คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2544
#36417
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่า มีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานไปจับกุมจำเลย ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยทั้งสาม ฎีกาคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9ลงวันที่ 3 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2543 ศาลฎีกา รับวันที่ 28เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2543

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้ยางซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ทำการเลื่อย ตัดฟันต้นยาง 1 ต้น แล้วทอนเป็นท่อนจำนวน 1 ท่อน โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์และเลื่อยวงเดือนเข้าทำการเลื่อยแปรรูปไม้ท่อนดังกล่าวให้เป็นแผ่นจำนวน 110 แผ่น ปริมาตรรวม2.76 ลูกบาศก์เมตร และร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปดังกล่าวไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลนาท่อม อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง และระหว่างวันเดือนใดไม่ปรากฏชัดในปี 2537 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดมีผู้ลักลอบนำพาเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์แบบมือถือ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 4,000บาท ซึ่งเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรขาเข้าจำนวน 1,564 บาท รวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงิน5,564 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมไม้ยางแปรรูปจำนวนดังกล่าว เลื่อยวงเดือน1 วง ขวาน 1 เล่ม มีดพร้า 1 เล่ม จอบ 1 เล่ม ค้อน 1 อัน แกลลอนใส่น้ำและน้ำมัน 4 ใบ และรถยนต์ 1 คัน ซึ่งใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลางทั้งนี้จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบนำพาเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรดังกล่าว หรือมิฉะนั้นร่วมกันซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ซึ่งเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ของกลาง และช่วยพาเอาไปเสีย ช่วยจำหน่าย ช่วยซ่อนเร้นซึ่งของดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำพาหนีภาษีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบล อำเภอ จังหวัดใดไม่ปรากฏชัดและตำบลนาท่อม อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 47,48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา, 75 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 20, 24พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5,6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ รับสารภาพในข้อหารับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11 วรรคหนึ่ง,48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้จำคุก 1 ปี ฐานแปรรูปไม้จำคุก 1 ปี ฐานมีไม้แปรรูป จำคุก 1 ปี ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลักเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัด จำคุก3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 7 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายส่วนข้อหาลักลอบนำของเข้าหลีกเลี่ยงภาษีอากรให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำไม้และแปรรูปไม้แต่ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ไม้ยางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแปรรูปนั้นอยู่ในเขตที่ดินของนายสนิทณ พัทลุง ญาติจำเลยที่ 1 มิได้ขึ้นอยู่ในป่า ทั้งนายสนิทก็อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ตัดไม้ได้ เพียงแต่จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการขออนุญาตทำไม้และแปรรูปไม้ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสามกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 69 ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากความผิดดังกล่าวเป็นกรณีมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้อง จึงไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามบทมาตราดังกล่าวได้ และที่ศาลล่างทั้งสองสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นก็ไม่ถูกต้องเช่นกันเพราะตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานไปจับกุมจำเลยทั้งสามจึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้ ปัญหาทั้งสองกรณีดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) และให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกสถานหนึ่ง โดยฐานทำไม้ ปรับคนละ 10,000 บาทฐานแปรรูปไม้ ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูป ปรับคนละ 10,000 บาท รวมปรับคนละ 30,000 บาท ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัด ปรับจำเลยทั้งสามรวม 22,256 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 15,000 บาท และปรับจำเลยทั้งสามรวม11,128 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยทั้งสามทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสามและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย บุญเจือ ฤทธิโรจน์ ที่ 1 นาย วิชิต ฤทธิโรจน์ ที่ 2 นาย เฉวียง นิ่มมาก ที่ 3
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2544
#69180
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสามใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำไม้และแปรรูปไม้ แต่ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ไม้ยางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแปรรูปนั้นอยู่ในเขตที่ดินของนาย ส. ญาติจำเลยที่ 1 มิได้ขึ้นอยู่ในป่า ทั้งนาย ส. ก็อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ตัดไม้ได้ เพียงแต่จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการขออนุญาตทำไม้และแปรรูปไม้ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสามกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ ตาม ป.อ. มาตรา 56 แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ฯ มาตรา 69 ด้วย ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นกรณีการมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จึงเป็นการปรับบทไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา, 75 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 20, 24 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ รับสารภาพในข้อหารับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11 วรรคหนึ่ง, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้ จำคุก 1 ปี ฐานแปรรูปไม้ จำคุก 1 ปี ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 7 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนข้อหาลักลอบนำของเข้าหลีกเลี่ยงภาษีอากรให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสามใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำไม้และแปรรูปไม้ แต่ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ไม้ยางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแปรรูปนั้นอยู่ในเขตที่ดินของนายสนิท ญาติของจำเลยที่ 1 มิได้ขึ้นอยู่ในป่า ทั้งนายสนิทก็อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ตัดไม้ได้ เพียงแต่จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการขออนุญาตทำไม้และแปรรูปไม้ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสามกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ มาตรา 69 ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากความผิดดังกล่าวเป็นกรณีมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้อง จึงไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามบทมาตราดังกล่าวได้ และที่ศาลล่างทั้งสองสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นก็ไม่ถูกต้องเช่นกันเพราะตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่า มีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานไปจับกุมจำเลยทั้งสาม จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้ ปัญหาทั้งสองกรณีดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) และให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกสถานหนึ่ง โดยฐานทำไม้ ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานแปรรูปไม้ ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูป ปรับคนละ 10,000 บาท รวมปรับคนละ 30,000 บาท ฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามหรือข้อจำกัด ปรับจำเลยทั้งสามรวม 22,256 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 15,000 บาท และปรับจำเลยทั้งสามรวม 11,128 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยทั้งสามทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสามและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายบุญเจือ ฤทธิโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2544
#36495
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้ มีอำนาจ แจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขายโสธรจำนวน 5 ฉบับ มอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดปิยกรณ์วัสดุก่อสร้าง ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อขายวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาผู้เสียหายนำเช็คฉบับที่ 1 และที่ 2 ไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันเดียวกันนั้น โดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย และผู้เสียหายนำเช็คฉบับที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไปเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันเดียวกันนั้น โดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย ทั้งนี้จำเลยได้ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินและออกเช็คโดยในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 263/2540 หมายเลขดำที่ 1395/2540 และหมายเลขดำที่ 1396/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดปิยกรณ์วัสดุก่อสร้าง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 5 กระทงความผิดตามลำดับข้อหาในคำฟ้อง ลงโทษจำคุกกระทงที่ 1 ที่ 3 ที่ 4และที่ 5 กระทงละ 6 เดือน กระทงที่ 2 จำคุก 2 เดือน รวมโทษจำคุกทุกกระทงความผิดเป็น 2 ปี 2 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 263/2540 หมายเลขดำที่1395/2540 และคดีหมายเลขดำที่ 1396/2540 นั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าว คดีแรกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลยส่วน 2 คดีหลังศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อตามขอได้คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงที่ 1 ที่ 2 กระทงละ 1 เดือน กระทงที่ 3 จำคุก 3 เดือน และกระทงที่ 4 ที่ 5 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลย 9 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่ามีการร้องทุกข์โดยชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากโจทก์ร่วมหลายรายการแล้วจำเลยได้ออกเช็คพิพาทหมาย จ.2 ถึง จ.6ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นการชำระราคา เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาทดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็คเอกสารหมายจ.7 ถึง จ.11 โจทก์ร่วมจึงมอบอำนาจให้นางสาวรุ่งนภา ภู่ระหงษ์ ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่า การที่นางสาวรุ่งนภาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 แล้วพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบแล้วนั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมโดยนางสุริยา พันธ์สายเชื้อ มอบอำนาจให้นางสาวรุ่งนภา ภู่ระหงษ์เป็นผู้มีอำนาจจัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่านางสุริยาซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษอันจะเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) หรือไม่จึงยังไม่พอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกข้อเท็จจริงอย่างอื่นขึ้นพิจารณาประกอบด้วย คดีนี้ได้ความจากพยานโจทก์คือ นางสุริยาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เหตุที่พยานแจ้งความร้องทุกข์เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ และนางสาวรุ่งนภาก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่ผู้เสียหายมอบอำนาจให้พยานไปแจ้งความร้องทุกข์เพราะป้องกันคดีขาดอายุความคำของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น การที่หนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย และที่ผู้มอบอำนาจกับผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า แจ้งความเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความไม่ได้กล่าวถึงว่าแจ้งความโดยมีเจตนาที่จะให้ผู้กระทำผิดคือจำเลยได้รับโทษ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7)เมื่อการแจ้งความของนางสาวรุ่งนภาไม่ใช่คำร้องทุกข์ และคดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 121 วรรคสอง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยกรณ์วัสดุก่อสร้าง
จำเลย — นาย ฉัตรชัย ศรีวะรมย์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2544
#68717
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษ ทั้งเหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7)

เมื่อความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๙๑ นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๓/๒๕๔๐ หมายเลขดำที่ ๑๓๙๕/๒๕๔๐ และหมายเลขดำที่ ๑๓๙๖/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิยกรณ์วัสดุก่อสร้าง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ รวม ๕ กระทง ลงโทษจำคุกทุกกระทงรวมเป็น ๒ ปี ๒ เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๓/๒๕๔๐ หมายเลขดำที่ ๑๓๙๕/๒๕๔๐ และคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๙๖/๒๕๔๐ นั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าว คดีแรกศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลย ส่วน ๒ คดีหลังศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อตามขอได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวม ๙ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากโจทก์ร่วมหลายรายการ แล้วจำเลยได้ออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นการชำระราคา เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาทดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมจึงมอบอำนาจให้นางสาวรุ่งนภา ภู่ระหงษ์ ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังว่า การที่นางสาวรุ่งนภาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แล้วพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบแล้วนั้น เห็นว่า การที่หนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย และที่ผู้มอบอำนาจกับผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า แจ้งความเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่ได้กล่าวถึงว่าแจ้งความโดยมีเจตนาที่จะให้ผู้กระทำผิดคือจำเลยได้รับโทษ จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๗) เมื่อการแจ้งความของนางสาวรุ่งนภาไม่ใช่คำร้องทุกข์ และคดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 วรรคสอง ม. 123
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดปิยกรณ์วัสดุก่อสร้าง
จำเลย — นายฉัตรชัย ศรีวะรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวสุนี นภาภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2544
#36494
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ไปต่างจังหวัดโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหาย 45 บาท เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จำเลยสามารถ เลือก ลงโทษโจทก์สถานใดสถานหนึ่งใน 7 สถาน แต่จำเลยกลับพิจารณาให้ เลิกจ้างโจทก์เป็นโทษที่หนักเกินไป ไม่เหมาะสมกับการกระทำผิด ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นเมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและศาลแรงงานกลางก็มิได้วินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2531 จำเลยซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่าบริษัทธนาคารสหธนาคาร จำกัด จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ช่างปรับอากาศ ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2537 จำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทธนาคารไทยธนาคารจำกัด (มหาชน) โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,290 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2542จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 44 วัน โจทก์ทำงานกับจำเลยมาครบ 10 ปี ขึ้นไป จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ระหว่างทำงานจำเลยหักเงินค่าจ้างโจทก์เป็นเงินสะสมอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนนำเข้าบัญชีเงินฝากในชื่อโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีไว้ มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ออกจากงานและไม่ได้ทำความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจะมอบคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ส่งมอบสมุดบัญชีแก่โจทก์ซึ่งมีเงินในบัญชีจำนวน 33,762 บาทขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,692 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 72,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน 33,762 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่พนักงานช่างเครื่องกลหน่วยเครื่องปรับอากาศ ส่วนบำรุงรักษาเครื่องไฟฟ้าและจักรกล ฝ่ายธุรการเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2541 โจทก์เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่แทนพนักงานช่างคนอื่นระหว่างทำงานโจทก์ได้ใช้อุปกรณ์พิเศษที่โจทก์มีอยู่ในครอบครองต่อกับโทรศัพท์แล้วนำไปต่อกับตู้โทรศัพท์ของจำเลยหมายเลข (02) 6528313 เพื่อลักลอบใช้โทรศัพท์ของจำเลย โดยโจทก์ได้โทรศัพท์ 2 ครั้ง ติดต่อกับหมายเลข(043) 830149 ซึ่งโทรศัพท์ดังกล่าวมีการบันทึกเทปการใช้เพราะเป็นโทรศัพท์สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต ฝ่ายบัตรเครดิตติดตั้งเป็นกรณีเพื่อติดต่อรับโทรศัพท์เข้าเท่านั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง และกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยสุจริต ทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินสะสม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2531 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายทำหน้าที่ช่างปรับอากาศ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,290 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันหยุดโจทก์ได้เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ดูแลไฟฟ้า ประปาและโทรศัพท์ ในวันดังกล่าวโจทก์ได้นำเอาปลั๊กที่เต้าเสียบสำหรับตรวจสอบเครื่องโทรศัพท์ต่อเข้ากับเครื่องโทรศัพท์และเอาส่วนหัวของเต้าเสียบเทียบเข้ากับตู้ชุมสายโทรศัพท์ของจำเลยแล้วโจทก์ใช้โทรศัพท์ทางไกลไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์ 2 ครั้ง ที่หมายเลข (043) 830149 รวม3 นาที เป็นค่าโทรศัพท์ 45 บาท จำเลยห้ามพนักงานใช้โทรศัพท์ทางไกลเว้นแต่พนักงานประสงค์จะใช้ในกิจการของจำเลยซึ่งจะต้องขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชามีระดับตั้งแต่ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป และจะต้องใช้ผ่านพนักงานต่อโทรศัพท์แต่โจทก์ใช้โทรศัพท์ทางไกลโดยไม่ได้ขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชา ต่อมาในวันที่ 28 กันยายน 2541 นายชูวิน โสภา และนายมนูญ ทุมแสน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการสอบปากคำโจทก์ไว้ตามเอกสารหมาย ล.3 จากนั้นนายมนูญจึงได้รายงานการกระทำของโจทก์ตามลำดับชั้นตามเอกสารหมาย ล.5 และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541จำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องและเมื่อสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการจึงได้สรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นส่งให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ต่อมาจำเลยจึงได้แจ้งมติคณะกรรมการให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย ล.14 ซึ่งจำเลยถือว่าเป็นหนังสือเลิกจ้าง หนังสือดังกล่าวโจทก์ได้รับไปในวันที่ลงไว้ จำเลยมีระเบียบเกี่ยวกับการค้ำประกันพนักงานปรากฏตามคำสั่งที่ 24/2519 เอกสารหมาย จล.1 จำเลยเคยมีคำสั่งที่ 427/2538 เป็นระเบียบในการสอบสวนผู้กระทำผิดทางวินัยเอกสารหมายจล.2 และจำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคำสั่งที่ 428/2538เอกสารหมาย จล.3 แล้ววินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ดูแลไฟฟ้าประปา และโทรศัพท์ แต่กลับใช้อุปกรณ์สำหรับตรวจสอบเครื่องโทรศัพท์ต่อเข้ากับตู้ชุมสายโทรศัพท์ของจำเลยทั้งที่ปราศจากอำนาจที่จะทำและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาแล้วใช้โทรศัพท์ไปต่างจังหวัด ซึ่งโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในสายลวดเข้าเครื่องรับปลายทางที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับไปเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดนำจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง การที่โจทก์ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์ของจำเลยโดยใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับตรวจสอบเครื่องโทรศัพท์ที่โจทก์มีไว้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ซ่อมโทรศัพท์จึงมีผลทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองคลื่นสัญญาโทรศัพท์ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์กลับแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตัวโจทก์เองโดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ปฏิบัติงานในหน้าที่จึงทราบวิธีการใช้และการลักเอาสัญญาณโทรศัพท์ และใช้โอกาสนั้นเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์จากสัญญาณโทรศัพท์นั้น อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียหายจากการแสวงหาและได้รับประโยชน์ของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อบังคับที่เกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมายจล.3 ข้อ 9.6 ข้อย่อยข้อ 1 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119(1) และการทุจริตต่อหน้าที่ถือเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถไล่โจทก์ออกโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นเพียงฝ่าฝืนระเบียบการใช้โทรศัพท์ของจำเลยซึ่งระบุว่าห้ามใช้โทรศัพท์ทางไกลจากเครื่องโทรศัพท์ในที่ทำงานของจำเลย เว้นแต่พนักงานจะประสงค์ใช้ในกิจการของจำเลยจะต้องขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาระดับตั้งแต่ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไปซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีทั่วไปไม่ใช่กรณีร้ายแรงนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อกฎหมายดังกล่าวให้เป็นคุณแก่โจทก์ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีไม่ร้ายแรงก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ไปต่างจังหวัดโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหายเพียง 45 บาท เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จำเลยสามารถเลือกลงโทษโจทก์สถานใดสถานหนึ่งใน 7 สถาน แต่จำเลยกลับพิจารณาให้เลิกจ้างโจทก์เป็นโทษที่หนักเกินไป ไม่เหมาะสมกับการกระทำผิด ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่าคำฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและในการพิจารณาคดีนี้ศาลแรงงานกลางก็มิได้วินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เอนก เพ็งชำนาญ
จำเลย — บริษัท ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2544
#69168
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ไปต่างจังหวัดโดยมิได้รับอนุญาตจาก ผู้บังคับบัญชาทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหายเพียง 45 บาท เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จำเลยสามารถเลือกลงโทษโจทก์สถานใดสถานหนึ่งใน 7 สถาน แต่จำเลยกลับพิจารณาให้เลิกจ้างโจทก์เป็นโทษที่หนักเกินไป ไม่เหมาะสมกับการกระทำผิดถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและศาลแรงาานกลางก็มิได้วินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบใน ศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 255 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอนก เพ็งชำนาญ
จำเลย — บริษัทธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218 -ที่ 220/2544
#36493
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมติของคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการบริหารรัฐวิสาหกิจ แต่การที่จำเลยหักเงินโบนัส ของโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยได้ปฏิบัติตามหนังสือของกระทรวงการคลังที่ขอความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศโดย ให้จำเลยชักชวนพนักงานเสียสละปรับลดเงินโบนัสด้วยความสมัครใจ มิใช่เป็นมติของคณะรัฐมนตรีที่สั่งการให้ปรับลดเงินโบนัส การที่ จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสและได้จ่ายเงินโบนัสตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส ซึ่งไม่เป็นคุณแก่พนักงานของจำเลยโดยพนักงานไม่ยินยอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2497 และเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าจำเลยจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานและลูกจ้างเป็นประจำทุกปีอย่างแน่นอนตามระเบียบปฏิบัติงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส พ.ศ. 2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบปฏิบัติงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส พ.ศ. 2523 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2525 และฉบับที่ 3พ.ศ. 2525 ระเบียบดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในปี พ.ศ. 2541 กระทรวงการคลังได้มีหนังสือที่ กค.0529.2/ว.7 เรื่อง การปรับลดโบนัสของรัฐวิสาหกิจฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2541ให้จำเลยเจรจากับพนักงานและลูกจ้างของจำเลยร่วมกันเสียสละปรับลดโบนัสจากผลการดำเนินงานประจำปี 2540 ประมาณร้อยละ 20 ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 จำเลยได้ประกาศปรับลดเงินโบนัสพนักงานและลูกจ้างเฉพาะในส่วนที่จะได้รับเพิ่มเติมตามผลการประเมินในอัตราร้อยละ 20 จำเลยหักเงินโบนัสของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าตามประกาศดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเป็นการขัดต่อสภาพการจ้างและขัดต่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54วรรคสอง เนื่องจากโบนัสเป็นสภาพการจ้างที่เกิดจากประเพณีปฏิบัติมาก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และได้ปฏิบัติมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินโบนัสที่หักพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันหักเงินจนกว่าจะชำระคืนให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าตามบัญชีท้ายคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคมการจ่ายเงินโบนัสของจำเลยเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสพ.ศ. 2523 ข้อ 2 ในปี พ.ศ. 2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงมีหนังสือถึงจำเลย จำเลยได้ประชุมระดับผู้บริหารและมีมติอนุมัติให้ปรับลดโบนัสพนักงานร้อยละ 20 ของวงเงินที่ได้รับเพิ่ม จำเลยได้หักโบนัสของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้า การกระทำของจำเลยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง จำเลยไม่ได้หักโบนัสของโจทก์ดังกล่าวโดยพลการแต่มีการประชุมผู้บริหารกับผู้แทนสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งถือเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจของโจทก์ทุกคน จนมีมติให้หักโบนัสดังกล่าวได้ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าในฐานะเป็นพนักงานของจำเลยต้องผูกพันด้วยการหักโบนัสดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัดต่อสภาพการจ้างดังที่โจทก์อ้าง แต่เป็นอำนาจบริหารของนายจ้างสามารถกระทำได้เพื่อประโยชน์ของหน่วยงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินโบนัสปี 2540 ที่หักไว้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินโบนัสส่วนที่หักไว้ของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันที่หักเงินโบนัส จนกว่าจะคืนเงินโบนัสดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนเสร็จ

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินโบนัสของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าโดยโจทก์ดังกล่าวไม่สมัครใจได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมติของคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการบริหารรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยหักเงินโบนัสของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าอันเป็นข้อพิพาทในคดีนี้นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยได้ปฏิบัติตามหนังสือของกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงแต่กระทรวงการคลังขอความร่วมมือจากจำเลยในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศโดยให้จำเลยดำเนินการชักชวนให้พนักงานของจำเลยเสียสละปรับลดเงินโบนัสประจำปี 2540 ด้วยความสมัครใจเท่านั้น มิใช่เป็นมติของคณะรัฐมนตรีที่สั่งการให้จำเลยดำเนินการปรับลดเงินโบนัสของพนักงานซึ่งจำเลยและพนักงานของจำเลยต้องปฏิบัติตามแต่อย่างไร การที่จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานของจำเลย และได้จ่ายเงินโบนัสตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวตลอดมา จึงถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ การจ่ายเงินโบนัสซึ่งไม่เป็นคุณแก่พนักงานของจำเลยโดยพนักงานของจำเลยไม่ยินยอม การที่จำเลยดำเนินการหักเงินโบนัสของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าในอัตราร้อยละ 20 ในวงเงินที่ได้รับเพิ่มแม้จะเป็นการปฏิบัติตามหนังสือของกระทรวงการคลังก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งไม่เป็นคุณ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้ามิได้ให้ความยินยอม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะหักเงินโบนัสของโจทก์ดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิวัต นาคะสุวรรณ กับพวก
จำเลย — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 217/2544
#40497
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือค้ำประกันรายพิพาทมีข้อความว่าจำเลยที่ 3 ตกลงค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์หากจำเลยที่ 1 กระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นและจำเลยที่ 3 ฝ่ายเดียวได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103,104 และ 118 ดังนั้น แม้มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2517 ในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชีชั้น ก ประจำอยู่ที่ธนาคารโจทก์สาขาคลองตัน มีหน้าที่ดูแลด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและควบคุมเทเลอร์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2517 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ ยอมรับผิดใช้ค่าเสียหายในวงเงิน 50,000 บาท และวันที่ 15 พฤษภาคม 2524 จำเลยที่ 3ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ยอมรับผิดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นทั้งสิ้น ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานที่สาขาคลองตัน จำเลยที่ 1 ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติงานโดยทุจริตโดยบังอาจปลอมลายมือและเบิกเงินจากบัญชีของลูกค้าของโจทก์ สาขาคลองตัน ไปเป็นของตนหรือผู้อื่นรวม 128 ครั้ง จำเลยที่ 1 ได้เงินไปทั้งสิ้น 19,664,867.67บาท จำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าได้กระทำการทุจริตจริง โจทก์จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกจากงานเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม2539 และแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยที่ 1ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมพนักงานสอบสวนออกหมายจับจำเลยที่ 1 ไว้ แต่ยังจับไม่ได้โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ผู้ค้ำประกันให้รับผิดใช้ค่าเสียหายจำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยที่ 1ต้องชำระเงินจำนวน 19,664,867.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2539จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน4,905,441.64 บาท รวมกับเงินต้นเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น24,570,309.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 24,570,309.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 19,664,867.67 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระหนี้ในวงเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2ต่อศาลแรงงานเพราะมูลคดีเป็นเรื่องค้ำประกัน อันเป็นเหตุการณ์จากการผิดสัญญาทางแพ่ง มิได้เกิดจากผิดสัญญาจ้างแรงงานศาลแรงงานจึงไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมโดยไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับทั้งข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบไม่สามารถให้การต่อสู้คดีได้ความเสียหายที่โจทก์อ้างตามฟ้องไม่ใช่ค่าเสียหายที่มีอยู่จริงเป็นเพียงขั้นตอนการแจ้งความดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวนเท่านั้นยังไม่ได้พิสูจน์ความผิดและค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้ช่วยสมุห์บัญชีเท่านั้น ไม่สามารถทำความผิดได้ตามฟ้องโดยไม่มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องรู้เห็น ฟ้องคดีนี้จึงมีพิรุธและไม่แน่ว่าจะมีความเสียหายอยู่จริงเพียงใด โจทก์ก็บกพร่องในการตรวจสอบพนักงานของตนเอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลแรงงานเพราะเป็นมูลคดีทางแพ่ง ทั้งข้อเท็จจริงยังไม่ยุติเป็นเพียงโจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างตามฟ้อง ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้แล้ว โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายศาลแรงงานไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตอย่างไร ปลอมลายมือชื่อของลูกค้าคนใด เบิกเงินจากลูกค้ารายใดเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 3 ไม่เข้าใจสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับในฟ้อง จำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องเพราะลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการทุจริตหรือทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1และทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 ด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากมูลหนี้เกิดจากมูลละเมิด ซึ่งต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ทราบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยโจทก์ทราบความเสียหายอย่างช้าที่สุดคือวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1ออกจากงาน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3ได้ทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 เอกสารดังกล่าวมิใช่เอกสารปลอม จำเลยที่ 3ต้องผูกพันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 19,664,867.67 บาท โดยจำเลยที่ 2รับผิดชำระเงินต้นจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของยอดเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันที่ 13พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,905,441.64 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าหนังสือค้ำประกันที่โจทก์อ้าง มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีเพื่อให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 3 ก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้และเห็นว่าหนังสือค้ำประกัน มีข้อความว่าจำเลยที่ 3 ตกลงค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1กระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายนั้น ๆ ทั้งสิ้น และจำเลยที่ 3 ฝ่ายเดียวได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วยเช่นนี้ เห็นได้ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ118 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หนังสือค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมชายหรือสมัชชา ใยมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 215/2544
#36416
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่กำหนดให้ ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์มิได้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น การอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยให้มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป ผู้อุทธรณ์ก็ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์เช่นเดียวกัน เมื่อผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง903,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และจำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลย ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้งดสืบพยานจำเลย และนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 3,690 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจำเลยจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ทั้งอุทธรณ์ของจำเลยก็ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยให้มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้นจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วราพร เลิศวนางกูร
จำเลย — นาย ชาญชัย สุทัศน์ชูโต
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 212/2544
#36492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบังคับเพื่อให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการระงับความเสียหายอันจะบังเกิดแก่โจทก์ต่อไป ไม่ได้ฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการละเมิดโดยตรงจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งอายุความ 1 ปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่งและวรรคสองจนเป็นเหตุให้มีน้ำโสโครกซึมเข้าไปในที่ดินและบ้านของโจทก์และมีกลิ่นเหม็นไม่อาจพักอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านได้ตามปกติสุขอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งเป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาดจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 แม้จะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนอาคารชุดที่เกิดเหตุไปให้จำเลยที่ 2 แล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 434 มายกเว้นความผิดของตนได้เพราะคดีนี้ความเสียหายมิได้เกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 21291และ 21300 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ(พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 และอาคารชุดของจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาของโจทก์ที่ 1 และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 637หมู่ที่ 9 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และอยู่ติดแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 และอาคารพักอาศัยของจำเลยที่ 2 เมื่อปี 2532 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารสูง 6 ชั้น บนที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยวางแนวท่อน้ำทิ้ง บ่อเกรอะ บ่อซึม บ่อพักน้ำทิ้งไว้ห่างจากแนวรั้วซึ่งแบ่งเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 2 เมตร ตามที่มาตรา 1342แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้และไม่ได้สร้างสิ่งป้องกันสิ่งของตกจากอาคารให้ดี เป็นเหตุให้มีสิ่งของตกจากอาคารพักอาศัยซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อสร้าง ทำให้อาคารของโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย หลังจากจำเลยที่ 1ก่อสร้างอาคารดังกล่าวเสร็จได้ขอจดทะเบียนอาคารดังกล่าวเป็นนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 2 เพื่อให้ดูแลทรัพย์สินส่วนกลางและการที่จำเลยที่ 1ก่อสร้างอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้น้ำโสโครกจากบ่อเกรอะ บ่อซึมบ่อพักน้ำทิ้งไหลซึมเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 จนท่วมพื้นที่ดินของโจทก์ที่ 1เป็นแนวยาวและส่งกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณบ้านของโจทก์ทั้งสอง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของโจทก์ทั้งสองและบริวาร และเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2538มีสิ่งของจากอาคารของจำเลยทั้งสองหล่นมาทำให้หลังคาอาคารของโจทก์ที่ 2แตกเสียหายเมื่อฝนตกทำให้น้ำรั่วมาในบ้านของโจทก์ที่ 2 ทำให้เกิดความเสียหายต้องเสียเงินซ่อมแซมจำนวน 20,000 บาท และไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินได้คิดเป็นค่าเสียหายวันละ 200 บาท โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองแก้ไขแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนท่อระบายน้ำ บ่อเกรอะ บ่อซึม บ่อพักน้ำโสโครก ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองออกไปให้ห่างจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 21291 และ21300 ของโจทก์ที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนดและป้องกันมิให้น้ำโสโครกไหลซึมเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับให้ร่วมกันหรือแทนกันสร้างสิ่งป้องกันมิให้สิ่งของตกหล่นจากอาคารจำเลยที่ 2 มาสู่ที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสองและชำระค่าซ่อมแซมอาคารให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 200 บาท นับจากวันที่ 26 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะแก้ไขเสร็จ โดยค่าเสียหายดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 53,400 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 แต่ได้โอนขายให้ประชาชนทั่วไปและเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2533 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1ก่อสร้างและวางแนวท่อน้ำทิ้งด้วยความระมัดระวังตามกฎหมาย น้ำโสโครกที่ไหลซึมเข้าในที่ดินของโจทก์ที่ 1 มิใช่เกิดจากการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2แต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และอาคารโชคศิริมิได้เป็นของจำเลยที่ 1 เพราะโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้กระทำสิ่งของหล่นบนอาคารของโจทก์ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เช่นกัน ทั้งฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เรียกค่าเสียหายก็เคลือบคลุม เนื่องจากไม่ได้บรรยายว่าทรัพย์สินอะไรของโจทก์ทั้งสองเสียหายและเสียหายอย่างไรและคดีขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 1 ปีขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อท่อระบายน้ำบ่อเกรอะ บ่อซึม บ่อพักน้ำโสโครก ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้ออกห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 รวม 2 เมตร และร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 1,500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะแก้ไขมิให้มีน้ำรั่วซึมเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้วเสร็จ กับให้ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง1,500 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนท่อระบายน้ำ บ่อเกรอะ บ่อซึม บ่อพักน้ำโสโครก ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองออกไปให้ห่างจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 21291 และ 21300 ของโจทก์ที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนด และป้องกันมิให้น้ำโสโครกไหลซึมเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ได้อีก เห็นว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับเพื่อให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการระงับความเสียหายอันจะบังเกิดแก่โจทก์ทั้งสองต่อไป ไม่ได้ฟ้องเรียกเอาค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการละเมิดโดยตรง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ทั้งสองในคำขอส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองเรียกค่าเสียหายจากการที่มีน้ำโสโครกไหลซึมจากที่ดินของจำเลยที่ 1 และจากอาคารจำเลยที่ 2 เข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 วันละ 200 บาท นั้น ได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2538 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย จ.8 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้างว่าโจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิดก่อนวันที่ 17มิถุนายน 2538 จึงฟังว่าโจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิดในวันที่ 17 มิถุนายน 2538 โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องวันที่ 23 เมษายน2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดก็ไม่ขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 1 นำสืบยอมรับว่าการก่อสร้างอาคารโชคศิริมีแบบแปลนตามเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งมีแนววางท่อน้ำทิ้งตามเส้นสีส้ม และนายบุญลือเพชรบดี พยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่าแนวเส้นสีส้มในแบบแปลนเอกสารหมาย จ.19 เป็นแนววางท่อของอาคารโชคศิริคอนโดมิเนียม ซึ่งตามแบบแปลนแนววางท่อระบายน้ำทิ้งของอาคารโชคศิริคอนโดมิเนียมอยู่ชิดกันแนวเขตที่ดินของบ้านโจทก์ที่ 2 มาก ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 อยู่ชิดติดกันยาวตลอดแนวด้านข้าง และเมื่อได้พิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 เมษายน2540 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท ได้ระบุว่าในบริเวณอาคารชุดมีท่อน้ำทิ้งไหลจากบนอาคารมารวมกันที่เสาชั้นล่างของอาคารหลายต้น ซึ่งเสาแต่ละต้นจะมีท่อเชื่อมไปสู่ท่อน้ำทิ้งใหญ่ บ่อเกรอะ บ่อซึมซึ่งอยู่ห่างจากรั้วแบ่งแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง 45 เซนติเมตรตรวจดูท่อน้ำซึ่งไหลออกสู่ท่อสาธารณะหน้าอาคารชุดแล้ว ห่างจากแนวแบ่งเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง 30 เซนติเมตรดังนี้ จะเห็นได้ว่า จากรายงานการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้น ตรงกันกับแนววางท่อน้ำทิ้งในแบบแปลนเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งมีทั้งรางระบายน้ำและบ่อพักอยู่ชิดแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขุดบ่อหรือหลุมรับน้ำโสโครกในระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 2 เมตรและขุดร่องเพื่อวางท่อระบายน้ำในระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่ 1ไม่เกิน 1 เมตร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง และวรรคสองจนเป็นเหตุให้มีน้ำโสโครกรั่วซึมเข้าไปในที่ดินและบ้านของโจทก์ทั้งสองและมีกลิ่นเหม็นไม่อาจพักอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านได้ตามปกติสุข การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่ออนามัยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารถูกต้องตามแบบและหลักวิชาการก่อสร้าง และเหตุที่มีน้ำรั่วซึมเกิดจากการทรุดตัวของดินซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่อาจคาดคิดมาก่อนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งเป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาดจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้จะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนอาคารชุดที่เกิดเหตุไปให้จำเลยที่ 2 แล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 434 มายกเว้นความผิดของตนได้ เพราะคดีนี้ความเสียหายมิได้เกิดขึ้น เพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่อง หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองแก้ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองจากจำนวน 10,000 บาทลดลงเหลือเพียง 3,000 บาท โจทก์ทั้งสองขอให้กำหนดค่าทนายความตามศาลชั้นต้นนั้นเห็นว่า โจทก์ทั้งสองจะร้องขอมาในคำแก้ฎีกาเพื่อให้แก้ไขค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยมิได้ฎีกาหาได้ไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 434 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมนึก ยงรัตนา กับพวก
จำเลย — บริษัท ช. โชคศิริ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2544
#36491
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 293 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 อันเป็นเวลาภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 293 วรรคสาม ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้แล้ว (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 293 วรรคสาม ประกอบมาตรา 223 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี เพราะจำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างเจ้าของที่ดินเดิมกับโจทก์ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีจำเลยก็ไม่ต้องออกไปจากที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิมซึ่งหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว จำเลยก็ไม่ต้องออกจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ คำร้องของจำเลยจึงเป็นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542มาตรา 11 ให้เพิ่มความเป็นวรรคสามของมาตรา 293 ว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องของจำเลยดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 อันเป็นเวลาภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 293วรรคสาม ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 293 วรรคสาม ประกอบมาตรา 223 และมาตรา 247 จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247 ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เพ็ญศรี ตรีถาวร
จำเลย — นาง มะลิ ชมภูหรือสุขเอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2544
#36490
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขายรถยนต์และเครื่องนวดข้าวให้โจทก์ โจทก์ชำระเงินแล้วบางส่วนและยังค้างชำระส่วนที่เหลือ หลังจากนั้น 7 เดือนเศษจำเลยกับพวกไปหาโจทก์ที่บ้านแต่ไม่พบ แต่ได้บอกภริยาบุตรและน้องชายโจทก์ว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป แล้วได้ยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลยเพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบ ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยเจตนาให้โจทก์ลูกหนี้ใช้หนี้ค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระเท่านั้น หาได้มีเจตนาลักเอาไปโดยทุจริตไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ข-2648 มหาสารคาม พร้อมเครื่องนวดข้าวแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์หมายเลขทะเบียน8 ข-2648 มหาสารคาม พร้อมเครื่องนวดข้าวแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยาน 2 ปาก ได้แก่ตัวโจทก์และนายทวี เจรจา น้องชายโจทก์ ตามคำเบิกความของพยานทั้งสองได้ความว่าในวันทำสัญญาซื้อรถยนต์และเครื่องนวดข้าวจากจำเลย โจทก์และนายทวีไปพบกับจำเลยด้วยกัน และวันที่ฝ่ายจำเลยไปยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่บ้านโจทก์ โจทก์ไม่อยู่บ้านคงมีแต่ภริยาบุตรชายโจทก์และนายทวีแวะไปที่บ้านโจทก์พอดี นายทวีเบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า วันเกิดเหตุพบจำเลยกับลูกน้อง 3 ถึง 4 คน จำเลยถามหาโจทก์ นายทวีบอกว่าโจทก์ไม่อยู่ จำเลยบอกว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป แล้วให้ลูกน้องขับรถยนต์ออกไป และโจทก์เบิกความว่า ภายหลังจากจำเลยยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวไปแล้ว 2 ถึง 3 วัน โจทก์ตามไปที่โรงงานของจำเลยพบรถยนต์และเครื่องนวดข้าว จำเลยบอกให้โจทก์นำเงินค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระทั้งหมดไปชำระก่อน โจทก์นำเงินไปชำระให้100,000 บาท จำเลยไม่ยอมคืนรถยนต์และเครื่องนวดข้าวบอกว่าต้องนำเงินไปชำระให้ครบ เห็นว่าตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเมื่อฝ่ายจำเลยนำรถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่บ้านโจทก์ไป โจทก์ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แต่กลับได้ความว่า หลังจากนั้นอีก 2 ถึง 3 วัน โจทก์ได้นำเงินไปชำระให้จำเลยอีก 100,000 บาท แต่ก็ยังไม่ครบจำนวน เป็นการยอมรับว่า จำเลยยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบถึงได้นำเงินส่วนที่ค้างชำระไปชำระให้จำเลยอีก และพฤติการณ์ของฝ่ายจำเลยในการยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวคืนก็ได้กระทำโดยเปิดเผยในเวลากลางวันต่อหน้าภริยาบุตรชายโจทก์และนายทวีน้องชายโจทก์ ก่อนจะยึดทรัพย์ไป มีการตามหาตัวโจทก์และบอกกล่าวว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไปและก็ได้เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน จำเลยซึ่งเป็นที่ทำการขายรถยนต์ด้วย เห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยเจตนาให้โจทก์ลูกหนี้ใช้หนี้ค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระเท่านั้นหาได้มีเจตนาลักเอาไปโดยทุจริตไม่ จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมหมาย เจรจา
จำเลย — นาย ไพบูลย์ แซ่จึง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 187/2544
#35060
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงให้แก่โจทก์โดยมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ว่าหากโจทก์ได้ขายหรือให้เช่าสิทธิ์เพลงตามสัญญา โจทก์จะแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ในคดีนี้กล่าวหาว่าผิดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ลิขสิทธิ์และโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ กล่าวหาว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวโดยโจทก์ได้ทำสัญญาให้ ว. ใช้ลิขสิทธิ์เพลงบางส่วนก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีแรก ดังนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการตกลงให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่นนำไปทำสิ่งบันทึกเสียงและแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงเป็นครั้งคราวและตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ฉบับเดิม โดยให้ใช้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทนสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลเป็นเพียงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเดิมเท่านั้น โดยมิได้เป็นการเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าวและไม่ปรากฏว่าสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ที่เกิดขึ้นก่อน กรณียังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะวินิจฉัยได้ว่าหนี้ตามฟ้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ

เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,200,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ทันที และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาทนัดถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอ้างว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยที่ 1 คดีนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ทป. 18/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อีกทั้งคู่ความในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันคดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป. 18/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่โจทก์และจำเลยที่ 1ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงระงับ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2535จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประเทือง เทียนสุวรรณ ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงในกองมรดกของนายประเทือง จำนวน 484 เพลงให้แก่โจทก์ โดยมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงว่า หากโจทก์ได้ขายหรือให้เช่าลิขสิทธิ์เพลงของนายประเทือง โจทก์จะแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยกล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ลิขสิทธิ์ดังกล่าวครั้นวันที่ 24สิงหาคม 2541 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ ทป. 18/2541ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวข้างต้น โดยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1มอบให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทเวิลด์ มิวสิก เรคคอร์ดจำกัด ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่เคยขายให้โจทก์แล้วจำนวน 120 เพลง โดยให้มีสิทธินำทำนองเพลงไปดัดแปลงได้ไม่เกิน 4 ต้นแบบ รวมทั้งเปลี่ยนตัวนักร้อง นักดนตรีและประเภทเครื่องดนตรีได้ตามความเหมาะสมและจำเลยทั้งสองได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามฟ้องได้ระงับโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธินำลิขสิทธิ์เพลงจำนวน 484 เพลง ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 ไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก แต่ให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนำไปทำสิ่งบันทึกเสียงทุกชนิดและแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงทุกชนิดเป็นครั้งคราวไม่เกินครั้งละ 1 ต้นแบบ โดยผู้รับอนุญาตไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือแก้ไขเสียงร้อง เสียงดนตรีจากต้นแบบเดิมที่ได้รับอนุญาต และตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 โดยให้ใช้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทน ดังนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลเป็นเพียงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงและบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม2535 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปเท่านั้นโดยมิได้เป็นการเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณียังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะวินิจฉัยได้ว่า หนี้ตามฟ้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์และผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ ชอบที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 30,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 86 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์
จำเลย — นาง สวรสหรือสุมล ผลงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 187/2544
#267684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงให้แก่โจทก์ โดยมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงว่า หากโจทก์ขายหรือให้เช่าลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาได้ โจทก์จะแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ลิขสิทธิ์ดังกล่าว โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมไปแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าว โดยจำเลยได้ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัท ว. ใช้ลิขสิทธิ์เพลงบางส่วนก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีแรก ดังนั้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการตกลงกันว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธินำลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก แต่มีสิทธิที่จะอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนำไปทำสิ่งบันทึกเสียงและแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือแก้ไขเสียงร้อง เสียงดนตรีจากต้นแบบเดิมที่ได้รับอนุญาต และตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ฉบับเดิม โดยให้ใช้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทน สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลเป็นเพียงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงและบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงเท่านั้น โดยมิได้เป็นการเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ที่เกิดขึ้นก่อน กรณียังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะวินิจฉัยได้ว่า หนี้ตามฟ้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ

เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้าย ป.วิ.พ. มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,200,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ทันที และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอ้างว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ซึ่งคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.18/2541 กับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันและคดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป.18/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงระงับ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัย ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประเทือง ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงในกองมรดกของนายประเทืองให้แก่โจทก์ โดยมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงว่า หากโจทก์ได้ขายหรือให้เช่าลิขสิทธิ์เพลงของนายประเทือง โจทก์จะแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยกล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ลิขสิทธิ์ดังกล่าว ครั้นวันที่ 24 สิงหาคม 2541 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ ทป.18/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวข้างต้น โดยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทเวิลด์ มิวสิก เรคคอร์ด จำกัด ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่เคยขายให้โจทก์แล้วจำนวน 120 เพลง โดยให้มีสิทธินำทำนองเพลงไปดัดแปลงได้ไม่เกิน 4 ต้นแบบ รวมทั้งเปลี่ยนตัวนักร้อง นักดนตรีและประเภทเครื่องดนตรีได้ตามความเหมาะสมและจำเลยทั้งสองได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามฟ้องได้ระงับโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธินำลิขสิทธิ์เพลงจำนวน 484 เพลง ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 ไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก แต่ให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนำไปทำสิ่งบันทึกเสียงทุกชนิดและแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงทุกชนิดเป็นครั้งคราวไม่เกินครั้งละ 1 ต้นแบบ โดยผู้รับอนุญาตไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือแก้ไขเสียงร้อง เสียงดนตรีจากต้นแบบเดิมที่ได้รับอนุญาต และตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 โดยให้ใช้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทน ดังนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลเป็นเพียงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงและบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปเท่านั้นโดยมิได้เป็นการเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความกรณียังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะวินิจฉัยได้ว่า หนี้ตามฟ้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์และผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ ชอบที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 30,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา อัศวฤกษ์นันท์
จำเลย — นางสวรสหรือสุมล ผลงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 187/2544
#273569
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ ++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ - ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป.18/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงระงับ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

++

++ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

++ ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประเทือง เทียนสุวรรณ ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงในกองมรดกของนายประเทือง จำนวน 484 เพลง ให้แก่โจทก์ โดยมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงว่า หากโจทก์ได้ขายหรือให้เช่าลิขสิทธิ์เพลงของนายประเทือง โจทก์จะแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยกล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ลิขสิทธิ์ดังกล่าว ครั้นวันที่ 24 สิงหาคม2541 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ ทป.18/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวข้างต้น โดยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1มอบให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทเวิลด์ มิวสิก เรคคอร์ดจำกัด ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่เคยขายให้โจทก์แล้วจำนวน 120 เพลง โดยให้มีสิทธินำทำนองเพลงไปดัดแปลงได้ไม่เกิน 4 ต้นแบบ รวมทั้งเปลี่ยนตัวนักร้อง นักดนตรีและประเภทเครื่องดนตรีได้ตามความเหมาะสมและจำเลยทั้งสองได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

++

++ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามฟ้องได้ระงับโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่

++ ศาลฎีกาเห็นว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธินำลิขสิทธิ์เพลงจำนวน 484 เพลง ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 ไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก แต่ให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนำไปทำสิ่งบันทึกเสียงทุกชนิดและแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงทุกชนิดเป็นครั้งคราวไม่เกินครั้งละ 1 ต้นแบบ โดยผู้รับอนุญาตไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือแก้ไขเสียงร้อง เสียงดนตรีจากต้นแบบเดิมที่ได้รับอนุญาต และตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่16 กรกฎาคม 2535 โดยให้ใช้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทน

++ ดังนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลเป็นเพียงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงและบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปเท่านั้น โดยมิได้เป็นการเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

++ กรณียังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะวินิจฉัยได้ว่า หนี้ตามฟ้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์และผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ ชอบที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบต่อไป ++

++ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 30,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ++

++ พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน200 บาท ให้แก่โจทก์ ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑ กับนายประเทือง เทียนสุวรรณ นายประเทืองถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๒๘ และจำเลยที่ ๑ ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเทืองตามคำสั่งศาลแพ่ง ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นายประเทืองเป็นศิลปินและนักประพันธ์เพลงโดยใช้ชื่อในวงการบันเทิงว่า "สุชาติเทียนทอง" มีผลงานเพลงที่ประพันธ์ไว้จำนวน ๔๘๔ เพลง อันเป็นลิขสิทธิ์และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทายาท เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประเทืองได้นำบทประพันธ์เพลง๔๘๔ เพลง ดังกล่าวมาทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงแก่โจทก์และได้รับค่าตอบแทนไปจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ ได้โอนขายลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดในกองมรดกให้แก่โจทก์เป็นการเสร็จเด็ดขาดตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ และให้โจทก์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ โฆษณา หรือกระทำโดยประการอื่นใดในเพลงดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของโจทก์ไม่ว่าในทางใด ๆ โดยจำเลยที่ ๑ หรือกองมรดกไม่มีสิทธินำไปใช้หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวได้ ภายหลังจากการทำสัญญาดังกล่าวแล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองและยึดถือเอาผลงานเพลงทั้งหมดเป็นประโยชน์ของโจทก์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยจำเลยทั้งสองและทายาทอื่นของนายประเทืองทราบเรื่องเป็นอย่างดี และไม่มีผู้ใดคัดค้านท้วงติงแต่อย่างใดแต่ปรากฏว่าเมื่อปี ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒จัดการเกี่ยวกับบทประพันธ์เพลงของนายประเทืองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวไปในทางการค้า และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โดยจำเลยที่ ๑ ได้มอบให้จำเลยที่ ๒นำผลงานเพลงดังกล่าวจำนวน ๑๒๐ เพลง ไปทำสัญญาซื้อขายเนื้อร้องและทำนองเพลงให้แก่บริษัทเวิลด์มิวสิก เรคคอร์ด จำกัด โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อมีสิทธินำผลงานเพลงดังกล่าวไปทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือผลิตเสียงร้องเสียงดนตรีลงบนโสตทัศนวัสดุต่าง ๆ เพื่อจัดจำหน่ายหรือหาประโยชน์ในทางการค้าได้โดยไม่จำกัดจำนวนและระยะเวลา และจำเลยทั้งสองได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทเวิลด์มิวสิก เรคคอร์ด จำกัด เป็นเงินจำนวน๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นการผิดสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันใช้เงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ได้ไปโดยทุจริตให้แก่โจทก์ โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดเมื่อวันที่ ๖กันยายน ๒๕๓๙ และแจ้งเตือนให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท คืนให้แก่โจทก์ทันที และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ และทายาทได้ทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงของนายประเทือง เทียนสุวรรณหรือ "สุชาติ เทียนทอง" ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ มีบันทึกตกลงแบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่งว่า โจทก์จะนำลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวไปจัดทำเทป แผ่นซีดี เพื่อเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป และหากโจทก์ขายลิขสิทธิ์เพลงหรือให้เช่าได้ในแต่ละครั้ง ให้นำผลประโยชน์มาแบ่งให้จำเลยที่ ๑ และทายาทครึ่งหนึ่ง โดยตกลงกันว่า หากโจทก์นำลิขสิทธิ์เพลงไปขายให้แก่ห้างใดหรือจัดให้มีการทำเทปแล้วได้เงินมา โจทก์จะแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบด้วยว่า ได้ขายต่อห้างใด ในราคาเท่าใด ทุก ๆ ครั้งตลอดไป แต่โจทก์ได้ประพฤติผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงฉบับดังกล่าว โดยโจทก์ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงของ"สุชาติ เทียนทอง" ให้แก่บริษัทห้างร้านต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และได้รับผลประโยชน์ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ ๑ทราบ และมีส่วนที่จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบอีกจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงต่อโจทก์ และเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในข้อหาผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงฉบับดังกล่าว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๐๖/๒๕๔๐และในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.๗๐๔/๒๕๔๑ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ-การค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมาคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๐๖/๒๕๔๐ ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้โอนมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป.๔๕/๒๕๔๑ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลทรัพย์สิน-ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ทป.๑๘/๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ขอถือเอาเอกสารพร้อมสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.๑๘/๒๕๔๑และสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อ.๗๐๔/๒๕๔๑ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การจำเลยที่ ๑ จากข้อเท็จจริงและรายละเอียดทั้งหมดนี้ โจทก์ได้นำประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีใหม่ อีกทั้งคู่ความในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔และ ๑๔๘ และหลังจากจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.๑๘/๒๕๔๑ ดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๔สิงหาคม ๒๕๔๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ หรือตัวแทนหรือทายาทไม่เคยไปกระทำการละเมิดสิทธิของโจทก์เลย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ ชดใช้เงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินจำนวนดังกล่าวตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอ้างว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยที่ ๑ คดีนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.๑๘/๒๕๔๑ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อีกทั้งคู่ความในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันคดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป.๑๘/๒๕๔๑ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงระงับ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประเทือง เทียนสุวรรณ ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงในกองมรดกของนายประเทือง จำนวน ๔๘๔ เพลง ให้แก่โจทก์ โดยมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงว่า หากโจทก์ได้ขายหรือให้เช่าลิขสิทธิ์เพลงของนายประเทือง โจทก์จะแบ่งผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ ๑ กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ต่อมาวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยกล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ลิขสิทธิ์ดังกล่าว ครั้นวันที่ ๒๔ สิงหาคม๒๕๔๑ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ ทป.๑๘/๒๕๔๑ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๒ โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวข้างต้น โดยเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑มอบให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทเวิลด์ มิวสิก เรคคอร์ดจำกัด ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่เคยขายให้โจทก์แล้วจำนวน ๑๒๐ เพลง โดยให้มีสิทธินำทำนองเพลงไปดัดแปลงได้ไม่เกิน ๔ ต้นแบบ รวมทั้งเปลี่ยนตัวนักร้อง นักดนตรีและประเภทเครื่องดนตรีได้ตามความเหมาะสมและจำเลยทั้งสองได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามฟ้องได้ระงับโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงกันว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธินำลิขสิทธิ์เพลงจำนวน ๔๘๔ เพลง ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง ฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก แต่ให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นนำไปทำสิ่งบันทึกเสียงทุกชนิดและแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงทุกชนิดเป็นครั้งคราวไม่เกินครั้งละ ๑ ต้นแบบ โดยผู้รับอนุญาตไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือแก้ไขเสียงร้อง เสียงดนตรีจากต้นแบบเดิมที่ได้รับอนุญาต และตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ โดยให้ใช้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทน ดังนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลเป็นเพียงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงและบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์เพลงฉบับลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปเท่านั้นโดยมิได้เป็นการเลิกสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าสัญญาประนีประนอมยอมความได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความกรณียังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะวินิจฉัยได้ว่า หนี้ตามฟ้องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์และผิดสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ก่อนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา-และการค้าระหว่างประเทศกลางด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ ชอบที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๗ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ข้อ ๒ ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์

พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน๒๐๐ บาท ให้แก่โจทก์.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายภานุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญ
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2544
#36489
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณา ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวโดยให้จำเลยที่ 1 จัดการเก็บเงินค่าเช่าอาคาร ร้านค้าและแผงลอยในตลาดของโจทก์แล้วนำเงินมาวางศาลทุกเดือน จำเลยทั้งสามได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยในตลาดจำนวน 11,565 บาท แล้วไม่นำไปวางศาลตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีดังกล่าว แต่เงินค่าเช่าที่จำเลยทั้งสามรับไว้ดังกล่าวยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริตจริงหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินของจำเลยที่ 1 กรณีสืบเนื่องมาจากในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540 ของศาลแพ่ง ซึ่งมีโจทก์และจำเลย (ที่ถูกจำเลยที่ 1)เป็นคู่ความกัน ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าอาคารร้านค้าแผงลอยในตลาดปัฐวิกรณ์ของโจทก์ทำบัญชีการเก็บเงิน พร้อมทั้งส่งเงินที่เก็บได้ไปวางไว้ที่ศาลแพ่ง เพื่อประกันความเสียหายจนกว่าจะเสร็จ คดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2541วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเก็บเงินค่าเช่าจากพ่อค้าแม่ค้าที่เช่าทำการค้าขายในตลาดปัฐวิกรณ์ตามสั่งศาลรวมเป็นเงิน 11,565 บาทจำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ศาล แต่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันยักยอกเบียดบังเงินค่าเช่าที่เก็บได้ดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนหาได้นำไปวางไว้ที่ศาลตามคำสั่งไม่ เงินจำนวนดังกล่าวนี้ฝ่ายชนะคดีจะเป็นผู้รับไปทั้งหมด การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะหากโจทก์ชนะคดีก็จะไม่ได้รับเงินจำนวนนี้เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354, 83, 84

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยจากพ่อค้าและแม่ค้าบนที่พิพาทจำนวน 11,565 บาท แล้วไม่นำมาวางศาลตามคำสั่งศาลแพ่งเท่านั้น จำเลยทั้งสามมิได้ครอบครองเงินจำนวนดังกล่าวไว้แทนโจทก์คดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามหาเป็นความจริงไม่ คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินค่าเช่าตามฟ้องมิใช่เป็นเงินของโจทก์แต่จะตกได้แก่คู่ความผู้ชนะคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540ของศาลแพ่งเมื่อคดีถึงที่สุด โจทก์ยังมิได้เป็นผู้ชนะคดีจึงมิใช่ผู้เสียหายที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยในผลพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานเก็บเงินของจำเลยที่ 1ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทปัฐวิกรณ์ จำกัด และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540ของศาลแพ่ง ในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ระหว่างการพิจารณาศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความชั่วคราวโดยให้จำเลยที่ 1จัดการเก็บเงินค่าเช่าอาคาร ร้านค้าและแผงลอยในตลาดปัฐวิกรณ์ของโจทก์แล้วนำเงินมาวางศาลทุกเดือน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยจากพ่อค้าและแม่ค้าในตลาดปัฐวิกรณ์จำนวน11,565 บาท แล้วไม่นำไปวางศาลตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งดังกล่าวโดยขณะเกิดเหตุคดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540 ของศาลแพ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงินค่าเช่าที่จำเลยทั้งสามรับไว้ตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีดังกล่าวจึงยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริตจริงหรือไม่ ก็ตาม ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภูเทพ สิทธิถาวร
จำเลย — บริษัท โชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด ที่ 1 นาย เสน่ห์ แดงเจริญ ที่ 2 นางสาว กันกุล ยืนยง ที่ 3
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2544
#68713
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ยักยอก (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหายระหว่างพิจารณา ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวโดยให้จำเลยจัดการเก็บเงินค่าเช่าอาคาร ร้านค้าและแผงลอยในตลาดของโจทก์แล้วนำเงินมาวางศาลทุกเดือนจำเลยได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยในตลาดแล้วไม่นำไปวางศาล แต่เงินค่าเช่าที่จำเลยรับไว้ดังกล่าวยังไม่เป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นไม่ว่าจำเลยจะได้เบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริตหรือไม่ ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ ๓ เป็นลูกจ้างทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินของจำเลยที่ ๑ กรณีสืบเนื่องมาจากในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๕๖๖/๒๕๔๐ ของศาลแพ่ง ซึ่งมีโจทก์และจำเลย (ที่ถูกจำเลยที่ ๑) เป็นคู่ความกัน ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยให้จำเลยที่ ๑ เก็บเงินค่าเช่าอาคาร ร้านค้าแผงลอย ในตลาดปัฐวิกรณ์ของโจทก์ ทำบัญชีการเก็บเงิน พร้อมทั้งส่งเงินที่เก็บได้ไปวางไว้ที่ศาลแพ่งเพื่อประกันความเสียหายจนกว่าจะเสร็จคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๑ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเก็บเงินค่าเช่าจากพ่อค้าแม่ค้าที่เช่าทำการค้าขายในตลาดปัฐวิกรณ์ตามคำสั่งศาลรวมเป็นเงิน๑๑,๕๖๕ บาท จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ศาล แต่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันยักยอกเบียดบังเงินค่าเช่าที่เก็บได้ดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน หาได้นำไปวางไว้ที่ศาลตามคำสั่งไม่ เงินจำนวนดังกล่าวนี้ฝ่ายชนะคดีจะเป็นผู้รับไปทั้งหมดการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะหากโจทก์ชนะคดีก็จะไม่ได้รับเงินจำนวนนี้ เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่มเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๒, ๓๕๓, ๓๕๔, ๘๓, ๘๔

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยจากพ่อค้าและแม่ค้าบนที่พิพาทจำนวน ๑๑,๕๖๕ บาท แล้วไม่นำมาวางศาลตามคำสั่งศาลแพ่งเท่านั้น จำเลยทั้งสามมิได้ครอบครองเงินจำนวนดังกล่าวไว้แทนโจทก์คดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามหาเป็นความผิดฐานยักยอกไม่ คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินค่าเช่าตามฟ้องมิใช่เป็นเงินของโจทก์ แต่จะตกได้แก่คู่ความผู้ชนะคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่๖๕๖๖/๒๕๔๐ ของศาลแพ่งเมื่อคดีถึงที่สุด โจทก์ยังมิได้เป็นผู้ชนะคดีจึงมิใช่ผู้เสียหาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางไต่สวนว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานเก็บเงินของจำเลยที่ ๑ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ได้เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทปัฐวิกรณ์ จำกัด และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๕๖๖/๒๕๔๐ ของศาลแพ่ง ในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ระหว่างการพิจารณา ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความชั่วคราวโดยให้จำเลยที่ ๑ จัดการเก็บเงินค่าเช่าอาคาร ร้านค้าและแผงลอยในตลาดปัฐวิกรณ์ของโจทก์แล้วนำเงินมาวางศาลทุกเดือน เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๑จำเลยทั้งสามได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยจากพ่อค้าและแม่ค้าในตลาดปัฐวิกรณ์จำนวน ๑๑,๕๖๕ บาท แล้วไม่นำไปวางศาลตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งดังกล่าว โดยขณะเกิดเหตุคดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๕๖๖/๒๕๔๐ ของศาลแพ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงินค่าเช่าที่จำเลยทั้งสามรับไว้ตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีดังกล่าวจึงยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริตจริงหรือไม่ ก็ตามก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภูเทพ สิทธิถาวร
จำเลย — บริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมชาย อักษรารัตนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 165/2544
#68712
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยมีชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคาร แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้โจทก์ที่ 2 จึงโอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้เพื่อไม่ให้ธนาคารบังคับจำนอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่ธนาคารดังกล่าวอีก ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เช่นนี้ เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9324 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นของโจทก์ทั้งสอง ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 ให้จำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ขายที่ดินพิพาทด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงไปจดทะเบียนซื้อขายให้ตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตอันเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรสาวของโจทก์ทั้งสอง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยมีชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองได้ไปกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้วนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ต่อมาโจทก์ทั้งสองไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ที่ 2 จึงได้โอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้แทน เพื่อไม่ให้ธนาคารบังคับจำนอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่ธนาคารอีก ภายหลังโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารแล้วนำไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้หรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ ฉะนั้น ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ทั้งสองที่จะต้องนำสืบถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายต้อย นครศรี กับพวก
จำเลย — นายเกษม เจียดรัมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2544
#35059
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 บัญญัติว่า"ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ผิดตามมาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนสั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไรและในการเลือกผู้รับจ้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากก็ปรากฏว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลยว่าจ้างบริษัท ป. เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่าจำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งการในการทำงานแต่อย่างใด เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัททั้งสอง เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ก่อสร้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิด จำเลยไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์8,210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 171,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือจนกว่าจะซ่อมแซมอาคารที่ให้เช่าแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการได้ตามปกติ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำการอย่างไรอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเช่นที่โจทก์กล่าวอ้าง ฟ้องของโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กันยายน 2535) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2438 ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และเป็นเจ้าของอาคารแมคฟาร์แลนด์ อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหาร และอาคารอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว เมื่อปี 2532 จำเลยว่าจ้างบริษัทคริสเตียนีและฮอลส์แมนน์ (ไทย) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ทำการก่อสร้างฐานรากอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำลงบนที่ดินของจำเลยซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยจ้างบริษัทโปรเจคซิสเต็มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบจากการขุดดินบริเวณที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ทำให้ดินในเขตที่ดินของโจทก์เลื่อนไหลไปเป็นเหตุให้อาคารแมคฟาร์แลนด์อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหารและพื้นที่บริเวณรั้วแตกร้าวและทรุดตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอ้างว่าเดิมโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3ว่า จำเลยก่อสร้างอาคารขนาดต่าง ๆ ลงบนที่ดินของจำเลยที่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายกับค่าขาดรายได้ ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอยกเลิกข้อความในคำฟ้องข้อ 3 และข้อ 3.1 ทั้งหมดโดยให้ใช้ข้อความตามคำร้องแทน ซึ่งในคำฟ้องดังกล่าวโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ให้ก่อสร้างอาคาร แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยมีส่วนผิดอย่างไรในการว่าจ้างผู้รับเหมานั้น เห็นว่า เมื่ออ่านคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วได้ความว่า เมื่อปี 2532จำเลยได้ก่อสร้างอาคารขนาดต่าง ๆ ลงบนที่ดินของจำเลยซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยว่าจ้างบริษัทคริสเตียนีและฮอลส์แมนน์ (ไทย) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ทำการขุดดินบริเวณที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ได้ให้ไว้ และเป็นผู้เลือกหาผู้รับจ้างเพราะบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด มิได้ใช้ความระมัดระวังในการทำงานทำให้ดินในเขตที่ดินของโจทก์เลื่อนไหลไป เป็นเหตุให้อาคารแมคฟาร์แลนด์ อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหาร และพื้นที่บริเวณรั้วแตกร้าวและทรุดตัว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 8,210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีกับขาดประโยชน์อีกเดือนละ 171,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนจำเลยจะมีส่วนผิดอย่างไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ก่อสร้างฐานรากอาคารจอดรถกับสระว่ายน้ำนั้น จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไร และในการเลือกหาผู้รับจ้างคือบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกผู้รับจ้างที่ไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการก่อสร้างให้ทำการตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากของอาคารแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายสมชายหรือวุฒิภูมิ ตงเจริญ พยานจำเลยว่า บริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด มีชื่อเสียงเป็นบริษัทก่อสร้างติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลยว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด เป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานราก บริษัทโปรเจคซิสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่า ในการตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากของอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำ จำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งการในการทำงานแต่อย่างใด เพราะหน้าที่ในการก่อสร้างเป็นของบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด และหน้าที่ในการควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเป็นของบริษัทโปรเจคซิสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ก่อสร้าง คือ บริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดไม่ใช่จากจำเลย เพราะจำเลยไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป"

พิพากษากลับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคมเยาวนารีคริสเตียนแห่งกรุงเทพฯ (ไว.ดับยู.ซี.เอ
จำเลย — บริษัท สาธร พาร์ค จำกัด หรือบริษัท โคเมท 1985 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2544
#36488
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เมื่อจำเลยกระทำผิดในปี 2534แต่ถูกจับและฟ้องในปี 2540 ดังนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เกินกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(5) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 และ 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 และ 371 คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และ 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 (ที่ถูกมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคสองและวรรคสาม และ72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี กระทงหนึ่งฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุก 14 ปี คืนเสื้อของกลางแก่เจ้าของคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 72 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้นั้น ปรากฏตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงในทางพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2534 แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 18มิถุนายน 2540 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 คดีสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน100 บาท โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(5) ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เกินกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด คดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้วตามบทบัญญัติมาตรา 95(5) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว การกระทำของจำเลยในส่วนนี้คงเป็นความผิดเฉพาะตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 72 ทวิ วรรคสองปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่งและ 72 ทวิ วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.วิ.พ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ชลอหรือลอ หมู่ใหญ่ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ