คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5178/2563
#680502
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 จำคุก 4 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของ ภ. ผู้เสียหายและ ก. ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทไม่เว้นระยะห่างให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน ทำให้รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันชนท้ายรถบรรทุกพ่วงที่จำเลยขับจนเป็นเหตุให้ ฐ. และ ก. ถึงแก่ความตาย ภ. ได้รับอันตรายสาหัส ย. ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อจำเลยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 นั้น เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง จึงต้องห้ามฎีกาในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15แม้คดีจะต้องห้ามฎีกาดังกล่าวมาข้างต้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดี โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้โดยการรอการลงโทษจำคุกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง น. ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของนาย ย. ซึ่งเป็นผู้เยาว์ นาง ส. ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของนาย ภ. ซึ่งเป็นผู้เยาว์ นาง จ. ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของนาย ฐ. ผู้ตาย และนางสาว ท. ผู้ร้องที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาของเด็กชาย ก. ผู้ตายยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องที่ 2 และที่ 4

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 40,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลนาย ย. ผู้เสียหาย 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าดูแลรักษาพยาบาลนาย ภ. ผู้เสียหายนับแต่วันเกิดเหตุเป็นเวลา 30 ปี เป็นเงิน 4,419,000 บาท ค่าซื้อเครื่องมืออุปกรณ์กระติกน้ำร้อน เข็มฉีดอาหารและเครื่องปั่นอาหาร 4,788 บาท และค่าสินไหมทดแทนอันมิใช่ตัวเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,423,788 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพนาย ฐ. ผู้ตายเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพเด็กชาย ก. ผู้ตายเป็นเงิน 140,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ไม่สามารถคิดค่าเสียหายเป็นตัวเงินได้ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 4

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 4,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 21 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 21 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 4 เป็นเงิน 860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 4 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ซึ่งยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทที่นาย ภ. ผู้เสียหายและเด็กชาย ก. ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทโดยไม่เว้นระยะห่างให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน ทำให้รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันชนท้ายรถบรรทุกพ่วงที่จำเลยขับจนเป็นเหตุให้นาย ฐ. และเด็กชาย ก. ถึงแก่ความตาย นาย ภ. ได้รับอันตรายสาหัส และนาย ย. ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งมิใช่ผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยไว้เป็นยุติแล้วว่า จำเลยขับรถบรรทุกพ่วงด้วยความเร็วสูงและหยุดรถกะทันหันเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ขับตามมาชนท้ายรถบรรทุกพ่วงจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นผลจากการขับรถโดยประมาทของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อจำเลยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 นั้น เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง จึงต้องห้ามฎีกาในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดี โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้ได้ จำเลยประกอบอาชีพสุจริตและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าปลงศพนาย ฐ. และเด็กชาย ก. ผู้ตายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 คนละ 10,000 บาท และหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยพยายามขวนขวายหาเงินนำมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 เป็นจำนวนเงินที่สูงถึง 2,858,968 บาท แสดงว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำของจำเลยและพยายามบรรเทาผลร้ายจากการกระทำนั้นแล้ว ทั้งเหตุคดีนี้นาย ภ. และเด็กชาย ก. มีส่วนประมาทด้วย จำเลยมิได้ประมาทเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาท มิได้กระทำโดยเจตนา จึงมิใช่อาชญากรรมที่เป็นความผิดร้ายแรง เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในลักษณะนี้อีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 291 ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 247
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นาง น. กับพวก
ผู้ร้อง — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประทีป บุพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2563
#662248
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความที่ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างว่าความโดยคิดอัตราร้อยละของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 และประกาศข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ทั้งคดีนี้จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าส่วนกลางค้างชำระกับเจ้าของร่วมซึ่งเป็นชาวต่างชาติ โดยเรียกค่าทนายความเป็นสัดส่วนจำนวนที่แน่นอนเอาจากทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ซึ่งไม่เกินกว่าทุนทรัพย์ที่ได้รับตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ไม่สามารถกำหนดค่าเสียหายในการฟ้องเรียกร้องได้ตามอำเภอใจ ประกอบกับปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. หมวด 4 ในเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่ม มาตรา 222/37 ที่บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความนี้ สัญญาว่าจ้างคดีนี้จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 222/37
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไพฑูรย์ วรสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ประมวญ รักศิลธรรม
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5158/2563
#649847
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งถอนอายัดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้องนำมาวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา และผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 จนศาลมีคำสั่งปรับตามสัญญาประกัน โดยผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ก่อน ซึ่งมีความผูกพันทางแพ่งที่จะบังคับคดีกับที่ดินอันเป็นหลักประกันในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การยื่นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 ที่เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีนายณัฐพงศ์ เป็นผู้ประกัน นำที่ดินโฉนดเลขที่ 242020 วางเป็นหลักประกันในวงเงิน 450,000 บาท ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดหลักประกันเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2539 ต่อมานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 3 หลบหนีไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ผิดสัญญา ให้ปรับตามสัญญาเป็นเงิน 450,000 บาท ออกคำบังคับเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 และออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีงดดำเนินการ เนื่องจากที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันถูกยึดไว้แล้วในคดีล้มละลายคดีหมายเลขแดงที่ ล.25/2540 ของศาลแพ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง อ้างว่าจะนำเงินค่าที่ดินไปวางเป็นหลักประกันแทนโฉนดที่ดินต่อศาลชั้นต้น แล้วนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง แต่ผู้ประกันผิดสัญญาจึงถูกผู้ร้องฟ้องบังคับให้โอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล โดยผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องแทนการชำระหนี้ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 22 ตุลาคม 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ในระหว่างเวลาประกาศเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ล.25/2540 ของศาลแพ่งยึดไว้แล้วเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะผู้มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว ศาลมีคำสั่งให้ถอนการยึดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 และคดีถึงที่สุด และต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินตรวจพบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเคยถูกกรมสรรพากรยึดไว้ด้วยตามคำสั่งกรมสรรพากรลงวันที่ 27 มีนาคม 2555 แต่ถอนการยึดแล้ว ตามหนังสือถอนการยึดของกรมสรรพากรลงวันที่ 19 สิงหาคม 2558 และตามหนังสือแจ้งอายัดของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 กันยายน 2539 การบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดดังกล่าวสิ้นสุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดให้เนื่องจากเป็นการยึดซ้ำ ผู้ร้องจึงติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป และมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นขอให้มีหนังสือถอนอายัด ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นรายงานต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการยึดและบังคับกับทรัพย์หลักประกันต่อไป ตามหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งอายัดหลักทรัพย์ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2558

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแจ้งถอนอายัดไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งถอนอายัดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้องนำมาวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา และผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 จนศาลมีคำสั่งปรับตามสัญญาประกัน โดยผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ก่อน ซึ่งมีความผูกพันทางแพ่งที่จะบังคับคดีกับที่ดินอันเป็นหลักประกันในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 หลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การยื่นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 244/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว.
ผู้ร้อง — ร้อยตรี อ.
ผู้ประกัน — นาย ณ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5155/2563
#662406
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย โดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเรียงโดยนักโทษซึ่งไม่มีอำนาจเรียงคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลย โดยเห็นว่าฎีกาของจำเลยเป็นการคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 เช่นนี้ หากจำเลยประสงค์จะให้ศาลรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 แต่จำเลยกลับยื่นฎีกาฉบับที่ 2 และที่ 3 ที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับฎีกาฉบับแรกซ้ำมาอีก ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับนี้ โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฯ อย่างไร แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นฎีกาฉบับที่ 4 ที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา แต่ฎีกาของจำเลยนี้ก็มีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับฎีกาของจำเลยฉบับแรก เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดของผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฯ เท่านั้น การยื่นฎีกาของจำเลยครั้งหลังนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในฎีกาฉบับแรกแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72, 72 ทวิ วรรคสอง ริบอาวุธปืนของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 512/2561 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผยไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผยไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 24 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 512/2561 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 8 ปี 27 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเรียงโดยนักโทษซึ่งไม่มีอำนาจเรียงคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าฎีกาของจำเลยเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 เช่นนี้ หากจำเลยประสงค์จะให้ศาลรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่จำเลยกลับยื่นฎีกาฉบับที่ 2 และที่ 3 ที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับฎีกาฉบับแรกซ้ำมาอีก ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับนี้ โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อย่างไร แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นฎีกาฉบับที่ 4 ที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา แต่ฎีกาของจำเลยนี้ก็มีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับฎีกาของจำเลยฉบับแรก เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดของผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เท่านั้น การยื่นฎีกาของจำเลยครั้งหลังนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในฎีกาฉบับแรกแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นางรฐา เขียวโสภณ เมฆชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5151/2563
#666588
เปิดฉบับเต็ม

แม้พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดข้อหายักยอก แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวโดยเห็นว่าหลักฐานไม่พอก็ตาม คำสั่งของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นที่พิจารณาสั่งไปตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันคดีนี้ให้ต้องพิจารณาไปตามนั้น เพราะการกระทำที่จะเป็นความผิดข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วย แต่คดีนี้จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จำเลย โดยมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยรู้จักกันมาก่อน ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ โจทก์รื้อถอนอาคารหลังเก่าบนที่ดินของจำเลยแล้วก่อสร้างร้านอาหาร โดยจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้าง รวมทั้งมอบโต๊ะ เก้าอี้และอุปกรณ์เครื่องครัวให้โจทก์นำไปใช้ที่ร้าน หลังจากโจทก์เปิดร้านได้ 2 วัน ก็ปิดร้านพร้อมกับนำโต๊ะ เก้าอี้ สายไฟฟ้า ถังผสมปูน และทรัพย์สินอื่นไปไว้ที่บ้านโจทก์ วันที่ 23 เมษายน 2561 จำเลยไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหายักยอกและทำให้เสียทรัพย์ ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 หรือไม่ ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรฝางก็โดยอาศัยคำแจ้งความของจำเลย ทางพิจารณาได้ความว่า ก่อนที่จำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์จำเลยตกลงลงทุนทำร้านอาหารบนที่ดินของจำเลยในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรื้อถอนอาคารหลังเก่า แล้วก่อสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อเปิดเป็นร้านอาหาร จำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้าง รวมทั้งมอบโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์เครื่องครัวให้โจทก์นำไปใช้ที่ร้าน แต่การก่อสร้างอาคารหลังใหม่ยังไม่แล้วเสร็จดี โจทก์เปิดร้านขายอาหารได้ 2 วัน ก็ปิดร้านพร้อมขนโต๊ะ เก้าอี้ สายไฟฟ้า ถังผสมปูนและทรัพย์สินอื่น ๆ ไปไว้ที่บ้านโจทก์ในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ พิเคราะห์แล้ว ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นในคดีที่จำเลยแจ้งความ แม้พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดข้อหายักยอก แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวโดยเห็นว่าหลักฐานไม่พอก็ตาม คำสั่งของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นที่พิจารณาสั่งไปตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันคดีนี้ให้ต้องพิจารณาไปตามนั้น เพราะที่จะเป็นความผิดข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วย แต่คดีนี้จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรฝางตามข้อความที่ระบุไว้ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งความตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จำเลย โดยมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายทองเพิ่ม จำศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5148/2563
#662633
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังเพื่อหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยนั้น จะนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักจากโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ได้ เมื่อจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยในวันดังกล่าว จึงต้องเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ คือวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จำเลยจึงถูกคุมขังมาเพียง 1 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางระยองในข้อหานำโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 72 (6) ลงโทษจำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2559 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ริบของกลาง โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 6 มิถุนายน 2562 โดยหักวันต้องขังในระหว่างพิจารณาให้จำเลย 1 วัน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้หักวันต้องขังแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยในวันดังกล่าว จึงต้องเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ คือ วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จะนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักจากโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จำเลยจึงถูกคุมขังมาเพียง 1 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายวีกิจ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
โสภณ บางยี่ขัน
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5134/2563
#662618
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม 2 ฉบับ อันเป็นการปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมต่างฉบับกัน ซึ่งโดยสภาพของการกระทำดังกล่าวจำเลยต้องปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมฉบับหนึ่งเสร็จ ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน แม้จำเลยกระทำต่อเนื่องกันและนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม 2 ฉบับ ไปใช้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนชื่อให้แก่โรงแรมแห่งเดียว ก็ไม่ทำให้เจตนาของจำเลยที่มีมาตั้งแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นเจตนาเดียวได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน

จำเลยเป็นผู้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 251 (เดิม) และใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 252 รวม 2 ครั้ง ซึ่งในการใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 จำเลยทำดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมและใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 251 (เดิม) ประกอบมาตรา 263 กระทงหนึ่ง แต่การใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 นั้น จำเลยมิได้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานขึ้นอีก คงใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมอันเดิม จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมอย่างเดียวตามมาตรา 252 อีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 251, 252, 264, 265, 268 และริบใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอมของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252 (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานและฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารราชการที่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี ริบใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอมของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน ฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตตามคำร้องลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมาย ให้รับฎีกาจำเลย ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252 (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานและฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงาน จำคุก 6 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารราชการที่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน ฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้จากการกระทำความผิดหลายกรรมเป็นความผิดกรรมเดียว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วางโทษจำคุกจำเลยสูงเกินไปและขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อนี้ให้จำเลยทราบ แต่เมื่อฎีกาในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมแต่ละฉบับเป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยมิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 และทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 อันเป็นการปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมต่างฉบับกัน ซึ่งโดยสภาพของการกระทำดังกล่าวจำเลยต้องปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมฉบับหนึ่งเสร็จ ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน แม้จำเลยกระทำต่อเนื่องกันและนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม 2 ฉบับ ไปใช้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนชื่อให้แก่โรงแรมแห่งเดียว ก็ไม่ทำให้เจตนาของจำเลยที่มีมาตั้งแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นเจตนาเดียวได้ การกระทำของจำเลยที่ปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน 2 กระทง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม) และใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 รวม 2 ครั้ง ซึ่งในการใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 จำเลยทำดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมและใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 251 (เดิม) ประกอบมาตรา 263 กระทงหนึ่ง แต่การใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 นั้น จำเลยมิได้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานขึ้นอีก คงใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมอันเดิม จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตราของเจ้าพนักงานปลอมอย่างเดียวตามมาตรา 252 อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด รวม 2 กระทง จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึง 1.3 ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยใช้เอกสารราชการปลอม แต่ฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 และ 1.5 บรรยายว่า จำเลยใช้อ้างแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 และใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 ต่อนายสุวิทย์และนายภิรมย์ ต่างวันเวลากัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม รวม 2 กรรม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องโจทก์ ทั้งศาลชั้นต้นได้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม 2 ฉบับ ไปใช้แสดงต่อนายสุวิทย์ เป็นการกระทำ 2 กระทง และไปใช้แสดงต่อนายภิรมย์ เป็นการกระทำ 2 กระทง รวมเป็นความผิด 4 กระทงนั้น ไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.4 และ 1.5 ว่า จำเลยใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอันเป็นเอกสารปลอม 2 ฉบับ ต่อนายสุวิทย์ และต่อนายภิรมย์ อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมคราวละ 2 ฉบับ ในการกระทำคราวเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยต่อนายสุวิทย์กับต่อนายภิรมย์จึงเป็นการกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกัน อันถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว มิใช่เป็นการกระทำ 2 กรรม ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีผลต่อการพิพากษาลงโทษจำเลย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 252 ประกอบมาตรา 263 ที่บัญญัติให้ลงโทษตามมาตรา 251 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 252 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามอัตราโทษในมาตรา 251 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 252 ม. 263 ม. 268 ม. 251 (เดิม) ม. 265 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวัชรี พูลเกษม
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2563
#664251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับโอนเงินจาก ส. โดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่ ท. ขายให้ ส. แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของ ท. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับ ท. หรือ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของ ท. เท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับ ท. เพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับ ท. หรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับ ท. เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ท. แต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสิทธิเดชได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด ชนิดผงสีส้ม และชนิดเกล็ดสีขาวรวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 42.014 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 4 ใบ โดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน 1 ใบ เป็นของกลาง นายสิทธิเดชให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในราคา 65,000 บาท จากนายทศพล โดยนายทศพลให้นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีและโอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวยุวดี นายสิทธิเดชจึงได้โอนเงินดังกล่าวผ่านตู้ฝากเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้อย แล้วแจ้งการโอนให้นายทศพลทราบ จากนั้นนายทศพลนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ริมถนนเลียบคลองหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้นายสิทธิเดชมารับไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยนำสืบรับว่า บัญชีเงินฝากที่นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาทให้นั้น เป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยได้ถอนเงินดังกล่าว 8,000 บาทออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นเงินซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและไม่ทราบว่าใครโอนมา คงเข้าใจว่าเป็นเงินค่าแชร์นั้น ได้ความว่า เมื่อดูย้อนหลัง 6 เดือน ก่อนนายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวของจำเลย ยอดเงินที่โอนหรือฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยส่วนมากจะเป็นหลักร้อยบาท และมีหลักพันบาทซึ่งไม่เกิน 4,000 บาท อยู่บ้างเป็นระยะ ๆ ส่วนที่เกิน 4,000 บาท มีเพียง 14 ครั้ง และส่วนใหญ่แต่ละครั้งห่างกันหลายวัน โดยครั้งล่าสุดห่างจากวันที่นายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีนี้ของจำเลยถึง 21 วัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าใจว่าเงินที่นายสิทธิเดชโอนมานั้นเป็นเงินค่าแชร์ เพราะจำนวนเงินไม่เป็นไปตามปกติที่มีการฝากและโอนซึ่งเป็นหลักร้อยบาทและพันบาทต้น ๆ ทั้งจำเลยได้ใช้ระบบแจ้งเตือนการเข้าและออกของเงินในบัญชีไว้กับธนาคารผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงทราบในทันทีที่มีเงินดังกล่าวโอนเข้ามา การที่จำเลยรีบถอนเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 8,000 บาท ออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้นแสดงว่าจำเลยน่าจะทราบถึงที่มาของเงินนั้นจึงมิได้ติดใจสงสัยหรือตรวจสอบที่มาก่อน โดยเฉพาะจำเลยรับว่าเคยคบหากับนายทศพลอย่างคนรักและไม่รู้จักนายสิทธิเดชจึงเชื่อว่านายทศพลเป็นผู้มอบหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยให้นายสิทธิเดชและแจ้งให้นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งให้จำเลย เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ถึงการขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพลก็ไม่มีเหตุผลที่นายทศพลจะให้นายสิทธิเดชเป็นผู้โอนเงินให้จำเลยโดยตรง เพราะอาจทำให้จำเลยต้องมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดหรือรู้ถึงการกระทำความผิดของนายทศพลซึ่งปกติควรเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของตน ยิ่งกว่านั้นได้ความจากนายสิทธิเดชพยานจำเลยรับว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสิทธิเดชที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง มีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบันทึกไว้ด้วย โดยระบุชื่อว่า "เจ้โจ" ซึ่ง "โจ" คือชื่อเล่นของนายทศพล อันแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าได้เลิกคบหากับนายทศพลมาเป็นปีแล้ว จึงรับฟังไม่ขึ้น นอกจากที่นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยแล้ว ยังปรากฏว่าในเวลาเดียวกันนายสิทธิเดชได้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวยุวดีอีก 20,000 บาท และปรากฏว่าระหว่างจำเลยกับนางสาวยุวดีก็มีการโอนเงินไปมาระหว่างกันเป็นระยะ ๆ ในช่วงก่อนเกิดเหตุคดีนี้อันส่อแสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการรับโอนเงินจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยให้นางสาวยุวดียืมเงินนั้น เป็นการอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์ที่กระทำระหว่างกัน รับฟังไม่ได้ คดียังได้ความอีกว่า ในการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบอีก 29 รายการ มีทั้งสร้อยข้อมือ แหวน สร้อยคอ พระเลี่ยมกรอบซึ่งแม้ระบุว่าลักษณะคล้ายทองคำเพราะยังต้องมีการตรวจสอบก่อน แต่มีเหตุให้น่าเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทองคำเพราะมีการเก็บมิดชิดในตู้เซฟเช่นเดียวกับการเก็บรักษาของมีราคาสูงทั่วไป ทั้งยังมีทรัพย์สินอื่นอีกได้แก่ กล้องถ่ายรูป 3 กล้อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน โดยเฉพาะมีเงินสดอีกรวม 379,000 บาท เก็บในบ้านด้วย ซึ่งล้วนเป็นของมีค่าราคาสูง ในขณะที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่งใด ๆ ที่สามารถซื้อหาทรัพย์สินดังกล่าวมาได้ ที่จำเลยอ้างว่าทำธุรกิจแชร์ออนไลน์และขายของออนไลน์ก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุน รับฟังไม่ได้ และที่อ้างว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของบิดามารดาของจำเลย ก็ปรากฏว่าบิดามารดาของจำเลยประกอบอาชีพทำนาโดยเช่านาผู้อื่นทำ ที่อ้างว่าได้ค่าขายข้าวตามใบชั่งน้ำหนักและรับเงินค่าข้าวก็ปรากฏว่าในแต่ละรอบการขายข้าวซึ่งห่างกันหลายเดือนก็ได้เงินอย่างมากเพียง 100,000 บาทเศษ และที่อ้างว่าบิดามารดาของจำเลยมีอาชีพรับจ้างจัดสวนด้วย ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงลักษณะตัดหญ้าตกแต่งต้นไม้เล็กน้อย ไม่ใช่กิจการใหญ่โตที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก การที่บิดามารดาของจำเลยจะเก็บเงินจำนวนมากถึง 300,000 บาทเศษ ไว้ที่บ้านโดยไม่นำฝากธนาคารทั้งนี้บิดามารดาของจำเลยก็มีบัญชีเงินฝากธนาคารจึงไม่มีเหตุควรรับฟัง การเก็บเงินไว้เช่นนี้จึงส่อไปในทางไม่สุจริตหรือเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยรับโอนเงินจากนายสิทธิเดชโดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่นายทศพลขายให้นายสิทธิเดช แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของนายทศพล อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา5 (1) ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับนายทศพลหรือนายสิทธิเดชในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของนายทศพลดังวินิจฉัยมาแล้วเท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับนายทศพลเพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิด อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับนายทศพลหรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับนายทศพล เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายทศพลแต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายณัฐวุฒิ มังกรกิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2563
#662203
เปิดฉบับเต็ม

ในการพื้นฟูกิจการนั้น จำนวนหนี้และวิธีการชำระหนี้ เป็นสาระสำคัญที่ผู้ทำแผนต้องระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (3) (ข) เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ย่อมเป็นไปตามข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการนั้น และผู้บริหารแผน ย่อมมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติไปตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบ หากแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร กรณีจึงต้องปฏิบัติตามวิธีการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. การที่ผู้บริหารแผนออกประกาศกำหนดวิธีการชำระหนี้ในภายหลัง ด้วยวิธีการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผน และไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. โดยที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่ยินยอม จึงเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนและโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการได้

แม้หนี้ที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้แล้วก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องทั้งสองจะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นจำนวนเท่าใด ก็จะต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2559 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5646 และ 5647 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ที่ค้างทั้งสามงวดเป็นเงิน 2,011,111.78 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และ 1,968,056.84 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ขอให้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ลูกหนี้ในฐานะผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ประเภทเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามแผนฟื้นฟูกิจการแบ่งการชำระหนี้กลุ่มนี้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝาก อีกส่วนเป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินค่าหุ้น ตามแผนจะชำระคืนเมื่องบการเงินของลูกหนี้ไม่มีผลขาดทุนสะสม ผู้ร้องทั้งสองแจ้งว่าลูกหนี้แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองไปรับเงินโดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องทั้งสองนำสมุดเงินฝากเล่มเดิมที่ใช้เป็นหลักฐานมาเจาะรูเพื่อยกเลิกสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมแล้วเปิดบัญชีเล่มใหม่ตามยอดหนี้เพื่อชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องทั้งสองปฏิเสธที่จะทำลายสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมและไม่ประสงค์คืนสมุดบัญชีเงินฝาก เป็นเหตุให้ลูกหนี้ไม่จ่ายเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 จำนวน 70,758.73 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และจำนวน 70,794.25 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ลูกหนี้และผู้ร้องทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ทุนเรือนหุ้น และเงินฝากออมทรัพย์ รวมเป็นเงิน 18,795,437.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 16,610,731.66 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้เต็มตามขอและอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ทุนเรือนหุ้น และเงินฝากออมทรัพย์ รวมเป็นเงิน 18,393,054.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 16,255,473.66 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้เต็มตามขอตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (2) ซึ่งศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 1,684,975.56 บาท และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 1,646,923.58 บาท โดยแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ข้อแรกว่า การที่ผู้บริหารแผนออกประกาศกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้แก่ผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองต้องนำสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมที่ใช้เป็นหลักฐานมาเจาะรูเพื่อยกเลิกสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมแล้วเปิดบัญชีเล่มใหม่ตามยอดหนี้เพื่อชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเสียก่อน เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น จำนวนหนี้และวิธีการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญที่ผู้ทำแผนต้องระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (3) (ข) เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่ปฏิบัติไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บทที่ 5 หลักการและวิธีการในการฟื้นฟูกิจการ มีข้อกำหนดในการชำระหนี้ ตามข้อ 5.4.1.1 หลักการทั่วไปในการปรับโครงสร้างหนี้และการชำระหนี้ตามแผน ระบุว่า "เว้นแต่จะกำหนดไว้โดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นในแผนนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้แผนนี้มีหลักการและวิธีการดังต่อไปนี้ (1) หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในข้อ 5.4.1.4..." ซึ่งข้อ 5.4.1.4 ระบุว่า "เงื่อนไขในการชำระหนี้เงินต้นจัดสรร (1) ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งถึงที่สุดในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งผู้ทำแผนได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ ให้ผู้บริหารแผน/สหกรณ์ฯ ตั้งพักเงินจำนวนใด ๆ ที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายนั้นไว้ในบัญชีสำรองเพื่อการชำระหนี้และเมื่อมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายนั้นแล้ว ให้ผู้บริหารแผน/สหกรณ์ฯ นำเงินที่ถูกตั้งพักในบัญชีเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้สำหรับรายดังกล่าวชำระหนี้ภายใน 30 วันทำการนับแต่วันที่ผู้บริหารแผน/สหกรณ์ฯ ได้รับคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้..." โดยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้กำหนดวิธีการชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ว่าต้องดำเนินการอย่างไร จึงต้องปฏิบัติตามตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนที่แผนกำหนดไว้ในข้อ 5.4.1.5 เรื่อง สิทธิของเจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้เงินต้นจัดสรรในบัญชีออมทรัพย์ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งกำหนดว่า เจ้าหนี้ทุกกลุ่มยกเว้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 9 และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 10 อาจมีหนังสือแจ้งความจำนงขอใช้สิทธิรับชำระหนี้เงินต้นจัดสรรโดยวิธีการฝากเงินต้นจัดสรรที่สหกรณ์ฯ ชำระดังกล่าวไว้กับสหกรณ์ฯและได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ถัวเฉลี่ยของธนาคาร... ข้อกำหนดส่วนนี้ก็เป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะเลือกเท่านั้น หากเจ้าหนี้ไม่เลือกตามข้อนี้แล้วผู้บริหารแผนก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 324 การที่ผู้บริหารแผนออกประกาศ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 ข้อ 2.2 กำหนดว่า สหกรณ์ฯ จะทำการโอนปิดบัญชีเงินฝากเดิม และยกเลิกการใช้งานทุกเล่ม (สีเขียว สีฟ้า และสีม่วง) และเปิดบัญชีเจ้าหนี้ตามแผนฯ ด้วยยอดหนี้สุทธิในข้อ 2.1 เป็นยอดยกมาบันทึกลงในสมุดยอดหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ (เล่มสีส้ม) ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4,5,7 และ 8 ซึ่งจะส่งมอบให้ในวันที่สมาชิกเจ้าหนี้เข้าไปรับเงินสดหรือสามารถขอรับได้ภายหลังกรณีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร อันเป็นวิธีการที่มิได้กำหนดไว้ในแผน และไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยินยอม จึงเป็นการออกประกาศให้เจ้าหนี้คืนสมุดบัญชีเดิมแล้วออกสมุดบัญชีใหม่ในยอดเงินตามแผน โดยขัดต่อแผนฟื้นฟูกิจการ กระทบกระเทือนและโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการได้ ฎีกาของลูกหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิได้รับชำระหนี้งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใด ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น ที่ลูกหนี้อ้างว่า ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองไปแล้วก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการก็เป็นข้อที่ลูกหนี้จะต้องนำไปโต้แย้งคัดค้านในชั้นสอบสวนและพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้และศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่อาจนำข้ออ้างดังกล่าวมาโต้แย้งคัดค้านในชั้นขอให้ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการได้อีก ฎีกาข้อนี้ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ แต่การที่ผู้ร้องทั้งสองจะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใดจะต้องเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 และข้อ 5.4.1.3 ช) ในแผนระบุว่า หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ประเภทที่ 1 มูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝาก... ข้อ 2 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน สหกรณ์ฯ จะชำระภาระหนี้เงินต้นจัดสรรให้กับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากคิดเป็นอัตราร้อยละ 100 ของจำนวนเงินต้นที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ จะชำระเงินต้นจัดสรรให้เสร็จสิ้นภายใน 26 ปี นับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยแต่ละปีสหกรณ์ฯ จะชำระเงินต้นจัดสรรตามอัตราที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้าย 5 และแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปี... ซึ่งในเอกสารแนบท้าย 2 รายชื่อเจ้าหนี้ จำนวนภาระหนี้จัดสรร และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ ระบุให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ในยอดเงินต้นจากบัญชีออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ตามข้อ 5.4.1.3 ช) ข้อ 2 สำหรับผู้ร้องที่ 1 เงินต้นรวม 2 บัญชีเป็นเงินรวม 16,408,731.66 บาท และผู้ร้องที่ 2 เงินต้นรวม 2 บัญชีเป็นเงินรวม 16,053,437.66 บาท ตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในต้นเงินดังกล่าวในอัตราตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้าย 5 ซึ่งเมื่อคำนวนจากยอดเงินต้นตามอัตราที่กำหนดแล้วในสามงวดแรก ลูกหนี้ต้องจัดสรรคืนต้นเงินฝากให้ผู้ร้องทั้งสองในอัตราร้อยละ 10.7 คิดเป็นเงิน 1,755,734.29 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 1 และเป็นเงิน 1,717,717.83 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 2 ดังนั้น เมื่อในระหว่างพิจารณาลูกหนี้มอบเช็คเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้วเป็นเงินจำนวน 1,684,975.56 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 1 และจำนวน 1,646,923.58 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 2 เงินที่ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิได้รับจึงคงขาดอยู่ 70,758.73 บาท และ 70,794.25 บาท ตามลำดับ ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย สำหรับดอกเบี้ยและค่าทนายความตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง และหนี้ค่าหุ้นนั้น แม้คำสั่งถึงที่สุดในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จะอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ก็ตาม แต่เมื่อตามแผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 5.4.1.3 ช) หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ข้อ 3 ระบุว่า เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามแผน และข้อ 4 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากตกลงปลดภาระหนี้ดอกเบี้ยคงค้าง ดอกเบี้ยระหว่างกาลตลอดจนค่าปรับ ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นใด ที่เกิดตามสัญญาและ/หรือตามกฎหมายจะได้รับการปลดหนี้ทั้งจำนวนทันทีที่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากครบถ้วนตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว โดยให้ถือว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น เช่นนี้ เมื่อแผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยและให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ตกลงปลดภาระหนี้ดอกเบี้ยคงค้าง ดอกเบี้ยระหว่างกาลตลอดจนค่าปรับ ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นใด ที่เกิดตามสัญญาและ/หรือตามกฎหมายแก่ลูกหนี้ ผู้ร้องทั้งสองซึ่งถูกจัดอยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 จึงไม่อาจเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยและค่าทนายความตามคำพิพากษาของศาลแพ่งแก่ผู้ร้องทั้งสองได้ ส่วนมูลหนี้ค่าหุ้น เมื่อแผน ข้อ 5.4.1.3 ช) ประเภทที่ 2 มูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินค่าหุ้น ระบุว่า 1 เงินต้นในส่วนที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินค่าหุ้นที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ได้ยื่นขอรับชำระหนี้เสมือนหนึ่งเป็นเงินค่าหุ้นของสมาชิกที่ยังไม่ได้ฟ้องคดี โดยวิธีการคืนเงินค่าหุ้นให้เป็นไปตามที่กำหนดในบทที่ 6 ของแผนนี้ ซึ่ง บทที่ 6 หุ้นทุนของสหกรณ์ ข้อ 6.1 (1) ระบุว่า "หุ้นทุนเดิม คือหุ้นทุนที่สมาชิกมีอยู่ก่อนหรือ ณ วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามที่ปรากฏในงบการเงินของสหกรณ์ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2558 โดยสมาชิกหุ้นทุนเดิมจะถูกจำกัดสิทธิในการได้รับเงินค่าหุ้น ในส่วนของหุ้นทุนเดิมคืน จนกว่าจะปรากฏว่างบการเงินของสหกรณ์จะไม่มีการขาดทุนสะสมอีกต่อไป" กรณีจึงแสดงว่าแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้เงินค่าหุ้นหรือสมาชิกหุ้นทุนเดิมทุกรายจะได้รับเงินค่าหุ้นคืนเมื่อสหกรณ์ลูกหนี้ไม่มีการขาดทุนสะสมอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่างบการเงินของลูกหนี้ไม่มีการขาดทุนสะสมอีกต่อไปแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงยังคงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนนี้ในขณะนี้ หาใช่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินค่าหุ้นเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,758.73 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 70,794.25 บาท นั้นชอบแล้ว ฎีกาของลูกหนี้และผู้ร้องทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 324
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 (3) (ข)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ค.
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
- นางสิริพร เปรมาสวัสดิ์ สุรมณี
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5088/2563
#662204
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี และกรณีนี้มาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาบริษัท ด. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก) แต่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง 3 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี และกรณีนี้มาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ด.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายไพบูลย์ จันทร์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5065/2563
#662583
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอใช้สิทธิ์และเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เฉพาะในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่นำเงินที่ได้รับไปส่งคืนให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่โจทก์แจ้งเท่านั้น มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัด แต่อย่างใด การตกลงในเรื่องดอกเบี้ยไว้เช่นนี้ แม้จะชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลจึงมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้เป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันแล้ว การกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น ถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วน ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการที่จำเลยเข้าไปทำสัญญาเช่าซื้อและขอรับเงินคืนจากโจทก์นั้นเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น ที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ให้สามารถขายรถยนต์ได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงยานพาหนะซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อนละ 10 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องมานั้น นับว่าเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีและชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 108,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 72,902 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 72,902 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 จำเลยเข้าร่วมโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกตามนโยบายรัฐบาล และได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ฆส 4495 กรุงเทพมหานคร กับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ในราคาเช่าซื้อ 576,303 บาท ตกลงผ่อนชำระ 84 งวด งวดละ 7,341 บาท ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2555 จำเลยยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกต่อโจทก์ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สมุทรสาคร โจทก์อนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืน 72,902 บาท จำเลยได้รับเงินดังกล่าวแล้ว ภายหลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันก่อนครบระยะเวลา 5 ปี ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและยึดรถที่เช่าซื้อนำออกขายทอดตลาดได้ในราคา 273,920 บาท และมีผลขาดทุนจากการประมูลขาย ไม่มีเงินเหลือเพื่อชำระคืน สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สมุทรสาครมีหนังสือลงวันที่ 16 เมษายน 2558 เรื่อง ให้ส่งคืนเงินที่ได้รับตามเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่ตามมาตรการรถยนต์คันแรกไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแจ้งแล้วเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 แต่จำเลยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหลืออัตราร้อยละ 10 ต่อปี มานั้น ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามคำขอใช้สิทธิ์ฯ และเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาล มีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เฉพาะในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่นำเงินที่ได้รับไปส่งคืนให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่โจทก์แจ้งเท่านั้น มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดแต่อย่างใด การตกลงในเรื่องดอกเบี้ยไว้เช่นนี้ แม้จะชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ศาลจึงมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้เป็นจำนวนพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันแล้ว การกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น ถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วน ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า การที่จำเลยเข้าไปทำสัญญาเช่าซื้อและขอรับเงินคืนจากโจทก์นั้นเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้นที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ให้สามารถขายรถยนต์ได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงยานพาหนะซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องมานั้น นับว่าเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีและชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายภูมินทร์ เมธาจิตติพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุวิมล ทัสสโร
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2563
#664271
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยกับพวกกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 4, 5, 6, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2) (3), 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี ฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรและความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3), 25 จำคุก 4 ปี ฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรและฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3), 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกดังกล่าวออกเป็นสามกรรมต่างกัน และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยแต่ละการกระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ทั้งความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยกับพวกกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกันอันเป็นความผิดหลายพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร คงจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 วรรคหนึ่ง ม. 64 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางสาว ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมโน เทอดจิตธรรม
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5038 -ที่ 5043/2563
#662367
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 1 ต้องใช้คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูที่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานในการรับมอบเงินมัดจำจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ในการเรียกให้จำเลยมอบเงินมัดจำ จึงเป็นเอกสารสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งหกสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนเงิน 35,000 บาท (ที่ถูก 32,000 บาท) ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และนับโทษจำเลยต่อกันทั้งหกสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 352 วรรคแรก ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานยักยอกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานยักยอกซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน 1 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมที่มิได้เป็นกรรมเดียวกับฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 5,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อกันทั้งหกสำนวนนั้น ศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งหกสำนวนเป็นคดีเดียวกันและพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นรายกระทงแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 36 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานยักยอกและยกคำขอให้คืนเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานยักยอก 5 สำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวที่เหลืออีก 1 สำนวนเสียด้วย โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา คดีในความผิดฐานยักยอกจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งหกสำนวน ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธินั้นเองโดยให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกสำนวน เป็นความผิดรวม 6 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยให้ลดโทษจำคุกลงเหลือกระทงละ 6 เดือน จึงเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ 3 ไม่มีหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อในใบสัญญาจองรถยนต์ซึ่งโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทำปลอมขึ้น ดังนั้นแม้มีการปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 3 การกระทำก็ไม่เป็นความผิดก็ดี คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพู ไม่จำเป็นต้องมีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่ทำให้ลูกค้าเสียสิทธิในการจองซื้อรถยนต์ก็ดี จำเลยไม่มีเจตนาปลอมเอกสารเพียงแค่ทำเอกสารเท็จขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการยักยอกเงินมัดจำก็ดี และกระบวนการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้ให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อตัวอย่างต่อหน้าพนักงานสอบสวนทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในส่วนนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพู รวม 6 ฉบับ มิใช่เป็นต้นฉบับเอกสารจึงก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารได้หรือไม่ และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการจองซื้อรถยนต์ของบริษัทสยามนิสสัน สุโขทัย จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 นั้น ลูกค้าจะทำใบสัญญาจองรถยนต์กับจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขายของผู้เสียหายที่ 1 โดยใบสัญญาจองรถยนต์ดังกล่าวมีด้วยกัน 3 ฉบับ ฉบับสีขาวเป็นต้นฉบับมอบให้แก่ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน ฉบับสีชมพูเป็นคู่ฉบับ อีกฉบับหนึ่งเป็นคู่ฉบับสีน้ำตาลเก็บไว้ในเล่มเป็นหลักฐาน ลูกค้ามีหน้าที่ต้องชำระเงินมัดจำโดยจะระบุไว้ในใบสัญญาจองรถยนต์ดังกล่าว เมื่อจำเลยรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้วจะต้องนำเงินพร้อมคู่ฉบับสีชมพูมอบให้แก่นางสาวสรวงสุดา ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บัญชีและการเงิน เพื่อลงลายมือชื่อรับรองว่าได้รับเงินไว้ถูกต้องแล้ว จากนั้นจะมอบคู่ฉบับสีชมพูให้นางสาวอังคณา ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของผู้เสียหายที่ 1 ตรวจสอบความถูกต้องและลงลายมือชื่อกำกับจำนวนเงินมัดจำที่รับไว้เสียก่อน แล้วค่อยส่งเอกสารดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้จำเลยนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการทำเรื่องเสนอนายวสิษฐ์ให้มีคำสั่งอนุมัติส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้า เห็นว่า ตามทางปฏิบัติทั่วไปนั้น ข้อความในใบสัญญาจองรถยนต์ส่วนที่เป็นคู่ฉบับสีชมพูมีที่มาจากการเขียนข้อความผ่านกระดาษคาร์บอนจากส่วนที่เป็นต้นฉบับฉบับสีขาว รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ที่จองซื้อ ราคา จำนวนเงินมัดจำที่ชำระแล้ว กับส่วนที่เป็นของแถมและอุปกรณ์เพิ่มเติมซึ่งจะถูกต้องตรงกัน จำเลยต้องส่งมอบคู่ฉบับฉบับสีชมพูให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 พร้อมด้วยเงินมัดจำซึ่งจำเลยรับไว้จากลูกค้า ผู้เสียหายที่ 3 ทำการตรวจสอบจำนวนเงินที่รับมาว่าถูกต้องตรงกันเสียก่อน แล้วผู้เสียหายที่ 3 จึงลงลายมือชื่อไว้ในช่องพยานของเอกสารดังกล่าวโดยตรงด้วยปากกา เป็นการรับรองว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับเงินจากลูกค้าไว้ถูกต้องแล้ว จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็จะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งด้วยการลงลายมือชื่อกำกับไว้ในช่องจำนวนเงินมัดจำก่อนคืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้จำเลยนำไปใช้ดำเนินการขออนุมัติส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าต่อไป ด้วยเหตุนี้ คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูที่ผ่านการตรวจสอบของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวจึงถือเสมือนเป็นต้นฉบับเอกสารในส่วนที่ผู้เสียหายที่ 1 ยึดถือไว้ซึ่งจะต้องนำมาใช้ประกอบการทำเรื่องขออนุมัติส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าในขั้นตอนถัดไป เมื่อจำเลยรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้ว แต่มิได้เสนอคู่ฉบับเอกสารฉบับสีชมพูต่อผู้เสียหายที่ 3 กลับปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานต่อผู้เสียหายที่ 1 ว่า ได้รับเงินมัดจำไว้จากลูกค้าโดยตรวจสอบถูกต้องแล้ว และจำเลยเบียดบังเงินดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้นายวสิษฐ์อนุมัติการส่งมอบรถยนต์ไปโดยผิดหลง แม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ลูกค้าต้องเสื่อมสิทธิตามใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีขาวที่มีอยู่ แต่การที่นายวสิษฐ์อนุมัติให้ส่งมอบรถยนต์โดยที่ผู้เสียหายที่ 1 ยังมิได้รับเงินมัดจำตามใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพู ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความเสียหาย ทั้งยังทำให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับความเสียหายด้วย เพราะย่อมถูกเข้าใจว่าได้ตรวจสอบเรื่องการรับเงินมัดจำของจำเลยจากลูกค้าว่า จำเลยได้นำเงินมัดจำส่งมอบแก่ผู้เสียหายที่ 3 ไปโดยถูกต้องแล้ว พฤติการณ์ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ของจำเลยดังกล่าว จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และนอกจากผู้เสียหายที่ 1 ต้องใช้คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูเป็นหลักฐานในการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 ยังใช้เอกสารดังกล่าวที่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานในการรับมอบเงินมัดจำจากจำเลยด้วย จึงถือได้ว่าคู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ในการเรียกให้จำเลยมอบเงินมัดจำจึงเป็นเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 6 กระทง มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4983/2563
#662623
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านของจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ชักชวน แต่ขณะอยู่กับจำเลยที่ร้านก็ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาตลอดเวลา การที่จำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าใช้ร้านจำเลยเป็นสถานที่ติดต่อพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ออกจากร้านไปทำการค้าประเวณีเพื่อสำเร็จความใคร่ที่อื่น โดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบจากค่าสุราอาหารที่ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มพิเศษและลูกค้าต้องชำระค่าเสียเวลาให้แก่จำเลย ถือว่าจำเลยกระทำการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 จำเลยจึงมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ครบถ้วนแล้ว เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 (เดิม) การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบก็คือการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีนั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 26, 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 44, 148 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 317 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 35

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 44, 148 (เดิม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม, 11 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) (3) (5), 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสาม (เดิม) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุก 10 ปี ส่วนฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก และฐานค้ามนุษย์ เป็นการกระทำโดยมีการกระทำความผิดดังกล่าวประกอบอยู่ด้วยกันโดยมีเจตนาเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร 2 กระทง กระทงละ 8 ปี เป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะฐานดังกล่าวกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 15,000 บาท รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 36 ปี และปรับ 245,000 บาท กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 68,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 78 ยกฟ้องความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานเป็นนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง ฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี และฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 153,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 15,000 บาท ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว รวมจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 168,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร และมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีมาทำงานเป็นลูกจ้างพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารของจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ชักชวนให้มาทำงานตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ร้านก็ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาตลอดเวลา ดังนั้น การที่จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีค้าประเวณีโดยเป็นธุระจัดหา ชักพาไปเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการค้าประเวณี ด้วยการยอมรับการกระทำชำเราเพื่อสินจ้างโดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ด้วย การที่ในวันเกิดเหตุจำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ลูกจ้างพนักงานเสิร์ฟไปนั่งหน้าร้านคอยต้อนรับลูกค้า เมื่อนาย ร. และนาย อ. ลูกค้ามาที่ร้านจำเลยเพื่อดื่มสุราและรับประทานอาหาร จำเลยก็ให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้าที่โต๊ะอาหาร ถือว่าเป็นความผิดฐานยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) และเป็นความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ซึ่งมีโทษอยู่ในมาตราเดียวกันคือมาตรา 78 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จากนั้นจำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าใช้ร้านจำเลยเป็นสถานที่ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้ลูกค้าพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ออกจากร้านไปทำการค้าประเวณีเพื่อสำเร็จความใคร่ที่อื่น โดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบจากการที่ลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านในค่าสุราอาหารที่ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มพิเศษและลูกค้าต้องชำระค่าเสียเวลาให้แก่จำเลยอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ถือว่าจำเลยกระทำการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ด้วย การที่จำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าพรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาเพื่อการอนาจารเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปทำการค้าประเวณี จำเลยจึงมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารตามฟ้องแล้ว และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.4 และ 1.5 ในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ในความผิดฐานพรากเด็กในทำนองว่าจำเลยกระทำความผิดด้วยการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีค้าประเวณีและจำเลยรู้เห็นยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการค้าประเวณีซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กตามที่กล่าวมาแล้ว โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าในการพรากเด็กจำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานที่ร้านจำเลย ดังนั้นกรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานที่ร้านจำเลยหรือไม่อย่างที่โจทก์ฎีกา นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 อีกด้วย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในข้อ 1.7 ในความผิดฐานนี้ว่า จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็กก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เนื่องจากตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 (เดิม) การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบก็คือการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีนั่นเอง ศาลจึงสามารถลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมจึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 12 ปี นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) อีกด้วย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดฐานพรากเด็ก ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกส่วนหนึ่งที่ลงโทษจำเลยจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 168,333.33 บาท แล้ว คงลงโทษจำเลยจำคุก 20 ปี 16 เดือน และปรับ 168,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 282 วรรคสาม ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 วรรคหนึ่ง (3) ม. 26 วรรคหนึ่ง (5)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นางสาว ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายพิทักษ์ แสงสายัณห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2563
#690411
เปิดฉบับเต็ม

เดิมธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ห้องชุดทรัพย์จำนองได้โดยให้นําออกขายทอดตลาดนําเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัท บ. และบริษัท บ.โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์อีกทอดหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. เมื่อในคดีก่อนโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นําคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองห้องชุดทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าหนี้จำนองห้องชุดพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่และใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 552,889.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 283,457.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือห้องชุดเลขที่ 84/41 ชั้น 2 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด ด. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 110443, 110444 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 29279/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เดิมในคดีหมายเลขแดงที่ 29279/2540 ธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ห้องชุดเลขที่ 84/41 ชั้น 2 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด ด. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 110443, 110444 ทรัพย์จำนองโดยให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่ธนาคาร น. จนครบ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์อีกต่อหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อในคดีก่อน โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองห้องชุดทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองนั้นหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏว่า หนี้จำนองห้องชุดพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่ และย่อมใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 271 (เดิม)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ประมวญ รักศิลธรรม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4953/2563
#656690
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบอาชีพทนายความ และเป็นลูกจ้างของโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยมีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ การที่ ส. ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยในฐานะตัวแทนผู้รับเงินของโจทก์มาครอบครองไว้จึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินนั้นคืนให้แก่โจทก์ ส. โอนเงินค่าเสียหายเข้าบัญชีจำเลย 11 ครั้ง แต่จำเลยไม่ได้คืนเงินที่ ส. โอนมาแต่ละครั้งให้แก่โจทก์ทันที โดยนำมาคืนโจทก์ทีเดียว 500,000 บาท ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ ส. โอนเงินครั้งแรก 5 เดือนเศษ และภายหลังโอนเงินครั้งสุดท้าย 1 เดือนเศษ จำเลยปิดบังไม่แจ้งเรื่องที่ ส. โอนเงินค่าเสียหายที่ชำระให้แก่โจทก์เข้ามาในบัญชีของจำเลย การที่จำเลยเอาเงินที่ ส. ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเข้าบัญชีของจำเลย 11 ครั้ง ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบและยินยอมให้ทำได้นั้น เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์เป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แม้จำเลยนำเงิน 500,000 บาท มาคืนโจทก์ก็ไม่ลบล้างการกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดสำเร็จแล้วได้ การที่จำเลยซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนยักยอกเงินของโจทก์ไปในระหว่างเวลาที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์โดยให้มีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 354 (เดิม) ประกอบมาตรา 352 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 (เดิม) ประกอบมาตรา 352 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 11 กรรม เป็นจำคุก 33 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยประกอบอาชีพทนายความ ระหว่างเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสฝ่ายคดี กลุ่มงานกฎหมาย เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนางสาวสุธาทิพย์ เป็นจำเลย ในข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 317/2559 ของศาลชั้นต้น โจทก์ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวโดยมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารชั้นไต่สวนมูลฟ้องแผ่นที่ 19 ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงข้อ 3 จำเลยมีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ ระหว่างการพิจารณาคดีนางสาวสุธาทิพย์ให้การรับสารภาพและตกลงชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,569,475.21 บาท โดยจะผ่อนชำระทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ต่อมา นางสาวสุธาทิพย์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยเพื่อชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ 11 ครั้ง ดังนี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2559 โอน 2 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 โอน 2 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท วันที่ 27 มิถุนายน 2559 โอน 2 ครั้ง ครั้งแรก 50,000 บาท ครั้งที่สอง 20,000 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2559 โอน 30,000 บาท วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 โอน 2 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท และวันที่ 31 สิงหาคม 2559 โอน 2 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารชั้นไต่สวนมูลฟ้องแผ่นที่ 19 ข้อ 3 จำเลยมีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ การที่นางสาวสุธาทิพย์ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยในฐานะตัวแทนผู้รับเงินของโจทก์มาครอบครองไว้จึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินนั้นคืนให้แก่โจทก์ นางสาวสุธาทิพย์โอนเงินค่าเสียหายเข้าบัญชีจำเลย 11 ครั้ง ระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท แต่จำเลยไม่ได้คืนเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนมาแต่ละครั้งให้แก่โจทก์ทันที โดยนำมาคืนโจทก์ทีเดียว 500,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเงินครั้งแรก 5 เดือนเศษ และภายหลังโอนเงินครั้งสุดท้าย 1 เดือนเศษ ปรากฏว่า หลังจากที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเงินเข้าบัญชีครั้งแรกแล้วมีรายการเงินอื่นที่ไม่ใช่เงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนมาฝากเข้าบัญชีด้วยและมีรายการถอนเงินออกจากบัญชีและใช้เงินในบัญชีชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเงินเข้ามาครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หลังจากนั้นมียอดเงินคงเหลือในบัญชีวันดังกล่าว 299,018.23 บาท และวันที่ 21 กันยายน 2559 ที่จำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์มียอดเงินคงเหลือในบัญชี 65,391.44 บาท ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเข้ามารวม 11 ครั้ง เป็นจำนวนมาก บ่งชี้ว่าจำเลยได้นำเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนมากับเงินอื่น ๆ ในบัญชีมาใช้จ่ายปะปนกันโดยไม่มีการแยกกันเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนมาไว้ต่างหากแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า จำเลยเจตนาเอาเงินในบัญชีทั้งหมดซึ่งรวมถึงเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเข้ามาแต่ละครั้งตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของจำเลย ที่จำเลยนำสืบและฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้เอาเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเข้าบัญชีของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยอ้างว่าจำเลยได้ทยอยถอนเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนมาเก็บในกล่องเก็บเงินแล้วใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยซึ่งมีกุญแจล็อคจนครบ 500,000 บาท โดยจำเลยมีนายทศทีปต์ ที่เคยเป็นพนักงานของโจทก์โดยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยและมีโต๊ะทำงานอยู่ติดกันเบิกความว่า ตนเคยเห็นกล่องเก็บเงินของจำเลยอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลย และจำเลยได้แจ้งให้ตนทราบว่าในกล่องมีเงินเก็บอยู่แต่ตนไม่ทราบจำนวนแน่นอนนั้น เห็นว่า จำเลยไม่มีพยานที่รู้เห็นว่าจำเลยได้ถอนเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเข้าบัญชีของจำเลยมาเก็บไว้ในกล่องเก็บเงินที่โต๊ะทำงานของจำเลย แม้นายทศทีปต์เบิกความว่า เคยเห็นกล่องเก็บเงินดังกล่าวแต่ก็ไม่ได้เบิกความว่า ตนรู้เห็นในเรื่องที่จำเลยถอนเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเข้าบัญชีของจำเลยมาเก็บแต่อย่างใด จำเลยจึงคงมีแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เหตุที่ไม่ส่งมอบเงินที่นางสาวสุธาทิพย์โอนมาเข้าบัญชีของจำเลยให้แก่โจทก์ทันทีเนื่องจากนางสาวสุธาทิพย์ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระรายเดือนลง จำเลยกับนางสาวสุธาทิพย์จึงตกลงกันให้มีการผ่อนชำระจนครบ 500,000 บาท ก่อนเพื่อแสดงว่านางสาวสุธาทิพย์มีความตั้งใจชำระเงินจริง แล้วจึงค่อยเสนอคณะกรรมการของโจทก์พิจารณาลดจำนวนเงินผ่อนชำระให้นางสาวสุธาทิพย์นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวแม้มีจริงก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิเอาเงินค่าเสียหายที่นางสาวสุธาทิพย์ชำระให้แก่โจทก์โดยโอนเข้าบัญชีของจำเลยไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนได้ และการที่นางสาวสุธาทิพย์ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยและนำเงินดังกล่าวไปใช้นั้น โจทก์นำสืบว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน โจทก์เพิ่งมาทราบในวันที่ 23 กันยายน 2559 หลังจากที่จำเลยลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วโดยนางสาวอารยาซึ่งมาทำหน้าที่เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์แทนจำเลยไปศาลในคดีอาญาที่นางสาวสุธาทิพย์เป็นจำเลยซึ่งศาลนัดพร้อมฟังผลการชำระเงินค่าเสียหายแล้วนางสาวสุธาทิพย์แจ้งให้ทราบว่าได้ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบว่า จำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบเมื่อใด ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ปกปิดหรือมีเจตนาปิดบังข้อเท็จจริงที่นางสาวสุธาทิพย์ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าระหว่างศาลนั่งพิจารณาคดีที่นางสาวสุธาทิพย์ถูกฟ้องจำเลยได้แถลงต่อศาลถึงจำนวนเงินที่นางสาวสุธาทิพย์ได้ชำระมาแล้วตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กันยายน 2559 และก่อนวันที่ 23 กันยายน 2559 ที่ศาลนัดพิจารณาคดีดังกล่าวจำเลยยังได้แจ้งนางสาวอารยาทางแอปพลิเคชันไลน์ให้ทราบถึงจำนวนเงินที่นางสาวสุธาทิพย์ผ่อนชำระมาแล้วตามภาพถ่ายบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์นั้น เห็นว่า ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กันยายน 2559 ปรากฏเพียงว่าจำเลยและทนายของโจทก์แถลงต่อศาลว่านางสาวสุธาทิพย์ได้ผ่อนชำระเงินคืนแก่โจทก์แล้วเพียงใดเท่านั้น และตามภาพถ่ายบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ก็ปรากฏเพียงว่า จำเลยบอกต่อนางสาวอารยาว่านางสาวสุธาทิพย์ได้ผ่อนชำระเงินคืนแก่โจทก์แล้วเพียงใดเท่านั้นเช่นเดียวกัน โดยไม่ปรากฏมีการแถลงต่อศาลและบอกต่อนางสาวอารยาว่านางสาวสุธาทิพย์ผ่อนชำระโดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยปิดบังไม่แจ้งเรื่องที่นางสาวสุธาทิพย์โอนเงินค่าเสียหายที่ชำระให้แก่โจทก์เข้ามาในบัญชีของจำเลย การที่จำเลยเอาเงินที่นางสาวสุธาทิพย์ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเข้าบัญชีของจำเลย 11 ครั้ง ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบและยินยอมให้ทำได้นั้น เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์เป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แม้จำเลยนำเงิน 500,000 บาท มาคืนโจทก์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ก็ไม่ลบล้างการกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดสำเร็จแล้วได้ การที่จำเลยซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนยักยอกเงินของโจทก์ไปในระหว่างเวลาที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์โดยให้มีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 (เดิม) ประกอบมาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีน้ำหนักทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่จำเลยนำเงิน 500,000 บาท มาคืนให้โจทก์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ภายหลังวันที่โจทก์ทราบการกระทำความผิดของจำเลยในวันที่ 23 กันยายน 2559 อันเป็นเวลาไม่นาน แม้จะอ้างว่ามิได้มีเจตนาเอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต แต่พอถือได้ว่าจำเลยได้บรรเทาความเสียหายของโจทก์โดยคืนเงินที่ยักยอกไปทั้งหมดแก่โจทก์แล้ว และพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิดไม่ได้ก่อความเสียหายต่อโจทก์และนางสาวสุธาทิพย์มากนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 11 กระทง ปรับ 55,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคหนึ่ง ม. 354 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
แก้ว เวศอุไร
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4926/2563
#656658
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำกฎหมายฉบับใดมาใช้เพื่อพิจารณาพิพากษาให้บุคคลได้รับโทษทางอาญานั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คดีนี้จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ต้นปี 2558 และได้กระทำต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 การกระทำความผิดของจำเลยจึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุ และยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยช่วงระหว่างต้นปี 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 การยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเมื่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 จำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายฉบับเดิมยังมีผลใช้บังคับ และขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ใช้บังคับแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยภายหลังวันที่ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับแล้ว และตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ด้วย คดีนี้จึงชอบที่ต้องนำ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย กรณีมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 ที่บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด และหาใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังการกระทำความผิดขึ้นไม่อาจมีผลย้อนหลังไปเอาผิดหรือลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นดังที่จำเลยฎีกาไม่ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขเพิ่มเติมโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแก่จำเลยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

ความผิดฐานเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 16 (13) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 27 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มีอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อต้นปี 2558 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จึงเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 12, 13 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 5, 6, 8, 16 (1) (2) (4) (13), 24, 27 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 389,079 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเนื่องจากมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ดินทำกินของจำเลยซึ่งทำกิน และจำเลยอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ จำเลยจึงย่อมมีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญในการทำประโยชน์ในพื้นที่เดิมและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบในพื้นที่สำรวจการครอบครองเพื่อกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน การคิดคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและยังไม่เป็นที่ยอมรับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (4) (13), 24, 27 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (4) (13), 24, 27 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ป่าที่เกิดเหตุ เมื่อต้นปี 2558ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 66/2557 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 และจำเลยเป็นผู้บุกรุกใหม่ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งฉบับดังกล่าว ข้อฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และตามรายงานการประชุมแก้ไขปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองทับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ตำบลห้วยแย้ ตำบลวังตะเฆ่ อำเภอหนองบัวระเหว และสวนป่าโคกยาว บ้านโนนศิลา ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่ประชุมคณะทำงานมีมติให้ดำเนินการ 2 ประเด็น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ คือ ผู้ที่อยู่ก่อนปี 2545 สามารถทำกินต่อไปได้ กรณี 47 ราย ที่อยู่ระหว่างปี 2545 ถึงปี 2557 เสนอให้คณะทำงานจัดเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมเสนอคณะกรรมการ 4 ฝ่าย พิจารณา แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ ในที่ดินที่เกิดเหตุตั้งแต่ต้นปี 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังระยะเวลาที่ระบุไว้ในมติที่ประชุม กรณีของจำเลยจึงไม่เข้าเกณฑ์ตามมติที่ประชุมดังกล่าวที่จะผ่อนผันให้อยู่ต่อไปได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่ามติที่ประชุมนั้นจะมีผลเป็นการอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยใหม่ โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จะนำกฎหมายฉบับใดมาใช้เพื่อพิจารณาพิพากษาให้บุคคลได้รับโทษทางอาญานั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คดีนี้จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ต้นปี 2558 และได้กระทำต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 การกระทำความผิดของจำเลยจึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุ และยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยช่วงระหว่างต้นปี 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 การยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเมื่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 จำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายฉบับเดิมยังมีผลใช้บังคับและขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ใช้บังคับแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยภายหลังวันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับแล้ว และตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ด้วยคดีนี้จึงชอบที่ต้องนำพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย กรณีมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด และหาใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังการกระทำความผิดซึ่งไม่อาจมีผลย้อนหลังไปเอาผิดหรือลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นดังที่จำเลยฎีกาไม่ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขเพิ่มเติมโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแก่จำเลยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับความผิดฐานเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (13) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 27 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มีอายุความหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อต้นปี 2558 วันใดไม่ปรากฏชัดเวลากลางวัน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จึงเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 2 ครั้ง ตามกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (13), 27 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 95 (5)
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายคมสันต์ ยวงเดชกล้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิจักษณ์ พูลผลอำนวย
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4923/2563
#661944
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอใช้สิทธิและเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกที่กำหนดว่า กรณีผู้ขอใช้สิทธิมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขสละสิทธิการโอนรถยนต์ใหม่คันแรกภายใน 5 ปี ให้ครบถ้วนจะต้องนำเงินที่ได้รับไปส่งคืน โดยยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เป็นกรณีที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าถือเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับและใช้ดุลพินิจปรับลดเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 115,899.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 73,072 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 73,072 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 109 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 13 กันยายน 2554 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ให้กระทรวงการคลังดำเนินการตามแนวทางใช้มาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชน ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ที่ซื้อไม่น้อยกว่า 5 ปี กระทรวงการคลังจะคืนเงินเท่ากับจำนวนค่าภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ดังกล่าว แต่ไม่เกินคันละ 100,000 บาท และจะคืนให้เมื่อผู้ซื้อครอบครองรถยนต์ครบ 1 ปี วันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น BRIO กับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อราคา 552,123.60 บาท ผ่อนชำระ 84 งวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2555 งวดละ 7,033 บาท และทำหนังสือยินยอมสละสิทธิการโอนรถยนต์ที่เช่าซื้อภายใน 5 ปี นับแต่วันครอบครอง ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2555 จำเลยยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรก มีข้อตกลงว่าหากจำเลยผิดเงื่อนไขจะต้องนำเงินที่รับไปส่งคืนให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งให้คืนเงิน ถ้าไม่คืนภายในกำหนดยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดคืนเงิน จำเลยรับเงินจากโจทก์ 73,072 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อก่อนครบกำหนด 5 ปี โดยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเกินกว่า 3 งวดติดต่อกัน ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา ติดตามรถยนต์คืน และประมูลขายรถตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยคืนเงินที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำขอใช้สิทธิและเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ข้อ 8 เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอใช้สิทธิและเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ข้อ 8 กำหนดว่า กรณีผู้ขอใช้สิทธิมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขสละสิทธิการโอนรถยนต์ใหม่คันแรกภายใน 5 ปี ให้ครบถ้วน ผู้ขอใช้สิทธิจะต้องนำเงินที่ได้รับไปส่งคืนให้แก่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่ยื่นคำขอใช้สิทธิภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งให้คืนเงิน หากผู้ขอใช้สิทธิไม่นำเงินที่ได้รับส่งคืนให้แก่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่ยื่นคำขอใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งให้คืนเงิน ผู้ขอใช้สิทธิยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดคืนเงินจนกว่าจะชำระเงินคืนให้ครบถ้วน เป็นกรณีที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากจำเลยหลังจากที่จำเลยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับนั้น ชอบแล้ว และใช้ดุลพินิจปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายเขมจิตร ภาคอัต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4922/2563
#681419
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับจากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้องเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมจึงต้องรับผิดซำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมในการซื้อสินค้าและบริการพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 330,788.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,144.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 247,089.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 227,144.92 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีเพียงนายพิพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยยื่นคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตกับโจทก์ซึ่งเป็นบัตรเสริมโดยได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บัตรหลัก คือ นางสุทธินี หลังจากทำสัญญาจำเลยนำบัตรเครดิต (บัตรเสริม) ใช้ซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ แทนเงินสด ตลอดจนเบิกเงินสดจากเครื่องเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติหลายครั้ง โจทก์ชำระเงินตามรายการเรียกเก็บแทนจำเลยและส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตให้จำเลยทราบทุกครั้ง จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 และจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 จำนวน 2,000 บาท ส่วนจำเลยมีจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์ 2,000 บาท เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 แต่จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้มาโดยตลอดและไม่เคยโต้แย้งว่ารายการดังกล่าวไม่ถูกต้อง และจำเลยยังมีนางสุทธินีเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้บัตรเสริมเดือนพฤษภาคม 2558 ถึงเดือนกันยายน 2558 จำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท แต่นางสุทธินีเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนและรายละเอียดว่านางสุทธินีชำระหนี้บัตรเสริมแก่โจทก์ด้วยวิธีการอย่างไร อีกทั้งนางสุทธินี ยังเบิกความรับว่า ตามใบสมัครบัตรเครดิตระบุเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตโดยพนักงานโจทก์แจ้งว่าหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรหลักและบัตรเสริมพยานต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นางสุทธินีไม่เคยได้รับแจ้งหนี้ในส่วนบัตรเสริมของจำเลย และไม่เคยชำระหนี้ในส่วนบัตรเสริมแทนจำเลยมาก่อน และจำเลยเป็นผู้ชำระหนี้ในส่วนบัตรเสริมด้วยตนเอง นอกจากนี้นางสุทธินียังเป็นมารดาจำเลยและเป็นผู้ถือบัตรหลักซึ่งเป็นผู้ต้องรับผิดชอบในหนี้อันเกิดจากการใช้ทั้งบัตรหลักและบัตรเสริม จึงไม่ใช่พยานคนกลาง และมีส่วนได้เสียกับจำเลย คำเบิกความของนางสุทธินีจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า รายการชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 เป็นรายการที่โจทก์หรือบุคคลอื่นได้ทำรายการขึ้นมาเองโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย แต่จำเลยกลับนำสืบว่า รายการดังกล่าว นางสุทธินีเป็นผู้ชำระ ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาประกอบพฤติการณ์แวดล้อมมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จากการใช้บัตรเสริมในการซื้อสินค้าและบริการพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายอรรถพล แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4907/2563
#664316
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งตั้งหน่วยงานและพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้การบริหารราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศโดยรวม โดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ข้อ 1 เป็นการเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ส่วนข้อ 2 กำหนดให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องยึดถือนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน และในข้อ 2.1 ระบุว่า การดำเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงเนื้อหาแล้วคำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทางบริหารที่กำหนดนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราว กำหนดวิธีการให้หน่วยงานและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามคำสั่งดังกล่าวถือปฏิบัติเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไม่มีที่ดินทำกินเท่านั้น ที่สำคัญผู้ที่จะได้รับการยกเว้นจะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ต้องอยู่ในที่ดินมาก่อนคำสั่งมีผลใช้บังคับ ส่วนผู้ที่บุกรุกใหม่ต้องดำเนินการสอบสวนและพิสูจน์ทราบตามขั้นตอนที่กำหนด โดยเฉพาะข้อ 2.4 ระบุว่า กรณีใด ๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการที่กำหนด โดยไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวจึงมิใช่บทบัญญัติที่ปกป้องหรือให้ความคุ้มครองแก่บุคคลดังกล่าวข้างต้น และต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวยังมีความผิดตามกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ก่อนหรือหลังคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับเพียงแต่หากเป็นการบุกรุกก่อนคำสั่งมีผลใช้บังคับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีนโยบายให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติดำเนินการเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบุคคลบางจำพวกดังกล่าวข้างต้นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น เมื่อคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ไม่มีผลเป็นการยกเลิกความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจอ้างคำสั่งดังกล่าวมาลบล้างความผิดของจำเลยได้

การที่จะนำกฎหมายฉบับใดมาใช้เพื่อพิจารณาพิพากษาให้บุคคลได้รับโทษทางอาญานั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คดีนี้จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 และได้กระทำต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 11 กันยายน 2559 การกระทำความผิดของจำเลยจึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุและยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยช่วงระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 การยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเมื่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 จำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 11 กันยายน 2559 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายฉบับเดิมยังมีผลใช้บังคับและขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยภายหลังวันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับแล้ว และตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ด้วย คดีนี้จึงชอบที่ต้องนำพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย กรณีมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 ที่บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด และหาใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังการกระทำความผิดซึ่งไม่อาจมีผลย้อนหลังไปเอาผิดหรือลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นดังที่จำเลยฎีกาไม่ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขเพิ่มเติมโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแก่จำเลยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4, 5, 6, 8, 16 (1) (2) (4) (13), 24, 27 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 12, 13 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ 439,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2559 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) (2) (4) (13), 24, 27 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559) กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเงิน 439,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 จำเลยตกลงคืนพื้นที่ป่าที่บุกรุกเข้าไปแผ้วถางยึดถือครอบครองทำประโยชน์จำนวน 18 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา ให้แก่ทางราชการ ตามบันทึกข้อตกลงขอคืนพื้นที่ของราษฎรในเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง โดยทางราชการผ่อนผันให้เก็บเกี่ยวผลอาสิน (มันสำปะหลัง) ให้เสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2559 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559 นายสนอง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับพวกออกตรวจดูบริเวณที่เกิดเหตุพบว่าจำเลยได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปเกือบหมดแล้ว หลังจากนั้นวันที่ 11 กันยายน 2559 นายสนองกับพวกเดินทางไปตรวจดูบริเวณที่เกิดเหตุอีกครั้งพบมีการปลูกต้นมันสำปะหลังอายุประมาณ 2 เดือน เมื่อตรวจจับพิกัดและตรวจสอบพื้นที่เฉพาะบริเวณที่มีการปลูกมันสำปะหลังแล้วได้เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา จำเลยรับว่าเป็นผู้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์โดยอ้างว่าไม่มีที่ทำกิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ข้อ 2.1 เนื่องจากจำเลยเป็นประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งได้อยู่อาศัยในที่ดินที่เกิดเหตุก่อนคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับ โดยจำเลยครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2515 เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ต่อมาย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จึงยกที่ดินดังกล่าวให้นายชาตรีและนางสุบันซึ่งเป็นบุตรชายและภริยาของบุตรชาย ต่อมาจำเลยได้กลับมาประกอบอาชีพทำไร่กับบุตรชายบนที่ดินเดิม จึงมิใช่เป็นการบุกรุกใหม่นั้น เห็นว่า คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งตั้งหน่วยงานและพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้การบริหารราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศโดยรวม โดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ข้อ 1 เป็นการเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ส่วนข้อ 2 กำหนดให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องยึดถือนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน และในข้อ 2.1 ระบุว่า การดำเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงเนื้อหาแล้วคำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทางบริหารที่กำหนดนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวกำหนดวิธีการให้หน่วยงานและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามคำสั่งดังกล่าวถือปฏิบัติเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไม่มีที่ดินทำกินเท่านั้น ที่สำคัญผู้ที่จะได้รับการยกเว้นจะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ต้องอยู่ในที่ดินมาก่อนคำสั่งมีผลใช้บังคับ ส่วนผู้ที่บุกรุกใหม่ต้องดำเนินการสอบสวนและพิสูจน์ทราบตามขั้นตอนที่กำหนด โดยเฉพาะข้อ 2.4 ระบุว่า กรณีใด ๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการที่กำหนด โดยไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวจึงมิใช่บทบัญญัติที่ปกป้องหรือให้ความคุ้มครองแก่บุคคลดังกล่าวข้างต้น และต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวยังมีความผิดตามกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ก่อนหรือหลังคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับเพียงแต่หากเป็นการบุกรุกก่อนคำสั่งมีผลใช้บังคับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีนโยบายให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติดำเนินการเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบุคคลบางจำพวกดังกล่าวข้างต้นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น เมื่อคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ไม่มีผลเป็นการยกเลิกความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจอ้างคำสั่งดังกล่าวมาลบล้างความผิดของจำเลยได้ การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุโดยทราบดีว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติไม่ว่าจะก่อนหรือหลังคำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยก็ต้องมีความผิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้ต้องชำระเป็นเงิน 439,027 บาท เต็มจำนวนตามที่โจทก์เรียกร้องมา นั้น เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งมิใช่เป็นป่าสมบูรณ์ แต่เจ้าพนักงานป่าไม้ผู้ประเมินความเสียหายนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับที่ดินแปลงตัวอย่างซึ่งเป็นป่าสมบูรณ์ ค่าเสียหายที่คำนวณออกมาได้ย่อมไม่ถูกต้องและสูงเกินไป ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเงิน 290,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยใหม่ โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จะนำกฎหมายฉบับใดมาใช้เพื่อพิจารณาพิพากษาให้บุคคลได้รับโทษทางอาญานั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คดีนี้จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 และได้กระทำต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 11 กันยายน 2559 การกระทำความผิดของจำเลยจึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุและยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยช่วงระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 การยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเมื่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 จำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 11 กันยายน 2559 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายฉบับเดิมยังมีผลใช้บังคับและขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยภายหลังวันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับแล้ว และตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ด้วย คดีนี้จึงชอบที่ต้องนำพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย กรณีมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด และหาใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังการกระทำความผิดซึ่งไม่อาจมีผลย้อนหลังไปเอาผิดหรือลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นดังที่จำเลยฎีกาไม่ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขเพิ่มเติมโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแก่จำเลยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามพื้นที่ป่าที่เกิดเหตุที่จำเลยบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์นั้นมีเนื้อที่ไม่มากนัก ประกอบกับการที่จำเลยกลับเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุอีกก็เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งหนึ่งเพื่อกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่หวนกลับมากระทำความผิดทำนองเดียวกันซ้ำอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 45,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 2 ครั้ง ตามกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวัชระ ธีระเจตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา