คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2544
#35075
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯมาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะใช้ถ้อยคำว่าให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีผลเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้กำหนดโทษถือว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 47 เม็ด ผิดปกติวิสัยของผู้ติดยาเสพติดซึ่งจะมีไว้เพื่อเสพเองและจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67ให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 แล้วคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะใช้ถ้อยคำว่าให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยก็ตามแต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีผลเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้นมิได้แก้กำหนดโทษ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน47 เม็ด ผิดปกติวิสัยของผู้ติดยาเสพติดประเภทนี้ซึ่งจะมีไว้เพื่อเสพเองเพียง1 ถึง 2 เม็ด เท่านั้น จำเลยถูกจับบริเวณไร่อ้อยมีคนงานตัดอ้อยโดยจำเลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปในไร่อ้อย พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่คนงานตัดอ้อยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้นทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเคยไปตรวจค้นบ้านจำเลย แต่ไม่พบของผิดกฎหมาย แต่จำเลยยังมีพฤติการณ์เหมือนเดิม วันที่ 27 สิงหาคม 2540เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่จ่าสิบตำรวจสุรเชษฐ์ นาคหาญ และสิบตำรวจโทสมควร มาสันเที๊ยะ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอด่านทับตะโกออกตรวจท้องที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยกำลังนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่คนงานตัดอ้อยในหมู่ที่ 7 ตำบลด่านทับตะโกจึงไปดักรอจับกุม ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงขอตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีน 47 เม็ด ซุกซ่อนในผ้าขาวม้าที่จำเลยใช้โพกศีรษะอยู่ จำเลยรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาจำเลยว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยให้การรับสารภาพ

จำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีนางทัพใจจง พี่สาวจำเลยนั่งซ้อนท้ายมาถึงที่เกิดเหตุ พบเจ้าพนักงานตำรวจนั่งรถยนต์กระบะสวนทางมาและขับรถปาดหน้ารถของจำเลยจนล้ม เจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวและผ้าขาวม้าที่จำเลยใช้โพกศีรษะ แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายเจ้าพนักงานตำรวจนำผ้าขาวม้าไปที่ท้ายรถของเจ้าพนักงานตำรวจแล้วกลับมาหาจำเลยแจ้งว่าพบเมทแอมเฟตามีน 47 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจขู่เข็ญว่าหากจำเลยไม่รับสารภาพแล้วจะใส่ความว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากขึ้น และจะจับกุมนางทัพด้วย จำเลยกลัวจึงรับสารภาพเจ้าพนักงานตำรวจพาจำเลยไปที่สถานีตำรวจและจับมือพิมพ์ลายนิ้วมือในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การ

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน47 เม็ด เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสุรเชษฐ์นาคหาญ และสิบตำรวจโทสมควร มาสันเที๊ยะ ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนจับกุมได้สืบทราบว่าจำเลยกับสามีลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาเป็นเวลานาน พยานเคยไปตรวจค้นบ้านจำเลยแต่ไม่พบของผิดกฎหมายตามหมายค้น แต่ก็ได้ติดตามดูพฤติการณ์ตลอดมาจนกระทั่งวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่พยานกับพวกออกตรวจท้องที่ได้มีสายลับมาแจ้งว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้คนงานตัดอ้อยจึงไปดักรออยู่ จนกระทั่งเวลาประมาณ 12 นาฬิกา พบจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงขอตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง47 เม็ด อยู่ในผ้าขาวม้าที่จำเลยใช้โพกศีรษะจึงจับกุมโดยแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและโจทก์มีร้อยตำรวจเอกชุมพล สานพคุณ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เบิกความได้สอดคล้องต้องกันและสอดคล้องกับหมายค้น บันทึกการตรวจค้น บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาทั้งจำเลยก็รับสารภาพในทันทีที่ถูกจับกุมซึ่งบันทึกการจับกุมได้กระทำในบริเวณที่จับจำเลยได้จำเลยยังไม่มีเวลาพอที่จะคิดแต่งเติมข้อเท็จจริงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่น ชั้นสอบสวนจำเลยก็รับสารภาพโดยสมัครใจ จึงมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากตัวจำเลย ที่จำเลยอ้างว่า จ่าสิบตำรวจสุรเชษฐ์และสิบตำรวจโทสมควร มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเนื่องจากบุคคลทั้งสองเคยขอใช้บ้านจำเลยเปิดบ่อนการพนัน แต่จำเลยไม่ยอมจึงหาเรื่องเอาเมทแอมเฟตามีนมายัดเยียดให้จำเลยนั้น ไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อถือเพราะขัดแย้งกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยรู้จักเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ส่วนที่จำเลยและนางทัพ ใจจง พยานจำเลยอ้างว่านางทัพได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยมาด้วยในวันเกิดเหตุ ก็ไม่ปรากฏจากคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเช่นนั้น หากมีนางทัพและนายเสมอบุญคุ้มพยานจำเลยอยู่รู้เห็นเหตุการณ์ว่าเจ้าพนักงานตำรวจยัดเยียดเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยในขณะที่จำเลยถูกจับกุมดังที่จำเลยอ้างแล้ว จำเลยก็น่าจะให้การปฏิเสธในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยอ้างบุคคลทั้งสองเป็นพยานด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำเช่นนั้นแม้จำเลยจะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ต้องใช้วิธีพิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการบังคับขู่เข็ญให้จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาง บุญชู ยางเดิม
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2544
#40499
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะใช้ถ้อยคำว่าให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ก็มีผลเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้กำหนดโทษถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 47 เม็ด น้ำหนัก3.29 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 5 ปี คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 ให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 5 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะใช้ถ้อยคำว่า ให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีผลเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้กำหนดโทษ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 47 เม็ด ผิดปกติวิสัยของผู้ติดยาเสพติดประเภทนี้ซึ่งจะมีไว้เพื่อเสพเพียง 1 ถึง 2 เม็ดเท่านั้น จำเลยถูกจับบริเวณไร่อ้อยมีคนงานตัดอ้อย โดยจำเลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปในไร่อ้อย พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่คนงานตัดอ้อยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7ที่วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้นฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาง บุญชู ยางเดิม
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2544
#69223
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะใช้ถ้อยคำว่าให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ก็มีผลเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้กำหนดโทษ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นางบุญชู ยางเดิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2544
#36421
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงกันว่าให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญ 1 คน โจทก์ตั้ง 1 คนและจำเลยตั้ง 1 คน ร่วมกันตรวจสอบชี้ขาดว่า สามารถซ่อมแซมเสาเข็มต้นที่ 167 ได้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มต้นอื่น ที่โจทก์ส่งมอบ งานให้จำเลยแล้วหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากว่าซ่อมไม่ได้โจทก์จะถอนฟ้องหากเสียงข้างมากว่าซ่อมได้ จำเลยจะจ่ายเงินประกันผลงานให้โจทก์ดังนั้น เมื่อเสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าซ่อมไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลง การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้อันเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ที่โจทก์ให้ไว้เป็นประกันการปฏิบัติงานแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการถอนฟ้องตามที่ตกลงกันไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 กันยายน2541 ภายใน 15 วัน แต่โจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวศาลชั้นต้นจึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและสั่งจำหน่ายคดี โจทก์จากสารบบความโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดคัดค้านว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 9 กันยายน 2541 ข้อ 3 คู่ความรับกันว่า เสาเข็มเจาะต้นที่ 167มีความบกพร่อง คู่ความประสงค์ให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญ 1 คน โจทก์ตั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง 1 คน และจำเลยตั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง 1 คน รวม3 คน ร่วมกับตรวจสอบชี้ขาดว่าเสาเข็มต้นดังกล่าวสามารถซ่อมแซมได้ดีเป็นปกติ ได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มขนาดเดียวกับต้นอื่นที่โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองแล้วหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากของบุคคลที่ตั้งว่าซ่อมไม่ได้โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้ หากเสียงข้างมากของบุคคลที่ตั้งขึ้นว่าซ่อมได้ จำเลยทั้งสองจะจ่ายเงินประกันผลงานให้โจทก์แต่โจทก์ต้องทำหนังสือค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเท่าจำนวนเงินค่าประกันผลงานตามข้อ 2 มาให้จำเลยทั้งสองยึดถือไว้แทน แล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้เช่นกัน หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นแล้ว ศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมและได้จดรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ว่า เกี่ยวกับการซ่อมแซมเสาเข็มต้นที่ 167 ว่า สามารถซ่อมแซมให้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มขนาดเดียวกันกับต้นอื่นที่โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองแล้วหรือไม่นั้นผู้เชี่ยวชาญสองคนว่าซ่อมไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญหนึ่งคนว่าซ่อมได้ เมื่อเสียงข้างมากของบุคคลดังกล่าวเห็นว่าซ่อมไม่ได้ โจทก์ต้องถอนฟ้องตามที่คู่ความตกลงกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 กันยายน2541 ทนายโจทก์แถลงขอเวลา 7 วัน แจ้งเรื่องการถอนฟ้องให้โจทก์ทราบก่อน ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 แถลงว่า กรณีตรงตามที่ตกลงกันไว้โจทก์ต้องถอนฟ้องคดีนี้ และทนายโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ก็ไม่คัดค้านการถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีโดยนัดพร้อมเพื่อรอฟังการดำเนินการของโจทก์ในวันที่ 21 มกราคม 2542 ในวันนัดพร้อมศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่ตกลงกันไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9กันยายน 2541 คือถอนฟ้องคดีนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม2541 เป็นการที่โจทก์ไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาในเวลาที่ศาลกำหนดถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความชอบหรือไม่ปรากฏตามรายงานความเห็นของนายณัฐ ศรีเฟื่องฟุ้ง ผู้เชี่ยวชาญศาลทางด้านวิศวกรโยธา ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ว่า แม้ว่าจะไม่สามารถซ่อมเสาเข็มต้นที่ 167 ได้เหมือนเสาเข็มเจาะขนาดเดียวกับต้นอื่น ๆที่โจทก์ได้ทำการเจาะไปแล้วก็ตาม หากแต่ว่าถ้าได้ซ่อมให้ถูกวิธีและหลักวิชาการ ความแข็งแรงที่ฐานรากที่มีเสาเข็มช่วยรับน้ำหนักต้นที่ 166,179, 180 ซึ่งวิศวกรได้คำนวณเพื่อความปลอดภัยไว้ทุกต้นแล้ว กระผมเชื่อว่าแม้ซ่อมแล้วการรับน้ำหนักของเสาเข็มต้นที่ 167 จะไม่ดีพอก็คิดว่าไม่มีปัญหาในการรับน้ำหนักเสาของอาคารที่สร้างบนฐานรากต้นนี้ เห็นว่าตามความเห็นของนายณัฐ แสดงว่าการซ่อมเสาเข็มต้นที่ 167 ไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มต้นอื่นได้ ส่วนความเห็นอื่น ๆ เป็นเรื่องที่นายณัฐเสนอวิธีแก้ไขเพื่อให้สร้างอาคารบนฐานรากต้นที่ 167 ไม่มีปัญหาในเรื่องการรับน้ำหนักเท่านั้น จึงต้องถือว่าเสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจสอบมีความเห็นว่า เสาเข็มต้นที่167 ซ่อมแซมให้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มขนาดเดียวกันกับต้นอื่นที่โจทก์ได้ส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองแล้วไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9กันยายน 2541 ข้อ 3 การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องไปภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งศาลกำหนดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้อันเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เยนเนอรัล เอ็นยิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ซิตี้เซ็นเตอร์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2544
#68724
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงกันให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญ 1 คน โจทก์ตั้ง 1 คน และจำเลยตั้ง 1 คน ร่วมกันตรวจสอบชี้ขาดว่าสามารถซ่อมแซมเสาเข็มต้นที่ 167 ให้ได้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มต้นอื่นที่โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยแล้วหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากบอกว่าซ่อมไม่ได้โจทก์จะถอนฟ้อง หากเสียงข้างมากบอกว่าซ่อมได้ จำเลยจะจ่ายเงินประกันผลงานให้โจทก์ เมื่อเสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าซ่อมไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลง การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้ อันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,319,661.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,942,817.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เลขที่ LG 520/2537 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โจทก์ให้ไว้เป็นประกันการปฏิบัติงานแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการถอนฟ้องตามที่ตกลงกันไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2541 ภายใน 15 วัน แต่โจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญศาลทางด้านวิศวกรโยธา เสียงข้างมากของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจสอบมีความเห็นว่า เสาเข็มต้นที่ 167 ซ่อมแซมให้ดีเป็นปกติได้มาตรฐานเหมือนเสาเข็มขนาดเดียวกันกับต้นอื่นที่โจทก์ได้ส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองแล้วไม่ได้ โจทก์จึงต้องถอนฟ้องไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 กันยายน 2541 ข้อ 3 การที่โจทก์ไม่ถอนฟ้องไปภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งศาลกำหนดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้อันเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเยนเนอรัล เอนยิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทซิตี้ เซ็นเตอร์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 404/2544
#35074
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเมื่อคำนวณถึงวันที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทเป็นทางผ่านเข้าออกยังไม่ครบ 10 ปีก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์มานาน 20 ปีแล้ว แสดงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกตั้งแต่อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน เมื่อนับระยะเวลาทั้งสองตอนติดต่อกันแล้วเกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 96535ตำบลสีกัน (ทุ่งสองห้อง) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานครของจำเลยส่วนที่แรเงาสีด้วยสีเหลืองตามแผนที่สังเขป เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 เป็นทางสาธารณประโยชน์และเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 103696, 108875 และ 42734 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อรั้วกำแพงหรือสิ่งอื่นใดที่ปิดกั้นทางพิพาทและจัดทำให้ทางพิพาทมีสภาพใช้ได้ตามปกติ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 96535 ตำบลสีกัน (ทุ่งสองห้อง)อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร กว้าง 4 เมตร ยาว 50 เมตรจากด้านทิศใต้ไปทิศเหนือ ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวตามแผนผังเอกสารหมาย จ.2 ในส่วนที่แรเงาด้วยสีเหลืองตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 103696 108875 และ 42734 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอบางเขน(ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยรื้อรั้วกำแพงหรือสิ่งอื่นใดที่ปิดกั้นทางพิพาทออกและจัดทำให้อยู่ในสภาพใช้ได้ตามปกติให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทไม่เป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่เป็นทางสาธารณะให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกไปจากทางพิพาทและทำให้ทางพิพาทกลับอยู่ในสภาพเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 96535 ตำบลสีกัน (ทุ่งสองห้อง)อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยกว้าง 4 เมตร ยาว50 เมตร จากทิศใต้ไปทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวโจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10396, 42734 และ 108875ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ตามลำดับซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของทางพิพาท ตามลักษณะของที่ตั้งที่ดินดังกล่าวและทางพิพาทในแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตของทางพิพาทเอกสารหมาย จ.2จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินของจำเลยในซอยสุวรรณี 1 และ 2 ซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับบริเวณที่ดินติดทางพิพาท สำหรับทางพิพาทจำเลยประสงค์จะให้เป็นถนนเพื่อจำเลยหวังจะซื้อที่ดินข้างในต่อไปในภายหน้าสภาพทางพิพาทในฤดูฝนมีน้ำท่วมขัง ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวจะช่วยกันทำสะพานข้ามในส่วนที่มีน้ำท่วมทางพิพาท พอฤดูแล้งก็รื้อสะพานดังกล่าวออก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ โจทก์ทั้งสามนำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันต่างใช้ทางพิพาทเข้าออกเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใดและไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านเท่านั้น แต่โจทก์ทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้พอเชื่อว่าจำเลยได้แสดงเจตนาสละทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ ซึ่งจำเลยได้นำสืบปฏิเสธว่าจำเลยไม่เคยแสดงเจตนาสละทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ เมื่อพิจารณาแล้วทางพิพาทก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพจัดสรรบ้านและที่ดินขายด้วยแล้ว จึงไม่น่าที่จะมีเจตนาสละทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าทางพิพาทไม่เป็นทางสาธารณะ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามหรือไม่ โจทก์ทั้งสามเบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันเป็นจำนวนมากต่างใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกไปสู่ซอยสุวรรณี 2 ติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใดและไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และก่อนฟ้องคดีนี้ 2 ถึง 3 ปีจำเลยปลูกกระต๊อบไว้ข้างทางพิพาท ความข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจตรีรัตนะ อุปลาบัติ นายบุญชูพูลปรีดี นางนันทวัน เคียววานิชย์ และนางสมศรี อันสนกราน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงมาเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยนำสืบถึงพฤติการณ์ในลักษณะการหวงกันการครอบครองทางพิพาทตลอดมาโดยเบิกความว่าเมื่อปี 2522 จำเลยถมทางพิพาทและปลูกบ้านเลขที่ 22/3 อยู่อาศัยกว้าง 4 เมตร คร่อมบริเวณสุดทางพิพาท นายสุรพล สุขดี บุตรของจำเลยได้มาอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ด้วย จำเลยเคยได้รับการยกเว้นค่ากระแสไฟฟ้าจากบ้านดังกล่าวเนื่องจากน้ำท่วมตามใบแจ้งหนี้ค่ากระแสไฟฟ้า เอกสารหมาย ล.11 เมื่อปี 2526 ถึงปี 2527 มีชาวบ้านเดินลุยน้ำมาบนทางพิพาทจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกับนายสุรพลบุตรของจำเลยเรื่องการใช้ทางพิพาทต่อมาปี 2533 จำเลยไม่ต้องการให้นายสุรพลทะเลาะกับชาวบ้านจึงรื้อบ้านดังกล่าวออกไปจากทางพิพาทและปลูกกระต๊อบให้นางดาวลูกจ้างของจำเลยดูแลทางพิพาท ด้านบนกระต๊อบมีป้ายข้อความว่าที่ดินส่วนบุคคลสงวนสิทธิติดไว้ และชาวบ้านจะแอบทำสะพานเชื่อมต่อทางพิพาทในเวลากลางคืน เมื่อจำเลยทราบก็บอกให้รื้อ หลังจากที่จำเลยย้ายออกจากทางพิพาทได้ 4 ปี จำเลยเคยให้คนงานนำรถแทรกเตอร์ไปไถทางพิพาทเพื่อไม่ให้ชาวบ้านใช้ทางพิพาทเดินผ่านมีกำนันสมชายซึ่งเป็นกำนันท้องที่ได้มาขอร้องให้หยุดทำจำเลยไม่ต้องการมีเรื่องและคนงานไม่กล้าทำต่อเพราะเกรงจะถูกชาวบ้านทำร้าย และเมื่อประมาณปี 2538 หรือปี 2539 นางสมศรีเจ้าของหมู่บ้านรัชมามาปักเสาไฟฟ้าบนทางพิพาท จำเลยจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจนางสมศรียอมรื้อเสาไฟฟ้าออกไป ต่อมาปี 2539 จำเลยถมทางพิพาทและที่ดินของจำเลยทั้งสองข้างทางพิพาทเพื่อจะปลูกสร้างอพาร์ตเมนต์ เมื่อถมที่ดินเสร็จแล้วจึงสร้างรั้วล้อมรอบ โดยจำเลยมีนายมานะ ศีลประเสริฐ เพื่อนบ้านข้างเคียงและนางสาวสุวพร สุขดี บุตรของจำเลยมาเป็นพยานสนับสนุนเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรตรงซอยสุวรรณี 1 และ 2 และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณทางพิพาทและทางพิพาทด้วย รวมเนื้อที่ 113 ไร่ การที่จำเลยปลูกบ้านอยู่บนทางพิพาทตรงสุดทางพิพาทโดยบ้านกว้างเพียง 4 เมตร เพื่ออยู่อาศัยร่วมกับนายสุรพลบุตรของจำเลยจึงเป็นการขัดต่อเหตุผล เพราะจำเลยมีที่ดินจำนวนมากทั้งสองข้างทางพิพาทก็มีที่ว่างเปล่าซึ่งเป็นของจำเลยและตามใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงเขตนนทบุรีสำหรับบ้านเลขที่ 22/3 เอกสารหมาย ล.11 ซึ่งมีหมายเลขเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าตรงกับแผนผังแสดงตำแหน่งบ้านเลขที่ 22/3 ที่ขอใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงเขตนนทบุรีเอกสารหมาย จ.10 แสดงว่าเป็นเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าเครื่องเดียวกัน ซึ่งนายบุญถม ทองนาค พยานโจทก์ซึ่งเป็นช่างเทคนิคสายอากาศของสำนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตนนทบุรีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับบ้านที่ขอใช้ไฟฟ้าและตำแหน่งติดตั้งเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าได้เบิกความยืนยันว่า บ้านเลขที่ 22/3 ของจำเลยอยู่สุดซอยสุวรรณี 2/11 ซึ่งแยกมาจากซอยสุวรรณี 2 ห่างกันประมาณ 500 เมตรพยานปากนี้ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดจึงเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความจริงอันเป็นการแสดงว่าเป็นคนละแห่งกับที่จำเลยเบิกความมา ดังนั้น พฤติการณ์ในลักษณะหวงกันการครอบครองทางพิพาทตามที่จำเลยเบิกความจึงเชื่อถือไม่ได้ ส่วนกระต๊อบข้างทางพิพาทที่จำเลยปลูกสร้างให้นางดาวลูกจ้างของจำเลยอาศัยเพื่อดูแลทางพิพาทและมีป้ายข้อความว่าที่ดินส่วนบุคคลสงวนสิทธิติดอยู่ด้านบนของกระต๊อบนั้น แม้โจทก์ทั้งสามจะเบิกความยอมรับว่ามีการปลูกกระต๊อบไว้จริง แต่ก็ยืนยันว่าปลูกสร้างก่อนฟ้องคดีนี้2 ถึง 3 ปี หาใช่ปี 2533 ตามที่จำเลยเบิกความไม่ แสดงว่าเพิ่งมาทำขึ้นภายหลังไม่กี่ปีมานี้ อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่านางดาวเคยหวงกันแทนจำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านใช้ทางพิพาทแต่อย่างใดด้วย โดยเฉพาะการที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทคดีนี้สร้างความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านในละแวกนั้น ทั้งปรากฏว่ามีชาวบ้านเป็นจำนวนถึง 40 คนร่วมกันลงชื่อร้องเรียนต่อผู้อำนวยการเขตดอนเมืองให้ดำเนินการแก้ไขโดยอ้างว่าชาวบ้านดังกล่าวใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วตามเอกสารหมาย ล.14จึงมีมูลเป็นความจริงอันควรเชื่อได้ ทั้งเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสามในระยะเวลาใช้ทางพิพาทเข้าออกโดยไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ใดและไม่มีผู้ใดคัดค้าน พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสามนำสืบมา แม้โจทก์ที่ 1ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 103696 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม2530 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 และโจทก์ที่ 3 ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 108875 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2531 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เมื่อคำนวณถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 ที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทยังไม่ครบ 10 ปีก็ตาม แต่ก็ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามว่าโจทก์ที่ 1 อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวมานาน 20 ปี และโจทก์ที่ 3 อาศัยอยู่ในที่ดินนั้นมานาน 40 ปี แสดงว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกตั้งแต่อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนนั้นเมื่อนับระยะเวลาทั้งสองตอนติดต่อกันแล้วเกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 42734 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2518 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมายจ.6 แม้โจทก์ที่ 2 จะเบิกความว่าอาศัยอยู่ในบ้านที่ตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าวมานาน40 ปี แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เพิ่งมาอาศัยอยู่เมื่ออายุ 30 ปีเศษก็ไม่น่าจะขัดแย้งกันเพราะขณะเบิกความคดีนี้เป็นปี 2540 โจทก์ที่ 2 มีอายุ61 ปี ตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ลำดับที่ 27 ในสำนวนคดีนี้ แสดงว่าปี2539 ที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาท โจทก์ที่ 2 อายุ 60 ปี ถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 อาศัยอยู่ในที่ดินของตนเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้วนั่นเอง จึงรับฟังเป็นจริงได้ว่าโจทก์ที่ 2 อาศัยอยู่ในที่ดินของตนเองมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วแม้จะไม่มีสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดงก็ตาม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2ใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใด และไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 เช่นกัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ เพราะการจดทะเบียนภารจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อการรักษาและใช้ภารจำยอมประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 96535 ตำบลสีกัน (ทุ่งสองห้อง)อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลย กว้าง 4 เมตรยาว 50 เมตร จากทิศใต้ไปทิศเหนือ ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวตามแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตของทางพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 103696 ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42734ของโจทก์ที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 108875 ของโจทก์ที่ 3 ตำบลทุ่งสองห้องอำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร แต่ไม่เป็นทางสาธารณะให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงหรือสิ่งอื่นใดที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไปและจัดทำทางพิพาทให้อยู่ในสภาพใช้ได้ตามปกติ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศเอก วันชัย ขันธวิทย์ กับพวก
จำเลย — นาง สุวรรณี สุขดี หรือเจียจวบศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2544
#36504
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติเรื่ององค์คณะของผู้พิพากษาในคดีทั่วไปมาใช้บังคับ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีนี้ มีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อครบทั้งสามคนแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 366-815/2541 ของจำเลยทั้งสิบ

จำเลยทั้งสิบให้การว่า ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลูกจ้างของโจทก์ผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 13 คน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 23 วรรคหนึ่ง เพราะมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงนายเดียวเท่านั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 17 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 18 ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี"ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477 มาตรา 23วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้ที่บัญญัติเรื่ององค์คณะของผู้พิพากษาในคดีทั่วไปมาใช้บังคับและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีนี้ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างได้ลงลายมือชื่อครบทั้งสามคนแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดาราเหนือ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมโภชน์ ช้างงาม กับพวก
จำเลยร่วม — นายสมโภชน์ ช้างงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2544
#68723
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้ ที่บัญญัติเรื่ององค์คณะของผู้พิพากษาในคดีทั่วไปมาใช้บังคับและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีนี้ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อครบทั้งสามคนแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสิบซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ได้มีคำสั่งที่ ๓๖๖-๘๑๕/๒๕๔๑ ว่าการที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ ๑ ถึงที่ ๔๓๕ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และ ๑๒๓และให้โจทก์จ่ายค่าเสียหาย และมีคำสั่งว่าการที่โจทก์ไม่ให้ผู้กล่าวหาที่ ๔๓๖ถึง ๔๕๐ เข้าทำงานและไม่มอบหมายงานให้ทำเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และสั่งให้โจทก์จัดให้ผู้กล่าวหาที่ ๔๓๖ ถึง ๔๕๐ เข้าทำงานและมอบหมายงานให้ทำในตำแหน่งหน้าที่และสภาพการจ้างเดิม คำสั่งดังกล่าวของจำเลยทั้งสิบไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและผู้กล่าวหาจำนวน ๑๕ ข้อ ทั้งนี้เนื่องจากโจทก์ประสบภาวะค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องทางการเงิน หลังจากยื่นข้อเรียกร้องแล้วได้มีการเจรจากันหลายครั้งแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาโจทก์จึงได้ใช้สิทธิปิดงานตั้งแต่วันที่ ๒๖ธันวาคม ๒๕๔๐ ในที่สุดลูกจ้างยินยอมตามข้อเรียกร้องของโจทก์ และได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อกันไว้โดยให้มีผลใช้บังคับ ๒ ปี และโจทก์ตกลงเปิดงานให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม๒๕๔๑ เป็นต้นไป แต่เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๑ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโจทก์ได้พบเห็นบุคคลที่น่าสงสัยกระโดดลงไปนอกแนวกำแพงบริเวณด้านหลังโรงงาน และเมื่อตรวจสอบสถานที่แล้วพบถุงพลาสติก ๑ ใบภายในถุงมีขวดแก้วสีชาบรรจุอยู่ เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นยาอันตราย โจทก์จึงเรียกกรรมการมาประชุมเป็นการด่วน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของลูกจ้างและผู้บริโภคน้ำดื่มของโจทก์ ซึ่งก่อนหน้านี้โจทก์เคยได้ข่าวว่าจะมีผู้วางยาพิษในน้ำดื่มของโจทก์ ต่อมาในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๑ โจทก์จึงได้ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งผู้กล่าวหาไปรายงานตัว ณ บริษัทสาขาของโจทก์ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๑ เพื่อเข้ารับการอบรม ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้สถานการณ์โดยโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายผู้กล่าวหาและลูกจ้างได้ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับการอบรมเพียง ๒ วันคือวันที่ ๑๙ และวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๑ หลังจากนั้นไม่ไปอีก การกระทำดังกล่าวของผู้กล่าวหาที่ ๑ ถึง ๔๕๐ เป็นการฝ่าฝืนประกาศ และคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฐานละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อีกทั้งเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ (๔)และ (๕) โจทก์จึงเลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ ๑ ถึง ๔๓๕ เพราะเหตุละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีผลเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๓ (๔) จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ส่วนผู้กล่าวหาที่ ๔๓๖ ถึง ๔๕๐ เป็นกรรมการลูกจ้าง โจทก์จึงยังมิได้มีคำสั่งเลิกจ้าง แต่ยังคงจ่ายค่าจ้างตามปกติ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้เข้าทำงานและไม่มอบหมายงานแต่ประการใด จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๓๖๖-๘๑๕/๒๕๔๑ ของจำเลยทั้งสิบ

จำเลยทั้งสิบให้การว่า ผู้กล่าวหาที่ ๑ ถึง ๔๓๕ เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโพลาลิส มีผู้กล่าวหาที่ ๔๓๗ เป็นประธาน และผู้กล่าวหาที่ ๔๓๖ ถึง ๔๕๐ เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์ได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาโจทก์ใช้สิทธิปิดงาน (สาขางามวงศ์วาน) ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑โจทก์กับลูกจ้างรวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งหมดสามารถเจรจาตกลงกันได้ โดยลูกจ้างยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของโจทก์และได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อกันไว้โดยให้มีผลใช้บังคับเป็นเวลา ๒ ปี และให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ต่อมาโจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ ๑ ถึง ๔๓๕ ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและโจทก์กระทำการให้ผู้กล่าวหาที่ ๔๓๖ ถึง ๔๕๐ ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และ ๑๒๓ คำสั่งที่ ๓๖๖-๘๑๕/๒๕๔๑ของจำเลยทั้งสิบชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลูกจ้างของโจทก์ผู้มีส่วนได้เสียจำนวน ๑๓ คน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้พิพากษายืนตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ไม่อาจรู้ได้ว่าโจทก์จะต้องปฏิบัติอย่างไรตามคำพิพากษา คำพิพากษาดังกล่าวมิได้เป็นคำพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบ ที่ ๓๖๖-๘๑๕/๒๕๔๑ เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง คำสั่งของจำเลยทั้งสิบดังกล่าวจึงยังคงมีผลบังคับอยู่ซึ่งโจทก์ย่อมทราบดีว่าโจทก์จะต้องปฏิบัติอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓วรรคหนึ่ง เพราะมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงนายเดียวเท่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๑๗ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา ๑๘ ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๒๓วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้ที่บัญญัติเรื่ององค์คณะของผู้พิพากษาในคดีทั่วไปมาใช้บังคับ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีนี้ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างได้ลงลายมือชื่อครบทั้งสามคนแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดาราเหนือ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
จำเลยร่วม — นายสมโภชน์ ช้างงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2544
#36420
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ก็ต่อเมื่อโจทก์มิใช่เป็นผู้ที่ครอบครองหรือควบคุมยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล เมื่อเหตุเกิดขึ้นจากรถยนต์ของโจทก์และจำเลยซึ่งกำลังแล่นชนกัน เป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลทั้งสองฝ่าย จึงมิใช่กรณีตามมาตรา 437 โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าจำเลย เป็นฝ่ายประมาท เพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2536จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-5610กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างแข่งกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-6345 กรุงเทพมหานคร บนถนนพหลโยธินจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระบุรี ด้วยความประมาทใช้ความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวที่แล่นมาหยุดต่อท้ายรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0307 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ติดการจราจรอยู่จนกระเด็นมาชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ และรถยนต์ของโจทก์ไถลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-9836 สระบุรี ที่จอดอยู่ด้านหน้า ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 43-44 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รถยนต์ของโจทก์เสียหายต้องซ่อมแซมเป็นเงิน 239,000 บาท ขาดประโยชน์จากการรับจ้างบรรทุกสินค้าวันละ 2,000 บาท ในระหว่างเวลาที่ซ่อมรถ60 วัน เป็นเงิน 120,000 บาท อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสื่อมราคาลง 80,000 บาท รวมเป็นเงิน 439,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันวินาศภัยซึ่งต้องรับผิดร่วมกันต่างเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจให้ฟ้องเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของคนขับรถยนต์ของโจทก์ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เมื่อรถยนต์บรรทุกหมายเลข 80-9836 สระบุรี หยุดรถจึงเสียหลักเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-6345 กรุงเทพมหานครและชนกัน สุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งแม้จะขับรถยนต์ตามหลังมาด้วยความระมัดระวังจะหยุดรถได้ทันจึงชนรถคันนั้น โจทก์ได้รับความเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจให้ฟ้องเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันที่ถูกชนจึงไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตาม เหตุเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์ของโจทก์ที่ใช้ความเร็วสูง เมื่อรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน80-9836 สระบุรี ที่แล่นนำหน้าหยุดรออย่างกะทันหัน จึงห้ามล้อไม่ทันเสียหลักล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน88-6345 กรุงเทพมหานคร ซึ่งแล่นอยู่ด้วยหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1ขับมา จนรถยนต์คันดังกล่าวต้องห้ามล้ออย่างกะทันหันและถูกรถยนต์จำเลยที่ 1 ชนท้ายจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัสและบุตรชายถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับความเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์เสียเวลาซ่อมรถเพียง 20 วัน และขาดประโยชน์เพียงวันละ 700 บาทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2536 เวลาประมาณ 6 นาฬิกานายสมพร สำราญกลาง ลูกจ้างของโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0307 กรุงเทพมหานคร พ่วงรถหมายเลขทะเบียน 70-0300กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไปบนถนนพหลโยธินจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระบุรี แต่การจราจรติดขัดเพราะมีการซ่อมถนนระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 43-44 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี จึงห้ามล้อรถ ขณะเดียวกันนั้นเองถูกรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-6345 กรุงเทพมหานคร ชนท้ายอย่างแรงและรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวก็ถูกรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-5610กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาชนท้ายอีกทอดหนึ่งแรงชนทำให้รถยนต์บรรทุกของโจทก์กระเด็นไปชนท้ายรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-9836 สระบุรี ซึ่งอยู่ข้างหน้าด้วยรถยนต์บรรทุกของโจทก์จึงได้รับความเสียหายทั้งรถคันหน้าและรถที่พ่วงท้ายต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2536 จำเลยที่ 2 มอบหมายให้นายขจรศักดิ์เมืองปลื้ม ไปตกลงใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่หน่วยสอบสวนทางหลวงรังสิตตามบันทึกตกลงเรื่องค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.10

จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่า พนักงานสอบสวนมิได้ลงความเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ก็มิได้มอบอำนาจให้นายขจรศักดิ์ไปตกลงใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และนายขจรศักดิ์มิได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 การกระทำดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดเช่นกัน

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2536 รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0307 กรุงเทพมหานครและรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0300 กรุงเทพมหานครของโจทก์ถูกรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-6345 กรุงเทพมหานครไม่ทราบชื่อผู้ขับชนท้ายและรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-6345 กรุงเทพมหานคร ถูกรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 88-5610 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับชนท้ายและรถยนต์บรรทุกของโจทก์ไปกระแทกชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-9836 สระบุรี ซึ่งจอดอยู่ข้างหน้ารถยนต์บรรทุกของโจทก์จึงได้รับความเสียหายที่ส่วนหน้าและหลังตามภาพถ่ายหมาย จ.9 รวม 4 ภาพ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์ฎีกาข้อแรกว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 437 หน้าที่นำสืบจึงตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลย เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จะได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานของกฎหมายต่อเมื่อฝ่ายโจทก์จะต้องมิใช่เป็นผู้ที่ครอบครองหรือควบคุมยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล เมื่อคดีนี้เกิดขึ้นจากรถยนต์ซึ่งกำลังแล่นชนกันเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลทั้งสองฝ่าย จึงมิใช่กรณีตามมาตรา 437 ดังโจทก์อ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์นำสืบฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท โจทก์มีนายสมพร สำราญกลาง คนขับรถยนต์ของโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความว่า พยานไม่ทราบว่า เหตุที่รถยนต์บรรทุกของโจทก์ถูกชนนั้นจะเกิดจากรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับหรือไม่และยังตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า รถยนต์บรรทุกที่พยานขับจะถูกชนอย่างไรไม่ทราบ คำเบิกความดังกล่าวจึงมิได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทที่นายสมพรเบิกความว่า ทราบจากเด็กท้ายรถว่ารถยนต์บรรทุก 2 คัน ที่ชนท้ายแล่นแข่งกันมานั้น โจทก์ก็มิได้นำเด็กท้ายรถซึ่งมีถึง 4 คนมาสืบ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกแต่ละคันจะอยู่ในสภาพอย่างไรไม่ปรากฏรวมตลอดทั้งบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุของเจ้าพนักงานตำรวจโจทก์ก็มิได้นำสืบถึง สำหรับคำเบิกความของนายขันทอง ฤกษ์อ่ำผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่ารับฟังจากนายสมพรมาอีกทอดหนึ่งย่อมมีน้ำหนักน้อยและยังเบิกความแตกต่างจากนายสมพรในสาระสำคัญอีกด้วย ส่วนบันทึกตกลงเรื่องค่าเสียหายตามเอกสารหมายจ.10 ซึ่งระบุว่า นายขจรศักดิ์ เมืองปลื้ม เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้มีการมอบอำนาจกันจริงหรือไม่หากนายขจรศักดิ์เป็นตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ก็น่าจะส่งหลักฐานการมอบอำนาจหรือนำเจ้าพนักงานตำรวจ (อ่านชื่อไม่ออก) ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในบันทึกดังกล่าวมาเบิกความยืนยัน นายขันทองพยานโจทก์เองเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่านายขจรศักดิ์มิได้เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 นำสืบโต้แย้งว่านายขจรศักดิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบจึงไม่พอฟังว่านายขจรศักดิ์เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ดังโจทก์ฎีกา นอกจากนี้ตามบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของเจ้าพนักงานตำรวจตามเอกสารหมาย จ.12ก็มิได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท คงมีใจความสั้น ๆ แต่เพียงว่าเหตุเกิดในขณะที่รถยนต์บรรทุกแล่นโฉมหน้าไปจังหวัดสระบุรีเท่านั้นสรุปแล้วพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 437
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจเจริญทรานสปอร์ท
จำเลย — นาย สำเริง ทองบุญเล็ก ที่ 1 บริษัท อาร์.เอส.บี.คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ 2
จำเลย — บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด ที่ 3
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2544
#68722
เปิดฉบับเต็ม

เหตุรถชนเกิดขึ้นจากรถยนต์ของโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลทั้งสองฝ่ายแล่นชนกัน จึงมิใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาท เพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างแข่งกับรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งด้วยความประมาทใช้ความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับชนท้ายรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวที่แล่นมาหยุดต่อท้ายรถยนต์บรรทุกของโจทก์ซึ่งติดการจราจรอยู่และกระเด็นมาชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ และรถยนต์ของโจทก์ไถลไปชนรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งที่จอดอยู่ด้านหน้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จะได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานของกฎหมายต่อเมื่อฝ่ายโจทก์จะต้องมิใช่เป็นผู้ที่ครอบครองหรือควบคุมยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล เมื่อคดีนี้เกิดขึ้นจากรถยนต์ซึ่งกำลังแล่นชนกัน เป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลทั้งสองฝ่าย จึงมิใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84? เมื่อพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 437
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกิจเจริญทรานสปอร์ท
จำเลย — นายสำเริง ทองบุญเล็ก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสังคม สุภาผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 395/2544
#35073
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 เมื่อจำเลยอ้างเหตุที่จะไม่ต้องรับผิดภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่สืบพยานข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ตามที่ให้การต่อสู้ โดยโจทก์มิต้องนำสืบแต่ประการใดเนื่องจากโจทก์ได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จะยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ หรือว่าการยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์จะถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเกี่ยวกับจำเลยเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 276,447 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 257,160 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน257,160 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น แต่จำนวนดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2538 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 19,287 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อเดือนธันวาคม 2538 แต่โจทก์หาได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ต่อมาศาลได้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 7 พฤษภาคม 2540 ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลแต่อย่างใด ศาลได้เลื่อนวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปเป็นวันที่ 26 มิถุนายน 2540 แต่โจทก์เพิ่งมายื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 ซึ่งไม่ครบกำหนดเวลาตามกฎหมายอีกทั้งมิได้ร้องขออนุญาตหรือแสดงเหตุผลใดต่อศาลว่า เพราะเหตุผลใดโจทก์จึงไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานเจ็ดวันได้ ศาลควรพิจารณาและมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ ข้อเท็จจริงต่าง ๆที่โจทก์ได้นำเข้าสืบมาในคดีทั้งหมดย่อมตกไป เสมือนหนึ่งไม่มีการนำพยานเข้าสืบเลย เช็คพิพาทก็ไม่อาจรับฟังได้อีกต่อไป คดีจึงไม่มีพยานหลักฐานใดอันจะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเช็คพิพาทต่อโจทก์อีก และจำเลยที่ 1ก็ไม่จำต้องนำพยานหลักฐานใดเข้าสืบ ชอบที่ศาลจะได้พิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ฐานะผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ฐานะผู้สลักหลังร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาไว้ในครอบครองก็ด้วยคบคิดกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันฉ้อฉลใช้กลอุบายหลอกลวงจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์จะช่วยแลกเช็คให้จำเลยที่ 1นำเงินมาใช้ในด้านการค้า จนจำเลยที่ 1 หลงเชื่อจึงได้สั่งจ่ายเช็คฉบับดังกล่าวไปแต่โจทก์กับจำเลยที่ 2 หาได้แลกเช็คนำเงินมาให้จำเลยที่ 1 ไม่ และไม่คืนเช็คให้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหนี้ตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างเหตุที่จะไม่ต้องรับผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ตามที่จำเลยที่ 1ให้การต่อสู้ โดยโจทก์มิต้องนำสืบแต่ประการใด เนื่องจากโจทก์ได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นโจทก์จะยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่หรือว่าการยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์จะถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ขวัญชัย นาวิกานุภาพ
จำเลย — นาย สมเจริญ กิติรัตน์ตระการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2544
#36419
เปิดฉบับเต็ม

สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งทำปลอมขึ้นโดยระบุให้จำเลยผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทเป็นหลักฐานเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ร่วม ในการร่วมลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)

คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท เป็นเพียงเอกสารที่แจ้งความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ตามรายการที่ขอและหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารที่บุคคลหนึ่งระบุมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจทำกิจการใดแทนตนเท่านั้น เอกสารทั้งสองฉบับมิใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงมิใช่เอกสารสิทธิ

จำเลยยื่นเอกสารปลอม 3 ฉบับ ประกอบกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ปัญหาการปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่น ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวอนงค์ คงเผ่าพงษ์ ผู้เสียหายเป็นกรรมการของบริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัด มีจำเลยที่ 1และผู้เสียหายลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 3 คน ที่หลบหนีได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2536เวลากลางวัน ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2536 เวลากลางวันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2536 ของบริษัทเค.ที. บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัดซึ่งเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับว่า ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ กำหนดจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ นายกิตติ สุภิมล(จำเลยที่ 1) ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ความจริงแล้วไม่มีการประชุมและไม่มีรายงานการประชุม ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2536 ขึ้นทั้งฉบับว่า บริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัดมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มายื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร และร่วมกันปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบอำนาจ ซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงแล้วผู้เสียหายมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 โดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหาย ลงในช่องผู้ขอจดทะเบียนกรรมการผู้มีอำนาจผูกพันบริษัทซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงแล้วผู้เสียหายมิได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนดังกล่าวอันเป็นหลักฐานก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการ และเมื่อระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2536 เวลากลางวันถึงวันที่ 9 มีนาคม 2536 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันนำเอกสารปลอม คือ สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์2536 และคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 ไปใช้และอ้างแสดงต่อนางสาวอุษาน้าวานิช เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนและบริษัท และต่อนายบรรจง ฤกษ์ปิยะทรัพย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนและนายทะเบียนหลงเชื่อว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงจึงได้จดทะเบียนแก้ไขอำนาจกรรมการเป็นให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้เพียงคนเดียว การกระทำของจำเลยกับพวกในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวอุษา น้าวานิช และนายบรรจง ฤกษ์ปิยะทรัพย์ พนักงานเจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้าและประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบเอกสารปลอมของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอนงค์ คงเผ่าพงษ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ตามอัตราโทษในมาตรา 265(ที่ถูกมาตรา 83, 265, 268 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง) ลงโทษจำคุกคนละ2 ปี ริบเอกสารปลอมของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 83, 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265) แต่เพียงกระทงเดียว จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาทโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าบริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2535 โดยทุนจดทะเบียนกำหนดไว้เป็นเงินจำนวนหนึ่งล้านบาท กรรมการของบริษัทคือโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย จ.1 เมื่อเดือนมีนาคม 2536 จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้โดยมีเอกสารประกอบคือสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 ซึ่งที่ประชุมลงมติกำหนดอำนาจของกรรมการใหม่ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ตามเอกสารหมาย จ.5คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทที่มีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอจดทะเบียนตามเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนตามเอกสารหมาย จ.8 นางสาวอุษา น้าวานิช เจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนและออกหนังสือห้างหุ้นส่วนและบริษัทดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอ สำหรับข้อหาฐานปลอมเอกสารข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.5 คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 เป็นเอกสารปลอม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานปลอมเอกสาร ส่วนในข้อหาฐานใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทโดยรู้อยู่แล้วว่าสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.5 คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 ที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมกันตั้งบริษัทและเปิดดำเนินกิจการ โดยการจัดการบริษัทโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต้องลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทแล้วโจทก์ร่วมซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 1มีภริยาอยู่ก่อนแล้ว และจำเลยที่ 1 นำภริยามาทำงานในบริษัทด้วยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 บาดหมางกันอย่างรุนแรงจนโจทก์ร่วมไม่มาทำงานที่บริษัทอีก และในที่สุดโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต้องไปลงบันทึกรายงานประจำวันที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวเป็นหลักฐานว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 จะไม่เกี่ยวข้องกันอีก จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อขอเปิดบัญชีธนาคารในนามของบริษัท โจทก์ร่วมก็ไม่ให้ความร่วมมือและการที่โจทก์ร่วมไม่มาทำงานในฐานะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าทำให้บริษัทประสบปัญหา เช่น ไม่สามารถเบิกเงินได้ ไม่สามารถดำเนินการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มได้ จำเลยที่ 1 จึงปรึกษานายนพดล ไวยกูล พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทและถือหุ้นในบริษัท1 หุ้น ให้นายนพดลดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการแต่นายนพดลดำเนินการให้ไม่ได้เพราะโจทก์ร่วมไม่ยินยอม จำเลยที่ 1ย่อมทราบดีก่อนที่จะมอบหมายให้บริษัทซี.พี.เอ. จำกัด ดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการแล้วว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536ซึ่งระบุว่าที่ประชุมลงมติกำหนดอำนาจกรรมการใหม่ ให้จำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่มีการประชุมกันจริงและจำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งผูกพันบริษัทตามเอกสารหมาย จ.7 กับหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ขณะลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ยังไม่มีการกรอกข้อความก็ดี ก่อนลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1ทักท้วงแล้วว่าไม่ได้ประชุมกันจริง แต่นายนพรัตน์ คำภู ผู้จัดการบริษัทซี.พี.เอ. จำกัด บอกว่าเป็นเพียงเอกสารประกอบการจดทะเบียนนั้นไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ยังมอบหมายให้จำเลยที่ 2นำไปแสดงต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จนพนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อและดำเนินการจดทะเบียนให้ จำเลยที่ 1ย่อมมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารปลอมด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองที่ใช้เอกสารปลอมทั้งสามฉบับดังกล่าวในข้อหาฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า เฉพาะสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 เอกสารหมาย จ.5 ซึ่งทำปลอมขึ้นให้จำเลยที่ 1ผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทเป็นหลักฐานเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ร่วมในการร่วมลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)ส่วนคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นเพียงเอกสารที่แจ้งความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ตามรายการที่ขอและหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นเอกสารที่บุคคลหนึ่งระบุมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจทำกิจการใดแทนตนเท่านั้นเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 มิใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือระงับซึ่งสิทธิจึงมิใช่เอกสารสิทธิ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 264 วรรคหนึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นเอกสารปลอมทั้งสามฉบับดังกล่าวประกอบกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาการปรับบทลงโทษดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาไม่สามารถรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานปลอมเอกสารอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานปลอมเอกสาร ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265, 264 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหาฐานปลอมเอกสารสำหรับจำเลยทั้งสองให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 90 ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางสาว อนงค์ คงเผ่าพงษ์
จำเลย — นาย กิตติ สุภิมล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2544
#36503
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่ราชการได้รับการให้ แม้ทางราชการมิได้ใช้ทำการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตามความประสงค์ของผู้ให้ก็ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเกิดสิทธิที่จะบุกรุกเข้าไปก่อสร้างอาคารหรือปลูกสร้างท่าจอดเรือลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาตและแม้อาคารที่ก่อสร้างจะถูกรื้อไปแล้วก็ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วกลายเป็นไม่ผิด การกระทำของบริษัทจำเลยที่ 2 ที่กระทำลงไปนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการต้องร่วมรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วยจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและจำเลยที่ 2 ร่วมกันปลูกสร้างอาคาร 8 หลัง คือ อาคารเพิงเก็บของกั้นรั้วสังกะสีชั้นล่างขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 23 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 184 ตารางเมตรห้องแถวไม้ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 4 เมตร 2 หลัง คิดเป็นพื้นที่หลังละ60 ตารางเมตร ห้องแถวไม้ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 8 เมตร คิดเป็นพื้นที่120 ตารางเมตร ห้องแถวไม้ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 10 เมตร 2 หลังคิดเป็นพื้นที่หลังละ 150 ตารางเมตร ห้องแถวไม้ขนาดกว้าง 23 เมตรยาว 10 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 230 ตารางเมตร โรงจอดรถขนาดกว้าง29 เมตร ยาว 8 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 232 ตารางเมตร ลงบนถนนเจริญนครซึ่งเป็นทางสาธารณะและปลูกสร้างท่าจอดเรือขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว4 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 24 ตารางเมตร ลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ถนนเจริญนครและแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเสียหายเสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ ผู้อื่นไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ และเป็นการเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงบุคคโล เขตธนบุรีกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 360ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากถนนเจริญนครและแม่น้ำเจ้าพระยาที่เข้ายึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 4,000 บาทจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงเรื่องการก่อสร้างอาคารตามฟ้องเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000 บาทจำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่งโดยรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 2 จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากถนนเจริญนครและแม่น้ำเจ้าพระยาในส่วนที่จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปยึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา เดิมเป็นของนายน้อย อุดมจรรยา และนางจิ้มลิ้ม จิวาลักษณ์ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2495 บุคคลทั้งสองจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้ทางราชการเป็นสาธารณประโยชน์ (คือที่ดินตามกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงในเอกสารหมาย จ.6) จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการร่วมกับนายธีระ ชัยชนะวงศ์เมื่อประมาณต้นปี 2533 โดยจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นกรรมการแทนนายระวีชัยชนะวงศ์ พี่ชายของจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งถึงแก่กรรมลง มีการก่อสร้างอาคารตามฟ้องลงบนที่ดินพิพาทจริง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยานคือนายวิวัฒน์นายช่างสำรวจเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้ร้องเรียนว่ามีผู้รุกล้ำที่สาธารณะซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานเขตธนบุรีเป็นที่โล่งเชื่อมกับถนนเจริญนครยาวจดแม่น้ำเจ้าพระยา พยานจึงตรวจสอบโฉนดที่ดินและออกไปตรวจสอบพื้นที่ปรากฏว่ามีการรุกล้ำที่สาธารณะดังกล่าวจริง ผู้บุกรุกมีหลายรายรวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วย โดยจำเลยที่ 2รุกล้ำทำที่จอดรถ สร้างอาคารกั้นรั้ว โดยก่อสร้างเป็นแนวยาวตามถนนไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาสร้างอาคารริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาและบางส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำ ส่วนผู้รุกล้ำรายอื่นส่วนใหญ่สร้างเป็นที่อยู่อาศัยเป็นร้านค้าขายวัสดุก่อสร้าง พยานได้ถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมายจ.1 และทำแผนที่ที่มีการรุกล้ำไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ต่อมา สำนักงานเขตธนบุรีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รุกล้ำทุกรายรื้อถอนอาคารที่รุกล้ำออกจากที่สาธารณะและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนตามเอกสารหมาย จ.3แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลารื้อถอนที่กำหนดไว้ 30 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่งจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามเป็นเหตุให้ผู้รุกล้ำรายอื่น ๆ ไม่ยอมรื้อถอนเช่นเดียวกันยังได้ความจากนางสาวประภัสสร แย้มชุติ หัวหน้างานรักษาที่สาธารณะพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความยืนยันว่า ได้ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 2บุกรุกที่ดินตามกรอบรูปสี่เหลี่ยมสีแดงในเอกสารหมาย จ.6 พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็นข้าราชการ กระทำการตามหน้าที่ น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็น จำเลยทั้งสองก็นำสืบเจือสมพยานโจทก์ทั้งสองว่า มีการสร้างอาคารตามฟ้องรุกล้ำที่ดินพิพาทและแม่น้ำเจ้าพระยาจริงแต่บ่ายเบี่ยงไปว่า นายธีระสั่งให้รื้อถอนออกไปในปี 2533 เพราะเกรงจะเสียชื่อเนื่องจากนายธีระเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการได้ก่อสร้างอาคารตามฟ้องรวม 8 หลัง ลงบนถนนเจริญนครซึ่งเป็นทางสาธารณะและสร้างท่าจอดเรือลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาตดังโจทก์ฟ้องที่จำเลยทั้งสองนำสืบโต้เถียงว่า นางจิ้มลิ้มได้นำที่ดินพิพาทมาให้จำเลยที่ 1เช่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2499 ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.11 นั้นไม่สมเหตุผล เพราะหากเป็นความจริงเหตุใดจำเลยทั้งสองจึงไม่ยกขึ้นกล่าวอ้างต่อสู้ตั้งแต่ชั้นที่ถูกสำนักงานเขตธนบุรีออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร สิ่งก่อสร้างหรือมิฉะนั้นอย่างช้าก็น่าจะยกขึ้นต่อสู้ในชั้นพนักงานสอบสวน ไม่มีเหตุผลแต่อย่างใดที่จะต้องปกปิดข้อเท็จจริงนี้ไว้ แม้จะเป็นสิทธิของจำเลยที่จะให้การอย่างไรหรือไม่ก็ตาม ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีของสำนักงานเขตธนบุรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของเขตนั้นไม่เป็นสาระแก่คดี เนื่องจากความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีอาญาแผ่นดินมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่จะต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายเสียก่อนพนักงานสอบสวนจึงจะสอบสวนดำเนินคดีได้ การกล่าวอ้างว่าทางราชการมิได้ใช้ที่ดินพิพาทก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตามความประสงค์ที่มีผู้ยกให้ก็ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเกิดสิทธิที่จะบุกรุกเข้าไปก่อสร้างอาคารหรือปลูกสร้างท่าจอดเรือลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาตดังโจทก์ฟ้อง และแม้อาคารที่ก่อสร้างจะถูกรื้อไปแล้วก็ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วกลายเป็นไม่ผิดแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่กระทำลงไปนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการต้องร่วมรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วยจำเลยทั้งสองต้องมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่โต้เถียงมาฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองมาโดยไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ด้วย นั้นไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษบทนี้มาด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องโดยลงโทษไม่สูงกว่าเดิมได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่โทษให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.ที่ดิน ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธนู ชัยชนะวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2544
#68721
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทางราชการมิได้ใช้ที่ดินพิพาทที่ได้รับการให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ทำการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตามความประสงค์ของผู้ให้ ก็ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเกิดสิทธิที่จะบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทก่อสร้างอาคารหรือปลูกสร้างท่าจอดเรือลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้อาคารที่ก่อสร้างจะถูกรื้อไปแล้วก็ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วกลายเป็นไม่ผิด การกระทำของบริษัทจำเลยที่ 2 ที่กระทำลงไปนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการต้องร่วมรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง และ ป.อ. มาตรา 360 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและจำเลยที่ 2 ร่วมกันปลูกสร้างอาคาร 8 หลัง ลงบนถนนเจริญนครซึ่งเป็นทางสาธารณะ และปลูกสร้างท่าจอดเรือลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ถนนเจริญนครและแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเสียหาย เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ ผู้อื่นไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ และเป็นการเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 360 ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากถนนเจริญนครและแม่น้ำเจ้าพระยาที่เข้ายึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 4,000 บาท จำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงเรื่องการก่อสร้างอาคารตามฟ้องเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่งโดยรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 2 จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากถนนเจริญนครและแม่น้ำเจ้าพระยาในส่วนที่จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปยึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายน้อยและนางจิ้มลิ้ม ต่อมาบุคคลทั้งสองจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้ทางราชการเป็นสาธารณประโยชน์ การกล่าวอ้างว่าทางราชการมิได้ใช้ที่ดินพิพาทก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตามความประสงค์ที่มีผู้ยกให้ ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเกิดสิทธิที่จะบุกรุกเข้าไปก่อสร้างอาคารหรือปลูกสร้างท่าจอดเรือลงในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และแม้อาคารที่ก่อสร้างจะถูกรื้อไปแล้วก็ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วกลายเป็นไม่ผิดแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่กระทำลงไปนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการต้องร่วมรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองมาโดยไม่ปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 360 ด้วยนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษบทนี้มาด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องโดยลงโทษไม่สูงกว่าเดิมได้ กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 360 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่โทษให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 360
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนู ชัยชนะวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 391/2544
#36502
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 แทนโทษจำคุกศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงเป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287,83, 33 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 (ที่ถูก มาตรา 287(1)) ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,000 บาทจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 2,000 บาทพิเคราะห์พฤติการณ์จำเลยทั้งสองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อนแล้ว ยังไม่หลาบจำมากระทำความผิดครั้งนี้อีกโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เห็นสมควรรอการลงโทษให้แต่เห็นควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นกักขัง 1 เดือน แทนโทษจำคุก ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งเป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1 สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตนเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปีและให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยที่ 1แทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้นที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นาย เฉลิม แสงฤทธิไกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2544
#36501
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้กำหนดเวลาและวงเงินไว้จำเลยเดินสะพัดทางบัญชีมาจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2515 หลังจากนั้นไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชี คงมีเพียงรายการดอกเบี้ยที่โจทก์คิดตามสัญญาตลอดมาจนถึงวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม2517 แสดงว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดโดยปริยายในวันที่ 26 ธันวาคม 2517 โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2517 แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เกินกำหนด 10 ปี คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มูลคดีเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2511หรือวันที่ 26 ธันวาคม 2517 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน487,534 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน94,889.44 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2511 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2หุ้นส่วนผู้จัดการ ได้เปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.4 จากนั้นได้เบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชี โดยมิได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนังสือและกำหนดวงเงินไว้ ครั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2517 โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 มียอดหนี้จำนวน 94,889.44 บาท ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน2540 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ โดยระบุยอดหนี้เพียงสิ้นวันที่ 31 พฤษภาคม2540 จำนวน 1,900,974.05 บาท จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 เดือนเดียวกัน ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 แต่ไม่ชำระหนี้โจทก์จึงฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การเบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชีต่อกันมิได้มีกำหนดเวลา อีกทั้งไม่ปรากฏการกำหนดวงเงินไว้ จากรายการแสดงบัญชีเอกสารหมาย จ.11 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1เดินสะพัดทางบัญชีมาจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2515 มียอดหนี้ 64,038.01บาท หลังจากนั้น ไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีดังจะเห็นได้จากโจทก์ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน,20 กรกฎาคม และวันที่ 15 สิงหาคม 2515 ตามลำดับ และคงมีเพียงรายการดอกเบี้ยที่โจทก์คิดตามสัญญาตลอดมาจนถึงวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2517 ดังกล่าว ซึ่งมียอดหนี้ 94,889.44บาท พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่มีต่อกันเป็นอันสิ้นสุดโดยปริยายแล้ว ในวันที่ 26 ธันวาคม 2517 โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2517 แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ คดีจึงขาดอายุความ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทิพยสิน จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนบุรีแทรกเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2544
#68720
เปิดฉบับเต็ม

การเบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชีไม่ได้กำหนดเวลาและวงเงินไว้ จำเลยเดินสะพัดทางบัญชีมาจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2515 หลังจากนั้นไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชี คงมีเพียงรายการดอกเบี้ยที่โจทก์คิดตามสัญญาตลอดมาจนถึงวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2517 แสดงว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดโดยปริยายในวันที่ 26 ธันวาคม 2517 โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2517 แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เกินกำหนด 10 ปี คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันต่อโจทก์ โดยจำเลยจะสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินไปจากบัญชี และจะนำเงินสดหรือเช็คเข้าชำระหนี้หักทอนบัญชี หากโจทก์ผ่อนผันการจ่ายเงินไปก่อน จำเลยยินยอมชำระส่วนที่ผ่อนผันคืนแก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเป็นรายวันหากจำเลยไม่ชำระยินยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินคิดดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 487,534 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 94,889.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มูลคดีเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2511 หรือวันที่ 26 ธันวาคม 2517 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 487,534 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 94,889.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชีต่อกันมิได้มีกำหนดเวลา อีกทั้งไม่ปรากฏการกำหนดวงเงินไว้ จากรายการแสดงบัญชีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีมาจนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2515 มียอดหนี้ 64,038.01 บาท หลังจากนั้น ไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชี ดังจะเห็นได้จากโจทก์ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1สั่งจ่ายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน, 20 กรกฎาคม และวันที่ 15 สิงหาคม 2515 ตามลำดับ และคงมีเพียงรายการดอกเบี้ยที่โจทก์คิดตามสัญญาตลอดมาจนถึงวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2517 ดังกล่าว ซึ่งมียอดหนี้ 94,889.44 บาท พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่มีต่อกันเป็นอันสิ้นสุดโดยปริยายแล้วในวันที่ 26 ธันวาคม 2517 โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2517 แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ คดีจึงขาดอายุความ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 386 ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยสิน จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนบุรีแทรกเตอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจิรวัฒน์ กล้าการรบ
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387/2544
#35072
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับว่าได้รับประกันชีวิตให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนาม "ส."แล้วแต่กล่าวอ้างว่าผู้ขอเอาประกันภัยตามคำขอเอกสารหมาย จ.15 และจ.16 ไม่ใช่ ส. ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อของ ส.ภาระการพิสูจน์ประเด็นนี้จึงตกแก่จำเลย เมื่อปรากฏว่าพยานจำเลยมีเพียงพนักงานของจำเลยเบิกความว่าจำเลยปฏิเสธคำขอเอาประกันภัยของ ส. ไปแล้ว ลายมือชื่อในคำขอเอาประกันภัยมิใช่ลายมือชื่อของ ส.โดยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบแล้ว แต่จำเลยมิได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความยืนยันความเห็นดังกล่าวต่อศาล ความเห็นเกี่ยวกับลายมือชื่อจึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์ลายมือชื่อในคำขอเอาประกันภัยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของ ส. ในเอกสารอื่นหลายฉบับแล้ว ปรากฏว่าแม้แต่ลายมือชื่อที่แท้จริงของ ส. ในเอกสารแต่ละฉบับดังกล่าวยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้านทำการตรวจพิสูจน์ แต่จำเลยก็หาได้นำผู้เชี่ยวชาญที่อ้างมานำสืบต่อศาลไม่ ส่วนข้อเท็จจริงอื่นที่อ้างว่าเป็นพิรุธ เช่น โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ ส. ได้เพียงสองวันก่อนการขอเอาประกันชีวิตหรือฐานะของโจทก์และ ส. เป็นต้น ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังว่าส. มิได้เป็นผู้เอาประกันชีวิตต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 2,150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537)ไม่เกินจำนวน 150,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นางสมศรี ทองอุฬาร ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตต่อจำเลยจำนวนเงินเอาประกันภัย 120,000 บาท ผ่านนายมงคล สุวิชชากุลตัวแทนของจำเลยซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์แพทย์หญิงวนิดา นาจรุง ซึ่งจำเลยแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ตรวจสุขภาพของผู้ขอเอาประกันชีวิต ได้ตรวจสุขภาพของนางสมศรีเมื่อวันที่ 27มิถุนายน 2536 ตามคำขอเอาประกันชีวิต แผ่นที่ 3 ผลการตรวจได้พบโลหิตในปัสสาวะของนางสมศรี ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม ปีเดียวกันมีผู้ใช้นามว่า "สมศรี ทองอุฬาร" ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ต่อจำเลย จำนวนเงินเอาประกันภัย 500,000 บาท หากผู้เอาประกันถึงแก่ความตายโดยอุบัติเหตุผู้รับประโยชน์จะได้เงินเอาประกันภัยเพิ่มอีกจำนวน 500,000 บาท รวมจำนวน 1,000,000 บาท ตามคำขอเอาประกันชีวิตและต่อมาวันที่ 15 กันยายน ปีเดียวกัน บุคคลผู้ใช้นามดังกล่าวได้ขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาทต่อจำเลยอีกฉบับหนึ่ง ตามคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล แผ่นที่ 1การขอเอาประกันภัยทั้งสองครั้งหลังระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ครั้นวันที่ 15 กันยายน 2536 และวันที่ 13 ตุลาคม 2536จำเลยได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยทั้งแบบประกันภัยสะสมทรัพย์และแบบประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลเลขที่ ที 066403748 และเลขที่ พี 11-512071-0ให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนาม "นางสมศรี ทองอุฬาร"

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า นางสมศรี ทองอุฬารเป็นผู้เอาประกันชีวิตทั้งแบบสะสมทรัพย์และแบบอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามใบคำขอเอาประกันชีวิตและคำขอของประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลเอกสารแผ่นที่ 1 หรือไม่ ปัญหานี้พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในคำขอเอาประกันชีวิตและคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลแผ่นที่ 1 เป็นลายมือชื่อของนางสมศรีซึ่งได้ยื่นคำขอผ่านทางนายมงคลตัวแทนของจำเลย โดยนางสมศรีเริ่มยื่นคำขอและได้มีการตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2536 ซึ่งต่อมาจำเลยก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 กันยายน2536 แจ้งให้นางสมศรีทราบว่า จำเลยจะพิจารณาออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นางสมศรี หากนางสมศรีแสดงเจตนาตอบรับข้อเสนอของจำเลย จากนั้นจำเลยก็ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นางสมศรี พยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือแพทย์หญิงวนิดาเบิกความว่า จากการตรวจร่างกายของนางสมศรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2536 พบโลหิตในปัสสาวะ จำเลยจึงต้องการให้ตรวจสุขภาพของนางสมศรีอีกครั้งหนึ่งแต่แพทย์หญิงวนิดาจำไม่ได้ว่าได้ทำการตรวจนางสมศรีอีกหรือไม่ และเข้าใจว่าต่อมาคงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของนางสมศรีจำเลยจึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นางสมศรี สำหรับพยานจำเลยซึ่งนำสืบรับว่าจำเลยได้รับประกันชีวิตให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนาม"สมศรี ทองอุฬาร" แล้ว แต่กล่าวอ้างว่าผู้ขอเอาประกันภัยตามคำขอแผ่นที่ 1มิใช่นางสมศรี ทองอุฬาร ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อของนางสมศรีเนื่องจากแตกต่างกับลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสมศรีที่ปรากฏในแบบฟอร์มการตรวจสุขภาพที่แพทย์หญิงวนิดาเป็นผู้ทำการตรวจสุขภาพของนางสมศรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2536 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกแก่จำเลย ปรากฏว่าพยานจำเลยคงมีเพียงนายมานิตย์ จุลสุคนธ์และนายจักษพล เสาว์เฉลิม พนักงานของจำเลยทั้งสองคนเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้ปฏิเสธคำขอเอาประกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน2536 ของนางสมศรีไปแล้ว ลายมือชื่อ "สมศรี ทองอุฬาร" ในคำขอเอาประกันภัยฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2536 มิใช่ลายมือชื่อของนางสมศรีโดยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสมศรีในคำขอเอาประกันชีวิตแผ่นที่ 3 คำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารให้ความยินยอมแก่แพทย์โรงพยาบาลเปาโลในการตรวจวินิจฉัยโรคและทะเบียนการสมรสโดยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบแล้ว แต่จำเลยมิได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความยืนยันความเห็นดังกล่าวต่อศาล ความเห็นเกี่ยวกับลายมือชื่อของนางสมศรีดังกล่าว จึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวเท่านั้น ศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์ลายมือชื่อ "สมศรี ทองอุฬาร" ในเอกสารหมายจ.15 และ จ.16 แผ่นที่ 1 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนางสมศรีในเอกสารหมาย จ.16 แผ่นที่ 3 และ ล.1 ถึง ล.3 แล้ว ปรากฏว่าแม้แต่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสมศรีในเอกสารแต่ละฉบับดังกล่าวยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ตัวอักษรบางตัวอาจเขียนคล้ายคลึงกันแต่บางตัวกลับไม่เหมือนกัน เช่น คำว่า "สมศรี"ในเอกสารหมาย ล.2 ล.3 และ จ.16 แผ่นที่ 1 จะคล้ายคลึงกัน แต่คำว่า"สมศรี" ในเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ดังกล่าวจะแตกต่างกับคำว่า "สมศรี"ในเอกสารหมาย ล.1 ทำนองเดียวกันกับที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 แผ่นที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรอบรู้และชำนาญเฉพาะด้านทำการตรวจพิสูจน์ แต่จำเลยก็หาได้นำผู้เชี่ยวชาญที่จำเลยอ้างว่าได้ทำการตรวจพิสูจน์แล้วมานำสืบต่อศาลไม่ ส่วนข้อเท็จจริงอื่นที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์เป็นพิรุธ เช่น โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางสมศรีได้เพียง 2 วัน ก็มีการขอเอาประกันชีวิตแก่นางสมศรี ฐานะของโจทก์และนางสมศรีซึ่งไม่น่าจะมีการขอเอาประกันชีวิตโดยต้องชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตจำนวนสูงถึง 45,453 บาทตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยงวดแรก เอกสารหมาย จ.14 หรือ จ.5ตลอดทั้งการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายมงคลกับโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังว่านางสมศรีมิได้เป็นผู้เอาประกันชีวิตต่อจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดตามคำฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรหาร ทองอุฬาร
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2544
#35071
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายขับรถด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม หากรถที่จำเลยขับไม่เสียหลักมาขวางถนนในช่องทางเดินรถของผู้ตายในระยะกระชั้นชิด เหตุเฉี่ยวชนคงจะไม่เกิดขึ้นดังปรากฏตามแผนที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่าผู้ตายขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างดีแล้วและได้พยายามหักหลบไปทางซ้าย แต่ไม่สามารถหลบได้พ้นรถเทรลเลอร์ที่จำเลยขับ พร้อมส่วนพ่วงมีความยาวทั้งหมด 11 ถึง 12 เมตร มีน้ำหนักมากทั้งสภาพเป็นทางขึ้นเนินหากจำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 ถึง 40กิโลเมตรต่อชั่วโมงอาจจะไม่สามารถขึ้นเนินได้ เชื่อได้ว่าจำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูง เมื่อห้ามล้อกะทันหันจึงเสียหลักขวางถนนเข้าไปในช่องทางเดินรถของผู้ตาย เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ตายมิได้มีส่วนร่วมประมาทด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน พ-4659 สงขลา จากนายเจริญบิลล่าเต๊ะ มีอายุสัญญา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ถึง 1 ตุลาคม 2537และโจทก์ยังรับประกันภัยรถคันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ขับรถยนต์เทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 1 ล-0301 กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงคมนาคม และเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เทรลเลอร์ และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 302,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน283,980 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นายอารีตผู้ตายมีส่วนร่วมประมาทด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ตายขับรถมาด้วยความเร็วสูง ไม่ใช้ความเร็วให้สมควรกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ซึ่งมีสภาพเป็นทางขึ้นเนิน และมีฝนตกถนนลื่น จึงหยุดรถไม่ทันเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนกัน ซึ่งผู้ตายมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย เห็นว่า ตามแผนที่เกิดเหตุในสำนวนการสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 รถยนต์ทั้งสองคันจอดอยู่ขอบไหล่ทางของช่องทางเดินรถที่วิ่งสวนทางกับรถที่จำเลยที่ 1ขับซึ่งมีความกว้างประมาณ 3 เมตร แม้ในสภาพแวดล้อม ขณะนั้นผู้ตายจะขับรถด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม หากรถที่จำเลยที่ 1ขับไม่เสียหลักมาขวางถนนในช่องทางเดินรถของผู้ตายในระยะกระชั้นชิดเหตุเฉี่ยวชนคงจะไม่เกิดขึ้นดังปรากฏตามแผนที่เกิดเหตุดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้ตายขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างดีแล้วและได้พยายามหักหลบไปทางซ้าย แต่ไม่สามารถหลบได้พ้นรถเทรลเลอร์ที่จำเลยที่ 1 ขับพร้อมส่วนพ่วงมีความยาวทั้งหมด 11 ถึง 12 เมตร มีน้ำหนักมาก ทั้งสภาพเป็นทางขึ้นเนิน หากจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะไม่สามารถขึ้นเนินได้ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วสูง เมื่อห้ามล้อกะทันหันจึงเสียหลักขวางถนนเข้าไปในช่องทางเดินรถของผู้ตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ตายมิได้มีส่วนร่วมประมาทด้วยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่าค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดมีเพียงใด ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การพิจารณาค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องร่วมกันรับผิดต้องลดลงตามส่วนแห่งความประมาทของผู้ตายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยผู้ตายมิได้ประมาทร่วมด้วย จึงไม่ทำให้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต้องลดลงตามส่วนเฉลี่ยของความประมาทของผู้ตายตามที่จำเลยที่ 2ฎีกาแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่ในการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวมีราคาอย่างสูงไม่เกิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนพ-4659 สงขลา ภายหลังเกิดเหตุมีสภาพเสียหายอย่างมากตามภาพถ่ายหมาย จ.5 และ จ.19 ซึ่งตามใบเสนอราคาค่าซ่อมตามเอกสารหมาย จ.6เป็นเงินจำนวน 269,298 บาท ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ดังกล่าวจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวมีราคาตามที่ให้การไว้แต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนที่ให้200,000 บาท จึงเป็นค่าเสียหายที่สมควรแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย จำเริญ หนูเจียม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 385/2544
#36500
เปิดฉบับเต็ม

คำคัดค้านและฟ้องแย้งของผู้คัดค้านระบุในช่องคู่ความว่า อ. และ ป. ผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้คัดค้าน และบรรยายว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ขอให้บังคับผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดิน การฟ้องแย้งของผู้คัดค้านดังกล่าว เป็นการฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยได้แสดงชัดแจ้งซึ่ง สภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว จึงไม่เคลือบคลุม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของ ส. ได้ เพราะเมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทและมีผู้คัดค้านขึ้นมาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(4) ให้ดำเนินคดีไป อย่างคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นโจทก์ผู้คัดค้านย่อมมีฐานะ เป็นจำเลย ย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดที่ 8772 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่35 ตารางวา บิดามารดาผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมาโดยถางป่าปรับสภาพที่ดิน ปลูกต้นไม้ ทำสวนและขุดบ่อเลี้ยงปลาเฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเมื่อปี 2482 ผู้ร้องได้ร่วมครอบครองที่ดินดังกล่าวกับบิดามารดาบิดาผู้ร้องหายสาบสูญเมื่อปี 2485 ต่อมาเมื่อปี 2523 มารดาผู้ร้องได้แยกครอบครัวออกไป ผู้ร้องคงครอบครองที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวโดยเจตนายึดถือเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ทำสวนและขุดบ่อเลี้ยงปลา โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่มีผู้โต้แย้งหรือขัดขวางการครอบครองถึงปัจจุบันเป็นเวลา 15 ปีเศษ ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนที่ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 8772 เฉพาะส่วน เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่โดยการครอบครองปรปักษ์ และขอให้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าวทำนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในส่วนของผู้ร้องออกเป็นโฉนดที่ดินใหม่และใส่ชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ มหาแถลง ผู้ตาย เดิมเมื่อปี 2523 นายม่อม พุ่มอุไร บิดาผู้ร้องได้ขายที่ดินทั้งแปลงให้แก่บริษัทสุโขการเคหะ จำกัด แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงได้ให้นายม่อมอยู่อาศัยและดูแลที่ดินให้ ต่อมาปี 2527 บริษัทสุโขการเคหะ จำกัด ได้ขายที่ดินให้แก่นายสุวิทย์ผู้ตาย และผู้ตายได้ให้นายม่อมอยู่อาศัยในที่ดินต่อเนื่องจากผู้ตายยังไม่ได้เข้าทำประโยชน์ ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายม่อม และไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินเพียงแต่พักอาศัยอยู่บนที่ดินซึ่งมีเนื้อที่เพียง 100 ตารางวา ผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่ในที่ดินอีกต่อไป ผู้ร้องจึงต้องรื้อถอนบ้านเลขที่ 17/1 ออกจากที่ดินพิพาท หากผู้ร้องไม่ส่งมอบที่ดินคืนกองมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องต้องใช้ค่าเสียหายให้เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและให้ผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนบ้านซึ่งปลูกบนที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย กับใช้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้านนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของผู้คัดค้านเคลือบคลุมโดยไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านอาศัยสิทธิใด เพราะสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ต่างกันฟ้องแย้งจึงขัดต่อกฎหมายทำให้ผู้ร้องหลงต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 17/1 หมู่ที่ 6 แขวงลาดพร้าวเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ 8772ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และให้ผู้ร้องส่งมอบที่ดินพิพาทคืนผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย กับชำระค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2538 จนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารกับรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27ตุลาคม 2508 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินโฉนดที่ 8772 เลขที่ดิน 148ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่35 ตารางวา ให้แก่นายม่อม พุ่มอุไร ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดดังกล่าว ในปี 2523 นายม่อมได้ขายที่ดินโฉนดที่ 8772 ให้แก่บริษัทสุโขการเคหะ จำกัด ตามสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ค.7โดยนายอนันต์ สุขสันต์ กับนายสุวิทย์ มหาแถลง ร่วมหุ้นกันซื้อที่ดินมาจัดสรร นายอนันต์ได้ให้นายม่อมดูแลที่ดินแทน เมื่อปี 2527 นายอนันต์โอนหุ้นในบริษัทฯ ทั้งหมดให้แก่นายสุวิทย์ บริษัทฯ โอนขายที่ดินโฉนดที่ 8772 ให้แก่นายสุวิทย์ นายสุวิทย์จึงเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวเพียงผู้เดียวตามสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ค.8 นายสุวิทย์ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2532 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องว่า ฟ้องแย้งของผู้คัดค้านเคลือบคลุมหรือไม่ก่อน ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านมิได้บรรยายว่า ผู้คัดค้านใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขับไล่ผู้รบกวนการครอบครองหรือฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องบุคคลที่ครอบครองทรัพย์มรดกไว้ เห็นว่า คำคัดค้านและฟ้องแย้งของผู้คัดค้านระบุในช่องคู่ความว่า นายอาภรณ์ มหาแถลง และนายประกิจ มหาแถลง ผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ มหาแถลง ผู้คัดค้าน และบรรยายว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ มหาแถลง ผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 8772 ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านไม่ประสงค์ให้ผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ขอให้บังคับผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมรื้อถอนบ้านเลขที่ 17/1 หมู่ที่ 6 แขวงลาดพร้าวเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินโฉนดที่ 8772 การฟ้องแย้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยได้แสดงชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องแย้งของผู้คัดค้านไม่เคลือบคลุม ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายได้เพราะเมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทและมีผู้คัดค้านขึ้นมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(4)ให้ดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นโจทก์ ผู้คัดค้านย่อมมีฐานะเป็นจำเลย จึงย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งผู้ร้องได้ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 177 วรรคสาม ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง มณี ตรีประเสริฐ
ผู้คัดค้าน — นาง อาภรณ์ มหาแถลง และนาย ประกิจ มหาแถลง ในฐานะผู้จัดการมรดก
ผู้คัดค้าน — ของนาย สุวิทย์ มหาแถลง
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา