คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2544
#35058
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระหนี้เงินตามสัญญากู้ยืมเงินและคืน น.ส.3 ก. ที่ให้เป็นประกัน ดังนี้ เมื่อจำเลยยอมรับว่าโจทก์ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจริง แต่อ้างว่าได้เปลี่ยนสัญญากู้ยืมเงินกันใหม่อีก 2 ครั้ง จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า คู่กรณีได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้คือจำนวนเงินที่กู้ยืม หากเป็นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องย่อมระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 โจทก์ย่อมขอชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวอีกมิได้ เหตุนี้ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จริงหรือไม่

เมื่อกรณีเป็นที่ยุติแล้วว่า หากโจทก์ชนะคดีก็ได้เพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของตนคืนเท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจให้จำเลยส่งมอบที่นาและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่นาโจทก์รวมทั้งไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในกรณีจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เพราะมิใช่การฟ้องขับไล่จำเลยที่โจทก์ต้องดำเนินการเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระหนี้เงินจำนวน 52,560 บาทจากโจทก์และคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 196กับที่นาของโจทก์ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่นาของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินปีละ 30,000 บาทให้โจทก์ สำหรับฤดูการทำนาปี 2539 และทุก ๆ ปีถัดไปในอัตราปีละ30,000 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะยอมเลิกเกี่ยวข้องกับที่นาของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 196 วางไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินและให้จำเลยทำนาต่างดอกเบี้ยในที่ดินมีการเปลี่ยนสัญญากู้กันใหม่อีก 2 ถึง 3 ครั้ง สัญญาครั้งสุดท้ายรวมยอดหนี้เป็นเงิน 429,000 บาท ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยเลิกทำนาต่างดอกเบี้ยและมอบที่นาคืนโจทก์ตั้งแต่ฤดูทำนาปี 2539โจทก์ยังไม่สามารถเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 196 คืนได้จนกว่าจะชำระหนี้จำนวน 429,000 บาท แก่จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้จำนวน 52,560 บาทจากโจทก์ ให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 196 ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และที่นาพิพาทคืนโจทก์ กับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่นาโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินปีละ 30,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท กับให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 1,865 บาท แก่โจทก์และคนคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,115 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 52,560 บาท จากจำเลยพร้อมกับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้จำเลยไว้เป็นประกันและให้จำเลยทำนาในที่ดินดังกล่าวแทนดอกเบี้ยโดยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวจากโจทก์ และคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)ให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยอีก 2 ครั้งนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับต้นเงินที่อ้างว่ามีการกู้ยืมไปจากจำเลยเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน และรับเงินกู้ไปจากจำเลย นอกเหนือจากสัญญากู้ยืมเงินข้อนี้เห็นว่า จำเลยยอมรับแล้วว่า โจทก์ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่อ้างว่าได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันใหม่อีก 2 ครั้ง จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า คู่กรณีได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ คือ จากหนี้เดิมจำนวน 52,560 บาท เป็นหนี้จำนวน 210,400 บาท และสุดท้ายคือหนี้จำนวน 429,000 บาท ตามลำดับ หากเป็นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หนี้ย่อมระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 โจทก์ย่อมขอชำระหนี้อีกมิได้ เหตุนี้จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จริงหรือไม่ จำเลยเบิกความว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2536 ได้ให้โจทก์ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยรวมหนี้ตามสัญญาอยู่ด้วย รวมเป็นหนี้ 210,400 บาท และต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม2538 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน คำเบิกความของจำเลยเป็นที่น่าสงสัยว่า เหตุใดเมื่อทำสัญญากู้ยืมจึงไม่ขีดฆ่า และแทงเพิกถอนสัญญากู้ยืมเหมือนดังเช่นกรณีทำสัญญากู้ยืมที่ปรากฏว่ามีการขีดฆ่าสัญญากู้ยืม นอกจากนี้จำเลยยังยอมรับด้วยว่าตั้งแต่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน โจทก์ยังไม่เคยชำระหนี้ให้แก่จำเลย หากกรณีเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดจำเลยจึงให้โจทก์กู้ยืมเงินต่อเนื่องกันมาหลายปีเป็นจำนวนหลายแสนบาทยิ่งกว่านั้นที่จำเลยเบิกความอ้างว่า จำเลยได้ชำระหนี้แทนโจทก์ให้แก่นางกัลยา ประดับสุข จำนวน 19,300 บาท อันเป็นยอดหนี้ที่จำเลยอ้างว่าได้รวมไว้ในสัญญากู้ยืมนั้น นางกัลยาได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่พยานเช่นกัน และหากแยกหนี้ต่าง ๆ ที่จำเลยเอามาเขียนรวมไว้ในสัญญากู้ยืมแล้วจะเป็นเงินที่โจทก์กู้ยืมจากพยาน 19,300 บาท เป็นหนี้ของโจทก์เองประมาณ 200,000 บาท เป็นหนี้ของนายสมดอกบุตรโจทก์ ประมาณ 20,000 บาท และจำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์และนายสมดอกร้อยละ 5 ต่อเดือน คิดเป็นดอกเบี้ยประมาณ200,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่นำมาลงไว้ในสัญญาประมาณ400,000 บาท คำเบิกความของนางกัลยามีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพราะปรากฏหลักฐานตามสัญญารับสภาพหนี้ว่า โจทก์เป็นหนี้เงินกู้ยืม จำนวน 19,300 บาท และยังมิได้ชำระให้แก่นางกัลยาจริง นางกัลยาจึงอยู่ในฐานะพยานคนกลางมิได้เบิกความเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กรณีน่าจะเป็นดังที่โจทก์เบิกความว่า ได้มีการทำบันทึกว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลย รวมทั้งสิ้น 429,000 บาท โดยจำเลยให้โจทก์นำที่ดินไปจำนองไว้กับจำเลยในวันที่ 10 สิงหาคม 2538 แต่ถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปเนื่องจากจำนวนหนี้สูงเกินความเป็นจริงซึ่งเมื่อตรวจดูสัญญากู้ยืมแล้วเห็นว่า เป็นไปตามที่ได้บันทึกไว้นั้นเอง แต่มิได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังที่ตกลงกันไว้ กลับระบุเพียงว่าโจทก์ได้นำที่ดินดังกล่าวให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันเช่นเดิม ซึ่งขัดกับลักษณะของการกู้ยืมเงินกันเป็นจำนวนมากเช่นนี้ โจทก์มีฐานะยากจน ไม่รู้หนังสือไทยดังจะเห็นได้จากการเบิกความที่ต้องมีล่ามภาษาเขมร ส่วนจำเลยมีฐานะดีและมีสามีรับราชการอยู่ที่เรือนจำ จึงอยู่ในฐานะได้เปรียบและอาจมีการบีบบังคับให้โจทก์ลงชื่อไว้ในเอกสารที่มิได้กรอกข้อความได้ ข้อนำสืบของจำเลย จึงยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่าหนี้ได้ระงับสิ้นไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่ ยิ่งกว่านั้นหากสัญญากู้ยืมมีการคิดดอกเบี้ยถึงร้อยละ 5 ต่อเดือนก็เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อันอาจมีผลทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ จำเลยจึงต้องรับชำระหนี้จากโจทก์ และคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยส่งมอบที่นาพิพาทคืนโจทก์กับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่นาโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินปีละ 30,000 บาท แก่โจทก์นั้นเห็นว่า เมื่อกรณีเป็นที่ยุติแล้วว่า หากโจทก์ชนะคดีก็ได้เพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของตนคืนเท่านั้น โจทก์จึงไม่อาจให้จำเลยส่งมอบที่นาและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่นาโจทก์ รวมทั้งไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ในกรณีจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างเพราะมิใช่การฟ้องขับไล่จำเลยที่โจทก์ต้องดำเนินการเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยรับชำระหนี้จำนวน 52,560 บาทจากโจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 196 ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ คืนแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเผือก สกุลเดียวหรือพยุงสกุล
จำเลย — นางศรีนวลหรือศรีนวน ขบวนฉลาด
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147 -ที่ 148/2544
#35057
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายชุมสายเทเล็กซ์ให้แก่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยทราบโดยชอบแล้วอันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ในการรับเงินจากจำเลยจึงตกเป็นของโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่นั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวจากจำเลยอีกต่อไป การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้จ่ายเงินตามสัญญาซื้อขายฯ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ภายหลังการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วซึ่งไม่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่เหตุที่จะให้ถือว่าไม่ได้เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน

โจทก์ที่ 1 ส่งมอบม้วนเทปตามสำเนาใบส่งของในวันสุดท้ายของสัญญาซื้อขายฯ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่าได้ส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่จำเลยตามสัญญาแล้วและกำหนดวิธีการตรวจรับขึ้นโดยไม่ให้ใช้ม้วนเทปที่ส่งมอบมาทำการตรวจรับและทดลองเพื่อถ่วงเวลาออกไปให้มีเวลาในการสร้างอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ที่ใช้งานได้ผลตามความมุ่งหมายของสัญญาซื้อขายฯ ที่โจทก์ที่ 1 นำม้วนซอฟแวร์หลายม้วนมาทดสอบหลายครั้งเป็นเวลากว่า 1 ปี ทำให้เชื่อว่าม้วนซอฟแวร์เหล่านั้นไม่ได้อัดสำเนามาจากม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบให้แก่จำเลยและการที่โจทก์ที่ 1 ไม่ยอมดำเนินการเพื่อให้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้แก่จำเลยนั้นได้บรรจุข้อมูลรายการซอฟแวร์ที่สามารถสั่งการให้ระบบชุมสายเทเล็กซ์ทั้งหมดทำงานได้ตามสัญญาซื้อขายฯ ทำให้เชื่อว่าม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้แก่จำเลยนั้นไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้สมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการตามสัญญาซื้อขายฯ โจทก์ที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

สัญญาซื้อขายฯ ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายฯไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลา จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาตามสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยชำระหนี้ได้แต่นั้นตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลย

คดีสำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ยังค้างอยู่ในงวดที่สองและงวดที่สามตามสัญญาเป็นเงิน 15,415,909.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 9,248,945.70 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น24,663,855.20 บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงิน 15,414,909.50 บาทในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินค่างานล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 เลขที่ สว.ค.ส.183/2526 ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2526จำนวนเงิน 30,145,115.80 บาท และใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน3,564,831.98 บาท และค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 2 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าได้ส่งมอบอุปกรณ์และอะไหล่ของชุมสายเทเล็กซ์พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆตามสัญญา และจำเลยได้ตรวจจำนวนสิ่งของที่ส่งมอบในแต่ละงวดกับตรวจสอบความถูกต้องแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระเงินงวดที่สองและงวดที่สามอีกจำนวน 15,414,909.50 บาท และไม่คืนหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินค่างานล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 นั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยยังไม่สามารถตรวจสอบจำนวนสิ่งของที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบและยังไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของงานที่ติดตั้งในงวดที่สองและงวดที่สาม เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการตรวจสอบจำนวนของที่ส่งมอบและการติดตั้งของงานซึ่งเกิดจากความผิดของโจทก์ที่ 1 ที่ไม่สามารถแสดงจำนวนสิ่งของที่ส่งมอบและติดตั้ง โจทก์ที่ 1 ส่งมอบอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ (SOFTWARE)เป็นม้วนเทป 1 ม้วน แก่จำเลยและอ้างว่าเป็นอุปกรณ์ที่ตกลงซื้อขายกันตามสัญญาข้อ 1 รายการที่ 1.2 มูลค่า 34,232,553 บาท โจทก์ที่ 1ไม่แสดงหรือนำซอฟแวร์ม้วนดังกล่าวใส่เข้าไปในชุมสายเทเล็กซ์และไม่ทำการทดสอบให้เห็นว่าซอฟแวร์ม้วนดังกล่าวมีรายการซอฟแวร์บรรจุอยู่จริงและมีรายการโปรแกรมครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่จำเลยตกลงซื้อจากโจทก์ที่ 1 จำเลยได้รับอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ในวันที่ 2และ 3 กรกฎาคม 2528 ทั้ง ๆ ที่สัญญาซื้อขายกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ดำเนินงานล่าช้าและเป็นฝ่ายผิดสัญญา เหตุที่จำเลยไม่คืนหนังสือค้ำประกันของโจทก์ที่ 2เนื่องจากจำเลยได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ในงวดที่หนึ่งจำนวน33,861,686.80 บาท ล่วงหน้าไปทันทีโดยโจทก์ที่ 1 ยังไม่ดำเนินการส่งมอบสิ่งของใด ๆ และตามข้อตกลงในสัญญากำหนดให้โจทก์ที่ 1ต้องมีหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 มามอบให้จำเลยทันทีเพื่อประกันการผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด เมื่อโจทก์ที่ 1ส่งมอบสิ่งของและติดตั้งอุปกรณ์โดยไม่สามารถตรวจจำนวนสิ่งของที่ส่งมอบและติดตั้งไม่แล้วเสร็จ โจทก์ที่ 1 ส่งมอบสิ่งของในวันสิ้นสุดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่คืนหนังสือค้ำประกันให้โจทก์ที่ 1 ตามสัญญา ทั้งนี้เพื่อระงับความเสียหายที่จะพึงตกแก่จำเลยสำหรับเรื่องดอกเบี้ย เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ส่วนเรื่องค่าเสียหายนั้นเมื่อจำเลยมีสิทธิที่จะไม่คืนหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายทำให้โจทก์ที่ 1 เสียหาย และค่าธรรมเนียมของโจทก์ที่ 2 ที่โจทก์ที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 จะต้องเป็นฝ่ายจัดหาตระเตรียมฝ่ายเดียวตามสัญญาอยู่แล้วความเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยและโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากจำเลยให้แก่โจทก์ที่ 2 ไปแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

คดีสำนวนหลังจำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญา โดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์แก่จำเลยหากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์ที่ 1รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปและคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จกับใช้ค่าเสียหายจำนวน 6,740,975,355.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าปรับตามสัญญาจำนวน 825,983,754 บาท และค่าปรับวันละ 226,483.07 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ขนาด5,000 เลขหมาย พร้อมติดตั้งในระบบสมบูรณ์ในสภาพที่สามารถใช้งานได้แก่จำเลยตามสัญญาหรือจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ และชำระเงินค้ำประกันสัญญาจำนวน 14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จกับให้โจทก์ที่ 2ชำระเงินจำนวน 15,162,896.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีในต้นเงินจำนวน 14,833,710 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 จะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยฟ้องของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ขาดอายุความเพราะสัญญาค้ำประกันทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 จำเลยฟ้องให้โจทก์ที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวในวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เกินกว่า 10 ปี โจทก์ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมายพร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไป และคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน88,529,506.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 2 ร่วมชำระหนี้ของโจทก์ที่ 1จำนวน 14,833,710 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 มีนาคม2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองสำนวน ส่วนโจทก์ที่ 2 ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนที่สองร่วมกับโจทก์ที่ 1 แทนจำเลย โดยให้โจทก์ที่ 1 รับผิดค่าทนายความสำนวนแรกจำนวน 50,000 บาท และให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในสำนวนหลังจำนวน 50,000 บาทคำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน15,414,909.50 บาท ตามสัญญางวดที่สองและงวดที่สามกับดอกเบี้ยจำนวน 9,248,945.70 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 15,414,909.50 บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนแรกเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมายพร้อมการติดตั้งในระบบที่เรียบร้อยสมบูรณ์แก่จำเลยและรับเงินส่วนที่เหลือตามสัญญา หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ให้โจทก์ที่ 1 คืนเงินค่าอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ จำนวน88,529,506.70 บาท รวมทั้งเงินตามสัญญางวดที่สองและงวดที่สามหากรับไปแล้วให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือนับจากวันรับเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยพร้อมกับให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่โจทก์ที่ 1 ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปทั้งหมด กับให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยและให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 18,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระแก่จำเลยให้โจทก์ที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 14,833,710 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอนอกจากนี้ของโจทก์ที่ 1และจำเลยให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในสำนวนแรกแทนโจทก์ที่ 1 กำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท ให้โจทก์ที่ 1ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยในสำนวนหลังตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ กำหนดค่าทนายความให้50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 โจทก์ที่ 1 และจำเลยทำสัญญาซื้อขายชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมายพร้อมอุปกรณ์ อะไหล่ การฝึกอบรมและการติดตั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น148,337,062 บาท กำหนดส่งมอบของตามสัญญาให้แก่จำเลยณ กองเทเล็กซ์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 สำหรับการจ่ายเงินค่าสิ่งของพร้อมการติดตั้งตามสัญญากำหนดไว้ รายการข้อ 1.7 และ 1.8 จ่ายให้เต็มตามราคาแต่ละส่วนเมื่อโจทก์ที่ 1 ดำเนินการและแต่ละส่วนตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยทุกประการแล้ว สำหรับรายการอื่นส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายเป็นสี่งวดงวดที่หนึ่งจ่ายให้ล่วงหน้าภายใน 30 วัน หลังจากโจทก์ที่ 1 และจำเลยลงนามในสัญญาจำนวนเงิน 33,861,686.80 บาท งวดที่สองจ่ายให้เป็นเงินจำนวนร้อยละ 25 ของราคาสิ่งของที่ส่งมอบในแต่ละงวดและจำเลยตรวจจำนวนของที่ส่งมอบในแต่ละงวดเป็นที่เรียบร้อยแล้วงวดที่สามจ่ายให้เป็นเงินจำนวนร้อยละ 25 ของราคาของในแต่ละส่วนเมื่องานติดตั้งและปรับปรุงสถานที่ในแต่ละส่วนแล้วเสร็จตามสัญญาและจำเลยได้ตรวจสอบถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว งวดที่สี่จ่ายให้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดเมื่อจำเลยตรวจรับทดลองเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาทุกประการและจำเลยรับไว้ใช้งานแล้วตามสัญญาซื้อขายชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งโจทก์ที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการรับเงินค่างานล่วงหน้าของโจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 30,145,115.80 บาท ภายหลังทำสัญญา โจทก์ที่ 1ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาซื้อขายฯ จากจำเลยให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินและได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวถึงจำเลยแล้วตามหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงิน จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1ตามสัญญาหลายครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 88,529,506.70 บาท ปรากฏรายละเอียดตามบัญชีใบเสร็จรับเงิน จำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินงวดที่สองและงวดที่สามรวมจำนวน 15,414,909.50 บาท ปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ที่ 1 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องรายละเอียดตามสัญญาซื้อขายฯ และบรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงลดราคาและยกเลิกอุปกรณ์ที่ซื้อขายบางส่วนเป็นเงิน 3,125,226.42 บาท วงเงินตามสัญญาซื้อขายจึงลดลงเหลือ 145,211,835.58 บาท ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายเงินงวดที่สองจำนวน 32,315,020.47 บาท งวดที่สามจำนวน 33,064,237.47 บาทรวมงวดที่สองและงวดที่สามจำนวน 65,379,257.94 บาท โจทก์ที่ 1ส่งอุปกรณ์และอะไหล่ของชุมสายเทเล็กซ์ที่ซื้อขาย ติดตั้งอุปกรณ์จัดเตรียมสถานที่และติดตั้งระบบเครื่องปรับอากาศให้แก่จำเลย และจำเลยได้ตรวจรับถูกต้องแล้ว จำเลยจ่ายเงินงวดที่สองให้แก่โจทก์ที่ 1จำนวน 24,982,565.72 บาท ยังขาดอยู่อีก 7,332,454.75 บาทงวดที่สามจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,981,782.72 บาทยังขาดอยู่อีก 8,082,454.75 บาท รวมจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ที่ 1 ในงวดที่สองและงวดที่สามอีก 15,414,909.50 บาทโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ที่ 1 คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนรายละเอียดสิ่งของที่จะต้องส่งมอบและจำเลยไม่ชำระค่าอุปกรณ์สิ่งของรายการใดเป็นรายการที่โจทก์ที่ 1จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาทั้งจำเลยมีเอกสารหลักฐานการตรวจรับอยู่ในความครอบครองที่สามารถตรวจสอบได้ และจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระในแต่ละงวด โจทก์ได้กล่าวบรรยายที่มาโดยชัดแจ้งแล้วฟ้องโจทก์ที่ 1 ไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยต่อไปมีว่า โจทก์ที่ 1มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างงวดที่สองและงวดที่สามที่อ้างว่าจำเลยยังคงค้างชำระอยู่จำนวน 15,414,909.50 บาท ได้หรือไม่จำเลยมีนายวีรวัฒน์ พัฒนภักดี ผู้อำนวยการกองจัดหาของจำเลยเบิกความประกอบเอกสารสรุปความได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2526 โจทก์ที่ 1ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5000 หมายเลข พร้อมการติดตั้ง จำนวนเงิน 148,337,062บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินโดยโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินไปให้จำเลยทราบแล้ว และจำเลยได้มีหนังสือไปถึงโจทก์ที่ 2 ว่าได้รับทราบแล้วและยินยอมให้มีการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ เหตุที่มีการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปนั้น อาจเนื่องจากความพลั้งเผลอของเจ้าหน้าที่ เพราะมีสำเนาเอกสารเรื่องเกี่ยวกับการจ่ายเงินแจ้งให้แก่กองการเงินเป็นจำนวนมากและก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 และความคุ้นเคยระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินกับผู้รับเงินของโจทก์ที่ 1 คือ นายสนอง สง่าศิลปประกอบกับโจทก์ที่ 1 มีการติดต่อค้าขายกับจำเลยมาตลอดและมีหลายสัญญาด้วย ภายหลังจากที่นายวีรวัฒน์ตรวจพบการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1แล้ว ทางจำเลยก็ไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายฯให้แก่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทราบโดยชอบแล้ว อันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1ในการรับเงินจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายฯ จึงตกเป็นของโจทก์ที่ 2ตั้งแต่นั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวจากจำเลยอีกต่อไปการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้จ่ายเงินตามสัญญาซื้อขายฯ ให้แก่โจทก์ที่ 1ภายหลังการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วซึ่งไม่ถูกต้องนั้นไม่ใช่เหตุที่จะให้ถือว่าไม่ได้เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนั้นโจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินงวดที่สองและงวดที่สามจำนวน 15,414,909.50 บาท ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินงวดที่สองและงวดที่สามจำนวน 15,414,909.50 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 เพราะยังไม่มีการตรวจสอบม้วนเทปซอฟแวร์ที่ส่งมอบและยังไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ในงานงวดที่ 3 เลยอีก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ที่ 1 หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามสัญญาซื้อขายฯและข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันเป็นยุติแล้วว่า สัญญาซื้อขายฯมิได้กำหนดวิธีการตรวจรับไว้ชัดแจ้ง แต่กำหนดให้ผู้ขาย (โจทก์ที่ 1)มีหน้าที่เสนอวิธีการตรวจรับให้ผู้ซื้อ (จำเลย) ให้ความเห็นชอบก่อนจำเลยมีสิทธิและหน้าที่เพียงพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบกับวิธีการที่โจทก์ที่ 1 เสนอหรือไม่เท่านั้น ในเบื้องต้นโจทก์ที่ 1 และจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดในสัญญาโดยฝ่ายจำเลยได้ให้คณะกรรมการตรวจรับดำเนินการตรวจรับตามวิธีการที่โจทก์ที่ 1เสนอตามเอกสารหมาย จ.12 และจำเลยได้ให้ความเห็นชอบให้โจทก์ใช้เอกสารการตรวจรับ SOFTWARE SAT Schedule Ref330/UG/30474/002 Issue 1 ตามเอกสารหมาย จ.14 การตรวจรับตามวิธีการของโจทก์ที่ 1 เป็นการตรวจรับและทดลองโดยการนำม้วนเทปซอฟแวร์ใส่เข้าไปในเครื่องฮาร์ดแวร์เพื่อทำการตรวจทดสอบทีละหัวข้อตามลำดับจำนวน 1,293 หัวข้อ โดยการใช้สำเนาม้วนเทปมาทำการตรวจรับและทดลอง เพราะหากนำเอาม้วนเทปจริงซึ่งมีเพียงม้วนเดียวมาใส่ในเครื่องฮาร์ดแวร์เพื่อทำการตรวจรับและทดลองในขณะที่ยังไม่สามารถตรวจสอบทั้งระบบนั้นอาจจะเกิดความเสียหายกับม้วนเทปดังกล่าวได้ โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องการตรวจรับด้วยดีตลอดมา ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจำเลยไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาโดยในระหว่างการตรวจรับตามวิธีการที่โจทก์ที่ 1เสนอ คณะกรรมการตรวจรับของจำเลยกลับให้โจทก์ที่ 1 ใช้วิธีการตรวจรับตามข้อเสนอของฝ่ายจำเลยเอง ให้โจทก์ที่ 1 นำอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ฉบับที่แท้จริงเข้าทำการทดสอบกับอุปกรณ์ชุมสายฮาร์ดแวร์โดยตรงเมื่อโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยก็หยุดการตรวจรับโดยยกเหตุผลดังกล่าวเป็นข้ออ้างทั้งที่ไม่มีข้อกำหนดใด ๆ ในสัญญาให้อำนาจจำเลยกระทำได้ การที่จำเลยไม่ยอมทำการตรวจรับต่อไปตามวิธีการที่โจทก์ที่ 1เสนอให้เสร็จสิ้น เมื่อเหลือหัวข้อการตรวจรับเพียง 185 หัวข้อ จึงทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนอื่น ๆ หลังจากการตรวจรับให้เสร็จสิ้นตามสัญญาต่อไปได้ จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้นเห็นว่า ปัญหานี้ตามสัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.2 ระบุว่า"ข้อ 1 ผู้ซื้อตกลงซื้อ และผู้ขายตกลงขายชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5,000เลขหมาย รุ่น 8660 พร้อมอุปกรณ์ อะไหล่ ฝึกอบรม และการติดตั้งในระบบ TURN - KEY SYSTEM อันเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทPLESSEY CONTROLS LIMITED แห่งประเทศอังกฤษ มีคุณสมบัติและรายละเอียดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2.1 ดังมีรายการ จำนวนและราคา ต่อไปนี้

1.1 อุปกรณ์ชุมสาย HARDWARE 57,938,131 บาท

1.2 อุปกรณ์ชุมสาย SOFTWARE 34,232,553 บาท

ข้อ 3 ผู้ขายจะส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาพร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ให้แก่ผู้ซื้อ ณ กองเทเล็กซ์ การสื่อสารแห่งประเทศไทยกรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 ให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 แห่งสัญญานี้ ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการ พร้อมทั้งหีบห่อเครื่องรัดพันผูกตามสภาพโดยเรียบร้อย ยกเว้นรายการที่ 1.8 (POST CUT - OVERSUPPORT) ผู้ขายจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่ผู้ซื้อได้ดำเนินการตรวจรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การส่งสิ่งของตามสัญญานี้สำหรับรายการที่ 1.1, 1.2, 1.3, 1.9,1.10 และ 1.11 ผู้ขายจะต้องแจ้งวันที่จะส่งของที่แน่นอน โดยทำเป็นหนังสือนำไปยื่นต่อผู้ซื้อ ณ กองทรัพย์สินและพัสดุ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในเวลาปฏิบัติงานให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน

สำหรับการส่งมอบสิ่งของพร้อมการติดตั้งตามสัญญานี้ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบเพียงครั้งเดียวหรือส่งมอบหลายครั้ง ผู้ขายจะต้องแจ้งกำหนดเวลาส่งมอบแต่ละครั้งโดยทำเป็นหนังสือนำไปยื่นต่อผู้ซื้อ ณ กองทรัพย์สินและพัสดุ การสื่อสารแห่งประเทศไทยในเวลาปฏิบัติงาน

"เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวโจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาพร้อมการติดตั้ง ในระบบสมบูรณ์ให้แก่จำเลย ณ กองเทเล็กซ์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานครให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมควรมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการ ยกเว้นรายการที่ 1.8 (POST CUT - OVER) เพียงรายการเดียวที่โจทก์ที่ 1 จะต้องดำเนินการภายหลังจากที่จำเลยได้ดำเนินการตรวจรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการส่งสิ่งของตามสัญญานี้สำหรับรายการที่ 1.2 ซึ่งเป็นรายการอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ที่เป็นปัญหาโต้เถียงกันนี้ โจทก์ที่ 1 จะต้องแจ้งวันที่จะส่งของที่แน่นอน โดยทำเป็นหนังสือนำไปยื่นต่อจำเลย ณกองทรัพย์สินและพัสดุ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในเวลาปฏิบัติงานให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ตามสำเนาใบส่งของโจทก์ที่ 1ส่งมอบอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ของจำเลยลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 อันเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาพร้อมการติดตั้ง ในระบบสมบูรณ์ให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือแจ้งวันที่จะส่งของที่แน่นอนให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยรับอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ไว้จากโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นเพียงรับสิ่งที่โจทก์ที่ 1 นำมาส่งให้เท่านั้น การส่งอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 เป็นการส่งมอบสิ่งของที่ยังไม่มีการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการ ตามสัญญาซื้อขายฯ ที่โจทก์ที่ 1อ้างว่าเหตุที่ไม่ใส่อุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ฉบับที่แท้จริงเข้าไปในเครื่องฮาร์ดแวร์เพราะอาจจะเกิดความเสียหายแก่อุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ฉบับที่แท้จริง และตามสัญญาซื้อขายฯ มิได้กำหนดวิธีการตรวจรับไว้ชัดแจ้ง แต่กำหนดให้โจทก์ที่ 1 ผู้ขายมีหน้าที่เสนอวิธีการตรวจรับให้จำเลยผู้ซื้อให้ความเห็นชอบก่อนนั้น ก็ปรากฏว่าในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้นำสำเนาม้วนเทปซอฟแวร์ใส่เข้าไปในเครื่องฮาร์ดแวร์เพื่อให้ชุมสายเทเล็กซ์ตามสัญญาซื้อขายฯอยู่ในระบบสมบูรณ์ ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการ ทั้งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่เคยส่งมอบสำเนาม้วนเทปซอฟแวร์ที่อ้างว่าอัดสำเนามาจากต้นฉบับม้วนเทปซอฟแวร์ที่ส่งมอบให้แก่จำเลยไว้แล้วให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 1 เพิ่งนำม้วนเทปซอฟแวร์ที่อ้างว่าอัดสำเนามาจากต้นฉบับม้วนเทปซอฟแวร์ที่ส่งมอบให้แก่จำเลยมาใส่เครื่องฮาร์ดแวร์เพื่อตรวจนับรายการซอฟแวร์เมื่อวันที่ 2ถึง 4 ธันวาคม2528 โดยไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสำเนาม้วนเทปซอฟแวร์ที่ใช้ตรวจนับดังกล่าวอัดสำเนามาจากม้วนเทปซอฟแวร์ที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบให้แก่จำเลย และได้ความจากนายโอภาศ พงษ์ปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายโทรคมนาคมภูมิภาค 2 ของจำเลยพยานจำเลยว่า พยานเป็นผู้เก็บรักษาม้วนเทปซอฟแวร์ที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบแก่จำเลย โจทก์ที่ 1 เคยเบิกม้วนเทปซอฟแวร์ไปจากพยานเป็นเวลา 2 ถึง 3 วัน ประกอบกับภายหลังจากทำสัญญาซื้อขายฯ ผ่านไป 1 ปีกว่า โจทก์ที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน2527 ถึงผู้ว่าการของจำเลยขออนุมัติเปลี่ยนแปลงกำหนดส่งมอบตามสัญญาโดยอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับแจ้งจากบริษัท PCL ว่า ได้ตรวจพบข้อบกพร่องในการทำงานของอุปกรณ์ส่วนของ BUS HARDWARE ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของระบบการทำงานจะต้องแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องทั้งในด้านHARDWARE และ SOFTWARE ในส่วนที่เกี่ยวข้องอันจะมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบเทเล็กซ์โดยส่วนรวมด้วย บริษัท PCL คาดการณ์ว่าเมื่อมีการปรับปรุงออกแบบ HARDWARE และ SOFTWARE ของอุปกรณ์BUS HARDWARE นี้แล้วการตรวจสอบทดลองชุมสายทั้งระบบจะต้องเกิดความล่าช้าขึ้นทั้งหมดอีกประมาณ 12 เดือน โจทก์ที่ 1 ขอความเห็นใจจากจำเลยให้เลื่อนกำหนดส่งมอบอุปกรณ์ตามที่สั่งซื้อในสัญญาล่าช้าออกไป 12 เดือน โดยไม่ถือความผิดและมีค่าปรับแต่อย่างใด จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 31 ตุลาคม 2527 ถึงโจทก์ที่ 1 ยืนยันให้โจทก์ที่ 1จัดส่งอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ 5000 เลขหมายแก่จำเลยภายในกำหนดสัญญาเดิมทั้งภายหลังจากครบกำหนดเวลาส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายฯ แล้ว ก็ได้มีการใช้สำเนาม้วนเทปซอฟแวร์ที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าอัดสำเนามาจากต้นฉบับม้วนเทปซอฟแวร์ที่ส่งมอบแก่จำเลยมาทำการตรวจนับรายการซอฟแวร์หลายครั้ง ในการตรวจรับครั้งที่ 38 คณะกรรมการตรวจรับได้ทำรายงานผลการตรวจรับฯ ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2529 ตามสำเนาเอกสารหมาย ล.53/5 สรุปได้ว่า การทดสอบมีปัญหาอยู่หลายข้อและในระหว่างการตรวจรับทางฝ่ายโจทก์ที่ 1 ใช้เทป 3 ม้วนซึ่งไม่เหมือนกันมาดำเนินการ และวันที่ 26 สิงหาคม 2529 คณะกรรมการตรวจรับของจำเลยได้ทำรายงานผลการตรวจรับฯ (ครั้งที่ 43) ตามสำเนาเอกสารหมาย ล.53/7 ว่า การดำเนินการทดสอบในวันที่ 18 สิงหาคม 2529 โจทก์ที่ 1 นำเทปมาใช้เพิ่มเติม 2 ม้วน และการทดสอบในวันที่ 20 สิงหาคม 2529 ได้นำเทปมาใช้ทำการทดสอบเพิ่มอีก 3 ม้วนและวันที่ 27 มีนาคม 2532 จำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1พิสูจน์ม้วนเทปที่ส่งมอบว่า ภายในเทปม้วนนั้นได้บรรจุซอฟแวร์ที่สามารถสั่งการให้ระบบชุมสายเทเล็กซ์ทั้งหมดทำงานได้ตามสัญญาซื้อขายฯในวันที่ 5 เมษายน 2532 เวลา 10 นาฬิกา แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ยอมตรวจพิสูจน์ม้วนเทปดังกล่าว ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้มีหนังสือนัดหมายพิสูจน์ม้วนเทปที่ส่งมอบไว้ แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบว่า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้จัดส่งผู้แทนเป็นผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการทดสอบม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้ โดยจะทำการทดสอบในวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกาเป็นต้นไปณ ชุมสายเทเล็กซ์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 1 ทราบแล้วไม่ไปตามที่จำเลยนัดและจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการใส่ม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้เข้าไปในเครื่องฮาร์ดแวร์พฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์ที่ 1 ส่งมอบม้วนเทปตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.8 ในวันสุดท้ายของสัญญาซื้อขายฯเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่าได้ส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่จำเลยตามสัญญาแล้ว และกำหนดวิธีการตรวจรับขึ้นโดยไม่ให้ใช้ม้วนเทปที่ส่งมอบมาทำการตรวจรับและทดลองเพื่อถ่วงเวลาออกไปให้มีเวลาในการสร้างอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ที่ใช้งานได้ผลตามความมุ่งหมายของสัญญาซื้อขายฯที่โจทก์ที่ 1 นำม้วนเทปซอฟแวร์หลายม้วนมาทดสอบหลายครั้งเป็นเวลากว่า 1 ปี ทำให้เชื่อว่าม้วนเทปซอฟแวร์เหล่านั้นไม่ได้อัดสำเนามาจากม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบให้แก่จำเลยในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 และการที่โจทก์ที่ 1 ไม่ยอมดำเนินการเพื่อให้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้แก่จำเลยนั้น ได้บรรจุข้อมูลรายการซอฟแวร์ที่สามารถสั่งการให้ระบบชุมสายเทเล็กซ์ทั้งหมดทำงานได้ตามสัญญาซื้อขายฯ ทำให้เชื่อว่าม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้แก่จำเลยนั้นไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 3 โจทก์ที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ที่ 2 ร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ได้หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามสัญญาซื้อขายฯข้อ 9 วรรคสี่ ค่าปรับและค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 มี 2 ประการ ซึ่งต้องบอกเลิกสัญญาทั้งสิ้นจึงจะเรียกได้เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่า จำเลยฟ้องโจทก์คดีนี้โดยไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและการจัดซื้อไม่ได้ทำภายในกำหนด6 เดือน กับอุปกรณ์ที่จำเลยซื้อไม่ใช่ประเภทและรุ่นเดียวกับที่สั่งซื้อจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ดังนี้จึงไม่มีเงินจำนวนใด ๆ ที่โจทก์ที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1ตามสัญญา เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันโจทก์ที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ที่ 1ต่อจำเลยเป็นเงินไม่เกิน 14,833,710 บาท หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยมีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับและหรือค่าเสียหายใด ๆ จากโจทก์ที่ 1 ได้แล้ว โจทก์ที่ 2 ย่อมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ชำระก่อน ดังนั้นเมื่อโจทก์ที่ 1เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายฯ แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 9 และข้อ 10 ตามลำดับจากโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยจะมีสิทธิฟ้องโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้หรือไม่ต้องพิจารณาเพียงว่าโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัดแล้ว จำเลยย่อมมีอำนาจฟ้องโจทก์ที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686แม้จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายฯ ต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตามฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 303 ม. 306 ม. 461 ม. 462
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จักรวาลเทเลคอม ซิสเท็ม จำกัด
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147 -ที่ 148/2544
#36487
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. ค้ำประกันบริษัท จ. ต่อการสื่อสารแห่งประเทศไทยว่า หากบริษัท จ. ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญา ซึ่งการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับและหรือค่าเสียหายใด ๆจากบริษัท จ. ได้แล้ว ธนาคาร ก. ยอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้บริษัท จ. ชำระก่อน การที่บริษัท จ. ผิดสัญญาซื้อขาย การสื่อสารแห่งประเทศไทยย่อมมีสิทธิเรียกค่าปรับ และค่าเสียหายตามสัญญาและเมื่อบริษัท จ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดแล้วการสื่อสารแห่งประเทศไทยย่อมมีอำนาจฟ้องธนาคาร ก. ได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 แม้ไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิก สัญญาซื้อขายต่อบริษัท จ. ก่อนก็ตาม

สัญญาซื้อขายระหว่างบริษัท จ. กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม2528 เมื่อบริษัท จ. ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลาจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาตามสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสองการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้ธนาคาร ก. ผู้ค้ำประกันบริษัท จ. ชำระหนี้ได้แต่นั้นตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่จำเลย อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่ธนาคาร ก. ได้อายุความจึงเริ่มนับแต่ วันดังกล่าว มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาค้ำประกันในวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 และสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อนับถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยฟ้องคดียังไม่พ้นกำหนด 10 ปีจึงไม่ขาดอายุความ

การสื่อสารแห่งประเทศไทยฟ้องบริษัท จ. โดยไม่ได้บอกเลิกสัญญาซื้อขายและได้มีคำขอบังคับให้บริษัท จ. ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว หากให้บริษัท จ. ชำระค่าเสียหายในราคาอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยซื้อมาใช้งานก็จะเป็นการให้ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกับคำขอบังคับให้บริษัท จ. ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกบริษัทจักรวาลเทเลคอมซิสเท็ม จำกัด โจทก์ในสำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกการสื่อสารแห่งประเทศไทย จำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลย

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ยังค้างอยู่ในงวดที่สองและงวดที่สามตามสัญญาเป็นเงิน 15,415,909.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 9,248,945.70 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น24,663,855.20 บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงิน 15,414,909.50 บาทในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินค่างานล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 เลขที่ สว. ค.ส.183/2526 ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2526จำนวนเงิน 30,145,115.80 บาท และใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,564,831.98บาท และค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1

สำนวนหลังจำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองขอให้บังคับโจทก์ที่ 1ให้ปฏิบัติตามสัญญา โดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปและคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ กับใช้ค่าเสียหายจำนวน 6,740,975,355.32บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าปรับตามสัญญาจำนวน 825,983,754บาท และค่าปรับวันละ 226,483.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมติดตั้งในระบบสมบูรณ์ในสภาพที่สามารถใช้งานได้แก่จำเลยตามสัญญาหรือจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ และชำระเงินค้ำประกันสัญญาจำนวน 14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินจำนวน 15,162,896.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 14,833,710 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 จะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองในสำนวนหลังให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ขาดอายุความ เพราะสัญญาค้ำประกันทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 จำเลยฟ้องให้โจทก์ที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา โดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมายพร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไป และคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 2 ร่วมชำระหนี้ของโจทก์ที่ 1 จำนวน 14,833,710 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน15,414,909.50 บาท ตามสัญญางวดที่สองและงวดที่สามกับดอกเบี้ยจำนวน 9,248,945.70 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 15,414,909.50 บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนแรกเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบที่เรียบร้อยสมบูรณ์แก่จำเลยและรับเงินส่วนที่เหลือตามสัญญา หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ให้โจทก์ที่ 1 คืนเงินค่าอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์จำนวน 88,529,506.70 บาท รวมทั้งเงินตามสัญญางวดที่สองและงวดที่สามหากรับไปแล้วให้แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือนับจากวันรับเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย พร้อมกับให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่โจทก์ที่ 1 ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปทั้งหมด กับให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระแก่จำเลย ให้โจทก์ที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1ชำระเงินจำนวน 14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 โจทก์ที่ 1 และจำเลยทำสัญญาซื้อขายชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมอุปกรณ์อะไหล่ การฝึกอบรม และการติดตั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 148,337,062 บาท กำหนดส่งมอบของตามสัญญาให้แก่จำเลย ณ กองเทเล็กซ์การสื่อสารแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 สำหรับการจ่ายเงินค่าสิ่งของพร้อมการติดตั้งตามสัญญากำหนดไว้รายการข้อ 1.7 และ 1.8 จ่ายให้เต็มตามราคาแต่ละส่วนเมื่อโจทก์ที่ 1 ดำเนินการแต่ละส่วนตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยทุกประการแล้ว สำหรับรายการอื่นส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายเป็นสี่งวด งวดที่หนึ่งจ่ายให้ล่วงหน้าภายใน 30 วัน หลังจากโจทก์ที่ 1 และจำเลยลงนามในสัญญาจำนวนเงิน 33,861,686.80 บาท งวดที่สองจ่ายให้เป็นเงินจำนวนร้อยละ 25 ของราคาสิ่งของที่ส่งมอบในแต่ละงวดและจำเลยตรวจจำนวนของที่ส่งมอบในแต่ละงวดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว งวดที่สามจ่ายให้เป็นเงินจำนวนร้อยละ 25 ของราคาของในแต่ละส่วน เมื่องานติดตั้งและปรับปรุงสถานที่ในแต่ละส่วนแล้วเสร็จตามสัญญา และจำเลยได้ตรวจสอบถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว งวดที่สี่จ่ายให้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดเมื่อจำเลยตรวจรับทดลองเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาทุกประการและจำเลยรับไว้ใช้งานแล้วตามสัญญาซื้อขายชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้ง เอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.1 โจทก์ที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการรับเงินค่างวดล่วงหน้าของโจทก์ที่ 1ในวงเงิน 30,145,115.80 บาท เอกสารหมาย จ.7 ภายหลังทำสัญญาโจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.1 จากจำเลยให้แก่โจทก์ที่ 2 ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินเอกสารหมาย ล.43 และได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวถึงจำเลยแล้วตามหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงิน เอกสารหมาย ล.44 จำเลยได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาหลายครั้งรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 88,529,506.70 บาท ปรากฏรายละเอียดตามบัญชีใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย ล.75 จำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินงวดที่สองและงวดที่สามรวมจำนวน 15,414,909.50 บาท

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ที่ 2 ร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ได้หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 9 วรรคสี่ ค่าปรับและค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 มี 2 ประการ ซึ่งต้องบอกเลิกสัญญาทั้งสิ้นจึงจะเรียกได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่า จำเลยฟ้องโจทก์คดีนี้โดยไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและการจัดซื้อไม่ได้ทำภายในกำหนด 6 เดือน กับอุปกรณ์ที่จำเลยซื้อไม่ใช่ประเภทและรุ่นเดียวกับที่สั่งซื้อจากโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ดังนี้จึงไม่มีเงินจำนวนใด ๆ ที่โจทก์ที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยเป็นเงินไม่เกิน 14,833,710 บาท หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยมีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับและหรือค่าเสียหายใด ๆ จากโจทก์ที่ 1 ได้แล้ว โจทก์ที่ 2 ยอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ชำระก่อน ดังนั้นเมื่อโจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายฯ แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 9 และข้อ 10 ตามลำดับจากโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยจะมีสิทธิฟ้องโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้หรือไม่ต้องพิจารณาเพียงว่าโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัดแล้วจำเลยย่อมมีอำนาจฟ้องโจทก์ที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 แม้จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายฯ ต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีต่อโจทก์ที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายฯ ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายฯ ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลาตามสัญญาซื้อขายฯ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาตามสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยชำระหนี้ได้แต่นั้นตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้นมิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อจำเลยในวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อนับถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ที่จำเลยฟ้องในสำนวนหลังยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์ที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายในราคาอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่จำเลยซื้อมาใช้งานแทน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน238,604,804.07 บาท หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและมิได้จัดซื้อภายในเวลา 6 เดือน ตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 8วรรคสอง และอุปกรณ์ที่ซื้อไม่ใช่ประเภทหรือรุ่นเดียวกับที่ซื้อจากโจทก์ที่ 1ก็ตาม แต่ตามข้อ 10 โจทก์ที่ 1 ตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายในการไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใดแก่จำเลยโดยสิ้นเชิง โจทก์ที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย เห็นว่า จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาซื้อขายฯต่อโจทก์ที่ 1 ทั้งจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ตามสัญญาซื้อขายฯ แล้ว หากให้โจทก์ชำระค่าเสียหายในราคาอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่จำเลยซื้อมาใช้งาน ก็จะเป็นการให้ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกับคำขอบังคับให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายฯดังกล่าว จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ไม่ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ตามสัญญาให้แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาก็ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปและคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องสำนวนหลัง จนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายรวม 28,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จแก่จำเลยให้โจทก์ที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายในเงินจำนวน14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 213 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จักรวาลเทเลคอมซีสเท็ม จำกัด
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147 -ที่ 148/2544
#99046
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายฯระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลา จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาตามสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ชำระหนี้ได้แต่นั้นตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว มิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาค้ำประกัน และสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยฟ้องขอบังคับให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ตามสัญญาซื้อขายฯ แล้ว โดยจำเลยมิได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 1 ดังนี้ หากให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเสียหายในราคาอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่จำเลยซื้อมาใช้งาน ก็จะเป็นการให้ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกับคำขอบังคับให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลย คดีสำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ยังค้างอยู่ในงวดที่สองและงวดที่สามตามสัญญาเป็นเงิน 15,415,909.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 9,248,945.70 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 24,663,855.20 บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงิน 15,414,909.50 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินค่างานล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 เลขที่ สว.ค.ส. 183/2526 ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 จำนวนเงิน 30,145,115.80 บาท และใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,564,831.98 บาท และค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

คดีสำนวนหลังจำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ให้ปฏิบัติตามสัญญา โดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปและคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ กับใช้ค่าเสียหายจำนวน 6,740,975,355.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าปรับตามสัญญาจำนวน 825,983,754 บาท และค่าปรับวันละ 226,483.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมติดตั้งในระบบสมบูรณ์ในสภาพที่สามารถใช้งานได้แก่จำเลยตามสัญญา หรือจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ และชำระเงินค้ำประกันสัญญาจำนวน 14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินจำนวน 15,162,896.44 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 14,833,710 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 2 จะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา โดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไป และคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 18,000, 000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 2 ร่วมชำระหนี้ของโจทก์ที่ 1 จำนวน 14,833,710 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองสำนวน ส่วนโจทก์ที่ 2 ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนที่สองร่วมกับโจทก์ที่ 1 แทนจำเลย โดยให้โจทก์ที่ 1 รับผิดค่าทนายความสำนวนแรกจำนวน 50,000 บาท และให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในสำนวนหลังจำนวน 50,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,414,909.50 บาท ตามสัญญางวดที่สองและงวดที่สามกับดอกเบี้ยจำนวน 9,248,945.70 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 15,415,909.50 บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนแรกเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบที่เรียบร้อยสมบูรณ์แก่จำเลยและรับเงินส่วนที่เหลือตามสัญญา หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ให้โจทก์ที่ 1 คืนเงินค่าอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ จำนวน 88,529,506.70 บาท รวมทั้งเงินตามสัญญางวดที่สองและงวดที่สามหากรับไปแล้วให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือนับจากวันรับเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย พร้อมกับให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่โจทก์ที่ 1 ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปทั้งหมด กับให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับจำนวน 18,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระแก่จำเลย ให้โจทก์ที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในสำนวนแรกแทนโจทก์ที่ 1 กำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยในสำนวนหลังตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ กำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 1 หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายชุมสายโทรศัพท์เทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย โจทก์ที่ 1 ผู้ขายมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบชุมสายโทรศัพท์เทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมอะไหล่ อุปกรณ์ และการติดตั้งในระบบที่สมบูรณ์ให้แก่จำเลยผู้ซื้อ ณ ที่ทำการของจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 ส่งมอบอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยลงลายมือชื่อรับไว้ โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือแจ้งวันที่จะส่งของที่แน่นอนให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยรับอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ไว้จากโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นเพียงรับสิ่งที่โจทก์ที่ 1 นำมาส่งให้เท่านั้น การส่งอุปกรณ์ชุมสายซอฟแวร์ดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 เป็นการส่งมอบสิ่งของที่ยังไม่มีการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการ และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้นำสำเนาม้วนเทปซอฟแวร์ใส่เข้าไปในเครื่องฮาร์ดแวร์เพื่อให้ชุมสายเทเล็กซ์ตามสัญญาซื้อขาย ฯ อยู่ในระบบสมบูรณ์ ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันทีและได้ผลสมความมุ่งหมายเรียบร้อยทุกประการ โจทก์ที่ 1 เพิ่งนำม้วนเทปซอฟแวร์ที่อ้างว่าอัดสำเนามาจากต้นฉบับม้วนเทปซอฟแวร์ที่ส่งมอบให้แก่จำเลยมาใส่เครื่องฮาร์ดแวร์เพื่อตรวจนับรายการซอฟแวร์มาภายหลัง โดยไม่ยอมดำเนินการเพื่อให้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าม้วนเทปที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบไว้แก่จำเลยนั้น ได้บรรจุข้อมูลรายการซอฟแวร์ที่สามารถสั่งการให้ระบบชุมสายเทเล็กซ์ทั้งหมดทำงานได้ตามสัญญาซื้อขาย ฯ โจทก์ที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ที่ 2 ร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยเป็นเงินไม่เกิน 14,833,710 บา หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งจำเลยมีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับและหรือค่าเสียหายใด ๆ จากโจทก์ที่ 1 ได้แล้ว โจทก์ที่ 2 ยอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ชำระก่อน ดังนั้นเมื่อโจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขาย ฯ แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขาย ฯ ข้อ 9 และข้อ 10 ตามลำดับจากโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยจะมีสิทธิฟ้องโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเพียงว่าโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัดแล้ว จำเลยย่อมมีอำนาจฟ้องโจทก์ที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 แม้จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย ฯ ต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีต่อโจทก์ที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขาย ฯ ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย ฯ ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลาตามสัญญาซื้อขาย ฯ จึงตกเป็นผิดนัดตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาตามสัญญาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยชำระหนี้ได้แต่นั้นตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันนั้นมิใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อจำเลยในวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อนับถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ที่จำเลยฟ้องในสำนวนหลังยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์ที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายในราคาอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่จำเลยซื้อมาใช้งานแทน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 238,604,804.07 บาท หรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาซื้อขาย ฯ ต่อโจทก์ที่ 1 ทั้งจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ตามสัญญาซื้อขาย ฯ แล้ว หากให้โจทก์ชำระค่าเสียหายในราคาอุปกรณ์ชุมสายเทเล็กซ์ที่จำเลยซื้อมาใช้งาน ก็จะเป็นการให้ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกับคำขอบังคับให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย ฯ ดังกล่าว จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ส่งมอบชุมสายเทเล็กซ์ขนาด 5,000 เลขหมาย พร้อมการติดตั้งในระบบสมบูรณ์ตามสัญญาให้แก่จำเลย หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ก็ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในอาคารของจำเลยออกไปและคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 88,529,506.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องสำนวนหลัง (วันฟ้องคือวันที่ 30 มิถุนายน 2538) จนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายรวม 28,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายในเงินจำนวน 14,833,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำนวนแรกทั้งสามศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 130,000 บาท สำนวนหลังให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท สำหรับในชั้นศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 204 วรรคสอง ม. 213 ม. 222 ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจักรวาลเทเลคอมซิสเท็ม จำกัด
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัย ตุลยภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2544
#36486
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างบางกรณีอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์สำหรับจัดส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และโจทก์ไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนแล้วนำไปจำหน่าย เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยก็ไม่ได้สอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม เป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นผู้เข้าร่วมในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจาก การกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้นก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 แม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม โดยมิได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์ประกอบกับในการกำหนดค่าเสียหาย ดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็ได้ยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในเรื่องอายุ ของโจทก์ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่โจทก์ จะได้รับประกอบการพิจารณาโดยละเอียดครบถ้วน จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 51

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม2532 ได้ค่าจ้างงวดสุดท้ายเดือนละ 6,700 บาท ในระหว่างทำงาน โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์โดยสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างจำเลยวันที่ 9 มกราคม 2541 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 30ธันวาคม 2540 โจทก์งดส่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ของจำเลยให้ลูกค้าอย่างกะทันหัน ทำให้จำเลยเสียหายและทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าจำเลยไม่ใส่ใจหรือให้ความสำคัญในด้านบริการลูกค้า เป็นการสร้างภาพพจน์ไม่ดีให้แก่จำเลยซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทำงานในตำแหน่งสายส่งมีหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์ให้เฉพาะสมาชิกผู้รับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ประจำโดยตรงต่อจำเลยจำเลยเคยอนุญาตให้โจทก์มีสิทธิซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จากจำเลยไปจำหน่ายแก่ลูกค้าของโจทก์หากำไรอันเป็นกิจการส่วนตัวของโจทก์ได้ด้วยโจทก์ก็ซื้อหนังสือพิมพ์จากจำเลยเรื่อยมาและได้ชำระราคาหนังสือพิมพ์ไม่มีหนี้สินติดค้าง ต่อมาจำเลยกลั่นแกล้งบีบบังคับมิให้โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์จากจำเลยอีกเนื่องจากโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน โดยตั้งเงื่อนไขให้โจทก์นำเงินไปวางประกันกับจำเลยจำนวน 50,000 บาท มิฉะนั้นจำเลยจะไม่ยอมขายหนังสือพิมพ์ให้โจทก์อีก โจทก์ไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวไปวางประกัน จำเลยจึงไม่ยอมขายหนังสือพิมพ์ให้โจทก์ โจทก์ต้องไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนจำหน่ายของจำเลยไปจำหน่ายเพื่อรักษาลูกค้าโจทก์ไว้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าโจทก์งดส่งหนังสือพิมพ์กะทันหันนั้น ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าของโจทก์มิใช่สมาชิกและลูกค้าของจำเลย ลูกค้ารายนี้ชำระเงินล่าช้า โจทก์หมดความสามารถจะประกอบกิจการส่วนตัวดังกล่าวต่อไปได้ จึงได้แจ้งบอกเลิกและงดส่งหนังสือพร้อมทั้งแนะนำให้ติดต่อซื้อจากจำเลยโดยตรง มิได้ทำให้จำเลยเสียหายจำเลยไม่มีสิทธิเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าว ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยอ้างว่าโจทก์ในฐานะพนักงานสายส่งไปหาสมาชิกเพิ่มโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบและอ้างว่าไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนเป็นการกระทำที่ไม่สมควรซึ่งไม่มีระเบียบว่าเมื่อโจทก์หาสมาชิกรับหนังสือพิมพ์อันเป็นกิจการส่วนตัวได้โจทก์จะต้องแจ้งจำเลย จำเลยก็ไม่เคยสนใจที่จะรับทราบข้อมูลแต่ประการใดการซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนจำหน่ายเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ จำเลยไม่มีสิทธิอ้างมาเลิกจ้างโจทก์ จำเลยยังอ้างว่าจำเลยรับตัวอย่างหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่โจทก์ส่งให้ลูกค้าฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2540 เป็นหนังสือพิมพ์ที่จำเลยทำเครื่องหมายไว้สำหรับจัดส่งให้สมาชิกเท่านั้นไม่วางขายตามร้านหรือส่งให้ตัวแทน ซึ่งไม่เป็นความจริง หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไม่ใช่ฉบับที่โจทก์นำไปจำหน่ายให้ลูกค้า โจทก์ไม่เคยนำหนังสือฉบับนั้นไปจำหน่ายให้ลูกค้าและไม่เคยนำหนังสือพิมพ์ที่จำเลยทำเครื่องหมายไว้สำหรับส่งให้สมาชิกไปจำหน่ายแต่อย่างใด ที่จำเลยว่าจำเลยได้สอบถามให้โอกาสโจทก์อธิบายเหตุผลก็ไม่ได้คำตอบที่สมเหตุสมผล หาว่าโจทก์มีส่วนทุจริตไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่เคยนำหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไปจำหน่ายให้ลูกค้าและไม่เคยนำหนังสือพิมพ์ที่จำเลยทำเครื่องหมายไว้สำหรับสมาชิกไปจำหน่าย จำเลยไม่เคยตั้งข้อกล่าวหาและไม่เคยสอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก่อนการเลิกจ้างกลับเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด โดยไม่ได้สอบสวนและไม่มีหลักฐานตามที่จำเลยอ้าง การเลิกจ้างเนื่องจากจำเลยกลั่นแกล้งเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานคนหนึ่งได้เข้าร่วมสนับสนุนต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหาร แทนที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันของจำเลยจะตระหนักถึงความประพฤติอันไม่เป็นธรรมและหาทางแก้ไขกลับแค้นเคืองอาฆาตและกลั่นแกล้งโจทก์และลูกจ้างอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามเดิมทุกประการ ให้จำเลยชำระค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องจำนวน 80,170 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างอัตราเดือนละ6,700 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม ให้จำเลยชำระหรือส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) นับจากวันที่ 31ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 5,628 บาท และในอัตราเดือนละ469 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยสืบทราบว่ามีลูกจ้างแผนกสายส่งได้ร่วมกันลักทรัพย์ของจำเลยเป็นระยะเวลานาน วันที่ 23 ธันวาคม 2540 เวลา 5 นาฬิกา จำเลยจับได้ว่านายประสาธน์ เกิดกำลัง ได้ร่วมกับนายกนกเทพ จาติเกตุ พนักงานส่งหนังสือพิมพ์ของจำเลยร่วมกันลักหนังสือพิมพ์จำเลยจำนวน 15 ฉบับ มูลค่า225 บาท จำเลยได้เรียกพยานที่รู้เห็นมาสอบสวน ฟังได้ว่ามีการทุจริตโดยมีการลักลอบนำหนังสือพิมพ์ที่สำรองเพื่อนำไปส่งแก่สมาชิกหนังสือพิมพ์ของจำเลยไปขายหาประโยชน์ในระหว่างพนักงานสายส่ง ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และกระทำผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างเป็นการผิดข้อบังคับของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงได้เลิกจ้างนายประสาธน์และนายกนกเทพไปแล้วส่วนโจทก์นั้นจำเลยสืบทราบว่าได้ร่วมทุจริตกับกลุ่มของนายประสาธน์ด้วยวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำเลยทราบว่าโจทก์นำหนังสือพิมพ์ที่จำเลยได้พิมพ์เพื่อจัดส่งแก่สมาชิกประจำของจำเลยไปขายแก่ลูกค้าส่วนตัวของโจทก์ จำเลยทำการสอบสวนตามระเบียบแล้วปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าการกระทำของโจทก์เป็นการลักทรัพย์หนังสือพิมพ์ของจำเลยไปขายหาผลประโยชน์ เป็นการผิดข้อบังคับการทำงานอย่างร้ายแรงและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงได้เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 9 มกราคม 2541 โดยไม่จ่ายค่าชดเชย การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ต้องให้กรรมการสหภาพแรงงานเข้าร่วมสอบสวนด้วยนั้นได้หมดอายุแล้ว การสอบสวนลงโทษโจทก์จึงชอบแล้ว จำเลยไม่มีนโยบายจะกลั่นแกล้งเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างเนื่องจากต้องการกลั่นแกล้งเลิกจ้างเพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำการอันไม่เป็นธรรมฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ซึ่งตามมาตรา 124 โจทก์จะต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้ดำเนินการตามมาตรา 124 ก่อน จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมาตั้งแต่ปี 2532 เป็นพนักงานสายส่ง มีหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้แก่สมาชิกของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,700 บาท และโจทก์เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ด้วย เมื่อวันที่ 9มกราคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์ฉบับที่ส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และการที่โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จากตัวแทนจำหน่ายไปจำหน่ายเองเป็นการกระทำที่ไม่สมควรตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลย แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตลักทรัพย์ของจำเลยตามที่จำเลยกล่าวหา และการที่โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไปจำหน่ายเองก็ไม่ผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2 ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนหรือไม่ เห็นว่าการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นอาจเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121หรือมาตรา 123 และอาจเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์สำหรับจัดส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และการที่โจทก์ไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนแล้วนำไปจำหน่ายเป็นการกระทำที่ไม่สมควรซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาและสอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยการเลิกจ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 ส่วนคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเป็นผู้เข้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้น ก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งมิได้มีเหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด โจทก์มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123แต่อย่างใด ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ข้อ 4 ของจำเลยมีว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าแม้คำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม และให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการโดยมิได้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลแรงงานกลางมีความเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้หากให้โจทก์กลับไปทำงานกับจำเลยย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานอย่างแน่นอน ฉะนั้นศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 คำพิพากษาดังกล่าวไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ประกอบกับในการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็ได้ยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในเรื่องอายุของโจทก์ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่โจทก์จะได้รับประกอบการพิจารณาโดยละเอียดครบถ้วนคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้จึงชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 51 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ขวัญใจ เกิดกำลัง
จำเลย — บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2544
#267188
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างบางกรณีอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์สำหรับจัดส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และโจทก์ไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนแล้วนำไปจำหน่าย เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยก็ไม่ได้สอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม เป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นผู้เข้าร่วมในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้นก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 แม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม โดยมิได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์ ประกอบกับในการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็ได้ยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในเรื่องอายุ ของโจทก์ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่โจทก์ จะได้รับประกอบการพิจารณาโดยละเอียดครบถ้วน จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามเดิมทุกประการให้จำเลยชำระค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องจำนวน 80,170 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างอัตราเดือนละ 6,700 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม ให้จำเลยชำระหรือส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโพสต์พับลิชซิ่ง จำกัด (มหาชน) นับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 5,628 บาท และในอัตราเดือนละ 469 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมาตั้งแต่ปี 2532 เป็นพนักงานสายส่ง มีหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้แก่สมาชิกของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,700 บาท และโจทก์เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ด้วย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์ฉบับที่ส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และการที่โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จากตัวแทนจำหน่ายไปจำหน่ายเองเป็นการกระทำที่ไม่สมควรตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลย แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตลักทรัพย์ของจำเลยตามที่จำเลยกล่าวหา และการที่โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไปจำหน่ายเองก็ไม่ผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนหรือไม่ เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นอาจเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือ มาตรา 123 และอาจเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์สำหรับจัดส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และการที่โจทก์ไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนแล้วนำไปจำหน่ายเป็นการกระทำที่ไม่สมควร ซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาและสอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย การเลิกจ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ คำฟ้องขอโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นผู้เข้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้น ก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งมิได้มีเหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด โจทก์มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือ มาตรา 123 แต่อย่างใด ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม และให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการโดยมิได้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลแรงงานกลางมีความเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ หากให้โจทก์กลับไปทำงานกับจำเลยย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานอย่างแน่นอน ฉะนั้นศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิมได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 คำพิพากษาดังกล่าวไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ประกอบกับในการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็ได้ยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในเรื่องของอายุของโจทก์ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่โจทก์จะได้รับประกอบกับการพิจารณาโดยละเอียดครบถ้วน คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้จึงชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขวัญใจ เกิดกำลัง
จำเลย — บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2544
#36485
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 107 ตารางวา แต่จดทะเบียนโอนเกินกว่าที่ตกลงไป 11 ตารางวาขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหรือให้จำเลยชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินตารางวาละ 120,000 บาท เมื่อศาลเห็นว่าคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินนั้น ไม่สามารถเพิกถอนได้ ก็ยกคำขอส่วนนี้และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,320,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องที่ว่าหากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ขอให้จำเลยชำระค่าที่ดิน ซึ่งหมายความว่าเมื่อเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ก็ขอให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดินส่วนที่เกินได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

สัญญาขายเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวณได้ดังนั้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุตัวทรัพย์และส่วนของทรัพย์ที่จะซื้อจะขายไว้แน่นอน คือที่ดินเนื้อที่ 107 ตารางวาแต่ในส่วนของราคาระบุว่าให้เพิ่มหรือลดลงได้ตามเนื้อที่ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีราคาเท่าใด จึงไม่ใช่สัญญาขายเหมา

จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ตกลงกันว่าจะสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์ จึงให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ระหว่างนั้นได้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 3เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้นเมื่อถึงกำหนดก็จดทะเบียนโอนที่ดินเป็นชื่อจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์จึงต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 78 เนื้อที่ 405 ตารางวา เมื่อเดือนมีนาคม 2538 โจทก์แบ่งขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามเป็นเนื้อที่ดินประมาณ 107 ตารางวา ตารางวาละ 120,000 บาท และจำเลยทั้งสามยังได้ตกลงทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของผู้อื่นพร้อมกับโจทก์อีกหลายแปลงสำหรับส่วนของโจทก์หากทำการรังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว มีเนื้อที่ดินเกินหรือขาดให้คิดราคาเพิ่มหรือลดตามอัตราดังกล่าวโดยในวันทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินจำเลยทั้งสามได้ชำระเงินมัดจำให้แก่โจทก์กับพวกแล้ว ตกลงจะชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้ฝ่ายจำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนไปดำเนินการแบ่งแยก เมื่อแบ่งแยกเสร็จแล้วจำเลยทั้งสามไม่แจ้งจำนวนที่ดินแน่นอนให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 โจทก์กับพวกได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสามได้ชำระเงินให้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนราคาที่ดินเพียง 107 ตารางวา จำเลยทั้งสามไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่า เนื้อที่ดินที่จดทะเบียนโอนนั้นเกินกว่าที่ตกลงกันตามสัญญาจะซื้อจะขาย 11 ตารางวา เป็นการกระทำไปโดยสำคัญผิดและจำเลยทั้งสามกระทำไป ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 733 ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายคิดเป็นมูลค่าเท่ากับที่ดินจำนวน 11 ตารางวา อัตราตารางวาละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 123,750 บาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามมิได้ฉ้อฉลโจทก์ โจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 78ตำบลบางขวาง อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 405 ตารางวาเป็นของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2538โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ 107 ตารางวากับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.6 ได้แบ่งแยกที่ดินของโจทก์ส่วนที่จะขายให้แก่จำเลยที่ 1 และออกโฉนดที่ดินใหม่คือโฉนดที่ดินเลขที่ 733 ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 61 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.13 แต่ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินใหม่ดังกล่าว โจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 733 ให้แก่จำเลยที่ 3 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินแล้ว 12,840,000 บาท แบ่งเป็นชำระด้วยเงินสด 3,852,000 บาท เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ลงชื่อและประทับตราจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 8,988,000 บาท ปรากฏว่าที่ดินโจทก์ที่โอนไปนั้นมีเนื้อที่ 118 ตารางวา เกินกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ.6 จำนวน 11 ตารางวา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการที่สองว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระค่าที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 107 ตารางวา แต่จดทะเบียนโอนเกินกว่าที่ตกลงในสัญญา 11 ตารางวา ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหรือให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินคือตารางวาละ 120,000 บาทคำขอท้ายฟ้องโจทก์ประการแรกขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินเมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่สามารถเพิกถอนได้ จึงยกคำขอส่วนนี้ แต่คำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ระบุว่า หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าที่ดิน หมายความว่า เมื่อเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ก็ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าที่ดินส่วนเกิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการที่สามว่าสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาขายเหมาหรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชอบชำระค่าที่ดินส่วนเกินแก่โจทก์หรือไม่ สัญญาขายเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกันซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวณได้สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.6 ในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ระบุตัวทรัพย์และส่วนของทรัพย์ที่จะซื้อจะขายไว้แน่นอน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 78เนื้อที่ 107 ตารางวา แต่ในส่วนของราคาระบุว่าให้เพิ่มหรือลดลงได้ตามเนื้อที่ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีราคาเท่าใด สัญญาเอกสารหมาย จ.6 จึงไม่ใช่สัญญาขายเหมา เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่โอนให้กันนั้นมีเนื้อที่ดินเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา 11 ตารางวา จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาจึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่เกินนี้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ซื้อที่ดินของโจทก์ไปสร้างอาคารพาณิชย์ขายโดยมีจำเลยที่ 3 ร่วมดำเนินกิจการด้วยโดยจะทำให้รูปบริษัทจำกัด ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2538 จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นตามหนังสือบริคนธ์สนธิ เอกสารหมาย จ.4 โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.9 สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมายจ.6 ทำวันที่ 17 มีนาคม 2538 จากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ประกอบกับพยานเอกสารหมาย จ.6 จ.3 จ.4 และ จ.9 รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ได้ตกลงจะสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์กับพวกก่อน จึงให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เอกสารหมาย จ.6 กับโจทก์ ระหว่างนั้นก็ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นและเมื่อถึงกำหนดโอนจึงจดทะเบียนโอนเป็นชื่อจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่า ได้ขายที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ยินยอมแล้ว และฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ติดต่อขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 ให้ค่าตอบแทนเป็นหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 นั้นขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ขาย ทั้งปรากฏในหนังสือบริคนห์สนธิ เอกสารหมาย จ.5 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มก่อการด้วยมิใช่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเท่านั้น เอกสารหมาย จ.5 ทำก่อนวันจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่เชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พยงค์ สุริยวงศ์
จำเลย — นาย ชลชาสน์ เบญจธนารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2544
#99424
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 107 ตารางวา แต่จดทะเบียนโอนเกินกว่าที่ตกลงไป 11 ตารางวา ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน หรือให้จำเลยชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินตารางวาละ 120,000 บาท เมื่อศาลเห็นว่าคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินไม่สามารถเพิกถอนได้ ก็ยกคำขอส่วนนี้ และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,320,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องที่ว่า หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ขอให้จำเลยชำระค่าที่ดิน ซึ่งหมายความว่า เมื่อเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ ก็ขอให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดินส่วนที่เกินได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

สัญญาขายเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวณไว้ ดังนั้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุตัวทรัพย์และส่วนของทรัพย์ที่จะซื้อจะขายไว้แน่นอน คือที่ดินเนื้อที่ 107 ตารางวา แต่ในส่วนของราคาระบุว่าให้เพิ่มหรือลดลงได้ตามเนื้อที่ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีราคาเท่าใด จึงไม่ใช่สัญญาขายเหมา

จำเลยที่ 1 กับที่ 3 ตกลงกันว่าจะสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์ จึงให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ ระหว่างนั้นได้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้น เมื่อถึงกำหนดก็จดทะเบียนโอนที่ดินเป็นชื่อจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ จึงต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๓ ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายคิดเป็นมูลค่าเท่ากับที่ดินจำนวน ๑๑ ตารางวา อัตราตารางวาละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามผิดนัด (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘) จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๒๓,๗๕๐ บาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะได้โอนสิทธิการซื้อที่ดินไปให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งหมดแล้ว โดยโจทก์ยินยอมเข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ มิได้มีส่วนกับการทำนิติกรรมดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๑,๓๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๙) ไม่เกิน ๑๒๓,๗๕๐ บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘ ตำบลบางขวาง อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๔๐๕ ตารางวา เป็นของโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๘ โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ ๑๐๗ ตารางวา กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ได้แบ่งแยกที่ดินของโจทก์ส่วนที่จะขายให้แก่จำเลยที่ ๑ และออกโฉนดที่ดินใหม่ คือโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๓ ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ ๑ งาน ๖๑ ตารางวา แต่ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินใหม่ดังกล่าว โจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๓ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินแล้ว ๑๒,๘๔๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าที่ดินโจทก์ที่โอนไปนั้นมีเนื้อที่ ๑๑๘ ตารางวา เกินกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ. ๖ จำนวน ๑๑ ตารางวา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ชำระค่าที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๑๐๗ ตารางวา แต่จดทะเบียนโอนเกินกว่าที่ตกลงในสัญญา ๑๑ ตารางวา ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหรือให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเท่าราคาที่ดินคือตารางวาละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท คำขอท้ายฟ้องโจทก์ประการแรกขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่สามารถเพิกถอนได้ จึงยกคำขอส่วนนี้ แต่คำขอท้ายฟ้องข้อ ๒ ระบุว่า หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าที่ดิน หมายความว่า เมื่อเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ก็ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าที่ดินส่วนเกิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการต่อไปว่า สัญญาเอกสารหมาย จ. ๖ ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาขายเหมาหรือไม่ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดชำระค่าที่ดินส่วนเกินแก่โจทก์หรือไม่ สัญญาขายเหมาคือสัญญาซื้อขายที่ผู้ซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินที่ผู้ขายเสนอขายหมดทั้งจำนวนในราคาที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ซื้อต้องผูกพันชำระราคาและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าทรัพย์สินที่ซื้อขายจะมีปริมาณมากหรือน้อยกว่าที่คิดคำนวณไว้ สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ระบุตัวทรัพย์และส่วนของทรัพย์ที่จะซื้อจะขายไว้แน่นอน คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘ เนื้อที่ ๑๐๗ ตารางวา แต่ในส่วนของราคาระบุว่าให้เพิ่มหรือลดลงได้ตามเนื้อที่ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีราคาเท่าใด สัญญาเอกสารหมาย จ. ๖ จึงไม่ใช่สัญญาขายเหมา เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่โอนให้กันนั้นมีเนื้อที่ดินเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา ๑๑ ตารางวา จำเลยที่ ๑ ในฐานะคู่สัญญาจึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่เกินนี้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ว่า ซื้อที่ดินของโจทก์ไปสร้างอาคารพาณิชย์ขายโดยมีจำเลยที่ ๓ ร่วมดำเนินกิจการด้วยโดยจะทำในรูปบริษัทจำกัด ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้น โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๘ สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. ๖ ทำวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ได้ตกลงจะสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของโจทก์กับพวกก่อน จึงให้จำเลยที่ ๑ ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ. ๖ กับโจทก์ ระหว่างนั้นก็ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ ๒ ขึ้น โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจและจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้น และเมื่อถึงกำหนดโอนจึงจดทะเบียนโอนเป็นชื่อจำเลยที่ ๓ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อ้างว่า ได้ขายที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยโจทก์ยินยอมแล้ว และฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ติดต่อขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๓ ให้ค่าตอบแทนเป็นหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๒ นั้นขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ที่เบิกความว่า ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ขาย ทั้งปรากฏในหนังสือบริคนห์สนธิ เอกสารหมาย จ. ๕ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เริ่มก่อการด้วย มิใช่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเท่านั้น เอกสารหมาย จ. ๕ ทำก่อนวันจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๓ จึงไม่เชื่อว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๒ เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 1096 ม. 1097 ม. 1113
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพยงค์ สุริยวงศ์
จำเลย — นายชลชาสน์ เบญจธนารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2544
#35056
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทโดยมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยและยังมั่นใจว่าโครงการจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ระบุเอาไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและตามคำโฆษณาของจำเลย ฉะนั้น กำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา การที่จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาเนื่องมาจากผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการล่าช้าจนต้องจัดหาผู้รับเหมารายใหม่มาดำเนินการแทนนั้น จำเลยในฐานะเจ้าของโครงการขนาดใหญ่และเป็นผู้คัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างย่อมจะต้องจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความสามารถและควบคุมกวดขันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ต่อโจทก์การที่จำเลยทราบว่าผู้รับเหมาก่อสร้างล่าช้า แต่จำเลยกลับไม่รีบ ดำเนินการแก้ไขเพื่อให้อาคารชุดที่ก่อสร้างเสร็จทันภายในกำหนดและ สามารถส่งมอบห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อได้ ความล่าช้าในการ ก่อสร้างจึงถือว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง หาใช่กรณีมีเหตุจำเป็น ที่จะเป็นเหตุให้จำเลยขยายกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญา ออกไปได้

ที่จำเลยอ้างว่า แม้จำเลยก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนดโจทก์ก็ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์และเข้าครอบครองห้องชุดพิพาทได้เนื่องจากต้องรอการจดทะเบียนอาคารชุดและโอนกรรมสิทธิ์ก่อนนั้นการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดก็ดี การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดก็ดี ล้วนเป็นข้อกำหนดในสัญญาอีกขั้นตอนหนึ่งแยกออกจากกันกับกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญา จะนำมาเกี่ยวพันกันหาได้ไม่ การที่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาท

เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จจนเลยระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นการละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จองซื้อห้องชุดของจำเลยราคา 5,502,670 บาทชำระเงินมัดจำเพื่อเป็นการจองเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับจำเลย โดยได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 225,134 บาท และตกลงชำระเงินแก่จำเลยอีกจำนวน 1,100,540 บาทโดยแบ่งชำระออกเป็นงวด งวดละ 45,856 บาท ทุกวันที่ 27 ของทุกเดือนรวม 14 งวด เว้นแต่งวดประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2539 และวันที่ 27 ธันวาคม2539 โจทก์ต้องชำระเงินแก่จำเลยงวดละ 275,134 บาท ส่วนราคาที่เหลือทั้งหมดให้ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยจำเลยสัญญาว่าจะทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538เป็นต้นไป ภายหลังที่ทำสัญญา โจทก์ชำระค่างวดจำนวน 11 งวด แก่จำเลยแล้ว นอกจากนี้ โจทก์ยังได้ชำระเงินค่าอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดและค่าโทรศัพท์เมื่อรวมกับเงินค่าจอง ค่าทำสัญญา และค่างวดแล้วเป็นเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยทั้งสิ้น 1,282,518.14 บาท แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนดในสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือขอยกเลิกสัญญาและขอเงินที่ชำระไปแล้วคืน จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่โจทก์ได้ชำระไปพร้อมทั้งดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,364,212.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,282,518.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยรับจองห้องชุดและทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดรวมทั้งได้รับชำระค่างวดจำนวน 11 งวด ค่าโทรศัพท์ ค่ามุ้งลวดและค่าเครื่องทำน้ำร้อนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,282,518.14 บาท จากโจทก์ตามฟ้องจริง แต่จำเลยมิได้ผิดสัญญาเนื่องจากตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโจทก์และจำเลยไม่ได้ยึดถือระยะเวลา 20 เดือน นับจากเดือนมีนาคม 2538 เป็นสาระสำคัญในการชำระหนี้ โดยสัญญายังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้จะขายต้องดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุดเพื่อออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อน จึงจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ อันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าระยะเวลาดังกล่าว ทั้งกำหนดระยะเวลา 20 เดือนอาจขยายออกไปอีกในกรณีมีเหตุจำเป็นต่อจำเลยและมิใช่ความผิดของจำเลย การก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดไม่เป็นเงื่อนไขที่โจทก์สามารถบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์เองมิได้ยึดถือระยะเวลาก่อสร้างเป็นสาระสำคัญ โดยโจทก์ได้มีการชำระเงินอีกหลายครั้งต่อเนื่องมาจนถึงเดือนเมษายน 2540 รวมทั้งค่าโทรศัพท์ ค่ามุ้งลวด และค่าเครื่องทำความร้อนด้วย ซึ่งโจทก์สามารถบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 แล้ว หากโจทก์เห็นว่าการก่อสร้างล่าช้าและประสงค์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาตามสมควรให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน1,364,212.08 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,282,518.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2540) เป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทในโครงการบ้านแสนสราญราคา 5,502,670 บาท กับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.3โจทก์ได้ชำระเงินในวันจอง ชำระเงินในวันทำสัญญา ชำระค่างวดรวม 11 งวดและชำระค่าโทรศัพท์ ค่ามุ้งลวด และค่าเครื่องทำน้ำร้อนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,282,518.14 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดพิพาทให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทหรือไม่ เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทเอกสารหมาย จ.3 มีข้อตกลงว่า ผู้จะซื้อต้องชำระราคา ผู้จะขายมีหน้าที่จะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จและออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดพร้อมทั้งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้จะซื้อทั้งยังได้กำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้จะซื้อและผู้จะขายว่าจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยที่ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ข้อที่ 7 ระบุว่าผู้จะขายตกลงจะทำการก่อสร้างอาคารชุดบ้านแสนสราญจนแล้วเสร็จโดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จประมาณ 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม2538 ซึ่งกำหนดเวลาดังกล่าวจะถือว่าขยายออกไปได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นต่อผู้จะขาย ซึ่งรวมถึงเหตุสุดวิสัย ภาวะสงคราม การนัดหยุดงาน คำสั่งห้ามของทางราชการหรือกฎหมายไม่เปิดช่องให้ดำเนินการ หรือเหตุอันมิใช่เกิดจากความผิดของผู้จะขายหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยผูจะซื้อตกลงให้ผู้จะขายขยายเวลาออกไปได้เท่ากับระยะเวลาล่าช้าดังกล่าวโดยไม่ถือว่าผู้จะขายผิดสัญญานี้ ทั้งยังปรากฏในคำโฆษณาของจำเลยในเอกสารเผยแพร่แก่ลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.7 ระบุว่ากำหนดเวลาก่อสร้างเริ่มเดือนพฤษภาคม 2538 คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกันยายน2539 เมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ย่อมแสดงว่าโจทก์ผู้จะซื้อเชื่อถือคำโฆษณาของจำเลยเจ้าของโครงการก่อสร้าง โดยมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยและยังมั่นใจว่าโครงการจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ระบุเอาไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เอกสารหมาย จ.3 และตามคำโฆษณาของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 ด้วย ฉะนั้นกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา ซึ่งข้อความที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 7 มีความหมายว่า ระยะเวลา 20 เดือน นับแต่เดือนมีนาคม 2538 เป็นกำหนดเวลาต้องก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นหลักเว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นจึงจะสามารถขยายระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จออกไปได้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาเนื่องมาจากผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการล่าช้าจนต้องจัดหาผู้รับเหมารายใหม่มาดำเนินการแทน เห็นว่าจำเลยในฐานะเจ้าของโครงการขนาดใหญ่และเป็นผู้คัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างย่อมจะต้องจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความสามารถและควบคุมกวดขันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ต่อโจทก์ การที่จำเลยทราบว่าผู้รับเหมาก่อสร้างทำการก่อสร้างอาคารชุดล่าช้ากว่ากำหนดเวลาแต่จำเลยกลับไม่รีบดำเนินการแก้ไขเพื่อให้อาคารชุดที่ก่อสร้างเสร็จทันภายในกำหนดและสามารถส่งมอบห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อได้ความล่าช้าในการก่อสร้างจึงถือว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยเองหาใช่กรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเป็นเหตุให้จำเลยขยายกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาออกไปได้ที่จำเลยฎีกาว่า แม้หากจำเลยดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนดแต่โจทก์ก็ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์และเข้าครอบครองห้องชุดพิพาทได้เนื่องจากจะต้องรอให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุดต่อสำนักงานที่ดินและจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์อีกครั้งดังนั้น จำเลยจึงยังมีเวลาปฏิบัติตามสัญญาได้ เห็นว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดก็ดี การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ก็ดีล้วนแล้วแต่เป็นข้อกำหนดในสัญญาอีกขั้นตอนหนึ่งแยกออกจากกันได้กับกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญา จะนำมาเกี่ยวพันกันหาได้ไม่ การที่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทอีก การที่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาในขณะนั้น เพิ่งมาใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายหลังในวันที่ 22 พฤษภาคม2540 ตามเอกสารหมาย จ.11 ก็มิใช่กรณีที่คู่สัญญาผู้จะซื้อจะขายมิได้ถือเอาระยะเวลามาเป็นสาระสำคัญในการชำระหนี้แต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จจนเลยระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นการละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 388 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงจำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 สัญญาจะซื้อจะขายจึงเลิกกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ตามฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภาณี ศิริวัลลภ
จำเลย — บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2544
#36484
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อขายห้องชุดระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่า ผู้จะขายตกลงจะทำการก่อสร้างอาคารชุดจนแล้วเสร็จ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 แต่การจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดก็ดี การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ก็ดีเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งแยกออกจากกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ทั้งการที่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาในขณะนั้น เพิ่งบอกเลิกสัญญาภายหลังในวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ก็มิใช่กรณีที่คู่สัญญามิได้ถือเอาระยะเวลามาเป็นสาระสำคัญในการชำระหนี้ เมื่อจำเลยไม่ก่อสร้างให้แล้วเสร็จจนเลยระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงเป็นการละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวให้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ได้จองซื้อห้องชุดของจำเลย จำนวน 1 ห้องชุด ราคา 5,502,670 บาท ชำระเงินมัดจำเพื่อเป็นการจองเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม2539 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดดังกล่าวกับจำเลยโดยได้ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 225,134 บาท และตกลงชำระเงินแก่จำเลยอีกจำนวน1,100,540 บาท โดยแบ่งออกเป็นงวด โดยจำเลยสัญญาว่าจะทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 เป็นต้นไป แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด โจทก์ได้มีหนังสือขอยกเลิกสัญญาและขอเงินที่ชำระไปแล้วคืน จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่โจทก์ได้ชำระไปพร้อมทั้งดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,364,212.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,282,518.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญาเนื่องจากตามสัญญาจะซื้อขายห้องชุดโจทก์และจำเลยไม่ได้ยึดถือระยะเวลา 20 เดือน นับจากเดือนมีนาคม2538 เป็นสาระสำคัญในการชำระหนี้โดยสัญญายังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้จะขายต้องดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุดเพื่อออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อน จึงจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ อันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าระยะเวลาดังกล่าว ทั้งกำหนดระยะเวลา 20 เดือน อาจขยายออกไปอีกในกรณีมีเหตุจำเป็นต่อจำเลยและมิใช่ความผิดของจำเลย การก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดไม่เป็นเงื่อนไขที่โจทก์สามารถบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์เองมิได้ยึดถือระยะเวลาก่อสร้างเป็นสาระสำคัญ โดยโจทก์ได้มีการชำระเงินอีกหลายครั้งต่อเนื่องมาจนถึงเดือนเมษายน 2540 รวมทั้งค่าโทรศัพท์ค่ามุ้งลวด และค่าเครื่องทำความร้อนด้วย ซึ่งโจทก์สามารถบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 แล้ว หากโจทก์เห็นว่าการก่อสร้างล่าช้าและประสงค์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาตามสมควรให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกสัญญาของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,364,212.08 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,282,518.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2540)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทในโครงการบ้านแสนสราญ ราคา 5,502,670 บาท กับจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้ชำระเงินในวันจอง ชำระเงินในวันทำสัญญา ชำระค่างวดรวม 11 งวดและชำระค่าโทรศัพท์ ค่ามุ้งลวดและค่าเครื่องทำน้ำร้อนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น1,282,518.14 บาท ให้แก่จำเลยแล้วแต่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดพิพาทให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทหรือไม่ เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทเอกสารหมาย จ.3 มีข้อตกลงว่า ผู้จะซื้อต้องชำระราคา ผู้จะขายมีหน้าที่จะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จและออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดพร้อมทั้งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้จะซื้อทั้งยังได้กำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้จะซื้อและผู้จะขายว่าจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยที่ในสัญญาจะซื้อขายห้องชุดพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ข้อที่ 7 ระบุว่า ผู้จะขายตกลงจะทำการก่อสร้างอาคารชุดบ้านแสนสราญจนแล้วเสร็จ โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จประมาณ 20 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538ซึ่งกำหนดเวลาดังกล่าวจะถือว่าขยายออกไปได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นต่อผู้จะขายซึ่งรวมถึงเหตุสุดวิสัย ภาวะสงคราม การนัดหยุดงาน คำสั่งห้ามของทางราชการหรือกฎหมายไม่เปิดช่องให้ดำเนินการหรือเหตุอันมิใช่เกิดจากความผิดของผู้จะขายหรือผู้รับเหมาก่อสร้างโดยผู้จะซื้อตกลงให้ผู้จะขายขยายเวลาออกไปได้เท่ากับระยะเวลาล่าช้าดังกล่าวโดยไม่ถือว่าผู้ขายผิดสัญญานี้ทั้งยังปรากฏในคำโฆษณาของจำเลยในเอกสารเผยแพร่แก่ลูกค้าตามเอกสารหมาย จ.7 ระบุว่า กำหนดเวลาก่อสร้างเริ่มเดือนพฤษภาคม 2538คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2539 เมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ย่อมแสดงว่าโจทก์ผู้จะซื้อเชื่อถือคำโฆษณาของจำเลยเจ้าของโครงการก่อสร้างโดยมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยและยังมั่นใจว่าโครงการจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ระบุเอาไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเอกสารหมาย จ.3 และตามคำโฆษณาของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 ด้วย ฉะนั้นกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา ซึ่งข้อความที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 7 มีความหมายว่า ระยะเวลา 20 เดือนนับแต่เดือนมีนาคม 2538 เป็นกำหนดเวลาต้องก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นหลักเว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นจึงจะสามารถขยายระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จออกไปได้ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาเนื่องมาจากผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการล่าช้าจนต้องจัดหาผู้รับเหมารายใหม่มาดำเนินการแทนเห็นว่า จำเลยในฐานะเจ้าของโครงการขนาดใหญ่และเป็นผู้คัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างย่อมจะต้องจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความสามารถและควบคุมกวดขันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ต่อโจทก์ การที่จำเลยทราบว่าผู้รับเหมาก่อสร้างทำการก่อสร้างอาคารชุดล่าช้ากว่ากำหนดเวลา แต่จำเลยกลับไม่รีบดำเนินการแก้ไขเพื่อให้อาคารชุดที่ก่อสร้างเสร็จทันภายในกำหนด และสามารถส่งมอบห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อได้ความล่าช้าในการก่อสร้าง จึงถือว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยเองหาใช่กรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเป็นเหตุให้จำเลยขยายกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาออกไปได้ ที่จำเลยฎีกาว่าแม้หากจำเลยดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนด แต่โจทก์ก็ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์และเข้าครอบครองห้องชุดพิพาทได้เนื่องจากจะต้องรอให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนอาคารชุดต่อสำนักงานที่ดินและจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์อีกครั้ง ดังนั้น จำเลยจึงยังมีเวลาปฏิบัติตามสัญญาได้ เห็นว่า การจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดก็ดี การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นข้อกำหนดในสัญญาอีกขั้นตอนหนึ่งแยกออกจากกันได้กับกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาจะนำมาเกี่ยวพันกันหาได้ไม่ การที่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทอีก การที่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วแต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาในขณะนั้นเพิ่งมาใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายหลังในวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.11 ก็มิใช่กรณีที่คู่สัญญาผู้จะซื้อจะขายมิได้ถือเอาระยะเวลามาเป็นสาระสำคัญในการชำระหนี้แต่อย่างใดเมื่อจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จจนเลยระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย จึงเป็นการละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามมาตรา 388 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงจำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 สัญญาจะซื้อจะขายจึงเลิกกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภาณี ศิริวัลลภ
จำเลย — บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 129/2544
#35055
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มี เมทแอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์150 กรัมเศษไว้ในครอบครอง ต้องถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง และเป็นการกระทำความผิดสำเร็จ

ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยที่ 2 กำลังนับเงินอยู่โดยนับไปได้เพียง 30,000 บาท จากจำนวนเงิน 174,000 บาทและ เมทแอมเฟตามีน ที่จะซื้อขายก็ยังวางกองรอการส่งมอบอยู่การจำหน่ายยาเสพติดของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่บรรลุผล จำเลยที่ 1คงมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1เมื่อจำเลยที่ 1 มี เมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย4,029 เม็ด แต่จำเลยที่ 1 พยายามจำหน่ายบางส่วนจำนวน 4,000เม็ด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างวาระกัน

จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วยกัน การที่จำเลยที่ 1 ให้นั่งนับเงินจำนวนมากเป็นแสนบาทต่อหน้าคนแปลกหน้าและในบริเวณนั้นมี เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ดบรรจุถุงพลาสติกจำนวนถึง 20 ถุงวางให้เห็นอยู่เช่นนี้ จำเลยที่ 2น่าจะเข้าใจได้ว่าเป็นการนับเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้จากการจำหน่ายยาเสพติดซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2ได้ในขณะที่กำลังนับเงินของกลางโดยจำเลยที่ 2 ให้การรับว่าช่วยนับเงินที่ผู้ซื้อ เมทแอมเฟตามีน ส่งมอบให้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการพยายามกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง และมาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุกตลอดชีวิตฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก33 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 รับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรก 33 ปี 4 เดือน กระทงที่สอง 22 ปี 2 เดือน 20 วันรวมแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานสนับสนุนการทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วันจำเลยที่ 2 รับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง(ที่ถูกต้องมีคำว่าคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสองที่บ้านของจำเลยที่ 1 และยึดเมทแอมเฟตามีน 4,029 เม็ด คำนวณปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 115.10 กรัม เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม ไว้เพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษดังกล่าว และจำเลยที่ 2 สนับสนุนการพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีดา อิ่มเจริญ จ่าสิบตำรวจพงษ์ณัฎฐ์สระแสงทรวง และสิบตำรวจโทอำนาจ ป้านสุวรรณ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เข้าร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองด้วยกัน เนื่องจากก่อนจับกุมสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติด จึงได้วางแผนจับกุมโดยวันเกิดเหตุเวลากลางวัน ร้อยตำรวจเอกปรีดาให้สายลับไปติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 มัด เมื่อสายลับกลับมารายงานว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจะขายให้ในราคามัดละ 87,000 บาท ร้อยตำรวจเอกปรีดาจึงมอบเงิน174,000 บาทให้แก่สายลับหญิงชาย 2 คนนำเข้าไปล่อซื้อที่บ้านจำเลยที่ 1ด้วยรถยนต์ ในคืนวันนั้นพยานโจทก์ดังกล่าวกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นประมาณ 10 คนไปจอดรถรออยู่ห่างบ้านเกิดเหตุประมาณ 200 เมตรหลังจากสายลับทั้งสองเข้าไปในบ้านได้สิบกว่านาทีสายลับผู้ชายโทรศัพท์มาแจ้งว่า จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้แล้ว และจำเลยที่ 2กำลังนับเงินอยู่พยานโจทก์ดังกล่าวกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นที่รออยู่จึงเข้าไปในบ้านพบจำเลยทั้งสองอยู่ที่ห้องโถงชั้นบนของบ้าน ซึ่งเป็นบ้าน2 ชั้น ใต้ถุนสูงจำเลยที่ 2 กำลังนับเงินอยู่จึงแสดงตนเข้าจับกุมพบเมทแอมเฟตามีน 2 มัด มัดละ 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด วางอยู่บนพื้นและในกระเป๋าเสื้อคอกระเช้าที่จำเลยที่ 1 สวมใส่ พบเมทแอมเฟตามีนอีก29 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกใสอยู่อีก 1 ถุง ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 มัด ให้แก่สายลับส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 29 เม็ด ในกระเป๋าเสื้อมีไว้สำหรับขายปลีก กับโจทก์มีพันตำรวจตรีภูษิต ภู่ทอง เบิกความเป็นพยานยืนยันว่าเป็นผู้สอบสวนจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย จ.3 และภาพถ่ายหมายป.จ.4 ศาลจังหวัดราชบุรี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า พยานโจทก์ผู้จับกุมทั้งสามปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองและเป็นการเข้าจับกุมโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจอื่นร่วมปฏิบัติหน้าที่เป็นสิบคน ไม่มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เป็นการจับได้คาหนังคาเขาพร้อมของกลางจำนวนมาก ที่ชั้นบนบ้านซึ่งเป็นที่พักของจำเลยทั้งสองเป็นบ้านใต้ถุนสูงยากแก่การจะเข้าไปถึง จึงไม่มีข้อสงสัยว่าจะเป็นยาเสพติดของบุคคลอื่นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดมาทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยได้นำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจนั้น ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า มีเมทแอมเฟตามีนอยู่เพียง 29 เม็ด คือเท่าที่พบอยู่ในกระเป๋าเสื้อคอกระเช้า เพราะมีหญิงชาย 2 คน นำมาเสนอขายในตอนบ่าย 30 เม็ด จึงได้ซื้อไว้แล้วเสพไป 1 เม็ด ต่อมาตอนค่ำบุคคลทั้งสองกลับมาหาและนำเมทแอมเฟตามีนมาเสนอขายให้อีก 4,000 เม็ดแต่จำเลยที่ 1 ไม่รับซื้อนั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากเหตุผลและขัดกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3เพราะชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ในตอนบ่ายมีหญิงชาย 2 คนมาสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 จึงเตรียมไว้ให้ แล้วในตอนกลางคืนหญิงชายดังกล่าวนำเงินมาซื้อ ขณะกำลังนับเงินอยู่ก็มีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด ที่บรรจุถุง 20 ถุง วางอยู่บนพื้นห้องในขณะเข้าจับกุมนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ถึงหนึ่งร้อยสิบห้ากรัมเศษไว้ในครอบครองต้องถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคสอง เพราะตามกฎหมายมาตราดังกล่าวถ้ามีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปก็ให้ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่ายแล้ว แต่ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมนั้น จำเลยที่ 2 กำลังนับเงินกันอยู่ โดยตามที่โจทก์นำสืบเพิ่งนับไปได้เพียง 30,000 บาท จากจำนวนเงิน 174,000 บาท ยังจะต้องนับต่อไปอีกมาก และเมทแอมเฟตามีนที่จะซื้อขายก็ยังวางกองรอการส่งมอบอยู่การจำหน่ายยาเสพติดของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่บรรลุผล จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 4,029 เม็ด แต่จำเลยที่ 1 พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบางส่วนจำนวน 4,000 เม็ด การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างวาระกัน ต้องเรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วยกันน่าจะรู้ความเป็นไปภายในบ้านได้พอสมควร การที่จำเลยที่ 1 ให้นั่งนับเงินจำนวนมากเป็นแสนบาทต่อหน้าคนแปลกหน้า และในบริเวณนั้นมีเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกจำนวนถึง 20 ถุงวางให้เห็นอยู่เช่นนี้ จำเลยที่ 2 น่าจะเข้าใจได้ว่าเป็นการนับเงินที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นมารดาจะได้จากการจำหน่ายยาเสพติดซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายไม่น่าจะเข้าใจเป็นอย่างอื่น ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2ได้ในขณะที่กำลังนับเงินของกลางจำนวน 175,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 1นั่งดูชั้นจับกุม จำเลยที่ 2 ให้การรับว่า ช่วยนับเงินที่ผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนส่งมอบให้ปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.2 ศาลจังหวัดราชบุรี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1ในการกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติด จำเลยที่ 2จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการพยายามกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 86 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาง ส้มจีน พรหมชนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 127/2544
#35054
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยมีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งแม้หลักทรัพย์ดังกล่าวจะติดจำนองอยู่แก่ธนาคารและจำเลยยังไม่มีเงินไถ่ถอน ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนที่ไม่อาจเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว กลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน แต่ตามคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานใหม่ไม่ปรากฏว่าเหตุที่จำเลยอ้างตามคำร้องเป็นเหตุอื่นนอกเหนือไปจากที่เคยอ้างไว้เดิม ตามพฤติการณ์ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
มูลกรณีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน1,275,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง วันที่ 29 สิงหาคม 2540 ต้องไม่เกิน 108,640.62 บาทและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยมิได้ยากจนจริง ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่ายากจนจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนนั้นไม่ได้ระบุว่าจำเลยมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใด อันจะทำให้เห็นว่าฐานะของจำเลยมิได้เป็นดังเช่นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้ว จึงเป็นการยื่นคำร้องขอที่เลื่อนลอยไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง หากจำเลยยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า มีเหตุสมควรไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นแรกศาลชั้นต้นได้ไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยแล้วเห็นว่าจำเลยยังมีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งแม้หลักทรัพย์ดังกล่าวจะติดจำนองอยู่แก่ธนาคารและจำเลยยังไม่มีเงินไถ่ถอน ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนที่ไม่อาจเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวกลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน แต่ตามคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานใหม่ไม่ปรากฏว่าเหตุที่จำเลยอ้างตามคำร้องเป็นเหตุอื่นนอกเหนือไปจากที่เคยอ้างไว้เดิม ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไปแล้ว ตามพฤติการณ์ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สหสินอีควิปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นาย ชาติชาย ศรีกุลเรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2544
#35053
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2529โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาจำเลยนำค่าปรับมาชำระแก่โจทก์ในวันที่ 22 มิถุนายน 2535 แต่ไม่ชำระดอกเบี้ยของค่าปรับในช่วงระหว่างผิดสัญญาจนถึงวันชำระค่าปรับ ดังนี้ดอกเบี้ยตามฟ้องเป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับ ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงินดังนั้น การที่จำเลยชำระต้นเงินให้แก่โจทก์จึงมิใช่การชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึง 22 มิถุนายน2535 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาและมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้นในเขตท้องที่และความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวกับทั้งมีอำนาจปล่อยชั่วคราว จำเลยมอบอำนาจให้นายสงวน สุขสิล ทำสัญญาประกันตัวนายสุรัตน์ อุทัยวงศ์ศักดิ์ ผู้ต้องหา โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 14273 ตำบลลำผักชี อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร มาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์และสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงาน หากผิดนัดจำเลยยอมใช้เงินจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหา จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง โจทก์จึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาจำเลยนำเงินจำนวน 106,000 บาท มาชำระค่าปรับแก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,000 บาท นับแต่วันถึงกำหนดนัดของเจ้าพนักงานถึงวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระเป็นเวลา6 ปี 1 เดือน 23 วัน เป็นเงิน 48,864 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 48,864 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีหนี้ที่จะต้องส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์มิใช่หนี้เงิน ส่วนการชำระค่าปรับเป็นเรื่องภายหลังจากการผิดสัญญาประกัน เมื่อหนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้เงินโดยตรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดและตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไม่มีข้อตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ เมื่อจำเลยชำระเงินค่าปรับจำนวน 106,000 บาทแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยตามฟ้องอีก ทั้งในวันที่จำเลยชำระค่าปรับ โจทก์ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลย หนี้จึงเป็นอันระงับสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 48,864 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดในวันที่ 30 เมษายน2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2535จำเลยนำค่าปรับจำนวน 106,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชำระค่าปรับจำนวน 106,000 บาทแก่โจทก์เป็นการชำระเพื่อให้หนี้ตามสัญญาประกันระงับ มิใช่เรื่องรับสภาพหนี้เพราะความรับผิดตามสัญญาประกันได้ระงับลง แต่การนับอายุความในเรื่องดอกเบี้ยของค่าปรับซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529ซึ่งเป็นวันผิดนัดส่งตัวผู้ต้องหาไม่สะดุดหยุดลง เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์เป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน106,000 บาท ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงิน ดังนั้นการที่จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 106,000 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22มิถุนายน 2535 จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว
จำเลย — นางสาว สายฝน ประสิทธิพยงค์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2544
#36483
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จำเลยชำระค่าปรับ 106,000บาท แก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดสัญญาประกันไม่ได้ชำระแต่ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากค่าปรับที่เป็นต้นเงินจึงเป็นหนี้คนละส่วน การที่จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) เมื่อดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2529 จำเลยมอบอำนาจให้นายสงวน สุขสิล ทำสัญญาประกันตัวนายสุรัตน์ อุทัยวงศ์ศักดิ์ผู้ต้องหา โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 14273 มาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์ และสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานในวันที่ 30 เมษายน 2529 ที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว หากผิดนัดจำเลยยอมใช้เงินจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหาวันที่ 30 เมษายน 2529 จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหา โจทก์จึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยเพิกเฉยจนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน2535 จำเลยนำเงินจำนวน 106,000 บาท มาชำระค่าปรับแก่โจทก์ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,000 บาท นับแต่วันที่ 30เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2535 เป็นเวลา 6 ปี 1 เดือน23 วัน เป็นเงิน 48,864 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 48,864 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน48,864 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน2535 จำเลยนำค่าปรับจำนวน 106,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยชำระค่าปรับจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์เป็นการชำระเพื่อให้หนี้ตามสัญญาประกันระงับ มิใช่เรื่องรับสภาพหนี้เพราะความรับผิดตามสัญญาประกันได้ระงับลงแต่การนับอายุความในเรื่องดอกเบี้ยของค่าปรับซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ซึ่งเป็นวันนัดส่งตัวผู้ต้องหาไม่สะดุดหยุดลง เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่าดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์เป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน 106,000 บาท ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงิน ดังนั้น การที่จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 106,000 บาทให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว
จำเลย — นางสาว สายฝน ประสิทธิพยงค์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2544
#91310
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนด นัดในวันที่ 30 เมษายน 2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จำเลยนำค่าปรับจำนวน 106,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์เป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน 106,000 บาท ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงิน ดังนั้น การที่จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 106,000 บาท ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความ สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1)

ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาโดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๒๗๓ มาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์ และสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดของเจ้าพนักงาน หากผิดนัดจำเลยยอมใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหาวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๙ จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหา โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง โจทก์จึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยเพิกเฉย จนกระทั่งวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ จำเลยนำเงินจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ บาท มาชำระค่าปรับแก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ เป็นเวลา ๖ ปี ๑ เดือน ๒๓ วัน เป็นเงิน ๔๘,๘๖๔ บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน ๔๘,๘๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๙ ถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๑๑ ปีเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๘,๘๖๔ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๙ โจทก์จึงมีคำสั่ง สั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ จำเลยนำค่าปรับจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ บาท มาชำระแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชำระค่าปรับจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ บาท แก่โจทก์เป็นการชำระเพื่อให้หนี้ตามสัญญาประกันระงับ มิใช่เรื่องรับสภาพหนี้เพราะความรับผิดตามสัญญาประกันได้ระงับลง แต่การนับอายุความในเรื่องดอกเบี้ยของค่าปรับซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๙ ซึ่งเป็นวันผิดนัดส่งตัวผู้ต้องหาไม่สะดุดหยุดลง เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๑๑ ปีเศษ คดีโจทก์ จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์เป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงิน ดังนั้น การที่จำเลยชำระต้นเงินจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ ๕ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๑) โจทก์ฟ้องเรียก ดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๐ ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด ๕ ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว
จำเลย — นางสาวสายฝน ประสิทธิพยงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115/2544
#36482
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แต่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณา ได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลย ให้การปฏิเสธและนำสืบว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ตัดเอาอ้อยจำนวน25 ไร่ ราคา 150,000 บาท ของนางวราภรณ์ อภิชนางกูร ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวราภรณ์ อภิชนางกูร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อ 2(ก) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ครอบครองทรัพย์โดยโจทก์ร่วมยอมให้จำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมา ความผิดฐานลักทรัพย์จึงเกิดขึ้นไม่ได้ และแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในข้อสาระสำคัญและจำเลยหลงต่อสู้ข้อเท็จจริงในคำฟ้องและทางพิจารณาจึงแตกต่างกันและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจรและทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้" ดังนี้ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกก็ตาม แต่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์และการกระทำผิดฐานยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้น บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ และนำสืบว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณา คือ ความผิดฐานยักยอกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อ 2(ง) ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ แต่ในทางพิจารณากลับได้ความว่า โจทก์ร่วมร้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าหุ้นส่วนจากการทำไร่อ้อย จึงแตกต่างจากคำฟ้องและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเพราะจำเลยหลงต่อสู้นั้น เห็นว่า แม้ในทางพิจารณาจะได้ความตามที่จำเลยอ้างในฎีกาดังกล่าว แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นบัญญัติบังคับไว้ว่าข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษประกอบกับได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า คดีนี้จำเลยมิได้หลงต่อสู้จึงไม่เป็นเหตุที่ให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง วราภรณ์ อภิชนางกูร
จำเลย — นาย วิเชียรหรือป๊อก พรมแตง
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115/2544
#68701
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ลักทรัพย์ ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แต่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ไปเช่นเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสามบัญญัติว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษเมื่อจำเลยให้การปฎิเสธและนำสืบว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ตัดเอาอ้อยจำนวน ๒๕ ไร่ราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท ของนางวราภรณ์ อภิชนางกูร ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ต่อมาวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวราภรณ์ อภิชนางกูร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑ ปี ทางนำสืบของจำเลยให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อ ๒(ก) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ครอบครองทรัพย์ โดยโจทก์ร่วมยอมให้จำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมา ความผิดฐานลักทรัพย์จึงเกิดขึ้นไม่ได้ และแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในข้อสาระสำคัญ และจำเลยหลงต่อสู้ ข้อเท็จจริงในคำฟ้องและทางพิจารณาจึงแตกต่างกัน และเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจรและทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้..." ดังนี้ เห็นว่าแม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกก็ตาม แต่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์และการกระทำผิดฐานยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มตรา ๑๙๒ วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้น บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ และนำสืบว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณา คือ ความผิดฐานยักยอกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในข้อ ๒(ค) ว่าศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกไม่ได้ เพราะคดีโจทก์ขาดอายุความโดยพิจารณาจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า "ในครั้งที่โจทก์ร่วมมาดูไร่อ้อยไม่เห็นต้นอ้อย โจทก์ร่วมได้บอกจำเลยว่าขอแบ่งเงินค่าอ้อยจากจำเลย จำเลยบอกว่ายังไม่ได้เบิกเงินจากโรงงานหลังจากนั้นอีกประมาณ ๓ เดือน หลังจากที่ไม่ได้รับเงินจากจำเลยแล้วโจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ" จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมเป็นการแจ้งความร้องทุกข์ภายหลังที่เบิกเงินจากจำเลยไม่ได้แล้ว๓ เดือน จึงดำเนินคดีแก่จำเลย คดีของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกจึงขาดอายุความ ลงโทษจำเลยไม่ได้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ที่ฟังว่าความผิดฐานยักยอกไม่ขาดอายุความไม่ถูกต้อง ทั้งคำเบิกความของโจทก์ร่วมมีพิรุธน่าสงสัยสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำเลยไม่เกิน ๕ ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้ให้

ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อ ๒ (ง)ว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ แต่ในทางพิจารณากลับได้ความว่า โจทก์ร่วมร้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าหุ้นส่วนจากการทำไร่อ้อย จึงแตกต่างจากคำฟ้องและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเพราะจำเลยหลงต่อสู้นั้นเห็นว่า แม้ในทางพิจารณาจะได้ความตามที่จำเลยอ้างในฎีกาดังกล่าวแต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นบัญญัติบังคับไว้ว่าข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ประกอบกับได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า คดีนี้จำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงไม่เป็นเหตุที่ให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
โจทก์ร่วม — นางวราภรณ์ อภิชนางกูร
จำเลย — นายวิเชียรหรือป๊อก พรมแตง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นางสาวนันทนา ปัทมสูต
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 109/2544
#35052
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนด 2 ปี นับแต่ วันพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) แล้ว ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆที่ศาลจะกำหนด ถือได้ว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไปมีทางให้ศาลเลือกวิธีการที่เป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิม ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74 วรรคท้าย เมื่อจำเลยยังต้องศึกษาเล่าเรียนต่อการมอบจำเลยให้ผู้ร้องทั้งสองไปโดยวางข้อกำหนดให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายอีก จะเป็นผลดีกว่าการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสาม (ที่ถูกเป็นวรรคสอง), 336 ทวิ, 83 จำเลยอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีเห็นควรไม่พิพากษาลงโทษ แต่ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5)ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบิดามารดาของจำเลยมีอาชีพและรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตร 2 คน ให้เรียนหนังสือได้จำเลยมีอายุเพียง 16 ปี ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อจะได้ประพฤติตัวเป็นคนดีต่อไป หากส่งไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์อาจพบเด็กเกเรจะทำให้จำเลยได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีกลับมา จึงขอรับตัวจำเลยไว้อบรมอุปการะเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) แล้ว ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอรับตัวจำเลยไปดูแลแทนการส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ โดยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ศาลจะกำหนด ถือได้ว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งเดิมเปลี่ยนแปลงไปมีทางให้ศาลเลือกใช้วิธีการที่จะเป็นผลดีแก่จำเลยมากกว่าวิธีการเดิมที่ได้สั่งไว้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 วรรคท้าย และเห็นว่าจำเลยยังจะต้องศึกษาเล่าเรียนต่อ การมอบจำเลยให้ผู้ร้องทั้งสองไปโดยวางข้อกำหนดให้ผู้ร้องระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายขึ้นอีกจะเป็นผลดีว่าการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มอบจำเลยให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ให้ผู้ร้องทั้งสองระวังจำเลยไม่ให้ก่อเหตุร้ายเป็นเวลา 2 ปี ถ้าผิดข้อกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(2)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
ผู้ร้อง — นาย โสภณ สืบจากจีน กับพวก
จำเลย — นาย อรรถพล สืบจากจีน
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ระพินทร บรรจงศิลป
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2544
#35051
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาทต่อเดือน แต่โจทก์นำสืบว่าได้มีการตกลงด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำเลยออกเช็คชำระให้แก่โจทก์เป็นการชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันด้วยวาจาและจำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ยืมกับยังค้างดอกเบี้ยอยู่อีกจึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมนั้นเป็นการนำสืบถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข)

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ให้แก่โจทก์ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลย่อมมีอำนาจขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

การที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืนดอกเบี้ยส่วนที่ได้ชำระไปแล้ว และจะให้นำไปหัก กับต้นเงินไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,500,000 บาทจากโจทก์ โดยยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน กับออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสามแยกไฟฉาย สั่งจ่ายเงิน 1,500,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้เป็นประกัน จำเลยได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงินจำเลยผิดนัดไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อคิดถึงวันฟ้อง จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย 1,631,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,631,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาทจากโจทก์โดยมีข้อตกลงให้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 80 งวด งวดละ30,000 บาท จำเลยผ่อนชำระแล้ว 55 งวด เป็นเงิน 1,650,000 บาท คงเหลือต้นเงินที่ค้างชำระโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินอีก 617,714 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ผ่อนชำระเพราะโจทก์ไม่ยอมให้แก้ไขลดจำนวนเงินที่สั่งจ่ายในเช็คค้ำประกันและไม่ยอมทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นายวิฑูรย์ชมจันทร์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 พฤษภาคม2540) จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนายวิฑูรย์ ชมจันทร์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท จากโจทก์โดยยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินกู้ยืมคืนภายในวันที่ 23 ธันวาคม2535 ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 เกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมแต่จำเลยตกลงด้วยวาจาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2ต่อเดือน จำเลยออกเช็คชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวแก่โจทก์ตลอดมาจนถึงเดือนกรกฎาคม 2539 จึงไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยที่จำเลยฎีกาว่า นายวิฑูรย์มิได้รู้เห็นในการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อเท็จจริงในส่วนที่โจทก์กับจำเลยตกลงให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นายวิฑูรย์ย่อมไม่ทราบถึงการชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย คำเบิกความของนายวิฑูรย์ที่ว่าจำเลยออกเช็คชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จึงไม่น่ารับฟังนั้น เห็นว่า นายวิฑูรย์เป็นบุตรโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้จึงอยู่ในฐานะที่จะทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์ว่าเป็นการชำระหนี้ใด แม้จะฟังว่านายวิฑูรย์ได้รับคำบอกเล่าจากโจทก์แต่การเป็นพยานบอกเล่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามเด็ดขาดมิให้รับฟังเสียทีเดียวหากพยานบอกเล่าเบิกความถึงข้อเท็จจริงอย่างมีเหตุผล ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ คดีนี้จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นงวด งวดละ 30,000 บาท รวม 55 งวดตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1เมื่อคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือนจากต้นเงิน 1,500,000 บาทตามที่นายวิฑูรย์เบิกความจะได้ดอกเบี้ยเดือนละ 30,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามเช็คแต่ละฉบับที่จำเลยสั่งจ่ายชำระให้แก่โจทก์ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในการกู้ยืมเงินโจทก์มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 80 งวด งวดละ30,000 บาท จำเลยได้ผ่อนชำระไปแล้ว 55 งวด เป็นเงิน 1,650,000 บาทคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่อีก 617,714 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1และตารางการชำระหนี้เอกสารหมาย ล.6 ก็ปรากฏว่าตารางการชำระหนี้ตามเอกสารหมาย ล.6 เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยโจทก์มิได้รู้เห็นด้วย หากมีการตกลงผ่อนชำระดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็น่าจะมีการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 เพราะเป็นข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญของการกู้ยืมเงินแต่ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ระบุแต่เพียงว่าผู้กู้จะนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ให้กู้ภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2535 แม้จะมีการแก้ไขวันเดือนปีที่จะนำเงินมาชำระคืน จากวันที่ 23 มิถุนายน 2535 เป็นวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ก็เป็นเรื่องแก้ไขเพื่อให้ตรงกับวันที่ระบุไว้ในเช็คค้ำประกันฉบับใหม่ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์แทนเช็คค้ำประกันฉบับเดิมซึ่งถึงกำหนดชำระเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแต่อย่างใดและการที่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่โจทก์นำสืบว่าได้มีการตกลงด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำเลยออกเช็คชำระให้แก่โจทก์เป็นการชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันด้วยวาจา และจำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ยืมกับยังค้างดอกเบี้ยอยู่อีก จึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมนั้น เป็นการนำสืบถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่โจทก์ฟ้อง ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ดังที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,500,000 บาท เช็คตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยสั่งจ่ายฉบับละ 30,000 บาท เป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นโมฆะศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฟังว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ควรนำดอกเบี้ยที่ได้ชำระแล้วหักต้นเงินที่กู้ยืมเมื่อคำนวณยอดเงินที่จำเลยชำระแล้ว 55 งวด เป็นเงิน 1,620,000 บาท (ที่ถูก 1,650,000 บาท) โจทก์จึงได้รับชำระต้นเงินครบถ้วนแล้วนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืน จะให้นำไปหักกับต้นเงินดังที่จำเลยฎีกาหาได้ไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปราณี ชมจันทร์ โดยนาย วิฑูรย์ ชมจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย จงรัก อิศรางกูร ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2544
#36481
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก 5 ปี รวม 2 กระทงจำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

เงินที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนที่จำเลยได้กระทำผิดครั้งก่อนการกระทำผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนในคดีนี้ มิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2)ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1บรรจุอยู่ในห่อกระดาษจำนวน 8 ห่อ และบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกจำนวน 1 หลอด น้ำหนักรวม 0.370 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 2 ห่อ น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ ที่ใช้ในการล่อซื้อ เฮโรอีนที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 2 ห่อ และ 1 หลอด เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 2 ห่อ เงินจำนวน 1,070 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยร่วมกันกระทำความผิดและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติก เงินจำนวน 1,070 บาท แผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลางและคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปีจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติก รวมทั้งเงินจำนวน 1,070 บาท ซึ่งได้จากการจำหน่ายเฮโรอีน และแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลาง คืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปีฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนเงินจำนวน 1,070 บาท ของกลาง ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบนั้นเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินจำนวน 1,070 บาทของกลางนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบเงินของกลางจำนวน 1,070 บาทของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จักรพรรดิ์ เพชรบุรีภักดี ที่ 1 นาย เมธา แก้วสุดชี ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา