คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8210/2543
#99097
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) และการสมัครต้องสมัครในนามของพรรคการเมือง การยื่นใบสมัครต้องมีหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่าส่งสมาชิกผู้นั้นเข้าสมัครรับเลือกตั้งตามความในมาตรา 30 และมาตรา 31 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 เมื่อยื่นใบสมัครแล้ว ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติของผู้สมัคร และสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันปิดการรับสมัคร ตามความในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าผู้ร้องยื่นใบสมัครพร้อมหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคถิ่นไทยโดยถูกต้อง แต่การที่หัวหน้าพรรคถิ่นไทยมีหนังสือยืนยันไม่รับรองว่าพรรคถิ่นไทยส่งผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดตรัง ในระหว่างระยะเวลาการตรวจสอบหลักฐานของผู้คัดค้าน ต้องถือว่าการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องขาดหลักฐานหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่าส่งผู้ร้องเข้าสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีผลเท่ากับผู้ร้องไม่อาจสมัครในนามพรรคถิ่นไทยได้ ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นการชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย และได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดตรัง ต่อมาผู้คัดค้านแจ้งผู้ร้องว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีการระงับหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดตรังต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองพร้อมกับการยื่นใบสมัคร แต่ขั้นตอนการรับสมัครยังไม่เสร็จสิ้น โดยผู้คัดค้านจะต้องสอบสวนว่า ผู้สมัครมีสิทธิจะสมัครหรือไม่ให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันปิดรับสมัคร ในระหว่างเวลาดังกล่าวหัวหน้าพรรคมีหนังสือระงับหนังสือรับรองที่ให้ผู้ร้องลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค อันมีผลให้ผู้ร้องไม่มีหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองการยื่นใบสมัครของผู้ร้องจึงขาดเอกสารสำคัญ ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณาคำร้องคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๔ จังหวัดตรัง โดยมีหลักฐานพร้อมและจ่ายค่าสมัครเรียบร้อยเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ผู้คัดค้านออกใบรับให้ ต่อมาในวันเดียวกันนั้น ผู้คัดค้านได้รับโทรสารจากหัวหน้าพรรคถิ่นไทยว่าทางพรรคระงับหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคที่ออกให้ผู้ร้อง และต่อมาวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ พรรคถิ่นไทยแจ้งยืนยันหนังสือดังกล่าว

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำแถลงรับของคู่ความว่าผู้ร้องยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐานต่าง ๆ ครบถ้วน ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน๒๕๔๓ รวมทั้งหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคถิ่นไทยที่ผู้ร้องเป็นสมาชิกอยู่ในวันเดียวกันนั้นหัวหน้าพรรคถิ่นไทยมีหนังสือถึงผู้คัดค้านขอระงับหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคถิ่นไทยดังกล่าว และทำหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๗พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ยืนยันหนังสือขอระงับหนังสือรับรองดังกล่าว เห็นว่าผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๗ (๔)และการสมัครต้องสมัครในนามของพรรคการเมือง การยื่นใบสมัครต้องมีหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่าส่งสมาชิกผู้นั้นเข้าสมัครรับเลือกตั้งตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ.๒๕๔๑ เมื่อยื่นใบสมัครแล้ว ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติของผู้สมัคร และสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ให้เสร็จสิ้นภายใน ๗ วัน นับแต่วันปิดการรับสมัคร ตามความในมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าผู้ร้องยื่นใบสมัครพร้อมหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคถิ่นไทยโดยถูกต้อง แต่การที่หัวหน้าพรรคถิ่นไทยยืนยันไม่รับรองว่าพรรคถิ่นไทยส่งผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดตรัง ในระหว่างระยะเวลาการตรวจสอบหลักฐานของผู้คัดค้านต้องถือว่าการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องขาดหลักฐานหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่าส่งผู้ร้องเข้าสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีผลเท่ากับผู้ร้องไม่อาจสมัครในนามพรรคถิ่นไทยได้ ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 31 วรรคสอง ม. 32 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายพิทักษ์ รังษีธรรม
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสตูล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8204/2543
#66320
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปลอมและใช้ใบถอนเงินฝากปลอม กับปลอมและใช้สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากปลอมถอนเงินเกินกว่าจำนวนที่จำเลยได้รับมอบฉันทะแล้วยักยอกเอาเงินส่วนที่เกินไป ก็เพื่อเจตนาจะยักยอกเงินส่วนที่เกินจากธนาคารและแสดงต่อผู้เสียหายนั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมใบถอนเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาย่อยเกาะพงัน อันเป็นเอกสารสิทธิ ซึ่งสำนักงานสุขาภิบาลเกาะพงันผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยนำไปเบิกถอนเงิน โดยจำเลยกรอกข้อความแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนว่า "ขอถอนเงินฝากจำนวนหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นแปดพันสี่ร้อยหกสิบห้าบาทถ้วน - ๑๗๘,๔๖๕ บาท" ซึ่งความจริงแล้วผู้เสียหายมอบฉันทะให้จำเลยถอนเงินเพียง ๘,๔๖๕ บาท และจำเลยใช้เอกสารดังกล่าวแสดงต่อพนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาย่อยเกาะพงัน เพื่อขอเบิกเงิน ๑๗๘,๔๖๕ บาท หลังจากนั้นจำเลยปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝาก อันเป็นเอกสารสิทธิซึ่งธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาย่อยเกาะพงัน ได้มอบให้ผู้เสียหายไว้ โดยกรอกข้อความเพิ่มเติมบางส่วนในรายการบัญชี "ถอน - ๑๗๘,๔๖๕.๐๐ บาท คงเหลือ ๔๐๙,๘๘๘.๐๐ บาท" และใช้สมุดคู่ฝากบัญชีดังกล่าวแสดงต่อผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเงินจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหายเป็นของตนโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ ,๒๖๕ , ๒๖๘ , ๓๕๒ , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ , ๓๕๒ วรรคแรก จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานใช้ใบถอนเงินฝากปลอม จำคุก ๑ ปี ฐานใช้สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากปลอม จำคุก ๑ ปี ฐานยักยอก จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยปลอมใบถอนเงินฝากแล้วนำไปใช้แสดงต่อธนาคารเพื่อถอนเงินเกินกว่าที่ตนได้รับมอบฉันทะ แล้วยักยอกเอาเงินของผู้เสียหายส่วนที่เกินไปนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง แม้จะปรากฏว่าจำเลยชดใช้เงินให้ผู้เสียหายเต็มจำนวนที่ยักยอกไปก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยปลอมและใช้ใบถอนเงินฝากปลอม กับปลอมและใช้สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากปลอมก็เพื่อเจตนาที่จะยักยอกเงินจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหายนั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมา ๓ กระทงนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและบางบทมีโทษเท่ากัน เห็นสมควรลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางสาวอัจฉรา เกื้อสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8194/2543
#99184
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ส่งหนังสือตกลงซื้อตามที่จำเลยมีหนังสือยืนยันราคาโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 มาลงนามทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขการประกวดราคาให้แก่ อ. ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในบริษัท จำเลยที่ 1 จึงเป็นการส่งหนังสือตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โดยมีผู้รับไว้โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันต้องไปทำสัญญาซื้อขายภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขทั่วไปในการเข้าเสนอราคา เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาซื้อขายภายในระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวในฐานะผู้ค้ำประกันการยื่นซองประกาศราคาของจำเลยที่ 1 ในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแยกต่างหากจากกันโดยมิได้ ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าที่จำเลยที่ 1 ประกวดราคาได้ตามข้อตกลงในการประกวดราคาแต่เห็นว่าหลักประกันซึ่งเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์มีสิทธิรับเพียงพอกับค่าเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในจำนวนเงินดังกล่าว เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ไม่ดำเนินการประกวดราคาใหม่โดยเร็วกลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี จึงประกาศประกวดราคาใหม่ จนทำให้ราคาเหรียญตัวเปล่าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นนั้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นด้วย ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ได้ โดยอาศัยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นประมาณตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,412,183 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,090,878 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,251,833 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,700,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 2,700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 551,833 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 30 ตุลาคม 2535 ตกลงซื้อและกำหนดให้จำเลยที่ 1 มาลงนาม ทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ภายใน 10 วัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 โดยนายเอื้องฟ้าซึ่งอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ จึงเป็นการส่งหนังสือตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โดยมีผู้รับไว้โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันต้องไปทำสัญญาซื้อขายภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขทั่วไปในการเข้า เสนอราคา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปทำสัญญาซื้อขายภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ดังกล่าวจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวชำระค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 4,090,878 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวในฐานะผู้ค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวในฐานะผู้ค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาของจำเลยที่ 1 ในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จำนวนไม่เกิน 2,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแยกต่างหากจากกัน โดยมิได้ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าที่จำเลยที่ 1 ประกวดราคาได้ตามข้อตกลงในการประกวดราคาแต่เห็นว่าหลักประกันซึ่งเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 2,700,000 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิริบเพียงพอกับค่าเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในจำนวนเงินดังกล่าวนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ไม่ดำเนินการประกวดราคาใหม่โดยเร็วกลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี จึงประกาศประกวดราคาใหม่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2537 จนทำให้ราคาเหรียญตัวเปล่าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากนั้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นด้วย ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ได้ โดยอาศัยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นประมาณ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 350,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 361
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมธนารักษ์
จำเลย — บริษัทไทยเครนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธงชัย เสนามนตรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8193/2543
#99056
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประสบปัญหาด้านการตลาด คำสั่งซื้อสินค้าลดลงมาก ทำให้การดำเนินงานของโจทก์ในส่วนการประกอบชิ้นส่วนลดน้อยลง ถือเป็นเหตุจำเป็นที่โจทก์สามารถสั่งให้หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ การที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างที่ทำงานในส่วนการประกอบหยุดงานชั่วคราวเป็นเวลา 2 เดือนจึงชอบด้วยกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ได้กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในช่วงที่นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว เมื่อโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างในวันทำงาน รวมทั้งเบี้ยขยันและค่าอาหาร รวมแล้วประมาณร้อยละ 80 ของค่าจ้าง นับว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างปกติเต็มจำนวนให้แก่ลูกจ้างที่โจทก์สั่งให้หยุดงานชั่วคราวอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี จำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 007/2542 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ว่า คำสั่งที่สั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวของโจทก์ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างที่ยื่นคำขอจำนวน 180 คน เป็นเงิน 335,456.14 บาท ซึ่งคำสั่งของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การหยุดกิจการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 นั้น มุ่งถึงตัวกิจการงานเป็นสาเหตุ มิได้มุ่งถึงให้เลือกปฏิบัติกับบุคคล การที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างของโจทก์บางส่วนหยุดงานเป็นการชั่วคราว โดยพิจารณาถึงคนมิใช่พิจารณาจากงาน จึงเป็นสาเหตุให้โจทก์สั่งให้หยุดกิจการชั่วคราวได้นั้น เห็นว่าเหตุจำเป็นของโจทก์ในคดีนี้มีมูลเหตุมาจากงานที่ส่วนการประกอบลดน้อยลง ซึ่งก็มีผลโดยตรงถึงคน คือมีงานไม่เพียงพอให้ลูกจ้างในส่วนดังกล่าวทำ เมื่อโจทก์ประสบปัญหาด้านการตลาด คำสั่งซื้อสินค้าลดลงมาก ทำให้ส่วนการประกอบมีคำสั่งซื้อลดลง ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นที่โจทก์สามารถสั่งให้หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ การที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างที่ทำงานในส่วนการประกอบหยุดงานชั่วคราว 2 เดือน จึงชอบด้วยมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้วซึ่งในช่วงที่หยุดกิจการชั่วคราวนั้น นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้าง แต่โจทก์ได้จ่ายค่าจ้างอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างในวันทำงาน เบี้ยขยันเดือนละ 1,000 บาท และค่าอาหารเดือนละ 480 บาท รวมแล้วประมาณร้อยละ 80 ของค่าจ้าง นับว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างปกติเต็มจำนวนให้แก่ลูกจ้างที่โจทก์สั่งให้หยุดงานชั่วคราวอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

??

??

??

??

1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิซึกิ อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายนิคม ทับทิมธงไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8191/2543
#37874
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ว. สายลับผู้ล่อซื้อไปถึงบ้านของจำเลยที่ 1 ตามที่นัดหมายก็ได้ซื้อแอปเปิ้ลจำนวน 2 กล่อง ไปให้จำเลยที่ 1 บรรจุเมทแอมเฟตามีนและจำเลยที่ 1 ได้นำกล่องแอปเปิ้ลให้จำเลยที่ 2 บุตรชายนำไปบรรจุเมทแอมเฟตามีนที่กระท่อมในส่วนตรงข้ามบ้านของจำเลยที่ 1 ว. ได้ให้ สัญญาณและเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังนำเอาเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนในกล่องกระดาษโดยยังมิได้ส่งมอบ ดังนี้ การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับและจำเลยทั้งสองยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองอยู่ในระหว่างการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยที่ 1 กำลังยืนถือวิทยุมือถืออยู่ที่หน้าบ้านเพื่อคอยดักฟังความเคลื่อนไหวของเจ้าพนักงานตำรวจ และสามารถมองเห็นกระท่อมร้างในสวนหน้าบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถานที่จับจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ก่อนการจับกุม ว. ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 เพื่อขอวางมัดจำซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน100,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ตกลงและนัดให้ ว. ไปพบใหม่และวางมัดจำ 150,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 โดยนัดรับเมทแอมเฟตามีนในวันจับกุม ดังนี้ เมื่อประกอบพยานหลักฐานอื่นตามสำนวนแล้วฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคสองการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เมทแอมเฟตามีนเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอรุณสวัสดิ์ ยอดกระโทกกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่บริเวณบ้านของจำเลยที่ 1 และจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ที่กระท่อมร้างในส่วนหน้าบ้าน ซึ่งอยู่คนละฝั่งถนนและห่างจากบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร ในขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังนำเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6,000 เม็ด หรือ 3 ห่อกระดาษบรรจุลงในกล่องกระดาษหรือกล่องแอปเปิ้ลตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 2 ถึงภาพที่ 4 และภาพถ่ายหมาย จ.3 เพื่อส่งมอบให้แก่นายวิวัฒน์ สุจริตพิทักษ์ สายลับผู้ล่อซื้อจึงยึดไว้เป็นของกลาง และพนักงานสอบสวนได้ส่งของกลางดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์แล้วเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 131.6 กรัม โดยจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่งด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่สถานใด ซึ่งข้อนี้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น เมื่อความปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายวิวัฒน์สายลับเอกสารหมายจ.13 ว่า เมื่อนายวิวัฒน์ไปถึงบ้านของจำเลยที่ 1 ตามที่นัดหมายก็ได้ซื้อแอปเปิ้ลจำนวน 2 กล่อง ไปให้จำเลยที่ 1 บรรจุเมทแอมเฟตามีนและจำเลยที่ 1 ได้นำเอากล่องแอปเปิ้ลให้จำเลยที่ 2 บุตรชายนำไปบรรจุเมทแอมเฟตามีนที่กระท่อมในสวนตรงข้ามบ้านของจำเลยที่ 1 ในจังหวะนั้นนายวิวัฒน์ได้ให้สัญญาณแก่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังนำเอาเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนในกล่องกระดาษตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 2 ถึงภาพที่ 4 กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1หรือจำเลยที่ 2 ยังมิได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่นายวิวัฒน์ล่อซื้อให้แก่นายวิวัฒน์ ดังนี้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4 ให้คำวิเคราะห์ศัพท์คำว่า จำหน่าย หมายความว่า ขาย จ่ายแจก แลกเปลี่ยน ให้ การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับและจำเลยทั้งสองยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกจับเสียก่อนส่งมอบเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยทั้งสองอยู่ในระหว่างการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพและไม่อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมานั้นยังไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ร้อยตำรวจเอกอรุณสวัสดิ์พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1ถามค้านว่า ในวันจับกุมจำเลยที่ 1 ได้แบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจออกเป็น 2 ชุด โดยชุดของนายดาบตำรวจกฤษดา อริณต๊ะทรายได้เข้าไปจับกุมจำเลยที่ 1 ก่อนชุดของพยานและตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ได้ระบุว่าขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 กำลังยืนถือวิทยุมือถืออยู่ที่หน้าบ้าน และสามารถมองเห็นกระท่อมร้างในสวนหน้าบ้านของจำเลยที่ 1 ได้ โดยเรื่องนี้นายดาบตำรวจกฤษดาพยานโจทก์เบิกความว่าพยานกับพวกซุ่มอยู่ได้ประมาณ 10 นาที สายลับได้กดสัญญาณวิทยุตามที่ตกลงไว้ ชุดของพยานก็ได้เข้าไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 ยืนถือวิทยุมือถืออยู่ที่หน้าบ้านเพื่อคอยดักฟังความเคลื่อนไหวของเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนสายลับนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านสายลับใช้ปากชี้ไปทางกระท่อมร้าง ชุดของร้อยตำรวจเอกอรุณสวัสดิ์จึงไปที่กระท่อมร้างดังกล่าว และจับจำเลยที่ 2 ได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าวิทยุมือถือจำเลยที่ 1 เคยใช้ในราชการตอนเป็นสารวัตรกำนัน แต่ปัจจุบันออกจากราชการแล้วพยานได้นำวิทยุมือถือไปมอบให้พนักงานสอบสวนด้วย ซึ่งพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวได้ความเป็นที่สอดคล้องต้องกันโดยจำเลยที่ 1 เองก็มิได้สืบพยานคัดค้านว่าเอกสารหมาย จ.1 มีพิรุธหรือไม่น่าเชื่อถือแต่ประการใดอีกทั้งพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน กรณีย่อมไม่มีเหตุที่พยานจะเบิกความเพื่อใส่ร้ายจำเลยที่ 1โดยปราศจากมูลความจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ปรากฏตามคำให้การของนายวิวัฒน์ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.13 ถึงแม้จะมีน้ำหนักน้อยแต่ก็รับฟังประกอบพยานอื่นของโจทก์ได้ว่าเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2539 เวลา 17 นาฬิกา นายวิวัฒน์ได้ไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 ครั้งหนึ่งเพื่อจะขอวางมัดจำซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 100,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ตกลงและนัดให้นายวิวัฒน์ไปพบใหม่ตอนเวลา 21.30 นาฬิกา เพื่อให้นายวิวัฒน์นำเงินที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 150,000 บาท ไปวางแก่จำเลยที่ 1 และนัดรับเมทแอมเฟตามีนในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 29 ตุลาคม 2539 เวลา 12 นาฬิกา หรือวันเกิดเหตุซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.10เป็นเชิงเจือสมกับคำให้การของนายวิวัฒน์พยานหลักฐานโจทก์ว่าประมาณวันที่ 21 ตุลาคม 2539 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกาได้มีชายรูปร่างผอมสูงมาหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านเพื่อนำเงิน 150,000 บาทมาให้จำเลยที่ 2 เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ได้นัดให้มารับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6,000 เม็ด ในวันที่ 29 ตุลาคม 2539 เวลา 12 นาฬิกา(วันเกิดเหตุ) จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าชายคนดังกล่าวน่าจะไม่ใช่เพื่อนของจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่รู้จักชื่อจึงไม่ได้ระบุชื่อ อีกประการหนึ่งการที่ชายดังกล่าวนำเงินมามอบให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นจำนวนมากในเวลาวิกาลดึกดื่นและภายในบ้านของจำเลยที่ 1 เช่นนั้น รูปการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นบิดาน่าจะได้ล่วงรู้อยู่ด้วยหรือเรียกว่าน่าจะต้องอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลา ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 (บ้านปางหมอปวง) ในท้องที่เกิดเหตุมาก่อนนานประมาณ 6 ปีปกติย่อมจะต้องเป็นผู้มีไหวพริบดีหรือมีความเฉลียวฉลาด ดังนั้น เรื่องภายในบ้านของจำเลยที่ 1 ยิ่งจะต้องรู้ดีแต่ที่มิได้คิดห้ามปรามบุตรชายมิให้ประพฤติผิดกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจหรือร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 นั่นเอง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุผลและน้ำหนักให้เชื่อถือได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานโจทก์ที่อาจมีข้อแตกต่างกันบ้างในเรื่องเงินที่ใช้ล่อซื้อนั้น ข้อแตกต่างดังกล่าวคงเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดซึ่งไม่ทำให้น้ำหนักในการรับฟังพยานโจทก์ลดน้อยลงทั้งจำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.10ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงินจำนวน 150,000 บาท ไว้แล้ว ข้อแตกต่างของพยานโจทก์หาใช่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้น้ำหนักในการรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ลดน้อยลงไปจนไม่อาจรับฟังได้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ส่วนพยานจำเลยที่ 1 แม้จะมีนางอุสาห์ ภิระบรรณ์และนายเปลี่ยน สุตาวงศ์มาเบิกความเป็นพยาน แต่นางอุสาห์เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และนายเปลี่ยนเป็นผู้ทำงานรับจ้างให้จำเลยที่ 1 ปกติย่อมต้องเบิกความเข้าข้างหรือเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 เป็นธรรมดา จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และเหตุผลแวดล้อมตามท้องสำนวนได้ พฤติการณ์เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2ตามฟ้องฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก131.6 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นแต่สำหรับเงินของกลางจำนวน 16,000 บาท ที่ยึดมาจากจำเลยที่ 1 นั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในคดีนี้ แต่เมื่อโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง จึงเป็นเรื่องของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องไปดำเนินการอีกชั้นหนึ่งตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง,66 วรรคสอง, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 80การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 กระทำผิดในขณะที่มีอายุ 19 ปีน่าจะยังมีความคิดที่อ่อนวัยอยู่หรืออาจสืบเนื่องมาจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบิดาเป็นต้นเหตุ จึงสมควรให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 ลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดมา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ภานุพงศ์ ภิระบรรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8187/2543
#35148
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น" และมาตรา 164 บัญญัติว่า"คำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ห้ามมิให้ศาลอนุญาต แต่การแก้ฐานความผิด การเพิ่มเติมฐานความผิด ไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้นมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น" เมื่อโจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องว่าจำเลยเป็นพนักงานองค์การรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นการแก้ฐานความผิด ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับฐานะและอาชีพของจำเลยซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง และมาตรา 164

การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอยู่แล้ว เป็นวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำอยู่แล้ว มิได้ล่อหรือชักจูงใจให้จำเลยกระทำความผิดอาญาที่จำเลยไม่ได้กระทำความผิดมาก่อน การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และไม่เข้าข้อต้องห้ามอ้างเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226

ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดขณะเป็นพนักงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 แต่กลับไม่ได้ปรับบทลงโทษตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพอันเป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ กระทำผิดหลายกรรม คือมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 เม็ดหนัก 0.28 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยแบ่งขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจำนวน 2 เม็ด เหตุเกิดที่แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 2 ฉบับเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 15 ปีฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 15 ปี รวมจำคุก 30 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องข้อ 1 เป็นว่า "จำเลยนี้ซึ่งเป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทาง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพสาย 75 อันเป็นพนักงานองค์การรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ" และขอเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า "15, 66, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10" ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องแล้วแถลงรับว่าจำเลยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ และไม่คัดค้านคำร้องขอของโจทก์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องขอของโจทก์ดังกล่าวเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น" และมาตรา 164 บัญญัติว่า"คำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีห้ามมิให้ศาลอนุญาต แต่การแก้ฐานความผิด การเพิ่มเติมฐานความผิดไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น มิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น" ข้อที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องนี้เป็นการแก้ฐานความผิดทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับฐานะและอาชีพของจำเลยซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควร และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโจทก์จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่งและมาตรา 164 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ได้มาจากการล่อซื้อยาเสพติดถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 4 และมาตรา 26 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพราะเป็นการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลักฐานที่ได้มาดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ยันเพื่อลงโทษจำเลยได้ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอยู่แล้วนั้น เป็นวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำอยู่แล้วมิได้ล่อหรือชักจูงใจให้จำเลยกระทำความผิดอาญาที่จำเลยไม่ได้กระทำความผิดมาก่อน การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลย และไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมายไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แต่อย่างใดจึงนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ ไม่เข้าข้อต้องห้ามอ้างเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดขณะเป็นพนักงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 100 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 แต่กลับปรับบทลงโทษว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และไม่สั่งคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 100 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ด้วย คืนธนบัตร 2 ฉบับของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 4 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164 ม. 226
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พินิจ คงอยู่
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8187/2543
#99057
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากสืบพยานจำเลยเสร็จแล้วโจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องโดยแก้ฐานความผิดว่าจำเลยเป็นพนักงานองค์การรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับฐานะและอาชีพของจำเลยซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควร และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง และมาตรา 164

การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอยู่แล้วเป็นวิธีการแสดงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำอยู่แล้ว มิได้ล่อหรือชักจูงใจให้จำเลยกระทำความผิดอาญาที่จำเลยไม่ได้กระทำความผิดมาก่อน การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลยและไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และไม่เข้าข้อต้องห้ามอ้างเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดขณะเป็นพนักงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 และ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 แต่กลับไม่ได้ปรับบทลงโทษตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 100, 102 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 30 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานองค์การรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ และขอเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องเป็นว่า "?15, 66, 100, 102 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10?" ดังนั้น ข้อที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องนี้จึงเป็นการแก้ฐานความผิดทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับฐานะและอาชีพของจำเลยซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้ว ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง และมาตรา 164

การที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยซึ่งมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอยู่แล้วนั้น เป็นวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำอยู่แล้ว มิได้ล่อหรือชักจูงใจให้จำเลยกระทำความผิดอาญาที่จำเลยไม่ได้กระทำความผิดมาก่อน การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลย และไม่เป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แต่อย่างใด จึงนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ ไม่เข้าข้อต้องห้ามอ้างเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดขณะเป็นพนักงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 และ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 แต่กลับปรับบทลงโทษว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และไม่สั่งคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ด้วย คืนธนบัตร 2 ฉบับของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 4 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164 ม. 226
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพินิจ คงอยู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายมุนินทร์ สมทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายมานะ ศุภวิริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8177/2543
#37873
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยตามฟ้องที่ระบุว่าจำเลยร่วมกับพวกลักเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้กับวิทยุคมนาคม โดยจำเลยกับพวกนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ปรับคลื่นสัญญาณและรหัสเลขหมายของโทรศัพท์ผู้อื่นมาใช้ติดต่อสื่อสารโทรออกหรือรับการเรียกเข้าผ่านสถานีและชุมสายโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์ของผู้เสียหายนั้น เป็นเพียงการรับส่งวิทยุคมนาคมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์โดยไม่มีสิทธินั่นเอง จึงมิใช่เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นโดยทุจริตการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง แต่จำเลยคงมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำให้เกิดการรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม โดยร่วมกันนำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาปรับคลื่นสัญญาณความถี่และรหัสประจำเลขหมายในภาครับและภาคส่งของเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 2165791 ทำให้เคลื่อนสัญญาณของโทรศัพท์เคลื่อนที่เลขหมาย 2165791 ขัดข้องไม่อาจใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารได้แล้วจำเลยนำโทรศัพท์ที่ปรับคลื่นสัญญาณมาใช้ติดต่อสื่อสารโทรออกผ่านชุมสายโทรศัพท์ระบบเซลลูล่าร์ 470 ขององค์การโทรศัพท์ผู้เสียหายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นซึ่งคำนวณเป็นราคาทรัพย์ที่จำเลยลักไปเป็นเงิน 52,265.40 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83,91, 33 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 22, 23, 24, 26 ริบของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 52,265.40 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสาม พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498มาตรา 26 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันลักทรัพย์จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 52,265.40 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์นั้น คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุว่า จำเลยกับพวกร่วมกันลักเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้กับวิทยุคมนาคม โดยจำเลยกับพวกนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ปรับคลื่นสัญญาณและรหัสเลขหมายของโทรศัพท์หมายเลข 2165791มาใช้ติดต่อสื่อสารโทรออกหรือรับการเรียกเข้าผ่านสถานีและชุมสายโทรศัพท์ระบบเซลลูล่าร์ 470 ของผู้เสียหาย คำนวณเป็นราคาทรัพย์ที่ลักไป52,265.40 บาท นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นเพียงการทำการรับส่งวิทยุคมนาคมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์โดยไม่มีสิทธินั่นเอง จึงมิใช่เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสองแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะพินิจซึ่งจำเลยไม่ค้านว่า จำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาให้บริการแก่บุคคลทั่วไปที่บริเวณมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยเรียกเก็บค่าบริการนาทีละ 3 บาท เป็นการหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหาย และระบบเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นความผิดที่ร้ายแรง ไม่สมควรที่บุคคลอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ และยกคำขอให้คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย สุวิทย์ ศรีลับซ้าย
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8176/2543
#38467
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วยแต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมนตรีฯ ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเสียภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้นเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดไปเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีแล้ว มิได้วินิจฉัยนอกประเด็นหรือนอกข้อต่อสู้

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักเกณฑ์ในการนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนยังไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนไว้เป็น2 กรณี กรณีแรกรัฐมนตรีได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ได้รับคำอุทธรณ์ตามมาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีและในกรณีที่สองที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจะเริ่มนับแต่วันที่พ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับอุทธรณ์ไม่ได้นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี เพราะจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลทอดยาวนานออกไปตามแต่เวลาที่รัฐมนตรีจะใช้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งไม่สอดคล้องกับถ้อยคำของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งขัดกับเหตุผลและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯที่ประสงค์ให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปโดยรวดเร็ว

กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดี มิใช่อายุความอันจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาการใช้สิทธิฟ้องคดีสะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 460,933,225 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,811,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงไม่รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2ส่วนจำเลยที่ 1 รับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 ให้การว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับและนำสืบตรงกันว่าที่ดินตามฟ้องรวม 13 แปลงของโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงหมายเลข 36 โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ จึงได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีฯ ได้รับคำอุทธรณ์เกี่ยวกับที่ดิน 10 แปลงของโจทก์ที่อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 4มีนาคม 2537 และได้รับคำอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน 3 แปลง ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 รัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์แต่วินิจฉัยเสร็จและมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อเกินกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว โดยในส่วนที่ดินที่อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการแจ้งให้ทราบตามหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม2538 ส่วนที่ดินที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครแจ้งให้ทราบตามหนังสือลงวันที่ 22กันยายน 2538 โจทก์ยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีฯ จึงได้ฟ้องคดีในวันที่ 20 มิถุนายน 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ ไม่ได้ต่อสู้ว่าโจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ศาลย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและนอกข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วย แต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมนตรีฯได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเสียภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่า คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้นเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดไปเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีแล้ว มิได้นอกประเด็นหรือนอกข้อต่อสู้ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จากบทบัญญัติของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มเติมไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรกให้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เสร็จภายในกำหนดหกสิบวัน และกรณีที่สองให้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี สำหรับคดีของโจทก์เมื่อรัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ได้มีการแจ้งเป็นหนังสือมายังโจทก์ว่าได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว และจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ดังนั้น โจทก์จึงต้องรอคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีเสียก่อน ซึ่งต่อมารัฐมนตรีก็ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิจะฟ้องร้องได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ไม่เกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบชอบด้วยมาตรา 25 และมาตรา 26 แล้ว อีกทั้งเมื่อรัฐมนตรีได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจากจำเลยจึงเป็นการที่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ มีผลให้อายุความหรือสิทธิที่โจทก์จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยสะดุดหยุดลง และเมื่อนับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามบทบัญญัติมาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหานี้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า"ในการพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันที่ได้รับคำอุทธรณ์" และมาตรา 26 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วแต่กรณี" และเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปได้โดยรวดเร็ว เห็นว่า มาตรา 26 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ต่อเนื่องมาจากมาตรา 25 วรรคสอง ทั้งมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องกำหนดระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวมิได้กล่าวถึงเรื่องการวินิจฉัยของรัฐมนตรี ส่วนเรื่องการวินิจฉัยของรัฐมนตรีมีการกล่าวไว้ในมาตรา 25 วรรคสอง ดังนั้น ถ้อยคำของมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ที่ว่าคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 จึงหมายถึงคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีที่วินิจฉัยภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง คือ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีที่วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักเกณฑ์ในการนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกรัฐมนตรีได้วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ กรณีที่สองรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ในตอนท้ายของวรรคนี้ได้กำหนดวันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดีในแต่ละกรณีต่างกันแล้วแต่กรณี กรณีแรกรัฐมนตรีได้แจ้งคำวินิจฉัยให้ทราบภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีส่วนในกรณีที่สองรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจะเริ่มนับแต่วันที่พ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์หากตีความตามที่โจทก์ฎีกาว่ากำหนดเวลาฟ้องคดีหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีแม้รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสองด้วย วันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาฟ้องคดีก็จะเหลือเพียงกรณีเดียว และจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลทอดยาวนานออกไปตามแต่เวลาที่รัฐมนตรีจะใช้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งไม่สอดคล้องกับถ้อยคำของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งขัดกับเหตุผลและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ที่ประสงค์ให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปโดยรวดเร็วกรณีของโจทก์เป็นกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ได้รับคำอุทธรณ์ กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจึงเริ่มนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ คดีได้ความว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับที่ดิน 10 แปลง ในเขตจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 4มีนาคม 2537 ครบกำหนดหกสิบวันในวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปี คือภายในวันที่ 3 พฤษภาคม 2538ส่วนคำอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินอีก 3 แปลง ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับคำอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2537 ครบกำหนดหกสิบวันในวันที่ 16 กรกฎาคม 2537 โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปี คือภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 ปรากฏว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินทั้ง 13 แปลง รวมกันเมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2539 พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลได้ทั้งกำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่งนี้ เป็นกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดีมิใช่อายุความอันจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาการใช้สิทธิฟ้องคดีสะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ได้ดังที่โจทก์ฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 25 ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอกทวีทรัพย์ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8176/2543
#99375
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วย แต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมนตรีฯ ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเสียภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่า คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้นเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดไปเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีแล้ว มิได้วินิจฉัยนอกประเด็นหรือนอกประเด็นข้อต่อสู้

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักเกณฑ์ในการดำเนินคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรก รัฐมนตรีได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ได้รับคำอุทธรณ์ตามมาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี ส่วนในกรณีที่สอง เมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจะเริ่มนับแต่วันพ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ไม่ได้นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีอย่างกรณีแรก กรณีที่สองนี้หากเริ่มนับกำหนดเวลาฟ้องคดีนับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีแล้ววันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาฟ้องคดีก็จะเหลือเพียงกรณีเดียว และจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลทอดยาวนานออกไปตามแต่เวลาที่รัฐมนตรีจะใช้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งไม่สอดคล้องกับถ้อยคำของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งขัดกับเหตุผลและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ประสงค์ให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปโดยรวดเร็ว

กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดี มิใช่อายุความอันเป็นเหตุให้กำหนดเวลาการใช้สิทธิฟ้องคดีสะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 460,933,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,811,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงไม่รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 รับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ ไม่ได้ต่อสู้ว่าโจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ศาลย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและนอกข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วย แต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมนตรีฯได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเสียภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่า คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้นเป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดไปเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำให้การของจำเลยที่ 1 ไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีแล้ว มิได้นอกประเด็นหรือนอกข้อต่อสู้ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จากบทบัญญัติของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มเติมไว้ 2 กรณี คือกรณีแรกให้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เสร็จภายในกำหนดหกสิบวัน และกรณีที่สองให้ฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี สำหรับคดีของโจทก์เมื่อรัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ได้มีการแจ้งเป็นหนังสือมายังโจทก์ว่าได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้วและจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป ดังนั้นโจทก์จึงต้องรอคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีเสียก่อน ซึ่งต่อมารัฐมนตรีก็ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์ตามหนังสือโจทก์จึงมีสิทธิจะฟ้องร้องได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีซึ่งโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ไม่เกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบชอบด้วยมาตรา 25 และมาตรา 26 แล้ว อีกทั้งเมื่อรัฐมนตรีได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจากจำเลยจึงเป็นการที่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ มีผลให้อายคุวามหรือสิทธิที่โจทก์จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยสะดุดหยุดลง และเมื่อนับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามบทบัญญัติมาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 แห่ง ป.พ.พ. ปัญหานี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง? ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์" และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี" และเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปได้โดยรวดเร็ว เห็นว่า มาตรา 26 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ต่อเนื่องมาจากมาตรา 25 วรรคสอง ทั้งมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องกำหนดระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว มิได้กล่าวถึงเรื่องการวินิจฉัยของรัฐมนตรี ส่วนเรื่องการวินิจฉัยของรัฐมนตรีมีการกล่าวไว้ในมาตรา 25 วรรคสอง ดังนั้นถ้อยคำของมาตรา 26 วรรคหนึ่งที่ว่า คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 จึงหมายถึงคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีที่วินิจฉัยภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง คือ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีที่วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักเกณฑ์ในการนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรก รัฐมนตรีได้วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ กรณีที่สองรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ ในตอนท้ายของวรรคนี้ได้กำหนดวันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดีในแต่ละกรณีต่างกันแล้วแต่กรณี กรณีแรกรัฐมนตรีได้แจ้งคำวินิจฉัยให้ทราบภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี ส่วนในกรณีที่สองรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจะเริ่มนับแต่วันที่พ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ หากตีความตามที่โจทก์ฎีกาว่ากำหนดเวลาฟ้องคดีหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีแม้รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสองด้วย วันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาฟ้องคดีก็จะเหลือเพียงกรณีเดียว และจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลทอดยาวนานออกไปตามแต่เวลาที่รัฐมนตรีจะใช้วินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งไม่สอดคล้องกับถ้อยคำของมาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งขัดกับเหตุผลและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ประสงค์ให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นไปโดยรวดเร็ว กรณีของโจทก์เป็นกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ได้รับคำอุทธรณ์ กำหนดเวลาฟ้องคดีภายในหนึ่งปีจึงเริ่มนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ คดีได้ความว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับที่ดิน 10 แปลงในเขตจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537 ครบกำหนดหกสิบวันในวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปี คือภายในวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ส่วนคำอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินอีก 3 แปลง ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับคำอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 ครบกำหนดหกสิบวันในวันที่ 16 กรกฎาคม 2537 โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปี คือ ภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 ปรากฏว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินทั้ง 13 แปลง รวมกันเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลได้ ทั้งกำหนดเวลาฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 วรรคหนึ่งนี้ เป็นกำหนดเวลาใช้สิทธิฟ้องคดีมิใช่อายุความ อันจะเป็นเหตุให้กำหนดเวลาการใช้สิทธิฟ้องคดีสะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ได้ดังที่โจทก์ฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอกทวีทรัพย์ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8161/2543
#37872
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521ประกอบมาตรา 1566(5) ที่ให้อำนาจศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้เยาว์ในการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้อำนาจปกครองมิได้กำหนดวิธีการที่คดีจะมาสู่ศาล แสดงว่าประสงค์จะให้คดีขึ้นสู่ศาลได้ทั้งการเสนอคดีโดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทและทำเป็นคำร้องขอแบบคดีไม่มีข้อพิพาท ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของเด็กหญิง ป. อ้างในคำร้องขอว่า ร. มารดาเด็กหญิง ป. ไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กหญิงป. เนื่องจากมิได้ประกอบอาชีพ ประสงค์จะให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ร้องทั้งผู้ร้องรับราชการเป็นทหาร สามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาและความอบอุ่นแก่เด็กหญิง ป. ได้ หากเป็นจริงย่อมถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ศาลจึงมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กหญิง ป. เป็นสำคัญหาใช่เป็นเรื่องไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลไม่แม้ผู้ร้องสอดเสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขอศาลก็รับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับนางรัชนก ปานพันธ์หรือปลั่งวงศ์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิงศนิชาหรือปุษยา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 ผู้ร้องและนางรัชนกได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยตกลงให้นางรัชนกเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงปุษยา เมื่อต้นเดือนมกราคม 2542นางรัชนกแจ้งแก่ผู้ร้องว่าไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กหญิงปุษยาได้เนื่องจากไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ ผู้ร้องประกอบอาชีพรับราชการทหารมีเงินเดือนและสวัสดิการ สามารถเลี้ยงดู ให้การศึกษา ให้ความอบอุ่นแก่เด็กหญิงปุษยาได้ ขอให้มีคำสั่งให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองเด็กหญิงปุษยาจากนางรัชนกเป็นผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งว่า ไม่ใช่กรณีที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิทางศาลยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้วินิจฉัยตามคำร้อง พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงปุษยายื่นคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงปุษยาจากนางรัชนกผู้เป็นมารดาเป็นผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องปรากฏว่าผู้ร้องกับนางรัชนกสามีภริยายินยอมจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยทำเป็นหนังสือตกลงกันให้นางรัชนกแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กหญิงปุษยาจึงเป็นกรณีที่ทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566(6) เมื่อตกลงกันตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว หากจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้อำนาจปกครองศาลเท่านั้นที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(5) แต่การที่ศาลจะใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเข้ามาสู่ความรู้ของศาล กล่าวคือ จะต้องมีคดีมาสู่ศาลโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ประการหนึ่งกับทำเป็นคำร้องขอเมื่อบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลอีกประการหนึ่งเนื่องจากมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(5) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้เยาว์ การที่มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(1) มิได้กำหนดวิธีการที่คดีจะมาสู่ศาลประการใดดังที่มีบัญญัติไว้ในมาตราอื่น แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์จะให้คดีขึ้นสู่ศาลได้ ทั้งการเสนอคดีโดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทและทำเป็นคำร้องขอแบบคดีไม่มีข้อพิพาทเพื่อเป็นการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของผู้เยาว์ดังกล่าว เมื่อผู้ร้องอ้างในคำร้องขอว่านางรัชนกไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กหญิงปุษยาเนื่องจากมิได้ประกอบอาชีพ ประสงค์จะให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องรับราชการเป็นทหารสามารถเลี้ยงดูให้การศึกษาและความอบอุ่นแก่เด็กหญิงปุษยาได้ หากเป็นจริงตามคำร้องขอย่อมถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ศาลจึงมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กหญิงปุษยาเป็นสำคัญตามมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(1) ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ หาใช่เป็นเรื่องไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1521 ม. 1566
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — จ่าเอก พงศกร ปลั่งวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8154/2543
#40487
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดสองกระทงหลังโจทก์ฟ้องเฉพาะฐานปลอมเอกสารมิได้ฟ้องฐานใช้เอกสารปลอมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,266(4),268,335(7)(11),32,33,83,91 และขอให้ริบของกลางคือเช็ค 2 ฉบับ ที่จำเลยทั้งสองลักไปและทำการปลอมด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212

เช็คของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองลักไปแล้วทำการปลอมเช็คจึงให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 266(4), 268, 335(7)(11), 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ ภายใน 15 วัน

ระหว่างพิจารณา นางบุญชู ชูสำโรง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7)(11) วรรคสาม (ที่ถูกคือวรรคสอง), 264, 266(4), 268 ประกอบด้วยมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 12 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 36 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 40 ปี จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมกระทงละ 2 ปี 12 กระทง รวมเป็นจำคุก 24 ปีรวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด14 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษแต่ละข้อหาเบาลงอีกนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดโทษแต่ละข้อหาเหมาะสมแก่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสองรวม 12 กระทงนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานนี้เพียง 10 กระทงโดย 2 กระทงหลังโจทก์ฟ้องเฉพาะฐานปลอมเอกสารมิได้ฟ้องฐานใช้เอกสารปลอมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษ 2 กระทงหลังฐานใช้เอกสารปลอมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266(4), 268, 335(7)(11), 32, 33, 83, 91 และขอให้ริบของกลางคือเช็ค 2 ฉบับ ที่จำเลยทั้งสองลักไปและทำการปลอมด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และเช็คของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองลักไปแล้วทำการปลอมเช็ค จึงให้ริบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 10 กระทง และลงโทษฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266(4) รวม 2 กระทง เฉพาะฐานปลอมเอกสารจำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 12 ปี 12 เดือนและให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง บุญชู ชูสำโรง
จำเลย — นาย บุญส่ง มณีรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8154/2543
#66317
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดสองกระทงหลังโจทก์ฟ้องเฉพาะฐานปลอมเอกสารมิได้ฟ้องฐานใช้เอกสารปลอมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ.มาตรา 264,266 (4), 268, 335 (7) (11), 32, 33, 83, 91 และขอให้ริบของกลางคือเช็ค 2 ฉบับ ที่จำเลยทั้งสองลักไปและทำการปลอมด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยป.วิ.อ.มาตรา 186 (9) แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212

เช็คของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองลักไปแล้วทำการปลอมเช็คจึงให้ริบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นางบุญชู ชูสำโรง
จำเลย — นายบุญส่ง มณีรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายมงคล แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8143/2543
#37871
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยเข้าฟันผู้เสียหายทั้งสองนั้น ก็มีพวกของผู้เสียหายยืนอยู่ต่างหากโดยไม่ได้นั่งรวมอยู่บนรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายทั้งสองเสร็จจากฟันผู้เสียหายทั้งสองแล้วจำเลยก็วิ่งหนีไปโดยไม่ได้เข้าทำร้ายพวกของผู้เสียหายทั้งสองทั้งที่ไม่ปรากฏผู้เข้าขัดขวาง แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่ามุ่งประสงค์จะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น ผู้เสียหายทั้งสองนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์คนละคัน จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 ก่อนแล้วจึงตรงเข้าฟันผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้งความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าฟันครั้งใด จำเลยประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่มีการชุลมุนกัน เจตนาในการทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองขณะจำเลยลงมือกระทำความผิดจึงแยกออกจากกันได้ ความต้องการให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บแม้จะเกิดขึ้นในใจของจำเลยพร้อม ๆ กัน และต่อเนื่องกับ การลงมือกระทำความผิดก็มิใช่เจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 รวม 2 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ใช้มีดฟันทำร้ายพวกผู้เสียหายทั้งสองในลักษณะที่กระทำต่อเนื่องไปคราวเดียวกัน มีลักษณะของการทำร้ายโดยเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทุกคนเพราะผู้เสียหายทั้งสองกับพวกอีกสองคนยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน บังเอิญว่าผู้เสียหายทั้งสองยืนหันหลังให้จึงถูกทำร้าย ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกว่าจำเลยเจตนาทำร้ายหรือไม่ทำร้ายบุคคลใด จึงมีลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียว แม้จะกระทำหลายหนต่อหลายบุคคลก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าขณะที่จำเลยเข้าฟันผู้เสียหายทั้งสองนั้น นายพิจิตร ตันสอน และนายคำพอง ตันสอนพวกของผู้เสียหายทั้งสองยืนอยู่ต่างหาก มิได้นั่งรวมอยู่บนรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายทั้งสอง เสร็จจากฟันผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยวิ่งหนีไปหาได้ปรากฏว่าจำเลยมุ่งเข้ากระทำต่อนายพิจิตรหรือนายคำพองต่อไปอีกไม่ทั้งที่ไม่ปรากฏผู้เข้าขัดขวาง แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่ามุ่งประสงค์จะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น ผู้เสียหายทั้งสองนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์คนละคัน จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 ก่อนแล้วจึงตรงเข้าฟันผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้ง ความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าการฟันครั้งใด จำเลยประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใดมิใช่ฟันในขณะที่มีการชุลมุนกัน เจตนาในการทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองขณะจำเลยลงมือกระทำความผิดจึงแยกออกจากกันได้ ความต้องการให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บแม้จะเกิดขึ้นในใจของจำเลยพร้อม ๆ กัน และต่อเนื่องกับการลงมือกระทำความผิดก็มิใช่เจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย หมึก หรือสมศักดิ์ งาฉลวย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8143/2543
#91290
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ใช้มีดฟันทำร้ายพวกผู้เสียหายทั้งสองในลักษณะที่กระทำต่อเนื่องไปคราวเดียวกัน มีลักษณะของการทำร้ายโดยเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทุกคนเพราะผู้เสียหายทั้งสองกับพวกอีกสองคนยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน บังเอิญว่าผู้เสียหายทั้งสองยืนหันหลังให้จึงถูกทำร้าย ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกว่าจำเลยเจตนาทำร้ายหรือไม่ทำร้ายบุคคลใด จึงมีลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวแม้จะกระทำหลายหนต่อหลายบุคคลก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยเข้าฟันผู้เสียหายทั้งสอง พ.และ ค.พวกของผู้เสียหายทั้งสองยืนอยู่ต่างหาก มิได้นั่งรวมอยู่บนรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายทั้งสอง เสร็จจากฟันผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยวิ่งหนีไป หาได้ปรากฏว่าจำเลยมุ่งเข้ากระทำต่อ พ.หรือ ค.ต่อไปอีกไม่ ทั้งที่ไม่ปรากฏผู้เข้าขัดขวาง แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่ามุ่งประสงค์จะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น ผู้เสียหายทั้งสองนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์คนละคัน จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 ก่อน แล้วจึงตรงเข้าฟันผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้งความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าการฟันครั้งใดจำเลยประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่มีการชุลมุนกัน เจตนาในการทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองขณะจำเลยลงมือกระทำความผิดจึงแยกออกจากกันได้ความต้องการให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บแม้จะเกิดขึ้นในใจของจำเลยพร้อม ๆ กัน และต่อเนื่องกับการลงมือกระทำความผิด ก็มิใช่เจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ เวลากลางคืน ก่อนเที่ยงจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธฟันประทุษร้ายร่างกายนายชุมพล นาหนอง ผู้เสียหายที่ ๑ ถูกที่บริเวณสะบักขวาด้านหลัง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นจำเลยใช้มีดดังกล่าวเป็นอาวุธฟันประทุษร้ายร่างกายนายนิรันต์ จำเริญสุข ผู้เสียหายที่ ๒ถูกที่บริเวณต้นแขนขวาและหัวเข่าขวาเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๕ รวม ๒ กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑จำคุกกระทงละ ๓ เดือน รวมจำคุก ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายทั้งสองถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดปลายแหลมฟันทำร้ายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง และตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการที่จำเลยทำตัวเยี่ยงนักเลงประจำหมู่บ้าน ก่ออันตรายแก่ประชาชนโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ภาค ๓จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ใช้มีดฟันทำร้ายพวกผู้เสียหายทั้งสอง ในลักษณะที่กระทำต่อเนื่องไปคราวเดียวกัน มีลักษณะของการทำร้ายโดยเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทุกคนเพราะผู้เสียหายทั้งสองกับพวกอีกสองคนยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วยกันบังเอิญว่าผู้เสียหายทั้งสองยืนหันหลังให้จึงถูกทำร้าย ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกว่าจำเลยเจตนาทำร้ายหรือไม่ทำร้ายบุคคลใด จึงมีลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียว แม้จะกระทำหลายหนต่อหลายบุคคลก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยเข้าฟันผู้เสียหายทั้งสองนั้น นายพิจิตร ตันสอน และนายคำพองตันสอน พวกของผู้เสียหายทั้งสองยืนอยู่ต่างหาก มิได้นั่งรวมอยู่บนรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายทั้งสอง เสร็จจากฟันผู้เสียหายที่ ๒ แล้ว จำเลยวิ่งหนีไป หาได้ปรากฏว่าจำเลยมุ่งเข้ากระทำต่อนายพิจิตรหรือนายคำพองต่อไปอีกไม่ ทั้งที่ไม่ปรากฏผู้เข้าขัดขวางแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่ามุ่งประสงค์จะทำร้ายเฉพาะผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้นผู้เสียหายทั้งสองนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์คนละคัน จำเลยฟันผู้เสียหายที่ ๑ ก่อน แล้วจึงตรงเข้าฟันผู้เสียหายที่ ๒ แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้ง ความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าการฟันครั้งใด จำเลยประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่มีการชุลมุนกัน เจตนาในการทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองขณะจำเลยลงมือกระทำความผิดจึงแยกออกจากกันได้ ความต้องการให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บแม้จะเกิดขึ้นในใจของจำเลยพร้อม ๆ กัน และต่อเนื่องกับการลงมือกระทำความผิดก็มิใช่เจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายหมึก หรือสมศักดิ์ งาฉลวย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายสถิตย์ ไพเราะ
ศาลชั้นต้น — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8139 -ที่ 8142/2543
#35037
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างปฏิเสธเลยว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องรวมทั้งคำบังคับไปให้จำเลยเป็นการส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คงกล่าวอ้างเพียงว่า ไม่เคยได้รับหมายเรียกและ สำเนาคำฟ้อง ส่วนคำบังคับก็ได้รับล่าช้ามากเพราะพนักงานของจำเลย ที่รับคำบังคับไว้แทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบจำเลยมิได้จงใจขาดนัด พฤติการณ์ตามข้ออ้างของจำเลยดังนี้ยังถือไม่ได้ ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือ ไม่อาจบังคับได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พนักงานของจำเลยได้รับคำบังคับที่ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไว้แทนจำเลยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2542 จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ กล่าวคือ ต้องยื่นภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2542 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่หลังจากพ้นกำหนดดังกล่าวที่ศาลแรงงานมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน ให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 4 โดยโจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ทั้งสี่ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งได้ออกคำบังคับส่งไปถึงจำเลยเมื่อวันที่17 กันยายน 2542

จำเลยทั้งสี่สำนวนยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่31 มกราคม 2543 อ้างว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าโจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเมื่อได้รับคำบังคับปลายเดือนมกราคม 2543 จำเลยมิได้จงใจขาดนัด จำเลยไม่เคยมีสัญญาจ้างใด ๆ กับโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีจำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่มีใจความว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าโจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเมื่อปลายเดือนมกราคม 2543 หลังจากจำเลยได้รับคำบังคับ ฉบับลงวันที่16 กันยายน 2542 จากพนักงานของจำเลยซึ่งมีจำนวนมาก เหตุที่จำเลยทราบเรื่องล่าช้าเพราะการส่งคำบังคับได้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และพนักงานของจำเลยที่ได้รับคำบังคับไว้แทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจำเลยจึงไม่ได้จงใจขาดนัด หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีแล้วมีทางชนะคดีโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากมูลหนี้ที่โจทก์ทั้งสี่นำมาฟ้องจำเลยไม่มีมูลความจริงจำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ทั้งสี่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างปฏิเสธเลยว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องรวมทั้งคำบังคับไปให้จำเลยเป็นการส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายคงกล่าวอ้างเพียงว่า ไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องส่วนคำบังคับก็ได้รับล่าช้ามากเพราะพนักงานของจำเลยที่รับคำบังคับไว้แทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยมิได้จงใจขาดนัด พฤติการณ์ตามข้ออ้างของจำเลยดังนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เมื่อได้ความว่าพนักงานของจำเลยได้รับคำบังคับที่ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไว้แทนจำเลยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2542 จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับกล่าวคือต้องยื่นภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2542 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 31 มกราคม 2543 จึงเป็นการยื่นหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดอก เขื่อนแก้ว
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เบสท์ประดับยนต์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8139/2543
#98575
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างปฏิเสธเลยว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องรวมทั้งคำบังคับไปให้จำเลยเป็นการส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คงกล่าวอ้างเพียงว่า ไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ส่วนคำบังคับก็ได้รับล่าช้ามากเพราะพนักงานของจำเลยที่รับคำบังคับไว้แทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยมิได้จงใจขาดนัด พฤติการณ์ตามข้ออ้างของจำเลยดังนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่งประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31

พนักงานของจำเลยได้รับคำบังคับที่ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไว้แทนจำเลยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2542 จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ กล่าวคือ ต้องยื่นภายในวันที่ 2ตุลาคม 2542 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่หลังจากพ้นกำหนดดังกล่าวที่ศาลแรงงานมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน ให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๔โดยโจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ทั้งสี่ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งได้ออกคำบังคับส่งไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๒

จำเลยทั้งสี่สำนวนยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ ๓๑มกราคม ๒๕๔๓ อ้างว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าโจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเมื่อได้รับคำบังคับปลายเดือนมกราคม ๒๕๔๓ จำเลยมิได้จงใจขาดนัด จำเลยไม่เคยมีสัญญาจ้างใดๆกับโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดี จำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๒๐๘ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒มาตรา ๓๑ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่มีใจความว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าโจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเมื่อปลายเดือนมกราคม ๒๕๔๓ หลังจากจำเลยได้รับคำบังคับ ฉบับลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๒ จากพนักงานของจำเลยซึ่งมีจำนวนมาก เหตุที่จำเลยทราบเรื่องล่าช้าเพราะการส่งคำบังคับได้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และพนักงานของจำเลยที่ได้รับคำบังคับไว้แทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจำเลยจึงไม่ได้จงใจขาดนัด หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีแล้วมีทางชนะคดีโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากมูลหนี้ที่โจทก์ทั้งสี่นำมาฟ้องจำเลยไม่มีมูลความจริง จำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ทั้งสี่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างปฏิเสธเลยว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องรวมทั้งคำบังคับไปให้จำเลยเป็นการส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คงกล่าวอ้างเพียงว่า ไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องส่วนคำบังคับก็ได้รับล่าช้ามากเพราะพนักงานของจำเลยที่รับคำบังคับไว้แทนจำเลยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยมิได้จงใจขาดนัด พฤติการณ์ตามข้ออ้างของจำเลยดังนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เมื่อได้ความว่าพนักงานของจำเลยได้รับคำบังคับที่ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไว้แทนจำเลยเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน๒๕๔๒ จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันส่งคำบังคับกล่าวคือ ต้องยื่นภายในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ จึงเป็นการยื่นหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดอก เขื่อนแก้ว
จำเลย — ๓ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเบสท์ประดับยนต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวภาวนา สุคันธวานิธ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8137 -ที่ 8138/2543
#40486
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 98(2)หมายความว่า หากมีกรณีที่สมาชิกสหภาพแรงงานถูกบุคคลใดรวมทั้งนายจ้างกระทำการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ทำให้สมาชิกสหภาพแรงงานได้รับความเสียหายสหภาพแรงงานย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกสหภาพแรงงานรายนั้นได้ทันที แต่ถ้าเป็นการฟ้องคดีในเรื่องที่อาจกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวมมาตรา 103(2) บัญญัติให้สหภาพแรงงานจะดำเนินการฟ้องศาลได้ต่อเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสหภาพแรงงาน

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้องที่สหภาพแรงงานโจทก์ที่ 1 ยื่นต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 เท่ากับโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่า โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ที่ 1 ในฐานะเป็นสหภาพแรงงานย่อมมีอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 98(2) ที่จะฟ้องศาลเพื่อประโยชน์ของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสหภาพแรงงานโจทก์ที่ 1 เนื่องจากเป็นการฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นการเฉพาะราย โจทก์ที่ 1 ย่อมมีอำนาจฟ้องในนามตนเองได้

บทบัญญัติตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มีเจตนารมณ์ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง มิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งโดยการเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้อง การไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเว้นแต่ที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (4) ในขณะเดียวกันนายจ้างก็มีอำนาจในการบริหารและบังคับบัญชาลูกจ้าง ดังนั้น หากนายจ้างมีเหตุผลอื่นอันจำเป็นและสมควรในการบริหารนอกเหนือจากเหตุ 4 ประการนี้ซึ่งไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งบุคคลดังกล่าว นายจ้างก็มีสิทธิที่จะยกเหตุนั้นเพื่อเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่บุคคลดังกล่าวในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้อง การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานได้ หาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 ไม่

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายแรง เนื่องจากโจทก์ที่ 2 พูดข่มขู่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้จัดการสาขา และโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 3 ตามวาระโดยสุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีนโยบายไม่ให้พนักงานทำงานประจำแต่ละสาขานานเกินไปเพื่อไม่ให้สนิทสนมคุ้นเคยกับลูกค้าซึ่งอาจเกิดการเอื้อประโยชน์และนำไปสู่การทุจริตขึ้นได้ ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน จำเลยที่ 1 มีคำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนพนักงานถึง 1,000คนเศษ ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน โจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาข้อเรียกร้องโดยตรง การที่จำเลยที่ 1 โยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงไม่กระทบกระเทือนต่อการเจรจาข้อเรียกร้องและไม่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 การที่จำเลยที่ 1ใช้อำนาจบริหารที่เหมาะสมและไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง แม้เหตุโยกย้ายโจทก์ที่ 2และโจทก์ที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นจะไม่ใช่เหตุตาม (1) ถึง (4) ในมาตรา 31แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุอันจำเป็นและสมควร จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกขึ้นเป็นเหตุโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยว่าโจทก์ที่ 1 นายเชิดชัย แสงสว่าง ว่าโจทก์ที่ 2 นายเกียรติพงษ์ บุญเพิ่ม ว่าโจทก์ที่ 3 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ว่าจำเลยที่ 1 และนางอารณี ศุขะวณิช ว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหภาพแรงงาน โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2542 โจทก์ที่ 1ยื่นข้อเรียกร้องประจำปี 2542 ต่อจำเลยที่ 1 และได้มีการเจรจากันเรื่อยมา ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2542 และวันที่ 15 พฤศจิกายน2542 ขณะอยู่ระหว่างการเจรจา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริหารฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลได้มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 31 โจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อคัดค้านการโยกย้ายดังกล่าวแล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1ฟ้องคดีแทน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งย้ายและเปลี่ยนตำแหน่งพนักงานของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 และฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 กับให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 กลับมาปฏิบัติงานที่สาขาเดิม

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีมติที่ประชุมใหญ่ให้โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีนี้ ทั้งจำเลยที่ 1มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นการย้ายหน้าที่การงานตามปกติ มิได้มีเจตนาที่จะขัดขวางมิให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้างกรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3เป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาข้อเรียกร้องและยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าเทียมกันไม่ว่าจะทำงานอยู่ณ สาขาใด การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 31 และไม่ทำให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 มีเพียงอำนาจในการดำเนินคดีแทนในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่อาจฟ้องในนามตนเองได้ โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ย้ายโจทก์ที่ 2 เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโจทก์ที่ 2 กับนายดิเรก ภุมมา ผู้จัดการสาขาหนองคายและย้ายโจทก์ที่ 3 ตามวาระโดยสุจริต ไม่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ทั้งโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรอง การย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงไม่กระทบกระเทือนต่อการเจรจาต่อรอง ดังนั้น จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งโอนย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 31 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งย้ายโจทก์ที่ 2และโจทก์ที่ 3 สมาชิกของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในขณะข้อเรียกร้องอยู่ระหว่างการเจรจาย่อมกระทบกระเทือนต่ออำนาจต่อรองของโจทก์ที่ 1 ถือว่าโจทก์ที่ 1 ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองไว้ และทำให้โจทก์ที่ 1 เสียหายแก่สิทธิที่จะใช้อำนาจต่อรองได้อย่างเต็มที่ โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในเรื่องอำนาจหน้าที่ของสหภาพแรงงานตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 98(2) ได้บัญญัติไว้ว่า เพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหภาพแรงงาน ให้สหภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินการเพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์ทั้งนี้ภายใต้บังคับของวัตถุที่ประสงค์ของสหภาพแรงงานหมายความว่า หากมีกรณีที่สมาชิกสหภาพแรงงานถูกบุคคลใดรวมทั้งนายจ้างกระทำการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ทำให้สมาชิกสหภาพแรงงานได้รับความเสียหาย สหภาพแรงงานย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกสหภาพแรงงานรายนั้นได้ทันที แต่ถ้าเป็นการฟ้องคดีในเรื่องที่อาจกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม มาตรา 103(2) บัญญัติว่าสหภาพแรงงานจะดำเนินการฟ้องศาลได้ต่อเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสหภาพแรงงาน คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้องที่โจทก์ที่ 1 ยื่นต่อจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 31 เท่ากับโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่า โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3ซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิแล้วโจทก์ที่ 1 ในฐานะเป็นสหภาพแรงงานย่อมมีอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 98(2) ที่จะฟ้องศาลเพื่อประโยชน์ของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกสหภาพแรงงานโจทก์ที่ 1 เนื่องจากเป็นการฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นการเฉพาะราย มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวมตามมาตรา 103(2) สรุปแล้วโจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในนามตนเองได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่าการที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มีเจตนารมณ์ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งโดยการเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้อง การไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเว้นแต่บุคคลดังกล่าว (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างโดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้วแต่ถ้าเป็นกรณีร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง (4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกันนายจ้างย่อมมีอำนาจในการบริหารและบังคับบัญชาลูกจ้างดังนั้นจึงมิได้หมายความว่านายจ้างจะเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่บุคคลดังกล่าวได้ต่อเมื่อมีเหตุเฉพาะตาม (1) ถึง (4) ดังกล่าวเท่านั้น หากนายจ้างมีเหตุผลอื่นอันจำเป็นและสมควรในการบริหารนอกเหนือจากเหตุ4 ประการนี้ ซึ่งไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งบุคคลดังกล่าว นายจ้างก็มีสิทธิที่จะยกเหตุนั้นเพื่อเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่บุคคลดังกล่าวในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้อง การไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานได้ หาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 31 ไม่ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2 ออกจากสาขาหนองคายไปประจำสาขาบึงกาฬเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายแรงเนื่องจากโจทก์ที่ 2พูดข่มขู่จะใช้อาวุธปืนยิงนายดิเรก ภุมมา ผู้จัดการสาขาหนองคายและโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 3 ตามวาระโดยสุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 1มีนโยบายไม่ให้พนักงานทำงานประจำแต่ละสาขานานเกินไปเพื่อไม่ให้สนิทสนมคุ้นเคยกับลูกค้าซึ่งอาจเกิดการเอื้อประโยชน์และนำไปสู่การทุจริตขึ้นได้ จึงให้พนักงานประจำแต่ละสาขาเฉลี่ยคราวละ4 ปี ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ประจำอยู่ที่สาขากาฬสินธุ์นานถึง 6 ปีจึงให้ย้ายไปประจำสาขาร้อยเอ็ด ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกันจำเลยที่ 1 มีคำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนพนักงานถึง 1,000 คนเศษทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาข้อเรียกร้องโดยตรง การที่จำเลยที่ 1 โยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงไม่กระทบกระเทือนต่อการเจรจาข้อเรียกร้องและไม่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3เป็นการใช้อำนาจบริหารที่เหมาะสมและไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องแต่อย่างใดแม้เหตุโยกย้ายโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ดังกล่าวข้างต้นจะไม่ใช่เหตุตาม (1) ถึง (4) ในมาตรา 31 แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุอันจำเป็นและสมควรจำเลยที่ 1 มีสิทธิยกขึ้นเป็นเหตุโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้โดยชอบไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 31

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 31 ม. 98 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทย กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8129/2543
#37870
เปิดฉบับเต็ม

ตามไปรษณีย์นิเทศฯ การสื่อสารแห่งประเทศไทยอาจจัดส่งไปรษณีย์ให้แก่ผู้แทนของผู้รับก็ได้ และเมื่อจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับแล้ว ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่เวลาที่นำจ่าย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเอกสารคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปส่งยังภูมิลำเนาของโจทก์ โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 7สิงหาคม 2541 ถือได้ว่ามีการนำจ่ายทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้แทนของผู้รับและถือว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2541 อันล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 30 วันแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 9,337,658 บาท ของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินภายใน 30 วัน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "การแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กระทำได้ ซึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยของบ้านโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำตอบรับของผู้รับเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 กรณีจะถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือวันใดนั้นต้องนำไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2539 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มาใช้บังคับตามไปรษณียนิเทศ ข้อ 583 กสท (หมายถึง การสื่อสารแห่งประเทศไทย)อาจนำจ่ายสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้จึงเห็นได้ว่าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไม่จำเป็นต้องส่งให้แก่ผู้รับโดยตรงอาจส่งให้แก่ผู้แทนของผู้รับก็ได้ ตามไปรษณีย์นิเทศข้อ 584 ในกรณีนำจ่ายณ ที่อยู่ของผู้รับถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ 584.2 บุคคลซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่ทำงานเดียวกับผู้รับ 584.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงาน ข้อ 586 สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่นำจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับหรือไปรษณียภัณฑ์ธรรมดาที่ได้นำจ่ายไปสอดเข้าตู้รับไปรษณียภัณฑ์ของผู้รับหรือในกรณีว่าไม่มีผู้รับไปรษณียภัณฑ์ได้สอดหรือวางไว้ ณ บริเวณที่เห็นปลอดภัยต่อไปรษณียภัณฑ์ไปแล้ว ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่เวลาที่นำจ่าย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเอกสารคำวินิจฉัยอุทธรณ์หมายล.1 ไปส่งยังบ้านเลขที่ 23/9 หมู่ 1 ซอยสุขุมวิท 11 ถนนสุขุมวิทแขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร อันเป็นภูมิลำเนาของโจทก์โดยมีนายสายชลพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 เวลา 10.29 นาฬิกาตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 จึงถือได้ว่ามีการนำจ่ายทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้แทนของผู้รับแล้ว และถือว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 แล้ว โจทก์จะต้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2541 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้อุทธรณ์หรือนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นอันยุติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30(2) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ประเด็นข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8 ม. 30
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อุดมศักดิ์ อุชชิน
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8108/2543
#40485
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคดีใดจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท โดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยขอสละประเด็นที่ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เนื่องจากจำเลยเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสอง เมื่อประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองของจำเลยยุติไปแล้ว ในชั้นฎีกาย่อมมิใช่คดีมีทุนทรัพย์ต่อไป แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95913โดยซื้อมาจากนายสำเภา จริตรัมย์ นางถาวร จริตรัมย์และนางสาวสุภาจริตรัมย์ หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ตลอดมา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 95913 ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทในราคา 160,000 บาทโดยผ่อนชำระเดือนละ 1,600 บาท และผู้จะขายให้จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่แล้วว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 95913 ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท เมื่อจำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ1,000 บาท โดยวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่าจำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยขอสละประเด็นที่ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เนื่องจากจำเลยเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสอง ดังนี้ เมื่อประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองของจำเลยยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2แล้ว ในชั้นฎีกาย่อมมิใช่คดีมีทุนทรัพย์ต่อไป แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากริบทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพราะการที่จะพิจารณาว่าคดีใดจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน กับโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย จำเลยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่จะสั่งคืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดนัย บุญยกิจสมบัติ
จำเลย — นาย เพียร จริตรัมย์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา