คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8319/2543
#38470
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปี ตกลงขายรถยนต์แก่โจทก์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สำหรับใช้เป็นยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังแรงแห่งเครื่องจักร ตามสภาพของตัวทรัพย์ที่ซื้อขายกันเป็นสัญญาส่งมอบรถยนต์ในฐานะเป็นรถยนต์อันไม่ใช่เศษเหล็กและจำเลยต้องส่งมอบให้โจทก์ได้ผลใช้รถยนต์นั้นได้หมายความว่าจำเลยจะกระทำตามที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถนั้นเมื่อรถยนต์ที่จำเลยขายยังมิได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง ต้องห้ามมิให้นำออกใช้ถือว่าจำเลยส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้เพื่อประโยชน์ของสัญญาซื้อขาย หมายถึงการชำระหนี้ของจำเลยไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา นอกจากนี้จำเลยยังมีความผูกพันที่จะต้องแจ้งการโอนรถให้โจทก์ต่อนายทะเบียนในลำดับต่อมาอีกด้วยแม้โจทก์จะมอบรถยนต์ให้แก่ ร. ครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อแล้วทั้งรถยนต์ที่จำเลยขายจำต้องมีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขายรถยนต์ฮอนด้าหมายเลขเครื่อง เอซีซี - 0202594 หมายเลขตัวถัง เอซีซี 0202594 แก่โจทก์ในราคา800,000 บาท โจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ตามประเพณีการค้าจำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่ซื้อขายพร้อมส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ ใบคู่มือจดทะเบียนรถและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อขาย แต่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ดังกล่าวพร้อมทั้งส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม2539 จำเลยขายรถยนต์ฮอนด้าหมายเลขเครื่อง เอซีซี - 0202594 หมายเลขตัวถัง เอซีซี 0202594 ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีตามพระราชบัญญัติรถยนต์แก่โจทก์ โจทก์ชำระราคารถยนต์ครบถ้วนและครอบครองใช้รถยนต์ดังกล่าว ต่อมาโจทก์ให้นางสาวรัศมี เสนาขันธ์ เช่าซื้อรถยนต์ไปอีกทอดหนึ่งโดยจำเลยมิได้จดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ คู่มือจดทะเบียนรถและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายในการจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถคู่มือจดทะเบียนรถและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2527) มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่จดทะเบียนแล้วแต่ยังมิได้เสียภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นให้ครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด" มาตรา 10 บัญญัติว่า "ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนรถ ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิลำเนาเว้นแต่เจ้าของรถมีความประสงค์จะนำรถไปใช้ในท้องถิ่นอื่นให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นนั้นได้" ด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้เจ้าของรถซึ่งประสงค์จะนำรถของตนออกใช้เป็นยานพาหนะสัญจรไปมาตามทางสาธารณะมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่เพื่อจดทะเบียนรถและเสียภาษีประจำปีให้ครบถ้วนมิฉะนั้น จะนำรถออกใช้มิได้ จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีสำหรับรถ ตกลงขายรถยนต์นั้นแก่โจทก์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สำหรับใช้เป็นยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังแรงแห่งเครื่องจักรตามสภาพของตัวทรัพย์ที่ซื้อขายกันอันเป็นสัญญาส่งมอบรถยนต์ในฐานะเป็นรถยนต์ ไม่ใช่เศษเหล็กและเป็นที่เข้าใจกันได้ต่อไปด้วยว่า จำเลยจะต้องส่งมอบให้โจทก์ได้ผลใช้รถยนต์นั้นได้ ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะกระทำตามที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถนั้น เพราะถ้าไม่ได้จดทะเบียนโจทก์ใช้รถนั้นไม่ได้ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 76/2496 ระหว่างบริษัทรัตนไพชยนต์ จำกัด โจทก์ นายสว่าง จารสร จำเลย เมื่อรถยนต์ที่จำเลยขายยังมิได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6จึงต้องห้ามมิให้นำออกใช้ ถือว่าจำเลยส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้เพื่อประโยชน์ของสัญญาซื้อขาย อันหมายถึงการชำระหนี้ของจำเลยไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา นอกจากนี้จำเลยยังมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 ที่จะต้องแจ้งการโอนรถที่จดทะเบียนแล้วต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอน ดังนั้น จำเลยจึงมีความผูกพันที่จะต้องแจ้งการโอนรถให้โจทก์ต่อนายทะเบียนในลำดับต่อมาอีกด้วย แม้โจทก์จะมอบรถยนต์ให้แก่นางสาวรัศมีครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว แต่ความผูกพันตามสัญญาซื้อขายของจำเลยที่มีต่อโจทก์ยังคงมีอยู่และมิได้หมดสิ้นไป ถึงหากจำเลยมิใช่เจ้าของรถยนต์ในขณะฟ้องคดีดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ก็ตาม ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายจำเลยจะบ่ายเบี่ยงไม่จดทะเบียนรถ และไม่โอนทะเบียนรถแก่โจทก์หาได้ไม่ ทั้งรถยนต์ที่จำเลยขายจำต้องมีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ฮอนด้าหมายเลขเครื่องเอซีซี - 0202594 หมายเลขตัวถัง เอซีซี 0202594 พร้อมจดทะเบียนโอนให้มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ พร้อมส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ คู่มือจดทะเบียนรถและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีที่จำเลยเป็นเจ้าของแก่โจทก์ทั้งนี้ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงหากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 461
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูเนี่ยนเมโทรลิสซิ่ง
จำเลย — บริษัท เอ.เอ็ม.ซี คอมเมอร์เชียลกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8319/2543
#99372
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ยังมิได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปี ตกลงขายรถยนต์แก่โจทก์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สำหรับใช้เป็นยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังแรงแห่งเครื่องจักร ตามสภาพของตัวทรัพย์ที่ซื้อขายกัน เป็นสัญญาส่งมอบรถยนต์ในฐานะเป็นรถยนต์ไม่ใช่เศษเหล็กและจำเลยต้องส่งมอบให้โจทก์ได้ผลใช้รถยนต์นั้นได้ หมายความว่า จำเลยจะกระทำตามที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถนั้น เมื่อรถยนต์ที่จำเลยขายยังมิได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง ต้องห้ามมิให้นำออกใช้ ถือว่าจำเลยส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้เพื่อประโยชน์ของสัญญาซื้อขาย การชำระหนี้ของจำเลยจึงไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา นอกจากนี้จำเลยยังมีความผูกพันที่จะต้องแจ้งการโอนรถให้โจทก์ต่อนายทะเบียนในลำดับต่อมาอีกด้วย แม้โจทก์จะมอบรถยนต์ให้แก่ ร. ครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว ทั้งรถยนต์ที่จำเลยขายจำต้องมีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ครบบริบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ฮอนด้าหมายเลขเครื่อง เอซีซี - ๐๒๐๒๕๙๔ หมายเลขตัวถัง เอซีซี - ๐๒๐๒๕๙๔ พร้อมทั้งส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถ คู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีให้แก่โจทก์ภายใน ๗ วัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 10 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูเนี่ยนเมโทรลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ.เอ็ม.ซี. คอมเมอร์เชียลกรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริง — 0202594 หมายเลขตัวถัง เอซีซี
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8315/2543
#39306
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2531 เมื่อวันที่ 29สิงหาคม 2531 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2531 เมื่อวันที่ 2มิถุนายน 2532 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์เพื่อตรวจสอบภาษีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จึงเป็นการออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50แบบ ภ.ง.ด.51 และแบบแสดงรายการการค้า ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นและชอบด้วยกฎหมาย

การออกหมายเรียกบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในมาตรา 87 ตรี ซึ่งใช้บังคับขณะนั้น และได้บัญญัติอยู่ในหมวด 4 ภาษีการค้าส่วนที่ 7 ว่าด้วยอำนาจเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในระยะเวลาตามมาตรา 88 ทวิ คือ (1) ห้าปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือวันที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าแล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลังถ้ามีการยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือ (2) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าเท็จ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามหมวดนี้หรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้า เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 ภายในกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 85 ทวิ และเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีการค้าโจทก์เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จึงเป็นการออกหมายเรียกภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

สิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2537 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันยื่นแบบภ.ง.ด.50 และแบบ ภ.ง.ด.51 จึงเป็นการแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในอายุความ

โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานแก่บริษัท ส. ต่ำกว่าราคาตลาดโดย ฉ. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดิน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการของโจทก์พิจารณาอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมโรงงานแก่ผู้ซื้อ และเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการของบริษัท ส. พิจารณาอนุมัติให้ซื้อที่ดินพร้อมโรงงานจากโจทก์ โจทก์และผู้ซื้อจึงมีความเกี่ยวพันกัน ทั้งโจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องขายที่ดินพร้อมโรงงาน จึงถือว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการประเมินในปัญหาว่าโจทก์ขายสบู่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ปัญหานี้ โจทก์จะยกมากล่าวอ้างในชั้นศาลว่าการประเมินในปัญหานี้ไม่ถูกต้องหาได้ไม่

กรณีที่จะถือว่าการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีโดยมีเหตุอันสมควรนั้น ต้องมีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายของผู้ประกอบกิจการเช่นนั้นเกิดขึ้นมิใช่เหตุการณ์ปกติทางการค้าส่งผลให้การประมาณการผิดพลาดไปการที่โจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531สูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปีที่ผ่านมามากกว่าเท่าตัว มิใช่เหตุผลจะอ้างได้ว่าโจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปโดยมีเหตุอันสมควร

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในระหว่างปี 2523 ถึงปี 2528 รวม16 แปลง คิดเป็นเนื้อที่รวม 319 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา และโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารโรงงานติดตั้งเครื่องจักรเป็นโรงงานผลิตสุราโจทก์เริ่มผลิตสุราจำหน่ายในปี 2529 ต่อมาโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานไปในปี 2531 กิจการของโจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โจทก์จึงต้องวางแผนและศึกษาโครงการพร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้วอย่างดี จึงไม่อาจอ้างได้ว่ามีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของน้ำเสียและโจทก์ไม่มีที่ดินเพียงพอที่จะทำการแก้ปัญหาดังกล่าว พฤติการณ์การซื้อที่ดินของโจทก์และก่อสร้างโรงงานแล้วขายไปดังกล่าวมีลักษณะเป็นทางการค้า โจทก์จึงต้องนำรายได้มาลงเป็นรายรับเพื่อคำนวณเสียภาษีการค้าเมื่อโจทก์มิได้นำรายได้จากการขายที่ดินพร้อมโรงงานมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้า โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการการค้าสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2531 ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2531เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้าจากโจทก์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2537 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องภาษีการค้าภายในกำหนดอายุความตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

โจทก์ประกอบกิจการขายสินค้าประเภทเครื่องดื่ม ยา และเครื่องสำอางค์มิได้ประกอบกิจการค้าขายที่ดิน จึงมีเหตุให้โจทก์เข้าใจได้ว่า การขายที่ดินพร้อมโรงงานของโจทก์มิได้มีลักษณะเป็นทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ถูกต้องครบถ้วนเว้นแต่รายรับจากการขายที่ดินพร้อมโรงงานเท่านั้น การที่โจทก์มิได้ลงรายรับดังกล่าว จึงมิใช่เพราะโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หากแต่เกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุสมควรงดเบี้ยปรับสำหรับภาษีการค้าให้โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและภาษีการค้าจำนวน 722,698.58 บาท เป็นภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้และตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2522 ถึงปี 2524 ที่โจทก์จ่ายเมื่อปี 2528 ถึงปี 2530 โจทก์นำมาถือจ่ายเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ถึงปี 2531 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1จึงปรับปรุงให้ถือจ่ายตามรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายจริง รายจ่ายเหลื่อมปีดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่จำเลยทั้งสี่กลับนำสืบว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและภาษีการค้าของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2522 ถึงปี 2524 ที่ค้างชำระรวมจำนวน 986,131.36 บาทมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 แต่โจทก์แสดงจำนวนภาษีที่ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531เกินกว่าจำนวนที่ยอมให้หักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531ดังกล่าวเป็นเงิน 722,698.58 บาท จึงถือเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (9)แต่ก็คนละเหตุกับที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่นำสืบตามประเด็นข้อพิพาท และต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ภาษีเงินได้และภาษีการค้าจำนวน 722,698.58 บาท มิใช่ภาษีที่โจทก์ชำระเหลื่อมปี จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9)

ปรากฏจากคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีไปยังโจทก์รวม 3 ฉบับ เป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531(ครึ่งปี)1 ฉบับประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531(เต็มปี)1 ฉบับ และประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 อีก1 ฉบับ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ถูกประเมินภาษีหลายคราว แล้วโจทก์รวมฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมาเป็นคดีเดียว แม้จะได้ความว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหลายคราว แต่การประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 มีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปีจำนวนเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จึงมียอดเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531(ครึ่งปี) และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531(เต็มปี) อันเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นข้อหาเดียวเกี่ยวข้องกันส่วนการประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531เป็นการประเมินภาษีคนละประเภทกันและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน สภาพแห่งข้อหาตามฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมภาษีทั้งสองประเภทมาเป็นจำนวนเดียวและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 หนังสือแจ้งภาษีการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำฟ้อง และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.7/1139/2/100150 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 14/สภ.1 (กม.1)/2/41/35 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2540เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (9) จำนวน722,698.58 บาท และตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าเลขที่ ต.7/1139/4/100643ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 12/สภ.1 (กม.1(กม.1)/2/41/35 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2540 คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 30มิถุนายน 2531 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2531 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2532 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ที่ใช้บังคับขณะนั้นบัญญัติว่า"เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน" ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนยังไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แบบ ภ.ง.ด.51และแบบแสดงรายการการค้า จึงเป็นการออกหมายเรียกภายในกำหนดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสี่จะนำสืบว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเกิน 2 ปี ได้เพราะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเป็นการนำสืบว่าเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตามมาตรา 19ที่ใช้บังคับปัจจุบันศาลก็ต้องปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องโดยบังคับตามมาตรา 19 ที่ใช้ขณะออกหมายเรียก ไม่อาจนำมาตรา 19ที่ใช้ปัจจุบันมาบังคับได้ ส่วนภาษีการค้า การออกหมายเรียกบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้านั้น ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในมาตรา 87 ตรี ซึ่งใช้บังคับขณะนั้นและได้บัญญัติอยู่ในหมวด 4 ภาษีการค้าส่วนที่ 7 ว่าด้วยอำนาจเจ้าพนักงานประเมินแล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในระยะเวลาตามมาตรา 88 ทวิ คือ (1) ห้าปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือวันที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าแล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลังถ้ามีการยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือ (2) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าเท็จ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามหมวดนี้หรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้าเมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน2531 ภายในกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 85 ทวิ และเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีการค้าโจทก์เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จึงเป็นการออกหมายเรียกภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในกำหนดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เรื่องสิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/31 หาใช่อายุความ 5 ปี ดังโจทก์อุทธรณ์ไม่ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2537 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันยื่นแบบภ.ง.ด.50 และแบบ ภ.ง.ด.51 จึงเป็นการแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานต่ำกว่าราคาตลาดหรือไม่ หากใช่เป็นการขายโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ โจทก์มีนายเฉลียว อยู่วัฒนา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์จำเป็นต้องขายที่ดินพร้อมโรงงานเพราะที่ดินไม่เพียงพอต่อการทำบ่อบำบัดน้ำเสีย และไม่สามารถจำหน่ายสุราที่ผลิตได้ ราคาที่ขายเป็นราคาตลาด เห็นว่า โจทก์มีเพียงนายเฉลียวเบิกความลอย ๆ ผู้เดียวไม่มีพยานอื่นสนับสนุน นายเฉลียวเองเบิกความรับว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาในราคา 14,606,218 บาท และต้นทุนโรงงานมีราคา 98,341,212.79 บาท ที่ดินและโรงงานจึงมีราคารวม 112,947,430.79 บาท โจทก์เริ่มผลิตสุราปี 2529โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานปี 2531 โรงงานคงไม่ทรุดโทรมมากนักราคาที่ดินพร้อมโรงงานไม่น่าจะตกลงเหลือเพียง 79,905,600 บาทพยานหลักฐานของโจทก์เลื่อนลอยและขัดเหตุผล จำเลยทั้งสี่มีนายอมรศักดิ์ วงศ์พัฒนาสิน เบิกความว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานให้แก่บริษัทในเครือเดียวกันในราคาต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งประเมินราคาไว้จำนวน 105,000,000บาท กับมีเจ้าพนักงานที่ดินเบิกความว่าราคาประเมินที่ดินกำหนดโดยคณะกรรมการประเมินทุนทรัพย์ได้มาจากสถิติข้อมูลการซื้อขายและออกไปตรวจสภาพที่ดินแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย ส่วนราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างกำหนดโดยกรมโยธาธิการ ซึ่งมีสูตรการคิดราคาเป็นตารางเมตร ราคาที่กำหนดโดยเจ้าพนักงานดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นราคาตลาด พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานแก่บริษัทสุรากระทิงแดง (1988) จำกัด ต่ำกว่าราคาตลาด และนายเฉลียวเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสี่ว่า พยานเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการของโจทก์พิจารณาอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมโรงงานแก่ผู้ซื้อ และเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการของบริษัทสุรากระทิงแดง (1988) จำกัด พิจารณาอนุมัติให้ซื้อที่ดินพร้อมโรงงานจากโจทก์ โจทก์และผู้ซื้อจึงมีความเกี่ยวพันกัน ทั้งข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องขายที่ดินพร้อมโรงงาน จึงถือว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าโจทก์ขายสบู่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า คำอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการประเมินในปัญหานี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ปัญหานี้ และการที่โจทก์กล่าวในคำอุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้น 26,376,063.20 บาท นั้นไม่ถูกต้อง โจทก์ก็มิได้ให้เหตุผลไว้แต่อย่างใดว่าเหตุใดโจทก์ขายสบู่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรจึงไม่อาจถือได้ว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินในส่วนนี้ ดังนั้นโจทก์จะยกมากล่าวอ้างในชั้นศาลว่าการประเมินในปัญหานี้ไม่ถูกต้องหาได้ไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 โดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า กรณีจะถือว่าการที่จัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปดังกล่าวมีเหตุอันสมควรนั้น ต้องมีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายของผู้ประกอบกิจการเช่นนั้นเกิดขึ้นมิใช่เหตุการณ์ปกติทางการค้าส่งผลให้การประมาณการผิดพลาดไปที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 สูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปีที่ผ่านมามากกว่าเท่าตัวมิใช่เหตุผลจะอ้างได้ว่าโจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปดังกล่าวมีเหตุอันสมควร ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าโจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่ามีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า แม้โจทก์จะให้ความร่วมมือในชั้นตรวจสอบภาษีและในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ด้วยดี และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้ คงกำหนดเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดลงอีก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกมีว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกร้องภาษีการค้าภายในกำหนดอายุความหรือไม่เห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าของเดือนมิถุนายน 2531ระบุรายรับจำนวน 4,438,690.40 บาท แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าโจทก์มีรายรับจำนวน 109,432,690.40 บาททั้งนี้เนื่องจากโจทก์มิได้นำรายได้จากการขายที่ดินพร้อมโรงงานจำนวน 105,000,000 บาท มาลงเป็นรายรับด้วย โดยอ้างว่าการขายที่ดินพร้อมโรงงานดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไรหากข้อเท็จจริงฟังดังโจทก์อ้างก็ไม่อาจนำรายได้จากการขายที่ดินพร้อมโรงงานดังกล่าวมาลงเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าได้ แต่ถ้ามีลักษณะเป็นการค้าหรือหากำไร รายรับที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลยที่ 1 ตรวจพบย่อมถูกต้อง ก็แสดงว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้าอันมีผลให้เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิประเมินภาษีการค้าโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นจึงจำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานมีลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในระหว่างปี 2523 ถึงปี 2528 รวม 16 แปลง คิดเป็นเนื้อที่รวม 319 ไร่ 1 งาน8 ตารางวา และโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรเป็นโรงงานผลิตสุรา โจทก์เริ่มผลิตสุราจำหน่ายในปี 2529 ต่อมาโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานไปในปี 2531 กิจการของโจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เชื่อว่าโจทก์ต้องวางแผนและศึกษาโครงการพร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้วอย่างดี ข้อที่โจทก์อ้างว่าถูกชาวบ้านร้องเรียนในเรื่องกลิ่นเหม็นของน้ำเสียและโจทก์ไม่มีที่ดินเพียงพอที่จะทำการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ไม่อาจรับฟังได้และการที่โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานไปในช่วงระยะเวลาเพียงประมาณ 2 ปี นับแต่โจทก์เริ่มผลิตสุราจำหน่าย แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินและลงทุนก่อสร้างโรงงานเป็นเงินรวม 112,947,430.79บาท ก็ตาม พฤติการณ์การซื้อที่ดินของโจทก์และก่อสร้างโรงงานแล้วขายไปดังกล่าวมีลักษณะเป็นทางการค้า โจทก์จึงต้องนำรายได้มาลงเป็นรายรับเพื่อคำนวณเสียภาษีการค้าด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำรายได้จากการขายที่ดินพร้อมโรงงานมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้าจึงเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้าโจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการการค้าสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2531ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2531 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้าจากโจทก์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2537ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้า จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องภาษีการค้าภายในกำหนดอายุความตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ปัญหาที่ว่าสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีการค้าแก่โจทก์หรือไม่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการขายสินค้าประเภทเครื่องดื่ม ยา และเครื่องสำอางค์มิได้ประกอบกิจการค้าขายที่ดิน จึงมีเหตุให้โจทก์เข้าใจได้ว่า การขายที่ดินพร้อมโรงงานของโจทก์มิได้มีลักษณะเป็นทางการค้าหรือหากำไรซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ถูกต้องครบถ้วนเว้นแต่รายรับจากการขายที่ดินพร้อมโรงงานเท่านั้น การที่โจทก์มิได้ลงรายรับดังกล่าว จึงมิใช่เพราะโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หากแต่เกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ กรณีจึงเห็นสมควรงดเบี้ยปรับสำหรับภาษีการค้าให้โจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปมีว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีการค้าจำนวน722,698.58 บาท เป็นรายการที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) หรือไม่ โจทก์มีนายเฉลียว อยู่วัฒนา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ภาษีเงินได้และภาษีการค้าจำนวนดังกล่าวเป็นภาษีที่โจทก์ถูกเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินสำหรับปีภาษี 2523 และ 2524ซึ่งโจทก์ชำระเมื่อปี 2531 ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 32 ถึง55 กรณีจึงหาใช่โจทก์ไม่มีพยานมาสืบดังจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ไม่จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีการค้าจำนวนดังกล่าวเป็นภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้และตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2522 ถึงปี 2524 ที่โจทก์จ่ายเมื่อปี 2528 ถึงปี2530 โจทก์นำมาถือจ่ายเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529ถึงปี 2531 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงปรับปรุงให้ถือจ่ายตามรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายจริง รายจ่ายเหลื่อมปีดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่จำเลยทั้งสี่กลับนำสืบว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและภาษีการค้าของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2522 ถึงปี 2524 ที่ค้างชำระรวมจำนวน 986,131.36 บาท มาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 แต่โจทก์แสดงจำนวนภาษีที่ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 1,708,829.94 บาทเป็นการแสดงรายจ่ายสูงเกินไป กล่าวคือเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงจำนวน 722,698.58 บาท ซึ่งแม้ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (9) แต่ก็คนละเหตุกับที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยทั้งสี่นำสืบตามประเด็นข้อพิพาท เพราะตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวต้องหมายถึง เป็นรายการทีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเนื่องจากเป็นรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้เท่านั้น เท่ากับจำเลยทั้งสี่ไม่มีพยานมาสนับสนุนข้อต่อสู้ตามคำให้การ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ภาษีเงินได้และภาษีการค้าจำนวน 722,698.58 บาท มิใช่ภาษีที่โจทก์ชำระเหลื่อมปี ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9)

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นข้อหารวม 3 ข้อหา เป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีไปยังโจทก์รวม 3 ฉบับ เป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (ครึ่งปี) 1 ฉบับ ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (เต็มปี) 1 ฉบับ และประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 อีก 1 ฉบับ ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ถูกประเมินภาษีหลายคราว แล้วโจทก์รวมฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมาเป็นคดีเดียว ดังนี้ แม้กรณีจะได้ความว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหลายหนหลายคราว แต่การประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 ซึ่งมีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปีจำนวนเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จึงมียอดเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (ครึ่งปี) และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (เต็มปี) อันเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นข้อหาเดียวเกี่ยวข้องกัน ส่วนการประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 เป็นการประเมินภาษีคนละประเภทกันและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกออกจากกันได้จึงมีสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแตกต่างกัน ฉะนั้น สภาพแห่งข้อหาตามฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมภาษีทั้งสองประเภทมาเป็นจำนวนเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าเลขที่ต.7/1139/4/100643 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 12/สภ.1 (กม.1)/41/35 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2540เสียด้วย แต่ให้งดเบี้ยปรับภาษีการค้าลงทั้งสิ้น และให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเพิ่มจำนวน 4,422.50 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 30 ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ตรี (9) ม. 67 ตรี (เดิม) ม. 87 ตรี (ภาษีการค้ ม. 88 ทวิ (ภาษีการค้ ม. 89 (ภาษีการค้
ป.วิ.พ. ม. 29
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8315/2543
#66328
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2531 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่31 ธันวาคม 2531 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2532 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์เพื่อตรวจสอบภาษีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จึงเป็นการออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แบบภ.ง.ด.51 และแบบแสดงรายการการค้า ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นและชอบด้วยกฎหมาย

การออกหมายเรียกบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในมาตรา 87 ตรี ซึ่งใช้บังคับขณะนั้น และได้บัญญัติอยู่ในหมวด 4 ภาษีการค้าส่วนที่ 7 ว่าด้วยอำนาจเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในระยะเวลาตามมาตรา 88 ทวิ คือ (1)ห้าปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือวันที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้าแล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลังถ้ามีการยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือ (2) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าหรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าเท็จ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามหมวดนี้หรือยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้า เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 ภายในกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 85 ทวิและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีการค้าโจทก์เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จึงเป็นการออกหมายเรียกภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

สิทธิเรียกร้องของรัฐเพื่อเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปีตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/31 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2537 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันยื่นแบบ ภ.ง.ด.50และแบบ ภ.ง.ด.51 จึงเป็นการแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในอายุความ

โจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานแก่บริษัท ส.ต่ำกว่าราคาตลาดโดย ฉ.ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดิน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการของโจทก์พิจารณาอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมโรงงานแก่ผู้ซื้อ และเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการของบริษัท ส.พิจารณาอนุมัติให้ซื้อที่ดินพร้อมโรงงานจากโจทก์ โจทก์และผู้ซื้อจึงมีความเกี่ยวพันกัน ทั้งโจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องขายที่ดินพร้อมโรงงาน จึงถือว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการประเมินในปัญหาว่าโจทก์ขายสบู่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ปัญหานี้ โจทก์จะยกมากล่าวอ้างในชั้นศาลว่าการประเมินในปัญหานี้ไม่ถูกต้องหาได้ไม่

กรณีที่จะถือว่าการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีโดยมีเหตุอันสมควรนั้น ต้องมีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายของผู้ประกอบกิจการเช่นนั้นเกิดขึ้น มิใช่เหตุการณ์ปกติทางการค้าส่งผลให้การประมาณการผิดพลาดไป การที่โจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 สูงกว่ารอบระยะเวลาบัญชีปีที่ผ่านมามากกว่าเท่าตัว มิใช่เหตุผลจะอ้างได้ว่าโจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิขาดไปโดยมีเหตุอันสมควร

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในระหว่างปี 2523 ถึงปี 2528 รวม 16แปลง คิดเป็นเนื้อที่รวม 319 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา และโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรเป็นโรงงานผลิตสุรา โจทก์เริ่มผลิตสุราจำหน่ายในปี 2529ต่อมาโจทก์ขายที่ดินพร้อมโรงงานไปในปี 2531 กิจการของโจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โจทก์จึงต้องวางแผนและศึกษาโครงการพร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้วอย่างดี จึงไม่อาจอ้างได้ว่ามีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของน้ำเสียและโจทก์ไม่มีที่ดินเพียงพอที่จะทำการแก้ปัญหาดังกล่าว พฤติการณ์การซื้อที่ดินของโจทก์และก่อสร้างโรงงานแล้วขายไปดังกล่าวมีลักษณะเป็นทางการค้า โจทก์จึงต้องนำรายได้มาลงเป็นรายรับเพื่อคำนวณเสียภาษีการค้า เมื่อโจทก์มิได้นำรายได้จากการขายที่ดินพร้อมโรงงานมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของยอดรายรับที่แสดงในแบบแสดงรายการการค้า โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการการค้าสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2531ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2531 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้าจากโจทก์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2537 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้า จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องภาษีการค้าภายในกำหนดอายุความ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

โจทก์ประกอบกิจการขายสินค้าประเภทเครื่องดื่ม ยา และเครื่องสำอางมิได้ประกอบกิจการค้าขายที่ดิน จึงมีเหตุให้โจทก์เข้าใจได้ว่า การขายที่ดินพร้อมโรงงานของโจทก์มิได้มีลักษณะเป็นทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าไว้ถูกต้องครบถ้วนเว้นแต่รายรับจากการขายที่ดินพร้อมโรงงานเท่านั้น การที่โจทก์มิได้ลงรายรับดังกล่าว จึงมิใช่เพราะโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หากแต่เกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุสมควรงดเบี้ยปรับสำหรับภาษีการค้าให้โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีการค้าจำนวน 722,698.58 บาท เป็นภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้และตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2522 ถึงปี 2524ที่โจทก์จ่ายเมื่อปี 2528 ถึงปี 2530 โจทก์นำมาถือจ่ายเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ถึงปี 2531 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงปรับปรุงให้ถือจ่ายตามรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายจริง รายจ่ายเหลื่อมปีดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้ามแต่จำเลยทั้งสี่กลับนำสืบว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์นำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและภาษีการค้าของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2522 ถึงปี2524 ที่ค้างชำระรวมจำนวน 986,131.36 บาท มาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 แต่โจทก์แสดงจำนวนภาษีที่ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531เกินกว่าจำนวนที่ยอมให้หักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 ดังกล่าว เป็นเงิน722,698.58 บาท จึงถือเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (9) แต่ก็คนละเหตุกับที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่นำสืบตามประเด็นข้อพิพาท และต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ภาษีเงินได้และภาษีการค้าจำนวน 722,698.58 บาท มิใช่ภาษีที่โจทก์ชำระเหลื่อมปี จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9)

ปรากฏจากคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีไปยังโจทก์รวม 3 ฉบับ เป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (ครึ่งปี) 1 ฉบับ ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531(เต็มปี) 1 ฉบับ และประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 อีก 1 ฉบับจึงเป็นกรณีที่โจทก์ถูกประเมินภาษีหลายคราว แล้วโจทก์รวมฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมาเป็นคดีเดียว แม้จะได้ความว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหลายคราว แต่การประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 มีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปี จำนวนเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2531 จึงมียอดเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (ครึ่งปี) และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 (เต็มปี)อันเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นข้อหาเดียวเกี่ยวข้องกัน ส่วนการประเมินภาษีการค้าสำหรับเดือนมิถุนายน 2531 เป็นการประเมินภาษีคนละประเภทกันและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน สภาพแห่งข้อหาตามฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมภาษีทั้งสองประเภทมาเป็นจำนวนเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 30 ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ตรี (9) ม. 67 ตรี (เด
ป.วิ.พ. ม. 29
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายนรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2543
#37881
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องพร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกันไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยทั้งสองได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้เงิน สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นต้องพิพากษาไปตามนั้น จะลด อัตราดอกเบี้ยเพราะเหตุที่เห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินจำนวน 2,644,228 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,098,925.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 33,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 และงวดต่อไปทุกวันที่ 16 ของเดือน จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 6,000 บาท หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วเห็นว่า ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 59,500 บาท แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนั้น เป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอื่นคิดจากผู้กู้ยืมหรือให้ดอกเบี้ยแก่ผู้มีเงินฝากในอัตราต่ำมาก เห็นสมควรให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิศดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้แล้วพิพากษาไปตามนั้น" ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องย่อมเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกันไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยทั้งสองได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5และหมายเลข 6 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้นจะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันเพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนย่อมมิได้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย วิชัย บุญสาใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2543
#45641
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง เป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกัน ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้เงิน สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้น จะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันเพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนย่อมมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินจำนวน2,644,228 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน2,098,925.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 33,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 และงวดต่อไปทุกวันที่ 16 ของเดือน จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่ส่งคืนและค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 6,000 บาท หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่โฉนดเลขที่ 2812, 2813 ตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วเห็นว่า ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 59,500 บาท แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนั้น เป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอื่นคิดจากผู้กู้ยืมหรือให้ดอกเบี้ยแก่ผู้มีเงินฝากในอัตราต่ำมาก เห็นสมควรให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เท่านั้น

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความนั้น ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิศดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น" ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องย่อมเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกันไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยทั้งสองได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้น จะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันเพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนย่อมมิได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย วิชัย บุญสาใจ ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2543
#66326
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง เป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกัน ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้เงิน สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้น จะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันเพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนย่อมมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินจำนวน ๒,๖๔๔,๒๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒,๐๙๘,๙๒๕.๒๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า ๓๓,๐๐๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๓ และงวดต่อไปทุกวันที่ ๑๖ ของเดือน จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน ๖,๐๐๐ บาท หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่โฉนดเลขที่ ๒๘๑๒ , ๒๘๑๓ ตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วเห็นว่า ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน ๕๙,๕๐๐ บาท แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีนั้น เป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอื่นคิดจากผู้กู้ยืมหรือให้ดอกเบี้ยแก่ผู้มีเงินฝากในอัตราต่ำมาก เห็นสมควรให้คิดในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เท่านั้น

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความนั้น ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิศดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น" ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องย่อมเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกัน ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยทั้งสองได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้น จะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกัน เพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนย่อมมิได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

นายสมจิตร ทองศรี ผู้ตรวจ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายวิชัย บุญสาใจ ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมภพ บัวยั่งยืน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2543
#40493
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วศาลควรจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มิใช่พิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(3) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(3) ให้จำคุก3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ข้อความในบันทึกเอกสารหมายจ.7 แม้จะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ความในตอนท้ายของบันทึกดังกล่าวระบุว่า หากไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ จำเลยยินยอมให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งเงื่อนไขยินยอมให้ดำเนินคดีต่อไป หมายถึงการดำเนินคดีอาญาตามที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมมีผลบังคับได้หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังไม่สิ้นผลผูกพัน โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องได้นั้นเห็นว่า ตามบันทึก เอกสารหมาย จ.7 แม้จะมีข้อความในตอนท้ายว่า "หากไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ ข้าพเจ้านายอำนาจยินยอมให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป" อันส่อแสดงให้เห็นเจตนาของผู้เสียหายที่จะไม่ยอมสละสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยโดยทันทีก็ตาม แต่คดีอาญาจะระงับหรือไม่นั้นย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ข้ออ้างของโจทก์จึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะซึ่งแยกออกจากข้อตกลงในส่วนอื่นได้ เมื่อผลของการทำสัญญาการชดใช้หนี้ตามเช็คดังกล่าวอันถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องที่แต่ละฝ่ายสละนั้นระงับสิ้นไป และแต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 แม้จำเลยจะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ดังกล่าวได้อีก ถือว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อให้ใช้เงินระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ควรจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มิใช่พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขเป็นว่าให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย อำนาจ เฉลิมบุญ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2543
#66325
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว ศาลควรจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มิใช่พิพากษายกฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายอำนาจ เฉลิมบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นายสมพันธ์ พันธุสิริ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2543
#40492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 2 หลังจากโจทก์วางเงินมัดจำแล้วจำเลยที่ 2 จึงสั่งรถยนต์มาจากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้ โจทก์จึงร้องเรียนไปยังบริษัท ส. ซึ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อ บริษัท ส. มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 1(ดิลเลอร์) ได้ดำเนินการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 2(โบรคเกอร์) เพื่อเจรจาใช้หนี้ให้โจทก์ หากโจทก์ประสงค์ซื้อรถยนต์ในครั้งต่อไปขอให้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 โดยตรงเพราะจำเลยที่ 1ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายจากบริษัท ส. แล้ว พอแปลคำว่าดิลเลอร์ได้ว่าหมายถึงผู้จำหน่าย ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของบริษัท ส. ดังนั้น จำเลยที่ 1จึงเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของบริษัท ส. ส่วนคำว่าโบรคเกอร์ หมายถึงนายหน้าประกอบกับจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์เป็นนายหน้า ความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองจึงอยู่ในลักษณะจำเลยที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายหน้าในการขายรถยนต์ให้

โจทก์ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ผ่านทางจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการค้าขาย นายหน้าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน การจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้แสดงออกโดยปริยายหรือแสดงออกชัดแจ้งแก่บุคคลทั่วไปว่าให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1บริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ได้ประกอบรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม เอส.เอ.ซี.068399 เลขตัวถัง เค.ที.จี.ดี.21 - อี.43915เลขเครื่องยนต์ 6277530 และได้ส่งมอบรถยนต์พร้อมชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อจำหน่ายแต่ยังไม่ส่งมอบชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2538 โจทก์ได้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ในราคา 335,000 บาท ได้ชำระราคาและรับรถยนต์ไปแล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งว่า เอกสารชุดจดทะเบียนอยู่กับจำเลยที่ 1แต่จนบัดนี้โจทก์ก็ยังไม่ได้รับเอกสารจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ซื้อรถยนต์มาเพื่อใช้ขนสินค้าและเครื่องมือในการประกอบอาชีพการงานของโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ไม่สามารถไปจดทะเบียนรถยนต์ต่อกรมการขนส่งทางบกได้จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์ได้เป็นเหตุให้โจทก์ต้องว่าจ้างรถยนต์ของผู้อื่นมาใช้ในอัตราค่าจ้างวันละ3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันมอบชุดจดทะเบียนรถยนต์นิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม เอส.เอ.ซี.068399 เลขตัวถัง เค.ที.จี.ดี. 21 - อี.43915เลขเครื่องยนต์ 6277530 พร้อมเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์และร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ไม่เคยแสดงออกโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือนายหน้าของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แล้วสั่งจ่ายเช็คชำระราคารถยนต์มีเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังไม่โอนจนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินตามเช็คปรากฏว่าเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ส่งมอบชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่เคยว่าจ้างรถยนต์ผู้อื่น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบชุดจดทะเบียนรถยนต์นิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม เอส.เอ.ซี. 068399 เลขตัวถังเค.ที.จี.ดี.21 - อี.43915 เลขเครื่องยนต์ 6277530 พร้อมเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า บริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด เป็นผู้ประกอบรถยนต์ตามฟ้อง โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 2 ในราคา 335,000 บาท โจทก์ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ไว้แล้วจำเลยที่ 2 รับรถยนต์คันดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 โดยออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินจำนวน 360,000 บาท ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.1 ไม่ได้ จำเลยที่ 1เป็นผู้ครอบครองเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อ

มีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นายยุทธกร ธีรวุฒิกุลรักษ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า วันที่ 11 กันยายน 2538 โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 2 โดยขายรถยนต์ของโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ในราคา 75,000 บาท ถือเป็นเงินมัดจำวันที่ 25 กันยายน 2538โจทก์ชำระราคาส่วนที่ค้างทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 และนายชลอชาญเวโรจน์ กรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2สั่งรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538โดยออกเช็คเอกสารหมาย ล.1 ลงวันที่ 29 เมษายน 2539 สั่งจ่ายเงินจำนวน 360,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่า หลังจากโจทก์วางเงินมัดจำแล้วจำเลยที่ 2 จึงสั่งรถยนต์คันดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 และออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าถึง 7 เดือนเศษ มอบให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์จึงร้องเรียนไปยังนายพรเทพ พรประภา ประธานกรรมการบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อ ต่อมาบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด มีหนังสือลงวันที่ 18 เมษายน 2539ตามเอกสารหมาย จ.12 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 (ดิลเลอร์) ได้ดำเนินการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 2 (โบรคเกอร์) เพื่อเจรจาใช้หนี้ให้โจทก์หากโจทก์ประสงค์ซื้อรถยนต์นิสสันในครั้งต่อไปขอให้ติดต่อกับจำเลยที่ 1โดยตรงเพราะจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายจากบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด แล้ว ข้อความในเอกสารหมาย จ.12ที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นดิลเลอร์ของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายจากบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด แล้วพอแปลคำว่า ดิลเลอร์ ได้ว่า หมายถึงผู้จำหน่าย ประกอบคำเบิกความของนายชลอที่ว่าจำเลยที่ 1มีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อนิสสันของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์จำกัด ส่วนคำว่าโบรคเกอร์นั้นนายชลอเบิกความว่า หมายถึงนายหน้าประกอบกับหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 (ตรงกับเอกสารหมาย จ.4) ระบุวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 ในข้อ 3 ว่าเป็นนายหน้า และจำเลยที่ 1ไม่นำสืบปฏิเสธข้อความในเอกสารหมาย จ.12 ว่าไม่เป็นความจริงดังนั้น ความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.12จึงอยู่ในลักษณะจำเลยที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายหน้าในการขายรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ 1ผ่านทางจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 ส่วนเช็คเอกสารหมายล.1 นั้น ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ออกเช็คเอกสารหมาย ล.1 ชำระราคารถยนต์คันที่นำมาขายให้โจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง แต่เช็คดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดแก่จำเลยที่ 1เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์ด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.อี.เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัท สยามนิสสัน ธนบุรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พูนศักดิ์ จงกลนี
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2543
#98579
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 2 หลังจากโจทก์วางเงินมัดจำแล้วจำเลยที่ 2 จึงสั่งรถยนต์มาจากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้ โจทก์จึงร้องเรียนไปยังบริษัท ส.ซึ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อ บริษัทส.มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 (ดิลเลอร์) ได้ดำเนินการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 2 (โบรคเกอร์) เพื่อเจรจาใช้หนี้ให้โจทก์ หากโจทก์ประสงค์ซื้อรถยนต์ในครั้งต่อไปขอให้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 โดยตรงเพราะจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายจากบริษัท ส.แล้ว พอแปลคำว่าดิลเลอร์ได้ว่าหมายถึงผู้จำหน่าย ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของบริษัท ส. ดังนั้นจำเลยที่ 1จึงเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของบริษัท ส. ส่วนคำว่าโบรคเกอร์ หมายถึงนายหน้าประกอบกับจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์เป็นนายหน้า ความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองจึงอยู่ในลักษณะจำเลยที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายหน้าในการขายรถยนต์ให้

โจทก์ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ผ่านทางจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ มีวัตถุประสงค์ในการค้าขาย นายหน้าจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายจากบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน การจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ได้แสดงออกโดยปริยายหรือแสดงออกชัดแจ้งแก่บุคคลทั่วไปว่าให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ บริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ได้ประกอบรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม เอส.เอ.ซี.๐๖๘๓๙๙ เลขตัวถัง เค.ที.จี.ดี.๒๑ - อี.๔๓๙๑๕เลขเครื่องยนต์ ๖๒๗๗๕๓๐ และได้ส่งมอบรถยนต์พร้อมชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ ๑เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒เพื่อจำหน่ายแต่ยังไม่ส่งมอบชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๘โจทก์ได้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ ๒ ในราคา ๓๓๕,๐๐๐ บาท ได้ชำระราคาและรับรถยนต์ไปแล้ว จำเลยที่ ๒ แจ้งว่า เอกสารชุดจดทะเบียนอยู่กับจำเลยที่ ๑แต่จนบัดนี้โจทก์ก็ยังไม่ได้รับเอกสารจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ซื้อรถยนต์มาเพื่อใช้ขนสินค้าและเครื่องมือในการประกอบอาชีพการงานของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ไม่สามารถไปจดทะเบียนรถยนต์ต่อกรมการขนส่งทางบกได้จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์ได้ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องว่าจ้างรถยนต์ของผู้อื่นมาใช้ในอัตราค่าจ้างวันละ ๓,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันมอบชุดจดทะเบียนรถยนต์นิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม เอส.เอ.ซี.๐๖๘๓๙๙ เลขตัวถัง เค.ที.จี.ดี.๒๑ - อี.๔๓๙๑๕ เลขเครื่องยนต์ ๖๒๗๗๕๓๐ พร้อมเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์และร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ ๑โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยแสดงออกโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนหรือนายหน้าของจำเลยที่ ๑แต่จำเลยที่ ๒ ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ แล้วสั่งจ่ายเช็คชำระราคารถยนต์มีเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังไม่โอนจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะได้รับเงินตามเช็คปรากฏว่าเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ส่งมอบชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่เคยว่าจ้างรถยนต์ผู้อื่น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบชุดจดทะเบียนรถยนต์นิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม เอส.เอ.ซี. ๐๖๘๓๙๙ เลขตัวถัง เค.ที.จี.ดี.๒๑ - อี.๔๓๙๑๕เลขเครื่องยนต์ ๖๒๗๗๕๓๐ พร้อมเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า บริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด เป็นผู้ประกอบรถยนต์ตามฟ้องโจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากจำเลยที่ ๒ ในราคา ๓๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ไว้แล้ว จำเลยที่ ๒ รับรถยนต์คันดังกล่าวมาจากจำเลยที่ ๑โดยออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินจำนวน ๓๖๐,๐๐๐ บาท ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑แต่จำเลยที่ ๑ เรียกเก็บเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.๑ ไม่ได้ จำเลยที่ ๑เป็นผู้ครอบครองเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อ

มีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ ส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นายยุทธกร ธีรวุฒิกุลรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากจำเลยที่ ๒โดยขายรถยนต์ของโจทก์ให้จำเลยที่ ๒ ในราคา ๗๕,๐๐๐ บาท ถือเป็นเงินมัดจำวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๘ โจทก์ชำระราคาส่วนที่ค้างทั้งหมดให้จำเลยที่ ๒ และนายชลอชาญเวโรจน์ กรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๑ เบิกความว่า จำเลยที่ ๒ สั่งรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๘ โดยออกเช็คเอกสารหมาย ล.๑ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๙ สั่งจ่ายเงินจำนวน ๓๖๐,๐๐๐ บาท มอบให้จำเลยที่ ๑แสดงให้เห็นว่า หลังจากโจทก์วางเงินมัดจำแล้วจำเลยที่ ๒ จึงสั่งรถยนต์คันดังกล่าวมาจากจำเลยที่ ๑ และออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าถึง ๗ เดือนเศษ มอบให้จำเลยที่ ๑เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์จึงร้องเรียนไปยังนายพรเทพพรประภา ประธานกรรมการบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์คันที่โจทก์ซื้อ ต่อมาบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด มีหนังสือลงวันที่ ๑๘เมษายน ๒๕๓๙ ตามเอกสารหมาย จ.๑๒ แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ (ดิลเลอร์)ได้ดำเนินการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ ๒ (โบรคเกอร์) เพื่อเจรจาใช้หนี้ให้โจทก์หากโจทก์ประสงค์ซื้อรถยนต์นิสสันในครั้งต่อไปขอให้ติดต่อกับจำเลยที่ ๑ โดยตรงเพราะจำเลยที่ ๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายจากบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัดแล้ว ข้อความในเอกสารหมาย จ.๑๒ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นดิลเลอร์ของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด โดยจำเลยที่ ๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายจากบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด แล้วพอแปลคำว่า ดิลเลอร์ ได้ว่า หมายถึงผู้จำหน่าย ประกอบคำเบิกความของนายชลอที่ว่าจำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อนิสสันของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด ดังนั้นจำเลยที่ ๑จึงเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์จำกัด ส่วนคำว่าโบรคเกอร์นั้นนายชลอเบิกความว่า หมายถึงนายหน้าประกอบกับหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๔ (ตรงกับเอกสารหมาย จ.๔) ระบุวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ ในข้อ ๓ ว่าเป็นนายหน้า และจำเลยที่ ๑ ไม่นำสืบปฏิเสธข้อความในเอกสารหมาย จ.๑๒ ว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้นความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.๑๒ จึงอยู่ในลักษณะจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของบริษัทสยามกลการและนิสสันเซลส์ จำกัด โดยมีจำเลยที่ ๒เป็นนายหน้าในการขายรถยนต์ให้จำเลยที่ ๑ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ผ่านทางจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นนายหน้าของจำเลยที่ ๑ ส่วนเช็คเอกสารหมาย ล.๑ นั้น ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ออกเช็คเอกสารหมาย ล.๑ ชำระราคารถยนต์คันที่นำมาขายให้โจทก์ตามที่จำเลยที่ ๑ อ้าง แต่เช็คดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดแก่จำเลยที่ ๑ เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒รับผิดส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดส่งมอบชุดจดทะเบียนแก่โจทก์ด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.อี.เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามนิสสัน ธนบุรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8300/2543
#40491
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำบันทึกถ้อยคำซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลย และ บ. โดยบุคคลดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อไว้ว่า ตามที่เจ้าหน้าที่มาทำรังวัดตรวจสอบเนื้อที่รายโจทก์จากการรังวัดปรากฏว่า อาณาเขตทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลย ได้ทำการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้เช่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 6 เมตร ปรากฏว่าคู่กรณีสามารถตกลงกันได้โดยจำเลยยินยอมแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศเหนือจากถนนสาธารณะประมาณ 4 เมตร โดยวัดเฉียงตรงมายังชายทะเลโดยที่ดินของจำเลยยังคงเหลือระยะ 68 เมตร เท่าเดิม ในการตกลงครั้งนี้จำเลยยินยอมตกลงว่าจะไปทำคำขอรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ภายในเวลา 1 เดือนนับจากวันตกลงนี้ ข้อตกลงในส่วนโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยจำเลยยอมแบ่งที่ดินของจำเลยบางส่วนชดใช้ให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยได้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้เช่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่สัญญาให้ทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 725ซึ่งโจทก์ นายคนิจและนายเชาวลิต วโนทยาโรจน์ เป็นเจ้าของรวมและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 724 ของจำเลยซึ่งมีอาณาเขตของที่ดินติดต่อกันจากการรังวัดปรากฏว่าจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 6 เมตรโจทก์จำเลยจึงตกลงกันโดยจำเลยยินยอมแบ่งแยกที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือจากถนนสาธารณะ ยาวประมาณ 4 เมตร วัดเฉียงตรงมายังชายทะเลให้ที่ดินของจำเลยเหลือระยะ 68 เมตร เท่าเดิมโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนรังวัดแบ่งแยกให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันตกลงกัน แต่เมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน ดังกล่าว จำเลยไม่ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยไปทำการรังวัดจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 724 ด้านทิศเหนือจากถนนสาธารณะยาวประมาณ 4 เมตร โดยวัดเฉียงตรงมายังชายทะเลตามรูปแผนที่ที่ดินท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทั้งบันทึกตามฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยประสงค์จะให้ที่ดินของจำเลยแก่โจทก์โดยการทำนิติกรรมและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยยังมิได้สละสิทธิครอบครองและยังมิได้มีการจดทะเบียนตามนิติกรรมนั้น นิติกรรมจึงไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรังวัดจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 724 ด้านทิศเหนือจดถนนสาธารณะยาว 4 เมตร โดยวัดเฉียงตรงมายังชายทะเลตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 725 ด้านทิศใต้ของที่ดินติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 724 ของจำเลย และด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยแปลงนี้ติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1176 ของจำเลยอีกแปลงหนึ่ง และที่ดินของจำเลยแปลงหลังอยู่ติดกับที่ดินของนางบี้ กังแช เมื่อปี 2532 เจ้าพนักงานที่ดินได้ไปรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของร่วมตามคำขอของโจทก์ปรากฏว่า เนื้อที่ดินของโจทก์ขาดหายไป เจ้าพนักงานที่ดินจึงได้ทำบันทึกถ้อยคำซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลย และนางบี้โดยบุคคลดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2532ความว่า วันนี้เวลา 10 นาฬิกา ตามที่เจ้าหน้าที่มาทำรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ราย นายวิเชียร วโนทยาโรจน์ (หมายถึงโจทก์) จากการรังวัดปรากฏว่าอาณาเขตทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินนางสาวปราณีอ่อนหวาน (หมายถึงจำเลย) ได้ทำการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้เช่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 6 เมตร ปรากฏว่าคู่กรณีสามารถตกลงกันได้ โดยนางสาวปราณียินยอมแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศเหนือจากถนนสาธารณะประมาณ 4 เมตร โดยวัดเฉียงตรงมายังชายทะเลโดยที่ดินของนางสาวปราณียังคงเหลือระยะ68 เมตร เท่าเดิม ในการตกลงครั้งนี้นางสาวปราณียินยอมตกลงว่าจะไปทำคำขอรังวัดแบ่งแยกให้นายวิเชียรภายในเวลา 1 เดือนนับจากวันตกลงนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวเป็นสัญญาให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งทำให้สามารถบังคับกันได้ตามสัญญา เห็นว่า ข้อตกลงในส่วนโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยจำเลยยอมแบ่งที่ดินของจำเลยบางส่วนชดใช้ให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยได้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้เช่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันบังคับได้ตามกฎหมาย มิได้เป็นสัญญาให้ทรัพย์สินจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิเชียร วโนทยาโรจน์
จำเลย — นางสาว ปราณี อ่อนหวาน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8300/2543
#66324
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำบันทึกถ้อยคำซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลย และ บ.โดยบุคคลดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อไว้ว่า ตามที่เจ้าหน้าที่มาทำรังวัดตรวจสอบเนื้อที่รายโจทก์ จากการรังวัดปรากฏว่า อาณาเขตทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลย ได้ทำการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้เช่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 6 เมตร ปรากฏว่าคู่กรณีสามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยยินยอมแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศเหนือจากถนนสาธารณะประมาณ 4 เมตร โดยวัดเฉียงตรงมายังชายทะเลโดยที่ดินของจำเลยยังคงเหลือระยะ 68 เมตร เท่าเดิม ในการตกลงครั้งนี้จำเลยยินยอมตกลงว่าจะไปทำคำขอรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ภายในเวลา 1 เดือน นับจากวันตกลงนี้ ข้อตกลงในส่วนโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยจำเลยยอมแบ่งที่ดินของจำเลยบางส่วนชดใช้ให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยได้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยให้เช่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่สัญญาให้ทรัพย์สิน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร วโนทยาโรจน์
จำเลย — นางสาวปราณี อ่อนหวาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8296/2543
#37880
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องต่อศาลว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์ของโจทก์ซึ่งไม่มีกฎหมายระบุให้ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดีเหมือนการฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี ซึ่งโจทก์จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯประกอบมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากร การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าเป็นการข้ามขั้นตอนจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน

โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอ้างแต่เพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ดังนั้น เมื่อปรากฏจากคำฟ้องว่าโจทก์ไม่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินภายในกำหนดเวลา ค่าภาษีดังกล่าวจึงถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12อธิบดีของจำเลยย่อมมีอำนาจสั่งยึด อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ตามมาตรา 12 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร การที่จำเลยสั่งให้เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ถูกจำเลยตรวจสอบเรื่องการเสียภาษีเงินได้และถูกประเมินให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม อ้างว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี2539 ไม่ถูกต้อง โดยแสดงรายได้ต่ำไป 11,300,000 บาท นางอิศราเปี่ยมศิลปกุญชร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 7 แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 7,330,476 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20ตุลาคม 2540 ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของจำเลย ภายหลังจากโจทก์ยื่นคำอุทธรณ์การประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จำเลยมอบให้นายสมเกียรติ เจริญกุล เจ้าหน้าที่ตำแหน่งสรรพากรภาค 2 มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินของโจทก์ ได้แก่ ที่ดิน3 แปลง โฉนดเลขที่ 239753, 239754 และ 239755 ตั้งอยู่ที่แขวงบางนาเขตบางนา (เขตพระโขนง) กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ จำเลยยังได้อายัดเงินในบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาศรีย่านอีกสองบัญชีต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ได้รับหนังสือส่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินจากสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 แจ้งว่าจะมีการขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงในวันที่ 9 มีนาคม 2543 โจทก์เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ดำเนินการเร่งรัดภาษีอากรที่ค้างชำระจากโจทก์ แต่โจทก์ไม่ชำระ จำเลยจึงมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการยึดทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น โดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวได้เพราะโจทก์มิใช่ผู้มีเงินได้ที่แท้จริงเนื่องจากเงินได้จำนวนดังกล่าวเป็นเงินได้ที่นางจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงษา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ นายทวิช และนางดวงรัตน์ เกียรติเลิศพงษา นายสุรชัย ศิริภาภรณ์ และธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด เป็นจำเลย ขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรม ต่อมานายสุรชัยได้ชำระเงินเป็นค่าเสียหายให้แก่นางจุฑารัตน์จำนวน 11,300,000 บาท นางจุฑารัตน์จึงถอนฟ้องไป คือ คดีหมายเลขแดงที่ 2757/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรีโจทก์จึงมิใช่ผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินนอกจากนี้หลังจากจำเลยให้โจทก์ชำระค่าภาษีแล้ว โจทก์พบว่านางจุฑารัตน์จดทะเบียนสมรสกับบุคคลอื่นมาก่อน และยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าโจทก์จึงร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ และศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรับผิดค่าภาษีจากการรับเงินของนางจุฑารัตน์แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดทรัพย์โจทก์ เพราะโจทก์ไม่มีเงินได้ และการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบแล้วคดีของโจทก์จึงถือได้ว่าเป็นคดีที่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 7(1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและงดการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวกับเพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีของโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเป็นสองตอน ตอนแรกเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการที่ถูกจำเลยประเมินให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมว่าโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งในขณะที่ฟ้องคดีนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตอนที่สองโจทก์บรรยายว่า ภายหลังการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว จำเลยมอบให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดที่ดินของโจทก์ 3 แปลง กับอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์และต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดิน ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิและอายัดทรัพย์ของโจทก์ได้ เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่หรือวินิจฉัยสั่งให้ดำเนินการยึดทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินในบัญชีของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องต่อศาลว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์ของโจทก์ซึ่งไม่มีกฎหมายระบุให้ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดีเหมือนการฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี ซึ่งโจทก์จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 8แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 ประกอบมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากร การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าเป็นการข้ามขั้นตอนตามมาตรา 30(2) จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าจำเลยสั่งให้เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์โดยชอบด้วยประมวลรัษฎากรหรือไม่ ไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวน โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอ้างแต่เพียงว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ดังกล่าวหรือไม่ ยังไม่มีข้อยุติเพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา 31แห่งประมวลรัษฎากรนั้น การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากรดังนั้น เมื่อปรากฏจากคำฟ้องว่าโจทก์ไม่ชำระค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินภายในกำหนดเวลาค่าภาษีดังกล่าวจึงถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 อธิบดีของจำเลยย่อมมีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ตามมาตรา 12 วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร การที่จำเลยสั่งให้เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 30 (2) ม. 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธนากร เกียรติเลิศพงศา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8296/2543
#91291
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเป็นสองตอน ตอนแรกเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการที่โจทก์ถูกประเมินให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมว่าโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งในขณะที่ฟ้องคดีนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตอนที่สองโจทก์บรรยายว่า ภายหลังการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว จำเลยมอบให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดที่ดินของโจทก์ 3 แปลง กับอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ และต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดิน ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิยึด และอายัดทรัพย์ของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่หรือวินิจฉัยสั่งให้ดำเนินการยึดทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินในบัญชีของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องต่อศาลว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์ของโจทก์ ซึ่งไม่มีกฎหมายระบุให้ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดีเหมือนการฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี ซึ่งโจทก์จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ประกอบมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพราะ เห็นว่าเป็นการข้ามขั้นตอนตามมาตรา 30 (2) จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอ้างแต่เพียงว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ดังกล่าวหรือไม่ ยังไม่มีข้อยุติเพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เมื่อปรากฏว่า โจทก์ไม่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินภายในกำหนดเวลา ค่าภาษีดังกล่าวจึงถือเป็นภาษีอากรค้าง ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร อธิบดีของจำเลยย่อมมีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ตามมาตรา 12 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร การที่จำเลยสั่งให้เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 239753, 239754 และ 239755 ตั้งอยู่ที่แขวงบางนา เขตบางนา (เขตพระโขนง) กรุงเทพมหานคร และงดการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว กับเพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีย่าน ทั้ง 2 บัญชี

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเป็นสองตอน ตอนแรกเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการที่จำเลยถูกประเมินให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมว่า โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งในขณะที่ฟ้องคดีนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตอนที่สองโจทก์บรรยายว่า ภายหลังการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว จำเลยมอบให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดที่ดินของโจทก์ 3 แปลง กับอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ และต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดิน ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิยึดและอายัดทรัพย์ของโจทก์ได้ เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่หรือวินิจฉัยสั่งให้ดำเนินการยึดทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินในบัญชีของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องต่อศาลว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์ของโจทก์ซึ่งไม่มีกฎหมายระบุให้ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดีเหมือนการฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี ซึ่งโจทก์จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ประกอบมาตรา 30 (2) แห่ง ป.รัษฎากร การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าเป็นการข้ามขั้นตอนตามมาตรา 30 (2) จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอ้างแต่เพียงว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ดังกล่าวหรือไม่ ยังไม่มีข้อยุติเพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา 31 แห่ง ป.รัษฎากร นั้น การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินภายในกำหนดเวลา ค่าภาษีดังกล่าวจึงถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร อธิบดีของจำเลยย่อมมีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ตามมาตรา 12 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร การที่จำเลยสั่งให้เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 30 (2) ม. 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนากร เกียรติเลิศพงศา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8295/2543
#99100
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องขอถอนคำร้องที่ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้คัดค้านไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้อง ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมายและได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตในเขตเลือกตั้งที่ ๒๘ กรุงเทพมหานคร แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวรับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตในเขตเลือกตั้งที่ ๒๘กรุงเทพมหานคร

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ และมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้ร้องจึงเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างศาลชั้นต้นสืบพยานแทนศาลฎีกา ผู้ร้องขอถอนคำร้อง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า เมื่อผู้ร้องขอถอนคำร้องที่ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้คัดค้านไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิสิฐ ศรีพิทักษ์
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒๘ กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8294/2543
#99101
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "วันเลือกตั้ง" ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 บัญญัติในมาตรา 4 ให้หมายความถึงวันที่กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาแล้วแต่กรณี ซึ่งหมายถึงวันที่ให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปไม่ใช่วันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ผู้ร้องย้ายทะเบียนบ้านจากจังหวัดสกลนครมาอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ยังไม่ครบ 90 วัน ผู้ร้องจึงมิใช่เป็นบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ยังคงเป็นบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนครอยู่ นอกจากนั้นตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2543 ข้อ 9 กำหนดว่าให้ใช้บัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องไปเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร การที่ผู้ร้องจะไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์โดยไม่ไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร ซึ่งผู้ร้องมีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคสอง

การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแจ้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้งซึ่งกรณีของผู้ร้องคือนายอำเภอเมืองสกลนครและต้องแจ้งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แม้ผู้ร้องอ้างว่าได้มีหนังสือแจ้งเหตุไปแล้ว แต่จ่าหน้าซองผิดโดยระบุชื่อผู้รับเป็น "ก.ก.ต.สกลนคร" แทนที่จะระบุว่าเป็นนายอำเภอเมืองสกลนครตามที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้หนังสือแจ้งเหตุส่งไม่ถึงนายอำเภอเมืองสกลนครก็ดี และเมื่อล่วงพ้นเวลาแจ้งเหตุแล้ว ผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งเหตุต่อนายอำเภอเมืองสกลนคร อันเป็นการแสดงว่าผู้ร้องมิได้มีเจตนาหรือจงใจไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ดี ไม่เป็นเหตุที่ถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งที่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 21, 22 ผู้ร้องจึงต้องเสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 23 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ ๖ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่รับสมัครผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเหตุ ความจริงผู้ร้องไปใช้สิทธิแล้วแต่ไม่มีชื่อผู้ร้องในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งผู้ร้องได้แจ้งเหตุที่ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งภายในกำหนดเวลาแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งสุดท้าย เป็นผลให้ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา ๖๘ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ร้องย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๓ นับถึงวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนบ้านดังกล่าวไม่ครบ ๙๐ วัน แต่เมื่อนับถึงการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าวเกินกว่า ๙๐ วันแล้ว แต่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการขอให้เพิ่มชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนบ้านอีกแห่งหนึ่งที่จังหวัดสกลนคร ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดสกลนคร และผู้ร้องมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนครต่อบุคคลผู้รับแจ้งเหตุทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง หนังสือแจ้งเหตุหลังวันเลือกตั้งท้ายคำร้องมีพิรุธหลายประการ โดยผู้ร้องมีหนังสือแจ้งเหตุถึงนายอำเภอเมืองสกลนคร แต่จ่าหน้าซองจดหมายถึง "กกต.สกลนคร"ทั้งไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสกลนครได้รับหนังสือแจ้งเหตุของผู้ร้องแต่อย่างใด แสดงว่าผู้ร้องมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณาคำร้อง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่าในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ ๒๙เมษายน ๒๕๔๓ ผู้ร้องจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งวัดสามัคคีธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องไม่ได้ตรวจบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง และมิได้ขอเพิ่มชื่อต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ผู้ร้องทราบว่าจะต้องแจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายอำเภอเมืองสกลนครหรือปลัดเทศบาลเมืองสกลนคร ผู้ร้องแถลงว่าผู้ร้องได้ทำหนังสือแจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายอำเภอเมืองสกลนคร และทำคำร้องตามแบบ ส.ว.๓๐ ตามเอกสารหมาย ร.๑ และ ร.๒ รวมใส่ในซองเดียวกันจ่าหน้าซองถึง ก.ก.ต.สกลนคร จังหวัดสกลนคร ตามเอกสารหมาย ร.๓ ผู้ร้องมิได้จ่าหน้าซองและมิได้ส่งจดหมายเองซองจดหมายดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อผู้ส่งและไม่ได้ลงทะเบียน จดหมายดังกล่าวถูกส่งกลับเพราะจ่าหน้าไม่ชัดเจน และตกค้างอยู่ที่ทำการไปรษณีย์กุฉินารายณ์ และต่อมาผู้ร้องได้ทำหนังสือลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร และนายอำเภอเมืองสกลนคร โดยผู้ร้องยอมรับว่าหนังสือลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดในการที่จะแจ้งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ผู้คัดค้านแถลงว่าไม่รับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมายร.๑ ร.๒ และ ร.๓ เพราะหากหนังสือดังกล่าวส่งถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสกลนครตามที่จ่าหน้าซอง คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสกลนครจะต้องได้รับหนังสือดังกล่าว และต้องเปิดซองจดหมายจากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นในภายหลัง ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานและส่งสำนวนพร้อมความเห็นเบื้องต้นมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมผู้ร้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ ๕๐หมู่ที่ ๑๕ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนครเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๓ ผู้ร้องได้แจ้งย้ายมาอยู่บ้านเลขที่ ๔๗๐หมู่ที่ ๑๒ ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในวันที่๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งวัดสามัคคีธรรม หมู่ที่ ๑๒ ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ร้องไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งวัดสามัคคีธรรมแต่ยังมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนครผู้ร้องจึงมิได้ลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งวัดสามัคคีธรรม และมิได้เดินทางไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสกลนครได้ประกาศรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ส.ว.๓๒) ซึ่งผู้ร้องมีชื่อถูกประกาศเป็นผู้เสียสิทธิในบัญชีดังกล่าวด้วยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องคือว่า ผู้ร้องเสียสิทธิตามประกาศดังกล่าวหรือไม่ ข้อที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ผู้ร้องเป็น "บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้ง"หรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๕ (๓)บุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งคือบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งคำว่า "วันเลือกตั้ง"ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ บัญญัติในมาตรา ๔ ให้หมายความถึงวันที่กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือสมาชิกวุฒิสภาแล้วแต่กรณี ดังนั้น กรณีของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๒ วันเลือกตั้งจึงหมายถึงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันที่ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป แต่วันที่ ๒๙เมษายน ๒๕๔๓ เป็นเพียงวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง วันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๓ เมื่อนับถึงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๓ผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ยังไม่ครบ ๙๐ วัน ผู้ร้องจึงมิใช่เป็นบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ยังคงเป็นบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนครอยู่ นอกจากนั้นตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๓ ข้อ ๙กำหนดว่าให้ใช้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น ไม่ว่าในการลงคะแนนในวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไปวันที่๔ มีนาคม ๒๕๔๓ หรือในการลงคะแนนในวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องไปเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร การที่ผู้ร้องจะไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์โดยไม่ไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดสกลนคร ซึ่งผู้ร้องมีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคสอง ข้อที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าผู้ร้องแจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามมาตรา ๖๘ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่เห็นว่า ตามมาตรา ๒๑ วรรคแรก ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแจ้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง สำหรับกรณีของผู้ร้องคือต้องแจ้งต่อนายอำเภอเมืองสกลนคร ส่วนกำหนดเวลาแจ้งของผู้ร้องกรณีนี้ตามมาตรา ๒๒ ผู้ร้องต้องแจ้งภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการเลือกตั้งประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุตามมาตรา ๒๑ เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการตามมาตรา ๒๑, ๒๒ จึงถือว่าผู้ร้องไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ส่วนข้อที่ผู้ร้องอ้างว่าได้มีหนังสือแจ้งเหตุตามเอกสารหมาย ร.๑ และ ร.๒ แล้วโดยใส่ในซองตามสำเนาเอกสารหมาย ร.๓ แต่บุคคลซึ่งดำเนินการส่งหนังสือให้ผู้ร้องจ่าหน้าซองตามสำเนาเอกสารหมาย ร.๓ โดยระบุผู้รับเป็น "ก.ก.ต.สกลนคร" แทนที่จะระบุว่าเป็นนายอำเภอเมืองสกลนครทำให้หนังสือแจ้งเหตุส่งไม่ถึงนายอำเภอเมืองสกลนครก็ดี และข้อที่ผู้ร้องอ้างว่า เมื่อล่วงพ้นเวลาแจ้งเหตุแล้วผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งเหตุต่อนายอำเภอเมืองสกลนคร อันเป็นการแสดงว่าผู้ร้องมิได้มีเจตนาหรือจงใจไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ดี ไม่เป็นเหตุที่ถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งที่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑มาตรา ๒๑, ๒๒ ผู้ร้องจึงต้องเสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๖๘ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา๒๓ (๓) คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับสมัครผู้ร้องให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจึงชอบแล้ว

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 68 วรรคสอง ม. 105 (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 21 ม. 22 ม. 23 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายนิวัทธ์ แจ้งสุข
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๖ จังหวัดกาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8293/2543
#37879
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรปลอม แล้วจำเลยใช้ธนบัตรปลอมดังกล่าวซื้อสินค้าจากผู้เสียหายทั้งเจ็ด เป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบการค้าและเงินตราของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนโดยส่วนรวมนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงไม่ควรรอการลงโทษให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 244 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 244 ให้จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่า การที่จำเลยได้มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรปลอม แล้วจำเลยใช้ธนบัตรปลอมดังกล่าวซื้อสินค้าจากผู้เสียหายทั้งเจ็ด เป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบการค้าและเงินตราของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนโดยส่วนรวม นับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย อ้ม พันธุชาติ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8292/2543
#99099
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 35 กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่เป็นตัวแทนของนิติบุคคล ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจึงมีอำนาจดำเนินการใด ๆ แทนนิติบุคคลอาคารชุดได้ แม้ว่าในข้อบังคับของโจทก์จะกำหนดให้คณะกรรมการนิติบุคคลของโจทก์มีอำนาจดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอก หากมีการละเมิดจากการกระทำของบุคคภายนอกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง การเรียกร้องค่าเสียหาย และการเรียกเอาทรัพย์คืนนั้น ข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวก็หาลบล้างอำนาจของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดไม่

ข้อตกลงในการประนีประนอมยอมความระบุว่าโจทก์และจำเลยตกลงจะขอถอนฟ้องคดีอาญาในศาลชั้นต้นทุกคดี ซึ่งโจทก์และจำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยการถอนฟ้องคดีอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงเชียงใหม่ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย ส่วนจำเลยก็ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาท ต่อมาคดีที่ฟ้องศาลแขวงเชียงใหม่ได้มีการประนีประนอมยอมความกันตามข้อตกลงดังกล่าว โดยจำเลยจะต้องถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่โจทก์ถอนฟ้องคดีทำให้เสียทรัพย์ต่อศาลแขวงเชียงใหม่ ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมถอนฟ้องคดีที่ศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องของจำเลย ฉะนั้นการที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญาที่ศาลแขวงเชียงใหม่แล้ว แต่จำเลยไม่ยอมถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทเป็นการไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 352, 353, 354 และมาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 354 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์โดยนางสุชาดา เวียรศิลป์ ผู้จัดการมอบอำนาจให้นายนิรันดรดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 35 บัญญัติไว้ว่า ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่ง และตามมาตรา 36 บัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ฯลฯ? (3) เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่เป็นตัวแทนของนิติบุคคลย่อมจะมีอำนาจดำเนินการใด ๆ แทนนิติบุคคลอาคารชุดได้ แม้ข้อบังคับของโจทก์จะกำหนดให้คณะกรรมการนิติบุคคลของโจทก์มีอำนาจดำเนินคดีแก่บุคคลภายนอก หากมีการละเมิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางเพื่อให้บุคคลภายนอกระงับการทำละเมิด การเรียกร้องค่าเสียหายและการเรียกเอาทรัพย์คืนนั้น ข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวก็หาลบล้างอำนาจของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดไม่ ดังนั้นเมื่อนางสุชาดาเป็นผู้จัดการนิติบุคคลจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยคดีนี้ได้ และชอบที่จะมอบอำนาจให้นายนิรันดรดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่ได้มีการยอมความกันแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงในการประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย ล. 2 ระบุว่าโจทก์และจำเลยตกลงจะขอถอนฟ้องคดีอาญาในศาลชั้นต้นทุกคดี และจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งซึ่งฟ้องร้องกันอยู่ ณ ศาลชั้นต้นโดยนำหลักการและเงื่อนไขนี้ไปเป็นหลักในการทำสัญญาดังกล่าว ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยการถอนฟ้องคดีอาญา แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นอกจากโจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงเชียงใหม่ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย ส่วนจำเลยก็ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาท ต่อมาคดีที่ฟ้องต่อศาลแขวงเชียงใหม่ได้มีการประนีประนอมยอมความกันตามเอกสารหมาย ล. 2 โดยจำเลยจะต้องถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่โจทก์ถอนฟ้องคดีทำให้เสียทรัพย์ต่อศาลแขวงเชียงใหม่แล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมถอนฟ้องคดีที่ศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญาที่ศาลแขวงเชียงใหม่ แต่จำเลยไม่ยอมถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทเป็นการไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ศรีธนาคอนโดมิเนียม 2
จำเลย — นายประเสริฐ ธนาฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8290/2543
#37878
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองฝาสูบตัวอย่างของโจทก์เพื่อโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาเบียดบังฝาสูบตัวอย่างเป็นของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการเบียดบังฝาสูบตัวอย่างของโจทก์ไปโดยสุจริตนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายถือเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา 22 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาใช้บังคับในศาลจังหวัดฯ มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2541 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 หล่อฝาสูบเครื่องยนต์2 อัน ในราคาฝาอันแรกรวมค่าแบบไม้ 40,000 บาท ฝาอันที่ 2 ไม่รวมค่าแบบไม้ 10,000 บาท และได้มอบฝาสูบให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นตัวอย่างแต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหล่อฝาสูบเครื่องยนต์ 2 อันให้เสร็จในกำหนดคงมีแต่แบบไม้มาให้โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาว่าจ้างกับจำเลยที่ 1และบอกให้จำเลยที่ 1 คืนฝาสูบตัวอย่างให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1ไม่คืนให้แก่โจทก์ อ้างว่าโจทก์ต้องชำระค่าแบบไม้ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองฝาสูบตัวอย่างของโจทก์ไว้ระหว่างที่มีข้อโต้แย้งสิทธิทางแพ่งนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตเบียดบังฝาสูบตัวอย่างเป็นของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีมูลความผิดอาญาฐานยักยอก พิพากษาให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองฝาสูบตัวอย่างของโจทก์ไว้แล้วไม่คืนให้โจทก์ จะมีความผิดอาญาฐานยักยอกนั้น จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เช่นนั้น มีเจตนาที่จะเบียดบังเอาฝาสูบตัวอย่างเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตหรือไม่ และการที่จำเลยที่ 1 ไม่คืนฝาสูบตัวอย่างให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ต้องชำระค่าแบบไม้ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนนั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือบุคคลที่สามอันเป็นการกระทำโดยทุจริตหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน แล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1ครอบครองฝาสูบตัวอย่างของโจทก์เพื่อโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตเบียดบังฝาสูบตัวอย่างเป็นของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการเบียดบังฝาสูบตัวอย่างของโจทก์ไปโดยทุจริตนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22ประกอบด้วยพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นวคุณ ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัท เอกโกมล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ