คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2563
#649853
เปิดฉบับเต็ม

ย. ตกลงขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้พันเอก พ. เมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2520 เมื่อมีการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เนื่องจากติดข้อกำหนดที่ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน ย. และพันเอก พ. จึงทำสัญญาจำนองโดยไม่มีการกู้ยืมเงินจริง แต่ทำเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ยังไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินได้เพราะมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ สัญญาจำนองจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เมื่อสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยได้

การทำสัญญาการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น การที่ ย. ทำสัญญาการซื้อขายและมอบให้พันเอก พ. ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พันเอก พ. ก็หาได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายไม่เพราะอยู่ในกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนคือวันที่ 24 สิงหาคม 2530 พันเอก พ. และทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ.2559 โดยไม่ปรากฏว่า ย. หรือทายาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ย. หรือทายาทได้สละการครอบครองที่พิพาทให้แก่พันเอก พ. แล้ว ย่อมถือว่าพันเอก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา พันเอก พ. ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ.มาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอกพลรับชำระเงิน 175,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่โจทก์ พร้อมส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาล แทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นสิทธิครอบครองแก่กองมรดกของพันเอกพล และให้จำเลยมีสิทธินำคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งส่วนฟ้องและส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นมรดกของพันเอกพล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายยอม ส่วนจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอกพล ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมาทางราชการออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นายยอมทำหนังสือสัญญาจำนองและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้ไว้แก่พันเอกพลเป็นเงิน 100,000 บาท ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวขอไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอกพล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและหนังสือสัญญาการซื้อขาย ปรากฏว่าลายมือชื่อของนายยอมมีลักษณะคล้ายคลึงกัน น่าเชื่อว่ามีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจริง หนังสือสัญญาการซื้อขาย ข้อที่ 3 ระบุว่า ผู้ขายยินยอมให้ผู้ซื้อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ได้ สื่อความหมายได้ว่านายยอมได้ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายให้แก่พันเอกพลเข้าทำประโยชน์เพื่อทำการเกษตรแล้ว หาใช่ไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศที่ดินพิพาท ปรากฏชัดว่ามีการปรับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เปลี่ยนไปจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2519 ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท โดยที่ดินพิพาทในปี 2537 มีลักษณะเป็นการทำไร่เกือบทั้งแปลงโดยมีการปลูกสับปะรดในที่ดินพิพาท และจำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด อีกทั้งหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระบุให้ผู้จำนองนำส่งดอกเบี้ยปีละครั้งเสมอไป แต่ไม่ปรากฏว่านายยอมหรือโจทก์ส่งดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองให้แก่พันเอกพล ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายยอมตกลงขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้พันเอกพลเมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2520 เมื่อมีการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เนื่องจากติดข้อกำหนดที่ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นายยอมและพันเอกพลจึงทำสัญญาจำนองโดยไม่มีการกู้ยืมเงินจริง แต่ทำเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ยังไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินได้ เพราะมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ สัญญาจำนองจึงเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 เมื่อสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นมรดกของพันเอกพลตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาการซื้อขายระบุเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะชำระเงินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเมื่อครบ 45 วัน หลังจากออกหลักฐานได้แล้ว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายยอมและพันเอกพลที่จะให้สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดประกอบกับพันเอกพล ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวหลายแปลง แปลงที่มีข้อบังคับห้ามโอนก็จะใช้วิธีจดจำนองที่ดินดังกล่าวไว้ หากพ้นระยะเวลาการห้ามโอนแล้วพันเอกพลจึงติดตามผู้ขายมาดำเนินการโอนทะเบียนให้ภายหลัง แสดงให้เห็นว่าขณะทำหนังสือสัญญาการซื้อขาย พันเอกพลรู้ถึงข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ การทำสัญญาการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ดังนั้น การที่นายยอม ทำสัญญาการซื้อขายและมอบให้พันเอกพลครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พันเอกพลก็หาได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายไม่เพราะอยู่ในกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนคือวันที่ 24 สิงหาคม 2530 พันเอกพลและทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ.2559 โดยไม่ปรากฏว่านายยอมหรือทายาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่านายยอมหรือทายาทได้สละการครอบครองที่พิพาทให้แก่พันเอกพลแล้วย่อมถือว่าพันเอกพลได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา พันเอกพลย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา แม้โจทก์ล้อมรั้วลวดหนามที่ดินพิพาทหลังจากฟ้องคดีนี้ เป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยภายหลังจากฟ้องคดีนี้ มิได้ทำให้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของพันเอกพลซึ่งมีอยู่ก่อนเสียไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นมรดกของพันเอกพล ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 155 ม. 1367
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ย.
จำเลย — นาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันเอก พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายพงษ์นรินทร์ ศรีประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8884/2563
#661224
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้องจะระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคาร ก. ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน" อันทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ขัดกับคำฟ้องก็ตาม แต่การค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วยหาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียวและเป็นเรื่องที่คู่ความสามารถนำสืบข้อเท็จจริงได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องขัดกันอันจะทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจเข้าใจข้อหาที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้โจทก์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงินว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคาร ก. ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน" เมื่อโจทก์ไม่นำสืบถึงพฤติการณ์หรือข้อตกลงที่ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แตกต่างจากข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินอย่างไร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยมีเจตนามุ่งหมายให้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ส่วนข้อความในแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป โจทก์สามารถอ่านเข้าใจได้โดยง่าย หากไม่ตรงตามเจตนาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ โจทก์สามารถตกเติมแก้ไขได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการดังกล่าว ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละกระทงละ 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 2 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 4,000 บาท จำนวน 10 กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่รอการลงโทษ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ... เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด..." การที่โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสิบฉบับซึ่งจำเลยทั้งสองออกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อเช็คทั้งสิบฉบับถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" เป็นที่เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง จำนวน 12 ฉบับ ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน..." อันทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ขัดกับคำฟ้องก็ตาม แต่การค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว ข้อความดังกล่าวในสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่คู่ความสามารถนำสืบข้อเท็จจริงได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องขัดกันอันจะทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจเข้าใจข้อหาที่โจทก์ฟ้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทำให้ฟังข้อเท็จจริงได้ตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ แล้วต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ได้นั้น จำเลยทั้งสองต้องมีเจตนาออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 ว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งข้าพเจ้ากู้ไปนี้ ข้าพเจ้าได้นำเช็คธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง จำนวน 12 ฉบับ ให้ท่านถือไว้เป็นประกัน..." ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวเอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบถึงพฤติการณ์หรือข้อตกลงที่ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คเพื่อชำระหนี้แตกต่างจากข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยมีเจตนามุ่งหมายให้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าข้อความตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้นเป็นแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่มีความรู้ทางกฎหมายว่าจักต้องเขียนข้อความอย่างไร เจตนาของจำเลยทั้งสองที่ออกเช็คเป็นการสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้นั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่โจทก์สามารถอ่านเข้าใจได้โดยง่าย และเป็นแบบพิมพ์ที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายและใช้กันอยู่ทั่วไป แต่หากไม่ตรงตามเจตนาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ โจทก์ก็สามารถตกเติมแก้ไขได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำดังกล่าว ข้อฎีกาของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุธรรม สุธัมนาถพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2563
#681552
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท พร้อมให้รับผิดชำระค่าเสียหาย จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนให้แก่โจทก์ในสภาพไม่เรียบร้อยอันเกิดจากความบกพร่องในการดูแลรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นความผิดของจำเลย โจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ไม่ครบถ้วนตามราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปและโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว มิใช่กรณีที่จะไปบังคับคดีในคดีก่อนได้เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้างเป็นสำคัญ ทั้งยังมิใช่เป็นเรื่องที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้และโจทก์ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ก่อนหลังกันไปตามลำดับจนไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 678,292.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 398,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จากโจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและยื่นฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 10 เดือน หลังจากนั้นวันที่ 15 ตุลาคม 2559 จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยใช้สิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามสำเนาหนังสือแจ้งให้ใช้สิทธิซื้อทรัพย์ที่เช่าซื้อกลับคืน วันที่ 26 ธันวาคม 2559 โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาด ได้รับเงิน 1,173,707.89 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กรณีที่โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมา และนำออกขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสม หากได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ จำเลยตกลงรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนกว่าจะครบ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งคืน โจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ยังขาดราคาจากราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นว่าในคดีก่อนเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,852,000 บาท พร้อมให้รับผิดชำระค่าเสียหาย จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนให้แก่โจทก์มีสภาพปรากฏ เมื่อโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท ไม่ครบถ้วนตามราคาใช้แทนรถยนต์ 1,852,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปและโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว มิใช่กรณีที่จะไปบังคับคดีในคดีก่อนได้เพราะการบังคับคดีในคดีก่อนจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้างเป็นสำคัญ ทั้งยังมิใช่เป็นเรื่องที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้และโจทก์ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ก่อนหลังกันไปตามลำดับจนไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาในสภาพมีรอยบุบครูดสีถลอกรอบคัน กระจกหน้าแตก ไม่มียางอะไหล่ และไม่มีเครื่องมือเป็นเหตุให้เมื่อนำออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 1,173,707.89 บาท และสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวล้วนเป็นเหตุที่เกิดจากความบกพร่องในการดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นความผิดของจำเลย ทำให้รถยนต์เสื่อมราคาและขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่า 1,852,000 บาท อันเป็นราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษา และเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดราคารถยนต์ให้แก่โจทก์ 398,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดราคา และพิพากษากลับให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ล.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายณัฐพล วชิระประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8818/2563
#661467
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,097,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 593,167.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 157,191.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถที่ให้เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320ดี ที่ให้เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320ดี จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ ในราคา 4,705,405.61 บาท ชำระเงินดาวน์ 700,000 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คงเหลือค่าเช่าซื้อจำนวน 4,051,200 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 84,400 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 12 มิถุนายน 2555 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 12 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใด โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 35 งวด โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสี่ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 993,388 บาท และยังคงครอบครองใช้รถขุดที่เช่าซื้อตลอดมา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การบอกกล่าวเลิกสัญญาโดยที่โจทก์กำหนดระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้น เป็นการบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อเป็นรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถขุดตามสัญญา การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถขุดที่ค้างชำระทั้งหมดดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว และให้ถือหนังสือฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถือได้ว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ที่ให้ระยะเวลาชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นการพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้" เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้ชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว กรณีจึงเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันคืนรถขุดที่เช่าซื้อและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยเนื่องจากศาลล่างทั้งสองเห็นว่า สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยอีก เมื่อกรณีฟังได้แล้วว่าเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบบรรดาเงินค่างวดค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิริบเสียทั้งสิ้น และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคา แต่ที่โจทก์ขอให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,097,200 บาท นั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อเป็นราคารถที่แท้จริงรวมกับค่าเช่าตลอดระยะเวลาที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระค่าเช่าซื้อ ลำพังราคารถขุดที่เช่าซื้ออย่างเดียวย่อมน้อยกว่านั้น ทั้งรถขุดที่เช่าซื้อ เป็นรถที่ใช้งานมานานกว่า 7 ปีแล้ว โดยสภาพย่อมเสื่อมราคาลงไปแม้ด้วยการใช้งานตามปกติ หากกำหนดราคารถใช้แทนให้โจทก์เท่ากับจำนวนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเต็มตามสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถขุดที่เช่าซื้อ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เมื่อคำนึงถึงราคารถที่แท้จริงขณะโจทก์นำออกให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ ค่าเสื่อมราคารถ ประกอบราคารถที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้ว จำนวนราคาใช้แทนที่โจทก์ขอมานั้นเป็นราคาที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำหรับค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำนวน 47,264 บาท ที่โจทก์อ้างว่าได้นำไปหักกับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาชำระภายหลังที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดค่าเช่าซื้องวดที่ 36 เป็นต้นมา แม้โจทก์จะได้ออกเงินทดรองชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังจะต้องชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในการใช้รถขุดที่เช่าซื้อในระหว่างที่ตนยังไม่ส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืน และในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในรถขุดที่เช่าซื้ออยู่หลังสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ให้เช่าซื้อตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ด้วย แต่ที่โจทก์เรียกร้องค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 700,000 บาท เห็นว่าสูงเกินส่วนเห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เดือนละ 30,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 14 เดือน รวมเป็นเงิน 420,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จ แต่ไม่เกิน 12 เดือน

ส่วนค่าติดตามทวงถามและบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 18 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายเทวฤทธิ์ ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ว่าเป็นเงิน 50,000 บาท โดยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ แต่เชื่อว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่จริงจึงเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 420,000 บาท แล้วเป็นต้นเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวตามที่โจทก์ขอมา จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างเป็นลูกหนี้ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 จึงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง สำหรับหนี้การส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อและหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนถือเป็นหนี้ประธาน แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิน 60 วัน นับแต่วันผิดนัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่หลุดพ้น ส่วนหนี้ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดแต่ไม่เกิน 60 วัน เป็นเงิน 60,000 บาท โดยไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยในราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ขอมาตามฟ้อง

อนึ่ง สำหรับที่จำเลยทั้งสี่ฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถขุดที่เช่าซื้อและคืนเงินที่อ้างว่าชำระเกินจำนวน 157,191.10 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญา และสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถขุดที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 993,388 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและชำระเกินไปจากสัญญาเช่าซื้ออีกจำนวน 157,191.10 บาท อันเป็นกรณีหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จึงเห็นสมควรนำเงินจำนวน 993,388 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้มาหักทอนกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องที่ศาลกำหนดให้ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 360,000 บาท หากมีเงินเหลือก็ให้โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนให้ไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามรวมเป็นเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถขุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ค่าเสียหายดังกล่าวต้องไม่เกิน 12 เดือน โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท และให้นำเงินจำนวน 993,388 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้มาหักทอนกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องจำนวน 360,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าว หากมีเงินเหลือบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องเดิมและในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายอุทัย ปล้องใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8816/2563
#661628
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ แม้จะไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร แต่เมื่อทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ติดตามเอาคืนได้ และแม้ห้างขายทองของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยมิได้ซื้อทองจากร้านค้า เพราะซื้อจาก ว. ที่นำมาขาย ถือไม่ได้ว่าซื้อทองคำในท้องตลาด จำเลยต้องคืนทองคำแก่โจทก์

วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ได้แก่ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 อันได้แก่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 8,068,325.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,293,402 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธและไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 1 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 5,339,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 เมษายน 2560) ต้องไม่เกินระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เวลากลางวัน นายสมชาย จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 4226/2558 ของศาลชั้นต้น เข้าไปในบ้านเลขที่ 232 อันเป็นเคหสถานของโจทก์ แล้วลักทองคำแท่ง หนักแท่งละ 10 บาท 20 แท่ง หนักแท่งละ 20 บาท 4 แท่ง และหนักแท่งละ 5 บาท 2 แท่ง สร้อยคอทองคำฝังเพชรและต่างหูเพชร 1 ชุด แหวนเพชร 1 วง สร้อยคอทองคำสองกษัตริย์ 1 เส้น สร้อยคอทองคำลายกระดูกงู 2 เส้น และธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท 100 ฉบับ ที่เก็บไว้ในบ้านดังกล่าวไป จากนั้นนายสมชายร่วมกับนายวัชรินทร์ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 647/2559 ของศาลชั้นต้น ทำการสกัดทองคำแท่งที่ลักมาและหลอม เป็นทองก้อนที่โรงงานหลอมทองของนายวัชรินทร์ที่ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร วันรุ่งขึ้นนายสมชายกับนายวัชรินทร์นำทองคำที่หลอมแล้วไปขายให้แก่จำเลยที่ห้างขายทองไล้เซ่งเฮงของนางมณี มารดาจำเลย ซึ่งจำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการ ในราคา 5,339,180 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสมชายกับนายวัชรินทร์ดำเนินคดี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายสมชายข้อหาลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษนายวัชรินทร์ข้อหารับของโจร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีความผิดข้อหารับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยซื้อทองคำดังกล่าวไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทองคำดังกล่าวแล้ว จำเลยต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด ดังนั้น ลำพังพฤติการณ์ที่ได้ความว่า จำเลยรับซื้อทองคำที่มีการหลอมมาก่อนเป็นจำนวนมากก็ไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดที่ว่าจำเลยซื้อทองคำดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ดูแลห้างขายทองไล้เซ่งเฮงของนางมณีซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพค้าของเก่า ประเภทเพชร ทอง การที่จำเลยรับซื้อทองคำจากนายวัชรินทร์เป็นจำนวนมากดังกล่าวจึงมิใช่เรื่องผิดปกติทางการค้าของจำเลย ประกอบกับการซื้อขายทองคำดังกล่าวกระทำโดยเปิดเผยในเวลาทำการของร้าน โดยไม่มีการปิดบังหรือซุกซ่อนแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่านายวัชรินทร์มีอาชีพหลอมทองและมีโรงงานหลอมทองเป็นของตัวเอง ก่อนเกิดเหตุนายวัชรินทร์นำทองคำไปให้จำเลยตรวจสอบความบริสุทธิ์ของทองคำที่ร้านของจำเลยเป็นประจำโดยนายวัชรินทร์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะนำทองคำไปขายให้แก่จำเลยนั้น พยานอ้างแก่จำเลยว่าเป็นทองคำที่พยานสะสมไว้ นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกดำรงศักดิ์ พนักงานสอบสวน เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การที่จำเลยรับซื้อทองคำในคดีนี้นั้นเป็นราคาตามท้องตลาดซึ่งเป็นไปตามที่สมาคมค้าทองคำระบุไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการระบุรายละเอียดการซื้อขายทองคำดังกล่าวไว้ในสมุดบัญชีคุมรายการขายทอดตลาดและค้าของเก่า รวมทั้งมีการจัดทำหลักฐานใบรับซื้อทองเก่าที่แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายวัชรินทร์ไว้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าจำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์ไว้โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ ดังนี้ นอกจากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบสนับสนุนเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อย และรูปคดียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดข้อหารับของโจรหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์หรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปในคราวเดียวกัน และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้จากนายวัชรินทร์เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทองคำ เพราะผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ในทองคำนั้น ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิติดตามเอาทองคำดังกล่าวคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ห้างขายทองไล้เซ่งเฮงของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยรับซื้อทองคำจากนายวัชรินทร์ที่นำมาขายให้ที่ห้างขายทองของจำเลย โดยมิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งในชุมชนการค้านั้น การที่จำเลยซื้อไว้โดยสุจริตและไม่เป็นความผิดฐานรับของโจรดังที่วินิจฉัยมา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยซื้อทองคำในท้องตลาดอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยการยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 จำเลยจึงต้องคืนทองคำดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยใช้ราคาทองคำเป็นเงิน 7,293,402 บาท ส่วนจำเลยอ้างว่ารับซื้อทองคำไว้ในราคาเพียง 5,339,180 บาท นั้น เห็นว่า วัตถุแห่งหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ได้แก่ทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้ ซึ่งได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ผ่านการสกัดและหลอม มีความบริสุทธิ์ 99.3 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 4,308.2 กรัม จะกลายเป็นหนี้เงินได้ก็ต่อเมื่อการคืนทองคำดังกล่าวแก่โจทก์เป็นการพ้นวิสัย หาใช่คิดคำนวณราคาในเวลาที่จำเลยรับซื้อจากนายวัชรินทร์ดังที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่า การปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการคืนทองคำเป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยโดยคำนวณในขณะที่โจทก์ร้องขอให้ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 อันได้แก่วันฟ้อง แต่เนื่องจากราคาซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จึงกำหนดราคาให้ตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันดังกล่าว

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีอาญา จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 แต่จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลมา 118,230 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลดังกล่าวแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานรับของโจร แต่ให้จำเลยคืนทองคำมีความบริสุทธิ์ 99.3 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 4,308.2 กรัม แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทองคำดังกล่าวตามราคาขายโดยเฉลี่ยของสมาคมค้าทองคำในวันฟ้อง (วันที่ 28 เมษายน 2560) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 7,293,402 บาท ตามที่โจทก์ขอ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 118,230 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1332 ม. 1336
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8756/2563
#662483
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพยายามสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ยังคงอยู่ในความหมายของคำว่า "กระทำชำเรา" ตาม ป.อ. มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติขึ้นใหม่ ซึ่งเพียงแต่บัญญัติให้การกระทำชำเราไม่ครอบคลุมไปถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นด้วยเท่านั้น การกระทำของจำเลยย่อมมิใช่เป็นเพียงความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ที่ต้องเป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น จำเลยจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จาก ป.อ. มาตรา 1 (18)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2530) ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 แก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562

จำเลยยื่นคำร้อง ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ขอให้หยิบยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และมาตรา 3 มาพิจารณาให้เป็นคุณแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากบทนิยาม คำว่า "กระทำชำเรา" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติขึ้นใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังมาว่า จำเลยพยายามมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายยังเป็นเด็ก จำเลยจึงสอดอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายไม่ได้ จำเลยทำได้เพียงใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งการที่จำเลยพยายามสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ย่อมต้องด้วยบทนิยามคำว่า "กระทำชำเรา" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติขึ้นใหม่ ที่หมายความว่า "กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" เพียงแต่การกระทำของจำเลยนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ยังคงอยู่ในความหมายของคำว่า "กระทำชำเรา" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติขึ้นใหม่ ซึ่งเพียงแต่บัญญัติให้การกระทำชำเราไม่ครอบคลุมไปถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นด้วยเท่านั้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีความผิดเพียงฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นั้น การกระทำความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวต้องเป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยย่อมมิใช่เป็นเพียงความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำที่จำเลยอ้างว่าเป็นคุณแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติขึ้นใหม่ดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) ม. 278 วรรคสอง (ใหม่) ม. 279 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายกฤษฎา โพธิสาขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2563
#649884
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจด้วย ถือได้ว่าการกระทำความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 295, 371

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเจตริน ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าขาดรายได้ 108,000 บาท ค่าเสียหายทางจิตใจที่ต้องทนทุกข์ทรมาน 300,000 บาท และค่ารักษาในอนาคต 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 578,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 278,000 บาท แก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมและเด็กชายอาทิตย์ ไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่หน้าห้างกับนายเอ็ม กับพวกประมาณ 30 คน มีจำเลยทั้งสามร่วมเล่นด้วย ระหว่างเล่นน้ำสงกรานต์กัน นายเอ็มชวนไปเล่นต่อที่บ้านนายเอ็ม ทั้งหมดจึงพากันขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านนายเอ็ม แต่ระหว่างทางนายเอ็มซึ่งขับรถจักรยานยนต์นำหน้าได้กลับรถย้อนกลับไปทางเดิมโดยมีโจทก์ร่วมกับคนอื่น ๆ ทั้งหมดขับรถตามไป เมื่อถึงหน้าอู่ซ่อมรถ ที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เรียกให้โจทก์ร่วมหยุดรถ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกทำร้ายโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมจดจำจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายที่ทำร้ายโจทก์ร่วมได้เพียงคนเดียวและไม่เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทำร้ายโจทก์ร่วมด้วย แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีเด็กชายอาทิตย์ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุใกล้ชิดกับเหตุการณ์เป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนไว้โดยละเอียด และยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทำร้ายโจทก์ร่วมโดยเตะโจทก์ร่วมขณะที่โจทก์ร่วมล้มลงนอนที่พื้น ซึ่งคำเบิกความของเด็กชายอาทิตย์สอดคล้องตรงกับที่เด็กชายอาทิตย์ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ประกอบกับเหตุเกิดเวลากลางวัน เด็กชายอาทิตย์กับจำเลยที่ 2 ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ขณะที่จำเลยที่ 2 รุมทำร้ายโจทก์ร่วมก็ได้ความจากเด็กชายอาทิตย์ว่าเป็นเวลานานถึง 10 นาที เด็กชายอาทิตย์แอบมองห่างที่เกิดเหตุเพียง 10 เมตร หลังเกิดเหตุเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ เด็กชายอาทิตย์ก็แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำคนร้ายได้ เพียงแต่ไม่รู้จักชื่อเท่านั้น ทั้งต่อมาอีก 2 วัน เด็กชายอาทิตย์ก็ยังบอกโจทก์ร่วมอีกว่าจดจำคนร้ายได้ 2 ถึง 3 คน ในชั้นสอบสวนยังชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ทำร้ายโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์และพบกับโจทก์ร่วมและเด็กชายอาทิตย์จริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่า จำเลยที่ 2 แยกตัวกลับบ้านไปก่อน จึงเชื่อว่าเด็กชายอาทิตย์จดจำจำเลยที่ 2 ได้ไม่ผิดตัว เด็กชายอาทิตย์ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 เชื่อว่า เด็กชายอาทิตย์เบิกความตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่เตะทำร้ายโจทก์ร่วมด้วย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นระหว่างขับรถจักรยานยนต์ไปเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกัน จำเลยที่ 1 เรียกให้โจทก์ร่วมหยุดรถแล้วเข้าไปชกต่อยทำร้ายโจทก์ร่วมโดยไม่ปรากฏมีการคบคิดกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด การที่จำเลยที่ 3 ใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำของจำเลยที่ 3 เพียงลำพัง ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นว่าจำเลยที่ 3 พาอาวุธมีดมาด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เพียงแต่เตะโจทก์ร่วมเท่านั้น ประกอบกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการถูกเตะ คงมีบาดแผลเฉพาะถูกแทง ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ความว่าโจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลสามารถลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจด้วย ถือได้ว่าการกระทำความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายโจทก์ร่วมโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเฉพาะในผลอันเกิดจากการที่ได้ใช้กำลังทำร้ายโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เท่านั้น หาจำต้องรับผิดในผลที่โจทก์ร่วมถูกแทงจนได้รับอันตรายแก่กายอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นไม่ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบการกระทำของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการรักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าเสียหายทางจิตใจที่ทนทุกข์ทรมานและค่ารักษาในอนาคตเป็นผลที่เกิดจากการที่โจทก์ร่วมถูกแทงไม่ใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ แม้คดีส่วนแพ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ข้อหาอื่นให้ยก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นาย จ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายเจนรบ นครสุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
โสภณ บางยี่ขัน
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8736/2563
#686972
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ซื้อทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 มาจากการขายทอดตลาดโดยติดจำนองไม่ได้เป็นคู่สัญญาที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มีหน้าที่ปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 738 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้เสนอคำขอไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองไปยังโจทก์ โจทก์ได้รับคำเสนอดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 หากโจทก์ไม่ยอมรับคำเสนอก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือนนับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองนั้นตามมาตรา 739 แต่โจทก์เพียงแต่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาหนังสือขอไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ขอปฏิเสธข้อเสนอชำระค่าไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ 2 หากจะไถ่ถอนจำนองจะต้องชำระตามภาระหนี้จำนอง โดยไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือนนับแต่วันมีคำเสนอ โจทก์จึงต้องถูกผูกพันตามคำเสนอขอไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ 2 โดยถือว่าเป็นการสนองรับโดยปริยายตามมาตรา 739 และมาตรา 741 จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิไถ่ถอนจำนองในวงเงินตามที่เสนอ แต่ภาระจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 2 เสนอขอไถ่ถอนดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่ยอมรับราคาตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ แต่เมื่อถือว่าโจทก์สนองรับราคาตามที่จำเลยที่ 2 เสนอแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำเสนอดังกล่าวด้วย โดยต้องไถ่ถอนจำนองตามราคาที่เสนอซึ่งถือเป็นหนี้เงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่นำเงินตามราคาที่เสนอไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามคำเสนอตามมาตรา 330 และ 331 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดตามคำเสนอราคาไถ่ถอนจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองภายใน 30 วัน โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 กรณีจึงต้องถือว่าการสนองรับคำเสนอราคาไถ่ถอนของจำเลยที่ 2 มีผลวันที่ 25 ธันวาคม 2557 กำหนดเวลา 30 วัน ที่จำเลยที่ 2 ต้องวางเงินจึงตรงกับวันที่ 24 มกราคม 2558 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 25 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,152,308.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,098,887.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปก่อนจำนวน 1,293.66 บาท ทุกวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเบี้ยประกันภัยพิบัติ 108.07 บาท ทุกวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 และหักเงินเดือนของจำเลยที่ 1 เดือนละ 9,500 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนธันวาคม 2558 รวมเป็นเงิน 142,500 บาท นำมาชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องโดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิ จึงขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท และคืนเงินที่หักไปแล้ว 142,500 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 242,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนปลดภาระจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินทรัพย์จำนองให้แก่จำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 จำนวน 940,691.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.975 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ชำระตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 จำนวน 89,901.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.975 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 จำนวน 68,294.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.975 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไป และให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง และที่จำเลยที่ 1 ชำระภายหลังวันฟ้อง (หากมี) มาหักให้จำเลยที่ 1 ตามวันเวลาที่จำเลยที่ 1 ชำระโดยให้นำมาหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือให้นำไปชำระต้นเงิน และให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินแก่โจทก์ 600,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 53261 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 12/75 หากได้เงินไม่พอชำระให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,401.73 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินเพื่อไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 1 จำนวน 940,691.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.975 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ชำระตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 จำนวน 89,901.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.975 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 จำนวน 68,294.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.975 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องยอมให้จำเลยที่ 2 ไถ่จำนองตามราคาที่จำเลยที่ 2 เสนอหรือไม่ เห็นว่า เมื่อความปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 มาจากการขายทอดตลาดโดยติดจำนอง มิได้เป็นคู่สัญญาที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง จำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มีหน้าที่ปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ที่บัญญัติว่า ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้น และต้องส่งคำเสนอไปยังบรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียนไม่ว่าในทางจำนองหรือประการอื่น ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินโดยคำเสนอจะต้องแจ้งตำแหน่งแหล่งที่และลักษณะแห่งทรัพย์สินซึ่งจำนอง ตลอดจนรายละเอียดอย่างอื่นตามที่กำหนด ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้เสนอคำขอไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองไปยังโจทก์แล้ว โดยที่คำเสนอดังกล่าวระบุถึงสิ่งที่ส่งมาด้วย คือสำเนาหนังสือของสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 3 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 พร้อมเอกสารที่แนบรวม 7 ฉบับ เนื้อความระบุถึงเลขที่โฉนดที่ดินและเลขที่สิ่งปลูกสร้าง ชื่อและภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ผู้รับโอน โดยซื้อจากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมคือจำเลยที่ 1 มียอดหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นเงิน 1,150,509.61 บาท โดยจำเลยที่ 2 ขอเสนอไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งตามเอกสารที่จำเลยที่ 2 อ้างส่งก็มีสำเนาหนังสือของสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 3 เรื่อง ขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อโดยติดภาระจำนองด้วย สำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาจำนอง และเอกสารอย่างอื่นแนบท้ายรวมอยู่ด้วย และปรากฏตามใบตอบรับในประเทศท้ายเอกสารว่า โจทก์ได้รับคำเสนอดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 และปรากฏตามเอกสารว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งการขอไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นโดยแนบสำเนาหนังสือขอไถ่ถอนจำนองไปกับหนังสือดังกล่าวด้วย ซึ่งปรากฏตามใบตอบรับในประเทศท้ายเอกสารว่า จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 เช่นนี้ หากโจทก์ไม่ยอมรับคำเสนอ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ตามมาตรา 739 แต่โจทก์เพียงแต่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาหนังสือขอไถ่ถอนจำนองไปยังจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ขอปฏิเสธข้อเสนอชำระค่าไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ 2 หากจะไถ่ถอนจำนองจะต้องชำระตามภาระหนี้ โดยไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอ โจทก์จึงต้องถูกผูกพันตามคำเสนอขอไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ 2 โดยถือว่าเป็นการสนองรับโดยปริยายตามมาตรา 739 และมาตรา 741 หาใช่ว่าเมื่อไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 เดือน มีผลเพียงให้เสียสิทธิในการฟ้องโดยไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองตามที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ เช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิไถ่ถอนจำนองในวงเงิน 600,000 บาท อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวภาระจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 2 เสนอขอไถ่ถอนดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ยอมรับราคาตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ แต่เมื่อถือว่าโจทก์สนองรับราคาตามที่จำเลยที่ 2 เสนอดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำเสนอดังกล่าวด้วยโดยต้องไถ่ถอนจำนองตามราคาที่เสนอซึ่งถือเป็นหนี้เงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่นำเงินตามราคาที่เสนอไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามคำเสนอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 330 และ 331 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดตามคำเสนอราคาไถ่ถอน

คดีนี้จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองภายใน 30 วัน โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 กรณีจึงต้องถือว่าการสนองรับคำเสนอราคาไถ่ถอนของจำเลยที่ 2 มีผลวันที่ 25 ธันวาคม 2557 กำหนดเวลา 30 วันที่จำเลยที่ 2 ต้องวางเงิน จึงตรงกับวันที่ 24 มกราคม 2558 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าหากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาในส่วนนี้อันเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 600,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 53261 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระเพื่อไถ่ถอนจำนองให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ไม่เกินความรับผิดของจำเลยที่ 2 ทั้งนี้จำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับชำระจากจำเลยทั้งสองรวมกันแล้วต้องไม่เกินกว่าความรับผิดที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 330 ม. 331 ม. 738 ม. 739 ม. 741
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางชญากุญช์ เทพทองภูนพ
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
ประมวญ รักศิลธรรม
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8725/2563
#664214
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 44/1 ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้น จำเลยจึงไม่จำต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญา และให้ส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่ให้ส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง และเมื่อคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งใหม่เป็นรับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลย และหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 92, 288 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาตัวในโรงพยาบาล 79,445 บาท ค่าขาดรายได้ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ในระหว่างรักษาตัวและพักฟื้นร่างกาย 7 เดือน เดือนละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในภายหลัง 120,000 บาท รวมค่าเสียหาย 899,445 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายก่อเหตุด่าว่าท้าทายจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยบันดาลโทสะ และค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมเรียกมานั้น สูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) (เดิม) ให้จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 105,645 บาท แก่นายธนวัฒน์ และให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่นายธนวัฒน์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหาย กับนายการัณย์ภัทรและพวกรวม 6 คน ไปนั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราที่ร้านของนางสุนันทา ต่อมาขณะเรียกเก็บเงินนายการัณย์ภัทรบอกให้พนักงานเสิร์ฟไม่ต้องเก็บเงินส่วนที่เป็นเศษอีก 7 บาท พนักงานเสิร์ฟทำสีหน้าไม่พอใจและพูดทำนองว่าจะออกเงินส่วนนี้ให้ก็ได้ ทำให้นายการัณย์ภัทรและผู้เสียหายไม่พอใจ นายการัณย์ภัทรไปต่อว่านางสุนันทาที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์และขอให้เรียกพนักงานเสิร์ฟคนดังกล่าวมาขอโทษ เมื่อนายการัณย์ภัทรเดินออกจากร้าน ผู้เสียหายกลับเข้ามาในร้านและต่อว่านางสุนันทาในเรื่องเดิมอีก จำเลยซึ่งกำลังซ่อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสุนันทาอยู่ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้งได้รับบาดเจ็บ สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีคู่ความฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ขณะพูดคุยกับนางสุนันทาเรื่องการบริการของพนักงานเสิร์ฟได้ยินเสียงตะโกนว่า "มึงเก๋ามาจากไหนมาร้านกู" หันมาเห็นจำเลยเงื้ออาวุธมีดฟันที่ศีรษะจึงยกแขนขึ้นบัง จำเลยฟันผู้เสียหายอีกหลายครั้ง โดยมีนายศรีรัตน์ นางสาวสิริพร นางสาวณัฏฐณิชา เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกัน ทั้งยังปรากฏตามบันทึกคำให้การ ที่นางสุนันทารับว่าให้การไว้ ก็ได้ความว่า ขณะผู้เสียหายยืนต่อว่าตนเพื่อนผู้เสียหายเข้ามาห้ามปรามดึงตัวผู้เสียหายผลักหรือชกกระเด็นไป แม้ผู้เสียหายยืนยันให้ขอโทษและตบโต๊ะที่นั่งอยู่ จำเลยนั่งอยู่ด้านหลังพูดว่า เรื่องยังไม่จบอีกหรือ หลังจากนั้นเห็นเลือดของผู้เสียหาย ซึ่งคำให้การที่นางสุนันทารับว่าให้การหลังเกิดเหตุ 2 สัปดาห์ นับเป็นระยะเวลาที่มีโอกาสทบทวนรายละเอียดเหตุการณ์ หากมีเห
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 44/1
ป.พ.พ. ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ธ.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชาญคณิต ตันพิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8699/2563
#662033
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเรียกผู้เสียหายซึ่งเล่นอยู่กับเพื่อนให้ไปพบจำเลยที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์และห้องน้ำชาย แสดงว่าจำเลยเป็นผู้เลือกที่จะกระทำกับผู้เสียหายและเลือกสถานที่กระทำความผิด ที่ล้วนแต่เป็นที่ลับตาคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายที่ห้องน้ำชายแล้ว จำเลยยังบอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะออกจากห้องน้ำไปก่อนให้ผู้เสียหายนับ 1 ถึง 200 แล้วจึงออกจากห้องน้ำ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน รู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงหาทางกลบเกลื่อนและหลบซ่อนจากการรู้เห็นของผู้อื่น อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและยังสามารถบังคับตนเองได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ป.อ. มาตรา 65

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317

จำเลยให้การรับสารภาพแต่อ้างว่ากระทำความผิดเพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ขณะกระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคแรก (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นที่ยุติในชั้นฎีกาว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนาย ก. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาง ช. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 11 ปีเศษ เรียนอยู่โรงเรียน บ. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยจูบปากผู้เสียหายที่ 1 ใช้นิ้วและอวัยวะเพศของจำเลยถูไถและพยายามสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ปากอมอวัยวะเพศของจำเลย เมื่อปี 2551 จำเลยมีอาการป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองตีบ และปี 2560 จำเลยป่วยด้วยเส้นเลือดหัวใจตีบ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า แม้นายแพทย์ ป. เป็นผู้รักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบให้แก่จำเลย แต่นายแพทย์ ป. ก็มิได้ยืนยันว่าจำเลยมีอาการไม่รู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ ป. ว่า เมื่อจำเลยเข้ารับการรักษาพยานเป็นผู้ซักประวัติของจำเลย สามารถติดต่อสื่อสารกับจำเลยได้เช่นเดียวกับบุคคลปกติ พยานไม่เคยส่งจำเลยตรวจอาการทางจิตเป็นพิเศษ จึงไม่ทราบอาการทางจิตของจำเลยว่ามีหรือไม่ และพยานไม่เคยสั่งจ่ายยาเกี่ยวกับอาการทางจิตหรือยาลดความเครียดให้แก่จำเลย อันสอดคล้องกับประวัติการตรวจรักษาของจำเลยว่า จำเลยเข้ารักษาด้วยอาการด้านซ้ายของร่างกายอ่อนแรงและปวดศีรษะ ส่วนที่นาย ว. พี่จำเลยเบิกความว่าจำเลยมีอารมณ์ 2 ขั้ว เกิดจากเซลล์สมองตาย สมองควบคุมอารมณ์ได้สูญเสียไป ลักษณะอารมณ์ขึ้นลงรวดเร็วและรุนแรงนั้น เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าภาวะหรืออาการทางอารมณ์แปรปรวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางเพศแต่อย่างใด กลับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งกำลังนั่งเล่นอยู่กับเพื่อนให้ไปพบจำเลยที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์และที่ห้องน้ำชาย แสดงว่าจำเลยเป็นผู้เลือกที่จะกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 และเลือกสถานที่กระทำความผิด เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดีแล้ว ปรากฏว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้โต๊ะกั้นแบ่งจากห้องเรียน มีลักษณะค่อนข้างมิดชิด ส่วนห้องน้ำชายก็อยู่ห่างจากอาคารเรียนของผู้เสียหายที่ 1 จึงล้วนแต่เป็นสถานที่ลับตา เมื่อจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 บอกจำเลยว่าเจ็บ จำเลยหยุดการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่ห้องน้ำชายแล้ว จำเลยยังบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยจะออกจากห้องน้ำไปก่อน ให้ผู้เสียหายที่ 1 นับ 1 ถึง 200 แล้วจึงออกจากห้องน้ำ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำของตน รู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงหาทางกลบเกลื่อนและหลบซ่อนจากการรู้เห็นของผู้อื่น อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและยังสามารถบังคับตนเองได้ และที่นายแพทย์ ป. มีความเห็นว่าจำเลยมีอาการผิดปกติของสติสัมปชัญญะนั้น เป็นการจัดทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุนานกว่า 3 เดือน จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แพทย์หญิง ต. ตรวจรักษาจำเลยแล้วมีความเห็นว่า อาการป่วยของจำเลย มีภาวะควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ เกิดจากสมองขาดเลือด จึงขาดสติสัมปชัญญะในบางขณะนั้น ไม่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงว่าได้ตรวจรักษาอย่างไรจึงมีความเห็นเช่นนั้น และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้สืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกานั้น เห็นว่า จำเลยมีนาย ว. พี่จำเลยและนายแพทย์ ป. แพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยมาเบิกความเป็นพยานให้ข้อมูลเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อม หรือสภาพความผิดที่เกี่ยวกับจำเลยชัดเจนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงไม่จำต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมาตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 31 ปี มีวุฒิภาวะและมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กไปกระทำอนาจารและกระทำชำเราโดยอาศัยความที่ผู้เสียหายที่ 1 ไร้เดียงสาและคุ้นเคยกับจำเลย ทั้งยังก่อเหตุกระทำความผิดในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ต้องมีความปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยรู้สำนึกความผิดให้การรับสารภาพและบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง จนผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวนภัสพร ศักดิ์เดชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8674/2563
#664338
เปิดฉบับเต็ม

ใบทะเบียนพาณิชย์เป็นเอกสารราชการที่รัฐต้องการควบคุมพาณิชยกิจบางประเภทให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อประโยชน์ทางสถิติและเพื่อทราบหลักฐานการประกอบพาณิชยกิจของผู้ประกอบการค้า อันจะใช้เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการพาณิชย์ อุตสาหกรรม และปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น มิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายใน ป.อ. มาตรา 1 (9) การที่จำเลยปลอมใบทะเบียนพาณิชย์และใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และไม่เป็นการใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 266, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) (ที่ถูก มาตรา 266 (1) (เดิม)), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) (ที่ถูก มาตรา 266 (1) (เดิม)), จำเลยใช้เอกสารสิทธิ (ที่ถูก เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม) ที่ตนเป็นผู้ปลอมขึ้นเอง จึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) (ที่ถูก มาตรา 266 (1) (เดิม)) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า "เอกสารสิทธิ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ แต่ใบทะเบียนพาณิชย์เป็นเอกสารราชการที่รัฐต้องการควบคุมพาณิชยกิจบางประเภทให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อประโยชน์ทางสถิติและเพื่อทราบหลักฐานการประกอบพาณิชยกิจของผู้ประกอบการค้า อันจะใช้เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการพาณิชย์ อุตสาหกรรม และปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ใบทะเบียนพาณิชย์จึงมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การที่จำเลยปลอมใบทะเบียนพาณิชย์และใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และไม่เป็นการใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) โดยเมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการนั้น จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวเท่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่สามารถลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามมาตรา 266 (1) (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) (เดิม) ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษได้ เมื่อความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท จึงมีอายุความฟ้องคดี 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 เกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมยืนตามกันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265 (เดิม) ม. 266 (1) ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมควร รักพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8659 -ที่ 8660/2563
#661327
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้คัดค้านที่ 1 ในระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยเหตุจากพฤติการณ์อันมีลักษณะที่เป็นการกระทำความผิดมูลฐานฉ้อโกงฐานเดียวกับที่กระทำมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2542 ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ก็เป็นผู้ไปดำเนินการขอปล่อยชั่วคราวผู้คัดค้านที่ 1 หลายครั้ง โดยเดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อขอประกันตัวผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นอย่างมาก ซึ่งต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ารับโอนที่ดินมาโดยไม่สุจริตตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกและในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เรียกผู้คัดค้านที่ 5 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เรียกผู้คัดค้านที่ 6 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 6 เรียกผู้คัดค้านที่ 7 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 7 เรียกผู้คัดค้านที่ 8 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 8 และเรียกผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 9

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความทำนองเดียวกันขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินทั้ง 26 รายการ พร้อมดอกผลไปเฉลี่ยคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย และทรัพย์สินพร้อมดอกผลของทรัพย์สินส่วนที่เหลือให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหก ประกอบมาตรา 51

ผู้คัดค้านที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 9 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 9

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้คัดค้านที่ 5

ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18047 และ 18049 พร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือหากศาลมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินก็ให้นำเงินมาชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ก่อน

ผู้คัดค้านที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 8 ยื่นคำคัดค้านขอให้คืนเงิน 800,000 บาท หรือมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิผู้คัดค้านที่ 8

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 5 ขอถอนคำคัดค้านเฉพาะรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ หมายเลขทะเบียน 2กศ 372 กรุงเทพมหานคร ทรัพย์สินรายการที่ 13 ในสำนวนหลัง เนื่องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ชำระเงินชดเชยความเสียหายสำหรับทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและบริษัทบริหารสินทรัพย์เอส ดับบลิว พี จำกัด ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านที่ 5 ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 147208 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 8 ในสำนวนแรก ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน เนื่องจากผู้ร้องได้มีคำขอให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ทรัพย์สินคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 9 ตามสัดส่วนความเสียหายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 68053 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 47149 ที่ดินโฉนดเลขที่ 63385 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1250 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เหรียญรัชกาลที่ 5 กรอบสีทองลงยา จำนวน 1 เหรียญ แหวนสีทองคำขาว หัวพลอยสีนํ้าเงิน 1 วง แหวนสีทองคำขาว 1 วง แหวนสีทองคำขาว หัวพลอยสีเขียว 1 วง กำไลข้อมือสีทองแดง 1 วง กำไลข้อมือสีเงิน 1 วง ซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 4 และรายการที่ 9 ถึงที่ 14 ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาเฉลี่ยคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 นางชนันท์กานต์ นางอัมพร นางจรัสวรรณ และนางสาวกรรณิการ์ เงินส่วนที่เหลือ (หากมี) พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ให้นำเงินจากการขายทอดตลาดนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อ Maurice Lacroix หน้าปัดเรือนสีทองสายหนัง จำนวน 90,000 บาท เงินจากการขายทอดตลาดนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อ Maurice Lacroix หน้าปัดเรือนสีเงิน สายหนัง จำนวน 109,000 บาท เงินจากการขายทอดตลาดกระเป๋าสตางค์ ยี่ห้อ Bally สีดำ จำนวน 4,600 บาท เงินจากการขายทอดตลาดกระเป๋าสตางค์ ยี่ห้อ Louis Vuitton สีนํ้าตาล จำนวน 9,900 บาท เงินจากการขายทอดตลาดกระเป๋าสะพาย ยี่ห้อ Bally สีดำ จำนวน 11,000 บาท เงินจากการขายทอดตลาดกระเป๋าสะพาย ยี่ห้อ Louis Vuitton สีนํ้าตาล จำนวน 26,500 บาท เงินจากการขายทอดตลาดรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่นฟอร์จูนเนอร์ หมายเลขทะเบียน 2กศ 372 กรุงเทพมหานคร ที่เหลือหลังจากหักมูลหนี้ค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านที่ 5 แล้ว จำนวน 174,482.94 บาท และเงินจากการขายทอดตลาดรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ สีขาว รุ่นอี 250 หมายเลขทะเบียน ญผ 2885 กรุงเทพมหานคร ที่เหลือหลังจากหักมูลหนี้ค่าเช่าซื้อให้ผู้คัดค้านที่ 9 แล้ว จำนวน 33,736.01 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 15 ถึงที่ 22 มาเฉลี่ยคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 นางชนันท์กานต์ นางอัมพร นางจรัสวรรณ และนางสาวกรรณิการ์ ส่วนที่เหลือ (หากมี) พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 18047 และ 18049 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 5 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินจากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 จนครบถ้วน เงินส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้นำมาเฉลี่ยคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 นางชนันท์กานต์ นางอัมพร นางจรัสวรรณ และนางสาวกรรณิการ์ และเงินส่วนที่เหลือจากการเฉลี่ยคืนผู้เสียหายหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย (หากมี) พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 147208 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 8 ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินจากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้สวมสิทธิแทนผู้คัดค้านที่ 5 จนครบถ้วน เงินส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้นำมาเฉลี่ยคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 8 นางชนันท์กานต์ นางอัมพร นางจรัสวรรณ และนางสาวกรรณิการ์ และเงินส่วนที่เหลือจากการเฉลี่ยคืนผู้เสียหายหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย (หากมี) พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดเลขที่ 66/149 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ ซี ชื่ออาคารชุด แชมเบอร์ส รามอินทรา ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2557 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6221 ห้องชุดเลขที่ 89/228 ชั้นที่ 8 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด พาร์ค เอ็กโซ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 4/2556 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 970 ห้องชุดเลขที่ 8/1702 และห้องชุดเลขที่ 8/1703 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด คริสม่า คอนโดรามอินทรา ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 2/2557 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10859 ซึ่งเป็นทรัพย์รายการที่ 7 และรายการที่ 23 ถึงที่ 26 ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 จนครบถ้วน เงินส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้นำมาเฉลี่ยคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 นางชนันท์กานต์ นางอัมพร นางจรัสวรรณ และนางสาวกรรณิการ์ และเงินส่วนที่เหลือจากการเฉลี่ยคืนผู้เสียหายหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย (หากมี) พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 7 ที่พิพาทในชั้นฎีกานี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 ได้มาโดยไม่สุจริตและต้องนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินไปชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายและให้ส่วนที่เหลือตกเป็นของแผ่นดินตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องซึ่งนำสืบพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกได้ความตามที่ปรากฏในคำร้อง ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 รวมทั้งผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทก็นำสืบข้อเท็จจริงได้ความตามที่ปรากฏในคำคัดค้าน

เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ต้องการใช้กฎหมายนี้เป็นมาตรการในการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม เนื่องจากผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้น และโดยที่กฎหมายที่มีอยู่ก็ไม่สามารถปราบปรามการฟอกเงินหรือดำเนินการกับเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้เท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว สมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาตรการที่กำหนดนั้นมีความมุ่งหมายให้ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ประกอบกับบทนิยามของคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 นั้น ในเบื้องต้นต้องพิจารณาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 7 ที่คงพิพาทกันในชั้นฎีกาที่ผู้คัดค้านที่ 3 รับโอนมาจากผู้คัดค้านที่ 1 นั้น เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามบทนิยามดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีในส่วนของผู้คัดด้านที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งรับฟังว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (18) อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตามพฤติการณ์ที่ผู้ร้องบรรยายในคำร้องว่า จากการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจ พบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงหลายคดีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้คณะกรรมการธุรกรรมมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้วคณะกรรมการธุรกรรมจึงมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาผลการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเชื่อว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 8 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินซึ่งรวมทรัพย์สินรายการที่ 7 ที่เป็นทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาแปลงนี้ด้วยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดังกล่าว ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนี้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกจะนำสืบต่อสู้ว่ายังไม่เคยมีคำพิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามที่ถูกดำเนินคดี แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าในคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลแล้วนั้น ฝ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยยินยอมชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายเป็นเหตุให้มีการถอนคำร้องทุกข์เป็นรายคดี พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ที่เป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดที่เป็นความผิดมูลฐานแล้ว ทั้งคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นี้เป็นคดีในทางแพ่ง แต่ก็มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาจึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ การรับฟังว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์การกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ เป็นไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รับฟังได้ในแต่ละคดี พยานหลักฐานตามที่ผู้ร้องนำสืบในคดีนี้รับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์ของการกระทำความผิดมูลฐานนั้นจริง

เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 7 นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อจากการเคหะแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 โดยกู้เงินและจำนองเป็นประกันไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์และเปลี่ยนมาขอสินเชื่อจากผู้คัดค้านที่ 6 แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่บรรยายในคำร้องและที่พันตำรวจเอกชัยนันท์ เบิกความในชั้นพิจารณาได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานตามที่ผู้ร้องบรรยายในคำร้องว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถูกดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2557 รวม 7 คดี และก่อนหน้านี้ก็เคยถูกออกหมายจับในความผิดฐานฉ้อโกง ตามหมายจับลำดับที่ 36/2542 คดีที่ 443/2542 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 และได้รายงานพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ตามหมายจับดังกล่าวไว้ตามรายงานการสืบสวน ตั้งแต่ปี 2549 นอกจากนั้นจากการสืบสวนตั้งแต่ปี 2545 ไม่พบว่าผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบอาชีพอื่นใด แต่คงมีพฤติการณ์ในการฉ้อโกงและมีรายได้จากการฉ้อโกงครั้งละหลายล้านบาท แม้คดีตามหมายจับดังกล่าวพันตำรวจเอกชัยนันท์จะตอบคำถามค้านของทนายผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ว่าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุผู้เสียหายสมัครใจเข้าเล่นการพนันเอง แต่ก็ถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกซึ่งใช้วิธีการชักชวนให้เหยื่อเข้าร่วมเล่นการพนันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการฉ้อโกงเป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานแล้ว การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 7 มาเมื่อปี 2546 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดมูลฐานแล้ว เมื่อตามทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งอ้างว่ามีรายได้จากการทำสวนยางในที่ดินของตนเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ แต่ก็ปรากฏตามคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 เองว่า ขณะนั้นต้นยางยังไม่ให้ผลผลิตจะกรีดน้ำยางได้ในปี 2548 ทั้งขณะนั้นผู้คัดค้านที่ 1 ยังคงเช่าบ้านอยู่ ส่วนสวนยางในที่ดินของผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งมีเพียงประมาณ 15 ไร่ ก็ปรากฏว่ามีการโค่นต้นยางที่อายุมากแล้วไปในปี 2547 แต่กลับมีการซื้อทรัพย์สินหลายรายการ แม้จะอ้างว่ามีรายได้จากการปล่อยกู้ การขายประกัน และต้องกู้จากสถาบันการเงินโดยใช้ทรัพย์สินนั้นจำนองเป็นประกัน แต่ก็ต้องมีภาระในการผ่อนชำระในแต่ละเดือน ทั้งบุตรของผู้คัดค้านที่ 1 ป่วยเป็นโรคประจำตัว ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าว ไม่น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีรายได้ตามที่อ้างเพียงพอที่จะซื้อที่ดินแปลงที่พิพาทในชั้นฎีกานี้ได้ เชื่อว่าที่ดินแปลงนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามความหมายในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ดังที่ผู้ร้องระบุในคำร้องและที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาจากผู้คัดค้านที่ 1 ในระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยเหตุจากพฤติการณ์อันมีลักษณะที่เป็นการกระทำความผิดฐานเดียวกับที่กระทำมาตั้งแต่ปี 2542 ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นผู้ไปดำเนินการขอปล่อยชั่วคราวผู้คัดค้านที่ 1 แม้จะอ้างว่าไปยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเพราะผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นสามีของผู้คัดค้านที่ 1 ร้องขอ รวมทั้งเมื่อตอบผู้ร้องถามค้านก็รับว่าไปดำเนินการขอปล่อยชั่วคราวผู้คัดค้านที่ 1 หลายครั้ง แต่จำจำนวนครั้งไม่ได้ โดยบางครั้งเดินทางมาโดยเครื่องบิน บางครั้งก็ขับรถจากสุราษฎร์ธานีมาติดต่อขอประกันตัวผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นอย่างมาก เพราะแม้ผู้คัดค้านที่ 4 จะออกค่าใช้จ่ายให้ ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าเมื่อผู้คัดค้านที่ 4 เป็นสามีของผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งผู้คัดค้านที่ 4 ก็มีทรัพย์สินที่สามารถนำไปเป็นหลักประกันได้ ในขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีทรัพย์สินที่สามารถนำไปเป็นหลักประกันได้อีกหลายรายการ และในการขอปล่อยชั่วคราวเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการจะต้องแจ้งข้อหาความผิดให้ทราบเพื่อผู้ขอปล่อยชั่วคราวจะได้ตรวจสอบราคาประกันของแต่ละข้อหาได้ ที่ผู้คัดค้านที่ 3 ตอบผู้ร้องถามค้านว่าไม่ทราบว่าไปประกันตัวผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาใดนั้นย่อมไม่น่าเชื่อ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 3 แล้ว เชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 1 ที่กระทำความผิดมูลฐาน รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 7 มาจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ารับโอนมาโดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสามนั้น ไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โดยมีรายได้จากการงานอาชีพตามที่อ้าง หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนนี้มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 15848 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีราคาประเมิน 681,044 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 13,620.88 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 14,000 บาท เกินมา 379.12 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาแก่ผู้คัดค้านที่ 3

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (18) ม. 50 วรรคหนึ่ง (2) ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงใจ สิงหนาท
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2563
#664305
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินป่าผืนใหญ่จอมทองที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตาม ป.ที่ดิน มาตรา 14 อนุมัติให้หน่วยงานราชการนำมาจัดให้แก่ประชาชนได้อยู่อาศัยและประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ เมื่อเป็นการจัดที่ดินโดยรัฐ การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทจึงต้องพิจารณาจาก ป.ที่ดิน และระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม ป.ที่ดิน มาตรา 20 (6), 27 และ 33 เป็นสำคัญ ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ข้อ 3 ได้กำหนดลักษณะของที่ดินที่จะนำมาจัดให้แก่ประชาชนไว้ และที่ดินที่จะนำมาจัดสรรตามระเบียบฉบับนี้ก็คือที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่บุคคลอาจจะได้มาตามกฎหมายที่ดินตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1334 นั้นเอง ส่วนผู้ที่จะเข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพในที่ดินที่รัฐจัดให้นั้น ต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีคุณสมบัติและอยู่ในลักษณะข้อกำหนดโดยครบถ้วนตามข้อบังคับ ระเบียบ ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติกำหนด ตามระเบียบข้อ 4 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 14 และข้อ 21 ตามระเบียบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ป.ที่ดิน ในหมวดว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชนมีเจตนารมณ์ที่จะให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีอยู่แล้วแต่มีจำนวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพได้มีที่ดินไว้เป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพ โดยได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาตินำที่ดินซึ่งเป็นของรัฐไปจัดสรรให้แก่ประชาชนกลุ่มดังกล่าว โจทก์ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินพิพาทให้เป็นที่ทำมาหาเลี้ยงชีพและได้รับใบจองเลขที่ 1557 จากทางราชการแล้วจึงมีสิทธิตามใบจองในอันที่จะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับสิทธิในที่ดินตาม ป.ที่ดิน โดยชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อทางราชการยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์ ก็ยังถือไม่ได้ว่ารัฐได้มอบสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของรัฐ ดังนั้น จำเลยจึงหาอาจอ้างเรื่องการแย่งการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ไม่ อีกทั้งจะยกเรื่องระยะเวลาการฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้มีสิทธิตามใบจองไม่ได้เช่นกัน ส่วนที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ต่อมามีกลุ่มคนบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทและขู่ฆ่า โจทก์และชาวบ้านรายอื่น ๆ อีกหลายร้อยรายที่ถูกบุกรุกที่ดินได้รวมตัวกันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการต่าง ๆ และคดีถึงที่สุดโดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 9600 ที่ออกทับที่ดินพิพาท ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่มีเหตุจำเป็นทำให้โจทก์ไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 1557 ให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3 ปี ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อ 17 โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิตามใบจองเลขที่ 1557 อยู่ จำเลยไม่อาจยกการครอบครองตาม ป.พ.พ. ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งได้สิทธิมาโดยชอบตาม ป.ที่ดิน ได้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน 9600 ที่ออกทับที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 1557 โดยเห็นว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 9600 เป็นการออกโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดินที่ทำปลอมขึ้น จำเลยก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 1557 อีกต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนโรงงาน สิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามใบจองเลขที่ 1557 และปรับที่ดินดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยและบริวารชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนโรงงาน สิ่งปลูกสร้าง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปให้แล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายสามิต ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อปี 2516 จังหวัดเชียงใหม่ได้มีมติให้นำที่ดินป่าจอมทอง ตำบลบ้านหลวง และตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง เนื้อที่ประมาณ 5,940 ไร่ จัดให้แก่ประชาชนใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบการเลี้ยงชีพในลักษณะจัดที่ดินผืนใหญ่โดยให้กันที่ดินในโครงการเป็นพื้นที่ส่วนกลางรวม 74 ไร่ เพื่อใช้สร้างสนามกีฬา ตลาด วัด สถานีอนามัย สถานีตำรวจ และกันพื้นที่ในโครงการที่มีไม้มีค่าขึ้นอยู่หนาแน่นกว่าแห่งอื่นรวม 7 แห่ง เนื้อที่ 740 ไร่ เป็นป่าส่วนกลาง และกันพื้นที่ป่าที่ติดกับแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยอินทนนท์ 360 ไร่ และแนวเขตป่าติดลำห้วยทราย 80 ไร่ เป็นป่ากันชน รวมเนื้อที่ที่กันไว้จำนวน 1,248 ไร่ คงเหลือพื้นที่ในการจัดให้ประชาชนจำนวน 4,692 ไร่ ส่วนการจัดแปลงที่ดินให้จัดเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรจำนวน 701 แปลง เนื้อที่แปลงละ 5 ไร่ และพื้นที่อยู่อาศัยจำนวน 704 แปลง เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ โดยคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 1/2517 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2517 มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเพื่อจัดที่ดินพบว่า พื้นที่ในโครงการมีราษฎรเข้าครอบครองจำนวน 472 ราย โดยมีหลักฐานการครอบครอง เช่น หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) และแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ และที่ไม่มีหลักฐานอีกประมาณร้อยละ 5 ของพื้นที่ รวมเนื้อที่ 2,063 ไร่ จึงได้ลดเนื้อที่ที่จะจัดแปลงที่ดินไว้แต่เดิม คือจัดแบ่งที่ดินเพื่อการเกษตรซึ่งเดิมมีเนื้อที่แปลงละ 5 ไร่ ลดลงเหลือแปลงละ 4 ไร่ ที่ดินอยู่อาศัยจากเดิมเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นเหลือแปลงละ 2 งาน ส่วนที่ดินป่าส่วนกลางและที่ดินที่กันไว้เป็นสมบัติส่วนกลางคงเป็นไปตามโครงการเดิม และได้แจ้งให้คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติทราบเมื่อการประชุมครั้งที่ 4/2517 วันที่ 28 ตุลาคม 2517 ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จัดแบ่งที่ดินให้แก่ผู้รับการจัดสรรรายละ 2 แปลง เป็นที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมรวม 560 แปลง ที่ดินอยู่อาศัย 579 แปลง การจัดแปลงที่ดินมิได้แบ่งแยกตำแหน่งของที่ดินว่าที่ดินบริเวณใดเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรหรือที่ดินอยู่อาศัย แต่จะจัดปนกันไปเพื่อให้ที่ดินอยู่อาศัยอยู่ใกล้ที่ดินทำการเกษตร โจทก์เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร 1 แปลง โดยเจ้าหน้าที่จัดให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรซึ่งคือที่ดินพิพาทในคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2518 ต่อมาทางราชการออกใบจองเลขที่ 1557 ซึ่งเป็นใบจองในส่วนของที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อปี 2521 ทางราชการออกเดินสำรวจเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในท้องที่อำเภอจอมทอง รวมทั้งที่ดินจัดสรรป่าจอมทอง และในระหว่างปี 2532 ถึง 2533 กรมที่ดินออกเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินป่าจอมทอง ในการเดินสำรวจเพื่อออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ใช้ภาพถ่ายทางอากาศโดยมิได้ใช้ผังการจัดที่ดินป่าจอมทองที่เคยออกใบจองให้แก่ประชาชนเป็นหลักฐานประกอบ จึงทำให้มีเอกสารสิทธิจำนวนมากออกทับที่ดินที่มีใบจอง และมีการร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดิน ต่อมาปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนางพูนศรี ผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรีทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางแก้ไข ต่อมาเดือนเมษายน 2539 นายปุ้ย กับพวกได้ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ว่า เอกสารสิทธิของจำเลยที่ 1 (เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อบริษัทกรุงเทพผลิตผลอุตสาหกรรมการเกษตร จำกัด) ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร อธิบดีกรมที่ดินจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการดังกล่าวได้สอบสวนพยานบุคคลจำนวน 177 ปาก ได้ผลสรุปว่า ในการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในปี 2521 เจ้าหน้าที่ได้ใช้ระวางภาพถ่ายทางอากาศหมายเลข 4745 IV แผ่นที่ 36 ถึง แผ่นที่ 39 และระวางภาพถ่ายทางอากาศหมายเลข 4745 I แผ่นที่ 14 แผ่นที่ 26 และแผ่นที่ 27 โดยมิได้ใช้แผนผังการจัดที่ดิน เนื่องจากไม่พบแผนผังดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินอำเภอจอมทอง เป็นเหตุให้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกจำนวน 152 แปลง ทับที่ดินตามใบจองซึ่งเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมจำนวน 155 แปลง และที่ดินที่อยู่อาศัยจำนวน 75 แปลง ส่วนการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินในปี 2532 ถึง 2533 เจ้าหน้าที่เดินสำรวจได้ใช้ระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศหมายเลข 4745 IV, 6438, 6440, 6638, 6640, 6840, 7040 และ 7240 เป็นแนวในการเดินสำรวจ ปรากฏว่ามีโฉนดที่ดินจำนวน 310 แปลง ออกทับที่ดินตามใบจองซึ่งเป็นที่ดินอยู่อาศัยจำนวน 235 แปลง ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจำนวน 237 แปลง ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 8546 ถึง 8555 และเลขที่ 9600 ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง ซึ่งเดิมนายวีระเชียร เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์นั้น นายวีระเชียรได้ขอออกโฉนดในที่ดินทั้ง 11 แปลงดังกล่าว เป็นการเฉพาะรายเมื่อปี 2532 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 8546 ถึง 8549, 8551, 8554, 8555 และ 9600 ออกโดยใช้แบบแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นหลักฐาน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 8550, 8552 และ 8553 นั้น จากการตรวจสอบไม่พบทั้งสารบบและโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดิน โฉนดที่ดินทั้ง 11 แปลงดังกล่าว ระบุว่าอยู่ในระวางแผนที่ 5745 IV 7040-9, 14 แต่ไม่ปรากฏในระวางแผนที่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทองว่ามีการออกโฉนดทั้ง 11 แปลงดังกล่าว หลังจากออกโฉนดที่ดินทั้งสิบเอ็ดแปลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว นายวีระเชียรได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2532 ต่อมาได้มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ และได้โอนคดีไปยังศาลปกครองกลางตามมาตรา 103 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เมื่อศาลปกครองเชียงใหม่เปิดทำการแล้ว อธิบดีศาลปกครองกลางได้โอนคดีไปเป็นคดีของศาลปกครองเชียงใหม่ ในคดีปกครองดังกล่าว โจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 36 ส่วนกรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ศาลปกครองเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 9728 ถึง 9742, 9744 ถึง 9756, 9758 ถึง 9763, 8546 ถึง 8549, 8551, 8554, 8555 และ 9600 ทั้งฉบับ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8550, 8552 และ 8553 เฉพาะส่วนที่รุกล้ำป่าส่วนกลาง ยกฟ้องสำหรับผู้ฟ้องคดีที่ 141 ถึง 171 และยกคำขออื่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ว่า การที่ศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8547 ถึง 8549, 8551, 8554 และ 8555 โดยพิจารณาจากทะเบียนการครอบครองที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมที่ดิน) โดยมิได้มีรายงานการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ประกอบ เป็นผลทำให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนไป ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ว พิพากษายืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยกการได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นในชั้นฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินป่าผืนใหญ่จอมทองที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 14 อนุมัติให้หน่วยงานราชการนำมาจัดให้แก่ประชาชนได้อยู่อาศัยและประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ เมื่อเป็นการจัดที่ดินโดยรัฐ การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทจึงต้องพิจารณาจากประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 20 (6), 27 และ 33 เป็นสำคัญ ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ข้อ 3 ได้กำหนดลักษณะของที่ดินที่จะจัดให้แก่ประชาชนไว้ว่า ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ (1) ที่ดินซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง และมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือมิใช่ที่สงวนหวงห้าม หรือมิใช่ที่เขา ที่ภูเขา (2) ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ราษฎรเคยใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ปรากฏว่าราษฎรมิได้ใช้ประโยชน์ต่อไปแล้ว หรือรัฐหาที่ดินอื่นให้ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันแทน และได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่สาธารณประโยชน์นั้นแล้ว (3) ที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนสิทธิในที่ดินให้แก่รัฐ หรือทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าจนตกเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่จะนำมาจัดให้แก่ประชาชนตามระเบียบฉบับนี้ก็คือที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่บุคคลอาจจะได้มาตามกฎหมายที่ดินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 นั้นเอง ส่วนผู้ที่จะเข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพในที่ดินที่รัฐจัดให้นั้น ตามระเบียบข้อ 4 กำหนดไว้ว่า ต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีคุณสมบัติและอยู่ในลักษณะข้อกำหนดโดยครบถ้วนดังนี้ คือ มีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะแล้วหรือเป็นหัวหน้าครอบครัว มีร่างกายสมบูรณ์ มีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ มีความประพฤติดี มีความสามารถประกอบอาชีพเกี่ยวกับที่ดินที่จัดให้ได้ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีอยู่แล้วแต่เป็นจำนวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ และต้องรับปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติกำหนด ตามระเบียบข้อ 10 และ ข้อ 11 ยังได้กำหนดถึงวิธีการที่จะเข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพในที่ดินที่รัฐจัดให้ไว้ว่า จะต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการจัดที่ดินและจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลซึ่งจะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบ นอกจากนี้ ตามระเบียบข้อ 14 ได้กำหนดไว้ว่า ผู้ที่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติแล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิได้รับใบจอง อีกทั้งตามระเบียบข้อ 21 กำหนดให้แต่เฉพาะผู้ถือใบจองที่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ ข้อกำหนด หรือเงื่อนไขของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ และได้ชดใช้เงินค่าบริการในการจัดที่ดินด้วยวิธีผ่อนส่งเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นที่จะขอเอกสารสิทธิในที่ดินได้ ตามระเบียบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประมวลกฎหมายที่ดินในหมวดว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชนมีเจตนารมณ์ที่จะให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีอยู่แล้วแต่มีจำนวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพได้มีที่ดินไว้เป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพ โดยได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาตินำที่ดินซึ่งเป็นของรัฐไปจัดสรรให้แก่ประชาชนกลุ่มดังกล่าว โจทก์ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินพิพาทให้เป็นที่ทำมาหาเลี้ยงชีพและได้รับใบจองเลขที่ 1557 จากทางราชการแล้วจึงมีสิทธิตามใบจองในอันที่จะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อทางราชการยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์ ก็ยังถือไม่ได้ว่ารัฐได้มอบสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของรัฐ ดังนั้น จำเลยจึงหาอาจอ้างเรื่องการแย่งการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ไม่ อีกทั้งจะยกเรื่องระยะเวลาการฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้มีสิทธิตามใบจองไม่ได้เช่นกัน ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์ไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทภายใน 6 เดือน นับแต่วันได้รับใบจองตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อ 15 นั้น โจทก์ก็ได้นำสืบถึงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยมีนายสามิต ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่จัดให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์และบุคคลในครอบครัวได้ร่วมกันแผ้วถางและหว่านเมล็ดปอในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2518 มีกลุ่มคนบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์แจ้งให้กลุ่มคนดังกล่าวออกไป แต่ถูกกลุ่มคนดังกล่าวขู่ฆ่า โจทก์และชาวบ้านรายอื่น ๆ อีกหลายร้อยรายที่ถูกบุกรุกที่ดินเช่นเดียวกับโจทก์ได้รวมตัวกันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการต่าง ๆ อีกหลายแห่ง แต่การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า ต่อมามีการส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการวิฉัยร้องทุกข์ และเมื่อมีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นได้มีการโอนคดีไปยังศาลปกครองเชียงใหม่ และคดีถึงที่สุดโดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 9600 ที่ออกทับที่ดินพิพาท ตามคำเบิกความของนายสามิตดังกล่าว จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่นายสามิตเบิกความ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าว ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว แต่มีเหตุจำเป็นทำให้โจทก์ไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 1557 ให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3 ปี ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อ 17 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณากำหนดอายุการทำประโยชน์ให้เกินกว่า 3 ปี ได้ ประกอบกับตามข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่า อธิบดีกรมที่ดินได้ใช้อำนาจตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชนข้อ 18 สั่งให้โจทก์ขาดสิทธิประโยชน์อันพึงได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 32 แล้ว โจทก์จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิตามใบจองเลขที่ 1557 อยู่ จำเลยจึงไม่อาจยกการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งได้สิทธิมาโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เห็นว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน 9600 ที่ออกทับที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 1557 โดยเห็นว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 9600 เป็นการออกโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครองที่ดินที่ทำปลอมขึ้น จำเลยก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 1557 อีกต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปมานั้น เห็นว่า เป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงกำหนดให้ตามขอ

อนึ่ง คดีนี้ยังมิได้มีการทำแผนที่พิพาท เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีในส่วนคำขอที่ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร จึงให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง เพื่อทำแผนที่พิพาท และคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา ชั้นละ 900,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 18,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกาแก่โจทก์

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 1557 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 2 งาน ที่รัฐจัดสรรให้แก่โจทก์ และปรับที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 50,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1) ม. 1334 ม. 1375
ป.ที่ดิน ม. 14 ม. 20 (6) ม. 27 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ห. โดยนาย ส. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจิตติมา วัชรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8595/2563
#649855
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเคยมาศาลแต่มีเหตุต้องเลื่อนการพิจารณา ต่อมาปรากฏตามหนังสือของสถานีตำรวจภูธร ท. แจ้งมายังโจทก์ว่าได้ส่งหมายเรียกให้ผู้เสียหายโดยมี ท. ตาของผู้เสียหายรับหมายเรียกพยานไว้แทนและ ท. แจ้งว่าบิดาของผู้เสียหายได้มารับตัวผู้เสียหายไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ทราบว่าไปพักอาศัยหรือทำงานอยู่ที่ใด ซึ่งเมื่อปรากฏตามสำเนาสูติบัตรของผู้เสียหายแนบท้ายคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าบิดาของผู้เสียหายชื่อ ด. พร้อมระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนของ ด. แสดงว่าย่อมสามารถตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อหาที่อยู่ของ ด. และผู้เสียหายได้ เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่จะติดตามผู้เสียหายมาเบิกความได้ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ส่วนบันทึกคำให้การของผู้เสียหายและบันทึกภาพและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายซึ่งให้การต่อหน้าบุคคลในสหวิชาชีพและในเวลาหลังเกิดเหตุไม่นาน ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อม จึงน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

สำหรับ ส. ซึ่งหลบหนีไปจากภูมิลำเนาไม่สามารถติดต่อได้ และจับกุมไม่ได้ตามหมายจับ จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มีเหตุผลสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำให้การของ ส. ในชั้นสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง ก. ผู้เสียหาย โดย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญากับความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 24 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหาย เป็นบุตรของ ส. กับ อ. ต่อมา ส. และ อ. เลิกร้างกัน หลังจากนั้นเมื่อปี 2560 ส. อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยจนถึงช่วงเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 11 ปีเศษ และพักอาศัยอยู่ที่บ้านร่วมกับ ส. จำเลย และน้องสาวของผู้เสียหายอีก 2 คน อายุ 4 ปี และ 2 ปี ตามลำดับ ผู้เสียหายจึงเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับจำเลย ลักษณะการพักอาศัยของครอบครัวนั้น จำเลย ส.และน้องสาวของผู้เสียหายอีก 2 คน จะนอนรวมอยู่ในมุ้งเดียวกัน ส่วนผู้เสียหายจะแยกนอนเพียงลำพัง แต่ไม่มีการกั้นห้อง มีเพียงลังพลาสติกใส่เสื้อผ้าวางกั้นเป็นส่วนสัดเท่านั้น วันที่ 28 กันยายน 2560 ส. แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหาย ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย ผลการตรวจพบรอยแผลฉีกขาดเก่าที่ช่องคลอดของผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์คงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายและบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่ามาแสดง โดยเมื่อโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความต่อศาลต่อหน้าจำเลย จำเลยย่อมไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลได้ นอกจากปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมาศาลแต่มีเหตุต้องเลื่อนการพิจารณา ต่อมาปรากฏตามหนังสือของสถานีตำรวจภูธรแจ้งมายังโจทก์ว่าได้ส่งหมายเรียกให้แก่ผู้เสียหายโดยมีนาย ท. ตาของผู้เสียหายรับหมายเรียกพยานไว้แทน และนาย ท. แจ้งว่าบิดาของผู้เสียหายได้มารับตัวผู้เสียหายไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ทราบว่าไปพักอาศัยหรือทำงานอยู่ที่ใด ซึ่งเมื่อปรากฏตามสำเนาสูติบัตรของผู้เสียหายว่าบิดาของผู้เสียหายชื่อ อ. พร้อมระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนของ อ. แสดงว่าย่อมสามารถตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อหาที่อยู่ของ อ. และผู้เสียหายได้ เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่จะติดตามผู้เสียหายมาเบิกความได้ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถ นำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่บันทึกคำให้การของผู้เสียหาย และบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ซึ่งให้การต่อหน้าบุคคลในสหวิชาชีพและในเวลาหลังเกิดเหตุไม่นาน ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อม จึงน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

ส่วน ส. ซึ่งหลบหนีไปจากภูมิลำเนาไม่สามารถติดต่อได้ และจับกุมไม่ได้ตามหมายจับ จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมมีเหตุผลสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำให้การของ ส. ในชั้นสอบสวนได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (2) อย่างไรก็ตามปรากฏว่า เดิม ส. มารดาของผู้เสียหายและผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันว่าผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศโดยไม่ได้ให้การว่าเกิดการกระทำอย่างไรขึ้น ซึ่งการกระทำชำเราไม่ว่าจะใช้สิ่งใดล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายก็ตาม ผู้เสียหายน่าจะทราบได้ ยิ่งทำให้เห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยมาสืบเพื่อให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง แม้โจทก์จะมีนาง น. มาเป็นพยานเบิกความว่าผู้เสียหายว่าถูกจำเลยข่มขืน 1 ครั้ง และมีร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า ได้สอบคำให้การ ส. และผู้เสียหายไว้ แต่พยานทั้งสองก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า นอกจากนี้แม้ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์จะระบุว่ามีร่องรอยฉีกขาดเก่าที่ช่องคลอดของผู้เสียหายก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ได้แน่นอนว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจริง เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความต่อศาล โดยที่จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า สมควรรับฟังวัตถุพยานที่เป็นบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเสมือนหนึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ด้วยนั้น โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้เถียงว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย อย่างไร จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและทำละเมิดผู้ร้อง จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ก. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายอัฐษฎา วิลัยทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8591/2563
#664355
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 ไม่ได้บัญญัติว่า การกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีไป เมื่อสภาพแห่งความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ มีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละฐานความผิดแยกออกจากกันได้ชัดเจนทั้งในแง่องค์ประกอบความผิด เจตนาในการกระทำ สภาพและลักษณะของการกระทำความผิดสำเร็จ ตลอดจนบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ต่างฉบับกัน แม้การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดฐานดังกล่าวเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน แต่การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดมีเจตนาจะทำให้ผลของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบจึงเป็นความผิดต่างกรรมกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติความผิดฐานร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นนั้น เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดหลอกลวงผู้เสียหายจนหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่จำเลยทั้งเจ็ดเตรียมไว้แล้ว จำเลยทั้งเจ็ดเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากตู้เบิกถอนเงินสดอัตโนมัติไป แม้การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ จะกระทำภายหลังจากจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายสำเร็จแล้ว แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยจำเลยทั้งเจ็ดมีเจตนาที่จะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดที่ผู้เสียหายโอนให้จำเลยทั้งเจ็ด ความผิดฐานร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาเดียว เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 209, 210, 269/5, 269/6, 269/7, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (3), 5, 9, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 25 ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 3,289,212 บาท และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 5 ขอแก้ไขคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด และข้อหาร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 269/5, 269/6, 269/7, 341, 342 (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 5 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 จำคุกคนละ 7 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนเงินจำนวน 3,289,212 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 269/5, 269/6, 269/7, 341, 342 (1), 343 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) (3), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5, 25 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การรับสารภาพในความผิดตามฟ้องทุกฐาน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกแต่ละกระทง 2 ปี 6 เดือน 3 ปี และ 1 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีกำหนดคนละ 6 ปี 10 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันใช้และร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี รวมความผิดทุกฐานแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 10 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งโจทก์ฟ้องในข้อเดียวกัน กับความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ และความผิดฐานร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ได้บัญญัติว่า การกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีไป สำหรับความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบนั้น เมื่อความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่สมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดนั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป และความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปซึ่งรวมตัวกันช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วร่วมกันกระทำการใดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงและเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ส่วนความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สิน โดยรู้ในขณะที่ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินนั้นว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ มีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละฐานความผิดแยกออกจากกันได้ชัดเจนทั้งในแง่องค์ประกอบความผิด เจตนาในการกระทำ สภาพและลักษณะของการกระทำความผิดสำเร็จ ตลอดจนบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ต่างฉบับกัน แม้การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดฐานดังกล่าวเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดมีเจตนาจะทำให้ผลของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นต่างกัน การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบจึงเป็นความผิดต่างกรรมกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกเตรียมไว้ แล้วจำเลยทั้งเจ็ดเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไป ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทสุรศักดิ์ ผู้สืบสวนและร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ว่า เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าโอนเงินแล้ว จำเลยทั้งเจ็ดจะไปเบิกถอนเงินจากตู้เบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ แม้การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด จะกระทำภายหลังจากจำเลยทั้งเจ็ดกับพวกร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายสำเร็จแล้ว แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยทั้งเจ็ดกับพวกมีเจตนาที่จะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดที่ผู้เสียหายโอนให้จำเลยทั้งเจ็ดกับพวก ความผิดฐานร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาเดียว เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวต่างกรรมกัน ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับความผิดฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 7 ปี 10 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 12 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 209 วรรคแรก ม. 210 วรรคแรก ม. 269/5 ม. 269/6 ม. 269/7 ม. 341 ม. 342 (1) ม. 343 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 5 (3) ม. 9 วรรคสอง ม. 60
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8575/2563
#681423
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของ น. ที่แอบนำเอาเครื่องบันทึกเสียงมาทำการบันทึกการสนทนาระหว่างจำเลยทั้งสองกับคู่สนทนา โดยจำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าขณะที่ตนทำการสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึกลงไปในเครื่องบันทึกเสียงเรียบร้อยแล้ว ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของจำเลยทั้งสองอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดาจึงนำไปใช้บังคับแก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายเป็นผู้ได้พยานหลักฐานนั้นมาจากการกระทำโดยมิชอบด้วย ส่วนจะมีเหตุยกเว้นให้สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบนั้นได้หรือไม่เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 อันเป็นข้อยกเว้นให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาด้วยวิธีการอันเกิดจากการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท อันเป็นการพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และเป็นความผิดอันยอมความได้ พฤติการณ์ของความผิดในคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม ลักษณะแห่งคดียังอยู่ในวิสัยที่โจทก์ทั้งสองสามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริตชอบด้วยกฎหมายมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองได้ การอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ เท่ากับอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองนำพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนำสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจำเลยทั้งสองแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานของการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป ประกอบกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้แสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ มิใช่ผู้ที่จะต้องได้รับการลงโทษในทางอาญา หากศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ดังนี้ การรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวกลับจะเป็นผลเสียมากกว่า บันทึกเสียงการสนทนาและข้อความจากการถอดเทปจึงไม่อาจรับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และ 226/1

การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองไม่พอฟังว่า จำเลยทั้งสองกล่าวถ้อยคำตามฟ้องอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้โจทก์ทั้งสองจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงนั้นก็ยังต้องว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองด้วย เมื่อศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 332 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลและขอโทษในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน ขนาดกรอบโฆษณากว้าง 4 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว ติดต่อกัน 7 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า บันทึกเสียงการสนทนาตามวัตถุพยาน (แผ่นซีดี) และข้อความจากการถอดเทปเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยชอบหรือไม่ และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่า พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น พฤติการณ์ในคดีนี้ นางสาวนิภาภรณ์อ้างว่าเป็นผู้ตระเตรียมและทำการบันทึกเสียงการสนทนาไว้ โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน แม้นางสาวนิภาภรณ์ นายปริญญา และนายเฌอมาวีร์จะกล่าวอ้างว่าเป็นการบันทึกเสียงการสนทนาในการประชุมของจำเลยทั้งสองกับนางสาวนิภาภรณ์ นายปริญญา และนายเฌอมาวีร์ นางกรกานต์และนางสาวมารีเยาะ แต่จำเลยทั้งสองก็ปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวข้อความ ทั้งมิได้มีการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ จึงยังคงมีข้อสงสัยในความถูกต้องแท้จริงของพยานวัตถุนั้นอยู่ แต่ถึงหากจะฟังว่านางสาวนิภาภรณ์ทำการบันทึกเสียงการสนทนาไว้ตามที่อ้าง ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ยินยอมให้มีการบันทึกเสียง การกระทำของนางสาวนิภาภรณ์ที่แอบนำเอาเครื่องบันทึกเสียงมาทำการบันทึกการสนทนาระหว่างจำเลยทั้งสองกับคู่สนทนา โดยจำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าขณะที่ตนทำการสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึกลงไปในเครื่องบันทึกเสียงเรียบร้อยแล้ว ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของจำเลยทั้งสองอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดาจึงนำไปใช้บังคับแก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายเป็นผู้ได้พยานหลักฐานนั้นมาจากการกระทำโดยมิชอบด้วย ส่วนจะมีเหตุยกเว้นให้สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบนั้นได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่าพยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) คุณค่าในเชิงพิสูจน์ ความสำคัญ และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น

(2) พฤติการณ์และความร้ายแรงของความผิดในคดี

(3) ลักษณะและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยมิชอบ

(4) ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบอันเป็นเหตุให้ได้พยานหลักฐานมานั้นได้รับการลงโทษหรือไม่ เพียงใด

บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาด้วยวิธีการอันเกิดจากการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท อันเป็นการพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และเป็นความผิดอันยอมความได้ พฤติการณ์ของความผิดในคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งในคดีอาญาโจทก์ทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ และศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยจะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ซึ่งคดีนี้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยลักษณะแห่งคดียังอยู่ในวิสัยที่โจทก์ทั้งสองสามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริต ชอบด้วยกฎหมาย มาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองได้ การอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองได้มาจากการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ เท่ากับอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองนำพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนำสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจำเลยทั้งสองแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของจำเลยทั้งสองและกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานของการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป ประกอบกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้แสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ มิใช่ผู้ที่จะต้องได้รับการลงโทษในทางอาญา หากศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีโดยตลอดแล้ว การรับฟังพยานหลักฐานนั้นมิได้เป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรม แต่กลับจะเป็นผลเสียที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าบันทึกเสียงการสนทนา และข้อความจากการถอดเทปไม่อาจรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และ 226/1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองมีนางสาวนิภาภรณ์และนายปริญญาซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองพูดใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยข้อความอันเป็นเท็จ อันเป็นการหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองด้วยถ้อยคำอย่างไรนั้น เป็นการไม่ชอบ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บันทึกเสียงการสนทนา และข้อความจากการถอดเทป เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่อาจรับฟังว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสอง แล้ววินิจฉัยต่อไปว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองด้วยถ้อยคำอย่างไร พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องใส่ความโจทก์ทั้งสองต่อบุคคลที่สามอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดังนี้ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท การที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า นางสาวนิภาภรณ์และนายปริญญาเป็นประจักษ์พยาน ซึ่งมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอแก่การรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้แล้ว เท่ากับเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาต่อมาในทำนองเดียวกันอีกว่าคำเบิกความของนางสาวนิภาภรณ์ นายเฌอมาวีร์ และนายปริญญาเพียงพอรับฟังได้แล้วว่า จำเลยทั้งสองได้พูดกล่าวหาและใส่ความโจทก์ทั้งสองจริงตามคำฟ้อง โดยไม่ต้องอาศัยบันทึกเสียงการสนทนา และข้อความจากการถอดเทป นั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน นอกจากนั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่อ้างถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยทั้งสองกล่าวถ้อยคำใส่ความอันเป็นการหมิ่นประมาทตลอดจนฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่แสดงรายละเอียดถ้อยคำของจำเลยทั้งสองที่พูดไว้ในแต่ละช่วงเวลา และความหมายของถ้อยคำที่พูด ซึ่งโจทก์ทั้งสองถือว่ามีความหมายเป็นการหมิ่นประมาท เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติเสียก่อนว่าจำเลยทั้งสองได้กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องนั้นจริงแล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่ามีมูลเหตุจูงใจมาจากอะไร และถ้อยคำที่พูดนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองไม่พอฟังว่า จำเลยทั้งสองกล่าวถ้อยคำตามฟ้องอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้โจทก์ทั้งสองจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงนั้นก็ยังต้องว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ด้วย ซึ่งเมื่อคดีของโจทก์ทั้งสองต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ปัญหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น จึงเป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 226, 226/1
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายกิตติพิชญ์ อำนักมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางธารทิพย์ จงจักรพันธ์
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ศุภมิตร บุญประสงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8572/2563
#656665
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาออกจากห้องเช่าของผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นโทรศัพท์ในห้องเช่าของจำเลยซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ไม่ว่าจะขออนุญาตผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยพาไปพยายามกระทำชำเรา ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความหมายของคำว่า "พราก" แล้ว จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

จำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร เป็นเจตนาที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 มารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนที่จำเลยเจตนากระทำอนาจารและพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจตนาต่างหากจากเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไป มิใช่กระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 59, 80, 91, 92, 277, 279, 283 ทวิ, 317 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2041/2559 และ 2875/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนง เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 16 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี บวกโทษจำคุกคดีละ 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2041/2559 และ 2875/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนง เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 12 ปี 2 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องโจทก์ว่าจำเลยถูกจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ฉ. ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 และนาย ฉ. ที่ห้องเช่าไม่มีชื่อ ห้องหมายเลข 1 ส่วนจำเลยพักอาศัยที่ห้องเช่า ห้องหมายเลข 5 ซึ่งเป็นห้องที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรว่า จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แพทย์ตรวจไม่พบหลักฐานว่าผ่านการร่วมประเวณี และพนักงานสอบสวนสอบคำให้การผู้เสียหายทั้งสองไว้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากร้อยตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานกระทำการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะแกล้งกล่าวหาและเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ น่าเชื่อว่าได้เบิกความไปตามความจริง นอกจากนั้นตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยให้การรับสารภาพและให้รายละเอียดก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยกระทำการล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร และภายหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปโดยมีผู้เสียหายที่ 1 วิ่งติดตามไปในทันที เมื่อไปถึงบริเวณตรงข้ามปากซอย ผู้เสียหายที่ 1 ร้องเรียกให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยระบุถึงพฤติการณ์การกระทำของตนเองไปตามความเป็นจริง โดยปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโท อ. ที่ยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนไม่ได้ขู่เข็ญ บังคับ ให้คำมั่นสัญญา หรือหลอกลวงจำเลยแต่อย่างใด และพยานอ่านข้อความในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ให้จำเลยฟังก่อนลงลายมือชื่อ ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานบอกเล่าซึ่งตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนดังกล่าวมาฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยเป็นการวินิจฉัยโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานนี้กฎหมายมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก อันไม่ใช่ตัวเด็กที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย เด็กแม้จะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดคำว่า "พราก" โดยวิธีการอย่างใด และไม่ว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือโดยมีผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำ หากมีผู้กระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในห้องเช่าของจำเลย การที่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาออกจากห้องเช่าของผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นในห้องเช่าที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ไม่ว่าจะขออนุญาตผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ก็ตาม เมื่อถูกจำเลยพาไปพยายามกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาถูกตัดขาดพรากไปแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยกระทำลักษณะเสื่อมเสียเยี่ยงนี้ ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา อันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และได้พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกันก็ตาม แต่เห็นได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 มารดาของผู้เสียหายที่ 2 ส่วนที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจตนากระทำอนาจารและพยายามกระทำชำเราอันเป็นเจตนาต่างหากจากเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปดังกล่าว จึงมิใช่กระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีให้จำคุก 8 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารให้จำคุก 8 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีอนึ่ง แม้ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 279 ตามลำดับ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 5 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 18 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2041/2559 และ 2875/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนงเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลย 6 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 283 ทวิ ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8567/2563
#662035
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าและการใช้ประโยชน์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จำแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่น ระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมีพลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัดย่อย 8307.10 ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าพิกัด 8307.10 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่ามีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า สินค้าพิพาทจัดเข้าประเภทพิกัด 7326.209 นั้น เห็นว่า ความเห็นแย้งดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีตามราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นจำนวนเงินค่าอากรเท่าใด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 16 และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตาม ป.รัษฎากรเป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ และใน ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผลให้กระทบจำนวนเงินที่ต้องนำมารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร ก็ต้องปรับจำนวนฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามราคาสินค้าบวกค่าอากรขาเข้าที่ถูกต้องตามผลคดีที่โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าเพื่อให้จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของจำเลยที่ 1 การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้าของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 1111 - 0104800276 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 1111 - 0104800275 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0094803607 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0102 - 0104800693 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104800904 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104801692 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104802510 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0104803452 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0102 - 0104805142 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0114800744 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0114802890 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0114803803 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124800324 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0102 - 0124800309 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124801428 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124802391 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104 - 0124803488 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า Outer และ Outer casing โดยสำแดงเป็นประเภทพิกัด 8307.10 และประเภทพิกัด 7326.90 ซึ่งสินค้าพิพาทมีลักษณะภายนอกเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้มีหน้าตัดเป็นรูกลวงขนาดแตกต่างกันซึ่งนำเข้าเป็นม้วน สินค้าดังกล่าวแบ่งเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่มี 3 ชั้น และ 4 ชั้น ซึ่งสินค้าที่มี 3 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นในมีลักษณะคล้ายหลอดพลาสติกทำด้วยโพลิเอทิลีนซึ่งใช้ในการสอดสายสลิงและมีส่วนช่วยในการลดแรงเสียดทานในการใช้งานระหว่างลวดสลิงกับผนังท่อเหล็ก ชั้นกลางเป็นผนังท่อเหล็กซึ่งเป็นเส้นลวดเหล็กหลายเส้นพันเกลียวแน่นรอบหลอดพลาสติกชั้นใน ซึ่งมีคุณสมบัติหลักในเรื่องความแข็งแรงของเหล็กที่ทำหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับลวดสลิงและคงสภาพท่อไว้ไม่ให้เกิดการยุบตัวในช่วงเวลาการประกอบเข้ากับตัวรถยนต์ อีกทั้งยังช่วยในการบิดตัวไปซ้ายและขวาของสายได้ ชั้นนอกเป็นผนังพลาสติกสีดำใช้ป้องกันน้ำจากภายนอกเพื่อไม่ให้เกิดสนิมกับผนังลวดเหล็กและป้องกันบริเวณผิวภายนอกไม่ให้เกิดการผุกร่อนและให้ความยืดหยุ่นในการประกอบเข้ากับชิ้นส่วนตัวรถยนต์ ส่วนชนิด 4 ชั้น ใช้วัสดุเหมือนกับสินค้าที่มี 3 ชั้น แต่เพิ่มชั้นลวดเหล็กทับแบนพันเกลียวรอบลวดเหล็กพันเกลียวชั้นกลางเพื่อให้มีความแน่นมากขึ้น โดยโจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้ารวม 17 ฉบับ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 เห็นว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นสินค้าในประเภทพิกัดย่อยที่ 7326.209 อัตราอากรร้อยละ 20 จึงแจ้งการประเมินอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 3,191,164.67 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะส่วนอากรขาเข้า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบทบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ออกใบขนสินค้าให้" มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสําหรับของที่นําเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นําของเข้าสําเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคํานวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งทำเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515" ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 83.07 ว่า หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตติ้ง) และประเภทย่อย 8307.10.00 ระบุว่า ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ส่วนสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 73.26 ระบุว่า ของอื่น ๆ ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และประเภทย่อย 7326.20.90 ระบุว่า อื่น ๆ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า สินค้าพิพาทมี 2 ชนิด คือแบบ 3 ชั้น และแบบ 4 ชั้น ชั้นในสุดเป็นท่อพลาสติก (Liner) มีรูตรงกลางสำหรับใส่ลวดสลิง สายเคเบิลหรือวัตถุอย่างอื่น ชั้นที่ 2 เป็นเหล็ก (Shield) โดยมีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบท่อพลาสติก ชั้นนอกสุดเป็นพลาสติกหรือยางใช้ป้องกันน้ำจากภายนอก (Coating) ส่วนแบบ 4 ชั้น จะเพิ่มแถบเหล็กหรือแถบโลหะ (Casing) รัดรอบลวดเหล็กในชั้นกลาง เมื่อพิเคราะห์ตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ประเภทพิกัดที่ 83.07 พร้อมคำแปล ซึ่งระบุว่า หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตตั้ง)... หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะ มีสองชนิดที่สำคัญซึ่งแตกต่างกันตามกรรมวิธีการผลิต ดังนี้ (1) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ประกอบด้วยแถบที่ทำเป็นรูปทรงม้วนวนเป็นเกลียว... (2) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ทำเป็นลูกฟูก..." และระบุในย่อหน้าที่สามว่า "ประเภทนี้ยังคลุมถึงหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ประกอบด้วยลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น เช่น เพื่อใช้เป็นปลอกสำหรับเคเบิล "โบเดน" หรือสำหรับสายเบรกจักรยาน)... โดยคำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าลวดที่ขดเป็นเกลียวนั้นจำต้องยึดติดกัน เมื่อพิจารณาสินค้าพิพาท แล้ว เห็นว่า สินค้าพิพาทประกอบด้วยเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันเป็นเกลียวแน่นรอบท่อพลาสติก มีชั้นพลาสติกคลุมด้านนอก และมีท่อพลาสติกด้านใน จึงตรงตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 83.07 ดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 เคยมีคำวินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์นำเข้าประเภทท่อชิ้นนอก (ลวดเหล็กม้วนวนเป็นเกลียว) หรือ Outer Spring ที่นำมาผลิตเป็นสายคลัตซ์รถยนต์ จัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 ซึ่งโจทก์นำสืบโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า สินค้าดังกล่าวมีโครงสร้างคล้ายกับสินค้าพิพาท แต่ชั้นที่ 2 ชั้นกลางจะเป็นลวดเหล็กทับแบนม้วนวนเป็นเกลียว การนำไปใช้งานจะมีลักษณะคล้ายกันแต่ Outer Spring จะทนแรงดึงและดันได้น้อยกว่าสินค้าพิพาทที่มีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบหลอดที่เป็นพลาสติก ดังนั้น ลักษณะของสินค้าพิพาทจึงตรงกับลักษณะลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่นและมีลักษณะการใช้งานไม่ต่างกับสินค้าที่จำเลยที่ 1 เคยวินิจฉัยว่าจัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 การที่ต้องนำเส้นลวดเหล็กมาพันเป็นเกลียวก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เกิดความยืดหยุ่นในตัวโครงสร้างโดยกระจายแรงไปยังลวดทุกเส้น ส่วนการที่มีผนังชั้นในเป็นท่อพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญว่าไม่เข้าประเภทพิกัดนี้ และแม้องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization : WCO) จะไม่เคยมีคำวินิจฉัยประเภทพิกัดสำหรับสินค้าพิพาทนี้ แต่องค์การศุลกากรโลกเคยมีคำวินิจฉัยว่า สายเปิดกระโปรงหน้ารถและสายเปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบไปด้วยท่อทำด้วยลวดเหล็กพันเกลียวหุ้มด้วยพลาสติกชนิดที่อ่อนงอได้ (flexible outer casing) และมีสายเคเบิลชั้นในที่เคลื่อนที่ได้ จัดเข้าประเภทพิกัด 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยานยนต์ โดยไม่จำเป็นว่าหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ต้องทำด้วยเหล็กหรือลวดเหล็กพันเกลียวหรือจำต้องยึดติดกันเช่นกัน เมื่อพิเคราะห์ลักษณะการใช้งานสินค้าพิพาทที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามาเป็นม้วนเพื่อนำมาผลิตเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยานยนต์ต่าง ๆ รวมถึงสายเบรก สายคลัตซ์ สายเปิดฝากระโปรงรถยนต์และสายเปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย โดยพยานจำเลยที่ 1 ปากนายสมยศซึ่งเป็นผู้พิจารณาปัญหาพิกัดสินค้าพิพาทนี้ตอบคำถามค้านทนายโจทก์เพียงว่า สินค้าที่องค์การศุลกากรโลกวินิจฉัยเป็นการทำมากกว่าสินค้าพิพาทโดยมีลักษณะเป็นสายเบรกและสายคลัตซ์รถยนต์แล้ว แต่หากสินค้าพิพาทจะนำไปทำเป็นสายเปิดฝากระโปรงรถยนต์หรือสายเบรกได้หรือไม่ พยานไม่ทราบ ประกอบกับศุลกากรของประเทศอื่นซึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัยสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าพิพาทว่าเป็นประเภทพิกัด 83.07.10.00 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าและการใช้ประโยชน์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จำแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่น ระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมีพลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัดย่อย 8307.10 ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าพิกัด 8307.10 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า มีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า สินค้าพิพาทจัดเข้าประเภทพิกัด 7326.209 นั้น เห็นว่า ความเห็นแย้งดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าสินค้าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีตามราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นจำนวนเงินค่าอากรเท่าใด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 16 และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรเป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ และในประมวลรัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผลให้กระทบจำนวนเงินที่ต้องนำมารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ก็ต้องปรับจำนวนฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามราคาสินค้าบวกค่าอากรขาเข้าที่ถูกต้องตามผลคดีที่โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าเพื่อให้จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะส่วนที่คิดจากฐานอากรขาเข้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.รัษฎากร ม. 4 ม. 16 ม. 30 ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 26
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อธิป จิตต์สำเริง
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8494/2563
#656664
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า "เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง" เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง แต่พยานโจทก์คงมี ภ. พยานโจทก์ที่เบิกความว่าพยานเป็นผู้ตรวจอาคารที่เกิดเหตุ พบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบ โดยพยานไม่ได้เบิกความว่าพบเห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างด้วยตนเอง และมี ก. เจ้าของอาคารที่ติดอยู่กับบ้านเกิดเหตุเบิกความแต่เพียงว่าเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยในระหว่างการก่อสร้าง ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นแก่จำเลยทั้งสองตามมาตรา 69 มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 31, 40, 41, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้ปรับเป็นรายวันฐานร่วมเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ปรับรายวันฐานร่วมกันจัดให้มีหรือร่วมกันก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ปรับรายวันฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการกระทำตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ปรับรายวันฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันฟ้องคือวันที่ 11 สิงหาคม 2559 และนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ปรับรายวันฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2555 ถึงวันฟ้องและนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น กับขอให้นับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2595/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 31 วรรคหนึ่ง, 40 (1) (2), 42, 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 69 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคาร (ที่ถูกดัดแปลงอาคาร) โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 เป็นเวลา 104 วัน เป็นเงิน 10,400 บาท รวมปรับคนละ 20,400 บาท ฐานร่วมกันจัดให้มีหรือร่วมกันก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 เป็นเวลา 1 วัน เป็นเงิน 100 บาท รวมปรับคนละ 10,100 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการกระทำ จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 เป็นเวลา 82 วัน เป็นเงิน 8,200 บาท รวมเป็นเงินคนละ 18,200 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้ หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคารที่ก่อสร้าง จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2559) เป็นเวลา 1,532 วัน รวมเป็นเงิน 153,200 บาท รวมปรับคนละ 163,200 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารก่อสร้าง จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท กับปรับอีกคนละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2555 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2559) เป็นเวลา 1,417 วัน รวมเป็นเงิน 151,700 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมทุกกระทงแล้วจำคุกคนละ 10 เดือน และปรับคนละ 363,600 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน 18 วัน (ที่ถูกคือ 6 เดือน 20 วัน) และปรับคนละ 242,400 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อสร้างดัดแปลงรื้อถอนอาคารให้ผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 9,000 บาท ฐานร่วมกันดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 9,000 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน 30 วัน และปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยทั้งสองรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) (2), 41, 42, 65 วรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการกระทำ ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณที่ก่อสร้าง ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารก่อสร้าง ไม่ปรับบทเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 69 และไม่ปรับจำเลยทั้งสองเป็นรายวัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 33768 เป็นอาคารพักอาศัย ขนาดพื้นที่ 366 ตารางเมตร ไม่มีโรงจอดรถ เสาอาคารด้านหน้าทิศตะวันตกมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 1.55 เมตร และผนังอาคารเป็นคอนกรีตทึบ แต่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเสาอาคารด้านหน้าทางทิศตะวันตกห่างจากแนวเขตที่ดินเพียง 0.30 เมตร กับมีการตั้งเสาคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียวหลังคาโครงเหล็กเป็นโรงจอดรถกว้าง 5.40 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 3.50 เมตร 1 หลัง เจาะช่องประตูขนาด 0.70 เมตร สูง 1.80 เมตร 1 แห่ง และติดตั้งก้อนแก้วใส ขนาด 0.45 เมตร สูง 0.60 เมตร บริเวณผนังอาคารด้านทิศตะวันตก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร คำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข และคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคารและคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข เป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ บัญญัติว่า "การแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือให้รื้อถอนอาคาร ให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว" มาตรา 47 ทวิ นี้ได้เพิ่มเติมขึ้นทั้งมาตราโดยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 ซึ่งในตอนท้ายของพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ว่า เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการบังคับการตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และปรับปรุงบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและชัดเจนยิ่งขึ้น แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารในกรณีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องมีการแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ผู้ฝ่าฝืนทราบเสียก่อนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องได้รับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว เมื่อพ้นกำหนดสามวันที่มีการปิดประกาศดังกล่าว ผู้ฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงจะเป็นการกระทำที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ การแจ้งคำสั่งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 ทวิ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การกระทำของผู้ฝ่าฝืนครบองค์ประกอบความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในข้อนี้โจทก์นำนางสาวภาสินี เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดอนเมือง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่นายช่างโยธาชำนาญงานมาเบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยละเอียด โดยพยานเบิกความว่าได้ส่งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทราบทางไปรษณีย์ตอบรับ ตรวจดูเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เป็นไปรษณีย์ตอบรับการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอน เพราะมีตราประทับของที่ทำการไปรษณีย์ลงวันที่ 4 กันยายน 2555 ใกล้เคียงกับวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอน คือ 23 สิงหาคม 2555 เอกสารที่ส่งไปถูกส่งคืนผู้ฝากเนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด เฉพาะภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ที่จ่าหน้าซองว่า 15/12 นั้น ปรากฏว่าตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีไปถึงจำเลยที่ 1 ทุกฉบับ หนังสือสัญญาขายที่ดิน ภาพถ่ายประกอบคดี รวมทั้งในคำฟ้องโจทก์ต่างก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 อยู่บ้านที่เลขที่ 15/2 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับคำสั่ง จึงเป็นได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไปยังจำเลยที่ 1 ผิดบ้าน เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยานว่าจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นรวม 4 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามให้ใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข และคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร แต่โจทก์ไม่อ้างส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับการส่งคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งที่ห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แก่จำเลยทั้งสอง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองเป็นพยาน เมื่อตรวจดูบัญชีพยานโจทก์ในสำนวน ปรากฏว่าโจทก์ก็มิได้ระบุอ้างเอกสารหนังสือการแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเป็นพยาน และฎีกาของโจทก์ก็ยอมรับว่าโจทก์ไม่อ้างส่งเอกสารหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับสำหรับคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคารและคำสั่งห้ามใช้อาคารให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่นางสาวภาสินีพยานโจทก์เบิกความว่า ดำเนินการส่งเอกสารหนังสือคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นเพียงคำเบิกความที่ปราศจากพยานเอกสารที่สำคัญ คือไปรษณีย์ตอบรับมาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ทำให้คำเบิกความของนางสาวภาสินีไม่มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ส่งคำสั่งตามมาตรา 47 ทวิ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว การที่จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้คดีในประเด็นนี้ ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับ เพราะคดีนี้มิใช่คดีแพ่ง มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าหากโจทก์มิได้นำสืบพยานในประเด็นสำคัญที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เป็นประเด็นที่ชัดเจนแล้ว โจทก์จะได้ประโยชน์โดยไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานตามภาระการพิสูจน์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดมา โจทก์ยังมีภาระการพิสูจน์ว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 แต่เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ อย่างครบถ้วน การแจ้งคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข

ปัญหาต่อไปจะได้วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ คดีได้ความจากนางสาวภาสินีพยานโจทก์ว่า เมื่อมีการตรวจสอบอาคารของจำเลยทั้งสองแล้วเจ้าพนักงานท้องถิ่นเห็นว่าเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขซึ่งเป็นการออกคำสั่งตามมาตรา 40 การที่จะให้คำสั่งดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 47 ทวิ แต่เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วน โดยไม่ได้ส่งหนังสือให้แก่จำเลยทั้งสองทางไปรษณีย์ตอบรับ ทำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคาร เพราะตามมาตรา 42 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจให้เจ้าของอาคาร รื้อถอนอาคารทั้งหมดหรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้แจ้งคำสั่งให้เจ้าของอาคารแก้ไขแล้ว แต่เจ้าของอาคารไม่ดำเนินการภายในกำหนด เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่ากระบวนการแจ้งคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยทั้งสองระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข ไม่ครบถ้วนมาตรา 47 ทวิ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่ง จำเลยทั้งสองไม่มีโอกาสดำเนินการแก้ไขได้ ดังนั้นการออกคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารนั้นจึงไม่อาจกระทำได้ แม้จะฟังว่าได้มีการแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนนี้เป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้จำเลยทั้งสอง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง และได้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นการดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 47 ทวิ แล้วก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งให้รื้อถอนเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการรื้อถอนตามคำสั่งดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคาร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามใช้อาคาร คำสั่งให้ดำเนินการแก้ไข และฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าตามมาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า "เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง" เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง แต่พยานโจทก์คงมีนางสาวภาสินีพยานโจทก์ที่เบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจอาคารที่เกิดเหตุพบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบโดยพยานไม่ได้เบิกความว่าพบเห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างด้วยตนเอง และมีนายเกียรติพล เจ้าของอาคารที่อยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุ เบิกความแต่เพียงว่าเห็นจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยในระหว่างการก่อสร้าง ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารด้วยตนเอง พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ แก่จำเลยทั้งสองตามมาตรา 69 มิได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่เป็นผู้ดำเนินการมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีเพียงวรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องและความผิดตามมาตรา 21 นอกจากจะต้องวางโทษจำคุกและปรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ยังต้องระวางโทษปรับรายวันตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนด้วยตามมาตรา 65 วรรคสอง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ลงโทษปรับรายวันนั้น แม้เป็นการไม่ถูกต้องแต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาในข้อดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 31 วรรคหนึ่ง, 65 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพรชัย หวังประเสริฐกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์พัก
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8482/2563
#661425
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กรรมการคนหนึ่งของบริษัท ช. ลงลายมือชื่อในรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) โดยระบุชื่อโจทก์เป็นกรรมการที่ออกจากตำแหน่ง เป็นการลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ 1 เอง มิได้เป็นการปลอมลายมือชื่อผู้อื่นในเอกสารและไม่ใช่การเพิ่มเติมข้อความในเอกสารที่แท้จริง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารปลอม แม้ไม่มีตราประทับของบริษัท ช. ก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำในนามของบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 137, 264, 265, 266, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 10, 11, 16, 17, 27, 28, 42, 47

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด กรรมการคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการผูกพันบริษัทได้ โจทก์ถือหุ้น 8,000 หุ้น จำเลยที่ 1 ถือหุ้น 1,000 หุ้น และนางสาวทิพสุคนธ์ถือหุ้น 1,000 หุ้น บริษัทจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการร้านขายสินค้าสะดวกซื้อหรือร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ โดยรับสินค้าของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มาจำหน่าย ในการควบคุมสินค้าและการเงินการบัญชีของร้าน บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ควบคุม เมื่อเดือนมกราคม 2559 เกิดปัญหาเงินในบัญชีของร้านหายไป 50,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วงที่โจทก์บริหารงาน จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เรียกโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์มาเจรจาและได้มีการชำระเงินคืนส่วนที่หายไป ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เรียกโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์มาเจรจาอีกครั้งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเกี่ยวกับเรื่องการบริหารร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ที่บริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด รับโอนกิจการมาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังจากวันดังกล่าวโจทก์ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด อีก ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 จ้างบริษัทพี เอ็น แอ๊คเคาน์ ซิสเต็ม แอนด์ คอนเซาน์ จำกัด ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้าง ดำเนินการยื่นเอกสารต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดกระบี่ ขอจดทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยอ้างรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ว่ามีมติให้โจทก์ออกจากกรรมการ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าไม่มีการประชุมกันจริงและไม่มีการส่งคำบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้บริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการออก 1 คน คือ โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัท มีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจ และมีจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ในการยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทในสำเนาคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด สำเนาคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด สำเนารายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือเรื่องส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยอ้างการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือ นางสาวทิพสุคนธ์ถือหุ้น 1,000 หุ้น นางสาวปัญจณัฐฎา ซึ่งเป็นบุตรสาวของโจทก์ถือหุ้น 1,000 หุ้น และจำเลยที่ 1 ถือหุ้น 8,000 หุ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) และใช้เอกสารปลอมดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด ลงลายมือชื่อในรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) โดยระบุชื่อโจทก์เป็นกรรมการที่ออกจากตำแหน่งนั้น เป็นการลงลายมือชื่อในนามของจำเลยที่ 1 เอง มิได้เป็นการปลอมลายมือชื่อผู้อื่นในเอกสารและไม่ใช่การเพิ่มเติมข้อความในเอกสารที่แท้จริง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารปลอม แม้ไม่มีตราประทับของบริษัทก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำในนามของบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานโดยเชื่อว่าโจทก์ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอจดทะเบียนเอาโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) และใช้เอกสารปลอม ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารเท็จ โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมให้กระทำการดังกล่าว ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 137, 264, 265, 266, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 10, 11, 16, 17, 27, 28, 42, 47 เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ แม้จะไม่ได้ให้การต่อสู้ในรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเอาโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกามาก็ตาม เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมให้กระทำการดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วฟังเชื่อว่า โจทก์ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอจดทะเบียนเอาโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สามว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และมาตรา 268 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่นำเจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่าโจทก์เอาเงินของร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ สาขาเขาต่อ ไป แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ในเดือนมกราคม 2559 มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานใหญ่ มาตรวจเงินคงเหลือพบว่าเงินหายไป 50,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วงที่โจทก์บริหารกิจการ วันที่ 11 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เรียกโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์มาสอบถามแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์นำเงินจำนวน 50,000 บาท ชำระให้บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) วันที่ 15 มกราคม 2559 บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เรียกโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์ไปเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ สาขาเขาต่อ ที่บริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด รับโอนกิจการมาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ครั้นหลังจากวันที่ 15 มกราคม 2559 โจทก์ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถามค้านยอมรับว่า โจทก์ขอยืนยันว่าบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า หากโจทก์ยังคงเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จะยกเลิกสัญญาระหว่างบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่า บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด ตรวจสอบพบว่าในช่วงที่โจทก์เป็นผู้บริหารร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ สาขาเขาต่อ มีเงินหายไปจำนวน 50,000 บาท และหลังจากที่มีการเจรจาระหว่างบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์แล้ว บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ให้ยกเลิกสัญญาฉบับแรกที่โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการร้าน โดยให้จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นผู้บริหารและเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด แทนโจทก์และต้องคัดชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด มิฉะนั้นจะถูกยึดร้านค้าคืนและถูกริบเงินประกันความเสียหาย ประกอบกับหลังจากที่มีการเจรจากับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แล้ว โจทก์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องดำเนินการใด ๆ ของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด อีก นอกจากนี้ยังเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ประมาณกลางเดือนมกราคม 2559 โจทก์โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์จะลาออกจากกรรมการของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด ขอให้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนในบริษัท อันเป็นการสนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน่ารับฟัง ประกอบกับช่วงเวลาหลังจากโจทก์รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตามลำดับ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าในขณะที่โจทก์เป็นผู้บริหารกิจการร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์ สาขาเขาต่อ มีเงินหายไปจำนวน 50,000 บาท จากนั้นมีการเจรจาระหว่างบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาวทิพสุคนธ์ โดยจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาชำระคืนแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และมีข้อตกลงให้เอาโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น และไม่ให้โจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องดำเนินการใด ๆ ในบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด อีก มิฉะนั้นบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จะยกเลิกสัญญาระหว่างบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โจทก์จึงยินยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการขอจดทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น และโจทก์ทราบว่ามีการจดทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการโดยไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 จริง แต่ก็มีชื่อนางสาวปัญจณัฐฎา บุตรสาวโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อฟังเชื่อว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการดำเนินการขอจดทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และมาตรา 268 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงผู้รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นตามข้อมูลที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แม้ในการขอจดทะเบียนเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด จะอ้างถึงการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งไม่มีการประชุมจริงก็ตาม แต่นายบุญปลูก นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดกระบี่ เบิกความว่า การนำชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ผู้ขอซึ่งเป็นกรรมการไม่จำต้องแนบเอกสารหนังสือคำบอกกล่าวการเรียกประชุม เพียงแต่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัดก็เพียงพอแล้วต่อการจดแจ้งต่อนายทะเบียน นอกจากนี้นายบุญปลูกยังตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถามค้านว่า การประชุมผู้ถือหุ้น รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท และการส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท เป็นเรื่องที่กรรมการผู้ประชุมต้องแจ้งคำบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนในบริษัททราบเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องภายในของบริษัทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อไม่ปรากฏว่านายบุญปลูกมีสาเหตุโกรธเคืองหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ที่ไม่จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2559 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันพิมพ์ข้อความในหนังสือมอบอำนาจ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด คำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือมติพิเศษ แล้วนำไปยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทช่วง ทรัพย์ทวี จำกัด โดยรับรายละเอียดข้อมูลจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ จึงเป็นการกระทำตามขั้นตอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้นให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้รับจากผู้ว่าจ้างเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 266 ม. 268
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายกฤษ ศิริอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา