คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8697/2543
#99067
เปิดฉบับเต็ม

ในวันสมัครรับเลือกตั้งที่ผู้ร้องยื่นใบสมัครต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้บันทึกในใบสมัครว่า "ไม่รับเนื่องจากหลักฐานไม่มี (รูปถ่ายและหนังสือรับรองจากหัวหน้าพรรค)" ดังนี้ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้สมัครที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งได้ลงบันทึกและออกใบรับให้ ถึงแม้ว่า ก. ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งอนุมัติให้ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่หนังสือได้ออกเมื่อพ้นกำหนดวันรับสมัครแล้ว ทั้ง ก. ก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในขณะผู้ร้องยื่นใบสมัคร หนังสือดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องไว้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 34

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องได้แสดงตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา โดยมิได้นำเอกสารสำคัญหลายฉบับมายื่นด้วย ผู้คัดค้านจึงไม่รับสมัครผู้ร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 32 บัญญัติว่า "เมื่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้รับใบสมัครแล้ว ให้ลงบันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐานและออกใบรับให้แก่ผู้สมัครในวันนั้น และให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติของผู้สมัคร และสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดการรับสมัคร ถ้าผู้สมัครมีสิทธที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้ก็ให้ประกาศการรับสมัครไว้?" และมาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้สมัครผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 32 ให้ผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา?" แต่กรณีของผู้ร้องปรากฏว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้สมัครที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งได้ลงบันทึกการรับสมัครและออกใบรับให้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานในการสมัคร ถึงแม้ว่านายกิมซัวในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 ได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งอนุมัติให้ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่หนังสือออกให้เมื่อพ้นกำหนดวันรับสมัครแล้วทั้งขณะที่ผู้ร้องยื่นใบสมัคร นายกิมซัวก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง หนังสือดังกล่าวจึงมิใช่หลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องไว้แล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามความในมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541

จึงมีคำสั่งยกคำร้อง.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ร้อยตรีปรียา กุลมัย
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8695/2543
#38476
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องแจ้งย้ายตนเองเข้าไปมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดยโสธรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งจังหวัดยโสธร มิใช่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดอีกต่อไป การที่ผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยอ้างว่ามีรายชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดร้อยเอ็ด จึงเป็นการมิชอบ นอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธรประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องสามารถแจ้งเหตุที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้แต่ผู้ร้องหาได้ปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไม่ ผู้ร้องจึงตกเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแทนศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏชื่อผู้ร้องอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดยโสธร ผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาประจำจังหวัดร้อยเอ็ด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 105(3) กำหนดคุณสมบัติอย่างหนึ่งของบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้งผู้ร้องแจ้งย้ายตนเองเข้าไปมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 172 หมู่ที่ 3ถนนแจ้งสนิท ตำบลสำราญ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2542 เมื่อนับถึงวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คือวันที่ 4 มีนาคม2543 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดยโสธรไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดอีกต่อไป การที่ผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันที่ 4 มีนาคม 2543 และ 29 เมษายน 2543 โดยอ้างว่ามีรายชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดร้อยเอ็ดจึงเป็นการมิชอบ นอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธรได้ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องสามารถแจ้งเหตุที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่จังหวัดยโสธรต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งแต่งตั้งได้ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา แต่ผู้ร้องก็หาได้ปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไม่ ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคสองและมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 23
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย สมพงษ์ ศรีประสาร
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดร้อยเอ็ด
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8695/2543
#99071
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้ร้องย้ายตนเองจากจังหวัดร้อยเอ็ดไปอยู่จังหวัดยโสธรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันแล้ว การที่ผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดร้อยเอ็ดจึงเป็นการมิชอบ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธรประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องสามารถแจ้งเหตุที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่จังหวัดยโสธรได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 22 แต่ผู้ร้องหาได้ปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไม่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแทนศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 105 (3) กำหนดคุณสมบัติอย่างหนึ่งของบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้ร้องแจ้งย้ายตนเองเข้าไปมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ที่จังหวัดยโสธรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดยโสธร ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดอีกต่อไป การที่ผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดร้อยเอ็ดในวันที่ 4 มีนาคม 2543 และ 29 เมษายน 2543 โดยอ้างว่ามีรายชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดร้อยเอ็ด จึงเป็นการมิชอบ นอกจากนี้ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธรได้ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องสามารถแจ้งเหตุที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่จังหวัดยโสธรต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งได้ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา แต่ผู้ร้องก็หาได้ปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไม่ ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคสอง และมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542

อนึ่ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 มาตรา 34 บัญญัติให้ผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นรับค่าธรรมเนียมไว้จึงไม่ถูกต้อง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 68 วรรคสอง ม. 105 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมพงษ์ ศรีประสาร
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดร้อยเอ็ด
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8690/2543
#38475
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี หรือเป็นผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี เป็นการกระทำที่ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นการส่งเสริมการค้าประเวณีอันเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้สังคมเดือดร้อนและต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูมารดาซึ่งอายุมากและบุตรอีก 2 คน ซึ่งอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ประกอบกับจำเลยเองมีโรคประจำตัวนั้น จำเลยยิ่งต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย มิฉะนั้นตนเองจะเดือดร้อนและบุคคลในครอบครัวจะขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู ข้ออ้างจำเลยดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำมารับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 และริบสมุดบันทึกค่าใช้จ่ายของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 11(ที่ถูกมาตรา 11 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 จำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี6 เดือน ริบสมุดบันทึกค่าใช้จ่ายของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นการส่งเสริมการค้าประเวณีอันเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้สังคมเดือดร้อนและต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูมารดาซึ่งอายุมากและบุตรอีก 2 คน ซึ่งอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ประกอบกับจำเลยเองมีโรคประจำตัวนั้น จำเลยยิ่งต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย มิฉะนั้นตนเองจะเดือดร้อนและบุคคลในครอบครัวจะขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำมารับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางอุษา ใจรอบ
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2543
#35150
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้อาวุธมีดกระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังและกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายทั้งสองบนรถยนต์โดยสารประจำทางต่อหน้าผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็บังคับพาตัวผู้เสียหายทั้งสองไปแล้วร่วมกันผลัดเปลี่ยนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองอีกหลายครั้งผู้เสียหายร้องไห้และเพียรพยายามขอร้องจำเลยที่ 3 กับจำเลยอื่นเพื่อหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผล จะเห็นว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นกระทำอย่างอุกอาจมิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่โหดเหี้ยมทารุณผิดวิสัยมนุษย์อันพึงมีทั้ง ๆ ที่ได้รับการศึกษาสูงพอสมควร เป็นภาพสะท้อนอย่างดีให้เห็นถึงสังคมที่ย่อหย่อนในการอบรมทางด้านศีลธรรม จึงทำให้มีจิตใจแข็งกระด้างไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ ประการสำคัญผลจากการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างมลทินและตราบาปให้แก่ลูกผู้หญิงที่บริสุทธิ์ถึงสองคนไปตราบชั่วชีวิต โดยหากปล่อยให้สังคมมีการกระทำที่ป่าเถื่อนและล่วงละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองอยู่ดังนี้ตลอดไปกฎหมายก็จะไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ความสงบสุขในสังคมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยไม่ลดโทษและมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 ตามมาตรา 78 และ 76 นั้น นับว่าใช้ดุลพินิจในการลงโทษเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276, 278, 281, 309, 310, 318, 371, 83, 91, 33 ริบมีดของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 278, 309 วรรคสอง,310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม, 371 ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธตามมาตรา 371ปรับคนละ 100 บาท ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี เพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม จำคุกคนละ 15 ปี ส่วนความผิดฐานข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามมาตรา 310 วรรคแรก ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปีตามมาตรา 278 และฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามมาตรา 276 วรรคสอง ตามที่โจทก์ฟ้องนั้นการกระทำทั้งสี่ตอนดังกล่าวต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกัน พฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้ามมีเจตนาเพียงต้องการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามมาตรา 276 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งห้าตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษจำเลยทั้งห้าทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยทั้งห้าตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)และปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบมีดของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและลดมาตราส่วนโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลดโทษและลดมาตราส่วนโทษนั้น เห็นว่า เรื่องการลดโทษและลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 และ 76 นั้นเป็นดุลพินิจของศาลที่จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุสมควรลดให้หรือไม่ คดีนี้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้อาวุธมีดกระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังและกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายทั้งสองบนรถยนต์โดยสารประจำทางต่อหน้าผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็บังคับพาตัวผู้เสียหายทั้งสองไปแล้วร่วมกันผลัดเปลี่ยนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองอีกหลายครั้งผู้เสียหายทั้งสองร้องไห้และเพียรพยายามขอร้องจำเลยที่ 3 กับจำเลยอื่นเพื่อให้หยุดยั้งการกระทำดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผลจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3ร่วมกับจำเลยอื่นกระทำอย่างอุกอาจมิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่โหดเหี้ยมทารุณผิดวิสัยมนุษย์อันพึงมีทั้ง ๆ ที่ได้รับการศึกษาสูงพอสมควร เป็นภาพสะท้อนอย่างดีให้เห็นถึงสังคมที่ย่อหย่อนในการอบรมทางด้านศีลธรรม จึงทำให้มีจิตใจแข็งกระด้างไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ประการสำคัญผลจากการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างมลทินและตราบาปให้แก่ลูกผู้หญิงที่บริสุทธิ์ถึงสองคนไปตราบชั่วชีวิต โดยหากปล่อยให้สังคมมีกากระทำที่ป่าเถื่อนและล่วงละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองอยู่ดังนี้ตลอดไปกฎหมายก็จะไร้ความศักดิ์สิทธิ์ความสงบสุขในสังคมก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยไม่ลดโทษและมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 นั้น นับว่าใช้ดุลพินิจในการลงโทษเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76 ม. 78 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ชาติชายหรือแจ็คหรือแบ็ก แสงสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8685/2543
#38474
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลรัษฎากรมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อมาตรา 50(5) ได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนว่าจะต้องหักไว้เท่าใดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองผู้มีหน้าที่หักเงินต้องนำส่งโดยมิพักต้องมีการประเมินโดยเจ้าพนักงาน และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 10)ก็เพื่อประเมินภาษีเงินได้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ในการขายอสังหาริมทรัพย์ อันจะต้องมีการจัดเก็บ หาใช่เป็นการประเมินต่อโจทก์ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ ดังนั้น การที่ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งจัดเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีณ ที่จ่ายเพิ่มเนื่องจากเพราะโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้องตามฟ้องจึงเป็นการประเมินภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2 ย่อมกระทำได้โดยมิต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา 19แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมิใช่เป็นการประเมินภาษีอากรที่เป็นการแก้ไขจำนวนเงินที่ประเมินไว้หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมตามประมวลรัษฎากรมาตรา 20 และเมื่อไม่ต้องออกหมายเรียกตามมาตรา 19 กรณีจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลา 5 ปี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ด้วยเช่นกัน

ประมวลรัษฎากร มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีหรือนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในจำนวนภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนด้วย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินภาษีที่ขาดไปนั้นจากโจทก์ทั้งสองได้ โดยมิต้องเรียกอ. ผู้มีเงินได้มาตรวจสอบไต่สวนก่อน เพราะกรณีเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาดอยู่จากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่า อ. ชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลังมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าพนักงานประเมิน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายจากจำเลยที่ 2 แจ้งว่า โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่นางอรทัย คหะแก้ว กับพวก อันเป็นเงินได้พึงประเมินแต่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้องให้โจทก์ทั้งสองรับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นเงิน 592,500 บาทและเงินเพิ่ม 592,500 บาท โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าการประเมินของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองยังไม่เห็นพ้องด้วย คือ จำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่เคยออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาทำการไต่สวนตามประมวลรัษฎากรมาตรา 19 การประเมินดังกล่าวเป็นการแก้จำนวนเงินที่ประเมินไว้เดิมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 ซึ่งต้องจัดการตามมาตรา 19 ก่อน เมื่อไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว การประเมินจึงไม่ชอบ เมื่อวันที่ 26มีนาคม 2533 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4955 ตำบลสุริยวงศ์อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร จากนางอรทัยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจตรีชวน คหะแก้ว โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินโดยหักภาษีณ ที่จ่าย และนำส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายครบถ้วนถูกต้องแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ประเมินว่าภาษีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าจำนวนเงินภาษีที่ขาดไปนั้น ผู้มีเงินได้ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้และนำส่งต่อจำเลยที่ 1 ไว้ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นความรับผิดร่วมกันระหว่างผู้มีเงินได้กับโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำการไต่สวนตรวจสอบไปยังนางอรทัยผู้มีเงินได้หากนางอรทัยชำระภาษีไว้ครบถ้วนแล้ว ความรับผิดในการเสียภาษีของผู้มีเงินได้ย่อมหมดสิ้นไป และความรับผิดของโจทก์ทั้งสองในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมหมดสิ้นไปด้วยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนหรือจำนวนทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ซึ่งขณะที่มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวข้างต้น ราคาทุนทรัพย์ขณะจดทะเบียนที่ผู้ซื้อและผู้ขายแจ้งไว้เป็นเงิน 5,000,000 บาท ขณะที่ราคาของกรมที่ดินกำหนดไว้เป็นเงิน 5,040,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประเมินราคาที่ดินแปลงดังกล่าวสูงถึง 11,060,000 บาท จึงขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิข้างต้น นอกจากนี้การประเมินยังคิดคำนวณไม่ถูกต้อง โดยในการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังกล่าวผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมี 2 ฐานะ คือในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้องแบ่งเงินได้ออกเป็น 2 ส่วน แล้วจึงคำนวณหาจำนวนภาษีที่ต้องหักและนำส่งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องหักและนำส่งตามที่จำเลยที่ 2 คำนวณได้เป็นเงิน 592,500 บาท สูงกว่าความเป็นจริงคดีนี้โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ได้หักและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายในวันเดียวกันจึงขาดอายุความในการออกหมายเรียกไต่สวนและโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2533 จึงขาดอายุความหรือเกินกำหนดเวลาประเมินแล้ว เหตุคดีนี้มิได้เกิดจากความจงใจของโจทก์ทั้งสองที่จะหลีกเลี่ยงไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง แต่เกิดจากความไม่เข้าใจกฎหมายหากเห็นว่าโจทก์ทั้งสองต้องรับผิดขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสองด้วย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ตามหนังสือที่ 1074/1/100492 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2539เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามหนังสือเลขที่ 1074/ฝ.3.1/31/41/13 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 และให้งดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินภาษีโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากรมิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องดำเนินการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนก่อน เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แก่โจทก์ทั้งสองได้ทันที ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 กำหนดหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินได้ มาตรา 54กำหนดความรับผิดของผู้จ่ายเงินได้ว่า หากมิได้หักและนำส่งให้ครบถ้วนแล้วผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในฐานะลูกหนี้ร่วมในภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป เจ้าพนักงานประเมินในคดีนี้จึงมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากโจทก์ทั้งสองโดยไม่จำต้องเรียกเก็บภาษีจากนางอรทัย คหะแก้ว ผู้มีเงินได้ก่อน นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่านางอรทัยผู้มีเงินได้ได้ชำระภาษีดังกล่าวไว้แล้วด้วย สำหรับการกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานประเมินนั้น ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในราคา 11,060,000 บาท แต่แจ้งจดทะเบียนและทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพียง 5,000,000 บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองขายที่ดินพร้อมตึกแถวที่สร้างขึ้นบนที่ดินดังกล่าวในปี 2534ถึง 2535 โจทก์ทั้งสองนำหลักฐานสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวพร้อมหลักฐานการชำระเงินรวมเป็นเงิน 11,060,000 บาท ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินภาษีเพื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินก็ยินยอมดังนั้น ราคาซื้อขายที่ดินที่แท้จริงคือราคา 11,060,000 บาท ราคาที่ดิน5,000,000 บาท ตามหลักฐานการจดทะเบียนและนิติกรรมจึงเป็นราคาที่โจทก์ทั้งสองร่วมกันอำพรางราคาซื้อที่ดินที่แท้จริงไว้ เป็นผลให้โจทก์ทั้งสองหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้ไม่ครบถ้วน การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากราคาที่ดินที่แท้จริงจึงชอบแล้วการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจ่ายให้แก่ผู้รับที่ขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนแล้ว และเจ้าพนักงานประเมินคำนวณโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในกรณีของโจทก์ทั้งสองโดยถูกต้อง ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต้องแบ่งเงินได้จากการขายออกเป็น 2 ส่วน เนื่องจากนางอรทัยถือกรรมสิทธิ์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก แต่เจ้าพนักงานมิได้คำนวณโดยแบ่งเงินได้ออกเป็น 2 ส่วน จึงไม่ชอบนั้น ประเด็นนี้โจทก์ทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มาก่อนจึงไม่มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นศาลและการที่นางอรทัยขายที่ดินดังกล่าวในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก กฎหมายถือว่ากระทำในฐานะเป็นคณะบุคคล จึงต้องเสียภาษีในฐานะคณะบุคคลโดยคำนวณจากเงินได้ที่ขายทั้งจำนวน ไม่ใช่นำเงินได้ดังกล่าวไปแบ่งเป็น 2 ส่วน แล้วจึงคำนวณภาษีนอกจากนี้กรณีของโจทก์ทั้งสองเป็นการเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ทั้งสองหักและนำส่งไว้ไม่ถูกต้องเป็นการประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 52 และ 54 ซึ่งมิได้กำหนดอายุความเอาไว้ดังเช่นการประเมินตามมาตรา 19 และ 20 ที่กำหนดไว้ 5 ปี ดังนั้น การประเมินในคดีนี้จึงต้องใช้อายุความการเรียกเอาค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/31 ซึ่งกำหนดไว้ 10 ปี เจ้าพนักงานทำการประเมินและแจ้งการประเมินเรียกค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากโจทก์ทั้งสองภายใน 10 ปีจึงไม่ขาดอายุความหรือเกินกำหนดเวลา สำหรับข้อที่โจทก์ทั้งสองขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น โจทก์ทั้งสองได้ซื้อที่ดินจากนางอรทัยในราคา 11,060,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสองร่วมกับนางอรทัยทำการจดทะเบียนและนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินในราคา 5,000,000 บาทจึงเห็นได้ว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่รัฐมาแต่แรกไม่สมควรจะงดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง และเงินเพิ่มดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้งดหรือลดแต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีตามหนังสือที่ 1074/1/100492 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 1074/ฝ.3.1/31/41/13 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 เฉพาะส่วนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของกองมรดกพันตำรวจตรีชวน คหะแก้วคำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่าการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ตามฟ้องจะต้องออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนก่อนหรือไม่ และการประเมินดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ออกหมายเรียกหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า เรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเนื่องจากการขายอสังหาริมทรัพย์กฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้ (ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์) มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าอสังหาริมทรัพย์แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 10) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อขณะโจทก์ไปจดทะเบียนซื้อที่ดินในคดีนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนเป็นผู้ออกใบสั่งให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 2 จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินต่อโจทก์ทั้งสองและเมื่อโจทก์ทั้งสองชำระค่าภาษีดังกล่าวแล้ว หากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2จะประเมินแก้ไขจำนวนเงินค่าภาษีตามที่ประเมินไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2ก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรกล่าวคือ ต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาไต่สวนตรวจสอบก่อนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีนี้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(4) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลรัษฎากรมาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเมื่อมาตรา 50(5) ได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนว่าจะต้องหักไว้เท่าใดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองผู้มีหน้าที่หักเงินต้องนำส่งโดยมิพักต้องมีการประเมินโดยเจ้าพนักงานและการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 10) ก็เพื่อประเมินภาษีเงินได้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ในการขายอสังหาริมทรัพย์ อันจะต้องมีการจัดเก็บ หาใช่เป็นการประเมินต่อโจทก์ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ ดังนั้นการที่ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพิ่มเนื่องจากเพราะโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้องตามฟ้อง จึงเป็นการประเมินภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2ย่อมกระทำได้โดยมิต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมิใช่เป็นการประเมินภาษีอากรที่เป็นการแก้ไขจำนวนเงินที่ประเมินไว้หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และเมื่อไม่ต้องออกหมายเรียกตามมาตรา 19กรณีจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลา 5 ปี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19ด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ตามฟ้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนก่อนจะประเมินให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิด เจ้าพนักงานจะต้องตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีของนางอรทัยผู้รับเงินหรือผู้มีเงินได้ว่าได้เสียภาษีเงินได้ไว้ถูกต้องแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าเมื่อความรับผิดระหว่างโจทก์ทั้งสองผู้จ่ายเงินได้กับนางอรทัยผู้มีเงินได้อยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมหากนางอรทัยได้ยื่นแบบและชำระภาษีต่อจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว ย่อมมีผลให้โจทก์ทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดได้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 ประกอบมาตรา 292 เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีหรือนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในจำนวนภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนด้วย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินภาษีที่ขาดไปนั้นจากโจทก์ทั้งสองได้โดยมิต้องเรียกนางอรทัยมาตรวจสอบไต่สวนก่อนเพราะกรณีเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาดอยู่จากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่านางอรทัยชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีตามหนังสือที่ 1074/1/100492ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 1074/ฝ.3.1/31/41/13ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 เฉพาะส่วนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของกองมรดกพันตำรวจตรีชวน คหะแก้ว โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงิน 328,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 50 (5) ม. 52 วรรคสอง ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ รุ่งศุภตานนท์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8685/2543
#91296
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 (5) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม ป.รัษฎากร มาตรา 52 วรรคสอง จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวที่จะต้องหักเงินและนำส่งโดยมิพักต้องมีการประเมินโดยเจ้าพนักงาน

พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวง การคลัง (ฉบับที่ 10) ก็เพื่อประเมินภาษีเงินได้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ หาใช่ประเมินต่อโจทก์ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ การที่เจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพิ่มเนื่องจากโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้อง จึงเป็นการประเมินภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 54 แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งกระทำได้โดยมิต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากร เพราะมิใช่เป็นการประเมินภาษีอากรที่เป็นการแก้ไขจำนวนเงินที่ประเมินไว้หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมตาม ป.รัษฎากร มาตรา 20 และเมื่อไม่ต้องออกหมายเรียก กรณีจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลา 5 ปี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19

ป.รัษฎากร มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีหรือนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในจำนวนภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนด้วย เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและ นำส่งไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินภาษีที่ขาดไปนั้นจากโจทก์ทั้งสองได้ โดยมิต้อง เรียกผู้มีเงินได้มาตรวจสอบไต่สวนก่อนเพราะกรณีเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาดอยู่จากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสอง มีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าผู้มีเงินได้ชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว

ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น โจทก์ทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว จึงเท่ากับโจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามหนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นเรื่องการประเมินไม่ชอบไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องไว้ว่าในส่วนของการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้อง แบ่งเงินได้เป็น 2 ส่วน เนื่องจากผู้ขายถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 2 ฐานะ คือในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. แต่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องหักและนำส่งสูงกว่าความเป็นจริง จึงเป็น การกล่าวอ้างในเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมยกขึ้นกล่าวอ้างในฟ้องได้และศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย

การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บจากประชาชนย่อมเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของประชาชนโดยตรง ปัญหาว่าการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินดำเนินการเป็นการถูกต้อง หรือไม่ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชาน ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ตามหนังสือที่ ๑๐๗๔/๑/๑๐๐๔๙๒ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามหนังสือเลขที่ ๑๐๗๔/ฝ.๓.๑/๓๑/๔๑/๑๓ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ และให้งดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีตามหนังสือที่ ๑๐๗๔/๑/๑๐๐๔๙๒ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๑๐๗๔/ฝ.๓.๑/๓๑/๔๑/๑๓ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ เฉพาะส่วนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของกองมรดกพันตำรวจตรี ชวน คหะแก้ว คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๕๐ (๕) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๕๒ วรรคสอง จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองผู้มีหน้าที่หักเงินต้องนำส่งโดยมิพักต้องมีการประเมินโดยเจ้าพนักงาน

พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ ๑๐) ก็เพื่อประเมินภาษีเงินได้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ในการขายอสังหาริมทรัพย์ หาใช่เป็นการประเมินต่อโจทก์ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพิ่มเนื่องจากเพราะโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้อง จึงเป็นการประเมินภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๕๒ ประกอบมาตรา ๕๔ แห่ง ป.รัษฎากร จำเลยที่ ๒ ย่อมกระทำได้โดยมิต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา ๑๙ แห่ง ป.รัษฎากร เพราะมิใช่เป็นการประเมินภาษีอากรที่เป็นการแก้ไขจำนวนเงินที่ประเมินไว้หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๒๐ และเมื่อไม่ต้องออกหมายเรียกตามมาตรา ๑๙ กรณีจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลา ๕ ปี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙

ป.รัษฎากร มาตรา ๕๔ กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีหรือนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในจำนวนภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนด้วย เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินภาษีที่ขาดไปนั้นจากโจทก์ทั้งสองได้ โดยมิต้องเรียกนางอรทัยซึ่งเป็นผู้มีเงินได้มาตรวจสอบไต่สวนก่อน เพราะกรณีเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาดอยู่จากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่านางอรทัยชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว

ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น โจทก์ทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว จึงเท่ากับโจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามหนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจำเลยที่ ๑ และถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นเรื่องการประเมินไม่ชอบไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องไว้ว่าในส่วนของการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้องแบ่งเงินได้เป็น ๒ ส่วน เนื่องจากผู้ขายถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ๒ ฐานะ คือในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจตรี ชวน แต่เจ้าพนักงานประเมินจำเลยที่ ๒ มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องหักและนำส่งสูงกว่าความเป็นจริง จึงเป็นการกล่าวอ้างในเรื่องเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมยกขึ้นกล่าวอ้างในฟ้องได้ และที่ศาลภาษีอากรกลางยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บจากประชาชนย่อมเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ปัญหาว่าการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินดำเนินการเป็นการถูกต้องหรือไม่ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีตามหนังสือที่ ๑๐๗๔/๑/๑๐๐๔๙๒ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๑๐๗๔/ฝ.๓.๑/๓๑/๔๑/๑๓ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ เฉพาะส่วนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของกองมรดกพันตำรวจตรี ชวน คหะแก้ว โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงิน ๓๒๘,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 30 (2) ม. 40 (8) ม. 50 (5) ม. 52 ม. 54
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ รุ่งศุภตานนท์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8682/2543
#38473
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกเป็นครั้งที่สามภายในเวลาที่รอการลงโทษไว้ในสองคดีก่อน แสดงว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบและมิได้เกรงกลัว ไม่มีประโยชน์ที่จะปราณีรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีก

ศาลล่างทั้งสองไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนสองคดีมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ ศาลฎีกามีอำนาจนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก และกรณีมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบังคับให้ดำเนินการ ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2541และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนก่อนคดีนี้จำเลยเคยกระทำผิดในข้อหาเดียวกับคดีนี้ 2 ครั้งแล้ว ซึ่งศาลเคยให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี แต่จำเลยไม่รู้สำนึกกลับมากระทำผิดคดีนี้อีกภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จึงไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกและเมื่อศาลใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกแล้วจึงเห็นสมควรไม่บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับคดีนี้คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2541 ให้ลงโทษจำคุก3 เดือนและปรับ 2,500 บาท เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 และเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2542ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือนและปรับ 2,500 บาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542ศาลชั้นต้นในแต่ละคดีดังกล่าวให้โอกาสจำเลยกลับตนโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่จำเลยยังกระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกเป็นครั้งที่สามภายในเวลาที่รอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีก่อนทั้งสองคดี แสดงว่าจำเลยมิได้เข็ดหลาบและมิได้เกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับตามกฎหมาย การที่จะปราณีรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีก จึงไม่น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทั้งสองคดีมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้นั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า"เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลังหรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2542 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อในระหว่างที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จำเลยได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาคดีหลังจึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ที่ศาลล่างทั้งสองไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทั้งสองคดีมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2542ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคแรกดังกล่าว และกรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบังคับให้ศาลพิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2542ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 9 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายอุทิศ เม่นจีน
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366 -ที่ 8678/2543
#98632
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่ และ ข้อกำหนดว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดี มิได้กำหนดว่าการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์จะต้องแนบ บัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ผู้แต่งตั้งผู้แทนโจทก์มาด้วย การที่โจทก์ได้ใช้แบบพิมพ์ รง. 7 มีรายชื่อและลายมือชื่อโจทก์ทั้งหมดแนบเสนอต่อศาลแรงงานเป็นการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ที่ชอบแล้ว

บันทึกการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ตามแบบพิมพ์ รง. 7 เป็นแบบพิมพ์ของราชการที่โจทก์แต่งตั้งให้โจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแรงงานที่ศาลแรงงานแทนโจทก์ที่แต่งตั้ง มิใช่เป็นใบมอบอำนาจตามข้อ 7 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ แบบพิมพ์ รง. 7 จึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป. รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามร้อยสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๓๑๓ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนและจ่ายเงินประกัน เงินสะสม เงินสมทบและดอกเบี้ย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ทุก ๑๕ วัน แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายและคืนเงินประกัน เงินสะสม เงินสมทบและดอกเบี้ย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ?

จำเลยทั้งสามร้อยสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า การตั้งผู้แทนโจทก์นั้น พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๕ วรรคสามและวรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีโจทก์หลายคน ศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้

วิธีการแต่งตั้งผู้แทนตามวรรคสามให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา ๒๙ " ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษา ศาลแรงงานกลางโดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาได้ออกข้อกำหนดว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดี ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวมิได้กำหนดว่าการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์จะต้องแนบบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ผู้แต่งตั้งผู้แทนโจทก์มาด้วย ดังนั้น ที่โจทก์ในคดีนี้ได้ใช้ แบบพิมพ์ รง.๗ มีรายชื่อและลายมือชื่อโจทก์ทั้งหมดแนบเสนอต่อศาลแรงงานกลาง แม้จะมิได้มีบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์แนบมาด้วย ก็เป็นการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ที่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๕ วรรคสามและวรรคสี่ประกอบข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีแล้ว ส่วนการปิดอากรแสตมป์นั้น ป.รัษฎากร มาตรา ๑๐๔ บัญญัติว่า " ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ต้อง ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น " แต่บันทึกการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ตามแบบพิมพ์ รง.๗ นั้น เป็นแบบพิมพ์ของราชการที่เป็นไปตามข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ซึ่งโจทก์แต่งตั้งให้โจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแรงงานที่ศาลแรงงานแทนโจทก์ที่แต่งตั้งมิใช่เป็นใบมอบอำนาจตามข้อ ๗ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๐๔ การแต่งตั้ง ผู้แทนโจทก์คดีนี้ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของศาลแรงงานกลางแล้ว

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 29 ม. 35
ข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดี ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขวัญชัย เชื้อทิม กับพวก
จำเลย — บริษัทดาราเหนือ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ แพนเดช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366 -ที่ 8378/2543
#38472
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่ และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีข้อ 2 และข้อ 3 มิได้กำหนดว่าการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์จะต้องแนบบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ผู้แต่งตั้งผู้แทนโจทก์มาด้วย ที่โจทก์ใช้แบบพิมพ์ รง.7 มีรายชื่อและลายมือชื่อโจทก์ทั้งหมดแนบเสนอต่อศาลแรงงานกลาง แม้ไม่มีบัตรประชาชนแนบมาด้วยก็เป็นการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ที่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

บันทึกการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ตามแบบพิมพ์ ร.ง.7 นี้ เป็นแบบพิมพ์ของทางราชการที่เป็นไปตามข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานซึ่งโจทก์แต่งตั้งให้โจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแรงงานที่ศาลแรงงานแทนโจทก์ที่แต่งตั้ง มิใช่เป็นใบมอบอำนาจตามข้อ 7 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามเป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ดังกล่าวไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยคืนและจ่ายเงินประกัน เงินสะสม เงินสมทบและดอกเบี้ย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีทุก 15 วันแก่โจทก์ดังกล่าว รายละเอียดวันเข้าทำงาน วันเลิกจ้าง อัตราค่าจ้างสุดท้ายเงินประกัน เงินสะสม เงินสมทบและดอกเบี้ย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ปรากฏตามคำฟ้องและบัญชีสำหรับรวมพิจารณาคดีท้ายคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่เข้ารับการอบรมตามระยะเวลาที่จำเลยกำหนดค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินสะสมตามฟ้องไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามยกเว้นโจทก์ที่ 9 ที่ 13 ที่ 30 ที่ 36 ที่ 41 ที่ 47 ที่ 51 ที่ 68 ที่ 69 ที่ 74 ที่ 77ที่ 79 ที่ 112 ที่ 136 ที่ 138 ที่ 142 ที่ 150 ที่ 151 ที่ 153 ที่ 158 ที่ 159ที่ 163 ที่ 166 ที่ 177 ที่ 185 ที่ 242 ที่ 243 ที่ 260 ที่ 270 ที่ 286 ที่ 289ที่ 292 ที่ 299 และที่ 302 เป็นลูกจ้างจำเลยทำงานติดต่อกันเกินสามปีคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อลูกจ้าง เรื่องได้ดำเนินไปจนถึงขั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยจึงปิดงานตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม2540 ส่วนลูกจ้างทั้งหมดได้ชุมนุมอยู่หน้าบริเวณโรงงาน ต่อมาวันที่ 19มกราคม 2541 จำเลยเปิดงานให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติ โดยให้ลูกจ้างไปรายงานตัวเพื่อเข้าอบรมที่บริษัทจำเลย สาขาวังน้อยอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่หนึ่งและสองของการอบรมโจทก์และลูกจ้างอื่นไปกันครบ หลังจากนั้นไม่ได้ไปกันอีกโดยไปชุมนุมอยู่หน้าบริเวณโรงงานตามเดิม เพราะไม่มีวิทยากรมาอบรมแต่อย่างใดและสถานที่อบรมเป็นสถานที่กำลังก่อสร้าง ไม่มีความปลอดภัยจนเจ้าพนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องปิดประกาศคำเตือนห้ามมิให้เข้าไปในเขตอันตรายดังกล่าว ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2541 จำเลยปิดประกาศเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด 435 คนรวมทั้งโจทก์คดีนี้ เหตุดังกล่าวศาลแรงงานกลางได้เคยวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วยการจัดให้ลูกจ้างไปอบรมยังสถานที่ที่อยู่ห่างไกลโดยไม่จัดรถรับส่งเพื่อไม่รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานลูกจ้างก็ได้มาที่โรงงานทุกวันและลงลายมือชื่อการมาและกลับไว้ที่บริเวณหน้าโรงงานเนื่องจากเข้าโรงงานไม่ได้ ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างรวมทั้งโจทก์คดีนี้ละทิ้งหน้าที่ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ดังกล่าวมิได้กระทำความผิดจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและคืนเงินประกัน เงินสะสม เงินสมทบ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ดังกล่าวส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานออกตามความประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16มีนาคม พ.ศ. 2515 ซึ่งมีผลใช้บังคับขณะเลิกจ้างไม่ได้บัญญัติไว้ จึงต้องใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 ประกอบด้วยมาตรา 224 พิพากษาให้จำเลยจ่ายและคืนเงินประกันเงินสะสม เงินสมทบและดอกเบี้ย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามตารางท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 ตุลาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์ที่ 9 ที่ 13 ที่ 30 ที่ 36 ที่ 41 ที่ 47 ที่ 51 ที่ 68ที่ 69 ที่ 74 ที่ 77 ที่ 79 ที่ 112 ที่ 136 ที่ 138 ที่ 142 ที่ 150 ที่ 151 ที่ 153 ที่ 158 ที่ 159 ที่ 163 ที่ 166 ที่ 177 ที่ 185 ที่ 242 ที่ 243 ที่ 260 ที่ 270ที่ 286 ที่ 289 ที่ 292 ที่ 299 และที่ 302

จำเลยทั้งสามร้อยสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของศาลแรงงานกลางหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามร้อยสิบสามตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีนี้โดยมิได้แนบบัตรประจำตัวประชาชนและมิได้ปิดอากรแสตมป์ เป็นการตั้งผู้แทนโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การตั้งผู้แทนโจทก์นั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีโจทก์หลายคนศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้

วิธีการแต่งตั้งผู้แทนตามวรรคสามให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 29" ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางโดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาได้ออกข้อกำหนดว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2523 ข้อ 2 กำหนดว่า"วิธีการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีให้ศาลจัดให้โจทก์ที่มาศาลในวันนั้นตกลงเลือกกันเองตามจำนวนที่ศาลกำหนดตามข้อ 1 ก่อนแล้วเสนอชื่อเพื่อศาลทราบและบันทึกรายชื่อไว้

ในกรณีที่โจทก์ไม่อาจตกลงเลือกกันเองได้ ศาลอาจกำหนดให้โจทก์ที่มาศาลในวันนั้นเลือกโดยการลงคะแนนเสียงหรือโดยวิธีอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้

ให้โจทก์ที่ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่งและวรรคสองตามจำนวนที่ศาลกำหนดตามข้อ 1 เป็นผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีต่อไป"

ข้อ 3 กำหนดว่า "ในกรณีที่มีการยื่นคำฟ้องหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาและมีบันทึกแสดงการแต่งตั้งมอบหมายให้โจทก์คนหนึ่งหรือหลายคนดำเนินคดีแทนโดยมีรายชื่อและลายมือชื่อโจทก์ทั้งหมดแนบหรือแสดงต่อศาล หากศาลเชื่อว่าเป็นบันทึกแสดงการแต่งตั้งมอบหมายที่แท้จริง ก็ให้ถือว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งตามบันทึกดังกล่าวเป็นผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดี

บันทึกแสดงการแต่งตั้งมอบหมายตามวรรคหนึ่ง จะใช้แบบพิมพ์ร.ง.7 ท้ายข้อกำหนดนี้ก็ได้"

บทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวมิได้กำหนดว่าการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์จะต้องแนบบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ผู้แต่งตั้งผู้แทนโจทก์มาด้วย ดังนั้น ที่โจทก์ในคดีนี้ได้ใช้แบบพิมพ์ ร.ง.7มีรายชื่อและลายมือชื่อโจทก์ทั้งหมดแนบเสนอต่อศาลแรงงานกลางแม้จะมิได้มีบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์แนบมาด้วย ก็เป็นการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีแล้ว ส่วนการปิดอากรแสตมป์นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 104 บัญญัติว่า "ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น" ซึ่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ระบุลักษณะแห่งตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ไว้ในข้อ 7 ใบมอบอำนาจคือใบตั้งตัวแทนซึ่งมิได้กระทำในรูปลักษณะตราสารสัญญารวมทั้งใบตั้งอนุญาโตตุลาการต้องเสียค่าอากรแสตมป์ ดังนี้ (ก) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวจำนวน 10 บาท (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวจำนวน30 บาท (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกัน ให้คิดตามรายการตัวบุคคลที่รับมอบคนละจำนวน 30 บาท แต่บันทึกการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ตามแบบพิมพ์ ร.ง.7 นั้นเป็นแบบพิมพ์ของราชการที่เป็นไปตามข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ซึ่งโจทก์แต่งตั้งให้โจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแรงงานที่ศาลแรงงานแทนโจทก์ที่แต่งตั้งมิใช่เป็นใบมอบอำนาจตามข้อ 7แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 การแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ คดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของศาลแรงงานกลางแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามร้อยสิบสามสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 104
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ขวัญชัย เชื้อทิม กับพวก
จำเลย — บริษัท ดาราเหนือ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8361/2543
#39908
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 45 และมาตรา 48 โดยฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวน อันเป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พระราชกฤษฎีกาการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540มีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา 26 โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเห็นว่าจำเลยไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ จึงให้คณะกรรมการเดิมของจำเลยพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นคณะกรรมการของจำเลยเพื่อดำเนินการแทนจำเลยโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 แสดงว่าจำเลยมิได้อยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู และโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยล้มละลาย โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามมาตรา 26 อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติว่าเจ้าหนี้ผู้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการไม่ได้ การยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(3) และมาตรา 16(3)แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวก็หาได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่แม่บ้าน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,800 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2540 จำเลยมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กันยายน 2540 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 54 วัน เป็นเงิน 10,440 บาทและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน17,400 บาท จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 10,440 บาท และค่าชดเชยจำนวน17,400 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยไม่ได้มีส่วนในการจัดหาหรือทำการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เข้าทำงานในกิจการของจำเลย ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างของนางขนิษฐาและมิได้มอบหมายให้โครงการธนาคารเจเนอรัลเอเซียและนางขนิษฐาทำแทนจำเลยในการว่าจ้างโจทก์นอกจากนี้จำเลยอยู่ในฐานะบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30หากโจทก์เห็นว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยก็ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เฉลี่ยกับเจ้าหนี้ทุกราย ซึ่งจำเลยจะได้นำคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์เสนอต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาต่อไป แต่โจทก์กลับยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการกระทำที่หลีกเลี่ยงแนวทางขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินและเป็นการเอาเปรียบเจ้าหนี้รายอื่นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2540โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 54 วัน โจทก์ไม่ต้องห้ามฟ้องตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 5,800 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า10,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1.1ถึงข้อ 2.1.3 ว่า ตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.7 ที่โจทก์อ้างว่านางขนิษฐา หงสประภาส ลงนามเป็นตัวแทนของจำเลย ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางขนิษฐามิได้เป็นกรรมการของจำเลยและมิได้เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยนางขนิษฐาลงนามในฐานะผู้เริ่มก่อการธนาคารเนเจอรัลเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำเลยมิได้มีส่วนในการจัดหาหรือทำการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เข้าทำงานในกิจการของจำเลย ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ ผู้บอกเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจหรือลูกจ้างของจำเลย นางขนิษฐาไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดว่าจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ ส่วนที่จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เป็นการทดรองจ่ายค่าจ้างแทนธนาคารเจเนอรัลเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำเลยมิได้เป็นนายจ้างโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.7 จัดทำขึ้นระหว่างโครงการธนาคารจีเอฟบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน) (จำเลย) กับโจทก์จำเลยรับว่าเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในโครงการธนาคารแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเพื่อทำงานแม่บ้านบริการพนักงานของจำเลยในส่วนที่ทำโครงการธนาคารเจเนอรัลเอเซียของจำเลย อุทธรณ์ทั้งสามข้อดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.2.1 และข้อ 3 ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 และมาตรา 48 โดยฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวน เนื่องจากจำเลยเป็นเพียงตัวแทนธนาคารที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ไม่ใช่นายจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีโดยไม่คำนึงถึงฐานะแห่งกิจการของจำเลยและธนาคารเจเนอรัลเอเซีย จำกัด (มหาชน)กับสภาพทางเศรษฐกิจสังคมทั่วไปนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1.1ถึงข้อ 2.1.3 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 บัญญัติให้องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จัดการชำระบัญชี รวบรวมทรัพย์สินของจำเลยออกประมูลเพื่อแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ทุกราย โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เฉลี่ยกับเจ้าหนี้รายอื่น แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดดังกล่าวโดยใช้สิทธิไม่สุจริตยื่นฟ้องคดีนี้จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชกำหนดดังกล่าวมีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา 26 โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินปรากฏตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินที่ 17/2540 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 5ของจำเลยว่าคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเห็นว่าจำเลยไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินการต่อไปได้จึงให้คณะกรรมการเดิมของจำเลยพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นคณะกรรมการของจำเลยเพื่อดำเนินการแทนจำเลยโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 แสดงว่าจำเลยมิได้อยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู และโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยล้มละลายโจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามมาตรา 26 อีกทั้งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ไม่มีบทบัญญัติว่าเจ้าหนี้ผู้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการไม่ได้การยื่นคำขอรับชำระหนี้ปรากฏอยู่ในประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(3) และมาตรา 16(3)แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ได้ระบุไว้ในข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ที่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และในข้อ 8 ข้อย่อย 8.3 ระบุว่าคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะกันเงินตามสัดส่วนแห่งหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ แสดงว่าตามประกาศฉบับนี้ก็หาได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 54
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 7 ม. 16 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนีย์ มูลติปฐม
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8361/2543
#66331
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 และมาตรา 48 โดยฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากสำนวน อันเป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา 26 โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเห็นว่าจำเลยไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ จึงให้คณะกรรมการเดิมของจำเลยพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นคณะกรรมการของจำเลยเพื่อดำเนินการแทนจำเลยโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 แสดงว่าจำเลยมิได้อยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู และโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยล้มละลาย โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามมาตรา 26 อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติว่าเจ้าหนี้ผู้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการไม่ได้ การยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (3) และมาตรา 16 (3) แห่ง พ.ร.ก.ดังกล่าวก็หาได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 54
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 7 ม. 16 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนีย์ มูลติปฐม
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543
#35149
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค 9มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตตามมาตรา 219 ตรีไม่ได้จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้ จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ภูชิต จิตต์ชูชื่น
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8339/2543
#38471
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายมุ่งประสงค์ให้การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าไม่ประสงค์ให้ศาลฎีกาเข้าไปวินิจฉัยในเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยมาแล้วผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังธรรม ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งไม่ประกาศรายชื่อผู้ร้องให้มีสิทธิเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยแจ้งเหตุอ้างว่าผู้ร้องเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับสมัครและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้กฎหมายมิได้ระบุถึงการคัดค้านเกี่ยวกับการประกาศไม่รับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ทั้งกฎหมายกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมือง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กระบวนการสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแตกต่างจากการสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ การสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครคือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งซึ่งเป็นเพียงเจ้าพนักงานของคณะกรรมการเลือกตั้งเท่านั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 34 จึงให้สิทธิแก่ผู้สมัครที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้วินิจฉัยทบทวนการใช้ดุลพินิจของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้อีกครั้งหนึ่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้อีกส่วนหนึ่งในข้อ 3 ส่วนที่ 5 มาตรา 35 ถึงมาตรา 37ว่า พรรคการเมืองจะต้องเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อโดยมีหลักเกณฑ์ตามลำดับดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 35(1) ถึง (3) ทั้งมาตรา 36 ยังบัญญัติต่อไปว่าให้หัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง เห็นได้ว่าการรับสมัครแบบนี้เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและมาตรา 37 ยังบัญญัติอีกด้วยว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานการสมัครคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครจึงเป็นการตรวจสอบและวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 145(3) ซึ่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา 144 วรรคสอง เช่น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นต้น และมาตรา 37ให้นำความแต่เฉพาะในมาตรา 32 เรื่องสถานที่ประกาศรายชื่อ และในมาตรา 33 เรื่องให้ค่าธรรมเนียมการรับสมัครรับเลือกตั้งตกเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้นมิได้ให้นำมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วยแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าไม่ประสงค์ให้ศาลฎีกาเข้าไปวินิจฉัยในเรื่องที่คณะกรรมการเลือกตั้งได้วินิจฉัยมาแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 34 ดังที่ผู้ร้องอ้างได้"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร
ผู้คัดค้าน — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8339/2543
#99055
เปิดฉบับเต็ม

การสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ กฎหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย และให้หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าไม่ประสงค์ให้ศาลฎีกาเข้าไปวินิจฉัยในเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ประกาศรายชื่อผู้ร้องให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับสมัครและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจและไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครจะต้องไปยื่นใบสมัครพร้อมหนังสือรับรองของห้วหน้าพรรคการเมืองต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งนั้นด้วยตนเอง และตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 บัญญัติให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติของผู้สมัครและสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดการรับสมัคร ถ้าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้ก็ให้ประกาศการรับสมัครไว้โดยเปิดเผย ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล?ฯลฯ ในกรณีที่ผู้สมัครผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศ มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้สิทธิผู้สมัครผู้นั้นยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณา จึงเห็นได้ว่าการสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครคือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งซึ่งเป็นเพียงเจ้าพนักงานของคณะกรรมการเลือกตั้งเท่านั้น มาตรา 34 ดังกล่าวจึงให้สิทธิแก่ผู้สมัครที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้วินิจฉัยทบทวนการใช้ดุลพินิจของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้อีกครั้งหนึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้อีกส่วนหนึ่งในข้อ 3 ส่วนที่ 5 มาตรา 35 ถึงมาตรา 37 ว่า พรรคการเมืองจะต้องเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อโดยมีหลักเกณฑ์ตามลำดับดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 35 (1) ถึง (3) ทั้งมาตรา 36 ยังบัญญัติต่อไปว่าให้หัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง เห็นได้ว่าการรับสมัครแบบนี้เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคการเมือง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมาตรา 37 ยังบัญญัติอีกด้วยว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร จึงเป็นการตรวจสอบและวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 145 (3) ซึ่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา 144 วรรคสอง และมาตรา 37 ให้นำความแต่เฉพาะในมาตรา 32 เรื่องสถานที่ประกาศรายชื่อ และในมาตรา 33 เรื่องให้ค่าธรรมเนียมการรับสมัครรับเลือกตั้งตกเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น มิได้ให้นำมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าไม่ประสงค์ให้ศาลฎีกาเข้าไปวินิจฉัยในเรื่องที่คณะกรรมการเลือกตั้งได้วินิจฉัยมาแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 34 ดังที่ผู้ร้องอ้างได้

อนึ่งคดีนี้ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 145 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร
ผู้คัดค้าน — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8334/2543
#258532
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือค้ำประกันมีข้อความว่า "?บริษัท ต. ได้ค้ำประกันการซื้อสินค้าถุงพลาสติกระหว่าง ซ. (ผู้ซื้อ) กับโจทก์ (ผู้ขาย) ? หากบริษัท ต. ไม่สามารถชำระเงินให้ จำเลย สาขาสุพรรณบุรี ตกลงชำระเงินแทนให้ 600,000 บาท" จำเลยได้ทำหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าวขึ้น โดยบริษัท ต. ยื่นคำขอให้จำเลยออกหนังสือสัญญาค้ำประกันระบุข้อความว่า จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์หากบริษัท ต. ไม่ชำระหนี้ โดยบริษัท ต. กับจำเลยจัดทำหนังสือค้ำประกัน จากนั้น ทางบริษัท ต. ได้จัดส่งเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัท ต. กับจำเลยมิใช่สัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ว่าหากบริษัท ต. ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ จำเลยจะชำระแทน จึงมิใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 กรณีจึงมิใช่สัญญาที่จำเลยเป็นผู้รับเรือนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 682 วรรคหนึ่ง แต่หนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทำสัญญากับบริษัท ต. ยินยอมจะชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อโจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 โจทก์จึงมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,331,519.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,004,920.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 1,004,920.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 13,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ขายสินค้าประเภทถุงพลาสติกให้ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซัพพลาย โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 และวันที่ 14 มกราคม 2535 บริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้าจำกัด ยื่นคำขอให้จำเลยออกหนังสือสัญญาค้ำประกันรวมสองฉบับ โดยหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อความเหมือนกันว่า "? บริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ได้ค้ำประกันการซื้อสินค้าถุงพลาสติกระหว่าง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซัพพลาย (ผู้ซื้อ) กับโจทก์ (ผู้ขาย) ? หากบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ไม่สามารถชำระเงินให้ จำเลย สาขาสุพรรณบุรีตกลงชำระเงินแทนให้ 600,000 บาท" โจทก์ส่งสินค้าให้ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซัพพลาย แล้ว แต่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซัพพลาย และบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาที่จำเลยทำเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกจึงผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าหนังสือค้ำประกันดังกล่าวเป็นการที่จำเลยค้ำประกันความรับผิดของบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ผู้ค้ำประกัน จำเลยจึงเป็นผู้รับเรือน จึงไม่ชอบ และโจทก์ฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องบังคับบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ได้ จำเลยจึงหลุดพ้นความรับผิดด้วย เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงไม่ชอบ เพราะเนื้อความตามเอกสารหมาย จ.3 ถือได้ว่าเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่โจทก์จะฟ้องร้องบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด บังคับได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์จำเลยรับกันว่าจำเลยได้ทำหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ขึ้น โดยบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ยื่นคำขอให้จำเลยออกหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับ ดังกล่าวระบุข้อความว่า จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์หากบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ไม่ชำระหนี้ โดยได้ความตามคำเบิกความของกรรมการผู้จัดการของโจทก์ว่า บริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด กับจำเลย จัดทำหนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.3 จากนั้นทางบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ได้จัดส่งเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด กับจำเลย มิใช่สัญญาที่จำเลยทำกับโจทก์ว่า หากบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ จำเลยจะชำระแทน สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 จึงมิใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 กรณีจึงมิใช่สัญญาที่จำเลยเป็นผู้รับเรือนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 682 วรรคหนึ่ง แต่หนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทำสัญญากับบริษัท โตโยต้าสุพรรณบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ยินยอมจะชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อโจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ มาตรา 374 ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากจำเลยได้ ดังนั้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยทรัพย์โอเวอร์ซีส์ จำกัด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
วรรคหนึ่ง — ป.พ.พ. มาตรา 374, 680, 682
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8329/2543
#91295
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่ามีการรอนสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วในเวลาทำสัญญาจะซื้อจะขาย โดยฝ่ายจำเลยหรือฝ่ายผู้ขายเป็นผู้ก่อเหตุขึ้น ด้วยการไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้อื่น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องขจัดเหตุที่ถูกรบกวนสิทธิไปเสียก่อนถึงกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินที่โจทก์วางไว้ตามสัญญา และจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทรวมกับบุคคลอื่น เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์วางเงินมัดจำบางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และจำเลยตกลงว่าจะไม่มีปัญหาในการโอน หากจำเลยผิดสัญญายอมใช้ค่าเสียหาย ครั้นวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๐ จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ทั้งแปลง โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเรียกค่าเสียหาย จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินมัดจำจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับโอนอ้างว่ามีผู้อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยมีสิทธิริบมัดจำได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยและ ล. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทคนละครึ่ง เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท วางมัดจำกันไว้ ๓๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดชำระส่วนที่เหลือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๐ ซึ่งก่อนทำสัญญาดังกล่าว ล. เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่ จ. ก่อนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ๒ วัน โจทก์ได้รับหนังสือจากทนายความของ จ. แจ้งว่า จ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ล. ไว้ก่อนโจทก์และกำลังฟ้องบังคับให้ ล. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่ จ. และเมื่อถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย จ. คัดค้านการโอน โจทก์จึงไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลย เมื่อศาลฎีกาฟังพยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้วเชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบเรื่องที่ ล. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่ จ. แม้ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยและ ล. พร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา และเจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่ขัดข้องที่จะดำเนินการให้ก็ตาม แต่เห็นว่า แม้ ล. จะมิใช่ผู้ทำสัญญาไว้กับโจทก์โดยตรง แต่ ล. เบิกความว่า ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทดังกล่าวแทนตน ทั้งวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ล. ก็ได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ จึงต้องถือว่า ล. ก็อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายผู้ขายด้วย เมื่อปรากฏว่ามีการรอนสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วในเวลาทำสัญญาจะซื้อจะขาย โดยฝ่ายจำเลยหรือฝ่ายผู้ขายเป็นผู้ก่อเหตุนี้ขึ้น ด้วยการไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้อื่น ซึ่งผู้อื่นได้ฟ้อง ล. เรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว ทั้งได้มาคัดค้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องขจัดเหตุที่ถูกรบกวนสิทธิไปเสียก่อนถึงกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์หาได้ผิดสัญญาไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบเงินที่โจทก์วางไว้ตามสัญญา และจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 475 ม. 1361 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี เทียนสมประสงค์
จำเลย — นางสาวฉลอง นุชอาวรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายภากร กลันทกพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8325/2543
#91294
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าการซื้อขายเครื่องชั่งพิพาทระหว่าง ข. กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่า ถ้า ข. ผู้ซื้อไม่สามารถชำระเงินให้แก่จำเลยผู้ขายได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ยินยอมให้จำเลยไปรับเอาเครื่องชั่งพิพาทคืนไปได้ทันทีโดยไม่จำกัดว่าเครื่องชั่งพิพาทจะอยู่สถานที่ใดก็ตาม แต่การซื้อขายเครื่องชั่งดังกล่าวเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่ระบุตัวทรัพย์และราคา แน่นอนแล้ว และไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงในการซื้อขายว่า หากผู้ซื้อชำระราคาไม่ครบถ้วนทรัพย์สินที่ขายยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายอยู่จนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วนแต่อย่างใด จึงมิใช่สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไข แต่เป็นสัญญา ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้ ข. จะยังไม่ชำระราคาให้แก่จำเลย กรรมสิทธิ์ในเครื่องชั่งพิพาทก็ย่อมโอนไปยัง ข. แล้วตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 458 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนเครื่องชั่งพิพาทมาจาก ข. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องชั่งพิพาทโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ได้ทราบว่า ข. ซื้อเครื่องชั่งพิพาทมาจากจำเลยและยังไม่ได้ชำระราคาหรือไม่ เครื่องชั่งพิพาทจึงมิใช่เป็นของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างบริษัทคำโพธิ์การโยธา จำกัด ให้ก่อสร้างตลาดกลางข้าวเปลือกและติดตั้งเครื่องชั่ง เมื่อบริษัทดังกล่าวก่อสร้างและติดตั้งเครื่องชั่งแล้วเสร็จ โจทก์ได้ชำระค่าก่อสร้างครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมายึดเครื่องชั่งดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นของนายขันเพ็ชรซึ่งศาลพิพากษาให้คืนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้บังคับจำเลยงดเว้นการดำเนินการบังคับคดียึดเครื่องชั่งของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่านายขันเพ็ชรได้สั่งซื้อเครื่องชั่งเพื่อนำไปติดตั้งให้แก่โจทก์ ต่อมานายขันเพ็ชรผิดสัญญาไม่ชำระราคาเครื่องชั่งแก่จำเลย จำเลยจึงยื่นฟ้องนายขันเพ็ชรและศาลมีคำพิพากษาให้นายขันเพ็ชรชำระราคาเครื่องชั่งแก่จำเลย หากไม่ชำระให้คืนเครื่องชั่งแก่จำเลย ต่อมาจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเครื่องชั่งพิพาทกลับคืนมาเป็นของจำเลย แต่โจทก์คัดค้านไม่ยินยอมให้ยึดเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน จำเลยไม่สามรถนำเครื่องชั่งพิพาทออกขายหรือนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์คืนเครื่องชั่งพิพาทให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมด้วยดอกเบี้ยกับให้โจทก์ใช้ค่าขาดประโยชน์จนกว่าจะส่งมอบเครื่องชั่งคืนจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้เครื่องชั่งพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์คืนเครื่องชั่งพิพาทแก่จำเลย หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยวันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องชั่งพิพาทคืนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับ ให้จำเลยงดการกระทำการใด ๆ ที่รบกวนขัดสิทธิของโจทก์ในอันจะครองเครื่องชั่งพิพาทโดยปกติสุขต่อไป คำขออื่นและฟ้องแย้งจำเลยให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เครื่องชั่งพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบริษัทคำโพธิ์การโยธา จำกัด ก่อสร้างตลาดพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องชั่งพิพาทที่ตนจัดหาโดยซื้อมาแล้วเสร็จ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้รับมอบการที่ทำ ทั้งได้ชำระสินจ้างให้แก่บริษัทดังกล่าวครบถ้วนตามสัญญาจ้างก่อสร้างแล้ว ตลาดที่ก่อสร้างรวมทั้งเครื่องชั่งพิพาทที่ติดตั้งย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่าการซื้อขายเครื่องชั่งพิพาทระหว่าง นายขันเพ็ชรกับจำเลยมีข้อตกลงกันตามเอกสารว่า ถ้านายขันเพ็ชรผู้ซื้อไม่สามารถชำระเงินให้แก่จำเลยผู้ขายได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ยินยอมให้จำเลยไปรับเอาเครื่องชั่งพิพาทคืนไปได้ทันทีโดยไม่จำกัดว่าเครื่องชั่งพิพาทจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม อันเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไข เมื่อนายขันเพ็ชรยังไม่ได้ชำระราคาเครื่องชั่งพิพาทให้แก่จำเลย กรรมสิทธิ์ในเครื่องชั่งพิพาทจึงยังไม่โอนไปยังนายขันเพ็ชร โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนเครื่องชั่งพิพาทมาจากนายขันเพ็ชร ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องชั่งพิพาทนั้นเห็นว่า การซื้อขายเครื่องชั่งพิพาทระหว่างจำเลยกับนายขันเพ็ชรเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่ระบุตัวทรัพย์และราคาแน่นอนแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงในการซื้อขายว่า หากผู้ซื้อชำระราคาไม่ครบถ้วน ทรัพย์สินที่ขายยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายอยู่จนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วนแล้วแต่อย่างใด ดังนี้ กรณีจึงมิใช่สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไข แต่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้นายขันเพ็ชรจะยังไม่ได้ชำระราคาให้แก่จำเลย กรรมสิทธิ์ในเครื่องชั่งพิพาทก็ย่อมโอนไปยังนายขันเพ็ชรแล้วตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๘ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนเครื่องชั่งพิพาทมาจากนายขันเพ็ชรย่อมได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องชั่งพิพาทโดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ได้ทราบว่านายขันเพ็ชรซื้อเครื่องชั่งพิพาทมาจากจำเลยและยังไม่ได้ชำระราคาหรือไม่ เครื่องชั่งพิพาทจึงมิใช่เป็นของจำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 458 ม. 459
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลเครื่องชั่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายเดชะ วีระเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8322/2543
#39907
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าออกจากตึกแถวพิพาทแม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า ตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงอาจให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท หรือมากกว่านี้ก็ตามแต่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เท่ากับค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า ตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละ 3,000 บาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และ248 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7012เนื้อที่ 11 ตารางวา เมื่อเดือนมกราคม 2533 จำเลยเช่าตึกแถวเลขที่ 152 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 7012 จากโจทก์ กำหนดระยะเวลาเป็นช่วง ช่วงละประมาณ 1 ปี ติดต่อเป็นเวลาหลายปี ค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท โดยมิได้ทำสัญญาเช่ากัน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวดังกล่าวหลายครั้ง แต่จำเลยก็เพิกเฉย หากโจทก์นำไปให้บุคคลเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ6,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันบอกเลิกสัญญาเช่า คือวันที่ 6 สิงหาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา9 เดือน 6 วัน โจทก์ขอคิดเพียง 5 เดือน เป็นเงิน 30,000 บาทขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 152 และส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยเช่าตึกแถวดังกล่าวจากโจทก์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2533 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 ค่าเช่าปีละ30,000 บาท ชำระค่าเช่าล่วงหน้าทุกปี จำเลยไม่เคยค้างชำระค่าเช่าต่อมาเดือนสิงหาคม 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวดังกล่าวกับบริษัทกิตติแสงชัยแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด กำหนดระยะเวลา 1 ปีตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2539 ถึงเดือนสิงหาคม 2540 ค่าเช่าปีละ30,000 บาท ชำระค่าเช่าล่วงหน้าแล้ว จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าจากทนายโจทก์ และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากตึกแถวดังกล่าวโจทก์มิได้รับความเสียหาย ตึกแถวดังกล่าวมีสภาพเก่าทรุดโทรมมาก หากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ2,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 152 และส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท และเดือนละ3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าออกจากตึกแถวพิพาท แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า ตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งหมายถึงอาจให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท หรือมากกว่านี้ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เท่ากับค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า ตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละ3,000 บาท ซึ่งไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าโดยไม่ชอบเพราะมิได้บอกกล่าวให้จำเลยรู้ตัวก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้

จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าโจทก์โอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่บริษัทกิตติแสงชัย จำกัด และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับบริษัทดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ให้เช่านั้นไม่ชอบ เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การว่าโจทก์ได้โอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่บริษัทกิตติแสงชัยจำกัด แล้ว โดยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ให้จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 225 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มานพ ฮ้อแสงชัย
จำเลย — นาย วิวัฒน์ พิริยะกุลชัย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8322/2543
#66330
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าออกจากตึกแถวพิพาทแม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า ตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ6,000 บาท ซึ่งหมายถึงอาจให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท หรือมากกว่านี้ก็ตามแต่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เท่ากับค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาทศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า ตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละ 3,000 บาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 225 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ ฮ้อแสงชัย
จำเลย — นายวิวัฒน์ พิริยะกุลชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา