คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดินที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับมรดกจากบิดาเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๙๔ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยเจ้าของที่ดินเดิมทำบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมทางเดินและยินยอมให้ที่ดินตกเป็นภาระจำยอมทางเดินตลอดทั้งแปลงแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๓๕ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตลอดเวลานับแต่บิดาผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินพิพาทนั้นผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๓๕ ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภาระจำยอมผ่านเข้าออกหรือใช้สัญจรออกสู่ทางสาธารณะเกินกว่า ๔๐ ปีแล้ว จากภาพถ่ายทางอากาศพบว่าปัจจุบันสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๓๕ ไม่สามารถใช้เป็นทางสัญจรผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้เนื่องจากมีบุคคลก่อสร้างบ้านเรือนในที่ดินกีดขวางเส้นทางเดินระหว่างที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะตัวแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมเรื่องทางเดินพิพาท ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งสองฝ่ายได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นนิติกรรมอันทำลงไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ภาระจำยอมได้มาโดยการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์จะยกเลิกภาระจำยอมก็ต้องจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินแปลงพิพาทจึงมิใช่กรณีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมคลาดเคลื่อนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่อาจเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ละเลยไม่ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี และมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หรือที่ ๓ จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๐๙๔ ของผู้ฟ้องคดี หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีปลอดจากภาระจำยอมซึ่งเป็นข้อจำกัดแดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ ข้อพิพาทสำคัญในคดีนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ภาระจำยอมสิ้นไปหรือไม่ กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ๖ สาขาป่าบอน จังหวัดพัทลุง การยางแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ การยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี กรณีรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ และเสนอรายงานต่อหัวหน้าแผนกปฏิบัติการเพื่อพิจารณาแล้วเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการว่าสมควรอนุมัติให้การสงเคราะห์ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีทั้งที่สวนไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการสงเคราะห์ โดยที่ผู้อำนวยการไม่ทราบข้อเท็จจริงมาก่อน จึงอนุมัติให้การสงเคราะห์แก่ผู้ขอรับการสงเคราะห์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเสนอผู้บังคับบัญชา เป็นการกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่การงานโดยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ และฐานกระทำการอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือน โดยเปลี่ยนแปลงวันที่ไล่ออกผู้ฟ้องคดี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งพักงานเป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีสถานหนักเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือเพิกถอนคำสั่งไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของการยางแห่งประเทศไทยและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี และคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกพนักงานและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกพนักงานและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าแผนกปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย ยื่นฟ้องการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของการยางแห่งประเทศไทยและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ขอรับการสงเคราะห์ได้รับการสงเคราะห์ ทั้งที่สวนไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการสงเคราะห์ต่อผู้บังคับบัญชาอันมีลักษณะส่อไปในทางทุจริต เพื่อให้ผู้ขอรับการสงเคราะห์ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่การงานโดยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่การงาน และฐานกระทำการอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย การกระทำของ
ผู้ฟ้องคดีเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนโดยเปลี่ยนแปลงวันที่ไล่ออกผู้ฟ้องคดี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งพักงานเป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีสถานหนักเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือเพิกถอนคำสั่งไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม เห็นว่า แม้การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงานของการยางแห่งประเทศไทยและตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดี และคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งแก้ไขคำสั่งลงโทษไล่ออกและตัดเงินเดือนและคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงานและได้รับค่าจ้างตามเดิม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้องนาง จ. จำเลย อ้างว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ โจทก์ตรวจพบว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูและโรงเก็บของรุกล้ำเข้ามาในเขตเดินสายไฟฟ้า ช่วงแม่เมาะ – ลำปาง ระหว่างเสาไฟฟ้าต้นที่ ๕/๑ และ ๕/๒ โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยให้รื้อถอน แต่จำเลยได้รื้อถอนออกเพียงบางส่วนคงเหลืออาคารมุงหลังคาสังกะสีและไม้ยืนต้นในที่ดินของจำเลยที่ขึ้นสูงมากอาจเป็นอันตรายต่อระบบส่งไฟฟ้าของโจทก์ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นของจำเลยในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ออกไปจากเขตเดินสายส่งไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ารื้อถอนหรือดำเนินการรื้อถอนเองโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่าย เห็นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์มีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ปลูกต้นไม้พืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้า ทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด และในกรณีที่มีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นหรือมีต้นไม้หรือพืชผลที่ปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด วรรคสองของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเดียวกันบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอน ทำลายหรือตัดฟันตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นของจำเลยในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ออกไปจากแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ารื้อถอนหรือดำเนินการรื้อถอนเอง โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยกระทำการหรือละเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ คงมีแต่บทบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือทำลายหรือตัดฟันต้นไม้หรือพืชผลที่สร้างขึ้นหรือปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนดได้ตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลที่สร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด รื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือตัดฟันหรือทำลายต้นไม้แต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๕) ประกอบกับมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ บัญญัติให้โจทก์มีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ปลูกต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด
และในกรณีที่มีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นหรือมีต้นไม้หรือพืชผลที่ปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด วรรคสองของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเดียวกันบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอน ทำลายหรือตัดฟันตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนไม้ยืนต้นและไม้ประดับของจำเลยในส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ออกไปจากแนวเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ารื้อถอนหรือดำเนินการรื้อถอนเอง โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยกระทำการหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ ๒๕๑๑ คงมีแต่บทบัญญัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือทำลายหรือตัดฟันต้นไม้หรือพืชผลที่สร้างขึ้นหรือปลูกขึ้นในเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด ได้ตามควรแก่กรณี โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลที่สร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าของโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด รื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นหรือตัดฟันหรือทำลายต้นไม้แต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๕) ประกอบกับมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การดำเนินการเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อนำรูปแผนที่การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ลงที่หมายในระวางแผนที่แล้วปรากฏว่ารูปแผนที่ไม่ทับที่ดินแปลงข้างเคียงและที่สาธารณประโยชน์รวมถึงไม่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ปฏิบัติหน้าที่ ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าขอให้ศาลเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์ โดยอ้างเหตุผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รังวัดรุกล้ำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทั้งแปลงอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๕ โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำขอให้เพิกถอนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดอนปู่ตาสาธารณประโยชน์เป็นผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่บริษัท ค. โจทก์ เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง บริษัท จ. ที่ ๑ บริษัท อ. ที่ ๒ นาย ส. ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันในนามกิจการร่วมค้าฯ สั่งซื้อสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ จากโจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้สัญญาซื้อขายที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนกับเอกชนด้วยกันจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าจำเลยที่ ๑ และกิจการร่วมค้าฯ ได้ยื่นฟ้องบริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างผู้บริหารและจัดการด้านการขนส่งสินค้าภายในเขตปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้กิจการร่วมค้าฯ และจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลางก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามสัญญาระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยทั้งสามผู้ซื้อซึ่งเป็นเอกชนเท่านั้น อันเป็นคนละประเด็นกับคดีดังกล่าวของศาลปกครอง และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าสัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำเลยที่ ๑ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร จำเลยที่ ๒ ว่า เมื่อระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และผู้แทนได้สั่งซื้อปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ จากโจทก์จำนวนหลายครั้ง ตามใบสั่งซื้อของจำเลยที่ ๑ เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยและงานภายในคณะผลิตกรรมการเกษตรของจำเลยที่ ๑ โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนและเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าสินค้าและค่าขาดประโยชน์จำนวน ๑๗๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงการซื้อขายปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ ตามใบสั่งซื้อเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ จัดทำขึ้นถึงโจทก์ โดยระบุว่า "มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตกลงซื้อตามใบเสนอราคาของท่านดังรายการต่อไปนี้..." โดยมีจำเลยที่ ๒ หรือ ผู้แทนลงชื่อเป็นผู้สั่งซื้อ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตามสัญญาจึงได้แก่ นางอ. โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมาตรา ๕ วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการซื้อขายปุ๋ยคอก ยาเคมีกำจัดแมลง กากน้ำตาล ปุ๋ยอินทรีย์ ขุยมะพร้าว และแกลบ ตามใบสั่งซื้อดังกล่าว เป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อตกลงตามใบสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ ยื่นฟ้อง สิบเอก ร. จำเลย ซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่าได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ เนื่องจากจำเลยถูกปลดออกจากราชการก่อนเกิดเหตุคดีนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า "ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลผู้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารขณะกระทำผิด โดยการพิจารณาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือไม่ จะต้องพิจารณาขณะจำเลยกระทำผิดว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือไม่ และหากขณะกระทำผิดจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารคดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และเมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตั้งแต่ต้นแม้มีเหตุใดเกิดขึ้นภายหลังก็ย่อมไม่ทำให้อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ซึ่งขณะที่จำเลยกระทำความผิดนั้น จำเลยยังคงมีสถานะเป็นข้าราชการทหาร จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แม้ต่อมากรมสรรพาวุธทหารบกมีคำสั่งที่ ๕๙๗/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ ให้ปลดจำเลยออกจากราชการทหารเนื่องจากจำเลยหนีราชการโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารนั้นเปลี่ยนแปลงไป
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินค่าตอบแทนที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอเมืองพัทลุง ยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่รอผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า เมื่อการยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอเมืองพัทลุง ยื่นฟ้อง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๑ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงาน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน ฐานขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมาย และฐานปฏิบัติหน้าที่การงานโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทั้งสาม ยื่นฟ้อง การยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่การยางแห่งประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดี ทั้งสามกับพวกรวม 6 คน ถูกกล่าวหาว่ามีหน้าที่ดำเนินการให้เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์จัดหาปุ๋ยบำรุงเองในปีงบประมาณ 2558 ในกิจกรรมส่งเสริมสถาบันเกษตรกรจัดหาปุ๋ยบำรุงให้แก่เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และผลการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทั้งสาม ยื่นฟ้อง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่ 1 การยางแห่งประเทศไทย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับพวกรวม 6 คน ถูกกล่าวหาว่ามีหน้าที่ดำเนินการให้เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์จัดหาปุ๋ยบำรุงเองในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ในกิจกรรมส่งเสริมสถาบันเกษตรกรจัดหาปุ๋ยบำรุงให้แก่เกษตรกรผู้รับการสงเคราะห์ ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่การงาน และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเรื่องการดำเนินการทางวินัยไปเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกและให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ให้จ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การยางแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสามกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเรื่องการดำเนินการทางวินัยไปเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกดังกล่าวและให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 (1) (2) และ (5) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดพัทลุง ยื่นฟ้องผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดียกอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อการยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการยางแห่งประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ทำให้การยางแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. เป็นจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดกรณีพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง
ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและ
ให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลยุติธรรม
คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไปซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" คดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพัน ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญาเช่าพิพาท มีจำเลยผู้ให้เช่าทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 ผู้เช่า โจทก์ที่ 3 เป็นเพียงผู้เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 เช่าช่วงจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 จึงมิใช่ผู้เช่าโดยตรงกับจำเลย ซึ่งระหว่างโจทก์ที่ 3 ผู้เช่าช่วงกับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงถือเอาสิทธิใด ๆ กับจำเลยผู้ให้เช่าเดิมได้ กฎหมายคงบัญญัติเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 545 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกสัญญาได้ กรณีจึงไม่อาจตีความขยายความบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้นในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อรับผิดต่อผู้เช่าช่วงโดยตรงได้ แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพิพาท ทำให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าได้รับความเสียหาย และหากฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเช่าช่วงของโจทก์ที่ 3 เป็นไปโดยชอบ แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลย โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม