คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2563
#662243
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบทพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ออกใบขนสินค้าให้" มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสําหรับของที่นําเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นําของเข้าสําเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคํานวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งทำเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515" เห็นว่า สินค้าพิพาทประกอบด้วยเส้นลวดกลมพันเป็นเกลียว มีชั้นพลาสติกคลุมด้านนอก และมีท่อพลาสติกด้านในตรงตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 83.07 ดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 เคยพิจารณาว่าท่อชิ้นนอก (ลวดเหล็กม้วนวนเป็นเกลียว) หรือ Outer Spring นำมาผลิตเป็นสายคลัตซ์รถยนต์ จัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 ซึ่งโจทก์นำสืบโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า Outer Spring มีโครงสร้างคล้ายกับ Outer Shield หรือสินค้าพิพาท แต่ชั้นที่ 2 ชั้นกลางจะเป็นลวดเหล็กทับแบนม้วนวนเป็นเกลียวและ Outer Spring จะทำแรงดึงและดันได้น้อยกว่า Outer Shield หรือสินค้าพิพาทที่มีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบหลอดที่เป็นพลาสติก ดังนั้น ลักษณะของสินค้าที่พิพาทกันเรื่องอากรขาเข้าคดีนี้ จึงตรงกับลักษณะลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น และมีลักษณะการใช้งานไม่ต่างกับสินค้าที่จำเลยที่ 1 เคยวินิจฉัยว่าจัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 นอกจากนี้ศุลกากรของประเทศอื่นซึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัยสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าพิพาทว่าเป็นประเภทพิกัด 8307.10.00 ประกอบกับเมื่อสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จำแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า "ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นระบุไว้อย่างกว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ..." เห็นว่า สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมีพลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัดย่อย 8307.10 ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าสินค้าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ..." เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีคือราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตาม ป. รัษฎากร มาตรา 16 และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตาม ป.รัษฎากร เป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว และ ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร ..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผลให้กระทบจำนวนเงินที่ต้องนำมารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กรณีนี้จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามการประเมินได้รวมอากรขาเข้าที่ไม่ถูกต้องและโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าแล้วศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของจำเลยที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-01135 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-02207 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146-00781 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146-02265 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01246-01445 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00147-00945 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00147-02536 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-01233 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-02497 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00347-03235 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447-01163 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447-02413 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-00679 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-01947 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-02750 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-00486 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-01377 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02201 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02677 ขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มของอากรขาเข้าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 19 ฉบับ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้าของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-01135 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01046-02207 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146-00781 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01146-02265 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-01246-01445 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00147-00945 ใบขนสินค้าเขาเข้าเลขที่ 0104-00147-02536 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-01233 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00247-02497 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00347-03235 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447-01163 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00447-02413 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-00679 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-01947 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00547-02750 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-00486 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-01377 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02201 และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0104-00647-02677 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลในประเด็นว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8307.10 หรือ ประเภทพิกัด 7326.209

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2547 โจทก์นำเข้าสินค้า Outer เข้ามาในราชอาณาจักร 19 ครั้ง โดยสำแดงเป็นประเภทพิกัด 8307.10 โดย Outer นั้น ชั้นในสุดมีลักษณะเป็นท่อพลาสติก (Liner) ผลิตจากพลาสติกโพลิเอทิลีน มีรูตรงกลางสำหรับใส่สายเคเบิล (Inner) มีหลายชนิด ชั้นที่ 2 ชั้นกลาง มีลักษณะเป็นผนังท่อเหล็ก (Shield) โดยมีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันเป็นเกลียวแน่นรอบท่อพลาสติกประมาณ 7 ถึง 22 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับแบบและขนาด ชั้นที่ 3 ชั้นนอกสุด เป็นพลาสติกสีดำ (Coating) ผลิตจากพลาสติกเช่นเดียวกับชั้นที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างลวดเหล็กเกิดสนิมหรือผุกร่อน ป้องกันความร้อนที่เกิดจากอุณหภูมิของเครื่องยนต์และท่อไอเสีย มีความหนาตั้งแต่ 0.45 ถึง 1.11 มิลลิเมตร โจทก์เรียกว่า Outer Spring มีโครงสร้างคล้ายสินค้าดังกล่าว แต่ต่างกันที่ชั้น 2 ชั้นกลางเป็นลวดเหล็กทับแบบม้วนวนเป็นเกลียวนำไปใช้งานคล้ายกัน แต่ทนแรงดันได้น้อยกว่า ส่วนแบบที่มี 4 ชั้น จะเพิ่มลวดเหล็กทับแบน (Casing) พันเกลียวรอบลวดเหล็กในชั้นที่ 2 (Shield) เพื่อทำหน้าที่พันชั้นที่ 2 ให้แน่นมากขึ้น โจทก์สำแดงสินค้า Outer เป็นประเภทพิกัด 8307.10 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 5 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทของอื่นที่ทำด้วยเหล็กประเภทพิกัดที่ 7326.209 อัตราอากรร้อยละ 20 วันที่ 28 มกราคม 2557 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงออกแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าเพิ่ม เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่โจทก์นำเข้า โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะในส่วนของอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สินค้าพิพาทจัดอยู่ประเภทพิกัด 8307.10 หรือประเภทพิกัด 7326.209 พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบทพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ออกใบขนสินค้าให้" มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสําหรับของที่นําเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นําของเข้าสําเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคํานวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งทำเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515" ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 83.07 ว่า หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตติ้ง) (Flexible tubing of base metal, with or without fittings) ประเภทย่อย 8307.10.00 ระบุว่า ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า (Of iron or steel) และสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 73.26 ว่า ของอื่น ๆ ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า (Other articles of iron or steel) และประเภทย่อย 7326.20.90 ระบุว่า อื่นๆ (Other) จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติว่าสินค้าที่พิพาท มี 2 ชนิด คือแบบ 3 ชั้น และแบบ 4 ชั้น ชั้นในสุดเป็นท่อพลาสติก (Liner) มีรูตรงกลางสำหรับใส่ลวดสลิง สายเคเบิลหรือวัตถุอย่างอื่น ชั้นที่ 2 เป็นเหล็ก (Shield) โดยมีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบท่อพลาสติก ชั้นนอกสุดเป็นพลาสติกหรือยางใช้ป้องกันน้ำจากภายนอก (Coating) ส่วนแบบ 4 ชั้น จะเพิ่มแถบเหล็กหรือแถบโลหะ (Casing) รัดรอบลวดเหล็กในชั้นกลาง เมื่อพิเคราะห์คำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์โดยองค์การศุลกากรโลก ประเภทพิกัดที่ 83.07 ระบุว่า "หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (ฟิตติ้ง) ... หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะ มีสองชนิดที่สำคัญซึ่งแตกต่างกันตามกรรมวิธีการผลิต ดังนี้ (1) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ประกอบด้วยแถบที่ทำเป็นรูปทรงม้วนวนเป็นเกลียว ... (2) หลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ทำเป็นลูกฟูก ..." และระบุในย่อหน้าสามว่า "ประเภทนี้ยังคลุมถึงหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ที่ประกอบด้วยลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น (The heading also covers flexible tubing composed of tightly spiralled wire) เช่น เพื่อใช้เป็นปลอกสำหรับเคเบิล "โบเดน" หรือสำหรับสายเบรกจักรยาน (e.g., as used as sheathing for "Bowden" cables or cycle brake cables)..." โดยคำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ระบุด้วยว่าลวดที่ขดเป็นเกลียวต้องยึดติดกัน เมื่อพิจารณาสินค้าพิพาทแล้ว เห็นว่า สินค้าพิพาทประกอบด้วยเส้นลวดกลมพันเป็นเกลียว มีชั้นพลาสติกคลุมด้านนอก และมีท่อพลาสติกด้านในตรงตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 83.07 ดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 เคยพิจารณาว่าท่อชิ้นนอก (ลวดเหล็กม้วนวนเป็นเกลียว) หรือ Outer Spring นำมาผลิตเป็นสายคลัตซ์รถยนต์ จัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 ซึ่งโจทก์นำสืบโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า Outer Spring มีโครงสร้างคล้ายกับ Outer Shield หรือสินค้าพิพาท แต่ชั้นที่ 2 ชั้นกลางจะเป็นลวดเหล็กทับแบนม้วนวนเป็นเกลียวและ Outer Spring จะทำแรงดึงและดันได้น้อยกว่า Outer Shield หรือสินค้าพิพาทที่มีเส้นลวดเหล็กทรงกลมหลายเส้นพันรอบหลอดที่เป็นพลาสติก ดังนั้น ลักษณะของสินค้าที่พิพาทกันเรื่องอากรขาเข้าคดีนี้ จึงตรงกับลักษณะลวดที่ขดเป็นเกลียวแน่น และมีลักษณะการใช้งานไม่ต่างกับสินค้าที่จำเลยที่ 1 เคยวินิจฉัยว่าจัดเข้าประเภทพิกัด 8307.10.00 การที่ต้องนำลวดเหล็กมาพันเป็นเกลียวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในตัวโครงสร้างโดยกระจายแรงไปยังลวดทุกเส้น ส่วนการที่มีผนังชั้นในเป็นท่อพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญว่าไม่เข้าประเภทพิกัดนี้ และแม้องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization : WCO) จะไม่เคยมีคำวินิจฉัยประเภทพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับของพิพาทนี้ แต่องค์การศุลกากรโลกเคยมีคำวินิจฉัยประเภทพิกัด 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของยานยนต์ตามคำวินิจฉัยในการจำแนกพิกัดพร้อมคำแปลว่า ประเภทพิกัด 8708.29 คือ สายเปิดกระโปรงหน้ารถและสายเปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบไปด้วยท่อทำด้วยลวดเหล็กพันเกลียวหุ้มด้วยพลาสติกที่อ่อนงอได้ (flexible outer casing) และมีสายเคเบิลชั้นในที่เคลื่อนที่ได้ ... โดยไม่จำเป็นว่าหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ต้องทำด้วยเหล็กหรือลวดเหล็กพันเกลียวที่ต้องยึดติดกัน เมื่อพิเคราะห์ลักษณะการใช้งานที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามาเป็นม้วน เพื่อนำมาผลิตเป็นสายเบรก สายเกียร์ สายคลัตซ์ โดยจำเลยไม่ได้นำสืบส่วนนี้เป็นอย่างอื่น หากมีนายสมยศ อดีตพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านทนายโจทก์เพียงว่า สินค้าที่องค์การศุลกากรโลกวินิจฉัยเป็นการทำมากกว่าสินค้าของโจทก์โดยมีลักษณะเป็นสายเบรกและสายคลัตซ์รถยนต์แล้ว แต่หากสินค้าพิพาทนำไปทำเป็นสายเบรกจะเข้าพิกัดดังกล่าวหรือไม่ พยานไม่ทราบ คำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 จึงเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ นอกจากนี้ศุลกากรของประเทศอื่นซึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัยสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าพิพาทว่าเป็นประเภทพิกัด 8307.10.00 ประกอบกับเมื่อสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้จำแนกตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า "ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นระบุไว้อย่างกว้าง ๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ..." เห็นว่า สินค้าพิพาทเป็นท่อพลาสติกที่มีเส้นลวดเหล็กพันรอบ และมีพลาสติกอยู่ชั้นนอกสุดจึงถือเป็นหลอดหรือท่อที่อ่อนงอได้ ทำด้วยโลหะสามัญ ตามประเภทพิกัด 83.07 โดยเข้าประเภทพิกัดย่อย 8307.10 ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และเป็นกรณีที่ประเภทพิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่ามีความเห็นแย้งในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เห็นว่า เป็นเพียงความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า น่าจะมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยตามความเห็นแย้งอันเป็นเสียงข้างน้อย ความเห็นแย้งดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียอากรขาเข้าลดลง ย่อมส่งผลให้ฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าสินค้าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ..." เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษีคือราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 16 และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรเป็นผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว และประมวลรัษฎากร มาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร ..." ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาวินิจฉัยในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราอากรศุลกากรซึ่งเป็นผลให้กระทบจำนวนเงินที่ต้องนำมารวมกับมูลค่าของเพื่อเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กรณีนี้จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามการประเมินได้รวมอากรขาเข้าที่ไม่ถูกต้องและโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าแล้วศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะส่วนที่คิดจากฐานอากรขาเข้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.รัษฎากร ม. 4 ม. 16 ม. 30 ม. 77/1 (19) ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 26
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2496 ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 10 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
- นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
อธิป จิตต์สำเริง
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4883/2563
#661429
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหามีว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังของโจทก์เป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ มีเหตุเพิกถอนตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้วันที่โจทก์ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2552 และหนังสือ "4WHEELS" เป็นนิตยสารฉบับเดือนสิงหาคม 2552 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความในหนังสือดังกล่าวทั้งสี่แผ่นที่มีลักษณะเน้นไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และกล่าวอ้างถึงการติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังของโจทก์ในทำนองว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่โจทก์คิดค้นพัฒนาขึ้น มีความปลอดภัยตามมาตรฐานต่าง ๆ และคุ้มค่า โดยแจ้งชื่อบริษัท พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์และโทรสารของโจทก์ไว้ตอนท้ายสุดของบทความกรณีหากผู้อ่านหนังสือนิตยสารดังกล่าวสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการติดต่อสอบถาม ทั้งยังได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ยินยอมให้มีการเผยแพร่ภาพบทความดังกล่าว ดังนี้ ย่อมเห็นว่าในขณะเผยแพร่หนังสือนิตยสารดังกล่าว อุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังในหนังสือดังกล่าว หรือการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ ยังมิได้มีแพร่หลายในราชอาณาจักร เพราะมิเช่นนั้นแล้วโจทก์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์การติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังของตนในหนังสือนิตยสารดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งตามข้อความที่เผยแพร่ก็ใช้คำว่า "เป็นนวัตกรรมใหม่" อันมีความหมายว่า เป็นสิ่งที่ทำขึ้นใหม่หรือแปลกไปจากเดิม ย่อมเข้าใจได้ว่าในขณะที่หนังสือนิตยสารดังกล่าวออกเผยแพร่นั้น ไม่มีการประดิษฐ์เช่นนี้มาก่อน อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์ ประกอบกับภาพและข้อความที่เผยแพร่ตามหนังสือก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญของสิทธิบัตรดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น หนังสือดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นหลักฐานที่จะทำให้รับฟังได้ว่าสิ่งประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ มีแพร่หลายในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง (1)

ปัญหาต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตีความคำว่า "แบบผลิตภัณฑ์" ขัดกับบทนิยามตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 หรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3 บัญญัติให้นิยามศัพท์คำว่า "แบบผลิตภัณฑ์" หมายความว่า "รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้" แม้บทกฎหมายดังกล่าวไม่ระบุถึงความสวยงามไว้โดยตรง แต่จากนิยามดังกล่าวเห็นได้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างหรือองค์ประกอบของลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ หาได้เน้นที่คุณสมบัติการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีการประดิษฐ์ หากแบบผลิตภัณฑ์ใดมีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้นย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่หากรูปลักษณะที่ปรากฏภายนอกมีความสวยงามหรือดึงดูดใจแล้วย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้จึงไม่ขัดกับบทนิยามตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 แต่ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าฉบับของโจทก์ไม่แตกต่างไปจากสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิมแต่กลับมุ่งเน้นถึงประโยชน์ในการใช้งานเพียงอย่างเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ในการประกอบธุรกิจให้บริการติดตั้งถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวี โจทก์ออกแบบและคิดค้นนวัตกรรมเกี่ยวกับการติดตั้งถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวีขึ้น โดยการออกแบบได้กำหนดจุดติดตั้งถังบรรจุก๊าซไว้ที่ด้านล่างกระบะหรือใต้ท้องรถกระบะ แทนการติดตั้งแบบเดิมทั่วไปที่ติดตั้งบนลูกกระบะ และสามารถทำให้ติดตั้งถังบรรจุก๊าซได้ถึง 3 ถัง ด้วยการใช้โครงสร้างอุปกรณ์รองรับถังก๊าซที่เป็นเหล็กแผ่นเรียบปั๊มขึ้นรูปซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสวยงาม และยึดติดอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับโครงรถยนต์โดยไม่ต้องเชื่อมหรือเจาะรู แล้วโจทก์จึงนำงานนวัตกรรมดังกล่าวไปขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยในส่วนแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์จับยึดถังบรรจุก๊าซ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า ในขณะที่โจทก์คิดได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์นั้น ไม่เคยมีผู้ประกอบการรายใดทั้งในและต่างประเทศใช้แบบผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกับแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ โดยในชั้นตรวจคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้มีการตรวจสอบเปรียบเทียบกับทั้งงานในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียแล้วก็ไม่พบงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดความใหม่ แต่ในชั้นพิจารณาทางนำสืบของฝ่ายจำเลยก็ไม่ปรากฏว่ามีแบบผลิตภัณฑ์อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์มาแสดง คงมีเพียงเอกสารทางวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประกาศและกฎกระทรวงเกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์และส่วนควบที่ออกตามความใน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรฐานความปลอดภัยของหน่วยงานต่าง ๆ และภาพถ่ายรถประเภทต่าง ๆ ติดถังก๊าซ แต่เอกสารและภาพเหล่านี้ก็ไม่ปรากฏหรือแสดงให้เห็นภาพหรือรูปลักษณะของอุปกรณ์จับยึดถังบรรจุก๊าซได้อย่างชัดเจน ทั้งภาพถ่ายบางภาพยังเป็นการติดตั้งถังบรรจุก๊าซกับรถประเภทอื่น เช่น รถบรรทุกและรถตู้ ซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ใช้ติดตั้งกับรถกระบะ จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีแบบผลิตภัณฑ์อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนอันจะทำให้เห็นได้ว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าฉบับของโจทก์แตกต่างไปจากสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิมหรือไม่ อย่างไร คงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์เพียงว่าการติดตั้งถังบรรจุก๊าซที่ใช้กันทั่วไปแบบเดิมนั้นจะเป็นการติดตั้งไว้บนตัวกระบะรถซึ่งแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ติดตั้งอยู่ใต้กระบะรถ นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ด้วยว่าในการออกแบบอุปกรณ์ยึดจับหรือจับยึดถังบรรจุก๊าซตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าฉบับ โจทก์ออกแบบให้มีความสวยงามด้วย ซึ่งในข้อนี้ฝ่ายจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ปากดังกล่าวหรือนำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับหนังสือ "4WHEELS" ในแผ่นที่ 3 มีบทความภายใต้หัวข้อ "นวัตกรรมความปลอดภัย OEM" ระบุว่า การติดตั้งระบบก๊าซซีเอ็นจีของโจทก์ใช้มาตรฐาน OEM ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ มาตรฐานเดียวกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จึงมั่นใจได้ในความสวยงาม การออกแบบดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ในการใช้งานเพียงอย่างเดียว ดังนี้จึงไม่ปรากฏเหตุอันจะทำให้การออกสิทธิบัตรทั้งห้าฉบับของโจทก์ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 188,860,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการกระทำละเมิด ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการกระทำละเมิด ห้ามจำเลยทั้งสองผลิต ใช้ ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย นำเข้า ส่งออก และให้บริการติดตั้งอุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์ที่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์และหรือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองทำลายสินค้าที่อยู่ในความครอบครองอันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์หรือดำเนินการอย่างอื่นเพื่อป้องกันมิให้มีการนำสินค้าดังกล่าวออกจำหน่ายอีก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งให้พิพากษาว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 34462 และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เลขที่ 38451, 38452, 32384, 32166 และ 32167 เป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว และห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวอันเป็นการรบกวนสิทธิ รวมถึงการกระทำใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 อันสืบเนื่องหรืออ้างอิงตามสิทธิบัตรพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 เมษายน 2557 อันเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะยุติการละเมิดฝ่าฝืนสิทธิบัตรของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองผลิต ใช้ ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย นำเข้า ส่งออก และให้บริการติดตั้งอุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์ที่เป็นการฝ่าฝืนสิทธิบัตรการประดิษฐ์และหรือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองทำลายสินค้าที่อยู่ในความครอบครองอันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำสินค้าดังกล่าวออกจำหน่ายอีก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,000,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ เลขที่สิทธิบัตร 34462 และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เลขที่สิทธิบัตร 38451, 38452, 32384, 32166 และ 32167 ของโจทก์เป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวทั้งหมด ยกฟ้องโจทก์และยกคำขออื่นในฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นผู้จำหน่ายรถกระบะและเป็นผู้ให้บริการดัดแปลงและติดตั้งเครื่องยนต์เอ็นจีวี บริการติดตั้งถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวี โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถัง เลขที่สิทธิบัตร 34462 ขอรับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 และเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์จับยึดถังบรรจุก๊าซสำหรับรถยนต์ เลขที่สิทธิบัตร 38451 และ 38452 สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ยึดจับถังบรรจุก๊าซสำหรับรถยนต์ เลขที่สิทธิบัตร 32384, 32166 และ 32167 โดยขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 38451 และ 38452 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 และขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 32384, 32166 และ 32167 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2552 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับติดตั้งระบบก๊าซธรรมชาติอัดและก๊าซปิโตรเลียมเหลวให้แก่รถบรรทุกและรถยนต์ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถัง เลขที่สิทธิบัตร 34462 ของโจทก์เป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ มีเหตุเพิกถอนตามกฎหมายหรือไม่ ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า หนังสือ "4WHEELS" พิมพ์ขายก่อนวันที่โจทก์ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 34462 โดยหนังสือดังกล่าวมีภาพรถยนต์ติดอุปกรณ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ แสดงให้เห็นถึงการวางถังก๊าซและการติดตั้งถังก๊าซเข้ากับรถยนต์ ถือเป็นหลักฐานว่าสิ่งประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์มีแพร่หลายในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร โดยพิจารณาความแพร่หลายนี้จากลักษณะของการมีรถยนต์ติดตั้งถังก๊าซตามสิทธิบัตรของโจทก์ และสาธารณชนมีโอกาสได้รู้เห็นในวงกว้างพอสมควร เพราะการลงพิมพ์ในหนังสือ "4WHEELS" เช่นนี้เชื่อได้ว่าสาธารณชนสามารถทราบถึงการมีอยู่ของสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ แม้โจทก์เองจะเป็นผู้ยินยอมให้มีการเปิดเผยในลักษณะดังกล่าวก็ทำให้การประดิษฐ์ตกเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วเช่นกัน สิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์จึงไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า หนังสือ "4WHEELS" ตามเอกสารหมาย ล.19 ที่จำเลยทั้งสองอ้างส่งนั้นเป็นเพียงภาพและข้อความแสดงการให้ข้อมูลเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์สินค้าของโจทก์เท่านั้น และไม่มีทางที่จะตีความไปได้ว่าผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์มีปรากฏอยู่แล้วอย่างแพร่หลาย สิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์จึงไม่ได้ขาดความใหม่ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย เห็นว่า แม้วันที่โจทก์ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2552 และหนังสือเอกสารหมาย ล.19 เป็นนิตยสารฉบับเดือนสิงหาคม 2552 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความในเอกสารหมาย ล.19 ทั้งสี่แผ่นที่มีลักษณะเน้นไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และกล่าวอ้างถึงการติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังของโจทก์ในทำนองว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่โจทก์คิดค้นพัฒนาขึ้น มีความปลอดภัยตามมาตรฐานต่าง ๆ และคุ้มค่า โดยแจ้งชื่อบริษัท พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์และโทรสารของโจทก์ไว้ตอนท้ายสุดของบทความกรณีหากผู้อ่านหนังสือนิตยสารดังกล่าวสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการติดต่อสอบถาม ทั้งยังได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ยินยอมให้มีการเผยแพร่ภาพและบทความดังกล่าว ดังนี้ ย่อมเห็นว่าในขณะเผยแพร่หนังสือนิตยสารดังกล่าว อุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังในเอกสารหมาย ล.19 หรือการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ ยังมิได้มีแพร่หลายในราชอาณาจักร เพราะมิเช่นนั้นแล้วโจทก์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์การติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์แบบสามถังของตนในหนังสือนิตยสารดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งตามข้อความที่เผยแพร่ก็ใช้คำว่า "เป็นนวัตกรรมใหม่" อันมีความหมายว่า เป็นสิ่งที่ทำขึ้นใหม่หรือแปลกไปจากเดิม ย่อมเข้าใจได้ว่าในขณะที่หนังสือนิตยสารดังกล่าวออกเผยแพร่นั้น ไม่มีการประดิษฐ์เช่นนี้มาก่อน อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์ ประกอบกับภาพและข้อความที่เผยแพร่ ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญของสิทธิบัตรดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น หนังสือตามเอกสารหมาย ล.19 จึงไม่อาจถือเป็นหลักฐานที่จะทำให้รับฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตร มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์และมีเหตุเพิกถอนตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตีความคำว่า "แบบผลิตภัณฑ์" ขัดกับบทนิยามตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3 บัญญัติให้นิยามศัพท์คำว่า "แบบผลิตภัณฑ์" หมายความว่า "รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้" แม้บทกฎหมายดังกล่าวไม่ระบุถึงความสวยงามไว้โดยตรง แต่จากนิยามดังกล่าวเห็นได้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างหรือองค์ประกอบของลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ หาได้เน้นที่คุณสมบัติการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีการประดิษฐ์ หากแบบผลิตภัณฑ์ใดมีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้นย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่หากรูปลักษณะที่ปรากฏภายนอกมีความสวยงามหรือดึงดูดใจแล้วย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้จึงไม่ขัดกับบทนิยามตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าฉบับของโจทก์ไม่พบว่ามีความสวยงามแตกต่างไปจากสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิมแต่กลับมุ่งเน้นถึงประโยชน์ในการใช้งานเพียงอย่างเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งมีนายสุรินทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในการประกอบธุรกิจให้บริการติดตั้งถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวี โจทก์ออกแบบและคิดค้นนวัตกรรมเกี่ยวกับการติดตั้งถังบรรจุก๊าซเอ็นจีวีขึ้น โดยการออกแบบได้กำหนดจุดติดตั้งถังบรรจุก๊าซไว้ที่ด้านล่างกระบะหรือใต้ท้องรถกระบะ แทนการติดตั้งแบบเดิมทั่วไปที่ติดตั้งบนลูกกระบะ และสามารถทำให้ติดตั้งถังบรรจุก๊าซได้ถึง 3 ถัง ด้วยการใช้โครงสร้างอุปกรณ์รองรับถังก๊าซที่เป็นเหล็กแผ่นเรียบปั๊มขึ้นรูปซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสวยงาม และยึดติดอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับโครงรถยนต์โดยไม่ต้องเชื่อมหรือเจาะรู แล้วโจทก์จึงนำงานนวัตกรรมดังกล่าวไปขอรับสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาในปี 2552 รวม 6 ฉบับ ได้แก่ สิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยในส่วนแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์จับยึดถังบรรจุก๊าซ พยานยืนยันว่าในขณะที่โจทก์คิดได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์นั้นไม่เคยมีผู้ประกอบการรายใดทั้งในและต่างประเทศใช้แบบผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกับแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ โดยในชั้นตรวจคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้มีการตรวจสอบเปรียบเทียบกับทั้งงานในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียแล้วก็ไม่พบงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ปรากฏตามรายงานตรวจสอบของนักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร ส่วนฝ่ายจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดความใหม่ แต่ในชั้นพิจารณาทางนำสืบของฝ่ายจำเลยก็ไม่ปรากฏว่ามีแบบผลิตภัณฑ์อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์มาแสดง คงมีเพียงเอกสารทางวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประกาศและกฎกระทรวงเกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์และส่วนควบของรถที่ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรฐานความปลอดภัยของหน่วยงานต่าง ๆ และภาพถ่ายรถประเภทต่าง ๆ ติดถังก๊าซ แต่เอกสารและภาพเหล่านี้ก็ไม่ปรากฏหรือแสดงให้เห็นภาพหรือรูปลักษณะของอุปกรณ์จับยึดถังบรรจุก๊าซได้อย่างชัดเจน ทั้งภาพถ่ายบางภาพยังเป็นการติดตั้งถังบรรจุก๊าซกับรถประเภทอื่น เช่น รถบรรทุกและรถตู้ ซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ใช้ติดตั้งกับรถกระบะ จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีแบบผลิตภัณฑ์อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนอันจะทำให้เห็นได้ว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าฉบับของโจทก์แตกต่างไปจากสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิมหรือไม่ อย่างไร คงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์เพียงว่าการติดตั้งถังบรรจุก๊าซที่ใช้กันทั่วไปแบบเดิมนั้นจะเป็นการติดตั้งไว้บนตัวกระบะรถซึ่งแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ติดตั้งอยู่ใต้กระบะรถ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสุรินทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ด้วยว่าในการออกแบบอุปกรณ์ยึดจับหรือจับยึดถังบรรจุก๊าซตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ โจทก์ออกแบบให้มีความสวยงามด้วย ซึ่งในข้อนี้ฝ่ายจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ปากดังกล่าวหรือนำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับหนังสือตามเอกสารหมาย ล.19 มีบทความภายใต้หัวข้อ "นวัตกรรมความปลอดภัย OEM" ระบุว่า การติดตั้งระบบก๊าซซีเอ็นจีของโจทก์ใช้มาตรฐาน OEM ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ มาตรฐานเดียวกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จึงมั่นใจได้ในความสวยงาม การออกแบบดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ในการใช้งานเพียงอย่างเดียว ดังนี้จึงไม่ปรากฏเหตุอันจะทำให้การออกสิทธิบัตรทั้งห้าฉบับของโจทก์ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของโจทก์ไม่แตกต่างไปจากสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิม แต่กลับมุ่งเน้นถึงประโยชน์ในการใช้งานเพียงอย่างเดียว และเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 เมษายน 2557 อันเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองผลิต ใช้ ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย นำเข้า ส่งออก และให้บริการติดตั้งอุปกรณ์ติดตั้งถังบรรจุก๊าซซีเอ็นจีสำหรับรถยนต์ที่เป็นการฝ่าฝืนสิทธิบัตรการประดิษฐ์และหรือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 1,000,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 6 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิรภพ วีระวานิช
- นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4500 -ที่ 4541/2563
#662464
เปิดฉบับเต็ม

กิจการของจำเลยและงานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบก การจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงต้องอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 22 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ด้วยเหตุที่งานขนส่งทางบกมีสภาพการจ้างและลักษณะการทำงานแตกต่างกับการจ้างแรงงานทั่วไป งานขนส่งทางบกเป็นงานที่ต้องให้เกิดความปลอดภัยไม่เฉพาะแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะ แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 กำหนดว่า "ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง" และข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลาเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร" อันเป็นการกำหนดเวลาทำงานของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง โดยจะทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยกับโจทก์ทั้งสี่สิบสองตกลงกำหนดเวลาทำงานกันวันละ 24 ชั่วโมง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในข้อ 2 และข้อ 3 ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง โดยทำงานล่วงเวลาวันหนึ่งเกินกว่า 2 ชั่วโมง อันเป็นการทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดเวลาทำงานล่วงเวลาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานล่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว โจทก์ทั้งสี่สิบสองย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลา ในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว" ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามข้อ 6 ดังกล่าว คงกำหนดไว้เฉพาะการจ่ายค่าตอบแทนที่คำนวณจากค่าจ้างตามระยะเวลา มิได้มีการกำหนดถึงการจ่ายค่าตอบแทนที่คำนวณจากค่าจ้างตามผลงานแต่ละหน่วยที่ลูกจ้างทำได้ แม้โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะได้รับค่าจ้างจากการขับขี่ยานพาหนะตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้เช่นเดียวกับหลักการที่กำหนดไว้ในข้อ 6 เช่นเดียวกัน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ในวันและเวลาทำงานปกติ โจทก์ทั้งสี่สิบสองได้รับค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้คือเป็นเงินร้อยละ 12 ของรายได้จากการขับรถรับส่งผู้โดยสารทั้งเดือน และกรณีที่จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์ทั้งสี่สิบสองก็จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานสำหรับการทำงานดังกล่าวเป็นเงินร้อยละ 12 ของรายได้จากการขับรถรับส่งผู้โดยสารเช่นเดียวกัน จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 2618/2555, 2664/2555, 2835 - 2839/2555 และ 3109/2555 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสิบเรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 50 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย แต่คดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีในส่วนของโจทก์ที่ 22 ที่ 23 ที่ 28 ที่ 31 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 40 และที่ 48 ยุติไปแล้วโดยการถอนคำฟ้อง และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสี่สิบสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าขาดรายได้ที่ถูกพักงาน คืนเงินที่หักจากค่าจ้างเป็นค่าล้างรถยนต์ ค่าปรับที่ไม่ลงลายมือชื่อในเอกสาร กรณีจอดรถยนต์หยุดพักระหว่างขับรับส่งผู้โดยสาร ค่าอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ และเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองตามคำขอของโจทก์แต่ละคน และยกเลิกระเบียบข้อบังคับที่เอาเปรียบลูกจ้าง

จำเลยทั้งสี่สิบสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 16 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 26 และที่ 47 ชดใช้ค่าเสื่อมสภาพและค่าขาดประโยชน์ตามฟ้องแย้งสำหรับโจทก์แต่ละคน

โจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 16 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 26 และที่ 47 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสี่สิบสองสำนวนแถลงสละประเด็นที่เรียกร้องเงินที่จำเลยหักเป็นค่าล้างรถยนต์ เงินประกันการทำงาน ประเด็นข้อต่อสู้ว่าฟ้องแย้งขาดอายุความ และประเด็นที่มีคำขอให้ยกเลิกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่เอาเปรียบลูกจ้าง โจทก์ที่ 12 และที่ 18 แถลงสละประเด็นที่เรียกร้องเงินที่จำเลยหักเป็นค่าปรับที่ไม่ลงลายมือชื่อในเอกสาร และโจทก์ที่ 17 และที่ 18 แถลงสละประเด็นที่เรียกร้องเงินที่จำเลยหักกรณีจอดรถยนต์หยุดพักระหว่างขับรับส่งผู้โดยสาร

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 20,490 บาท โจทก์ที่ 20 และที่ 26 จำนวน 6,000 บาท (ที่ถูก คนละ 6,000 บาท) โจทก์ที่ 12 ที่ 17 ที่ 18 และที่ 47 จำนวน 3,000 บาท (ที่ถูก คนละ 3,000 บาท) และโจทก์ที่ 16 จำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฟ้องแย้งและคำขออื่นของโจทก์ทั้งสี่สิบสองนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสี่สิบสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 19 ถึงแก่ความตาย นางปราณี มารดาของโจทก์ที่ 19 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาของโจทก์ทั้งสี่สิบสอง โดยให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่าทำงานล่วงเวลาหรือไม่ คนละจำนวนกี่ชั่วโมง แต่ละคนได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด กรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีในส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 168,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 163,200 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 126,240 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 126,720 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 133,920 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 177,120 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 155,040 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 176,160 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 80,160 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 127,680 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 175,200 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 176,160 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 151,200 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 168,480 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 98,400 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 121,440 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 131,040 บาท โจทก์ที่ 18 จำนวน 108,000 บาท โจทก์ที่ 19 จำนวน 156,960 บาท โจทก์ที่ 20 จำนวน 99,360 บาท โจทก์ที่ 21 จำนวน 146,880 บาท โจทก์ที่ 24 จำนวน 116,640 บาท โจทก์ที่ 25 จำนวน 138,720 บาท โจทก์ที่ 26 จำนวน 184,320 บาท โจทก์ที่ 27 จำนวน 176,640 บาท โจทก์ที่ 29 จำนวน 138,240 บาท โจทก์ที่ 30 จำนวน 115,680 บาท โจทก์ที่ 32 จำนวน 129,600 บาท โจทก์ที่ 33 จำนวน 163,680 บาท โจทก์ที่ 34 จำนวน 144,000 บาท โจทก์ที่ 35 จำนวน 166,560 บาท โจทก์ที่ 36 จำนวน 145,440 บาท โจทก์ที่ 37 จำนวน 122,880 บาท โจทก์ที่ 41 จำนวน 144,480 บาท โจทก์ที่ 42 จำนวน 136,320 บาท โจทก์ที่ 43 จำนวน 141,120 บาท โจทก์ที่ 44 จำนวน 102,720 บาท โจทก์ที่ 45 จำนวน 148,800 บาท โจทก์ที่ 46 จำนวน 114,720 บาท โจทก์ที่ 47 จำนวน 185,280 บาท โจทก์ที่ 49 จำนวน 126,240 บาท และโจทก์ที่ 50 จำนวน 189,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 พฤษภาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่สิบสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ 18 จำนวน 98,880 บาท โดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แก่โจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2555) ส่วนโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 21 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 32 ถึงที่ 37 ที่ 41 ถึงที่ 47 ที่ 49 และที่ 50 นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางใหม่นี้

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า งานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง แต่โจทก์ทั้งสี่สิบสองกับจำเลยตกลงกำหนดเวลาทำงานกันวันละ 24 ชั่วโมง ซึ่งการทำงานลูกจ้างไม่ได้ขับรถยนต์ตลอด 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการ โจทก์ทั้งสี่สิบสองมีการทำงานล่วงเวลาวันละ 16 ชั่วโมง นับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2553 จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2555 รวม 2 ปี ตามตารางสรุปการทำงานเกินเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สำหรับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานนั้น เมื่อพิจารณาจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานล่วงเวลาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่สิบสองแต่ละคนได้รับค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานเฉลี่ยชั่วโมงละ 30 บาท จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสี่สิบสองขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงกำหนดให้ตามขอ โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างตามผลงานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำได้ครบถ้วนแล้วโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาอีก เป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสี่สิบสองมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามจำนวนเวลาที่ได้ทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง โดยถือเกณฑ์คำนวณค่าจ้างเฉลี่ยรายเดือนเป็นค่าจ้างเฉลี่ยรายวันและรายชั่วโมง แล้วนำค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงมาคำนวณเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เมื่อไม่ได้ความชัดว่าในช่วงระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2553 ถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2555 ที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามตารางสรุปการทำงานเกินเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง มีการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แต่ละคนเดือนละเท่าใด ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 3) ถึง (ฉบับที่ 6) มาเป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ฐานเป็นค่าจ้างน้อยที่สุดที่นายจ้างพึงจ่ายให้แก่ลูกจ้างได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 90 ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว หาใช่เป็นการที่ศาลแรงงานกลางกำหนดอัตราค่าจ้างเองนอกเหนือจากที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันตามสัญญาจ้างแรงงานไม่ แต่เมื่อศาลแรงงานกลางคำนวณวันที่โจทก์บางคนมาทำงานล่วงเวลาคลาดเคลื่อนและระบุวันฟ้องของโจทก์บางคนไม่ตรงตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสี่สิบสองมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาจากจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18591-18632/2557 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในเรื่องค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาว่า แม้โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่ก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่าทำงานล่วงเวลาหรือไม่ คนละจำนวนกี่ชั่วโมง แต่ละคนได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด กรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีส่วนนี้ใหม่ตามรูปคดี ย่อมเท่ากับศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาที่ว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองครบถ้วนแล้วหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ หาใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาหรือประเด็นที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว อันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไม่ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับในปัญหาต่อไปว่า จำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองแล้วหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเพียงพอแก่การวินิจฉัยในปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเศษวินิจฉัยใหม่อีก เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า งานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และจำเลยไม่ได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสอง เห็นว่า กิจการของจำเลยและงานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำเป็นงานขนส่งทางบก การจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 22 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ด้วยเหตุที่งานขนส่งทางบกมีสภาพการจ้างและลักษณะการทำงานแตกต่างกับการจ้างแรงงานทั่วไป งานขนส่งทางบกเป็นงานที่ต้องให้เกิดความปลอดภัยไม่เฉพาะแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะ แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 กำหนดว่า "ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง" และข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลา เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร" อันเป็นการกำหนดเวลาทำงานของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และห้ามมิให้นายจ้าง ให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง โดยจะทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยกับโจทก์ทั้งสี่สิบสองตกลงกำหนดเวลาทำงานกันวันละ 24 ชั่วโมง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในข้อ 2 และข้อ 3 ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง โดยทำงานล่วงเวลาวันหนึ่งเกินกว่า 2 ชั่วโมง อันเป็นการทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดเวลาทำงานล่วงเวลาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานล่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว โจทก์ทั้งสี่สิบสองย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลา ในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว" ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามข้อ 6 ดังกล่าว คงกำหนดไว้เฉพาะการจ่ายค่าตอบแทนที่คำนวณจากค่าจ้างตามระยะเวลา มิได้มีการกำหนดถึงการจ่ายค่าตอบแทนที่คำนวณจากค่าจ้างตามผลงานแต่ละหน่วยที่ลูกจ้างทำได้ แม้โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะได้รับค่าจ้างจากการขับขี่ยานพาหนะตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้เช่นเดียวกับหลักการที่กำหนดไว้ในข้อ 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ในวันและเวลาทำงานปกติ โจทก์ทั้งสี่สิบสองได้รับค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้คือเป็นเงินร้อยละ 12 ของรายได้จากการขับรถรับส่งผู้โดยสารทั้งเดือน และกรณีที่จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่สิบสองทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์ทั้งสี่สิบสองก็จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานสำหรับการทำงานดังกล่าวเป็นเงินร้อยละ 12 ของรายได้จากการขับรถรับส่งผู้โดยสารเช่นเดียวกัน จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองอีก ที่ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สิบสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 22 ม. 90
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
- นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2563
#649840
เปิดฉบับเต็ม

ตามที่ ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติหลักเกณฑ์ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น หมายถึง นอกจากจะให้พิจารณาสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแล้ว ต้องพิจารณาว่าผู้ร้องผู้เป็นเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยประกอบด้วย คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นฟังว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง แล้วพิพากษายกคำร้อง โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ก็ด้วยเหตุว่าเมื่อผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของแท้จริงแล้ว ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 36 ที่จะให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่สั่งริบได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป และแม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษาให้ยกคำร้องหรือสั่งคืนของกลางให้เจ้าของตามสิทธิที่เป็นเจ้าของได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่นั้น แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นอ้างสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยตรงก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และริบรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดรถบรรทุกพ่วงหมายเลขเครื่องยนต์ P11CVUH51809 หมายเลขตัวรถ MNKFM2PN1XHX10939 และตัวรถพ่วงหมายเลขตัวรถ SMM1301501538 ของกลาง ซึ่งไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีน้ำหนักบรรทุกรวม 86,050 กิโลกรัม บรรทุกทรายมีน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด 35,550 กิโลกรัม ซึ่งผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกประเด็นว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติหลักเกณฑ์ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น หมายถึง นอกจากจะให้พิจารณาสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงแล้ว ต้องพิจารณาว่าผู้ร้องผู้เป็นเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยประกอบด้วย คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นฟังว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง แล้วพิพากษายกคำร้อง โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ก็ด้วยเหตุว่าเมื่อผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของแท้จริงแล้ว ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่จะให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินที่สั่งริบได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป และแม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษาให้ยกคำร้องหรือสั่งคืนของกลางให้เจ้าของตามสิทธิที่เป็นเจ้าของได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่นั้น แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นอ้างสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยตรงก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 หลังเกิดเหตุ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง ผู้เช่าซื้อ ยังคงชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องเรื่อยมา จนกระทั่งมาผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถบรรทุกพ่วง งวดที่ 12 ประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2561 และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตัวรถพ่วง งวดที่ 9 ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 การที่ผู้ร้องนำสืบว่า เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2561 ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของผู้ร้องได้ติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ทำให้ทราบว่ารถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงที่ให้เช่าซื้อถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง ผู้เช่าซื้อ ผิดนัด และเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง กระทำผิดเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ สำหรับความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นั้น ในการทำสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้เช่าซื้อไปครอบครองดูแลและใช้สอย การที่จำเลยนำรถบรรทุกและตัวรถพ่วงของกลางไปใช้กระทำผิดแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ผู้ร้องอาจจะไม่ทราบเรื่องก็ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องมิได้แสดงความเป็นเจ้าของรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางต่อเจ้าพนักงานตำรวจหลังจากเกิดเหตุทันที หรือหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2561 จึงไม่เป็นการผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนการที่ผู้ร้องไม่นำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางไปจดทะเบียน ก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วย และการที่ผู้ร้องรับชำระค่าเช่าซื้อหลังจากที่รถยนต์ของกลางถูกยึดแล้ว ก็มิใช่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ร้องกระทำโดยไม่สุจริตเสมอไป อีกทั้งผู้ร้องได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง ผู้เช่าซื้อแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนความผิดฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและฐานประกอบการขนส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า เมื่อผู้ร้องยังไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางให้ถูกต้อง รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางจึงเป็นรถที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยถูกจับกุมในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 เนื่องจากนำรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางที่ยังไม่ได้จดทะเบียน และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน (ที่ถูก ประกอบการขนส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) ไปใช้ในการบรรทุกทรายมีน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 ผู้ร้องจึงมีส่วนในการกระทำความผิดอยู่ด้วย ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 สาระสำคัญของการกระทำความผิด คือ การไม่จดทะเบียนก่อนนำรถไปใช้ ส่วนความผิดฐานประกอบการขนส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 สาระสำคัญของการกระทำความผิด คือ การไม่ได้รับใบอนุญาต รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและฐานประกอบการขนส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันจะพึงริบได้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องโดยตรง พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องขอคืนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางเพื่อประโยชน์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุลักษ์นครพนม ก่อสร้าง ผู้เช่าซื้อ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลาง เมื่อผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดของจำเลย จึงต้องคืนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางให้ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถบรรทุกพ่วงและตัวรถพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — บริษัท ร.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายธราพงษ์ ทวีนุช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4427/2563
#664245
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควรตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี แม้ว่าถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ แต่การไม่ยินยอมก็มีผลตามกฎหมายโดยมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติผลของการไม่ยินยอมให้ตรวจของคู่ความไว้ว่า หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอม โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น อย่างไรก็ตาม การไม่ยินยอมของคู่ความจะมีผลให้ใช้ข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นผลร้ายแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมให้ตรวจได้ จะต้องเกิดจากคำสั่งของศาลที่สั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยชอบ กล่าวคือเป็นการสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ด้วย แต่เมื่อประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของ ส. ตามที่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรตามปกติต้องตรวจสอบจากตัวบิดากับผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรนั้น เมื่อ ส. เสียชีวิตไปแล้วจึงไม่อยู่ในวิสัยจะทำการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ ได้ กรณีต้องใช้กระบวนการทางเลือก โดยให้ตรวจกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับ ส. เช่น เป็นบิดา มารดา บุตรหรือพี่น้องของ ส. แต่คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งความเป็นบุตร ส. ของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ต่างยังโต้แย้งกันอยู่ แม้มีการตรวจพิสูจน์แล้วและผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถนำผลการตรวจมาวินิจฉัยเป็นยุติว่า บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 คือ ส. ได้ ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหรือไม่เป็นบุตรของ ส. ได้ เพราะจำเลยที่ 1 อาจไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 แต่อาจเป็นบุตรของ ส. ก็เป็นได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ใช่คำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามบทบัญญัติมาตรา 160 แม้คู่ความไม่ยินยอมไปตรวจก็ไม่มีผลให้นำข้อสันนิษฐานใด ๆ มาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไปตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนำสืบ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนาย ส. ตามที่สูติบัตรระบุไว้ กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หรือพิพากษาว่าสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองไปจดแจ้งการเพิกถอนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นายสมชาย เป็นบุตรของนายใบคาน กับนางเหลี่ยม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ นางรัศมี นายสมชาย และนางมาลินี นายสมชายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายสมชายต่อศาลจังหวัดสระบุรีอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายโดยนายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าเป็นบุตรจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย ขอจัดการมรดกโดยขอให้ศาลตั้งนางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดก ศาลจังหวัดสระบุรีมีคำสั่งตั้งนางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ตามคำสั่งศาล ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ถอนนางรัศมีออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนอ้างว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายกับนางสาธนา นายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าโจทก์เป็นบุตรจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย นางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดกแต่ไม่จัดการแบ่งมรดกให้ทายาท ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายสมชาย ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชายร่วมกับนางรัศมี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7792/2561

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายซึ่งนายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าโจทก์เป็นบุตร โจทก์จึงเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย การที่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายแต่จำเลยที่ 2 นำสูติบัตรของจำเลยที่ 1 มาแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 บัญญัติให้บุตรที่เจ้ามรดกผู้เป็นบิดารับรองเป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมชาย หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายแต่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายซึ่งอาจมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชายตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เพราะทำให้สิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของนายสมชายลดน้อยลงได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกของนายสมชายเพราะโจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทของนายสมชาย แต่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรของนายสมชาย ไม่ใช่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายสมชาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ถึงสิทธิดังกล่าวของโจทก์ ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2518 เป็นบุตรของนายสมชาย กับนางสาธนา โจทก์ใช้ชื่อสกุลของนายสมชายและอยู่บ้านเดียวกับนายสมชายมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งนายสมชายถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายนายสมชายกับมารดาโจทก์อยู่กินด้วยกันมาตลอดที่บ้านดังกล่าวและซื้อที่ดินและปลูกบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งโจทก์อยู่อาศัยในปัจจุบันไว้อยู่ด้วยกันอีกด้วย นายสมชายแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายตลอดมา เมื่อโจทก์อายุประมาณ 6 ถึง 7 ปี นายสมชายพาโจทก์ไปอยู่กับนายสมชายที่ประเทศปากีสถานเป็นเวลาประมาณ 14 ปี โดยให้โจทก์เรียนหนังสือที่ประเทศปากีสถาน หลังจากนั้นนายสมชายพาโจทก์กลับมาประเทศไทยมาอยู่ด้วยกันที่บ้านที่จังหวัดสระบุรีและจังหวัดเชียงใหม่จนกระทั่งนายสมชายถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในเรื่องนี้ เห็นว่า โจทก์มีสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชาย อยู่ร่วมบ้านเดียวกับนายสมชายและใช้ชื่อสกุลของนายสมชายมาตั้งแต่แรกเกิด เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องมานำสืบเป็นพยานหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายสมชายและเป็นพยานเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่นายสมชายรับรองว่าโจทก์เป็นบุตรของนายสมชาย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่นเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ทั้งนางรัศมีพยานจำเลยยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชาย พยานเป็นป้าของโจทก์เคยเลี้ยงดูโจทก์และดูแลครอบครัวโจทก์ แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ตลอดมาจนกระทั่งมีข้อพิพาทกันเมื่อปี 2553 อันเป็นการเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรที่นายสมชายผู้เป็นบิดารับรองแล้วมีผลให้โจทก์เป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายสมชายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของโจทก์ได้

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนใบสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 และศาลชั้นต้นเห็นว่า การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มีผลแสดงความสัมพันธ์ได้จึงมีคำสั่งให้คู่ความไปดำเนินการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว ต่อมาปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไปตรวจตามนัดหมาย จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่คู่ความไม่ไปตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลทางกฎหมายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในปัจจุบันการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ เป็นการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ในระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูง และได้รับการยอมรับทางกฎหมายในการรับฟัง สำหรับคดีครอบครัว มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควรตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี แม้กฎหมายจะไม่สามารถบังคับให้คู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องได้โดยบัญญัติว่าถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ แต่การไม่ยินยอมก็มีผลตามกฎหมายโดยมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติผลของการไม่ยินยอมให้ตรวจของคู่ความไว้ว่า หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการ ให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น อย่างไรก็ตาม การไม่ยินยอมของคู่ความจะมีผลให้ใช้ข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมให้ตรวจได้จะต้องเกิดจากคำสั่งของศาลที่สั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยชอบ กล่าวคือเป็นการสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีตามที่มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การในคดีนี้แล้วเห็นได้ว่า ข้อพิพาทที่เป็นเหตุให้โจทก์มาฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เพราะสูติบัตรดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกของนายสมชายที่เกิดจากความเป็นบุตรที่นายสมชายรับรองตามมาตรา 1627 ประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีจึงมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชายตามที่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรตามปกติต้องตรวจสอบจากตัวบิดากับผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรนั้น เนื่องจากในการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ ในคดีนี้ นายสมชายผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเสียชีวิตไปแล้วจึงไม่อยู่ในวิสัยจะทำการตรวจได้ กรณีต้องใช้กระบวนการทางเลือก โดยให้ตรวจผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรตรวจสอบกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับนายสมชาย เช่น เป็นบิดา มารดา บุตรหรือพี่น้องของนายสมชายแล้วนำผลการตรวจพิสูจน์มาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบจะกระทำได้ อย่างไรก็ตามการตรวจในกรณีนี้ต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยุติแล้วว่า เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับนายสมชายดังกล่าวแล้ว แต่คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งความเป็นบุตรนายสมชายของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ต่างยังโต้แย้งกันอยู่เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่า แม้มีการตรวจพิสูจน์แล้วและผลการพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถนำผลของการตรวจมาวินิจฉัยเป็นยุติได้ว่า บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 คือนายสมชายได้ ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 นั้นก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหรือไม่เป็นบุตรของนายสมชายได้เช่นเดียวกันเพราะจำเลยที่ 1 อาจไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 แต่อาจเป็นบุตรของนายสมชายก็เป็นได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามบทบัญญัติมาตรา 160 แม้คู่ความไม่ยินยอมไปตรวจก็ไม่มีผลให้นำข้อสันนิษฐานใด ๆ มาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไปตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนำสืบ ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า นายสมชายมีโจทก์เป็นบุตรคนเดียว จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชาย กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยส่งสารพันธุกรรม (D.N.A.) ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีความสัมพันธ์เป็นมารดาและบุตรกัน และมีนางสาวบุญสม ภริยาคนหนึ่งของนายวิชัย ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยแต่งงานกับนายสมชาย พยานไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาคนที่สี่ของนายสมชาย โดยเข้าพิธีสมรสกันตามศาสนาอิสลาม มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือจำเลยที่ 1 ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยที่ 2 อยู่ที่บ้านเลขที่ 5 ซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกับบ้านเลขที่ 3 ที่นายสมชายอาศัยอยู่ เดิมจำเลยที่ 1 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 3 กับนายสมชายมาตั้งแต่เด็ก มีนางรัศมีมาเบิกความว่า พยานเป็นพี่ของนายสมชาย ครอบครัวของพยานเป็นครอบครัวใหญ่ ปกครองดูแลกันในครอบครัวโดยมีนายใบคานบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว ทั้งครอบครัวอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเลขที่ 3 นายสมชายมีภริยา 4 คน ภริยาคนที่สามเป็นชาวปากีสถาน มีบุตรด้วยกัน 5 คน นายสมชายรับรองบุตรทั้งห้าคนว่าเป็นบุตรของตน จำเลยที่ 1 เคยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A.) เปรียบเทียบกับบุตรชาวปากีสถานดังกล่าวแล้วผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน และมีนางมาลินีมาเบิกความว่า พยานเป็นน้องของนายสมชาย จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชาย จำเลยที่ 2 คลอดจำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 3 ต่อมาพยานเป็นคนไปแจ้งเกิดให้จำเลยที่ 1 นายสมชายรับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาและให้ใช้ชื่อสกุลตลอดมา เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนางสาวบุญสม ซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ แต่พยานเบิกความว่า พยานอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดเดียวกับจำเลยที่ 2 ทั้งพยานยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าพยานมีคดีพิพาทกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายวิชัย ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายชนะคดีอีกด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อย ที่โจทก์มีรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาเบิกความรับรองการตรวจพิสูจน์มานำสืบ แต่ผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวก็ได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีความสัมพันธ์เป็นมารดากับบุตรกัน ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิสูจน์ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชายหรือไม่แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนจำเลยทั้งสองมีพยานเอกสารเป็นสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านเดียวกับสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชาย อยู่ร่วมบ้านเดียวกับนายสมชายและใช้ชื่อสกุลของนายสมชายมาตั้งแต่แรกเกิด เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ทั้งจำเลยทั้งสองยังมีนางมาลินี ซึ่งเป็นผู้แจ้งการเกิดให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามสูติบัตร โดยมีนางรัศมีมาเบิกความยืนยันทำนองเดียวกับนางมาลินีอีกด้วย พยานจำเลยทั้งสองปากดังกล่าวเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายสมชาย เป็นบุคคลในครอบครัวของนายสมชาย ย่อมรู้เห็นข้อเท็จจริงในครอบครัวและความเป็นมาของคนในครอบครัวเป็นอย่างดี คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟังสนับสนุนพยานเอกสารของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกสารมหาชนดังกล่าวให้มีน้ำหนักหนักแน่นยิ่งขึ้น ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้โจทก์เป็นบุตรและทายาทของนายสมชาย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 160 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ซ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระบุรี — นายณธษา ฐิติธัญโชติ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
วาสนา หงส์เจริญ
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2563
#664227
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดเวลาให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องก็เพื่อต้องการให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนัก 5.51 กรัม ต่อมาผู้ร้องได้รับรายงานการตรวจพิสูจน์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 16 นาฬิกา ปรากฏว่าน้ำหนักเฉพาะกัญชาของกลาง 4.44 กรัม ไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัม จึงเข้าเงื่อนไขของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 ข้อ 3 (2) อันเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย แต่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา แต่ผู้ร้องไม่ดำเนินการ กลับยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 และครั้งที่ 4 วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 และเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากทราบผลรายการตรวจพิสูจน์แล้วถึง 33 วัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง จึงชอบจะยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาพร้อมกัญชาแห้งบรรจุในถุงพลาสติกใสน้ำหนักรวมถุงประมาณ 5.51 กรัม เป็นของกลาง ควบคุมตัวตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด ผลการตรวจพบปัสสาวะเป็นสีม่วง ผู้ต้องหารับว่าได้เสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน จึงดำเนินคดีในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง และเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น มีกำหนด 12 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต หลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องฝากขังผู้ต้องหาต่อมาครั้งที่ 4 แล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ว่า ได้ส่งกัญชาของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ขอนแก่น ได้รับผลการตรวจว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนัก 4.44 กรัม ซึ่งกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2556 (ที่ถูก พ.ศ.2546) ข้อ 2 (3) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ได้แก่ กัญชามีน้ำหนักไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม พนักงานสอบสวนไม่สามารถฝากขังผู้ต้องหาได้ แต่ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงขอให้ศาลยกเลิกการฝากขังและมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ต้องหาถูกจับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 วันดังกล่าวผู้ร้องขอฝากขังผู้ต้องหา เนื่องจากชั่งน้ำหนักของกลางรวมถุงได้ 5.51 กรัม ซึ่งหากชั่งน้ำหนักเฉพาะของกลางย่อมทราบได้ว่าของกลางมีน้ำหนัก 4.44 กรัม อันเป็นปริมาณที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่ผู้ต้องหาเดินทางมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 กรณีดังกล่าวไม่ใช่วิสัยจะทำไม่ได้ อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์แจ้งมาตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2562 แต่ผู้ร้องยังคงฝากขังต่อมาจนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ปรากฏมีเหตุจำเป็นของผู้ต้องหาทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จึงเป็นการยื่นคำร้องเกิน 48 ชั่วโมง ตามนัยพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ไม่อาจส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดได้และไม่มีอำนาจฝากขังต่อไป ต้องปล่อยผู้ต้องหาไป ยกคำร้องและคำร้องฝากขัง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดเวลาให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องก็เพื่อต้องการให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนัก 5.51 กรัม ต่อมาผู้ร้องได้รับรายงานการตรวจพิสูจน์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 16 นาฬิกา ปรากฏว่าน้ำหนักเฉพาะกัญชาของกลาง 4.44 กรัม ไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัม จึงเข้าเงื่อนไขของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 ข้อ 3 (2) อันเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งตอนท้าย แต่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย แต่จากข้อเท็จจริงเมื่อผู้ร้องทราบผลรายงานการตรวจพิสูจน์แล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 16 นาฬิกา ผู้ร้องไม่ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่กลับยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 และครั้งที่ 4 วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 และเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากทราบผลรายการตรวจพิสูจน์แล้วถึง 33 วัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองเรือ
ผู้ต้องหา — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายทศพล คำภูเวียง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายมนัส ติระกุล
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2563
#661947
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์และมิได้คัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่จำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีก ตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในฟ้องแย้ง ดังนั้นปัญหาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่จึงยุติไป คงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น คดีไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ทั้งโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สมควรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู มิได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยโอนสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวคืนโจทก์ และให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยอายุ 60 ปี ปัจจุบันจำเลยอายุ 43 ปี เป็นเงิน 6,120,000 บาท ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 30,000 บาท ต่อคน รวมเป็นเงินเดือนละ 60,000 บาท โดยให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ เป็นเวลา 14 ปี เป็นเงิน 10,080,000 บาท ให้โจทก์ชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่บุตรทั้งสองเกิดคือวันที่ 9 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2559 เดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 2,600,000 บาท ให้โจทก์แบ่งสินสมรสคือรายได้จากการประกอบกิจการร้านลาสเวกัส 3 เดือนละ 200,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2557 คือวันที่จดทะเบียนสมรส ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งปิดกิจการ เป็นเวลา 20 เดือน เป็นเงิน 4,000,000 บาท ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้แบ่งรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขล 5833 ชลบุรี ราคาประมาณ 800,000 บาท ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายแก่บุคคลภายนอกหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งจำเลยกึ่งหนึ่ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองตามควรแก่พฤติการณ์ ให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559) จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กึ่งหนึ่ง ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยแบ่งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขล 5833 ชลบุรี แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองแทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้แจ้งผลคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 กึ่งหนึ่ง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ให้ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองของจำเลยซึ่งศาลชั้นต้นให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกันรู้จักกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2544 ขณะนั้นโจทก์มีอายุ 59 ปี ประกอบกิจการร้านอาหารที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ส่วนจำเลยอายุ 28 ปี ทำงานเป็นนักเต้นอะโกโก้ โจทก์ชักชวนจำเลยมาทำงานที่ร้านอาหารของโจทก์ โดยให้จำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและช่วยบริหารงาน ต่อมาโจทก์กับจำเลยคบหากันฉันคนรักและมีเพศสัมพันธ์กันเป็นบางครั้ง โจทก์เคยป่วยเป็นโรคอัมพาตครึ่งช่วงล่างของร่างกาย ไม่สามารถมีบุตรได้ ปี 2552 จำเลยให้แพทย์ทำให้จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยการนำอสุจิของชายอื่นที่บริจาคเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลย จำเลยคลอดบุตรเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 เป็นฝาแฝดชาย 1 คน ชื่อ เด็กชาย ส. และหญิง 1 คน ชื่อ เด็กหญิง พ. โจทก์ยินยอมให้แจ้งว่าโจทก์เป็นบิดาและให้ใช้ชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เด็กชาย ส. และเด็กหญิง พ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 และโจทก์ต้องชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองกับโจทก์ต้องคืนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาวทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาวทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์และมิได้คัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่จำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในฟ้องแย้ง ดังนั้นปัญหาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่จึงยุติไป คงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น คดีไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้ว โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สมควรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู มิได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์จึงต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องคืนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่า บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอัตราเดือนละ 18,000 บาท ต่อคน โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ตลอดมาเป็นระยะเวลา 6 ปี นับตั้งแต่บุตรผู้เยาวทั้งสองคลอด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่า เงินที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตามที่จำเลยอ้างนั้น โจทก์ได้รับมาเพียง 2 ปี เมื่อมีการฟ้องร้องเป็นคดีนี้ จำเลยได้ไปเรียกร้องสิทธิดังกล่าวที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหยุดจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์และไม่อนุมัติเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย และโจทก์นำสืบปฏิเสธว่า โจทก์ได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประมาณ 45,000 บาท ต่อเดือน แต่ขณะนี้ไม่ได้รับเพราะจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายให้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกแก่จำเลย แต่จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นเงินที่จ่ายให้แก่บุตรผู้เยาว์หรือจ่ายให้แก่บิดามารดาเพื่อนำไปอุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินที่บุตรมีสิทธิจะได้รับ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่บุตรหรือมารดาที่จะฟ้องร้อง ประกอบกับโจทก์นำสืบว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยนำเงินที่ได้กำไรจากการทำกิจการร้านลาสเวกัส 2 ซึ่งมีรายได้ประมาณเดือนละ 200,000 บาท มาใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ถือได้ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในระหว่างนั้นแล้วจากเงินจำนวนอื่น หาใช่จำต้องจ่ายจากเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินดังกล่าวอนึ่ง ฟ้องโจทก์มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 5,119,700 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 102,394 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 112,445 บาท เป็นกรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา 10,051 บาท ต้องคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 10,051 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นางสาวเอมอร ตั้งสำเริงวงศ์
- นายอมรรัตน์ กิริยาผล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วาสนา หงส์เจริญ
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4394/2563
#662198
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลหลังถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมว่า ได้รับจ้างจากจำเลยที่ 2 ให้มาส่งเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจจึงสืบสวนขยายผลจนจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า จะมีคนที่เรียกว่าเฮียส่งลูกน้อง 2 ถึง 3 คน มารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่นัดหมายได้ ข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้เฮีย ม. เท่านั้น โดยไม่ได้สืบสวนว่าเฮีย ม. เป็นผู้ใด สถานที่ที่จำเลยที่ 1 จะส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นสถานที่ใด และเมื่อจำเลยที่ 2 รับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 แล้วจะนำไปส่งมอบให้ผู้ใด ณ สถานที่ใด ดังนี้ ข้อมูลที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจจึงเป็นการนอกเหนือจากวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถพบหรือตรวจสอบถึงผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติหรือจากของกลางที่ยึดได้ เมื่อการจับกุมจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผลโดยตรงจากการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่สำคัญของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.4784/2560 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 5 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 5 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92 ริบของกลาง ยกเว้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อและรถพ่วง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2559 ของศาลจังหวัดลพบุรี

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์แท็บเล็ตของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถึงประหารชีวิต จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีกได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คำขอในส่วนนี้ให้ยก และที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2559 ของศาลจังหวัดลพบุรี นั้น เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยกเช่นกัน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม, 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 40 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ประกอบมาตรา 51 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี และปรับ 1,066,666.66 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 533,333.33 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมบูรณ์ ผู้ร่วมจับกุม ว่า พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลางโดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อปะปนมากับพืชผลทางการเกษตร การสืบสวนทราบว่ามีรถยนต์บรรทุกสิบล้อเดินทางมาจากจังหวัดพะเยาขนส่งยาเสพติดมาส่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายครั้ง โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกข้าวสารของนายธนโชติ ครั้งล่าสุดมีการขนส่งยาเสพติดมาพร้อมข้าวสารในรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเพื่อส่งให้เฮียหมู ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พยานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตรวจสอบรถยนต์ที่เข้าสู่ด่านจนพบรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกผ่านอุโมงค์เอกซเรย์ที่ด่านพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกคลุมด้วยผ้าใบวางไว้ที่ท้ายรถยนต์บรรทุก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้รับว่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ให้มาส่งที่จังหวัดพะเยาและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรับค่าจ้างก่อน 40,000 บาท ค่าจ้างที่เหลือจะได้รับหลังจากส่งมอบยาเสพติดประมาณ 5 วัน หลังจากแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลดังกล่าวแล้ว พยานสืบสวนขยายผลตามคำให้การของจำเลยที่ 1 โดยจัดให้จำเลยที่ 1 ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของกลาง โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจปลอมตัวเป็นเด็กท้ายรถไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 2 ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลาประมาณ 24 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 อีก แจ้งว่าให้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางบริเวณทางออกสถานีบริการน้ำมัน โดยจำเลยที่ 2 จะขับรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้ออีซูซุไปจอดเทียบเพื่อรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ต่อมาเวลา 0.30 นาฬิกาของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 พยานกับพวกเดินทางถึงจุดนัดหมาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 ว่ามาถึงแล้วและขับรถกระบะมาจอดท้ายรถยนต์บรรทุกของกลาง จากนั้นให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ปลอมตัวเป็นเด็กท้ายรถช่วยขนเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยจำเลยที่ 2 ช่วยขนด้วย ระหว่างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจะมีคนมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 ในบ่ายวันดังกล่าว 250 มัด ประมาณ 500,000 เม็ด จำเลยที่ 2 ไม่ทราบชื่อ แต่เรียกว่าเฮีย จะส่งลูกน้อง 2 ถึง 3 คน มารับเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.จิ๊ฟฟี่ สาขาอยุธยา ติดถนนเอเชียไฮเวย์ ต่อมามีการประชุมเพื่ออำพรางส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่จำเลยที่ 2 นัดหมาย โดยมอบหมายให้พันตำรวจโทปัญญา เป็นผู้สั่งการ และร้อยตำรวจโทดนัย เป็นเจ้าหน้าที่อำพรางทำหน้าที่ขับรถกระบะที่ยึดได้จากจำเลยที่ 2 ซึ่งบรรทุกกล่องพลาสติกบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางนำไปส่งตามนัดหมาย และคำเบิกความของพันตำรวจโทปัญญาผู้ร่วมจับกุมว่า จำเลยที่ 2 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของเจ๊กี้ซึ่งอยู่ภาคเหนือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำหน้าที่กระจายเมทแอมเฟตามีน ระหว่างนั้นมีชายชื่อเฮียโทรศัพท์ติดต่อมายังโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.จิ๊ฟฟี่ หลักกิโลเมตรที่ 55 ถนนสายเอเชีย เมื่อถึงเวลานัดหมายพยานดักซุ่มบริเวณที่สามารถมองเห็นร้อยตำรวจโทดนัยได้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15 นาฬิกา มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ขับเข้ามาในสถานีบริการน้ำมัน รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าจอดห่างจากรถกระบะที่ร้อยตำรวจโทดนัยขับ และรถยนต์อีก 2 คันจอดต่อท้ายรถกระบะ จากนั้นจำเลยที่ 3 ออกจากรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน จำเลยที่ 4 ออกจากรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ช่วยกันยกกล่องเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานจึงสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวพันตำรวจตรีสมบูรณ์สืบสวนทราบเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้เฮียหมู ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น โดยไม่ได้สืบสวนทราบว่าเฮียหมูเป็นผู้ใด สถานที่ที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้เฮียหมูเป็นสถานที่ใด และเมื่อจำเลยที่ 2 รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยที่ 2 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้ผู้ใดกับสถานที่ใด ดังนี้ ข้อมูลที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต่อพันตำรวจตรีสมบูรณ์และพันตำรวจโทปัญญาจึงเป็นการนอกเหนือจากวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถค้นพบหรือตรวจสอบถึงผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติหรือของกลางที่ยึดได้ เมื่อการจับกุมจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผลโดยตรงจากการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่สำคัญของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ — นายคำแหง คมวุฒิการ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4324/2563
#649866
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาคำขอโอนมรดกเฉพาะส่วน สำเนาบันทึกถ้อยคำเรื่องผู้จัดการมรดกรับโอนมรดก และสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 13015 ได้ความว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. รับโอนมาให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของ ป. เจ้ามรดก ดังนี้ การขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินให้แก่ทายาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 82 วรรคสอง ถือได้ว่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกได้กระทำโดยชอบตามกฎหมาย หากทายาทคนอื่นของ ป. เห็นว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เมื่อการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกดังกล่าวได้กระทำโดยชอบตามกฎหมายโจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้น นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินส่วนดังกล่าวตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วจึงมีผลสมบูรณ์

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วมีโจทก์ฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้อุทธรณ์แต่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์โดยกล่าวโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า ตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบฟังได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมาโดยเสน่หาและโดยสมัครใจ จำเลยที่ 1 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ให้ทำนิติกรรม และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวโดยสุจริต ดังนี้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นดังกล่าวต้องวินิจฉัยเพราะคู่ความยังโต้เถียงกันอยู่ และปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีได้มีการสืบพยานของคู่ความในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาใหม่ ในชั้นนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมา และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวโดยไม่สุจริตตามที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างหรือไม่ โดยพยานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และ ท. มาหลอกลวงโจทก์ให้โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่อ้างในฟ้อง นิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีข้อบกพร่องตามกฎหมายอย่างใดที่จะเพิกถอนได้ เมื่อไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วย่อมมีผลทำให้ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่โจทก์รับโอนมาได้เช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตหรือไม่จึงไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 เฉพาะส่วนฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ฉบับลงวันที่ 12 เมษายน 2559 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเพิกถอนการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินเพื่อให้ที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์กลับมาเป็นของโจทก์ตามเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ราคาค่าที่ดินเป็นเงิน 620,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีก (1 ใน 4 ส่วน) เพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีก (1 ใน 4 ส่วน) เพื่อให้ที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดกของนายปลีก หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ นางสาวทอง นางเอี้ยง และนายกิตติเป็นบุตรของนายปลีก (เจ้ามรดก) จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวทอง เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 8 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวา มีชื่อโจทก์ นางสาวทอง นางเอี้ยง และนายปลีก เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน วันที่ 22 ตุลาคม 2539 นายปลีกถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายปลีก หลังจากนั้นมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนายปลีกเจ้ามรดกผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 มาเป็นชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนของนายปลีก ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลีกยื่นคำขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในฐานะส่วนตัว และในวันเดียวกันโจทก์ทำหนังสือสัญญาให้และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยที่ดินตามสัญญาให้ประกอบด้วยที่ดินส่วนที่โจทก์รับโอนมรดกของนายปลีกมาดังกล่าวกับที่ดินส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิม ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2559 จำเลยที่ 1 โดยนายสายยัน ผู้รับมอบอำนาจ นางเอี้ยง และนายสายยันในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทองอีกฐานะหนึ่งทำหนังสือสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลังจากนั้นวันที่ 29 มกราคม 2561 นายกิตติหรือจำลองยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 265/2561 ของศาลชั้นต้น ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดก

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 เฉพาะส่วนของโจทก์ซึ่งประกอบด้วยที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมากับที่ดินส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมา โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมด้วย จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เห็นสมควรหยิบยกกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาตรงกันให้ยกคำขอขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน โดยกรณีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้และสัญญาขายดังกล่าวซึ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าโจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะเหตุใด จึงรับฟังตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินส่วนนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยสมัครใจ การแสดงเจตนาของโจทก์ในการทำนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงไม่มีข้อบกพร่องตามกฎหมายอย่างใดที่จะเป็นเหตุให้เพิกถอนได้ และเมื่อไม่มีเหตุเพิกถอนสัญญาให้ที่ดินแล้ว กรณีถือว่าไม่มีเหตุจะเพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในกรณีนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมา มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า นิติกรรมตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมา ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ซื้อต่อจากจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วย อันเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาให้และหนังสือสัญญาขายที่ดินส่วนดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำขอโอนมรดกเฉพาะส่วน สำเนาบันทึกถ้อยคำเรื่องผู้จัดการมรดกรับโอนมรดก และสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 13015 ได้ความว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลีกขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลีกรับโอนมาให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของนายปลีกเจ้ามรดก ดังนี้ การขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกขอจดทะเบียนสิทธิในที่ดินให้แก่ทายาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 82 วรรคสอง ถือได้ว่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกได้กระทำโดยชอบตามกฎหมาย หากทายาทคนอื่นของนายปลีกเห็นว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เมื่อการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกดังกล่าวได้กระทำโดยชอบตามกฎหมายโจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้น นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินส่วนดังกล่าวตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วจึงมีผลสมบูรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินส่วนดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า โจทก์โอนที่ดินส่วนดังกล่าวมาเป็นของโจทก์แล้วโอนให้แก่จำเลยที่ 1 โดยทายาทอื่นไม่ได้ยินยอม จึงเป็นการโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและไม่มีสิทธินำไปโอนขายต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ซื้อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมาตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วมีโจทก์ฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้อุทธรณ์แต่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์โดยกล่าวโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า ตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบฟังได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมาโดยเสน่หาและโดยสมัครใจ จำเลยที่ 1 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ให้ทำนิติกรรม และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวโดยสุจริต ดังนี้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นดังกล่าวต้องวินิจฉัยเพราะคู่ความยังโต้เถียงกันอยู่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีได้มีการสืบพยานของคู่ความในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาใหม่ ในชั้นนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมา และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวโดยไม่สุจริตตามที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์คงมีตัวโจทก์เป็นพยานปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวทองมาหลอกลวงให้โอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน และจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า ไม่ได้หลอกลวงโจทก์แต่โจทก์เรียกไปตกลงกันว่าโจทก์จะถอนชื่อตนออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 13015 และให้นางสาวทองถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินอีกแปลงหนึ่งที่มีโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ จากนั้นโจทก์ไปจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ดังนี้ พยานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และนางสาวทองมาหลอกลวงโจทก์ให้โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่อ้างในฟ้อง นิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีข้อบกพร่องตามกฎหมายอย่างใดที่จะเพิกถอนได้ เมื่อไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วย่อมมีผลทำให้ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมาได้เช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตหรือไม่จึงไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมสัญญาให้ที่ดินและจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13015 ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายปลีกที่โจทก์รับโอนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.ที่ดิน ม. 82 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวน้ำฟ้า ประสิทธิ์หิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
แก้ว เวศอุไร
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4320/2563
#649864
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 7,925,895.90 บาท เมื่อที่ดินที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและผลของการเพิกถอนก็เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ในชั้นยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองกลับยื่นอุทธรณ์แยกกัน โดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมินคิดเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 6,793,625 บาท แต่จำเลยทั้งสองต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามทุนทรัพย์คนละ 7,925,895.90 บาท ดังนั้น ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองเสียมาเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกัน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยแต่ละคนได้ชำระไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 7,925,895.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่เนื้อที่ต้องไม่เกิน 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 เดิมมีชื่อโจทก์และ นางสาวจิราภรณ์ ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยได้รับมรดกจากมารดาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2512 ต่อมาโจทก์และนางสาวจิราภรณ์ขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับนางสาวสุธินี แต่มิได้ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด จนที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวสุธินี ครั้นวันที่ 29 กรกฎาคม 2517 นางสาวสุธินีจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่นางสาวจิราภรณ์ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 นางสาวจิราภรณ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวจิราภรณ์ และเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวจิราภรณ์จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 10,000,000 บาท ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์กับนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้องได้หรือไม่ ประเด็นนี้โจทก์อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า แต่เดิมโจทก์และนางสาวจิราภรณ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยการรับโอนมรดกจากมารดา หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2512 โจทก์และนางสาวจิราภรณ์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับนางสาวสุธินี เป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่ได้มีการไถ่ถอนการขายฝากตามกำหนด จนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของนางสาวสุธินี ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2517 โจทก์ นางสาวจิราภรณ์และนางสาวสุธินี ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นดั่งญาติพี่น้องตกลงกันว่านางสาวสุธินีจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์และนางสาวจิราภรณ์ให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันเหมือนเดิมตามที่รับมรดกกันมา แต่ขณะนั้นโจทก์ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเหตุให้มีข้อขัดข้องไม่อาจจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับนางสาวจิราภรณ์ โจทก์จึงให้นางสาวจิราภรณ์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ไปก่อน โดยโจทก์มีนางสาวสุธินี มาเบิกความสนับสนุน เมื่อตรวจพิเคราะห์สำเนาโฉนดที่ดิน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวสุธินี เป็นผู้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่นางสาวจิราภรณ์ภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่านางสาวสุธินีมีเหตุที่จะต้องมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพื่อเป็นปรปักษ์ต่อจำเลยที่ 1 นางสาวสุธินีย่อมเป็นประจักษ์พยานมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขายที่ดินพิพาทเป็นอย่างดี คำเบิกความของ นางสาวสุธินีย่อมมีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตามคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียวแต่ประการใด เป็นเหตุให้พยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้ว่า นางสาวสุธินี จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์และนางสาวจิราภรณ์ให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ อันถือได้ว่า โจทก์และนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท เมื่อนางสาวจิราภรณ์ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของนางสาวจิราภรณ์และเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวจิราภรณ์ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่ยินยอมตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ผูกพันโจทก์ แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ในวันทำสัญญาขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ทราบจากจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทหรือให้ใช้ราคาที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้น คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่จำเลยทั้งสองยังคงยืนยันให้มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างกัน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ถือไม่ได้ว่า ในขณะที่ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ได้กระทำโดยสุจริต โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของโจทก์ได้ และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 7,925,895.90 บาท เมื่อที่ดินที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และผลของการเพิกถอนก็เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ในชั้นยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองกลับยื่นอุทธรณ์แยกกันโดยโต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เมื่อที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 1,150 บาท จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 6,793,625 บาท จำเลยทั้งสองต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามทุนทรัพย์คนละ 7,925,895.90 บาท ดังนั้น ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองเสียมาเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกันจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยแต่ละคนได้ชำระไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย นอกจากนี้ ในชั้นฎีกา โจทก์ยื่นฎีกาและวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นฎีกาโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ 7,925,895.90 บาท และนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองต่างชำระเกินดังกล่าวมารวมคำนวณด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นฎีกาที่ชำระเกินมาให้แก่โจทก์ด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 ระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำนวน 6 ใน 12 ส่วน แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและแบ่งแยกที่ดินตามส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้เนื้อที่ทั้งหมดรวมแล้วจะต้องไม่เกิน 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเกินมาแก่จำเลยทั้งสองคนละ 90,581 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 22,645 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นฎีกา 181,162 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอดิศักดิ์ กิจสดใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4315/2563
#662200
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 สั่ง ณ วันที่ 4 เมษายน 2560 ได้กำหนดบทลงโทษปรับไว้ในข้อ 5 วรรคเก้า ในความผิดฐานเจ้าของเรือไม่นำเรือที่ใช้ทำการประมงมาให้คณะทำงานตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในกำหนดเวลาและสถานที่ที่กรมเจ้าท่าประกาศกำหนดไว้ โดยกำหนดโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทสำหรับเรือที่มีขนาดไม่เกินสิบตันกรอส และปรับเพิ่มตามขนาดของเรือตันกรอสละสองพันบาท การลงโทษปรับตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการปรับโดยคำนวณไปตามขนาดของเรือ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เรือที่ใช้ทำการประมงของจำเลยมีขนาดของเรือ 74.79 ตันกรอส ดังนั้น ขนาดของเรือ 0.79 ตันกรอส ในส่วนที่เกิน 74 ตันกรอส เป็นส่วนหนึ่งของขนาดเรือ จึงต้องนำมาคิดคำนวณค่าปรับดัวย มิใช่กรณีที่จะไม่นำมาคิดคำนวณเพราะขนาดของเรือในส่วน 0.79 ตันกรอส มีขนาดไม่ถึง 1 ตันกรอส ตามที่จำเลยอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ลงวันที่ 4 เมษายน 2560 ข้อ 1 และข้อ 5 และประกาศกรมเจ้าท่าที่ 103/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์ และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ข้อ 1 ถึงข้อ 5

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ลงวันที่ 4 เมษายน 2560 ข้อ 5 วรรคเก้า ลงโทษปรับ 139,580 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง" คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 139,580 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังคงพิพากษาลงโทษปรับสถานเดียวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเรืออยู่ในครอบครอง จึงไม่สามารถนำเรือมาให้พนักงานเจ้าท่าตรวจสอบเพื่อแสดงอัตลักษณ์และไม่ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 139,580 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 สั่ง ณ วันที่ 4 เมษายน 2560 ได้กำหนดบทลงโทษปรับไว้ในข้อ 5 วรรคเก้า ในความผิดฐานเจ้าของเรือไม่นำเรือที่ใช้ทำการประมงมาให้คณะทำงานตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในกำหนดเวลาและสถานที่ที่กรมเจ้าท่าประกาศกำหนดไว้ โดยกำหนดโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทสำหรับเรือที่มีขนาดไม่เกินสิบตันกรอส และปรับเพิ่มตามขนาดของเรือตันกรอสละสองพันบาท การลงโทษปรับตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการปรับโดยคำนวณไปตามขนาดของเรือ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและฎีกาของจำเลยว่า เรือที่ใช้ทำการประมงของจำเลยมีขนาดของเรือ 74.79 ตันกรอส จึงต้องลงโทษปรับจำเลยตามขนาดของเรือเต็มจำนวน 74.79 ตันกรอส ดังนั้น ขนาดของเรือ 0.79 ตันกรอส ในส่วนที่เกิน 74 ตันกรอส เป็นส่วนหนึ่งของขนาดเรือ จึงต้องนำมาคิดคำนวณค่าปรับดัวย มิใช่กรณีที่จะไม่นำมาคิดคำนวณค่าปรับตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 139,580 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 เรื่อง การยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับที่หมดความจำเป็น ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 โดยมีคำสั่งในข้อ 4 ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในบัญชีสี่ท้ายคำสั่งนี้ ซึ่งบัญชีสี่ท้ายคำสั่งดังกล่าวมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ที่ถูกยกเลิกไว้ด้วยในข้อ 1 (6) แต่ตามบัญชีสี่ท้ายคำสั่งดังกล่าวก็ระบุหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมไว้ในข้อ 1 ว่า ให้กองทัพเรือจัดทำแผนและขั้นตอนการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ และข้อ 2 ระบุว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนและขั้นตอนการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามข้อ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้โอนภารกิจฯ ไปยังส่วนราชการอื่น... และให้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามข้อ 1 เป็นอันยกเลิก... กับข้อ 3 ระบุว่า บรรดาการกระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามข้อ 1 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่บทบัญญัติกำหนดความผิดนั้นจะสิ้นผลใช้บังคับ และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีหรือการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ให้ดำเนินคดีนั้นตามกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่บทบัญญัตินั้นสิ้นผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าการดำเนินคดีนั้นหรือการบังคับคดีนั้นจะถึงที่สุด ต่อมามีประกาศกองทัพเรือ เรื่อง แผนและขั้นตอนการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ให้ความเห็นชอบแผนและขั้นตอนการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมตามที่กองทัพเรือเสนอ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 มีผลยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 22/2560 คดีนี้จำเลยกระทำความผิดตามคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่บทบัญญัติตามคำสั่งนั้นจะสิ้นผลใช้บังคับและอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีของศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมดำเนินคดีต่อไปได้จนกว่าคดีถึงที่สุด จึงมิใช่กรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายในภายหลังบัญญัติให้การกระทำไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยจึงไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวจงสวัสดิ์ พิสิฐพันพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4311/2563
#661427
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในคดีนี้กับคดีอาญาเลขแดงที่ 3337/2561 ของศาลชั้นต้นปรากฏว่า ธ. ขับรถกระบะเพื่อไปพาคนต่างด้าวชาวกัมพูชาซึ่งเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายที่ป่าอ้อยรวม 58 คน โดย ธ. ได้แจ้งให้ ม. ขับรถกระบะเพื่อไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวด้วย โดยอ้างว่าจำเลยใช้ให้ขับรถไปรับคนต่างด้าวจำนวนดังกล่าว ภายหลังบรรทุกคนต่างด้าวขึ้นรถกระบะทั้งสองคันแล้ว ธ. กับ ม. ก็ขับติดตามกันออกมาจากป่าอ้อยและแล่นไล่ตามกันไปจนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมตัวพร้อมรถกระบะและคนต่างด้าวรวม 58 คน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ธ. กับ ม. มีเจตนาที่จะร่วมกันไปรับคนต่างด้าวทั้ง 58 คน ซึ่งรวมอยู่ที่ป่าอ้อย แม้มีการใช้รถกระบะไปรับคนต่างด้าวดังกล่าว 2 คัน โดย ธ. กับ ม. ขับรถกันคนละคันก็ตาม แต่ก็เนื่องมาจากรถกระบะเพียงคันเดียวไม่สามารถบรรทุกคนต่างด้าวได้หมด และคนต่างด้าวที่ไปรับก็รวมตัวกันอยู่ที่แห่งเดียวกัน ภายหลังจากรับคนต่างด้าวแล้วยังขับรถกระบะตามกันเพื่อพาคนต่างด้าวไปเพื่อให้พ้นการจับกุมโดยปลายทางเป็นที่แห่งเดียวกันอีก อันเป็นการกระทำในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกันไป เช่นนี้แล้วจึงต้องถือว่า ธ. กับ ม. มีเจตนาร่วมกันเพื่อพาคนต่างด้าวทั้ง 58 คน ไปเพื่อให้พ้นจากจากการจับกุมตามเจตนาที่มีมาแต่แรก การกระทำของ ธ. กับ ม. จึงเป็นการกระทำอันเดียวกัน และมีเจตนาอย่างเดียวกัน เกิดขึ้นในคราวเดียวกันต่อเนื่องกันไป เป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมต่างกัน เมื่อโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยร่วมกับ ม. ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3337/2561 ของศาลชั้นต้น ในการกระทำอันเดียวกันกับคดีนี้ไปแล้ว โดยศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย คดีถึงที่สุด การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยว่าร่วมกับ ธ. เป็นคดีนี้อีก ซึ่งเป็นการกระทำอันเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 711/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 2 ปี ไม่ปรากฏว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ทหารจับกุมนายธงชัย และนายใหม่ ขณะขับรถกระบะ คันหมายเลขทะเบียน บย 2138 จันทบุรี และรถกระบะ คันหมายเลขทะเบียน บน 56 สระแก้ว ของจำเลยบรรทุกชาวกัมพูชา 28 คน และ 30 คน ตามลำดับ ซึ่งเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ต่อมาจำเลยถูกฟ้องว่าร่วมกับนายใหม่ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3337/2561 ของศาลชั้นต้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้กับคดีอาญาเลขแดงที่ 3337/2561 ของศาลชั้นต้นปรากฏว่า นายธงชัย ขับรถกระบะเพื่อไปพาบุคคลต่างด้าวชาวกัมพูชาซึ่งเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายที่ป่าอ้อยรวม 58 คน โดยนายธงชัยได้แจ้งให้นายใหม่ ขับรถกระบะเพื่อไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวด้วย โดยอ้างว่าจำเลยใช้ให้ขับรถไปรับคนต่างด้าวจำนวนดังกล่าว ภายหลังบรรทุกคนต่างด้าวขึ้นรถกระบะทั้งสองคันแล้วนายธงชัยกับนายใหม่ก็ขับติดตามกันออกมาจากป่าอ้อยและแล่นไล่ตามกันไปจนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมตัวพร้อมรถกระบะและคนต่างด้าวรวม 58 คน จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายธงชัยกับนายใหม่มีเจตนาที่จะร่วมกันไปรับคนต่างด้าวทั้ง 58 คน ซึ่งรวมอยู่ที่ป่าอ้อย แม้มีการใช้รถกระบะไปรับคนต่างด้าวดังกล่าว 2 คัน โดยนายธงชัยกับนายใหม่ขับรถกันคนละคันก็ตาม แต่ก็เนื่องมาจากรถกระบะเพียงคันเดียวไม่สามารถบรรทุกคนต่างด้าวได้หมด และคนต่างด้าวที่ไปรับก็รวมตัวกันอยู่ที่แห่งเดียวกัน ภายหลังจากรับคนต่างด้าวแล้วยังขับรถกระบะตามกันเพื่อพาคนต่างด้าวไปเพื่อให้พ้นจากการจับกุมโดยปลายทางเป็นที่แห่งเดียวกันอีก อันเป็นการกระทำในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกันไป เช่นนี้แล้วจึงต้องถือว่านายธงชัยกับนายใหม่มีเจตนาร่วมกันเพื่อพาคนต่างด้าวทั้ง 58 คน ไปเพื่อให้พ้นจากการจับกุมตามเจตนาที่มีมาแต่แรก การกระทำของนายธงชัยกับนายใหม่จึงเป็นการกระทำอันเดียวกัน และมีเจตนาอย่างเดียวกัน เกิดขึ้นในคราวเดียวกันต่อเนื่องกันไป จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยร่วมกันกับนายใหม่ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3337/2561 ของศาลชั้นต้น ในการกระทำอันเดียวกันกับคดีนี้ไปแล้ว โดยศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย คดีถึงที่สุด การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยว่าร่วมกับนายธงชัยเป็นคดีนี้อีก ซึ่งเป็นการกระทำอันเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นางสาว ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายสรวิทย์ จันทโสภณพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2563
#686971
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยบรรยายฟ้องในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามกระบวนพิจารณา ซึ่งรวมทั้งได้คัดใจความที่โจทก์ร่วมในฐานะผู้พิพากษามีคำสั่งในสำนวนความ แต่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อกฎหมายว่าการออกคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำพิพากษายกฟ้อง รวมทั้งคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงเป็นการระบุบทกฎหมายในฐานความผิดจากข้อเท็จจริงตามฟ้องมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงให้แตกต่างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามกระบวนพิจารณา แต่เป็นการยืนยันความเห็นที่แตกต่างในข้อกฎหมายตามความเข้าใจของจำเลย ไม่อาจถือว่าเป็นความเท็จ การฟ้องคดีอาญาของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 175จำเลยเป็นคู่ความในคดีและมีความรู้ทางกฎหมายพอสมควรย่อมทราบและเข้าใจถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีว่าโจทก์ร่วมใช้ดุลพินิจมีคำสั่งในคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายมิใช่เป็นการมีคำสั่งโดยอคติและไม่ยุติธรรม แต่จำเลยกลับนำคดีมาฟ้องกล่าวหาโจทก์ร่วมว่า การที่โจทก์ร่วมมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 นั้น เป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมมีเจตนากระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่และข้อกล่าวหาในฟ้องย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า การใช้ดุลพินิจของโจทก์ร่วมไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการบั่นทอนและลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาคดีในหน้าที่ผู้พิพากษาของโจทก์ร่วม ทั้งทำให้ประชาชนทั่วไปซึ่งมิได้รู้ข้อเท็จจริงในเชิงลึกของคดี ขาดความเชื่อมั่นหรือเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรม การฟ้องคดีของจำเลยเป็นการฟ้องแกล้งกล่าวหาโจทก์ร่วมตามอำเภอใจโดยอาศัยเหตุที่จำเลยเสียประโยชน์ในผลแห่งคดี หาใช่เป็นการใช้สิทธิทางศาลตามปกติและโดยสุจริตไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตาม ป.อ. มาตรา 198

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 198

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเวสารัช ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม) และมาตรา 198 (เดิม) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี กับให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (เดิม) ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (เดิม) ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระศักดิ์ เป็นจำเลยในฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและฐานโกงเจ้าหนี้ต่อศาลแขวงพระนครเหนือเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6543/2558 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีดังกล่าวมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าฟ้องของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้รับรองฎีกา โจทก์ร่วมและผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา โจทก์ร่วมจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นฎีกาคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ร่วมมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาเนื่องจากเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง คดีจึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่อาจยื่นฎีกาได้อีก ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยจึงฟ้องโจทก์ร่วมต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อมาศาลชั้นต้นได้โอนคดีให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 13/2559 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้สำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 องค์ประกอบความผิดคือ การเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง เจตนาในการกระทำความผิดฐานนี้จึงอยู่ที่ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดว่าข้อความที่ฟ้องนั้นเป็นความเท็จ ตามคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 13/2559 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ร่วม จำเลยบรรยายฟ้องในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามกระบวนพิจารณา ซึ่งรวมทั้งได้คัดใจความที่โจทก์ร่วมในฐานะผู้พิพากษามีคำสั่งในสำนวนความคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6543/2558 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ตรงตามความเป็นจริง แต่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อกฎหมายว่าการออกคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำพิพากษายกฟ้อง รวมทั้งคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจึงเป็นการระบุบทกฎหมายในฐานความผิดจากข้อเท็จจริงตามฟ้อง ข้อความดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงให้แตกต่างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามกระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าว แต่เป็นการยืนยันความเห็นที่แตกต่างในข้อกฎหมายตามความเข้าใจของจำเลย ซึ่งไม่อาจถือว่าเป็นความเท็จ การฟ้องคดีอาญาของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าฟ้องของจำเลยไม่เป็นฟ้องเท็จนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยและโจทก์ร่วมว่า จำเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (เดิม) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด ในปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ร่วมแม้ตามปกติถือว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลอันเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองและบังคับตามกฎหมาย การใช้สิทธิเช่นนี้ย่อมไม่เป็นการผิดกฎหมายอย่างใดเว้นแต่จำเลยจะกระทำโดยไม่สุจริต จงใจให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายโดยใช้ศาลเป็นช่องทางในการดำเนินคดี เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6543/2558 ของศาลแขวงพระนครเหนือที่โจทก์ร่วมเป็นผู้พิจารณามีคำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ย่อมเป็นการยืนยันถึงการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ร่วมว่าเป็นการมีคำสั่งภายในขอบอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่เป็นการสั่งโดยไม่มีเหตุผลรองรับตามกฎหมายที่จะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีและมีความรู้ทางกฎหมายพอสมควรย่อมทราบและเข้าใจถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวดีอยู่ว่าโจทก์ร่วมใช้ดุลพินิจมีคำสั่งในคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายมิใช่เป็นการมีคำสั่งโดยอคติและไม่ยุติธรรมแก่จำเลย แต่จำเลยกลับนำคดีมาฟ้องกล่าวหาโจทก์ร่วมว่า การที่โจทก์ร่วมมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีเช่นนี้แม้จำเลยมิได้กล่าวก้าวล่วงโจทก์ร่วมมาในคำฟ้อง แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมมีเจตนากระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่และข้อกล่าวหาในฟ้องย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า การใช้ดุลพินิจของโจทก์ร่วมไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการบั่นทอนและลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาคดีในหน้าที่ผู้พิพากษาของโจทก์ร่วม ทั้งทำให้ประชาชนทั่วไปซึ่งมิได้รู้ข้อเท็จจริงในเชิงลึกของคดี ขาดความเชื่อมั่นหรือเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรมของศาลยุติธรรม ที่จำเลยอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลและได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเหตุผลที่ไม่อาจรับฟังได้ เพราะการใช้สิทธิทางศาลนั้นจะต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย และต้องกระทำโดยสุจริตที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำ เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมใช้อำนาจในทางที่มิชอบผิดไปจากที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงฟังได้ว่าการฟ้องคดีของจำเลยเป็นการฟ้องแกล้งกล่าวหาโจทก์ร่วมตามอำเภอใจโดยอาศัยเหตุที่จำเลยเสียประโยชน์ในผลแห่งคดี หาใช่เป็นการใช้สิทธิทางศาลตามปกติและโดยสุจริตไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ร่วมต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 13/2559 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดียังไม่ถึงที่สุดจึงยังไม่ถือว่าการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้พิพากษาเป็นความผิดสำเร็จนั้น เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อจำเลยฟ้องคดีต่อศาลหาใช่ความผิดเกิดเมื่อคดีที่ฟ้องถึงที่สุดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก และปัญหาว่าค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น เห็นว่าศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ส่วนค่าสินไหมทดแทนตามฎีกาของโจทก์ร่วมกล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การกระทำความผิดของจำเลยส่งผลให้โจทก์ร่วมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ตนเองและราชสกุล เห็นว่าเมื่อพิเคราะห์ถึงสถานะของการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาของโจทก์ร่วม เกียรติในตำแหน่งหน้าที่สำคัญนี้ย่อมมีคุณค่าไม่อาจที่จะนำมาเปรียบเทียบคิดเป็นตัวเงินได้ การเยียวยาในกรณีเช่นนี้กำหนดเพียงเพื่อพอสมควรให้จำเลยตระหนักรู้ว่าได้กระทำการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมให้ได้รับความเสียหายขึ้นแล้ว และจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดนั้น ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฏีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สันติ วงศ์รัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4249/2563
#657579
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า ตามสัญญาจ้างระบุค่าจ้างไว้ชัดเจนว่า โจทก์ตกลงรับค่าจ้างเดือนละ 60,000 บาท จึงฟังได้ว่า โจทก์มีเงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 60,000 บาท ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ค่าจ้างอีก 40,000 บาท จะไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้าง แต่จำเลยตกลงจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล ตัวอย่างการชำระค่าจ้าง และใบสำคัญจ่ายเจ้าหนี้ เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารอื่นขึ้นโต้แย้ง อันเป็นอุทธรณ์ที่มุ่งประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยังได้รับค่าตอบแทนอื่นที่กำหนดจำนวนแน่นอนอีกเดือนละ 40,000 บาท ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การรับสภาพหนี้อันจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ซึ่งจะต้องกระทำโดยลูกหนี้เองหรือโดยตัวแทนของลูกหนี้เท่านั้น บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายของโจทก์เป็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชีของจำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้นแล้วจัดเก็บอยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในฐานข้อมูลของจำเลย แม้โจทก์ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวของโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยเป็นผู้จัดส่ง หรือแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชีหรือลูกจ้างคนหนึ่งคนใดของจำเลย เป็นตัวแทนส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวไปยังโจทก์เพื่อเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้ให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ชำระหนี้ หรือเป็นการกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง อายุความตามสิทธิเรียกร้องค่าจ้างค้างชำระจึงไม่สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เรียกค่าจ้างที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ด้วย สิทธิเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 จึงขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9)

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ได้กำหนดขั้นตอนให้ศาลแรงงานพิจารณาสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทน ซึ่งการที่นายจ้างจะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปนั้นมิใช่พิจารณาเพียงนายจ้างอาจรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปได้เท่านั้น ยังต้องพิจารณาด้วยว่า นายจ้างกับลูกจ้างนั้นมีความเข้าใจอันดีต่อกันและกลับไปทำงานร่วมกันโดยไม่เป็นปัญหาแก่ทั้งสองฝ่าย หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ จึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แทน ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายนี้ศาลแรงงานจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอย่างอื่นเกี่ยวกับลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ แต่ไม่ได้พิพากษาสั่งให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แสดงว่าศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แทน การที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า ก่อนหน้านั้น จำเลยประสบปัญหาทางการเงินอย่างมากและมีการฟื้นฟูกิจการ จึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ได้คำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ อันเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์แล้ว แต่ไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย จึงไม่เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลฎีกาไม่อาจกำหนดเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ และศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการทำงานของโจทก์ เวลาทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดพักผ่อนประจำปี สิทธิในการรับเงินโบนัส และการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่ไม่ปรากฏในคำให้การและยังเป็นอุทธรณ์ที่มุ่งประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ลักษณะการทำงานของโจทก์ เวลาทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดพักผ่อนประจำปี สิทธิในการรับเงินโบนัส และการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับเงินเดือนของโจทก์ 3 เดือน ตามสัญญาจ้าง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2557 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 และของต้นเงิน 337,168.92 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 599,999.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2557 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 และของต้นเงิน 748,687.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ค่าจ้างค้างชำระ 2,948,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดแต่ละงวด ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 และของต้นเงิน 4,212,237.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ทั้งนี้นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2557 ให้จำเลยชำระเงิน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2557 ให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2556 ให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2557 และให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสนามกอล์ฟ โรงแรม ภัตตาคาร ร้านค้า สปา และอื่น ๆ และเป็นเจ้าของสนามกอล์ฟบลูแคนยอน คันทรีคลับ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 60,000 บาท เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2557 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยที่โจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างชำระก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ขาดอายุความ การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเกิดจากการเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาบริหารบริษัทจำเลย ทำให้จำเลยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ ประกอบกับก่อนหน้านั้นจำเลยประสบปัญหาทางการเงินอย่างมาก และมีการฟื้นฟูกิจการจึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ค่าจ้างค้างจ่ายก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ขาดอายุความ เอกสาร จ.18 ไม่ใช่หนังสือแสดงการรับสภาพหนี้ ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ส่วนอุทธรณ์อื่นของจำเลย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องเป็นเงิน 100,000 บาท ไม่ใช่ 60,000 บาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับค่าตอบแทนประกอบด้วยเงินเดือน เดือนละ 60,000 บาท และค่าตอบแทนอื่นที่กำหนดจำนวนแน่นอนอีกเดือนละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงเรื่องค่าตอบแทนอื่นที่กำหนดจำนวนแน่นอนอีกเดือนละ 40,000 บาท ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า ตามสัญญาจ้างระบุค่าจ้างไว้ชัดเจนว่า โจทก์ตกลงรับค่าจ้างเดือนละ 60,000 บาท จึงฟังได้ว่า โจทก์มีเงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 60,000 บาท การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ค่าจ้างอีก 40,000 บาท จะไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้าง แต่จำเลยตกลงจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล ตัวอย่างการชำระค่าจ้าง และใบสำคัญจ่ายเจ้าหนี้ เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารอื่นขึ้นโต้แย้ง อันเป็นอุทธรณ์ที่มุ่งประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยังได้รับค่าตอบแทนอื่นที่กำหนดจำนวนแน่นอนอีกเดือนละ 40,000 บาท ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาประการที่สองว่า สิทธิเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างชำระก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง..." ดังนั้น การรับสภาพหนี้อันจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ซึ่งจะต้องกระทำโดยลูกหนี้เองหรือโดยตัวแทนของลูกหนี้เท่านั้น แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ก็ตาม แต่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว" และมาตรา 9 บัญญัติว่า "ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่า ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน และ (2) วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมหรือข้อตกลงของคู่กรณี" แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายของโจทก์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ตามเอกสารหมาย จ.18 เป็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชีของจำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้นแล้วจัดเก็บอยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในฐานข้อมูลของจำเลย แม้โจทก์ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวของโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยเป็นผู้จัดส่ง หรือแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชีหรือลูกจ้างคนหนึ่งคนใดของจำเลย เป็นตัวแทนส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวไปยังโจทก์เพื่อเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้ให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ชำระหนี้ หรือเป็นการกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังที่โจทก์ฎีกา อายุความตามสิทธิเรียกร้องค่าจ้างค้างชำระจึงไม่สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เรียกค่าจ้างที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ด้วย สิทธิเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 จึงขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าจ้างที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้กำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นจำนวนตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนให้ศาลแรงงานพิจารณาสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ซึ่งการที่นายจ้างจะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปนั้นมิใช่พิจารณาเพียงนายจ้างอาจรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปได้เท่านั้น ยังต้องพิจารณาด้วยว่า นายจ้างกับลูกจ้างนั้นมีความเข้าใจอันดีต่อกันและกลับไปทำงานร่วมกันได้โดยไม่เป็นปัญหาแก่ทั้งสองฝ่าย หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ จึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แทน ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายนี้ศาลแรงงานจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอย่างอื่นเกี่ยวกับลูกจ้าง ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ประกอบการพิจารณาด้วย คดีนี้ ศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ แต่ไม่ได้พิพากษาสั่งให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แสดงว่าศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า โจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แทน การที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า ก่อนหน้านั้นจำเลยประสบปัญหาทางการเงินอย่างมากและมีการฟื้นฟูกิจการ จึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ได้คำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ อันเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ดังนั้น ปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์แล้ว แต่ไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ กรณีจึงไม่เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาคดีไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาใหม่ เมื่อดังที่ได้วินิจฉัยมาตามข้างต้นแล้วว่า การที่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลฎีกาไม่อาจกำหนดเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของหรือสัญญาจ้างแรงงานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย ความจริงแล้วโจทก์เป็นบุคคลที่นายเซียะ และนางลี ชักชวนมาร่วมทีมเข้าครอบงำกิจการของจำเลย โจทก์ร่วมกับนางลี ทำสัญญาจ้างขึ้นโดยที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ใด ๆ ในบริษัทจำเลย สัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยเพราะนางลี เพียงผู้เดียว ไม่มีอำนาจลงนามทำนิติกรรมกับโจทก์เพื่อผูกพันบริษัทจำเลย จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ และศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการทำงานของโจทก์ เวลาทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดพักผ่อนประจำปี สิทธิในการรับเงินโบนัส และการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่ไม่ปรากฏในคำให้การและยังเป็นอุทธรณ์ที่มุ่งประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ลักษณะการทำงานของโจทก์ เวลาทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดพักผ่อนประจำปี สิทธิในการรับเงินโบนัส และการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 เฉพาะส่วนที่ไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วให้ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/34 (9)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายวิชญ์ธรรมนาถ สุวรรณโกตา
- นางยิ่งลักษณ์ สุขวิสิฏฐ์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245 -ที่ 4248/2563
#664315
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายเดือนในอัตราที่แน่นอน โดยจำเลยมีหน้าที่โอนค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสี่ทุกวันสิ้นเดือน อันเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยจึงมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนมกราคม 2560 โดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสี่ในวันที่ 31 มกราคม 2560 เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง ไม่ปรากฎว่ากิจการของจำเลยขาดทุนจนไม่มีเงินหมุนเวียนที่จะนำมาจ่ายค่าจ้าง เมื่อจำเลยได้จ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้แก่ลูกจ้างอื่นทุกคนแล้วแสดงว่าจำเลยมีความพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างเดือนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ได้ด้วย ทั้งจำเลยมิได้โต้แย้งเรื่องจำนวนค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งสี่ก่อนหรือภายในวันที่ 31 มกราคม 2560 อันเป็นวันที่ครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง การที่จำเลยเพิ่งอ้างเหตุไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่ในภายหลังว่า ยังมีปัญหาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ก็ดี โจทก์ทั้งสี่จะต้องคืนทรัพย์สินและเอกสารของจำเลยหรือไม่ก็ดี และจะนำค่าจ้างดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ทำให้จำเลยเสียหายได้หรือไม่ก็ดี เป็นข้ออ้างที่ไม่สุจริตเพราะจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสี่ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2560 อยู่แล้ว ส่วนเรื่องการคืนทรัพย์สินหรือเอกสารกับการหักกลบลบหนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสี่ออกจากงานไปแล้ว ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่จึงเป็นการจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน เมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เป็นเงิน 105,862 บาท 47,992 บาท 41,259 บาท และ 16,538 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับจ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 105,862 บาท 47,992 บาท 41,259 บาท และ 16,538 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ของค่าจ้างที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง วันที่ 24 มีนาคม 2560 จำเลยวางเงินค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน 105,862 บาท 47,992 บาท 41,259 บาท และ 16,538 บาท ตามลำดับ โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย และเงินกองทุนประกันสังคม โจทก์ทั้งสี่ไม่ติดใจเรียกร้องในเรื่องค่าจ้างและดอกเบี้ยของค่าจ้างอีก แต่ยังติดใจเงินเพิ่มของค่าจ้างดังกล่าวและเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า พฤติการณ์ของจำเลยส่อแสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะจ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้องใดที่ทำให้จำเลยไม่พร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่อันเป็นการจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร และระหว่างทำงานไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่บกพร่องต่อหน้าที่จนเป็นเหตุให้จำเลยไม่พิจารณาจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ทั้งสี่แต่ประการใด โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2559 จากจำเลย และพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัส จำนวน 105,862 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 47,992 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 41,259 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และจำนวน 16,538 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของยอดเงิน 105,862 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ของยอดเงิน 47,992 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ของยอดเงิน 41,259 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และของยอดเงิน 16,538 บาท แก่โจทก์ที่ 4 โดยให้คำนวณเงินเพิ่มของยอดเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2560 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อคำนวณแล้วไม่ให้เกินจำนวนที่โจทก์ทั้งสี่ขอมา ได้แก่ จำนวน 95,275.80 บาท 45,893 บาท 40,310 บาท และ 16,538 บาท ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้และนำสืบทำนองว่าจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย ไม่มาทำงานโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควร ไม่ส่งมอบทรัพย์สินหรือเอกสารคืนจำเลยและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และเมื่อโจทก์ทั้งสี่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินโบนัส ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสี่บกพร่องต่อหน้าที่ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ทั้งสี่ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ทั้งสี่ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ทนายความฝ่ายกฎหมายและเลขานุการฝ่ายกฎหมาย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 105,862 บาท 47,992 บาท 41,259 บาท และ 16,538 บาท ตามลำดับ จำเลยจ่ายเงินเดือนลูกจ้างโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีคำสั่งให้ลูกจ้างทุกคนย้ายไปทำงานที่สำนักงานแห่งใหม่ แต่ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเลื่อนให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สำนักงานแห่งใหม่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ระหว่างที่โจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้ไปทำงานที่สำนักงานแห่งใหม่ โจทก์ทั้งสี่ยังคงไปทำงานตามปกติที่สำนักงานเดิม จำเลยจ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้ลูกจ้างอื่นทุกคนแล้วยกเว้นโจทก์ทั้งสี่ เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สำนักงานแห่งใหม่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ได้ทวงเงินค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 แต่พนักงานฝ่ายการเงินไม่โอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสี่เพราะนางสาวชวเนตร กรรมการจำเลยสั่งให้จ่ายค่าจ้างเฉพาะลูกจ้างที่ย้ายไปทำงานที่สำนักงานแห่งใหม่ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2560 เท่านั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง จำเลยวางเงินค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่รับไปแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่เพียงประการเดียวว่า จำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสี่โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรอันจะทำให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายเดือนในอัตราที่แน่นอน โดยจำเลยมีหน้าที่โอนค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสี่ทุกวันสิ้นเดือน อันเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยจึงมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนมกราคม 2560 โดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสี่ในวันที่ 31 มกราคม 2560 เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ไม่ปรากฏว่ากิจการของจำเลยขาดทุนจนไม่มีเงินหมุนเวียนที่จะนำมาจ่ายเป็นค่าจ้าง เมื่อจำเลยได้จ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้แก่ลูกจ้างอื่นทุกคนแล้วแสดงว่าจำเลยมีความพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างเดือนดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสี่ได้ด้วย ทั้งจำเลยมิได้โต้แย้งเรื่องจำนวนค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งสี่ก่อนหรือภายในวันที่ 31 มกราคม 2560 อันเป็นวันที่ครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง การที่จำเลยเพิ่งอ้างเหตุไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่ในภายหลังว่ายังมีปัญหาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ก็ดี โจทก์ทั้งสี่จะต้องคืนทรัพย์สินและเอกสารของจำเลยหรือไม่ และจะนำค่าจ้างดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ทำให้จำเลยเสียหายได้หรือไม่ก็ดี เป็นข้ออ้างที่ไม่สุจริตเพราะจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสี่ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2560 อยู่แล้ว ส่วนเรื่องการคืนทรัพย์สินและเอกสารกับการหักกลบลบหนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสี่ออกจากงานไปแล้ว ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่จึงเป็นการจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง เมื่อจำเลยมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างเดือนมกราคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสี่ในวันที่ 31 มกราคม 2560 จึงต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของค่าจ้างที่โจทก์แต่ละคนได้รับนับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 (อันเป็นวันพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง) ทุกระยะเวลาเจ็ดวันจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยนำค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวมาวางศาล ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาว่า การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสี่โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางวิเวียน พิธานพร
- นายปณิธาน วิสุทธากร
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4244/2563
#670398
เปิดฉบับเต็ม

เงิน OV ซึ่งเป็นของโจทก์ได้สูญหายไปในระหว่างจำเลยดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการ จำเลยมีหน้าที่ควบคุมดูแลเงินของโจทก์ และตามพฤติการณ์เชื่อว่าเงิน OV สูญหายไปเกิดจากจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีคำสั่งที่ ธ. 177/2559 ลงโทษไล่จำเลยออกจากการเป็นพนักงาน จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 487,965.51 บาท ตามข้อบังคับกองทุน หมวดที่ 8 ข้อ 3 แต่อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบดังกล่าว เมื่อในระหว่างที่จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อสะสมและสมทบเงินแก่ลูกจ้างโดยใช้ชื่อว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคาร อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 จำเลยสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว ตามข้อบังคับกองทุนนั้น ในข้อ 4 กำหนดไว้ว่า "ในกรณีที่มีเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่สมาชิกซึ่งสิ้นสมาชิกภาพไม่มีสิทธิได้รับจากกองทุน ให้กระจายเงินดังกล่าวแก่สมาชิกทุกรายในกองทุนตามส่วนได้เสียของสมาชิกแต่ละราย...ฯลฯ..." เมื่อได้ความดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องคดีได้มีการจัดตั้ง "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคาร อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" แล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากกับโจทก์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ประกอบกับตามข้อบังคับกองทุนได้กำหนดในกรณีที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนไว้ในข้อ 4 ที่กำหนดไว้ว่า "ในกรณีที่มีเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่สมาชิกซึ่งสิ้นสมาชิกภาพไม่มีสิทธิได้รับจากกองทุน ให้กระจายเงินดังกล่าวแก่สมาชิกทุกรายในกองทุนตามส่วนได้เสียของสมาชิกแต่ละราย...ฯลฯ" นอกจากนี้ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ยังได้กำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีคณะกรรมการกองทุน มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุนและให้มีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการกองทุน และเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกตามมาตรา 11 ได้กำหนดให้การจัดการกองทุนจะต้องดำเนินการโดยบุคคลซึ่งมิใช่นายจ้างตามมาตรา 13 ได้กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่ในการจัดการกองทุนตามมาตรา 14 และได้กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุน หากมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนตามมาตรา 23 เช่นนี้ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่มีอำนาจหรือหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวที่ได้รับไว้โดยไม่มีสิทธิแก่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคาร อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น สิทธิในการเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่จำเลยได้รับไว้โดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคาร อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว มิใช่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อให้คืนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,462,287.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของเงินต้นจำนวน 3,622,476.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์จ่ายเงิน 31,219,940.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,462,287.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของเงินต้น 3,622,476.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มิถุนายน 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบตามฎีกา ข้อ 2.5 ข้อย่อย 2.5.1 โดยจำเลยฎีกาว่า การรับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจำเลยได้ยื่นตามแบบโดยถูกต้องและผู้มีอำนาจของโจทก์ได้พิจารณาอนุมัติให้โดยชอบแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบเต็มจำนวน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องและไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เงิน OV ซึ่งเป็นของโจทก์ได้สูญหายไปในระหว่างจำเลยดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการ จำเลยมีหน้าที่ควบคุมดูแลเงินของโจทก์ และตามพฤติการณ์เชื่อว่าเงิน OV สูญหายไปเกิดจากจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยออกจากการเป็นพนักงาน เมื่อจำเลยอุทธรณ์คดีในส่วนนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 487,965.51 บาท ตามข้อบังคับกองทุน หมวดที่ 8 ข้อ 3 แต่อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ในระหว่างที่จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อสะสมและสมทบเงินแก่ลูกจ้างโดยใช้ชื่อว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคาร อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 จำเลยสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว ตามข้อบังคับกองทุนนั้น ในข้อ 4 กำหนดไว้ว่า "ในกรณีที่มีเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่สมาชิกซึ่งสิ้นสมาชิกภาพไม่มีสิทธิได้รับจากกองทุน ให้กระจายเงินดังกล่าวแก่สมาชิกทุกรายในกองทุนตามส่วนได้เสียของสมาชิกแต่ละราย...ฯลฯ..." เมื่อได้ความดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า ก่อนโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องคดีได้มีการจัดตั้ง "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคาร อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" แล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากกับโจทก์ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ประกอบกับตามข้อบังคับกองทุนได้กำหนดในกรณีที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนไว้ในข้อ 4 ที่กำหนดไว้ว่า "ในกรณีที่มีเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบที่สมาชิกซึ่งสิ้นสมาชิกภาพไม่มีสิทธิได้รับจากกองทุน ให้กระจายเงินดังกล่าวแก่สมาชิกทุกรายในกองทุนตามส่วนได้เสียของสมาชิกแต่ละราย...ฯลฯ" นอกจากนี้พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7 ม. 11 ม. 13 ม. 14 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญชัย วงษาพาณิชย์
- นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2563
#661430
เปิดฉบับเต็ม

การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 (เดิม) กรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลจะต้องเป็นการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด แต่การที่จำเลยขายกิจการในแผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์ และโอนลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ไปทำงานกับบริษัทที่ซื้อกิจการนั้นมิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลหรือมีผลเป็นการโอนหรือควบรวมนิติบุคคลกับบริษัทดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง แต่เป็นการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ซึ่งการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างจะกระทำได้ต่อเมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอในการโอนสิทธิการเป็นนายจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ที่มีข้อความระบุว่า หากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจะสันนิษฐานว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะรับข้อเสนอ และข้อเสนอถือว่าถูกเพิกถอนไป โดยจำเลยจะไม่มีตำแหน่งให้โจทก์อีกต่อไป นับแต่วันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงหากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 การจ้างงานของโจทก์จะสิ้นสุดลงในวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์นั้น แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า แต่เมื่อไม่ได้กำหนดวันที่จะเลิกจ้างไว้ให้ชัดเจนว่าจะเลิกจ้างโจทก์ในวันใด การบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจึงไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 582

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน (วีพีอาร์) ประจำปี 2559 จำนวน 418,278 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 171,656 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 16,890,950 บาท รวมเป็นเงิน 17,480,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 171,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 31 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2528 ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 171,656 บาท บริษัทเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช แห่งประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจำเลยจะเลิกประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพ โดยได้ตกลงขายแลกเปลี่ยนธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทซาโนฟี่-เบอร์เรียล แห่งประเทศฝรั่งเศส มีผลให้พนักงานในแผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์ ของจำเลยจะต้องโอนไปทำงานกับบริษัทซาโนฟี่-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยได้ประกาศชี้แจงให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทราบถึงความจำเป็น ข้อกำหนด และเงื่อนไขในการยุบแผนกดังกล่าวแล้ว โดยจำเลยเสนอข้อเสนอดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 กำหนดให้โจทก์ตอบรับข้อเสนอภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 แต่โจทก์มิได้ตอบรับข้อเสนอของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการโอนย้ายโจทก์เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยบอกกล่าวล่วงหน้าชอบแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลผันแปรตามผลงานเพราะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนวันจ่ายเงินรางวัลผันแปรดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ยินยอมโอนย้ายไปทำงานที่อื่น เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลสมควรเพียงพอเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหาย การที่จำเลยบอกกล่าวล่วงหน้าในวันที่ 27 ตุลาคม 2558 มิได้มีข้อความระบุว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในส่วนที่ขาด และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จะไม่ได้บัญญัติว่าการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามมาตราดังกล่าว กรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล จะต้องเป็นการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอนหรือควบกับนิติบุคคลใด แต่การที่จำเลยขายกิจการในแผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์ และโอนลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ไปทำงานกับบริษัทซาโนฟี่-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด นั้น มิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลจำเลยหรือมีผลเป็นการโอนหรือควบรวมนิติบุคคลจำเลยกับบริษัทดังกล่าวแต่อย่างไร กรณีดังกล่าวจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ซึ่งเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้ เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยดังนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะโอนสิทธิการเป็นนายจ้างโจทก์ให้แก่บริษัทซาโนพี่-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคสาม ได้โดยชอบ เห็นว่า มาตรา 577 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดทำการฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ดังนี้ จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 577 วรรคหนึ่ง เสียเอง จึงหามีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาได้ไม่ ฎีกาข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือน แล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ตามเอกสารหมาย ล.3 และคำแปลหมาย ล.4 ซึ่งมีข้อความระบุชัดเจนว่า แผนกคอนซูมเมอร์ เฮลแคร์จะยุติกิจการในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อันเป็นวันธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ และยังมีข้อความต่อไปอีกว่าให้ถือเอาหนังสือฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2559 เป็นหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างงาน ถ้าโจทก์ไม่ตอบรับภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โจทก์จะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ย่อมถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือนแล้ว เห็นว่า เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความระบุว่า หากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจะสันนิษฐานว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะรับข้อเสนอ และข้อเสนอจะถือว่าถูกเพิกถอนไป โดยที่จำเลยจะไม่มีตำแหน่งให้โจทก์อีกต่อไป นับแต่วันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการจ้างงานของโจทก์จะสิ้นสุดลงในวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ และให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นคำบอกกล่าวเลิกการจ้างข้อความตามเอกสารดังกล่าวชัดเจนว่า หากโจทก์ไม่ตอบรับข้อเสนอของจำเลยภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวหามีข้อความใดระบุว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ไม่ จึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความเพียงว่า จำเลยจะไม่มีตำแหน่งงานให้โจทก์อีกต่อไปนับแต่วันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการจ้างของโจทก์จะสิ้นสุดลงในวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ หาได้มีข้อความระบุชัดเจนว่าจะยุติกิจการในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 (อันเป็นวันที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์) และถ้าโจทก์ไม่ตอบรับภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โจทก์จะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ดังนี้ แม้เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 จะเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า แต่ก็ไม่ได้กำหนดวันที่จะเลิกจ้างไว้ให้ชัดเจนว่าจะเลิกจ้างโจทก์ในวันใด การบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน (วีพีอาร์) โจทก์ไม่ได้ฎีกา ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โจทก์จะยื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลผันแปรตามผลงาน (วีพีอาร์) ให้แก่โจทก์อีกนั้นย่อมไม่ได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577 ม. 582
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 13 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญชัย วงษาพาณิชย์
- นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4230/2563
#662189
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า อาวุธปืนของกลางตรวจพบรอยขูดลบเครื่องหมายทะเบียน แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็นเลขใดตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์แนบท้ายอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นการอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงมาตามฟ้องอันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้าง แล้วอาศัยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนดังกล่าวพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นการมิชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูกคือ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 เดือน 10 วัน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุก 8 เดือน 20 วัน ไม่ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่เหลือจากการทดลองยิง ซองพกปืน และกระเป๋าสะพายของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่เหลือจากการทดลองยิง ซองพกปืนและกระเป๋าสะพายของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH & WESSON) ขนาด .357 MAGNUM ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL 5 นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายที่สามารถใช้ร่วมกันและใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องโจทก์จริง การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า อาวุธปืนของกลางตรวจพบรอยขูดลบเครื่องหมายทะเบียน แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็นเลขใดตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์แนบท้ายอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นการอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงมาตามฟ้องอันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้าง แล้วอาศัยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนดังกล่าวพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า อาวุธปืนของกลาง ไม่มีเครื่องหมายประจำปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ส่วนซองพกปืนและกระเป๋าสะพายของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ซองพกปืน และกระเป๋าสะพายของกลางนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ซองพกปืน และกระเป๋าสะพายของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 208 (1)
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายธราวุฒิ สิริผดุงชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ชื่อองค์คณะ
ฉันทวัธน์ วรทัต
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
จรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4200/2563
#655575
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจดีเอ็นเอว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของ น. หรือจำเลยคนเดียวเป็นบุตรของ น. เป็นข้อแพ้ชนะคดี โดยกำหนดให้แพทย์โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ทำการตรวจ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของคำท้า เมื่อโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ไม่พร้อมให้บริการตรวจดีเอ็นเอ จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในคำท้าได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป การที่จำเลยฝ่ายเดียวยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ตรวจดีเอ็นเอ เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญของคำท้าและนอกเหนือคำท้า ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วย เพราะคำท้าของคู่ความนั้นจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกได้ก็โดยคู่ความตกลงกันเท่านั้น จำเลยหาอาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกคำท้าแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ไม่ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โรงพยาบาลศรีนครินทร์เป็นผู้ตรวจดีเอ็นเอแทนตามคำร้องของจำเลย โดยมิได้สอบถามความประสงค์ของโจทก์ก่อนและโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ที่อยู่อาศัย) เลขที่ 7994 และ (ที่ทำกิน) เลขที่ 1408 แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความตกลงท้ากันว่าโจทก์และจำเลยยินยอมไปตรวจดีเอ็นเอว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนางนวล หรือไม่ โดยให้แพทย์โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ทำการตรวจ หากผลการตรวจปรากฏว่าโจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนางนวล จำเลยยอมแพ้และยินยอมมอบต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เลขที่ 7994 แก่โจทก์ แต่หากผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยเป็นบุตรของนางนวลคนเดียว โจทก์ยอมแพ้และยินยอมถอนฟ้อง ถ้าฝ่ายใดไม่ไปตรวจดีเอ็นเอโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่คู่ความอีกฝ่ายกล่าวอ้าง และฝ่ายที่ไม่ไปตรวจยอมแพ้คดี โดยไม่ติดใจสืบพยานอื่นอีกต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นไปตามที่คู่ความท้ากัน กำหนดนัดตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 5 เมษายน 2561 ต่อมาโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์แจ้งว่าไม่พร้อมให้บริการตรวจดีเอ็นเอ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ทำการตรวจดีเอ็นเอแทน ศาลชั้นต้นอนุญาตและแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบว่าได้เปลี่ยนสถานที่ตรวจจากเดิมเป็นโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 5 มิถุนายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เวลา 9 นาฬิกา

ศาลชั้นต้นพิจารณา เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ไปตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ตามกำหนดนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร โจทก์ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมไว้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนอกคำท้าโดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจดีเอ็นเอว่าโจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนางนวลหรือจำเลยคนเดียวเป็นบุตรของนางนวล เป็นข้อแพ้ชนะคดีโดยกำหนดให้แพทย์โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ทำการตรวจ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของคำท้า เมื่อโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ไม่พร้อมให้บริการตรวจดีเอ็นเอ จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในคำท้าได้ ดังนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป การที่จำเลยฝ่ายเดียวยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ตรวจดีเอ็นเอ เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญของคำท้าและนอกเหนือคำท้า ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วย เพราะคำท้าของคู่ความนั้นจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกได้ก็โดยคู่ความตกลงกันเท่านั้น จำเลยหาอาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกคำท้าแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ไม่ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ตรวจดีเอ็นเอแทนตามคำร้องของจำเลย โดยมิได้สอบถามความประสงค์ของโจทก์ก่อนและโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องไปตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่ได้ไปตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น เป็นการพิพากษานอกคำท้าโดยไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นางสาวจิตรา อินทรหนองไผ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
สุทิน นาคพงศ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2563
#662621
เปิดฉบับเต็ม

ม. ใช้รถกระบะคันเกิดเหตุไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่ง โดยให้จำเลยที่ 1 นั่งรถไปที่ป่าบุห้าร้อยบริเวณที่จะออกตรวจลาดตระเวนพร้อมกับเจ้าหน้าที่อื่นด้วยและขอร้องให้จำเลยที่ 1 ขับรถกลับไปที่หน่วยห้วยคำภู ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปและอยู่ที่หน่วยดังกล่าวคนเดียวจนถึงวันเกิดเหตุ ทั้งที่ ม. เบิกความว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แล้ว แต่กลับยินยอมให้จำเลยที่ 1 นั่งรถไปคันเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงความผูกพันในหน้าที่เดิมอย่างไม่ขาดตอน พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีสัญญาหรือข้อตกลงในการทำงานกับจำเลยที่ 2 อย่างไร เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หาได้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสองด้วยไม่ เพราะการว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างชั่วคราวอันถือเป็นการจ้างแรงงานนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 มิได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นหนังสือ คำเบิกความของ ม. ที่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 อยู่ที่หน่วยห้วยคำภูเพื่อรอขนย้ายสิ่งของเท่านั้น จึงขัดต่อพฤติการณ์ที่ ม. สั่งให้จำเลยที่ 1 นั่งรถกระบะคันเกิดเหตุไปยังบริเวณที่จะออกตรวจลาดตระเวน กับสั่งให้ขับรถกระบะคันเกิดเหตุกลับไปที่หน่วย พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบยังไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ส่วนข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น ตามคำสั่ง 96/2557 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้ ม. ใช้รถกระบะคันเกิดเหตุได้ตลอดเวลาที่ต้องปฏิบัติงาน ม. จึงมีอำนาจใช้และมีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบรถกระบะคันเกิดเหตุ การที่ ม. ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะดังกล่าวไปที่หน่วยห้วยคำภู และอยู่ประจำที่หน่วยดังกล่าวเพื่อรอรับ ม. กับเจ้าหน้าที่อื่นพร้อมกับผู้ต้องหาที่ถูกจับ การขับรถกระบะคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หาได้เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปเบิกถอนเงินแม้เป็นธุระส่วนตัว และบริเวณที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในเขตทำการที่จำเลยที่ 2 รับผิดชอบ แต่การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปกลับเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับงานที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย ถือได้ว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังอยู่ในระหว่างปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 2 นายจ้าง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 1,190,000 บาท และชำระค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 500,000 บาท และค่าปลงศพกับค่ารักษาพยาบาลรวม 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 190,000 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2557 (วันทำละเมิด) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ 47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,000 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2557 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 547,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงิน 190,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ตุลาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 24,340 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกฤษณ ผู้ตาย โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กวข 916 ปราจีนบุรี จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานราชการ มีฐานะเป็นกรมและเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุทยานแห่งชาติทับลานเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บล 48 นครราชสีมา เป็นของกลางที่ศาลมีคำสั่งริบในคดีอื่น และจำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้นำมาใช้ในการปฏิบัติงานของอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บล 48 นครราชสีมา โดยประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กวข 916 ปราจีนบุรี ที่ผู้ตายขับขี่มา เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย ในคดีอาญาจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุด คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบบันทึกข้อตกลงในการทำงานระหว่างอุทยานแห่งชาติทับลานกับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ปรากฏบันทึกที่ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 อยู่ก็ตาม แต่บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่จัดทำขึ้นเองภายในหน่วยงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งอาจจะจัดทำไว้หรือไม่ อย่างไร ย่อมอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 เท่านั้น หากแต่เมื่ออุทยานแห่งชาติทับลานทำหนังสือลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 แจ้งไปยังผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปราจีนบุรี กลับไม่มีข้อความที่ปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไว้อย่างชัดเจน ทั้งที่ระยะเวลาหลังเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 นำรถกระบะคันเกิดเหตุออกมาใช้เพื่อกิจส่วนตัวโดยพลการ และไม่มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถของทางราชการ นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกับที่อุทยานแห่งชาติทับลานทำหนังสือ จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างชั่วคราวของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2553 จนถึงปัจจุบัน เมื่อนำพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวมาพิจารณาประกอบคำเบิกความของนายมรกตและถ้อยคำที่นายมรกตให้ไว้แล้ว ได้ข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันว่า วันที่ 7 ตุลาคม 2557 นายมรกตใช้รถกระบะคันเกิดเหตุไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งโดยให้จำเลยที่ 1 นั่งรถไปที่ป่าบุห้าร้อยบริเวณที่จะออกตรวจลาดตระเวนพร้อมกับเจ้าหน้าที่อื่นด้วยและขอร้องให้จำเลยที่ 1 ขับรถกลับไปที่หน่วยห้วยคำภู ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไป และอยู่ที่หน่วยดังกล่าวคนเดียวจนถึงวันเกิดเหตุ ทั้งที่นายมรกตเบิกความว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แล้ว แต่กลับยินยอมให้จำเลยที่ 1 นั่งรถไปคันเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงความผูกพันในหน้าที่เดิมอย่างไม่ขาดตอน พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีสัญญาหรือข้อตกลงในการทำงานกับจำเลยที่ 2 อย่างไรเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หาได้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสองด้วยไม่ เพราะการว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างชั่วคราวอันถือเป็นการจ้างแรงงานนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 มิได้บัญญัติว่าต้องทำเป็นหนังสือ คำเบิกความของนายมรกตที่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 อยู่ที่หน่วยห้วยคำภูเพื่อรอขนย้ายสิ่งของเท่านั้น จึงขัดต่อพฤติการณ์ที่นายมรกตสั่งให้จำเลยที่ 1 นั่งรถกระบะคันเกิดเหตุไปยังบริเวณที่จะออกตรวจลาดตระเวน กับสั่งให้ขับรถกระบะคันเกิดเหตุกลับไปที่หน่วย พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบยังไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ส่วนข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามคำสั่งที่ 96/2557 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้นายมรกตใช้รถกระบะคันเกิดเหตุได้ตลอดเวลาที่ต้องปฏิบัติงาน นายมรกตจึงมีอำนาจใช้และมีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบรถกระบะคันเกิดเหตุ การที่นายมรกตใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะดังกล่าวไปที่หน่วยห้วยคำภูและอยู่ประจำที่หน่วยดังกล่าวเพื่อรอรับนายมรกตกับเจ้าหน้าที่อื่นพร้อมกับผู้ต้องหาที่ถูกจับ การขับรถกระบะคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หาได้เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปเบิกถอนเงินแม้เป็นธุระส่วนตัว และบริเวณที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในเขตทำการที่จำเลยที่ 2 รับผิดชอบ แต่การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปกลับเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับงานที่จำเลยที่ 2 มอบหมายถือได้ว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังอยู่ในระหว่างปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 2 นายจ้าง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดเพียงใด เห็นว่า ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสมองบวม เลือดออกในสมองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จัดพิธีศพตามพิธีทางศาสนา 3 วัน รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายที่ด้านหน้า ค่ารักษาพยาบาล 30,000 บาท ค่าปลงศพ 160,000 บาท ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ 47,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละ 500,000 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบยืนยัน นับว่าเป็นค่าเสียหายที่ไม่ได้สูงเกินเหตุ ดังนั้นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ตามจำนวนดังกล่าว จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท. กับพวก
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นางสาวพัชรี ปรีชะนิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา