คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8811/2543
#99050
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารมีข้อความว่า "ยอดเงินขายฝากที่ดิน 300,000 บาท ยอดเงินกู้ 292,700 บาท รวม 2 รายการ 592,700 บาท จ่ายเงินสดก่อน 200,000 บาท คงเป็นหนี้อยู่อีก 392,700 บาท" ไม่มีข้อความที่เป็นข้อตกลงว่าจำเลยได้ให้คำมั่นจะขาย ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ เมื่อคำมั่นว่าจะขายอสังหาริมทรัพย์มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงจึงห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) และข้อความตามเอกสารในสำนวนคดีแพ่งดังกล่าว ไม่มีลักษณะเป็นคำมั่นว่าจะขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่ามีการตกลงให้คำมั่นจะขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินจำนวน 392,700 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 3128, 58442 และ 58443 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น คืนให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระหนี้สินติดพัน หากจำเลยไม่ไปขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและขอให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวต่อธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาขอนแก่น ในวงเงิน 800,000 บาท ก่อนที่จะจดทะเบียนโอนคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ขายฝากที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 3128 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ไว้แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้ไถ่หรือใช้สิทธิไถ่ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาขายฝาก และเมื่อสิ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว จำเลยไม่เคยรับว่าจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงหรือให้คำมั่นใด ๆ แก่โจทก์ว่า จำเลยจะโอนที่ดินพิพาทที่จำเลยรับซื้อฝากไว้คืนให้แก่โจทก์ บันทึกข้อความตามที่โจทก์อ้างเป็นบันทึกที่โจทก์ขอร้องให้จำเลยทำขึ้นโดยอ้างว่าจะนำไปให้พี่น้องของโจทก์ดูว่าโจทก์ยังมีหนี้สินติดค้างชำระต่อจำเลยอยู่ เนื่องจากโจทก์ยืมเงินญาติพี่น้องไป 200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลย โดยขอให้ระบุว่ามียอดหนี้ขายฝากที่ดิน 300,000 บาท และยอดหนี้เงินกู้ 292,000 บาท ความจริงโจทก์ไม่มียอดหนี้ตามสัญญาขายฝากค้างชำระแก่จำเลย และบันทึกดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าเป็นคำมั่นของจำเลยที่จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยไม่เคยบอกว่าหากโจทก์ชำระเงินจำนวน 392,700 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในเดือนกันยายน 2532 โจทก์ไม่เคยติดต่อขอชำระเงินจำนวน 392,700 บาท ให้แก่จำเลยแล้วให้จำเลยไปโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ บันทึกดังกล่าวโจทก์เคยอ้างประกอบคำฟ้องที่โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยรับไถ่ที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1364/2532 หมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นที่ดินแปลงพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 1364/2532 หมายเลขแดงที่ 1405/2533 หรือไม่ ศาลสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วฟังว่าเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยรับเงิน 392,700 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 3128, 58442 และ 58443 เลขที่ดิน 31, 156 และ 157 ตามลำดับ ตำบลในเมือง (พระลับ) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ให้แก่โจทก์ โดยให้ที่ดินดังกล่าวปราศจากภาระหนี้สินติดพัน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งหมดให้เป็นพับ

ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นายประทีปทายาทของผู้มรณะได้ขอเข้ามาเป็น คู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2526 โจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท กำหนดไถ่ภายใน 2 ปี แต่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิไถ่การขายฝากภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ จำเลยได้ทำเอกสารมอบให้โจทก์มีข้อความว่า "ยอดเงินขายฝากที่ดิน 300,000 บาท ยอดเงินกู้ 292,700 บาท รวมสองรายการ 592,700 บาท จ่ายเงินสดก่อน 200,000 บาท คงเป็นหนี้อยู่อีก 392,700 บาท (สามแสนเก้าหมื่นสองพันเจ็ดร้อยถ้วน) ลงชื่อจำเลยและวันที่" ตามเอกสารหมาย จ. 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามเอกสารดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยได้ให้คำมั่นว่า จะขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า หลังจากครบกำหนดไถ่แล้ว โจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 2 แก่จำเลยเรื่อยมา แต่กี่บาทจำไม่ได้ หลังจากครบกำหนดไถ่แล้ว โจทก์เคยพูดขอไถ่ที่ดินจากจำเลย จำเลยรับปากว่าจะให้ไถ่โดยบอกให้โจทก์ชำระหนี้ทั้งหมดแล้วจะโอนที่ดินคืนให้ โจทก์ตอบตกลง ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2530 โจทก์อยากทราบยอดหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลย จึงได้มีการคิดบัญชีกัน ปรากฏว่าจำเลยคิดค่าที่ดินรวมดอกเบี้ยแล้วเป็นเงิน 300,000 บาท และค่าหนี้เงินกู้รายอื่น ๆ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 292,700 บาท รายละเอียดปรากฏตามบันทึกเอกสารหมาย จ. 4 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้น ในวันดังกล่าวโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 200,000 บาทให้แก่จำเลย โดยชำระเป็นเงินสด และจำเลยบอกด้วยว่าส่วนหนี้ที่ค้างอีกจำนวน 392,700 บาท เมื่อชำระครบเมื่อไหร่จะโอนที่ดินคืนให้ จำเลยเบิกความว่า เอกสารหมาย จ. 4 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2533 เป็นเอกสารที่โจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยเขียนขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้โจทก์ได้นำเงินจำนวน 200,000 บาท มาชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ตามเช็คสองฉบับ โดยโจทก์อ้างว่าตนยืมเงิน 200,000 บาท มาจากญาติพี่น้องขอให้จำเลยเขียนเอกสารขึ้นเพื่อจะทำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อญาติว่าได้นำเงินมาชำระให้แก่จำเลยจริง ๆ เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงเหตุที่จำเลยทำเอกสารหมาย จ. 4 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้นมอบให้แก่โจทก์ก็เนื่องจากมีการคิดบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยทำเอกสารดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์นำไปแสดงต่อญาติว่า ได้นำเงินจำนวน 200,000 บาท มาชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยแล้วเท่านั้น จึงเป็นการนำสืบปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งหมดและข้อความตามเอกสารหมาย จ. 4 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้าง ซึ่งมีข้อความแต่เพียงว่า "ยอดเงินขายฝากที่ดิน 300,000 บาท ยอดเงินกู้ 292,700 บาท รวม 2 รายการ 592,700 บาท จ่ายเงินสดก่อน 200,000 บาท คงเป็นหนี้อยู่อีก 392,700 บาท (สามแสนเก้าหมื่นสองพันเจ็ดร้อยถ้วน)" เอกสารดังกล่าวจึงไม่มีข้อความที่เป็นข้อตกลงว่า จำเลยได้ให้คำมั่นจะขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ เมื่อคำมั่นว่าจะขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีการวางประจำไว้ ส่วนในประเด็นเรื่องได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจำเลยก็นำสืบปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในประเด็นนี้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ฝ่ายโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่จำเลย เมื่อคำมั่นว่าจะขายอสังหาริมทรัพย์มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) และข้อความตามเอกสารหมาย จ. 4 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2533 ของศาลชั้นต้น ไม่มีลักษณะเป็นคำมั่นว่าจะขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่ามีการตกลงให้คำมั่นจะขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ อึ้งอารุณยะวี
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นายชัยสิทธิ์ รุ่งเพชรวงศ์ โดยนายประทีป รุ่งเพชรวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางรัชนี สุขใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8810/2543
#66355
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงทำสัญญาเช่ารถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ตามเอกสารซึ่งระบุว่า เป็นสัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง มีกำหนด 48 เดือน ค่าเช่าเดือนละ 19,100 บาท หรือคิดเป็นเงินค่าเช่าทั้งหมด 916,800 บาท และเงินประกันการเช่าอีก 57,300 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยจะซื้อทรัพย์สินที่ให้เช่าหรือรถยนต์คันพิพาทได้ในราคา 200,000 บาท จึงรวมเป็นเงินที่ผู้เช่าหรือจำเลยจะต้องชำระทั้งหมดไม่น้อยกว่า 1,174,100 บาท โดยโจทก์คิดเป็นราคารถยนต์ คันพิพาทจำนวน 803,738.32 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 56,261.68 บาท สัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่ง ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง โดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง

โจทก์และจำเลยต่างมีความประสงค์ในทางสุจริตตามนัยแห่งมาตรา 6 และมาตรา 368 ว่า ต้องการจะใช้บังคับแก่กันในลักษณะเช่าทรัพย์หรือเช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง จึงต้องอนุวัตน์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญาดังกล่าวเป็นสำคัญ อีกทั้งเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญาว่าด้วยทรัพย์สินที่เช่า ระยะเวลาการเช่า ค่าเช่าและเงินประกันการเช่า การประกันภัยและหน้าที่ของผู้เช่า การสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดสัญญา และการบอกเลิกสัญญาของผู้เช่า ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะของการเช่าทรัพย์สินตามนัยแห่งมาตรา 537 ถึงมาตรา 564 ทั้งสิ้น แม้จะมีข้อตกลงเป็นพิเศษที่กำหนดให้ผู้เช่าสามารถเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าได้โดยต้องส่งคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ผู้ให้เช่าทราบไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนสัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงก็เป็นแต่เพียงข้อยกเว้นในทางให้สิทธิแก่ผู้เช่าบางประการในการเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ก็ได้เท่านั้น กรณีมิใช่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างได้มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่ารถยนต์แบบลิสซิ่งรายพิพาทจึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 17/2543)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๓๑๘,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงทำสัญญาเช่ารถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งตามสัญญาเช่าทรัพย์ฉบับดังกล่าวหรือตามเอกสารหมาย จ.๖ ระบุว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง มีกำหนด ๔๘ เดือน ค่าเช่าเดือนละ ๑๙,๑๐๐ บาท หรือคิดเป็นเงินค่าเช่าทั้งหมด ๙๑๖,๘๐๐ บาท และเงินประกันการเช่าอีก ๕๗,๓๐๐ บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าจำเลยที่ ๑ จะซื้อทรัพย์สินที่ให้เช่าหรือรถยนต์คันพิพาทได้ในราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงรวมเป็นเงินที่ผู้เช่าหรือจำเลยที่ ๑ จะต้องชำระทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๑,๑๗๔,๑๐๐ บาท โดยโจทก์คิดราคารถยนต์คันพิพาทจำนวน ๘๐๓,๗๓๘.๓๒ บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม ๕๖,๒๖๑.๖๘ บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาเช่าทรัพย์ รายพิพาทเป็นสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ โดยข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าทรัพย์ดังกล่าวหรือสัญญาเช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งถือเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๗ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์แบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.๖ ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งตาม นัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคสอง โดยอาศัยเทียบบทกฎมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะ บทกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่มีการบัญญัติใช้โดยเฉพาะ อีกประการหนึ่ง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายหรือโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างก็มีความประสงค์ในทางสุจริตตามนัยแห่งมาตรา ๖ และมาตรา ๓๖๘ ว่า ต้องการจะใช้บังคับแก่กันในลักษณะ เช่าทรัพย์หรือเช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง จึงควรที่จะต้องอนุวัฒน์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญาดังกล่าวเป็นสำคัญ หาควรที่จะตีความไปในทางจำกัดสิทธิจนเป็นการลิดรอนเจตนาของคู่กรณีอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยชัดเจน อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญาเช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ. ๑ ว่าด้วยทรัพย์สินที่เช่า ข้อ . ๒ ระยะเวลาการเช่า ข้อ. ๓ ค่าเช่าและเงินประกัน การเช่า ข้อ. ๕ การประกันภัยและข้อ. ๖ ถึง ข้อ. ๙ เรื่องหน้าที่ของผู้เช่า การสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดสัญญา และการบอกเลิกสัญญาของผู้เช่าล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะของการเช่าทรัพย์สินตามนัยแห่งมาตรา ๕๓๗ ถึง มาตรา ๕๖๔ ทั้งสิ้น แม้มีข้อตกลงเป็นพิเศษในข้อ ๓.๒ ที่กำหนดให้ผู้เช่าสามารถเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าได้โดยต้องส่งคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ผู้ให้เช่าทราบไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน ก่อนสัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงก็เป็นแต่เพียงข้อยกเว้นในทางให้สิทธิแก่ผู้เช่าบางประการในการเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ก็ได้เท่านั้น ส่วนค่าเสียหายของคู่กรณีอาจ เรียกร้องต่อกันได้หรือไม่ เพียงใด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มิใช่เรื่องที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างได้มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ ตามมาตรา ๕๗๒ ถึง ๕๗๔ ฉะนั้น สัญญาเช่าทรัพย์สินรายพิพาทจึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฏากร มาตรา ๑๑๘ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในเวลาพิพากษาใหม่ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 6 ม. 149 ม. 150 ม. 368 ม. 537 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส. เอ็ม. ที. ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท ไอ. ที. เอส. กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
เจษฎา บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8802/2543
#38483
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูหน้าบ้านพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหายและเข้าไปในเคหสถานงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักสายยู 1 อันราคา 300 บาท ซึ่งใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยพยายามเข้าไปลักทรัพย์ที่มิใช่สายยูที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องในเคหสถานของผู้เสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องและข้อแตกต่างนี้เป็นข้อสาระสำคัญในความผิดฐานลักทรัพย์เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์ที่อยู่ในเคหสถานนั้นด้วย ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อย่างอื่นของผู้เสียหาย จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสี่

เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมายังเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364 รวมอยู่ด้วย ซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องด้วยแล้ว ทั้งมีอัตราโทษเบากว่าความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268, 335(3)(8), 336 ทวิ, 91, 83, 33 และให้ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม คีมตัดเหล็ก ไขควง ชะแลง และวิทยุสื่อสารของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมส่วนสายยูที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปนั้นใช้สำหรับคล้องประตูรั้วบ้านของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้คีมตัดเหล็กตัดสายยูเพื่อต้องการเข้าไปลักทรัพย์อื่นที่อยู่ในบ้านของผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ต้องการลักเอาสายยูของผู้เสียหายไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานลักสายยูของผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อื่นของผู้เสียหาย และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก, 335(3)(8),336 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมจำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะจำคุก5 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี และให้ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ธ - 4302 กรุงเทพมหานครคีมตัดเหล็ก ไขควง ชะแลง และวิทยุสื่อสาร ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265ตามมาตรา 268 วรรคสอง กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(7)(8) วรรคสาม, 336 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 80, 83 อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานได้หรือไม่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ทั้งข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อสาระสำคัญและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานนั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวในฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูหน้าบ้านพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และเข้าไปในเคหสถานงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหายแล้วร่วมกันลักสายยู 1 อันราคา 300 บาท ซึ่งใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยพยายามเข้าไปลักทรัพย์ที่มิใช่สายยูที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องในเคหสถานของผู้เสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกันกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง และข้อแตกต่างนี้เป็นข้อสาระสำคัญในความผิดฐานลักทรัพย์เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์ที่อยู่ในเคหสถานนั้นด้วย ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อย่างอื่นของผู้เสียหาย จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสี่ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมายังปรากฏว่า จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดประตูบ้านและประตูห้องนอนเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้เสียหาย ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์แล้ว ยังเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364 รวมอยู่ด้วย ซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องด้วยแล้ว ทั้งมีอัตราโทษเบากว่าความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามข้อเท็จจริงที่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 มาด้วยนั้นหาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความผิดฐานนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอมจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265, 83 และมาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364, 83 ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุกคนละ 3 ปี ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานจำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย กิติพงษ์หรือกิติพงศ์ เตมีย์วิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8802/2543
#66348
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 265 , 268 , 335 (3) (8) , 336 ทวิ และกล่าวในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูหน้าบ้านพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และเข้าไปในเคหสถานงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักสายยู 1 อัน ซึ่งใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยพยายามเข้าไปลักทรัพย์ที่มิใช่สายยูที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องในเคหสถานของผู้เสียหาย ดังนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง และเป็นข้อสาระสำคัญในความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของ ผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์อื่นที่อยู่ในเคหสถานนั้นด้วย ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อย่างอื่นของผู้เสียหาย จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อื่นของผู้เสียหายไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสี่ แต่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดประตูบ้านและประตูห้องนอนเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้เสียหาย ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์แล้ว ยังเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364 รวมอยู่ด้วยซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องด้วยแล้ว ทั้งมีอัตราโทาเบากว่าความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 364 , 83 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

ความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 265 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้มาด้วยจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันทำปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒ แผ่น อันเป็นเอกสารราชการ โดยจำเลยทั้งสองกับพวกได้นำแผ่นโลหะขนาดเท่าแผ่นทะเบียน รถยนต์ที่แท้จริง จำนวน ๒ แผ่น มาทำให้เกิดความหมายด้วยตัวเลขและตัวอักษร บนแผ่นโลหะดังกล่าวมีข้อความเดียวกันว่า ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร ความจริงหมายเลขทะเบียนรถยนต์ ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร ดังกล่าวเจ้าพนักงานเป็นผู้ออกให้แก่นางอัปสร ลิ้มตระกูล เท่านั้น แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้รวมกันนำเอกสารแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมดังกล่าวไปติดไว้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร ของบริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด โดยจำเลยทั้งสองได้นำแผ่นป้ายทะเบียนปลอม ๒ แผ่น ติดทับแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริงที่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่ออำพรางให้บุคคลที่พบเห็นหลงเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีหมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร และเป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่แท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าว ได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม นางอัปสร ลิ้มตระกูล บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด ร้อยตำรวจโทศุภัทร ศุภกำเนิด ผู้จับจำเลยทั้งสองหรือประชาชน แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูบ้านหน้าบ้านพักอาศัยของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหายจนเปิดออกแล้วได้เข้าไปงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหายเข้าไปลักเอาสายยูจำนวน ๑ ตัว ราคา ๓๐๐ บาท ที่ใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต อันเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยในการลักทรัพย์นั้น จำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร ของบริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดเป็นยานพาหนะ เพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการถูกจับกุม ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๒ ว - ๔๐๗๑ กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร ปลอม ๒ แผ่น คีมตัดเหล็ก ๑ อัน ไขควง ๑ อัน ชะแลง ๑ อัน และวิทยุสื่อสาร ๒ เครื่อง ที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ , ๓๓๕ (๓) (๘) , ๓๓๖ ทวิ , ๙๑ , ๘๓ , ๓๓ และให้ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม คีมตัดเหล็ก ไขควง ชะแลง และวิทยุสื่อสารของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการ ปลอมส่วนสายยูที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปนั้นใช้สำหรับคล้องประตูรั้วบ้านของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้คีมตักเหล็กตัด สายยูเพื่อต้องการเข้าไปลักทรัพย์อื่นที่อยู่ในบ้านของผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ต้องการลักเอาสายยูของผู้เสียหายไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานลักสายยูของผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อื่นของ ผู้เสียหาย และพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก , ๓๓๕ (๓) (๘) , ๓๓๖ ทวิ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ , ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมจำคุกคนละ ๓ ปี ฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุก ๕ ปี รวมจำคุกคนละ ๘ ปี ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี และให้ริบแผ่นป้ายทะเบียน รถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ ธ - ๔๓๐๒ กรุงเทพมหานคร คีมตัดเหล็ก ไขควง ชะแลง และวิทยุสื่อสาร ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๓) (๗) (๘) วรรคสาม , ๓๓๖ ทวิ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ , ๘๓ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายนั้น การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาต้องถือ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกที่หลบหนีไปได้พยายามเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านอันเป็นเคหสถานของนายกฤษดา ธานี ผู้เสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถาน ได้หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ทั้งข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อสาระสำคัญ และไม่ใช้เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานนั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวในฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดกุญแจประตูบ้านพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และเข้าไปในเคหสถานงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักสายยู ๑ อัน ราคา ๓๐๐ บาท ซึ่งใช้ล่ามบานประตูให้ติดกับกุญแจของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานไปโดยทุจริต ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยพยายามเข้าไปลักทรัพย์ที่มิใช่สายยูที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องในเคหสถานของผู้เสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง และข้อแตกต่างนี้เป็นข้อสาระสำคัญในความผิดฐาน ลักทรัพย์ เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์ที่อยู่ในเคหสถานนั้นด้วย ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์อย่างอื่นของผู้เสียหาย จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสี่ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมายังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันงัดประตูบ้านและประตูห้องนอนเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้เสียหาย ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์แล้ว ยังเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๓๖๔ รวมอยู่ด้วย ซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องด้วยแล้ว ทั้งมีอัตราโทษ เบากว่าความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒วรรคท้าย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ มาด้วยนั้น หาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความผิดฐานนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานทำเอกสารราชการปลอมจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ , ๘๓ และมาตรา ๓๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๓๖๔ , ๘๓ ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุกคนละ ๓ ปี ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน จำคุกคนละ ๓ ปี รวมจำคุกคนละ ๖ ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๔ ปี ๖ เดือน ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกิติพงษ์หรือกิติพงศ์ เตมีย์วิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายธราธร ศิลปโอสถ
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8801/2543
#99052
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประจักษ์พยานโจทก์ที่เห็นเหตุการณ์ในคดีนี้ คือ นาย ณ. จะเบิกความว่า จำนาย ส. ไม่ได้แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย ณ. ได้เคยให้การต่อพนักงานสอบสวน และได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 9326/2526 (คดีหมายเลขแดงที่ 1425/2526) ของศาลอาญา ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้องนาย ส. กล่าวหาว่าร่วมกับพวกที่หลบหนีใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและเป็นคดีที่มีมูลคดีเรื่องเดียวกันกับคดีนี้ โดยนาย ณ. ได้เบิกความในคดีดังกล่าวว่า นาย ส. ได้ใช้อาวุธปืนยิงไปถูกผู้ตาย แม้คำเบิกความของนาย ณ. ดังกล่าวจะมิใช่ถ้อยคำที่ได้เบิกความไว้ในคดีนี้ก็ตาม แต่นาย ณ. ได้เบิกความยืนยันไว้ในคดีนี้โดยรับว่าได้ให้ถ้อยคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ และได้เบิกความต่อศาลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีดังกล่าวจริง ดังนั้น คำเบิกความของนาย ณ. ในคดี หมายเลขดำที่ 9326/2526 (คดีหมายเลขแดงที่ 1425/2526) ของศาลอาญา จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้เพราะเป็นพยานหลักฐานที่โจทก์อ้างและนำสืบไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91, 288, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 จำคุก 15 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้ 1 ใน 3 ตาม ป.อ. มาตรา 76 จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า ขณะที่เกิดเหตุคดีนี้จำเลยใช้ชื่อนายสุทธิโชค จำเลยเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็นนายเชาวรัตน์ เมื่อปี 2533 ตามสำเนาหนังสืออนุญาตให้เปลี่ยนชื่อเอกสารหมาย จ.3 และขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2526 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายสนอง ผู้ตายซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ ถนนศรีอยุธยา เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร กับเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกันอีกหลายคนได้ขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทาง สาย 17 จากฝั่งตรงข้ามโรงเรียน ต่อมาเมื่อรถยนต์โดยสารแล่นไปจอดที่ป้ายหยุดรับผู้โดยสารที่บริเวณหน้าบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ จำกัด ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ กลุ่มนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ที่โดยสารมาในรถยนต์โดยสารประจำทางได้วิวาทชกต่อยกับกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะซึ่งอยู่ที่บริเวณที่หยุดรถดังกล่าว และนักเรียนโรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะคนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนยิงไปทางกลุ่มนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกผู้ตายจนถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงไปถูกผู้ตายจนถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประจักษ์พยานโจทก์ที่เห็นเหตุการณ์ในคดีนี้ คือ นายณัฐ จะเบิกความว่า นายณัฐจำนายสุทธิโชคไม่ได้ จำเลยไม่น่าจะใช่นายสุทธิโชค นายอนุวัชร์ และ นายวีระยุทธ พยานโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองจำไม่ได้ว่า จำเลยจะใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงถูกผู้ตายหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมานานถึงสิบกว่าปีแล้ว กับนายศักดา พยานโจทก์ได้เบิกความว่า พยานจำหน้า คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงถูกผู้ตายไม่ได้ ก็ตาม แต่นายณัฐได้เบิกความว่าขณะเกิดเหตุนายณัฐเป็นนักเรียนของ โรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะที่ร่วมกับเพื่อนอีกหลายคนไปยังที่เกิดเหตุ และนักเรียนโรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะกลุ่มของนายณัฐได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับกลุ่มนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ในที่เกิดเหตุและมีการยิงปืนในที่เกิดเหตุจริง นอกจากนี้นายณัฐยังรับว่าภายหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว นายณัฐได้เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.10 และได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 9326/2526 (คดีหมายเลขแดงที่ 1425/2526) ของศาลอาญา เป็นความจริง ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายสมสกุล กล่าวหาว่าร่วมกับพวกที่หลบหนีใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและเป็นคดีที่มีมูลคดีเรื่องเดียวกันกับคดีนี้ โดยนายณัฐได้เบิกความในคดีดังกล่าวว่า วันเกิดเหตุหลังจากสอบภาคบ่ายเสร็จแล้ว นายณัฐกับเพื่อนซึ่งมีนายสมสกุลหรืออ๋อยจำเลยในคดีดังกล่าว และนายสุทธิโชคหรือเต่ารวมอยู่ด้วย ได้ชักชวนกันไปบ้านเพื่อนชื่อนายจินดาหรือตู้ที่ซอยนานา ถนนสุขุมวิท โดยขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทาง สาย 51 ที่หน้าโรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะไปลงที่สี่แยกพญาไทเพื่อจะขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทาง สาย 17 ไปยังซอยนานา ขณะที่นายณัฐกับพวกกำลังจะขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทาง สาย 17 ที่แล่นเข้าไปหยุดรับผู้โดยสารนั้น กลุ่มเพื่อนของนายณัฐได้เกิดเหตุวิวาทกับกลุ่มนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์โดยสารประจำทางคันดังกล่าว นายสมสกุลใช้ท่อพลาสติกยาวประมาณ 1 ฟุต ตีทำร้ายคู่ต่อสู้ กลุ่มนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ที่ลงจากรถยนต์โดยสารประจำทางมาก่อเหตุวิวาทวิ่งหนีไปขึ้นรถยนต์โดยสารประจำทางและขณะที่รถยนต์โดยสารประจำทางดังกล่าวกำลังแล่นออกจากที่หยุดรถ นายสุทธิโชคได้ใช้อาวุธปืนยิงไปทางกลุ่มนักเรียนโรงเรียนอำนวยศิลป์ 1 นัด จากนั้นนายณัฐกับพวกวิ่งไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะขึ้นหลบหนีไปที่บ้านนายจินดา เมื่อไปถึงบ้านนายจินดา นายสุทธิโชคเอาอาวุธปืนที่ใช้ยิงออกมามอบให้นายสมสกุล นายสมสกุลรับอาวุธปืนมาแล้วนำไปเก็บไว้ที่ใต้หมอน ในห้องนอนนายจินดา คำเบิกความของนายณัฐดังกล่าวแม้จะมิใช่ถ้อยคำที่ได้เบิกความไว้ในคดีนี้ก็ตาม แต่นายณัฐก็ได้เบิกความยืนยันไว้ในคดีนี้โดยรับว่านายณัฐได้ให้ถ้อยคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.10 และได้เบิกความต่อศาลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีดังกล่าวจริง ฉะนั้น คำเบิกความของนายณัฐในคดีหมายเลขดำที่ 9326/2526 (คดีหมายเลขแดงที่ 1425/2526) ของศาลอาญา จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้เพราะเป็นพยานหลักฐานที่โจทก์อ้างและนำสืบไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำเบิกความของนายณัฐที่ยืนยันว่านายสุทธิโชคเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงไปถูกผู้ตายนั้น สอดคล้องกับคำเบิกความของว่าที่พันตำรวจเอกสำเริง ซึ่งได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับราชการตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนประจำสถานีตำรวจ นครบาลพญาไท ยศร้อยตำรวจโท หลังจากเกิดเหตุคดีนี้พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาคือ พันตำรวจโทสมชาย (ยศในขณะเกิดเหตุ) ให้ทำการสืบสวนหาตัวคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจากการสืบสวนทราบว่าคนร้ายเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคนิคไทยสุริยะกลุ่มของนายสมสกุล พยานจึงได้ทำการจับกุมนายสมสกุล จากการสอบถามนายสมสกุล นายสมสกุลยอมรับว่าร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่นายสมสกุลเพียงแต่ใช้ท่อพลาสติกทำร้ายคู่ต่อสู้เท่านั้นไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คือ นายสุทธิโชค และจากการสืบสวนพยานคนอื่น ๆ ก็ได้ความตรงกันว่า คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคือนายสุทธิโชคหรือเต่า ซึ่งขณะที่เบิกความพยานจำนามสกุลไม่ได้แล้ว จากนั้นพยานได้เสนอผลการสอบสวนต่อผู้บังคับบัญชาและได้มีการออกหมายจับนายสุทธิโชคหรือเต่า หรือโจ ตามที่ปรากฏในสำเนาหมายจับเอกสารหมาย จ.4 และเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจออกหมายจับนายสุทธิโชคอันเป็นสาเหตุที่มีการดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น ก็สอดคล้องต่อเนื่องกับคำเบิกความของนายอนุวัชร์และนายวีระยุทธอีกด้วย โดยพยานทั้งสองต่างยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองเห็นหน้าคนร้ายและจำคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายได้ โดยพยานทั้งสองได้ให้การถึงตำหนิ รูปพรรณของคนร้ายต่อพนักงานสอบสวนตรงกันตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.2 และ จ.11 ทั้งนายวีระยุทธยังได้เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจได้เคยนำภาพถ่ายของนายสุทธิโชคที่ปราฏในภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านของนายสุทธิโชคเอกสารหมาย จ.14 ให้นายวีระยุทธและนายอนุวัชร์ดูเพื่อยืนยันตัวคนร้ายอีกด้วย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่านายสุทธิโชคเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและออกหมายจับไว้ตามสำเนา หมายจับเอกสารหมาย จ. 4 นั้น ก็เนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจได้สืบสวนและสอบสวนประจักษ์พยานและ พยานหลักฐานอื่นจนชัดแจ้งว่านายสุทธิโชคเป็นคนร้ายนั่นเอง นอกจากนี้นายณัฐยังเป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียน เดียวกันกับนายสุทธิโชคและอยู่ในกลุ่มเดียวกัน นายณัฐได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามลำดับและตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเอง อีกทั้งขณะที่นายณัฐเบิกความในคดีดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจก็ยังไม่สามารถจับกุมนายสุทธิโชคได้ จึงเชื่อว่านายณัฐได้เบิกความไปตามความเป็นจริงมิได้มีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือปรักปรำใส่ร้ายนายสุทธิโชค พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า นายสุทธิโชคหรือเต่า เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง และข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยใช้ชื่อนายสุทธิโชค จำเลยเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็นนายเชาวรัตน์ เมื่อปี 2533 นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าในชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. 5 ฉะนั้น แม้นายณัฐกับนายอนุวัชร์และนายวีระยุทธจะไม่ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตามแต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่า นายสุทธิโชคที่เป็นคนร้าย ก็คือจำเลย ส่วนสาเหตุที่นายอนุวัชร์และนายวีระยุทธไม่ชี้ตัวจำเลยนั้น ก็น่าเชื่อว่าพยานทั้งสองไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อนเพิ่งจะเคยเห็นจำเลยในขณะเกิดเหตุเท่านั้น พยานทั้งสองมาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ภายหลังจากเกิดเหตุเป็น เวลานานประมาณ 14 ปี และขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น หน้าตาและรูปร่างแตกต่างจากขณะที่ พยานทั้งสองเบิกความเป็นเหตุให้พยานทั้สองไม่สามารถที่จะจดจำจำเลยได้ ส่วนนายณัฐนั้นเคยรู้จักกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุโดยเรียนหนังสืออยู่โรงเรียนเดียวกันและอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แม้จะไม่เคยพบกันอีกเป็นเวลานานก็ตาม ก็เชื่อว่านายณัฐยังสามารถที่จะจดจำจำเลยได้ แต่ที่นายณัฐเบิกความว่าจำเลยไม่น่าจะใช่นายสุทธิโชคนั้น น่าเชื่อว่า นายณัฐเป็นเพื่อนกับจำเลยมาก่อนจึงไม่ยอมเบิกความยืนยันว่าจำเลยคือนายสุทธิโชค พยานหลักฐานของโจทก์มี น้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามฟ้องได้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามภาพถ่ายทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.14 ปรากฏว่าจำเลยเกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2507 ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ และยังเป็นนักเรียน การกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปในลักษณะก่อเหตุด้วยความคึกคะนองขาดความยั้งคิดเนื่องจากอายุยังน้อย ที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้เพียง 1 ใน 3 นั้น ยังไม่เหมาะสม ศาลฎีกาเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนให้จำเลยกึ่งหนึ่งคงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุทธิโชคหรือเชาวรัตน์ หรือเก่า อัมพวะมัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรัถยา สัตยาบัน
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8797/2543
#38482
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทะเบียนการค้าระหว่างเดือนมิถุนายน2533 ถึงเดือนธันวาคม 2533 จะยังมีชื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าโดยโจทก์มิได้แจ้งเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้าต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 82 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบกิจการไนท์คลับและไม่มีรายรับจากการประกอบการค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าประเภทการค้า 7 โรงแรมและภัตตาคารชนิด (ก) ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามใบแจ้งการประเมินภาษีเลขที่ 1016/4/107748 ถึง 107766

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและแต่งตั้งทนายความมาถามค้าน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 (ภ.ค. (พ) 8) เลขที่ 1016/4/107748 ถึง 107766 ลงวันที่ 15ตุลาคม 2536 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามหนังสือเลขที่ 1016/ฝ.2/29/41/329 - 348 ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2539

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับจากการประกอบกิจการค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม 2534หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในเดือนพฤษภาคม 2532โจทก์ประกอบกิจการค้าประเภทไนท์คลับตามบัญชีการค้าประเภท 7ชนิด (ก) ใช้ชื่อว่า คอททันผับ ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โจทก์เช่าอาคารที่ใช้ประกอบกิจการจากนางสุพัตรา ศิริวัฒน์ เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2532 ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท โจทก์จดทะเบียนการค้าแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2532 โจทก์ขาดสภาพคล่องจึงปิดกิจการ ต่อมาโจทก์ได้ให้นายณรงค์ คงฤทธิ์ เช่าอาคารดังกล่าวพร้อมอุปกรณ์ภายในร้านตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึง 5 ในเรื่องการให้นายณรงค์เช่ากิจการนี้เมื่อโจทก์กลับจากต่างประเทศโจทก์เคยให้ถ้อยคำไว้ต่อเจ้าพนักงานของจำเลย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 18ถึง 19 การที่นายณรงค์เช่าอาคารและดำเนินกิจการต่อจากโจทก์ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 นายณรงค์ผู้เช่าก็เคยให้ถ้อยคำไว้ต่อนายอนุสรณ์ จารุดุล เจ้าพนักงานของจำเลยรับว่าทำกิจการค้าต่อจากโจทก์ตามสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน2535 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 20 ถึง 22 และได้ถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนประกอบบันทึกการให้ถ้อยคำไว้ด้วย นางสุพัตราศิริวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารที่ให้เช่าก็เบิกความว่านายณรงค์มาพบขอเช่าห้องที่โจทก์เช่าอยู่เพราะกิจการของโจทก์ขาดทุน นางสุพัตราเริ่มเก็บค่าเช่าจากนายณรงค์เมื่อเดือนมิถุนายน 2533 จำเลยไม่สืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ให้นายณรงค์เช่ากิจการของโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน2535 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 โจทก์จึงไม่ได้ประกอบกิจการไนท์คลับอีกต่อไป ผู้ที่ประกอบกิจการไนท์คลับและมีรายรับจากการทำกิจการไนท์คลับดังกล่าวต่อจากโจทก์คือนายณรงค์ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทะเบียนการค้าระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม2533 จะยังมีชื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า โดยโจทก์มิได้แจ้งเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้าต่อเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 82 ทวิซึ่งเป็นความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบกิจการไนท์คลับและไม่มีรายรับจากการประกอบการค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าประเภทการค้า 7 โรงแรมและภัตตาคารชนิด (ก) ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78 ม. 79 ม. 82 ทวิ ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรพันธ์ กรรณสูต
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8797/2543
#39909
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการค้าประเภทไนท์คลับ ตามบัญชีการค้าประเภท 7 โรงแรมและภัตตาคาร ชนิด (ก) โจทก์ได้ให้ ณ. เช่ากิจการของโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535ผู้ที่ประกอบกิจการไนท์คลับและมีรายรับจากการทำกิจการไนท์คลับดังกล่าวต่อจากโจทก์คือ ณ. ดังนั้น แม้ทะเบียนการค้าระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม 2533 จะยังมีชื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า โดยโจทก์มิได้แจ้งเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้าตามมาตรา 82 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบกิจการไนท์คลับและไม่มีรายรับจากการประกอบการค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าประเภทการค้า 7โรงแรมและภัตตาคารชนิด (ก) ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า กลางปี 2532 โจทก์ประกอบกิจการค้าประเภทไนท์คลับ จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม มีดนตรีแต่ไม่มีลีลาศ ตามบัญชีการค้าประเภท 7 ชนิด (ก) ใช้ชื่อว่า คอททันผับ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวโจทก์เช่ามาจากนางสุพัตรา ศิริวัฒน์ กำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2532 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2535 โจทก์ดำเนินกิจการไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2532 เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายรับขั้นต่ำสำหรับกิจการดังกล่าวในอัตราเงินได้เดือนละ 150,000 บาทโจทก์ประกอบกิจการขาดทุนจนถึงเดือนมิถุนายน 2533 โจทก์มีหนี้สินค้างชำระกับนายณรงค์ คงฤทธิ์ จึงหักกลบลบหนี้โดยมีข้อตกลงว่า นายณรงค์จะใช้สิทธิเข้าดำเนินกิจการทั้งหมดโดยใช้อุปกรณ์ภายในร้านคอททันผับ โดยเป็นผู้เช่ากับโจทก์อีกทอดหนึ่งในอัตราค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท ต่อมานายณรงค์เปลี่ยนชื่อกิจการเป็น "เดอะบอสผับ" โจทก์ได้รับค่าเช่าเพียง 1 เดือนและมิได้รับอีกจนโจทก์เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ จนถึงเดือนกันยายน 2537 โจทก์รับแจ้งว่าถูกยึดทรัพย์คือ ที่ดินที่น้องสาวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์เพื่อรอขายทอดตลาดเนื่องจากค้างชำระภาษีการค้ารวมเป็นเงิน 1,027,445 บาท โจทก์ประกอบการค้าเฉพาะเดือนตุลาคม 2532 ถึงเดือนพฤษภาคม 2533 เท่านั้นโจทก์จึงขอขยายกำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีการค้าเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติและโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินขอให้ยกเลิกการประเมินหรืองดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมินของเจ้าพนักงาน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวเพราะเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม 2534 โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการค้าจึงไม่มีเงินได้และรายรับตามมาตรา 78 และ 79 หมวด 4 ภาษีการค้าตามกฎหมายเดิม โจทก์ได้ชำระภาษีเฉพาะที่โจทก์ประกอบการค้าจริงตั้งแต่เดือนกันยายน 2532 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2533 แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 423,964 บาท จำเลยที่ 1มีหมายเรียกโจทก์ไปยังบ้านซึ่งโจทก์มิได้พักอาศัยอยู่ในช่วงปี 2523-2534 โจทก์มิได้เจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและแต่งตั้งทนายความมาถามค้าน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า ทะเบียนการค้าระหว่างปี 2532 ถึง 2534 มีชื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า โดยโจทก์มิได้แจ้งเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้าต่อเจ้าพนักงานจำเลย เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจทำการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีการค้าได้ เพราะการยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าต่อทางราชการเป็นการแสดงว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้านั้นตามกฎหมาย การที่โจทก์ให้เช่ากิจการต่อไม่เป็นเหตุแก้ตัวให้พ้นความรับผิด กรณีการลดเบี้ยปรับนั้นเจ้าพนักงานประเมินคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนับว่าเป็นธรรมแก่โจทก์ ไม่มีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับลงอีกสำหรับเงินเพิ่มตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทกฎหมายให้งดหรือลด ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ในเดือนพฤษภาคม 2532โจทก์ประกอบกิจการค้าประเภทไนท์คลับ ตามบัญชีการค้าประเภท 7 ชนิด (ก) ใช้ชื่อว่า คอททันผับ ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โจทก์เช่าอาคารที่ใช้ประกอบกิจการจากนางสุพัตรา ศิริวัฒน์ เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2532 ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท โจทก์จดทะเบียนการค้าแล้ว ในเดือนพฤศจิกายน 2532 โจทก์ขาดสภาพคล่องจึงปิดกิจการ ต่อมาโจทก์ได้ให้นายณรงค์ คงฤทธิ์ เช่าอาคารดังกล่าวพร้อมอุปกรณ์ภายในร้านตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ปรากฏในเรื่องการให้นายณรงค์เช่ากิจการนี้ เมื่อโจทก์กลับจากต่างประเทศโจทก์เคยให้ถ้อยคำไว้ต่อเจ้าพนักงานของจำเลย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 ถึงการที่นายณรงค์เช่าอาคารและดำเนินกิจการต่อจากโจทก์ตามสัญญาเช่านายณรงค์ผู้เช่าก็เคยให้ถ้อยคำไว้ต่อนายอนุสรณ์ จารุดุล เจ้าพนักงานของจำเลยรับว่าทำกิจการค้าต่อจากโจทก์ตามสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 15มิถุนายน 2533 จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 และได้ถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนประกอบบันทึกการให้ถ้อยคำไว้ด้วย นางสุพัตราศิริวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารที่ให้เช่าก็เบิกความว่านายณรงค์มาพบขอเช่าห้องที่โจทก์เช่าอยู่เพราะกิจการของโจทก์ขาดทุน นางสุพัตราเริ่มเก็บค่าเช่าจากนายณรงค์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2533 จำเลยไม่สืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ให้นายณรงค์เช่ากิจการของโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน2533 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน2533 โจทก์จึงไม่ได้ประกอบกิจการไนท์คลับอีกต่อไป ผู้ที่ประกอบกิจการไนท์คลับและมีรายรับจากการทำกิจการไนท์คลับดังกล่าวต่อจากโจทก์คือ นายณรงค์ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทะเบียนการค้าระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม2533 จะยังมีชื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า โดยโจทก์มิได้แจ้งเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้าต่อเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1ตามมาตรา 82 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบกิจการไนท์คลับและไม่มีรายรับจากการประกอบการค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าประเภทการค้า 7โรงแรมและภัตตาคารชนิด (ก) ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82 ทวิ ม. 90 (ภาษีการค้
ประกาศกรมแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรพันธ์ กรรณสูต
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8797/2543
#66337
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการค้าประเภทไนท์คลับ ตามบัญชีการค้าประเภท 7 โรงแรมและภัตตาคาร ชนิด (ก) โจทก์ได้ให้ ณ.เช่ากิจการของโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ผู้ที่ประกอบกิจการไนท์คลับและมีรายรับจากการทำกิจการไนท์คลับดังกล่าวต่อจากโจทก์คือ ณ. ดังนั้นแม้ทะเบียนการค้าระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนธันวาคม 2533 จะยังมีชื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า โดยโจทก์มิได้แจ้งเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้าตามมาตรา 82 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบกิจการไนท์คลับและไม่มีรายรับจากการประกอบการค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าประเภทการค้า 7 โรงแรมและภัตตาคารชนิด (ก) ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82 ทวิ ม. 90 (ภาษีกา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรพันธ์ กรรณสูต
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8793/2543
#38481
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินฯ เป็นเพียงการกำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการในกรณีที่มีการโต้แย้งสิทธิกันในการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้น แม้จะมีข้อกำหนดไว้ว่าเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสั่งการอย่างไรแล้ว ให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งก็ตาม แต่ข้อกำหนดดังกล่าวคงเป็นเพียงการกำหนดขั้นตอนเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติภายหลังจากที่ได้สั่งการไปแล้ว คือหากมีการฟ้องคดีต่อศาลก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอเรื่องไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดประการใดก็ให้ดำเนินการไปตามนั้น ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนดก็ให้ดำเนินการไปตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสั่งหาใช่เป็นเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลไม่ ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้ห้ามมิให้ฟ้องคดีหากมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังที่บัญญัติห้ามไว้ในกฎหมายอื่นดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่า 1 แปลงเมื่อต้นปี 2542 ทางราชการได้ประกาศเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน โจทก์ได้ยื่นคำขอให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งทางราชการได้ดำเนินการตามคำขอของโจทก์จนเสร็จและเตรียมที่จะออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ แต่ปรากฏว่าจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคณะกรรมการขอให้ระงับการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์คณะกรรมการจึงได้แจ้งต่อโจทก์ว่าต้องให้จำเลยผู้คัดค้านไปเพิกถอนคำคัดค้านเสียก่อนจึงจะพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ต่อไปได้ โจทก์ได้พยายามติดต่อจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมดำเนินการใด ๆขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และให้จำเลยไปดำเนินการเพิกถอนหนังสือคัดค้านการขอออกโฉนด หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 หากมีผู้โต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินและไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาพิจารณาสั่ง และหากคู่กรณีไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวให้ฟ้องต่อศาลภายใน60 วัน แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมีคำสั่งในเรื่องที่จำเลยมาคัดค้านการออกโฉนดที่ดินอย่างไร เพียงแต่บรรยายว่าคณะกรรมการสำรวจออกโฉนดระงับการออกโฉนดที่ดินของโจทก์กรณีจึงยังไม่ครบตามเงื่อนไขที่จะฟ้องคดีต่อศาล ถือได้ว่ายังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "บทบัญญัติในมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเพียงการกำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการในกรณีที่มีการโต้แย้งสิทธิกันในการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้น แม้จะมีข้อกำหนดไว้ว่าเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสั่งการอย่างไรแล้วให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งก็ตาม แต่ข้อกำหนดดังกล่าวคงเป็นเพียงการกำหนดขั้นตอนเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติภายหลังจากที่ได้สั่งการไปแล้ว คือหากมีการฟ้องคดีต่อศาลก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอเรื่องไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดประการใดก็ให้ดำเนินการไปตามนั้น ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนดก็ให้ดำเนินการไปตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาสั่งแล้วแต่กรณี หาใช่เป็นเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลไม่ ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้ห้ามมิให้ฟ้องคดีหากมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังที่บัญญัติห้ามไว้ในกฎหมายอื่น ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรก อัมระนันท์
จำเลย — นายบรรพต ทองเพน หรือทองแพน
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8786/2543
#38480
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเพียงพรรคการเมืองเดียวตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อ ช. ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในขณะที่มีรายชื่อปรากฏเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วช. จึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายชาญ เมตต์กรุณ์จิต

นายชาญ เมตต์กรุณ์จิต ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่ติดใจคัดค้านศาลฎีกาจึงสืบพยานผู้ร้องฝ่ายเดียว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 นายชาญ เมตต์กรุณ์จิต ได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา ผู้ร้องได้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติ และสอบสวนแล้วจึงได้ประกาศรายชื่อนายชาญเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต่อมาผู้ร้องทราบว่านายชาญได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคถิ่นไทยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ซึ่งพรรคได้อนุมัติและการลาออกมีผลในวันที่ 9 ธันวาคม 2543 ดังนั้น การพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107(4)กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ประการหนึ่งว่า ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า90 วัน การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ยิ่งกว่านั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541มาตรา 30 ก็ได้บัญญัติว่า "บุคคลใดประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง ให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองใดได้เพียงพรรคการเมืองเดียว"และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมือง ยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง" อันแสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประสงค์จะให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดเพียงพรรคการเมืองเดียวตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อนายชาญได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในขณะที่มีรายชื่อปรากฏเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายชาญ เมตต์กรุณ์จิตในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8785/2543
#99054
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจริง ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านทำหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งมอบอำนาจให้ ส. ไปยื่นภายในกำหนดแล้ว ก็ปรากฏว่า ส. ไม่ได้ไปยื่นหนังสือเนื่องจากไปถึงล่วงเวลา ดังนี้ จึงต้องฟังว่าผู้คัดค้านมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายด้วย เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตที่ ๒ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศรายชื่อนายสมเกียรติ ศรศิลป์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดนครศรีอยุธยา แล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งรายนี้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครในครั้งที่ ๒วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ และมิได้แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ จึงต้องเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายสมเกียรติผู้สมัครรับเลือกตั้งรายนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีเหตุจำเป็นที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าว เนื่องจากวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ผู้คัดค้านเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปเยี่ยมบิดาซึ่งป่วยหนักที่บ้านเลขที่ ๑๙/๑ หมู่ที่ ๒ตำบลบ้านหล้อ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนคร ต่อมาเวลาประมาณ๑๗.๓๐ นาฬิกา จึงเดินทางกลับ ผู้คัดค้านได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสมาน จีนเพชร ไปยื่นหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องภายในกำหนดแล้วแต่นายสมานไปล่วงเลขเวลาเพราะต้องไปทำธุระกิจที่ต่างจังหวัดผู้คัดค้านมีคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานแทนศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามคำร้องจริง ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านทำหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งมอบอำนาจให้นายสมาน จีนเพชร ไปยื่นภายในกำหนดแล้วก็ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของผู้คัดค้านเอง ว่านายสมานไม่ได้ไปยื่นหนังสือเนื่องจากไปถึงล่วงเวลาเพราะต้องไปทำธุระกิจที่ต่างจังหวัด ดังนี้จึงต้องฟังว่าผู้คัดค้านมิได้แจ้งเหตุการณ์ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายด้วย เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมเนียมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายสมเกียรติศรศิลป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 ม. 23 วรรค1 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้คัดค้าน — นายสมเกียรติ ศรศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755 -ที่ 8784/2543
#99070
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐได้เข้าถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและเป็นบริษัทมหาชน จำกัด เกินกว่าร้อยละ 50 ตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน 2541 สถานภาพของจำเลยที่ 1 จึงเปลี่ยนมาเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่วันดังกล่าวตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ทั้ง พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (2) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4 (2) บัญญัติมิให้นำ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานดังกล่าวมาใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจ จึงไม่อาจนำ มาตรา 13 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับนับแต่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยไม่ต้องรับสิทธิของโจทก์ ที่จะได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สิทธิของโจทก์จะได้รับค่าชดเชยเพียงใดต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยจัดสิทธิประโยชน์ไว้สูงกว่าระเบียบดังกล่าว โจทก์ถูกเลิกจ้างหลังจากจำเลยที่ 1 เปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติ และระเบียบ ดังกล่าว ข้อ 45 เมื่อโจทก์รับค่าชดเชยตาม ข้อ 45 ไปครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยที่ เพิ่มขึ้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสิบสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 30 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสิบสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์แต่ละคนขอมาตามฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามสิบ

จำเลยทั้งสองทั้งสามสิบสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสามสิบอุทธรณ์ว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นในจำเลยที่ 1 เกินร้อยละ 50 จำเลยที่ 1 จึงเปลี่ยนสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และจำเลยที่ 1 ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่โจทก์ทั้งสามสิบมีอยู่ต่อจำเลยที่ 1 ในขณะเป็นบริษัทเอกชนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 โจทก์ทั้งสามสิบจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐเข้าถือหุ้นในจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและเป็นบริษัทมหาชน จำกัด เกินกว่าร้อยละ 50 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 สถานภาพของจำเลยที่ 1 จึงเปลี่ยนจากการเป็นบริษัทมหาชนจำกัด มาเป็นรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันดังกล่าวตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4 (2) ยังบัญญัติมิให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานดังกล่าวมาใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จึงไม่อาจนำมาตรา 13 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับนับแต่จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่โจทก์ทั้งสามสิบมีต่อจำเลยที่ 1 ก่อนจำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นรัฐวิสาหกิจ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับไปซึ่งสิทธิของโจทก์ทั้งสามสิบที่จะได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กรณีหากถูกเลิกจ้างในขณะจำเลยที่ 1 ยังมีสถานภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ดังนั้น สิทธิของโจทก์ทั้งสามสิบที่จะได้รับค่าชดเชยเพียงใดต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เคยจัดสิทธิประโยชน์ให้แก่พนักงานสูงกว่าสิทธิประโยชน์ตามระเบียบดังกล่าว โจทก์ทั้งสามสิบถูกเลิกจ้างหลังจากจำเลยที่ 1 เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายแล้ว จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามที่พระราชบัญญัติและระเบียบดังกล่าว ข้อ 45 กำหนดและเมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามสิบได้รับค่าชดเชยตามข้อ 45 ไปครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยที่เพิ่มขึ้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้อีก

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ม. 4
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 (2)
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 (1)
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัจฉรา บุญศรี กับพวก
จำเลย — บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2543
#66336
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 218 (1) โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เมื่อปรากฏว่า กระท่อมนาและทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้มีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งกระท่อมนาดังกล่าวปลูกอยู่กลางทุ่งนา รอบกระท่อมนาไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ และขณะเกิดเหตุกระท่อมนาไม่มีบุคคลอยู่อาศัย ย่อมไม่อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 223 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗, ๒๑๘

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๘ (๑) ให้จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยวางเพลิงเผากระท่อมนา อันเป็นโรงเรือนที่อยู่อาศัยของนายหนูกัน กองแสน ผู้เสียหาย ทำให้เพลิงลุกไหม้กระท่อมนาและทรัพย์สินเสียหาย ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๗, ๒๑๘ จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำพยานเข้าเบิกความประกอบคำรับสารภาพของจำเลยโดยมีผู้เสียหายและนางใบ กองแสน ภริยาของผู้เสียหายมาเบิกความฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้จุดไฟเผากระท่อมนาของผู้เสียหายทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้กระท่อมนาและทรัพย์สินที่เก็บไว้ในกระท่อมนาเสียหายหมด แต่ขณะเกิดเหตุกระท่อมนาดังกล่าวไม่มีผู้ใดพักอาศัย ปลูกอยู่กลางทุ่งนาห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ ๑ กิโลเมตร รอบกระท่อมนาไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ ผู้เสียหายใช้พักผ่อนตอนไปทำนาและเก็บสิ่งของเก่า ๆ ที่เหลือใช้และทรัพย์บางอย่างก็ใช้การไม่ได้แล้ว รวมราคาทรัพย์ที่ถูกเพลิงไหม้ทั้งสิ้นประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ จึงต้องถือว่ากระท่อมนาและทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้มีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งกระท่อมนาดังกล่าวปลูกอยู่กลางทุ่งนาและขณะเกิดเหตุ ไม่มีบุคคลอยู่อาศัย ย่อมไม่อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ให้จำคุก ๕ ปี และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนโดยไม่ได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ถือได้ว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติของจำเลยตลอดจนสภาพความผิดประกอบกันแล้วกรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ต่อไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๓ จำคุก ๓ ปี และปรับ ๖,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๓ ครั้ง มีกำหนด ๒ ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด ๓๐ ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 217 ม. 218 (1) ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายเฮง แซ่เตีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายอรรควัฒน์ หวังดำรงวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8740/2543
#38479
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งขาดนัดนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่ขาดนัดจะชนะคดีได้ต่อเมื่อได้นำสืบพยานหลักฐานต่อศาลจนเป็นที่พอใจว่าข้ออ้างของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันโดยอ้างเอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานเอกสารสนับสนุนข้ออ้าง การจะรับฟังพยานเอกสารทั้งสองฉบับได้ โจทก์ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 คือต้องปิดแสตมป์บนเอกสารให้บริบูรณ์เสียก่อน มิเช่นนั้นจะใช้เอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ เมื่อสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญโจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,455,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน1,369,735 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน1,455,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,369,735บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3ซึ่งปิดแสตมป์ไม่บริบูรณ์นั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 มีหลักอยู่ว่าในคดีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งขาดนัดนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่ขาดนัดจะชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อได้นำสืบพยานหลักฐานต่อศาลจนเป็นที่พอใจว่าข้ออ้างของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายเท่านั้น ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้โดยอ้างเอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานเอกสารสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ ดังนั้น การที่จะรับฟังพยานเอกสารทั้งสองฉบับของโจทก์ได้ โจทก์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 คือจะต้องปิดแสตมป์บนเอกสารนั้นให้บริบูรณ์เสียก่อน เมื่อคดีได้ความว่าโจทก์ปิดแสตมป์บนเอกสารทั้งสองฉบับไม่บริบูรณ์เช่นนี้แล้ว จึงใช้เอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 205
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขันทอง พลเมืองดี
จำเลย — นายพัลลภ ธนูธรรมทัศน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8740/2543
#91297
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ปิดแสตมป์บนสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่บริบูรณ์ จะใช้เอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,455,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,369,735 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,455,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,369,735 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 เมษายน 2540) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งปิดแสตมป์ไม่บริบูรณ์นั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 205 มีหลักว่า ในคดีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งขาดนัดคู่ความฝ่ายที่ไม่ขาดนัดจะชนะคดีได้ต่อเมื่อได้นำสืบพยานหลักฐานต่อศาลจนเป็นที่พอใจว่า ข้ออ้างของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายเท่านั้น ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้โดยอ้างเอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานเอกสารสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ ดังนั้นการที่จะรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวของโจทก์ได้ โจทก์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 คือจะต้องปิดแสตมป์บนเอกสารนั้นให้บริบูรณ์เสียก่อน เมื่อโจทก์ปิดแสตมป์บนเอกสารทั้งสองฉบับไม่บริบูรณ์เช่นนี้แล้วจึงใช้เอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขันทอง พลเมืองดี
จำเลย — นายพัลลภ ธนูธรรมทัศน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายอดุลย์ ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุนธ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8730/2543
#99068
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยตกลงยินยอมตามเงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิตที่โจทก์คิดค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าในอัตรา ต่อเดือนตามที่โจทก์ประกาศและโจทก์จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบเช่นนี้เห็นได้ว่าค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้ามิใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นเบี้ยปรับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อประเภทบัตรเครดิต จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรสินเชื่อของโจทก์ โดยจำเลยตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยพร้อมทั้งค่าธรรมเนียม ในการเบิกถอนเงินสดภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีรายเดือนหรือวันที่โจทก์กำหนดไว้ใน ใบแจ้งยอดบัญชีรายเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยยอมชำระค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าในอัตราต่อเดือนตามที่ประกาศ จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ตามข้อตกลงหลายครั้งและค้างชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยต้อง รับผิดชำระเงินพร้อมค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑๘๒,๘๔๖.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๔๕,๙๓๔.๙๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์คิดค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าโดยไม่ชอบเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยจำเลย ไม่ตกลงด้วย ยอดหนี้ตามฟ้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๕๕,๘๒๕.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑๔๕,๙๓๔.๙๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์โดยตกลงยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขและ ข้อกำหนดซึ่งจำเลยจะได้รับพร้อมกับบัตรเครดิตแต่ละฉบับ การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้เป็นการแสดงเจตนา โดยปริยายว่าจำเลยตกลงยินยอมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดการใช้บัตรเครดิตนั้นแล้ว เงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิต ที่โจทก์คิดค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าในอัตราต่อเดือนตามที่โจทก์ประกาศและโจทก์จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงอัตรา ค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบจึงใช้บังคับแก่จำเลยได้ ตามวิธีการใช้บัตรเครดิต เมื่อจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้โจทก์จะชำระหนี้แทนจำเลย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินคืนโจทก์ภายในกำหนด หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนภายในกำหนดโจทก์จึงจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้า จึงเห็นได้ว่า ค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้ามิใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นเบี้ยปรับ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดอัตราไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่าช้าจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือนตามที่โจทก์ประกาศกำหนดเป็นอัตราสำหรับลูกค้าของโจทก์ทุกคนได้?

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน ๗๙๗.๕๐ บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไดเนอร์สคลับ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายกฤษฎิ์ วิมไตรเมต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ จันทราอุกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8707/2543
#65927
เปิดฉบับเต็ม

แม้สำเนาสัญญาเช่าซึ่งโจทก์ส่งต้นฉบับต่อศาลในภายหลังจะมิใช่หลักฐานโดยตรงในเรื่องการเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ถือเป็นพยานสำคัญในการชั่งน้ำหนักพยานโจทก์ แล้วนำไปเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เป็นผู้เช่าที่นาของโจทก์ ปัญหาเรื่องการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวหรือไม่ นับว่ามีผลต่อรูปคดี อย่างมาก เพราะอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้ จึงเป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอีก

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) บัญญัติ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยาน หลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าภาพถ่ายสัญญาเช่าซึ่งโจทก์ส่งต้นฉบับต่อศาลในภายหลังโดยโจทก์มิได้ส่งสำเนาให้จำเลย เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่จะนำข้อเท็จจริงไปสู่การวินิจฉัยประเด็นข้อสำคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายโค กระบือและทรัพย์สินอื่นพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะ ขนย้ายโค กระบือและทรัพย์สินอื่นพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงพิพาทจากโจทก์เพื่อทำนา ไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าจำเลยทำนาและชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์มาทุกฤดูกาลเช่า จึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ โจทก์จึงไม่มีอำนาจบอกเลิกการเช่ากับจำเลย และไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายโค กระบือและทรัพย์สินอื่นพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายโค กระบือและ ทรัพย์สินอื่น พร้อมบริวารออกไป และส่งมอบที่ดินแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๔ ปัจจุบันจำเลยย้ายไปเลี้ยงโค กระบือ และปลูกข้าวในที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์อ้างเอกสารสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับ อ. ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยล่วงหน้าก่อนวันสืบพยาน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งไม่มีการส่งสำเนาเช่นว่านั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า แม้สำเนาสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งโจทก์ส่งต้นฉบับต่อศาลภายหลังจะมิใช้หลักฐานโดยตรงในเรื่องการเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ถือเป็นพยานสำคัญในการชั่งน้ำหนักพยานโจทก์แล้วนำไปเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เป็นผู้เช่าที่นา ของโจทก์ ดังนั้น ปัญหาเรื่องการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวหรือไม่ นับว่ามีผลต่อรูปคดีอย่างมากเพราะอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้จึงเป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ว่าเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดี แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรร์พิจารณาพิพากษาอีก

ปัญหาข้อกฎหมายที่วินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นรับฟังภาพถ่ายสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งโจทก์ส่งต้นฉบับต่อศาลในภายหลัง โดยโจทก์มิได้ส่งสำเนาให้จำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่ (๒) คู่ความที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้น ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๘ และ ๙๐ แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้น เห็นว่า ภาพถ่ายสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งโจทก์ส่งต้นฉบับต่อศาลในภายหลังเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ที่จะนำข้อเท็จจริงไปสู่การวินิจฉัย ประเด็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าวมาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนี้ได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียม ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 225 ม. 240 ม. 242 ม. 243 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรนุช ชูปัญญา
จำเลย — นางเซาฟูนหรือเซาฟุนหรือหนู ปิยะพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8706/2543
#98623
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอาจเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และอาจเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ เป็นการฟ้องเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่า การเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือ มาตรา 123 แม้โจทก์มิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและโจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ โดยมิได้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ศาลแรงงานมีความเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ หากโจทก์กลับไปทำงานกับจำเลยย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานอย่างแน่นอน ศาลแรงงานจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมได้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์

----------------------------------------

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม ทุกประการ ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 155,320 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าจ้างในอัตราเดือนละ 13,200 บาท แก่โจทก์พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม ให้จำเลยชำระหรือส่งเงินสมบทเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโพสต์พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน) นับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 11,088 บาท และในอัตราเดือนละ 924 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์เข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานกลางจึงกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างที่ไม่เป็นความจริง อายุและระยะการทำงานของโจทก์ ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยไม่จ่าย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2542 (วันฟ้อง) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอาจเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมดาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และอาจเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การเลิกจ้างของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการนั้น เป็นการฟ้องเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ส่วนคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเป็นผู้เข่าร่วมคัดค้านการที่จำเลยเลิกจ้างนายวิชาญ เรืองนนท์ และโจทก์เป็นผู้ที่ร่วมกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรม อันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้น ก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง มิได้มีเหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์เท่านั้น โจทก์มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 แต่อย่างใด ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม ทุกประการ โดยมิได้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ หากโจทก์กลับไปทำงานกับจำเลยย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานอย่างแน่นอน ศาลแรงงานกลาง จึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 คำพิพากษาดังกล่าวไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์

พิพากษายืน .

(ปัญญา สุทธิบดี - กมล เพียรพิทักษ์ - พูนศักดิ์ จงกลนี)

ศาลแรงงานกลาง - นายประทีป อ่าววิจิตรกุล

ศาลอุทธรณ์ -

นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ ย่อสั้น

นายกรัณย์ กาญจนรินทร์ ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123 ม. 124
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสาธน์ เกิดกำลัง
จำเลย — บริษัทโพสต์พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8703/2543
#38478
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ"ย่อมมีความหมายว่าคู่สัญญาต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะถือว่าฝ่ายนั้นทำหนังสือสัญญาด้วยมิได้ เมื่อปรากฏว่าในวันออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อให้ถูกต้อง คงมีแต่จำเลยผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อแต่ฝ่ายเดียว สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้ ช. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะมาลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนผู้ให้เช่าซื้อในภายหลังก็หามีผลย้อนหลังไม่ดังนั้น ในวันออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่สองให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันตามสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฉบับรวมกันเช็คพิพาทแต่ละฉบับจึงมีเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระรวมอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือนรวมจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจดูแล้วปรากฏว่าสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 คงมีแต่ตราประทับของโจทก์ ปรากฏอยู่ในช่องเจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น โดยกรรมการหรือตัวแทนผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำนิติกรรมเช่าซื้อแทนโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในช่องเจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อในเอกสารดังกล่าวด้วย ส่วนสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งเป็นเอกสารต้นฉบับของสำเนาเอกสารดังกล่าวมีลายมือชื่อนายเชิดชัย ลีสวรรค์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ปรากฏอยู่คู่กับตราประทับของโจทก์ จึงเชื่อได้ว่านายเชิดชัยตัวแทนผู้มีอำนาจทำนิติกรรมเช่าซื้อแทนโจทก์เพิ่งมาลงลายมือชื่อในต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ภายหลังจากมีการไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้แล้ว คดีจึงรับฟังได้ต่อไปว่าในวันออกเช็คหรือวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายว่าคู่สัญญาต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฝ่ายถ้าฝ่ายใดมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญา จะถือว่าฝ่ายนั้นทำหนังสือสัญญาด้วยมิได้ เมื่อปรากฏว่าในวันออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ให้ถูกต้องคงมีแต่จำเลยผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อแต่ฝ่ายเดียวสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้นายเชิดชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะมาลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะตัวแทนผู้ให้เช่าซื้อในภายหลังก็หามีผลย้อนหลังไม่ ดังนั้น ในวันออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่สองให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 คดีได้ความต่อไปอีกว่าเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันตามสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฉบับรวมกัน ดังนั้น เช็คพิพาทแต่ละฉบับจึงมีเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระรวมอยู่ด้วยการออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับดังกล่าวของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่า เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลจึงไม่อาจลงโทษแก่จำเลยตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องโจทก์เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษานี้ได้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสระบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายทวี เณรชู
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8697/2543
#38477
เปิดฉบับเต็ม

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่รับใบสมัครของผู้ร้องไว้เนื่องจากหลักฐานไม่ครบถ้วน ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้สมัครที่ได้มีการลงบันทึกการรับสมัครไว้และออกใบรับให้ แม้ต่อมา ก. จะมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งอนุมัติให้ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่หนังสือดังกล่าวออกให้เมื่อพ้นกำหนดวันรับสมัครแล้ว ทั้งขณะที่ผู้ร้องยื่นใบสมัคร ก. ก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงยังมิใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่ประกาศชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามกฎหมายได้ หนังสือดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องไว้แล้ว

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งโดยผู้ร้องไม่ได้ยื่นรูปถ่ายจำนวน 600 รูป เนื่องจากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นเหตุให้ร้านถ่ายรูปที่ผู้ร้องสั่งให้จัดทำรูปถ่ายให้ผู้ร้องจมน้ำ ไม่อาจจัดทำรูปถ่ายให้ผู้ร้องได้ทันกำหนดเวลา ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ร้องขอผัดส่งรูปถ่ายต่อผู้คัดค้านแล้วผู้คัดค้านอนุญาตให้ผู้ร้องผัดส่งได้ และต่อมาผู้ร้องนำรูปถ่าย 600 รูปไปมอบให้ผู้คัดค้าน แต่ประธานกรรมการเลือกตั้งไม่อนุมัติให้ผู้ร้องสมัครขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องได้แสดงตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา โดยมิได้นำเอกสารสำคัญหลายฉบับมายื่นด้วย ผู้คัดค้านจึงไม่รับสมัครผู้ร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ ต้องเป็นผู้ไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 32 กล่าวคือต้องเป็นผู้สมัครที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งได้ลงบันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐาน และออกใบรับให้แก่ผู้สมัครนั้นแล้ว แต่เมื่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งตรวจหลักฐานการสมัครและสอบสวนแล้วเห็นว่าผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและไม่ประกาศชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นจึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ แต่กรณีของผู้ร้องปรากฏว่านายไพฑูรย์ เจ๊ะแฮ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้บันทึกในใบรับสมัครในวันสมัครของผู้ร้องว่า "ไม่รับเนื่องจากหลักฐานไม่มี (รูปถ่ายและหนังสือรับรองจากหัวหน้าพรรค)" ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้สมัครที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งได้ลงบันทึกการรับสมัครและออกใบรับให้ถึงแม้ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2543 นายกิมซัว ยงสืบชาติ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา ทำหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งอนุมัติให้ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งได้ตามเอกสารหมาย ค.5 แต่หนังสือของนายกิมซัวดังกล่าวออกให้เมื่อพ้นกำหนดวันรับสมัครแล้ว ทั้งขณะที่ผู้ร้องยื่นใบสมัคร นายกิมซัวก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง หนังสือดังกล่าวจึงมิใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องไว้แล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามความในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541"

จึงมีคำสั่งยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 32 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ร้อยตรี ปรียา กุลมัย
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ