดยใช้รถตักดิน รถไถดินและรถบรรทุกเข้าไปตักดินบริเวณดังกล่าวจนเป็นบ่อและถมดินให้สูงขึ้น ทำให้โจทก์กับทายาทของนางทอนและทายาทของนางหราบได้รับความเสียหายไม่สามารถครอบครองที่ดินแปลงพิพาทได้อย่างปกติสุข คิดเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวและค่าเสียหายอีกปีละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาท เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว การที่จำเลยทั้งสองได้ขุดตักดินถมดินตรงไหนกว้างยาวเท่าใด เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้าย โจทก์เสียหายเพียงใด เห็นว่าแม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นว่าที่ดินส่วนพิพาทสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใด หรือนำไปให้เช่าได้ค่าเช่าปีละเท่าใด แต่การที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปครอบครองขัดขวางมิให้โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอยู่ในตัว ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามความเหมาะสมได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินสำหรับใช้ทำนาทำไร่และปลูกบ้านอยู่อาศัย มีทางรถยนต์เข้าถึงเฉพาะ ส่วนพิพาทมีเนื้อที่ 50 ไร่เศษ โจทก์และจำเลยทั้งสองตีราคากันไว้ถึง 2,515,625 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้ปีละ50,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกค่าใช้จ่ายนั้น เห็นว่า เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นกระทำการปรับที่ดินในกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สำเนียง สมยา หรือสาระวงษ์
จำเลย — นาย จรินทร์ สวนแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432/2544
#36422
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์และจำเลยแบ่งแยกออกจากที่ดินแปลงเดียวกันแต่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ โจทก์ย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ติดทางสาธารณะไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โดยไม่ต้องคำนึงว่า ข้อตกลงที่จะเปิดทางเพื่อใช้เป็นทางออก สู่ทางสาธารณะที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกันไว้ด้วยวาจาจะใช้บังคับได้หรือไม่

ตามคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ได้ขอเปิดทางจำเป็นกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้เปิดทางจำเป็นกว้าง 3 เมตร จึงเป็นการตัดสินตามข้อหาในคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 มิได้วินิจฉัยนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23804 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23805 โจทก์ที่ 4 เคยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23806 และ 23807 แต่ได้ขายฝากแก่นายวิวัฒน์ ผสมทรัพย์ ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 7 มีนาคม 2539 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23802 และ 23803 ที่ดินทุกแปลงข้างต้นเดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันโดยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ซึ่งเป็นของพลตรีชาญ วุฒิรณประมวลชน เมื่อปี 2515 พลตรีชาญได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ออกเป็นแปลงย่อยรวม 7 แปลง เป็นโฉนดเลขที่ต่าง ๆ ตามฟ้องข้างต้นและนำออกขาย ผู้ซื้อที่ดินจากพลตรีชาญต่างตกลงเปิดทางออกทางด้านทิศใต้ของที่ดินกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดหน้าที่ดินแต่ละคนเพื่อทำเป็นทางเข้าออกสำหรับรถยนต์ของทุกคนโดยมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยต่างเป็นผู้รับโอนที่ดินจากเจ้าของเดิม ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสี่และผู้ที่เกี่ยวข้องเคยติดต่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23803 และเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ทางด้านทิศใต้ติดถนนซอยเพื่อจดทะเบียนแบ่งที่ดินด้านทิศใต้เป็นทางกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร แต่จำเลยเรียกร้องเงินค่าทำทางผ่าน โจทก์ทั้งสี่ไม่ยินยอมเพราะผิดข้อตกลงแต่เดิม ขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 23803 ตามที่ตกลงกันไว้ โดยให้จำเลยจดทะเบียนเปิดทางด้านทิศใต้กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 23803 ตำบลตลาดบางเขน (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานครเพื่อเป็นทางออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 7524, 23804, 23805, 23806 และ 23807 ของโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยเปิดทางพิพาทโดยอ้างความจำเป็นและข้อตกลงตามฟ้อง เพราะโจทก์ทั้งสี่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินในขณะที่มีการแบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเดิม และไม่มีการตกลงเรื่องการเปิดทางออกตามที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง โจทก์ทั้งสี่และจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อตกลงที่อ้างใช้บังคับไม่ได้ตามกฎหมายเพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือ หรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานายวิวัฒน์ ผสมทรัพย์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งสี่กว้าง 3 เมตร ตลอดทางจนออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตามรอยขีดสีแดงภายในเส้นสีแดงในแผนที่ด้านหลังโฉนดเอกสารหมาย จ.1 บนที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 23803 ตำบลตลาดบางเขน (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ส่วนคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทางจำเป็นหากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เมื่อทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้วโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้โดยอำนาจแห่งกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 จึงไม่จำต้องจดทะเบียนสิทธิอีก ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมกับของจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยโดยจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินสองแปลง ที่ดินของจำเลยติดถนนสาธารณะ ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมไม่ติดถนนสาธารณะ มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าทางพิพาทตามฟ้องเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ในการซื้อที่ดินนั้น ผู้ซื้อต้องการถนนกว้าง 3 เมตร ทางด้านทิศใต้ซึ่งผ่านที่ดินทุกแปลงในภายหลังได้มีการระวังแนวเขตซึ่งได้มีการมาพบเจ้าของที่ดินแต่ละแปลงก็ได้มีการพูดคุยกันถึงถนนดังกล่าวเจ้าของที่ดินทุกแปลงได้คุยกับนางมาลัยและนางมาลัยตกลงว่าจะทำถนน แต่ต่อมานางมาลัยยกที่ดินให้บุตรสาวและนางมาลัยก็ถึงแก่ความตาย ได้มีการติดต่อกับจำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว จำเลยแจ้งว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ละแปลงเป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 จะมาใช้ถนนตามหมายเลข 7 ในแผนที่เอกสารหมาย ล.1 ได้หรือไม่โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบ แต่โจทก์ที่ 1 ทราบมาว่าเจ้าของที่ดินดังกล่าวไม่ให้ใช้ที่ดินเพราะจะมีการกั้นรั้วและสร้างอพาร์ตเมนต์ โจทก์ที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ที่ดินที่ซื้อนั้นมีทางเข้าออกด้านหน้าซึ่งต้องผ่านที่ของนางมาลัย ด้านข้างต้องผ่านที่ของหมอร่มไทรและด้านหลังซึ่งติดกับริมคลองเป็นทางเดินแคบ ๆ หากจะเดินไปทางริมคลองต้องเดินผ่านบ้านซึ่งปลูกขวางอยู่โดยเดินผ่านใต้ถุนบ้านไป ตอนที่ซื้อที่ดินเจ้าของที่ดินทุกแปลงก็ตกลงกันว่าจะแบ่งทางไว้กว้าง 3 เมตร เป็นถนนออกสู่ทางสาธารณะเพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ภายในออกสู่ทางสาธารณะได้ และโจทก์ที่ 4 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การเดินทางไปยังที่ดินนั้น สามารถเดินไปได้โดยเดินจากถนนแจ้งวัฒนะไปตามถนนหมายเลข 8 แต่ต้องมุดใต้ถุนบ้านของคนอื่นที่ปลูกขวางทางอยู่ซึ่งสูงจากพื้นดินแค่คอ เวลาเดินต้องก้ม นายประกิจ เกษรา เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ตอนซื้อที่ดินจากพลตรีชาญในครั้งแรก ผู้ซื้อทุกคนตกลงกันว่าจะแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งกว้าง 3 เมตร เป็นทางเดินเข้าออกทุกแปลง นางมาลัยผู้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นมารดาของจำเลยก็ตกลงด้วยและนายประกิจเบิกความตอบแทนจำเลยถามค้านว่า ปัจจุบันนี้โจทก์ทั้งสี่ก็ไม่สามารถเดินจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ไปยังสุดถนนหมายเลข 7 ได้ เพราะมีรั้วลวดหนามกั้นไว้ นางจำเนียร เอมนุช เบิกความเป็นพยานตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ที่ดินของนายเทพพนม เมืองแมน ซึ่งพยานเบิกความไปนั้น มีท่อปูนซีเมนต์วางขวางสองท่อและมีรั้วลวดหนามกั้นขวางไว้ ที่ดินของโจทก์แปลงในที่เบิกความว่า ติดคลองนั้น ก่อนจะถึงคลองได้มีที่ดินของกรมชลประทานขวางอยู่ จึงจะถึงคลองสอง ที่ดินกว้าง 8 เมตร และบนที่ดินปลูกบ้านไว้เต็มหมดจึงไม่สามารถเดินผ่านทะลุบ้านดังกล่าวไปออกสู่คลองสองได้ จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์และโจทก์ร่วมถามค้านว่า ก่อนที่จะเข้าไปใช้ทางหมายเลข 7 ตามแผนที่เอกสารหมาย ล.1 นั้น จะต้องผ่านทางลูกรังหมายเลข 6 ก่อน และจำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่าทางหมายเลข 7 ในแผนที่เอกสารหมาย ล.1 เป็นทางแคบ แต่หากใช้รถจักรยานยนต์ก็สามารถขับสวนกันได้ เห็นว่า เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมกับของจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยโดยที่ดินของจำเลยติดถนนสาธารณประโยชน์ ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมอยู่ ด้านหลังที่ดินของจำเลย จึงไม่ติดถนนสาธารณประโยชน์ปรากฏตามแผนที่สำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ส่วนด้านทิศตะวันออกซึ่งตามแผนที่ติดกับคลองสองนั้นก็ปรากฏตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกันว่าหากจะเดินไปยังคลองดังกล่าวจะต้องเดินผ่านใต้ถุนบ้านของบุคคลอื่นซึ่งปลูกขวางอยู่ ส่วนทางด้านทิศใต้ที่จำเลยอ้างว่าอยู่ติดกับถนนคอนกรีตกว้าง 8 เมตรนั้น จากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมปรากฏว่าเป็นถนนของนายเทพพนมมิใช่ทางสาธารณะแต่อย่างใด และนายเทพพนมก็หวงกันมิให้บุคคลทั่วไปได้ใช้ถนนดังกล่าวโดยการกั้นรั้วลวดหนามและใช้ท่อปูนซีเมนต์มาวางขวางไว้ เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมที่เบิกความว่าขณะซื้อที่ดินผู้ซื้อทุกคนรวมทั้งมารดาของจำเลยต่างตกลงกันว่าจะเปิดทางกว้าง 3 เมตร ทางด้านทิศใต้ของที่ดินทุกแปลงเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะแล้ว ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ จึงทำให้ผู้ที่ซื้อที่ดินรายอื่นและมารดาของจำเลยตกลงจะเปิดทางเพื่อให้ที่ดินแปลงในมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้เปิดทางจำเป็นได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงที่ผู้ซื้อที่ดินทุกคนตกลงเปิดทางกว้าง 3 เมตร เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องจึงใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมมีที่ดินแปลงอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยวาจาจะใช้บังคับได้หรือไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกา อีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ทางขนาดเท่าใด แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดทางจำเป็นกว้าง 3 เมตรตามที่โจทก์ทั้งสี่ขอผ่านโดยมิได้มีข้อตกลงกันตามประเด็นข้อพิพาทจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ได้ขอเปิดทางจำเป็นทางด้านทิศใต้กว้างประมาณ3 เมตรแล้ว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เปิดทางจำเป็นกว้าง 3 เมตร จึงเป็นการตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 แล้ว มิได้วินิจฉัยนอกประเด็น ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รวม 10,000 บาทแทนโจทก์ทั้งสี่นั้นไม่ชอบ เพราะตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความชั้นสูงสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นไว้จำนวน 3,000 บาท ในศาลอุทธรณ์จำนวน1,500 บาท จึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รวม 4,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กมล โกมลผลิน กับพวก
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย วิวัฒน์ ผสมทรัพย์
จำเลย — นางสาว อังสวาณี ทรงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2544
#35077
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กรอกข้อความลงในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่จำเลยลงลายมือชื่อ แต่ยังไม่ได้กรอกข้อความอื่นใดว่าได้มีการกู้ยืมเงินและค้ำประกันในจำนวนเงินถึง 100,000 บาท เกินกว่าจำนวนหนี้ที่เป็นจริงโดยจำเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันจึงไม่สมบูรณ์ ทำให้เอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีอย่างใดไม่ได้ ฉะนั้น การกู้เงินและการค้ำประกันที่ฟ้องจึงถือว่าไม่มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และมาตรา 680

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาทจากโจทก์ ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือนไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระดอกเบี้ยและต้นเงินให้แก่โจทก์เลย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินถึงวันฟ้องรวม 119,560 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 100,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันนั้นเอกสารดังกล่าวยังไม่มีการกรอกข้อความในช่องจำนวนเงินที่ขอกู้ยืมไป แต่โจทก์กรอกข้อความเป็นตัวหนังสือคำว่า "หนึ่งแสนบาท" และตัวเลข "100,000" ลงในช่องจำนวนเงินในสัญญาดังกล่าวในภายหลังโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความจริงแล้ว จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินโจทก์ไปเพียง20,000 บาท จำเลยที่ 2 ก็มีความประสงค์ที่จะค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ภายในวงเงิน 20,000 บาท เท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 9กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง(วันที่ 18 กันยายน 2540) ให้ไม่เกิน 19,460 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 โดยมีจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้เอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใดโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มีอาชีพจำหน่ายทองรูปพรรณโดยมีร้านชื่อห้างทองจารุชัย โจทก์รู้จักจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 เป็นลูกค้าของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 2 ได้พาจำเลยที่ 1 มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ 100,000 บาท โจทก์ตกลงให้กู้ จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือน ส่วนต้นเงินนั้นไม่ได้กำหนดเวลาชำระคืนไว้ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปในวันทำสัญญาครบถ้วนแล้ว ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ในการนี้มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้เอกสารหมาย จ.2 หลังจากจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความต่อสู้ทำนองเดียวกันว่าเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 2 ได้พาจำเลยที่ 1ไปที่ร้านโจทก์พบมารดาโจทก์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจำนวน 20,000บาท โดยได้นำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อเดือน หรือเดือนละ 1,000 บาท ชำระทุกเดือนโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ให้โดยขณะนั้นยังไม่มีการกรอกข้อความใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากมารดาโจทก์บอกว่าขอให้ไว้ใจไม่มีการโกงกันและโจทก์ยังให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความใด ๆทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นเงินรวม 9,000บาท แล้วไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์อีกเลย ดังนี้ เห็นว่าโจทก์มีเพียงลำพังโจทก์เพียงปากเดียวเท่านั้นที่มาเบิกความต่อศาล ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองก็คงมีจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่มาเบิกความต่อศาล และก็ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเบิกความยันกันปากต่อปากยากที่จะฟังว่าฝ่ายใดเบิกความเป็นความจริงเมื่อจำเลยทั้งสองต่างให้การอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันโดยยังไม่ได้กรอกข้อความ ซึ่งโจทก์ทราบแล้วและโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าในการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 นั้น นอกจากโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นในการทำสัญญาแล้วยังมีมารดาโจทก์คือนางสุพัตรา จิรกวินสถิตกุล รู้เห็นด้วยนางสุพัตราเห็นเหตุการณ์ในขณะที่โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตลอดจนเห็นจำเลยที่ 1รับเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ไปจากโจทก์ด้วย ดังนั้น นางสุพัตรามารดาโจทก์จึงเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เห็นโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ในวันที่จำเลยที่ 1 มาขอกู้เงินจากโจทก์และเห็นจำเลยที่ 1 รับเงินกู้จำนวน100,000 บาท ไปจากโจทก์ หากว่าเป็นความจริงดังโจทก์อ้าง โจทก์ก็น่าจะอ้างนางสุพัตรามารดาโจทก์มาเป็นพยานให้โจทก์เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ในการที่จะให้ศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังโจทก์อ้าง แต่กลับปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้นำนางสุพัตรามารดาโจทก์มาเป็นพยานให้โจทก์จึงเป็นพิรุธอย่างยิ่งและจากการเปรียบเทียบสีหมึกที่กรอกในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้เอกสารหมาย จ.2 แล้วเห็นว่าสีหมึกแตกต่างไม่เหมือนกัน หากโจทก์กรอกข้อความในวันเดียวกันต่อเนื่องกันสีหมึกก็น่าจะเหมือนกันทั้งสองสัญญา ส่วนโฉนดที่ดินจำนวนเนื้อที่ 2 งาน 11 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 นำมามอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินนั้นก็ปรากฏว่ามีราคาที่ดินประเมินไร่ละ 10,000 บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างไม่ทราบราคาซึ่งคิดคำนวณหลักประกันแล้วมีราคาต่ำกว่าเงินกู้ 100,000 บาท มาก การที่โจทก์ซึ่งมีอาชีพค้าขายทองแล้วยังประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้ด้วย ยอมรับหลักประกันเช่นนี้ ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้อย่างโจทก์ ส่วนพยานของจำเลยทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันมีเหตุผลเมื่อเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และพยานหลักฐานจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์ไป 20,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันได้ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่ยังไม่ได้กรอกข้อความอื่นใดเลยมอบให้แก่โจทก์ไว้ต่อมาโจทก์ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินลงในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไป 100,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าว ซึ่งเป็นยอดเงินที่เกินไปกว่าจำนวนเงินที่ได้กู้และค้ำประกันไว้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ได้ความจึงสมตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองที่ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานมาฟ้องจำเลยทั้งสองคือ การที่โจทก์กรอกข้อความลงในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันว่าได้มีการกู้ยืมเงินและค้ำประกันในจำนวนเงินถึง 100,000 บาท เกินกว่าจำนวนหนี้ที่เป็นจริง โดยจำเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ ทำให้เอกสารดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารปลอมโจทก์จึงอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีอย่างใดไม่ได้ ฉะนั้น การกู้เงิน 100,000 บาทและการค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงถือว่าไม่มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และมาตรา 680 จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ยืมโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กฤษณะ จิรกวินสถิตกุล
จำเลย — นาย หมอก ใจคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2544
#35076
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เพียงแต่บัญญัติว่าตราสารใดที่ไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนบริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว แต่หาได้บังคับให้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญาดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนเรื่องที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และ 114 แห่งประมวลรัษฎากรฯเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ซึ่งไม่มีผลกระทบถึงการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์แต่ประการใด

การขีดฆ่าอากรแสตมป์มิได้จำกัดแต่เฉพาะการลงลายมือชื่อบนอากรแสตมป์หรือการขีดเส้นคร่อมฆ่าอากรแสตมป์และลงวันเดือนปีกำกับเท่านั้น แต่ย่อมหมายรวมถึงการกระทำด้วยวิธีการอื่นใดที่ทำให้อากรแสตมป์นั้นเสียไปไม่สามารถนำไปใช้ใหม่ด้วย เมื่อโจทก์ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์โดยขีดเส้นคร่อมบนอากรแสตมป์เพื่อมิให้นำไปใช้ได้อีกจึงถือว่าเป็นการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ถูกต้องตามมาตรา 103 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 226,875 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนางครีบ จันทร์แจ่ม ผู้ตายชำระเงิน 150,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่าสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ในวันทำสัญญาแต่พึ่งปิดอากรแสตมป์ในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกโดยมิได้เสียค่าอากรเพิ่ม และเพียงแต่ขีดฆ่าอากรแสตมป์โดยไม่ได้ลงวันเดือนปีกำกับไว้จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เพียงแต่บัญญัติว่าตราสารใดที่ไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายหมวด 6 จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนบริบูรณ์และขีดฆ่าแล้วแต่หาได้บังคับให้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญาดังที่จำเลยฎีกาไม่ เพราะความในตอนท้ายของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า การดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในภายหลัง อันมีผลให้ตราสารนั้นใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งนั้น ไม่เป็นการลบล้างความรับผิดในการเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114แสดงว่าแม้มิได้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินแต่เมื่อมีการปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าแล้วในวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ย่อมรับฟังสัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ส่วนเรื่องที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114แห่งประมวลรัษฎากรเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ซึ่งไม่มีผลกระทบถึงการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์แต่ประการใด ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์เพียงแต่ขีดเส้นคร่อมฆ่าอากรแสตมป์โดยมิได้ลงวันเดือนปีกำกับไว้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการขีดฆ่าอากรแสตมป์ที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรมาตรา 103 นั้น เห็นว่ามาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากรให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" ว่า หมายถึงการกระทำใด ๆ เพื่อมิให้มีการนำอากรแสตมป์ไปใช้ได้อีก ดังนั้น การขีดฆ่าอากรแสตมป์จึงมิได้จำกัดแต่เฉพาะการลงลายมือชื่อบนอากรแสตมป์หรือการขีดเส้นคร่อมฆ่าอากรแสตมป์และลงวันเดือนปีกำกับเท่านั้นแต่ย่อมหมายความรวมถึงการกระทำด้วยวิธีการอื่นใดที่ทำให้อากรแสตมป์นั้นเสียไปไม่สามารถนำไปใช้ใหม่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้มีการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ โดยขีดเส้นคร่อมบนอากรแสตมป์เพื่อมิให้นำไปใช้ได้อีกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมเงิน ได้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ถูกต้องตามมาตรา 103 รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธไม่น่าเชื่อว่านางครีบกู้ยืมเงินจากโจทก์นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งนั้นศาลย่อมมีหน้าที่ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความและพิพากษาให้ฝ่ายที่พยานหลักฐานมีน้ำหนักดีกว่าเป็นผู้ชนะคดี สำหรับคดีนี้โจทก์มีตัวโจทก์กับนางสมจิตรบุญธรรม และนางศิริวรรณ ขำกรัด เป็นพยานเบิกความประกอบสัญญากู้ยืมเงินว่านางครีบได้กู้ยืมเงินโจทก์และทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้โจทก์ยังมีสำเนาหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้พร้อมใบตอบรับ เป็นหลักฐานว่า โจทก์เคยทวงถามให้นางครีบชำระหนี้แก่โจทก์โดยส่งหนังสือทวงถามไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแต่ไม่ปรากฏว่านางครีบเคยโต้แย้งคัดค้านเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าวเลย อนึ่ง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า นางครีบไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์นั้น ทั้งจำเลยกับนางซิ้ม จันทร์แจ่มและนายเสน่ห์ เนียมหอม พยานจำเลยต่างเบิกความรับว่าไม่ทราบว่านางครีบจะเคยกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ถอนเงินฝากจากธนาคารมาให้นางครีบกู้ และไม่เชื่อว่าโจทก์จะเก็บเงินไว้ที่บ้านเป็นจำนวนมากนั้น โจทก์เบิกความข้อนี้ว่านางครีบไปติดต่อกับโจทก์ล่วงหน้าหลายวันว่าจะขอกู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีเวลาพอในการรวบรวมเงินที่ลูกหนี้รายอื่นนำมาชำระหนี้จนพอให้นางครีบกู้ยืมได้ ซึ่งไม่เป็นข้อพิรุธแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงิน แต่ในช่องผู้เขียนสัญญาในสัญญากู้ยืมเงินกลับมีลายมือชื่อของผู้อื่นไม่ตรงกับคำเบิกความของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ลายมือชื่อผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงิน จะขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์เป็นพิรุธอยู่บ้าง แต่ข้อพิรุธดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำลายล้างน้ำหนักคำพยานโจทก์ให้เสียไปจนไม่อาจรับฟังได้ทั้งหมด ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า นางครีบไม่มีความจำเป็นในการใช้เงินซึ่งไม่เชื่อว่านางครีบกู้ยืมเงินจากโจทก์ และว่าการที่โจทก์แจ้งให้นางศิริวรรณซึ่งมีบ้านอยู่คนละอำเภอกับโจทก์ไปเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินเป็นข้อส่อพิรุธนั้นศาลฎีกาเห็นว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาเป็นเรื่องที่จำเลยคาดคิดไปเองไม่ใช่ข้อพิรุธจนถึงกับทำให้คำพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าฝ่ายจำเลยและเชื่อว่านางครีบมารดาจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเมื่อนางครีบถึงแก่กรรมลงจำเลยซึ่งเป็นทายาทของนางครีบต้องชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 113 ม. 114 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สำราญ ขำกรัด
จำเลย — นาย สมชาติ จันทร์แจ่ม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2544
#36506
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระเงิน 5,575,551.53 บาทจากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย 5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ 6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมากจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใด แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้องณ สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

การตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่าให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ ตามมาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยโดยสั่งซื้อสินค้าประเภทปูนซีเมนต์จากจำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,125,239.53 บาท ในการสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยนั้นโจทก์มีวงเงินค้ำประกันในการซื้อสินค้าจำนวน6,500,000 บาท จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด เมื่อโจทก์ได้รับสินค้าจากจำเลยแล้ว โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าสินค้าแก่จำเลยภายใน90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับสินค้า หากผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละงวดจำเลยมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารกสิกรไทย จำกัดผู้ค้ำประกัน ในการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ ในจำนวนหนี้ดังกล่าวข้างต้นโจทก์ได้ชำระแก่จำเลยไปบางส่วนเป็นเงิน 549,688 บาท จึงยังคงมีหนี้สินติดค้างอยู่แก่จำเลยเป็นจำนวน 5,575,551.53 บาท เมื่อวันที่ 29กรกฎาคม 2542 จำเลยได้มีหนังสือให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยเป็นเงิน5,798,990.03 บาท ค่าปรับจำนวน 766,383.52 บาท รวมเป็นเงิน6,565,377.55 บาท และค่าปรับรายวันอีกวันละ 3,382.74 บาทจากจำนวนเงินที่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระดังกล่าวกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ติดค้างอยู่แก่จำเลยจึงแตกต่างกันอยู่จำนวน 730,902.62 บาทการกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรับชำระเงินจำนวน 5,575,551.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวไม่เกินกว่าจำนวน 258,919.40 บาทจำเลยไม่มีสิทธิคิดเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยนับจากวันที่ 4 สิงหาคม2542 เป็นต้นไป และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ธนาคารยังมิได้ชำระเงินแก่จำเลย โจทก์จึงยังไม่รับความเสียหาย ถือว่ายังไม่มีการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะให้รับฟังได้หรือไม่ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีข้อเท็จจริงโดยสรุปฟังได้ว่า โจทก์กล่าวอ้างว่ายังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลยจำนวน5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมากเป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใดก็ตามแต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้อง ณ สำนักงานวางทรัพย์ได้ ซึ่งการชำระหนี้ด้วยการวางทรัพย์ดังกล่าวหากเป็นการชำระหนี้จำนวนที่ถูกต้องแท้จริงก็ย่อมทำให้โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 331 ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ในยอดเงินที่สูงกว่าจำนวนที่โจทก์ควรจะรับดังกล่าวแม้จะเป็นความจริง แต่โจทก์ก็มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยหาต้องนำคดีมาฟ้องศาลไม่ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า เมื่อจำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้จะทำให้ธนาคารผู้ค้ำประกันหนี้ของโจทก์จะต้องชำระหนี้ไปแทน ก็เป็นข้ออ้างลอย ๆโดยไม่ปรากฏว่าธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ไปแล้วหรือไม่ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นข้อที่โจทก์คาดหมายเอา ยังถือไม่ได้ว่าสิทธิของโจทก์ได้ถูกโต้แย้งแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์แต่กลับพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพิพากษาคดีของโจทก์ เป็นคำพิพากษาไม่ชอบ เพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งเพียงรับคำฟ้อง ไม่รับคำฟ้องหรือคืนคำฟ้องเท่านั้น เห็นว่า ในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง จึงถือว่าศาลย่อมมีอำนาจจะยกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้เสียก่อนไม่ ดังนั้น หากศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ไม่อาจชนะคดีได้ตามคำฟ้องก็ชอบจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียเท่านั้น คดีนี้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันทีโดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า เมื่อศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์ จะต้องคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ได้ตามมาตรา 151 ที่ศาลชั้นต้นให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 151 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สกาวคอนกรีตมิกเซอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2544
#69171
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระเงิน 5,575,551.53 บาท จากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย 5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ 6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมาก โจทก์จำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้อง ณ สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

การตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน

เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดี มิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามมาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระเงินจำนวน ๕,๕๗๕,๕๕๑.๕๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวไม่เกินกว่าจำนวน ๒๕๘,๙๑๙.๔๐ บาท จำเลยไม่มีสิทธิคิดเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยนับจากวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ธนาคารยังมิได้ชำระเงินแก่จำเลย โจทก์จึงยังไม่รับความเสียหาย ถือว่ายังไม่มีการโต้แย้งสิทธิประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๕ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียม ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามคำฟ้อง ของโจทก์มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะให้รับฟังได้หรือไม่ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ตามกฎหมายแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มี ข้อเท็จจริงโดยสรุปฟังได้ว่า โจทก์กล่าวอ้างว่ายังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลยจำนวน ๕,๕๗๕, ๕๕๑.๕๓ บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน ๖,๕๖๕,๓๗๗.๕๕ บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมาก เป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งอยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใดก็ตาม แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนเท่าใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้อง ณ สำนักงานวางทรัพย์ได้ ซึ่งการชำระหนี้ด้วยการวางทรัพย์ดังกล่าวหากเป็นการชำระหนี้จำนวนที่ถูกต้องแท้จริงก็ย่อมทำให้โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๓๑ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ในยอดเงินที่สูงกว่าจำนวน ที่โจทก์ควรจะรับดังกล่าว แม้จะเป็นความจริง แต่โจทก์ก็มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยหาต้องนำคดีมาฟ้องศาลไม่ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า เมื่อจำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้จะทำให้ธนาคารผู้ค้ำประกันหนี้ของโจทก์จะต้องชำระหนี้ไปแทน ก็เป็นข้ออ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ไปแล้วหรือไม่ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นข้อที่โจทก์คาดหมายเอา ยังถือไม่ได้ว่าสิทธิของโจทก์ได้ถูกโต้แย้งแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่าการที่ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่ง รับฟ้องของโจทก์ แต่กลับพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพิพากษาคดีของโจทก์ เป็นคำพิพากษาไม่ชอบ เพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ ที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งเพียงรับคำฟ้อง ไม่รับคำฟ้องหรือคืนคำฟ้องเท่านั้น เห็นว่า ในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า " ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ " คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง จึงถือว่าศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้เสียก่อนไม่ ดังนั้น หากศาลชั้นต้นได้ตรวจ คำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ไม่อาจชนะคดีได้ตามคำฟ้องก็ชอบที่จะต้องพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียเท่านั้น คดีนี้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า เมื่อศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของโจทก์ จะต้องคืนค่าธรรมเนียม ทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับ คำฟ้องโจทก์ เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๑ (๒) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดี มิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ได้ ตามมาตรา ๑๕๑ ที่ศาลชั้นต้นให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 331
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 131 (2) ม. 151 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสกาวคอนกรีตมิกเซอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปรีดี รุ่งวิสัย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2544
#36505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยซึ่งตกเป็นทางจำเป็น โดยโจทก์ยอมใช้ค่าทดแทนให้ 30,000 บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะวางท่อระบายน้ำผ่าน แต่หากศาลเห็นว่าจะต้องวางท่อระบายน้ำผ่านก็ขอให้โจทก์ใช้เงินค่าทดแทนแก่จำเลย 5,000,000 บาทการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า โจทก์จะใช้สิทธิวางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352ได้หรือไม่เพียงใดนั้น ย่อมรวมถึงประเด็นเรื่องค่าทดแทนอยู่ในตัวเพราะโจทก์จะใช้สิทธิดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใดจะต้องพิจารณาถึงค่าทดแทนที่โจทก์เสนอด้วย การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย 50,000 บาท จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11282ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ดินจำเลย โดยมีที่ดินของบุคคลอื่นคั่นอยู่ 1 แปลง ทางทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสามแปลงมีการทำถนนผ่านไปสู่ถนนซอยวัดสังข์กระจาย โดยโจทก์ จำเลยและประชาชนบริเวณดังกล่าวใช้เป็นเส้นทางเข้าออกสู่ถนนซอยวัดสังข์กระจายเป็นเวลากว่า 20 ปี ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่ดินที่เป็นถนนดังกล่าวกว้างประมาณ 5 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ดินของจำเลยประมาณ 31 เมตรเป็นทางจำเป็น และบริเวณทางจำเป็นดังกล่าวเดิมได้มีการวางท่อระบายน้ำเชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำถนนซอยวัดสังข์กระจายเพื่อระบายน้ำฝน และน้ำทิ้งที่ประชาชนในบริเวณดังกล่าวใช้โดยระบายลงสู่ท่อถนนของทางจำเป็นไปออกยังท่อระบายน้ำริมถนนซอยวัดสังข์กระจาย ต่อมาเมื่อปลายปี 2537ท่อระบายน้ำบริเวณทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยดังกล่าวแตกทำให้ไม่สามารถระบายน้ำออกสู่ท่อระบายน้ำถนนซอยวัดสังข์กระจายได้โจทก์จึงติดต่อจำเลยเพื่อขอซ่อมแซมเปลี่ยนท่อระบายน้ำที่แตกชำรุดเพื่อให้น้ำเสียไหลออกสู่ถนนซอยวัดสังข์กระจาย และออกสู่ท่อระบายน้ำถนนอิสรภาพ แต่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ซ่อมท่อระบายน้ำดังกล่าวขอให้จำเลยยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยตามเส้นสีเขียว ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 11284 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ) อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี (ธนบุรี) ให้จำเลยรับเงินจำนวน 30,000 บาท เป็นค่าทดแทนในการที่จำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำดังกล่าว หากจำเลยไม่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ค่าทดแทนที่โจทก์เสนอมานั้นต่ำเกินไปหากมีการวางท่อระบายน้ำผ่านทางจำเป็นบนที่ดินจำเลยแล้วจะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากกว่า 5,000,000 บาทบริเวณที่โจทก์อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนนั้น หากเหตุการณ์ปกติกรณีที่ไม่มีฝนตกลงมาอย่างมากน้ำก็จะไม่ท่วมขัง และไม่ไหลเข้าท่วมบ้านโจทก์เพราะที่ดินของโจทก์และข้างเคียงสูงกว่าถนนทางจำเป็นและโจทก์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวางท่อกว้างถึง50 เซนติเมตร แต่สามารถใช้ท่อขนาดกว้าง 20 เซนติเมตรก็พอต่อการระบายน้ำแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์วางท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ใช้วิธีฝังใต้ดิน) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง50 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลย (เฉพาะที่เป็นทางจำเป็น)ตามเส้นสีเขียวตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 (จ.4)ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 11288 ตำบลวัดท่าพระ (เกาะท่าพระ)อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี (ธนบุรี) ให้จำเลยรับเงินจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท เพื่อเป็นค่าทดแทนในการที่จำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านที่ดินของจำเลยหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า เรื่อง ค่าทดแทนศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นไว้ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 50,000 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยซึ่งตกเป็นทางจำเป็น โดยโจทก์ยอมใช้ค่าทดแทนให้เป็นเงิน 30,000 บาท จำเลยให้การโต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะวางท่อระบายน้ำผ่านที่ดินของจำเลย แต่หากศาลเห็นว่าจำเป็นที่โจทก์จะต้องวางท่อระบายน้ำผ่านที่ดินของจำเลยก็ขอให้โจทก์ใช้เงินค่าทดแทนแก่จำเลย 5,000,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า โจทก์จะใช้สิทธิวางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ได้หรือไม่เพียงใดนั้นย่อมรวมถึงประเด็นเรื่องค่าทดแทนอยู่ในตัว เพราะโจทก์จะใช้สิทธิดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใดจะต้องพิจารณาถึงค่าทดแทนที่โจทก์เสนอด้วยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็นแต่อย่างใด"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1352
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ทิพย์ วีระวงศ์ชัย
จำเลย — นางสาว สุปรียา สิทธิโชคชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2544
#68725
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยยินยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยซึ่งตกเป็นทางจำเป็น โดยโจทก์ยอมใช้ค่าทดแทนให้ 30,000 บาท จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะวางท่อระบายน้ำผ่าน แต่หากศาลเห็นว่าจะต้องวางท่อระบายน้ำผ่านก็ขอให้โจทก์ใช้เงินค่าทดแทนแก่จำเลย 5,000,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า โจทก์จะใช้สิทธิวางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 ได้หรือไม่เพียงใด ย่อมรวมถึงประเด็นเรื่องค่าทดแทนอยู่ในตัว เพราะโจทก์จะใช้สิทธิดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใดจะต้องพิจารณาถึงค่าทดแทนที่โจทก์เสนอด้วย การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลย 50,000 บาท จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ดินจำเลย โดยมีที่ดินของบุคคลอื่นคั่นอยู่ 1 แปลง ทางทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสามแปลงมีการทำถนนผ่านไปสู่ถนนซอยวัดสังข์กระจาย โดยโจทก์ จำเลย และประชาชนบริเวณดังกล่าวใช้เป็นเส้นทางเข้าออกสู่ถนนซอยวัดสังข์กระจายเป็นเวลากว่า 20 ปี ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่ดินที่เป็นถนนดังกล่าวเป็นทางจำเป็น และบริเวณทางจำเป็นดังกล่าวเดิมได้มีการวางท่อระบายน้ำเชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำถนนซอยวัดสังข์กระจายเพื่อระบายน้ำฝนและน้ำทิ้งที่ประชาชนในบริเวณดังกล่าวใช้โดยระบายลงสู่ท่อถนนของทางจำเป็นไปออกยังท่อระบายน้ำริมถนนซอยวัดสังข์กระจาย ต่อมาท่อระบายน้ำบริเวณทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยดังกล่าวแตก ทำให้โจทก์และประชาชนบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่สามารถระบายน้ำเสียออกไปได้ทำให้เกิดน้ำท่วมขังและส่งกลิ่นเหม็น โจทก์จึงติดต่อจำเลยเพื่อขอซ่อมแซมเปลี่ยนท่อระบายน้ำที่แตกชำรุด แต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้จำเลยยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ในที่ดินของจำเลย และให้จำเลยรับเงินค่าทดแทน หากจำเลยไม่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ถนนทางจำเป็นตามคำพิพากษาไม่เคยมีการวางท่อระบายน้ำฝังอยู่ใต้ถนนมาก่อน ดังนั้น โจทก์หรือประชาชนในละแวกนั้นจึงไม่เคยระบายน้ำออกสู่ท่อระบายน้ำริมถนนซอยวัดสังข์กระจาย โดยผ่านทางจำเป็นตามที่โจทก์อ้างมาก่อน และที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีการวางท่อระบายน้ำออกสู่ทางสาธารณะ ทางด้านถนนจำเนียรสุข 3 อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงสามารถวางท่อระบายน้ำจากที่ดินของโจทก์เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าได้ ค่าทดแทนที่โจทก์เสนอมานั้นต่ำเกินไป บริเวณที่โจทก์อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนนั้น กรณีที่ไม่มีฝนตกลงมาอย่างมาก น้ำก็จะไม่ท่วมขัง และไม่ไหลเข้าท่วมบ้านโจทก์เพราะที่ดินของโจทก์และข้างเคียงสูงกว่าถนนทางจำเป็นและโจทก์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวางท่อกว้างถึง 50 เซนติเมตร แต่สามารถใช้ท่อขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ก็พอต่อการระบายน้ำแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์วางท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลย (เฉพาะที่เป็นทางจำเป็น) โดยฝังใต้ดิน และให้จำเลยรับเงินจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท เพื่อเป็นค่าทดแทน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กันมีทางออกสู่ซอยวัดสังข์กระจายไปยังถนนเพชรเกษม ทางออกดังกล่าวบางช่วงเป็นทางภาระจำยอม บางช่วงเป็นทางจำเป็น โดยช่วงที่เป็นทางจำเป็นอยู่ในเขตที่ดินของจำเลย พยานโจทก์เบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่า เดิมที่ดินของโจทก์มีท่อระบายน้ำทิ้งฝังผ่านที่ดินของจำเลยในส่วนที่เป็นทางจำเป็นออกไปเชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำที่ปากซอยวัดสังข์กระจายเพียงทางเดียว และประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นใช้เป็นทางระบายน้ำทิ้งเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังมีรูปถ่ายท่อพักซึ่งอยู่ในทางจำเป็นมาแสดง แม้จำเลยจะมีพยานเบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่า ในทางจำเป็นไม่เคยมีท่อระบายน้ำเชื่อมต่อจากที่ดินของโจทก์ออกสู่ปากทางซอยวัดสังข์กระจายก็ตาม แต่พยานเหล่านี้ล้วนเป็นญาติกับจำเลย นอกจากนี้ตามแผนที่ริมถนนมีท่อระบายน้ำทั้งสองฝั่ง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ท่อระบายน้ำจะมีอยู่เฉพาะในทางภาระจำยอม แต่เว้นช่วงไว้เฉพาะส่วนที่เป็นทางจำเป็น จึงน่าเชื่อว่าเดิมที่ดินของโจทก์และทางจำเป็นซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยมีท่อระบายน้ำวางเชื่อมต่อเป็นแนวไปตามถนนภาระจำยอมออกสู่ท่อระบายน้ำที่ปากซอยวัดสังข์กระจาย แต่ต่อมาได้แตกชำรุดและอุดตันจริง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์สามารถวางท่อระบายน้ำจากที่ดินโจทก์ผ่านที่ดินนายสุรศักดิ์โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเพราะมีที่ดินติดกันนั้น จำเลยก็ไม่ได้นำตัวนายสุรศักดิ์มาเบิกความยืนยันแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า การที่โครงการดังกล่าวจัดเป็นโครงการที่อยู่อาศัย การทำท่อระบายน้ำเสียย่อมจะต้องใช้เงินลงทุนสูงประกอบกับที่ดินของโจทก์กับโครงการดังกล่าวมีกำแพงคอนกรีตกั้น หากจะสร้างท่อระบายน้ำผ่านย่อมจะต้องทุบกำแพงบางส่วน ทั้งโจทก์นำสืบว่าได้ไปติดต่อขอวางท่อเชื่อมแล้วทางโครงการไม่ยินยอม ดังนั้น เมื่อเทียบกับการที่โจทก์ขอวางท่อระบายน้ำเสียในทางจำเป็นตามแนวเดิม โจทก์ย่อมจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าอย่างแน่นอน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะวางท่อระบายน้ำในทางจำเป็นตามแนวที่มีอยู่เดิม

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การวางท่อระบายน้ำผ่านทางจำเป็นทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ท่อระบายน้ำที่วางอยู่ใต้ดินตามแนวทางจำเป็นซึ่งตามปกติจำเลยก็ไม่สามารถที่จะกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวางการใช้ทางจำเป็นได้อยู่แล้ว ทั้งหากจำเลยสร้างตึกแถวให้คนเช่าก็ต้องสร้างท่อระบายน้ำทิ้งเชื่อมกับทางภาระจำยอม ทำให้เห็นได้ว่านอกจากจำเลยไม่ได้รับความเสียหายแล้วกลับได้รับประโยชน์จากการที่โจทก์สร้างท่อระบายน้ำดังกล่าวอีกด้วย

นอกจากนี้ที่จำเลยฎีกาว่า เรื่องค่าทดแทน ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระค่าทดแทนแก่จำเลยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า โจทก์จะใช้สิทธิวางท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 ได้หรือไม่เพียงใดนั้น ย่อมรวมถึงประเด็นเรื่องค่าทดแทนอยู่ในตัว เพราะโจทก์จะใช้สิทธิดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใดจะต้องพิจารณาถึงค่าทดแทนที่โจทก์เสนอด้วย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็นแต่อย่างใด

ปัญหาสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์วางท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินไปนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเบิกความยืนยันไม่ได้แน่ชัดว่าท่อระบายน้ำที่จะวางควรมีขนาดเท่าใด แต่การที่ศาลจะกำหนดขนาดของท่อระบายน้ำย่อมต้องคำนึงถึงพื้นที่และสภาพแวดล้อม เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าบริเวณที่จะวางท่อระบายน้ำ นอกจากบ้านของโจทก์จำเลยแล้วยังมีบ้านของบุคคลอื่นปลูกอยู่อย่างหนาแน่นย่อมมีปริมาณน้ำที่จะระบายออกมาก ทั้งทางจำเป็นมีสภาพต่ำยังเป็นอิฐ หิน ดิน ทราย มิได้เทคอนกรีต ย่อมมีเศษฝุ่นผงเป็นอันมาก หากท่อระบายน้ำเล็กเกินไปเศษฝุ่นผงที่ตกลงไปจะทำให้ท่อเกิดการอุดตันในเวลาอันรวดเร็วระบายน้ำไม่สะดวก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ท่อระบายน้ำที่จะวางมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร จึงเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1352
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายทิพย์ วีระวงศ์ชัย
จำเลย — นางสาวสุปรียา สิทธิโชคชัยกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา